51 ใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการทางจิต และวดั ความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท เป็นการวดั ทนั ทีหลงั การทดลองเสร็จสิ้น 7. เมื่อครบ 2 สัปดาห์หลงั เสร็จสิ้นการทดลอง ใหน้ กั ศึกษาวดั ความเช่ือมน่ั ในการดูแลตนเอง ให้ รับประทานยาตา้ นอาการทางจิตของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท และวดั ความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของ ผปู้ ่ วยโรคจิตเภท เป็ นการวดั ระยะติดตามผล 2 สัปดาห์ เพอ่ื เป็นการเก็บขอ้ มูลหลงั เขา้ ร่วมโปรแกรม การพทิ กั ษ์สิทธ์ิของกล่มุ ตัวอย่าง เคา้ โครงงานวิจยั น้ี ไดผ้ า่ นการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ยั วทิ ยาลยั พยาบาลบรม ราชชนนีชลบุรี ผวู้ จิ ยั ดาเนินการวจิ ยั ทุกข้นั ตอนโดยคานึงคุณธรรมและจริยธรรมในการทาวจิ ยั ตลอดจน ปกป้องสิทธิผปู้ ่ วย คุณค่าและศกั ด์ิศรีของความเป็นมนุษยข์ องผเู้ ขา้ ร่วมการวจิ ยั อยา่ งเท่าเทียมกนั โดยเร่ิม ต้งั แต่การเตรียมความพร้อมของผวู้ จิ ยั ท้งั ดา้ นความรู้ ทกั ษะ และความชานาญในการทาบทบาท ของผบู้ าบดั ใหม้ ีประสิทธิภาพมากที่สุด เพ่อื ประโยชนส์ ูงสุดแก่ผเู้ ขา้ ร่วมการวิจยั ที่พงึ จะไดร้ ับ ดงั รายละเอียดในหวั ขอ้ การ เตรียมความพร้อมของผวู้ ิจยั ในข้นั ตอนการตดั สินใจเขา้ ร่วมการวจิ ยั ผวู้ ิจยั มีการแนะนาตวั และช้ีแจง รายละเอียดในการเขา้ ร่วมการการวจิ ยั ใหเ้ ขา้ ใจและชดั เจน มีรายละเอียดเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรในการสมคั รใจ เขา้ ร่วมการวจิ ยั ส่ิงสาคญั คือใหค้ วามมนั่ ใจกบั ผเู้ ขา้ ร่วมวิจยั วา่ การใหก้ ารพยาบาลตามโปรแกรมฯโดย นกั ศึกษาพยาบาล จะไดร้ ับการควบคุม ดูแลจากผวู้ จิ ยั ซ่ึงเป็นผปู้ ฏิบตั ิการพยาบาลข้นั สูง สาขาการพยาบาล สุขภาพจิต และจิตเวช ตลอดระยะเวลาท่ีเขา้ ร่วมในการวจิ ยั โดยผเู้ ขา้ ร่วมวจิ ยั อาจจะปฏิเสธท่ีจะเขา้ ร่วม หรือ ถอนตวั จากการศึกษาน้ีไดท้ ุกเมื่อโดยไม่กระทบต่อการดูแลรักษาท่ีจะไดร้ ับและสุดทา้ ยผลของการศึกษาน้ี จะใชส้ าหรับวตั ถุประสงคท์ างวชิ าการเทา่ น้นั ขอ้ มูลตา่ ง ๆ จะถูกเก็บไวใ้ นคอมพวิ เตอร์ จะไม่มีการเปิ ดเผย ขอ้ มูลส่วนตวั ของผเู้ ขา้ ร่วมการวจิ ยั สู่สาธารณชน หากผเู้ ขา้ ร่วมการวิจยั มีขอ้ สงสัยประการใดเก่ียวกบั งานวจิ ยั คร้ังน้ี ผวู้ จิ ยั เปิ ดโอกาสใหซ้ กั ถามและยนิ ดีตอบขอ้ สงสัยไดต้ ลอดเวลา การวเิ คราะห์ข้อมูล ขอ้ มูลวจิ ยั ที่ไดจ้ ะถูกนามาวิเคราะห์โดยใชโ้ ปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ ซ่ึงมีรายละเอียด ดงั น้ี 1. ขอ้ มูลทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง นามาวเิ คราะห์ดว้ ยการแจกแจงความถ่ี จานวนร้อยละ คา่ เฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. ขอ้ มูลเก่ียวกบั มาตรวดั ความเชื่อมนั่ ในการดูแลตนเองใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการทางจิตและ ขอ้ มูลเกี่ยวกบั ความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท วเิ คราะห์โดยใชส้ ถิติวเิ คราะห์ ความแปรปรวนทางเดียววดั ซ้า (One Way Analysis of Variance: Repeated- Measure)
52 บทที่ 4 ผลการวจิ ยั การวจิ ยั คร้ังน้ีเป็นการวจิ ยั แบบก่ึงทดลอง (Quasi-Experimental Research) ชนิดศึกษากลุ่มเดียววดั ก่อนทดลอง ขณะทดลอง และหลงั การทดลอง โดยมีวตั ถุประสงค์ เพอ่ื ศึกษาผลของการใชโ้ ปรแกรมการ ปรับเปลี่ยนมุมมองที่เนน้ การหาทางออกสาหรับผปู้ ่ วยจิตเภทที่ไดร้ ับการรักษาดว้ ยยาตา้ นอาการทางจิต ท่ีมา รับบริการท่ีแผนกผปู้ ่ วยใน โรงพยาบาลชลบุรี และไดจ้ าหน่ายกลบั ไปอยทู่ ่ีบา้ นแลว้ กลุ่มตวั อยา่ งที่ใชใ้ น การศึกษาคร้ังน้ี ไดแ้ ก่ ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทท่ีไดผ้ า่ นการตรวจวนิ ิจฉยั โดยจิตแพทยแ์ ลว้ วา่ เป็นผปู้ ่ วยโรคจิตเภท ตามเกณฑก์ ารวนิ ิจฉยั โรคใน DSM-IV และ ICD 10 ท่ีมีระยะดาเนินของโรคอยใู่ นระยะท่ีสองของการรักษา คือระยะอาการทางจิตทุเลา ไดร้ ับการรักษาดว้ ยการรับประทานยาตา้ นอาการทางจิตและมีประวตั ิเคยขาดการ รักษาทางยา มีอายอุ ยใู่ นช่วง 20- 59 ปี ไม่เป็นโรคทางกายร้ายแรง สามารถพูดคุยสื่อสารไดร้ ู้เร่ือง และมีความ ยนิ ยอมเขา้ ร่วมการวจิ ยั จานวน 16 ราย ใชร้ ะยะเวลาในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลท้งั หมด 5 เดือน (1 ตุลาคม 2553 – 25 กมุ ภาพนั ธ์ 2554) โดยผวู้ จิ ยั จะใชเ้ วลาในการบาบดั แต่ละรายคร้ังละ 1-1.5 ชม. ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทจะ เขา้ ร่วมโปรแกรมท้งั หมด 5 คร้ังต่อคน มีผปู้ ่ วยท่ีเขา้ ร่วมโปรแกรมครบท้งั 5 คร้ัง และขอ้ มูลท่ีใชว้ เิ คราะห์มี ความสมบูรณ์จานวน 14 ราย นาขอ้ มูลท่ีสมบูรณ์ของผเู้ ขา้ ร่วมวจิ ยั มาวเิ คราะห์ผลการวจิ ยั นาเสนอในรูปแบบ การบรรยาย ตาราง ดงั น้ี ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง ตอนที่ 2 คะแนนระดบั ความเชื่อมนั่ ในการดูแลตนเองให้รับประทานยาตา้ นอาการทางจิต 1. ค่าสถิติพ้นื ฐานของคะแนนความเชื่อมนั่ ในการดูแลตนเองให้รับประทานยาตา้ นอาการทางจิต ระยะทดลอง ขณะทดลองและระยะสิ้นสุดการทดลอง 2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนระดบั ความเชื่อมน่ั ในการดูแลตนเองใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการ ทางจิตระยะทดลอง ขณะทดลองและระยะสิ้นสุดการทดลอง ตอนที่ 3 คะแนนความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท 1. ค่าสถิติพ้ืนฐานของคะแนนความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วย โรคจิต เภท ระยะก่อนทดลอง และระยะสิ้นสุดการทดลอง 2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วยโรคจิต เภท ระยะก่อนทดลอง และระยะสิ้นสุดการทดลอง ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ข้อมูลทว่ั ไปของกลุ่มตัวอย่าง
ตารางที่ 1 ขอ้ มูลทวั่ ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง (n= 14) จานวน 53 ข้อมูลทวั่ ไป 6 ร้อยละ 8 เพศ 42.86 ชาย 3 57.14 หญิง 2 4 21.43 อายุ ( x = 44.00, S.D = 11.54) 5 14.29 20- 30 ปี 28.57 31- 40 ปี 6 35.71 41- 50 ปี 1 51- 59 ปี 1 42.86 1 7.14 การศึกษา 5 7.14 ประถมศึกษา 7.14 มธั ยมศึกษาตอนตน้ 8 35.71 มธั ยมศึกษาตอนปลาย 3 อนุปริญญาหรือ ปวส. 2 57.14 ปริญญาตรี 1 21.43 14.29 สถานภาพสมรส 9 7.14 โสด 3 สมรส 1 64.29 มา่ ย 1 21.43 แยก 7.14 7.14 อาชีพ งานบา้ น รับจา้ ง คา้ ขาย อื่นๆ
ตารางที่ 1 ขอ้ มูลทว่ั ไปของกลุ่มตวั อยา่ ง (n= 14) (ตอ่ ) 54 ข้อมูลทวั่ ไป จานวน ร้อยละ ระยะเวลาท่ีเจบ็ ป่ วย 1 7.14 นอ้ ยกวา่ 6 เดือน 2 14.29 6 เดือน ไมเ่ กิน 1 ปี 11 78.57 มากกวา่ 1 ปี 4 28.57 จานวนคร้ังของการเขา้ พกั รักษาในโรงพยาบาล 4 28.57 1 คร้ัง 1 7.14 2 คร้ัง 3 21.43 3 คร้ัง 1 7.14 4 คร้ัง 1 7.14 5 คร้ัง 10 คร้ัง 3 21.43 4 28.57 จานวนคร้ังของการขาดการรักษา 2 14.29 1 คร้ัง 2 14.29 2 คร้ัง 2 14.29 3 คร้ัง 1 7.14 4 คร้ัง 5 คร้ัง 1 7.14 10 คร้ัง 6 42.86 2 14.29 สมาชิกท่ีดูแลผปู้ ่ วย 3 21.43 ไมม่ ีผดู้ ูแล 2 14.29 บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร พ่ี นอ้ ง
55 จากตารางที่ 1 ขอ้ มูลทวั่ ไปของกลุ่มตวั อยา่ งก่อนเขา้ ร่วมโปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมองที่เน้น การหาทางออกสาหรับผปู้ ่ วยโรคจิตเภทท่ีไดร้ ับการรักษาดว้ ยยาตา้ นอาการทางจิต ซ่ึงเป็ นผปู้ ่ วยโรคจิตเภท ท่ีผา่ นการประเมินระดบั อาการทางจิตวา่ อยูใ่ นระดบั รุนแรงนอ้ ย และอยูใ่ นระยะท่ีสองของการรักษา จานวน 14 ราย เป็ นเพศหญิงร้อยละ 57.14 เพศชายร้อยละ 42.86 อายุอยูใ่ นช่วง 51-59 ปี มากที่สุด คิดเป็ นร้อยละ 35.71 รองลงมาคือช่วงอายุ 41-50 ปี คิดเป็ นร้อยละ 28.57 โดยมีอายุเฉลี่ย 44 ปี มีการศึกษาในระดับ ประถมศึกษาเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 42.86 รองลงมาคือปริญญาตรีร้อยละ 35.71 สถานภาพการสมรส ของกลุ่มตวั อยา่ งส่วนใหญ่ เป็นโสดร้อยละ 57.14 รองลงมาเป็นสถานภาพสมรสร้อยละ 21.43 กลุ่มตวั อยา่ ง ส่วนใหญ่มีอาชีพงานบา้ นร้อยละ 64.29 รองลงมาคืออาชีพรับจา้ งร้อยละ 21.43 ระยะเวลาที่ป่ วยเป็ นโรคจิต เภทของ มีระยะเวลาป่ วยมานานเกิน 1 ปี มากที่สุด ร้อยละ 78.57 จานวนคร้ังของการเขา้ พกั การรักษาใน โรงพยาบาลของกลุ่มตวั อยา่ ง มากท่ีสุด 1 และ 2 คร้ัง ร้อยละ 28.57 เท่ากนั จานวนคร้ังของการขาดการรักษา ของกลุ่มตวั อย่างส่วนใหญ่ 2 คร้ังร้อยละ 28.57 บุคคลในครอบครัวท่ีคอยดูแลช่วยเหลือกลุ่มตวั อยา่ งส่วน ใหญเ่ ป็นบิดาหรือมารดาของผปู้ ่ วย ร้อยละ 42.86 รองลงมาเป็นบุตร ร้อยละ 21.43 ตอนที่ 2 คะแนนระดับความเช่ือม่ันในการดูแลตนเองให้รับประทานยาต้านอาการทางจิต ตารางที่ 2 คะแนนระดบั ความเช่ือมน่ั ในการดูแลตนเองใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการทางจิตของผปู้ ่ วยโรคจิต เภทรายบุคคล ระยะทดลองสัปดาห์ที่ 2, 3, 4 และ 5 (n= 14) คนที่ สัปดาห์ท่ี 2 สัปดาห์ที่ 3 สปั ดาห์ท่ี 4 สปั ดาห์ที่ 5 1 9.00 10.00 10.00 10.00 2 6.00 8.00 9.00 9.00 3 2.00 6.00 7.00 8.00 4 5.00 6.00 8.00 8.00 5 9.00 9.00 10.00 10.00 6 8.00 8.00 10.00 10.00 7 6.00 7.00 8.00 7.00 8 8.00 10.00 10.00 10.00 9 5.00 10.00 10.00 10.00 10 7.00 8.00 9.00 10.00 11 8.00 8.00 8.00 9.00 12 7.00 9.00 9.00 10.00 13 8.00 9.00 9.00 10.00
56 14 5.00 6.00 6.00 7.00 x 6.64 8.14 8.79 9.14 S.D 1.95 1.46 1.25 1.17 จากตารางท่ี 2 แสดงคะแนนระดบั ความเชื่อมนั่ ในการดูแลตนเองให้รับประทานยาตา้ นอาการ ทางจิตของผูป้ ่ วยโรคจิตเภทรายบุคคล ระยะทดลองสัปดาห์ที่ 2, 3, 4 และ 5 หลงั เขา้ ร่วมโปรแกรมการ ปรับเปลี่ยนมุมมองท่ีเนน้ การหาทางออกสาหรับผปู้ ่ วยโรคจิตเภทที่ไดร้ ับการรักษาดว้ ย ยาตา้ นอาการทางจิต พบวา่ คะแนนเฉล่ียระดบั ความเชื่อมน่ั ของผปู้ ่ วยโรคจิตเภทในระยะทดลองสปั ดาห์ท่ี 2, 3, 4 และ 5 มีระดบั คะแนนเฉลี่ยสูงข้ึน ( x = 6.64, S.D = 1.95; x = 8.14, S.D = 1.46; x = 8.79, S.D = 1.25 และ x = 9.14, S.D = 1.17 ตามลาดบั ) ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบคะแนนระดบั ความเชื่อมน่ั ในการดูแลตนเองให้รับประทานยาตา้ นอาการทาง จิตของผปู้ ่ วยโรคจิตเภทในระยะทดลองสัปดาห์ท่ี 2, 3, 4 และ 5 (n= 14) Source SS df MS F p Between Group 51.21 3 7.07 7.72 .000** Within Group 115.00 52 2.21 Total 116.21 55 ** p < .01 จากตารางท่ี 3 วิเคราะห์ความแปรปรวนของคะแนนระดับความเชื่อมนั่ ในการดูแลตนเองให้ รับประทานยาตา้ นอาการทางจิตของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท พบวา่ คะแนนระดบั ความเชื่อมนั่ ในการดูแลตนเองให้ รับประทานยาตา้ นอาการทางจิตของผปู้ ่ วยโรคจิตเภทมีความแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05 (F1,3 = 7.72, p < .01) ตารางที่ 4 เปรียบเทียบรายคูข่ องคะแนนเฉล่ียระดบั ความเชื่อมน่ั ในการดูแลตนเองให้รับประทาน ยาตา้ นอาการทางจิตของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท ในช่วงระยะเวลาที่แตกตา่ งกนั (n= 14)
57 Time Mean The Mean Difference of Scale 2 Weeks 3 Weeks 4 Weeks 5 Weeks 2 Weeks 6.64 - 1.50 2.14*/ 2.50** 3 Weeks 8.14 - - 0.64 1.00 4 Weeks 8.79 - - - 0.36 5 Weeks 9.14 - -- - * p < .01, ** p < .05 จากตารางที่ 4 เมื่อทาการทดสอบรายคู่ของคะแนนเฉลี่ยระดบั ความเชื่อมน่ั ในการดูแลตนเองให้ รับประทานยาตา้ นอาการทางจิตของผปู้ ่ วยโรคจิตเภทในระยะทดลองสัปดาห์ท่ี 2, 3, 4 และ 5 พบว่า ผปู้ ่ วย โรคจิตเภทท่ีเขา้ ร่วมโปรแกรมมีคะแนนเฉลี่ยระดบั ความเชื่อมนั่ ในระยะทดลองสัปดาห์ที่ 5 สูงกว่าระยะ ทดลองสัปดาห์ท่ี 2 อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01 และในระยะทดลองสัปดาห์ที่ 4 มีคะแนนเฉลี่ย ระดบั ความเชื่อมน่ั สูงกวา่ ระยะทดลองสปั ดาห์ท่ี 2 อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05 ตอนที่ 3 คะแนนความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผ้ปู ่ วยโรคจิตเภท ตารางท่ี 5 คะแนนความสามารถในการดาเนินชีวิตประจาวนั ของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท ระยะก่อนทดลอง และ ระยะหลงั การทดลอง (n= 14) คนท่ี ระยะก่อนทดลอง ระยะหลงั ทดลอง คะแนน ระดบั คะแนน ระดบั 1 2.84 ปานกลาง 3.60 มาก 2 4.36 มาก 4.78 มากที่สุด 3 4.69 มากที่สุด 4.82 มากท่ีสุด 4 4.36 มาก 4.93 มากที่สุด 5 4.62 มากท่ีสุด 4.27 มาก 6 3.96 มาก 4.71 มากที่สุด 7 4.29 มาก 4.27 มาก 8 3.98 มาก 4.51 มากท่ีสุด 9 3.64 มาก 4.20 มาก 10 3.96 มาก 4.98 มากท่ีสุด 11 3.93 มาก 4.76 มากท่ีสุด 12 3.09 ปานกลาง 3.89 มาก 13 4.09 มาก 4.13 มาก
58 14 2.76 ปานกลาง 3.89 มาก มาก 4.45 มาก x 3.89 0.45 S.D 0.61 จากตารางท่ี 5 แสดงคะแนนความสามารถในการดาเนินชีวิตประจาวนั ของผูป้ ่ วยจิตเภท ระยะ ก่อนทดลอง และระยะหลงั การทดลอง พบวา่ มีค่าคะแนนความสามารถในการดาเนินชีวิตประจาวนั ของ ผูป้ ่ วยจิตเภทก่อนการทดลองรวมเฉล่ียเป็ น 3.89 (S.D = .61) และค่าคะแนนความสามารถในการดาเนิน ชีวิตประจาวนั ของผปู้ ่ วยจิตเภทหลงั การทดลองรวมเฉล่ียเป็ น 4.45 (S.D = .45) ค่าเฉล่ียความสามารถในการ ดาเนินชีวิตประจาวนั ของผูป้ ่ วยจิตเภทโดยรวมอยูใ่ นระดบั มากท้งั ในระยะก่อนทดลอง และระยะหลงั การ ทดลอง 2. ผลการเปรียบเทียบระดบั คะแนนความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วยโรคจิต เภท ในระยะก่อนทดลอง และระยะหลงั การทดลอง ตารางที่ 6 วเิ คราะห์ความแตกต่างของระดบั คะแนนความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วย โรคจิตเภท ในช่วงระยะก่อนทดลอง และระยะหลงั ทดลอง (n= 14) เปรียบเทียบคะแนนความสามารถ กลุ่มทดลอง df t p-value ในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของ (n= 14) 13 6.47 .000* ผปู้ ่ วยโรคจิตเภท X S.D ระดบั 3.89 .61 มาก ก่อนการทดลอง หลงั การทดลอง 4.45 .45 มาก * p < .05, ** p < .01 จากตารางท่ี 6 วิเคราะห์ความแตกต่างของระดับคะแนนความสามารถในการดาเนิน ชีวิตประจาวนั ของผูป้ ่ วยโรคจิตเภท ในระยะก่อนทดลอง และระยะหลังการทดลอง พบว่า คะแนน ความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท มีความแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ ที่ระดบั .05
59 บทที่ 5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ การวจิ ยั คร้ังน้ีเป็นการวจิ ยั ก่ึงทดลอง (Quasi-Experimental Research) ชนิดศึกษากลุ่มเดียววดั ก่อน ทดลอง ขณะทดลอง และหลงั ทดลอง โดยมีวตั ถุประสงค์ เพือ่ ศึกษาผลของการใชโ้ ปรแกรมการปรับเปลี่ยน มุมมองท่ีเนน้ การหาทางออกสาหรับผปู้ ่ วยโรคจิตเภทท่ีไดร้ ับการรักษาดว้ ยยาตา้ นอาการทางจิต กลุ่ม ตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ีไดแ้ ก่ ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทที่ไดร้ ับการรักษาดว้ ยยาตา้ นอาการทางจิต ที่เขา้ รับ บริการที่แผนกผปู้ ่ วยใน โรงพยาบาลชลบุรี และไดจ้ าหน่ายกลบั ไปอยทู่ ่ีบา้ นแลว้ จานวน 16 ราย ผวู้ จิ ยั คดั เลือกกลุ่มตวั อยา่ ง โดยเริ่มตน้ จากตรวจสอบรายชื่อผปู้ ่ วยโรคจิตเภทท่ีเขา้ มารับการรักษาในแผนกผปู้ ่ วย ในโรงพยาบาลชลบุรี อาการทุเลา จนไดจ้ าหน่ายออกจากโรงพยาบาลชลบุรี และอาศยั อยใู่ นเขตอาเภอเมือง จงั หวดั ชลบุรี จากทะเบียนจาหน่ายผปู้ ่ วย หลงั จากน้นั คดั เลือกผปู้ ่ วยโรคจิตเภทที่มีคุณสมบตั ิตามเกณฑค์ ดั เขา้ ท่ีระบุไวต้ ามบทท่ี 3 ติดต่อผปู้ ่ วยโรคจิตเภทเพ่ือขอความร่วมมือท่ีบา้ นเป็นรายบุคคล สาหรับผปู้ ่ วยท่ี สมคั รใจยนิ ยอมท่ีจะเขา้ ร่วมการทดลอง ผวู้ จิ ยั ช้ีแจงวตั ถุประสงคแ์ ละนดั หมายเขา้ มารับการบาบดั ตาม โปรแกรม โปรแกรมน้ีทาการทดลอง 5 สปั ดาห์ สัปดาห์ละ 1 คร้ัง คร้ังละ 1-1.5 ชว่ั โมง เวลาท่ีนดั หมายคือ ในวนั พุธ และวนั พฤหสั บดี เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจยั คร้ังน้ี ประกอบดว้ ย แบบบนั ทึกขอ้ มูลทวั่ ไป แบบวดั ความเช่ือมน่ั ในการดูแลตนเองใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการทางจิต แบบประเมินความสามารถในการดาเนิน ชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท และโปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมองที่เนน้ การหาทางออกสาหรับ ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทที่ไดร้ ับการรักษาดว้ ยยาตา้ นอาการทางจิต ผวู้ จิ ยั มอบหมายใหน้ กั ศึกษาพยาบาลช้นั ปี ที่ 3 ดาเนินการรวบรวมขอ้ มูลผปู้ ่ วยโรคจิตเภทตามแบบบนั ทึกขอ้ มูลทว่ั ไปทีละราย วดั ความสามารถในการ ดาเนินชีวติ ประจาวนั ของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท 2 คร้ัง ก่อนการทดลอง และหลงั การทดลอง สาหรับแบบวดั ความเชื่อมนั่ ในการดูแลตนเองใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการทางจิต ทาการวดั ในระยะทดลองสัปดาห์ที่ 2, 3, 4 และ 5 และนกั ศึกษาพยาบาลดาเนินการตามโปรแกรมท้งั 5 คร้ัง โดยอยใู่ นความควบคุมดูแลของผวู้ ิจยั จากน้นั ผวู้ จิ ยั นาขอ้ มูลที่ไดจ้ ากกลุ่มตวั อยา่ งท้งั หมดมาตรวจสอบ ความถูกตอ้ ง พบวา่ ขอ้ มูลท่ีใชว้ เิ คราะห์มี ความสมบูรณ์ 14 ราย นาขอ้ มูลที่สมบูรณ์ไปวเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วเิ คราะห์ความแปรปรวน และทดสอบความแตกต่างโดยใชส้ ถิติคา่ ที สรุปผลการวจิ ยั 1. ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทท่ีเขา้ ร่วมโปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมองที่เนน้ การหาทางออกสาหรับ ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทท่ีไดร้ ับการรักษาดว้ ยยาตา้ นอาการทางจิตมีคะแนนระดบั ความเชื่อมน่ั ในการดูแลตนเอง
60 ใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการทางจิต หลงั การทดลองเสร็จสิ้นมากกวา่ ระยะก่อนทดลอง อยา่ งมีนยั สาคญั ทาง สถิติที่ระดบั .01 ซ่ึงเป็นไปตามสมมติฐานขอ้ ท่ี 1 2. ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทที่เขา้ ร่วมโปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมองที่เนน้ การหาทางออกสาหรับ ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทที่ไดร้ ับการรักษาดว้ ยยาตา้ นอาการทางจิตมีคะแนนความสามารถในการดาเนิน ชีวติ ประจาวนั หลงั การทดลอง สูงกวา่ ในระยะก่อนการทดลอง อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01 ซ่ึง เป็นไปตามสมมติฐานขอ้ ที่ 2 การอภิปรายผล 1. ผ้ปู ่ วยโรคจิตเภททเ่ี ข้าร่วมโปรแกรมการปรับเปลย่ี นมุมมองทเ่ี น้นการหาทางออกสาหรับ ผู้ป่ วยโรคจิตเภททไี่ ด้รับการรักษาด้วยยาต้านอาการทางจิต มคี ะแนนระดบั ความเชื่อมน่ั ในการดูแลตนเอง ให้รับประทานยาต้านอาการทางจิตสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม โปรแกรมน้ี เร่ิมตน้ ดว้ ยการทาความรู้จกั ผปู้ ่ วยโรคจิตเภท เก่ียวกบั การรับรู้ต่อความเจบ็ ป่ วย ความสามารถในการปฏิบตั ิกิจวตั รประจาวนั การมีปฏิสัมพนั ธ์กบั ผอู้ ่ืน การอยรู่ ่วมกบั ผูอ้ ื่น กิจกรรมทาง สงั คมและอาชีพ และความสามารถในการดูแลตนเองในการรับประทานยา สาระสาคญั ของโปรแกรมเนน้ การปรับมุมมองเกี่ยวกบั ความเจบ็ ป่ วยวา่ เป็ นธรรมชาติของชีวติ เนน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยคน้ หาศกั ยภาพท่ีมีอยแู่ ทนการ มองปัญหาที่ความเจบ็ ป่ วย นาไปสู่การเกิดกรอบความคิดใหมท่ ี่ช่วยใหผ้ ปู้ ่ วยมีการรับรู้ที่สอดคลอ้ งกลมกลืน กบั ความจริง คือความสามารถที่จะพฒั นาศกั ยภาพท่ีมีอยใู่ หเ้ ขม้ แขง็ หรือพ่งึ ตนเองไดม้ ากข้ึนขณะที่เป็น ผปู้ ่ วยโรคจิตเภท ในการบาบดั แต่ละคร้ัง นกั ศึกษาพยาบาลและผวู้ จิ ยั จะกระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยไดพ้ ดู ถึงหรือ ทบทวนสาระสาคญั ดงั กล่าว เป็นลาดบั ตามโปรแกรมที่ระบุไวใ้ นคูม่ ือการใชโ้ ปรแกรม (ภาคผนวก) การ พฒั นาศกั ยภาพท่ีมีอยใู่ หเ้ ขม้ แขง็ กระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยพูดถึงส่ิงที่ตวั เองทาได้ ทาแลว้ ไดผ้ ลอยา่ งไร และสิ่งใดที่ ผปู้ ่ วยทาไดม้ ากข้ึน ตามหลกั การของการบาบดั อยา่ งรวบรัดท่ีเนน้ การหาทางออกของเดอ เชสเซอร์ ที่กล่าว วา่ ถา้ ทาอะไรแลว้ ไดผ้ ลดี ไม่ตอ้ งแกไ้ ข แต่ตอ้ งทาใหม้ ากข้ึน (De Zhaser, 1988 อา้ งถึงใน สายใจ พวั พนั ธ์, 2548) คาถามประเมินคา่ จะถูกนามาใชเ้ พอ่ื กระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยระบุถึงกิจกรรมที่ตวั เองทาไดต้ ้งั แตร่ ะดบั ที่ 1 ถึง ระดบั ที่ 10 หรือหมายถึงเป้าหมายที่ผปู้ ่ วยกาหนดจะทาใหไ้ ด้ หรือไปใหถ้ ึง เป็นการบอกถึงความต้งั ใจ ที่จะลงมือกระทาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การปฏิบตั ิการบาบดั เช่นน้ีเป็ นการสร้างเสริมแรงจูงใจ ให้ กาลงั ใจ ความสามารถใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงจากระดบั หน่ึงไปอีกระดบั หน่ึง ถือเป็ นความสาเร็จในดา้ นการ พ่ึงพาตนเองของผปู้ ่ วยตามหลกั การสาคญั ของการบาบดั ท่ีเนน้ การหาทางออก การพูดคุยในสาระสาคญั ดงั กล่าว และการใชค้ าถามประเมินค่า เป็นการกระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยพูดถึงส่ิง ที่ทาได้ และสิ่งท่ีคาดวา่ จะทาในการดาเนินชีวิตประจาวนั ของผปู้ ่ วย และเพ่อื ใหส้ ่ิงท่ีผูป้ ่ วยคาดคะเนวา่ จะ เกิดข้ึนจริง การใหก้ ารบา้ นจึงถูกนามาใช้ โดยกระตุน้ ใหผ้ ูป้ ่ วยนาส่ิงท่ีตนคาดคะเนไปทดลองทาจริงที่บา้ น
61 แลว้ สงั เกตผลลพั ธ์ที่เกิดข้ึนภายหลงั จากที่ไดท้ ดลองทาวา่ มีการเปลี่ยนแปลงอยา่ งไรบา้ ง ท้งั ท่ีเกิดข้ึนกบั ตวั เอง และจากบุคคลอื่นในครอบครัว จากการใชค้ าถามประเมินคา่ ความเช่ือมนั่ ในการดูแลตนเองใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการทางจิต กบั ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทกลุ่มตวั อยา่ ง พบวา่ คา่ เฉลี่ยคะแนนระดบั ความเช่ือมนั่ ในการดูแลตนเองเพม่ิ ข้ึนเร่ือยๆ สามารถอธิบายไดว้ า่ คะแนนท่ีเพิม่ ข้ึนน้นั มาจากความเชื่อมนั่ ในการดูแลตนเองท่ีเพ่ิมข้ึน จากการท่ีได้ ทดลองทาจริงในสิ่งที่ผปู้ ่ วยระบุไวใ้ นคาถามประเมินค่า หรือทาการบา้ นตามท่ีตกลงไวก้ บั นกั ศึกษาพยาบาล และผวู้ จิ ยั ส่ิงท่ีบ่งช้ีวา่ กลุ่มตวั อยา่ งไดล้ งมือทาจริง ไดแ้ ก่ การบอกเล่าความรู้สึกท่ีไดท้ ดลองทา ดว้ ย ความรู้สึกภูมิใจ ดีใจ ตื่นเตน้ กบั ผลของการทดลองทา มีความกระตือรือร้นที่จะทาใหค้ ะแนนสูงข้ึน บอกถึง รายละเอียดของการทดลองทาได้ และมีการบนั ทึกการทากิจกรรมไวใ้ นสมุดบนั ทึกประจาตวั รวมถึงการ ร่วมมือในการทากิจกรรมอยา่ งตอ่ เน่ือง อยรู่ อทีมนกั ศึกษาและผวู้ จิ ยั ที่บา้ นทุกคร้ังดว้ ยบรรยากาศที่เป็น กนั เอง ดงั ตวั อยา่ ง เช่น ผปู้ ่ วยรายท่ี 2 ใหร้ ะดบั คะแนนความเชื่อมน่ั ในระยะทดลองสปั ดาห์ท่ี 2 ถึง สัปดาห์ท่ี 5 มีความเชื่อมน่ั อยใู่ นระดบั 6, 8, 9 และ 9 ตามลาดบั จากการที่ไดท้ ดลองทาจริงเรื่องของการหยบิ ยามา รับประทานเองโดยไม่ตอ้ งรอแม่เตือน ไม่หลบั ก่อนการรับประทานยา นายาติดตวั ไปทุกคร้ังเมื่อตอ้ งออกไป ทานากบั บิดา การไดท้ ากิจกรรมงานบา้ น เช่น ลา้ งหอ้ งน้า อาบน้าสุนขั ออกไปช่วยบิดาขดุ ดิน เก็บขา้ วตกใน ที่นาของตนเอง ช่วยดูมาตรน้าประปาในบา้ นเช่า แทนการนอนหลบั ท้งั วนั ไม่หงุดหงิดเวลาหลานทะเลาะ กนั เพราะมีงานท่ีไดร้ ับผดิ ชอบทาอยตู่ ลอด จากผลลพั ธ์ของการทดลองทาที่ผปู้ ่ วยรับรู้ได้ ทาใหผ้ ปู้ ่ วยเกิด ความมนั่ ใจในระดบั คะแนนวา่ สามารถทาใหเ้ พมิ่ ข้ึนไดใ้ นแต่ละสัปดาห์ ผปู้ ่ วยบอกเล่าความรู้สึกที่ได้ ทดลองทาวา่ ภูมิใจท่ีเห็นมารดามีสีหนา้ แสดงความดีใจท่ีตนเอง เปล่ียนไปในทางท่ีดีข้ึน สามารถออกไปทา ธุระนอกบา้ นไดโ้ ดยไมห่ ่วงผูป้ ่ วยมากนกั และมีแผนระยะยาวใหผ้ ปู้ ่ วยไปรับยาท่ีโรงพยาบาลดว้ ยตนเอง ตวั ผปู้ ่ วยเองกร็ ู้สึกมีคุณคา่ ข้ึน หรือผปู้ ่ วยรายท่ี 12 ใหร้ ะดบั คะแนนความเช่ือมน่ั ในระยะทดลองสัปดาห์ท่ี 2 ถึง สปั ดาห์ท่ี 5 มีความเชื่อมนั่ อยูใ่ นระดบั 7, 9, 9 และ 10 ตามลาดบั จากการที่ไดท้ ดลองทาจริงในเร่ือง ที่ตนเอง มกั คิดวา่ อาการของตนดีข้ึนน่าจะหายแลว้ และคิดวา่ คนอื่นมองวา่ ตนเองเป็นคนบา้ เป็นตวั ตลก จึงหยดุ ยาไป 2 วนั แตก่ ็มีอาการหงุดหงิดมากข้ึนจึงรับประทานยาต่อแต่ลดขนาดยาลงเอง โดยนอ้ งสาวท่ีดูแลอยไู่ มท่ ราบ การทาใหผ้ ปู้ ่ วยไดร้ ับรู้ที่สอดคลอ้ งกลมกลืนกบั ความจริง ปรับเปล่ียนมุมมองของตนเองใหม้ องการเจบ็ ป่ วย เป็นเร่ืองธรรมดาของชีวติ รวมท้งั การกระตุน้ ศกั ยภาพในการดูแลตนเองของผปู้ ่ วยใหเ้ ขม้ แขง็ จากเดิมที่มกั เก็บตวั อยใู่ นบา้ น นงั่ ๆนอนๆท้งั วนั ไม่ยอมทากิจกรรมที่แปลกใหม่ และรับประทานยาไมต่ อ่ เน่ือง มาเป็น การรับประทานยาไดต้ รงโดยการตระหนกั รู้ของผปู้ ่ วยเอง การบอกตนเองวา่ รับประทานยาเพ่อื อะไรการเพิ่ม กิจกรรมใหมๆ่ ใหก้ บั ชีวติ ตนเอง โดยการออกกาลงั กายนอกบา้ น ออกไปซ้ือกบั ขา้ วที่ตลาดอยา่ งมนั่ ใจ ผลที่ เกิดข้ึนคือ ผปู้ ่ วยรู้สึกวา่ ตนเองดีข้ึน มองตนเองเหมือนบุคคลทวั่ ไป ความรู้สึกที่คิดวา่ คนอื่นมองวา่ ตนเอง เป็นบา้ เป็นตวั ตลกลดลง ทาใหม้ ีความกระตือรือร้นที่จะทากิจกรรมอ่ืนๆต่อไป สอดคลอ้ งตามแนวคิดทฤษฎี ของวตั สนั ท่ีอธิบายวา่ ภาวะสุขภาพ พิจารณาไดจ้ ากความสอดคลอ้ งกลมกลืนภายในของกาย จิต และจิต
62 วญิ ญาณ ระหวา่ งตวั ตนท่ีไดจ้ ากการรับรู้และจากประสบการณ์หรือสิ่งที่เกิดข้ึนจริง ทาใหบ้ ุคคลพร้อมที่จะ เปิ ดรับสิ่งตา่ ง ๆ ที่เกิดข้ึน มองเห็นความเป็นไปไดท้ ่ีหลากหลายในการเป็นและอยกู่ บั สถานการณ์น้นั ๆ นาไปสู่ภาวะสุขภาพ และสอดคลอ้ งกบั แนวคิดการบาบดั แบบรวบรัดท่ีเนน้ การหาทางออกของเดอ เชสเซอร์ (De Zhaser) ที่เชื่อมนั่ วา่ ผรู้ ับบริการมีศกั ยภาพท่ีจะจดั การกบั สถานการณ์ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ และมี มุมมองและวธิ ีการท่ีเป็นเอกลกั ษณ์ของแต่ละคน ในสถานการณ์ท่ีเป็ นจริงของผรู้ ับบริการ จากที่กล่าวขา้ งตน้ น้ี มีคาอธิบายท่ีสนบั สนุนผลการวจิ ยั ตามคาอธิบายของ เดอ เชสเซอร์ (De Zhaser, 1988 อา้ งถึงใน สายใจ พวั พนั ธ์, 2548) เร่ืองของการใชเ้ ทคนิคคาถามประเมินค่า (Scaling Question) ในการช่วยใหผ้ ปู้ ่ วยคน้ พบทางออกของปัญหา เป็นวธิ ีการท่ีช่วยใหผ้ ปู้ ่ วยสงั เกตวา่ การเปลี่ยนแปลงมี ความสาคญั มากท่ีจะทาใหม้ ีความหวงั ข้ึนมา ดงั เช่นผปู้ ่ วยรายที่ 7 พูดวา่ “วนั น้ีเราไดค้ ะแนนเทา่ น้ี แตถ่ า้ เรา ทาไปเรื่อย ๆ คะแนนเรากต็ อ้ งข้ึนมาเร่ือย ๆ” และกระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยตระหนกั ถึงความสาคญั ของข้นั ตอนเล็ก ๆ ท่ีสามารถนาไปสู่การประเมินความกา้ วหนา้ ของการหาทางออกของปัญหา หรือการเปล่ียนแปลงคร้ังใหญ่ ผู้ บาบดั สามารถใชค้ าถามประเมินค่าเพื่อประเมินความรู้สึกในคุณคา่ แห่งตน สมั พนั ธภาพ ความต้งั ใจที่จะลง มือกระทาเพื่อใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลง การรับรู้ถึงความหวงั การรับรู้ถึงความรุนแรงของปัญหา คาถามประเมิน ค่าถูกออกแบบมาเพอื่ ช่วยผบู้ าบดั ในการเสริมสร้างแรงจูงใจ ใหก้ าลงั ใจ และกระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยไดค้ ิดริเร่ิมทา อะไรใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากเดิมในลกั ษณะของการใชศ้ กั ยภาพในทางบวกใหม้ ากข้ึน ซ่ึงเป็นลกั ษณะเฉพาะของ คาถามประเมินคา่ สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของพรทิพย์ โพธ์ิมูล (2552) ที่ศึกษาผลของการใชโ้ ปรแกรมการ ปรับเปล่ียนมุมมองท่ีเนน้ การหาทางออกสาหรับผปู้ ่ วยจิตเภท พบวา่ คะแนนความเชื่อมน่ั ในการดูแลตนเอง ใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการทางจิตสูงกวา่ ก่อนการทดลองอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติ 2. ผ้ปู ่ วยโรคจิตเภทที่เข้าร่วมโปรแกรมการปรับเปลยี่ นมุมมองทเ่ี น้นการหาทางออกสาหรับ ผู้ป่ วยโรคจิตเภททไี่ ด้รับการรักษาด้วยยาต้านอาการทางจิต มีความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั สูง กว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม จากขอ้ มูลทวั่ ไปของกลุ่มตวั อยา่ งท้งั 14 ราย ท่ีเขา้ ร่วมโปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมอง ท่ีเนน้ การหาทางออกสาหรับผปู้ ่ วยโรคจิตเภท พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งเป็นกลุ่มผปู้ ่ วยที่มีการดาเนินโรคเป็นแบบเร้ือรัง ท่ีส่วนใหญ่มีระยะเวลาของการเจบ็ ป่ วยนานเกิน 3 ปี กลุ่มตวั อยา่ งท้งั หมดอยใู่ นระยะอาการทุเลาท่ียงั มีอาการ หลงเหลืออยบู่ า้ ง ไดแ้ ก่ อาการประสาทหลอน อาการหลงผดิ หงุดหงิดโมโหง่าย มี 4 รายท่ีมีลกั ษณะอาการ ทางดา้ นลบ การทาหนา้ ท่ีดา้ นต่าง ๆ นอ้ ยลง ไดแ้ ก่ ไม่สนใจตวั เอง ไมค่ อ่ ยอาบน้า อยเู่ ฉย ๆ แยกตวั ไมส่ นใจ สิ่งรอบตวั ไมส่ นใจทางานบา้ น และทุกรายมีประสบการณ์การขาดการรักษาทางยาตอ่ เนื่องและมีการกาเริบ ซ้าของโรคในระยะท่ีสองของการรักษาหรือระยะอาการทุเลา จากแฟ้มประวตั ิของผปู้ ่ วยพบวา่ เหตุผลของ การหยดุ รับประทานยาของผูป้ ่ วยส่วนใหญบ่ อกวา่ คิดวา่ ตนเองหายจากการเจบ็ ป่ วยแลว้ จากอาการทางจิตที่ รบกวนการดาเนินชีวติ ประจาวนั หายไป และจากผลขา้ งเคียงของยาตา้ นอาการทางจิตท่ีมกั จะรบกวนผปู้ ่ วย คอ่ นขา้ งมาก ทาใหเ้ ขา้ ใจวา่ หายจากการเจบ็ ป่ วยจากโรคจิตเภทแลว้ ไมจ่ าเป็นตอ้ งรับประทานยาใหท้ ุกข์
63 ทรมานอีกและจากการรับรู้ท่ีไมส่ อดคลอ้ งกลมกลืนกบั ความเป็นจริงเก่ียวกบั ความเจบ็ ป่ วยของโรคจิตเภท ทาใหบ้ างรายเกิดมีอาการกาเริบซ้าแลว้ ซ้าเล่า จาก กลุ่มตวั อยา่ ง 14 ราย ท้งั หมดเคยมีอาการกาเริบจนตอ้ งเขา้ รับการรักษาแบบผปู้ ่ วยใน การกลบั มามีอาการกาเริบเป็ นช่วง ๆ ของกลุ่มตวั อยา่ งมีโอกาสทาใหม้ ีการเส่ือมถอยของ บุคลิกภาพ ความสามารถในการดูแลตวั เองลดลง มีความบกพร่องในการดูแลตวั เองในดา้ นต่าง ๆ เช่น กิจวตั รประจาวนั ทวั่ ไป สุขอนามยั ส่วนบุคคลไมด่ ี บางรายไม่ค่อยยอมอาบน้า แปรงฟัน หรือดูแลความ สะอาดของร่างกาย บางรายไม่สามารถรับผดิ ชอบงานบา้ นได้ หรือไม่สามารถประกอบอาชีพในสังคมได้ หรือทาไดแ้ ต่ไม่เตม็ ที่ พฒั นาการดา้ นตา่ ง ๆ ไม่เป็ นไปตามวยั ไมส่ นใจส่ิงแวดลอ้ ม บางรายมีปัญหาจากการ ควบคุมอารมณ์ ทาใหเ้ กิดพฤติกรรมท่ีเป็ นปัญหาส่งผลต่อผูด้ ูแล รวมท้งั สูญเสียความสัมพนั ธ์ทางสังคม โดยเฉพาะในผทู้ ่ีมีอาการกาเริบซ้าบ่อย ๆ ทาใหม้ ีการเสื่อมของพฒั นาการทางดา้ นสมอง และมีโอกาส เกิดข้ึนอยา่ งถาวร (Sadock & Sadock, 2000) ถา้ ไมม่ ีการจดั การจะมีการเส่ือมถอยของพฒั นาการทางดา้ น สมองลงไปเรื่อย ๆ นาไปสู่ภาวะพ่ึงพาผอู้ ื่นมากข้ึน ดงั เช่นในงานวจิ ยั คร้ังน้ีส่วนใหญเ่ ป็ นหญิง และชายวยั กลางคนที่เจบ็ ป่ วยมาต้งั แตว่ ยั รุ่นถึง 9 ราย เป็นบิดาหรือมารดา 5 ราย ศกั ยภาพในการทาหนา้ ที่ดูแลช่วยเหลือ ตนเองนอ้ ยลง เป็นภาระของบิดา มารดาที่มีอายมุ าก หรือเป็นภาระใหแ้ ก่ลูก หลาน และพน่ี อ้ ง ซ่ึงนาไปสู่ ปัญหาระดบั ชุมชนและสงั คมได้ เมื่อพิจารณาระดบั คะแนนความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ของกลุ่มตวั อยา่ งท้งั 14 ราย ก่อนเขา้ ร่วมโปรแกรมพบวา่ ระดบั คะแนนความสามารถของกลุ่มตวั อยา่ งอยใู่ นระดบั มาก 9 ราย ระดบั ปาน กลาง 3 ราย และระดบั มากท่ีสุด 2 ราย หลงั เขา้ ร่วมโปรแกรมกลุ่มตวั อยา่ งมีระดบั คะแนนความสามารถใน การดาเนินชีวติ ประจาวนั เพิ่มข้ึนอยใู่ นระดบั มาก 7 ราย และมากที่สุด 7 ราย โดยมีค่าเฉล่ียของคะแนน ความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั ก่อนการทดลองในระดบั มาก และคา่ เฉลี่ยของคะแนน ความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั หลงั การทดลองในระดบั มากเช่นกนั แต่คา่ เฉล่ียของคะแนนความ สามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั มีความแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01 สามารถ อภิปรายไดด้ งั น้ี ในกระบวนการบาบดั ของโปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมองที่เนน้ การหาทางออกสาหรับผปู้ ่ วย โรคจิตเภทท้งั 5 คร้ัง นกั ศึกษาพยาบาลและผวู้ จิ ยั เนน้ การกระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยไดค้ น้ พบและใชศ้ กั ยภาพของ ตนเอง ใหม้ ีความเขม้ แขง็ ในตวั เองมากข้ึน สามารถดาเนินชีวติ ไดอ้ ยา่ งปกติสุขในสงั คมตามศกั ยภาพที่ผปู้ ่ วย มีอยู่ และพ่ึงพาตนเองไดม้ ากข้ึน ดว้ ยการกระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยทาในสิ่งที่แตกตา่ งจากเดิมหรืออะไรกไ็ ดท้ ี่ไม่เคย ทามาก่อนตามสถานการณ์ที่เป็นจริงของแตล่ ะราย กระตุน้ ใหไ้ ปทดลองทาจริง แลว้ ใหส้ งั เกตผลลพั ธ์ท่ี เกิดข้ึนตามมา ซ่ึงผลลพั ธ์ดงั กล่าวจะเป็นแรงจูงใจท่ีดีนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง จากระดบั คะแนน ความสามารถในการดาเนินชีวติ ของผปู้ ่ วยโรคจิตเภท พบวา่ ผปู้ ่ วยมีความสามารถกระทาส่ิงตา่ ง ๆ ใน ชีวติ ประจาวนั ไดส้ ูงข้ึน อธิบายตามกระบวนการบาบดั ไดว้ า่
64 ในสปั ดาห์ที่ 2 ผวู้ จิ ยั นาเทคนิคการทาใหเ้ ป็นเรื่องธรรมดา (Normalizing) มากระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วย อภิปรายเก่ียวกบั ประสบการณ์การเจบ็ ป่ วยที่เคยเกิดข้ึนกบั ตวั เอง หรือประสบการณ์การเจบ็ ป่ วยของบุคคล อ่ืนท่ีอยรู่ อบตวั โดยยดึ หลกั วา่ ความเจบ็ ป่ วยเป็นเรื่องธรรมดาของชีวติ นน่ั คือ เป็ นเรื่องธรรมดาที่บุคคล ทว่ั ไปมีโอกาสเกิดการเจบ็ ป่ วยไดใ้ นช่วงใดช่วงหน่ึงของชีวติ จากคาพดู ท่ีผปู้ ่ วยบางรายมองวา่ การเจบ็ ป่ วย ดว้ ยโรคจิตเภทเป็ นเรื่องที่น่าอายหรือน่ารังเกียจจากการถูกตีตรา วา่ “เป็นคนบา้ ” “เวลามาโรงพยาบาลก็กลวั คนเห็นวา่ มารับยาโรคจิต” หลงั จากอภิปรายเรื่องความเจบ็ ป่ วยเป็นธรรมดาของชีวติ มีคาพูดของผปู้ ่ วยหลาย คาพูดที่สะทอ้ น ใหเ้ ห็นวา่ ผูป้ ่ วยเริ่มมีการมองการเจบ็ ป่ วยทางจิตไมไ่ ดแ้ ตกต่างจากการเจบ็ ป่ วยทางกาย แสดงใหเ้ ห็นถึงความเป็นไปไดว้ า่ ผปู้ ่ วยมีการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อความเจบ็ ป่ วย ตวั อยา่ งคาพดู ไดแ้ ก่ “มีคนที่ค่ายมวยบอกวา่ ผมเป็ นไอบ้ า้ ผมรู้สึกโกรธ ไมพ่ อใจเขาเป็ นอยา่ งมาก เดินหนีออกมาเลย ไม่อยากเห็นหนา้ เขาอีก คิดวา่ คงเป็นเวรกรรมของเรา แต่ตอนน้ีรู้วา่ เป็นที่สารในสมองแลว้ รักษาไดเ้ หมือน โรคอื่น ๆ ก็รู้สึกมีความหวงั ข้ึน” (รายท่ี 12) “คนขา้ งบา้ นเป็ นโรคเยอะกวา่ เราอีก เรายงั ดีที่เป็นแค่น้ี” (รายที่ 6) “เป็นโรคน้ีก็ไมเ่ ห็นเป็ นไร ก็เหมือนคนอ่ืนๆท่ีเขาป่ วยกนั ” (รายท่ี 8) ในสัปดาห์ที่ 3 ผวู้ จิ ยั นาเทคนิคการพฒั นากรอบความคิดใหม่ (Reframing) มาใชใ้ นกระบวนการ บาบดั เนน้ เรื่องการรับประทานยา ผปู้ ่ วยเร่ิมมีมุมมองในเร่ืองความเจบ็ ป่ วยสอดคลอ้ งกบั ความเป็นจริงของ โรคมากข้ึน สิ่งท่ีตามมาคือ ผูป้ ่ วยเร่ิมมีการใชศ้ กั ยภาพท่ีมีอยไู่ ปในทางที่ก่อใหเ้ กิดประโยชนต์ ่อตวั เองและ ผอู้ ื่น โดยเฉพาะการดูแลตนเองใหร้ ับประทานยาอยา่ งสม่าเสมอ จากท่ีตอ้ งใหม้ ีคนคอยเตือนใหร้ ับประทาน ยาก็เปล่ียนเป็นหยบิ ยาข้ึนมารับประทานเองไดโ้ ดยไม่รู้สึกวา่ ถูกบงั คบั หรือตอ้ งรับประทานยาเพราะแพทย์ สัง่ เท่าน้นั ดว้ ยวธิ ีการบอกตวั เองซ้า ๆ ทุกคร้ัง เช่น “กินยาไปเพื่อใหส้ มองเราปกติ” (รายท่ี 9) “กินใหส้ ารเคมีในสมองทางานปกติ” (รายที่ 12) “กินยาเพอ่ื ใหท้ างานได”้ (รายท่ี 2) นอกจากการบอกใหต้ วั เองรับประทานยาแลว้ ผปู้ ่ วยยงั มีการดูแลตวั เองสอดคลอ้ งกบั ความเป็น จริงของการเจบ็ ป่ วยมากข้ึน บางรายบอกวา่ จากท่ีไมเ่ คยลุกมาทาอะไรเลย มกั จะกินและนอน ดูโทรทศั นอ์ ยู่ แต่ในบา้ น เริ่มออกมาเดินออกกาลงั กายแถว ๆ บา้ นไดบ้ า้ ง หรือบางรายเริ่มออกไปช่วยครอบครัวประกอบ อาชีพ ในสปั ดาห์ที่ 4 ผวู้ จิ ยั ใชเ้ ทคนิคการพฒั นากรอบความคิดใหม่ (Reframing) เนน้ เรื่อง การอยู่ ร่วมกบั ครอบครัว ใหผ้ ปู้ ่ วยไดเ้ รียนรู้การทาหนา้ ที่สมาชิกในครอบครัวไดส้ อดคลอ้ งกบั ความเป็นจริงมากข้ึน สงั เกตไดจ้ ากการบา้ นที่ผปู้ ่ วยกลบั ไปทาและมาเล่าใหผ้ วู้ จิ ยั ฟังวา่ ไดท้ ดลองทาอะไรเพ่ิมบา้ ง หรือสิ่งท่ีทาเดิม อยแู่ ลว้ ทาใหด้ ีข้ึนไดอ้ ยา่ งไร ดงั คาพูดผปู้ ่ วยวา่
65 “เม่ือก่อนไม่คิดจะทางานบา้ นเพราะเวลาทาแมก่ บ็ น่ ทาอะไรเหมือนไมถ่ ูกใจแม่ แต่เด๋ียวน้ีคิดวา่ เราต้งั ใจทาเพือ่ แมจ่ ะไดท้ างานนอ้ ยลง แม่เหน่ือยมามากแลว้ แมเ่ ห็นกไ็ มบ่ ่น แอบยมิ้ คราวน้ีเลยขอพอ่ ไป ช่วยขดุ ดินท่ีนา พอ่ ก็ยอมใหไ้ ป ดีใจมากเลย” (รายท่ี 2) “ปกติจะตื่นสาย ตื่นมากินขา้ ว กินยาแลว้ กน็ อน เพราะกินยาแลว้ ง่วง ไม่เคยช่วยนอ้ งทางานบา้ น เลย แตต่ อนน้ีก็เร่ิมออกมาช่วยนอ้ งเกบ็ กวาดบา้ น พอบ่ายกอ็ อกไปซ้ือกบั ขา้ วรอนอ้ ง” นอ้ งบอกวา่ สงสัยพเ่ี รา จะหายแลว้ (รายท่ี 12) สัปดาห์ที่ 5 ช่วยให้ผปู้ ่ วยไดส้ ะทอ้ นคิดในส่ิงท่ีผปู้ ่ วยมีการเปลี่ยนแปลงในดา้ นการใชศ้ กั ยภาพ ของตวั เองในการดูแลสุขภาพ ท้งั ตอ่ ตวั เองและจากบุคคลอื่น ผวู้ จิ ยั สงั เกตพบวา่ ผปู้ ่ วยรับรู้ความสามารถใน ตนเองมากข้ึน มีความมนั่ ใจในการดูแลสุขภาพตวั เอง ผปู้ ่ วยบางราย กล่าววา่ “รู้สึกภูมิใจ ไดย้ นิ แมไ่ ปเล่าใหค้ นอ่ืนฟังวา่ ผมดีข้ึนถึงจะป่ วยแต่ก็ทางานได”้ (รายที่ 2) “นอ้ งบอกวา่ สงสัยพเี่ ราจะหายแลว้ ” (รายที่ 12) “รู้สึกดีใจที่ไดง้ านทา อยากทางานเยอะๆกวา่ น้ี เลยไปหากระดาษมาพบั ถุง” (รายท่ี 9) “ดูแม่สบายใจข้ึนท่ีเห็นฉนั ช่วยขายของ ขออะไรแม่ก็ให้” (รายที่ 4) ในแตล่ ะสปั ดาห์ของกระบวนการบาบดั ผวู้ จิ ยั นาเทคนิคการใชค้ าถามประเมินค่า (Scaling Questions) มาใชใ้ นการสร้างเสริมแรงจูงใจในการท่ีจะลงมือกระทาจริงของผปู้ ่ วย โดยกระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วย ไดค้ ิดริเร่ิมทาอะไรใหม่ ๆ ที่แตกตา่ งจากเดิมในลกั ษณะของการใชศ้ กั ยภาพท่ีก่อใหเ้ กิดประโยชน์ท้งั ต่อตนเอง และผอู้ ่ืน และนาเทคนิคการใหก้ ารบา้ น (Homework) มาใชก้ ระตุน้ ใหผ้ ปู้ ่ วยนาส่ิงที่ตนเองคิดริเริ่มไปทดลอง ทาจริงท่ีบา้ นและใหส้ งั เกตผลลพั ธ์ท่ีเกิดข้ึนภายหลงั จาก ท่ีไดท้ ดลองทา ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั การศึกษาของพร ทิพย์ โพธ์ิมูล (2552) ที่ศึกษาผลของการใชโ้ ปรแกรมการปรับเปลี่ยนมุมมองท่ีเนน้ การหาทางออกสาหรับ ผปู้ ่ วยจิตเภท พบวา่ คะแนนความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั สูงกวา่ ก่อนการทดลองอยา่ งมี นยั สาคญั ทางสถิติ จากการอภิปรายขา้ งตน้ โปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมองที่เนน้ การหาทางออก เป็นโปรแกรมที่ แสดงใหเ้ ห็นวา่ เป็นวธิ ีหน่ึงท่ีใชไ้ ด้ ในการช่วยสนบั สนุนใหผ้ ปู้ ่ วยใชศ้ กั ยภาพที่ผปู้ ่ วย มีอยใู่ หเ้ กิด ประโยชน์สูงสุด สร้างเสริมพลงั อานาจใหม้ ีความเขม้ แขง็ ใหส้ ามารถดาเนินชีวติ ไดอ้ ยา่ งปกติสุขในสังคม ตามศกั ยภาพท่ีผปู้ ่ วยมีอยู่ ใหส้ ามารถพ่งึ พาตนเองไดม้ ากข้ึน ดว้ ยการเปลี่ยนวธิ ีการมองหรือรับรู้สถานการณ์ การเจบ็ ป่ วย ประเด็นสาคญั ที่ทาใหเ้ กิดความสาเร็จของโปรแกรมน้ี คือความเช่ือมน่ั ของนกั ศึกษาพยาบาล และผวู้ จิ ยั วา่ ผปู้ ่ วยมีศกั ยภาพท่ีจะจดั การกบั สถานการณ์ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพและมีมุมมองท่ีเป็น เอกลกั ษณ์ของแต่ละคนตามความเป็นจริง โดยคานึงถึงแนวคิดหลกั ของการบาบดั ท่ีเนน้ การหาทางออก คือ การใชศ้ กั ยภาพของผรู้ ับบริการใหเ้ ป็นประโยชน์ตอ่ การจดั การกบั ปัญหา และการสนบั สนุนใหผ้ รู้ ับบริการ มองเห็นการเปล่ียนแปลงท่ีมีความเป็นไปได้ นาไปสู่การกระตุน้ ใหผ้ ูร้ ับบริการคิดหวงั วา่ ตอ้ งการใหเ้ กิด อะไรข้ึนในอนาคตของตน (De Zhaser, 1988 อา้ งถึงใน สายใจ พวั พนั ธ์, 2548) ผปู้ ่ วยจะสามารถรู้ไดด้ ว้ ย
66 ตนเองวา่ จะทาอะไรไดบ้ า้ ง อยา่ งไรบา้ ง จึงจะดีสาหรับตนเม่ืออยใู่ นสถานการณ์น้นั ๆ ส่ิงสาคญั ของ ความสาเร็จของโปรแกรมน้ี คือการลงมือกระทาจริงตามท่ีต้งั ใจไวข้ องนกั ศึกษาพยาบาลและผวู้ จิ ยั ดว้ ย ความรักความเมตตา เป็นการยนื ยนั วา่ การพยาบาลที่เนน้ หวั ใจของความเป็นมนุษยข์ องผปู้ ่ วยตามแนวคิด ทฤษฎีของ วตั สัน (Watson, 1988 อา้ งถึงใน สายใจ พวั พนั ธ์, 2551) ท่ีเช่ือวา่ คุณลกั ษณะที่สาคญั ของพยาบาล ในกระบวนการดูแลคือ การตระหนกั ถึงคุณคา่ ความเป็นมนุษยแ์ ละคุณประโยชน์ของมนุษย์ มีความไวตอ่ ความรู้สึกของตนเองและผปู้ ่ วย การแสดงความเขา้ ใจในความรู้สึกของผปู้ ่ วย ส่งเสริมและยอมรับใหผ้ ปู้ ่ วย ไดแ้ สดงออกถึงความรู้สึกท้งั ทางบวกและลบ ช่วยเหลือผปู้ ่ วยใหไ้ ดร้ ับการตอบสนองความตอ้ งการข้นั พ้ืนฐานดว้ ยความต้งั ใจ เตม็ ใจ และมีสติ เพือ่ ใชใ้ นการพฒั นาสัมพนั ธภาพที่เขา้ ถึงจิตใจของกนั และกนั ระหวา่ งนกั ศึกษาพยาบาล ผวู้ จิ ยั และผปู้ ่ วย ดงั จะเห็นไดจ้ ากปฏิกิริยาตอบสนองของผปู้ ่ วยในดา้ นความ จริงจงั ในการเขา้ ร่วมโปรแกรม ผปู้ ่ วยทุกคนรอคอยการมาเยย่ี มของทีมนกั ศึกษาพยาบาลและผวู้ จิ ยั ตามเวลา ท่ีนดั หมาย รวมท้งั สร้างบรรยากาศที่ดีในการบาบดั ในเร่ืองการบา้ นในแตล่ ะคร้ังทุกคนใหค้ วามร่วมมือ อยา่ งเตม็ ใจในการไปลงมือทาจริง แมจ้ ะมีบางรายท่ีเขียนหนงั สือไม่ได้ แตก่ ็ทาการบา้ นดว้ ยการใหบ้ ุคคลใน ครอบครัวช่วยเขียนตามคาบอกของผปู้ ่ วย และนามาเล่าใหผ้ วู้ จิ ยั ฟังได้ นาไปสู่เป้าหมายสูงสุดตามแนวคิด ของทฤษฎีการดูแลมนุษยข์ องวตั สัน นนั่ คือ การสนบั สนุนใหผ้ ปู้ ่ วยรู้จกั ตนเอง เคารพตนเอง การเยยี วยาดว้ ย ตนเอง และกระตุน้ กระบวนการดูแลตนเอง นาไปสู่การหยดุ ความคิดท่ีวา่ ความเจบ็ ป่ วยเป็นตราบาปสามารถ สร้างหรือกาหนดวถิ ีชีวติ ใหม่ในทางที่สร้างสรรคแ์ ละเป็นประโยชน์ ข้อเสนอแนะ 1. ด้านการศึกษาพยาบาล ควรมีการสอนนกั ศึกษาพยาบาลใหร้ ู้จกั แนวคิดหลกั ของการบาบดั ที่เนน้ การหาทางออก คือการ ใชศ้ กั ยภาพของผปู้ ่ วยใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อการจดั การกบั ปัญหา และการสนบั สนุนใหผ้ ูป้ ่ วยมองเห็นการ เปลี่ยนแปลงที่มีความเป็นไปได้ นาไปสู่การกระตุน้ ให้ผปู้ ่ วยคิดหวงั วา่ ตอ้ งการให้เกิดอะไรข้ึนในอนาคต ของตนที่เป็นประโยชนส์ าหรับตนเอง และแนวคิดของทฤษฎีการดูแลมนุษยข์ องวตั สัน คือ การสนบั สนุน ใหผ้ ปู้ ่ วยรู้จกั ตนเอง เคารพตนเอง การเยยี วยาดว้ ยตนเอง และกระตุน้ กระบวนการดูแลตนเอง รวมท้งั การ สร้างความเขา้ ใจ ความเห็นใจ ความต้งั ใจ และลงมือกระทาจริงของนกั ศึกษาพยาบาลในการดูแลผปู้ ่ วยจิต เวชอยา่ งจริงจงั ซ่ึงจะนาไปสู่ผลลพั ธ์ทางการพยาบาลท่ีมีประสิทธิภาพ 2. ด้านการวจิ ัย งานวจิ ยั น้ีเป็ นงานวจิ ยั ทางการพยาบาล ผวู้ จิ ยั ในฐานะพยาบาลผบู้ าบดั จึงมีการนาทฤษฎีทางการ พยาบาลมาเป็นกรอบแนวคิดในการวจิ ยั เนน้ การเชื่อมโยงองคค์ วามรู้ทางการพยาบาลลงสู่การปฏิบตั ิ รวมถึง นาทฤษฎีทางการพยาบาลมาใชใ้ นการอธิบายกระบวนการวจิ ยั และผลงานวจิ ยั ท่ีเกิดข้ึน โดยมีเป้าหมาย สุดทา้ ยของการวจิ ยั เพ่ือพฒั นาคุณภาพการพยาบาลโดยการใชห้ ลกั ฐาน เชิงประจกั ษ์ (Evidence Based)
67 ดงั น้นั องคค์ วามรู้ที่ไดจ้ ากผลการวจิ ยั จึงมีความน่าเชื่อถือและนามาใชเ้ ป็นหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ ในการ ปฏิบตั ิการพยาบาล (Evidence Based Practice in Nursing) ใหม้ ีคุณภาพได้ ซ่ึงการใหบ้ ริการพยาบาลที่มี คุณภาพ ถือเป็นวธิ ีหน่ึงที่นาไปสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบตั ิการพยาบาล (Best Practice) อนั จะก่อใหเ้ กิดการ มีสุขภาวะแบบองคร์ วมและคุณภาพชีวติ ที่ดีของผปู้ ่ วย การประกนั คุณภาพบริการพยาบาลที่ปฏิบตั ิโดยมี พ้นื ฐานมาจากความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ที่เป็นระบบและเป็ นเชิงประจกั ษเ์ ช่นน้ี แสดงให้เห็นวา่ องคค์ วามรู้ ทางการพยาบาลมีความเขม้ แขง็ นาไปสู่การยอมรับความเป็ นศาสตร์และศิลปะทางการพยาบาล และจากผลการวจิ ยั คร้ังน้ีพยาบาลสามารถนาโปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมองท่ีเนน้ การหา ทางออกน้ีไปดาเนินการวจิ ยั ต่อเพ่ือขยายผลในวงกวา้ งข้ึน คือ การทาจิตบาบดั ในผปู้ ่ วยโรคจิตเภทในจานวน กลุ่มตวั อยา่ งท่ีมากข้ึนและมีกลุ่มควบคุมเพือ่ เพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการวจิ ยั ในขณะเดียวกนั ในกลุ่ม ตวั อยา่ งเดิมท่ีไดร้ ับการบาบดั จนเสร็จสิ้นแลว้ ควรเพิ่มระยะเวลาการศึกษาในระยะติดตามผล คือ มีการ ติดตามผลในช่วง 2 สปั ดาห์, 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน, 1 ปี และทุก ๆ ปี เป็นตน้ เพื่อศึกษาอตั ราการคงอยู่ ของความสามารถในการดาเนินชีวติ ประจาวนั และความเชื่อมน่ั ในการดูแลตนเองใหร้ ับประทานยาตา้ น อาการทางจิตอยา่ งต่อเนื่อง ที่มีเป้าหมายท่ีสาคญั ที่สุดของโปรแกรมคือเนน้ การหาทางออก ใหผ้ ปู้ ่ วยใช้ ศกั ยภาพในการพ่งึ พาตนเองในการอยกู่ บั สถานการณ์ชีวิตประจาวนั 3. ด้านการปฏบิ ัติการพยาบาล ควรนาโปรแกรมการปรับเปลี่ยนมุมมองท่ีเนน้ การหาทางออกสาหรับผปู้ ่ วยจิตเภทไปใชก้ บั ผปู้ ่ วย จิตเภททุกรายที่มีการกลบั มารักษาซ้า และมีแนวโนม้ ในการรับประทานยาไมต่ ่อเน่ือง และควรมีการติดตาม การดูแลผปู้ ่ วยเป็นระยะ เพ่ือใหอ้ ตั ราการคงอยขู่ องความสามารถในการดาเนินชีวิตประจาวนั และความ เช่ือมน่ั ในการดูแลตนเองใหร้ ับประทานยาตา้ นอาการทางจิตอยา่ งต่อเน่ือง เสริมสร้างศกั ยภาพของผปู้ ่ วยใน การพ่งึ พาตนเองในการอยกู่ บั สถานการณ์ชีวติ ประจาวนั โปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมองท่ีเนน้ การหาทางออก นอกจากจะใชไ้ ดด้ ีกบั ผปู้ ่ วยโรคจิตเภทแลว้ ยงั สามารถใช้ได้กับผูป้ ่ วยท่ีมีปัญหาสุขภาพจิตอ่ืนๆ เช่น ผูป้ ่ วยโรคซึมเศร้า ผูป้ ่ วยโรควิตกกังวล ผูท้ ่ีมี ความเครียด เป็นตน้
68 บรรณานุกรม กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2546). รายงานประจาปี กรมสุขภาพจิต. วนั ท่ีคน้ ขอ้ มูล 20 ธนั วาคม 2551, เขา้ ถึงไดจ้ าก http:// www.dmh.moph.go.th/ main.asp. กิตติวรรณ เทียมแกว้ . (2544). เอกสารประกอบการสอนวิชาการประเมินปัญหาเพื่อการบาบัด ทางการ พยาบาลจิตเวช. เชียงใหม:่ โรงพยาบาลสวนปรุง. เกษม ตนั ติผลาชีวะ. (2536). ตาราจิตเวชศาสตร์สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์. . (2545). โรคจิตโรคประสาท (พมิ พค์ ร้ังท่ี 2). นนทบุรี: สนุกอา่ น. ณฐั ิยา พรหมบุตร. (2545). สุขภาพจิตของผ้ดู ูแลผ้ทู ี่เป็นโรคจิตเภท. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศาสตร มหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช, บณั ฑิตวทิ ยาลยั , มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. ดวงตา กุลรัตนญาณ และคณะ. (2545). ความเหน่ือยหน่ายของญาติผปู้ ่ วยโรคจิตเภทที่มารักษา ใน โรงพยาบาลสมเด็จเจา้ พระยา. วารสารโรงพยาบาลสมเดจ็ เจ้าพระยา, 1, 15-23. ดวงมณี จงรักษ.์ (2549). ทฤษฎกี ารให้การปรึกษาและจิตบาบดั เบือ้ งต้น. กรุงเทพฯ: ทีเอสบี โปรดกั ส์. ทุลภา บุปผาสงั ข.์ (2545). ภาระและความสามารถในการดแู ลของผ้ดู ูแลกบั การกลับเข้ารักษาซ้าของผ้ทู ี่เป็น โรคจิตเภท. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช, บณั ฑิตวทิ ยาลยั , มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. ธีรศกั ด์ิ ผลานิผล. (2549). การศึกษาการใช้โปรแกรมการเสริมสร้างพลังอานาจ ต่อพฤติกรรม การใช้ยา ตามเกณฑ์การรักษาของผ้ปู ่ วยจิตเภท โรงพยาบาลไชโย จังหวดั อ่างทอง. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศา สตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช, คณะพยาบาลศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . นรวรี ์ พุม่ จนั ทร์. (2546). การศึกษาคุณภาพชีวติ ของผปู้ ่ วยจิตเภทและญาติ: กรณีศึกษาในผปู้ ่ วย ท่ีรับการ รักษาในโรงพยาบาลกลางวนั สถาบนั จิตเวชศาสตร์สมเด็จเจา้ พระยา. วารสารสุขภาพจิตแห่ง ประเทศไทย, 13(3), 146-156. โปรยทิพย์ กสิพนั ธ์. (2541). ผลของการใช้กล่มุ ช่วยเหลือตนเองต่อความสามารถในการดูแลตนเอง ของ ผ้ปู ่ วยจิตเวช. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าบริหารพยาบาลศึกษา, บณั ฑิต วทิ ยาลยั , จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . พรชยั พงศส์ งวนสิน, จุฬารัตน์ วเิ รขะรัตน์ และชุติมา ประทีปะจิตติ. (2541). คุณภาพชีวติ ของผปู้ ่ วยจิต เวช ญาติผดู้ ูแล และเจา้ หนา้ ท่ีผใู้ หบ้ ริการ: เฉพาะกรณีโรงพยาบาลศรีธญั ญา. วารสารกรม สุขภาพจิต, 5(3), 16-24. พรทิพย์ โพธ์ิมูล. (2552). ผลของการใชโ้ ปรแกรมการปรับเปล่ียนมุมมองที่เนน้ การหาทางออก
69 สาหรับผปู้ ่ วยจิตเภทท่ีไดร้ ับการรักษาดว้ ยยาตา้ นอาการทางจิต. วทิ ยานิพนธ์ พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช, คณะพยาบาลศาสตร์, มหาวทิ ยาลยั บูรพา. พรสวรรค์ พูลกระจ่าง. (2548). การศึกษาการใช้โปรแกรมการให้ความรู้และประคับประคอง ต่อ พฤติกรรมการใช้ยาของผ้ปู ่ วยจิตเภทสถาบันจิตเวชสมเดจ็ เจ้าพระยา. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศาสต รมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช, คณะพยาบาลศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . พนั ธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย.์ (2540). ตราบาปและโรคทางจิตเวช. วารสารสวนปรุง, 13(1), 29-36 เพลินพิศ จนั ทรศกั ด์ิ และคณะ. (2539). การศึกษาวจิ ยั เพ่ือพฒั นารูปแบบการดูแลผปู้ ่ วยจิตเวชที่บา้ น. วารสารโรงพยาบาลศรีธัญญา, 4(2), 136-138 ไพรัตน์ พฤกษชาติคุณากร. (2534). ตาราจิตเวชศาสตร์. เชียงใหม่: หน่วยวารสารวชิ าการ คณะ แพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. มนตรี อมรพเิ ชษฐก์ ลู และพรชยั พงศส์ งวนสิน. (2544). สถานการณ์การรักษาพยาบาลผปู้ ่ วยจิตเวช ตาม การรับรู้ของครอบครัว. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 9(3), 113-127 มานิต ศรีสุรภานนท.์ (2547). ปัจจยั เส่ียงของโรคจิตเภท: การทบทวนวรรณกรรมทางระบาดวทิ ยา. ใน การประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ คร้ังที่ 13. 25-27 สิงหาคม 2547 (หนา้ 158). นนทบุรี: กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. มานิต ศรีสุรภานนท์ และจาลอง ดิษยวณิช. (2542). ตาราจิตเวชศาสตร์ . เชียงใหม:่ แสงศิลป์ . มาโนช หล่อตระกลู และปราโมชย์ สุคนิชย.์ (2542). โรคจิตเภท. กรุงเทพฯ: MedInfo GD. . (2548). จิตเวชศาสตร์รามาธิบดี (พิมพค์ ร้ังที่ 2). กรุงเทพฯ: บียอน เอน็ เทอร์ไพรซ์. ยาใจ สิทธิมงคล. (2542). ครอบครัวของผปู้ ่ วยจิตเวช: แนวคิดและการประยกุ ตใ์ นการปฏิบตั ิการพยาบาล. วารสารพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต, 13,(2), 1-9. เยาวลกั ษณ์ กล่ินหอม. (2540). ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตและความเข้มแขง็ ในการมองโลก ของสมาชิกครอบครัวผ้ปู ่ วยจิตเภท. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าสุขภาพจิต และการพยาบาลจิตเวช, บณั ฑิตวทิ ยาลยั , มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. รณชยั คงสกนธ์. (2549) การประกนั สังคมกบั ความเจบ็ ป่ วยทางจิตเวช. วารสารสมาคมจิตแพทย์ แห่ง ประเทศไทย, 51(2), 74-76. รสสุคนธ์ ธนะแกว้ . (2548). คุณภาพชีวิตของผ้สู ูงอายทุ ่ีเป็ นโรคจิตเภทของโรงพยาบาลสวนปรุง. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช, บณั ฑิต วทิ ยาลยั , มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่
70 ราตรี อินทรีย.์ (2541). การไม่ร่วมมือในการรับประทานยาของผ้ปู ่ วยโรคจิตเภทตามการรับรู้ของ พยาบาลและผ้ปู ่ วยโรคจิตเภท. เชียงใหม่: โรงพยาบาลสวนปรุง กรมสุขภาพจิต กระทรวง สาธารณสุข. โรงพยาบาลชลบุรี. (2553). สถิติผ้ปู ่ วยโรงพยาบาลชลบรุ ี ประจาปี 2553: โรงพยาบาลชลบุรี. วรวฒั น์ ไชยชาญ. (2548). การลดตราบาปในผ้ปู ่ วยจิตเวช โครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อคืนชีวิตใหม่ และ สร้างกาลงั ใจในผ้มู ปี ัญหาสุขภาพจิต โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ ศนู ย์ สุขภาพจิตที่ 8. นครสวรรค:์ แสงศิลป์ การพิมพ.์ ศรีสุดา วนาลีสิน, ทิพยภ์ า เชษฐเ์ ชาวลิต, พรรนี อา่ วเจริญ และจิตลดั ดา ไชยมงคล. (2546). ปัญหาทาง อารมณ์ และการจดั การกบั ปัญหาของผดู้ ูแลผปู้ ่ วย จิตเวชของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์. วารสารสุขภาพจิตแห่งประเทศไทย, 11(3), 121-130. สมพร รุ่งเรืองกลกิจ, ดารณี จงอุดมการณ์, กฤติยา แสวงเจริญ, นวนนั ท์ ปิ ยะวฒั น์กูล และสมจิต แดนสีแกว้ . (2548). ผปู้ ่ วยจิตเวชในชุมชน: ชีวติ ที่ดอ้ ยโอกาสทบั ซอ้ น. วารสารการพยาบาลจิตเวช และสุขภาพจิต, 19(2), 65-80 สมภพ เรืองตระกลู . (2542). ตาราจิตเวชศาสตร์ . กรุงเทพฯ: เรือนแกว้ . . (2545). ตาราจิตเวชศาสตร์ (พมิ พค์ ร้ังที่ 6). กรุงเทพฯ: เรือนแกว้ . สมโภชน์ เอ่ียมสุภาษิต. (2543). ทฤษฎแี ละเทคนิคการปรับพฤติกรรม (พิมพค์ ร้ังที่ 4). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . สรินทร เชี่ยวโสธร. (2545). ผลของการเสริมสร้างพลงั อานาจในผ้ทู ี่เป็ นโรคจิตเภทต่อพฤติกรรม การ ใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ า การพยาบาล สุขภาพจิตและจิตเวช, คณะพยาบาลศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . สวสั ด์ิ เที่ยงธรรม. (2547). แรงจูงใจและความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผ้ทู ่ีเป็นโรคจิตเภท. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช, บณั ฑิต วทิ ยาลยั , มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. สันชยั วสุนธา. (2547). จิตเภท. กรุงเทพฯ: สหประชาพาณิชย.์ สายใจ พวั พนั ธ์. (2547). Cognitive behavioral therapy and solution-focused brief therapy. ชลบุรี: คณะ พยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา. . (2548). การปฏิบตั ิการพยาบาลข้นั สูงกบั การบาบดั ที่เนน้ การหาทางออกต่อปัญหา ทางจิต สงั คม. วารสารคุณภาพการพยาบาล, 2(2), 22-38. . (2549). ทฤษฎกี ารพยาบาล: ศาสตร์แห่งมนุษย์และการดูแลมนุษย์ของวตั สัน. ชลบุรี: คณะ พยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา.
71 . (2551). ทฤษฎกี ารพยาบาล: ศาสตร์แห่งมนษุ ย์และการดูแลมนษุ ย์ของวตั สัน. ชลบุรี: คณะ พยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา. สานกั งานปฏิรูประบบสุขภาพ. (2545). นโยบายสาธารณะที่เอือ้ ต่อสุขภาพ ประชาชนจะมสี ่วนร่วม อย่างไร. นนทบุรี: สานกั งานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ. สุวนีย์ เกี่ยวกิ่งแกว้ . (2545). การพยาบาลจิตเวช. พิษณุโลก: รัตนสุวรรณการพิมพ.์ สุวมิ ล สมตั ถะ. (2541). ผลของการใช้แบบแผนการดูแลผ้ปู ่ วยจิตเวชท่ีบ้าน ต่อความสามารถ ในการ ดาเนินชีวิตประจาวนั ของผ้ปู ่ วยจิตเวช. วทิ ยานิพนธ์พยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต, สาขาวชิ าการ พยาบาลศึกษา, คณะพยาบาลศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . อรพรรณ ลือบุญธวชั ชยั . (2549). การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช (พมิ พค์ ร้ังที่ 2). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . อาไพวรรณ พุม่ ศรีสวสั ด์ิ. (2541). การพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิตแนวทางการปฏิบตั ิตาม พยาธิ สภาพ. กรุงเทพฯ: วี เจ ปริ้นติง้ . American Psychiatric Association. (1994). Diagnostic and statistical manual of mental disorders (4 th ed.). Washington, DC: American Psychiatric. . (2000). Practice guideline for the treatment of psychiatric disorders compendium. Washington, DC: American Psychiatric. Kaplan, H. I., & Sadock, B. J. (1998). Kaplan & Sandock’ synopsis of psychiatry: Behavioral sciences and clinical psychiatry (8thed.). Baltimore: Williams & Wilkins. National Institute of Mental Health [NIMH] Schizophrenia. (1999). The health belief model and medication compliance in schizophrenia. Retrieve November 8, 2008, from http//wwwNIMH.Health Belief Model html. Overall, J. E., & Gorham, D. R. (1962). The brief psychiatric rating scale (BPRS). In Guy (Ed.), ECDEU assessment manual for psychopharmacology. Washington, DC: Public Health Service. Sadock, B. J., & Sadock, V. A. (1996). Kaplan and Sadock’s Pocket Handbook of Psychiatric Drug Treatment (2thed). Baltimore: Williams & Wilkins. . (2000). Kaplan and Sadocks comprehensive textbook of psychiatry (7th ed.). Philadelphia: Lippincott. Stuart, G. W., & Laraia, M. T. (2001). Principles and practice of psychiatric nursing (7th ed.). St. Louis: Mosby. World Health Organization. (1992). The ICD-10 classification of mental and behavioral disorders: Clinical description and diagnostic guidelines. Geneva: World Health Organization.
72 Watson, J. (1988). Nursing: Human science and human care a theory of nursing. New York: National League for Nursing.
Search