Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore pro-green-booklet-e0b899e0b8a7e0b8b1e0b895e0b881e0b8a3e0b8a3e0b8a1-e0b980e0b897e0b884e0b982e0b899e0b982e0b8a5e0b8a2e0b8b5-e0b881e0b8b1e0b89a-e0b881e0b8b2e0b8a3e0b89ee0b8b1e0b892e0b899e0b

pro-green-booklet-e0b899e0b8a7e0b8b1e0b895e0b881e0b8a3e0b8a3e0b8a1-e0b980e0b897e0b884e0b982e0b899e0b982e0b8a5e0b8a2e0b8b5-e0b881e0b8b1e0b89a-e0b881e0b8b2e0b8a3e0b89ee0b8b1e0b892e0b899e0b

Published by ANDREW `, 2021-12-21 07:25:24

Description: pro-green-booklet-e0b899e0b8a7e0b8b1e0b895e0b881e0b8a3e0b8a3e0b8a1-e0b980e0b897e0b884e0b982e0b899e0b982e0b8a5e0b8a2e0b8b5-e0b881e0b8b1e0b89a-e0b881e0b8b2e0b8a3e0b89ee0b8b1e0b892e0b899e0b

Search

Read the Text Version

เริ่มหรือธุรกิจสตาร์ตอัพ (Start-up Business) วิสาหกิจขนาด กลางและขนาดย่อม การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องทดลอง ซงึ่ เชอื่ มโยงกบั มหาวทิ ยาลยั และการจดั การของศนู ยแ์ ละคลสั เตอร์ เทคโนโลยีในทอ้ งถิ่น » ระดบั ทอ้ งถนิ่ มศี กั ยภาพธรรมาภบิ าลทเ่ี ขม้ แขง็ หรอื ไม่ – ความเขม้ แขง็ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ดำาเนินงานส่วนท้องถ่ิน และ การมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งของภาคประชาสงั คม จะสนบั สนนุ การ เคลื่อนไปสู่การกระจายอำานาจและความเปนอิสระ ซึ่งจะมีผล สาำ คญั สาำ หรบั เทคโนโลยใี นระยะเรมิ่ ตน้ และ สาำ หรบั ประเทศทอ่ี ยู่ ในรปู แบบนวตั กรรมความกลา้ เสย่ี งทางเทคโนโลยที กี่ าำ ลงั พจิ ารณา การแทรกแซงนโยบาย เชน่ การเร่งคลัสเตอร์เทคโนโลยรี ะดับสงู ประเด็นที่ควรพิจารณาเพ่ิมเติมเก่ียวกับศักยภาพธรรมาภิบาล ทอ้ งถ่ิน มดี งั นี้ • ระดบั การควบคมุ และอาำ นาจการจดั สรรงบประมาณใหก้ บั การ ศึกษาในระดบั มัธยมศึกษา หลงั มธั ยมศึกษา และอาชีวศึกษา • ระดบั ของการควบคมุ และอาำ นาจการจดั สรรงบประมาณใหก้ บั โครงการ-วิจัยด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี • ระดบั การควบคมุ นโยบายเศรษฐกิจ • ระดับการควบคุมและอำานาจการจัดสรรงบประมาณเพ่ือ โครงสร้างพนื้ ฐาน • ความสามารถท่ีจะสร้างและบังคับใช้มาตรฐานหลากหลาย ประเภท เชน่ มาตรฐานการศกึ ษา และมาตรฐานโครงขา่ ยไฟฟา • ระดบั ของการควบคมุ กฎระเบยี บของสาธารณปู โภคพลงั งานไฟฟา • ความสามารถในการสร้างหรือบังคับใช้เปาหมายสัดส่วน พลังงานหมุนเวยี น ศูนยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสเี ขยี ว 51

» มีความต้องการการแก้ปญหาโมเดลธุรกิจในท้องถิ่นหรือไม่ – ความต้องการในกิจกรรมนวัตกรรมปลายทางในระดับท่ีสูง จะมี ส่วนช่วยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ดำาเนินงานระดับท้องถิ่น มากขนึ้ ซง่ึ มปี จจยั หลายอยา่ งที่เปน เช่นน้ี ยกตวั อย่างเชน่ หลาย ประเทศมีความแตกต่างในทรัพยากรพลังงานหมุนเวียนระดับ ภูมิภาค และอาจจะมีสถานที่ที่ดีกว่าในการสร้างนโยบายที่มี ประสิทธิผล นอกจากนี้ หลายประเทศมีการแบ่งแยกกันอย่าง ชัดเจนระหวา่ งเมืองกับชนบท ซ่งึ อาจจะมีความต้องการพลงั งาน ของผู้บริโภคท่ีแตกต่างกัน และส่งผลกระทบต่อความต้องการ โมเดลธุรกิจสำาหรับนวัตกรรมของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เปน อยา่ งมาก ดงั นนั้ การใหค้ วามรกู้ บั ผบู้ รโิ ภคเปน สง่ิ ทจ่ี าำ เปน ใน การสรา้ งความตอ้ งการไดอ้ ยา่ งยัง่ ยืน » หน่วยงานและบริษัทในระดับท้องถิ่นมีข้อมูลเชิงลึกท่ีดีกว่า เก่ียวกับความต้องการในตลาดแรงงานหรือไม่ – หน่วยงานและ บริษัทระดับท้องถ่ินจะเปนกลุ่มแรก ๆ ท่ีสามารถระบุการ ขาดแคลนทักษะท่ีเก่ียวข้องกับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ในขณะท่ีหน่วยงานระดับประเทศมีบทบาทท่ีสำาคัญในการ ประสานงานและประยุกต์ใช้วิธีการต่าง ๆ ที่ได้มาตรฐานในการ ประเมินความต้องการแรงงานและการส่ือสาร กบั ทอ้ งถน่ิ อยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ล การตอบสนอง ต่อการคาดการณ์แรงงาน ควรจะ ถูกมองให้เปนเหตุผลในความพยายาม ผลกั ดนั นโยบายใหเ้ กดิ การจดั สถาบนั ให้ สอดคล้องกับตลาดแรงงาน โดยเน้น การกระจายอำานาจและการมีส่วนร่วม ระหว่างภาครฐั กบั เอกชนทเี่ ข้มแขง็ 52 ศนู ยว์ ิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสเี ขยี ว

ในทา้ ยทส่ี ดุ มติ แิ นวลกึ จะขยายไปสนู่ โยบายทเี่ หนอื กวา่ ระดบั ประเทศ บางทางเลือกจะรวมถึง ข้อตกลงการวิจัยและการพัฒนาระดับทวิภาคีและ พหภุ าคอี ยา่ งมสี ว่ นรว่ ม การมสี ว่ นรว่ มในโปรแกรมใหท้ นุ นวตั กรรมนานาชาติ รว่ มกนั โปรแกรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีผา่ นทางกลไกระหว่างประเทศ หรอื กองทนุ ชว่ ยเหลอื เพ่ือการเข้าถงึ พลงั งาน 2) การพจิ ารณามติ ิแนวกว้าง (Horizontal Considerations) นโยบายนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนมักเก่ียวข้องกับหน่วยงาน และกระทรวงทหี่ ลากหลาย รวมทง้ั ผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี จากภายนอก ทง้ั ในสว่ นของ หนว่ ยงานรฐั ทร่ี บั ผดิ ชอบในประเดน็ พลงั งาน วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี การ ศกึ ษา การพฒั นาเศรษฐกิจ การคลัง และ พาณชิ ย์ ซ่ึงรายละเอยี ดบทบาทท่ี เหมาะสมท่หี นว่ ยงานรัฐต่าง ๆ เหลา่ น้ีควรจะตอ้ งเขา้ มาทาำ งานรว่ มกันนนั้ จะ ขนึ้ กบั รปู แบบของนวตั กรรม เปา หมายพลงั งานระดบั มหภาค และเทคโนโลยี เปาหมายของประเทศน้ัน ๆ โดยการท่ีประเทศจะประสบความสำาเร็จใน เปาหมายพลังงานของตนเอง จะถูกกำาหนดจากความสำาคัญของเปาหมาย ระดับประเทศ และการทำางานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ความร่วมมือกันระหว่างผู้มีส่วนได้เสียเปนส่วนสำาคัญสำาหรับนวัตกรรม และ การประสบความสำาเร็จของความร่วมมือในระดับกว้าง จะเปนส่วนสำาคัญใน การสร้างความสอดคล้องและหลีกเล่ียงความขัดแย้งระหว่างนโยบาย ทั้งน้ี การพจิ ารณาธรรมาภิบาลนโยบายในมติ แิ นวกวา้ งจะประกอบด้วย • ระดับและประเภทของความร่วมมือในการวิจัยระหว่างสถาบัน ภาครัฐและบริษัทเอกชน - ความร่วมมือท่ีใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานที่ รบั ผดิ ชอบดา้ นเศรษฐกจิ การศกึ ษา และวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เปน สง่ิ ท่ี ต้องการในรูปแบบนวัตกรรมการขยายขนาดเชิงพาณิชย์ ซ่ึงอาจจะเปน การประสานงานกันระหว่างกระทรวงและบริษัทใหญ่ ๆ ในกรณีรูปแบบ นวัตกรรมความกล้าเสี่ยงทางเทคโนโลยี อาจจะเปนกิจกรรมการวิจัยและ พัฒนาที่ร่วมมือกันระหว่างสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยแห่งชาติ และ บรษิ ทั เอกชน ศนู ยว์ ิจยั นโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขยี ว 53

• การร่วมมือกันระหว่างผู้กำากับกิจการพลังงานและกระทรวงท่ี เก่ยี วขอ้ ง – การสนับสนุนนวัตกรรมของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวยี นอาจไม่ สามารถประสบผลหากกฎระเบยี บทมี่ อี ยมู่ ลี กั ษณะทเ่ี กอ้ื หนนุ กบั องคก์ รธรุ กจิ ดง้ั เดมิ ทีอ่ ยูใ่ นตลาดมากเกินไป ดว้ ยเหตุผลน้ี ความรว่ มมอื ระหว่างหน่วยงาน กาำ กับและกระทรวงทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั นวัตกรรมตา่ ง ๆ เปนสง่ิ ที่สำาคญั • การประสานงานระหว่างกระทรวง - การประสานงานระหว่าง กระทรวงทเ่ี กย่ี วขอ้ งเปน สงิ่ ทที่ า้ ทาย และธรรมาภบิ าลทม่ี ปี ระสทิ ธผิ ลบางครงั้ ก็จะถกู ทำาให้หยดุ ชะงักด้วยการประสานงานทไี่ ม่ไดผ้ ล 3) การพิจารณาธรรมาภบิ าลอ่ืน ๆ นอกเหนือจากการพิจารณามิติแนวลึกกับแนวกว้างแล้ว ยังมี ประเดน็ อนื่ ๆ ทส่ี ง่ ผลกระทบตอ่ ธรรมาภบิ าลอกี หนงึ่ ในนน้ั คอื แนวโนม้ ความ ต้องการของรัฐบาลท่ีจะเข้าไปแทรกแซงนโยบาย ซ่ึงเปนการควบคุมทางตรง ของกิจกรรมทางการเมอื งและเศรษฐกิจ ในทางตรงกนั ขา้ ม รฐั บาลท่ไี มน่ ิยม การแทรกแซงนโยบาย อาจจะท่ีจะดำาเนินบทบาทเปน “ผู้กระตุ้นปฏิกิริยา” ท่ีมุ่งเน้นการบ่มเพาะสภาพแวดล้อมเชิงกฎหมายและสถาบันที่เหมาะสม มากกวา่ การเขา้ ไปควบคมุ แทรกแซง 3.3.2 การเลอื กและการใชน้ โยบายนวตั กรรม (Selecting and Applying Innovation Policy) ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการวางแผนก็คือ ข้ันตอนการเลือก เคร่ืองมือนโยบายนวัตกรรมท่ีจะนำามาปรับใช้ และรวมท้ังการนำาเคร่ืองมือ นโยบายมาใช้ปฏิบัติจริง โดยในแง่หลักการเราอาจสามารถกำาหนดแบ่งกลุ่ม หน้าท่ี (function) ของนโยบายนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนออกได้ เปน อยา่ งนอ้ ย 7 กล่มุ ดงั แสดงในตารางที่ 3.2 54 ศนู ยว์ จิ ยั นโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขียว

ตารางที่ 3.2 ประเภทกลุ่มหน้าที่ของนโยบายนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงาน หมนุ เวยี น กลมุ่ หนา้ ทที่ างนโยบาย คาำ อธบิ าย การสร้างความสามารถ การพัฒนาทุนมนุษย์ – ทักษะและความสามารถ และทุนมนษุ ย์ ซ่ึงอาจดำาเนินการผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิง วิชาการ หรอื การเรียนรู้เชิงประยุกต์ การสรา้ งสรรคแ์ ละแลก การพัฒนาเวทีในการคิดค้นนวัตกรรมและแพร่ เปลย่ี นองค์ความรใู้ หม่ ความรู้ เพื่อช่วยเร่งกระบวนการสร้างสรรค์ นวตั กรรม การสนับสนุนการแพร่ การเสริมสร้างเครือข่ายเพ่ือสนับสนุนการแพร่ ความรู้ และเครือข่าย กระจายองค์ความรู้และการพัฒนาธุรกิจ โดยอาจ ความรว่ มมอื เน้นการสร้างเครือข่ายตามสายโซ่อุปทาน ตาม พนื้ ทท่ี างภมู ศิ าสตร์ หรอื ตามสาขาอตุ สาหกรรม การสร้างธรรมาภิบาล นวัตกรรมและการลงทุนได้รับการสนับสนุนจาก และการกาำ กบั ดูแล กฎเกณฑ์กติกาและมาตรฐานต่างๆที่มีความ ยตุ ธิ รรม ชัดเจน และ นำาไปบังคบั ใช้ได้ การพัฒนาโครงสร้าง นโยบายในการสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้าง พ้ืนฐาน พนื้ ฐานทจ่ี าำ เปน ซงึ่ อาจจะไมไ่ ดถ้ กู สรา้ งหากปลอ่ ย ให้เปนการตัดสินใจของเอกชน การจัดหาแหล่งทุน การใช้แหล่งทุนสาธารณะสามารถช่วยเติมเต็ม บทบาทของทุนเอกชนในการสนับสนุนนวัตกรรม พลงั งานหมนุ เวียน การสรา้ งตลาด การสนบั สนนุ การสรา้ งตลาดคอื บทบาทสาำ คญั ของ ผู้กำาหนดนโยบาย และเปนเงื่อนไขสำาคัญในการ พัฒนาระบบนิเวศนวตั กรรม ที่มา: RETIP (2015) ศนู ย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สีเขยี ว 55

การเลือกเครื่องมือท่ีเหมาะสมควรจะวางอยู่บนพ้ืนฐานของผลการ วเิ คราะหท์ ไี่ ดจ้ ากกระบวนการวางแผนในขน้ั ตอนตา่ ง ๆ กอ่ นหนา้ น้ี (ทงั้ ในชว่ ง การประเมนิ ชว่ งการวางกลยุทธ์ หรือ การพจิ ารณาโครงสรา้ งธรรมาภบิ าล) ซ่ึงผู้ออกแบบจะต้องนำามาประกอบในการพิจารณาว่า ควรใช้นโยบายใน ลักษณะของกลุ่มหน้าท่ีใดบ้างเข้ามาเสริมความเหมาะสมสำาหรับกรณีของ นวตั กรรมเทคโนโลยที พ่ี จิ ารณา ทง้ั นใ้ี นแตล่ ะกลมุ่ หนา้ ทด่ี งั กลา่ ว กย็ งั จะมที าง เลอื กเครอื่ งมอื เฉพาะทอ่ี าจจะเลอื กนาำ มาปรบั ใชไ้ ดห้ ลากหลายประเภทอกี โดย รูปที่ 3.3 จะแสดงตัวอยา่ งทางเลือกนโยบายทอี่ าจนำามาใชส้ าำ หรับแต่ละกลุ่ม หนา้ ที่ สาำ หรบั แต่ละช่วงข้ันตอนของห่วงโซ่นวัตกรรม รปู ที่ 3.3 ตัวอย่างนโยบายนวตั กรรมเทคโนโลยีพลงั งานหมนุ เวียน ทวี่ างใน ภมู ิทัศนน์ วัตกรรม ทม่ี า: RETIP (2015) 56 ศนู ยว์ ิจยั นโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขยี ว

กรอบแนวคิดในการออกแบบนโยบายนวัตกรรมข้างต้นสามารถช่วย สนบั สนุนการพัฒนานโยบายภาคพลงั งานระดับประเทศในลักษณะดังน้ี » การส่งเสริมมุมมองที่เปนองค์รวม นโยบายนวัตกรรมว่าด้วย เทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี นชว่ ยนาำ มติ สิ าำ คญั หลกั ซง่ึ มกั จะถกู มอง อย่างแยกส่วนมาโดยตลอดให้เข้ามาสู่การพิจารณาร่วมกัน เช่น ปจ จัยทางเศรษฐกจิ การประเมนิ ทรพั ยากรพลงั งาน การประเมิน ศกั ยภาพองคก์ ร ลกั ษณะของหว่ งโซค่ ณุ คา่ และเทคโนโลยพี ลงั งาน หมุนเวียน เปน ตน้ การมองแบบเปนองคร์ วมชว่ ยใหเ้ ห็นวา่ ปจ จัย เหลา่ นจี้ ะสามารถสง่ ผลกระทบตอ่ การออกแบบนโยบายนวตั กรรม ด้านเทคโนโลยีพลงั งานหมุนเวียนไดอ้ ย่างไรบา้ ง » การส่งเสริมนวัตกรรมนอกห้องทดลอง ขณะท่ีกรอบนโยบาย นวัตกรรมทั่วไปมักจะเน้นท่ีตัวนวัตกรรม เช่น สิทธิบัตร บริษัท สตาร์ตอัพ การร่วมทุน เปนต้น แต่นโยบายนวัตกรรมว่าด้วย เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนควรจะเน้นพิจารณาท้ังภาพรวม ห่วงโซ่นวัตกรรม ซ่ึงช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบายมีมุมมองท่ี ครอบคลุมมากขึ้น » การส่งเสริมการเน้นที่เง่ือนไขการสร้างศักยภาพ ขณะท่ีกรอบ นโยบายนวัตกรรมทั่วไปมักจะเน้นที่ช่องว่างนวัตกรรมภายใต้ เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนเฉพาะ หรือเน้นท่ีภูมิทัศน์ทาง นโยบายพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่นโยบายนวัตกรรมว่าด้วย เทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี นจะมองเทคโนโลยใี นบรบิ ททกี่ วา้ งขนึ้ โดยเช่ือมโยงกับเงอื่ นไขการสรา้ งศกั ยภาพ ดว้ ยเหตุนี้ นวตั กรรม จึงไม่ใช่การบังคับ แต่เปนการสร้างเสริมศักยภาพ เปนการ ขบั เคลือ่ นการตดั สินใจระยะยาว และนำาสผู่ ลลพั ธ์ท่ดี ขี น้ึ ศนู ย์วจิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สีเขียว 57

» การส่งเสริมการเน้นธรรมาภิบาล นโยบายนวัตกรรมว่าด้วย เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนช่วยสร้างความชัดเจนในเร่ือง ข้อจำากัดและอุปสรรคในการพัฒนานโยบายนวัตกรรมและ การนำาสู่การปฏิบตั ิ นโยบายนวตั กรรมว่าด้วยเทคโนโลยพี ลงั งานหมุนเวียนสามารถชว่ ย สง่ เสรมิ การพฒั นาเศรษฐกจิ ทงั้ ในระดบั ทอ้ งถนิ่ และระดบั ประเทศ และยงั ชว่ ย สรา้ งประโยชนใ์ หเ้ กดิ ขน้ึ ในระดบั โลก การพฒั นาความรว่ มมอื ในกระบวนการ พัฒนานโยบายนวัตกรรมว่าด้วยเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนผ่านการเรียนรู้ และการวิจัยเชิงประยุกต์อย่างต่อเนื่องจะช่วยพัฒนากรอบนโยบายพลังงาน หมนุ เวียนและผลลพั ธ์ให้ดยี ง่ิ ขนึ้ ต่อไป 58 ศูนยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขยี ว

บทท่ี 4 นวัตกรรมเทคโนโลยีเพ่อื การปฏิรูปภาคพลังงาน เนื้อหาในบทน้ีจะเปนข้อเสนอการวิเคราะห์เกี่ยวกับนวัตกรรมและ เทคโนโลยที มี่ คี วามสาำ คญั ในการขบั เคลอื่ นการพลกิ โฉมภาคพลงั งาน เพอ่ื สรา้ ง ให้เกิดการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับท่ีสอดคล้องกับ เปา หมายทรี่ ะบไุ ว้ในความตกลงปารสี (Paris Agreement) เพอื่ ทีจ่ ะปกปอง สภาพภมู ิอากาศของโลกไม่ใหเ้ กิดการเปลยี่ นแปลงท่เี ปน อันตราย โดยในบทนี้ผู้เขียนจะใช้ข้อมูลจากรายงาน Global Energy Transformation: A Roadmap to 2050 (2019 Edition) ซ่ึงดำาเนนิ การ ศึกษาโดยสำานักงานพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency: IRENA) มาเปนข้อมูลพื้นฐานสำาหรับการ วิเคราะห์และการสร้างภาพรวมความเชื่อมโยงของความสัมพันธ์ระหว่าง นวตั ิกรรมในมิตติ า่ ง ๆ ที่มีความสาำ คัญตอ่ การปฏริ ปู ของภาคพลังงาน 4.1 ความตกลงปารสี กบั การลดการปลอ่ ยกา ซคารบ์ อนไดออกไซด์ ในภาคพลงั งาน ภายใตค้ วามตกลงปารสี ประชาคมโลกไดก้ าำ หนดเปา หมายในระยะยาว ในการจดั การกบั ปญ หาการเปลย่ี นแปลงสภาพภมู อิ ากาศไวท้ กี่ าร “รกั ษาการ เพ่ิมข้ึนของอุณหภูมิเฉล่ียของโลกในระดับท่ีต่ำากว่า 2 องศาเซลเซียสอย่าง ชดั เจน (well below 2°C) เมอื่ เทยี บกบั ยคุ กอ่ นอตุ สาหกรรม และ มงุ่ พยายาม (pursue effort) ทจี่ ะจาำ กดั การเพมิ่ ขน้ึ ใหไ้ มเ่ กนิ 1.5 องศาเซลเซยี ส เมอ่ื เทยี บ กบั ยคุ ก่อนอุตสาหกรรม” ศูนย์วจิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขยี ว 59

เพอื่ ทจี่ ะเออ้ื ใหเ้ กดิ การบรรลเุ ปา หมายเชงิ อณุ หภมู ดิ งั กลา่ ว ความตกลง ปารสี ยงั ไดม้ กี ารระบเุ ปา หมายเชงิ ปรมิ าณการปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกรวมของ โลกไว้ด้วย โดยในเชิงเปาหมายระยะสั้น ได้กำาหนดให้ภาคีสมาชิกเร่งดำาเนิน การควบคมุ ปรมิ าณการปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกรวมใหบ้ รรลคุ า่ สงู สดุ และเรม่ิ มี คา่ ลดตำ่าลง (Global Peaking) โดยเร็วทสี่ ุด พรอ้ มกบั ทก่ี ำาหนดเปา หมายการ ลดก๊าซในระยะยาวไว้ที่ การบรรลุ “จุดสมดุลของการปล่อยและการดูดซับ กา๊ ซเรือนกระจก” ภายในชว่ งครึง่ หลังของศตวรรษนี้ – ซง่ึ หากจะขยายความ ให้ชัดเจน ความหมายของเปาหมายระยะยาวดังกล่าวก็คือ การเรียกร้องให้ ประชาคมโลกจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มการดูดซับ ก๊าซเรือนกระจก จนกระท่ังทำาให้ “ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ (Net Emissions)” ในส่วนท่ีเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมของมนุษย์ ลดลงจนมี กระท่ังค่าสุทธิเปนศูนย์ ภายในช่วงก่อนป ค.ศ. 2100 การที่จะสร้างให้เกิดการบรรลุเปาหมายการปล่อยก๊าซรวมสุทธิเปน ศูนย์ภายในไม่เกิน 80 ปข้างหน้า ถือเปนภารกิจท่ีมีความท้าทายอย่างมาก และจาำ เปน ทตี่ อ้ งไดร้ บั ความรว่ มมอื จากทกุ ประเทศ ทกุ ภาคสว่ น รว่ มกนั จงึ จะ สามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับการพลิกโฉมขนานใหญ่นี้ได้ โดย ภาคสว่ นทมี่ คี วามเกย่ี วขอ้ งและจาำ เปน ตอ้ งมกี ารปฏวิ ตั เิ ปลยี่ นแปลงอยา่ งมาก ทส่ี ุดกค็ ือ ภาคพลงั งาน เน่อื งจากเปน ภาคการผลติ ที่กอ่ ให้เกิดการปลดปล่อย กา๊ ซเรือนกระจกมากที่สุด เพ่ือเปนการเตรียมการในการรองรับการเปล่ียนแปลงดังกล่าว ทาง สำานักงานพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (International Renewable Energy Agency: IRENA) จึงได้มกี ารจดั ทำารายงานเพอื่ ประเมนิ ความเปนไป ได้ทางเทคนิคและผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการปฏิรูปภาค พลังงานท่ีจำาเปนในการรักษาเปาหมายของความตกลงปารีส ในช่วงระยะ ปานกลาง (จนถึงป ค.ศ. 2050) โดยไดด้ ำาเนินการจดั พมิ พ์รายงานฉบบั แรก ร่วมกับทางสำานักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency, IEA) ในป ค.ศ. 2017 (IEA and IRENA, 2017) และ หลังจากนน้ั 60 ศูนย์วิจัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขียว

กไ็ ด้จัดพิมพร์ ายงานฉบบั ต่อเน่อื งเปนรายป มาจนถึงปจจุบนั จาำ นวน 2 ฉบบั ภายใตช้ อื่ รายงาน Global Energy Transformation: A Roadmap to 2050 (IRENA, 2018A และ IRENA, 2019) ในรายงานฉบบั ลา่ สดุ IRENA (2019) ไดน้ าำ เสนอ Emissions Pathway ของการควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในส่วนที่เก่ียวข้องกับการ เใปช้าพหลมังางยาหนล(กั eขnอeงrคgวyา-มreตlกaลteงปdารCสี O2เพeอื่ mทจี่isะsคioวnบsค)มุ กทาี่มรีคเพวาิม่ มขสอองอดุณคลห้อภงูมกิใัหบ้ อยู่ในระดับ “well below 2°C” – ซึง่ IRENA เลือกแปลความหมายว่าจะ ต้อง มีระดับของความเปนไปได้ท่ีจะสามารถรักษาการเพิ่มข้ึนของอุณหภูมิ เฉลย่ี ของโลกในระดับไมเ่ กนิ 2°C อยู่ในระดบั สูง (Likely หรอื มรี ะดับความ น่าจะเปน ไมต่ า่ำ กวา่ 67%) - โดยเรียกชอ่ื Emissions Pathway ดงั กล่าวว่า เปนกรณี REmap Case รูปท่ี 4.1 แสดงภาพของ Emissions Pathway กรณี REmap Case ทีน่ ำาเสนอในรายงาน เปรยี บเทียบกบั กรณีฐาน (Reference Case) รูปท่ี 4.1 Emissions Pathway ในกรณี REmap Case เปรียบเทยี บกบั กรณี Reference Case ทีม่ า: IRENA (2019) ศนู ยว์ จิ ยั นโยบายดา้ นเศรษฐกิจสเี ขียว 61

เก่ยี วขอ้ โงดกยบั ในกภาราใพชขพ้ า้ ลงังตงน้านจะในแรสูปดแงกบรบาตฟา่ ปงรๆมิ าจณำากนาวรนปล6อ่ ภยากคา๊ สซ่วCนOค2 ือในกสาว่ รนใทช่ี้ พลงั งานในภาคอตุ สาหกรรม (industry) ภาคการผลติ ไฟฟา (power) ภาค การผลิตความร้อนส่วนกลาง (district heat) ภาคขนส่ง (transport) และ ภาคอาคาร (building) สำาหรับ 2 Emissions Pathways น่ันคือ กรณี Reference Case และ กรณี REmap Case โดยส่วนของกราฟทีแ่ สดงเปน สเี ทา RคEอื mปapริมCาaณseกาขรณปะลทอ่ ส่ียว่กนา๊ ซขอCงOกร2าทฟจ่ี ทะแ่ี เสกดดิ งขเึน้ปจน าสกฟี แา ตจล่ ะะแภสาดคงสถว่ งึ นปภรามิ ยาใณต้ กรณี Rกเรeาารfปeปรrลeับ่อnมยcาeกใช๊าC้ซRaEsCemOหa2รpอืทCอี่กaกี รsนณeยั ี หแRทนEนง่ึmกทค็a่ีจpอื ะเปปCรaน มิ sกาeรณณปกี ลาRร่อeปยfeลอrอ่อeยกnไCcปeOน2C้อทaยลี่sกeดวล่างใไนดกห้ ราณกี จากรูปดงั กลา่ ว โดยเปรยี บเทียบจะพบว่าในกรณี Reference Case คปอ่รนิมขาา้ณงคกงาตรวั ปในลช่อว่ ยงกระ๊าหซวา่ CงO332-3ใ5นGสt่ว(นพทนั ่ีเลกา้ ี่ยนวตขนั ้อ) ตงกลอับดภชาว่ คงปพลคั.งศง.า2น02จ0-ะ2ม0ีค50่า ใปน คข.ณศ.ะ2ท0ใี่ 2น0กรแณละี RปEรmับคapา่ ลCดaลsงeอยป่ารงมิ คาอ่ ณนกขาา้ รงปสลมอ่่ำายเสกม๊าอซตC่อOเน2ือ่ จงะตมลีคอา่ ดสจงู นสถดุ งึใปน ค.ศ. 2050 โดยที่ » ปจะรตมิ อ้าณงลกดาลรงปจลาอ่ กยก1า๊,2ซ2C7OG2tสะในสมกรตณลอี Rดeในfeชrว่ eงnปc คe.ศC.a2s0e15ม-า2อ0ย5ู่ท0ี่ 827 Gt ในกรณี REmap Case » ปลดรมิลางจณากการ3ป3ลGอ่ tยใกนา๊ กซรCณOี 2Rใeนfeชrว่ eงnปcส eดุ ทCา้aยseปม คา.อศย. 2ู่ท0ี่ 95.08จGะtตอ้ในง กรณี REmap Case 62 ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสเี ขียว

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าความเปล่ียนแปลงที่จำาเปนต้องสร้าง ใหเ้ กดิ ขน้ึ เปน เรอ่ื งทที่ า้ ทายอยา่ งมาก ซงึ่ ไมน่ า่ จะสามารถบรรลไุ ดห้ ากไมม่ กี รณี การพฒั นานวตั กรรมและเทคโนโลยใี หมเ่ พอื่ รองรบั ความเปลย่ี นแปลงดงั กลา่ ว 4.2 นวัตกรรมเพอ่ื ปฏริ ูปภาคพลงั งาน เนื้อหาในส่วนน้ีจะเปนการวิเคราะห์ถึงกลุ่มของนวัตกรรมท่ีมีความ จำาเปน อย่างสาำ คัญในการรองรบั การปฏิรปู ภาคพลงั งาน เพอื่ ให้สอดคล้องกบั เปาหมายการบรรเทาปญหาการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ความ ตกลงปารีส โดยอ้างอิงผลของ Emissions Pathway กรณี REmap Case ใน รายงาน Global Energy Transformation ขา้ งตน้ มาเปน ฐานในการวเิ คราะห์ โดยเราอาจแบ่งแยกการวิเคราะห์กลุ่มของนวัตกรรมที่มีความจำาเปน ออกได้ เปน 2 สว่ น คอื กลมุ่ ของนวตั กรรมเชงิ เทคโนโลยี (technological innovation) ทมี่ คี วามจำาเปน หลัก จาำ นวน 3 กล่มุ และ กลุ่มของนวัตกรรมเสรมิ เชงิ ระบบ (systemic innovation) อีกจาำ นวน 3 กลมุ่ ดังน้ี 4.2.1 นวตั กรรมเชงิ เทคโนโลยี (Technological Innovation) จากการวเิ คราะหร์ ายงาน Global Energy Transformation จะ พบวา่ มกี ลมุ่ ของเทคโนโลยหี ลกั ทมี่ คี วามสาำ คญั ในการสรา้ งใหเ้ กดิ การลดการ ปกลลา่อ่ วยคกอื า๊ ซกาCรเOพ2มิ่ ใปนรภะาสคทิ พธลภิ ังางพาพนลองั งยาทู่ นงั้ (สeิ้นnจeาำ rนgyวนeffi3ciกeลn่มุcปy)รกะาเภรใทชเเ้ ททคคโโนนโโลลยยีี พลงั งานหมนุ เวยี น (renewable energy integration) และ การปรับการใช้ พลงั งานรปู แบบอนื่ มาเปน การใชพ้ ลงั งานไฟฟา (electrification) ซงึ่ เปน กลมุ่ ทางเลอื กเทคโนโลยหี ลกั ทค่ี อ่ นขา้ งสอดคลอ้ งกบั ขอ้ เสนอทป่ี รากฏในงานศกึ ษา ทางเลอื กการลดกา๊ ซเรอื นกระจกทด่ี าำ เนนิ การโดยคณะนกั วจิ ยั กลมุ่ อน่ื ๆ เชน่ กนั โดยในภาพรวมจากการวเิ คราะหข์ องรายงานฉบบั นพ้ี บวา่ การใช้ ใเทนคสโ่วนนโทล่ีเยกี 3่ยี วกขล้อมุ่ งปกรบั ะภเภาทคพน้ีลสงั างมาานรใถนชกว่ รยณเอี Rอื้ Eใหmเ้ aกpดิ กCาaรsลeดสกูงาถรึงปมลาอ่ กยกกวา๊ า่ ซ9C0O%2 ของการลดกา๊ ซทีเ่ กดิ ขึ้น เมอื่ เปรียบเทียบกับกรณี Reference Case ศูนย์วจิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสเี ขยี ว 63

(1) การเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการใชพ้ ลงั งาน (Energy Efficiency) โดยทั่วไปแล้วผลงานศึกษาวิจัยส่วนใหญ่จะพบว่า การเพ่ิม ประสิทธิภาพการใช้พลังงานมีแนวโน้มที่จะเปนทางเลือกในการลดก๊าซเรือน กระจกที่มีต้นทุนที่ตา่ำ ทส่ี ดุ เนือ่ งจากเมื่อเราเพม่ิ ประสิทธิภาพพลังงานก็จะส่ง ผลทาำ ใหเ้ ราสามารถดาำ เนนิ การกจิ กรรมการผลติ หรอื กจิ กรรมการบรโิ ภคโดยท่ี ใชพ้ ลงั งานน้อยลง ท้งั ที่ยงั รักษาปรมิ าณการผลิต และ/หรือ ความพึงพอใจใน การบริโภค ได้ในระดบั เดิม ซึ่งสง่ ผลใหน้ อกจากจะได้ผลประโยชนใ์ นเชงิ การ ลดก๊าซเรอื นกระจกแลว้ ยังจะได้รบั ประโยชนใ์ นรูปของการลดค่าใช้จา่ ยดา้ น พลังงาน (รวมท้ังในหลายกรณียังมีประโยชน์ในแง่ของการลดผลกระทบทาง สิ่งแวดลอ้ มในมติ ิอน่ื ทเี่ กยี่ วขอ้ ง) อกี ดว้ ย ภายใตก้ รณี REmap Case การดาำ เนนิ มาตรการเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพ การใช้พลังงาน ร่วมกับมาตรการอื่น ๆ สามารถมีส่วนช่วยทำาให้อัตราการ ปรบั ปรงุ ความเขม้ ขน้ การใชพ้ ลงั งาน (Energy Intensity Improvement) ของ ภาคพลังงานมีค่าเพ่ิมสูงข้นึ จากระดับ 2.4% ตอ่ ป ในกรณี Reference Case มาสู่ระดับ 3.2% ต่อป ในกรณี REmap Case ซ่ึงมีส่วนช่วยทำาให้เกิดการ ลดลงของความตอ้ งการใชพ้ ลงั งานรวม และ ชว่ ยทาำ ใหป้ รมิ าณการปลดปลอ่ ย ขกอ๊าซงกCารOเ2พลมิ่ ดปตระา่ำ ลสทงิ ไธดภิ ้ ดาพงั แพสลดงั งงใานนรจูปะทมี่ สี 4ว่.2นสโดนยบั ทสกี่นานุ รใดหาำเ้ กเนดิ ินกมาราปตรรบักาปรรใงุ นคสว่วานม เขม้ ข้นดังกลา่ ว อยูใ่ นระดบั ประมาณครึ่งหนงึ่ ของอัตราการปรับปรงุ ท่เี กดิ ขนึ้ ท้งั หมด 64 ศนู ยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขยี ว

รปู ที่ 4.2 Energy Intensity Improvement เปรียบเทียบกรณี REmap Case กบั Reference Case ท่ีมา: IRENA (2019) (2) การประยกุ ตใ์ ช้พลงั งานหมนุ เวยี น (Renewable Energy Integration) งานศึกษาทางเลือกการลดก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่มีความเห็น วา่ การประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยพี ลงั งานหมนุ เวยี นถอื เปน แหลง่ ของทางเลอื กการ ลดกา๊ ซเรอื นกระจกทใ่ี หญท่ สี่ ดุ โดยการวเิ คราะหข์ อง IRENA เสนอวา่ ในกรณี REmap Case การเพมิ่ การประยกุ ตใ์ ชพ้ ลงั งานหมนุ เวยี นโดยลาำ พงั จะสามารถ ชลว่งไยดสถ้ รงึา้ ง3ใ9ห%เ้ กเดิ มกอ่ื าเรทลยี ดบกกาบั รกปรลณอ่ ยี Rกeา๊ fซerCeOnc2 eในCสaว่ sนeท(ดเี่ กงั ย่ีแวสขดอ้ งงใกนบัรปูภทาค่ี 4พ.1ล)งั แงลานะ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสเี ขยี ว 65

มนกีอากรจปารกะนยี้ ยกุ ังตสใ์ ชาค้มวาบรถคชกู่ ว่ บั ยมเอาตื้อรใหกาเ้ กริดอกน่ื า(รเชลน่ดกรา๊ว่ ซมกCบั OE2lเeพc่มิ trมifiาcกaขt้นึioไnปอเปกี น หตาน้ ก) รูปที่ 4.3 แสดงสดั สว่ นของการใช้พลังงานหมนุ เวยี นเทยี บกับปริมาณ การบรโิ ภคพลงั งานขนั้ สดุ ทา้ ยทงั้ หมด (Total Final Energy Consumption: TFEC) ทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ ในป ค.ศ. 2016 เทยี บกบั คา่ ประมาณการสดั สว่ นพลงั งาน หมุนเวียนในปสุดท้ายของการวิเคราะห์ (ค.ศ. 2050) ในกรณี Reference Case และ REmap Case โดยพบว่าในกรณี REmap Case เราควรจะต้อง ปรบั เพมิ่ สดั สว่ นของการใชพ้ ลงั งานหมนุ เวยี นสมยั ใหม่ (modern renewable energy) จากระดับ 10% ในป ค.ศ. 2016 (17% หากรวมการใช้พลังงาน หมนุ เวยี นชีวมวลแบบดัง้ เดมิ ด้วย) ขึน้ ไปสรู่ ะดบั สูงถึงประมาณ 2 ใน 3 สว่ น ของการบรโิ ภคพลงั งานรวมทง้ั หมด โดยแหลง่ กาำ เนดิ พลงั งานหมนุ เวยี นทเ่ี ปน สดั สว่ นทจี่ ะมคี วามสาำ คญั มากทส่ี ดุ จะเปน การผลติ พลงั งานไฟฟา จากพลงั งาน ลมและพลงั งานแสงอาทิตย์ รปู ที่ 4.3 สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนในปริมาณการบริโภคพลังงานข้ัน สดุ ทา้ ย ทม่ี า: IRENA (2019) 66 ศนู ยว์ ิจัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขยี ว

(3) การปรบั เปลีย่ นมาใชพ้ ลงั งานไฟฟา (Electrification) เนื่องจากทางเลือกที่มีศักยภาพที่สำาคัญท่ีสุดในการลดก๊าซ เรือนกระจกก็คือการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณา แหล่งพลังงานหมุนเวียนท่ีสำาคัญ ก็จะพบว่า แหล่งกำาเนิดพลังงานหมุนเวียน ท่ีสำาคัญส่วนใหญ่จะมีลักษณะท่ีเปนแหล่งกำาเนิดในการผลิตพลังงานไฟฟา (หรอื เปน แหลง่ ทสี่ ามารถแปลงรปู เปน พลงั งานไฟฟา ได)้ เปน หลกั ไมว่ า่ จะเปน พลงั งานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานนำ้า พลังงานชีวมวล หรือ อื่น ๆ ลกั ษณะดงั กลา่ วมขี อ้ ดตี รงทพ่ี ลงั งานไฟฟา เปน รปู แบบของแหลง่ พลงั งานทตุ ยิ ภมู ิ (secondary energy source) ที่เอ้ือใหเ้ กิดการประยกุ ต์ใช้ งานไดอ้ ยา่ งหลากหลาย สะดวก และ มีการสูญเสียประสทิ ธิภาพค่อนขา้ งตา่ำ อยา่ งไรกด็ ี หากเราพจิ ารณาถงึ ลกั ษณะของการบรโิ ภคพลงั งานทด่ี าำ เนนิ อยใู่ น ปจจุบัน จะพบวา่ รูปแบบการใช้พลังงานหลักของระบบเศรษฐกิจในปจจบุ นั ในหลาย ๆ กรณี ยังคงมีรปู แบบการใชพ้ ลงั งานทพ่ี ่ึงพาการใช้แหลง่ พลงั งาน ทตุ ยิ ภมู ทิ หี่ ลากหลาย และ หลายกรณกี เ็ ปน รปู แบบการใชง้ านยงั ไมส่ อดคลอ้ ง กับการใช้พลังงานไฟฟาเปนแหล่งพลังงานของระบบ เช่น การใช้น้ำามัน สำาเร็จรูปในกรณีภาคขนส่ง หรือ การใช้ก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินใน กระบวนการผลติ พลังงานความรอ้ น เปนต้น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานทุติยภูมิรูปแบบอ่ืนโดย เฉพาะเชื้อเพลิงฟอสซิลให้มาพึ่งพิงการใช้พลังงานทุติยภูมิในรูปแบบพลังงาน ไฟฟา (ทผี่ ลติ ขนึ้ จากพลงั งานหมนุ เวยี น) จงึ เปน หนง่ึ ในทางเลอื กสาำ คญั ในการ สรา้ งใหเ้ กดิ การปรบั ลดการปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกไดอ้ ยา่ งสาำ คญั โดยรปู ท่ี 4.4 แสดงภาพของสัดส่วนของแหล่งพลังงานทุติยภูมิท่ีเปนองค์ประกอบของ ปริมาณการบริโภคพลังงานข้ันสุดท้ายรวม (Total Final Energy Consumption: TFEC) ที่เปนอยู่จริงในกรณีป ค.ศ. 2016 เทียบกับกรณี REmap Case ในป ค.ศ. 2050 ซง่ึ จะเห็นว่าในกรณี REmap Case ขนาดของ สดั ส่วนของการใชพ้ ลังงานไฟฟาควรจะตอ้ งมคี ่าเพิ่มข้นึ จาก 19% ในปจจุบัน ศนู ยว์ จิ ัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขยี ว 67

ข้ึนไปถึง 49% ในป ค.ศ. 2050 ซ่ึงเม่ือรวบรวมผลของการปรับเปล่ียนเปน พลงั งานไฟฟา (electrification) ดงั กล่าว เข้ากบั ผลจากการปรบั เพ่ิมสัดส่วน ของการใชพ้ ลงั งานหมนุ เวยี นในการผลติ พลงั งานไฟฟา (renewable energy integration) จากระดบั 24% ในปจจบุ นั ข้ึนเปนระดบั 86% ในป ค.ศ. 2050 จเทึงียมบีผกลับช่วกยรใณหี ้เRกeิดfกeาreรลnดceกาCรaปsลe่อ)ยลกง๊าไดซ้สCงู ถOึง2 ในกรณี REmap Case (เม่ือ 36% (ดังแสดงในรปู ที่ 4.1) รูปท่ี 4.4 สดั สว่ นของแหลง่ พลงั งานทตุ ยิ ภมู ใิ นการบรโิ ภคพลงั งานขนั้ สดุ ทา้ ย ทมี่ า: IRENA (2019) 4.2.2 นวัตกรรมเชงิ ระบบ (Systemic Innovation) แมว้ า่ ตวั นวตั กรรมเชงิ เทคโนโลยที ง้ั 3 กลมุ่ เทคโนโลยดี งั กลา่ วขา้ งตน้ จะเปนส่ิงที่จำาเปนพื้นฐานที่สำาคัญที่สุดในการสร้างให้เกิดการปฏิรูปของภาค พลังงานก็ตาม แตก่ ารเกดิ ขน้ึ ของนวตั กรรมทางเทคโนโลยโี ดยตวั มันเอง อาจ จะยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าจะเกิดการนำาเอาเทคโนโลยีดังกล่าวไป ประยกุ ตใ์ ชอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง ในระดบั ทเ่ี พยี งพอทจี่ ะกอ่ ใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลง ในภาพรวมที่จะนำาไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงมาก ตามทีต่ ้องการได้ 68 ศูนย์วิจยั นโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขยี ว

การสร้างให้เกิดการประยุกต์ใช้ดังกล่าว จำาเปนจะต้องได้รับ การเออ้ื หนนุ จากนวตั กรรมเสรมิ ซง่ึ เปน นวตั กรรมเชงิ ระบบทนี่ อกเหนอื ไปจาก นวัตกรรมทางเทคโนโลยีท่ีสำาคัญอีกจำานวนหนึ่ง ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า มนี วตั กรรมเชงิ ระบบทม่ี คี วามจาำ เปน ในการเออื้ ใหเ้ กดิ การปฏริ ปู ภาคพลงั งาน เพอ่ื นาำ สกู่ ารลดการปลอ่ ยกา๊ ซเรอื นกระจกในระดบั สงู มาก อยา่ งนอ้ ยทงั้ สนิ้ 3 ประการ คอื (1) การกระจายการผลิตพลังงาน (Decentralization) ลักษณะร่วมกันท่ีสำาคัญประการหน่ึงของแหล่งกำาเนิดพลังงาน หมุนเวียนส่วนใหญ่ก็คือ แหล่งพลังงานหมุนเวียนมักมีลักษณะที่กระจายตัว ไม่มีการรวมศูนย์ทีเ่ ขม้ ขน้ และรวมทงั้ มลี ักษณะทไี่ ม่เออ้ื แกก่ ารเคลอื่ นยา้ ยให้ เกดิ การผลติ แบบรวมศนู ย์ ไมว่ า่ จะเปน กรณขี องพลงั งานแสงอาทติ ย์ พลงั งาน ลม หรือ พลังงานชีวภาพตา่ ง ๆ แตกตา่ งจากกรณีของเชอื้ เพลงิ ฟอสซลิ หรือ พลังงานนิวเคลียร์ ที่มีลักษณะที่เอ้ือต่อการผลิตพลังงานแบบรวมศูนย์เปน อยา่ งมาก ดงั นนั้ หากเราจะดาำ เนนิ การปฏริ ปู ระบบพลงั งานใหม้ ามกี ารพง่ึ พา พลงั งานหมนุ เวยี นเปน หลกั การปรบั เปลยี่ นระบบพลงั งานจากเดมิ ทมี่ คี วามคนุ้ เคยกบั การจดั การพลงั งานอยา่ งรวมศนู ย์ มาเปน ระบบพลงั งานทพี่ รอ้ มรองรบั การผลติ พลงั งานในลกั ษณะกระจายตวั จงึ เปน เรอื่ ง ทีม่ ีความสำาคัญอยา่ งย่งิ ซึ่งไมใ่ ชแ่ คเ่ ฉพาะใน แง่ของการลดลงของขนาดกำาลังการผลิต ของแหลง่ พลงั งานแตล่ ะหนว่ ยเทา่ นน้ั แตย่ งั รวมถงึ การเพมิ่ ขน้ึ ของจาำ นวนผปู้ ระกอบ การท่ีจะเข้ามาร่วมเปนผู้ผลิต หรือ แม้ กระท่ังการท่ีผบู้ รโิ ภคบางสว่ นจะรว่ มเขา้ มาเปน ผผู้ ลติ (ในรปู แบบของ Prosumer) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของพลังงาน ศนู ย์วจิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขยี ว 69

แสงอาทิตยบ์ นหลงั คา (Rooftop Solar) หรอื การกักเก็บพลงั งาน (Energy Storage) และ/หรือ การสร้างการรวมกลุ่มของผู้ผลิตรายย่อยหรือผู้บริโภค เพ่ือร่วมกันจัดการการบริหารการผลิตหรือการบริหารความต้องการพลังงาน รว่ มกนั นอกจากนย้ี งั ควรตอ้ งเนน้ ยาำ้ ดว้ ยวา่ การกระจายการผลติ พลงั งาน ยอ่ มจะตอ้ งมาพรอ้ มกบั การกระจายของอาำ นาจในการตดั สนิ ใจ ซงึ่ คงเปน เรอื่ ง ท่ีหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อมีจำานวนผู้เกี่ยวข้องท่ีมีอำานาจในการควบคุมการผลิต และ/หรอื ปรบั เปลย่ี นการใชพ้ ลงั งานของตนอยา่ งอสิ ระเพมิ่ มากขนึ้ การสรา้ ง ระบบท่ีสามารถรองรับและใช้ประโยชน์จาการใช้อำานาจการตัดสินใจของ ผ้เู ก่ยี วขอ้ งแตล่ ะภาคสว่ น จะเปนเรือ่ งสำาคญั ท่ีมผี ลตอ่ การสร้างประสทิ ธภิ าพ และความสมั ฤทธ์ผิ ลของระบบ (2) การปรบั เปลยี่ นให้เปน ดิจิตอล (Digitalization) จากลักษณะของแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีการกระจายตัว มี ผู้ท่ีมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการผลิตและจัดการความต้องการพลังงาน จำานวนมาก ประกอบกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีในการ เชอื่ มตอ่ การจดั เกบ็ การจดั การ และ การประมวลผลขอ้ มลู ในระบบเครอื ขา่ ย เชอื่ มโยงออนไลน์ ทาำ ใหก้ ารประยกุ ตเ์ ทคโนโลยดี จิ ติ อลมาใชใ้ นการบรหิ ารการ ผลิตและการจัดการความต้องการพลังงานของผู้ผลิตและผู้บริโภคท่ีมี สถานการณท์ แี่ ตกตา่ งหลากหลาย และมจี าำ นวนมาก จงึ เปน เรอ่ื งทม่ี ปี ระโยชน์ มคี วามสาำ คญั และมคี วามจาำ เปน เพอ่ื ใหเ้ กดิ การจดั สรรการผลติ พลงั งานอยา่ ง มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความมั่นคงของระบบ และ ช่วยให้ผู้ผลิตและ ผู้บรโิ ภคสามารถไดร้ บั ประโยชน์สูงท่ีสดุ จากการดำาเนินกิจกรรมของตน นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในระบบ พลงั งานใหม้ คี วามเชอ่ื มโยงกนั มากขน้ึ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในกรณขี องระบบสง่ และกระจายพลังงานไฟฟา จะเปนกลไกพื้นฐานที่มีความสำาคัญอย่างมากใน การสรา้ งเสรมิ ความยดื หยนุ่ ของระบบ เพราะความซบั ซ้อนของระบบ ความ 70 ศนู ยว์ จิ ยั นโยบายดา้ นเศรษฐกิจสีเขียว

แปรปรวนของปจจัยที่เก่ียวข้อง ทั้งในส่วนของอุปทานของการผลิต และ อปุ สงคข์ องการบรโิ ภคพลงั งาน ทาำ ใหก้ ารใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ติ อล เพอ่ื ชว่ ยในการ บรหิ ารจดั การระบบ กลายเปนเรื่องทมี่ คี วามสาำ คัญอย่างยิ่ง (3) ความยดื หยนุ่ ของระบบ (System Flexibility) ในชว่ งทศวรรษทผี่ า่ นมา ความกา้ วหนา้ ของการพฒั นาเทคโนโลยี ได้สง่ ผลทาำ ใหต้ น้ ทนุ ของการผลิตพลังงานหมุนเวยี นสะอาดบางประเภท โดย เฉพาะอย่างย่ิงในกรณีของพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ได้มีต้นทุนท่ี ลดตำ่าลงอยา่ งมโหฬาร จนกระทง่ั ในหลาย ๆ ภูมิภาคทัว่ โลก เร่ิมมีตน้ ทนุ ตำา่ กวา่ ตน้ ทนุ การผลติ พลงั งานไฟฟา จากแหลง่ พลงั งานกระแสหลกั อยา่ งเชอ้ื เพลงิ ฟอสซลิ แลว้ และยงั มแี นวโนม้ ทต่ี น้ ทนุ ของพลงั งานทงั้ สองประเภทจะยงั คงลด ตาำ่ ลงตอ่ เนอ่ื งไปอกี ในอนาคต จนทาำ ใหม้ กี ารคาดหมายกนั อยา่ งคอ่ นขา้ งทว่ั ไป ว่า ในอนาคตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อาจกลายมาเปนแหล่ง พลังงานหลกั ของภาคการผลิตพลงั งานไฟฟา ของโลก ซง่ึ สภาวะดังกลา่ วย่อม จะเปนประโยชน์อย่างมากต่อความพยายามในการจัดการบรรเทาปญหาการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประชาคมโลก อย่างไรก็ดี ทั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มีลักษณะ ร่วมกันประการหนึ่งซึ่งเปนข้อจำากัดอย่างสำาคัญ กล่าวคือ อุปทานของแหล่ง พลงั งานทงั้ สองประเภทนม้ี ลี กั ษณะทมี่ คี วามผนั แปร ไมแ่ นน่ อนเปน อยา่ งมาก เราไมส่ ามารถควบคมุ ปรมิ าณการผลติ พลงั งานแสงอาทติ ยห์ รอื พลงั งานลมใน แต่ละช่วงเวลาได้เลย ปริมาณพลังงานไฟฟาที่สามารถผลิตได้มีขนาดขึ้นกับ สภาวะภมู อิ ากาศในแตล่ ะชว่ งเวลา ในสภาวะทไี่ มม่ แี ดดและไมม่ กี ระแสลม เรา ก็ย่อมจะไม่สามารถผลิตไฟฟาจากแหล่งพลังงานท้ังสองประเภทได้ ความ ผันแปรของแหล่งพลังงานดังกล่าวก่อให้เกิดปญหาที่ยุ่งยากอย่างมากในการ รักษาความมั่นคงของระบบไฟฟา เน่ืองจากเงื่อนไขสำาคัญของการรักษา คุณภาพและเสถียรภาพของระบบไฟฟาก็คือ ผู้ดูแลระบบจะต้องรักษาให้ “ปริมาณการผลิตพลังงานไฟฟามีค่าเท่ากับปริมาณความต้องการพลังงาน ไฟฟา” เสมอตลอดทุกช่วงเวลา ศูนย์วิจยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สีเขยี ว 71

ภายใตส้ ภาวการณด์ งั กลา่ ว ความสามารถในการทรี่ ะบบไฟฟา จะ สามารถที่จะรองรับการเข้ามาของแหล่งพลังงานหมุนเวียนท่ีมีความผันแปร (variable renewable energy technologies) ในสัดส่วนระดับสูง จึงมี ลักษณะที่ขึ้นความยืดหยุ่นของระบบท่ีจะปรับตัวกับการเปล่ียนแปลงอย่าง กระทันหันของอุปทานหรืออุปสงค์ความต้องการในระบบ ระบบท่ีมีความ ยืดหยุ่นสูงก็จะสามารถเปิดโอกาสให้พลังงานหมุนเวียนประเภทท่ีมีความ ผนั แปรสูงเข้ามาสรู่ ะบบไดใ้ นสดั ส่วนทีม่ ากกว่า รปู ที่ 4.5 แสดงแผนภมู สิ รปุ ความเชอื่ มโยงของนวตั กรรมเชงิ เทคโนโลยี และ นวตั กรรมเชงิ ระบบ ซึ่งมีความจาำ เปนในการรองรับเปา หมายการลดก๊าซ เรอื นกระจก โดยสว่ นวงดา้ นนอกสดุ แสดงภาพของนวตั กรรมเชงิ ระบบ 3 อยา่ ง ท่ีมีความเชอื่ มโยงเกอื้ หนนุ กนั และกัน และ ร่วมกนั สนับสนนุ การดำารงอยูข่ อง นวตั กรรมเชิงเทคโนโลยี 3 รูปแบบ ท่ีเปน กลจกั รสำาคญั ในการดำาเนนิ งานเพอื่ ใหเ้ กิดการลดกา๊ ซเรอื นกระจกในระดบั สงู รูปท่ี 4.5 นวัตกรรมเพื่อการรองรับการลดกา๊ ซเรือนกระจกในระดับสูง ทม่ี า: ผูเขียน 72 ศูนย์วิจัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสีเขยี ว

บทท่ี 5 บทสรุป ในโลกปจจุบันท่ีความเส่ือมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และ ผลกระทบของปญหาสิ่งแวดล้อมในมิติต่าง ๆ กำาลงั คบื คลานเพม่ิ ทวีความเขม้ ขน้ มากขนึ้ เรอ่ื ย ๆ ความจาำ เปน ของการปรบั เปลย่ี นวถิ กี ารผลติ และ แบบแผน การบริโภคของสังคม เพ่ือลดการขูดรีดทำาร้ายสิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากรธรรมชาติกำาลังกลายเปนเร่ืองที่มีความสำาคัญมากขึ้น เทคโนโลยี สะอาดและนวัตกรรมเทคโนโลยีสะอาดเปนกุญแจสำาคัญท่ีจะช่วยตอบโจทย์ การเปล่ียนแปลงดังกลา่ วให้กับสังคม อยา่ งไรกด็ ี ในขณะทน่ี วตั กรรมเทคโนโลยสี ะอาดกาำ ลงั เปน สง่ิ ทมี่ คี วาม สำาคัญมากข้ึนทุกที แต่การสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าวกลับต้องเผชิญกับ ข้อจำากัดสำาคัญที่นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมตั้งชื่อเรียกว่า “ผลกระทบ ภายนอกสองมิติ (Double Externality)” ซึ่งมีผลลดทอนแรงจูงใจในการ สรา้ งสรรคน์ วัตกรรมดังกลา่ ว กลา่ วคือ (1) การสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียว มีผลก่อให้เกิด “ผลกระทบภายนอกเชงิ บวก” ในแงข่ องการแพรก่ ระจายความรเู้ ทคโนโลยใี ห้ กบั ภาคสว่ นอนื่ ของสงั คมทไ่ี มไ่ ดม้ สี ว่ นรว่ มโดยตรงกบั การสรา้ งสรรคน์ วตั กรรม โดยทำาให้ผู้ท่ีไม่มีส่วนร่วมในการสร้างนวัตกรรม ซ่ึงอาจรวมถึงคู่แข่ง ทางเศรษฐกจิ ของตวั ผสู้ รา้ งนวตั กรรมเอง สามารถเขา้ มาลอกเลยี น เรยี นรู้ หรอื ตอ่ ยอดความร้ทู ีผ่ สู้ ร้างนวตั กรรมได้สร้างสรรค์ขน้ึ โดยทีผ่ สู้ รา้ งนวัตกรรมอาจ ไม่สามารถปิดก้นั และ/หรือ เรียกรอ้ งประโยชน์ชดเชยตอบแทนได้ (2) การสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียว มีผลบรรเทาการเกิด “ผลกระทบภายนอกเชิงลบ” ในแง่ของการลดปญหาส่ิงแวดล้อมที่เก่ียวข้อง ซ่ึงเปน ผลประโยชน์สาธารณะ ทไี่ ม่มีตัวสินคา้ หรือ ไม่มีตลาดสนิ ค้าทผี่ สู้ รา้ ง นวัตกรรมจะสามารถหาประโยชน์ทางเศรษฐกจิ ได้ ศนู ยว์ ิจยั นโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สเี ขยี ว 73

ภายใต้สภาวะดังกล่าว กลไกของระบบเศรษฐกิจระบบตลาดจึงไม่ สามารถสรา้ งแรงจงู ใจทเ่ี พยี งพอใหเ้ กดิ การสรา้ งสรรคน์ วตั กรรมสเี ขยี วในระดบั ที่เหมาะสมได้ หากไม่มีการเข้ามาแทรกแซงโดยภาครัฐผ่านการกำาหนด มาตรการนโยบายสง่ เสรมิ ในรูปแบบต่าง ๆ เพือ่ เอ้อื ให้เกิดสภาพแวดลอ้ มที่มี ความเหมาะสมมากขนึ้ ในการกระตนุ้ ใหเ้ กดิ การสรา้ งสรรคน์ วตั กรรมในระดบั ท่ีเพยี งพอ หนังสือเล่มนี้เปนส่วนหน่ึงของความพยายามในการสนับสนุน กระบวนการเสริมสร้างนโยบายนวัตกรรมเพ่ือเศรษฐกิจสีเขียว ให้มีความ เข้มแขง็ และเหมาะสมมากข้ึน โดยเนื้อหาหลกั ของเลม่ จะเริม่ จากการทบทวน แนวคิดทางทฤษฎีเก่ียวกับนวัตกรรม กระบวนของการสร้างและการแพร่ กระจายนวัตกรรม รวมทั้ง บทบาทและแนวทางของนโยบายการส่งเสริม นวัตกรรม จากนั้นจึงเข้ามาเจาะลึกเก่ียวกับกระบวนการที่ดีในการออกแบบ และวางแผนนโยบายนวัตกรรม โดยได้เสนอให้มีแบ่งแยกลำาดับข้ันตอนของ กระบวนการวางแผนทด่ี ี ออกเปน 3 ชว่ ง คอื ชว่ งการประเมนิ ชว่ งวางกลยทุ ธ์ และ ช่วงการดาำ เนินงาน โดยในแตล่ ะชว่ งจะมีประเดน็ และข้อเสนอท่ีควรต้อง พิจารณาท่ีลงไปในรายละเอียด เพื่อประกอบเปนกระบวนการออกแบบ นโยบายการสง่ เสรมิ นวตั กรรมทมี่ คี วามรอบดา้ น และ เหมาะสมสอดคลอ้ งกบั สถานการณแ์ ละเปาหมายของประเทศได้ จากนั้น ในช่วงท้ายจะเปนการพิจารณาตัวอย่างกรณีศึกษา เพอ่ื วเิ คราะหเ์ กยี่ วกบั นวตั กรรมทนี่ า่ จะมสี ว่ นสาำ คญั ในการสนบั สนนุ การปฏริ ปู ภาคพลังงาน เพ่ือให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่จำาเปนใน การปกปองไม่ให้เกิดการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศท่ีเปนอันตราย โดยผู้เขียนได้ระบุนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีท่ีจำาเปน 3 ด้าน คือ การเพ่ิม ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิม่ การประยกุ ตใ์ ชพ้ ลงั งานหมุนเวียน และ 74 ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว

การปรบั เปลยี่ นมาใชพ้ ลงั งานไฟฟา รว่ มกบั นวตั กรรมเชงิ ระบบ อกี 3 ประการ คอื การกระจายการผลติ พลงั งาน การปรบั เปลย่ี นใหเ้ ปน ดจิ ติ อล และ การเพมิ่ ความยดื หยนุ่ ของระบบ ภายใตแ้ นวคดิ ดงั กลา่ ว บทบาทของภาครฐั ในการสรา้ ง ระบบนเิ วศเชงิ นโยบายทจ่ี ะเออ้ื หนนุ ตอ่ การพฒั นานวตั กรรมทงั้ 6 ประการ จงึ เปนเรื่องสำาคัญและมีความจำาเปนเร่งด่วน เพ่ือส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนรูป โครงสร้างของภาคพลงั งาน เพ่ือรองรับระบบเศรษฐกจิ สเี ขยี วและการพฒั นา ทีย่ ง่ั ยนื ศูนยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกจิ สีเขยี ว 75

บรรณานุกรม Bibliography Bush, Vannevar (1945) Science: The Endless Frontier. The United States Office of Scientific Research and Development, Report to the President on a Program for Postwar Scientific Research, Government Printing Office, Washington, D.C. Dekkers et.al. (2014) Does Schumpeter still rule? Reflections on the current epoch. Journal of Innovation Economics and Management. 13(1):7-36. Grubb, M (2004) Technology innovation and climate change policy: An overview of issues and options. Keio Economic Studies 41(2):103-132. Grubler, A and Wilson, C (eds.) (2014) Energy Technology Innovation: Learning from Historical Successes and Failures. Cambridge University Press, New York. IEA and IRENA (2017) Perspectives for the Energy Transition: Investment needs for a Low-Carbon Energy System. International Renewable Energy Agency, Abu Dhabi. https:// www.irena.org/publications/2017/Mar/Perspectives-for-the- energy-transition-Investment-needs-for-a-low-carbon-energy- system (accessed on 21 June 2019) IRENA (2015) Renewable Energy Technology Innovation Policy: A Process Development Guide. International Renewable Energy Agency, Abu Dhabi. https://www.irena.org/publications/2015/ Jan/Renewable-Energy-Technology-Innovation-Policy-A- process-development-guide (accessed on 21 June 2019) 76 ศูนย์วจิ ัยนโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขยี ว

IRENA (2017) Acceleration the Energy Transition through Innovation. Working paper based on global remap analysis. International Renewable Energy Agency, Abu Dhabi. https://www.irena.org/ publications/2017/Jun/Accelerating-the-Energy-Transition- through-Innovation (accessed on 21 June 2019) IRENA (2018A) Global Energy Transformation: A Roadmap to 2050. International Renewable Energy Agency, Abu Dhabi. https:// www.irena.org/publications/2018/Apr/Global-Energy- Transition-A-Roadmap-to-2050 (accessed on 21 June 2019) IRENA (2018B) Innovation Priorities to Transform the Energy System: An Overview for Policy Makers. International Renewable Energy Agency, Abu Dhabi. https://irena.org/publications/2018/ May/Innovation-priorities-to-transform-the-energy-system (accessed on 21 June 2019) IRENA (2019) Global Energy Transformation: A Roadmap to 2050 (2019 Edition). International Renewable Energy Agency, Abu Dhabi. https://www.irena.org/publications/2019/Apr/Global- energy-transformation-A-roadmap-to-2050-2019Edition (accessed on 21 June 2019) Nicholas, T (2003) Why Schumpeter was right: Innovation, market power, and creative destruction in 1920s America. Journal of Economic History 63(4):1023-1058. Rosenberg, N (1982) Inside the Black Box: Technology and Economics. Cambridge University Press, Cambridge, UK. ศนู ย์วจิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สีเขยี ว 77

Ruttan, VW (1959) Usher and Schumpeter on invention, innovation, and technological change. The Quarterly Journal of Economics 73(4):596-606. Schumpeter, JA (1939) Business Cycles. McGraw-Hill, New York, NY. Usher, AP (1954) A History of Mechanical Inventions. (Revised Edition). Harvard University Press, MA. Usher, AP (1955) Technical change and capital formation. In: Universities-National Bureau Committee for Economic Research (eds.) Capital Formation and Economic Growth. Princeton University Press, p. 523 – 550, http://www.nber. org/chapters/c1311. (accessed on 13 July 2019) Wolfson, RJ (1958) The economic dynamics of Joseph Schumpeter. Economic Development and Cultural Change. 7(1):31-54. 78 ศนู ยว์ จิ ัยนโยบายดา้ นเศรษฐกิจสีเขียว

ดัชนี กระบวนการสงั เคราะหจ์ ากการสงั่ สม (Cumulative Synthesis) 2-17 การกระจายการผลติ พลังงาน 4-69 การทำาลายท่ีสร้างสรรค์ (Creative Destruction) 2-14 การประดิษฐค์ ิดคน้ (Invention) 2-17 การประยุกต์ใชพ้ ลังงานหมุนเวยี น 4-65 การปรบั เปลี่ยนมาใช้พลงั งานไฟฟา 4-67 การปรับเปลี่ยนให้เปน ดิจิตอล 4-70 การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพพลังงาน 4-64 การวางแผนนโยบายนวตั กรรมพลงั งานหมนุ เวยี น 3-34 ความตกลงปารสี (Paris Agreement) 1-9, 4-59 ความยืดหยุ่นของระบบ 4-71 นวัตกรรม นิยาม 2-14, 2-15, 2-16 นวตั กรรมและการพัฒนาเศรษฐกจิ 2-13 รูปแบบนวัตกรรม 3-40 กลยุทธน์ วตั กรรม 3-48 โครงสรา้ งธรรมาภิบาล 3-49 ศูนย์วจิ ยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สีเขยี ว 79

ดชั นี (ต่อ) 2-27 2-27 แนวคดิ แรงดงึ เชงิ อุปสงค์ 2-32, 5-73 แนวคดิ แรงผลกั เชงิ เทคโนโลยี ผลกระทบภายนอกสองมิติ (Double Externality) 1-10, 4-60 ระดบั การปล่อยกา๊ ซเรือนกระจกสทุ ธเิ ปนศูนย์ 2-24 (Net Zero Emissions) ห่วงโซน่ วตั กรรม (Innovation Chain) 2-30 หบุ เขาแหง่ ความตายของเทคโนโลยี (Technological Valley of Death) 80 ศนู ยว์ ิจยั นโยบายด้านเศรษฐกจิ สเี ขียว