คำนำ รายงานเล่มน้ีเล่มน้ีจดั ทาข้ึนเพ่อื เป็นส่วนหน่ึงของวิชาเศรษฐศาสตร์ เกี่ยวกบั ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกิจ ซ่ึงมีเน้ือหาประกอบดว้ ย อุปสงคแ์ ละอุปทาน กลไกราคาและการกาหนด จุดดุลภาพ การแทรกแซงราคา รวมท้งั ตลาด โดยรวบรวมขอ้ มูลมา เพื่อที่ ใหผ้ ทู้ ่ีสนใจศึกษาเเละเรียนรู้เพ่มิ เติม คณะผจู้ ดั ทาจึงไดเ้ ลือกหวั ขอ้ น้ีมาจดั ทา E-Book เนื่องจากเป็นเร่ืองท่ี น่าสนใจ ขอขอบคุณ คุณครูณฐั ริณีย์ สมนึก ผใู้ หค้ วามรู้และแนวทาง การศึกษา ซ่ึงหวงั เป็นอยา่ งยง่ิ วา่ ผอู้ ่านจะไดร้ ับประโยชนไ์ ม่มากกน็ อ้ ย หากผดิ พลาดประการใดคณะผจู้ ดั ทา ขออภยั มา ณ ท่ีนี่ดว้ ย คณะผู้จดั ทำ
สำรบัญ 1 3 ควำมสัมพนั ธ์ทำงเศรษฐกจิ 3 อปุ สงค์และอปุ ทำน 6 -อุปสงค์ 10 -อปุ ทาน 12 กลไกรำคำและกำรกำหนดจุดดุลยภำพ 13 -การกาหนดคา่ จา้ ง 19 -สาระสาคญั พ.ร.บ. คุม้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541 20 กำรแทรกแซงรำคำ 20 -การกาหนดราคาข้นั ต่า 21 -การกาหนดราคาข้นั สูง 22 -การจ่ายเงินอุดหนุน 22 ตลำด 23 -ตลาดแขง่ ขนั สมบูรณ์ 26 -ตลาดแขง่ ขนั ไม่สมบูรณ์ บรรณำนุกรม
1 ควำมสัมพนั ธ์ทำงเศรษฐกจิ ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกิจ หมายถึง การติดต่อกนั ระหวา่ งผผู้ ลิตและ ผบู้ ริโภคในรูปของการคา้ ขาย การลงทุน ท้งั ภายในประเทศและระหวา่ ง ประเทศ จึงตอ้ งการพ่งึ พากนั การแขง่ ขนั และการประสานประโยชนท์ าง เศรษฐกิจซ่ึงกนั และกนั เเบ่งออกเป็น3อยา่ ง 1.กำรพง่ึ พำทำงเศรษฐกจิ เนื่องจากลกั ษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และ ทรัพยากรธรรมชาติของแต่ละจงั หวดั แตกต่างกนั ไป ทาใหบ้ างจงั หวดั กลบั ขาดแคลนสินคา้ น้นั จึงตอ้ งมีการพ่งึ พากนั โดยการแลกเปลี่ยน ซ้ือขาย เพอ่ื ใหไ้ ดส้ ินคา้ น้นั มา เช่น ขณะที่ชาวนาผลิตขา้ ว ชาวสวน ผลิตผลไม้ ชาวนานาขา้ วไปขายใหก้ บั พอ่ คา้ ขา้ ว เมื่อไดเ้ งินมาจึงนาเงินไปซ้ือผลไมจ้ าก ชาวสวน ส่วนชาวสวนขายผลไมไ้ ดเ้ งินมากน็ าเงินไปซ้ือขา้ วจากพอ่ คา้ ขา้ ว พอ่ คา้ ขา้ วไดเ้ งินมากน็ าเงินไปซ้ือผลไมก้ บั ชาวสวน และซ้ือขา้ วจากชาวนา อีกต่อไป 2.กำรแข่งขันทำงเศรษฐกจิ การแข่งขนั ทางเศรษฐกิจจะทาใหเ้ กิดการพฒั นา คุณภาพ ราคาสินคา้ ตลอดจนบริการท่ีดีข้ึน เช่น จงั หวดั ที่ปลกู ผลไมม้ าก ไดแ้ ก่ ระยอง จนั ทบุรี ส่วนใหญ่จะปลูก เงาะ ทุเรียน มงั คุด ซ่ึงเป็นสินคา้ ประเภทเดียวกนั ที่ผลิตออกมาจาหน่ายในเวลาใกลเ้ คียงกนั จึงมีการแขง่ ขนั กนดา้ นราคา การพฒั นาคุณภาพสินคา้ เพือ่ ใหผ้ ซู้ ้ือเลือกซ้ือสินคา้ จากจงั หวดั ของตน ซ่ึงการลดราคาในการขายจนต่ากวา่ ทุนน้นั จะเป็นผลเสียต่อกลุ่ม ผผู้ ลิตเอง ดงั น้นั จึงตอ้ งหาวธิ ีการเพอื่ ร่วมมือกนั ในการขายผลผลิต
2 3. กำรประสำนประโยชน์ทำงเศรษฐกจิ เเละประเทศ การผลิตสินคา้ ชนิดเดียวกนั ผผู้ ลิตควรจะร่วมมือเพอื่ รักษาผลประโยชน์ ของตนเอง เช่น การรวมกลุ่มเพือ่ จดั ต้งั สหกรณ์ เพ่อื เพมิ่ อานาจต่อรองในการขายสินคา้ หรือร่วมมือกนั ในการปรับปรุง วธิ ีการผลิต การนาเทคโนโลยมี าใช้ และการใหค้ วามรู้กบั สมาชิกในกลุ่ม ประเภทของควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศ 1. ควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศทำงด้ำนเมือง เป็นความร่วมมือของ ประเทศต่างๆ ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย 2. ควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศทำงด้ำนทหำร ในการใหค้ วามช่วยเหลือ ทางดา้ นการทหารต่อกนั เช่น องคก์ ารสนธิสญั ญาแอตแลนติกเหนือหรือ นาโต เป็นตน้ 3. ควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศทำงด้ำนเศรษฐกจิ เป็นการ ร่วมมือ เพอื่ ใหเ้ กิดความเขม้ แขง็ ทางเศรษฐกิจร่วมกนั ซ่ึงหลายประเทศจะร่วมมือ กนั จดั ต้งั เป็นกลุ่มเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยโุ รป เอเปก องคก์ ารการคา้ โลก เป็ นตน้ 4. ควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศทำงด้ำนกำรศึกษำ วฒั นธรรม และ อื่นๆ ใน การใหค้ วามช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้และอื่นๆ เพื่อเกิดความ เขา้ ใจอนั ดี ความกา้ วหนา้ การพิทกั ษค์ ุม้ ครองในแต่ละดา้ นท่ีมีการตกลง ร่วมมือกนั ความร่วมมือดา้ นน้ี เช่น องคก์ ารยเู นสโก อาเซียน เป็นตน้ 5. ควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศทเี่ ป็ นกำรให้ควำมช่วยเหลือแก่ผู้อื่นที่ ได้รับควำม เดือดร้อน เช่น ผไู้ ดร้ ับภยั พบิ ตั ิ ผทู้ ่ีไม่สามารถช่วยเหลือ ตนเองไม่ได้ ผอู้ พยพจากภยั สงคราม เป็นตน้ ความร่วมมือลกั ษณะน้ี เช่น กองทุนเดก็ แห่งสหประชาชาติหรือยนู ิเซฟ เป็นตน้
3 อปุ สงค์และอุปทำน Demand and Supply อปุ สงค์ (Demand) อุปสงค์ หมายถึง ปริมาณสินคา้ และบริการชนิดใดชนิดหน่ึงที่มีผู้ ตอ้ งการซ้ือ ณ ระดบั ราคาต่างๆ ของสินคา้ ชนิดน้นั ภายในระยะเวลาใดเวลา หน่ึง โดยสมมุติใหป้ ัจจยั อ่ืนๆ ท่ีกาหนดอุปสงคค์ งท่ี ความตอ้ งการในที่น้ี ตอ้ งมีอานาจซ้ือ(Purchasing power หรือ Ability to pay)ดว้ ย ถา้ บุคคลใด บุคคลหน่ึงมีแต่ความตอ้ งการในตวั สินคา้ โดยไม่มีเงินท่ีจะจ่ายซ้ือ เราเรียก ความตอ้ งการลกั ษณะน้นั วา่ “ความตอ้ งการ (Want)” ไม่ใช่ “อปุ 3สงค์ (Demand)” ดงั น้นั องคป์ ระกอบของอุปสงค์ จะประกอบดว้ ย ความ ตอ้ งการและอานาจซ้ือ กฎของอปุ สงค์ (Law of Demand) หมายถึง กฎท่ีวา่ ดว้ ยระบบความสมั พนั ธ์ระหวา่ งราคาสินคา้ กบั ปริมาณ ความตอ้ งการซ้ือสินคา้ น้นั ซ่ึงกฎน้ีกล่าวไวว้ า่ “ราคาและปริมาณความตอ้ งการซ้ือสินคา้ จะมีความสมั พนั ธ์กนั ในทิศตรงกนั ขา้ ม”
4 ปัจจยั ทก่ี ำหนดอปุ สงค์ – รำคำของสินค้ำ เมื่อราคาแพงข้ึนความตอ้ งการจะลดลง(P>,D<) – รำยได้ของผู้บริโภค ใน กรณีท่ีเป็นสินคา้ ปกติ (Normal Goods) เมื่อผบู้ ริโภคมีรายไดเ้ พมิ่ มาก ข้ึนกบ็ ริโภคเพิ่มข้ึนอยา่ งไรกต็ ามหากรายไดเ้ พ่มิ ข้ึน แลว้ ผบู้ ริโภคซ้ือสินคา้ น้นั ลดลง แสดงวา่ สินคา้ น้นั เป็นสินคา้ ดอ้ ยคุณภาพ(Inferior Goods) –รำคำสินค้ำอื่นๆ ที่เก่ียวขอ้ ง แบ่งเป็น 2 ประเภท 1.สินคา้ ทดแทนกนั (Substitute Good) เช่น เมื่อหมูราคาแพงข้ึน ผบู้ ริโภคหมูลดลง (P>,D<) 2.สินคา้ ที่ใชป้ ระกอบกนั (Complementary Good) เช่น เม่ือราคาน้ามนั แพงข้ึนความตอ้ งการซ้ือรถยนตก์ จ็ ะลดลง (P>,D<) –รสนิยมของผู้บริโภค เช่น หากรสนิยมในการบริโภคเปล่ียนแปลงไป จะ ทาใหค้ วามตอ้ งการสินคา้ ที่เคยใชอ้ ยเู่ ปล่ียนแปลงไป –กำรคำดกำรณ์รำยได้ในอนำคต เช่น หากผบู้ ริโภครู้วา่ จะไดม้ ีการปรับข้ึน เงินเดือน กอ็ าจจะบริโภคล่วงหนา้ ไปก่อน ทาใหค้ วามตอ้ งการบริโภค สินคา้ สูงข้ึน –ปัจจยั อ่ืนๆ เช่น ฤดูกาล จานวนประชากร ฯลฯ
5 อปุ สงค์ส่วนเกนิ หมายถึง ภาวะขาดดุลยภาพของตลาด กล่าวคือ เป็นภาวะที่มีอุปสงค์ มากกวา่ อุปทาน (Excess Demand) หรือปริมาณการตอ้ งการซ้ือสินคา้ หรือ บริการหน่ึง ๆ มีมากกวา่ ท่ีผปู้ ระกอบการหรือผผู้ ลิตสามารถหามาจาหน่ายใน ตลาดได้
6 อปุ ทำน (Supply) อุปทาน หมายถึง ปริมาณสินคา้ และบริการชนิดใดชนิดหน่ึงที่ผผู้ ลิต เตม็ ใจนาออกเสนอขายในตลาดภายในระยะเวลาหน่ึง ณ ระดบั ราคาต่างๆ กนั ของสินคา้ และบริการน้นั โดยสมมติใหป้ ัจจยั อ่ืนๆ ท่ีกาหนดอปุ ทาน คงที่ จากความหมายของอุปทาน จะเห็นไดว้ า่ อุปทานประกอบดว้ ย 2 ส่วน สาคญั คือ 1)ควำมเต็มใจทจ่ี ะเสนอขำยหรือให้บริกำร(willingness) กล่าวคือ ณ ระดบั ราคาต่างๆ ท่ีตลาดกาหนดมาให้ ผผู้ ลิตหรือผปู้ ระกอบการมีความยนิ ดีหรือ เตม็ ใจท่ีจะเสนอขายสินคา้ หรือใหบ้ ริการตามความตอ้ งการซ้ือของผบู้ ริโภค 2)ควำมสำมำรถในกำรจดั หำมำเสนอขำยหรือให้บริกำร (ability to sell) กล่าวคือ ผผู้ ลิตหรือผปู้ ระกอบการ จะตอ้ งจดั หาใหม้ ีสินคา้ หรือบริการ อยา่ งเพยี งพอท่ีจะ ตอบสนองความตอ้ งการซ้ือของผบู้ ริโภค ณ ระดบั ราคา ของตลาดในขณะน้นั ๆ (สามารถเสนอขาย หรือใหบ้ ริการได)้ เมื่อกล่าวถึง คาวา่ “อุปทาน” จะเป็นการมองทางดา้ นของผผู้ ลิต ซ่ึงตรงขา้ มกบั อุปสงคท์ ่ี เป็นการมองทางดา้ นของผบู้ ริโภค ในทางเศรษฐศาสตร์แลว้ ความสมั พนั ธ์ ของราคาสินคา้ ที่มีต่ออุปทานของสินคา้ น้นั จะเป็นไปตามกฎของอปุ ทาน (Law of Supply)
7 กฎของอปุ ทำน (Law of Supply) หมายถึง กฎท่ีวา่ ดว้ ยเร่ืองความสมั พนั ธ์ระหวา่ งราคาสินคา้ กบั ปริมาณการ เสนอขายสินคา้ ซ่ึงกฎน้ีกล่าวไวว้ า่ “ปริมาณความตอ้ งการขายสินคา้ และ ราคาสินคา้ มีความสมั พนั ธ์ไปในทิศทางเดียวกนั ” ปัจจยั ทม่ี ผี ลต่อกำรเปลยี่ นแปลงอปุ ทำน การที่ผผู้ ลิตจะผลิตสินคา้ เพอ่ื สนองความตอ้ งการของผบู้ ริโภคหรือผซู้ ้ือ มากนอ้ ยเพียงใด ข้ึนอยกู่ บั ปัจจยั หลายประการ ดงั น้ี 1. รำคำสินค้ำและบริกำรในขณะน้ันๆ (กฎของอปุ ทาน) 2. ต้นทุนกำรผลติ ทเ่ี ปลยี่ นแปลง (วตั ถดุ ิบ) 3. เทคโนโลยกี ำรผลติ ที่นำมำใช้ 4. ฤดูกำล
8 5. สภำวะของตลำดและภำวะเศรษฐกจิ ในขณะน้ัน 6. กำรคำดคะเนกำรขนึ้ ลงของรำคำสินค้ำและบริกำรของผู้ผลติ (การเกิดกาไร) 7. จำนวนผู้ผลติ ทเี่ ป็ นคู่แข่ง (ราคาสินคา้ และบริการชนิดเดียวกนั ที่มีการแข่งขนั กนั ) ลกั ษณะของเส้นอปุ ทำน (Supply Curve) เสน้ อุปทาน (Supply Curve) มีลกั ษณะเป็นเสน้ ตรง ลาดข้ึนจากซา้ ยไป ขวาความชนั (Slope) เป็นบวก เน่ืองจากราคาและปริมาณการเสนอขายมี ความสมั พนั ธ์ในทิศทางเดียวกนั
9 อปุ ทำนส่วนเกนิ เป็นภาวะขาดดุลยภาพของตลาด เช่นเดียวกบั ภาวะการเกิด อุปสงคส์ ่วนเกิน ในขณะที่เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน หรืออุปสงคส์ ่วนขาด หากสินคา้ ใดเป็นที่ตอ้ งการนอ้ ย จะทาใหก้ ารบริโภคสินคา้ -บริการลด ปริมาณต่าลง ส่งผลกระทบใหส้ ินคา้ -บริการเกิดภาวะของเหลือ หรือ “ลน้ ตลาด” เป็นภาวะความไม่สมดุลกนั ระหวา่ งฝ่ัง Demand และ Supply หมายความวา่ มีอุปทานมากกวา่ ความตอ้ งการของผบู้ ริโภค ซ่ึงอุปทาน ส่วนเกินมกั จะเกิดข้ึนเมื่อราคาสินคา้ อยเู่ หนือจุดดุลยภาพ และเมื่อความ ตอ้ งการซ้ือสินคา้ -บริการ มีนอ้ ยกวา่ ปริมาณสินคา้ -บริการที่ผผู้ ลิตผลิต ออกมาขาย
10 กลไกรำคำและกำรกำหนดจุดดุลยภำพ กลไกรำคำ หมายถึง ภาวการณ์ เปล่ียนแปลงในระดบั ราคาสินคา้ และบริการอนั เกิดจากแรงผลกั ดนั ของอุปสงคแ์ ละ อุปทาน เมื่อผผู้ ลิต พยายามปรับปรุงการผลิตและบริการใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของ ผบู้ ริโภค ดงั น้นั จะเห็นไดว้ า่ ราคาสินคา้ และบริการเป็นตวั แปรสาคญั ใน การกาหนดอุปสงค์ และอุปทาน ตลอดจนเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยน ราคาใหเ้ ขา้ สู่จุดดุลยภาพ เช่น เมื่อราคาสินคา้ และบริการเพิ่มข้ึน โดยทวั่ ไปแลว้ ความตอ้ งการซ้ือหรืออุปสงคก์ จ็ ะลดลง แต่อุปทานของ สินคา้ และบริการจะเพ่ิมข้ึน กลไกราคาจะพบไดใ้ นทุกตลาด ยกเวน้ ตลาดแบบผกู ขาด เพราะ กลไกราคาจะเกิดไดเ้ ฉพาะตลาดที่มีการดาเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจใน ลกั ษณะ ของตลาดเสรีหรือประเทศท่ีใชร้ ะบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือ เสรีนิยม หรือระบบเศรษฐกิจแบบผสมเท่าน้นั โดยระบบเศรษฐกิจเหล่าน้ี จะมีกลไกราคาเป็นตวั กาหนดวา่ จะผลิตสินคา้ ปริมาณ เท่าใดและราคา เท่าใด
11 การกาหนดราคาสินคา้ และบริการในทางเศรษฐกิจ กาหนดไว้ 2 วิธี คือ 1. ให้กลไกรำคำเป็ นเคร่ืองมือในกำรกำหนดรำคำสินค้ำและบริกำร ซ่ึงจะ เปลี่ยนแปลงไปตามแรงผลกั ดนั ของอปุ สงคแ์ ลอปุ ทาน 2. รัฐบำล กาหนดราคาสินคา้ และบริการดว้ ยการควบคุมและแทรกแซง ราคาสินคา้ และบริการดว้ ย วธิ ีกาหนดราคาเมื่อสินคา้ ที่จาเป็นขาดตลาด เพอ่ื ช่วยเหลือผบู้ ริโภค , การประกนั ราคาข้นั ต่าเพอ่ื ช่วยเหลือผผู้ ลิต , การ พยงุ ราคาสินคา้ ไม่ใหต้ กต่ามากเกินไป เพอื่ ช่วยเหลือผผู้ ลิตหรือผขู้ ายไม่ให้ ขาดทุน
12 รำคำดุลยภำพ (Equilibrium Price) คือ ระดบั ราคาท่ีปริมาณซ้ือและ ปริมาณขายเท่ากนั ปริมำณดุลยภำพ (Equilibrium Quantity) คือ ปริมาณซ้ือและปริมาณขาย ท่ีเท่ากนั พอดี ณ ราคาดุลยภาพ ดงั น้นั ราคาและปริมาณดุลยภาพกค็ ือ ระดบั ราคาและปริมารที่เกดิ ข้ึนตรง จุดที่เสน้ อุปสงคแ์ ละเสน้ อุปทานตดั กนั นน่ั เอง กำรกำหนดค่ำจ้ำง การกาหนดค่าจา้ งในตลาดเสรี มี 3 วิธี 1.กาหนดคา่ จา้ งตามอุปสงคอ์ ุปทาน 2.กาหนดคา่ จา้ งตามภาวะคา่ ครองชีพ 3.กาหนดคา่ จา้ งใหแ้ ตกต่างตามกนั ตามความรู้ ความสามารถและ ประสบการณ์
13 สำระสำคญั พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงำน พ.ศ. 2541 เจตนำรมณ์ 1.กาหนดมาตรฐานการคุม้ ครองแรงงานข้นั ต่าท่ี นายจา้ งพงึ ปฏบิ ตั ิต่อ ลกู จา้ ง 2. เพ่ือรองรับสิทธิประโยชน์ข้นั ต่าของลูกคา้ 3.เพ่อื ใหก้ ารบริหารคุม้ ครองแรงงานเป็นไปในทางทิศเดียวกนั รูปแบบกฎหมำย 1.เป็ นกฎหมายมหาชน 2.เป็ นกฎหมายต่างตอบแทน 3.เป็นกฎหมายเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อยของประชาชน 4.เป้นกฎหมายอาญา มีโทษจาคุก ปรับ ขอบเขตกำรบงั คบั ใช้ 1.ท้งั หมดในกิจการอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ท่ีมีลูกจา้ งต้งั แต่1คนข้ึนไป 2.บางส่วนในงานบา้ นที่ไม่มีการประกอบธุรกิจรวมอยดู่ ว้ ยกนั งานท่ีมิได้ แสวงหากาไรในทางเศรษฐกิจ 3.กรณีแตกต่างจาก พ.ร.บ น้ี ในงานเกษตรกรรม งานขนส่ง บรรทุก ขน ถ่ายสินคา้ เดินเรือทะเล การรับงานไปทาท่ีบา้ น งานประมงทะเล • ไม่ใชบ้ งั คบั ส่วนราชการ รัฐวสิ าหกิจ โรงเรียน เอกชน • มีผลบงั คบั ใชต้ ้งั แต่วนั ที่ 19 สิงหาคม 2541 เป็นตน้ ไป (แกไ้ ขเพม่ิ เติมฉบบั ท่ี 2) ใชบ้ งั คบั ต้งั แต่วนั ท่ี 27 พฤษภาคม 2551
14 ควำมหมำย • นายจา้ ง = ผซู้ ่ึงตกลงรับลูกจา้ งเขา้ ทางานและจ่ายค่าจา้ งให(้ บุคคล นิติ บุคคล ผรู้ ับเหมาค่าแรง) • ลูกจา้ ง = ผซู้ ่ึงตกลงทางานใหน้ ายจา้ ง โดยรับค่าจา้ ง • ค่าจา้ ง = เงินท่ีนายจา้ ง และ ลูกจา้ ง ตกลงกนั จ่ายเป็นคา่ ตอบแทนในการ ทางานตามสญั ญาจา้ ง สาหรับระยะเวลาการทางานปกติของวนั ทางาน • สญั ญาจา้ ง = เงื่อนไขหรือขอ้ ตกลงระหวา่ งนายจา้ ง กบั ลูกจา้ ง เก่ียวกบั การ จา้ งหรือการทางาน ท้งั ที่เป็นหนงั สือ หรือ ดว้ ยวาจา และตกลงจะจ่ายค่าจา้ ง ให้ •คา่ ชดเชย = เงินท่ีนายจา้ งจ่ายใหล้ ูกจา้ งเม่ือเลิกจา้ งนอกเหนือจากเงิน ประเภทอื่นที่นายจา้ งตกลงจ่ายใหล้ ูกจา้ ง วนั เวลำทำงำน เวลำพกั • วนั ทางาน ไม่เกิน 6วนั ต่อ สปั ดาห์ • เวลาทางานปกติ (กาหนดเวลาเริ่มตน้ และสิ้นสุด) - งานทว่ั ไป ไม่เกิน8ชว่ั โมง/วนั และ 48ชว่ั โมง/สปั ดาห์ - งานอนั ตราย ตามกฎกระทรวง(ฉ.2)ไม่เกิน7ชว่ั โมง/วนั และ 42 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ • เวลาทางานปกติ - งานวิชาชีพ บริหารและจดั การ เสมียน การคา้ บริการ การผลิต หรืองานที่เกี่ยวขอ้ ง วนั ละก่ีชว่ั โมงกไ็ ด้ แต่ตอ้ ง ไม่เกิน 48 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ - งานปิ โตรเลียม ไม่เกิน 12 ชวั่ โมง/วนั และ 48 ชวั่ โมง/สปั ดาห์
15 • เวลาพกั - วนั ละไม่นอ้ ยกวา่ 1 ชว่ั โมง ภายใน 5 ชว่ั โมงแรก - ตกลงพกั นอ้ ยกวา่ คร้ังละ 1 ชว่ั โมงได้ รวมแลว้ ไม่ นอ้ ยกวา่ วนั ละ 1 ชว่ั โมง - ทางานล่วงเวลาไม่นอ้ ยกวา่ 2ชว่ั โมง ตอ้ งพกั ไม่ นอ้ ยกวา่ 20 นาที • วนั หยดุ ประจาสปั ดาห์ - 1 วนั /สปั ดาห์ ห่างกนั ไม่เกิน 6 วนั ตกลงกนั ล่วงหนา้ ได้ - สะสม เลื่อน ไดไ้ ม่เกิน 4 สปั ดาห์ติดต่อกนั ในงานโรงแรม ขนส่ง ในป่ า ท่ีทุรกนั ดาร งานอ่ืนตามกฎกระทรวง ตามประเพณี - ไม่นอ้ ยกวา่ ปี ละ 13 วนั รวมวนั แรงงานแห่งชาต - ตกลงกนั หยดุ วนั อ่ืนชดเชย หรือ จ่ายค่าทางานในวนั หยดุ พกั ผ่อนประจำปี - ทางานครบ 1 ปี มีสิทธิหยดุ ไม่นอ้ ยกวา่ 6 วนั ทางาน -นายจา้ งกาหนดเอง หรือตามที่ตกลงกนั -สะสมและเลื่อนไปรวมในปี ต่อ ๆ ไปได้ -ไม่ครบปี จดั ใหต้ ามสดั ส่วนได้ กำรลำ 1. ป่ วยได้ เท่าที่ป่ วยจริง (ไม่รวมเนื่องจากการทางาน) 2. คลอด ก่อน - หลงั ครรภห์ น่ึงไม่เกิน 90 วนั รวมวนั หยดุ 3. ทาหมนั ตามระยะเวลาที่แพทย์ ฯ กาหนด และ รับรอง 4. กิจ ตามขอ้ บงั คบั เกี่ยวกบั การทางาน
16 • รับราชการทหาร ตามจานวนวนั ท่ีทางการทหารเรียก • ฝึกอบรม ไม่นอ้ ยกวา่ 30 วนั หรือ 3 คร้ัง ไม่เกิด ความเสียหายหรือกระทบต่อธุรกิจ ค่ำจ้ำง ลูกจา้ งมีสิทธ์ิไดร้ ับค่าจา้ ง ดงั น้ี • ไม่นอ้ ยกวา่ เดือนละ 1 คร้ัง ไม่นอ้ ยกวา่ ค่าจา้ งข้นั ต่า • เลิกจา้ งจ่ายภายใน 3 วนั นบั จากเลิกจา้ ง • วนั หยดุ ประจาสปั ดาห์ (ยกเวน้ รายวนั ชวั่ โมง ตาม ผลงาน) ตามประเพณี พกั ผอ่ นประจาปี • ลาป่ วย 30 วนั ทางาน/ปี • ลาคลอด 45 วนั /ปี • ลาทาหมนั ตามใบรับรองแพทย์ • รับราชการทหาร 60 วนั /ปี • เป็นเงินไทย ณ ท่ีลูกจา้ งทางาน หรือตามที่ตกลงกนั ซ่ึงประโยชน์ตา ลูกจา้ ง กำรทำงำนล่วงเวลำ และวนั หยุด • ตอ้ งไดร้ ับความยนิ ยอมเป็นคราวๆไป ยกเวน้ งานที่ตอ้ งทา ติดต่อกนั ไป หยดุ เสียงหาย งานฉุกเฉิน(เท่าท่ีจาเป็น) • โรงแรม สถานมหรสพ ขนส่ง ร้านขายอาหาร เคร่ืองด่ืม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล ใหท้ างานในวนั หยดุ ได้ • หา้ มทา ในงานอนั อาจเป็นอนั ตรายต่อสุขภาพอนามยั ฯ • รวมกนั ไม่เกิน 36 ชว่ั โมง/สปั ดาห์
17 ค่ำล่วงเวลำ ค่ำทำงำนในวนั หยุด • ค่าล่วงเวลาในวนั ทางาน 1.5 เท่า • คา่ ล่วงเวลาในวนั หยดุ 3 เท่า • คา่ ทางานในวนั หยดุ ลูกจา้ งที่มีสิทธิไดร้ ับค่าจา้ งในวนั หยดุ 1 เท่า ไม่มี สิทธิ 2 เท่า • ลูกจา้ งท่ีมีอานาจในการจา้ ง ใหบ้ าเหน็จ ลดคา่ จา้ งหรือเลิกจา้ ง ตาม ม. 65 (1) ไม่ไดร้ ับค่าล่วงเวลา และคา่ ทางานในวนั หยดุ เวน้ แต่นายจา้ งตกลงจ่าย ให้ หลกั ประกนั 1.หา้ มเรียกหรือรับหลกั ประกนั จากลูกจา้ งเดก็ 2.หา้ มเรียกหรือรับหลกั ประกนั 3.จานวนเงินไม่เกิน 60 เท่าของคา่ จา้ งรายวนั โดยเฉล่ีย 4.ฝากไวก้ บั ธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบนั การเงินอ่ืน โดยมีบญั ชอี ื่นเงินฝาก ของลูกจา้ งแต่ละคน พร้อมกบั แจง้ ช่ือธนาคาร ชื่อบญั ชี เลขที่บญั ชี ให้ ลกู จา้ งทราบเป็นหนงั สือ ภายใน7วนั นบั ต้งั แต่วนั ที่รับหลกั ประกนั (เงิน สด) 5.เลิกจา้ ง ลาออก สิ้นสญั ญาประกนั คืนเงิน (พร้อมดอกเบ้ีย) ภายใน7วนั 6.ไม่คืน ใชม้ .9 (ดอกเบ้ีย 15%/ปี ,เงินเพม่ิ 15% ทุก7วนั ) กำรล่วงเกนิ ทำงเพศ(มำตรำ16) หา้ มมิใหน้ ายจา้ ง หวั หนา้ งาน ผคู้ วบคุมงาน หรือผตู้ รวจงาน กระทาการล่วงเกิน คุกคามหรือก่อความเดือดร้อนราคาญ ทางเพศต่อ ลกู จา้ ง
18 ค่ำชดเชย(ม.118) 1.ทางานติดต่อกนั ครบ 120วนั ไม่ครบ 1ปี 30 วนั 2.ทางานติดต่อกนั ครบ 1ปี ไม่ครบ 3ปี 90 วนั 3.ทางานติดต่อกนั ครบ 3บี ไม่ครบ 6ปี 180วนั 4.ทางานติดต่อกนั ครบ 6ปี ไม่ครบ 10ปี 240วนั 5.ทางานติดต่อกนั ครบ 10ปี ข้ีนไป 300วนั ค่ำชดเชยพเิ ศษ •กรณียา้ ย สปก.ไปต้งั ที่อื่น มีผลกระทบต่อลูกจา้ งหรือครอบครัว (ม. 120) •เลิกจา้ ง กรณีปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต จาหน่าย บริการ นาเคร่ืองจกั รมาใช้ (ม.121) กำรร้องทุกข์ 1.ลกู จา้ งไปฟ้องศาลแรงงานเอง 2.ลูกจา้ งยน่ื คาร้องต่อพนกั งานตรวจแรงงานทอ้ งที่ท่ีลูกจา้ งทางาน หรือภูมิลาเนาของนายจา้ ง
19 กำรแทรกแซงรำคำ การแทรกแซงราคา คือ การที่รัฐเขา้ แทรกแซงตลาดเพอ่ื ควบคุมราคา ใหเ้ ป็นอยา่ งท่ีอยากใหเ้ ป็น ซ่ึงเป็นตวั การทาใหก้ ลไกราคาทางานไดอ้ ยา่ งไม่ สมบูรณ์ และไม่เกิดจุดดุลยภาพท่ีแทจ้ ริง กำรแทรกแซงรำคำของรัฐบำล รัฐบาลจะเขา้ ไปแทรกแซงกลไกราคาในกรณีที่ กลไกราคาไม่สามารถ แกไ้ ขปัญหาไดท้ นั ท่วงที รัฐบาลมกั จะเขา้ แทรกแซงราคาโดยใชม้ าตรการ ควบคุมราคา ควำมจำเป็ นในกำรแทรกแซงรำคำ กลไกราคาจะทางานอยา่ งเสรีเฉพาะในตลาดแข่งขนั สมบูรณ์เท่าน้นั ตลาดแขง่ ขนั สมบูรณ์หมายถึง ราคาหรือบริการใดๆท่ีปราศจากการ แทรกแซง ในโลกแห่งความเป็นจริง ตลาดที่พบในปัจจุบนั เป็นตลาดแขง่ ขนั ไม่สมบูรณ์ ซ่ึงผขู้ ายอาจมีอิทธิพลต่อการกาหนดราคา หรือในบางกรณีเป็น ตลาดของผซู้ ้ือซ่ึงอาจจะเกิดกบั ผผู้ ลิตที่อาจไม่มีการต่อรองกลไกราคาไม่ สามารถแกป้ ัญหาไดท้ นั ท่วงทีซ่ึงนาความเดือนร้อนมาสู่สงั คมโดยรวม รัฐบาลจึงทาเป็นตอ้ งแทรกแซงราคา
20 กำรกำหนดรำคำข้นั ต่ำ(Minimum price policy) รัฐจะเขา้ มาแทรกแซงตลาดโดยการประกนั ราคาหรือพยงุ ราคาในกรณีท่ี สินคา้ ชนิดน้นั มีแนวโนม้ จะต่ามากหรือต่ากวา่ ราคาข้นั ต่า การควบคุมราคา ข้นั ต่าเป็นมาตรการท่ีรัฐบาลควบคุมราคาเพื่อใหค้ วามช่วยเหลือผผู้ ลิต ไม่ใหไ้ ดร้ ับความเดือดร้อนจากการท่ีราคาสินคา้ ที่ผลิตไดต้ ่าเกินไปไม่คุม้ ทุนที่ลงไป กำรกำหนดรำคำข้นั สูง (maximum price control) เป็นมาตรการท่ีรัฐบาลควบคุมราคาเพ่ือใหค้ วามช่วยเหลือผบู้ ริโภคที่ไดร้ ับ ความเดือดร้อนจากการที่สินคา้ ที่จาเป็นแก่การดารงชีวติ มรี าคาสูงข้ึน การ ควบคุมราคาข้นั สูงรัฐบาลจะกาหนดราคาขายสูงสุดของสินคา้ น้นั ไวแ้ ละ หา้ มผใู้ ดขายสินคา้ เกินกวา่ ราคาที่รัฐบาลกาหนด
21 กำรจ่ำยเงนิ อดุ หนุน การจ่ายเงินอุดหนุนใหแ้ ก่เกษตรกร (subsidy) วธิ ีน้ีรัฐบาลจะปล่อยให้ เกษตรกรขายสินคา้ ในราคาตลาด (ราคาดุลยภาพ) แลว้ จ่ายเงินอุดหนุน ให้ เท่ากบั ส่วนแตกต่างระหวา่ งราคาตลาดกบั ราคาประกนั ข้นั ต่า
22 ตลำด 1.ตลำดทมี่ กี ำรแข่งขนั สมบูรณ์ 1.) มีผซู้ ้ือและผขู้ ายจานวนมาก (many buyers and sellers) แต่ละรายมีการ ซ้ือขายเป็นส่วนนอ้ ยเมื่อเปรียบเทียบกบั จานวนผซู้ ้ือและผขู้ าย ท้งั หมดใน ตลาด การซ้ือขายสินคา้ ของผซู้ ้ือหรือผขู้ ายแต่ละรายไม่มีอิทธิพลต่อการ กาหนดราคา 2.) สินคา้ ที่ซ้ือหรือขายจะตอ้ งมีลกั ษณะเหมือนกนั (homogeneity) สามารถ ที่จะใชแ้ ทนกนั ไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ 3). การติดต่อซ้ือขายจะตอ้ งกระทาไดโ้ ดยสะดวก 4). หน่วยธุรกิจสามารถเขา้ หรือออกจากธุรกิจการคา้ โดยเสรี
23 2.ตลำดแข่งขนั ไม่สมบูรณ์ 1) ผขู้ ายมีจานวนไม่มาก 2.) ลกั ษณะสินคา้ ไม่เหมือนกนั ทุกประการ สินคา้ มีลกั ษณะคลา้ ยกนั แต่ ไม่เหมือนกนั อาจจะแตกต่างกนั ที่คุณภาพ การบริการ การ โฆษณา บรรจุ หีบห่อ 3.) การเขา้ หรือออกจากการผลิตทาไดย้ าก 4.) ความรู้ในเรื่องการตลาดไม่สมบูรณ์ ท้งั ผซู้ ้ือและผขู้ ายไม่มีความรู้ เรื่องการตลาดหรือขอ้ มูลการตลาดอยา่ งสมบูรณ์ทาใหร้ าคาแตกต่างกนั
24 ตลำดแข่งขนั ไม่สมบูรณ์ แบ่งออกเป็ น 3 ประเภท 1.ตลำดผูกขำด (monopoly) •ตลาดท่ีมีผผู้ ลิตหรือผขู้ าย เพียงรายเดียว •สินคา้ หรือบริการ เป็นสินคา้ ท่ีไม่มีสินคา้ อ่ืนมาทดแทนไดเ้ ลย •มีการกีดกนั การเขา้ สู่ตลาด •ไม่จาเป็นตอ้ งส่งเสริมการขายมากนกั •ผผู้ ลิตหรือผขู้ าย มีอานาจกาหนดราคาสูง •ตวั อยา่ ง ไฟฟ้า ประปา รถไฟ (มกั จะเป็นของรัฐบาล) 2. ตลำดผู้ขำยน้อยรำย (oligopoly) •มีผขู้ ายรายเดียว •สินคา้ ไม่สามารถทดแทนได้ •หน่วยธุรกิจเขา้ หรืออกจากตลาดยาก •ผขู้ ายแต่ละรายจะขายสินคา้ เป็นจานวนมาก
25 3.ตลำดกงึ่ แข่งขนั กงึ่ ผูกขำด (Monopolistic Competition Market) •มีจานวนผขู้ ายมาก •สินคา้ ของผผู้ ลิตแต่ละรายมีความแตกต่างกนั บา้ งเลก็ นอ้ ย •สามารถใชท้ ดแทนกนั ได้ (แต่ไม่สมบูรณ์) •ผผู้ ลิตสามารถกาหนดราคาสินคา้ ใหแ้ ตกต่างกนั ไดบ้ า้ ง
26 บรรณำนุกรม ควำมสัมพนั ธ์ทำงเศรษฐกจิ https://sites.google.com อปุ สงค์อปุ ทำน https://sites.google.com กลไกรำคำและกำรกำหนดจุดดุลยภำพ http://socialteacherwp.blogspot.com กำรแทรกแซงรำคำ https://sites.google.com ตลำด https://sites.google.com
E-book เรื่อง ควำมสัมพนั ธ์ทำงเศรษฐกจิ เสนอ คุณครู ณฐั ริณีย์ สมนึก จัดทำโดย น.ส.ชลธิชา คาเนตร เลขท่ี19 ม.4/2 น.ส.ชลธิณี สุขมน่ั เลขที่20 ม.4/2 น.ส.ณฐั ชา วนิ ทไชย เลขท่ี21 ม.4/2 น.ส.ณฐั ธิดา ปานนุกลุ เลขท่ี23 ม.4/2 น.ส.พิมชนก ถาวรเจริญพงศ์ เลขที่25 ม.4/2
Search
Read the Text Version
- 1 - 30
Pages: