Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์

Published by Nichakun Chumlue, 2020-10-29 16:25:58

Description: เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากประเด็นศึกษา

Search

Read the Text Version

เรยี นรู้ประวัตศิ าสตร์ จากประเดน็ ศกึ ษา

คานา สือ่ การเรยี นรู้น้ีเปน็ ส่วนหนึ่งของวิชา ประวัตศิ าสตร์ ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๕โดยมี จุดประสงค์เพ่ือเปน็ แหล่งความรูท้ ่ีสามารถอา่ นแล้วเข้าใจง่าย ซ่ึงส่ือการเรยี นรูน้ ม้ี ี เนื้อหาเกย่ี วกบั การนบั เวลา การต้งั ถ่ินฐาน ความสาคญั ของพระมหากษัตรยิ ์ การ ปรับปรงุ ประเทศในสมยั รัชกาลท่ี ๕ ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ท่ีไดเ้ ขา้ มาอ่านจะสามารถเขา้ ใจ ไดม้ ากหรือ นอ้ ยนนั้ อย่ทู กี่ ารเขา้ ใจของแตล่ ะคน หากเกดิ ข้องผดิ พลาดประการใดก็ขออภยั มา ณ ทน่ี ้ีดว้ ย คณะผู้จดั ทา

สารบัญ วนั เวลากบั การในการศึกษาประวัติศาสตร์ การนบั เวลาแบบไทย ศักราชและการเทียบศกั ราช ทศวรรษ ศตวรรษ สหัสวรรษ การต้ังถิ่นฐานในดนิ แดนไทย การตงั้ ถน่ิ ฐานในภาคเหนอื การตงั้ ถิ่นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การตง้ั ถนิ่ ฐานในภาคกลาง (รวมภาคตะวันออกและภาคตะวนั ตก) การตง้ั ถน่ิ ฐานในภาคใต้ รฐั โบราณในดนิ แดนไทย แควนั ตามพรลงิ คห์ รือแคว้นนครศรรี รมราช (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๗-๑๙) อาณาจกั รทวารวดี (ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๖) อาณาจกั รศรีวิชัย (ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘) แควนั ละโว้หรือลพบุรี (ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๘) แควนั หรภิ ญุ ชัย (ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๓-๑๙) รฐั ไทยในดนิ แดนไทย แควันโยนกเชียงแสน (ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๖) แควนั หริ ัญนครเงินยาง (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-พ.ศ. ๑๘๙๓) อาณาจักรลา้ นนา (พ.ศ. ๑๘๓๙-๒๔๔๒) พฒั นาการรฐั ไทยก่อนสมยั ปฏริ ปู ประเทศ การสิน้ สดุ ของสโุ ขทยั การส้ินสดุ ของอยธุ ยา การสน้ิ สุดของธนบรุ ี สมัยรตั นโกสนิ ทร์ชว่ ง ร.๑-๓ รัชกาลท่ี ๕ กบั การปฏริ ูปประเทศ แนวคดิ บทบาทสถาบันพระมหากษตั รยิ ์ การป้องกันและรักษาเอกราชของชาติ บทบาทและหน้าทีข่ องพระมหากษตั ริย์ดา้ นกีท่ านุบารงุ พระพทุ ธศาสนา บทบาทและหน้าทข่ี องพระมหากษตั รยิ ด์ า้ นการสง่ เสรมิ ดา้ นเศรษฐกจิ บทบาทและหน้าทข่ี องพระมหากษตั รยิ ด์ า้ นการทานบุ ารงุ สง่ เสรมิ ศลิ ปวัฒนธรรม

วันเวลากบั การในการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์ การนบั เวลา ๑.๑การนบั เวลาแบบไทย การนบั เวลาแบบไทยหรอื การนบั ตามประเพณื เป็นวิธ๊ทีใ่ ชก้ นั มาแตโ่ บราณ ๑.การนับเวลาในรอบวัน เทียบเวลาในรอบวนั ตมเวลาสากลกบั เวลาท่ี เรยี กตามแบบไทย ๒.การนับยามกลางคืน เป็นการนบั เวลาที่มาจากการเปลี่ยนเวรยาม รกั ษาการณท์ กุ ๓ ช่วั โมง ยาม ๑ ตรงกบั ๒๑.๐๐ น. ยาม ๓ คา่ ตรงกบั ๓.๐๐ น. ว๓นั .ก๒าร๓ฯบอ๗กคว่าัน เดือน แรม เดอื น ๗ ขนึ้ ๓ คา่ อา่ นวา่ วนั จนั ทร์ วัน ๗๑ฯ๑๒ คา่ อา่ นวา่ วันเสาร์ เดือนยี่ แรม ๑๑ คา่ ๔.การนบั ปนี ักษัตร รอบปีนักษตั ร ๑ รอบ มี ๑๒ ปี มชี ่อื เรยี กและรปู สตั ว์ ประจาปี ๑.๒ ศักราชและการเทียบศักราช ศักราช(era) หมายถึง อายุเวลาท่ีต้งั ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยถอื เอา เหตุการณ์สาคญั เหตุการณใ์ ดเหตกุ ารณ์หนึ่ง เป็นจดุ เร่มิ ตน้ แลว้ นบั เวลาเป็นปีเรยี งตามลาดบั ตดิ ต่อกันมา ศกั ราชสาคญั ๆท่ีใชใ้ นหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ ได้แก่ พทุ ธศกั ราช คริสตศ์ กั ราช มหาศกั ราช รัตนโกสินทรศก และฮิจเราะห์ศักราช ๑.พุทธศกั ราช(Buddhist Era) ใช้ยอ่ วา่ พ.ศ. (B.E.) เปน็ ศักราชท่พี ทุ ธศาสนิกชนกาหนดขน้ึ มวี ิธี นาแตกต่างกนั เปน็ ๒ แบบ คอื แบบไทยและแบบลงั กา แบบไทย เปน็ การนบั ปีแบบเตม็ โดยเร่มิ นับปีถดั จากปที ่ีพระพุทธเจา้ เสดจ็ ดับขันธปริ-นิพพานไป แลว้ ครบ ๑ ปี เปน็ พ.ศ.๑ แบบลงั กา เป็นการนบั ปแี บบปยี ่าง โดยนบั ปีที่พระพุทธเจา้ เสดจ็ ดับขันธปรินิพพานเป็น พ.ศ. ๑

๒.ครสิ ตส์ ักราช (Christian Era) เป็นศักราชทผี่ ูน้ ับถอื ครสิ ต์ศาสนาตั้งขึ้น โดยเรม่ิ นับตั้งแต่วนั ที่ เชื่อกนั วา่ เปน็ วันสมภพของพระเยซูคริสต์ (Jesus Christ) เปน็ ตน้ มา เมอ่ื ตัง้ ค.ศ. ๑ ตรงกับ พ.ศ.๕๔๔ ครสิ ต์ศักราชจงึ น้อยกวา่ พทุ ธศักราช ๕๔๓ ปี ใช้จานวน ๕๔๓ นเ้ี ปน็ เกณฑใ์ นการบวกลบเพ่ือเปลย่ี นศกั ราช พ.ศ.= ค.ศ.+ ๕๔๓ ค.ศ.= พ.ศ. - ๕๔๓ ๓.มหาศักราช(Shaka Era) ยอ่ มา ม.ศ.ผู้ต้ัง คือ พระเจา้ กนิษกะ(Kanishka) กษัครยิ ์ผู้ย่งิ ใหญ่ ของพวกกุษาณะ(Kushana) อันเปน็ ชนชาติท่ีเขา้ ไปปกครองดินแดนอนิ เดยี ทางตะวนั ตกเฉียง เหนอื ตั้งแตช่ ว่ งต้นพทุ ธศตวรรษที่ ๖ เม่ือขึ้นเสวยราชย์แลว้ พระเจ้ากนษิ กะไดต้ ง้ั มหาศักราชข้ึน ใน พ.ศ.๖๒๒ เมื่อตง้ั ม.ศ. ๑ ตรงกับ พ.ศ. ๖๒๒ มหาศักราชจงึ น้อยกว่าาพทุ ธศักราช ๖๒๑ ปี ใชจ้ านวน ๖๒๑ นเ้ี ป็นเกณฑ์ในการบวกลบเพือ่ เปลย่ี นศักราชระหว่างมหาศกั ราชกับพทุ ธศักราช คอื พ.ศ. = ม.ศ. + ๖๒๑ ม.ศ. = พ.ศ. - ๖๒๑ ๔. จุลศักราช ย่อว่า จศ. ตั้งขนึ้ เมือ่ พศ. ๑๑๘๒ โดยพระเจ้าสรู ยิ วิกรม กษตั รยิ พ์ ม่า เปลีย่ นจลุ ศกั ราชกบั พทุ ธศักราช คอื จุลศักราช ๑ ตรงกบั ผศ. ๑๑๘๒ จุลศกั ราชจงึ น้อยกว่าพุทธศักราช ๑๑๘๑ ปี การเทียบ พ.ศ. = จ.ศ. + ๑๑๘๑ จ.ศ. = พ.ศ. - ๑๑๘๑ ๕. รตั นโกสนิ ทรศก ย่อว่า รศ. เป็นศกั ราชทพี่ ระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ ัวทรงตัง้ ขึ้นเม่ือ พ.ศ. ๒๔๓๒ โดยใหน้ ับปที ีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสถาปนากรงุ รัตนโกสินทร์เมอ่ื ปี ขาล พศ. ๒๓๒๕ เปน็ รศ. ๑ และใหเ้ รมิ่ ใชศ้ กั ราชน้ีในราชการตงั้ แตว่ นั ท่ี ๑ เมษายน รศ. ๑๐๘ (พศ. ๒๔๓๒) โดยให้นับเดอื นเมษายนเป็นเดอื นแรกของปี เดือนมีนาคมเป็นเดอื นสดุ ท้ายของปี รตั นโกสินทรศกจงึ ข้นึ ปใี หม่ ในวนั ท่ี ๑ เมษายน ร.ศ. ๑ ตรงกบั พ.ศ. ๒๓๒๕ รตั นโกสินทรศกจึงน้อยกว่าพุทธศักราช ๒๓๒๔ ปี การเทยี บ เปลี่ยนรตั นโกสนิ ทรศกกับพทุ ธศกั ราช คือ ร.ศ. = พ.ศ. – ๒๓๒๔ พ.ศ. = ร.ศ. + ๒๓๒๔

๖. ฮิจเราะห์ศกั ราช คาว่า ฮิจเราะห์ (Hiah) มาจากภาษาอาหรับ แปลว่า การอพยพ ฮจิ เราะหศ์ กั ราช ยอ่ ว่า ฮศ. เปน็ ศกั ราชของผู้นับถอื ศาสนาอสิ ลาม นบั ตง้ั แต่งบมี ุฮัมหมัด ศาสดาของศาสนาอสิ ลามริ่มอพยพพวกมสุ ลิออกจากนครมักกะฮไ์ ปยังเมอื งมะดนี ะฮ์ ในค.ศ. ๖๒๒ ตรงกบั พ.ศ.๑๑๖๕ ๑.๓ ทศวรรษ ศตวรรษ สหัสวรรษ ๑. ทศวรรษ (decade) หมายถึง รอบ ๑๐ ปี ปกตจิ ะนับจากศกั ราชทล่ี งทา้ ยด้วย ๐ ถงึ ศกั ราชทลี่ งท้ายดว้ ย ๙ เชน่ - ทศวรรษ ๑๙๙๐ (in the 1990s) ตามคริสต์ศักราช หมายถึง ค.ศ. ๑๙๙๐-๑๙๙๙ - ทศวรรษ ๒๕๔๐ ตามพทุ ธศักราช หมายถึง พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๕๔๙ ทศวรรษอาจหมายถงึ ช่วงเวลา ๑๐ ปื นับจากปีท่ีเกดิ เหตุการณใ์ ดเหตุการณ์หน่ึงก็ได้ เชน่ - ทศวรรษแรกหลังการเปลีย่ นแปลงกรปกครองไทย หมายถึง พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๘๔ ๒. ศตวรรษ (century) หมายถงึ รอบ ๑๐๐ ปี นับจากศักราชทล่ี งทา้ ยดว้ ย ๐๑ ไปถึง ศกั ราชที่ลงท้ายด้วย ๐๐ เช่น - คริสต์ศตวรรษที่ ๑ หมายถงึ ค.ศ. ๑-๑๐๐ - พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๕ หมายถึง พ.ศ. ๒๔๐๑-๒๕๐๐ ๓. สหสั วรรษ (millennium) หมายถงึ รอบ ๑,๐๐๐ ปี เชน่ - สทสั วรรษที่ ๓ ตามคริสตศ์ ักราช หมายถึง ค.ศ. ๒๐๐๑-๓๐๐๐

การตั้งถนิ่ ฐานในดินแดนไทย -ปัจจยั ท่ีมอี ทิ ธิพลตอ่ การตง้ั ถน่ิ ฐานของมนุษยใ์ นดนิ แดนไทย การตง้ั ถน่ิ ฐานหรือการต้งั หลกั แหลง่ (Settlement) หมายถงึ การทก่ี ลุ่มชนต่าง ๆ เข้ามาอยู่ อาศยั รว่ มกัน และมีกจิ กรรมรว่ มกนั ในบริเวณใดบริเวณหน่งึ จนกลายเปน็ ชมุ ชน ปัจจยั ที่มีอิทธพิ ลต่อการตง้ั ถน่ิ ฐานของมนษุ ย์ แบ่งเปน็ ๒ ประเภท ๑. ปจั จยั ทางกายภาพ ๒. ปัจจัยทางสังคม ๑. การตั้งถ่นิ ฐานในภาคเหนือ ภาคเหนือมลี กั ษณะภมู ปิ ระเทศเป็นภเู ขาทอดตวั ในแนวจากเหนือลงใต้ ทวิ เขาที่สาคญั ไดแ้ ก่ ทวิ เขาแดนลาว ทิวเขาถนนธงชยั ทวิ เขาผีปันนา้ ทิวเขาหลวงพระบาง ระหวา่ งแนวขนานของทิวเขาเป็นทีร่ าบแคบ ๆ มลี านา้ ไหลผา่ น ที่ราบสาคญั มี ๕ แหง่ ไดแ้ ก่ แอง่ เชยี งใหม-่ ลาพนู ในลมุ่ นา้ ปิงตอนบน แอง่ เชียงรายในลมุ่ นา้ กก แอง่ ลาปางในลมุ่ นา้ วงั แอง่ นา่ นในลมุ่ นา้ นา่ น แอง่ แพรใ่ นลมุ่ นา้ ยม ในภาคเหนือมีรอ่ งรอยการอยอู่ าศยั ของมนษุ ยก์ ่อนประวตั ิศาสตรต์ งั้ แตส่ มัยหนิ เก่าเป็นตน้ มา หลกั ฐานทีพ่ บ เชน่ ที่บา้ นแมท่ ะและบา้ นดอนมลู จงั หวดั ลาปาง พบเครอ่ื งมอื หิน กะเทาะ อายกุ วา่ ๕๐๐,๐๐๐ ปี ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๔-๑๕ ๒. การต้งั ถนิ่ ฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนอื พนื้ ทีท่ างเหนอื ของภาคตะวันออกเฉยี งเหนือมลี กั ษณะลาดเอียงไปทางตะวันออกลงสู่แมน่ ้าโขง ทางตะวันตกมีขอบสงู ชนั ตามแนวทวิ เขาเพชรบรู ณ์ต่อไปยังทวิ เขาดงพญาเย็น ทางใตม้ ขี อบ ชันตามแนวทวิ เขาสันกาแพงและทวิ เขาพนมดงรัก ตอนกลางของภาคมีลักษณะเปน็ แอ่งคลา้ ยกระทะ แบง่ เปน็ ๒ เขตยอ่ ยมที วิ เขาภพู านกั้นกลาง ได้แก่ แอง่ โคราช คือทรี่ าบลมุ่ แมน่ า้ ชแี ละทีร่ าบลมุ่ แมน่ า้ มลู แอง่ สกลนคร เป็นทีร่ าบทางตอนเหนือของภาครมิ ฝ่ังแมน่ า้ โขงและบรเิ วณลมุ่ นา้ สงคราม มี ขนาดเล็กกวา่ แอง่ โคราช

๓. การตง้ั ถน่ิ ฐานในภาคกลาง (รวมภาคตะวนั ออกและภาคตะวันตก) -ภาคกลางตอนบน เป็นท่รี าบสลบั กับที่ราบลูกฟูกและมเี นนิ เขาสลบั แม่น้าทส่ี าคัญ ไดแ้ ก่ แมน่ า้ ปิง แม่นา้ วัง แม่นา้ ยม และแมน่ า้ น่าน -ภาคกลางตอนลา่ ง เปน็ ที่ราบน้าทว่ มถึง แม่น้าท่ีไหลผ่านบริเวณน้ี ได้แก่ แม่น้าเจ้าพระยา แม่ น้าท่าจีน แม่นา้ สะแกกรงั แม่น้านอ้ ย แมน่ า้ ลพบุรี แม่นา้ ปา่ สกั -ภาคตะวันออก มีท่รี าบใหญ่อยูบ่ ริเวณลุ่มน้าปราจนี บุรีทางเหนอื ตอนกลางเปน็ ทสี่ งู มที ิวเขา จันทบุรแี ละทวิ เขาบรรทดั ตอ่ เนอื่ งกนั และมที รี่ าบชายฝง่ั ทะเลอยูร่ ะหว่างตอนใต้ของทิวเขาจันทบรุ ี กับอ่าวไทย เปน็ ท่ีราบแคบ ๆ ที่มคี วามอุดมสมบูรณ์ แมน่ า้ ในภาคน้ี ไดแ้ ก่ แมน่ า้ ปราจีนบรุ ี แมน่ า้ ระยอง แม่น้าประแสร์ แม่นา้ เวฬุ แม่นา้ จนั ทบรุ ี และแมน่ ้าตราด ๔. การต้ังถ่นิ ฐานในภาคใต้ ภาคใต้มลี กั ษณะภูมปิ ระเทศเปน็ คาบสมุทร ขนาบด้วยทะเลอันดามันและอา่ วไทย มีทวิ เขาภเู ก็ต และทิวเขานครศรีธรรมราช ทอดตวั ในแนวจากเหนอื ไปใต้กบั ทวิ เขาสนั กาลาครี กี ้ันเขตแดนไทยกับ มาเลเซีย มที ร่ี าบชายฝัง่ ทะเลทง้ั สองดา้ นของคาบสมุทร ทีร่ าบชายฝง่ั ทะเลตะวันออกเปน็ ท่ีราบ ใหญ่ เกดิ จากคล่นื พดั พาเอาดินตะกอนมาทับถมกนั ได้แก่ ที่ราบลุ่มแม่นา้ ตาปี จ.สรุ าษฎรธ์ านี ที่ ราบลุ่มทะเลสาบสงขลา จ.นครศรธี รรมราช พทั ลงุ และสงขลา และท่รี าบลุ่มแมน่ า้ ปตั ตานีใน จ. ปตั ตานีและยะลา ท่ีราบชายฝั่งทะเลตะวนั ตกเป็นที่ราบแคบ ๆ ขนานกับชายฝ่ังทะเล ไดแ้ ก่ ที่ราบ ล่มุ แมน่ ้ากระบุรี ท่รี าบล่มุ แมน่ ้าพงั งา และทร่ี าบลมุ่ แม่น้าตรงั ภมู ิอากาศภาคใต้มฝี นตกตลอดปี

รัฐโบราณในดินแดนไทย ชาวตะวันตกกบั ประเทศจนี มกี ารติดต่อค้าขายกนั มานานแลว้ เพราะสินคา้ จากประเทศจีนเช่น ถ้วยชามและผา้ แพรไหม เปน็ ท่ตี อ้ งการของชาติตา่ ง ๆ การเดนิ ทางในสมยั น้นั ใช้เสน้ ทาง ทางบก เดนิ ทางข้ามทวีปเป็นหลัก ตอ่ มาราวพุทธศตวรรษท่ี ๘ เส้นทางบกมีอปุ สรรค บรรดาพอ่ คา้ ชาติ ตา่ ง ๆ เกรงจะไมไ่ ดร้ ับความสะดวกและปลอดภัย จงึ เปลย่ี นมาใช้เสน้ ทางทางทะเลแทน ดังน้นั คาบสมุทรภาคใตซ้ ่งึ ตัง้ อยูต่ รงกลางระหวา่ งมหาสมทุ รอินเดียและทะเลจีนใต้จงึ มีความสาคัญขึ้น โดยลาดบั ชุมชนหมบู่ ้านชายทะเลหลายแห่งพัฒนากลายเปน็ เมอื งท่าเพื่อให้พ่อค้าต่างชาตแิ วะ พักจอดเรือ พักสินค้า พักลูกรอื ซอ่ มเรอื พบปะค้าขาย และหาเสบียงอาหารและนา้ ในขณะนัน้ การเดินทางจากเมอื งทา่ จอดเรอื ฟากทะเลหนึ่งไปยังอกี ฟากทะเลหน่งึ พอ่ คา้ ชาติตา่ ง ๆ ยังไม่ กล้าแล่นเรอื อ้อมคาบสมทุ รลงไป แตจ่ ะใช้วิธเี ดินบกไปยงั เมอื งท่าอกี ฟากหนงึ่ แทน ราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๒ เกดิ เมืองตา่ ง ๆ ตามรมิ ฝ่ังทะเลเพ่มิ ข้ึน และมีประชากรอาศยั มากกว่าแต่ กอ่ น ประกอบกบั การต่อเรือก้าวหนา้ เรอื มีขนาดใหญข่ น้ึ สามารถบรรจุเสบยี งอาหารและสนิ คา้ ไดม้ ากกวา่ เดมิ อกี ทง้ั ชาวเรอื รูจ้ ักทศิ ทางลมมรสมุ ทพี่ ดั ตามฤดู จึงสามารถใช้วิธกี ารเดนิ เรอื โดย อาศยั แรงลมช่วยพัดใบเรือใหแ้ ลน่ ลงใต้ ผ่านช่องแคบมะละกาแล้ววกออ้ มคาบสมทุ ร ขึ้นมา ถงึ ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ ระบบการคา้ เปล่ียนไป ชาวจนี หนั มาเดนิ เรอื ออกคา้ ขาย โดยตรง ทาให้ชมุ ชนคาบสมทุ รเดมิ ท่ีเคยชบซากลับพ้ืนตัวขึน้ ใหม่ การขนสงสนิ คา้ ก็กลับไปใช้ เสน้ ทางทางเดินบกขา้ มคาบสมทุ รอีกครง้ั หนึง่ ไม่ตอ้ งพ่งึ พาหรืออ้อมผ่านนนนา้ ของอาณาจักร ศรีวิชัย อาณาจกั รศรีวชิ ยั ทเ่ี คยมีรายได้เปน็ กอบเปน็ กาจากการคมุ นา่ นนา้ และเป็นพอ่ ค้าคน กลางในการคา้ ขายกับจีนจงึ หมดความสาคัญลงนอกจากนี้ใน พ.ศ. ๑๕๖๘ พระเจา้ ราเชนทรท่ี ๑ กษตั รยิ ข์ องพวกโจหะแห่งอนิ เดยี ใต้ไดย้ กกองทพั เรือมาโจมตแี ละมีชัยต่ออาณาจักรศรีวิชยั อาณาจกั รศรีวชิ ยั ท่เี คยรุ่งเรอ่ื งจึงล่มสลายในท่สี ดุ และเมืองนครครธี รรมราชกลายปน็ เมือง สาคญั ขึ้นมาแทน

รฐั โบราณในดินแดนประเทศไทยประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๗ เปน็ ต้นมา มรี ัฐที่สาคัญ ได้แก่ ๑. แควันตามพรลิงคห์ รือแควน้ นครศรรี รมราช (ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๗-๑๙) จนี เรียกวา่ ตันมาลงิ มเี ร่ืองราวปรากฎในหลักฐานต่าง ๆ เช่น บนั ทกึ ของจา้ วหยคู ัว่ เขยี นใน พ.ศ.๑๗๖๘ สมัยราชวงศ์รงุ่ จารึกหลกั ท่ี ๒๔ พบท่วี ัดเวยี ง อาเภอไชย จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี จารึกเมือ่ พ.ศ. ๑๗๗๓ ตานานเมอื งนครศรธี รรมราช ตานานพระบรมรตนุ ครศรีธรรมราช ๒. อาณาจักรทวารวดี (ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๖) ในบนั ทึกการเดินทางของหลวงจนี เหีย้ นจาง (พระถังชาส่งั ) พระภิกษจุ นี เรยี กอาณาจกั รนวี้ ่า โตโลโปตหี้ รือตวอหลอปอตี่ ศาสตราจารย์ยอรช์ เซเดส์ เชื่อว่าเปน็ คาเดียวกับทวารวดี ซ่ึงเป็นอาณาจกั รในภาคกลางของ ดินแดนประเทศไทย ศูนย์กลางอานาจอาจอยู่ท่เี มืองนครปฐมโบราณ (นครชัยศรี) หรือเมืองอู่ ทองหรือเมืองลพบุรนี กั ประวัตศิ สตร์อกี กลุม่ หนง่ึ ช่ือวา่ เมืองแต่ละเมืองในสมัยทวารวดีต่างเป็น อสิ ระ ไมข่ ึน้ ต่อกัน แต่มีความคล้ายคลงึ กันทางวัฒนธรรม ๓. อาณาจักรศรวี ชิ ยั (ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓-๑๘) ตามจดหมายเหตขุ องอีจ้ งิ พระภิกษุชาวจนี ที่เดนิ ทางทางเรอื จากจีนไปอินเดยี เม่อื พ.ศ. ๑๒๑๔ ได้แวะพกั ที่ดนิ แดนน้ีและ เรียกว่า ชลิ โิ ฟชิ ใน พ.ศ. ๒๔๖๑ ศาสตราจารยย์ อร์ช เซเดส์ อ่านจารึกหลักที่ ๒๓ ศิลาจารกี วัดเสมาเมือง อาเภอเมืองนครศรธี รรมราช จังหวดั นครศรธี รรมราช พบคาวา่ ครีวชิ เยนทรราชา ซงึ่ ศาสตราจารย์ ยอรช์ เชเดส์ แปลวา่ พระจา้ กรุงศรวี ิชยั จงึ เกดิ คาวา่ ศรวี ิชัยตั้งแต่นน้ั มา อาณาจักรศรวี ชิ ยั เดมิ เปน็ ชุมชนโบราณทตี่ ัง้ อยรู่ มิ ฝงั่ ทะเล จงึ เหมาะที่จะปน็ เมืองแวะพกั จอดเรอื ต่อมากลายเป็นศนู ยก์ ลางการค้าท่ีสาคญั เพราะอยู่ในเส้นทางการคา้ ระหว่างอินเดยี กับ จีน มีการตดิ ตอ่ ค้าขายกับพ่อคา้ อินเดยี อาหรับ และ จนี ต้ังเป็นอาณาจกั รเมอื่ ประมาณพุทธ ศตวรรษที่ ๑๓ มอี าณาเขตครอบคลมุ ภาคใตข้ องประเทศไทย คาบสมทุ รมลายบู างส่วนของเกาะ สมุ าตร เกาะบอร์เนยี ว และเกาะชวา ศนู ย์กลางอานาจอาจจะอยทู่ ่ีเมอื งปาเล็มบัง บนกาะ สุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย หรือเมืองไชยา จังหวดั สุราษฎรธ์ นีของประเทศไทยปจั จุบนั นักวิชา กรบางทา่ นห็นว่าศรีวชิ ัยไมใ่ ช่อาณาจกั ร แตเ่ ปน็ สมาพันธรัฐและไมม่ รี าชธานีทแี่ นน่ อน

อาณาจักรศรีวชิ ัยสน้ิ สดุ อานาจทางการเมืองลงในตอนปลายพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๘ เนอ่ื งจาก ถกู พวกโจพะจกอินเดยี ใต้รุกราน แลไมส่ ามารถควบคมุ การค้าทางทะเลตามเดมิ ได้ ๔. แควนั ละโวห้ รือลพบรุ ี (ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘) แควันนพี้ ฒั นามาจาก ชมุ ชนสมัยกอ่ นประวัตศิ าสตร์ รบั วฒั นธรมทวารวดมี าก่อนจนถงึ พทุ ธศตวรรษที่ ๑๖ จงึ รบั วัฒนธรรมเขมร ศนู ยก์ ลางอยู่ทเ่ี มืองละโว้หรือลพบรุ ี เอกสารจนี สมัยกลางพุทธศตวรรษท่ี ๑๖เรียก ละโว้วา่ หลอหูหรอื หลอฮก เมอื งในภูมภิ าคตา่ ง ๆ ของดินแดนประทศไทยทแ่ี สดงแบบแผนทางวฒั นธรรมท่รี ับอทิ ธพิ ล มาจากเขมร หรือท่ีเรียกวา่ วฒั นธรรมลพบุรี มลี ักษณะสาคญั คือ การสร้างศาสนสถานไว้ที่ ศนู ยก์ ลางเมือง และมีการขุดสระนา้ หรอื บารายภายในตวั เมืองใกลศ้ าสนสถาน ส่งิ กอ่ สร้างท่เี ปน็ ประธานของศาสนสถาน ได้แก่ ปราสาทหรอื ปรางค์ ๕. แควนั หริภญุ ชยั (ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๓-๑๙) ตั้งอยูใ่ นท่รี าบล่มุ แม่นา้ ปิงตอนบนและที่ ราบลุม่ แม่นา้ วัง ราชธานี คอื เมอื งหริภุญชยั หรอื เมอื งลาพูน เรอ่ื งราวของแคว้นน้ปี รากฏในตานาน ทางเหนือ เชน่ จมทวีวงศ์ ตานนมูลตาสนา ชินกาลมาลปี กรณ์ ชินกาลมาลีปกรณ์ กลา่ วว ฤษวี สเุ ทพปน็ ผ้สู ร้างเมืองหรภิ ญุ ชยั แลว้ สง่ คนไปเชญิ พระนางจม เทวีจกเมอื งละโว้มาเปน็ กษตั ริย์ ด้วยเหตนุ ้ีใน หมานชู เอกสารจนี โบราณสมยั ราชวงศ์ถงั ซ่งึ เขยี นใน พต. ๑๔๐๖ จงึ เรียกหริภุญชัยว่า หน่หี วงั กัก แปลว่า แควันทม่ี ผี หู้ ญงิ พระนางจามเทวีนาวัฒนธรรมทวารวดจี ากละโวไ้ ปเผยแพรท่ ี่หริภญุ ชยั ชาวหริภุญชัยจงึ นับ ถอื พระพุทธศาสนานกิ ายเถรวาท สถาปตั ยกรรมทางพระพทุ ธศาสนาสมัยหริภุญชัย ได้แก่ พระ เจดียก์ กู่ ดุ และพระบรมธาตหุ ริภญุ ชยั

รฐั ไทยในดินแดนไทย ๑.แควันโยนกเชียงแสน(ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๖) แควันโยนกเชียงแสนอาจเปน็ รัฐไทยทีเ่ กา่ แกท่ สี่ ุด เรอ่ื งราวของแควนั นปี้ รากฏในตานานสิ่งหนวตั ิ ซ่ึงกล่าวว่า พระจ้าสงิ หนวตั สิ รง้ เมอื งนาคพันธส์ ิงหนวตั ินครบนฝั่งนา้ แม่กก (ในจังหวัดเชียงราย ปจั จุบัน) เม่อื ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ การต้งั บนเมอื งรมิ แมน่ ้าก็เพ่ือความสะดวกในการทา การเกษตร และใช้แมน่ า้ เปน็ เสน้ ทางสญั จร บริเวณท่พี ระเจ้งหนวตั ิมาสรา้ งเมอื ง เดิมมพี วกกล่อมดาและพวกลวั ะปกครองอยู่พระจสงิ หนวตั กิ ุมารทรงปราบปรามคนพ้นื มอื งพวกนใ้ี หอ้ ยูใ่ นอานาจได้ เมืองนาดพนั ธ์สิงหนวตั ินครต่อมา เปลี่ยนชื่อปน็ โยนกนครธนีศรีขา้ แลน่ และภายหลังเรียกว่า เชยี งแสน แควน้ โยนกเชยี งแสนมี กษตั ริยป์ กครองสบื ต่อกนั มาถึง ๔๕ พระองค์ สมยั พระเจ้าพังคราช กษัตริย์องคท์ ี่ ๓๖ ผวกกล้อมดาจากเมืองอโุ มงคเสลายกทัพมาตแี ละ ยดึ เมืองเชยี แสนไวไ้ ด้ พระจ้าพงั คราชถกู สไปปน็ นายบ้านเวยี งสีหวง และตอ้ งส่งสว่ ยเป็นทองคาให้ พวกกลอ่ มดาเป็นเวลาหลายปี จนกระท่ังเจ้าพรหมกุมารพระราชโอรสของพระเจ้าพงั คราชนา กาลังขบั ไล่พวกกลอ่ มดาออกไปได้ คนไทยจงึ กลบั เปน็ อสิ ระอกี ครงั้ หนึ่ง ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ แคว้นโยนกเชียแสนถูกคุกคามจากอาณาจกั รพุกาม ประกอบ กบั เกดิ แผ่นดินไหวและเกิดอกุ ภยั ครง้ั ใหญ่ ทาให้เมืองเชียงแสนถล่มจมลงกลายเป็นหนองนา้ ขนาด ใหญ่ ผูค้ นลม้ ตายไปจานวนมาก พระเจ้าไชยศริ ิทรงพาผู้คนที่เหลอื อพยพไปสร้างเมอื งใหมท่ ี่เมอื ง แปบ (อย่ใู นจงั หวดั กาแพงเพชร) ตั้งชอ่ื วา่ เมอื งไตรตรึงษ์ ๒.แควนั หิรญั นครเงนิ ยาง (ประมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖-พ.ศ. ๑๘๙๓) แควนั หริ ัญนครงนิ ยาง หรือแควน้ งนิ ยาง หรือแควนั งินยางเชียงแสน เกดิ ข้นึ เม่อื ปูเ่ จ้าลาวจง หรือเจ้าลาวจก หวั หนา้ กลมุ่ คนบนคอยตุ นาบริวารมาสรา้ งเมืองเงินยางในบรเิ วณลมุ่ น้ากก และ ตง้ั รชวงศล์ วจังกรหรอื ลวจักราชขนึ้ ตานานพืน้ เมืองเชยี งแสนระบวุ า่ สมัยของปเู่ จ้าลาวจงอยู่ ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ แตจ่ ากการศกึ ษาหลกั ฐานทางโบราณคดีพบว่า ราชวงศล์ วจังกราช น่าจะเร่มิ ประมาณพทุ ธศตวรรษที่ ๑๖ ประชาชนของแควนั น้ีส่วนใหญม่ ีอาชพี ทานา กษัตรยิ ์ ราชวงศ์ลวจังกราชขยายอานจทางการเมอื งดว้ ยการส่งพระราชโอรสไปสร้างเมอื งใหม่ และการ ให้พระราชโรสภิษกสรสกับพระราชริดของรฐั อ่ืน เปน็ การสรา้ งความสัมพันธท์ างเครอื ญาติ

๓.อาณาจกั รลา้ นนา (พ.ศ. ๑๘๓๙-๒๔๔๒) พระยามงั ราย กษัตรยิ อ์ งค์ที่ ๒๕ แหง่ แควน้ หิรญั นครงินยาง ได้สรา้ งเมอื งนพบุรศี รีนครพิงค์ เชียงใหม่เป็นราชธานขี องอาณาจกั รลา้ นนาใน พ.ศ. ๑๘๓๙ และทรงสถาปนาราชวงศ์มงั ราย ขน้ึ สว่ นแควน้ หิรญั นครเงินยางทที่ รงปกครองอย่เู ดิมก็ผนวกเขา้ เป็นส่วนหน่งึ ของอาณาจักร ล้านนาพระยามงั รายเป็นสหายรว่ มสานักเรียนและเปน็ มติ รรว่ มสาบานกบั พระยางาเมอื ง แห่งแควน้ พะเยาและพ่อขนุ รามคาแหงมหาราชแหง่ อาณาจกั รสุโขทยั ความสัมพันธอ์ ันแนน่ แฟน้ ระหวา่ งรัฐท้ังสามนีช้ ว่ ยให้คนไทยรอดพ้นจากการรุกรานของจนี สมยั ราชวงศ์หยวนหรอื มองโกลเมอ่ื พระยามงั รายจะสร้างเมอื งเชยี งใหม่ได้ทรงเชญิ พระสหายท้ังสองไปปรึกษาหารอื ดว้ ยเมอื งเชียงใหม่ต้ังอยรู่ ะหว่างที่ราบลุม่ แมน่ ้าปิงกับดอยสเุ ทพ สมารถใช้แม่นา้ ปงิ เป็น เส้นทางตดิ ต่อค้าขายกับหวั เมอื งตอนบนและหัวเมืองตอนล่างไดโ้ ดยสะดวกยงั มที ีร่ าบขนาด ใหญต่ ดิ ตอ่ ไปถงึ เมืองศูนย์กลางการค้า นอกจากนี้เชยี งใหมข่ นาดใหญล่ าพูนซึง่ เหมาะแกก่ าร ต้งั ชมุ ชนเกษตรเชยี งใหมไ่ ดเ้ ปน็ ราชธานีถาวรของล้านนามาโดยตลอด ส่วนเมอื งลาพนู เปน็ ศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาและเมืองเชยี งรายเป็นเมืองอปุ ราช

พฒั นาการรัฐไทยกอ่ นสมยั ปฏิรูปประเทศ การสิ้นสดุ ของสุโขทัย เกดิ ความขัดแยง้ ภายใน ไมส่ ามารถคมุ หวั เมืองได้ หวั เมืองตา่ งแยกตัวออกเป็นอิสระ และบางส่วนแยกไปร่วมกับอยทุ ธยา ทาใหอ้ ยทุ ธยามีอานาจมากขน้ึ การส้ินสุดของอยธุ ยา เกิดจากการแย่งราชสมบตั ิกนั ทหารขาดความรู้ความสามารถ แตกความสามคั คีและยงั มไี สศ้ ึก จึงเสยี กรงุ ให้พม่าถึง ๒ ครง้ั การสน้ิ สุดของธนบุรี เศรษฐกจิ คอ่ นข้างแย่ วางผังเมืองได้ไมด่ ี เน่อื งจากมีการกอ่ สงคราม การจลาจล และการ ก่อกบฏขึ้น ทาให้ลม่ สลายในที่สดุ

สมยั รัตนโกสนิ ทรช์ ่วง ร.๑-๓ สภาพ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ทรงย้ายราชธานมี าตงั้ ท่ตี าบล บางกอก และเร่มิ เขา้ ส่สู มัยรัตนโกสินทร์ การเมอื งการปกครอง มีความรว่ มมอื กันทางการเมือง เนอื่ งจากรัชกาลท๑ี่ เคยเปน็ ขุนนางทาให้มี ความสมั พนั ธก์ บั หมู่ทหาร เลยเปน็ รากฐานสาคัญในการวางเมือง ตอ่ มารัชกาลท๒่ี ทรงแตง่ ตั้งราชกรมขนึ้ มาทาให้เกิดความรว่ มมือซง่ึ กันและกนั ทาใหป้ ระเทศฟ้ืนฟู กลับมารงุ่ เรอื งม่งั คั่งได้โดยเร็ว เศรษฐกิจ เศรษฐกจิ พอยังชพี ราษฎรสว่ นมากมีอาชพี เกษตรเปน็ ส่วนใหญ่ ส่วนรายจ่ายของรฐั ไดถ้ ูกนาไปจ่ายให้แกก่ ารปอ้ งกันและทานุบารุงประเทศ ต่อมารชั กาลท๒่ี ไดเ้ จอ ปัญหาวิกฤตรายรับไมพ่ อกบั รายจ่าย จงึ ต้องมีการเพ่มิ ภาษีหลายอย่าง และสมยั รชั กาลท๓ี่ เศรษฐกจิ มีการเติบโตขนึ้ มาอีกคร้ัง และมีการค้าขายกับต่างประเทศ สังคม มีการเขา้ มาของจนี ทาใหค้ วามต้องการการใชแ้ รงงานลดลง อกี ท้ังยงั มชี นชาตอิ ื่น นอกจากจีน เชน่ มอญ ลาว พมา่ ญวน เขมร เป็นต้น ซ่ึงอพยพมาจากการเกิด สงคราม ต่างแยกย้ายกนั ออกไปประกอบอาชีพตามจงั หวดั ตา่ งๆ และมกี ารเผยแผ่ ศาสนาจากชาวยุโรป ซึ่งมีบทบาทสาคัญตอ่ สังคมไทยมาก

รชั กาลท่ี ๕ กับการปฎิรูปประเทศ การปฏิรูปประเทศสมยั รชั กาล ท่ี ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั ฯ ปัจจัยสาคญั ทีน่ าไปสู่การเปล่ยี น แปลงดา้ นตา่ งๆ ๑.การปฎริ ปู การปกครอง สาเหตุ ท่มี า บุคคลและ กลุ่มบุคคลทีม่ บี ทบาทสาคญั ต่อปรบั ปรงุ การ ปกครองในชว่ ง พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๓๐ และผลของ การปฎิรูปการปกครอง ๒.การปรับปรุงเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจให้เป็นระบบโดยการจดั ระเบียบการเงิน การคลงั ๓.การปรับปรุงทางสงั คมอนั เน่ืองมาจากการเสดจ็ ประพาสตน้ จดั ระเบียบสงั คมเรื่อง ไพร่ และ การเลิกทาส ควบคูก่ บั ส่งเสริมทางการศึกษา บทบาทบคุ คลสาคญั ในการนาเอา วฒั นธรรม ตะวนั ตกมาผสมผสานกบั ศิลปกรรมและวฒั นธรรมไทย แนวคดิ สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยูห่ ัว เปน็ สมยั ที่ประสบกบั ภยั การคกุ คามจาก ลัทธจิ กั รวรรดนิ์ ยิ มจากอังกฤษและฝรง่ั เศส เปน็ สมัยทมี่ กี ารสร้างความม่งั คงแห่งสถาบนั กษัตรยิ ์ ทรงดึงอานาจคนื จากขุนนางและทรงปฏิรปู การปกครอง เศรษฐกจิ ให้สอดคลอ้ งกัน รวมท้ังดาเนนิ นโยบายพฒั นาคนโดยปฏริ ูปสังคม ส่งเสรมิ การศึกษา และมกี ารรวมกลมุ่ ของขา้ ราชการ เสนอแนะการปรับปรุงแผน่ ดนิ ร.ศ.๑๐๓เป็นการผสมผสานระหวา่ งอภชิ นาธปิ ไตย และ ประชาธปิ ไตย ที่ปรากฏในขอ้ เขยี นของเทยี นวรรณ ในหนังสือตุลวิภาคพจนกิจและสทิ ธิพจนภาค เสนอรัฐสภาแก้ปัญหาของประชาชน การปฏริ ปู การปกครองเป็นการดงึ อานาจเขา้ สูส่ ่วนกลาง สรา้ งความไมพ่ อใจแกบ่ รรดาหวั เมอื งเห็นไดจ้ ากเกดิ กบฏทกี่ ระจายตามหัวเมือง การเสดจ็ ประพาสหวั เมอื งทาให้ทราบการทางานของขา้ ราชการและทกุ ข์สขุ ของประชาชน ในพ.ศ. ๒๔๔๐ และ พ.ศ.๒๔๕๐ ทรงการสร้างความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ โดยการเสด็จประพาสยุโรป เพ่อื แสวงหาพันธมติ รและทอดพระเนตรความเจรญิ ของตะวันตกรวมทง้ั เพื่อเจราจากบั อังกฤษ และฝรั่งเศสเร่ืองภาษแี ละสิทธสิ ภาพนอกอาณาเขตผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง วเิ คราะห์ปจั จยั สาคญั ของการปฏริ ูปประเทศสคู่ วามทนั สมัย และผลทไ่ี ด้รับโดยใชว้ ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์

บทบาทสถาบนั พระมหากษตั ริย์ ๑.การปอ้ งกันและรกั ษาเอกราชของชาติ นบั ตงั้ แต่อดีตพระมหากษัตรยิ ์ทรงอยใู่ นฐานะจอมทพั เป็นผู้นาในการทาสงครามเพือ่ ปอ้ งกันบ้านเมอื งและขยายอานาจ เชน่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสระภาพ จากพมา่ และทาสงครามเพื่อสร้างความมนั่ คงและขยายอานาจของกรงุ ศรอี ยธุ ยา หรือสมเด็จ พระเจ้าตากสนิ มหาราช ทรงประกาศอสิ รภาพจากพมา่ และทาสงคราม เพอ่ื สร้างความมั่นคง และขยายอานาจของกรงุ ศรอี ยธุ ยา หรือสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเปน็ ผ้นู าขบั ไล่ พมา่ หลังเสียกรงุ ศรอี ยุธยาครงั้ ที่ ๒ และสถาปนากรุงธนบุรเี ปน็ ราชธานแี ห่งใหม่ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชกท็ รงเป็นแม่ทัพสาคัญมาต้งั แตส่ มัย ธนบุรี ทรงทาสงครามกับพมา่ สงครามครั้งใหญ่ คือ สงครามเก้าทพั เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘ แมแ่ ตใ่ นสมยั ท่ีไทยเผชิญภยั คุกคามจากจกั รวรรดนิ ิยมตะวันตก ท้ังพระบาทสมเด็จ พระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั และพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั กท็ รงเป็นผู้นาในการ ดาเนนิ นโยบายต่าง ๆ เพื่อรกั ษาเอกราชของชาติ โดยใชน้ โยบายทางการทูต สรา้ ง ความสัมพนั ธ์กบั ราชสานักตา่ งชาติเมือ่ เผชิญกับความขัดแย้งกับชาตติ ะวนั ตก เช่น รัฐบาล ไทยใชก้ ารเจรจาทางการทตู ทง้ั การเจรจาในเมอื งไทยและในฝรัง่ เศส ในกรณี ร.ศ. ๑๑๒ โดยขุนนางไทยและพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั ได้ทรงเจรจากับฝรง่ั ดว้ ย พระองค์เอง เมือ่ คราวเสดจ็ ประพาสยโุ รปครัง้ ที่ ๑ พ.ศ. ๒๔๔๐ นอกจากนท้ี รงผูกมติ รกบั รัสเซีย เพ่อื ใหร้ ัสเซยี ชว่ ยเจรจาไกล่เกล่ยี กบั ฝรงั่ เศสอกี ทาง หนง่ึ และทรงยอมเสียดินแดนสว่ นน้อยทีไ่ ม่ใชด่ ินแดนไทยเพ่อื รกั ษาดินแดนสว่ นใหญ่ไว้ หรอื ในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระมงกฏุ เกล้าเจา้ อย่หู ัว ทรงประกาศเขา้ ร่วมกับฝ่ายสัมพันธมติ รใน สงครามโลกครั้งที่ ๑ (ค.ศ. ๑๙๑๔ - ๑๙๑๘) และส่งทหารไทยไปยโุ รปดว้ ย ทาใหไ้ ทยได้ ประโยชน์จากการเขา้ ร่วมกบั ฝา่ ยชนะสงคราม โดยได้ยกเลกิ สนธสิ ัญญาไมเ่ ปน็ ธรรมทีเ่ คยทา กบั ชาตติ ะวนั ตกไวใ้ นเวลาตอ่ มา

บทบาทและหนา้ ที่ของพระมหากษัตริยด์ า้ นการเมือง พระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ผูน้ าในด้านการบาเพญ็ สาธารณประโยชน์ต่างๆ ด้วยการ พระราชทานทุนทรัพย์สว่ นพระองค์ เพื่อกิจการสาธารณกศุ ลอยู่เปน็ นจิ ไดแ้ ก่ พระราชทาน ทนุ การศกึ ษา สงเคราะหค์ นยากจน คนพกิ าร เจ็บป่วย และชราเมือ่ ราษฎรประสบภัย ธรรมชาติ หรอื ความทุกขย์ าก พระองค์พระราชทานความช่วยเหลือ ทรงเป็นผู้นาทางด้านสังคม สงเคราะห์อย่างแทจ้ รงิ นอกจากน้ันยงั ทรงมีพระราชดารใิ หม้ โี ครงการเพ่อื ประโยชนส์ ขุ ของปวง ชนชาวไทย ไดแ้ ก่ โครงการอสี านเขียว โครงการปฏริ ูปที่ดิน โครงการ สหกรณแ์ บบตา่ งๆ โครงการดา้ นการเกษตร โครงการฝนหลวง โครงการนาสาธติ โครงการแพทย์หลวง โครงการพฒั นาทีด่ นิ โครงการการศกึ ษาโรงเรยี นร่มเกล้า โครงการแกป้ ัญหาจราจรในกรงุ เทพมหานคร โครงการฝึกอาชีพต่างๆ เป็นตน้ โครงการทง้ั หลายนีล้ ว้ นได้รับการสนับสนุนจากราษฎร หนว่ ยราชการ เกดิ ผลดตี ่อ ประเทศชาติและประชาชน บทบาทและหนา้ ที่ของพระมหากษัตริยด์ ้านการปกครอง พระมหากษัตริย์ได้มีบทบาทเกี่ยวกับการเมืองการปกครองการรวมชาติ การสร้างเอก ราช การวางรากฐานการเมืองการปกครอง การสร้างเสถยี รภาพทางการเมอื งการปกครอง การปฏิรูปการปกครองแผ่นดินต้ังแต่อดีตสืบต่อมาตลอดปัจจุบันบทบาทของ พระมหากษตั ริย์มสี ว่ นช่วยสรา้ งเอกภาพของประเทศเป็นอย่างมาก คนไทยทุกกลุ่มไม่ว่าศาสนา ใดมขี นบธรรมเนยี มแตกต่างกันอยา่ งไรก็มีความรู้สกึ ร่วมในการมพี ระมหากษตั รยิ ์องคเ์ ดยี วกัน การเสดจ็ ออกเยี่ยมราษฎรในจงั หวัดต่างๆ แมท้ ้องถนิ่ ทุรกันดาร หรอื มากดว้ ยภยันตราย อยู่ตลอดเวลา ทาให้ราษฎรมีขวัญและกาลังใจดี มีความรู้สึกผูกพันกับชาติว่ามิได้ถูกทอดท้ิง พระราชกรณียกจิ ดงั กลา่ วของพระองคม์ ีส่วนชว่ ยในการปกครองเปน็ อย่างมาก

๒. บทบาทและหนา้ ที่ของพระมหากษตั รยิ ด์ ้านก่ที านบุ ารงุ พระพทุ ธศาสนา พระมหากษัตริยไ์ ทยทุกยุคทุกสมยั เปน็ องคอ์ ปุ ถมั ภแ์ ละส่งเสริมการเผยแผ่ พระพทุ ธศาสนา ทั้งการสร้างและบูรณปฏสิ ังขรณศ์ าสนสถาน การสงั คายนาพระไตรปฏิ ก การ แตง่ วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เชน่ สมเด็จพระมหาธรรมราชาที่ ๑(ลไิ ทย) ทรงแตง่ ไตรภมู ิ พระรว่ งหรอื สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถทรงสนับสนนุ ใหน้ กั ปราชญ์ราชบัณฑติ ร่วมกนั แตง่ หนังสอื เร่ืองมหาชาติคาหลวง นอกจากนี้ พระมหากษตั ริยไ์ ทยทรงมีขันตธิ รรมทางศาสนา ทรงให้เสรีภาพในการนับ ถือศาสนาแกร่ าษฎร และทรงสนับสนุนศาสนาอน่ื ๆ เชน่ พระราชทานทด่ี ินให้สรา้ งเป็นโบสถ์ ครสิ ต์และมัสยิดในศาสนาอสิ ลามทงั้ ในสมยั อยุธยาและรตั นโกสินทร์ เป็นตน้ ๓. บทบาทและหน้าทข่ี องพระมหากษตั รยิ ด์ ้านการส่งเสริมด้านเศรษฐกจิ พระมหากษัตริย์ทรงบาเพญ็ พระราชกรณยี กิจท้ังปวงเพอื่ ใหเ้ กิดประโยชน์สุขและความ เจรญิ แก่สังคม ได้ทรงริเริม่ โครงการตา่ งๆทาใหเ้ กิดการพัฒนาขนึ้ ทัง้ ในดา้ นเศรษฐกิจและสงั คม แห่งชาติ พระราชดารแิ ละโครงการท่ที รงริเรม่ิ มีมากซง่ึ ลว้ นแต่เปน็ รากฐานในการพฒั นา ชาตทิ ัง้ สิน้ โครงการของพระมหากษัตริย์องคป์ ัจจุบันที่สาคญั ไดแ้ ก่ โครงการอีสานเขียว โครงการฝนหลวง โครงการปลูกปา่ โครงการขดุ คลองระบายน้า โครงการปรบั ปรงุ แหล่งชุมชนแออัดในเมอื งใหญ่ โครงการอนรุ ักษแ์ ละพฒั นา สง่ิ แวดลอ้ ม และอ่นื ๆ ทรงทาเป็นแบบอย่างที่ดีประชาชนและหนว่ ยราชการนาไปปฏบิ ตั ิก่อใหเ้ กิด ประโยชน์ในทางการพัฒนาชาตขิ ึน้ มาก นอกจากน้ีทรงทาให้เกิดความคิดในการดารงชีวิตแบบ ใหม่เชน่ การประกอบอาชพี การใชว้ ิทยาการมาช่วยทาให้สังคมมกี ารเปลย่ี นแปลงไปในทางท่ี ดีขึน้

๔. บทบาทและหน้าท่ขี องพระมหากษัตรยิ ์ดา้ นการทานุบารุงส่งเสรมิ ศลิ ปวฒั นธรรม ทรงมแี นวพระราชดารวิ า่ มคี วามสาคัญด้วยเปน็ ทัง่ ท่ีมาของความเจรญิ และเป็นสิ่งทจี่ ะ ช่วยดารงความเปน็ ไทยไว้ได้ ดงั พระบรมราโชวาททพ่ี ระราชทานในพธิ ีพระราชทานปรญิ ญาบตั รมหาวทิ ยาลยั ศิลปากรเม่ือวันท่ี ๑๒ ตลุ าคมพ.ศ. ๒๕๑๓ ความตอนหนงึ่ วา่ \"งานดา้ นการศกึ ษาศลิ ปะและวัฒนธรรมนั้น คืองานสรา้ งสรรค์ความเจริญทางปัญญาและทาง จติ ใจ ซ่ึงเป็นตน้ เหตุ ทงั้ องคป์ ระกอบทีข่ าดไมไ่ ด้ของความเจรญิ ด้านอนื่ ๆ ทง้ั หมด และเปน็ ปัจจัยท่ชี ว่ ยให้เรารักษาและดารงความเป็นไทยไวไ้ ด้สบื ไป\" ดงั ท่ีกลา่ วแล้วว่าพระราชภารกิจอกี ประการหนึ่งของพระมหากษตั รยิ ค์ อื การทานุบารงุ ศลิ ปวัฒนธรรมนั้น พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ ัวทรงมีพระมหากรุณาธคิ ณุ เปน็ ล้นพน้ ตอ่ ศลิ ปวฒั นธรรมของชาตไิ ทย ด้วยทรงตระหนกั ถงึ แนวโนม้ ความเปล่ยี นแปลงทป่ี ระเทศไทยจะต้องพฒั นาใหท้ ัดเทียม กับนานาชาติ ซึง่ มีทงั้ การรับความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจและการคา้ และสภาพความ เปน็ อยู่ของคนในชาติ โดยยงั คงดารงความเปน็ ไทย เป็นชาตทิ ีม่ ีอารยธรรมเก่าแกส่ ืบทอดกนั มานาน มี เอกลักษณ์อันเดน่ ชดั ท่กี อ่ ใหเ้ กิดความสามัคคีในชาติทรงมีพระราชดารใิ หศ้ ลิ ปวัฒนธรรมเปน็ ส่งิ ทยี่ ึด เหนย่ี วประชาชนคนไทยไวด้ ้วยกนั ใหม้ ีความเป็นเจา้ ของร่วมกนั และในทสี่ ุดจะสามารถสบื ทอดตอ่ ไปสู่คนรนุ่ หลัง ความ ลึกซงึ้ ในแนวพระราชดารเิ กย่ี วกบั วัฒนธรรม อนั เปน็ ส่งิ ทภี่ าคภมู ิใจของคนแตล่ ะชาติแตล่ ะภาษา น้นั ทรงนามาใชเ้ พ่อื สร้างมติ รภาพได้แม้แตใ่ นการเสดจ็ พระราชดาเนนิ เยือนสหภาพพม่าซึ่ง เปน็ ประเทศเพอื่ นบ้านที่เคยทาสงครามกันมา ศลิ ปะและวฒั นธรรมน้ันมีบรบิ ทที่กว้างขวาง แมแ้ ยกเป็นประเด็นกอ็ าจจะมคี วามเกี่ยวเน่อื งโยงใยถึงกนั โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจ ของพระมหากษตั รยิ ์พระองค์เดยี วกนั เน่อื งด้วยพระราชกรณียกจิ เหลา่ นนั้ ล้วนเป็นผลมาจากแนว พระราชดาริที่ทรงมตี อ่ ศิลปวัฒนธรรมอยา่ งไรกด็ ี ในท่ีนีจ้ ะกลา่ วถึงแนวพระราชดาริและพระราชกรณยี กิจเก่ยี วกบั ศิลปวฒั นธรรมในฐานะ ทีท่ รงเป็นพระมหากษตั รยิ ์ ผทู้ รงทานุบารุง ส่งเสริมศลิ ปวฒั นธรรมของชาติ ได้แกก่ ารฟน้ื ฟู ขนบประเพณี ประวตั ศิ าสตร์และการอนุรักษม์ รดกของชาติ และการอนรุ ักษ์ภาษาไทย

อ้างองิ รศ. ดร.ไพฑูรย์ มกี ุศล และคณะ, ประวัตศิ าสตร์ไทยม.4-6, กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั โรง พมิ พ์ วัฒนาพานิช จากดั , 2551 นางสาวสุภาสนิ ี โยธาจนั ทร์. “ประวัติศาสตร.์ ”[ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก : https://sites.google.com/site/kruchuychay/ ไมป่ รากฏชือ่ ผู้แตง่ . “อาณาจักรโบราณของชาตไิ ทย.” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก : https://sites.google.com/site/pchminehome/xanacakr-boran-khxng-chati- thiy?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1&f bclid=IwAR3YMcRUIgoG5qadNNpvHpZtV8fpYn0QMxVaXvnXmxgsWPoovSq3Y_AB HKQ นายชาญวิทย์ ปรชี าพาณชิ พัฒนา. “การปฎริ ูปในรัชกาลที่5.” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : https://sites.google.com/site/junlapatpuntura/ นายชาญวิทย์ ปรชี าพาณชิ พัฒนา. “ความสาคัญของสถาบนั พระมหากษตั รยิ ์.” [ออนไลน์].เขา้ ถงึ ได้จาก : https://sites.google.com/site/jaruphasurapinit310/ SujittraRP. “การตัง้ ถ่ินฐานของแต่ละภาคประเทศไทย.” [ออนไลน์]. เข้าถึงไดจ้ าก : https://sujittrageo.blogspot.com/2016/02/

การตง้ั ถ่นิ ฐาน อภิธานศพั ท์ โครงการพระราชดาริ ปรางค์ การที่กลมุ่ ชนต่างๆเขา้ มาต้งั บา้ นเรอื นอยู่ รฐั ไทย อาศัยรว่ มกันในบรเิ วณใดบรเิ วณหนึง่ จน รฐั โบราณ กลายเป็นชุมชนและอาจขยายเปน็ เมืองหรอื ใหญ่กว่านน้ั โครงการของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชน กิเบศร มหาภมู ิพลอดลุ ยเดชมหาราช บรม นาถบพิตร เพ่อื พัฒนาด้านต่างๆ มอี ยทู่ ่ัว ประเทศไทย สิ่งกอ่ สร้างที่ยอดสูงขึน้ ไปมีรปู ทรงคลา้ ยฝกั ข้าวโพดและมีฝักเผกาปักอยขู่ า้ งบน สว่ น ใหญเ่ ป็นศาสนสถาน แคว้นหรอื อาณาจกั รของชนชาติไทยที่ เกดิ ขนึ้ ในดินแดนประเทศไทย ได้แก่ แควน้ โยนกเชยี งแสน แคว้นพะเยา อาณาจักร ลา้ นนา เป็นตน้ แคว้น บ้านเมอื ง หรอื อาณาจกั รในสมัย โบราณ รฐั โบราณในดินแดนประเทศไทยที่ เกดิ ขน้ึ ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๗-๑๙ ทสี่ าคัญ ไดแ้ ก่ แควน้ ตามพรลงิ ค์ อาณาจกั รทรารวดี อาณาจกั รศรวี ิชัย แควน้ ละโว้ และแคว้นหริ ภญุ ชัย

ผ้จู ัดทา นายณิชกุณ ชุ่มลือ เลขท่ี ๑ นายคณิศร สนองญาติ เลขที่ ๕ นายวชิรายุทธ เสมอเชื้อ เลขท่ี ๖ นายพสษิ ฐ์ สงิ หอ์ ุไร เลขท่ี ๘ ม.๕/๑๕


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook