Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โครงงานวิทยาศาสตร์ การสกัดสารโพลิแซคคาไร

โครงงานวิทยาศาสตร์ การสกัดสารโพลิแซคคาไร

Published by คุณโย โยชิด่ะ, 2023-08-13 10:03:04

Description: โครงงานวิทยาศาสตร์ การสกัดสารโพลิแซคคาไร

Search

Read the Text Version

1 รายงานโครงงานวทิ ยาศาสตร์ เรื่อง การศกึ ษาสารสกัดโพลแิ ซคคาไรดพ์ ฒั นาพลาสเตอรป์ ิดแผล จากเปลือกทุเรียน โดย เดตะอุต พรหมเสนา นายกฤตเมธ ปานทิพย์ นายธงชัย รงั บดั ใจ นายปธานนิ โมกขันธ์ นางสาวณัฐนรี นางสาวณิชกานต์ ระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชีพชน้ั สูง (ปวส.) ปพี ทุ ธศกั ราช 2566 วิทยาลัยเทคนคิ มวกเหล็ก อาชวี ศกึ ษาจังหวดั สระบุรี สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศึกษาธกิ าร

รายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ การศกึ ษาสารสกัดโพลแิ ซคคาไรดพ์ ฒั นาพลาสเตอรป์ ดิ แผล จากเปลือกทุเรียน โดย นายกฤตเมธ เดตะอุต นายธงชัย พรหมเสนา นายปธานนิ ปานทิพย์ นางสาวณฐั นรี รงั บัดใจ นางสาวณชิ กานต์ โมกขนั ธ์ ครูทีป่ รกึ ษา นายอภชิ าติ เหลา่ แสลง นางสาวปานทพิ ย์ กลอ่ มรมั ย์ นางสาวอภิชญา โตเปรม ท่ปี รึกษาพิเศษ นางสุรยี ์รัตน์ ตันประสิทธิ์

ก ชอื่ โครงงานวทิ ยาศาสตร์ การศึกษาสารสกดั โพลิแซคคาไรด์พัฒนาพลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทเุ รียน ช่อื ผู้จัดทำ นายกฤตเมธ เดตะอตุ นายธงชยั พรหมเสมา ครทู ่ปี รึกษา นายปธานิน ปานทิพย์ นางสาวณัฐนรี รังบัดใจ ปีท่ีจดั ทำปีการศกึ ษา สถานศกึ ษา นางสาวณชิ กานต์ โมกขันธ์ นายอภิชาติ เหล่าแสลง นางสาวปานทิพย์ กลอ่ มรัมย์ นางสาวอภชิ ญา โตเปรม นางสรุ ีย์รตั น์ ตนั ประสิทธิ์ 2566 วทิ ยาลยั เทคนคิ มวกเหล็ก บทคัดย่อ ปัจจบุ นั ประเทศไทยมีเปลอื กทเุ รียนเหลือท้งิ และสง่ ผลเสียต่อส่ิงแวดล้อม จากการศึกษารายงานการ วิจัยพบว่าเปลอื กทุเรยี นมีสารโพลิแซคคาไรด์ซึง่ เปน็ สารที่มีประโยชน์ คณะผู้จัดทำจงึ มีจุดมงุ่ หมาย 1)เพ่ือศึกษา ปรมิ าณของเปลอื กทุเรียนที่เหมาะสมต่อการสกัดสารโพลิแซคคาไรด์ 2)ศึกษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผ่นของ สารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน 3)ศึกษาปริมาณความเข้มข้นของโพวิโดนไอโอดีนที่เหมาะสม ในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรยี น 4)เปรียบเทียบการเกิดเชื้อราที่อุณหภูมิห้องของพลาสเตอร์ ปิดแผลจากเปลือกทเุ รยี นทม่ี ีส่วนผสมของโพวิโดนไอโอดีน 5)ทดสอบการแพแ้ ละระคายเคืองของกลุ่มผู้ทดลอง ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทเุ รียน พบว่าผลการทดลองที่ 1 ในชุดที่ 3 ได้ค่าร้อยละของผลผลติ สารโพลแิ ซคคาไรด์ เทา่ กบั 19 ผลการทดลองท่ี 2 พบว่าชดุ ทดลองที่ 4 มีการยดึ ตวั สารโพลแิ ซคคาไรด์เป็นแผ่น ท่เี วลา 4.26 นาที ผลการทดลองที่ 3 ชุดการทดลอง A3 มสี ารละลายโพวิโดนไอโอดีน 2 หยด เหมาะสมต่อการ ทำพลาสเตอร์ ผลการทดลองที่ 4 ชุดการทดลองที่ A3 ให้ผลดีกว่าการทดลอง A1 และการทดลองที่ 5 ไม่พบ อาการแพ้และระคายเคอื งคดิ เปน็ รอ้ ยละ 100 ในกลุม่ อาสาสมคั ร

ข กติ ตกิ รรมประกาศ การทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ระดบั ประกาศนียบัตรวิชาชพี ชน้ั สูง (ปวส.) เรอ่ื ง การศึกษาสารสกัดโพลิ- แซคคาไรด์พัฒนาพลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน คณะผู้จัดทำ ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการ นายประเสริฐ เพ็ชร์สิงห์ พร้อมคณะผูบ้ ริหารวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็กทุกท่าน ที่ให้การสนบั สนนุ ด้านอปุ กรณ์ ต่างๆ ให้คำชี้แนะ ให้คำปรึกษาด้านความรู้และขวัญกำลังใจแก่คณะผู้จัดทำโครงงาน เพื่อให้รายงานโครงงาน วิทยาศาสตร์ฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ผู้จัดทำโครงงานมีความซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง จึงขอกราบ ขอบพระคณุ เปน็ อย่างสูง ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ คุณครูอภิชาติ เหล่าแสลง คุณครูปานทิพย์ กล่อมรัมย์ คุณครูอภิชญา โตเปรม และคุณครูสุรีย์รัตน์ ตันประสิทธิ์ ครูที่ปรึกษาโครงงานที่ได้กรุณาให้คำปรึกษา แนะนำการทำงาน การศึกษา สารสกัดโพลิแซคคาไรด์พัฒนาพลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน การเขียนโครงงาน และวิธีการนำเสนอ ผลงาน ขอขอบพระคุณนายรอง ทองสา เจ้าของร้านทุเรียน ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์สนับสนุนเปลือกทุเรียน ในการทำโครงงานในครั้งนี้เป็นอย่างสูง และขอขอบพระคุณผู้เกี่ยวข้องในการจัดเก็บข้อมูล จัดพิมพ์รูปเล่มจน เสร็จสมบรู ณ์และให้กำลังใจมาโดยตลอด จนทำให้โครงงานเร่อื งน้สี ำเร็จดว้ ยดี คณะผู้จัดทำ

สารบญั ค เร่อื ง หนา้ บทคัดย่อ ก กติ ตกิ รรมประกาศ ข สารบัญ ค สารบัญตาราง ง สารบญั รูปภาพ จ สารบญั กราฟ ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 ทม่ี าและความสำคัญของโครงงาน 2 จุดมุง่ หมายของการศกึ ษาคน้ ควา้ 2 สมมุติฐานของการศึกษาค้นควา้ 2 ขอบเขตของการศกึ ษาคน้ คว้า 3 ตัวแปร 5 นยิ ามเชิงปฏิบัติการ บทที่ 2 เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้อง 6 โพลแิ ซคคาไรด์(Polysaccharide) 7 เปลอื กทุเรียน 8 พลาสเตอรป์ ิดแผล 8 การสกดั สาร 9 เบตาดีน 9 แอลกอฮอล์ 70 % 9 งานวิจัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง 15 บทท่ี 3 อปุ กรณ์และวธิ ที ำการศึกษาค้นคว้า 22 บทที่ 4 ผลการศกึ ษาคน้ คว้า บทที่ 5 สรุปและอภปิ รายผลการศกึ ษาค้นคว้า 26 สรปุ ผล 27 อภปิ รายผล 28 ประโยชน์ 28 ขอ้ เสนอแนะ เอกสารอ้างอิง ภาคผนวก

สารบัญตาราง ง ตารางที่ หนา้ 22 ตารางท่ี 1 ผลการศกึ ษาปริมาณของเปลือกทุเรยี นท่เี หมาะสมต่อการสกดั สารโพลิแซคคาไรด์ 23 ตารางที่ 2 ผลการศกึ ษาระยะเวลาการยดึ ตวั เป็นแผ่นของสารสกัดโพลิแซคคาไรดจ์ ากเปลอื กทเุ รียน 24 ตารางที่ 3 แสดงผลการศกึ ษาปริมาณความเขม้ ขน้ ของโพวโิ ดนไอโอดีนที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์ 24 25 พลาสเตอรป์ ดิ แผลจากเปลอื กทเุ รยี น ตารางที่ 4 แสดงผลการศกึ ษาการเปรยี บเทยี บการเกิดเช้ือราท่อี ุณหภมู หิ ้องของพลาสเตอรป์ ิดแผล จากเปลอื กทุเรยี นทีม่ สี ่วนผสมของโพวโิ ดนไอโอดนี ตารางที่ 5 แสดงผลการทดสอบการแพแ้ ละระคายเคืองของกล่มุ ผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ ปดิ แผลจากเปลือกทุเรียน

จ สารบญั รูปภาพ ภาพท่ี หน้า ภาพท่ี 1 Heteropolysaccharide เปน็ พอลแิ ซ็กคาไรด์ที่ในโมเลกลุ เป็น monosaccharide มากกวา่ 1 6 ชนดิ 7 ภาพที่ 2 เปลอื กทเุ รยี นสด 7 ภาพที่ 3 ถาดบรรจุผลไม้และถาดบรรจุไข่ ผลิตจากเปลือกทเุ รียน 8 ภาพที่ 4 พลาสเตอร์ปิดแผล ภาพท่ี 5 แสดงลำดับการทดลองที่ 1 การศกึ ษาปรมิ าณของเปลอื กทุเรียนที่เหมาะสมตอ่ การสกัดสาร 17 โพลิแซคคาไรด์ ภาพที่ 6 แสดงลำดับการทดลองท่ี 2 เพ่อื ศึกษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผ่นของสารสกัดโพลแิ ซคคาไรด์ 18 จากเปลือกทุเรยี น ภาพท่ี 7 แสดงขน้ั ตอนวิธีการศึกษาปรมิ าณของโพวโิ ดนไอโอดนี ที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ 19 ปดิ แผลจากเปลือกทุเรียน ภาพท่ี 8 แสดงข้นั ตอนวธิ กี าร ศกึ ษาและเปรยี บเทยี บการเกิดเชือ้ ราท่ีอุณหภมู หิ ้องของพลาสเตอร์ปดิ แผล 20 จากเปลอื กทุเรียนช้ันในทีม่ สี ว่ นผสมของโพวิโดนไอโอดนี ภาพที่ 9 แสดงขนั้ ตอนวธิ ีการ การทดสอบการแพแ้ ละระคายเคอื งของกลุ่มผู้ทดลองใช้ผลติ ภัณฑ์ 21 พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลอื กทเุ รยี น

สารบญั กราฟ ฉ กราฟท่ี หน้า 22 1 แสดงผลการเปรยี บเทียบปรมิ าณค่ารอ้ ยละผลผลิตสารโพลิแซคคาไรด์ (% yield) จากเปลือกทเุ รียน

บทท่ี 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคญั ของโครงงาน ปจั จุบันประเทศไทยมีผลผลิตทางการเกษตรสงู มากในทกุ ปี เชน่ ผลผลติ จากข้าว ผกั และผลไม้หลาย ชนิด ได้แก่ มะพร้าว ส้มโอ ขนุน มะนาว แก้วมังกร มังคุด โดยเฉพาะทุเรียน (Durio zibethinus Murray) ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญชนิดต้น ๆ ของประเทศ โดยผลผลิตของทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรีเพียงจังหวัด เดียว พบว่าในหน่ึงปีมผี ลผลิตของทุเรยี นมากถึง 500,000 ตัน (เกษตรจันทรบรุ ,ี 2566) และมีการส่งจำหน่าย เพอื่ บรโิ ภคทั่วไปประเทศ รวมถงึ อำเภอมวกเหล็ก จงั หวดั สระบรุ ี ดว้ ยความนยิ มบรโิ ภคที่มีมากส่งผลให้ปริมาณ ของเปลอื กทุเรยี นที่เหลอื จากการบริโภคถูกทิง้ เปน็ จำนวนมากเชน่ กัน ผลกระทบทเี่ กิดขึ้นจากเปลือกทุเรียน คือ เกิดกลิ่นเหม็นเน่า และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคก่อให้เกิดพาหะนำโรค ส่งผลต่อสุขภาพและความ ปลอดภัยของประชาชนท่อี ยู่ใกล้กบั บรเิ วณพ้ืนท่ที ิง้ เปลอื กทุเรยี น (มธุรา อุณหศิริกุล, 2564) จากสภาพปัญหาดังกล่าวได้มีการศึกษาถึงคุณสมบัติของเปลือกทุเรียน จากงานวิจัย พบว่า เปลือก ทเุ รียนมีเพกทนิ (Pectin) เป็นโพลแิ ซคคาไรด์ (Polysaccharide) ประเภทHeteropolysaccharide มีโมเลกุล ที่เชื่อมต่อด้วยพันธะแอลฟา 1-4 ไกลโคซิดิก (α-1,4-glycosidic) ประกอบด้วย หมู่คาร์บอกซิลอิสระ และหมู่ คาร์บอกซิลที่รวมอยู่กับเมทิล ด้วยปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน (esterification) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดเจล (gelling agent) เกิดความหนืด (thickener) เกิดการคงตัว (stabilizer) ทำให้เกิดลักษณะเป็นแผ่นฟิล์ม ที่สามารถกินได้ (edible film) และเป็นแผ่นฟิล์มที่สามารถย่อยสลายได้ (biodegradable film) (หยาดรุ้ง สุวรรณรัตน์, 2562) สามารถพบได้ตามผนังเซลล์ของพืช (plant cell wall) และรอยต่อระหว่างผนังเซลล์ โดยรวมตวั อยู่กบั เซลลูโลส (cellulose) ทำหน้าที่ยดึ เกาะผนงั เซลล์ให้ติดกนั พบได้ในพชื หลายชนดิ เช่น เปลือก มะพรา้ ว เปลอื กพืชตระกูลสม้ เปลือกส้มโอ ซงั ขนุนหนงั เปลือกมะนาว เปลือกแกว้ มังกร เปลือกมังคุด เปลือก มะละกอ และเปลอื กทุเรียน เปน็ ตน้ (กรวทิ ย์ สักแกแก้ว, 2563) ประเทศไทยนำเขา้ เพคตนิ ท่เี ป็นโพลิแซคคาไรด์ ในระดบั อุตสาหกรรมราคาประมาณ 3,800 บาทต่อกิโลกรมั และระดบั เภสัชกรรม ราคา 6,650 – 10,161 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาดังกล่าวขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ผลิตและเกรดของสารโพลิแซคคาไรด์ที่สกัดได้ เนื่องจาก โพลแิ ซคคาไรดไ์ ดถ้ ูกนำมาใชป้ ระโยชน์ ในอตุ สาหกรรมหลายดา้ น ได้แก่ อตุ สาหกรรมด้านอาหาร เชน่ เครื่องดื่ม เยลลี่ เครื่องปรงุ แยม และอาหารเสรมิ ประเภทต่าง ๆ (ชินานาฏ วิทยาประภากร และ สมัชญ์ ทวีเกษมสมบตั ิ, 2556) ด้านอุตสาหกรรมเคร่ืองสำอางและเภสัชกรรม เช่น ครีม ยา (สิทธิพร บุณยนิตย์ และคณะ, 2562) จาก รายงานการวจิ ัยทางเภสัชกรรม กล่าวถึงการนำเปลือกทุเรียนพันธุ์หมอนทองมาวเิ คราะเพื่อหาค่าความเข้มข้นที่ มผี ลตอ่ การยับยง้ั การเพม่ิ จำนวนของเซลล์ที่ 50% พบว่าสารโพลแิ ซคคาไรดม์ คี ณุ สมบัตเิ ปน็ สารตา้ นอนุมูลอิสระ และสามารถยับย้งั เชื้อ S. aureus TISTR 2329 ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ (สุดารัตน์ เพ็ชรภิรมย์, 2560) ดว้ ยปัญหาดังกลา่ วผู้จัดทำโครงงานจงึ เลง็ เหน็ ถงึ ปญั หาที่เกิดจากเปลอื กทเุ รียนเหลือทง้ิ จากการบริโภค และเหน็ โอกาสจากคุณสมบัติของเปลือกทุเรยี นโดยเฉพาะเปลือกทุเรยี นชน้ั ในทม่ี เี พคตนิ ซึ่งเป็นโพลิแซคคาไรด์ท่ี สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการแพทย์ทางเลือกได้และเป็นวิธีการทางเลือกในการกำจัดเปลือกทุเรียน

2 และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งจากการบริโภค ดังนั้นผู้จัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์จึงมีความ สนใจท่จี ะศกึ ษาโครงงาน เรือ่ ง การศึกษาสารสกัดโพลแิ ซคคาไรด์พัฒนาพลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลือกทเุ รยี นข้นึ 1.2 จุดมงุ่ หมายของการศกึ ษาคน้ ควา้ 1.2.1. เพ่ือศึกษาปรมิ าณของเปลอื กทุเรียนทีเ่ หมาะสมต่อการสกัดสารโพลิแซคคาไรด์ 1.2.2. เพอ่ื ศกึ ษาระยะเวลาการยึดตัวเปน็ แผน่ ของสารสกัดโพลแิ ซคคาไรดจ์ ากเปลือกทุเรียน 1.2.3. เพอ่ื ศกึ ษาปริมาณความเข้มขน้ ของโพวิโดนไอโอดีนท่เี หมาะสมในผลิตภณั ฑพ์ ลาสเตอรป์ ิดแผล จากเปลอื กทเุ รียน 1.2.4. เพอื่ เปรียบเทียบการเกิดเชื้อราทอ่ี ุณหภูมหิ ้องของพลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลอื กทเุ รยี นทม่ี ีสว่ น ผสมของโพวโิ ดนไอโอดนี 1.2.5. เพอ่ื ทดสอบการแพ้และระคายเคอื งของกลุ่มผู้ทดลองใชผ้ ลิตภัณฑพ์ ลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือก ทเุ รยี น 1.3 สมมตฐิ านของการศกึ ษาคน้ คว้า 1.3.1 ปรมิ าณของเปลือกทุเรยี นต่างกนั มีผลตอ่ ความเข้มข้นของปรมิ าณของสารสกดั โพลิแซคคาไรด์ แตกตา่ งกนั 1.3.2 ปริมาณสารโพลแิ ซคคาไรดจ์ ากเปลือกทเุ รยี นต่างกัน มผี ลตอ่ การยดึ ตัวเปน็ แผ่นของสารสกดั สาร โพลแิ ซคคาไรด์จากเปลือกทเุ รียนแตกต่างกนั 1.3.3 ปรมิ าณของความเขม้ ข้นของสารโพวิโดนไอโอดีนมีผลตอ่ ผลิตภัณฑ์พลาสเตอรป์ ดิ แผลจากเปลือก ทุเรียนทแ่ี ตกตา่ งกนั 1.3.4 ปริมาณของสารโพวิโดนไอโอดนี ในผลติ ภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียนต่างกัน มีผล การเกิดเชอ้ื ราในผลิตภัณฑพ์ ลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียนแตกต่างกัน 1.3.5 หลังจากทดลองใช้ผลติ ภัณฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลอื กทุเรียนท่พี ฒั นาขน้ึ ไม่พบการแพ้และ ระคายเคืองในกลุ่มผทู้ ดลองใช้สูงกว่าร้อยละ 90 1.4 ขอบเขตของการศึกษาคน้ ควา้ 1.4.1 เปลอื กทุเรยี นท่ีใชใ้ นการทดลองเปน็ ส่วนของเปลอื กช้นั ใน ของทเุ รียนพนั ธุ์หมอนทอง 1.4.2 ศกึ ษาปรมิ าณของเปลอื กทเุ รียนทีใ่ ช้ในการสกัดสารโพลแิ ซคคาไรด์ 1.4.3 ศกึ ษาระยะเวลาท่ีสง่ ผลให้สารโพลิแซคคาไรด์จากเปลอื กทเุ รียนยดึ ตัวเปน็ แผน่ 1.4.4 ใช้สารโพลแิ ซคคาไรด์ เป็นส่วนหนงึ่ ของผลิตภัณฑ์พลาสเตอรป์ ดิ แผล 1.4.5 ระยะเวลาทที่ ำการศกึ ษาระหวา่ งเดือนพฤษภาคม – เดือนมถิ ุนายน 2566 1.4.6 สถานที่ทำการศึกษา ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบรุ ี 1.4.7 โพวิโดนไอโอดีนที่ใช้ในการทดลองเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับใช้เป็น ผลิตภัณฑร์ ักษาแผล จากบรษิ ทั BETADINE HR

3 1.4.8 กลมุ่ ผ้ทู ดลองใชเ้ พอ่ื ทดสอบการระคายเคืองอายุระหว่าง 16 – 45 ปี จำนวน 30 คน เป็นเวลา 8 ชัว่ โมง 1.5 ตัวแปร 1.5.1 การทดลองที่ 1 ศึกษาปริมาณของนำ้ เปลอื กทเุ รยี นท่เี หมาะสมตอ่ การสกัดสารโพลแิ ซคคา- ไรด์ 1) ตัวแปรตน้ - ปริมาณนำ้ เปลอื กทุเรยี น 2) ตัวแปรตาม - ปริมาณสารโพลิแซคคาไรด์ 3) ตัวแปรควบคมุ - ปริมาตรของน้ำกล่ัน - ปรมิ าตรของเอทานอล - ความเข้มขน้ ของกรดไฮโดรครอลิก - ระยะเวลาท่ีใชต้ กตะกอน - อณุ หภมู ินำ้ เดอื ด - ค่า pH - สภาพแวดลอ้ ม - อุณหภูมิทีอ่ บแหง้ 1.5.2 การทดลองที่ 2 เพื่อศึกษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผ่นของสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จาก เปลือกทเุ รยี น 1) ตัวแปรตน้ - ปริมาณสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรยี น 2) ตัวแปรตาม - ระยะเวลาที่สารสกดั โพลิแซคคาไรดจ์ ากเปลอื กทุเรยี นทย่ี ดึ ตัวเปน็ แผน่ 3) ตวั แปรควบคมุ - ปรมิ าณของนำ้ กล่นั - อณุ หภมู ิ - ขนาดพื้นท่ีของภาชนะ - สภาพแวดล้อม 1.5.3 การทดลองท่ี 3 ศึกษาปริมาณความเข้มขน้ ของโพวโิ ดนไอโอดีนทีเ่ หมาะสมในผลติ ภณั ฑ์ พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน 1) ตัวแปรต้น - ปรมิ าณของโพวโิ ดนไอโอดนี ในผลติ ภัณฑ์พลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลือกทเุ รยี น

4 2) ตัวแปรตาม - การเกิดเชื้อราในผลติ ภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทเุ รียน 3) ตัวแปรควบคุม - ขนาดแผน่ สารสกัดโพลแิ ซคคาไรด์จากเปลือกทเุ รียน - ประมาณโพวโิ ดนไอโอดนี - ขนาดเทปกาวทางการแพทย์ - สภาพแวดล้อม - อุณหภูมิห้อง - ระยะเวลา 1.5.4 การทดลองท่ี 4 เพ่อื เปรยี บเทยี บการเกิดเชอ้ื ราท่อี ุณหภมู ิห้องของพลาสเตอรป์ ิด แผลจากเปลือกทุเรยี นทมี่ สี ่วนผสมของโพวโิ ดนไอโอดนี 1) ตัวแปรต้น - โพวิโดนไอโอดีนในผลติ ภณั ฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน 2) ตัวแปรตาม - การเกิดเชอื้ ราในผลิตภัณฑ์พลาสเตอรป์ ดิ แผลจากเปลือกทเุ รยี น 3) ตัวแปรควบคมุ - ขนาดแผ่นสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลอื กทเุ รียน - ประมาณโพวิโดนไอโอดนี - ขนาดเทปกาวทางการแพทย์ - สภาพแวดล้อม - อุณหภูมหิ อ้ ง - ระยะเวลา 1.5.5 การทดลองที่ 5 การทดสอบการแพแ้ ละระคายเคอื งของกลมุ่ ผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน 1) ตัวแปรตน้ - ผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทเุ รยี นชั้นใน 2) ตัวแปรตาม - การแพแ้ ละการระคายเคอื ง 3) ตวั แปรควบคุม - ปรมิ าณของสารสกดั โพลิแซคคาไรดจ์ ากเปลอื กทุเรียน - ระยะเวลาในการปดิ แผล - บรเิ วณผวิ หนังทีท่ ดลองใช้ - สภาพแวดล้อม

5 1.6. นยิ ามศพั ท์เชงิ ปฏิบัติการ เปลือกทุเรียน หมายถึง เปลือกทุเรียนพันธ์ุหมอนทอง (Durio zibethinus Murray) ซึ่งเป็นส่วนของ เปลอื กชน้ั ใน น้ำเปลือกทุเรียน หมายถึง เปลือกทเุ รียนพันธ์ุหมอนทอง (Durio zibethinus Murray) ซึง่ เป็นส่วนของ เปลอื กชน้ั ในนำมาปน่ั ผสมกับน้ำกล่ันแลว้ ผ่านการตม้ ทีอ่ ุณหภมู ิน้ำเดือด 98 องศาเซลเซียส ผา่ นการปรับค่า pH เท่ากับ 3 ในสภาวะเป็นกรด เรง่ ปฏกิ ริ ยิ าท่จี ุดเดือด และกรองดว้ ยผ้าขาวบางจนไดน้ ำ้ เปลอื กทเุ รยี น สารสกัดโพลิแซคคาไรด์ หมายถึง เป็นเพกทิน (Pectin) ประเภท Heteropolysaccharide มีโมเลกุลที่ เชอ่ื มตอ่ ด้วยพนั ธะแอลฟา 1-4 ไกลโคซดิ ิก (α-1,4-glycosidic) ประกอบดว้ ยหมู่คารบ์ อกซิลอิสระ และหมู่คาร์ บอกซิลที่รวมอยู่กับเมทิล ด้วยปฏิกิริยา เอสเทอริฟิเคชัน (esterification) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดเจล (gelling agent) เกิดความหนืด (thickener) เกิดการคงตัว (stabilizer) ทำให้เกิดลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มท่ี สามารถกินได้ (edible film) และเป็นแผ่นฟลิ ม์ ทีส่ ามารถยอ่ ยสลายได้ (biodegradable film) การยึดตัวเป็นแผน่ หมายถึง สารโพลิแซคคาไรด์ (Polysaccharide) ที่ได้จากกระบวนการสกัดและอบ จนได้ส่วนท่ีเป็นผงมาผสมกับน้ำเดือด เมื่อเวลาผ่านไปทำให้เกิดลักษณะการยึดตัวกันเป็นแผ่นที่มีลักษณะเป็น แผนเจล และเป็นแผน่ ฟิล์ม ผลติ ภัณฑพ์ ลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทุเรียน หมายถงึ การนำเปลือกทุเรียนช้ันในท่ีมีสารโพลิแซคคา- ไรด์มาทำให้ยึดตัวเปน็ แผน่ เพือ่ ใชท้ ำพลาสเตอรป์ ดิ แผลชนดิ โฮโดรเจล พลาสเตอรป์ ดิ แผลชนดิ โฮโดรเจล (Hydrogels) หมายถึง วสั ดุปดิ แผลท่ีประกอบดว้ ยสารโพลิแซคคาไรด์ ในรปู แบบแผ่นเจล การเกดิ เช้ือรา หมายถึง เชอ้ื ราที่เกิดขน้ึ บนแผ่นเจลที่ได้จากการนำสารโพลแิ ซคคาไรด์สกดั ได้จากเปลือกใน ลักษณะของผงมาผสมกับน้ำกลั่นที่อุณหภูมิจุดเดือด เทบนถาดให้เย็นตัวลงจนเกิดเป็นแผ่นเจลที่ผสมโพวิโดน ไอโอดีน และไม่ผสมโพรวิโดนไอโอดีน โดยสังเกตจากจุดและโคโลนีของเชื้อราที่มีลักษณะวงกลมจุดสีขาวบน พ้นื ผวิ แผ่นเจลเมอ่ื เวลาผ่านไปในสภาวะทอ่ี ุณหภมู หิ อ้ ง การแพ้และการระคายเคือง หมายถึง ผทู้ ดลองใช้ผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียนมีอาการ บวมแดงบรเิ วณท่ที ดลองใช้ผลิตภณั ฑข์ องกล่มุ ผู้ทดลองใชจ้ ำนวน 30 คน เปน็ เวลา 8 ชัว่ โมง โพวิโดนไอโอดีน หมายถึง ยาฆ่าเชื้อใช้ภายนอกร่างกาย (topical antiseptic) ซึ่งมีส่วนประกอบของ ไอโอดีน และมีประสิทธิภาพดีต่อการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส และโปรโตซัว คุณสมบัติของโพวิโดน ไอโอดนี เปน็ ของเหลว สนี ้ำตาลอมเหลอื ง ความเข้มขน้ 10% ซง่ึ เทียบเท่ากับไอโอดนี ความเข้มข้น 1%

บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ครั้งนี้กลุ่มผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเอกสารโครงงาน วิทยาศาสตร์ ตลอดจนงานวิจัยท่เี กยี่ วข้องกับการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ดังรายละเอยี ดต่อไปน้ี 1. โพลิแซคคาไรด์ (Polysaccharide) 2. เปลอื กทเุ รยี น 3. พลาสเตอร์ปดิ แผล 4. การสกัดสาร 5. เบตาดีน 6. แอลกอฮอล์ 70 % 7. งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้อง 1. โพลแิ ซคคาไรด์ (Polysaccharide) โพลิแซคคาไรด์ เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งในโมเลกุลประกอบด้วยมอโนแซ็กคาไรด์ที่เป็นชนิด เดียวกัน (homopolysaccharide) หรือต่างชนิดกัน (heteropolysaccharide) เรียงต่อกนั ดว้ ยพันธะไกลโค- ไซดเ์ ปน็ สายยาวต้งั แต่ 10 โมเลกุลข้ึนไปถึงจำนวนหลายรอ้ ยโมเลกุล เช่น สตาร์ช เซลลูโลส เพกทิน และกัม (ยาง ของพืช) เป็นต้น ประเภทของโพลิแซคคาไรด์ Homopolysaccharide เป็น โพลิแซคคาไรด์ที่ในโมเลกุล เป็น monosaccharide ชนิดเดียวกันเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) ได้แก่ สตาร์ซ (starch) ซึ่งประกอบด้วย อะไมโลส (amylose) อะไมโลเพกทิน (amylopectin) เซลลูโลส (cellulose) พืช สร้างโพลิแซคคาไรด์ได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง สะสมเป็นแหล่งพลังงานในส่วนต่างๆ homopolysacchardie ท่พี บในสตั ว์ คอื ไกลโคเจน (glycogen) ภาพที่ 1 Heteropolysaccharide เป็นโพลแิ ซคคาไรด์ทีใ่ นโมเลกุลเป็น monosaccharide มากกวา่ 1 ชนดิ ทม่ี า : https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1101/polysaccharide

7 การใชโ้ พลแิ ซคคาไรด์ในอุตสาหกรรมอาหาร ใชโ้ พลิแซคคาไรด์เพื่อเป็นสารท่ีทำใหข้ ้นหนืด (thickening agent) ทำให้คงตัว (stabilizing agent) ทำให้เกิดเจล (gelling agent) เป็นสารที่ทำให้อิมัลชันคงตัว (emulsifier) ใช้เป็นสารแทนท่ีไขมันในอาหาร (fat substitute) ยับยั้งการเกิดผลึกน้ำแข็ง หรือผลึกน้ำตาลใน ผลิตภัณฑข์ นมหวานเก็บกักและควบคุมการปล่อยกลนิ่ รส (flavor encapsulation) 2. เปลือกทุเรียน ภาพท่ี 2 เปลอื กทุเรียนสด ภาพที่ 3 ถาดบรรจผุ ลไมแ้ ละถาดบรรจุไข่ ผลิตจากเปลอื กทเุ รยี น ที่มา : https://kukr.lib.ku.ac.th ›วรศิ ชนม์,2557.ประโยชนจ์ ากเปลือกทเุ รียน เปลือกทุเรียนมีเส้นใยเป็นองค์ประกอบมากจึงนำมาแปรรูปเป็นกระดาษที่มีเส้นใยนุ่มและเหนียวกว่า กระดาษสา หรอื สามารถนำเยอ่ื จากเปลอื กทุเรียนมาผสมแป้งมันสำปะหลงั ข้นึ รูปเป็นถาดบรรจุผลไม้ และถาด บรรจุไข่เปลือกทเุ รยี นมเี ซลลโู ลสเป็นองค์ประกอบสงู ถงึ 30 เปอร์เซน็ ต์ จึงมีผนู้ ำมาเป็นวัตถดุ บิ ในการสังเคราะห์ คารบ์ อกซเี มทิลเซลลูโลส หรือซีเอม็ ซีซง่ึ เปน็ พอลิเมอรช์ ีวภาพ ท่ีมีบทบาทมากในอุตสาหกรรมหลายๆ ชนิด เช่น อตุ สาหกรรมซักฟอก สง่ิ ทอ กระดาษ เซรามิก สี กาว อาหารและยา รวมถึงนำมาใช้เปน็ สารเพิม่ ความหนืดและ

8 สารยดึ เกาะ (binder) และสารคงสภาพ (stabilizer) โดยการนำเซลลโู ลสไปทำปฏิกริ ยิ ากบั กรดคลอโรอะซีติกใน สภาวะดา่ ง จะไดซ้ เี อม็ ชปี ระมาณ 130-150 เปอรเ์ ซ็นต์ของน้ำหนกั เซลลูโลสตงั้ ตน้ 3. พลาสเตอร์ปิดแผล ภาพท่ี 4 พลาสเตอร์ปิดแผล ทีม่ า : https://www.pptvhd36.com/health/care/1190 พลาสเตอร์ปิดแผล คือ แผ่นปิดแผลที่ทำจากผ้าก๊อซที่มีแถบกาวอยู่ด้านหลัง ช่วยดูดซับของเหลวจาก บาดแผล ทำให้แผลแห้งและสมานตัวเรว็ ขึ้น ช่วยกดแผลทำให้อาการปวดลดลง และช่วยป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล ซึ่งอาจทำให้เกิดการอกั เสบหรอื ติดเช้ือตามมาได้ เวลาที่เป็นแผล สิ่งที่ควรระวังมาก ทสี่ ุดก็คือ การตดิ เชอื้ การทีเ่ ชอ้ื แบคทเี รยี เข้าสู่รอยเปิดที่ผวิ หนงั แล้วลามลงไปส่เู นื้อเยือ่ ใต้ผวิ หนัง หรืออวัยวะที่ อยู่ใกล้เคียงกับแผล หลังจากทำแผลเรียบร้อยแล้ว การปิดพลาสเตอร์จะช่วยป้องกันแผลจากการติดเชื้อ และ ชว่ ยดูดซบั ของเหลวจากบาดแผลได้ 4. การสกดั สาร วิธีการสกัดสารสกัดจากธรรมชาติ (พืช) ณ ปัจจุบัน สารสกัดจากธรรมชาติหรือสารสกัดจาก สมนุ ไพร สารสกัดจากพืช ได้ถูกนำ้ มาประยุกตแ์ ละวิจัยใช้เข้ากับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อยา่ งมากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์ อาหาร อาหารเสริม เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ยารักษาโรค เป็นต้น เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญใส่ใจกับ สุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ จึงส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มีการผสมสารสกัดจากสมุนไพร (พืช) ตา่ ง ๆ ได้รบั ความนิยมเป็นอย่างมาก พืชสมนุ ไพรเป็นแหลง่ ของสารออกฤทธ์ิที่มีประโยชน์ตอ่ สุขภาพและความ งามมากมาย สารสกัดที่ดีและมีประสิทธิภาพมักจะเป็นสารที่ออกฤทธิ์ที่เข้มข้น ซึ่งสารสกัดสมุนไพรที่ดีนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาใช้สำหรับการสกัด จะทำให้เมื่อสกัดออกมาแล้ว จะมีสารออกฤทธิ์ (Active compounds) ในปริมาณที่สูง โดยวิธีการสกัดสมุนไพรให้เข้มข้นและเป็นที่นิยมมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน และมี งานวจิ ยั การสกัดพชื สมุนไพรรองรับแล้วอีกมากมาย

9 5. เบตาดนี เบตาดีน คือ สารประกอบกลุม่ หนึ่งโดยมธี าตุไอโอดีนเป็นธาตหุ ลัก ซึ่งจะมีส่วนประกอบอยู่ที่ 9-12 % และเป็นยาสามัญประจำบ้าน เนื่องจากเป็นยาทาภายนอกท่ีออกฤทธิ์ดีมาก ไม่ทำให้แสบแผล เป็นยาออกฤทธ์ิ เพอื่ ฆา่ เช้อื โรค เชอื้ แบคทเี รียใหต้ ายไป มคี วามสามารถในการกำจัดการเจริญเติบโตของยีสต์ ไวรสั เชือ้ รา ไม่ให้ ลุกลาม 6. แอลกอฮอล์ 70 % แอลกอฮอล์ 70% คือ ยาฆา่ เชื้อโรค นำ้ สีฟา้ ทเ่ี รามักจะเหน็ กันอย่ใู นชุดยาสามญั ประจำบ้าน มีขายตาม ร้านขายยาทั่วไป และต้องผ่านการรับรองจาก อย.ใช้สำหรับฆ่าเชื้อโรค ผู้ผลิตอาจผสมสารต่างๆ เพื่อเพ่ิม ประสทิ ธิภาพในการฆ่าเชอ้ื ใหม้ ากขึ้น เช่น การเติม Chlorhexidine จะช่วยให้ออกฤทธิไ์ ด้เร็วขึ้น และยังปกป้อง เชอ้ื โรคได้ยาวนานข้ึน สามารถฆ่าเชอื้ โรค เช้อื รา เชื้อแบคทีเรยี ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ระเหยเร็ว แห้งง่าย ไม่เหนยี วมือ 5. งานวจิ ัยท่ีเก่ียวข้อง ชินานาฏ วทิ ยาประภากร (มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา,2556) ศึกษาสภาวะทเี่ หมาะสมใน การสกัดเพกทนิ จากผักและผลไม้ คือ แอปเปิ้ล ส้มโอ มะนาว พบว่าเมอ่ื เปรยี บเทยี บลกั ษณะของเพกทนิ ทไ่ี ด้จาก เปลือกส้มโอมีลักษณะทางกายรูปที่ดี สีขาว และมีร้อยละผลผลิตที่ค่อนข้างสูง ในขั้นตอนการสกัดเพกทิน ได้ ทำการศึกษาอุณหภูมทิ ี่เหมาะสมท่ีใช้ในการสกัดแตกตา่ งกนั ดังนี้ คือ ที่อุณหภูมิ 50 60 70 80 และ 90 องศา เซลเซยี ส โดยใช้กรดไฮโดรคลอรกิ และใช้เวลาในการสกัด 24 ชว่ั โมง พบว่าปรมิ าณเพกทนิ ท่ีสกัดได้มีค่าเพ่ิมข้ึน ตามอุณหภูมิที่ใช้ในการสกดั และมีปริมาณผลผลิตของเพกทินสูงสุดเมื่ออุณหภูมทิ ี่ใชใ้ นการสกัดเทา่ กบั 80 และ 90 องศาเซลเซยี สไดผ้ ลทใี่ กล้เคียงกัน นอกจากนี้ได้ทำการศกึ ษาชนิดของกรดทเี่ หมาะสมท่ใี ชใ้ นการสกดั แตกต่าง กัน ดังนี้ คือ กรดไฮโดรคลอริก กรดไนตริก และกรดอะซิติก เข้มข้น 1.0 โมลาร์ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส เวลาในการสกดั 24 ชว่ั โมง (1,440 นาท)ี พบวา่ ปริมาณเพกทินท่สี กดั ได้มีค่าสูงสุดเม่อื ใชก้ รดไฮโดร-คลอริกปรับ สภาวะความเป็นกรดในการสกดั ขัน้ สดุ ทา้ ยได้ทำการศึกษาเวลาที่เหมาะสมที่ใช้ในการสกัดแตกต่างกัน ดงั นี้ คือ 30 60 90 120 และ 1,440 นาที โดยใช้กรดไฮโดรคลอริก เข้มข้น 1.0 โมลาร์ ที่อุณหภูมิในการสกดั 80 องศา เซลเซยี ส โดยพบว่าปริมาณเพกทนิ ท่ีสกัดได้มีค่าสงู สดุ เมอ่ื ใชเ้ วลาในการสกดั เทา่ กบั 90 นาที เมอื่ เพ่มิ เวลาในการ สกดั มากขึน้ พบวา่ ไมม่ ีผลตอ่ ปรมิ าณเพกทินทส่ี กัดได้ Paula Judith (Agricultural University of Athens,2557) ศกึ ษาสารเคลอื บท่ีบรโิ ภคได้จากเพกทนิ : คุณสมบตั ิเชงิ กายภาพเชงิ กลและตา้ นจุลชีพ เพกทนิ เปน็ หน่ึงในองคป์ ระกอบหลักของผนังเซลล์พชื ทปี่ ระกอบขึน้ ทาง เคมีโดยกรดโพลี α1–4- กาแลคทูโรนกิ ตามระดบั เอสเทอรฟิ ิเคชนั กบั เมทานอล เพกทนิ สามารถจำแนกเป็นเมทอก ซลิ เพกทินสงู หรือเมทอกซลิ เพกทนิ ตำ่ ในอุตสาหกรรมอาหาร เพกทนิ ไดร้ ับการยอมรับโดยทัว่ ไปวา่ ปลอดภัย (GRAS) โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และถูกใช้เป็นสารก่อเจล สารทำให้คงรูป หรือสารเพิ่มความข้นใน ผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น แยม เครื่องดื่ม โยเกิร์ต นม น้ำผลไม้ และไอศกรีม เนื่องจากความสามารถในการย่อยสลาย ทางชีวภาพ ความเข้ากนั ได้ทางชีวภาพ การกินได้ และคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพที่หลากหลาย (เช่น การเกิด เจล การซึมผ่านของก๊าซแบบเฉพาะเจาะจง ฯลฯ) เพกทินจึงเป็นเมทริกซ์โพลีเมอร์ที่เหมาะสมสำหรับการทำสาร เคลือบที่บริโภคได้ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อาหารแบบแอคทีฟเป็นระบบบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติ เหนือกว่าคุณสมบัตกิ ารกั้นข้ันพื้นฐาน ซึ่งทำได้โดยการเพิม่ ส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ในวัสดุบรรจุภัณฑ์และหรือการใช้

10 พอลิเมอรท์ ี่ใช้งานได้ เมื่อระบบ บรรจุภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านจลุ ชีพ บรรจุภัณฑ์จะจำกัดหรือป้องกนั การเจริญเตบิ โตของ จลุ ินทรยี ์ โดยยดื ระยะเวลาหนว่ งและลดอตั ราการเจริญเติบโตของจลุ นิ ทรีย์ การศกึ ษาน้ีอธบิ ายถึงวธิ กี ารหลักในการ ทำใหส้ ารเคลอื บที่บริโภคได้ของเพกทินอย่างละเอียด เทคนคิ การระบลุ ักษณะทสี่ ำคัญสำหรับการกำหนดคุณสมบัติ ทางกายภาพและเชงิ กลของสารเคลอื บเพกทนิ และการใช้สารเคลือบที่บริโภคได้ของเพกทินเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร ต้านจุลชีพ ท้ายทสี่ ดุ แนวโนม้ ในอนาคตเกย่ี วกับการใช้สารเคลือบทบี่ ริโภคได้ของเพกทนิ สนุ นั ท์ วทิ ิตสิริ ศึกษา (มหาวทิ ยาลัยราชภฎั ยะลา,2557) ศึกษาการเปรียบเทยี บปริมาณเพกทินจากซัง ขนุนหนังจำปากรอบโดยการสกัดด้วยน้ำร้อนและความดนั ไอสูง โดยใช้วิธีการสกัดเพกติน 2 วิธี คือ ใช้น้ำร้อน และความดันไอสูง เพื่อเปรียบเทียบปรมิ าณเพกทินทีส่ กัดได้พบว่า วิธีการสกัดด้วยนำ้ ร้อนท่ีอณุ หภูมิ 80 องศา เซลเซยี ส เป็นเวลา 60 นาที สามารถสกัดเพกทินจากซังขนุนหนงั ได้ 15.69% และวิธกี ารสกดั เพกทินด้วยความ ดันไอสูงท่ีอณุ หภมู ิ 121 องศาเซลเซียส เปน็ เวลา 30 นาที สามารถสกัดเพกทนิ จากซังขนุนหนังได้ 24.63% ซ่ึง มากพออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< 0.01) โดยใช้เวลา 60 นาที เมื่อทำการตรวจสอบสมบัติทางเคมีและ กายภาพของเพกทินที่สกัดได้ โดยใช้ความดันไอสูงที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส พบว่ามีปริมาณความชื้น เท่ากับ 7.25% มีปริมาณเถ้า 3.85% น้ำหนักสมมูล 738.00 ปริมาณเมทอกซี 7.62% ระดับการเกิดเอสเทอร์ 57.77% ปริมาณกรดกาแลคทูโรนิก 319.61 มิลลิลิตร หรือ 85.67% ซึ่งมีค่าแตกต่างกับ เพกทินทางการค้า อย่างมีนยั สำคัญ ยกเวน้ คา่ ระดบั การเกดิ เอสเทอร์ พรศรี ประเสริฐวารีจิรนุช (กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์,2558) ศึกษาการพัฒนาแผ่นแปะผิวหนังจาก สมนุ ไพรบวั บกบวั บก เป็นสมนุ ไพรทม่ี กี ารนำมาใช้เป็นยา เครอื่ งสำอาง อาหารเสรมิ และผลติ ภัณฑส์ ขุ ภาพ สาร สกัดบัวบกมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ได้แก่ ฤทธิ์สมานแผล ลดการเกิดคีลอยด์ และฤทธิ์ต้านจุลชีพ การนำส่งยาสู่ ผวิ หนังเปน็ การพฒั นาเภสชั ภัณฑใ์ นรูปแผ่นแปะท่อี อกฤทธิไ์ ดน้ าน เพ่ือลดความถี่ในการใช้ สะดวกในการบริบาล ทางเภสชั กรรม โดยแผ่นแปะผิวหนังทเ่ี ตรยี มเพอ่ื ศึกษาในครั้งนีป้ ระกอบดว้ ยชนั้ backing และชัน้ adhesive ท่ี มีการเติมสารสกัดสมุนไพร ศึกษาความแตกต่างของพอลิเมอร์ จากการศึกษาพบว่า EC 2.09 และ triacetin 30% เปน็ พอลเิ มอร์ทเ่ี หมาะสมในการเตรยี มแผน่ แปะในชน้ั backing ซงึ่ แผ่นแปะผวิ หนงั ทไี่ ดม้ คี วามใส ยืดหยุ่น และแขง็ แรงโดยเครื่องทดสอบแรงตงึ (Tensile Tester) และมีความพรุนน้อย การวเิ คราะห์ปริมาณสารสำคัญที่ ซึมผ่านแผ่นแปะสมุนไพรด้วยวิธี HPIC พบว่ามีปริมาณ madecassoside แล: asiaticoside ซึมผ่าน คิดเป็น 1.29% และ 94.79 ตามสำดับ ผลจากการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมลู ในการนำสมุนไพรมาพัฒนาในรูปแบบ นำส่งยาผา่ นผวิ หนังใหม่ ๆ สำหรับในผู้ป่วยแผลกดทบั ธนาวรรณ สขุ เกษม (มหาวทิ ยาลัยราชกัฏเพชรบูรณ์,2559) ศึกษาสภาวะทีเ่ หมาะสมในการสกัดเพกทิน จากกะหลำ่ ปลีท่เี หมาะสม โดยนำกะหลำ่ ปลีจากภูทบั เบกิ มาสกัดด้วยกรด 2 ชนดิ ได้แก่ กรดไฮโดรคลอริก และ กรดไนตริก ความเข้มข้น 1 นอร์มอล อุณหภูมิที่ใช้ในการสกัด 3 ระดับ คือ 80, 90 และ 100 องศาเซลเซียส และเวลาทใ่ี ช้ คือ 30, 60 แถะ 90 นาที พบวา่ การสกดั เพกทินที่สกัดได้ดีที่สดุ คอื เพกทนิ ท่สี กัดด้วยกรดไนตริก (HNO3) เข้มข้น 1 นอรม์ อล ท่อี ณุ หภมู ิ 90 องศาเซลเซยี ส เป็นเวลา 90 นาที จะมีลักษณะเปน็ ของแขง็ สีขาวขุ่น ละลายน้ำได้ดี มีปรมิ าณน้ำหนกั แห้ง ร้อยละ 15.8 ซง่ึ เมอ่ื นำไปวเิ คราะห์คุณสมบัติ พบวา่ เพกทินท่ีสกัดได้จะมี ความชื้น,ปริมาณเมธอกซี,น้ำหนักสมมูล,เปอร์เซน็ ต์ DE และมิลลิลิตรของกรดกาแลกทูโรนิก (%) มีค่าเท่ากับ 20.00+0.95, 7.44+0.02, 900.36+1.87, 53.33+0.07 และ 794.19+0.74 ตามลำดับ และสามารถแบ่งเกรด ของเพกทินที่สกัดได้จากกะหล่ำปลีจัดเป็นแบบ High methoryl pectih (IM) ชนิดเกิดเจลได้ช้ามาก (Extra

11 slow set pectin) โดยดูจากปริมาณเมธอกซี (%, mehoxyl) มากกว่าร้อยละ 7 ซึ่งมีผลสอดคล้องกับระดับ เอสเทอรร์ ฟิ ิเคชั่น (% DE) ซึง่ ตอ้ งมากกว่า 50 % สุดารัตน์ เพ็ชรภิรมย์ (มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี,2560) ศึกษาสภาวะที่หมาะสมในการสกัด เพกทนิ จากเปลอื กทุเรยี นหมอนทอง และศกึ ษาคณุ สมบัตกิ ารเปน็ สารต้านอนมุ ูลอิสระและสารตา้ นจุลนิ ทรีย์ของ เพกทินที่สกัดได้ ทำการทดลองโดยนำเปลือกทุเรียนส่วนเปลือกสีขาวมาอบแห้งที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง สกัดด้วยกรคไฮโครคลอริก โดยเพกทินที่สกัดได้เป็นแบบ High Methoyl Pectins (HMP)คือ มีปริมาณ เมทอกซิลร้อยละ10.23 สามารถเกิดเจลได้ในสภาวะที่มีน้ำตาลและกรดในปริมาณท่ี เหมาะสม หลังจากนั้นนำ เพกทินที่ได้มาสกัดด้วย เมทานอล เพื่อศึกษาความสามารถในการเป็นสารต้าน อนุมูลอิสระและสารต้านแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากเพกทินมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีค่า IC50 เทา่ กับ 6230.06 pmm เม่อื เปรยี บเทียบกับสารมาตรฐานวติ ามนิ ซี ซึง่ มคี ่าเท่ากบั 3.60 ppm และมีคุณสมบัติ เป็นสารต้านแบคทีเรีย โดยมีความสามารถในการยับยั้งเชื้อ S, aureus TISTR 2329 ไส้ดีกว่า E. coli TISTR 073 พงษ์เสริฐ ศรีพรหม (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2561) ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมของการสกัด เพกทนิ จากเปลือกทุเรียน ดว้ ยน้ำส้มสายชู ทำการออกแบบการทดลองแบบ Box-behnken design โดยปัจจัย ที่ศึกษามี 4 ปัจจัย ได้แก่ อุณหภูมิที่ใช้ในการสกัด เวลาที่ใช้ในการสกัดพีเอช และอัตราส่วนของของเหลวต่อ ของแข็ง ซ่งึ มตี ัวแปรตอบสนอง คอื ปรมิ าณร้อยละผลได้ของเพกทนิ ผลการทดลองพบว่า สภาวะทเ่ี หมาะสมใน การสกดั เพกทินจากเปลือกทเุ รียนดว้ ยน้ำสม้ สายชูท่ีอุณภูมใิ นการสกัด 100 องศาเซลเซยี ส เวลาในการสกัด 20 นาที ค่า pH 2.24 และอัตราส่วนของของเหลวต่อของแข็ง 7.42 มิลลิลิตรต่อกรัม พบว่า การสกัดด้วย น้ำสม้ สายชมู ปี รมิ าณรอ้ ยละผลไดเ้ ท่ากับรอ้ ยละ 11.95 และมปี ริมาณเมทอกซี ร้อยละ 40.81 ซึง่ พบวา่ การสกัด ด้วยนำ้ สม้ สายชู จะได้เพกทนิ ชนิดทีม่ คี า่ เมทอกซีต่ำ ทิพย์ธิดา หนูทรัพย์ (มหาวิทยาลัยสยาม,2561) ศึกษาการสกัดเพกทินจากเปลือกมะกรูดด้วยน้ำกลั่น และกรดซิตรกิ ความเข้มข้นต่างๆ เป็น 4 ระดบั คือ รอ้ ยละ 5, 10, 20 และ 30 โดยน้ำหนกั ตอ่ ปรมิ าตรทอี่ ุณหภมู ิ 90 องศาเซลเซียส เปน็ เวลา 1 ชั่วโมง พบว่าเมอ่ื เพ่มิ ความเข้มข้นของกรดซติ ริกในการสกัดเพกทนิ มากข้ึน จะทำ ให้มีร้อยละของผลผลิตที่สงู ขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำกลั่น และสมบัติทางเคมี-กายภาพของเพกทินทีส่ กัดด้วย น้ำกลนั่ และกรดซติ ริกทค่ี วามเข้มข้นตา่ งๆ พบวา่ มีคา่ นำ้ หนกั สมมูล ร้อยละของเมทอกซิล ระดับการเกิดเอสเทอ ริฟิเคซัน และปริมาณกรดกาแลคทูโรนิก มีค่าแตกต่างกันซึ่งเพกทินที่สกัดด้วยน้ำกลั่น มีค่าน้ำหนักสมมูลและ ปริมาณกรดกาแลคทูโรนิกสูงสุด และมีค่าลดลงเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของกรดซิตริก และเพกทินที่สกัดด้วยน้ำ กลั่นและกรดซติ ริกท่คี วามเขม้ ข้นรอ้ ยละ 5 และ 10 เป็นเพกทินชนดิ เมทอกซิลสูง ส่วนเพกทนิ ทีส่ กัดด้วยกรดชิต รกิ ท่ีความเขม้ ข้นร้อยละ 20 เปน็ เพกทินชนิดเมทอกซลิ ต่ำ และพบวา่ เพกทินทส่ี กัดดว้ ยนำ้ กลนั่ จะได้เจลท่มี ีความ คงตวั และมคี วามแขง็ มากท่สี ุดในขณะที่การเพิ่มความเข้มข้นของกรดซิตรกิ มากขึ้นจะได้เจลที่มคี วามแขง็ นอ้ ยลง ดุลย์จิรา สุขบุญญสถิตย์และคณะ (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม,2561) ศึกษาคุณสมบัติทางเคมีและ กายภาพของเพกทินจากกระเจี๊ยบเขียว สกัดด้วยกรด 3 ชนิดคือกรดไฮโดรคลอริก กรดไนตริกและกรดซัลฟูรกิ โดยแปรเวลาในสกัดเปน็ 30, 60 และ 90 นาที การสกัดดว้ ยกรดซัลฟูรกิ ท่ีเวลาในการสกดั 60 และ 90 นาที ได้ ร้อยละผลผลิตของเพกทินสูงที่สุด แต่การสกัดด้วยกรดที่เวลานาน 90 นาทีทำให้สีของเพกทินที่ได้มีสีเขม้ มาก ดังนั้นจึงเลือกใช้เวลาในการสกัดที่เหมาะสมที่ 60 นาที จากการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีและคุณสมบัติทาง

12 กายภาพของเพกทินที่สกัดได้พบว่า มีปริมาณความชื้นร้อยละ 8.48+0.12 ปริมาณเถ้าร้อยละ 7.86+0.02 กรดกาแลคทูโรนิก 17.48+3.88 mg/ml และ เมทอกซิลร้อยละ 12.51+0.94 ส่วนคุณสมบัติทางกายภาพใน ด้านความแข็งแรงและค่าการทนต่อการพับงอของเจลเพกทินจากกระเจี๊ยบเขียว มีความแข็งของเจลน้อยกว่า ความหนืดสูงกว่าเพกทินจากทางการค้า และค่าความเปลี่ยนแปลงสีของเพกทินจากกระเจี๊ยบเขียวเมื่อ เปรยี บเทยี บ เพกทินจากทางการค้ามีคา่ สงู อกนิษฐ์ พิศาลวชั รินทร์และคณะ (กองวจิ ัยและพัฒนาฯ,2562) ศกึ ษาการพฒั นาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ให้แคลอร่ตี ่ำโดยใช้สารทดแทนไขมัน โดยการสกัดการใช้ประโยชน์เพกทนิ จากเปลือกมะมว่ งและเปลือกเป็นสาร ทดแทนไขมันในผลิตภัณฑ์อาหารลดไขมัน จากการศึกษาพบว่าเพกทินจากเปลือกมะม่วงและเปลือกเสาวรส สามารถใชเ้ ป็นสารทดแทนไขมนั ในไอศกรีมลดไขมันที่ระดับ 2.0 เปอร์เซ็นต์ และมายองเนสลดไขมันท่ีระดับ 4.5 เปอร์เซ็นต์ได้ โดยไอศกรมี ลดไขมนั ท่เี ติมเพกทินจากเปลอื กมะมว่ งและเปลือกเสาวรสให้พลังงานท้ังหมด 149.41 และ 151.15 กิโลแคลอรี่ / 100 กรมั ตามลำดับ มายองเนสลดไขมันท่เี ตมิ เพกทินจากเปลือกมะม่วงและเปลือก เสาวรสใหพ้ ลังงานทงั้ หมด 466.82 และ 469.54 กโิ ลแคลอรี่/100 กรมั ตามลำดับ หยาดรุ้ง สุวรรณรัตน์ (มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี,2562) ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัด เพกทนิ จากเปลอื กทเุ รียนและประยุกตใ์ ช้ในการทำแยมและเยลล่ี ทำไดโ้ ดยนำเปลือกทุเรยี นสว่ นสีขาวมาบด ทำ แห้งและสกัดโดยใช้กรดไฮโดรคลอริก ความเข้มข้น 0.05 โมลาร์ น้ำกลั่นและความดนั ไอสูง จากผลการทดลอง พบว่า วิธกี ารสกดั ทเ่ี หมาะสมในการสกัดเพกทนิ จากเปลือกทุเรียน คือ การสกดั ด้วยกรดไฮโครคลอริก อุณหภูมิ และเวลาที่เหมาะสมในการสกัดเพกทินจากเปลือกทุเรียน คือ อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 ชั่วโมง เพกทินที่สกัดได้จดั เป็นเพกทนิ ชนิดเมทอกซิลสูง มีคณุ สมบัติใกลเ้ คยี งกบั เพกทนิ เกรดโรงงานเมือ่ เปรยี บเทียบกับ เพกทินทางการคา้ ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการด้านวตั ถุเจือปนอาหาร เมื่อนำเพกทินทีส่ กดั ไปประยกุ ตใ์ ช้ ในแยมสับปะรดและเยลลี่ส้ม และทดสอบทางประสาทสัมผัสโดยใช้ผู้ทดสอบชิมที่ได้รับการฝึกฝน พบว่าผู้ ทดสอบชิมให้การยอมรับแยมสับปะรดและเยลลีส่ ้มท่ีมีการเติมเพกทินท่ีสกัดได้จากเปลือกทุเรียนในระดบั ชอบ เลก็ นอ้ ย เอราวัณ เบ้าทอง (มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี,2562) ศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดเพกทนิ ที่ สกัดจากเปลือกผลมะพร้าวโดยใช้กรดไฮโดรคลอริกเป็นน้ำยาสกัดพร้อมทั้งออกแบบตำรับสภาวะสกัดโดยใช้ โปรแกรม minitab โดยศกึ ษาปจั จยั ทเี่ กย่ี วขอ้ งในการสกดั เพกทนิ ไดแ้ ก่ pH อยู่ในชว่ ง 2.0-3.0 เวลาท่ีใช้ในการ สกัด คือ 30-300 นาที และอณุ หภูมิท่ใี ช้ในการสกัด 70-110 องศาเซลเซียส พบวา่ ร้อยละผลผลิตทดี่ ที ่สี ุด คอื ใน ตำรับ 6 มีสภาวะในการสกัด คอื pH เทา่ กับ 2.5 เวลา เทา่ กับ 30 นาที และอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส มีร้อย ละผลผลิตเท่ากับ 1.85 และในตำรับที่ 4 มีค่าร้อยละผลผลิตน้อยที่สุด สภาวะในการสกัด คือ pH เท่ากับ 2.0 เวลา เท่ากับ 165 นาที และอุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส มีร้อยละผลผลิตเท่ากับ 0.10 เมื่อนำผลวิจัยมา วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม minitab โหมด box - benkein design พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการสกัดเพกทิน คือ ปจั จัยด้าน pH และเวลา มคี ่าสหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.00218519 รศ.ดร.นพ.สิทธิพร บุณยนิตย์ และคณะ (บ.บุณยนิตย์วัสดุแพทย์ จำกัด,2562) ศึกษาการผลิต พลาสเตอรป์ ิดแผลที่ทำมาจากวตั ถุดิบของไทยเปน็ สว่ นใหญ่ และมคี วามเป็นเครอื่ งมือแพทยช์ นดิ ท่ีปลอดภัยและ มีประสิทธิภาพพลาสเตอร์ปิดแผลเป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้นที่มีวัตถุดิบได้มาจากวัสดุธรรมชาติของไทย 99 % ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลกั 3 ส่วน คอื ส่วนท่ี 1 เป็นส่วนทสี่ มั ผสั บาดแผลทำขนึ้ จากแป้งขา้ วเจา้ บริสุทธิ์ มลี ักษณะ

13 เป็นแผ่นเนื้อพรุน ผสมด้วยสารโพวิโดนไอโอดีน เพื่อต่อต้านและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มีคุณสมบัติสกัดกั้นการตก เลอื ดป้องกนั การตดิ เช้ือ ดดู ชับของเหลว บรรเทาความเจ็บปวดซ้ำเติม ส่วนที่ 2 เปน็ ชิน้ สว่ นที่เป็นแผ่นกาวด้าน เดยี วเพอื่ ยึดเกาะผวิ หนงั ปกติสำหรับกดดนั ใหแ้ ผน่ พรนุ ข้าวเจ้าอยกู่ ับท่ี และส่วนท่ี 3 เป็นชิ้นส่วนแผ่นล่ืนเพ่ือปิด ป้องกันเนื้อกาวไม่ให้สัมผัสกับวัสดุข้างเคียงขณะเก็บบรรจุ ทำมาจากกระดาษสาเคลือบข้ีผึ้ง มาตรฐานเภสัช อุตสาหกรรม นบั เป็นสงิ่ ประดิษฐ์นวัตกรรมไทย ทช่ี ่วยสรา้ งมลู ค่าเพ่มิ ใหก้ บั สินค้าเกษตรไทย กรวิทย์ สักแกแก้ว และคณะ (วิทยาลัยดุสิตธานี,2563) ศึกษาความรู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของสาร เพกทนิ ที่ไดจ้ ากอาหารเหลอื ท้ิง และแนะนำแนวทางในการนำสารเพกทนิ ไปใช้ประโยชน์ เศษอาหารเหลอื ทิ้งจาก การบริโภคและการแปรรูปนั้นล้วนเปน็ สงิ่ ท่ีหลีกเลีย่ งไม่ใด้ ส่วนใหญ่มกั มาจากเปลือกผักและผลไม้ท่ีอุดมไปด้วย สารประกอบทางชีวภาพต่างๆ ที่ล้วนเป็นประโยชนต์ ่อรา่ งกายมนุษย์ โดยองค์ประกอบหลักของเปลือกผักและ ผลไม้เหล่าน้ี คอื คารโ์ บไฮเดรตเชิงซอ้ นทเ่ี รียกวา่ เพกทนิ ทำหน้าท่เี ปน็ สารเกิดเจลและเพ่ิมความหนืดในอาหาร ได้ นอกจากน้ันเพกทนิ ยงั เป็นใยอาหารชนดิ ละลายน้ำทีม่ ีสว่ นสำคญั ต่อร่างกาย ทั้งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลใน กระแสเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย ซ่ึง เพกทนิ จากอาหารเหลือทงิ้ สามารถประยกุ ตใ์ ช้ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและชว่ ยสง่ เสรมิ สุขภาพได้ กรวิทย์ สกั แกแก้ว และคณะ (วิทยาลยั ดสุ ิตธาน,ี 2563) ศกึ ษาผลของการทดแทนไขมนั ด้วยเพกทินจาก เปลือกแก้วมงั กรตอ่ สมบัติทางกายภาพและเคมีของน้ำสลัด โดยทำการศึกษาอัตราส่วนท่ีเหมาะสมของเพกทินท่ี ใช้เปน็ สารทดแทนไขมันนำ้ สลัดจำนวน 4 ระดบั ไดแ้ ก่ ร้อยละ 0 (สตู รควบคุม), 0.68. 1.36 และ 2.04 จากน้ัน นำมาศกึ ษาการยอมรับของผู้บริโภค สมบตั ทิ างกายภาพและเคมี ไดแ้ ก่ ค่าสี (L*a* และ 6*) ค่าความหนืด ค่า การไหลของน้ำสลัด ค่า pH ค่าเพอร์ออกไซด์ และคุณค่าทางโภชนาการ จากการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคให้การ ยอมรับน้ำสลัดที่มีการทดแทนเพกทินที่ร้อยละ 1.36 มากที่สุด ดังนั้นการใช้เพกทินเพื่อการทดแทนไขมันใน ผลิตภัณฑ์น้ำสลัดจะส่งผลดีต่อผู้บริโภค การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนำเพกทินมา ประยกุ ตใ์ ช้เปน็ สารทดแทนไขมันในนำ้ สลดั ปริญญา มีบุญและคณะ (มหาวิทยาลัยบูรพา,2563) ศึกษาการพัฒนาและประเมินพลาสเตอร์ปดิ แผล แบบเหลวท่ีมีสารสกัดใบสาบเสือ เพอื่ ใหไ้ ดผ้ ลิตภัณฑ์ปดิ แผลท่มี ีความสามารถในการต้านเชือ้ จุลนิ ทรีย์ ต้านการ อักเสบ และฤทธิ์ในการสมานแผล ในขั้นต้นสารสกัดสาบเสือถูกสกัดจากส่วนใบด้วยวิธีหมักในเอทานอล 95 เปอร์เซ็นต์ สารสกัดที่ได้ถูกพิสูจน์เอกลักษณ์ด้วยการเปรียบเทียบสารสำคัญกับสารมาตรฐาน Galic acid, Quercetin และ Apigenin สารสกดั จากใบสาบเสอื ท่ีสกดั ไดส้ ามารถยับยง้ั การเจรญิ ของเชือ้ S. aureus และ S. epidermidis ที่คา่ MIC 0.25 mg/ml และ MBC 0.5 mg/ml และผลการทดสอบฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ มีค่า IC50 (inhibitory concentration ที่ 50%) ของการทดสอบ ABTS assay มีค่า 88.31 ug/mL และ IC50 ของการทดสอบ DPPH assay มีค่า 143.92 ug/mL และทดสอบการแขง็ ตวั ของเลอื ดสารสกัดใบสาบเสือตั้งแต่ ความเข้มข้น 0.0625 mg/mL ถึง 1 mg/ml แสดงมีฤทธิ์ชว่ ยใหเ้ ลือดแข็งตัวได้ จากนั้นปัจจัยทีส่ ่งผลตอ่ สมบตั ิ ของผลติ ภัณฑพ์ ลาสเตอร์ปิดแผลแบบเหลวอนั ประกอบดว้ ย ความเข้มขน้ ทเ่ี หมาะสมของพอลิเมอร์ การหาชนิด และปริมาณของตัวทำละลายและพลาสติกไซเซอร์ และการเติมสารสกัดใบสาบเสือลงในสูตรตำรับที่เหมาะสม ถูกนำมาศึกษาเพื่อหาสูตรที่เหมาะสมที่สุด โดยตำรับที่ดีที่สุด สามารถก่อตัวเป็นฟิล์มได้เร็ว ฟิล์มที่ได้มีความ ยืดหยุ่น (0.001653 MPa +0.000362) และสามารถยับยัง้ เชื้อ s. aureus, S. Epidermidis ได้ที่ความเข้มขน้ สารสกัด 2 mg/ml จากผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นถงึ ความเปน็ ไปได้ในการนำสารสกดั จากใบสาบเสอื ซง่ึ เป็น

14 สารสกัดจากธรรมชาติในการใช้เป็นสารสำคัญสำหรับเติมในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลแบบเหลว และเพิ่ม ประสทิ ธิภาพในการสมานแผล และต้านเชอ้ื แบคทีเรยี บนผวิ หนงั ได้ มธุรา อุณหศิริกุลและคณะ (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี,2564) ศกึ ษาการสกดั เพกทนิ จากเปลอื กทุเรยี นพันธ์ุเพ่ือนำไปใช้ในการผลิตแยมจากสละและระกำ พบวา่ แยมสละท่ีใช้ เพกทนิ จากเปลือกทุเรียนเปน็ สว่ นผสมไดร้ ับการยอมรับสูงท่ีสุด ในด้าน กล่นิ รสชาติ เน้อื สัมผัส และความชอบ โดยรวม ซึ่งไม่แตกต่างจากการใช้เพกทินทางการค้าอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถติ ิ (p>0.05) ในขณะท่ีแยมระกำที่ใช้ เพกทินจากเปลือกทุเรียนนั้นมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) กับการใช้เพกทินทางการค้า แสดงใหเ้ หน็ วา่ เปลอื กทุเรยี นสามารถนำมาผลติ เพกทนิ ได้ เปน็ การใชว้ สั ดเุ หลือท้งิ ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ สูงสุด และเพิ่มมูลค่าให้แก่สละและระกำที่มีราคาตกต่ำโดยนำมาทำแยมและใช้เพกทินจากเปลือกทุเรียนเป็น ส่วนผสม

บทที่ 3 อปุ กรณ์และวิธกี ารศึกษาคน้ คว้า 3.1 วสั ดุอปุ กรณ์ 3.1.1 การทดลองที่ 1 การศึกษาปรมิ าณของเปลือกทเุ รยี นที่เหมาะสมตอ่ การสกัดสารโพลิแซค- คาไรด์ 1) เปลอื กทเุ รยี น 6) กรดไฮโดรคลอลกิ 2) น้ำกล่ัน 7) เอทานอล 70% 3) บีกเกอร์ 8) เตาอบลมร้อน 4) แท่งแก้วคนสาร 9) กระดาษกรอง 5) กระดาษลติ มัสยนู ิเวอรเ์ ซลอินดเิ คเตอร์ 10) ตะเกยี งแอลกอฮอล์ 3.1.2 การทดลองที่ 2 เพื่อศึกษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผ่นของสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จาก เปลอื กทุเรยี น 1) น้ำกลั่น 4) ตะเกยี งแอลกอฮอล์ 2) บีกเกอร์ 5) เอทานอล 70% 3) แท่งแกว้ คนสาร 6) กระจกนาฬิกา 3.1.3 การทดลองท่ี 3 เพอื่ ศกึ ษาปรมิ าณของโพวโิ ดนไอโอดนี ที่เหมาะสมในผลติ ภณั ฑ์พลาสเตอร์ ปดิ แผลจากเปลือกทเุ รียน 1) เอทานอล 70% 8) เสือ้ กาวน์หม้อน่งึ ค่าเชอ้ื 2) ตะเกยี งแอลกอฮอล์ 9) ถงุ มอื 3) ผา้ ปลอดเชอ้ื 10) เทปกาวปลอดเชอ้ื 4) กระจกนาฬกิ า 11) ผ้ากอ๊ ตปลอดเช้ือ 5) นาฬกิ าจบั เวลา 12) กรรไกร 6) หน้ากากอนามยั 13) ถาดสแตนเลส 7) กระดาษไข 14) บกี เกอร์ ขนาด 250 ml. 3.1.4 การทดลองท่ี 4 การเปรียบเทยี บการเกดิ เชือ้ ราที่อณุ หภูมหิ ้องของพลาสเตอร์ ปิดแผลจากเปลอื กทุเรียนท่ีมีส่วนผสมของโพวิโดนไอโอดีน 1) โพวโิ ดนไอโอดนี 5) ตะเกียงแอลกอฮอล์ 2) สารสกัดโพลแิ ซคคาไรดจ์ ากเปลอื กทเุ รียน 6) นำ้ กลน่ั 3) เทอร์โมมเิ ตอร์ 7) แว่นขยาย 4) ภาชนะขนาด

16 3.1.5 การทดลองที่ 5 การทดสอบการแพแ้ ละระคายเคอื งของกลมุ่ ผู้ทดลองใชผ้ ลิตภัณฑ์ พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลอื กทเุ รียน 1) ผลติ ภัณฑพ์ ลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทุเรียน 2) นาฬกิ าจบั เวลา 3.2 ขัน้ ตอนและวิธีการดำเนินงาน 3.2.1 การทดลองที่ 1 การศกึ ษาปรมิ าณของเปลือกทเุ รียนทเ่ี หมาะสมต่อการสกัดสารโพลิแซคคาไรด์ 1) ตัวแปรต้น - ปริมาณน้ำเปลอื กทเุ รียน 2) ตวั แปรตาม - ปริมาณสารโพลแิ ซคคาไรด์ 3) ตวั แปรควบคมุ - ปริมาตรของน้ำกลน่ั - ปริมาตรของเอทานอล - ความเขม้ ขน้ ของกรดไฮโดรครอลกิ - ระยะเวลาทีใ่ ช้ตกตะกอน - อุณหภูมินำ้ เดอื ด - ค่า pH - สภาพแวดล้อม - อณุ หภูมิท่อี บแหง้ 4) ข้นั ตอนการดำเนินงาน 1) นำเปลือกทเุ รยี นชั้นในมาตัดใหม้ ขี นาด 1x2 ซม. 2) ล้างนำ้ สะอาด 2-3 ครัง้ แล้วผงึ่ ลมใหแ้ หง้ ชั่งเปลือกทุเรียน แบง่ เปน็ 3 ชดุ ชดุ ท่ี 1 จำนวน 10 กรัม ชดุ ท่ี 2 จำนวน 20 กรัม ชดุ ที่ 3 จำนวน 30 กรัม 3) ตวงนำ้ กลัน่ เป็น 3 ชุด ชุดละปริมาตร 150 มิลลิลิตร นำเปลอื กทุเรยี นที่ชง่ั ไว้ 3 ชุด เติมน้ำกล่ัน ปรมิ าตรชุดละ 150 มิลลิลิตร 4) นำเปลอื กทุเรียนที่แช่ในน้ำกลน่ั ไปปัน่ แล้วนำมาวัดค่า pH ทัง้ 3 ชดุ ต้งั ไฟด้วยตะเกียงแอลกอฮอรท์ ี่ จดุ เดือด 98 องศา 5) เม่ือชุดการทดลองทั้ง 3 ชุด มคี วามร้อนถึงจุดเดือด ให้นำไปกรองผา่ นผา้ ขาวบาง ท่ีพบั จำนวน 2 ชั้น ทำเช่นเดยี วกนั กับ 1 - 5 อีก 2 รอบนำสารละลายทีเ่ ตรยี มไว้ ทงั้ 3 ชุด วดั ปรมิ าตรในแต่ละชดุ ใหไ้ ด้ ปรมิ าตร 100 มิลลลิ ิตร 6) นำมาปรับคา่ pH ดว้ ยกรดไฮโดคอรกิ ให้มีคา่ ปรมิ าณ 3-4 ท้ัง 3 ชุด นำไปต้มให้สารละเหยใหเ้ หลือ ปริมาตร 20 มลิ ลิลิตร 7) เติมเอทานอลปรมิ าตร 20 มิลลิลติ ร ทั้ง 3 ชดุ การทดลอง คนให้สารละลายเปน็ เน้อื เดยี วกนั แล้วตง้ั ทิ้ง ไว้ 90 นาที จะไดส้ ารโพลีแซกคาไรดท์ ่ีตกตะกอนออกมาสารละลายท้ัง 3 ชุด ไปกรองด้วยกระดาษ กรองเบอร์ 1 ล้างตะกอนดว้ ยเอทานอล ปรมิ าตร 5 มลิ ลิลติ ร 2 ครั้ง 8) นำตะกอนทไี่ ด้ไปอบท่ีอุณหภูมิ 60 องศา ให้ตะกอนมีความแหง้ งน้ำหนักเพอื่ หาร้อยละผลผลติ ทำ เช่นเดิมต้ังแต่ 1-8 อีก 2 รอบ

17 ภาพท่ี 5 แสดงลำดับการทดลองท่ี 1 การศึกษาปริมาณของเปลอื กทุเรียนทเ่ี หมาะสมต่อการสกัดสาร โพลิแซคคาไรด์ 3.2.2 การทดลองที่ 2 เพื่อศึกษาระยะเวลาการยดึ ตัวเป็นแผน่ ของสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลอื ก ทุเรียน 1) ตัวแปรต้น - ปรมิ าณสารสกดั โพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทเุ รียน 2) ตัวแปรตาม - ระยะเวลาท่ีสารสกัดโพลแิ ซคคาไรด์จากเปลอื กทุเรียนทีย่ ดึ ตวั เป็นแผน่ 3) ตัวแปรควบคุม - ปรมิ าณของน้ำกลนั่ - อุณหภูมิ - ขนาดพ้นื ท่ีของภาชนะ - สภาพแวดล้อม 4) ข้นั ตอนการดำเนนิ งาน 1) นำสารโพลแิ ซคคาไรด์ จากชุดการทดลองท่ี 1 ท่ดี ีดีสดุ มาทำการทดลอง และแบ่งการทดลองออกเป็น 4 ชุดการทดลอง 2) ชุดที่ 1 ประกอบดว้ ย สารโพลิแซคคาไรดจ์ ำนวน 5 กรมั ตอ่ ปริมาตรนำ้ 20 มิลลิลติ ร ตัง้ ไฟทอ่ี ุณหภมู ิ 98 องศา

18 3) ชุดที่ 2 ชดุ ท่ี 3 และชุดที่ 4 โดยทำเชน่ เดียวกันกบั ชุดที่ 1 แต่ ใส่ประมาณสารโพลิแซคคาไรด์จำนวน 10 กรัม, 15 กรัม, และ 20 กรัม ตามลำดับ 4) สงั เกตลกั ษณะทางกายภาพของสารโพลิแซคคาไรด์ในการยึดตวั เป็นแผ่น ทง้ั 4 ชุดการทดลองด้วยการ จบั เวลา ภาพท่ี 6 แสดงลำดับการทดลองท่ี 2 เพ่ือศกึ ษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผ่นของสารสกัดโพลิแซคคาไรด์ จากเปลอื กทเุ รียน 3.2.3 การทดลองท่ี 3 เพ่ือศึกษาปริมาณของโพวโิ ดนไอโอดนี ทเี่ หมาะสมในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน 1) ตวั แปรตน้ - ปริมาณของโพวโิ ดนไอโอดนี ในผลติ ภณั ฑ์พลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลอื กทเุ รียน 2) ตัวแปรตาม - การเกิดเชอ้ื ราในผลติ ภัณฑ์พลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลือกทุเรยี นชน้ั ใน 3) ตัวแปรควบคมุ - ขนาดแผน่ สารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทเุ รยี น - ประมาณโพวิโดนไอโอดีน - ขนาดเทปกาวทางการแพทย์ - สภาพแวดล้อม - อุณหภมู ิห้อง - ระยะเวลา 4) ข้นั ตอนการดำเนินงาน 1) เตรียมสารละลาย A ประกอบด้วยการนำสารสกดั โพลิแซคคาไรด์ จำนวน 50 กรัม ผสมกับน้ำกลั่น ปรมิ าตร 100 ml ตัง้ ไฟท่ีอุณหภมู ิจดุ เดอื ด แล้วแบง่ การทดลองออกเปน็ 5 ชุดการทดลอง ดังนี้ 1.1) ชุดที่ A1 ใช้สารละลาย A ปรมิ าตร 15 มิลลิลิตร เทลงในภาชนะทีม่ ขี นาด กวา้ ง 5 เซนตเิ มตร ยาว 10 เซนติเมตร รอให้สารละลาย ชุดท่ี A1 เย็นตวั ลง 1.2) ชุดที่ A2ใช้สารละลาย A ปริมาตร 15 ml เทลงในภาชนะทมี่ ีขนาด กวา้ ง 5 เซนติเมตร ยาว 10 เซนตเิ มตร เตมิ สารละลายโพวโิ ดนไอโอดนี ท่มี ีความเข้มข้น 10% จำนวน 1 หยด รอให้ สารละลาย ชดุ ที่ A2 เย็นตวั ลง

19 1.3) ชดุ ที่ A3, ชดุ ท่ี A4 และ ชุดที่ A5 โดยทำเชน่ เดยี วกนั กับ ชดุ ท่ี A2 แต่ใส่สารละลายโพวิโดน ไอโอดนี เข้มขี้น 10% จำนวน 2 หยด, 3 หยด, และ 4 หยดตามลำดบั รอใหส้ ารละลายท้ัง 3 ชุด เย็นตัวลง 2) ทำเชน่ เดิม กับ ขอ้ ที่ 1) อกี จำนวน 2 รอบ 3) บนั ทึกษาการเกดิ เชอ้ื ราทุกวัน เปน็ ระยะเวลา 5 วัน ภาพที่ 7 แสดงขน้ั ตอนวิธีการศึกษาปริมาณของโพวโิ ดนไอโอดนี ทเี่ หมาะสมในผลิตภัณฑ์ พลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลอื กทเุ รียน 3.2.4 การทดลองที่ 4 ศกึ ษาและเปรยี บเทยี บการเกดิ เชื้อราทอี่ ุณหภูมิหอ้ งของพลาสเตอรป์ ดิ แผลจาก เปลือกทเุ รยี นชน้ั ในที่มีสว่ นผสมของโพวิโดนไอโอดนี 1) ตัวแปรต้น - โพวโิ ดนไอโอดีนในผลิตภณั ฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทเุ รยี น 2) ตวั แปรตาม - การเกดิ เชื้อราในผลิตภัณฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทุเรียน 3) ตัวแปรควบคุม - ขนาดแผ่นสารสกดั โพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน - ประมาณโพวโิ ดนไอโอดีน

20 - ขนาดเทปกาวทางการแพทย์ - สภาพแวดลอ้ ม - อุณหภูมิห้อง - ระยะเวลา 4) ขั้นตอนการดำเนนิ งาน 1) เตรียมสารละลาย A เชน่ เดียวกบั การทดลองที่ 3 2) แบง่ การทดลอง เปน็ 3 ครัง้ 3) ครัง้ ที่ 1 ประกอบด้วย 2 ชดุ ชดุ ท่ี 1 ใช้สารลายลาย A1 ปรมิ าตร 15 ml ชุดท่ี 2 ใช้สารลายลาย A3 ปรมิ าตร 15 ml รอให้ยึดตัวเป็นแผ่น 4) ทำเชน่ เดยี วกนั กบั การทดลอง ครั้งท่ี 1 อกี 2 ครงั้ 5) สังเกตและเปรียบเทียบการเกิดเชือ้ รา ท้งั 3 ครั้ง เป็นระยะเวลา 5 วัน ภาพท่ี 8 แสดงขน้ั ต้อนวิธกี าร ศึกษาและเปรยี บเทยี บการเกดิ เชอื้ ราทอ่ี ณุ หภูมหิ ้อง ของพลาสเตอรป์ ดิ แผลจากเปลือกทุเรยี นชั้นในที่มีส่วนผสมของโพวโิ ดนไอโอดนี 3.2.5 การทดลองท่ี 5 การทดสอบการแพ้และระคายเคืองของกล่มุ ผทู้ ดลองใช้ผลติ ภณั ฑ์พลาสเตอร์ ปดิ แผลจากเปลือกทเุ รยี น 1) ตัวแปรตน้ - ผลติ ภณั ฑ์พลาสเตอรป์ ดิ แผลจากเปลอื กทเุ รียนชั้นใน 2) ตวั แปรตาม - การแพแ้ ละการระคายเคือง 3) ตัวแปรควบคุม - ปรมิ าณของสารสกดั โพลแิ ซคคาไรด์จากเปลอื กทเุ รียน - ระยะเวลาในการปิดแผล - บริเวณผวิ หนังทที่ ดลองใช้ - สภาพแวดลอ้ ม 4) ข้นั ตอนการดำเนนิ งาน 1) ใชผ้ ลิตภณั ฑ์พลาสเตอรป์ ดิ แผลจากเปลือกทเุ รียน 2) กลุ่มตวั อยา่ ง 30 คน อายุ 20 – 40 ปี จำนวน 5 วนั

21 3) สงั เกตลกั ษณะการแพ้บริเวณท่ีแปะผลิตภัณฑพ์ ลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทุเรียน 4) บันทกึ ผลการศกึ ษา 16 - 45 ภาพท่ี 9 แสดงขั้นตอนวิธีการ การทดสอบการแพ้และระคายเคอื งของกลุม่ ผู้ทดลองใช้ ผลติ ภัณฑ์พลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลือกทุเรยี น

บทที่ 4 ผลการศึกษาค้นควา้ 4.1 ผลการทดลองที่ 1 ศึกษาปริมาณของน้ำเปลอื กทุเรียนที่เหมาะสมต่อการสกัดสารโพลิแซคคา- ไรด์ การศึกษาปริมาณของน้ำเปลือกทุเรียนที่เหมาะสมต่อการสกัดสารโพลิแซคคาไรด์ ในอัตราส่วนท่ี แตกตา่ งกัน จำนวน 3 ชุดการทดลอง ได้แก่ ชดุ ที่ 1 เปลอื กทเุ รียน 10 กรัม ชดุ ที่ 2 เปลือกทเุ รียน 20 กรมั และ ชดุ ท่ี 3 เปลือกทุเรียน 30 กรัม ดงั ตารางท่ี 1 ตารางท่ี 1 ผลการศึกษาปริมาณของเปลือกทเุ รียนท่เี หมาะสมตอ่ การสกดั สารโพลิแซคคาไรด์ ชุดการ ปริมาณ ปรมิ าณสารโพลิแซคคาไรด์ ค่ารอ้ ยละผลผลติ ทดลอง เปลอื กทเุ รียน เปลอื กทุเรยี นทีไ่ ด้ รวม คา่ เฉล่ีย สารโพลิแซคคาไรด์ ที่ใช้ รอบท1่ี รอบท่ี 2 รอบที่ 3 (% yield) 1 10 กรัม 2 1 1 4 1.3 13.3 2 20 กรัม 3 4 3 10 3.3 16.5 3 30 กรัม 6 6 5 17 5.7 19 จากตารางท่ี 1 พบวา่ ชุดการศึกษาชดุ ท่ี 3 ได้ค่าร้อยละ่ ผลผลติ สารโพลแิ ซคคาไรด์ 19 รองลงมา คือ ชุด การศึกษาชุดที่ 2 ได้ค่ารอ้ ยผลผลิตสารโพลแิ ซคคาไรด์ 16.5 และชดุ การศึกษาชุดท่ี 1 ได้คา่ รอ้ ยละผลผลิตสาร โพลิแซคคาไรด์ 13.3 ตามลำดบั ่คาร้อยละผลผลิตสารโพ ิลแซคคาไร ์ด (% yield) 20 19 15 10 13.3 16.5 5 0 20 กรมั 30 กรมั 10 กรัม ชดุ ท่ี 1 ชดุ ที่ 2 ชุดที่ 3 ชดุ การทดลอง กราฟท่ี 1 แสดงผลการเปรยี บเทยี บปรมิ าณค่าร้อยละผลผลติ สารโพลิแซคคาไรด์ (% yield) จากเปลือกทุเรยี น 4.2 ผลการทดลองท่ี 2 ศกึ ษาระยะเวลาการยึดตวั เปน็ แผ่นของสารสกดั โพลแิ ซคคาไรด์จากเปลือก ทุเรียน การศึกษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผ่นของสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียนโดยแบ่งการ ทดลองออกเป็น 4 ชุดการทดลอง ได้แก่ ชุดที่ 1 สารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลอื กทเุ รียน : น้ำกลั่น (5 กรัม : 40 มิลลลิ ติ ร) ชดุ ท่ี 2 สารสกดั โพลิแซคคาไรดจ์ ากเปลือกทุเรียน : นำ้ กล่นั (10 กรัม : 40 มิลลิลิตร) ชดุ ท่ี 3 สาร

23 สกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน : น้ำกลั่น (15 กรัม : 40 มิลิลิตร) ชุดที่ 4 สารสกัดโพลิแซคคาไรด์จาก เปลือกทุเรียน : น้ำกลนั่ (20 กรัม : 40 มลิ ลิลติ ร) ดังตารางท่ี 2 ตารางท่ี 2 ผลการศกึ ษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผน่ ของสารสกดั โพลแิ ซคคาไรด์จากเปลือกทเุ รียน ชุดการ ปริมาณสาร ระยะเวลาทีโ่ พลิแซคคาไรด์ ค่าเฉลีย่ ทดลอง โพลแิ ซคคาไรด์จาก ยึดตัวเป็นแผน่ (หนว่ ยเปน็ นาที) เปลอื กทุเรยี น ชุดที1่ ชุดท่ี 2 ชดุ ท่ี 3 1 5 กรัม 11.30 น. 10.21น. 10.39 น. 10.6 น. 2 10 กรมั 7.22 น. 6.54 น. 7.04 น. 7.33 น. 3 15 กรมั 5.46 น. 5.22 น. 5.33 น. 5.30 น. 4 20 กรัม 4.18 น. 4.02 น. 4.58 น. 4.26 น. จากตารางที่ 2 จากการศึกษาระยะเวลาที่สารสกดั โพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียนที่มีผลต่อการ ยึดตัวเป็นแผ่น พบว่า ชุดทดลองที่ 4 ประกอบด้วย สารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน : น้ำกลั่น (20 กรัม : 40 มิลลลิ ิตร) มีการยดึ ตวั เป็นแผน่ ทเี วลา 4.26 นาที รองมาคือชดุ การทดลองท่ี 3 ประกอบดว้ ยสารสกัด โพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน : น้ำกลั่น (15 กรัม : 40 มิลลิลิตร) มีการยึดตัวเป็นแผ่น ที่เวลา 5.30 นาที รองลงมา คอื ชุดการทดลองที่ 2 ประกอบด้วย สารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน : น้ำกลั่น (10 กรัม : 40 มลิ ลิลติ ร) มีการยึดตัวเป็นแผ่น ทเ่ี วลา 7.33 นาที และชดุ การทดลองที่ 1 ประกอบดว้ ยสารสกัดโพลิแซคคา ไรด์จากเปลือกทเุ รียน : น้ำกล่ัน (5 กรมั : 40 มลิ ลิลิตร) มกี ารยดึ ตวั เปน็ แผน่ ท่เี วลา 10.6 นาที ตามลำดบั 4.3 ผลการทดลองที่ 3 ศึกษาปริมาณความเข้มข้นของโพวิโดนไอโอดีนที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์ พลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลอื กทเุ รยี น การศึกษาปริมาณความเข้มข้นของโพวิโดนไอโอดีนที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจาก เปลอื กทุเรียนในระยะเวลา 5 วนั ไดผ้ ลดังตารางท่ี 3 ตารางที่ 3 แสดงผลการศึกษาปริมาณความเข้มข้นของโพวิโดนไอโอดนี ท่ีเหมาะสม ในผลิตภัณฑ์ พลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลอื กทุเรยี น รอบที่ 1 รอบท่ี 2 รอบที่ 3 ชุดการทดลอง วนั ที่ทำการศกึ ษา วนั ท่ีทำการศกึ ษา วนั ทที่ ำการศกึ ษา 1 2 2 4 5 1 2 3 4 5 1 2 3 45 A1 - - - * * - - * * * - - * * * A2 - - - - * - - - - - - - - - * A3 - - - - - - - - - - - - - - - A4 - - - - - - - - - - - - - - - A5 - - - - - - - - - - - - - - - หมายเหตุ แสดงเครื่องหมาย – (ขีด) แสดงถึงการไม่พบเชื้อราบนผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจาก เปลือกทุเรยี น และแสดงเครื่องหมาย * (ดอกจัน) แสดงถึงการพบเชือ้ ราบนผลติ ภัณฑพ์ ลาสเตอรป์ ิดแผลจาก เปลอื กทเุ รยี นจำนวน 1 – 300 โคโลนี

24 จากตารางที่ 3 พบวา่ ชดุ การทดลอง A3, A4 และ A5 ทม่ี สี ารโพวิโดนไอโอดีนในผลิตภัณฑ์ พลาสเตอร์ ปิดแผลจากเปลอื กทุเรยี น จำนวน 2, 3 และ 4 หยด ตามลำดบั เมอื่ เวลาผา่ นไป 5 วัน ไมพ่ บการเจรญิ ของเช้ือ- รา และ ชุดการทดลอง A2 มีสารโพวิโดนไอโอดีนในผลิตภัณฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทุเรียน จำนวน 1 หยด ตามลำดับ เมื่อเวลาผ่านไป 5 วัน พบว่ามีการเจริญของเชื้อรา เช่นเดียวกันกับชุดการการทดลองที่ A1 ซึ่งเป็นชุดที่ใช้เปรียบเทียบและไม่มีส่วนผสมของโพวิโดนไอโอดีนในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือก ทเุ รียน 4.4 ผลการทดลองที่ 4 เพ่ือเปรยี บเทยี บการเกดิ เชอ้ื ราที่อุณหภมู ิห้องของพลาสเตอร์ปดิ แผลจาก เปลือกทเุ รียนที่มีสว่ นผสมของโพวโิ ดนไอโอดนี การเปรียบเทียบการเกิดเช้ือราทอ่ี ุณหภมู ิห้องของพลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลอื กทุเรยี นทีม่ ีส่วนผสมของ โพวิโดนไอโอดนี โดยใช้ชดุ การทดลอง A3 ศึกษา ในระยะเวลา 5 วนั ไดผ้ ลดงั ตารางที่ 4 ตารางท่ี 4 แสดงผลการศึกษาการเปรียบเทียบการเกิดเชื้อราที่อุณหภูมิหอ้ งของพลาสเตอร์ปดิ แผล จากเปลอื กทุเรยี นทีม่ สี ่วนผสมของโพวิโดนไอโอดีน รอบที่ 1 รอบท่ี 2 รอบที่ 3 ชดุ การทดลอง วนั ท่ที ำการศกึ ษา วนั ทที่ ำการศึกษา วันท่ีทำการศกึ ษา 1 2 2 4 5 1 2 3 4 5 1 2 3 45 A1 - - - * * - * * * * - - - * * A3 - - - - - - - - - - - - - - - หมายเหตุ แสดงเครื่องหมาย – (ขีด) แสดงถึงการไม่พบเชื้อราบนผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจาก เปลือกทุเรยี น และแสดงเครื่องหมาย * (ดอกจัน) แสดงถึงการพบเชือ้ ราบนผลิตภัณฑพ์ ลาสเตอรป์ ิดแผลจาก เปลอื กทุเรยี นจำนวน 1 – 300 โคโลนี จากตารางที่ 4 พบว่า ชุดการทดลอง A3 ที่มีสารโพวิโดนไอโอดีนในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจาก เปลือกทเุ รียน จำนวน 2 หยด เมอ่ื เวลาผา่ นไป 5 วัน ไม่พบการเจรญิ ของเช้ือซ่งึ แตกต่างจากชุดการการทดลอง A1 เปน็ ชดุ เปรยี บเทียบท่ไี มม่ ีสว่ นผสมของโพวโิ ดนไอโอดีนพบการเจรญิ ของเชื้อราผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผล จากเปลือกทเุ รยี น

25 4.5 ผลการทดลองที่ 5 การทดสอบการแพ้และระคายเคอื งของกลมุ่ ผูท้ ดลองใช้ผลิตภณั ฑ์ พลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลือกทเุ รยี น การทดสอบการแพ้และระคายเคอื งของกลุ่มผู้ทดลองใช้ผลิตภณั ฑพ์ ลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทเุ รยี น ปรากฏผลดงั ตารางท่ี 5 ตารางท่ี 5 แสดงผลการทดสอบการแพ้และระคายเคอื งของกล่มุ ผู้ทดลองใชผ้ ลติ ภัณฑพ์ ลาสเตอร์ปิด แผลจากเปลือกทเุ รียน รอ้ ยละของกลมุ่ ผู้ใชผ้ ลติ ภัณฑ์ ผลติ ภณั ฑ์ เกดิ การแพ้ ไม่เกิดการแพ้ และระคายเคือง และระคายเคือง ผลติ ภณั ฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผล 0 100 จากเปลือกทุเรียน จากตารางที่ 5 พบวา่ ไม่เกดิ อาการแพแ้ ละระคายเคืองในกล่มุ ผทู้ ดลองใช้ผลติ ภณั ฑพ์ ลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลอื กทเุ รียนท่ี พฒั นาขน้ึ คิดรอ้ ยละ 100

บทท่ี 5 สรุปและอภปิ รายผลการศกึ ษาคน้ คว้า 5.1 สรุปผล จากการศึกษาสารสกัดโพลิแซคคาไรด์พัฒนาพลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน ด้วยการศึกษา ปริมาณของเปลือกทุเรียนที่เหมาะสมตอ่ การสกดั สารโพลิแซคคาไรด์ที่ และใช้ปริมาณที่เหมาะสมของสารสกดั โพลิแซคคาไรด์ศึกษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผ่น รวมถึงการหาปริมาณความเข้มข้นของโพวิโดนไอโอดีนท่ี เหมาะสมในผลิตภัณฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทุเรียน การเปรียบเทียบการเกิดเชื้อราที่อณุ หภูมิหอ้ งของ พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียนท่ีมีส่วนผสมของโพวิโดนไอโอดีน ในระยะเวลา 5 วัน และทดสอบการแพ้ และระคายเคืองของกลุม่ ผู้ทดลองใชผ้ ลิตภัณฑพ์ ลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลือกทุเรียนโดยสรุปผลการทดลอง ได้ ดังน้ี 5.1.1 ผลการศกึ ษาปรมิ าณของน้ำเปลือกทเุ รียนทเี่ หมาะสมต่อการสกัดสารโพลแิ ซคคาไรด์ พบว่าปรมิ าณของเปลอื กทุเรียนท่เี หมาะสมในการนำมาสกัดดว้ ยผลการศกึ ษาทใี่ ห้ผลของสารสกัดสาร โพลิแซคคาไรด์ คือ ชุดที่ 3 ประกอบด้วย ปริมาณ 30 กรัม และได้ค่าร้อยละผลผลิตสารสกัดโพลแิ ซคคาไรด์ท่ี 19 รองลงมา คือ ชุดการศึกษาชดุ ที่ 2 ไดค้ า่ ร้อยละผลผลติ สารโพลิแซคคาไรด์ 16.5 และชุดการศกึ ษา ชุดที่ 1 ไดค้ า่ รอ้ ยละผลผลิตสารโพลิแซคคาไรด์ 13.3 ตามลำดับ 5.1.2 ผลการศกึ ษาระยะเวลาการยดึ ตวั เป็นแผ่นของสารสกดั โพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรยี น พบว่าสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียนที่มีผลต่อการยึดตัวเป็นแผ่น พบว่า ชุดทดลองที่ 4 ประกอบด้วย สารสกัดโพลแิ ซคคาไรด์จากเปลอื กทเุ รียน : น้ำกลั่น (20 กรัม : 40 มลิ ลิกรมั ) มกี ารยึดตัวเปน็ แผ่น ทีเวลา 4.26 นาที รองมา คือชุดการทดลองที่ 3 ประกอบด้วยสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน : น้ำกลั่น (15 กรัม : 40 มิลลิกรัม) มีการยึดตัวเป็นแผ่น ที่เวลา 5.30 นาที รองลงมา คือชุดการทดลองที่ 2 ประกอบด้วย สารสกดั โพลิแซคคาไรด์จากเปลอื กทุเรียน : นำ้ กลนั่ (10 กรัม : 40 มิลลิกรมั ) มีการยึดตัวเป็นแผ่น ที่เวลา 7.33 นาที และชุดการทดลองที่ 1 ประกอบด้วยสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน : น้ำกลั่น (5 กรัม : 40 มลิ ลิกรัม) มีการยึดตัวเป็นแผน่ ท่เี วลา 10.6 นาที ตามลำดบั 5.1.3 ผลการศึกษาปริมาณความเข้มข้นของโพวิโดนไอโอดีนที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิด แผลจากเปลอื กทเุ รยี น พบว่า ชุดการทดลอง A3, A4 และ A5 มีสารโพวิโดนไอโอดีนในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจาก เปลือกทุเรียน จำนวน 2, 3 และ 4 หยด ตามลำดับ เมื่อเวลาผ่านไป 5 วัน ไม่พบการเจริญของเชื้อรา และชุด การทดลอง A2 มีสารโพวิโดนไอโอดีนในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน จำนวน 1 หยด ตามลำดบั เมอ่ื เวลาผา่ นไป 5 วนั พบว่ามกี ารเจรญิ ของเชือ้ ราเช่นเดียวกนั กบั ชุดการการทดลองท่ี A1 ซึ่งเปน็ ชดุ ทใ่ี ช้เปรยี บเทยี บและไมม่ สี ว่ นผสมของโพวโิ ดนไอโอดีนในผลิตภัณฑพ์ ลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลอื กทเุ รียน 5.1.4 ผลการเปรยี บเทยี บการเกดิ เช้อื ราทอี่ ณุ หภูมิห้องของพลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลอื กทุเรียนทม่ี ี สว่ นผสมของโพวโิ ดนไอโอดนี พบว่า ชุดการทดลอง A3 มีสารโพวิโดนไอโอดีนในผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน จำนวน 2 หยด เมื่อเวลาผ่านไป 5 วัน ไม่พบการเจริญของเชื้อราซึ่งแตกต่างจากชุดการการทดลอง A1

27 เป็นชุดเปรียบเทียบและไม่มีส่วนผสมของโพวโิ ดนไอโอดนี พบการเจริญของเชอื้ ราในผลิตภณั ฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผล จากเปลือกทเุ รียน 5.1.5 ผลการทดสอบการแพแ้ ละระคายเคืองของกลุ่มผทู้ ดลองใช้ผลิตภัณฑพ์ ลาสเตอร์ปิดแผลจาก เปลือกทเุ รียน พบวา่ กลุ่มอาสาสมคั รท่เี ข้ารว่ มทดลองใช้จำนวน 30 คน ไม่เกดิ อาการแพแ้ ละระคายเคอื งในการทดลอง ใชผ้ ลติ ภัณฑพ์ ลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลือกทเุ รียนคดิ เป็นร้อยละ 100 5.2 อภปิ รายผล ในการศึกษาโครงงานการศึกษาสารสกัดโพลิแซคคาไรด์พัฒนาพลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน กลุ่มผู้จดั ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ พบประเด็นท่นี ่าสนใจนำไปสกู่ ารอภปิ รายได้ดังน้ี 5.2.1 จากการศึกษาปริมาณของเปลือกทุเรียนที่เหมาะสมต่อการสกัดสารโพลิแซคคาไรด์ จากการ ทดลองดว้ ยการใช้กรดไฮโดรคลอรกิ เข้มขน้ 0.1 โมลาร์ และประค่า pH 3- 4 โดยใช้การสกดั ที่อุณหภูมิจุดเดือด ของน้ำและตกตะกอนดว้ ยแอลกอฮอล์ 90 นาที และผ่านการอบแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศา พบว่า ชุดที่ 3 ได้ค่า ร้อยละผลผลิตสารโพลิแซคคาไรด์ 19 และจากงานวิจยั ของของคุณ ชินานาฏ วิทยาประภากร และ สมัชญ์ ทวี เกษมสมบัติ, 2556 ด้วยการใช้เปลอื กทเุ รียนพันธุ์หมอนทอง 12.5 กรมั และนำ้ กลนั่ 350 มลิ ลลิ ิตร ด้วยวิธีการ เชน่ เดียว ได้ค่าเปน็ รอ้ ยละของสารโพลิแซคคาไรด์ทีส่ กดั ได้ 8.83 กรัม ซึ่งให้ปริมาณสารสกดั โพลิแซคคาไรด์จาก เปลอื กทุเรียนปริมาณท่ใี กล้เคียงกนั 5.2.2 จากการศึกษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผ่นของสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน พบวา่ สารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลอื กทุเรียนท่ีมผี ลต่อการยึดตวั เปน็ แผ่น พบวา่ ชุดทดลองที่ 4 ประกอบด้วย สารสกดั โพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียน : นำ้ กลนั่ (20 กรมั : 40 มิลลิลิตร) มีการยึดตวั เปน็ แผน่ ที่เวลา 4.26 ทำให้ทราบได้ว่าปรมิ าณของสารสกัดโพลิแซคคาไรด์ที่เพิม่ ข้นึ ในน้ำกลั่นท่ีมีปริมาตรเท่ากันจะส่งผลให้การยึดตัว แผน่ ไดแ้ ตกตา่ งกัน 5.2.3 จากการศึกษาปริมาณความเข้มขน้ ของโพวิโดนไอโอดีนที่เหมาะสมในผลิตภัณฑพ์ ลาสเตอร์ปิด แผลจากเปลือกทุเรียนพบว่า พบว่า ชุดการทดลอง A3, A4 และ A5 ท่ีมีสารโพวิโดนไอโอดีนในผลิตภัณฑ์ พลาสเตอร์ ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน จำนวน 2, 3 และ 4 หยด ตามลำดับ เมื่อเวลาผ่านไป 5 วัน ไม่พบการ เจริญของเช้ือรา ซ่งึ จากการทดลองดังกล่าวทำให้ทราบได้ว่า การใช้โพวโิ ดนไอโอดีนเพยี ง 2 หยด สามารถยับย้ัง การเกิดเชือ้ ราบนผลติ ภัณฑ์ได้ เชน่ เดียวกันกับการทดลองที่ A4 และ A5 ดงั นน้ั เพ่ือการใช้สารโพวโิ ดนไอโอดีนท่ี เหมาะสม ประหยัดงบประมาณ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณโพวิโดนไอโอดีน 3 และ 4 หยด 5.2.4 การทดลองเปรยี บเทยี บการเกิดเช้ือราท่ีอุณหภูมหิ ้องของพลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลอื กทุเรียน ที่มีส่วนผสมของโพวิโดนไอโอดีน A3 มีสารโพวิโดนไอโอดีนในผลิตภณั ฑ์พลาสเตอร์ ปิดแผลจากเปลือกทุเรียน จำนวน 2 หยด เมื่อเวลาผ่านไป 5 วัน ไม่พบการเจริญของเชื้อราซ่ึงแตกต่างจากชุดการการทดลอง A1 เป็นชดุ เปรยี บเทียบทไี่ ม่มีสว่ นผสมของโพวิโดนไอโอดีนพบการเจริญของเชอ้ื ราผลิตภัณฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือก ทุเรียนทำให้ทราบได้ว่า อัตราส่วนของโพวิโดนอโอดีนปรมิ าณ 2 หยด มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการนำมาทำ เปน็ ผลิตภณั ฑ์

28 5.2.5 การทดสอบการแพ้และระคายเคืองของกล่มุ ผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑพ์ ลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลือก ทุเรียน พบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ จำนวน 30 คน ไม่เกิดการระคายเคืองเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ครบ 5 วัน ถึงร้อยละ 100 ดังนั้นด้วยการนำสารโพลิแซคคาไรด์ในการพัฒนาเป็นพลาสเตอร์ปิดแผล เป็นการศึกษาเชิงพื้นฐาน ทน่ี ำไปส่กู ารศกึ ษาการสกดั สารโพลแิ ซคคาไรด์ท่เี หมาะสมและพัฒนาคุณภาพของการนำไปผลิตภัณฑ์พลาสเตอร์ ปิดแผลจากเปลอื กทุเรียนด้วยการพัฒนาเพิ่มเติมอยา่ งมีมาตรฐานทางเภสัชอุตสาหกรรมและต่อยอดผลิตภัณฑ์ ต่อไป 5.3 ประโยชน์ 5.3.1 ได้ปรมิ าณของเปลอื กทุเรยี นท่ีเหมาะสมต่อการสกดั สารโพลแิ ซคคาไรด์ 5.3.2 ได้ทราบระยะเวลาที่เหมาะสมของสารสกัดโพลิแซคคาไรด์จากเปลือกทุเรียนที่มผี ลต่อการยึดตัวเปน็ แผ่น 5.3.3 ไดน้ ำสารโพลแิ ซคคาไรด์จากเปลอื กทเุ รียนท่ยี ดึ ตวั เปน็ แผ่นพัฒนาเปน็ ผลติ ภัณฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผล 5.3.4 ทำให้เกิดทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ สามารถนำไปประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตประจำวันได้ 5.3.5 นำไปศึกษาและพัฒนาต่อยอดทางด้านวิชาการโดยเฉพาะด้านการแพทย์สู่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้ ผลิตภณั ฑม์ ที างเลอื กในการใชป้ ระโยชนจ์ ากผลิตภัณฑท์ างการแพทยอ์ กี ทางหน่งี 5.3.6 นำไปสู่การเปน็ ผลติ ภณั ฑ์ทางการค้าในตลาดเพม่ิ รายไดใ้ ห้กบั ผู้ทำโครงงาน 5.3.7 นำไปใช้ผลติ ในปริมาณมากข้ึนในระดับอุตสาหกรรมเพอื่ ให้เขา้ ถงึ ผ้บู รโิ ภคมากยิ่งขึน้ 5.3.8 เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชนในด้านการลดขยะและสร้างนวัตกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อสังคมด้าน ผลิตภัณฑก์ ารแพทยท์ างเลอื ก 5.4 ขอ้ เสนอแนะ 5.4.1 ควรนำผลติ ภัณฑ์พลาสเตอร์ปิดแผลจากเปลอื กทุเรียนพัฒนาต่อยอดด้วยการนำผลคุณภาพจาก กรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ พฒั นาผลติ ภณั ฑต์ ามมาตรฐานทางเภสชั อุตสาหกรรม 5.4.2 แพ็กเกจ ให้เหมาะสมและตอบโจทยผ์ บู้ รโิ ภคและนำไปสูก่ ารพฒั นาคณุ ภาพการใชง้ านต่อไป

เอกสารอา้ งอิง Heteropolysaccharide เปน็ พอลแิ ซ็กคาไรด์ที่ในโมเลกลุ เปน็ monosaccharide. (16 มถิ ุนายน 2566).https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1101/ Polysaccharide รูปแสดงโครงสรา้ งของ Xanthan gum ทผี่ ลติ ได้จากแบคทเี รีย. (16 มิถุนายน 2566). https://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1101/Polysaccharide เปลือกทุเรยี นสด. (17 มิถนุ ายน 2566). https://www.facebook.com/photo/เกษตรก้าวหนา้ / ทเุ รียนจากราชาผลไม้สู่สมุนไพรสมานแผล วริศชนม์. (17 มิถุนายน 2566). ถาดบรรจผุ ลไม้และถามบรรจุไข่ ผลิตจากเปลอื กทเุ รียน. https://kukr.lib.ku.ac.th พลาสเตอร์ปิดแผล. (17 มถิ นุ ายน 2566).https://www.pptvhd36.com/health/care/1190 กรวิทย์ สักแกแก้ว. “คุณประโยชนข์ องเพคตินจากอาหารเหลือท้ิง,” วารสารวทิ ยาลัยดสุ ติ ธานี. ; 28 ตลุ าคม 2562. กรวทิ ย์ สักแกแกว้ . “ผลของการทดแทนไขมนั ด้วยเพคตนิ จากเปลือกแก้วมังกรตอ่ คณุ สมบัติทาง กายภาพและ เคมีของนำ้ สลัด,” วารสารวทิ ยาลยั ดสุ ิตธานี. ; 30 ธนั วาคม 2562. ชินานาฏ วทิ ยาประการ. “การศึกษาสภาวะทเี่ หมาะสมในการสกัดเพคตนิ จากวสั ดุทางการเกษตร,” วารสารวชิ าการและวจิ ยั มทร.พระนคร. : 183-189 ; 23 กรกฎาคม 2556. ดลุ ย์จิรา สขุ บญุ ญสถติ ย์. “คณุ สมบัติทางเคมีและกายภาพของเพคตนิ จากกระเจยี๊ บเขยี ว,” แกน่ เกษตร 46. : 1418-1423 ; มิถนุ ายน 2561. ปรญิ ญา มบี ุญ. “การพฒั นาและประเมินพลาสเตอรป์ ิดแผลแบบเหลวท่ีมีสารสกัดใบสาบเสือ,” วารสารเภสชั ศาสตร.์ : 1-38 ; ตุลาคม 2563. พรศรี ประเสริฐวารี. “การพฒั นาแผ่นแปะผวิ หนงั จากสมนุ ไพรบวั บก,” วารสารกรมวทิ ยาศาสตร์การแพทย์. : 174-185 ; 30 มิถนุ ายน 2558. มธรุ า อุณหศิริกลุ . “การสกัดเพกตินจากเปลือกทเุ รยี นเพ่อื นำไปใช้ในการผลิตแยมจากสละและระกำท่ีมรี าคา ตกต่ำในจงั หวัดจนั ทบรุ ี,” วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. : 81-90 ; เมษายน 2564. รศ.ดร.นพ.สทิ ธพิ ร บุณยนิตย์. “วชั ระพลาสเตอรข์ ้าวปดิ แผล,” เทคโนโลยีต่อรองราคา ; 26 มิถนุ ายน 2562. สุดารัตน์ เพช็ รภิรมย์. “คุณสมบัติการเปน็ สารต้านอนมุ ลู อิสระและสารต้านอนมุ ลู อิสระและสารต้าน จลุ นิ ทรยี ์ของสารสกดั เพคตนิ จากเปลือกทเุ รียนพันธุ์หมอนทอง,” `วิทยานพิ นธ์. ; พฤศจิกายน 2560. สนุ ันท์ วทิ ติ สิริ. “การเปรียบเทียบปรมิ าณเพกทินจากซงั ขนุนจำปากรอบโดยการสกัดดว้ ยน้ำรอ้ นและความดนั ไอ สูง,” วารสารมหาวิทยาลยั ราชภัฏยะลา. ; ธันวาคม 2557 หยาดรุง้ สุวรรณรัตน์. “การสกดั และการประยุกต์ใช้เพกตนิ จากเปลือกทเุ รยี น,” วารสารวิจยั รำไพ พรรณ.ี : 25-37 ; สิงหาคม 2562.

อกนิษฐ์ พศิ าลวชั รินทร์. “การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสขุ ภาพใหแ้ คลอร่ตี ่ำโดยใชส้ ารทดแทนไขมนั โดยการสกัด การใชป้ ระโยชนเ์ พคตินจากเปลอื กมะมว่ งและเปลือกเปน็ สารทดแทนไขมันใน ผลติ ภัณฑ์อาหารลด ไขมนั ,” กองวิจัยและพฒั นาวทิ ยาการหลงั การเก็บเก่ยี วและแปรรูปผลการเกษตร. ; กนั ยายน 2562.เอราวัณ เบ้าทอง. “สภาวะทเ่ี หมาะสมในการสกดั เพคตินจากเปลอื กผลมะพรา้ ว,” วารสารคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี. : 670-678 ; สิงหาคม 2562 Georgia S., Vasiliki E., Antonios E., Maria K., Michael K. (2013). The effect of pectin and other constituents on the antioxidant activity of tea, Food Hydrocolloids, 727-732

ภาคผนวก

ภาคผนวกวิธีการทดลอง 1. ภาพการทดลองท่ี 1 ศกึ ษาปริมาณของเปลอื กทเุ รยี นที่เหมาะสมต่อการสกดั สารโพลิแซคคาไรด์ 1) นำเปลอื กทเุ รียนชนั้ ในมาตัดใหม้ ขี นาด 1x2 เซนติเมตร 2) ลา้ งนำ้ สะอาด 2-3 ครัง้ แลว้ ผ่ึงลมให้แหง้ ชั่งเปลอื กทุเรยี น แบ่งเปน็ 3 ชดุ ชุดที่ 1 จำนวน 10 กรมั ชดุ ที่ 2 จำนวน 20 กรัม ชดุ ท่ี 3 จำนวน 30 กรัม 3) ตวงน้ำกลนั่ เปน็ 3 ชุด ชุดละปรมิ าตร 150 มลิ ลิลิตร นำเปลอื กทุเรียนทช่ี ่งั ไว้ 3 ชุด เตมิ นำ้ กล่นั ปรมิ าตรชุดละ 150 มิลลิลติ ร

4) นำเปลือกทเุ รียนทีแ่ ชใ่ นน้ำกลั่นไปปน่ั แล้วนำมาวดั คา่ pH ท้งั 3 ชุด ตั้งไฟดว้ ยตะเกียงแอลกอฮอล์ ท่จี ุดเดือด 98 องศาเซลเซียส 5) นำชุดการทดลองท้ัง 3 ชุด มีความร้อนถึงจุดเดือด ใหน้ ำไปกรองผา่ นผา้ ขาวบางท่พี บั จำนวน 2 ชั้น

6) ทำเช่นเดียวกันกับ 1 - 5 อีก 2 รอบนำสารละลายที่เตรียมไว้ ทั้ง 3 ชุด วัดปริมาตรในแต่ละชุดให้ได้ ปริมาตร 100 มิลลลิ ิตร นำมาปรับค่า pH ดว้ ยกรดไฮโดรคลอริก ให้มคี า่ ปรมิ าณ 3-4 ทง้ั 3 ชุด นำไปต้ม ใหส้ ารระเหยใหเ้ หลอื ปรมิ าตร 20 มิลลลิ ิตร

7) เตมิ เอทานอลปรมิ าตร 20 มิลลิลิตร ทั้ง 3 ชุดการทดลอง คนใหส้ ารละลายเป็นเน้ือเดียวกนั แลว้ ตงั้ ทงิ้ ไว้ 90 นาที จะไดส้ ารโพลแี ซกคาไรดท์ ี่ตกตะกอนออกมาสารละลายทงั้ 3 ชุด ไปกรองดว้ ยกระดาษกรองเบอร์ 1 ล้างตะกอนด้วยเอทานอล ปรมิ าตร 5 มิลลลิ ิตร 2 ครง้ั 8) นำตะกอนที่ไดไ้ ปอบทอ่ี ุณหภูมิ 60 องศา ให้ตะกอนมคี วามแหง้ นำ้ หนักเพ่อื หารอ้ ยละผลผลิต ทำเช่นเดมิ ตัง้ แต่ 1-8 อกี 2 รอบ

2. ภาพการทดลองที่ 2 ศกึ ษาระยะเวลาการยึดตัวเป็นแผ่นของสารสกดั โพลแิ ซคคาไรด์จากเปลือก ทุเรียน 1) นำสารโพลแี ซกคาไรด์ จากชดุ การทดลองที่ 1 ทด่ี ีท่ีสดุ มาทำการทดลองและแบ่งการทดลอง ออกเป็น 4 ชุดการทดลอง 1.1) ชุดที่ 1 ประกอบด้วย สารโพลแิ ซคคาไรดจ์ ำนวน 5 กรมั ตอ่ ปริมาตรน้ำ 20 มลิ ลิลิตร ตั้งไฟทอ่ี ณุ หภูมิ 98 องศา 1.2) ชุดที่ 2 ชุดท่ี 3 และชดุ ที่ 4 โดยทำเชน่ เดียวกันกับ ชุดที่ 1 แต่ ใสป่ ระมาณสารโพลแิ ซค-คา ไรด์ จำนวน 10 กรมั , 15 กรมั , และ 20 กรัม ตามลำดับ

2) สงั เกตลกั ษณะทางกายภาพของสารโพลแี ซคคาไรด์ในการยึดตวั เป็นแผน่ ท้งั 4 ชุดการทดลอง ด้วยการจับเวลา

3 ภาพการทดลองที่ 3 ศกึ ษาปรมิ าณความเขม้ ข้นของโพวิโดนไอโอดีนท่ีเหมาะสม ในผลิตภัณฑ์พลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลอื กทุเรียน 1) เตรียมสารละลาย A ประกอบด้วยการนำสารสกดั โพลิแซคคาไรด์ จำนวน 50 กรมั ผสมกับนำ้ กล่นั ปริมาตร 100 ml ตั้งไฟที่อณุ หภมู ิจุดเดอื ด แล้วแบง่ การทดลอง ออกเปน็ 5 ชดุ การทดลอง ดังน้ี 1.1) ชุดท่ี A1 ใช้สารละลาย A ปรมิ าตร 15 มลิ ลิลิตร เทลงในภาชนะท่มี ขี นาด กวา้ ง 5 เซนตเิ มตร ยาว 10 เซนตเิ มตร รอให้สารละลาย ชุดที่ A1 เยน็ ตวั ลง

1.2) ชดุ ท่ี A2 ใช้สารละลาย A ปริมาตร 15 ml เทลงในภาชนะที่มขี นาด กว้าง 5 เซนตเิ มตร ยาว 10 เซนตเิ มตร เตมิ สารละลายโพวิโดนไอโอดนี ที่มคี วามเขม้ ข้น 10% จำนวน 1 หยด รอให้สารละลาย ชุดท่ี A2 เย็นตวั ลง 1.3) ชดุ ที่ A3, ชุดที่ A4 และ ชุดท่ี A5 โดยทำเชน่ เดียวกันกับ ชุดท่ี A2 แต่ใส่สารละลาย โพวโิ ดนไอโอดนี เข้มขนี้ 10% จำนวน 2 หยด, 3 หยด, และ 4 หยดตามลำดับ รอให้สารละลายทง้ั 3 ชุดเย็นตวั ลง ทำเช่นเดมิ กบั ข้อท่ี 1.2) อีกจำนวน 2 รอบ บันทกึ การเกดิ เช้อื ราทุกวนั เป็นระยะเวลา 5 วัน

4 ภาพการทดลองท่ี 4 เพือ่ เปรียบเทียบการเกิดเช้อื ราที่อุณหภมู ิหอ้ งของพลาสเตอรป์ ิดแผลจากเปลือกทเุ รยี น ทมี่ สี ว่ นผสมของโพวิโดนไอโอดีน 5. ภาพการทดลองที่ 5 การทดสอบการแพแ้ ละระคายเคอื งของกลุม่ ผ้ทู ดลองใชผ้ ลติ ภัณฑ์ พลาสเตอร์ปดิ แผลจากเปลือกทเุ รยี น

ภาคผนวกการเผยแพร่ผลงาน 1. เผบแพรผ่ ลิตภัณฑผ์ ่านทาง Facebook เพจงานประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยเทคนคิ มวกเหลก็ 2. เผยแพรผ่ ลิตภัณฑผ์ ่านทาง Facebook เพจวิทยาลยั เทคนคิ มวกเหล็ก

3. เผยแพรผ่ ลติ ภณั ฑ์ผ่านทาง Application Tiktok 4. เผยแพร่ผลิตภณั ฑ์ผ่านทาง Application LINE


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook