หลักการปฏิบัติในพระพุทธศาสนา โพธิปกั ขิยธรรม ๓๗ ประการ ธรรมทีโ่ บยบนิ สูก่ ารตรัสรู้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน ในหลักธรรมท่ีถือเป็นแก่น ค�ำสอนของพระพุทธศาสนา จึงขอประมวลมาอธิบายให้เห็นภาพ ได้ชัดเจนย่ิงข้ึน ดังน้ี ๑. สติปฏั ฐาน ๔ สตปิ ฏั ฐาน หมายถงึ การระลกึ ร้อู ยู่กับฐาน ๔ อยา่ ง ๑.๑. ระลึกรู้กาย ๖ ลักษณะ หมายถึง ระลึกรู้การ 50 เคลื่อนไหวของกาย เช่น - ระลกึ รอู้ ยกู่ ับอาการของลมหายใจ - ระลกึ รู้อาการเคลื่อนไหวของอริ ิยาบถใหญ่ - ระลกึ รอู้ าการเคลอ่ื นไหวของอิริยาบถยอ่ ย - ระลกึ รู้อาการความเป็นปฏิกลู (ไม่งาม) ของรา่ งกาย - ระลกึ รอู้ ยกู่ บั ธาตุ ๔ (รโู้ ดยความเปน็ ธาตตุ ามธรรมชาติ ๔ ไดแ้ ก่ ดนิ น�ำ้ ลม ไฟ) - ระลกึ รูก้ ายนีด้ จุ ซากศพในป่าช้าทงั้ ๙ ๑.๒ ระลึกรู้เวทนา ๙ ลักษณะ หมายถึงการดูเวทนา ท่ีปรากฏกับกาย เช่น สุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ มีเหยื่อล่อหรือไม่ม ี ใหร้ เู้ หน็ สงิ่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ เฉยๆ อยา่ ใหจ้ ติ ปรงุ แตง่ ตามคอื อยา่ เสวยเวทนา ก า ร รู้ ธ ร ร ม แ บ บ รู้ แ จ ้ ง
๑.๓ ระลกึ รจู้ ติ ๑๖ ลกั ษณะ หมายถงึ ใหร้ วู้ า่ จติ มรี าคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน ต้ังม่ัน หลุดพ้นหรือไม่ ให้ดูเฉยๆ เหน็ แลว้ วาง เร่มิ ต้นดูใหม ่ ท�ำอยู่อย่างนีไ้ ปเร่ือย ๆ ๑.๔ ระลึกรู้ธรรม ๕ ลักษณะ ค�ำว่าธรรม หมายถึงสิ่งที่ ปรากฏในจิต เพราะปกติจิตจะเฉยๆ วา่ งๆ ได้แก่ - ระลกึ รนู้ วิ รณ ์ ๕ ดอู ารมณท์ เี่ ปน็ เครอื่ งกางกน้ั จติ ไมใ่ ห้ ปกติ - ระลึกรู้อุปาทานขันธ์ ๕ ดูการยึดติดกับขันธ์ ๕ น้ัน เปน็ อยา่ งไร คอื เมอื่ ความคดิ เกดิ ขนึ้ จติ เขา้ ไปหลงยดึ เป็นตวั ตนตอนไหน - ระลึกรู้อายตนะและการกระทบผัสสะว่าเกิดอารมณ ์ ไดอ้ ยา่ งไร ทุกขเ์ กิดตรงขณะไหน 51 - ระลึกรู้โพชฌงค์ ๗ ดูอาการท่ีอารมณ์อยู่กับปัจจุบัน ได้อย่างไร องค์ประกอบที่น�ำไปสู่การรู้แจ้งน้ันเป็น อยา่ งไร มอี ยู่ในจติ หรือไม่ - ระลกึ รอู้ รยิ สจั ๔ ดคู วามจรงิ ขน้ั สงู ของชวี ติ อนั ประเสรฐิ ว่าเป็นอย่างไร เช่น ดูความทุกข์ ดูเหตุเกิดทุกข์ ด ู ความดบั ไปของทุกข ์ เหตุปจั จัยท่ีทำ� ใหท้ กุ ข์ดับ สุดท้ายคือการยืนยันรับรองผลการปฏิบัติ หากปฏิบัติตาม จะให้ผลได้ภายในระยะเวลาเพียง ๗ ปี ๗ เดือน หรือ ๗ วัน ผู้ปฏิบัติพึงหวังผล ๒ ประการ คือเป็นพระอรหันต์ หรือไม่ก็เป็น พระอนาคามีในปจั จบุ ันชาตินโ้ี ดยไมต่ อ้ งสงสยั ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
๒. สัมมัปปธาน ๔ หมายถึงการตง้ั จิตให้ถูกตอ้ ง ๔ ๑. สังวรปธาน สำ� รวมอนิ ทรีย ์ ๒. ภาวนาปธาน เฝ้าเพยี รเพง่ เผากเิ ลส ๓. อนุรกั ขนาปธาน ตามรกั ษาจติ ๔. ปหานปธาน มีปญั ญาประหารและท�ำลายอกศุ ล ท้งั หลาย ๓. อิทธิบาท ๔ คุณธรรมน�ำสู่ความสำ� เรจ็ ๔ อย่าง ๑. ฉันทะ พอใจ ทำ� ดว้ ยใจ ๒. วิริยะ ขยันท�ำ กลา้ ท�ำ ๓. จิตตะ ท�ำดว้ ยความสนใจ เอาใจใส ่ มงุ่ มนั่ เตม็ ใจ 52 ๔. วมิ งั สา รจู้ กั ตรองเลอื กเอาแตเ่ นอื้ ๆ เอาแตส่ าระ รจู้ กั สลดั ความคดิ ปรงุ แตง่ ทงิ้ ได ้ อยกู่ บั ใจทบ่ี รสิ ทุ ธลิ์ ว้ นๆ ๔. อินทรยี ์ ๕ หลกั ธรรมน�ำไปสคู่ วามยิ่งใหญ ่ ๕ อย่าง ๑. ศรทั ธา ความเปน็ ผมู้ เี หตผุ ล รจู้ กั เชอื่ ฟงั ผอู้ นื่ ยอมรบั ในส่ิงท่ีถูกที่ควร ไม่เป็นคนด้ือร้ัน ไม่ฟังอะไรกับ ใครเลย ๒. วริ ยิ ะ ความกลา้ ความขยนั ไมก่ ลวั ทกุ ข ์ กลา้ ด ู กลา้ ศึกษา ๓. สต ิ ความระลกึ รู้ การสงั เกต ๔. สมาธ ิ ความตง้ั ใจมนั่ ความตอ่ เนอื่ งของความรสู้ กึ ตวั ๕. ปัญญา ความรอบรู้ปรากฏการณ์ในกายและจิตอย่าง ตอ่ เนื่อง แจม่ แจ้ง ก า ร รู้ ธ ร ร ม แ บ บ รู้ แ จ ้ ง
๕. พละ ๕ หัวข้อธรรมในพละ ๕ เหมือนอินทรีย์ ๕ ต่าง เฉพาะการใช้งาน คือ อินทรีย์จะเน้นความเป็นใหญ่ในหน้าที่ แต่ พละจะเนน้ ก�ำลังความทุ่มเททีน่ �ำไปสูค่ วามสำ� เร็จ ๖. โพชฌงค์ ๗ ธรรมทีเ่ ป็นองคป์ ระกอบเพ่ือการรู้แจ้ง ๑. สติ ความระลึกรู ้ ความรูต้ วั ๒. ธัมมวิจยะ ความรู้สึกสังเกต สอดส่องปรากฏการณ์ ทีเ่ กิดกับกายและจติ ๓. วริ ยิ ะ ความกล้า ความขยัน ไมก่ ลัวทกุ ข์ ๔. ปตี ิ ความอ่มิ เอิบใจ ความโลง่ ใจ ๕. ปัสสัทธ ิ ความสงบ เบาใจ ๖. สมาธ ิ ความทจี่ ติ ตงั้ มน่ั ไมห่ วน่ั ไหวตอ่ อารมณท์ กี่ ระทบ ๗. อุเบกขา ความปล่อยวางอารมณ์พอใจไม่พอใจได้ 53 ๗. อริยมรรคมีองค์ ๘ หนทางสู่ความประเสริฐ ทางสู่ความ ไมม่ ที ุกข์ หนทางไปไกลจากกิเลส ๑. สัมมาทิฏฐิ มีสติเห็นกาย เวทนา จิต ธรรม ตาม ความเป็นจริง เห็นสักแต่ว่าเห็น การเกิดข้ึนต้ังอยู่ ดบั ไปเปน็ ธรรมดา เหน็ โลกวา่ งจากอตั ตา อตั นยี า อย่ ู โดยปกต ิ เรียกว่าเหน็ ถกู เหน็ ตรง ๒. สัมมาสังกัปปะ คิดถูก คิดชอบ คิดไม่เบียดเบียน ไมพ่ ยาบาท คิดออกจากกาม ๓. สัมมาวาจา พูดถูก พูดชอบ ไม่พูดเท็จ ค�ำหยาบ ส่อเสยี ด เพ้อเจ้อ ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
๔. สัมมากัมมันตะ ท�ำการงานชอบ เว้นฆ่าสัตว์ เว้น ลกั ทรพั ย ์ ประพฤตผิ ดิ ในกาม เวน้ การเสพของมนึ เมา ๕. สัมมาอาชีวะ ประกอบอาชีพชอบ งดอาชีพทุจริตผิด ศีลธรรม อาชีพที่เป็นปัจจัยให้สะสมความโลภโกรธ หลง ๖. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ คอื เพยี รประคองจิต เพยี รตัง้ จิตละอกุศล ประกอบกุศลให้บรบิ ูรณ์ ๗. สัมมาสติ ระลึกรู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ให้ ความพอใจความไมพ่ อใจอาศยั จิตเกิด ๘. สมั มาสมาธ ิ ความตงั้ ใจมนั่ ชอบ ละทกุ ข ์ ละสขุ เสยี ได ้ มีสติที่บริสุทธ์ิ วางใจเป็นกลาง รู้เห็นทุกสิ่งตามความ 54 เป็นจริง ธรรมทงั้ ๓๗ ประการน ้ี เปน็ ไปเพอื่ การรแู้ จง้ โดยฝา่ ยเดยี ว แตล่ ะหมวดจะอธบิ ายในเปา้ หมายอนั เดยี วกนั หากพจิ ารณาดจู าก จติ แล้ว แทบจะไม่มีอะไรท่ีแตกต่างกันเลย อุปมาโพธิปักขิยธรรม โพธิปักขิยธรรม เหมือนบริษัทรถยนต์ซึ่งมีบริษัทในเครือ อีก ๗ แห่ง นิพพานคือเป้าหมายของการเดินทาง รถยนต์แต่ละ ย่ีห้อ คือยานพาหนะน�ำสู่นิพพาน... ธรรมทั้ง ๓๗ ประการ คือ สติปัฏฐาน ๔, สัมมัปปธาน ๔, อิทธิบาท ๔, อินทรีย์ ๕, พละ ๕, ก า ร ร ู้ ธ ร ร ม แ บ บ รู ้ แ จ้ ง
โพชฌงค์ ๗, อริยมรรค ๘ ธรรมแต่ละหมวดเปรียบได้กับรถยนต์ แตล่ ะยห่ี อ้ ใครจะปฏบิ ตั ติ ามธรรมกลมุ่ ไหน จะใชร้ ถยนตย์ หี่ อ้ อะไร ก็ไปได้ทั้งน้ัน เพราะรถทุกคันก็จะมีหน้าที่ส่งผู้โดยสารอยู่แล้ว และไม่ว่าจะคันไหนก็จะมีอะไหล่ส่วนประกอบหลักของเครื่องยนต ์ คล้ายๆ กัน หรือจะเหมือนกันด้วยซํ้าไป ต่างแต่อุปกรณ์ตกแต่ง เท่านัน้ ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า จะน�ำเอาค�ำสอนอันไหนมาปฏิบัติ บ้าง ก่อนหลังอย่างไร ปฏิบัติตามธรรมหมวดไหนก็ได้ที่อยู่ในกลุ่ม ของโพธิปักขิยธรรม ๓๗ น้ี แต่ให้เข้าใจถูกต้องตรงเป็นสัมมาทิฏฐิ จรงิ ๆ ถา้ จะใหง้ า่ ย อยา่ ตคี วามเอาเอง ตอ้ งไปหาผรู้ ทู้ ผ่ี า่ นการพสิ จู น ์ ทฤษฎนี ้ีมาก่อนแลว้ สุปฏิปันโนบุคคลน่ันแหละคือต�ำราอันแท้จริง อันควรค่าแก ่ 55 การเรียนรู้อย่างยิ่ง เพราะท่านเหล่าน้ันได้ผ่านหรือกำ� ลังใช้คุณธรรม นนั้ เปน็ ยานพาหนะทางจติ อย ู่ ยอ่ มรจู้ กั รถ รจู้ กั เสน้ ทาง รจู้ กั เปา้ หมาย ช�ำนาญในการขับข่ี ได้ประสบการณ์เดินทางเส้นนี้มาก่อนเรา หรือ หากว่าจะฝึกสอนให้คนอื่นขับข่ีก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องยาก เพราะรู้เรื่อง ของพละ ของอินทรีย์ผู้ท่ีจะเข้ารับการฝึกฝนดีว่า คุณธรรมคือ เครื่องยนต์เป็นเช่นไร รู้ว่าอะไหล่ตัวไหนท่ีเป็นของจริงของปลอม อันไหนควรเพ่ิมเติม ควรเปลี่ยนถ่ายท้ิง ควรขัดสนิม ซ่อมบ�ำรุง รูว้ ธิ ใี ชอ้ ย่างถกู ตอ้ ง ช่วงไหนควรขบั ขี่อย่างไร ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
๓ น ิ ว ร ณ์ อ า ห า ร ข อ ง อ วิ ช ช า 57 ธรรมทเี่ ปน็ อปุ สรรคขดั ขวางจติ ไมใ่ หเ้ ขา้ ถงึ ปญั ญาสงู สดุ หรอื อารมณ์ ที่คอยรบกวนจิตไม่ให้อยู่ในภาวะปกติได้ เรียกว่า “นิวรณ์” ซึ่ง ถือว่าเป็นอาหารของอวิชชาโดยแท้ หากต้องการดับอวิชชาก็ต้อง ท�ำลายนิวรณใ์ หไ้ ด้ ซง่ึ มีอย ู่ ๕ อยา่ ง ได้แก่ ๑. กามฉนั ทะ หมายถงึ ความพอใจในกาม ๒. พยาปาทะ หมายถงึ ความพยาบาท หงดุ หงดิ ๓. ถีนมิทธะ หมายถงึ ความงว่ งเหงาหาวนอน ไมโ่ ปรง่ ๔. อทุ ธจั จกกุ กจุ จะ หมายถงึ ความฟงุ้ ซา่ น รำ� คาญใจ คดิ มาก ๕. วจิ กิ จิ ฉา หมายถึง ความลังเลสงสยั ไม่แน่ใจ ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
แตใ่ นท�ำนองเดยี วกนั นวิ รณท์ ด่ี ำ� รงอยไู่ ดก้ เ็ พราะมอี าหาร หลอ่ เล้ยี งอยเู่ ช่นกัน ไดแ้ ก่ ๑. ทจุ รติ ๓ ไดแ้ ก ่ กายทจุ รติ ๓ วจที จุ รติ ๔ มโนทจุ รติ ๓ ๒. การไมส่ ำ� รวมอินทรยี ์ ๓. ไมม่ สี ตสิ ัมปชัญญะ ๔. ไมม่ ีโยนิโสมนสกิ าร ๕. ไม่มีความศรทั ธา ๖. ไม่ได้สดับธรรม ๗. ไมค่ บสตั บรุ ุษ 58 มาร ๕ ธรรม (อารมณ)์ ทเ่ี ปน็ ตวั ขดั ขวางการปฏบิ ตั ิ นอกจากนวิ รณ์ แลว้ หากผู้ปฏิบัตจิ ะพึงสังเกตให้ละเอยี ดจะพบอารมณอ์ ีก ๕ กล่มุ ท่ีเป็นตัวขัดขวางความเจริญก้าวหน้า เป็นอารมณ์ที่ละเอียดอีก ชนั้ หนง่ึ ซง่ึ ผปู้ ฏบิ ตั มิ กั ชะลา่ ใจในอารมณเ์ หลา่ น ้ี เรยี ก มาร ๕ ไดแ้ ก่ ๑. ขันธมาร มารคือขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้ปฏิบัติธรรมบางคนมักเข้าใจว่า ขันธ์ ๕ เป็น ตัวตน เป็นที่ต้ังแห่งความสุข บ�ำรุงรักษายิ่งๆ ขึ้นไป ปฏิบัติเพื่อ สุขภาพพลานามัยหายจากโรคภัยไข้เจ็บ อยากให้มันจีรังยั่งยืน โดยอ้างเหตุผลทางรูปกายไม่ต้องการเสวยเวทนา พยายามเน้น การบ�ำรุงรักษา ไม่ให้มีโรคภัยไข้เจ็บ เลือกกินอาหารเพ่ือสุขภาพ ก า ร ร ู้ ธ ร ร ม แ บ บ ร ู้ แ จ้ ง
ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ชอบออกก�ำลังกายสม่�ำเสมอ ต้องการ ความสุขอันประณีต จนเป็นเหตุให้การปฏิบัติย่อหย่อน และหยุด ความเพียรไปในท่ีสดุ ขาดความก้าวหน้า รวมถึงความเจ็บไข้ได้ป่วยขณะท�ำการปรารภความเพียร จนจิตสะดุดต้องหยุดความเพียร หันมาเอาใจใส่รูปขันธ์ ท้ังที่บางท ี กไ็ มไ่ ด้เปน็ อะไรมาก แต่มนั กห็ ลอกผู้ไมเ่ ฉลยี วใจได้ ๒. กิเลสมาร มารคือกิเลส หมายถึงความเศร้าหมองในจิต หากปรงุ แตง่ มากๆ อกศุ ลธรรมครอบงำ� จติ นานๆ ความคดิ ความอยาก ก็จะติดค้างคาอยู่ในใจ ท�ำให้เกิดความขุ่นมัวเศร้าหมอง อารมณ ์ ปฏบิ ตั ขิ าดความตอ่ เนอื่ ง มองไมเ่ หน็ ความกา้ วหนา้ ของตนเอง ถงึ กบั ตอ้ งท้อแท ้ หยุดหรอื เลิกราไปในท่ีสุด แม้ความผูกพันในครอบครัว ลูกหลาน ทรัพย์สมบัติ หน้าท ่ี 59 การงาน อดีต อนาคต ตัดไม่ขาด สลัดไม่หลุด ครุ่นคิดห่วงหน้า พะวงหลัง ทั้งๆ ท่ีต้ังใจเต็มที่แล้ว แต่พอเจอมารด่านนี้เข้าให้แล้ว กต็ อ้ งยอมกลบั ไปรบั ใชก้ ิเลสตามเดมิ ๓. เทวปุตตมาร มารคือ เทวดา หมายถึงความคิดดี ความ หวังดีตอ่ ญาตมิ ติ รสงั คม ซงึ่ มักจะเกดิ กบั ผู้ปฏิบตั ิมาบ้างแลว้ จติ จะ ปรุงแต่งแตเ่ รอ่ื งที่ดๆี มโี ครงการเกิดขน้ึ มากมายหลากหลาย บางคร้ัง เทวปุตตมารน้ีก็มาในรูปแบบสมมุติเทพ หมายถึง เจ้าหน้าที่ผู้บริหารบ้านเมือง ผู้ปกครองผู้บังคับบัญชา ไม่ให้โอกาส ไม่เห็นด้วย ไม่อนุมัติ ไม่อนุญาต หรือผู้หวังดีน�ำข่าวคราวที่อยู่ใน ความคิดความหวังความสนใจมาบอก แสดงตนว่าเป็นคนห่วงใย อยากพูดคุย ท�ำให้หลุดจากอารมณ์ปัจจุบันได้ แม้จะเป็นอารมณ์ ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
ปฏบิ ตั กิ ต็ าม หากเกนิ ความถกู ตอ้ งพอดกี อ็ าจท�ำใหเ้ กดิ ปญั หา ทำ� ให้ เราออกจากความคิดนัน้ ไมไ่ ด้ ๔. อภสิ งั ขารมาร มารคอื ความคดิ ปรงุ แตง่ อยา่ งยงิ่ ผปู้ ฏบิ ตั ิ ทจี่ ะกา้ วมาถงึ จดุ นไ้ี ดไ้ มใ่ ชเ่ รอ่ื งงา่ ย หากไมไ่ ดผ้ า่ นมารทงั้ ๓ มากอ่ น ก็จะไม่มีโอกาสได้ประมือกับอภิสังขารมารเลย เพราะมารตัวนี้จะ เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติท่ีจิตหยั่งลงสู่วิปัสสนาแล้วเท่านั้น เพราะนั่น คือการเข้าสู่อาณาจักรของมารกลุ่มนี้ คือเมื่อเรามีสติที่สามารถ ประคองจติ ใหอ้ ยกู่ บั ปจั จบุ นั ไดร้ ะดบั หนง่ึ ความรแู้ จง้ ทเ่ี ปน็ วปิ สั สนา อ่อนๆ หรืออารมณ์เบื้องต้นจะปรากฏขึ้น ทำ� ให้เกิดปัญญารู้รูปนาม ท่ีเป็นปัจจุบันธรรมชัดเจนมาก เป็นการประจักษ์แจ้งทางจิตหรือ ประสบการณค์ รง้ั แรกในชวี ติ ทไี่ ดพ้ บเจอ ชว่ งนจี้ ะเกดิ ปญั ญา ความร ู้ 60 ความเข้าใจในธรรม ท่ีไม่รู้ว่ามันหลั่งไหลมาจากไหน ท�ำให้หลง เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองได้บรรลุธรรมขั้นใดข้ันหนึ่งแล้ว ซ่ึงเป็นเหต ุ ใหไ้ มก่ า้ วหน้าในวิปัสสนาญาณต่อไป ๕. มัจจุมาร มารคือความตาย ทุกชีวิตล้วนต้องเผชิญกับ ความตายด้วยกันท้ังน้ัน การทำ� วิปัสสนาคือการเรียนรู้ชีวิตทั้งระบบ ทงั้ ทดี่ ำ� รงอยใู่ นปจั จบุ นั และขณะกำ� ลงั สนิ้ ใจ ซง่ึ กำ� ลงั เปน็ บรรยากาศ ทต่ี อ้ งเผชญิ กบั มจั จรุ าช ผปู้ ฏบิ ตั ทิ พี่ ฒั นาจติ ไดถ้ งึ ระดบั สงู จะไมร่ สู้ กึ หวาดหวนั่ พรนั่ พรงึ แตอ่ ยา่ งใด กลบั จะยนิ ดดี ว้ ยซำ�้ เพราะความยดึ มน่ั ถือม่ันในอัตตาตัวตน หรือในปรากฏการณ์มายาทางจิตใดๆ ล้วน แจม่ แจง้ แลว้ ความตายจงึ ไมม่ ผี ลตอ่ จติ และความรสู้ กึ บคุ คลเหลา่ น้ ี จะสามารถเดินเข้าไปในความตายเสมือนหน่ึงไม่มีอะไรเกิดหรือตาย รูว้ ธิ ตี าย ความกลัวไม่มีในจิต ดูตวั เองตายไดเ้ หมอื นนงั่ ดผู ูอ้ ื่นตาย ก า ร รู้ ธ ร ร ม แ บ บ ร้ ู แ จ้ ง
อีกนัยหน่ึง ความตายทางด้านร่างกายก็เป็นอุปสรรคต่อ การบรรลุเป้าหมาย ขณะท่ีเราก�ำลังปรารภความเพียรยังไม่ไปหน้า ม า ห ลั ง ก ลั บ เ กิ ด มั จ จุ ร า ช เ ข ้ า ม า ช ่ ว ง ชิ ง เ อ า ชี วิ ต เ ร า ไ ป เ สี ย ก ่ อ น ความตายทเ่ี กดิ กบั จติ ผทู้ อี่ ยรู่ ะหวา่ งกำ� ลงั ฝกึ จะหมายถงึ การเลกิ ลม้ ความตงั้ ใจ เปลย่ี นความคดิ ทอ้ แท ้ กลวั อารมณ ์ หรอื การพลดั หลง เข้าสู่สมาธิฌานสมาบัติแบบฤๅษีดาบส หลงเสวยสุขอยู่ในสมาธิ แบบสมถะ ซ่งึ น่ีก็ถอื เปน็ การตายจากมรรคผลนพิ พานเช่นกนั กิเลสท่ีผูกมัดใจไว้กับทุกข์ เร่ืองของสังโยชน์ เป็นสภาวธรรมข้ันละเอียด ผู้เจริญ 61 สตปิ ฏั ฐานสอี่ ยเู่ ปน็ ประจำ� หากพฒั นาไดต้ ามลำ� ดบั คอื กายานปุ สั สนา ดูกายได้ เวทนานุปัสสนา ดูเวทนาก็ได้ จิตตานุปัสสนา ดูจิตก็ได ้ ธมั มานปุ สั สนา ดสู งิ่ ทป่ี รากฏอยใู่ นจติ กไ็ ด ้ พดู โดยสรปุ คอื สามารถ ดูกายเคลื่อนไหวดูใจนึกคิดได้โดยไม่หลงอารมณ์ รู้รูปนาม รู้ ไตรลักษณ์ รู้สมมุติ รู้ปรมัตถ์ จิตม่ันคงอยู่กับปัจจุบัน อย่างน้อย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จึงจะหยงั่ รอู้ ารมณล์ ะเอียดเหลา่ น้ี สติท่ีรู้ปรมัตถ์ได้แล้ว จะสามารถดูจิตในจิต ดูขันธ์ ๕ ท ี่ ปรากฏจากผัสสะทางอายตนะได้ ส่วนมากจิตจะราบเรียบเหมือน ทะเล หากมีคล่ืนปรากฏบ้างก็เล็กน้อย เป็นช่วง เป็นบางจังหวะ ท่ีมีเหตุปัจจัยส่ิงเร้าเข้าประกอบให้เกิดอารมณ์บ้าง แต่ก็ง่ายต่อ ก า ร ดั บ เ พ ร า ะ รู ้ เ ห ตุ ป ั จ จั ย ชั ด แ ล ้ ว ดั ง น้ั น ใ น ช ่ ว ง นี้ ผู ้ ป ฏิ บั ติ จึ ง ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
ค่อนข้างอิสระในการดูพอสมควร จิตไม่เพ่ง ไม่เผลอ ไม่อยาก ไม่ปวดหัวมึนศีรษะ หรือแน่นหน้าอกแต่อย่างใด จิตเป็นกลางๆ ในแต่ละอิริยาบถ เป็นสมาธิเองโดยธรรมชาติ รู้อริยสัจตามความ เปน็ จริง รกู้ เิ ลสทผี่ กู ใจคนไวก้ บั ความทกุ ขท์ เ่ี รยี กวา่ สงั โยชน ์ รอู้ ารมณ์ ที่ดับได้แล้วและที่ดับไม่ได้ รู้อะไรดับง่าย อะไรดับยาก กิเลส ส่วนไหนต้ังอยู่ได้ด้วยปัจจัยอะไร เพราะความหมักหมมซับซ้อน ซ่อนเง่ือนอยู่ในจิตมานาน หย่ังรู้เห็นได้ยาก จึงเรียกธรรมกลุ่มนี้ว่า สงั โยชน์บา้ ง อนุสัยบา้ ง อาสวธรรมบา้ ง หากผู้ปฏิบัติขาดความละเอียดแยบคาย ไม่เคยผ่านอารมณ์ วิปัสสนาระดับหน่ึงมาก่อน จะไม่รู้จักกิเลสกลุ่มน้ีได้เลย เพียงแค่ 62 อาจมีสติดูอารมณ์นั้นบ้างบางเวลา และท�ำได้ก็เฉพาะท่ีหยาบๆ เท่านั้น แต่จะไม่รู้แจ้งเด็ดขาดแบบอกุปปธรรม หรืออาจอยู่ได้โดย ใช้สมาธิข่มกิเลสไว้ อาศัยสมาธิข่มเวทนาไว้ อยู่ท่ีสงัดในวัดแค ่ เพยี งผเู้ ดียวบา้ งไปวนั ๆ ก า ร ร ู้ ธ ร ร ม แ บ บ รู ้ แ จ้ ง
สังโยชน์ ๑๐ ๑. สักกายทิฏฐิ ความส�ำคัญม่ันหมายว่าขันธ์ ๕ เป็นของตน คือ เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็น ตัวตน สัตว ์ บุคคล เรา เขา ๒. วจิ กิ ิจฉา ความลงั เลสงสยั ไมแ่ นใ่ จ ๓. สีลัพพตปรามาส ความยึดมั่นในศีล ข้อวัตร ประเพณ ี พิธกี รรมทีส่ มาทานอย่างงมงาย ๔. กามราคะ ความกำ� หนัด ความครนุ่ คิดในกามราคะ ๕. ปฏฆิ ะ ความหงดุ หงิดขดั เคือง ๖. รูปราคะ ความติดในรปู ๗. อรปู ราคะ ความตดิ ใจในสมาธ ิ หรอื ตดิ ในอารมณท์ ส่ี ขุ สบาย 63 ๘. มานะ ความส�ำคัญตนว่าเป็นน่ันเป็นนี่ ๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ๑ ๐. อวชิ ชา ความหลง ความไมร่ ู้จริง ละสงั โยชน ์ ๓ คอื คุณธรรมของพระโสดาบนั ละสังโยชน์ ๓ กับท�ำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางได้ คือ คุณธรรมของพระสกิทาคามี ละสังโยชน์ ๓ ท�ำราคะ โทสะ โมหะ และกามราคะ ปฏิฆะ สนิ้ ไปได ้ คือคณุ ธรรมของพระอนาคามี ละสงั โยชน ์ ๑๐ คอื เปน็ ผทู้ มี่ สี ตสิ มบรู ณ ์ เปน็ คณุ ธรรมของ พระอรหันต์ ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
อุปมาคนว่ายน�้ำ ๗ ประเภท การเวียนว่ายในวัฏสงสาร คือการเวียนว่ายอยู่ในห้วงกิเลส ความคดิ ความอยาก คำ� พระเรยี ก โอฆะ เวยี นวา่ ยอยใู่ นกาม เรยี ก กาโมฆะ เวียนว่ายอยู่ในความคิดอยากมีอยากเป็น เรียก ภโวฆะ เวียนว่ายอยู่ในทิฏฐิ เรียก ทิฏโฐฆะ เวียนว่ายอยู่ในความไม่รู้แจ้ง ทีส่ ดุ ของทุกข์ เรียก อวชิ โชฆะ การบ�ำเพ็ญตนเพ่ือเป็นคนห่างไกลจากกิเลส เรียกว่า “อริย บุคคล” เปรยี บอปุ มาได้กบั การวา่ ยนำ�้ ของคน ๗ ประเภท ดงั น้ี ๑. ผจู้ มนำ�้ หายไปเลย หมายถงึ ผทู้ จ่ี มอยใู่ นความคดิ ความ อยาก จมอยู่ในความทุกข์ ติดอารมณ์แล้วออกไม่ได้ ไม่มีโอกาส 64 ได้เห็นธรรมชาตภิ ายในที่แท้จรงิ ของตวั เอง ๒. ผู้โผล่ขึ้นแล้วจม หมายถึง ผู้ได้สติออกจากความคิดได ้ แล้ว แตเ่ ม่อื คณุ ธรรมเส่ือมกจ็ มกลับเขา้ ไปอยู่ในความคิดอกี ๓. ผโู้ ผลข่ น้ึ แลว้ ลอยคออยไู่ ด ้ หมายถงึ ผอู้ อกจากความคดิ หยาบๆ ได้ ประคองสติได้ระดับหน่ึง แต่ยังไม่มีพลังพอส่งต่อสู่ ญาณทศั นะแบบแจ่มแจง้ ยังเป็นมรรคอย ู่ ยังไม่ถงึ ความเป็นผล ๔. ผโู้ ผลข่ น้ึ แลว้ มองเหน็ ฝง่ั หมายถงึ ผทู้ อี่ อกจากความคดิ ได้ เห็นภาวะสุญญตาในจิต เกิดปัญญาญาณทะลุสังโยชน์ในเบื้องต้น ได้ เห็นความไม่ทุกข์ท่ีไม่อิงอามิสว่ามีจริง เห็นฝั่งแห่งความไม่คิด ปรุงแต่งตามผัสสะอายตนะได้ มีความม่ันใจศรัทธาในพุทธธรรม ไม่คลอนแคลน น่ีคือคณุ ธรรมของพระโสดาบนั ๕. ผโู้ ผลข่ นึ้ แลว้ กำ� ลงั วา่ ยหาฝง่ั หมายถงึ ผทู้ เี่ หน็ ธรรมชาติ ก า ร ร ู้ ธ ร ร ม แ บ บ ร ู้ แ จ ้ ง
ของจิตนั้นแล้วก็ตั้งใจเจริญคุณธรรม เพื่อพัฒนาอินทรีย์ให้แก่กล้า แหลมคม สำ� หรบั เชอื ดเฉอื น ราคะ โทสะ โมหะ ใหเ้ บาบางได ้ เปน็ ผู้ที่ต้ังใจว่ายเข้าสู่ภาวะที่ไร้การปรุงแต่ง ภาวะไม่มีตัณหารบกวน นี่คือคุณธรรมของพระสกิทาคามี ๖. ผโู้ ผลข่ น้ึ แลว้ เขา้ ไปถงึ ทตี่ น้ื ได ้ หมายถงึ ผอู้ อกจากความคดิ ได้แล้วพยายามว่ายออกมาอยู่ในที่ท่ีมีกิเลสน้อย ออกจากกิเลส อย่างหยาบได้ แต่มาอยู่ในกลุ่มของอาสวธรรม ไม่ทุกข์จากเหต ุ ภายนอกแต่เดอื ดรอ้ นเพราะอนุสยั น่คี อื คุณธรรมของพระอนาคามี ๗. ผู้โผล่ข้ึนแล้วข้ามฝั่งได้ ขึ้นบนบกได้ หมายถึง ผู้ออก จากห้วงนำ�้ แห่งความคิดอวิชชาได้ แล้ว ทำ� ลายสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้ เปน็ ผหู้ ลดุ พน้ จากเครอื่ งผกู พนั รอ้ ยรดั ไดอ้ ยา่ งสน้ิ เชงิ นค่ี อื คณุ ธรรม ของพระอรหนั ต์ 65 อนุสัย ๔ อนุสัย คือกิเลสที่นอนน่ิงอยู่ในสันดาน เป็นกิเลสท่ีนานๆ จะมอี อกมาใหเ้ หน็ ไดแ้ ก่ ๑. ปฏฆิ านุสัย ความปฏิฆะ หงุดหงิดไมพ่ อใจ เจ้าอารมณ์ ๒. ทิฏฐินุสัย ความยึดติดในความคิดความเห็นของตนเอง เป็นใหญ ่ เปน็ คนท่ไี ม่ยอมรบั ฟงั ความคิดเห็นจากผู้อนื่ ๓. ราคานุสัย กามราคะ ความเป็นคนรักสวยรักงามชอบ ประณตี ชอบใช้ส่งิ ของราคาแพงๆ รสนยิ มสงู ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
๔. อวิชชานุสัย ความรู้ไม่แจ้ง ความลืมตัว ความไม่รู้ตัว ความพล้งั เผลอสติ อาสวะ ๓ อาสวะ คือกเิ ลสเครอ่ื งหมกั ดองในจิต ซึง่ อาจเปน็ นิสยั ส่วนตัวเลยกม็ ี บางทีก็เรียก อาสวะกิเลส คอื กิเลสประเภทอาสวะ มกั ไหลออกมาเมอ่ื เหตปุ ัจจัยพรอ้ ม ๑. กามาสวะ อาสวะคอื กาม การตดิ ใจในความใคร่ แม้การ 66 ติดความคดิ สงบในสมาธิก็เป็นกามอย่างหนง่ึ ๒. ภวาสวะ อาสวะคือภพ (ภูมิของจิต) หมายถึงเรื่องราว ทางความคิดท่ีจิตชอบคิด หรืออารมณ์ที่จิตชอบไปเสวย หรือเรื่อง ที่จติ ชอบเก็บน�ำมาปรุงแตง่ อยู่เสมอ ๓. อวิชชาสวะ อาสวะคือความรู้ไม่แจ้งถึงอาสวะที่แฝงฝัง อยู่ในจติ (รู้ไมถ่ ึงทส่ี ุดของทุกข ์ ปญั ญายังไมบ่ ริบูรณ์) เร่ืองของอนุสัยและอาสวะกิเลสน้ี เป็นงานเฉพาะหน้าของ อรยิ บคุ คลชนั้ พระอรหตั ตมรรค มรรคทน่ี �ำไปสคู่ วามเปน็ พระอรหนั ต ์ หากส้ินกเิ ลสอาสวะแล้ว ก็เท่ากบั อยจู่ บพรหมจรรย์ ก า ร รู ้ ธ ร ร ม แ บ บ รู ้ แ จ้ ง
การไดเ้ ห็นการเกดิ ดบั ของความคดิ ท่ีผุดขึ้นมาในจติ บอ่ ยๆ เป็นการเฝา้ ดอู ยู ่ ณ ประตขู องสจั ธรรม
เมืองนพิ พาน อยไู่ มไ่ กล ในใจเจา้ รีบเดินเข้า เดย๋ี วมดื คำ�่ ช้ำ� ใจหนา สขุ ทกุ ข์แท้ คดิ แค่ เวทนา มีศรทั ธา เพียรกล้าเถิด เกิดมรรคผล
๔ ทํ า ไ ม ต้ อ ง เ จ ร ิ ญ ส ติ ต า ม ด ู ก า ร เ ค ล่ ื อ น ไ ห ว 69 การเจริญสติ เป็นการท�ำให้สติมีการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง สติเจริญ เติบโตเร็ว มีพละก�ำลังเข้มแข็งสามารถรักษาจิตไม่ให้อ่อนไหวไป ตามแรงของอารมณท์ กี่ ระทบ ไมไ่ หลไปกบั ผสั สะสง่ิ ยว่ั ยอ้ มมอมเมา ทั้งหลายได้ เมื่อจิตอยู่กับกายก็เกิดเป็นสมาธิตั้งม่ัน สามารถเห็น ธรรมชาติที่ปรากฏในกายและจิตนี้ โดยไม่ถูกปรุงแต่ง เรียกว่า จติ เกิดปัญญาเห็นตามความเป็นจริงได้ การเคล่ือนไหวของร่างกายเป็นธรรมชาติของชีวิต มนุษย ์ เราจะอยู่น่ิงโดยปราศจากการเคล่ือนไหวไม่ได้ การเคลื่อนไหว อิริยาบถ เป็นการช่วยเปลี่ยนถ่ายบรรเทาทุกขเวทนา ให้เกิดความ ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
สบาย หรือให้อวัยวะส่วนนั้นได้พักผ่อนพอที่สังขารน้ีด�ำเนินไป โดยไม่เป็นทุกข์มากนัก ซึ่งนี่เป็นเพียงการเคล่ือนไหวส่วนเปลือก เท่านั้น ยงั ไม่ใช่การเคลอื่ นไหวของใจ แตก่ ารเคลอื่ นไหวของคนทว่ั ไป สว่ นมากเปน็ ไปตามสญั ชาต ญาณ เป็นไปตามความเคยชิน ความคิดอารมณ์ลากจูงไป ไม่ได้ มกี ารกำ� หนดร ู้ ไมไ่ ดใ้ สใ่ จหรอื สง่ ใจไปรบั รทู้ กุ ขท์ เี่ กดิ การเคลอ่ื นไหว นั้น จติ อยกู่ บั ความคิดหรืออารมณป์ รุงแต่งเปน็ สว่ นมาก วันหนึ่งๆ กายกับจิตใจไม่ได้เป็นหน่ึงเดียว กายถูกรุกราน ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ จิตใจก็ถูกรุกรานด้วยกิเลสตัณหา แต่ทั้งสองส่ิง ก็ไม่ได้รับการแก้ไขดูแลรักษาอย่างถูกต้อง เพราะสติซ่ึงเป็นตัว เฝา้ ดสู มมุติฐานของปัญหาน้ันไม่มพี ลงั เพียงพอ ค�ำตอบทีช่ วี ิตไดร้ บั 70 จงึ เปน็ ขอ้ มลู ทไ่ี มไ่ ดถ้ กู คดั กรอง ถกู ปรงุ แตง่ เสยี เปน็ สว่ นใหญ ่ ชวี ติ นี้ ล�ำบากเพราะวิบากที่สติไม่ท�ำงาน หรือท�ำงานได้แต่ถูกครอบง�ำด้วย อวิชชาจนแคระแกร็น คงสภาพอย่ไู ดใ้ นรูปของสัญชาตญาณเทา่ น้ัน การเคลื่อนไหว ๕ แบบ ๑. การเคลื่อนไหวทางร่างกายที่เป็นอิริยาบถใหญ่ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน ๒. การเคลื่อนไหวในอิริยาบถย่อย เช่น การหายใจ การ กิน การด่ืม การกระพริบตา การคู้เหยียดอวัยวะ การถ่ายอุจจาระ ปสั สาวะ การหลับ การต่นื เปน็ ต้น ก า ร รู ้ ธ ร ร ม แ บ บ ร้ ู แ จ้ ง
๓. การเคลอ่ื นไหวเปลย่ี นแปลงจากสภาพธาตขุ นั ธใ์ นรา่ งกาย เชน่ รอ้ น หนาว เจ็บปวด หิว อ่ิม เมอื่ ย เพลีย เป็นต้น ๔. การเคล่ือนไหวทางจิต เช่น จิตน่ิง จิตคิด จิตไม่คิด จิตปรุงแตง่ จิตฟุง้ ซ่านทะยานอยาก เป็นตน้ ๕. การล่ืนไหลของจิต ที่ไหลไปสู่ความพอใจไม่พอใจ ไหล ไปสู่ราคะ โทสะ โมหะ ความผูกพันผสมกลมกลืนของจิตท่ีติดอยู่ กบั อารมณท์ ี่ยากจะแยกออก การเคล่อื นตัวหลุดพน้ จากสง่ิ รอ้ ยรดั การปลูกฝังโพธิ การพัฒนาวัตถุ จ�ำเป็นต้องหาอุปกรณ์หรือเคร่ืองมือท่ีช่วย 71 เป็นเหตุปัจจัยให้บรรลุวัตถุประสงค์ฉันใด การเจริญสติก็จ�ำเป็น ตอ้ งมเี ครอ่ื งมอื หรอื อปุ กรณ ์ ทา่ นเรยี กวา่ “นมิ ติ ” หรอื เครอ่ื งหมาย ในการปลูกฝังสติ เพื่อตัวโพธิน้ี จะได้เจริญเติบโตแตกก่ิงก้านสาขา ใหร้ ่มเงาและให้มรรคผลในทีส่ ดุ การปลูกพืชโดยท่ัวไปนั้น ก่อนอื่นต้องมีการเพาะเมล็ดก่อน อาจเพาะในแปลงเพาะ ในถุงด�ำ ในกระถาง หรือภาชนะอ่ืนใดก็ได้ สำ� คญั วา่ มอี งคป์ ระกอบคอื ดนิ แรธ่ าตตุ า่ งๆ ครบไหม และอกี อยา่ ง ต้องเพาะไวใ้ นทรี่ ม่ ก่อนทจ่ี ะนำ� ออกปลกู ในทแ่ี จง้ สติ เมล็ดพืชพันธุ์แห่งโพธินี้ก็เช่นเดียวกัน การเพาะก็ย่อม อาศัยพ้ืนที่เช่นกัน และกายนี้ก็เป็นพ้ืนท่ีเหมาะสมที่สุด เพราะเหตุ ว่า จะไม่ต้องมีการย้ายออกไปปลูกข้างนอกแต่ประการใด หากสติ ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
ระลึกรู้อยู่กับกายม่ันคงดีแล้ว ก็ย่อมจะเจริญเติบโตเป็นร่มเงา ให้สติเห็นจิตได้ เห็นทั้งกายที่เคล่ือนไหว และใจท่ีนึกคิดในคราว เดียวกันไปเลย ไม่ใช่ท�ำทีละอย่าง แต่จะท�ำได้ก็ต่อเม่ือ สติน้ีเป็น มหาสตเิ สียก่อน ดงั เชน่ พทุ ธดำ� รสั ความวา่ “เมอื่ เจรญิ กายคตาสตบิ รบิ รู ณ ์ ยอ่ มทำ� ใหส้ ตปิ ฏั ฐานสบ่ี รบิ รู ณ์ เมอ่ื ทำ� สตปิ ฏั ฐานสบี่ รบิ รู ณ ์ ยอ่ มทำ� โพชฌงคใ์ หบ้ รบิ รู ณ ์ เมอื่ เจรญิ โพชฌงคบ์ รบิ รู ณ ์ ยอ่ มทำ� เจโตวมิ ตุ แิ ละปญั ญาวมิ ตุ ใิ หบ้ รบิ รู ณไ์ ด”้ การฝกึ จติ กบั นมิ ติ ทไี่ มใ่ ชก่ ายและจติ นน้ั เปน็ สมถะกรรมฐาน ซ่ึงมีในต�ำราวิสุทธิมรรคที่กล่าวเอาไว้ถึง ๔๐ แบบ เป็นการเอาจิตนี้ ไปผูกไว้กับบัญญัติข้างนอกก่อน ให้เป็นสมาธิ แล้วค่อยยกเอา ขันธ ์ ๕ ขึ้นสูก่ ารพิจารณา ใหเ้ หน็ ไตรลกั ษณใ์ นขนั ธ ์ ๕ ทีหลัง 72 แต่ส�ำหรับการเจริญสติแบบเคล่ือนไหวนี้ จะเอากายและจิต เป็นนิมิตพร้อมกันไปเลย เพียงแต่ในเบื้องต้น เน้นย้ําให้ผู้ใหม่อย่า เพงิ่ ดว่ นไปดคู วามคดิ ใหป้ ระคองสตอิ ยกู่ บั กายมากกวา่ จติ สดั สว่ น ประมาณ ๗๐/๓๐ ต่อเมื่อสัมผัสอารมณ์รูปนามได้แล้ว การดูจิต เห็นจิตจะเป็นไปเอง...อาการเช่นน้ีบอกให้เรารู้ว่า สมถะและ วิปัสสนาแท้จริงแล้ว หากปฏิบัติถูกต้อง จะเหมือนหัวงูกับหางงู มันไม่ได้แยกหรือแตกต่างอะไรกันเลย เพียงแต่เมื่อประคอง ความเพียรมีสมาธิก็เป็นสมถะ แต่พอมรรคสมบูรณ์ การรู้แจ้ง ปรากฏกเ็ ป็นวิปัสสนาตรงนัน้ ทันที ก า ร รู้ ธ ร ร ม แ บ บ ร้ ู แ จ้ ง
การเจริญสติตามรู้กายในกาย ในพระไตรปิฎก หลายคนอาจยังไม่คุ้นหูชินตากับรูปแบบของการเจริญสติ แนวเคล่ือนไหว บางแห่งถึงกับยอมรับไม่ได้ที่จะสมาทานถือปฏิบัติ ก็มี แต่ก็คงเป็นธรรมดาส� ำหรับรูปแบบ เพราะนี้ไม่ใช่สัจธรรม ของวิญญูชน เป็นเพียงรูปแบบทางวัฒนธรรมเพ่ือการปลูกฝัง คุณธรรมคือสติสัมปชัญญะเท่าน้ัน แต่ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็น วธิ ใี ดกต็ าม กต็ อ้ งอาศยั เหตปุ จั จยั ระยะเวลาในการปลกู ฝงั กนั นาน พอสมควร โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งวัฒนธรรมประเพณที เ่ี กีย่ วเนือ่ งดว้ ยจิตใจ ความยึดถือ ความเคารพ ความศรัทธา ท่ีปราศจากปัญญาแล้ว 73 ยง่ิ จะเปลย่ี นแปลงพฒั นาไดย้ าก ผู้มีปัญญาต้องมองกรรมฐานทุกรูปแบบเป็นเพียงอุบาย ฝึกสติให้ระลึกรู้กาย เวทนา จิต ธรรม เท่าน้ัน และมองท่ีอุบาย ไหนจะให้ได้สติ สามารถน�ำมาแก้ทุกข์ได้จริงๆ ซ่ึงเป็นเรื่องที่ต้อง ลงมอื พสิ จู น ์ และวธิ ไี หนทจี่ ะเหมาะสมกบั อนิ ทรยี ข์ องตน แตส่ ำ� หรบั ผู้ปฏิบัติที่ได้สัมผัสผลแล้ว ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ ให้ต้องสงสัยอีก ตอ่ ไป การเจรญิ สตดิ ว้ ยการตามรอู้ าการกาย เชน่ การตามรลู้ มหายใจ (อานาปานสต)ิ ทกุ รปู แบบ การรอู้ ริ ยิ าบถนอ้ ยใหญ ่ การตามรอู้ าการ ของอวยั วะสามสบิ สอง การตามรคู้ วามปฏกิ ลู ของรา่ งกาย การตามดู ตามรู้อาการกายน้ีเป็นเพียงธาตุส่ี หรือระลึกรู้ความเปล่ียนแปลง ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
ข อ ง ก า ย นี้ เ ป ็ น อ สุ ภ ะ ดุ จ ซ า ก ศ พ ใ น ป ่ า ช ้ า ท้ั ง เ ก ้ า เ ป ็ น ก า ร เ จ ริ ญ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมวดว่าด้วยการมีสติตามรู้ เห็นอยู่กับ ฐานกาย หรือ กายคตาสติ หมายถึงสติระลึกรู้อยู่กับอาการกาย ทง้ั สนิ้ ร ู้ ณ ทใี่ ดทหี่ นง่ึ จดุ ใดจดุ หนง่ึ เพอ่ื ใหเ้ กดิ การรตู้ วั ทว่ั พรอ้ ม อันจะน�ำไปสู่ผลคอื วชิ ชาและวิมุติในลำ� ดบั ต่อไป การเจริญสติแบบเคล่ือนไหวอิริยาบถ ที่มีการน่ังสร้างจังหวะ และการเดินจงกรม จัดอยู่ในหมวดของอิริยาบถและสัมปชัญญะ บรรพ แต่ความส�ำคัญของกรรมฐานทุกรูปแบบนั้น เป็นเพียง เครอ่ื งมอื ใหไ้ ดต้ วั ร ู้ “สตแิ บบปรมตั ถ”์ หรอื มหาสต ิ เปน็ อาการรตู้ วั ท่วั พร้อม ร้ไู ดท้ ้ังกายและจติ “สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติฯ ปัสสะ- 74 สสิ สามตี ิ สกิ ขะต”ิ คอื รตู้ วั ทว่ั พรอ้ ม รทู้ กุ ๆ อาการในรา่ งกาย แมว้ า่ จะหายใจเข้าออก หรือเคล่ือนไหวอิริยาบถใด สติจะรู้เท่าทัน สติในวิปัสสนาจะเร่ิมจากจุดน้ีไป และถูกพัฒนามาเป็นสมาธิแล้ว นั่นเอง เพียงเตรียมสู่การรู้แจ้งเท่านั้น หรืออาจเกิดการรู้แจ้ง ได้ในขณะที ่ “ตวั ร”ู้ เปลีย่ นสภาวะตรงน้นั เลยกไ็ ด้ หากสติได้รับการพัฒนาตามขั้นตอนกายคตาสติอย่างถูกต้อง แล้ว ก็จะเกิดอาการของอารมณ์วิปัสสนาตามล�ำดับ ไม่ว่าจะเป็น การกำ� หนดร้กู บั อาการกายสว่ นใด เจริญสติบรรพไหนกต็ าม (ไมว่ า่ จะเป็นอานาปานสติ ตามรู้ลมหายใจ กายคตาสติ ตามรู้อิริยาบถ) จุดสตาร์ทต่างกัน แต่เม่ือข้ึนสู่เส้นทางอารมณ์กรรมฐานได้แล้ว ก็ จะเหมือนกนั ดังนี้ ก า ร รู ้ ธ ร ร ม แ บ บ ร ู้ แ จ ้ ง
๑ . ชา้ ก็รู้ ๒ . เร็วก็รู้ ๓ . เกดิ ความรูส้ กึ ตัวทั่วพร้อม (สพั พะกายะปฏสิ ังเวท)ี ๔ . เกิดความเอบิ อม่ิ ใจ (ปีติปฏิสงั เวที) ๕ . เกิดความสขุ ในขณะเคลอื่ นไหวกาย (สุขะปฏิสงั เวที) ๖ . รวู้ า่ จติ ทป่ี รงุ แตง่ สงบระงบั แลว้ (จติ ตะสงั ขาระปฏสิ งั เวท)ี ๗ . รวู้ า่ ไมป่ รงุ แตง่ (จติ ตะปฏิสงั เวที) ๘ . รวู้ า่ ดบั ความปรงุ แตง่ ใหส้ งบระงบั อย ู่ (ปสั สมั ภะยงั จติ ตะ สังขารงั ) ๙ . รู้จิตในขณะเคล่ือนไหวดว้ ย (จติ ตะปฏสิ งั เวท)ี ๑๐. จติ จะเกิดปราโมทย ์ (อภิปปะโมทะยัง จิตตัง) ๑๑. มีสมาธติ ้ังมัน่ (สมาทะหัง จิตตัง) 75 ๑๒. เกิดการปลอ่ ยวาง (วโิ มจจะยัง จติ ตัง) ๑๓. เห็นความไม่เทยี่ ง (อนิจจา) ๑๔. ความจางคลาย (วิราคา) ๑๕. ความดับไม่เหลอื (นโิ รธา) ๑๖. ความสลดั คนื (ปฏนิ สิ สคั คา) และเพ่ือความกระจ่างและเป็นการสร้างความม่ันใจในเรื่องนี้ จงึ ใครข่ อนำ� ขอ้ ความในตำ� ราพระไตรปฎิ กมาชแ้ี จงประกอบไวบ้ างสว่ น ดังนี้ ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
สติเป็นไปในกายเปรยี บเหมือนมหาสมทุ ร “ดกู อ่ นภกิ ษทุ ง้ั หลาย มหาสมทุ รนน้ั เกดิ มาจากนำ้� นอ้ ยๆ ทไ่ี หล ลงรวมกนั ในทะเล สตทิ เ่ี ปน็ ไปในกาย ทผี่ ใู้ ดไดเ้ จรญิ แลว้ ทำ� ใหม้ าก แลว้ ยอ่ มยงั กศุ ลธรรมทง้ั หลายทเี่ ปน็ ไปในสว่ นแหง่ การรแู้ จง้ ผนู้ น้ั ย่อมสามารถหย่ังรู้สมั ผัสได้” (เอกนิบาต องั คตุ ตรนิกาย ๒๐/๕๕) สติท่ีเป็นไปในกายท�ำอะไรได้บ้าง “ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่เจริญแล้ว ท�ำให้ ต่อเนื่องได้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพ่ือเกิดการสังเวช เป็นไปเพื่อ ประโยชน์อันใหญ่ เพ่ือความเกษมจากโยคะ เพื่อสติสัมปชัญญะ เพื่อญาณทัศนะ เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพ่ือท�ำให้แจ้งซึ่งวิชชา 76 และวิมุติ ธรรมอย่างหนึ่งอันนั้นคือ สติที่เป็นไปในกาย” (เอกนิบาต อังคตุ ตรนิกาย ๒๐/๕๕) อานสิ งสข์ องการเจริญสติทเี่ ปน็ ไปในกาย “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว ท�ำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ จิตก็สงบ วิตกวิจารก็ระงับ ธรรมที่ เป็นในส่วนแห่งการเกิดวิชชาท้ังหลายก็เจริญเต็มท่ี ธรรมอันนั้น กค็ ือ สตทิ ี่เปน็ ในกาย” “เม่ือเจริญสติรู้กายให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อม จักไม่เกิด ส่วนท่ีเกิดแล้วก็สลัดละทิ้งได้ และกุศลธรรมท่ียังไม่เกิด ก็ย่อมจกั เกิดขนึ้ สว่ นที่เกิดแลว้ ก็เจริญไพบลู ยย์ ่งิ ขนึ้ ” ก า ร รู ้ ธ ร ร ม แ บ บ ร ู้ แ จ ้ ง
“เมื่อเจริญสติที่เป็นในกายดีแล้ว อวิชชาอันบุคคลน้ันย่อม 77 ละได้ และวิชชาย่อมเกิดข้ึน ความถือตนถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นน่ี ก็ย่อมละทิ้งได้ แม้อนุสัยคือกิเลสอย่างละเอียด ที่นอนเนื่องอยู่ ในสันดานท้ังหลาย ย่อมถูกถอนออกได้แม้กระท่ังราก สังโยชน์ อนั เปน็ กเิ ลสทผี่ กู มดั ใจไวก้ บั ภพทง้ั หลาย บคุ คลผเู้ จรญิ สตทิ เี่ ปน็ ไป ในกายดแี ลว้ กย็ ่อมละได”้ “เม่ือเจริญให้มากแล้วซ่ึงสติเป็นไปในกาย ย่อมเป็นไปเพ่ือ ความแตกฉานในปัญญา เพ่ืออนุปาทาปรินิพพาน สภาพดับสนิท โดยไม่มีเชื้อเหลอื ” “อเนกธาตุปฏิเวธ คือการตรัสรู้ตลอดธาตุเป็นอเนก นานา ธาตุปฏิเวธ คือการตรัสรู้ในธาตุทั้งปวง นานาธาตุปฏิสัมภิทา คือ ปญั ญาแตกฉานในธาตตุ า่ งๆ ยอ่ มเกดิ ขน้ึ เมอื่ เจรญิ สตทิ เ่ี ปน็ ไปในกาย” “เม่ือเจริญท�ำให้มากแล้วซ่ึงสติเป็นไปในกาย ย่อมเป็นไป เพ่ือได้ปัญญา เพื่อความเจริญของปัญญา เพื่อความบริบูรณ์ของ ปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก มีปัญญากว้างขวาง มีปัญญา เตม็ ท ่ี มปี ญั ญาลกึ ซงึ้ มปี ญั ญาไมม่ ขี อบเขต มปี ญั ญาเสมอื นแผน่ ดนิ มีปัญญารวดเร็วว่องไว เป็นผู้มีความบันเทิงด้วยปัญญา มีไหวพริบ ปัญญากล้า เป็นผู้มีปัญญาช�ำแรกกิเลส” (เอกนิบาต อังคุตตรนิกาย ๒๐/๕๗, ๕๘) ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
อานิสงส์ของกมาี ร๘ม ีสอตยิร่าะงลึกรู้กาย (๑) 78 ๑. ท�ำใหเ้ กิดการตน่ื ตัว รตู้ วั อยูเ่ สมอ ไม่เผลอ ๒. ไม่มกี ารเสียใจกบั สิง่ ท่ีเป็นอดีตหรืออนาคต ๓. สลัดหรือตัดความคิดปรุงแต่ง (รู้เท่าทัน) ไม่ให้ลุกลาม จนเปน็ ทกุ ข์ ๔. เป็นบ่อเกิดแห่งธรรมทั้งหลาย เช่น ขันติ เมตตา จาคะ ศีล สมาธิ ปญั ญา เป็นต้น ๕. คุ้มครองป้องกันจิตจากการครอบง�ำของนิวรณ์ อวิชชา ตณั หา อุปาทาน ๖. เป็นญาณปัญญาของวปิ ัสสนา ๗. เกิดปัญญาส้ินสงสัยในปัญหาอภิปรัชญาท้ังหลาย เช่น ชาตนิ ชี้ าตหิ นา้ ชวี ติ กอ่ นเกดิ หลงั ตายมหี รอื ไมม่ ี ตายแลว้ ไปไหน ฯลฯ ๘. สตวิ อ่ งไวผอ่ งใสสมบรู ณถ์ งึ ทสี่ ดุ ทำ� ใหร้ วู้ ธิ ตี าย รชู้ ว่ งเวลา นาทีที่จะดบั จิตก่อนตาย ก า ร รู ้ ธ ร ร ม แ บ บ รู้ แ จ้ ง
อานิสงส์ของการมีสติระลึกรู้กาย (๒) 79 มี ๑๐ อย่าง (มัชฌมิ นิกาย อปุ รปิ ัณณาสก ์ ๑๔/๑๙) ๑. อดทนตอ่ ความยินดยี ินร้ายได้ ๒. ครอบงำ� ความกลวั ได้ ๓. อดทนต่อเวทนารอ้ นหนาว ถ้อยคำ� ว่ากล่าวลว่ งเกนิ ได้ ๔. ไดฌ้ าน ๔ ตามปรารถนา ๕. ได้อทิ ธิวิธ ิ แสดงฤทธ์ไิ ด้ ๖. ได้หูทพิ ย์ ๗. ไดเ้ จโตปริยญาณ รใู้ จคนอืน่ ได้ ๘. ระลกึ ชาตไิ ด้ ๙. ได้ตาทพิ ย ์ เห็นการเกิดดบั ในขันธ ์ ๕ ๑๐. ทำ� ลายอาสวะใหส้ ้ินได้ อาดน้วิสยงกสา์ขรเอดงินกจารงเกจรรมิญ ๕สติ ๑. อดทนตอ่ การเดินทางไกล ๒. อดทนตอ่ ความเพยี ร ๓. มอี าพาธนอ้ ย ๔. อาหารทบี่ ริโภคย่อยสลายดี ๕. สมาธิทีไ่ ด้จากการเดนิ จงกรมยอ่ มตงั้ อยู่นาน ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
สตทิ ่เี ป็นไปในกายกบั อมตะ “ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย ผู้ใดไม่ได้บริโภคสติที่เป็นไปในกาย ผู้นั้นไม่ได้บริโภคอมตะ ผู้ใดได้บริโภคสติท่ีเป็นไปในกาย ผู้น้ันได้ บริโภคอมตะ ผู้ใดไม่เก่ียวข้องกับสติท่ีเป็นไปในกาย ผู้นั้นไม่ชื่อว่า ได้เป็นผเู้ ก่ียวข้องกบั อมตะ” (เอกนิบาต อังคตุ ตรนกิ าย ๒๐/๕๐) พทุ ธพจน์ในมหาสติปัฏฐานสตู ร ในมหาสตปิ ฏั ฐานสตู รนนั้ เปน็ พระสตู รทใี่ หญม่ าก ในเนอ้ื หา เป็นการรวบรวมวิธีการเจริญสติวิปัสสนาเอาไว้ ส�ำนักกรรมฐาน ทุกแห่งมักอ้างอิงพระสูตรนี้เป็นฐานข้อมูลการปฏิบัติ เช่นเดียวกับ การเจริญสติแบบเคล่ือนไหวน้ีมีปรากฏในพระสูตรน้ีด้วย ในหมวด 80 กายานปุ สั สนาสตปิ ฏั ฐาน ใหม้ สี ตริ ะลกึ รกู้ าย ๖ ลกั ษณะ แตใ่ นทน่ี ้ี จะกลา่ วเฉพาะลักษณะท่ี ๒ และ ๓ เท่านั้น “ลกั ษณะท ่ี ๒ วา่ ดว้ ย การมสี ตริ ะลกึ รใู้ นอริ ยิ าบถใหญ ่ หรอื อิริยาบถหลักของกาย (อิริยาบถบรรพ) ได้แก่ การยืน การเดิน การน่งั การนอน” “ลักษณะท่ี ๓ ว่าด้วย การมีสติระลึกรู้ในอิริยาบถย่อย (สมั ปชญั ญะบรรพ) ไดแ้ ก ่ การเดนิ หนา้ การถอยหลงั การแล การ เหลียว การคู้ การเหยียดอวัยวะ การสวมใส่เครื่องนุ่งห่ม การจับ ถือภาชนะ การกิน การด่ืม การเค้ียว การลิ้มรส การถ่ายอุจจาระ ปสั สาวะ การไป การหยดุ การนงั่ การหลบั การตน่ื การพดู การนง่ิ ใหร้ ะลกึ รใู้ นอาการเฉยๆ ไมใ่ หป้ รงุ แตง่ หรอื ส�ำคญั มน่ั หมายในอาการ ก า ร ร ู้ ธ ร ร ม แ บ บ รู้ แ จ้ ง
ว่าเป็น สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อย่าให้ตัณหาและทิฏฐิเข้ามา อาศัยจิตนี้เกิด... เช่นนี้ช่ือว่าเห็นกายในกายอยู่” (ทีฆนิกาย มหาวัคค์ ๑๐/๙) ทก่ี ลา่ วมาทง้ั หมดกพ็ อจะสรปุ ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ า่ ยๆ วา่ กายกบั จติ นี้เป็นฐานของการก�ำหนดรู้ เป็นก้อนทุกข์หรือก้อนธรรมท่ีเราต้อง มาเฝ้าดูให้รู้แจ้ง หากมีสติก�ำหนดรู้ตรงไหนเมื่อใด ตรงน้ันก็เป็น ฐานของสตเิ มอื่ นน้ั อริ ยิ าบถหรอื อวยั วะใดในรา่ งกายน ี้ ไมม่ อี ะไร ท่ีจะไมเ่ ปน็ ฐานของกรรมฐาน (ท่ีตง้ั การระลกึ ร้)ู ไดเ้ ลย “จงเป็น ผู้แยบคายในการศึกษาปฏิบัติ แล้วเราจะไม่ถูกจัดให้กลายเป็น ตาบอดคลำ� ชา้ ง เกิดเป็นคนเหน็ ธรรมไม่ได ้ คล้ายตาบอดถาวร” พยายามท�ำ...สู่พยานพุทธ 81 สถติ ิมีไว้ทำ� ลาย... คติธรรมของนกั กฬี า ธรรม (ทฤษฎี) ท้ังหลายมีไว้เพ่ือพิสูจน์... คติธรรมของ นกั ปฏบิ ตั ิ สงิ่ ท่มี ี เรากลับไมเ่ ห็น สิง่ ทเี่ ราอยากเปน็ กลบั ไม่ม ี (จรงิ ) ทุกชีวิตเกิดมาไม่ต้องการมีทุกข์ แต่เราไม่รู้แจ้งชัดว่าทุกข์น้ัน คืออะไร เหตุมาจากไหน ความไม่มีทุกข์คืออย่างไร ถ้าจะเข้าถึง ต้องท�ำอย่างไร นี่เป็นทฤษฎีอยู่ในรูปของปรัชญา แต่เม่ือมาสู่การ ปฏบิ ตั กิ ก็ ลายเปน็ ศาสนาไปทนั ท ี ตวั ศาสนาทแ่ี ทจ้ รงิ จงึ อยทู่ ก่ี ารกระทำ� มิใช่ค�ำพูด การเปิดเผยจิตใจตน ค้นหาสัจจะจากธรรมชาติภายใน ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
ไมว่ า่ จะเปน็ ทกุ ขก์ ายหรอื ทกุ ขใ์ จ และคำ� ตอบทไี่ ดจ้ ะเปน็ วทิ ยาศาสตร์ เป็นสจั จะอยา่ งแทจ้ ริง ทฤษฎสี จั นยิ ม ไดร้ บั การพสิ จู นจ์ ากสาวกพทุ ธะมานบั ไมถ่ ว้ น ต่างก็เห็นเป็นหนึ่งเดียวว่า ทุกข์กายท�ำได้แค่บ�ำบัดบรรเทา กายน ี้ ไมม่ จี รงิ เปน็ สง่ิ ทธ่ี รรมชาตใิ หก้ ยู้ มื มา เมอ่ื ถงึ เวลาหรอื ใชผ้ ดิ กฎกตกิ า เขาก็เอาคืน การทุ่มเทชีวิตอุทิศให้กับการดูแลรักษาอาการกาย ขวนขวายสร้างเหตุปัจจัยให้ได้เวทนามาเสวย แสวงหาเหย่ือมาป้อน ให้กับตัณหา ซึ่งนับวันมันมีแต่จะโตข้ึน ปากก็กว้างท้องก็ใหญ ่ ใจก็อยาก ถมเท่าไรไม่รู้จักเต็ม ทะเลไม่อิ่มด้วยน้�ำ คนบ้ากาม หรอื จะอม่ิ ตณั หา คนมปี ญั ญาจะเหน็ แจง้ ไดใ้ นเรอื่ งน ี้ การหลงยดึ ตดิ อยู่กับส่ิงเหลา่ น้ีไปวนั ๆ นับวา่ เปน็ มจิ ฉาทฏิ ฐโิ ดยแท้ 82 ธรรมะคือชีวิต หากยังมีชีวิตการศึกษาก็เกิดขึ้นได้ทุกเม่ือ ผู้ปฏิบัติธรรมคือผู้ศึกษาชีวิตจากภายในโดยตรง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ เหตุปัจจัยภายนอก มีก็ได้ไม่มีก็ได้ ความทุกข์ไม่ได้เลือกจนรวย พร้อมไม่พร้อม เอาไม่เอา ไม่ว่าหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ โยมหรือพระ ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ ธรรมะเกิดข้ึนได้ไม่เลือกกาล เวลา และอปุ กรณก์ ารศกึ ษาและวจิ ัยกม็ ไี ว้พร้อมแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึงก็คือเรื่องของปัญญา ใน ความเป็นจริงปัญญาแท้จะไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นทางโลกหรือ ทางธรรม เพราะปัญญาก็คือปัญญา เป็นเครื่องมือน�ำสู่การแก้ทุกข ์ ท่ีสุดของทุกข์ก็คือสัมมาวิมุติหลุดพ้นตามหลักอริยธรรม คนมี ปัญญาน้อยก็ดับทุกข์ได้น้อย มีมากก็ดับทุกข์ได้มาก ไม่มีปัญญา เลย กห็ ลงตดิ อยกู่ บั กาย หลงเพลนิ อยกู่ บั โลก อยกู่ บั โลกไมม่ ปี ญั ญา ก า ร รู ้ ธ ร ร ม แ บ บ รู ้ แ จ ้ ง
เห็นโลก อยู่กับทุกข์ไม่เห็นแจ้งในทุกข์ แล้วจะช่ือว่ามีปัญญาได ้ อยา่ งไร “รวู้ า่ สงั ขารนล้ี ว้ นเปน็ ของไมเ่ ทย่ี ง แตพ่ ฤตกิ รรมยงั เถยี ง กับสจั ธรรมน้ันหาใชบ่ ัณฑิตไม่” การเดินตามรอยธรรมของชีวิตหน่ึงๆ ไปสู่สถานที่ที่มาร ตามไม่ถึง นี่คือผู้เข้าถึงศักยภาพแห่งปัญญาท่ีสมบูรณ์แบบของ มนุษย์ ปัญญาท่ียกระดับความรู้สึกไปสู่ความรู้แจ้ง “ความทุกข์ ไม่มีในใจ แต่มันเข้ามาอยู่ได้อย่างไรต้องศึกษาให้รู้ หากไม่รู้ มันจะย่ิงได้ใจเราไปย่�ำยี ธรรมชาติชนิดนั้นมันคืออะไร เราจะอยู่ ในฐานะ ผู้รู้ ผู้เห็น ผู้ต่ืน ผู้เบิกบาน ได้ไหม เราไม่เป็นทุกข์กับ อาการท่ีมันเป็นได้หรือไม่ ส่ิงที่อยู่เบื้องหลังหรือข้ันตอนสุดท้าย ของการคน้ พบนนั้ คอื อะไร คน้ พบไดโ้ ดยวธิ ใี ด และใชค้ วามพยายาม มากนอ้ ยแคไ่ หน” 83 การปฏิบัติธรรมเป็นการค้นหาปัญญาท่ีมีในธรรมชาติของจิต ปัญญาท่ีจะเกิดการบูรณาการต่อชีวิตโดยตรง พุทธธรรมที่แท้จะ ไมม่ คี ำ� วา่ ประยกุ ตใ์ ช ้ คนทไ่ี มเ่ ขา้ ถงึ ธรรมจะไมม่ ธี รรมใหอ้ าศยั ใช้ เราไมไ่ ดแ้ สวงหาในสงิ่ ทไี่ มม่ ี แตห่ าปญั ญาทรี่ แู้ จง้ วา่ ไมม่ ตี า่ งหาก ต้องการปัญญาไปท�ำลายอวิชชาท่เี ปน็ ตน้ เหตุให้จติ คดิ ว่ามี “หากยังมีผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินัยน้ีแล้วไซร้ โลกนจี้ ะไมไ่ ร้พระอรหันต์” “ชีวิตท่ีรู้แจ้งสัจธรรมในค�่ำคืนเดียว ประเสริฐกว่าผู้ไม่รู้ท่ี เปน็ อยูไ่ ด้รอ้ ยป”ี “ชีวิตอยู่ได้ร้อยปี จะไม่มีแก่นสารอันใด หากไม่เห็นแจ้ง การเกิดดับในขนั ธ ์ ๕ ” ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
“เราละนิวรณ์ ๕ ประการได้แล้ว จึงเป็นไปเพ่ือการบรรลุ ธรรมอันปลอดโปร่งจากกิเลสเคร่ืองผูกมัดร้อยรัดท้ังหลาย มองดู กายท้ังหมดคือภายนอกและภายในด้วยญาณทัศนะ เห็นก็แต่ ความว่างเปล่าอยู่อย่างน้นั ” “ภิกษุณีติสสา... เธอจงปฏิบัติแต่ในข้อที่ควรศึกษา จง เอาชนะกเิ ลสเครอ่ื งผกู มดั ใหไ้ ด ้ จงเปลอ้ื งตนออกเสยี จากเครอ่ื งผกู ทงั้ หลาย ท�ำลายเสยี ไดซ้ ่งึ อาสวะ ไปไหนกจ็ ะไมท่ ุกข์ร้อน” “ภิกษุณีแก่รูปหนึ่ง... แม้จะแก่ เท่ียวบิณฑบาตอยู่ได้ด้วย ไม้เท้าเก่าๆ มีก�ำลังน้อย เนื้อตัวก็ส่ันเทา ล้มลงก็หลายคร้ัง จึง ยังปัญญาได้เห็นโทษของกาย ขณะท่ีจิตเราก็เกิดการหลุดพ้นได้ ในระหวา่ งนน้ั เช่นกัน” 84 “เราไดอ้ อกจากทพ่ี กั ในตอนกลางวนั บนเขาคชิ ฌกฏู ไดเ้ หน็ ชา้ งขา้ มแมน่ ำ้� เจา้ ของชา้ งพดู วา่ จงสง่ เทา้ เจา้ มา ชา้ งกเ็ หยยี ดเทา้ ให ้ เขากข็ น้ึ ขช่ี า้ งแลว้ กพ็ าขา้ มนำ�้ ... เราเหน็ ชา้ งเปน็ สตั วใ์ หญ ่ ยงั ถกู ทำ� ใหอ้ ยใู่ นอำ� นาจของมนษุ ยไ์ ด ้ ดงั นน้ั เราจงึ ไดม้ งุ่ สทู่ สี่ งดั เพอ่ื ทำ� จิตน้ีให้ตั้งม่ัน เราได้บรรลุบทอันเกษมนั้นแล้ว จบสิ้นบทเรียน บทศึกษาเพ่ือชีวิตแล้ว จิตน้ีจึงไม่ต่างอะไรจากช้างที่ฝึกได้จน นพิ พานแลว้ นน่ั เอง” มีหลากหลายคติพจน์ ท้ังของพระพุทธองค์ ท้ังพระสาวก เถระ เถรี พระเถรเณรชี ท้ังในอดีตและท่ีมีในปัจจุบัน ต่างเอา ผลการกระท�ำออกมายืนยันเป็นพยาน ด้วยการประจักษ์แจ้งต่อ ภาวะการดับทุกข์ว่ามีอยู่จริง เข้าถึงได้ในขณะท่ีมีชีวิตอยู่นี้ แต่ การจะรู้ยากหรือง่าย ขึ้นอยู่ท่ีอินทรีย์ของแต่ละบุคคลว่าพร้อม ก า ร ร้ ู ธ ร ร ม แ บ บ ร ู้ แ จ้ ง
เพยี งใด บางคนปฏบิ ตั งิ า่ ยรไู้ ดง้ า่ ย บางคนปฏบิ ตั งิ า่ ยไมค่ อ่ ยมปี ญั หา แต่รู้แจ้งได้ยาก บางคนปฏิบัติยากแต่ก็รู้ได้เร็ว คือเอาจริงเอาจัง ครง้ั แรกครง้ั เดยี วกร็ แู้ จง้ ตา่ งจากในรายบคุ คลทป่ี ฏบิ ตั กิ ย็ ากล�ำบาก เวทนาท้ังกายและจิตหล่ังไหลมายังกะห่าฝน ต้องอดทน ท�ำไม่รู้ กรี่ อบ กคี่ อร์ส ก่เี ดอื น ก่ีป ี กว่าจะร้ไู ด ้ ลำ� บากมากๆ ส า ว ก เ ห ล ่ า นี้ มี ต ่ า ง เ ชื้ อ ช า ติ ศ า ส น า ภ า ษ า แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม หลากหลายชนช้ันวรรณะ สาขาอาชีพ เพศ วัย บางคนถึงกับ ทิ้งบ้านเรือนเพราะเห็นว่าเป็นความสะดวกต่อการฝึกตน “สละท้ิง เพื่อแสวงหาส่ิงท่ีดีกว่า” จะพายเรือที่ถูกล่ามโซ่คงวกวนจมอยู่กับที่ หรอื เหมอื นไม้ท่แี ชอ่ ยู่ในน�้ำ บคุ คลผู้ประสงค์จะได้ไฟทหี่ าไดจ้ ากไม้ น้นั คงไม่ใช่ในฐานะจะมไี ด้ 85 ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
กา้ วยา่ งอย่างผูร้ ู้ เป็นอยูอ่ ยา่ งเรียบงา่ ย ใช้จ่ายชีวติ เพอื่ ธรรม เหนือบุญบาปกรรมท�ำตนพน้ ทกุ ข์
๕ ตั ว อ ย่ า ง พ ร ะ ส า ว ก ท่ ี เ จ ร ิ ญ ก า ย ค ต า ส ติ : การบรรลุธรรม...สิ่งที่เป็นไปได้ทุกอิริยาบถ ท่านเป็นลูกพ่ีลูกน้องกับพระพุทธเจ้า บวชแล้วได้เป็นยอดพุทธ- 87 อุปัฏฐาก ในธรรมเทศนาของท่าน (สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๑๗/๑๒๘) ที่ได้แสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย มีใจความว่า ท่านรู้ธรรม เห็นธรรม เพราะการได้ฟังธรรมจากพระปุณณมันตานีบุตร หลาน ชายของหลวงตาโกณฑัญญะ ความประทับใจซาบซึ้งน้ี ได้เกิดขึ้น ตงั้ แต่สมยั ทบี่ วชเปน็ พระใหมๆ่ “อานนท ์ ความคดิ ทว่ี า่ เรามเี ราเปน็ มนั เกดิ มขี น้ึ เพราะเรามี อปุ าทานในขนั ธ ์ ๕ ยดึ ถอื ในรปู เวทนา สญั ญา สงั ขาร วญิ ญาณ ว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเรา เหมือนเช่นชายหนุ่มหญิงสาวที่รัก การแตง่ ตวั สอ่ งดเู งาหนา้ ตวั เองในกระจก ไมไ่ ดม้ องดว้ ยใจเฉยๆ แตจ่ ะมองดว้ ยความยดึ มน่ั ถอื มนั่ วา่ เปน็ เรา เปน็ ของเรา เปน็ ใบหนา้ ของเรา ความคดิ วา่ มเี ราเกดิ ขน้ึ เพราะความยดึ ถอื หากไมม่ อี ปุ าทาน ความคดิ กไ็ ม่มี…” ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
แม้กาลปรินิพพานของพระพุทธองค์ จะผ่านล่วงเลยไปแล้ว ก็ตาม ท่านพระอานนท์ก็ยังขะมักเขม้นปรารภความเพียร เพื่อ การท�ำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งทุกข์อย่างไม่ลดละ และในคืนนั้นเอง เม่ือเห็นว่าเหน็ดเหนื่อยกับการประกอบความเพียรพอสมควรแล้ว และเพราะถึงเวลาการจ�ำวัดแล้วด้วย ขณะท่ีก�ำลังเอนตัวลงนอน ศรีษะยังไม่ถึงพื้น เท้าก็ถูกยกข้ึนจากพื้นแล้ว ท่านก็เกิดการรู้แจ้ง ถึงซึ่งความสมบูรณ์แห่งสติ ดับอาสวะได้ในระหว่างนั้น เป็นพระ อรหันต์ผู้บรรลุธรรมท่ีไม่ได้อยู่ในอิริยาบถสี่ แต่อยู่ในระหว่าง ไม่ใชย่ ืน เดนิ น่งั หรอื นอน อนั ใดอันหน่งึ 88 ดูกายเห็นเวทนา…พาทะลุถึงจิต (พระอปุ ติสสะ) นามเดิมคืออุปติสสะ แต่ใครๆ ชอบเรียกว่าสารีบุตร เดิม เปน็ ลกู ศษิ ยข์ องสญั ชยั (เปน็ ๑ ใน ๖ ของครผู มู้ ชี อ่ื เสยี งสมยั นน้ั ) ท่านเกิดเลื่อมใสในปฏิปทาของพระอัสสชิ ซึ่งเป็นสาวกรุ่นแรก เป็น ๑ ใน ๕ ของปัญจวัคคีย์ และได้ฟังธรรมโดยย่อความว่า “ผลเกิดจากเหตุ เหตุเกิดมาจากใจ หากดับเหตุได้ก็ไม่ส่งผล ครูศากยะมีปกติกล่าวพร่�ำสอนข้าพเจ้าเช่นนี้” ท่านได้เกิดดวงตา เห็นธรรม มีความเข้าใจอย่างสุดซึ้ง และได้น�ำความรู้นั้นไปบอก แกเ่ พอ่ื น คอื พระโมคคลั ลานะ พรอ้ มกบั ชกั ชวนกนั มาบวชในศาสนา ของพระโคดม ก า ร ร้ ู ธ ร ร ม แ บ บ รู้ แ จ ้ ง
ขณะทท่ี า่ นทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ ผอู้ ปุ ฏั ฐาก ถวายงานพดั ใหพ้ ระพทุ ธ- องค์ ในขณะที่ทรงก�ำลังแสดงธรรมชื่อ “เวทนาปริคคหสูตร” แก ่ ทีฆนขปริพาชก ผู้เป็นหลานชายของตนอยู่นั้น ท�ำงานไป พัดไป ก�ำหนดรู้ไป ขณะน้ันเองจิตก็รวมตัวเป็นหนึ่ง เกิดการสว่างโพลง ภายใน บรรลทุ ส่ี ดุ แหง่ ธรรม เปน็ อรหนั ตข์ ณี าสพไดใ้ นชวั่ อดึ ใจนนั้ เลย ดับง่วงได้...ทลายถึงอวิชชา (พระสารบี ตุ ร) ท่านนี้เป็นเพื่อนกับพระสารีบุตร ออกบวชในคราวเดียวกัน แต่ได้ปลีกตัวไปท�ำความเพียรอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แต่ เม่ือปรารภความเพียรแล้ว พยายามแล้วแต่กลับไม่ได้อารมณ์ 89 จิตไม่เป็นสมาธิพอจะเกิดยถาภูตญาณได้ มีแต่หลับกับง่วง เม่ือ พระพุทธองค์มาสอบอารมณ์ จึงได้ทรงแนะวิธีแก้ง่วงให้ท่าน พระโมคคัลลานะ ๘ วธิ ี คอื ๑. หากจ�ำอะไรได้ในขณะที่ก�ำลังง่วง ให้นึกถึงส่ิงน้ันให้มาก ความงว่ งกจ็ ะหาย ๒. หากยังไม่หาย ให้พิจารณาธรรมท่ีได้ยินได้เรียนมาน้ัน ความง่วงกจ็ ะหาย ๓. หากยังไม่หาย ให้สาธยายท่องบ่นภาษิต หรือข้อธรรม อนั ใดอนั หนง่ึ ก็ไดใ้ หช้ ัด ความง่วงก็จะหาย ๔. หากยังไม่หาย ให้ใช้อะไรก็ได้ ยอนเข้าไปในรูหูสักครู ่ ความงว่ งกจ็ ะหาย ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
๕. หากยังไม่หาย ให้ไปเอาน�้ำล้างหน้าล้างตา มองไปไกลๆ เหลยี วดทู ศิ ทง้ั ส่ี ความงว่ งก็จะหาย ๖. หากยังไม่หาย ให้ระลึกถึงความสว่าง “อาโลกสัญญา” บอกกับตัวเองว่านี่มันกลางวันนะ มันสว่างแล้ว จะง่วงไปถึงไหน ไมอ่ ายตวั เองกอ็ ายเทวดาผสี างนางไม้บา้ งสิ ความงว่ งกจ็ ะหาย ๗. หากยงั ไมห่ าย ใหเ้ ดนิ จงกรมกระทบื เทา้ แรงๆ เรว็ ๆ ไวๆ กลับไปกลับมา ความง่วงกจ็ ะหาย ๘. หากยงั ไมห่ าย ไมไ่ หวแลว้ จรงิ ๆ กใ็ หน้ อนในทา่ สหี ไสยาสน ์ นอนตะแคงด้วยการมีสติระลึกอยู่เสมอว่า จะไม่แสวงหาความสุข จากการนอน พกั สักครูแ่ ล้วลกุ กลับขน้ึ มาปรารภความเพียรตอ่ ไป ตรงน้ีหากสติมีมากพอ ให้ดูเวทนาความพอใจไม่พอใจท่ี 90 เข้าไปเสพคุ้นอยู่กับความง่วงนั้นเลย ดูว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอย่างไร แยกตัวง่วงกับตัวอยากออกจากกันให้ได้ อย่าให้ มนั เชอื่ มถงึ กนั ใหเ้ หน็ แจง้ จรงิ ๆ วา่ ความงว่ งทม่ี นั เปน็ ทกุ ขแ์ ละไมม่ ี ตัวตนจริงๆ นั้นอาการมันเป็นเช่นไร เม่ือท่านได้อุบายธรรมมาแล้ว ความเพียรพยายามอันงามนั้น ก็ส่งผลให้ทะลุถึงความส้ินสุดแห่ง พรหมจรรยไ์ ด้ในเวลาตอ่ มา หลงั อุปสมบทไดเ้ พียง ๗ วนั เทา่ น้นั ความจรงิ แกง้ ว่ งไดไ้ มใ่ ชส่ น้ิ ทกุ ข ์ แตเ่ ผอญิ ความทกุ ขข์ องทา่ น มันอยู่ต้ืน มันมาติดอยู่กับความง่วง ทะลุง่วงได้ก็ทลายรังอวิชชา เสรจ็ สรรพไปเลย ตรงนจ้ี ะเหน็ ไดอ้ กี อยา่ งหนง่ึ คอื เรอ่ื งของธรรมะนนั้ ไม่จ�ำเป็นต้องฟังอะไรให้ลึกซ้ึงก็ได้ ส�ำคัญอยู่ที่การเอาทุกข์ออก จากจติ ในปจั จบุ นั ขณะเทา่ นน้ั คำ� สอนของพระพทุ ธองคเ์ ปน็ ขณกิ วาท ธรรมะคอื ใช้การเข้าถึงธรรมคอื การทะลุสู่ความวา่ งภายในใจ ก า ร รู้ ธ ร ร ม แ บ บ ร้ ู แ จ ้ ง
ความหลงลืม.... ไม่ใช่อุปสรรคการรู้แจ้ง (พระจูฬปนั ถก) เพราะทา่ นเปน็ กำ� พรา้ ไมม่ คี นดแู ล เมอื่ พช่ี ายบวชกจ็ งึ ออกบวช ตามพชี่ าย แมว้ า่ ทา่ นเองเปน็ คนความจ�ำไมด่ ี แตม่ คี วามซอ่ื ตรงและ ความออ่ นโยน ไมต่ ดิ อารมณใ์ ครงา่ ยๆ ไมแ่ บกคำ� พดู หรอื การกระทำ� ของใครๆ คนท่ีความจ�ำหรือสัญญาไม่ดีกับคนที่ไม่มีปัญญานั้น ตา่ งกนั การเขา้ ถงึ วปิ สั สนาปญั ญา ไมไ่ ดใ้ ชค้ วามคดิ ความจำ� มากมาย แต่ประการใด เพียงแค่จ�ำได้บ้าง รู้เรื่องในส่ิงที่พูดให้ท�ำก็พอ แต ่ ท่ีส�ำคัญคือการท�ำสติความรู้สึกตัวให้ต่อเนื่องทุกขณะ จนเป็นสมาธ ิ รู้เท่าทันความคิด ก็จะเกิดปัญญาเห็นแจ้งขึ้นมาเองด้วยความท่ ี เป็นผู้มีความจ�ำไม่ดี กอปรกับความเป็นคนข้ีเล่นของท่านด้วย 91 ซึ่งเป็นธรรมดาของคนสมาธิสั้น จึงมักเป็นท่ีรังเกียจของหมู่คณะ ท่านถูกตราหน้าว่า “เป็นคนไม่เอาไหน” ท่านถูกพระพ่ีชายบอก ให้ออกจากวัดสิกขาลาเพศไปเสีย แต่เดชะบุญท่านได้พระพุทธองค ์ มาโปรด พระองค์ได้สอบถามพร้อมให้ก�ำลังใจ “เธอเองไม่ใช่ คนไม่มีปัญญา เธอเองก็สามารถท�ำอย่างท่ีคนอื่นท�ำได้เช่นกัน คนอื่นบรรลุได้ เธอก็บรรลุได้ ขี้หลงข้ีลืม แต่อย่าขี้เล่นแล้วจะ เหน็ ธรรม เพยี งแตใ่ หเ้ รม่ิ ทำ� ในสง่ิ ทเ่ี ธอคดิ วา่ ทำ� ไดก้ อ่ นเทา่ นนั้ เอง” พระพุทธเจ้าได้ให้ไม้กวาดแก่พระจูฬปันถกเอาไปท�ำความ สะอาดบริเวณภายในวัด ในขณะที่กวาดไปก็ให้มีสติรู้ตัวไปด้วย หรอื จะบรกิ รรมไปดว้ ยกไ็ ด ้ แตใ่ นใจใหน้ กึ ถงึ กริ ยิ าทก่ี �ำลงั เคลอื่ นไหว อยู่น้ี ความตั้งใจรู้ ส่งสู่ความตั้งใจท�ำ จิตก่อเกิดเป็นสมาธิรู้ตัวอยู่ ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
กบั ปจั จบุ นั ขณะ จนกลายเปน็ ความรแู้ จง้ สวา่ งโพลงขนึ้ มาภายในจติ ทา่ นเกิดการสมั ผสั ชวี ติ ใหม่ทีห่ าไดใ้ นรา่ งเดิม ณ ปจั จบุ นั นนั้ เทยี ว เต้ียค่อม...แต่ปัญญาไม่ได้ตีบตัน (พระลกุณฏกภทั ทิยะ) ท่านเป็นบุตรชายเศรษฐีในเมืองสาวัตถี แต่เป็นชายหนุ่มท่ี มีรูปร่างเตี้ยค่อม เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์แล้ว เกิดความ ศรทั ธาเลอ่ื มใสใครบ่ วชแสวงหาธรรม (ไมใ่ ชบ่ วชหาญาตโิ กโหตกิ าที่ ตายไปแลว้ หรอื บวชเพราะอกหกั หลกั ลอย คอยงาน สงั ขารโทรม) ได้เข้าฝึกฝนอยู่ในส�ำนักของพระสารีบุตร หลังจากได้บรรลุธรรม 92 ข้ันต้นแล้ว พระสารีบุตรได้แนะนำ� ให้ท่านเจริญกายคตาสติให้มาก มีสติระลึกรคู้ วามเป็นไปในกายอยู่เสมอ อย่าเพิ่งไปสนใจความคิด และเช้าวันหนึ่ง ขณะท่ีท่านก�ำลังเดินภิกขาจารบิณฑบาตอยู ่ นนั้ กพ็ อดสี วนทางกบั เศรษฐนี กั ทอ่ งราตร ี ผหู้ อบหวิ้ เอาโสเภณขี บั ข่ ี รถม้ามาด้วยกัน จะเป็นด้วยฤทธิ์แห่งความเมาหรือความคึกคะนอง ทงั้ สองต่างพากันหัวเราะขบขนั ในความเป็นพระเตยี้ คอ่ มของท่าน แต่เม่ือพระลกุณฏกภัททิยะมองไปที่ใบหน้าของคนท้ังสอง กลับไม่เห็นมีค�ำเยาะเย้ยอันใดเข้ามาเสียดแทงค้างคาอยู่ในใจเลย เห็นแต่ฟันที่ขาวราวกระดูกเต็มอยู่ในปาก อารมณ์กรรมฐานของ ท่านเกิดความแนบแน่นสู่กัมมนิโยภาวะทันที ท้ังสองคนได้กลายมา เป็นอุปกรณ์อารมณ์วิปัสสนาของพระไปแล้ว เห็นเป็นเพียงสักแต่ว่า ธาตุตามธรรมชาติแห่งก้อนทุกข์ท่ีมันขยับไปมาเท่านั้น ณ จิต ก า ร ร ู้ ธ ร ร ม แ บ บ รู ้ แ จ ้ ง
น้ันเอง ได้เกิดญาณทัศนะรู้แจ้งในนามธาตุ รู้ซ้ึงถึงการเกิดดับที่ สมั ผสั ไดใ้ นภายใน สง่ จติ นเี้ ขา้ ถงึ สถานะของอนาคามผี ล อาศยั ทา่ น พระสารีบุตรช้แี นะอกี ไม่นานก็ไดบ้ รรลุที่สดุ ของพรหมจรรย์ รู้ได้..แม้ไร้ค�ำอธิบายเหตุผล (พระมหากัสสปะ) นับว่าเป็นอเสขะบุคคลในสมัยคร้ังพุทธกาลท่ีมีอายุยืนยาว นานถงึ ๑๒๐ ป ี ทา่ นนพิ พานหลงั พระพทุ ธองค ์ พระมหาเถระผเู้ ปน็ ประธานงานถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ภาพลักษณ์ของท่านคือ มักน้อย สันโดษ ชอบอยู่คนเดยี ว งดขอ้ งเก่ียวคลกุ คลีกับหมูค่ ณะ อยู่ป่าช้าเป็นวัตร นุ่งห่มเฉพาะเศษผ้าท่ีหาได้ ไม่รับกิจนิมนต ์ 93 ฉันในบาตรเป็นวัตร ฉันเฉพาะอาหารท่ีบิณฑบาตได้เท่านั้น เป็นผู ้ เคร่งในสมาทานธุดงค์ เป็นพระต้นแบบของสายธุดงควัตรจวบจน ปจั จบุ ัน ทา่ นเขา้ สธู่ รรมวนิ ยั นดี้ ว้ ยการสมาทานโอวาท ๓ ขอ้ จากพระ ศาสดา ซ่ึงถือกนั วา่ เป็นวิธีการให้อปุ สมบทแกท่ ่านไปในตัวดว้ ย คือ ๑. เมอื่ เขา้ สธู่ รรมวนิ ยั นแี้ ลว้ ทา่ นเองตอ้ งมหี ริ โิ อตตปั ปะตอ้ ง เคารพยำ� เกรง รจู้ กั ใหเ้ กียรติกันและกนั ตามอาวโุ ส ท้งั ในภกิ ษผุ เู้ ก่า และผใู้ หม ่ ไมอ่ วดกลา้ มชูงวง ไมย่ กตนขม่ ท่าน อวดรดู้ ถู ูกผู้อื่น ๒. จงฟังธรรมข้อใดขอ้ หนึง่ ด้วยความเคารพ ฟงั ใหแ้ จม่ แจง้ ในเนอื้ หาโดยตลอด อย่าลกุ ไปเสียในระหว่าง อยา่ ไดน้ กึ เดาเอาเอง ๓. ใหเ้ จริญกายคตาสต ิ ระลกึ รู้กาย อย่ายึดติดในฌาน ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
หลังจากอุปสมบทแล้วไม่นาน ได้ออกปลีกวิเวกบำ� เพ็ญเพียร อยู่ตามลำ� พังก็บรรลุธรรมาภิสมัย ว่ากันว่าท่านได้บรรลุธรรมขณะท ี่ พระพุทธองค์ชูดอกบัวข้ึนให้ภิกษุทั้งหลายดู ตอนน้ันแหละที่ท่าน เกิดประจักษ์แจ้งที่สุดของทุกข์นี้ เป็นการสอนท่ีปราศจากค�ำพูด เป็นการสอนแบบเซน พระมหากัสสปะน่ีแหละที่เป็นต้นต�ำรับบิดา แห่งนิกายเซน เอาทุกข์ แลกธรรม...ท�ำไมจะท�ำไม่ได้ (พระโสณโกฬวิ สิ ะ) หนุ่มบุตรชายเศรษฐีเมืองจัมปา ผู้มีฝ่าเท้าพิสดารไม่เหมือน 94 ใคร สีแดงดังดอกชบา และมีขนสีนิลข้ึนตามฝ่าเท้า ฝ่าเท้าอ่อน ไปไหนตอ้ งนงั่ เกย้ี ว มโี อกาสไดเ้ ขา้ เฝา้ พระเจา้ พมิ พสิ ารเพราะพระองค ์ มีพระประสงค์ทอดพระเนตรฝ่าเท้าจริงเท็จตามค�ำรํ่าลือ และทรง อนุญาตให้ท่านเข้าร่วมรับฟังธรรมจากพระพุทธองค์ในวันนั้นด้วย เกิดความเล่ือมใสและได้อุปสมบทเพ่ือประพฤติพรหมจรรย์ค้นหา ทสี่ ุดทกุ ข ์ ทีท่ ่ีไม่มกี ารเกิดการตาย ท่านได้ปรารภความเพียร เจริญภาวนาด้วยการเดินจงกรม จนเท้าพอง เท้าแตกทะลุเลือดไหล แต่ก็ไม่มีว่ีแววปรากฏว่าจะได้ เห็นธรรม มีแต่เวทนาท่ีนับวันจะมีความรุนแรงมากข้ึน เป็นเช่นนี้ ระยะเวลานานพอสมควร พระพุทธองค์จึงทรงเสด็จไปให้ก�ำลังใจ พระองค์อนุญาตให้ใส่รองเท้าได้ ใส่เดินจงกรมก็ได้ แต่ท่านก็ ไม่ยอมรับหากว่าการอนุญาตนี้เป็นเฉพาะกิจเฉพาะบุคคล ท่านมี ก า ร ร ู้ ธ ร ร ม แ บ บ ร้ ู แ จ ้ ง
ความละอายตอ่ หมคู่ ณะ ไมอ่ ยากทำ� ลายกฎระเบยี บ เวน้ ไวแ้ ตจ่ ะทรง อนุญาตให้ใส่ได้เสมอเหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าจึงได้อนุญาต ตั้งแตบ่ ดั นัน้ ทา่ น “พระโสณโกฬวิ สิ ะ” ไดส้ ดบั อบุ ายธรรมเรอ่ื งพณิ ๓ สาย “หยอ่ นยานเกนิ ไป เครง่ ตงึ เกนิ ไป พอดเี ปน็ กลางๆ นเ้ี ทยี บไดก้ บั การปฏิบัติ เธอลองพจิ ารณาแลว้ เอาไปฝกึ ดู ปรับใช้ใหเ้ หมาะสม แก่อินทรีย์ของตน เม่ือมีความเข้าใจ ท�ำจนถึงใจแล้ว จะท�ำให้ ดอกบวั เบ่งบานได ้ แม้ในยามแหง้ แล้ง” ในเร่ืองของอุบายธรรมท่ีได้มาน้ัน ส่งผลให้จิตเป็นสมาธิ หรือมรรคได้โดยง่าย เรื่องปฏิบัติมันทำ� ยากก็อยู่ตรงที่จิตมีอารมณ์ เปน็ หนง่ึ นแี่ หละ รอู้ ยา่ งเดยี ว หลงั จากนน้ั มนั เปน็ ไปเอง อบุ ายธรรม 95 ท่ีท�ำให้จิตสะดุดสัจจะ ยกสถานะของตัวเองข้ึนสู่มรรคได้น้ันส�ำคัญ นักแล จะเกิดได้ง่ายในใจของคนที่มีความซ่ือตรงและอ่อนน้อม ถอ่ มตัว ไม่มที ฐิ ิมานะ ผ้าที่สกปรกน้อย...ซักง่ายกว่า (พระสวี ลเี ถระ) เป็นอีกผู้หน่ึงทบี่ รรลุธรรมได้ไว และซ้ํายังบรรลุได้ตั้งแต่อาย ุ ยังน้อยๆ ก่อนที่จะบวชเป็นสามเณรเสียด้วยซํ้า เป็นเด็กท่ีคลอด ยาก จนมารดาตอ้ งสง่ คนไปขอพรขอก�ำลงั ใจจากพระพทุ ธเจา้ ทา่ นจงึ ได้ถือก�ำเนิดเกิดข้ึนมาดูโลก ได้เรียนธรรมะกับท่านเสนาบดีแห่ง ส . ม ห า ปั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
กองทัพธรรมคือพระสารีบุตรต้ังแต่ยังเล็ก อีกท้ังสลดใจในประวัต ิ ความเปน็ มาของตวั เองจงึ งา่ ยทจ่ี ะเอนใจใฝอ่ งิ ธรรม ไดเ้ กดิ ความปลง เสยี แลว้ ซึง่ ชีวติ จึงคดิ มาปลงผม ขณะนั่งให้พระพ่ีเลี้ยงปลงผมเพื่อเตรียมจะบวชเป็นสามเณร จิตก็เกิดน้อมไปเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีแก่นสารของ ร่างกายสังขาร จิตรวมกันเป็นหน่ึงเกิดพลังแห่งญาณทัศนะทะลุ สู่โลกุตตรธรรม ข้ามพ้นภพชาติ ส้ินเชื้อการกลับมาเกิดอีก ขณะ ปลงผมอยู่พอดี เราท้ังหลายรู้จักท่านในนามพระผู้สมบูรณ์ไปด้วย โชคลาภนาม “พระสีวลีเถระ” สังเกตดูให้ดี ความเป็นพระเกิดได ้ แม้อายุไม่ครบ ๒๐ ปี พระของพระพุทธเจ้ากับพระของสังคม ปัจจุบนั ไกลกันลบิ ลับ 96 เพียงฟังอย่างใส่ใจ....ก็รู้แจ้งได้เช่นกัน (พระเขมาเถรีภกิ ษุ) เขมาผู้เป็นมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร เธอมีรูปร่างท่ีสวยงาม และหลงใหลในรูปสมบัติน้ีเป็นย่ิงนัก วันๆ เธอจะชอบอยู่กับการ แต่งตัวเสริมสร้างความงามอยู่มิได้ขาด ไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าพรม ผ้าครามที่ทอมาจากเมืองกาสี หรือเมืองไหนๆ เธอก็ได้ สวมใสห่ มด แตข่ า้ งฝา่ ยสามกี ลบั ชอบไปวดั ฟงั ธรรม ไปรบั ฟงั เนอื้ หา สาระความจริงเกี่ยวกับชีวิต จนได้เป็นอริยบุคคลช้ันโสดาบัน อยากให้ภรรยาเข้าใจ ได้รู้ได้เห็น และได้สมบัติท่ีมนุษย์เกิดมาแล้ว ควรจะไดบ้ า้ ง แตน่ างกลบั รสู้ กึ วา่ ไมอ่ ยากไป ภกิ ษเุ หลา่ นน้ั ชอบพดู ก า ร รู้ ธ ร ร ม แ บ บ รู ้ แ จ ้ ง
เสมอว่า “ความสวยงามเป็นส่ิงสมมุติ เป็นภาพลวงตา เป็นมายา ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน ไม่ควรยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัว เป็นตนของเรา คนไหนเห็นผิดจากธรรม คนนั้นเป็นคนผิดปกติ” นางไม่อยากไป เพราะไม่อยากได้ยินค�ำพูดเหล่าน้ี จึงตัดสินใจว่า ไมไ่ ปเสียจะดีกว่า ไม่ว่านางจะจนด้วยอุบายของสามีอย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็ได้ ไปฟังเทศน์ท่ีวัดเวฬุวันจนได้ นางมีความซาบซึ้งกับธรรมเทศนา น้ันเป็นอย่างยิ่ง จิตเป็นสมาธิและเจริญกายคตาสติ เห็นธรรมชาติ ร่างกายน้ีเป็นอสุภะ เริ่มล�ำดับได้ตั้งแต่น้อยๆ จนเติบใหญ่ แก่เฒ่า ผพุ งั เสอื่ มสลายตายไปในทสี่ ดุ รา่ งกายนช้ี า่ งไมม่ อี ะไรดเี ลย จติ หดห ู่ ในสังขารเกิดนิพพิทาวิราคะ ย่ิงเพ่งพิศด้วยสติยิ่งเห็นความยุ่งยาก ที่ต้องดูแลรักษาพยาบาลธรรมชาติที่ไม่เที่ยงอันนี้ ให้คงอยู่อย่าง 97 ที่เราห่วง เราต้องการ เป็นทุกข์เพราะมันไม่เป็นไปดังที่ใจเราหวัง มันเป็นธรรมชาติของมันอย่อู ย่างนั้น เราจะไปหวงั เอาอะไรกับมัน ความทไ่ี ตรลกั ษณป์ รากฏชดั ขนึ้ ๆ ท�ำใหเ้ กดิ ปญั ญาแวบ็ เหน็ การเกิดดับในจิต เข้าถึงความเป็นวิสังขารส้ินทุกข์ได้ในขณะนั้น นน่ั เอง นบั วา่ นางเปน็ อกี ผหู้ นง่ึ ทไี่ ดบ้ รรลธุ รรมสงู สดุ กอ่ นการเขา้ ถอื เพศบรรพชติ บัดน้ีท่านเขมาเถรีภิกษุ ได้สัมผัสกับความงามท่ีเป็นอมตะ โดยแท้ อาทิกัลยาณัง งามในเบ้ืองต้น มัชเฌกัลยาณัง งามใน ท่ามกลาง ปริโยสานกัลยาณัง งามในท่ีสุด นับว่าเธอเป็นผู้โชคด ี มีความงามอันเป็นเลิศ งามท้ังภายนอกและภายใน งามกายงามใจ งามท่ีไม่เปลี่ยนแปลงอีกแลว้ ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภิ ก ขุ
กรรมเก่า…เขย่าให้รู้สึกตัว (ภกิ ษณุ ีกสี าโคตมี) หญงิ ผเู้ ขา้ สธู่ รรมเพราะกรรมผลกั จากรกั วปิ โยค...รกั ผวั รกั ตวั รักลูก น่ีทุกข์ท้ังนั้น แม้บวชแล้วก็ท�ำความเพียรให้จิตได้อารมณ์ ยากมาก เหตุเพราะวิบากกรรมเก่าเข้ามาคลุกเคล้าจิตนี้อยู่เสมอ อดตี ทำ� ตนใหเ้ ปน็ เชน่ นแี้ ลว้ อนาคตจะเปน็ เชน่ ไร แตน่ างไมเ่ คยยอ่ ทอ้ ทนต่อสู้กับวิบากขันธ์ได้ เพราะอย่างน้อยๆ นางก็เกิดสัมมาทิฏฐิ บ้างแล้ว รู้และมั่นใจเลยว่าทางนี้คือทางรอด จะพ้นทุกข์ทะลุสู่ ความสว่างได้ หากเดินตรงไปตามเส้นทางน้ี “จิตน้ีถูกกรรมเก่า ถมลึกเพียงไรก็จะขุดไปให้ถึง” นางได้ปรารภความเพียรอยู่อย่าง สมํ่าเสมอมไิ ดข้ าด และแล้ววันแห่งการรอคอยก็มาถงึ 98 วันนี้ ภิกษุณี “กีสาโคตมี’’ ได้ตื่นแต่เช้า ถือตะเกียงเข้าไป ท�ำสะอาดในศาลาโรงธรรม นางเดินรู้ตัวไปด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง พลันจิตก็คิดแว็บมาถึงตะเกียงท่ีมีลมมาพัด ดับบ้างติดบ้าง หร่ีบ้าง สว่างบ้าง ขณะท�ำความสะอาดไปใจก็พิจารณาไปด้วย ว่า...ในจิต ของคนเรากเ็ ปน็ อยา่ งนนี้ เ่ี อง ความคดิ เดยี๋ วเกดิ เดย๋ี วดบั เดย๋ี วสนั้ เดยี๋ วยาว แลว้ แตต่ วั อวชิ ชาและสงั ขารจะเปน็ คนปรงุ ตง้ั แตต่ นื่ นอน มา คนเราก็คงจะเวียนว่ายอยู่ในตัณหาอยู่เช่นน้ี จนกว่าสติจะ สมบรู ณ ์ ท�ำให้แจ้งซ่งึ อวิชชาได้ จึงดบั การเกดิ อนั นไี้ ด้ ได้เกิดความสว่างแห่งปัญญาออกมาจากจิต พลังความรู้แจ้ง ได้ทำ� ลายวงจรกระแสทกุ ข์จนหมดสิน้ ณ วนิ าทีนัน้ เธอยตุ ิการเกดิ การตายไดแ้ ลว้ เขา้ ถงึ ความเปน็ ผไู้ มเ่ กดิ ไมด่ บั อกี ตอ่ ไปแลว้ เหมอื น ตะเกยี งทีห่ มดน้�ำมันแลว้ ดบั ไป เหมอื นไฟส้ินเชื้อฉันนนั้ ก า ร รู ้ ธ ร ร ม แ บ บ รู ้ แ จ ้ ง
ความสว่างในวัยดึก (ภกิ ษณุ โี สณา) แมว้ า่ จะเกดิ ในฐานะแมท่ ม่ี บี ตุ รหลายคนกต็ าม แตเ่ มอื่ ยา่ งเขา้ สวู่ ยั ชราภาพ บตุ รของนางนน้ั ตา่ งคนกต็ า่ งปฏเิ สธทจี่ ะดแู ลเอาใจใส ่ อยา่ งจรงิ จงั เกยี่ งงอนใหไ้ ปอยกู่ บั ลกู คนอน่ื ๆ บา้ ง โดยอา้ งวา่ ตนนนั้ มีครอบครัวแล้ว ธุระการงานก็มาก ไม่มีเวลา ทรัพย์สมบัติที่ได้มา กน็ อ้ ย ใชจ้ า่ ยภายในครอบครวั กย็ งั ไมพ่ อ นางจงึ ตดั สนิ ใจเขา้ อาศยั ผา้ เหลืองหวังเพียงเล้ียงตวั ไปวนั ๆ แต่พอนานวันไปเห็นคนนั้นปฏิบัติดี คนน้ีก็ปฏิบัติได้บรรล ุ คนนั้นรู้แจ้ง คนนี้สิ้นทุกข์ ชักเอะใจ เราก็น่าจะเอาให้เห็นธรรม กับเขาบ้าง จะมัวมาคิดเอาแต่เรื่องความแก่มาอ้าง จะมัวรอผัดวัน ประกนั พรงุ่ อยเู่ ชน่ นคี้ งไมท่ �ำใหอ้ ะไรดขี นึ้ มาเปน็ แน ่ แตเ่ รอื่ งรา่ งกาย 99 สังขารนี้เป็นขันธมาร บวชเมื่อแก่แก้นิวรณ์ก็ล� ำบาก ความง่วง ความคดิ ตามตดิ ยังกะเงา เราไม่เขา้ ไปหามัน มันก็มาเช้อื เชิญเราไป แต่ในธรรมวินัยน้ี เพื่อเป็นการสร้างนิสัย จะมีธรรมเนียม ให้คนบวชใหม่ต้องรับใช้คนบวชก่อน ฝึกฝนให้รู้จักเสียสละ ฝึก ความอดทน ฝึกการลดมานะทิฏฐิ ปลูกฝังหิริ โอตตัปปะ ขันต ิ โสรัจจะ ซักจิตให้สะอาดนวดกายให้อ่อน สร้างความพร้อมก่อนมา ย้อมน�้ำธรรม ภิกษุณีแก่แต่บวชใหม่ ถูกก�ำหนดให้ท�ำหน้าท่ีตักน�้ำ ผ่าฟืน ตม้ นำ้� รอ้ นใหพ้ ระเถรอี าบ ตม้ น้�ำปานะใหห้ มคู่ ณะไดฉ้ นั เพราะเหตนุ ี ้ จึงไม่ค่อยได้เข้าร่วมกิจกรรมกับเขาเท่าไร อีกท้ังเขาคงจะยกเว้น ใหบ้ า้ งตามควร ส . ม ห า ป ั ญ โ ญ ภ ิ ก ขุ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194