Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore E-book จิตวิทยาสำหรับครู-051 EE265

E-book จิตวิทยาสำหรับครู-051 EE265

Published by Safiika, 2023-03-13 04:28:23

Description: E-book จิตวิทยาสำหรับครู-051 EE265

Search

Read the Text Version

บทที่ 8 การเเนะเเนวเเละให้คำปรึกษา “ความหมาย”การเเนะเเนว การแนะแนว เป็นกระบวนการของการผูกพันเพื่อพัฒนาชีวิต โดยการให้การช่วยเหลือบุคคล เพื่อให้ บุคคลนั้นสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในที่สุด การแนะแนวส่วนใหญ่เป็นการแนะแนวในโรงเรียนหรือ สถาบันการศึกษาที่มุ่งให้ความช่วยเหลือผู้เรียนในด้านการศึกษา อาชีพ ส่วนตัว และสังคม อีกทั้งกิจกรรม และบริการแนะแนวต่างๆที่จัดขึ้นเกี่ยวข้องกับแทบทุกเรื่องของชีวิตจึงสามารถกล่าวได้ว่าเป็นการแนะแนว ชีวิต เพราะเป็นการช่วยเหลือบุคคลรวมทั้งผู้เรียนให้รู้จักและเข้าใจตนเองได้ค้นพบความต้องการต่างๆ ของตนเองประเมินศักยภาพของตนเองกำหนดเป้าหมายในชีวิต เพื่อวางแผนชีวิตของตนเอง นอกจากนี้ ได้มีการขยายขอบข่ายของการแนะแนวโดยให้ ความสำคัญกับการแนะแนวการปรับตัวที่มุ่งเน้น ให้บุคคล สามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทแวดล้อมเรียนรู้กลยุทธ์ในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ และการพัฒนาชีวิต ของตนเองให้เจริญงอกงามและเต็มตามศักยภาพของตน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้านของ ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัวการศึกษา อาชีพ สังคม และชีวิตการทำงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ลักษณะของการเเนะเเนว” 1.การแนะแนว คือ แบบของการช่วยเหลือที่มีระเบียบแบบแผนอย่างหนึ่ง ให้แก้นักเรียน นักศึกษา หรือ บุคคลอื่นๆเพื่อให้เขารู้จักแสวงหาความรู้ เป็นการนำทางให้เขารู้จักการนำตนเอง 2.การแนะแนว คือ กลวิธีในการนำเด็กไปสู่จุดหมายที่เขาปราณณาโดยจัดสิ่งแวดล้อมให้สนองความ ต้องการมูลฐานของเขาและช่วยให้ความต้องการของเขาสัมฤทธิผล 3. การแนะแนว คือ วิธีการที่สำคัญวิธีหนึ่งในการสอบแบบพิพัฒนาการ โดยการที่ครูเป็นผู้นำเด็กให้รู้จัก ค้นคว้า และช่วยให้ความต้องการของเขาได้รับการตอบสนอง “ประเภทของการเเนะเเนว” การแบ่งประเภทของการแนะแนวนั้น สามารถแบ่งได้มากมายตามลักษณะปัญหาของนักเรียนที่ต้องการ ความช่วยเหลือ แต่ก็พอจะสรุปแบ่งกันแนะแนวออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท คือ 1.การแนะแนวการศึกษา 2.การแนะแนวอาชีพ 3.การแนะแนวด้านส่วนตัวและสังคม

“จุดมุ่งหมายของการเเนะเเนว” 1.เพื่อช่วยให้นักเรียนได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนการวักผลประเมินผล ตลอดจนระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของโรงเรียนเพื่อที่นักเรียนจะได้ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้อง 2.เพื่อช่วยให้นักเรียนได้รูจักและเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจเลือก แผนการเรียนได้อย่างถูกต้องตรงกับความเข้าใจ ความต้องการ ความถนัดและความสามารถของตน 3.เพื่อช่วยให้นักเรียนได้รับข้อสนเทศทางการศึกษาต่อในด้านต่างๆ คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าศึกษา วิธี การเข้าการศึกษา จำนวนที่รับ ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนและระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา เป็นต้น 4.เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ทางโรงเรียนจักขึ้นได้อย่างเหมาะ สม ซึ่งจะช่วยให้ความสามารถพิเศษของนักเรียนปรากฏเด่นชัดและได้รับการส่งเสริมพัฒนาอย่างเต็มที่ 5.เฟื่อช่วยให้นักเรียนได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาตามแผนการเรียนของตน

“ความหมาย”การให้คำปรึกษา การให้การปรึกษาและการแนะแนว มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน กล่าวคือ การให้การปรึกษา นับได้ว่าเป็นหัวใจของการแนะแนว และเป็นกระบวนการที่แสดงถึงมนุษยสัมพันธ์ที่ ละเอียดอ่อนระหว่างบุคคล โดยบุคคลหนึ่ง คือ ผู้ให้การปรึกษา ทำหน้าที่ให้การปรึกษาและเป็นผู้ที่เอื้ออำนวย ความสะดวกแก่ผู้รับการปรึกษาให้ได้สำรวจตนเองทั้งด้านความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก และพฤติกรรม เพื่อนำ ไปสู่การรู้จักตนเองตามความเป็นจริงภายใต้บริบทแวดล้อมต่าง ๆสามารถรับรู้ ตระหนักรู้ ถึงขอบเขตพลังความ สามารถและศักยภาพของตนเอง ยอมรับความจริงเกี่ยวกับตนเอง พร้อมที่จะรับผิดชอบตนเอง ศึกษาแนวทาง ในการเผชิญปัญหา และตัดสินใจเลือกทางเลือกหรือแนวทางในการแก้ไขและพัฒนาตนเองอย่างมีสติ เพื่อ ให้ได้รับประโยชน์สูงสุดในชีวิต รวมทั้งมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์

“ลักษณะของการให้ปรึกษา” การให้คำปรึกษา เป็นการช่วยเหลือรูปแบบหนึ่ง ที่อาศัยความสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างผู้ให้คำปรึกษา และผู้รับคำปรึกษา เพื่อให้ผู้รับการปรึกษาเกิดความเข้าใจตนเองเข้าใจปัญหาได้ความรู้และทางเลือกใน การแก้ปัญหานั้นอย่างเพียงพอ มีสภาพอารมณ์และจิตใจที่พร้อมจะคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา จึงประกอบด้วยการช่วยเหลือให้วัยรุ่น ดังนี้ 1.เกิดแรงจูงใจที่จะให้ข้อมูล 2.เข้าใจและเห็นปัญหาของตนเอง 3.อยากแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาตนเอง 4. ดำเนินการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนาตนเอง “ประเภทของการให้ปรึกษา” ประเภทของการให้คำปรึกษาการให้คำปรึกษาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ 1. การให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล (Individual Counseling) 2. การให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม (Group Counseling

“จุดมุ่งหมายของการให้คำปรึกษา” จุดมุ่งหมายของการให้คำปรึกษาก็ได้แก่การช่วยให้ผู้มาขอให้คำปรึกษาได้ช่วยตัวเอง ในแง่ของการมีบูรณ การ การปรับตัว การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ในปัจจุบันนี้เด็กหนุ่มสาวกำลังตกอยู่ในภาวะถูกบีบคั้นในด้านต่างๆ และกำลังหาทางออกที่เหมาะสมอยู่ การให้คำปรึกษาจึงเป็นความหวังของบุคคลโดยเฉพาะผู้มาขอรับคำ ปรึกษาที่มีปัญหาจะได้เสริมสร้างความงอกงามและพัฒนาความเป็นบุคคลของตนขึ้น ช่วยให้ผู้มาขอรับคำ ปรึกษาสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม และยอมรับความเป็นเอกภาพของบุคคล

บทที่ 9 การศึกษาเป็นรายกรณี

บทที่ 9 การศึกษารายกรณี กระบวนการศึกษาบุคคลอย่างละเอียดต่อเนื่อง โดยใช้เทคนิคหลายๆ อย่างในการเก็บรวบรวมข้อมูล และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และวินิจฉัยปัญหาเพื่อทำความเข้าใจถึงสาเหตุหรือที่มาของสิ่งที่ ศึกษาอันจะนำไปสู่การดำเนินการหรือการให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการให้ความช่วยเหลือแก้ไข ป้องกันปัญหาหรือส่งเสริมพัฒนาการของบุคคลต่อไป ความหมายของการศึกษารายกรณี การศึกษารายกรณี (Case Study) หมายถึง กระบวนการศึกษาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง กลุ่มบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ชุมชนใดชุมชนหนึ่งหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งอย่างละเอียดต่อเนื่อง โดยใช้เครื่องมือ เทคนิค หรือวิธีการต่างๆ เพื่อให้ได้รายละเอียดของข้อมูล แล้วนำมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ และวินิจฉัยหา สาเหตุของพฤติกรรม เพื่อดำเนินการช่วยเหลือ แก้ไข ป้องกัน หรือส่งเสริมพัฒนาการของบุคคลกลุ่มคน ชุมชนและสถาบันนั้นต่อไปจุดมุ่งหมายของการศึกษารายกรณี

การศึกษาเป็นรายกรณี

การศึกษาเป็นรายกรณี

การศึกษาเป็นรายกรณี

การศึกษาเป็นรายกรณี

การศึกษาเป็นรายกรณี ขั้นตอนที่ 1 “การกำหนดปัญหาและการตั้งสมมติฐาน” การที่ผู้ศึกษากำหนดเป้าหมายว่าจะทำการศึกษาอะไร และคาดคะเหว่าปัญหานั้นๆเกิดจากสาเหตุอะไร ได้บ้าง โดย อาศัยความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมาในการคาดคะเนเพื่อ เป็นแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูล การทดสอบหรือค้นหา ข้อเท็จจริงด้วยวิธีการต่างๆ ขั้นตอนที่ 2 “การเก็บรวบรวมข้อมูล” “การเก็บรวบรวมข้อมูล” การรวบรวมข้อมูลหรือข้อเท็จจริงของบุคคลที่เราทำการศึกษา 1.การสังเกต เพื่อช่วยให้ผู้ศึกษามองเห็นภาพของบุคคลในทุกด้าน ซึ่ง 2.การสัมภาษณ์ จะเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ตีความพฤติกรรมที่เป็น 3.การเยี่ยมบ้าน ปัญหา การค้นหาสาเหตุและที่มาของพฤติกรรม ผู้ศึกษา 4.อัตชีวประวัติ บันทึกประจำวัน ควรเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหลายๆแหล่งที่เชื่อถือ 5.สังคมมิติ ได้ให้มากที่สุดเท่าทีจะทำได้เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง 6.แบบสอบถาม ของข้อมูล 7. แบบทดสอบ 8. ระเบียนสะสม

การศึกษาเป็นรายกรณี ขั้นตอนที่ 3 “การสังเคราะห์ข้อมูล” การนำข้อมูลที่ได้มาเรียบเรียงเป็นหมวดหมู่เพื่อสะดวกในการตีความ หมายข้อมูล และช่วยให้ผู้ศึกษามองเห็นภาพของบุคคลในแต่ละด้าน ชัดเจนขึ้น “การสังเคราะห์ข้อมูล” 1. ข้อมูลส่วนตัวโดยทั่วไป 2. สุขภาพและลักษณะทางร่างกาย 3. ประวัติครอบครัว 4.ประวัติการศึกษา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. ผลการทดสอบทางจิตวิทยาและการแปลความหมาย 6. ข้อมูลด้านส่วนตัวและสังคม พัฒนาการทางสังคม อารมณ์ ความนึกคิดเกี่ยวกับตนเอง 7.การวางแผนอนาคต ขั้นตอนที่ 4 “การวินิจฉัย” การนำข้อมูลที่รวบรวมมาได้จากหลายแหล่งและหลายวิธีการมาพิจารณา ดูว่าผลการวิเคราะห์ที่สอดคล้องกันส่วนใหญ่มีแนวโน้มไปทางใดมาก ที่สุด ก็จะวินิจฉัยถึงที่มาหรือสาเหตุของพฤติกรรมไปในแนวนั้น โดย พิจารณาจากสมมติฐานที่ตั้งไว้เป็นหลัก

การศึกษาเป็นรายกรณี ขั้นตอนที่ 5 “การช่วยเหลือ การป้องกัน การส่งเสริม” ขั้นที่ 6 “การติดตามผล” การติดตามผลที่เกิดขึ้นกับบุคคลหลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือพัฒนาไป แล้ว ว่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางใด การดำเนินการให้ความช่วยเหลือส่ง เสริม และพัฒนามีประสิทธิภาพเพียงใด ถ้าผลที่ได้ไม่ดีแสดงว่าวิธีการที่ใช้อาจยังไม่ เหมาะสม จะต้องมีการทบทวนปรับปรุงและแก้ไขต่อไป “การติดตามผล” -ดูผลการช่วยเหลือ -ดูพัฒนาการของ Case

การศึกษาเป็นรายกรณี ขั้นที่ 7 การให้ข้อเสนอเเนะ ขั้นที่ 7 การให้ข้อเสนอแนะ การสรุปรายงานการศึกษาบุคคลเป็นรายกรณี ผู้ศึกษาควรสรุปผลว่าได้มีการดำเนินการอย่างไรไป แล้วบ้าง และให้ข้อเสนอแนะถึงสิ่งที่ควรดำเนินการต่อไปในการศึกษา หรือการให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริม และพัฒนาผู้รับการศึกษารายนี้ต่อไป

บทที่ 10 ปรัชญาเเนวคิดทฤษฎีตามจิตวิทยา

บทที่ 10 ปรัชญาเเนวคิดทฤษฎีตามจิตวิทยา “ปรัชญาและแนวคิดด้านการศึกษา” ปรัชญา คือ ศาสตร์ที่ศึกษาหาความรู้ ความจริงของมนุษย์ โลก ธรรมชาติ และชีวิต อย่างลึกซึ้งเพื่อ อธิบายเหตุการณ์ และสิ่งต่างๆ โดยใช้หลักการของเหตุผล ในวิชาตรรกวิทยา เป็นเครื่องมือในการเข้าถึง ความจริงหรือความรู้ที่แน่นอน ปรัชญาและแนวคิดทางการศึกษา คือ การศึกษาที่เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เครื่องมือในการเตรียมประชากรให้มีคุณภาพ คือ การศึกษาการจัดการ ศึกษาของชาติจะต้องสอดคล้องกับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แนวความคิดหรือความ เชื่อในการจัดการศึกษาก็คือ ปรัชญาการศึกษา ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาจะยึดแนวทางในการ จัดการศึกษาหรือปรัชญาของการศึกษาต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของสังคมและสถานการณ์ทางสังคมใน แต่ละยุคแต่ละสมัย

ปรัชญาเเนวคิดทฤษฎีตามจิตวิทยา “แนวคิดและความสำคัญจิตวิทยา” แนวคิดทางจิตวิทยามีจุดมุ่งหมายของการเรียนจิตวิทยาการศึกษา คือ เพื่อให้เข้าใจ เพื่อการทำนายและ เพื่อควบคุมพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ในสถานการณ์ต่างๆ ”กู๊ดวินและคลอส ไมเออร์” มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญของการเรียนจิตวิทยา ไว้ดังนี้ 1.เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่เป็นระบบทั้งด้านทฤษฎี หลักการและสาระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การเรียนรู้ของมนุษย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 2.เป็นการนำความรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน 3.เพื่อให้ครูสอนสามารถนำเทคนิคและวิธีการการเรียนรู้ไปใช้ในการเรียนการสอน การแก้ไขปัญหาใน ชั้นเรียน

ปรัชญาเเนวคิดทฤษฎีตามจิตวิทยา “ความสำคัญของจิตวิทยา” จิตวิทยามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่างกว้างขวางผู้ศึกษาจิตวิทยาสามารถได้รับประโยชน์ดังต่อไปนี้ 1.ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ เช่น ความต้องการ การแก้ปัญหา การปรับ ตัว อารมณ์และความรู้สึกในสถานการณ์ต่างๆ 2.ช่วยในการแก้ปัญหาทางจิต รู้จักวิธีรักษาสุขภาพจิตได้ดี สามารถเอาชนะปมด้อยต่างๆ รู้วิธีแก้ปัญหา และปรับตัวอย่างเหมาะสม 3.สามารถเข้าใจ ตัดสินใจ และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลในสังคม 4.ช่วยในการวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างเหมาะสม ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์ “ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์” ธอร์นไดค์ได้อธิบายทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงไว้ว่าคือ การ เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง โดยมีหลักพื้น ฐานว่า การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองที่มักจะออกมาในรูปแบบต่างๆหลายรูปแบบ โดยการลองถูกลองผิด โดยมี 3 กฎของการเรียนรู้ ดังนี้

ปรัชญาเเนวคิดทฤษฎีตามจิตวิทยา “การนำทฤษฎีและกฎการเรียนรู้” ของธอร์นไดค์ไปใช้ในการเรียนการสอน 1. ในการเรียนการสอนครูต้องให้ความสำคัญ และความเข้าใจในความแตกต่างของผู้เรียน ด้านความชอบ ความสนใจ 2. การวางเงื่อนไข ครูควรมีการวางเงื่อนไขในการเรียน เช่น หากผู้เรียนสอบหรือทำผลงานได้สำเร็จจะให้ ทำกิจกรรมสันทนาการเพื่อคลายความเครียด เป็นต้น 3. ในการสอน ควรมีการใช้การเสริมแรงทางบวกแก่ผู้เรียน เช่น การให้คะแนน การกล่าวคำชมเชย เป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมที่พิงประสงค์ 4. ครูผู้สอนไม่ควรใช้การลงโทษที่รุนแรงเกินไปเพราะนอกจากจะไม่เกิดการเรียนรู้แล้วยังทำให้ผู้เรียนผู้ เรียนเกิดความอคติ 5. ก่อนดำเนินการสอนครูต้องคำนึงถึงความพร้อมของผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย ด้านอุปกรณ์การเรียนเป็นต้น 6. ครูผู้สอนควรมีการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการฝึกหัดคือ การให้การบ้าน การให้ทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ ในรูปแบบที่หลากหลาย

บทที่ 11 สติปัญญา

บทที่ 11 สติปัญญา “ความหมาย ของสติปัญญา” ความหมาย สติปัญญา คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาในสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับ วัฒนธรรมของแต่ละแห่ง สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงเชาวน์ปัญญา อาจเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ งานการเมือง ผีมือ รวมทั้งศักยภาพในการตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ หาความรู้ใหม่ๆ โดยเชื่อว่าเชาวน์ปัญญานี้ เป็นสิ่งที่ สามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ “สรุปความหมายของสติปัญญา ที่นักวิจัยกลุ่มต่างๆ ได้กล่าวไว้ว่าแบ่งเป็น 4 กลุ่มดังนี้” กลุ่มที่1 ให้ความหมายของสติปัญญา ในแง่ของความสามารถใน การปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ผู้มีสติ ปัญญาสูงจะปรับต้วเข้ากับสิ่งแวดล้อม ได้ดีกว่า ผู้มีสติปัญญาต่ำ กลุ่มที่2 ให้ความหมายของสติปัญญาว่า เป็นความสามารถในการแก้ปัญหา ผู้มีสติปัญญาสูงจะแก้ใขได้ดี กว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ กลุ่มที่3 ให้ความหมายของสติปัญญาว่า เป็นเรื่องของความสามารถ ในการคิดแบบ นามธรรม ผู้มีสติปัญญา สูงจะคิดแบบนามธรรมได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำ กลุ่มที่4 ให้ความหมายของสติปัญญาว่า เป็นความสามารถในการเรียนรู้ ผู้ที่มีสติปัญญาสูงจะเรียนรู้ได้เร็ว กว่าผู้ที่มีสติปัญญาต่ำ

สติปัญญา “องค์ประกอบของสติปัญญามนุษย์ออกเป็น 7 ด้านได้แก่” 1.ด้านความเข้าใจในภาษา 2.ด้านความคล่องแคล่วในการใช้ถ้อยคำ 3.ด้านตัวเลข การคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์ 4.ด้านมิติสัมพันธ์ การรับรู้รูปทรง ระยะ พื้นที่ ทิศทาง 5.ด้านความจำ 6.ด้านความรวดเร็วในการรับรู้ 7.ด้านการให้เหตุผล “ป ระเภท ของสติปัญญา” 1. สติปัญญาด้านการคิดเชิงเหตุผล 2. สติปัญญาด้านภาษา 3. สติปัญญาที่เกี่ยวกับสุนทรีย์ทางดนตรี 4. สติปัญญาที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางกาย 5. สติปัญญาที่เกี่ยวกับตนเอง การเข้าใจตนเอง 6. สติปัญญาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับคนอื่น หรือสติปัญญาทางสังคม 7. สติปัญญาด้านความเข้าใจธรรมชาติ 8. สติปัญญาที่เกี่ยวกับการรับรู้โลกของการมองเห็นที่เป็นนามธรรม ทางด้านมิติ

สติปัญญา “สิ่งที่มีอิทธิพลต่อสติปัญญา” 1. พันธุกรรม เป็นการถ่ายทอดลักษณะทางสายพันธ์จากบรรพบุรุษไปยังลูกหลาน ซึ่งพิจารณาได้จาก ระดับของสติปัญญา เพศ วัย และเชื้อชาติ 2. สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสติปัญญานั้น เริ่มตั่งแต่การปฏิสนธิ จนถึงการเจริญเติบโตเป็น ผู้ใหญ่ สิ่งแวดล้อมที่สำคัญได้แก่ ความพร้อมในการตั้งครรภ์ อาหาร โรคภัยไข้เจ็บ การประสบอุบัติเหตุ การอบรมเลี้ยงดู ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว การจัดสิ่งแวดล้อมหรือเงื่อนไขในการเรียนรู้ “การวัดสติปัญญา” การวัดสติปัญญา เป็นการใช้แบบทดสอบเพื่อวัดสติปัญญาว่าอยู่ในระดับใด ประเภทของแบบ ทดสอบจำแนกออกเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะการใช้ ได้แก่ 1. แบบทดสอบรายบุคคล ที่นิยมใช้กันในประเทศไทยได้แก่ 1.1 แบบทดสอบสติปัญญาของสแตนฟอร์ด-บิเนท์ ใช้วัดเพื่อแยกเด็กที่มีปัญหาด้านสติปัญญาออกจากเด็กปกติ แบบทดสอบประกอบด้วยแบบทดสอบชุด ย่อยๆที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ การหาเหตุผลและความเข้าใจ 1.2 แบบทดสอบสติปัญญาของเวคสเลอร์ ใช้วัดระดับสติปัญญาของบุคคลในวัยต่างๆ 2. แบบทดสอบเป็นกลุ่ม ใช้ในการทดสอบพร้อมกันเป็นกลุ่ม ที่ใช้ในประเทศไทย จะเป็นแบบ ทดสอบเชาว์ปัญญาวัฒนธรร มเสมอภาค เพราะใช้ได้กับบุคคลทุกชาติ ทุกภาษา และทุกวัฒนธรรม เป็นแบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษาถ้อยคำได้แก่ แบบทดสอบโปรเกสสีพเมตริคส์ของRaven

บทที่ 12 การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ

บทที่ 12 การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ การศึกษาพิเศษ (Special Education) หมายถึงการศึกษาที่ตัดให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษา แตกต่างไปจากเด็กปกติเนื่องจากมีความจากมีความผิดปกติทางร่างกาย อารมณ์พฤติกรรม หรือสติปัญญา ซึ่งต้องการ การดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมและได้รับประโยชน์จากการศึกษาอย่างเต็มที่ การจัดการศึกษา ให้แก่เด็ก กลุ่มนี้ จึงต้องดำเนินการสอนโดยครูที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ มีเทคนิควิธีการสอน ที่แตกต่างไปจากเด็กปกติ “รูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กพิการ” มีหลักการที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อม การจัดการเรียนการสอน และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเด็กพิการ ในแต่ละระดับและแต่ละประเภท และบำบัดฟื้นฟูให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เด็กพิการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการศึกษา จนสามารถพัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยจัดแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนในชั้นปกติตามเวลา เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง หรือผิดปกติ น้อยมากเด็กพิการสามารถเข้าเรียนในชั้นเรียนปกติ เช่น เดียวกับเด็กปกติได้ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน รูปแบบนี้ เป็นรูปแบบที่มีข้อจำกัดน้อยที่สุด 2. รูปแบบการเรียนร่วม เป็นรูปแบบการศึกษาพิเศษ สำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง หรือผิดปกติ แต่อยู่ในระดับที่ สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ การจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบนี้ มุ่งให้เด็กพิการได้รับการศึกษาในสภาวะที่มีข้อ จำกัดน้อยที่สุดเท่าที่แต่ละคนจะรับได้ 3. รูปแบบเฉพาะความพิการ เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีความพิการค่อนข้างมากหรือพิการซ้ำซ้อน เป็นรูปแบบที่มีสภาพแวดล้อมจำกัดมากที่สุด แบ่งเป็น 4 ระดับได้แก่ 3.1 รูปแบบการเรียนการสอนในห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนปกติ 3.2 รูปแบบการเรียนในโรงเรียนพิเศษเฉพาะทาง 3.3 รูปแบบการฟื้นฟูในสมรรถภาพในสถาบันเฉพาะทาง 3..4 การบำบัดในโรงพยาบาลหรือบ้าน

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ 1. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น 1. เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น หมายถึงเด็กที่มองไม่เห็น (ตาบอดสนิท) หรือพอเห็นแสง เลือนรางและมีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง โดยมีความสามารถในการเห็นได้ไม่ถึงหนึ่ง ส่วนสองของคนสายตาปกติเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 1.เด็กตาบอด หมายถึง เด็กที่มองไม่เห็น หรืออาจจะมองเห็นบ้างไม่มากนัก แต่ไม่ สามารถใช้ สายตาให้เป็นประโยชน์ในการเรียนได้ 2.เด็กสายตาเลือนลาง หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา สามารถมองเห็นแต่ไม่เท่ากับ เด็กปกติ “การให้ความช่วยเหลือ” เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นครูจึงควรปฏิบัติต่อเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นตาม โอกาสและสถานการณ์ดังนี้ 1.หากต้องการจะพูดเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กและเด็กที่อยู่ที่นั่นด้วย ต้องพูดกับเขา โดยตรง ไม่ควรพูด ผ่านคนอื่นเพราะคิดว่าเด็กจะไม่เข้าใจหรือรู้ได้ไม่หมด 2.ไม่ควรพูดแสดงความสงสารให้เด็กได้ยินหรือรู้สึกการเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่อง ทางการเห็นกับเด็กปกติในการสอนวิชาสามัญทั่วไปเด็กปกติเรียนตามหลักสูตรในโรงเรียนนั้น ส่วนใหญ่แล้วเด็กมีความบกพร่องทางการเห็นสามารถเรียนรู้ได้เท่าหรือเกือบเท่าเด็กปกติ ถ้าครู ใช้สื่อและวิธีการเหมาะสมจากการเรียนรู้จากประสาทสัมผัสที่เด็กมีความบกพร่องทางการเห็นมีอยู่ เช่น การใช้อักษรเบลล์

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ 2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินไม่สามารถรับฟังเสียง ได้เหมือนเด็กปกติ ซึ่งอาจเป็นเด็กหูตึงหรือเด็กหูหนวกก็ได้ เด็กที่มีความบกพร่องทางการ ได้ยินมี 2 ประเภท คือ 1.เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่มีการได้ยินเหลืออยู่บ้าง สามารถได้ยินได้ไม่ว่าจะใส่เครื่องช่วย ฟังหรือไม่ก็ตามเด็กหูตึงจะมีระดับการได้ยินในหูที่ดีกว่าอยู่ระหว่าง 26-89เดซิเบล ซึ่งคนปกติจะระดับการได้ยินอยู่ระหว่าง0-25 เดซิเบล 2เด็กหูหนวก หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินในหูข้างที่ดีตั้งแต่ 90 เดซิเบลขึ้นไปไม่ สามารถได้ยินเสียงพูดได้อาจรับรู้เสียงบางเสียงได้จากการสั่นสะเทือน

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ 2. เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน “การให้ความช่วยเหลือ” เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน มีปัญหาทางการได้ยิน จึงไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการ ฟัง- การพูดได้อย่างเต็มที่ ต้องใช้การสื่อสารวิธีอื่นแทนการใช้ภาษาพูด วิธีการสื่อความหมายของเด็กที่มีความ บกพร่องทางการได้ยินอาจแบ่งเป็น 6 วิธี คือ 1. การพูด เหมาะสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินไม่มากนัก 2. ภาษา เหมาะสำหรับเด็กที่สูญเสียการได้ยินมากหรือหูหนวกซึ่งไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ด้วยการ พูดจึงใช้ภาษามือแทน 3. การใช้ท่าทาง หมายถึง การใช้ท่าทางที่คิดขึ้นเองมักเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ใช้ภาษามือและไม่ ใช้น้ำเสียงแต่ใช้สายตาในการรับภาษา 4. การสะกดนิ้มือ คือ การที่บุคคลใช้นิ้วมือเป็นรูปต่างๆแทนตัวพยัญชนะ สระ วรรณยุต์ ตลอดจน สัญลักษณ์อื่นของภาษาประจำชาติเพื่อสื่อภาษา 5“.กากราเรรีอย่านนรร่ิวมมฝรีปะหากว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินกับเด็กปกติ” เมื่อมีเด็กมีความบกพร่องทางการได้ยินเข้ามาเรียนร่วมในชั้นเรียน ครูผู้สอนควรปฏิบัติดังนี้ 1.ควรให้เด็กที่มีความบกพร่องนั่งในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นและได้ยินผู้สอนได้ชัดเจน 2.ใช้ท่าทางประกอบคำพูดเพื่อให้เด็กเข้าใจคำพูดของครุแต่ไม่ควรแสดงท่าทางมาจนเกินไป

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ 3. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 3. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กที่มีความบกพร่องทงสติปัญญา หมายถึง เด็กที่มีพัฒนาการด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ ภาษาและสติปัญญาล่าช้ากว่าเด็กปกติ เมื่อวัดสติปัญญาโดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานแล้วปรากฏว่ามี สติปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติโดยทั่วไป เด็กที่มีความบกพร่องทางสติ๊ปัญญาแบ่งตามระดับความรุนแรงออกเป็น 4 ระดับคือ 1.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับน้อย (เชาว์ปัญญา 50-70) เป็นเด็กที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญาที่เรียนหนังสือได้ 2.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง (ชาว์ปัญญา 35-49) เป็นเด็กที่พอฝึกอบรมได้ 3.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง (เชาว์ปัญญา20-34) เป็นเด็กที่ต้องได้รับการฟื้นฟู สมรรถภาพทางการแพทย์และได้รับการดูแลที่เหมาะสม 4.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญระดับรุนแรงมาก(เชาว์ปัญญาต่ำกว่า 20) เป็นเด็กที่มีความ บกพร่องทางสติปัญญาที่มีความจำกัดเฉพาะด้านต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์และได้รับ การดูแลอย่างใกล้ชิด

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ 3. เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา “การให้ความช่วยเหลือ” เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาการพัฒนา ทางด้านต่างๆจะน้อยกว่าเด็กปกติ ครูผู้สอนต้องให้ความสำคัญและคำนึงถถึงความรุนแรงของความ บกพร่องของเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ได้แก่ 1.การเตรียมความพร้อมให้กิจกรรมหลากหลายแตกต่างกันเริ่มจากง่ายๆไปหายาก 2.การจัดนันทนาการเป็นการทำให้เด็กเกิดความสนุกสนานผ่อนคลายทำให้เกิดประโยชน์ต่อการ พัฒนาการให้เด็กสามารถรู้กฎกติกาและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ “การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญากับเด็กปกติ” การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะต้องสอดคล้องกับความสามารถของเด็กๆแต่ละคนซึ่งเด็กที่มีความ บกพร่องทางสติปัญญาที่เรียนและฝึกอบรมได้นั้นควรจัดดังนี้ 1.ระดับก่อนประถมศึกษา ครูควรแนะนำพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวให้ความรักเอาใจใส่ และเลี้ยงดู อย่างอบอุ่น เช่น เดียวกับเด็กทั่วไป ถ้ามีชั้นก่อนประถมศึกษาใกล้บ้านควรให้เด็กได้เข้าชั้นก่อน ประถมศึกษาก่อนที่จะไปโรงเรียนปกติ 2.ระดับประถมศึกษา แนะนำผู้ปกครองให้สอนเด็กที่บ้าน สอนเกี่ยวกับตัวเอง เช่น ชื่อ สกุล อายุ พ่อ แม่ ที่อยู่ การช่วยเหลือตัวเอง สอนมารยาทที่จำเป็นในสังคมในชุมชน การไหว้ การกล่าวคำขอโทษ ขอบคุณ เป็นต้น

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ 4. เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหว 4. เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหว เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหว หมายถึง เด็กที่มีความผิดปกติของ แขน ขา หรือลำตัวรวมถึงศรีษะเป็นเด็กที่มีความผิดปกติบกพร่องหรือสูญเสียอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของ ร่างกายทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดีเท่าคนปกติสามารถสังเกตได้ดังนี้ 1.ร่างกายเติบโตไม่ปกติ เช่น แขนหรือขาไม่เท่ากันทั้งสองข้าง ลำตัวเล็กผิดปกติอวัยวะผิดรูป เช่น เท้าติด เอวคด หลัง-ลำตัวโค้งงอผิดปกติ แขนขาด้วน 2.กล้ามเนื้อผิดปกติ เช่น แขน-ขา ลำตัวลีบ ไม่มีแรงอย่างคนปกติ 3.ไม่สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ เช่น ไม่สามารถเคลื่อนลำตัว แขน-ขา มือหรือเท้าได้อย่างคนทั่วไป 4.ไม่สามารถนั่ง ยืนได้ด้วยตนเอง 5.ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ เช่น ไม่สามารถรับประทานอาหาร อาบน้ำ ถอด-ใส่เสื้อผ้าได้ด้วยตนเอง “การให้ความช่วยเหลือ” เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวอาจมีความบกพร่องหลายอย่างในบุคคลเดียว การ ฟื้นฟูสมรรถภาพความพิการจึงจำเป็นต้องมีหลายด้านตามสภาพความบกพร่องของเด็กแต่ละบุคคลซึ่งการ บำบัดฟื้นฟูต่างๆได้แก่กายภาพบำบัดเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายตั้งแต่แรกเริ่มในด้านต่างๆ เช่น การทรงตัว การนั่ง กิจกรรมบำบัดเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายเพื่อเน้นให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ มากที่สุด

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ 4. เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหว “การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายกับเด็กปกติ” การเรียนร่วมระหว่างเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายหรือการเคลื่อนไหวได้แบ่งระดับของกิจกรรม การเรียนไว้ 3 ระดับ คือ ระดับก่อนวัยเรียน จุดมุ่งหมายสำคัญของการให้การศึกษาแก่เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายคือ การเตรียมความพร้อมของเด็กเพื่อการเรียนร่วม เด็กที่ได้รับการเตรียมความพร้อมแล้วเท่านั้นจึงจะประสบ ความสำเร็จในการเรียนร่วมกับเด็กปกติความพร้อมที่ควรจะได้รับการเตรียมในระดับนี้ได้แก่ ความพร้อมใน การเคลื่อนไหว การช่วยเหลือตนเองทักษะทางสังคมและพัฒนาการทางภาษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิเศษ 5. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ 5. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ คือ เด็กที่มีความบกพร้องเกี่ยวกับกระบวนการทางจิตวิทยาบกพร่องนี้ เกี่ยวกับทั้งภาษาพูดและทั้งภาษาเขียนเด็กมีปัยหาทางด้านการฟัง การคิด การพูด การอ่านการสะกดคำหรือ การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ รวมไปถึงเด็กที่มีความบกพร่องทางการรับรู้ “การให้ความช่วยเหลือ” การให้ความช่วยเหลือ ครูผู้สอนจะต้องสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้เด็กแนะนำทางในการเสริมความ เชื่อมั่นให้แก่เด็กอาจทำได้ดังนี้ 1.ให้การเสริมแรงทางบวกแก่เด็กเมื่อประสบผลสำเร็จ 2.ค้นให้พบความสามรถของเด็กและส่งเสริมความสามารถนั้น “การเปรียบเทียบระหว่างเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้กับเด็กปกติ” การเรียนร่วมครูผู้สอนต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้หลาย ประเภทซึ่งเกิดจากปัญหาทางด้านจิตวิทยาหรือเกิดจากความผิดปกติของมันสมองบางส่วน ดังนั้นการสอน เด็กเหล่านี้จึงต้องใช้วิธีการหลายวิธีดังนี้ 1.ไม่สอนโดยการบรรยายเพียงอย่างเดียว 2.ใช้คำสั่งที่สั้น ชัดเจน เข้าใจง่าย 3.ใช้คำสั่งที่ซ้ำๆ กัน แต่ควรเปลี่ยนคำหรือสำนวนทุกครั้ง

PSYCHOLONG THANK YOU Phone call Website 0616897383 PSYCHOLONg Email Address studying at [email protected] Hatyai University


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook