Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ม.ล.คู่มืองานบุคลากรโรงเรียนวัดโมคลาน

ม.ล.คู่มืองานบุคลากรโรงเรียนวัดโมคลาน

Description: คู่มืองานบุคลากรโรงเรียนวัดโมคลาน

Search

Read the Text Version

0 โรงเรียนวัดโมคลาน

1 การบริหารงานบุคคล การบริหารงานบุคคล หมายถึง การหาทางใช้คนที่อยู่ร่วมกันในองค์กรน้ันๆ ให้ทางานได้ผลดีท่ีสุด ส้นิ เปลอื งค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็สามารถทาให้ผู้ร่วมงานมีความสุขมีความพอใจ ท่ีจะให้ความ รว่ มมอื และทางานรว่ มกับผบู้ ริหาร เพ่ือใหง้ านขององคก์ รนนั้ ๆ สาเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี แนวคดิ 1) ปัจจัยทางการบริหารทัง้ หลายคนถอื เป็นปจั จยั ทางการบรหิ ารทีส่ าคัญท่ีสุด 2) การบริหารงานบุคคลจะมปี ระสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลผู้บริหารจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจและ มคี วามสามารถสงู ในการบริหารงานบุคคล 3) การจัดบุคลากรให้ปฏบิ ัตงิ านได้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถจะมีส่วนทาให้บุคลากร มีขวัญ กาลังใจ มีความสขุ ในการปฏิบัติงาน ส่งผลใหง้ านประสบผลสาเร็จอย่างมปี ระสิทธิภาพ 4) การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถอย่างสม่าเสมอและต่อเน่ืองจะทาให้บุคลากร เปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมและกระตือรือร้นพฒั นางานใหด้ ยี ิง่ ขนึ้ 5) การบรหิ ารงานบุคคลเนน้ การมีสว่ นร่วมของบุคลากรและผู้มสี ว่ นไดเ้ สียเปน็ สาคัญ ขอบขา่ ยงานบคุ ลากร 1. ส่งเสริมและพฒั นาระบบการบรหิ ารจัดการใหม้ ปี ระสิทธภิ าพ 2. ส่งเสริมให้บคุ ลากรในโรงเรยี นปฏบิ ตั ิในหนา้ ทีต่ ามมาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณวิชาชีพครู 3. ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของบุคลากรภายในโรงเรียนแก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างท่ัวถึง และมปี ระสิทธภิ าพ 4. ส่งเสริม และสนับสนนุ ให้ครแู ละบคุ ลากรได้รบั การพัฒนาตามสมรรถนะวิชาชีพครู 5. ประสานความรว่ มมอื ระหว่างโรงเรียน ผปู้ กครอง และชุมชน ในการพัฒนาโรงเรียน 6. ส่งเสรมิ ใหค้ ณะครูปฏบิ ตั ิหนา้ ท่ดี ว้ ยความซือ่ สตั ยส์ ุจรติ 7. สง่ เสริมใหค้ ณะครปู ฏบิ ตั ิตนในการดาเนนิ ชีวิตโดยยดึ หลกั เศรษฐกจิ พอเพยี ง วางแผนอตั รากาลงั /การกาหนดตาแหนง่ มหี น้าที่ 1. จดั ทาแผนงาน/โครงการ แผนปฏบิ ัตงิ านประจาปีและปฏิทินปฏิบัติงาน 2. จดั ทาแผนงานอตั รากาลังครู / การกาหนดตาแหน่งและความตอ้ งการครูในสาขาท่โี รงเรยี นมี ความต้องการ 3. จดั ทารายงานอตั รากาลงั ครูตอ่ หน่วยงานต้นสงั กดั โรงเรยี นวดั โมคลาน

2 การสรรหาและบรรจุแต่งต้ัง มหี นา้ ท่ี 1. วางแผนดาเนินการสรรหาและเลือกสรรและกาหนดรายละเอียดแผนปฏบิ ัติงาน 2. กาหนดรายละเอียดเกยี่ วกับการสรรหาการเลือกสรรคณุ สมบัติของบคุ คลที่รับสมคั ร 3. จัดทาประกาศรับสมคั ร 4. รับสมคั ร 5. การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมคั ร 6. ประกาศรายช่อื ผมู้ ีสทิ ธิรบั การประเมนิ 7. แต่งต้ังคณะกรรมการดาเนนิ การสรรหาและเลอื กสรร 8. สอบคดั เลือก 9. ประกาศรายช่ือผู้ผ่านการเลือกสรร 10.การเรียกผทู้ ผ่ี า่ นการคัดเลือกมารายงานตัว 11.จดั ทารายต่อหน่วยงานต้นสังกัด การพัฒนาบุคลากร มีหนา้ ท่ี 1. จดั ทาแผนงาน/โครงการ/แผนปฏิบตั ิการประจาปี 2. สารวจความต้องการในการพฒั นาครแู ละบคุ ลากรในโรงเรยี น 3. จดั ทาแผนพฒั นาตนเองของครูและบุคลากรในโรงเรียน 4. สง่ เสริมและสนบั สนนุ ให้ครูและบุคลากรไดร้ บั การพัฒนา 5. จดั ทาแฟม้ บุคลากรในโรงเรยี น 6. ตดิ ตาม ประเมนิ ผล สรปุ รายงานผลการปฏบิ ัตงิ านเสนอผู้อานวยการ 7. งานอื่นๆ ทไี่ ด้รบั มอบหมาย การเลอื่ นข้นั เงนิ เดือน มหี น้าที่ 1. จดั ทาแผนงาน/โครงการ/แผนปฏิบัตกิ ารประจาปี 2. นเิ ทศ ตดิ ตามผลการปฏิบัตงิ านของครูและบคุ ลากรในโรงเรยี น 3. ประชุมคณะกรรมการในการพิจารณาเล่อื นข้ันเงนิ เดอื นประจาปี 4. จดั ทาบัญชผี ู้ทไ่ี ด้รบั การพจิ ารณาเลือ่ นข้ันประจาปีโดยยึดหลกั ความโปร่ งใส คุณธรรมจริยธรรม และการปฏิบตั งิ านท่ีรับผดิ ชอบ 5. แต่งต้งั ผทู้ ่ีได้รบั การเลอ่ื นข้นั เงินเดือนรายงานต่อตน้ สังกัด โรงเรียนวดั โมคลาน

3 เครือ่ งราชอสิ รยิ าภรณ์ มีหนา้ ท่ี 1. จดั รวบรวมเอกสารในการเสนอขอพระราชทานเคร่ืองราชอสิ ริยาภรณ์ 2. สารวจความต้องการขอพระราชทานเครอ่ื งราชอิสรยิ าภรณ์ของคณะครแู ละบคุ ลากร 3. สง่ เสรมิ และสนับสนนุ ขอพระราชทานเคร่อื งราชอิสรยิ าภรณข์ องคณะครูและบคุ ลากรในโรงเรยี น 4. จัดทาแฟม้ ข้อมูลการไดร้ ับพระราชทานเครื่องราชอสิ ริยาภรณข์ องคณะครแู ละบุคลากรใน โรงเรยี น วินยั และการรกั ษาวนิ ยั มีหน้าที่ 1. จัดรวบรวมเอกสารเกยี่ ววินัยและการรักษาวินยั ของข้าราชการครูและบุคลากรในโรงเรียน 2. จัดทาแฟ้มขอ้ มูลเกีย่ วกบั การทาผดิ เกย่ี วกับวินัยของขา้ ราชการครูและบคุ ลากรในโรงเรยี น สวสั ดิการครู มีหน้าที่ 1. วางแผนดาเนนิ งานเก่ียวกบั สวัสดิการของครแู ละบคุ ลากรในโรงเรยี น 2. มอบของขวัญเป็นกาลังใจในวนั สาคัญตา่ งๆ วนั เกิด แสดงความยินดีที่ผ่านการประเมินครูชานาญ การพิเศษ ของครแู ละบุคลากรในโรงเรยี น 3. ซ้อื ของเยยี่ มไข้เมื่อเจบ็ ปว่ ยหรอื นอนพกั รกั ษาตัวในโรงพยาบาล การปฏิบัตริ าชการของข้าราชการครู 1. การลา การลาแบง่ ออกเป็น 9 ประเภท คือ 1.การลาปว่ ย 2.การลาคลอดบุตร 3.การลากจิ สว่ นตัว 4.การลาพกั ผ่อน 5.การลาอุปสมบทหรอื การลาไปประกอบพิธฮี ัจย์ 6.การลาเขา้ รับการตรวจเลอื กหรอื เข้ารับการเตรียมพล 7.การลาไปศึกษา ฝกึ อบรม ดงู าน หรือปฏบิ ตั ิการวจิ ัย 8.การลาไปปฏิบัตงิ านในองคก์ ารระหว่างประเทศ 9. การลาติดตามคสู่ มรส การลาป่วย ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาป่วยเพ่ือรักษาตัวให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา ตามลาดบั จนถึงผมู้ ีอานาจอนญุ าตกอ่ นหรือในวันที่ลาเว้นแต่ในกรณีจาเป็นจะเสนอหรือจัดส่งใบลา ในวันแรก ทมี่ าปฏิบตั ิราชการกไ็ ด้ ในกรณีที่ขา้ ราชการผขู้ อลามีอาการปว่ ยจนไมส่ ามารถจะลงช่อื ในใบลาได้จะให้ผู้อื่นลา แทนก็ได้ แตเ่ มือ่ สามารถลงชื่อได้แล้วให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว การลาป่วยต้ังแต่ 30 วันข้ึนไป ต้องมี โรงเรียนวัดโมคลาน

4 ใบรบั รองของแพทย์ซงึ่ เปน็ ผ้ทู ี่ไดข้ นึ้ ทะเบียนและ รับใบอนุญาตเปน็ ผู้ประกอบวชิ าชพี เวชกรรมแนบไปกับใบลา ด้วย ในกรณีจาเป็นหรือเห็นสมควรผู้มีอานาจอนุญาตจะส่ังให้ใช้ใบรับรองของแพทย์ซึ่งผู้มีอานาจอนุญาต เห็นชอบแทนก็ได้ การลาป่วยไม่ถึง 30 วัน ไม่ว่าจะเป็นการลาครั้งเดียวหรือหลายคร้ังติดต่อกัน ถ้าผู้มี อานาจ อนุญาตเห็นสมควร จะส่ังให้มีใบรับรองแพทย์ตามวรรคสามประกอบใบลา หรือส่ังให้ผู้ลาไปรับการ ตรวจจากแพทย์ของทางราชการเพื่อประกอบการพจิ ารณาอนญุ าตกไ็ ด้ การลาคลอดบตุ ร ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาคลอดบุตร ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา ตามลาดับ จนถงึ ผมู้ อี านาจอนุญาตกอ่ นหรือในวันทีล่ า เว้นแตไ่ มส่ ามารถจะลงชอื่ ในใบลาได้ จะให้ผู้อ่ืนลาแทน ก็ได้ แต่เม่ือสามารถลงช่ือได้แล้วให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว และมีสิทธิลาคลอดบุตรโดยได้รับ เงินเดือน คร้งั หนึง่ ได้ การลาคลอดบตุ รจะลาในวันที่คลอดก่อนหรือหลังวันที่คลอดบุตรก็ได้ แต่เม่ือรวมวันลาแล้ว ต้อง ไม่เกิน 90 วนั การลากิจส่วนตัว ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลากิจส่วนตัว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา ตามลาดับ จนถึงผู้มีอานาจอนุญาต และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้ เว้นแต่มีเหตุจาเป็น ไม่ สามารถรอรบั อนุญาตได้ทันจะเสนอหรือจัดส่งใบลาพรอ้ มด้วยระบุเหตุจาเป็นไว้แล้ว หยุดราชการ ไปก่อนก็ได้ แต่จะต้องชี้แจงเหตุผลใหผ้ มู้ ีอานาจอนุญาตทราบโดยเรว็ ในกรณมี เี หตพุ เิ ศษทีไ่ ม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อน ตามวรรคหน่ึงได้ ให้เสนอหรือจัดส่ง ใบลาพร้อมท้ังเหตุผลความจาเป็นต่อผู้บังคับบัญชาตามลาดับจนถึงผู้มี อานาจอนุญาตทันทใี นวนั แรก ทมี่ าปฏบิ ัติราชการ ข้าราชการมีสิทธิลากิจส่วนตัว โดยได้รับเงินเดือนปีละไม่ เกนิ 45 วันทาการ ข้าราชการที่ลาคลอดบตุ รตามข้อ 18 แลว้ หากประสงค์จะลากิจส่วนตัวเพ่ือเลี้ยงดูบุตร ให้มี สทิ ธลิ าต่อเนือ่ งจากการลาคลอดบตุ รไดไ้ มเ่ กิน 150 วนั ทาการ โดยไม่มสี ทิ ธิได้รับเงินเดือนระหว่างลา การลาพกั ผ่อน ข้าราชการมีสิทธลิ าพกั ผ่อนประจาปีในปีหน่ึงได้ 10 วันทาการ เว้นแต่ข้าราชการ ดงั ต่อไปน้ี ไม่มสี ิทธลิ าพักผอ่ นประจาปใี นปที ่ีได้รบั บรรจเุ ข้ารับราชการยังไม่ถึง 6 เดอื น 1. ผู้ซึ่งได้รับบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการคร้ังแรก ผู้ซึ่งลาออกจากราชการเพราะเหตุส่วนตัว แล้วต่อมาไดร้ ับบรรจุเขา้ รับราชการอีก 2. ผู้ซึง่ ลาออกจากราชการเพอ่ื ดารงตาแหนง่ ทางการเมอื ง หรอื เพ่ือสมคั รรับเลือกต้ังแล้ว ต่อมาได้รับ บรรจเุ ข้ารบั ราชการอีกหลัง 6 เดอื น นับแต่วนั ออกจากราชการ 3. ผู้ซ่ึงถูกส่ังให้ออกจากราชการในกรณีอ่ืน นอกจากกรณีไปรับราชการทหารตามกฎหมาย ว่าด้วย การรบั ราชการทหารและกรณีไปปฏบิ ัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการ แล้วต่อมา ได้รับบรรจุเข้า รับราชการอกี ถ้าในปใี ดข้าราชการผู้ใดมไิ ด้ลาพักผ่อนประจาปีหรือลาพักผ่อนประจาปี แล้วแต่ไม่ครบ 10 วัน ทาการ ใหส้ ะสมวนั ทย่ี ังมไิ ด้ลาในปนี ้ันรวมเขา้ กบั ปตี ่อ ๆไปได้ แต่วันลาพักผ่อน สะสมรวมกับวันลาพักผ่อนใน ปีปัจจบุ นั จะตอ้ งไมเ่ กิน 20 วนั ทาการ สาหรบั ผูท้ ่ไี ดร้ บั ราชการตดิ ต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ให้มีสิทธินา วันลาพักผ่อนสะสม รวมกบั วนั ลาพกั ผอ่ นในปีปัจจบุ นั ไดไ้ มเ่ กิน 30 วันทาการ การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพธิ ีฮจั ย์ ข้าราชการซึ่งประสงค์จะลาอุปสมบทใน พระพุทธศาสนา หรือข้าราชการท่ีนับถือศาสนา อิสลามซ่ึงประสงค์จะลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบียให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลาดับจนถึงผู้มีอานาจพิจารณาหรือ อนุญาตก่อนวันอุปสมบท หรือก่อนวันเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ไม่น้อยกว่า 60 วัน ในกรณีมีเหตุพิเศษไม่ อาจเสนอหรือจดั สง่ ใบลาก่อนตามวรรคหน่ึงให้ชี้แจงเหตุผลความ จาเป็นประกอบการลา และให้อยู่ในดุลพินิจ ของผู้มีอานาจท่ีจะพิจารณาให้ลาหรือไม่ก็ได้ ข้าราชการท่ีได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ลา อปุ สมบทหรือไดร้ ับอนุญาตให้ลาไป ประกอบพิธีฮจั ยแ์ ลว้ จะตอ้ งอุปสมบทหรือออกเดนิ ทางไปประกอบพิธีฮัจย์ โรงเรียนวัดโมคลาน

5 ภายใน 10 วนั นับแต่ วนั เริ่มลา และจะตอ้ งกลบั มารายงานตัวเขา้ ปฏบิ ัตริ าชการภายใน 5 วัน นับแต่วันท่ีลา สิกขา หรอื วนั ท่ีเดนิ ทางกลบั ถงึ ประเทศไทยหลงั จากการเดินทางไปประกอบพิธฮี จั ย์ การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารบั การเตรยี มพล ข้าราชการทีไ่ ด้รับหมายเรียกเข้ารับการตรวจ เลือก ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนวัน เข้ารับการตรวจเลือกไม่น้อยกว่า 48 ช่ัวโมง ส่วนข้าราชการที่ ได้รับหมายเรียกเข้ารับการเตรียมพล ให้รายงานลาต่อผู้บังคับบัญชาภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลารับ หมายเรียกเป็นต้นไป และให้ไปเข้า รับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพลตามวันเวลาในหมายเรียกนั้น โดยไม่ต้องรอรับคาสั่ง อนุญาต และให้ผู้บังคับบัญชาเสนอรายงานลาไปตามลาดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ หรอื หวั หน้า สว่ นราชการข้นึ ตรง การลาไปศึกษา ฝึกอบรมดงู าน หรือปฏบิ ัตกิ ารวจิ ัย ขา้ ราชการซึง่ ประสงคจ์ ะลาไปศึกษาฝึกอบรม ดู งาน หรือปฏิบัติการวิจัย ณ ต่างประเทศ ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลาดับจนถึง ปลัดกระทรวงหรอื หัวหนา้ ส่วนราชการขึ้นตรงเพ่ือพจิ ารณาอนญุ าตสาหรับการลาไปศึกษาฝึกอบรมดูงาน หรือ ปฏิบัติการวิจัยในประเทศให้เสนอหรือจัดส่ง ใบลาตามลาดับจนถึงหัวหน้าส่วนราชการ หรือหัวหน้าส่วน ราชการขึ้นตรงเพื่อพิจารณาอนุญาต เว้นแต่ข้าราชการกรุงเทพมหานครให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อปลัด กรุงเทพมหานคร สาหรับหวั หน้า สว่ นราชการให้เสนอหรอื จดั ส่งใบลาต่อปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ ขึ้นตรงและข้าราชการ ในราชบณั ฑิตยสถานให้เสนอหรอื จัดส่งใบลาตอ่ รฐั มนตรีเจ้าสังกดั สว่ นปลดั กรุงเทพมหานครใหเ้ สนอ หรือจัดส่งใบลาต่อผ้วู ่าราชการกรุงเทพมหานคร เพือ่ พิจารณาอนญุ าต การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ข้าราชการซ่ึงประสงค์จะลาไปปฏิบัติงานใน องค์การระหว่างประเทศ ให้เสนอหรือจัดส่งใบลา ต่อผู้บังคับบัญชาตามลาดับจนถึงรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพ่ือ พิจารณา โดยถือปฏบิ ตั ิตามหลักเกณฑ์ ท่ีกาหนด การลาตดิ ตามคูส่ มรส ขา้ ราชการซ่งึ ประสงค์ตดิ ตามคู่สมรสใหเ้ สนอหรอื จดั ส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา ตามลาดับ จนถึงปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงแล้วแต่กรณี เพ่ือพิจารณาอนุญาตให้ลาได้ไม่ เกิน สองปแี ละในกรณีจาเป็นอาจอนุญาตใหล้ าไดอ้ ีกสองปี แต่เม่ือรวมแล้วต้องไม่เกินสี่ปี ถ้าเกินสี่ปี ให้ลาออก จากราชการสาหรบั ปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรง และข้าราชการ ในราชบัณฑิตยสถานให้เสนอ หรือจัดส่งใบลาต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ส่วนปลัดกรุงเทพมหานครให้เสนอ หรือจัดส่งใบลาต่อผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครเพ่อื พิจารณาอนญุ าต โรงเรยี นวดั โมคลาน

6 วนิ ยั และการดาเนินการทางวินยั วนิ ัย : การควบคมุ ความประพฤติของคนในองค์กรใหเ้ ป็นไปตามแบบแผนท่พี งึ ประสงค์ วนิ ัยข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา: ข้อบัญญตั ทิ ีก่ าหนดเปน็ ข้อหา้ มและ ขอ้ ปฏิบัติตาม หมวด 6 แห่งพระราชบญั ญัติระเบียบขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และทแ่ี กไ้ ข เพ่มิ เตมิ ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2551 โทษทางวนิ ัย มี 5 สถาน คือ วนิ ยั ไม่ร้ายแรง มดี งั น้ี 1. ภาคทัณฑ์ 2. ตัดเงนิ เดือน 3. ลดขัน้ เงนิ เดือน วินยั ร้ายแรง มีดงั นี้ 4. ปลดออก 5. ไลอ่ อก การวา่ กลา่ วตกั เตอื นหรือการทาทัณฑ์บนไม่ถือว่าเป็นโทษทางวินัยใช้ในกรณีท่ีเป็นความผิด เล็กน้อย และมีเหตอุ ันควรงดโทษ การว่ากลา่ วตกั เตือนไมต่ อ้ งทาเป็นหนงั สอื แต่การทาทณั ฑ์บนต้องทาเป็นหนงั สือ(มาตรา 100 วรรคสอง) โทษภาคทณั ฑ์ ใช้ลงโทษในกรณีท่ีเป็นความผิดเล็กน้อยหรือมีเหตุอันควรลดหย่อน โทษภาคทัณฑ์ไม่ต้องห้ามการเล่ือนขั้น เงินเดือน โทษตัดเงนิ เดอื นและลดขัน้ เงนิ เดือน ใชล้ งโทษในความผดิ ทไ่ี ม่ถงึ กับเป็นความผิดรา้ ยแรง และไมใ่ ช่กรณที ่เี ป็นความผดิ เลก็ นอ้ ย โทษปลดออกและไลอ่ อก ใชล้ งโทษในกรณที ่ีเป็นความผิดวินยั รา้ ยแรงเท่านั้น การลดโทษความผดิ วนิ ัยร้ายแรง หา้ มลดโทษต่ากวา่ ปลดออก ผ้ถู กู ลงโทษปลดออกมสี ิทธไิ ด้รับบาเหน็จบานาญเสมอื นลาออก การสั่งใหอ้ อกจากราชการไม่ใชโ่ ทษทางวินยั วินัยไม่รา้ ยแรง ได้แก่ 1. ไม่สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ เ์ ป็นประมขุ ตามรฐั ธรรมนูญ แห่งราชอาณาจกั รไทยดว้ ยความบริสุทธ์ิใจ 2. ไม่ปฏิบัติหน้าท่ีราชการด้วยความซ่ือสัตย์สุจริต เสมอภาค และเท่ียงธรรม ต้องมีความวิริยะ อตุ สาหะขยนั หมน่ั เพยี ร ดแู ลเอาใจใส่ รักษาประโยชน์ของทางราชการ และต้องปฏิบัติตน ตามมาตรฐานและ จรรยาบรรณวิชาชีพ 3. อาศัยหรอื ยอมใหผ้ ้อู น่ื อาศัยอานาจและหนา้ ท่ีราชการของตนไมว่ า่ จะโดยทางตรง หรือ ทางอ้อมหา ประโยชนใ์ ห้แกต่ นเองและผูอ้ ่นื 4. ไมป่ ฏิบัติหน้าท่ีราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและ หน่วยงาน การศึกษามติครม. หรอื นโยบายของรัฐบาลโดยถือประโยชน์สูงสุดของผู้เรียน และไม่ให้ เกิดความเสียหายแก่ ราชการ 5. ไม่ปฏิบัติตามคาสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งส่ังในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายและ ระเบียบ โรงเรียนวดั โมคลาน

7 ของทางราชการแต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคาส่ังนั้นจะทาให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะ เป็นการไม่รักษา ประโยชนข์ องทางราชการจะเสนอความเห็นเปน็ หนังสือภายใน 7 วัน เพื่อให้ผู้บังคับ บัญชาทบทวนคาส่ังก็ได้ และเมื่อเสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันเป็นหนังสือให้ปฏิบัติ ตามคาส่ังเดิม ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ต้องปฏิบตั ติ าม 6. ไม่ตรงต่อเวลา ไมอ่ ทุ ิศเวลาของตนให้แกท่ างราชการและผเู้ รียน ละทงิ้ หรือทอดทิ้งหน้าที่ ราชการ โดยไมม่ ีเหตุผลอนั สมควร 7. ไม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียนชุมชน สังคม ไม่สุภาพเรียบร้อยและรักษา ความ สามคั คี ไม่ช่วยเหลอื เก้อื กลู ต่อผเู้ รียนและขา้ ราชการด้วยกนั หรือผ้รู ว่ มงานไม่ตอ้ นรับหรือ ให้ความสะดวก ให้ ความเปน็ ธรรมตอ่ ผเู้ รยี นและประชาชนผมู้ าติดต่อราชการ 8. กลน่ั แกลง้ กล่าวหา หรือร้องเรยี นผู้อน่ื โดยปราศจากความเป็นจรงิ 9. กระทาการหรือยอมให้ผู้อ่ืนกระทาการหาประโยชน์อันอาจทาให้เส่ือมเสียความเที่ยงธรรม หรือ เสือ่ มเสียเกยี รติศกั ดิใ์ นตาแหน่งหนา้ ทีร่ าชการของตน 10. เป็นกรรมการผจู้ ัดการ หรอื ผูจ้ ัดการ หรือดารงตาแหนง่ อน่ื ใดท่มี ีลกั ษณะงานคล้ายคลึงกันนั้น ใน ห้างหนุ้ สว่ นหรอื บรษิ ัท 11. ไม่วางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าท่ี และในการปฏิบัติการอ่ืนที่เก่ียวข้อง กับ ประชาชนอาศัยอานาจและหน้าท่รี าชการของตนแสดงการฝักใฝ่ส่งเสริม เกื้อกูล สนับสนุนบุคคล กลุ่มบุคคล หรือพรรคการเมืองใด 12. กระทาการอันใดอันไดช้ ่ือวา่ เปน็ ผ้ปู ระพฤติชว่ั 13. เสรมิ สร้างและพฒั นาใหผ้ ้อู ยใู่ ตบ้ ังคบั บัญชามีวินยั ไมป่ ้องกนั มิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา กระทาผิด วินัย หรือละเลย หรือมีพฤติกรรมปกป้อง ช่วยเหลือมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาถูกลงโทษทางวินัย หรือปฏิบัติ หน้าทด่ี ังกลา่ วโดยไม่สจุ ริต วินยั รา้ ยแรง ได้แก่ 1. ทจุ ริตต่อหน้าที่ราชการ 2. จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติ ครม. หรอื นโยบายของรฐั บาลประมาทเลนิ เลอ่ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ ของทางราชการอัน เปน็ เหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอยา่ งร้ายแรง 3. ขดั คาส่งั หรอื หลกี เลยี่ งไมป่ ฏบิ ัตติ ามคาสัง่ ของผ้บู งั คบั บญั ชาซึง่ สงั่ ในหนา้ ทร่ี าชการ โดยชอบดว้ ยกฎหมายและระเบียบของทางราชการอันเป็นเหตใุ ห้เสยี หายแก่ราชการอย่างรา้ ยแรง 4. ละท้ิงหน้าที่หรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อยา่ งรา้ ยแรง 5. ละทิง้ หนา้ ที่ราชการตดิ ต่อในคราวเดยี วกันเปน็ เวลาเกนิ กว่า 15 วนั โดยไม่มเี หตผุ ลอนั สมควร 6. กลัน่ แกลง้ ดหู มน่ิ เหยียดหยาม กดข่ี หรือขม่ เหงผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการ อย่าง ร้ายแรง 7. กลน่ั แกล้ง กลา่ วหา หรือร้องเรียนผู้อื่นโดยปราศจากความเป็นจริง เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับ ความ เสยี หายอย่างร้ายแรง 8. กระทาการหรือยอมให้ผู้อ่ืนกระทาการหาประโยชน์อันอาจทาให้เสื่อมเสียความเท่ียงธรรม หรือ เสอ่ื มเสียเกียรติศักดิ์ในตาแหน่งหน้าท่ีราชการโดยมุ่งหมายจะให้เป็นการซ้ือขายหรือให้ได้รับ แต่งตั้งให้ดารง ตาแหน่งหรอื วทิ ยฐานะใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการกระทาอันมีลักษณะ เป็นการให้หรือได้มาซึ่ง โรงเรยี นวดั โมคลาน

8 ทรพั ย์สินหรือสทิ ธปิ ระโยชนอ์ ่ืนเพื่อให้ตนเองหรือผู้อ่ืนได้รบั การบรรจแุ ละ แตง่ ตงั้ โดยมชิ อบ 9. คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อ่ืนโดยมิชอบหรือนาเอาผลงานทางวิชาการของ ผู้อ่ืน หรือจ้างวาน ใช้ผู้อื่นทาผลงานทางวิชาการเพ่ือไปใช้ในการเสนอขอปรับปรุงการกาหนดตาแหน่ง การ เลอ่ื นตาแหน่ง การเล่อื นวิทยฐานะ หรือการใหไ้ ดร้ ับเงินเดือนในระดับท่สี งู ข้ึน 10. ร่วมดาเนนิ การคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานของผูอ้ ื่นโดยมิชอบ หรอื รับจดั ทาผลงานทางวิชาการ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่เพ่ือให้ผู้อ่ืนนาผลงานน้ันไปใช้ประโยชน์เพื่อปรับปรุงการกาหนดตาแหน่งเล่ือน ตาแหน่ง เลื่อนวิทยฐานะ หรือใหไ้ ด้รบั เงินเดอื นในอนั ดับที่สูงขึ้น 11. เข้าไปเก่ียวขอ้ งกับการดาเนินการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการทุจริตโดยการซ้ือสิทธิหรือขายเสียง ในการเลือกต้ังสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถ่ินหรือการเลือกต้ังอื่นท่ีมีลักษณะเป็นการ ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งการส่งเสริม สนับสนุน หรือ ชักจูงให้ผู้อ่ืนกระทาการใน ลักษณะเดยี วกนั 12. กระทาความผิดอาญาจนได้รับโทษจาคุก หรือโทษที่หนักกว่าจาคุกโดยคาพิพากษาถึงที่สุด ให้ จาคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าจาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิดท่ีได้กระทาโดยประมาท หรือลหุโทษ หรือกระทาการอ่ืนใดอันไดช้ ื่อว่าเป็นผปู้ ระพฤตชิ ว่ั อยา่ งร้ายแรง 13. เสพยาเสพตดิ หรือสนบั สนุนให้ผ้อู ่นื เสพยาเสพตดิ 14. เลน่ การพนนั เป็นอาจิณ 15. กระทาการล่วงละเมดิ ทางเพศตอ่ ผู้เรยี นหรือนกั ศกึ ษาไม่ว่าจะอยใู่ นความดูแลรับผิดชอบ ของตน หรือไม่ การดาเนนิ การทางวินยั การดาเนินการทางวินัย กระบวนการและข้ันตอนการดาเนินการในการออกคาสั่งลงโทษ ซ่ึงเป็น ขั้นตอนที่มีลาดับก่อนหลังต่อเนื่องกัน อันได้แก่ การตั้งเร่ืองกล่าวหาการสืบสวนสอบสวน การพิจารณา ความผิดและกาหนดโทษและการสง่ั ลงโทษรวมท้งั การดาเนินการต่าง ๆ ในระหว่างการสอบสวนพจิ ารณา เช่น การส่งั พัก การส่ังให้ออกไว้กอ่ น เพ่อื รอฟังผลการสอบสวนพจิ ารณา หลกั การดาเนินการทางวินยั 1. กรณที ่ีผบู้ ังคับบัญชาพบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ใดกระทาผิดวินัยโดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่ แล้วผู้บงั คับบญั ชากส็ ามารถดาเนินการทางวินยั ได้ทันที 2. กรณีท่ีมีการร้องเรียนด้วยวาจาให้จดปากคา ให้ผู้ร้องเรียนลงลายมือชื่อและวัน เดือน ปี พร้อม รวบรวมพยานหลักฐานอ่นื ๆ ประกอบการพิจารณาแลว้ ดาเนินการให้มกี ารสืบสวนข้อเทจ็ จริง โดยตั้งกรรมการ สืบสวนหรือสง่ั ใหบ้ คุ คลใดไปสบื สวนหากเหน็ ว่ามมี ูลก็ต้ังคณะกรรมการสอบสวน ตอ่ ไป 3. กรณมี กี ารรอ้ งเรยี นเป็นหนังสือผู้บังคับบัญชาต้องสืบสวนในเบ้ืองต้นก่อนหากเห็นว่า ไม่มีมูลก็สั่ง ยตุ ิเร่อื งถ้าเหน็ ว่ามีมูลก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตอ่ ไป กรณีหนงั สอื ร้องเรยี นไม่ลง ลายมือชื่อและที่อยู่ของผู้ รอ้ งเรยี นหรือไมป่ รากฏพยานหลักฐานท่ีแน่นอนจะเขา้ ลกั ษณะของบัตร สนเท่ห์ มติครม.หา้ มมใิ ห้รับฟังเพราะ จะทาใหข้ ้าราชการเสยี ขวญั ในการปฏิบัตหิ นา้ ท่ี ขนั้ ตอนการดาเนนิ การทางวนิ ัย 1. การตัง้ เร่ืองกล่าวหาเปน็ การตงั้ เร่อื งดาเนนิ การทางวนิ ยั แกข่ า้ ราชการเม่ือปรากฏ กรณีมีมูลท่คี วรกล่าวหาว่า กระทาผดิ วินัยมาตรา 98 กาหนดให้ผู้บังคับบัญชาแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวน เพ่อื ดาเนินการ สอบสวนให้ไดค้ วามจรงิ และความยตุ ิธรรมโดยไม่ชกั ช้าผู้ตงั้ เรอื่ งกลา่ วหาคอื ผู้บังคับบัญชาของผู้ ถูก กล่าวหาความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นคือ ผู้อานวยการสถานศึกษาสามารถแต่งต้ัง โรงเรยี นวดั โมคลาน

9 กรรมการสอบสวนข้าราชการในโรงเรียนทุกคนความผิดวินัยร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจบรรจุ และ แต่งต้ังตามมาตรา 53 เปน็ ผูม้ ีอานาจบรรจุและแต่งตัง้ คณะกรรมการสอบสวน 2. การแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา 98 กาหนดไว้ว่า ในการสอบสวนจะต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสรุป พยานหลกั ฐาน ท่สี นบั สนุนขอ้ กล่าวหาเท่าทีม่ ีให้ผ้ถู ูกกลา่ วหาทราบ โดยระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้เพื่อให้ ผู้ ถูกกลา่ วหามโี อกาสชี้แจงและนาสืบแก้ข้อกล่าวหา 3. การสอบสวน คือ การรวบรวมพยานหลักฐานและการดาเนินการท้ังหลายอื่นเพ่ือจะทราบ ข้อเท็จจรงิ และพฤติการณ์ตา่ ง ๆ หรอื พิสูจน์เก่ียวกบั เร่อื งทก่ี ล่าวหาเพ่อื ใหไ้ ดค้ วามจรงิ และยตุ ิธรรม และ เพ่ือพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทาผิดวินัยจริงหรือไม่ถ้าผิดจริงก็จะได้ลงโทษ ข้อยกเว้น กรณีที่เป็น ความผดิ ทปี่ รากฏชัดแจง้ ตามทก่ี าหนดในกฎ ก.ค.ศ.จะดาเนนิ การ ทางวินัยโดยไมส่ อบสวนก็ได้ ความผิดทป่ี รากฏชัดแจ้งตามท่กี าหนดในกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยกรณีความผดิ ทีป่ รากฏชัดแจง้ พ.ศ. 2549 ก. การกระทาผดิ วินัยอยา่ งไม่รา้ ยแรงทเี่ ปน็ กรณีความผดิ ทปี่ รากฏอย่างชัดแจ้ง ได้แก่ (1) กระทาความผิดอาญาจนต้องคาพิพากษาถึงท่ีสุดว่าผู้นั้นกระทาผิดและผู้บังคับ บัญชาเห็นว่า ข้อเท็จจรงิ ตามคาพิพากษาประจักษ์ชดั (2) กระทาผิดวินัยไม่ร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคารับ สารภาพตอ่ ผู้มหี น้าทส่ี ืบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวนโดยมีการบนั ทกึ ถอ้ ยคาเปน็ หนงั สอื ข. การกระทาผิดวินยั อยา่ งรา้ ยแรงที่เปน็ กรณีความผดิ ท่ีปรากฏชดั แจง้ ได้แก่ (1) กระทาความผิดอาญาจนได้รับโทษจาคุกหรือโทษท่ีหนักกว่าจาคุกโดยคาพิพากษาถึงที่สุดให้ จาคกุ หรอื ลงโทษที่หนักกว่าจาคกุ (2) ละท้ิงหน้าท่ีราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 วันผู้บังคับบัญชา สืบสวนแล้ว เหน็ ว่าไมม่ เี หตุผลสมควร หรือมีพฤตกิ ารณอ์ ันแสดงถงึ ความจงใจไมป่ ฏบิ ตั ิตามระเบยี บ ของทางราชการ (3) กระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ ถ้อยคารับ สารภาพตอ่ ผู้มหี นา้ ท่สี บื สวนหรอื คณะกรรมการสอบสวนโดยมกี ารบันทกึ ถ้อยคาเปน็ หนังสือ การอุทธรณ์ มาตรา 121 และมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร ทาง การศึกษา พ.ศ. 2547 บัญญัติให้ผู้ถูกลงโทษทางวินัยมีสิทธิอุทธรณ์คาสั่งลงโทษต่ออ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนที่ การศกึ ษา อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ. ต้ังแล้วแต่กรณี ภายใน 30 วัน เงื่อนไขในการอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์ ตอ้ งเป็นผู้ทีถ่ กู ลงโทษทางวนิ ัยและไม่พอใจผลของคาส่ังลงโทษผู้อุทธรณ์ ต้องอุทธรณ์เพ่ือ ตนเองเทา่ น้นั ไมอ่ าจอุทธรณแ์ ทนผ้อู ื่นได้ ระยะเวลาอุทธรณ์ ภายใน 30 วัน นบั แตว่ นั ทไ่ี ด้รบั แจง้ คาสั่งลงโทษตอ้ งทาเป็นหนงั สือ การอุทธรณ์โทษวินัยไม่ร้ายแรง การอุทธรณ์คาสง่ั โทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดข้ันเงินเดือน ที่ผู้บังคับบัญชาส่ังด้วยอานาจของตนเอง ต้องอุทธรณ์ต่อ อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนท่ีการศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ.ส่วน ราชการ เว้นแต่ การสงั่ ลงโทษตามมตใิ ห้อุทธรณต์ ่อ ก.ค.ศ. การอทุ ธรณ์โทษวนิ ยั รา้ ยแรง การอทุ ธรณค์ าส่ังลงโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการต้องอุทธรณ์ ต่อก.ค.ศ.ทั้งน้ีการร้องทุกข์คาส่งั ใหอ้ อกจากราชการหรอื คาส่งั พกั ราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนก็ต้อง โรงเรยี นวดั โมคลาน

10 รอ้ งทุกข์ตอ่ ก.ค.ศ.เช่นเดียวกัน การรอ้ งทุกข์ หมายถึง ผถู้ กู กระทบสิทธิหรอื ไมไ่ ด้รบั ความเปน็ ธรรมจากคาส่ังของฝา่ ยปกครอง หรือคับข้องใจจากการกระทาของผู้บังคับบัญชาใช้สิทธิร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมขอให้เพิกถอนคาสั่งหรือ ทบทวนการกระทาของฝา่ ยปกครองหรอื ของผบู้ งั คับบญั ชา มาตรา 122 และมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร ทาง การศกึ ษาพ.ศ.2547บัญญัตใิ หผ้ ถู้ ูกส่งั ให้ออกจากราชการมีสิทธิรอ้ งทกุ ข์ต่อก.ค.ศ.และผู้ซ่ึงตน เห็นว่าตนไม่ได้ รับความเป็นธรรมหรือมีความคับข้องใจเนื่องจากการกระทาของผู้บังคับบัญชาหรือ กรณีถูกตั้งกรรมการ สอบสวนมสี ิทธริ อ้ งทุกขต์ อ่ อ.ก.ค.ศ.เขตพ้นื ท่กี ารศึกษาอ.ก.ค.ศ.ทก่ี .ค.ศ.ตง้ั หรอื ก.ค.ศ.แลว้ แต่กรณีภายใน30วัน ผ้มู ีสิทธริ ้องทกุ ข์ ได้แก่ ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศกึ ษา เหตทุ ี่จะร้องทกุ ข์ (1) ถกู สั่งให้ออกจากราชการ (2) ถกู ส่งั พักราชการ (3) ถกู สั่งให้ออกจากราชการไวก้ อ่ น (4) ไมไ่ ดร้ ับความเป็นธรรม หรือคับขอ้ งใจจากการกระทาของผู้บังคับบญั ชา (5) ถูกตัง้ กรรมการสอบสวน การเล่ือนขน้ั เงนิ เดอื น ข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษาจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนในแต่ละครั้งต้องอยู่ ในเกณฑ์ ดังน้ี 1. ในคร่ึงปีท่ีแล้วมามีผลการปฏิบัติงาน ความประพฤติในการรักษาวินัย คุณธรรม จริยธรรม และ จรรยาบรรณวชิ าชพี อยูใ่ นเกณฑ์ท่ีสมควรไดเ้ ลอ่ื นขั้นเงินเดือน 2. ในคร่ึงปีที่แล้วมาจนถึงวันออกคาส่ังเล่ือนขั้นเงินเดือนไม่ถูกลงโทษทางวินัยที่หนักกว่าโทษ ภาคทณั ฑ์ หรือถกู ลงโทษในคดอี าญาให้ลงโทษในความผิดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือ ความผิดท่ี ทาให้เสื่อมเสียเกียรติศักด์ิของตาแหน่งหน้าท่ีราชการของตน ซึ่งไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทา โดยประมาทหรือ ความผดิ ลหโุ ทษ 3. ในคร่ึงปที แ่ี ล้วมาต้องไม่ถูกส่งั พกั ราชการเกนิ กวา่ สองเดือน 4. ในคร่ึงปีทแ่ี ล้วมาตอ้ งไม่ขาดราชการโดยไม่มเี หตผุ ลอนั สมควร 5. ในครงึ่ ปีทีแ่ ลว้ มาได้รับการบรรจุเข้ารบั ราชการมาแล้วเป็นเวลาไมน่ อ้ ยกวา่ ส่เี ดอื น 6. ในครึง่ ปีทีแ่ ลว้ มาถ้าเป็นผไู้ ด้รับอนุญาตไปศึกษาในประเทศฝึกอบรมและดงู าน ณ ตา่ งประเทศต้องไดป้ ฏบิ ตั ิหน้าท่ีราชการในครง่ึ ปีท่ีแลว้ มาเป็นเวลาไมน่ อ้ ยกว่าสีเ่ ดือน 7. ในคร่ึงปีที่แลว้ มาตอ้ งไมล่ าหรือมาทางานสายเกนิ จานวนคร้ังท่ีหวั หน้าสว่ นราชการกาหนด 8. ในคร่งึ ปที ีแ่ ลว้ มาตอ้ งมีเวลาปฏิบตั ริ าชการหกเดอื นโดยมีวันลาไมเ่ กินยีส่ ิบสามวนั แตไ่ มร่ วมวันลา ดังต่อไปนี้ 1) ลาอปุ สมบทหรอื ลาไปประกอบพธิ ฮี ัจย์ 2) ลาคลอดบุตรไม่เกินเกา้ สบิ วนั 3) ลาป่วยซง่ึ จาเปน็ ตอ้ งรักษาตัวเปน็ เวลานานไมว่ ่าคราวเดียวหรอื หลายคราวรวมกัน ไม่เกนิ หกสบิ วันทาการ 4) ลาป่วยเพราะประสบอันตรายในขณะปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือในขณะเดินทางไป หรือกลับ โรงเรียนวดั โมคลาน

11 จากการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ 5) ลาพกั ผอ่ น 6) ลาเขา้ รบั การตรวจเลอื กหรอื เข้ารับการเตรยี มพล 7) ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ การฝกึ อบรมและลาศึกษาตอ่ การฝกึ อบรม หมายความว่า การเพิ่มพูนความรู้ความชานาญ หรือประสบการณ์ด้วยการเรียน หรือการวิจัยตามหลักสตู รของการฝึกอบรม หรือการสมั มนาอบรมเชงิ ปฏิบตั กิ าร การดาเนินงานตาม โครงการ แลกเปล่ียนกับต่างประเทศ การไปเสนอผลงานทางวิชาการ และการประชุมเชิงปฏิบัติการ ทั้งนี้โดยมิได้มี วัตถุประสงค์เพ่ือให้ได้มาซ่ึงปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพที่ ก.พ.รับรอง และหมายความรวมถึงการ ฝกึ ฝนภาษาและการรบั คาแนะนากอ่ นฝึกอบรมหรือการดงู านท่ีเป็นส่วนหน่ึงของการฝึกอบรมหรือต่อจากการ ฝึกอบรมน้นั ดว้ ย การดูงาน หมายความว่า การเพ่ิมพูนความรู้และประสบการณ์ด้วยการสังเกตการณ์ และการ แลกเปล่ยี นความคิดเหน็ (การดูงานมีระยะเวลาไม่เกิน 15 วัน ตามหลักสูตรหรือโครงการ หรือแผนการดูงาน ในต่างประเทศ หากมรี ะยะเวลาเกินกาหนดให้ดาเนนิ การเป็นการฝึกอบรม) การลาศึกษาต่อ หมายความว่า การเพ่ิมพูนความรู้ด้วยการเรียนหรือการวิจัยตามหลักสูตรของ สถาบนั การศึกษา หรอื สถาบนั วชิ าชีพ เพื่อให้ได้มาซ่ึงปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพท่ี ก.พ.รับรองและ หมายความรวมถึงการฝึกฝนภาษาและการได้รับคาแนะนาก่อนเข้าศึกษาและการฝึกอบรม หรือการดูงานท่ี เปน็ ส่วนหนึ่งของการศึกษา หรอื ตอ่ จากการศึกษานั้นดว้ ย การออกจากราชการของขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาออกจากราชการเม่ือ (มาตรา 107 พ.ร.บ.ระเบียบ- ข้าราชการครฯู ) 1) ตาย 2) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าดว้ ยบาเหน็จบานาญขา้ ราชการ 3) ลาออกจากราชการและไดร้ ับอนุญาตให้ลาออก 4) ถกู สั่งใหอ้ อก 5) ถูกสั่งลงโทษปลดออกหรือไลอ่ อก 6) ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เว้นแต่ได้รับแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งอื่นที่ไม่ต้องมี ใบอนุญาตประกอบวชิ าชพี การลาออกจากราชการ ขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาผใู้ ดประสงค์จะลาออกจากราชการ ใหย้ ่นื หนงั สือลาออกตอ่ ผ้บู ังคับบัญชาเพ่อื ใหผ้ ้มู ีอานาจตาม มาตรา 53เป็นผูพ้ ิจารณาอนญุ าต กรณผี มู้ ีอานาจตาม มาตรา 53 พจิ ารณาเหน็ วา่ จาเปน็ เพ่ือประโยชน์แก่ราชการจะยับยั้งการอนุญาต ให้ลาออกไว้เป็นเวลาไมเ่ กิน 90 วัน นบั แต่วนั ขอลาออกก็ได้ แต่ตอ้ งแจ้งการยบั ย้ัง พรอ้ มเหตผุ ลใหผ้ ู้ขอลาออก โรงเรยี นวดั โมคลาน

12 ทราบ เมือ่ ครบกาหนดเวลาทย่ี ับยงั้ แลว้ ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วนั ถัดจากวนั ครบกาหนดเวลาที่ยับยัง้ ถ้าผู้มอี านาจตามมาตรา 53 ไมไ่ ด้อนุญาตและไม่ได้ยับยัง้ การอนญุ าตให้ลาออก ให้การลาออก มผี ลตั้งแตว่ นั ขอลาออก ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการเพ่ือดารงตาแหน่ง ทาง การเมอื งหรือเพ่ือสมัครรบั เลือกตง้ั ใหย้ นื่ หนงั สือลาออกต่อผบู้ งั คบั บัญชา และใหก้ ารลาออกมผี ลนบั ตั้งแตว่ ันทผี่ นู้ ัน้ ขอลาออก ระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าดว้ ยการลาออกของขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ.2548 ข้อ 3 การย่นื หนงั สอื ขอลาออกจากราชการให้ย่ืนลว่ งหน้าก่อนวันขอลาออกไม่นอ้ ยกว่า 30 วนั กรณผี ู้มีอานาจอนญุ าตการลาออกเหน็ ว่ามเี หตุผลและความจาเปน็ พเิ ศษ จะอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนวันขอลาออกให้ผู้ประสงค์จะลาออกยื่นหนังสือขอลาออกล่วงหน้าน้อย กว่า 30 วนั ก็ได้ หนังสือขอลาออกท่ียื่นล่วงหน้าก่อนวันขอลาออกน้อยกว่า 30 วัน โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็น ลาย ลักษณ์อักษรจากผู้มีอานาจอนุญาต หรือท่ีมิได้ระบุวันขอลาออก ให้ถือวันถัดจากวันครบกาหนด 30 วัน นับ แต่วนั ย่นื เป็นวันขอลาออก ข้อ 5 ผู้มีอานาจอนุญาตการลาออกพิจารณาว่าจะส่ังอนุญาตให้ผู้นั้นลาออกจากราชการหรือจะสั่ง ยับย้งั การอนญุ าตใหล้ าออกใหด้ าเนนิ การ ดงั น้ี (1) หากพิจารณาเห็นว่าควรอนุญาตให้ลาออกจากราชการได้ให้มีคาส่ังอนุญาตให้ลาออก เป็นลาย ลกั ษณอ์ ักษรใหเ้ สร็จสิ้นกอ่ นวนั ขอลาออกแลว้ แจ้งคาส่ังดงั กล่าวใหผ้ ขู้ อลาออกทราบกอ่ นวนั ขอลาออกดว้ ย (2) หากพจิ ารณาเห็นวา่ ควรยบั ย้ังการอนุญาตให้ลาออกเนอื่ งจากจาเป็นเพอ่ื ประโยชน์แก่ ราชการ ให้ มีคาสั่งยับย้ังการอนุญาตให้ลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรให้เสร็จส้ินก่อนวันขอลาออกแล้วแจ้งคาส่ังดังกล่าว พร้อมเหตผุ ลใหผ้ ูข้ อลาออกทราบก่อนวันขอลาออกดว้ ย ทง้ั นกี้ ารยับย้ังการอนุญาต ให้ลาออกให้สั่งยับย้ังไว้ได้ เปน็ เวลาไมเ่ กนิ 90 วัน และสง่ั ยบั ยั้งไดเ้ พียงครง้ั เดยี วจะขยายอกี ไมไ่ ด้ เม่อื ครบกาหนดเวลาทย่ี ับยง้ั แล้วใหก้ าร ลาออกมผี ลต้งั แต่วนั ถัดจากวันครบกาหนดเวลาทย่ี ับยัง้ ข้อ 6 กรณที ี่ผ้ขู อลาออกไดอ้ อกจากราชการไปโดยผลของกฎหมาย เนอ่ื งจากผมู้ ีอานาจ อนุญาตมิได้มี คาสั่งอนุญาตให้ลาออกและมิได้มีคาส่ังยับย้ังการอนุญาตให้ลาออกก่อนวันขอลาออก หรือเน่ืองจากครบ กาหนดเวลายับย้งั การอนุญาตให้ลาออกใหผ้ ู้มีอานาจอนุญาตมีหนังสือแจ้ง วันออกจากราชการให้ผู้ขอลาออก ทราบภายใน 7 วนั นบั แตว่ ันทีผ่ ูน้ น้ั ออกจากราชการและแจ้งใหส้ ่วนราชการทีเ่ กีย่ วข้องทราบด้วย ข้อ 7 การยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการเพือ่ ดารงตาแหน่งทางการเมือง หรือเพ่ือสมัครรับเลือกต้ัง ใหย้ ืน่ ตอ่ ผบู้ ังคบั บญั ชาอย่างชา้ ภายในวันทข่ี อลาออกและใหผ้ บู้ งั คับบัญชาดังกล่าวเสนอ หนังสือขอลาออกนั้น ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือข้ึนไปตามลาดับจนถึงผู้มีอานาจอนุญาตการลาออกโดยเร็วเมื่อผู้มีอานาจอนุญาต ได้รับหนังสอื ขอลาออกแลว้ ให้มคี าส่ังอนญุ าตออกจากราชการได้ตั้งแต่ วนั ที่ขอลาออก 5. ครอู ตั ราจ้าง กรณีครูอัตราจ้างท่ีจ้างด้วยเงินงบประมาณให้ปฏิบัติหน้าที่ครู เช่น ปฏิบัติหน้าที่ครูผู้ช่วย ครูพี่เล้ียง หรอื ปฏิบตั ิหน้าท่คี รทู ่ีเรยี กช่อื อย่างอื่นให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้าง ประจาของส่วน ราชการพ.ศ. 2537 และแนวปฏบิ ตั ทิ ี่ใช้เพื่อการน้นั โรงเรียนวดั โมคลาน