Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการสอน

แผนการสอน

Published by back-012, 2022-03-27 09:04:16

Description: แผนการสอน สอบสอนภาค ค.

Search

Read the Text Version

1 แผนการจดั การเรยี นร้มู ่งุ เน้นสมรรถนะ ชอ่ื วิชา องคป์ ระกอบศลิ ป์ รหัสวิชา 20300 – 1003 ทฤษฎี 1 ปฏบิ ตั ิ 3 หนว่ ยกิต 2 ✓ หลักสูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชีพ หลักสตู รประกาศนียบัตรวิชาชีพชน้ั สงู ประเภทวิชา ศิลปกรรม สาขาวิชา วิจิตรศิลป์ จดั ทำโดย นางสาว เรืองรอง ณ เมอื งยอง แผนกวชิ า วจิ ิตรศิลป์ วิทยาลยั พณิชยการเชตุพน สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศึกษาธกิ าร ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564

2 คำนำ แผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้จดั ทำโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปน็ แนวทางการสอนรายวิชาองค์ประกอบ ศิลป์ รหัสวิชา 20300 - 1003 เป็นแผนชี้นำการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบโดยสอดคล้องสัมพันธ์กันใน กระบวนการแสดงขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอนซึ่งเหมาะสมกับผู้เรียนที่มีรูปแบบการเรียน แบบยึด ผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมทั้งได้สอดแทรกการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ใน การเรียนการสอนซง่ึ จะทำใหเ้ กดิ ผลสัมฤทธแ์ิ กท่ ุกฝ่าย แผนการจดั การเรียนรู้เล่มนม้ี ีท้ังหมด 4 หน่วย ใชเ้ วลาในการสอนทั้งหมด 76 คาบ โดยสอน 4 คาบใช้ เวลา 240 นาทตี อ่ สปั ดาห์ มีหลักการแบง่ กลุ่มผเู้ รียนตามความสามารถใชว้ ิธีกลมุ่ ระดมความคิด เพื่อฝึกทักษะ การคิด บูรณาการคุณธรรม จริยธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์และกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยาย สาธติ อภปิ ราย ถามตอบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ในการแสดงความคิดเห็น การนำเสนอผลงาน การทำแบบฝกึ หัด ใบชว่ ยสอน ขอ้ ทดสอบ การวัดผลประเมนิ ผลใช้วิธีประเมินตามสภาพ จรงิ รายหนว่ ยการเรียนรู้ ตามสมรรถนะรายหน่วย และการทดสอบปลายภาค ตามสมรรถนะรายวชิ า แผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้สำเร็จลงได้ด้วยองค์ประกอบหลายประการ เกิดจากบุคคลหลายฝ่ายที่ คอยช้แี นะ ความดีทั้งหลายขออุทศิ ใหแ้ ก่ผมู้ ีพระคุณทุกทา่ น หากมีข้อเสนอแนะประการใดผ้เู ขียนยินดีนอ้ มรับ ไวด้ ว้ ยความขอบคณุ ย่งิ ลงช่ือ (นางสาว เรืองรอง ณ เมืองยอง) ครผู ู้สอน แผนกวิชา วิจิตรศิลป์

สารบญั 3 รายละเอียดแผนการจดั การเรียนรู้ หน้า จดุ ประสงคร์ ายวิชา 4 สมรรถนะรายวชิ า 4 คำอธิบายรายวชิ า 4 หน่วยการเรยี นรู้ แบบวิเคราะหภ์ าระงานรายหน่วย 5 ตารางวเิ คราะหห์ ลกั สูตร 7 หน่วยการเรยี นรแู้ ละสมรรถนะประจำหน่วย 8 การนำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใชใ้ นการจดั การเรียนรู้ 9 หน่วยที่ 1 ความหมายขององคป์ ระกอบศลิ ป์ - หน่วยที่ 2 การใช้สตี ามหลกั ทฤษฎสี ี - หน่วยท่ี 3 ความสมั พนั ธ์ระหว่างทัศนธาตุ รปู แบบ เนอื้ หา เทคนคิ วิธกี าร 12 หน่วยที่ 4 การแสดงออกทางทศั นศิลป์แนวทางในการสรา้ งสรรค์งานทาง - ทัศนศลิ ป์

4 หลักสูตรรายวชิ า ช่ือวชิ า องคป์ ระกอบศลิ ป์ รหสั วชิ า 20300 - 1003 ทฤษฎี 1 ปฏิบตั ิ 3 หน่วยกิต 2 ✓ หลักสูตรประกาศนยี บตั รวิชาชีพ หลักสตู รประกาศนียบตั รวิชาชีพช้นั สงู ประเภทวชิ า ศิลปกรรม สาขาวชิ า วจิ ิตรศลิ ป์ จดุ ประสงค์รายวชิ า 1. เข้าใจหลักองค์ประกอบศลิ ป์ หลกั การจดั ภาพ ธาตทุ างทัศนศิลป์ และการนำไปใช้ในทางทัศนศิลป์ 2. มีทักษะในการจัดภาพ การนำทัศนธาตุมาจัดวางให้สอดคล้องสัมพันธ์กับเทคนิควิธีการ ตามหลัก องคป์ ระกอบศลิ ป์ 3. มีทกั ษะในการนำหลกั การและกระบวนการมาใช้ในการสรา้ งสรรคผ์ ลงานศิลปกรรม 4. มีกจิ นิสัยที่ดใี นการปฏิบตั ิงาน มคี วามคดิ สร้างสรรค์ มีความรบั ผดิ ชอบ ม่งุ มั่นขยันหมนั่ เพยี ร สมรรถนะรายวชิ า 1. แสดงความรู้ ทักษะและเจตคติในการทำงาน 2. สร้างสรรคง์ านศิลปกรรมตามหลกั องค์ประกอบศิลป์ และหลักการใช้สีท่ีสามารถนำไปประยกุ ตก์ ับสาขางาน ศิลปกรรม 3. สร้างสรรค์งานศิลปกรรมโดยใช้วัสดุ อุปกรณ์ เทคนิควิธีการแสดงออก และหลักการใช้สี สื่อความหมาย แสดงออก ทางศิลปกรรม 4. สรา้ งองค์ประกอบดว้ ยทศั นธาตเุ ดียว และทศั นธาตผุ สม 5. สร้างรูปแบบ เนื้อหา เรื่องรางองค์ประกอบด้วยหลักการ ลด ทอน แบบธรรมชาติ แบบกึ่งธรรมชาติ และ แบบนามธรรม คำอธบิ ายรายวชิ า ศึกษาและปฏบิ ัติเกีย่ วกับหลักการจัดวาง ธาตุทางทัศนศิลป์ การใช้สีตามหลักทฤษฎีสี ความสัมพันธ์ ระหว่าง ทัศนธาตุ รูปแบบ เนื้อหา เทคนิควิธีการ และการแสดงออกทางทัศนศลิ ป์แนวทางในการสรา้ งสรรค์ งานทางทศั นศลิ ป์

5 หนว่ ยการเรียนรู้ แบบวเิ คราะห์ภาระงานรายหน่วย ช่ือวชิ า องคป์ ระกอบศลิ ป์ รหสั วชิ า 20300-1003 ท 1 ป 3 น 2 . ชน้ั ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ ปวช 1 สาขาวชิ า/กลุ่มวชิ า/ วิจติ ศิลป์ หน่วย ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ ภาระงาน สมรรถนะ จำนวนชม. สปั ดาห์ ท่ี 1 ความหมายของ 1. ให้นักเรียนวาดภาพใน 1. สามารถบอกความหมายของ 8 1-4 ศลิ ปะหลักการจดั ห ั ว ข ้ อ “ อ ิ ส ร ะ ” ต า ม องคป์ ระกอบศิลปไ์ ด้ วาง ธาตุทาง หลักการจัดวาง ธาตุทาง 2. สามารถอธิบายเกยี่ วกับหลักการ ทศั นศิลป์ ทศั นศลิ ป์ ขององคป์ ระกอบศลิ ปไ์ ด้ 2. ใหน้ กั เรียนวาดภาพใน 3. ส ามาร ถอธิบ าย เก ี่ ย ว กั บ หัวข้อ “เพลงอุทยานดอกไม้ ทศั นศิลป์ได้ - วงจันทร์ ไพโรจน์” ออบ 4. สามารถอธบิ ายเกย่ี วกบั ทศั นธาตุ แบบลวดลายตามจิตนาการ ได้ โดยใชเ้ ทคนิคการจุด ลง กระดาษ ขนาด A4 โดยนำ หลกั การจัดวาง ธาตุทาง ทศั นศลิ ป์มาใช้ในการ สรา้ งสรรค์ผลงาน 2 การใช้สีตามหลัก ให้นักเรียนวาดภาพใน 1. สามารถอธิบายความหมายของ 12 5-8 ทฤษฎสี ี หัวขอ้ “ความสขุ และ ความ อทิ ธพิ ลสีและวรรณะสีได้ ทกุ ” ออบแบบลวดลายตาม 2. สามารถอธิบายลักษณะของกลุ่ม จิตนาการ ลง ในกระดาษ สีในกิจกรรมตา่ งๆได้ A4 จำนวน 1 แผ่น พร้อม 3. สามารถสร้างงานโดยใช้สีในวัตถุ ทั้งอธิบายแนวความคิด ธาตุตา่ งๆได้ ความเป็นมาของผลงาน 4. สามารถบอกประโยชน์ของการ และตดั เส้น ลงสีให้สวยงาม นำสีในวรรณะต่างๆมาสร้างงานได้ 3 ความสัมพนั ธ์ ให้นักเรียนวาดภาพใน 1. สามารถบอกความหมายของ 16 9-12 ระหวา่ งทัศนธาตุ หัวข้อ “ลวดลายแห่งเชตุ ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนธาตุ รูปแบบ เน้ือหา พน” ออกแบบลวดลายตาม รปู แบบ เน้ือหา เทคนิควธิ ีการได้ เทคนคิ วธิ กี าร จิตนาการ ลง ในกระดาษ 2. ส ามาร ถอธิบ าย เก ี่ ย ว กั บ และโปรแกรมหรือแอป ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนธาตุ พลิเคชั้น โดยใช้เทคนิคการ รปู แบบ เนอ้ื หา เทคนคิ วธิ ีการได้ จุดสีลงในตาราง พร้อมท้ัง 3. สามารถประยุกต์ใช้งานวิจิตร อธิบายแนวความคิด ความ ศิลป์ให้ตรงกับรูปแบบ เนื้อหา เปน็ มาของผลงาน เทคนคิ วิธีการ ประเภทงานได้

6 หนว่ ย ช่ือหนว่ ยการเรยี นรู้ ภาระงาน สมรรถนะ จำนวน สปั ดาห์ ที่ ชม. 4 การแสดงออกทาง ให้นักเรียนวาดภาพใน 1. สามารถอธิบายส่วนประกอบ 32 13-17 ทศั นศิลป์แนวทาง ห ั ว ข ้ อ “ ล ว ด ล า ย ต า ม พื้นฐานในการสร้างสรรค์ผลงาน ในการสร้างสรรค์ ค ว า ม ห ม า ย ช ื ่ อ ข อ ง ทัศนศิลป์ จุด,เส้น,รูปร่างและ งานทางทศั นศิลป์ น ั ก เ ร ี ย น ” อ อ ก แ บ บ รปู ทรงได้ ลวดลายตามจิตนาการ ใน 2. สามารถอธิบายลักษณะของเสน้ โปรแกรมหรอื แอปพลิเคชัน้ แบบตา่ งได้ พ ร ้ อ ม ท ั ้ ง อ ธ ิ บ า ย 3. สามารถสร้างงานโดยใช้จุดและ แนวความคิด ความเป็นมา เส้นในลกั ษณะตา่ งๆได้ ของผลงาน และตัดเส้น ลง 4. สามารถบอกความแตกต่างของ สใี หส้ วยงาม รูปร่างและรปู ทรงแบบต่างๆได้ 5. สามารถบอกประโยชน์ของการ นำจุด,เส้น,รูปร่างและรูปทรงท่ี นำมาประยกุ ตใ์ ชส้ รา้ งสรรค์งานได้ สอบปลายภาค 4 18

7 ตารางวเิ คราะหห์ ลักสูตร รหัสวชิ า 20300 - 1003 วิชา องค์ประกอบศิลป์ หน่วยกิต 2 ช้ัน ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ปวช.1 สาขาวชิ า/กล่มุ วิชา/ วิจิตรศิลป์ พุทธิพิสยั พฤตกิ รรม ความรู้ ช่อื หนว่ ย ความ ้ขาใจ นำไปใ ้ช วิเคราะ ์ห ัสงเคราะห์ ประเ ิมน ่คา ทักษะพิสัย จิตพิสัย รวม ลำดับความสำ ัคญ จำนวนคาบ ความหมายของศิลปะ หลกั การจัดวาง ธาตุ 5 5 4 2 - - 2 2 20 3 16 ทางทัศนศิลป์ การใชส้ ตี ามหลักทฤษฎี 7 7 8 4 - - 2 2 30 1 16 สี ความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง ทัศนธาตุ รปู แบบ 6 5 6 4 - - 2 2 25 2 16 เน้อื หา เทคนิควธิ ีการ การแสดงออกทาง ทัศนศิลป์แนวทางใน 6 6 6 3 - - 2 2 25 2 20 การสรา้ งสรรค์งานทาง ทศั นศิลป์ สอบปลายภาค 4 รวม 24 23 24 13 - - 8 8 100 72 ลำดับความสำคัญ 1 2 1 3 - - 4 4

8 หน่วยการเรยี นรแู้ ละสมรรถนะประจำหนว่ ย ชือ่ หน่วย สมรรถนะ หน่วยที่ 1 ความหมายของศลิ ปะ ความรู้ ทักษะ คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ หลกั การจดั วาง ธาตทุ าง ทัศนศลิ ป์ - ผู้เรียนสามารถอธิบาย - ผ ู ้ เ ร ี ย น ส า ม า ร ถ - ผเู้ รยี นมีความกระตอื รอื ร้นต่อ หน่วยที่ 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ ป ฏ ิ บ ั ต ิ ง า น ต า ม ห ลั ก การเรียน การใช้สีตามหลกั ทฤษฎีสี องค์ประกอบศิลป์ หลักการ องคป์ ระกอบศลิ ปไ์ ด้ - ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อ หน่วยท่ี 3 ความสมั พันธ์ระหวา่ งทศั น จัดวาง ธาตทุ างทศั นศลิ ป์ได้ - ผู้เรียนปฏิบัติงานตาม การเรียนและการปฏบิ ตั ิงาน ธาตุ รูปแบบ เน้อื หา เทคนิควธิ ีการ ขั้นตอนในการสร้างสรรค์ ผู้เรียนมีเจตคตใิ นการทำงาน หน่วยที่ 4 งานองคป์ ระกอบศลิ ปไ์ ด้ การแสดงออกทาง ทศั นศลิ ปแ์ นวทางในการ - ผู้เรียนสามารถอธิบายการ - ผู้เรียนมีทักษะการใชส้ ี - ผเู้ รยี นมีความกระตอื รือร้นต่อ สร้างสรรค์งานทาง ทศั นศิลป์ ใชส้ ตี ามหลักทฤษฎสี ไี ด้ ตามหลกั ทฤษฎสี ี การเรียน - ผู้เรียนสามารถยกตัวอย่าง - ผู้เรียนปฏิบัติงานตาม - ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อ การใช้สตี ามหลกั ทฤษฎสี ีได้ ข้ันตอนในการสร้างสรรค์ การเรียนและการปฏิบตั งิ าน งานในการใช้สีตามหลัก ผเู้ รยี นมีเจตคติในการทำงาน ทฤษฎสี ีได้ - ผู้เรียนสามารถอธิบายการ - ผู้เรียนมีทักษะการนำ - ผู้เรียนมคี วามกระตอื รอื ร้นต่อ ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างทัศน ความสัมพันธ์ระหว่าง การเรียน ธาตุ รูปแบบ เนื้อหา เทคนิค ทศั นธาตุ รูปแบบ เนือ้ หา - ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อ วธิ กี ารได้ เทคนิควิธีการมาใช้ใน การเรยี นและการปฏบิ ตั งิ าน - ผู้เรียนสามารถนำความรู้ การสรา้ งสรรค์ผลงาน - ผเู้ รียนมเี จตคตใิ นการทำงาน ความสัมพันธ์ระหว่างทัศน - ผู้เรียนปฏิบัติงานตาม ธาตุ รูปแบบ เนื้อหา เทคนิค ขั้นตอนในการสร้างสรรค์ วิธีการมาใช้ในการออกแบบ งานได้ ได้ - ผู้เรียนสามารถอธิบาย - ผู้เรียนมีทกั ษะการ - ผู้เรยี นมีความกระตือรือร้นต่อ ความหมายการแสดงออก แสดงออกทางทัศนศิลป์ การเรียน ทางทัศนศิลป์แนวทางในการ แนวทางในการ - ผู้เรยี นมีความรับผดิ ชอบต่อ สร้างสรรค์งานทางทัศนศิลป์ สรา้ งสรรคง์ านทางทัศน การเรยี นและการปฏบิ ัติงาน ได้ ศิลปสร้างสรรค์ผลงาน - ผเู้ รียนมีเจตคติในการทำงาน - ผู้เรียนสามารถนำความรู้ - ผู้เรยี นปฏบิ ัติงานตาม การแสดงออกทางทัศนศิลป์ ข้นั ตอนในการสร้างสรรค์ แนวทางในการสร้างสรรค์ งานได้ งานทางทัศนศิลป์มาใชใ้ นการ ออกแบบและประยุกต์ได้ได้

9 การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาใช้ในการจัดการเรยี นรู้ 1. ผูส้ อนนำหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งในการเตรยี มการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ดงั นี้ กิจกรรม พอประมาณ มเี หตผุ ล สรา้ งภมู คิ ุ้มกนั 1. วสั ดุอุปกรณ์ วสั ดอุ ปุ กรณ์มีจำนวนเพยี งพอ เพอ่ื ความพรอ้ มในการ ดแู ลวัสดุอุปกรณใ์ ห้พร้อม ใช้งานและเตรียมใบงาน กับจำนวนผู้เรียน เรยี นรูข้ องผเู้ รยี น สำรอง 2. สอ่ื การเรียนรู้ สอดคล้องกบั เนอ้ื หาและ เพอื่ ใหผ้ ้เู รยี นมีความเข้าใจ เตรยี มอปุ กรณเ์ พอ่ื ใช้สอื่ จดุ ประสงค์การเรียนรูท้ ่ี ในเนอ้ื หาทเ่ี รียน และ การเรียนรู้ใหพ้ ร้อมก่อน กำหนดเหมาะสมกับเวลา กระตุ้นความสนใจของ การสอน ผเู้ รียน 3. กระบวนการเรียนรู้ ออกแบบกจิ กรรม เพอ่ื ใหผ้ ้เู รียนไดร้ บั ความรู้ เตรียมจดุ ประสงค์และ การเรยี นรูท้ เ่ี หมาะสมกบั เข้าใจในเน้ือหาทเ่ี รยี น กจิ กรรมให้ผเู้ รียนทราบ เน้อื หาเวลาและความสามารถ ก่อนการเรียนรู้ และเตรียม ของผเู้ รยี น ปอ้ งกันปัญหาทอ่ี าจเกดิ ข้นึ จากการจดั การเรยี นรูไ้ ม่ ตรงตามแผนทีว่ างไว้ 4. ช้นิ งาน/ผลผลิต ใบงาน เพอ่ื ผูเ้ รยี นมคี วามรู้ความ กำหนดเกณฑ์ แบบประเมินผลการนำเสนอ เขา้ ใจตรงตามสมรรถนะท่ี การประเมินอยา่ งชดั เจน แบบทดสอบหลังเรยี น กำหนด โดยผเู้ รยี นมีสว่ นร่วม รายงานสรปุ ผล การประเมนิ ความรู้ 1. เขา้ ใจหลกั องค์ประกอบศิลป์ หลกั การจดั ภาพ ธาตุทางทศั นศลิ ป์ และการนำไปใชใ้ นทางทัศนศลิ ป์ และ มที ักษะในการจัดภาพ การนำทัศนธาตุมาจัดวางให้สอดคล้องสัมพันธ์กบั เทคนคิ วิธีการ ตามหลกั องคป์ ระกอบศลิ ป์ 2. กระบวนการขนั้ ตอนการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน 3. ประยกุ ตใ์ ชง้ านวิจติ รศิลป์ใหต้ รงกบั ประเภทงานได้ คุณธรรม มีระเบยี บวนิ ยั มีความรบั ผิดชอบ ขยัน ประหยดั ซือ่ สัตย์สจุ ริต มีความสามัคคแี ละมจี ิตสาธารณะ

10 2. ผูเ้ รยี นได้เรยี นรูท้ จี่ ะอยู่อยา่ งพอเพยี ง ดงั น้ี กิจกรรม พอประมาณ มเี หตุผล สร้างภมู คิ ุ้มกัน 1. วสั ดอุ ปุ กรณ์ ผเู้ รยี นใช้วสั ดอุ ุปกรณท์ ม่ี ีอยใู่ ห้ ผู้เรียนมคี วามพรอ้ ม ผู้เรยี นมีความรอบคอบในการ เกดิ ประโยชน์ ประหยัดและ ในการเรียน ตรวจสอบวัสดอุ ุปกรณใ์ นการ คมุ้ ค่า ปฏบิ ตั งิ าน และมรี ะเบยี บ วินัยในการใช้ การเก็บรกั ษา อุปกรณก์ ารเรยี น 2. สอ่ื การเรยี นรู้ ผเู้ รยี นมคี วามสนใจในสือ่ การ ผู้เรยี นมีความสนใจ ผู้เรียนสามารถนำความรูท้ ี่ เรยี นรู้ ในการเรยี นและ ได้รบั ไปใช้ในออกแบบ สามารถเรยี นร้ใู น ฐานข้อมลู ตอ่ ไปได้ เนอ้ื หาที่เรียนได้ รวดเร็ว 3. กระบวนการ ไดร้ บั ความรแู้ ละทำกจิ กรรมท่ี มีความรูค้ วามเข้าใจ รู้จกั การวางแผน เรียนรู้ ไดร้ บั มอบหมายภายในเวลาท่ี ในเน้อื หาที่เรยี น รับ กระบวนการทำงานอยา่ งเป็น กำหนด ฟงั ความคดิ เหน็ ของ ระบบ ผู้อน่ื 4. ชิ้นงาน/ผลผลติ ปฏบิ ตั งิ านตามใบงานได้ ผา่ นเกณฑ์การ ฝกึ ความรอบคอบในการ ถูกต้อง ประเมินทก่ี ำหนด ตรวจสอบงานกอ่ นสง่ ฝึกการ ทำงานเปน็ กลมุ่ การยอมรับ ฟังความคิดเหน็ ผู้อนื่ ความรู้ 1. เขา้ ใจหลกั องคป์ ระกอบศลิ ป์ หลกั การจัดภาพ ธาตุทางทัศนศิลป์ และการนำไปใชใ้ นทาง ทัศนศิลป์ และมีทักษะในการจัดภาพ การนำทัศนธาตมุ าจดั วางให้สอดคล้องสมั พนั ธ์กับเทคนิควิธกี าร ตาม หลกั องคป์ ระกอบศลิ ป์ 2. กระบวนการข้ันตอนการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน 3. ประยกุ ตใ์ ช้งานวิจติ รศิลป์ใหต้ รงกับประเภทงานได้ คณุ ธรรม มีระเบยี บวินัย มีความรับผิดชอบ ขยัน ประหยัด ซ่อื สัตย์สจุ รติ มคี วามสามัคคีและมจี ิต สาธารณะ

11 3. ผลลพั ธ์ (KPA) ทเี่ กิดกบั ผูเ้ รียนจากการจดั การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้าน อย่อู ย่างพอเพยี ง สมดุลและพรอ้ มรบั การเปลยี่ นแปลงในด้านตา่ ง ๆ วัตถุ สังคม สง่ิ แวดลอ้ ม วัฒนธรรม วดั มคี วามรเู้ รื่อง สง่ เสริมการ สร้างความรับผดิ ชอบใน ส่งเสรมิ วัฒนธรรม ความรู้ (K) องค์ประกอบศลิ ป์ ช่วยเหลือในกลุม่ การรกั ษาความสะอาดใน การมีนำ้ ใจและ ผู้เรยี น ห้องเรยี นใหม้ ี ซ่อื สตั ย์ ทักษะ (P) สภาพแวดล้อมที่ดี ค่านิยม (A) มีทักษะในการ ฝึกการทำงานเป็น การทำความสะอาด ส่งเสริมความมี ทำงาน มีทกั ษะใน กลมุ่ และการเปน็ อปุ กรณ์และหอ้ งเรียน วินยั การเกบ็ และ ผนู้ ำและผตู้ ามทดี่ ี ความรบั ผดิ ชอบ บำรุงรักษาอุปกรณ์ และความสามัคคี ตระหนักและเห็น เหน็ คณุ คา่ ของการ มีจิตสาธารณะตระหนกั เขา้ ใจวัฒนธรรม คณุ ค่าของวสั ดุ ทำงานเป็นกลุ่มรจู้ กั ถงึ การทำความสะอาด ขององคก์ รในการ อปุ กรณ์โดยใช้ การร่วมคดิ รว่ มทำ หอ้ งเรียนและใช้ มรี ะเบียนวนิ ยั อย่างประหยัดและ และควารับผิดชอบ ทรพั ยากร ความรับผิดชอบ ค้มุ ค่า และมจี ิตสาธารณะ

12 แผนการจดั การเรียนรูม้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หน่วยท่ี 3 ชื่อวชิ า องค์ประกอบศิลป์ 20300 - 1003 สอนครงั้ ที่ 9-12 ชอื่ หนว่ ย ความสมั พันธ์ระหว่างทศั นธาตุ รปู แบบ เนือ้ หา ช่วั โมงรวม 16 เทคนิควธิ ีการ จำนวนชัว่ โมง 4 1. สาระสำคญั ทัศนศิลป์ หมายถงึ ศิลปะทรี่ บั รู้ดว้ ยประสาทสมั ผัสทางตา ศิลปะทม่ี องเหน็ เมอื่ พจิ ารณาความหมายที่มีผู้ นยิ ามไว้ จะพบวา่ การรับร้เู รื่องราว อารมณ์ ความรสู้ ึกของงานทัศนศิลปน์ น้ั จะต้องอาศัยประสาทตาเปน็ สำคญั นัน่ คือตาจะรับรเู้ ก่ียวกบั ส่งิ ต่าง ๆ ที่นำมาประกอบเปน็ งานทัศนศลิ ป์ได้แก่ เส้น รูปร่าง รปู ทรง สี แสงเงา และ พ้นื ผวิ เปน็ ตน้ โดยศิลปะจะนำสิง่ ต่าง ๆ เหล่าน้มี าสรา้ งสรรค์ผลงานดว้ ยวธิ ีการเขียนภาพ ระบายสีบา้ ง ปน้ั และ สลักบา้ งหรืองานโครงสรา้ งเป็นตน้ การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศลิ ป์ให้เกดิ คุณค่าทางศลิ ปะไดน้ ั้น ข้ึนอยู่กับความสามารถ ทักษะและความคดิ ของ ศิลปินแต่ละคน งานทศั นศลิ ปท์ ป่ี รากฏให้เห็นสามารถแบง่ ออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คือ แบบ 2 มติ ิ และ 3 มิติ ลกั ษณะเดน่ ของงานทศั นศลิ ป์ ผลงานทัศนศลิ ป์เป็นสงิ่ ท่ีศลิ ปนิ สรา้ งสรรคข์ ึ้น เพ่อื ตอบสนองความต้องการดา้ น จิตใจ อารมณ์ มุ่งหวังให้เกดิ ความสุนทรยี ์ หรือความรสู้ ึกสะเทือนใจแก่ผู้พบเห็น ประกอบดว้ ย 1. ศิลปนิ (Artist) เป็นผถู้ ่ายทอดผลงานศิลปะ โดยไดร้ ับแรงบนั ดาลใจจากธรรมชาติส่งิ แวดลอ้ มด้วย ความรสู้ ึกประทับใจหรือเกิดความสะเทอื นอารมณ์ จงึ ถา่ ยทอดออกมาตามอารมณ์ความรู้สึกและจินตนาการเฉพาะ ตน 2. สิ่งแวดลอ้ ม (Environment) ได้แก่ ธรรมชาติ ความเช่อื ทางศาสนา เรอื่ งจากประวตั ิศาสตร์ เรื่องราว จากวรรณคดี ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งหมดน้เี ป็นสงิ่ เรา้ เป็นตัวกระตนุ้ ใหม้ นุษย์เกดิ อารมณ์ความรู้สึก และแสดงออกด้วยการถา่ ยทอดออกมาเป็นผลงานศลิ ปกรรม 3. สอื่ /วสั ดุ (Media) ไดแ้ ก่ กระดาษ สี ดนิ สอ หนิ ไม้ ปูน ฯลฯ ซง่ึ ศลิ ปนิ ได้ซึมซบั ประสบการณ์จาก ส่ิงแวดล้อม แล้วนำไปถ่ายทอดลงบนสือ่ ให้ออกมาเปน็ รูปธรรม 4. ผลงานศิลปะ (Art) เปน็ ผลงานท่เี กิดจากแรงบนั ดาลใจในส่งิ แวดลอ้ มของมนุษย์ โดยผ่านสื่อให้ปรากฏ เป็นรปู ธรรม เรียกว่า “ผลงานศิลปะ” ความหมายของทัศธาตุ ทัศนะ หมายถึง การเห็น สิ่งทีม่ องเห็น ธาตุ หมายถึง ส่งิ ที่ถอื ว่าเป็นส่วนสำคญั ท่ี รวมกัน เป็นรูปร่างของสงิ่ ทั้งหลาย ดังน้ัน ทศั นธาตุ หมายถงึ ส่วนสำคญั ทรี่ วมกันเป็นรูปร่างของสง่ิ ทง้ั หลายตามที่ ตามองเห็น ทัศนธาตุ ประกอบดว้ ย จุด (Dot) เส้น (Line) สี (Color) รูปร่างและรูปทรง (Shape and Form) นำ้ หนัก (Value) บรเิ วณว่าง (Space) และ ลักษณะผวิ (Texture)

13 แผนการจัดการเรียนรมู้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 3 ชื่อวิชา องค์ประกอบศิลป์ 20300 - 1003 สอนคร้งั ท่ี 9-12 ชื่อหนว่ ย ความสมั พันธ์ระหวา่ งทศั นธาตุ รูปแบบ เนื้อหา ช่วั โมงรวม 16 เทคนคิ วธิ ีการ จำนวนช่วั โมง 4 2. สมรรถนะประจำหน่วย 1. สามารถบอกความหมายของความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งทัศนธาตุ รูปแบบ เนอ้ื หา เทคนคิ วิธีการได้ 2. สามารถอธบิ ายเกยี่ วกบั ความสัมพันธ์ระหวา่ งทศั นธาตุ รูปแบบ เนอื้ หา เทคนคิ วธิ ีการได้ 3. สามารถประยกุ ต์ใชง้ านวิจติ รศิลป์ใหต้ รงกับรปู แบบ เนื้อหา เทคนิควิธีการ ประเภทงานได้ 4. ผู้เรยี นสามารถสร้างสรรคง์ านออกแบบลายผ้าได้ 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 ดา้ นความรู้ 1. ผู้เรียนสามารถอธบิ ายการใชค้ วามสมั พนั ธร์ ะหว่างทัศนธาตุ รปู แบบ เนื้อหา เทคนคิ วิธีการได้ 2. ผู้เรียนสามารถนำความรู้ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนธาตุ รูปแบบ เนื้อหา เทคนิควิธีการมาใช้ในการ ออกแบบได้ 3.2 ด้านทกั ษะ 1. ผ้เู รยี นมีทักษะการนำความสัมพันธ์ระหว่างทัศนธาตุ รปู แบบ เนื้อหา เทคนคิ วธิ ีการมาใช้ในการ สร้างสรรคผ์ ลงาน 2. ผู้เรียนปฏบิ ตั งิ านตามขนั้ ตอนในการสรา้ งสรรค์งานได้ 3.3 คุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ 1. ผเู้ รยี นมีความกระตือรอื รน้ ตอ่ การเรยี น 2. ผเู้ รยี นมคี วามรบั ผิดชอบต่อการเรยี นและการปฏบิ ัติงาน 3. ผเู้ รียนมเี จตคติในการทำงาน 4. เน้ือหาสาระการเรียนรู้ 1. ความหมายของทัศนธาตุ 2. ความหมายของรูปแบบ เนอ้ื หา ทางศลิ ปะ 3. เทคนคิ วธิ ีการสรา้ งสรรค์ผลงานทางศิลปะ 4. ความสัมพนั ธร์ ะหว่างทัศนธาตุ รูปแบบ เน้อื หา เทคนิควธิ กี าร 5. การนำทัศนธาตุสรา้ งสรรค์เปน็ ผลงานลายผ้า 5. กจิ กรรมการเรียนรู้ 5.1 การนำเขา้ สู่บทเรยี น - ผู้สอนแนะนำทบทวนความหมายของศิลปะ และทฤษฏีสี พรอ้ มยกตัวอยา่ ง - ผู้สอนยกตวั อยา่ งงานศิลปะประเภทตา่ งๆ ท่พี บในชีวติ ประจำวนั - ผู้สอนนำสู่เร่ืององค์ประกอบทางทศั นธาตุ สว่ นประกอบของศลิ ปะที่มองเหน็ รอบๆตวั

14 แผนการจดั การเรยี นรู้มงุ่ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 3 ชื่อวิชา องค์ประกอบศลิ ป์ 20300 - 1003 สอนครั้งท่ี 6-9 ชอื่ หน่วย ความสมั พนั ธ์ระหว่างทศั นธาตุ รูปแบบ เนื้อหา ชว่ั โมงรวม 16 เทคนิควิธีการ จำนวนช่ัวโมง 4 5.2 การเรียนรู้ - ผู้สอนบรรยาย เก่ียวกับทัศนธาตุ รูปแบบ เนอื้ หา เทคนิควิธีการในการสรา้ งสรรค์ผลงาน คอื อะไร - ผู้สอนอธบิ ายความหมาย ประเภท รูปแบบ ของงานวิจติ รศิลปพ์ รอ้ มยกตวั อยา่ งงานแตล่ ะประเภท ทง้ั ของไทยและต่างประเทศใหน้ ักศึกษาไดด้ ูเพ่อื แยกความแต่งต่างของงานแตล่ ะประเภท - ผสู้ อนอธบิ ายและแสดงตัวอยา่ งการถา่ ยทอดงานศลิ ปะ และความสัมพันธร์ ะหว่างทศั นธาตุ รปู แบบ เนอ้ื หา เทคนิควิธีการ และการสรา้ งสรรค์งานศลิ ปะสู่การออกแบบลวดลายผ้า - ผู้สอนใหผ้ เู้ รยี นทดลองออกแบบลายผ้า โดยใชก้ ระบวนการการจัดกิจกรรมการเรียนเชิงรกุ (Active Learning) ในรปู แบบ การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Learning by Doing/Activities) 5.3 การสรปุ - ผู้สอนกลา่ วสรปุ การเรียน เกยี่ วกับทัศนธาตุ รูปแบบ เน้ือหา เทคนิควิธีการในการสร้างสรรค์ผลงาน และ การนำเสนองานในทางทีถ่ ูกคุณธรรมจริยธรรม ไมค่ วรลอกเลยี บแบบงาน หรอื ใช้งานศิลปะในการสื่อความหมาย ในทางลามกอนาจาร หรอื ลบหลู่ สมรรถนะผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 1. การทำงาน ฝกึ การคิดวเิ คราะห์ การแกป้ ญั หา 2. การใช้สือ่ /เทคโนโลย/ี คำศพั ทภ์ าษาอังกฤษ/สิ่งทน่ี ่าสนใจ 3. การใชท้ ักษะการปฏบิ ตั งิ าน 4. การใช้ทักษะการตัดสนิ ใจ/การประยกุ ตใ์ ช/้ การควบคุมกำกบั ตนเอง ทกั ษะชีวติ 1. ฝกึ สงั เกต/รวบรวมขอ้ มูล (กิจกรรมสง่ เสรมิ การเรียนร)ู้ 2. การศกึ ษาข้อมลู เพ่ิมเติมจากแหลง่ เรยี นรูต้ ่างๆ เช่น อินเทอรเ์ นต็ หนังสอื วารสาร 3. ผเู้ รียนใชก้ ระบวนการต่าง ๆ ในการดำเนินชวี ติ ประจำวัน เรียนร้ดู ้วยตนเองอย่างต่อเน่อื ง ทำงานและอยู่ ร่วมกนั ในสงั คมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธอ์ นั ดรี ะหว่างบุคคลจัดการปัญหาและความขัดแยง้ ต่าง ๆ กิจกรรมท้าทาย ใหผ้ ู้เรียนศึกษาค้นควา้ เกีย่ วกับความสมั พนั ธ์ระหว่างทัศนธาตุ รปู แบบ เนอื้ หา เทคนิควิธีการ 5.4 การวดั และประเมินผล - ใบงาน และการนำเสนองาน จากงานท่ีมอบหมาย - จากการสังเกตพฤติกรรมระหว่างเรียน การตอบคำถาม การมีส่วนร่วมในช้ันเรียน

15 แผนการจัดการเรียนรมู้ ุ่งเน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 3 ช่ือวชิ า องคป์ ระกอบศลิ ป์ 20300 – 1003 สอนครัง้ ที่ 6-9 ช่ือหนว่ ย ความสัมพนั ธ์ระหว่างทัศนธาตุ รปู แบบ เน้อื หา ช่ัวโมงรวม 16 เทคนิควิธีการ จำนวนชว่ั โมง 4 6. ส่ือการเรียนรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้ 6.1 สื่อสงิ่ พมิ พ์ - หนังสือองค์ประกอบศลิ ป์ (Composition of Art) ผู้เขียน: ชลูด นิ่มเสมอ - หนงั สือวิจิตรแพรวา มรดกภูมปิ ัญญาสู่ราชนิ แี หง่ ไหม มหาวิทยาลยั ราชภัฏกาฬสินธ์ุ - หนังสอื แลลายผา้ ทอ เมืองลับแล - รูปภาพตัวอย่างของงานศิลปะ ประเภทตา่ งๆ 6.2 ส่อื โสตทศั น์ (ถ้ามี) - สไลดป์ ระกอบคำบรรยาย 6.3 หุ่นจำลองหรือของจรงิ (ถ้าม)ี - 6.4 อื่น ๆ (ถ้ามี) - 7. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ) - ให้นกั เรียนวาดภาพในหวั ข้อ “ลวดลายแหง่ เชตุพน” ออกแบบลวดลายตามจติ นาการ ลงในกระดาษ และ โปรแกรมหรือแอปพลเิ คชั้น โดยใชเ้ ทคนคิ การจุดสีลงในตาราง พร้อมทั้งอธบิ ายแนวความคดิ ความเป็นมาของ ผลงาน 8. การบรู ณาการ / ความสมั พันธก์ บั วชิ าอ่ืน - วิชาความคิดสร้างสรรคท์ างศิลปะ 9. การวัดผลและประเมินผล 9.1 ก่อนเรียน - ผู้เรียนรบั ทราบจดุ ประสงค์การเรียนรู้ วิธีการเรียน การเรยี นในคาบเรียนทฤษฎี - ผูเ้ รียนฟงั และรับทราบเกณฑ์การประเมนิ การให้คะแนนการเรยี น โดยมีเกณฑ์การใหค้ ะแนน ดังตอ่ ไปน้ี 4.0 หมายถงึ ผลการเรยี นดีเย่ียม ช่วงคะแนน 80 ข้ึนไป 3.5 หมายถงึ ผลการเรยี นดมี าก ชว่ งคะแนน 75 - 79 3.0 หมายถึง ผลการเรียนดี ชว่ งคะแนน 70 - 74 2.5 หมายถึง ผลการเรียนดีพอใช้ ช่วงคะแนน 65 - 69 2.0 หมายถงึ ผลการเรยี นพอใช้ ช่วงคะแนน 60 - 64 1.5 หมายถงึ ผลการเรยี นอ่อน ช่วงคะแนน 55 - 59 1.0 หมายถงึ ผลการเรยี นออ่ นมาก ช่วงคะแนน 50 – 54 0 หมายถงึ ผลการเรียนตก ช่วงคะแนน ตำ่ กว่า 50

16 แผนการจดั การเรียนรูม้ ่งุ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยท่ี 3 ชือ่ วชิ า องคป์ ระกอบศิลป์ 20300 - 1003 สอนครัง้ ที่ 6-9 ชือ่ หนว่ ย ความสัมพนั ธร์ ะหว่างทศั นธาตุ รปู แบบ เนอ้ื หา ชั่วโมงรวม 16 เทคนคิ วิธกี าร จำนวนชวั่ โมง 4 9.2 ขณะเรยี น จากการสงั เกตพฤติกรรมระหว่างเรยี น - การตอบคำถาม - การมีส่วนรว่ มในชั้นเรียน 9.3 หลงั เรียน - ผลงานของผูเ้ รยี นหลังปฏบิ ตั ิงานท่ีไดร้ บั มอบหมาย 10. บนั ทกึ หลังสอน 10.1 ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรยี นรู้ ความพร้อมก่อนดำเนินกิจกรรม (สอื่ วัสดอุ ปุ กรณ์ การเข้าช้ันเรยี น พื้นฐานความรู้เดิมของผเู้ รยี น ฯลฯ) .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... บรรยากาศการเรยี นรู้ (ความเขา้ ใจ ปฏิสัมพันธใ์ นหอ้ ง ความราบรืน่ ในการดำเนนิ กจิ กรรมฯ) .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... 10.2 ผลการเรียนร้ขู องนกั เรยี น นกั ศกึ ษา (จำนวนผู้เรยี นที่มีผลงานระหวา่ งเรียนและผลการประเมินบรรลวุ ตั ถุประสงค์แตล่ ะระดับ ผเู้ รยี นท่เี ปน็ ผนู้ ำ ผเู้ รียนที่ต้องให้ความสนใจเพิม่ เตมิ ) .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... 10.3 แนวทางการพฒั นาคณุ ภาพการเรียนรู้ (สิ่งท่ีตอ้ งยตุ ิ ส่งิ ทน่ี ำมาใช้ตอ่ สง่ิ ท่ตี ้องปรบั ปรุงเพ่ิมเติม) .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................

17 ใบความรู้ หน่วยที่ 3 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างทัศนธาตุ รปู แบบ เนอื้ หา เทคนคิ วิธีการ ความหมายของงทศั นศลิ ป์ ทัศนศิลป์ หมายถึง ศิลปะที่รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทางตา ศิลปะที่มองเห็น เมื่อพิจารณา ความหมายที่มีผู้นิยามไว้ จะพบว่าการรับรู้เรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึกของงานทัศนศิลป์นั้น จะต้องอาศัย ประสาทตาเปน็ สำคญั น่ันคือตาจะรบั รูเ้ กยี่ วกบั ส่งิ ต่าง ๆ ทน่ี ำมาประกอบเปน็ งานทศั นศิลปไ์ ด้แก่ เส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงา และพื้นผิว เป็นต้น โดยศิลปะจะนำสิ่งตา่ ง ๆ เหล่านี้มาสร้างสรรค์ผลงานดว้ ยวิธีการเขยี น ภาพ ระบายสบี ้าง ป้นั และสลกั บา้ งหรืองานโครงสรา้ งเป็นต้น การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ให้เกิดคุณค่าทางศิลปะได้นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถ ทักษะและ ความคิดของศิลปินแต่ละคน งานทัศนศิลปท์ ่ีปรากฏใหเ้ หน็ สามารถแบง่ ออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื แบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ลักษณะเด่นของงานทัศนศิลป์ ผลงานทัศนศิลป์เป็นสิ่งที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการ ดา้ นจติ ใจ อารมณ์ มุ่งหวงั ให้เกดิ ความสุนทรยี ์ หรอื ความรู้สึกสะเทอื นใจแกผ่ ูพ้ บเห็น ประกอบด้วย 1. ศิลปนิ (Artist) เป็นผู้ถ่ายทอดผลงานศิลปะ โดยได้รบั แรงบนั ดาลใจจากธรรมชาติส่งิ แวดล้อมด้วย ความรู้สึกประทับใจหรือเกิดความสะเทือนอารมณ์ จึงถ่ายทอดออกมาตามอารมณ์ความรู้สึกและจินตนาการ เฉพาะตน 2. สิ่งแวดล้อม (Environment) ได้แก่ ธรรมชาติ ความเชื่อทางศาสนา เรื่องจากประวัติศาสตร์ เรื่องราวจากวรรณคดี ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งเร้า เป็นตัวกระตุ้นให้มนุษย์เกิด อารมณค์ วามรู้สกึ และแสดงออกด้วยการถ่ายทอดออกมาเปน็ ผลงานศิลปกรรม 3. สื่อ/วสั ดุ (Media) ได้แก่ กระดาษ สี ดินสอ หิน ไม้ ปูน ฯลฯ ซึ่งศิลปินได้ซึมซบั ประสบการณ์จาก สง่ิ แวดล้อม แล้วนำไปถา่ ยทอดลงบนสอ่ื ใหอ้ อกมาเปน็ รปู ธรรม 4. ผลงานศิลปะ (Art) เป็นผลงานที่เกิดจากแรงบันดาลใจในสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ โดยผ่านสื่อให้ ปรากฏเปน็ รปู ธรรม เรยี กว่า “ผลงานศลิ ปะ” ความหมายของทศั ธาตุ ทัศนะ หมายถึง การเหน็ ส่งิ ทีม่ องเห็น ธาตุ หมายถงึ ส่งิ ทีถ่ อื วา่ เป็นส่วน สำคัญทีร่ วมกนั เป็นรูปรา่ งของสง่ิ ทง้ั หลาย ดังน้ัน ทัศนธาตุ หมายถงึ ส่วนสำคัญท่ีรวมกันเป็นรูปร่างของส่ิง ทั้งหลายตามที่ตามองเห็น ทัศนธาตุ ประกอบด้วย จุด (Dot) เส้น (Line) สี (Color) รูปร่างและรูปทรง (Shape and Form) นำ้ หนกั (Value) บรเิ วณว่าง (Space) และ ลกั ษณะผวิ (Texture) ประเภทของงานทศั นศิลป์ ทัศนศลิ ป์ประกอบด้วยศิลปะ 4 ประเภท คือ 1. จิตรกรรม จิตรกรรม (Painting) หมายถึง ผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการขีดเขียน การวาด และระบายสี เพือ่ ใหเ้ กดิ ภาพ เปน็ งานศลิ ปะที่มี 2 มิติ เป็นรูปแบบไม่มีความลึกหรือนูนหนา แตส่ ามารถเขียนลวงตาให้เห็น วา่ มีความลกึ หรอื นนู ได้ ความงามของจิตรกรรมเกิดจากการใช้สีในลกั ษณะต่างๆ กัน งานจิตรกรรม แบง่ ออกได้ 2 ชนิด คือ

18 1. การวาดเส้น (Drawing) เป็นการวาดภาพโดยใช้ปากกา หรือดินสอ ขีดเขียนลงไป บนพื้นผิววัสดุ รองรับเพื่อให้เกิดภาพ การวาดเส้น คือ การขีดเขียนให้เป็นเส้นไม่ว่าจะเป็นเส้นเล็ก หรือ เส้นใหญ่ๆ มักมีสี เดียว แต่การวาดเส้นไม่ไดจ้ ำกัดทีจ่ ะต้องมีสีเดียว อาจมีสีหลายๆ สีก็ได้ การวาดเส้น จัดเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ของงานศลิ ปะแทบทุกชนิด 2. การระบายสี (Painting) เป็นการวาดภาพโดยการใชพ้ ู่กัน หรือแปรง หรือวัสดุอย่างอื่น มาระบาย ใหเ้ กิดเปน็ ภาพ การระบายสี ต้องใช้ทกั ษะการควบคุมสีและเครอ่ื งมอื มากกวา่ การวาดเสน้ ผลงานการระบายสี จะสวยงาม เหมอื นจรงิ และสมบูรณแ์ บบมากกว่าการวาดเส้น ลกั ษณะของภาพจิตรกรรม งานจติ รกรรม ที่นิยมสร้างสรรค์ ขนึ้ มหี ลายลกั ษณะ ดังนี้ คอื 1. ภาพทิวทัศน์ (Landscape Painting) เป็นภาพที่แสดงความงาม หรือความประทับใจในความงาม ของธรรมชาติ หรือสิ่งแวดลอ้ มของศิลปินผู้วาด ภาพทิวทัศน์แบง่ เป็นลกั ษณะต่างๆ ได้แก่ ภาพทิวทัศนผ์ ืนนำ้ หรือ ทะเล (Seascape) ภาพทิวทศั น์พ้นื ดนิ (Landscape) ภาพทวิ ทัศน์ของชุมชนหรือเมือง (Cityscape) 2. ภาพคน (Figure Painting) เป็นภาพที่แสดงกิริยาท่าทางต่างๆ ของมนุษย์แบบเต็มตัว โดยไม่เน้น แสดงความเหมอื นของใบหนา้ 3. ภาพคนเหมอื น (Potrait Painting) เปน็ ภาพทแี่ สดงความเหมือนของใบหนา้ ของคนๆ ใดคนหนึ่ง 4. ภาพสตั ว์ ( Animals Figure Painting) แสดงกริ ิยาทา่ ทางของสตั วใ์ นลักษณะตา่ งๆ 5. ภาพประกอบเรอื่ ง (Illustration Painting) เป็นภาพท่ีเขียนข้ึน เพื่อบอกเลา่ เรือ่ งราว หรอื ถ่ายทอด เหตุการณ์ต่างๆ ให้ผู้อื่นได้รับรู้ โดยอาจเป็นทั้งภาพประกอบเร่ืองในหนังสือ พระคัมภีร์ หรือภาพเขียนบนฝา ผนงั อาคารสถาปัตยกรรมต่างๆ และรวมถึงภาพโฆษณาตา่ งๆ 6. ภาพหุ่นนิ่ง (Still Painting) เป็นภาพวาดเกี่ยวกับสิ่งของเครื่องใช้ หรือ วัสดุต่างๆ ที่ไม่มีการ เคลื่อนไหว เปน็ ส่งิ ท่ีอยู่กบั ที่ 7. ภาพจติ รกรรมฝาผนงั (Mural Painting) เปน็ ภาพเขยี นท่ีเขียนไวต้ ามผนงั อาคาร โบสถ์ หรือวิหาร ตา่ งๆ ส่วนใหญจ่ ะแสดงเรื่องราวศาสนา ชาดก ประวัตขิ องศาสดา กิจกรรมของพระมหากษตั ริย์ บางแห่งเขียน ไว้เพอื่ ประดับตกแตง่ 2. ประตมิ ากรรม ประตมิ ากรรม (Sculpture) หมายถงึ ผลงานศลิ ปะทแ่ี สดงออกด้วยการสร้างรปู ทรง 3 มติ ิ มีปริมาตร มีน้ำหนักและกินเนื้อที่ในอากาศ โดยการใช้วัสดุชนิดต่างๆ วัสดุที่ใช้สร้างสรรค์งานประติมากรรม จะเป็น ตวั กำหนดวธิ ีการสรา้ งผลงาน ความงามของงานประตมิ ากรรม เกิดจากการแสงและเงาท่ีเกิดขึน้ ในผลงานการ สรา้ งงานประตมิ ากรรมทำได้ 4 วิธี คอื 1. การป้นั (Casting) เปน็ การสรา้ งรูปทรง 3 มิติ จากวัสดทุ ่ีเหนียว อ่อนตวั และยดึ จับตัวกันดี วัสดุที่ นิยมนำมาใช้ปัน้ ได้แก่ ดินเหนียว ดินน้ำมนั ปนู ขี้ผงึ้ กระดาษ หรือ ขีเ้ ล่อื ยผสมกาว เป็นตน้ 2. การแกะสลัก (Carving) เปน็ การสรา้ งรูปทรง 3 มิติ จากวสั ดทุ ีแ่ ขง็ เปราะ โดยอาศยั เครอ่ื งมอื วัสดุ ท่นี ิยมนำมาแกะ ได้แก่ เทียน ไม้ หิน กระจก ปนู ปลาสเตอร์ เปน็ ต้น 3. การหล่อ (Molding) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุที่หลอมตัวได้และกลับแข็งตัวได้ โดย อาศัยแม่พิมพ์ ซึ่งสามารถทำให้เกดิ ผลงานที่เหมอื นกันทุกประการตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไป วัสดุที่นิยมนำมาใช้หล่อ ได้แก่ โลหะ สำรดิ ปูน ขผ้ี งึ้ เรซิน่ พลาสตกิ ฯลฯ

19 4. การประกอบข้นึ รูป (Construction) เป็นการสร้างรูปทรง 3 มติ ิ โดยนำวัสดตุ ่างๆ มาประกอบเข้า ด้วยกัน และยึดติดกันดว้ ยวสั ดตุ ่างๆ ประเภทของงานประตมิ ากรรม 1. ประติมากรรมแบบนูนตำ่ (Bas Relief) เปน็ รูปท่ีเปน็ นนู ขน้ึ มาจากพ้นื หรือมีพื้นหลงั รองรบั มองเหน็ ได้ชดั เจนเพียงด้านเดยี ว คือด้านหน้า มคี วามสงู จากพ้ืนไมถ่ งึ คร่งึ หน่งึ ของรปู จริง ได้แก่ รูปนูนแบบเหรียญ รูป นนู ที่ใชป้ ระดบั ตกแต่งภาชนะ หรือประดับตกแตง่ อาคารทาง สถาปัตยกรรม โบสถ์ วหิ ารต่างๆ พระเครอื่ งบาง ชนิด 2. ประติมากรรมแบบนูนสูง (High Relief) เป็นรูปต่างๆ ในลักษณะเช่นเดียวกับแบบ นูนต่ำ แต่มี ความสูงจากพื้นตั้งแต่ครึ่งหนึ่งของรูปจริงขึน้ ไป ทำให้เห็นลวดลายที่ลกึ ชัดเจน และเหมือนจรงิ มากกว่าแบบ นนู ตำ่ และใชง้ านแบบเดียวกบั แบบนูนตำ่ 3. ประตมิ ากรรมแบบลอยตวั (Round Relief) เป็นรปู ตา่ งๆ ทม่ี องเห็นไดร้ อบด้าน ได้แก่ พระพุทธรูป เทวรปู รปู ตามคตินยิ ม รูปบคุ คลสำคัญ รปู สัตว์ รปู เคารพตา่ งๆ ภาชนะต่างๆ ฯลฯ 3. สถาปัตยกรรม สถาปตั ยกรรม (Architecture) หมายถึง ผลงานศลิ ปะท่ีแสดงออกด้วยสงิ่ กอ่ สร้าง อาคาร ท่ีอยู่อาศัย ต่างๆ การวางผังเมือง การจัดผังบริเวณการตกแต่งอาคาร การออกแบบก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานศลิ ปะ ที่มีขนาด ใหญ่ และเปน็ งานศิลปะทม่ี อี ายุยนื ยาว สถาปัตยกรรม เป็นวิธีการจัดสรรบริเวณที่ว่างให้เกิดประโยชนใ์ ช้สอยตามความต้องการ ที่นำมาเพ่อื ตอบสนองความต้องการในด้านวัตถุและจิตใจ มีลักษณะเป็นสิ่งก่อสร้างขึน้ อย่างงดงาม สะดวกในการใช้งาน และมนั่ คงแข็งแรง คณุ ค่าของสถาปัตยกรรม ขนึ้ อยกู่ บั องคป์ ระกอบ ดังนี้ 1. การจัดสรรบรเิ วณทวี่ า่ งใหส้ มั พนั ธ์กนั ของสว่ นต่างๆ ท้งั ภายในและภายนอก 2. การจดั รปู ทรงทางสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมกับประโยชน์ใชส้ อย และสิ่งแวดลอ้ ม 3. การเลอื กใชว้ สั ดุให้เหมาะสมกลมกลืน จุดประสงคข์ องการสร้างสถาปัตยกรรม ไดแ้ ก่ 1. เปน็ ท่อี ยู่อาศัย 2. ใช้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราว โดยมุ่งเน้นความสวยงามประกอบการใช้สอยภายในอาคาร เช่น โรง ภาพยนตร์ สนามกฬี า 3. เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจหรือสิ่งที่ควรแก่การยกย่อง โดยเน้นความงามอย่างวิจิตรพิสดาร เพื่อ ตอบสนองอารมณแ์ ละจติ ใจ ในดา้ นความเชอื่ ความศรทั ธาต่อศาสนา 4. เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนที่มีต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งเป็นที่อยู่อาศัยและที่พกั ในการทำพิธี ตา่ งๆ

20 สถาปตั ยกรรมแบง่ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คอื 1. สถาปัตยกรรมเปดิ (Open Architecture) เปน็ สงิ่ ก่อสร้างท่ีประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น อาคารบา้ นเรอื น โรงแรม โบสถ์ ฯลฯ จงึ ต้องจัดสภาพต่างๆ ให้เออื้ อำนวยตอ่ การอยู่อาศยั ของมนษุ ย์ เช่น แสงสวา่ ง และการระบายอากาศ 2.สถาปตั ยกรรมปดิ (Closing Architecture) เปน็ ส่ิงก่อสรา้ งอันเนื่องมาจากความเช่อื ถอื ต่างๆ จึงไม่ ตอ้ งการให้คนเข้าไปอาศัยอยู่ เช่น สุสาน อนสุ าวรีย์ เจดียต์ ่างๆ สงิ่ ก่อสร้างแบบน้ีจะประดับประดาให้มีความ งามมากนอ้ ยตามความศรทั ธาเชื่อถือ สถาปัตยกรรมเป็นงานทัศนศลิ ปท์ ค่ี งสภาพอยไู่ ด้นานทีส่ ุด 4.ภาพพิมพ์ ภาพพิมพ์ (Graphic Art) หมายถึง ผลงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยวิธีการพิมพ์ กดให้ติดเป็นภาพ บนกระดาษจากแม่พิมพ์ชนิดตา่ งๆ เช่น แมพ่ ิมพไ์ ม้ แม่พิมพโ์ ลหะ หรือแม่พมิ พ์อ่ืนๆ ซง่ึ แมพ่ ิมพ์เหลา่ นั้นศิลปิน ไดส้ รา้ งสรรคข์ ึน้ มาดว้ ยตัวของเขาเอง การพิมพ์ภาพนนั้ จะต้องมแี ม่พิมพ์ทใี่ ชเ้ ป็นแบบอย่างสำหรับในการพิมพ์ ซึ่งสามารถเลอื กใชว้ ัสดตุ า่ งๆ นำมาเปน็ แม่พมิ พไ์ ด้ เช่น ใบไม้ กง่ิ ไม้ ไม้ กระดาษ ไมก้ ๊อก กระดุม ขวด ชนิ้ เผือก เป็นต้น แต่วัสดุต่างๆ ที่จะนำมาเป็นแมพ่ มิ พ์น้ันต้องมีร่องมีรอย ซึ่งจะเป็นร่องลึกมากหรือลกึ น้อยก็ขึ้นอย่กู บั ลกั ษณะแบบอย่างหรือรูปแบบในการพมิ พ์ การพิมพภ์ าพในข้ันตอนแรกจะ ต้องออกแบบหรือรา่ งแบบเสียก่อน เพ่ือทีจ่ ะได้ภาพพิมพท์ ีส่ วยงามและถูกต้องตามแบบอยา่ งท่ตี ้องการ ภาพพมิ พส์ ามารถจำแนกออกเปน็ 4 ประเภท ดงั นี้ 1. พิมพ์ผิวนูน ( Relief process) เป็นกระบวนการพิมพ์ให้เกิดส่วนลึกและนูนหรือมีความแตกต่าง ทางผิวพ้นื ของแมพ่ ิมพ์ด้วยการแกะ หลอ่ กดั ด้วยกรด หรือวิธอี น่ื ๆ เชน่ ภาพพิมพแ์ กะไม้ ภาพพมิ พโ์ ลหะ เป็น ต้น 2. พมิ พร์ อ่ งลึก ( intaglio process) เป็นการพิมพ์ท่ตี รงกนั ขา้ มกบั กระบวนการพมิ พ์ผิวนนู ได้แก่ เอท ชงิ เปน็ ต้น 3. พมิ พ์พนื้ ราบ (planographic process) กลวธิ ีน้รี ูจ้ ักในนามของภาพพมิ พห์ นิ 4. พิมพ์ฉากพิมพ์ (serigraphic process) การพมิ พแ์ บบนี้ทีร่ จู้ ักกันดีคือการพิมพต์ ัดกระดาษ เปน็ ตน้ การออกแบบลวดลาย การออกแบบลวดลายมีประวัตคิ วามเป็นมาที่ยาวนาน พร้อมๆกับวิวัฒนาการของมนษุ ย์มาตั้งแต่ยุค กอ่ นประวัติศาสตร์มาตง้ั แต่ยคุ ก่อนประวัติศาสตร์ การตอ่ สแู้ ก่งแย่งช่วงชงิ พ้ืนที่ในการดำรชีวติ การล่าสัตว์เพื่อ หาอาหารประทังชีพ ตลอดจนความหวาดกลวั ในส่ิงลล้ี ับเหนือธรรมชาติ ทำใหเ้ กดิ การค้นหาส่ิงยึดเหนี่ยวท่ีจะ สร้างขวัญและกำลังใจให้เข้มแข็ง พร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้ จึงก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงาน ศลิ ปะตา่ งๆขน้ึ มา ก่อนที่มนุษย์จะมีพัฒนาการจนสามารถสร้างผลงานศิลปะได้หลากหลายขึ้นนั้น เชื่อกันว่าการสร้าง ลวดลายบนรา่ งกาย ใบหนา้ ของมนษุ ย์น้ันเปน็ จุดเร่ิมต้นของการออกแบบลวดลายกอ่ นท่ีจะนำไปใช้พื้นผิวของ วัสดุอื่นภายหลัง เพราะความต้องการในการกระตุ้นจิตใจให้ฮึกเหิมสร้างความน่ากลัวและน่าเกรงขาม เป็น ยุทธวิธีหนึ่งที่จะลดทอนขวญั กำลังใจของคู่ต่อสู่ ในปัจจุบันก็ยังมีชนเผ่าพื้นเมืองบางกลุ่มในเอเชีย อาฟริกา ออสเตรเลีย อเมริกา และอนิ เดีย ออกแบบลวดลายบนรา่ งกายเพ่ือใช้ในพิธีกรรมตามความเชื่ออยู่ หลงั จากนั้น จึงเกิดการขดู ขดี เส้นสายต่างๆลงบนอาวุธและเครอื่ งมอื เครือ่ งใชต้ า่ งๆ จนเกิดการออกแบบลวดลายเขียนสีบน

21 ผนังถ้ำและเพิงผา จากการขุดค้นพบผลงานต่างๆ ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ทั่วโลก บ่งบอกให้รู้ถึง ความสามารถในการคิดค้น สร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่างๆ ขึ้นมาปลุกปลอบจิตใจ การขีดเขียนสีหรือการทำ ลวดลายบนพน้ื หนิ จะถูกเรียกโดยรวมว่า ศลิ ปะถ้ำ (Cave art) หรอื ศลิ ปะบนหิน (Rock art) ชนิดของการออกแบบลวดลาย ผลงานการออกแบบลวดลายทีม่ นุษย์สร้างสรรคข์ ้นึ มา บง่ บอกถึงจนิ ตนาการไม่มที ี่สน้ิ สดุ ของมนุษย์ ซง่ึ ผลงานเหล่านีจ้ ะมคี วามแตกตา่ งกนั ออกไปตามลกั ษณะของงาน ของวสั ดุ และของกรรมวิธีในการสรา้ งสรรค์ การออกแบบลวดลายแบง่ ออกเปน็ ชนดิ ใหญๆ่ ได้ 3 ชนิด คือ 1.การออกแบบลวดลายตกแตง่ วัสดุ 2 มิติ 2.การออกแบบลวดลายตกแต่งผลิตภัณฑ์ 3 มติ ิ 3.การออกแบบลวดลายสถาปตั ยกรรม 1. การออกแบบลวดลายตกแตง่ วสั ดุ 2 มิติ การออกแบบลวดลายตกแตง่ วสั ดุ 2 มติ ิ เปน็ การออกแบบลวดลายลงบนวสั ดทุ ่ีเปน็ พ้ืนระนาบ มี ความกว้างกบั ความยาวเท่าน้ัน เชน่ กระดาษ ไม้ ผนงั ผา้ กระจก ซ่ึงลักษณะของลวดลายที่ออกแบบลง บนวสั ดเุ หล่านี้ จะแตกต่างออกไปตามวัตถปุ ระสงค์และกรรมวธิ ี เชน่ 1.1 การออกแบบลวดลายบนกระดาษ เป็นการออกแบบท่ีต้องการบันทึกเหตุการณ์ เรื่องราว และความรตู้ ่างๆให้คนรนุ่ หลงั ไดศ้ กึ ษา การออกแบบลวดลายลักษณะน้จี งึ มักจะใช้ประกอบกบั การเขียนอักษร โดยการใช้ลวดลายเป็นสื่ออธิบายให้ทำความเข้าใจง่ายขึ้น การออกแบบลวดลายบนกระดาษสามารถทำได้ หลายวิธี เช่น การวาดภาพ การทำแม่พิมพ์จากไม้หรือโลหะ การจารด้วยเหล็กแหลม การพิมพ์ด้วยแท่น พิมพ์ 1.2 การออกแบบลวดลายบนไม้ เป็นการออกแบบเพื่อประดับตกแต่งไม้ที่ใช้ประกอบ สถาปัตยกรรมให้มีความสวยงาม มเี นอ้ื หาสาระมากขึ้นนอกจากนี้การเตรียมพื้นท่ีกอ่ นการออกแบบลวดลาย ลงไป ยงั ช่วยใหเ้ นื้อไมม้ คี วามทนทานยืดอายกุ ารใช้งานให้นานขน้ึ 1.3 การออกแบบลวดลายบนผนัง เป็นการออกแบบพน้ื ผวิ ระนาบทีม่ คี วามเก่าแก่ทส่ี ดุ ท่มี ีมา ตง้ั แต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และต่อเนอื่ งมาจนถงึ ปัจจุบนั เน่ืองจากเป็นพ้ืนที่ท่ีอยรู่ อบตวั มนุษย์ พบเห็นได้ ทกุ วัน เช่น ผนงั ถำ้ เพงิ ผา ฝาบ้าน ผนังโบสถแ์ ละวหิ าร จึงงา่ ยและเหมาะสมในการออกแบบลวดลาย ลักษณะของลวดลายจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยโดยสอดคล้องกับความเชื่อ ศาสนาและ ความสามารถของผูส้ รา้ งสรรค์ผลงาน 1.4 การออกแบบลวดลายบนผ้า เป็นการออกแบบลวดลายเพื่อตกแต่งวัสดุที่มีความเบาบาง อ่อนพลิ้ว ลักษณะของลวดลายจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น นำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า สำหรับใชส้ อย หรือทำพระบฏสำหรับตอบสนองความเชือ่ ความศรทั ธาในศาสนา การออกแบบลวดลายผ้ามี หลายวิธี เช่น การย้อมผา้ การทอและการวาดภาพระบายสี 1.5 การออกแบบลวดลายบนกระจก เปน็ การออกแบบลาดลายบนวสั ดทุ ี่มีความมันและเรียบ โดยการเขียนสี กัดด้วยกรดหรือพ่นด้วยทราย ในสมัยโกธิก (Gothic) จะใช้วิธีประดับกระจกสีหน้าต่าง (Stained Glass) ของวหิ าร ความสดใสของสีกระจกเมื่อแสงสว่างส่องผ่าน สร้างบรรยากาศใหเ้ กิดความขลัง และศักสิทธ์ิ

22 2. การออกแบบลวดลายตกแต่งผลิตภณั ฑ์ 3 มิติ การออกแบบลวดลายตกแต่งผลิตภัณฑ์ 3 มิติ เป็นการออกแบบลวดลายบนรปู ทรงที่มคี วาม ลึกและหนา ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการออกแบบลวดลายจึงต้องคำนึลถึงรูปทรงเหล่าน้ี ประกอบด้วยเพ่อื ให้เกดิ การสอดคล้อง สมั พันธ์กัน เช่น รูปทรงกลม สามเหลยี่ ม ส่ีเหลี่ยมและรูปทรงอิสระ อน่ื ๆ รูปทรงต่างๆนอ้ี าจจะมวี ัตถปุ ระสงค์ในการใชง้ านทต่ี ่างกัน ซงึ่ แต่ละลักษณะของลวดลายจะมเี ป้าหมายท่ี เหมอื นกนั คอื ต้องสร้างความสวยงามเหมาะสมให้กบั รูปทรงนั้น 3. การออกแบบลวดลายตกแตง่ สถาปตั ยกรรม การออกแบบลวดลายตกแต่งสถาปัตยกรรม เป็นการใช้ลวดลายตกแต่งพื้นที่ต่างๆของ สถาปตั ยกรรมทั้งภายในและภายนอกใหม้ ีความสวยงาม อลงั การ นา่ ศรัทธา การตกแตง่ สถาปตั ยกรรม ใน ระยะแรกๆจะเนน้ ท่ีศาสนสถาน เชน่ วิหาร โบสถ์ ก่อนจะปรับเปลย่ี นมาใช้กับท่ีพกั อาศยั โดยวิธีการที่ใช้จะ แตกต่างกันออกไปตามวตั ถุประสงค์ ลกั ษณะของงานและพน้ื ทใ่ี นการตกแต่งลวดลาย ซ่ึงวธิ กี ารโดยรวมจะมี 2 วิธี คอื 3.1 ประติมากรรม จะเป็นการนำเอากรรมวิธตี ่างๆในการสร้างลวดลายทางประติมากรรมมา ประกอบเข้ากบั รปู ทรงสถาปตั ยกรรม ช่วยเนน้ ความงามของสถาปตั ยกรรมให้เดน่ ชัดข้ึน โดยทำให้ประโยชน์ ใช้สอยสูญเสียไป เช่น การแกะสลักลวดลายหัวเสาของอียิปต์ กรีก และโรมัน การปั้นลวดลายตกแต่งซ้มุ ประตูโขง หนา้ บนั ของอโุ บสถและวหิ ารในศลิ ปะลา้ นนา หรอื การแกะสลกั บานประตู บานหน้าตา่ งของศาสน สถานต่างๆ 3.2 จิตรกรรม ลวดลายที่นำมาใช้สำหรับตกแต่งสถาปัตยกรรมโดยใช้วิธีการทางจิตรกรรม ผู้ออกแบบนนิยมนำลวดลายทเ่ี ปน็ มงคลมีความหมายในการเสรมิ ชวี ิตใหเ้ จริญร่งุ เรอื งข้นึ หรือลวดลายท่ีบอก เล่าเรื่องราวทางศาสนา และความเชื่อต่างๆ ซึ่งในแต่ละเรื่องราวจะสอดแทรกเนื้อหาทางสังคม ประเพณี และประวตั ิศาสตรเ์ อาไวอ้ ยู่เสมอ ประเภทของลวดลาย ลวดลายที่มนุษย์นำมาออกแบบเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธพิ ลมาจากสิ่งทีอ่ ยู่ รอบตวั แทบทั้งสน้ิ บางลวดลายจะนำเอาสงิ่ ทพ่ี บเห็นแสดงออกมาตรงๆ โดยไมป่ ระยกุ ตห์ รอื ดัดแปลง แต่บาง ลวดลายได้ผ่านกระบวนการคิดและกลั่นกรองมาอย่างเป็นระบบเพื่อให้ลวดลายที่จะนำมาใช้งานมีความ สมบูรณ์ที่สดุ เนอื่ งจากมลี วดลายบางประเภทจะมีความหมายท่ีซ่อนเรน้ แอบแฝงอยู่ ลักษณะของลวดลายจะ เป็นสัญลักษณ์หรือปริศนาธรรม การเลือกใชจ้ ึงควรรูถ้ ึงความหมายและใช้อย่างเหมาะสมซ่ึงลวดลายเหล่นน้ี จำแนกได้เปน็ 3 ประเภทดังนี้ 1.ลวดลายธรรมชาติ ลวดลายธรรมชาติ เปน็ ลวดลายที่พบเห็นอยู่ทวั่ ไปในชีวิตประจำวนั ถกู มนษุ ยน์ ำมาเป็นสื่อในการ บนั ทกึ และบอกเล่าเรอื่ งราวต่างๆ ตลอดจนนำมาสร้างสรรคเ์ ปน็ ลวดลายในสรา้ งความสวยงามใหก้ ับผลิตภัณฑ์ เครอื่ งมอื เครอ่ื งใช้ ทพ่ี กั อาศัย และศาสนสถาน ลวดลายจากธรรมชาตเิ หลา่ นีป้ ระกอบด้วย

23 1.1 ลวดลายจากสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน สัตว์ ถูกนำมาออกแบบเป็นลวดลายในลักษณะที่เหมือนจริงบ้าง ถูกตัดทอนเพื่อลดความซับซ้อนลงบ้างหรือถูกเพิ่มเติมโดยผสมผสานจิตนาการและความเชื่อให้ดูสูงส่ง นา่ เชือ่ ถือเขา้ ไปบ้าง 1.2 ลวดลายจากส่ิงทไี่ ม่มีชวี ิต เช่น ภเู ขา ตน้ ไม้ ทะเล แมน่ ้ำ เปน็ ลวดลายนิยมนำมาใช้ในการออกแบบเพ่ือ สรา้ งสีสันและบรรยากาศมากท่ีสุดชนิดหนึ่งอาจจะใช้สง่ิ ที่ไม่มชี ีวิตเพียงอย่างเดียว หรอื นะมาประกอบเข้ากับ สิ่งมีชีวติ ทำให้ลวดลายมีความสมดุลข้ึนและลวดลายชนิดนี้ถกู นำไปประยุกต์ ดัดแปลงสร้างความสวยงามได้ อย่างเหมาะสมกลมกลืนกับขนบธรรมเนียบประเพร๊ของประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น หลายกระหนก ตา่ งๆ ของไทย 2. ลวดลายเลขาคณติ ลวดลายเลขาคณิต เป็นลวดลายที่เกิดจากการขูดขีดเส้นเป็นลวดลายง่ายๆ ก่อนจะนำมา ประกอบกันจนเกิดเป็นรปู ร่างขนึ้ มา ตามลกั ษณะของเลขาคณิตและถูกนำไปใชอ้ อกแบบเปน็ ลวดลายตกแต่ง ในผลงานทางศลิ ปะแขนงตา่ งๆ 3. ลวดลายสญั ลักษณ์ ลวดลายสญั ลักษณ์ เปน็ ลวดลายท่ีเกดิ จากการนำลวดลายจากธรรมชาติ และลวดลายเลขาคณิต มากำหนดเปน็ สัญลกั ษณ์ และให้ความหมายขน้ึ มานอกเหนอื จากการตกแตง่ เพอ่ื ความสวยงามเพียงอยา่ งเดียว โดยความหมายตา่ งๆ จะถกู ซอ้ นเร้นเป็นปรศิ นาเพ่อื ให้ผพู้ บเห็นได้คดิ และแปลความหมายออกมาตามหลักของ ศาสนาในแต่ละลัทธิ แต่ละนกิ าย ซ่งึ ลว้ นแลว้ แต่เป็นมงคลแกช่ วี ิตทงั้ สนิ้ เชน่ อวยพรใหม้ คี วามสุข อายุยืน เจรญิ ก้าวหนา้ ในอาชพี รำ้ รวยทรัพยส์ นิ เงนิ ทองหรอื ในบางศาสนาจะใชส้ ญั ลักษณ์บอกเล่าเร่ืองราวทางศาสน สา เชน่ นกอนิ ทรี เป็นสญั ลกั ษณข์ องพระครสิ ต์ (กลุ วดี มกราภริ มย์,2542,58) ปลา เปน็ สัญลักษณ์ของพระคริศตแ์ ละการรับศลี ล้างบาป หม้อปูรณฆฏะ เปน็ สัญลกั ษณ์ของความอดุ มสมบูรณ์เปน็ ต้น สรปุ การออกแบบลวดลายเปน็ ผลงานศลิ ปะชนดิ แรกทมี่ นษุ ย์เรม่ิ ร้จู กั สร้างสรรค์ โดยการขดู ขีดลงบน อาวุธ เครื่องมือ เครื่องใช้ และพัฒนามาเป็นการเขียนสีบนร่างกาย บนผนังถ้ำ และเพิงผาที่พักอาศัย ลวดลายในระยะแรกๆ จะเรยี บงา่ ย บริสทุ ธ์ิ ส่ือความหมายออกมาตรงๆ โดยไมส่ ลบั ซับซอ้ น เชน่ ภาพคน สัตว์ เครื่องใช้ไม้สอย ซึ่งลวดลายเหลา่ นีจ้ ะแทรกอยู่ในงานศิลปะทกุ แขนงและนำถกู นำมาแยกประเภทตาม กรรมวิธีในการสร้างเป็นจิตกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และภาพพิมพ์ในภายหลังเพื่อการจัด หมวดหมขู่ องงาน การออกแบบลวดลายแบ่งออกได้ 3 ชนิดได้แก่ การออกแบบลวดลายตกแต่งวัสดุ 2 มิติ การ ออกแบบลวดลายตกแต่งผลิตภัณฑ์ 3 มิติ และการออกแบบลวดลายสถาปัตยกรรม โดยลวดลายที่นำมาใช้ ออกแบบน้ันจะได้มาจากธรรมชาติ จากรปู ทรงเลขาคณิตและสัญลกั ษณต์ ่างๆ

24 การออกแบบ ลายผ้า ( Textile design ) ลวดลาย เป็นการผสมผสานกัน ระหว่าง เทคนิคการผลิต และ ความคิดสร้างสรรค์ ให้ตรงกับ ความต้องการ ของผ้บู รโิ ภค การออกแบบสิ่งทอ เริ่มต้นจากการพิจารณาวัตถุดิบ อันได้แก่ เส้นใย เส้นด้าย ผ้า และการตกแต่ง การปฏิบัติงานแต่ละขั้นตอน ต้องมีผู้ชำนาญงานแต่ละอย่างช่วยกัน แม้กระทั่ง การจัดจำหน่าย ก็ต้องมี ผู้ ชำนาญ อยูด่ ว้ ย เพื่อใหส้ ิ่งทอนัน้ ๆ เปน็ ที่ตอ้ งการ ของผู้บริโภค ผ้าแต่ละชนิด มีประโยชน์ใช้สอยแตกต่างกัน ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อ ตาม วัตถุประสงค์ ที่จะ นำไปใช้งาน การเลือกซื้อ และพิจารณาทั้ง คุณสมบัตของผ้า ความสวยงาม เหมาะสม กับประโยชน์ใช้สอย และกำลงั ซือ้ ในปจั จบุ นั แบง่ เป็น 2 ประเภท คือ ลวดลายท่ีเกดิ จากสี การใชส้ ีทำ ลวดลาย บนผืนผา้ แม้จะเป็นสีขาว บนสีขาว ก็ยังเหน็ ลวดลายได้ชดั หาก ลวดลาย นน้ั หลุดไป ผ้าก็ยังคงเป็น ผืนผ้าอยู่ และใช้ประโยชน์ได้ เรียก ลวดลาย ประเภทนี้ว่า ลวดลายตกแต่ง ( Decorative design ) เกิดจากการย้อม และพิมพพ์ ลกิ แพลง แบบตา่ งๆ จึงปรากฏมผี า้ นบั พนั ชนดิ จำหนา่ ยโดยท่ัวไป ลวดลายท่เี กดิ จากการขัดกันของเส้นด้าย ทำใหร้ ูปแบต่างกัน บนผิวผ้าหากดงึ เอาเส้นดา้ ย ทเ่ี ปน็ ลวดลายออก ลายผ้า บรเิ วณน้นั เส่ือมสภาพไป ใช้ประโยขน์ไม่ได้ เรียกว่าลวดลายโครงสร้าง ( Structural ) ซึ่งเกิดจาก การทอ การถักนิต หรือการทำ ผา้ ลูกไม้ บางวธิ ี ลวดลายตกแตง่ นนั้ โดยเน้อื แท้ ตวั ของมันเองมใิ ชว่ ัสดุ แตเ่ ป็นการตกแต่งวัสดุ ตอ้ งการเน้อื ท่ี สำหรับ ตกแต่ง เลือกลกั ษณะของ ลวดลาย เชน่ เส้น รปู บางทกี ็รวมสีดว้ ย ทำให้นา่ ดู จดั วางอยา่ งมีระเบียบ เหมาะสม กบั วสั ดุ ท่ตี อ้ งการผลติ ประวตั ผิ ้าทอตนี จก ศรสี ัชนาลัย ผา้ ทอตีนจกศรีสัชนาลยั เป็นภูมปิ ญั ญาท่ีสืบทอดต่อกันมาของชาวไทพวน ท่มี ถี ิ่นฐานอยู่ที่เมืองเชียงขวาง บา้ นพวน สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว ซง่ึ ภายหลังได้มีการอพยพเขา้ มาในประเทศไทย เน่อื งมาจาก การสิ้นเจ้าเมืองของชาวเมืองพวน ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุง รัตนโกสนิ ทร์ และได้มาตั้งรกรากอยู่บริเวณรมิ ฝั่งแมน่ ้ำยม ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทยั ทั้งยงั ได้นำเอาวัฒนธรรม ความเปน็ อยู่ และความสามารถด้านการทอผ้าซิ่นตนี จกติดตัวมาและมาเผยแพร่ต่อ ให้กับลูกหลาน กลุ่มคนรุ่นหลังต่อด้วย จนกลายเป็นคำกล่าวติดปากกันต่อ ๆ มาว่า “หญิงเข็นฝ้าย ชายตี เหล็ก” ซึ่งหมายถงึ ว่า หญิงสาวชาวไทพวนนั้นได้สบื ตอ่ ความสามารถด้านการทอผา้ และนำความสามารถน้นั มาสร้างสรรค์เป็นงานหัตถกรรมอันงดงามหลากหลายรปู แบบ โดยเฉพาะ “การจกผ้า” ทำให้ บ้านหาดเสี้ยว อำเภอศรีสชั นาลยั กลายเปน็ แหลง่ วฒั นธรรมการทอ “ผ้าตนี จกศรีสชั นาลยั ” ทีร่ ู้จักกนั เรอื่ ยมา เอกลกั ษณ์ผา้ ตนี จกศรสี ชั นาลยั ผา้ ตีนจกศรสี ัชนาลยั มีแหลง่ ทอที่สำคญั อยูท่ ี่อำเภอศรีสัชนาลัย จงั หวดั สโุ ขทยั ซ่งึ มีเอกลกั ษณโ์ ดดเด่น อยู่ทก่ี ารจกลาย “จก” หมายถึง ผ้าทท่ี อใหเ้ กิดลวดลายตามทกี่ ำหนด โดยใชข้ นเมน่ หรอื เครอ่ื งมือท่ีมีลักษณะ เรยี วแหลม ควัก หรอื ลว้ ง เสน้ ดา้ ยพุง่ พิเศษ ให้ปรากฏเปน็ ลายบนผนื ผา้ นยิ มใชว้ ิธกี ารจกลว้ งแบบอสิ ระ มีการ ทอลายเตม็ ผนื ผ้า และจกลายเตม็ ลวดลายที่ทอนนั้ จะเปน็ ลวดลายหลกั ในทอ้ งถ่นิ เดิมทีม่ อี ยู่ 9 ลาย ได้แก่

25 ลวดลายผา้ ตีนจกศรสี ัชนาลยั ที่ถกู สรา้ งสรรค์ขน้ึ มาน้นั ยงั ลว้ นเปน็ ลวดลายท่ีมีความหมายเป็นมงคลแก่ ชีวติ ยกตวั อยา่ งเชน่ ลายนกคุ้ม หมายถึงอยูค่ ุ้มเหย้าค้มุ เรือน คุ้มบา้ นคุ้มช่อง คมุ้ พ่คี ุ้มน้อง คุ้มผองคุ้มภัย คุ้ม ลกู คมุ้ เต้า คุ้มผวั คุ้มเมีย และยงั มลี ายนกคู่ หมายถงึ อยคู่ กู่ ัน หนั หน้าเขา้ หากัน ปรองดองสามคั คี และลายดอก หมี ซง่ึ เปน็ ดอกไมก้ ลนิ่ หอมชนดิ หนง่ึ พบทางเมอื งเหนือ แตป่ จั จบุ ันนห้ี ายากมากแลว้ และลายเครอื ขอ หมายถงึ เกาะเกี่ยวอยูด่ ้วยกัน ไม่หนีหายจากกนั ไปไหน ส่วนจกหรือสรอ้ ยสา ให้รู้ว่าเปน็ เชิงสร้อยสาสวยงาม จกจึงอยู่ เชิงผา้ ล่างสดุ

26 ใบงานที่ 4.1 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 รหสั วิชา 20300-1003 ช่ือวิชา องค์ประกอบศิลป์ แผนกวิชา/สาขาวิชา วจิ ติ รศิลป์ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำสง่ั ใหน้ ักเรียนวาดภาพในหวั ข้อ “ลวดลายแหง่ เชตุพน” ออกแบบลวดลายตามจิตนาการ ลงในกระดาษ ขนาด A4 โดยใช้เทคนคิ การจดุ สีลงในตาราง พร้อมทั้งอธบิ ายแนวความคิด ความเปน็ มาของผลงาน

27 ใบงานที่ 4.2 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 รหัสวิชา 20300-1003 ชือ่ วชิ า องคป์ ระกอบศลิ ป์ แผนกวชิ า/สาขาวชิ า วิจิตรศิลป์ ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำสั่ง ให้นักเรียนออกแบบลายผ้าในหัวข้อ “ลวดลายแห่งเชตุพน” ออกแบบลวดลายตามจิตนาการ ลงในกระดาษ และโปรแกรมหรือแอปพลิเคชั้น โดยใช้เทคนิคการจุดสีลงในตาราง พร้อมทั้งอธิบาย แนวความคิด ความเป็นมาของผลงาน

28 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) ระดบั คณุ ภาพ (คะแนน) การประเมนิ ดีมาก ปานกลาง พอใช้ (1) (2) (1.5) มีขนาดสดั ส่วนที่ คอ่ นขา้ งเหมาะสม 1. ข น า ด มขี นาดสัดส่วนท่ีเหมาะสม มขี นาดสดั ส่วนที่ จัดภาพได้สมบรู ณอ์ ย่าง น้อย 1 ด้าน และทักษะ สดั สว่ น สวยงาม สมบูรณ์ เหมาะสม การออกแบบมีความ ชัดเจน ประณีต งดงาม 2. การจัดภาพ จดั ภาพได้อย่างมีเอกภาพ ดลุ ย จัดภาพได้สมบูรณอ์ ย่าง บางสว่ น และทักษะการ ภาพ และมีจดุ เด่นที่สมบรู ณท์ งั้ 3 น้อย 2 ดา้ น และมี ผลงานมคี วามคิด สร้างสรรค์บางส่วน ออกแบบ ดา้ น และทักษะการออกแบบ ทกั ษะ การออกแบบ การลำดบั ข้ันตอน และ ชัดเจน มีความสัมพันธ์กลมกลืน ผลงานมีความสะอาด กระบวนการทำงาน และการแสดงออกถงึ ผลงานมีความสะอาด ประณตี ประณตี แนวคดิ และเร่ือง เร่ืองราวของชนิ้ งาน งดงาม 70% ผลงานมีความสมบรู ณ์ 3 . ก า ร ใ ช้ ผลงานมคี วามคิดสร้างสรรค์ท่ี ผลงานมีความคิด น้อย 70 % ค ว า ม คิ ด แปลกใหมไ่ ม่ซ้ำใคร สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ 4 . ก า ร ล ำ ดั บ การลำดบั ข้ันตอน และ การลำดบั ขนั้ ตอน และ ขั้นตอน และ กระบวนการทำงานและการ กระบวนการทำงาน ก ร ะ บ ว น ก า ร แสดงออกถึงแนวคิดและเรอื่ ง และการแสดงออกถึง ทำงาน เร่ืองราวของชนิ้ งานถูกต้อง แนวคดิ และเร่อื ง สมบูรณ์ 100% เรื่องราวของช้ินงาน 80% 5 . ค ว า ม ผลงานมคี วามสมบรู ณ์ ถกู ต้อง ผลงานมีความสมบูรณ์ ส ม บ ู ร ณ ์ ข อ ง 100% ปานกลาง 80% ชิ้นงาน

29


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook