Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่ 3

บทที่ 3

Published by nitesyala3, 2020-05-05 04:37:52

Description: บทที่ 3

Search

Read the Text Version

22 ใบความรู้ท่ี 3 เรื่อง กระบวนการวจิ ัยในช้ันเรียน ********************************* ลกั ษณะที่สาคญั ประการหน่ึงของการวจิ ยั ในช้นั เรียนก็คือ เป็นการวจิ ยั ท่ีไม่เนน้ รูปแบบของการ วิจยั ท่ีเป็นทางการมากนกั แต่ถา้ ครูมีความสามารถท่ีจะทาการวิจยั ในช้นั เรียนโดยยึดรูปแบบอย่างเป็ น ทางการก็สามารถทาได้ (กรมวชิ าการ , 2550) กาหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา วางแผนแกป้ ัญหา ดาเนินการแกป้ ัญหา สรุปและสะทอ้ นผล แผนภาพท่ี 5 วงจรกระบวนการวิจยั ในช้นั เรียน จากภาพวงจรกระบวนการวิจัยในช้ันเรี ยนข้างต้น จะเห็นได้ว่าการวิจัยในช้ันเรี ยนมี กระบวนการที่ไม่มีความซับซ้อนยุ่งยากมากมายเหมือนกบั การวิจยั โดยทวั่ ไป กล่าวคือประกอบดว้ ย ข้นั ตอนที่สาคญั 4 ข้นั ตอน คือ กาหนดปัญหา วางแผนแกป้ ัญหา ดาเนินการแกป้ ัญหา และสรุปและ สะทอ้ นผล โดยมีรายละเอียด ดงั น้ี การวิจยั ในช้ันเรียนมีกระบวนการที่ต่อเน่ืองและเป็ นระบบมีเป้าหมายสาคญั อยู่ท่ีการพฒั นา กระบวนการจดั การเรียนรู้ของครู กระบวนการวจิ ยั ในช้นั เรียนที่จะนาเสนอตอ่ ไปน้ี เป็นกระบวนการที่ อยภู่ ายใตศ้ กั ยภาพของครูผสู้ อนที่จะกระทาได้ ซ่ึงควรประกอบดว้ ยข้นั ตอนตา่ ง ๆ ซ่ึงเขยี นเป็นวงจรได้ ดงั น้ี นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

23 ปรับปรุง/พฒั นา ปัญหาและสาเหตขุ องปัญหา วเิ คราะหผ์ เู้ รียน วเิ คราะห์ครูผสู้ อน กาหนดวิธีแกป้ ัญหา วเิ คราะห์สื่อการสอน นานวตั กรรมหรือวิธีการไปใช้ กาหนดวตั ถุประสงค์ สรุปผลการวิจยั และสะทอ้ นผล วิธีการ/นวตั กรรม ลงมือปฏิบตั ิ แลกเปล่ียนเรียนรู้และเผยแพร่ แผนภาพท่ี 5 แสดงกระบวนการทาวิจยั ในช้นั เรียน มีรายละเอียดดงั น้ี ข้นั ตอนที่ 1 ปัญหาและสาเหตขุ องปัญหา การกาหนดปัญหาและสาเหตุของปัญหา เป็นจุดเร่ิมตน้ ที่สาคญั ในการวางแผนแกป้ ัญหาในช้นั เรียน เป็ นศึกษา/วิเคราะห์นักเรียนเป็ นรายบุคคล ศึกษา/วิเคราะห์ในการจดั การเรียนรู้ของครู ศึกษา/ วิเคราะห์ในการใชส้ ่ือการสอนของครู แลว้ วิเคราะห์วา่ ปัญหาน้นั มีสาเหตุมาจากอะไร และจะสามารถ ปรับปรุง เปล่ียนแปลงหรือแกไ้ ขกระบวนการจดั การเรียนรู้ ซ่ึงครูสามารถสารวจไดจ้ ากกิจกรรมการ เรียนการสอน การสารวจพฤติกรรมของนกั เรียน การสังเกตของครู และขอ้ มูลจากการประเมินของ ผเู้ ก่ียวขอ้ ง ซ่ึงจะทาใหค้ รูพบปัญหาท่ีน่าเช่ือถือและแกป้ ัญหาไดต้ รงจุด ข้นั ตอนท่ี 2 กาหนดวธิ ีการแก้ปัญหา เป็ นข้นั ตอนสาหรับกาหนดวตั ถุประสงค์ กาหนดวิธีการ/นวตั กรรม และวางแผนเพ่ือลงมือ ปฏิบตั ิ (Action) ในการคน้ หาคาตอบหรือพฒั นานวตั กรรม และการแกไ้ ขหรือเปล่ียนแปลงสภาพการ ปฏิบตั ิงานท่ีเป็นปัญหา โดยจะตอ้ งศึกษาเอกสารท่ีเก่ียวขอ้ ง เช่น เอกสารท่ีวิชาการ ผลงานวจิ ยั หนงั สือ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

24 แนวคดิ ทฤษฏีตา่ ง ๆ ตลอดจนประสบการณ์ของครูเอง ซ่ึงจะทาใหท้ ราบวา่ ปัญหาท่ีคลา้ ยกบั ปัญหาของ เรามีใครศึกษาไวบ้ า้ ง ใชว้ ธิ ีการใดในการแกป้ ัญหา ผลการแกป้ ัญหาเป็นอยา่ งไร จะทาใหส้ ามารถเลือก แนวทางในการพฒั นาวธิ ีการหรือนวตั กรรมไดถ้ ูกตอ้ งและชดั เจนข้ึน โดยการใชว้ ธิ ีสอนแบบใหม่ หรือ การใชน้ วตั กรรมเขา้ มาช่วยในการจดั กระบวนการเรียนรู้ของครู รวมถึงการพฒั นาวธิ ีการหรือนวตั กรรม ท่ีได้ แลว้ ดาเนินการหาคณุ ภาพของวธิ ีการหรือนวตั กรรมน้นั ข้นั ตอนที่ 3 นาวธิ กี ารหรือนวัตกรรมไปใช้ ข้นั ตอนน้ีจะเป็นการนาวิธีการหรือนวตั กรรมท่ีสร้างข้ึนไปใช้ ในการนาวิธีการหรือนวตั กรรม มาใช้ ตอ้ งคานึงถึงความเหมาะสมกบั นกั เรียนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มดว้ ย นอกเสียจากครู ผูส้ อนจะ วิเคราะห์และคน้ พบว่านักเรียนทุกคนมีปัญหาเดียวกนั และมีสาเหตุของปัญหาอย่างเดียวกนั ครูก็หา วิธีการหรือนวตั กรรมมาใชก้ บั นกั เรียนทกุ คนเหมือนกนั ข้นั ตอนที่ 4 สรุปผลการวิจัยและสะท้อนผล เม่ือเก็บรวบรวมขอ้ มูลไดแ้ ลว้ นาขอ้ มลู มาวเิ คราะห์โดยเลือกใชส้ ถิติที่เหมาะสมกบั ขอ้ มลู ที่ รวบรวมได้ แลว้ สรุปผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ถา้ ยงั ไม่สามารถแกป้ ัญหาไดต้ ามที่ตอ้ งการ ก็จะตอ้ งทา การปรับปรุงแกไ้ ข และพฒั นาวธิ ีการหรือนวตั กรรมใหม่ จนสามารถแกป้ ัญหาไดต้ ามท่ีตอ้ งการ ข้นั ตอนท่ี 5 แลกเปลย่ี นเรียนรู้และเผยแพร่ ครูผสู้ อนเห็นวา่ แกป้ ัญหาที่เกิดข้นึ เม่ือนาวิธีการหรือนวตั กรรมที่คน้ พบไปใช้ แลว้ สามารถ แกป้ ัญหาไดต้ ามท่ีตอ้ งการ ใหค้ รูผสู้ อนทาการแลกเปล่ียนเรียนรู้และเผยแพร่กบั เพ่ือนครูท้งั ในและนอก โรงเรียนตอ่ ไป นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

25 1. ปัญหาและสาเหตุของปัญหา 1.1 การระบปุ ัญหา ในบริบทต่าง ๆ ของช้นั เรียน ครูจะพบปัญหาจานวนมากและไม่มีวนั หมด ดงั น้นั ถา้ หาก ครูยงั ทาหน้าท่ีครู ครูก็จะพบปัญหาท่ีตอ้ งทาการแกไ้ ขด้วยการวิจัยอยู่ตลอดเวลา สภาพท่ีจดั ว่าเป็ น ปัญหา คือสภาพท่ีเกิดข้ึนมาโดยไม่สอดคลอ้ งกบั สภาพท่ีควรจะเป็น หรือสภาพที่ตอ้ งการ หรือช่องว่าง ระหวา่ งสภาพที่ควรจะเป็นกบั สภาพท่ีเป็นอยู่ หรือความแตกต่างระหวา่ งความคาดหวงั กบั ความจริง เช่น ครูมีความคาดหวงั ว่านักเรียนจะได้คะแนนเฉล่ียในรายสมรรถภาพการแก้โจทยป์ ัญหาไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 แตน่ กั เรียนไดค้ ะแนนเฉลี่ยเพยี งร้อยละ 40 เท่าน้นั เป็นตน้ การระบุปัญหา เป็ นกา้ วแรกที่สาคญั ของการวิจยั ในช้ันเรียน ถา้ สามารถระบุปัญหาได้ ชดั เจน และสามารถระบสุ าเหตุของปัญหาไดถ้ ูกตอ้ งส่ิงอ่ืน ๆ ท่ีจะเกิดข้ึนตามมาในกระบวนการวิจยั ใน ช้นั เรียนก็จะเป็นเรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการ หรือนวตั กรรมท่ีจะนามาใชใ้ นการแกป้ ัญหา ซ่ึงท่ี จริงกค็ อื การแกป้ ัญหาท่ีสาเหตุน้นั เอง การระบุปัญหาใหแ้ คบและชดั เจนจะช่วยใหส้ ามารถระบุสาเหตไุ ดช้ ดั เจนดว้ ย เช่น - นกั เรียนเขียนบรรยายภาพตามความคิดของตนเองไมไ่ ด้ - นกั เรียนแกป้ ัญหาโจทยป์ ัญหาดว้ ยตนเองไม่ได้ - นกั เรียนใชภ้ าษาองั กฤษในการสื่อสารไม่ได้ - นกั เรียนเขียนเรียงความไม่ได้ - นกั เรียนไม่สามารถหาผลคณู ของจานวนท่ีมากกวา่ สามหลกั กบั จานวนมากกวา่ สามหลกั ได้ - นกั เรียนขาดทกั ษะการอ่าน โดยเฉพาะหลกั การอ่านจบั ใจความสาคญั - นกั เรียนขาดทกั ษะกระบวนการคดิ สร้างสรรคเ์ ชิงศิลปะ - นกั เรียนขาดทกั ษะการวเิ คราะหข์ า่ วประจาวนั - นกั เรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ 1.2 การหาสาเหตุของปัญหา เมื่อผวู้ ิจยั ไดว้ เิ คราะหป์ ัญหา เพือ่ ไดม้ าซ่ึงปัญหาที่จะนามาใชใ้ นการทาวิจยั ในช้นั เรียน ใน ลาดบั ต่อมา ผวู้ ิจยั ควรมีการวเิ คราะห์เพอ่ื หาสาเหตขุ องปัญหาจะทาใหก้ ารแกไ้ ขปัญหาไดอ้ ยา่ งตรงจุด มี ความถูกตอ้ งแมน่ ยา สาหรับการทางานวิจยั ในช้นั เรียนกเ็ ช่นเดียวกนั เม่ือคน้ พบปัญหาที่ตอ้ งแกไ้ ขแลว้ ครูกต็ อ้ งวเิ คราะหห์ าสาเหตทุ ่ีทาใหเ้ กิดปัญหาน้นั ๆ ใหไ้ ด้ เพอื่ ที่จะนาขอ้ มูลท่ีไดไ้ ปใชส้ าหรับการสร้าง วธิ ีการที่จะนามาใชใ้ นการแกป้ ัญหาที่เกิดข้ึน ซ่ึงวิธีการที่สามารถแกป้ ัญหาไดต้ รงตามสาเหตทุ ่ีแทจ้ ริง ของปัญหาจะทาใหม้ ีประสิทธิภาพท่ีสามารถแกป้ ัญหาท่ีเกิดข้นึ ได้ ตลอดจนสามารถพฒั นาคณุ ภาพของ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

26 นกั เรียนไปสู่มาตรฐานที่คาดหวงั ไวไ้ ด้ สาหรับวิธีการในการวเิ คราะห์หาสาเหตุของปัญหาการเรียนการ สอนอาจกระทาไดโ้ ดยใชว้ ิธีการเช่นเดียวกบั การวิเคราะห์หาปัญหาการเรียนการสอน คือ การใชผ้ ลการ เรียนของผเู้ รียนในภาคการศึกษาก่อนท่ีมีรายละเอียดเกี่ยวกบั ผลสมั ฤทธ์ิในแต่ละจุดประสงคใ์ นแตล่ ะ เน้ือหาการเรียนรู้ของราย วิชา การใชว้ ิธีระดมสมอง (brain storming) ของผทู้ ่ีมีส่วนเก่ียวขอ้ งกบั การ จดั การเรียนการสอน การใชข้ อ้ มลู จากแบบสอบถามเกี่ยวกบั ความรู้สึกของผทู้ ี่เก่ียวขอ้ ง ตลอดจนใชก้ าร สงั เกต สมั ภาษณ์เก่ียวกบั พฤติกรรมนกั เรียนของครูผสู้ อน เป็นตน้ อยา่ งไรก็ตามมีขอ้ สังเกตสาคญั เก่ียวกบั การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาอยู่ 3 ประการคือ (ฤตินนั ท์ สมุทร์ทยั ,2551) 1. เน่ืองจากกระบวนการเรียนการสอนมีปัจจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกนั หลายอยา่ ง ดงั น้นั ปัญหาท่ีพบใน ช้นั เรียนอาจเกิดจากสาเหตตุ ่าง ๆ กนั หลายสาเหตุ แตส่ ่งผลต่อปัญหาการเรียนการสอนปัญหาเดียวกนั ครูจาเป็นตอ้ งวิเคราะหใ์ หค้ รบถว้ นวา่ ปัญหาน้นั มีสาเหตุมาจากสิ่งใดบา้ ง ท้งั น้ีควรพจิ ารณาใหค้ รบทกุ ปัจจยั ของกระบวนการเรียนการสอน เช่น เป็นสาเหตุจากครูหรือเป็นสาเหตจุ ากนกั เรียน หรือเป็นสาเหตุ จากเน้ือหาวชิ าหรือเป็นสาเหตุจากบรรยากาศในการเรียนรู้ ดงั ตวั อยา่ ง 2. ในการจดั การเรียนการสอนในสภาพจริงน้นั จะเห็นไดว้ า่ สาเหตขุ องปัญหาการเรียนการ สอนแต่ละปัญหา จะมีหลายสาเหตุท่ีเก่ียวเนื่องซ่ึงกนั และกนั ซ่ึงอาจก่อใหเ้ กิดการสับสนในการแยกแยะ ดงั น้นั วิธีการที่จะช่วยจดั ระบบและมองเห็นความสัมพนั ธ์ไดอ้ ยา่ งชดั เจน โดยทวั่ ไปวิธีที่นิยมใชก้ นั อยา่ ง แพร่หลาย คือวิธีการวิเคราะหแ์ บบความสมั พนั ธก์ ารเขียนแผนผงั ความคิด (mind mapping) ดงั ตวั อยา่ ง แผนภาพที่ 7-10 นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

27 ตัวอย่างการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาการเรียนการสอนแบบแผนผงั ความคิด ขาดทกั ษะในการ สอนโดยยึดตวั ครู สื่อสารกบั นกั เรียน และตาราเป็ นสาคญั ภาษาไทย ขาดเทคนิคการสอนที่เหมาะสมกบั วยั ของผเู้ รียน ขาดความรู้ทกั ษะใน วชิ าภาษาไทย ขาดวธิ ีการสอนที่เหมาะสมกบั วยั ของผเู้ รียน ครูผ้สู อน ตัวผ้เู รียน มีพ้นื ฐานทางภาษานอ้ ย ไมเ่ หมาะสมกบั ช้นั เรียน นกั เรียนเขียนบรรยายภาพ ตามความคดิ ของตนเองไม่ได้ ขาดทกั ษะในการเขียน ขาดทกั ษะการคิดอยา่ ง เป็ นระบบ ขาดการฝึกทกั ษะทางภาษา อยา่ งต่อเนื่องไดฝ้ ึกนอ้ ย ขาดส่ือการสอนที่ส่งเสริม ทกั ษะการคดิ ปัจจยั ส่ือ ขาดสื่อเสริมทกั ษะ ดา้ นหลกั ทางภาษา แบบฝึกหดั ทกั ษะการ ขาดส่ือเสริมทกั ษะ เขยี นไมน่ ่าสนใจ การเขยี น แผนภาพที่ 7 แผนผงั ความคิดระบสุ าเหตุของปัญหานกั เรียนเขียนบรรยายภาพตามความคดิ ตนเองไม่ได้ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

28 ไม่เนน้ วธิ ีการคดิ คาตอบ ขาดการฝึกทกั ษะการคิด เนน้ แตผ่ ลลพั ธ์อยา่ งเดียว แกป้ ัญหาใหก้ บั นกั เรียน สอนแบบบรรยาย ขาดเทคนิค/วิธีการสอน อยา่ งเดียว ท่ีเหมาะสม ครูผู้สอน ใชว้ ิธีสอนไม่สอดคลอ้ งกบั พ้ืนฐาน และความสามารถของนกั เรียน วเิ คราะห์ พ้ืนฐานทางภาษาไมด่ ี โจทยป์ ัญหาไมไ่ ด้ ตีความโจทยไ์ มไ่ ด้ ตัวผู้เรียน ขาดทกั ษะการคิดยา่ งมเี หตผุ ล นกั เรียนแก้ปัญหาโจทย์ ไม่เขา้ ใจข้นั ตอนการแกป้ ัญหา ปัญหาด้วยตนเองไม่ได้ ไม่ไดฝ้ ึกปฏิบตั ิจริง ขาดแหล่งเรียนรู้ ปัจจยั ส่ือ ขาดหนงั สือ / ตาราท่ีน่าสนใจ ส่ือท่ีใชใ้ นการเรียนการสอน มีจานวนไมเ่ พียงพอ สื่อท่ีเนน้ กระบวนการคดิ แกป้ ัญหามีนอ้ ย แผนภาพท่ี 8 แผนผงั ความคิดระบุสาเหตุของปัญหานกั เรียนแกป้ ัญหาโจทยป์ ัญหาดว้ ยตนเองไม่ได้ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

29 ขาดความมนั่ ใจในการ สอนโดยยดึ ตวั ครู สอนภาษาองั กฤษ และตาราเป็ นสาคญั ขาดความรู้ทกั ษะใน ขาดเทคนิค/วธิ ีการ วชิ าภาษาองั กฤษ สอนที่เหมาะสม ครูผู้สอน ไมใ่ ชส้ ่ือการสอน ไมเ่ ห็นความสาคญั ไมม่ ีส่วนร่วม ของภาษาองั กฤษ ในช้นั เรียน ตัวผู้เรียน ไมช่ อบ / เบ่ือหน่ายในการเรียน นกั เรียนใช้ภาษาองั กฤษ ผลสัมฤทธ์ิภาษาองั กฤษต่า ในการส่ือสารไม่ได้ ไม่ไดฝ้ ึกจากสถานการณ์จริง ขาดแหลง่ เรียนรู้ ปัจจยั สื่อ ขาดหนงั สือ /ตาราที่น่าสนใจ ขาดการสนบั สนุน ขาดส่ือการสอนที่ ดา้ นงบประมาณ หลากหลาย / ทนั สมยั แผนภาพที่ 9 แผนผงั ความคิดระบสุ าเหตุของปัญหานกั เรียนใชภ้ าษาองั กฤษในการส่ือสารไมไ่ ด้ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

30 ขาดทกั ษะการเขยี น ไม่เขา้ ใจโครงสร้าง ประโยค ลาดบั ความสับสน ความรู้พืน้ ฐานนกั เรียน อ่าน/เขียนภาษาไทย ไม่ใชส้ ่ือในการสอน ไมค่ ล่อง ไมว่ เิ คราะหเ์ ส้นพฒั นา กระบวนการ ผเู้ รียนในการเขยี นเรียงความ เรียนการสอน กิจกรรมฝึกเขียนนอ้ ย นักเรียนเขยี นเรียงความ ไม่ได้ ขาดการซ่อมเสริมรายบคุ คล / รายกลุ่ม ขาดสื่อการสอนแบบฝึ ก ทกั ษะการเขียน สื่อการเรียนรู้ ไมไ่ ดฝ้ ึกจากสถานการณ์จริง เคร่ืองมือประเมนิ ขาดหนงั สือ / ตาราที่สนใจ การประเมินไม่สามารถบอก ขาดเครื่องมือประเมิน เนน้ การสอบ ระดบั คุณภาพงานของผเู้ รียน ที่เนน้ เชิงปฏิบตั ิ / สภาพจริง แบบปรนยั แผนภาพที่ 10 แผนผงั ความคิดระบุสาเหตุของปัญหานกั เรียนเขียนเรียงความไมไ่ ด้ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

31 นอกจากน้นั ยงั มีเทคนิคการวิเคราะห์สาเหตแุ บบผงั กา้ งปลา (fish bone) หรือเรียกเป็นทางการ วา่ แผนผงั สาเหตแุ ละผล (cause and effect diagram) ซ่ึงเป็นเทคนิคท่ีนิยมใชก้ นั มาก เพราะสามารถ วิเคราะหส์ าเหตขุ องปัญหาค่อนขา้ งชดั เจนในเชิงเหตุผลและงา่ ยต่อการวเิ คราะห์หาสาเหตยุ อ่ ยไดอ้ ยา่ ง ละเอียด ในการใชผ้ งั กา้ งปลาวเิ คราะห์ปัญหาและสาเหตขุ องปัญหาน้นั ตามหลกั การสากลนิยมจะตอ้ ง เขยี นหวั ปลาไปไวท้ างขวามือของผเู้ ขยี นเสมอและลกู ศรจะตอ้ งช้ีใหถ้ กู ทางอยา่ งชดั เจน โดยยดึ หลกั การ ดงั น้ี (พนิ นั ทร์ คงคาเพชร , 2551) 1) หัวปลา จะเป็นขอ้ ความที่กลา่ วถึงปัญหาที่ผสู้ อนไดท้ าการสารวจ วิเคราะห์อยา่ งชดั เจน แลว้ วา่ เป็นปัญหาที่แทจ้ ริง ไม่ใชเ้ ป็นเพยี งอาการของปัญหา เช่น ปัญหาท่ีแทจ้ ริง คือ นกั เรียนมี ผลสมั ฤทธ์ิในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยใู่ นเกณฑต์ ่า แต่ผเู้ รียนอาจแสดงอาการของปัญหาออกมา หลากหลายพฤติกรรม เช่น ผสู้ อนอาจสงั เกตเห็นวา่ ผเู้ รียนไมเ่ ขา้ ช้นั เรียน เกิดความเบ่ือหน่าย แสดง อาการงว่ งเหงาหาวนอน เกียจคร้าน เป็นตน้ ซ่ึงสิ่งเหล่าน้ีผสู้ อนจะตอ้ งพยายามพิจารณาวเิ คราะห์ให้ ลึกซ้ึงวา่ ถา้ มีอาการของปัญหาอยา่ งน้ีแลว้ จะส่งผลใหผ้ เู้ รียนเป็นอยา่ งไรที่เกี่ยวขอ้ งกบั การเรียนรู้หรือ พฤติกรรมที่ถาวรติดตวั ผเู้ รียนในทา้ ยที่สุดจึงจะเขยี นเป็นขอ้ ความปัญหาได้ 2) ก้างปลา แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ คือ 2.1 กา้ งใหญ่ ใชส้ ญั ลกั ษณ์เป็นลูกศรใหญแ่ ทนปัจจยั หลกั โดยหวั ลกู ศรจะช้ีเขา้ หา กระดูกสนั หลงั ของปลา โดยกา้ งแต่ละกา้ งจะแสดงใหเ้ ห็นวา่ มีสาเหตุใหญก่ ี่สาเหตทุ ี่ส่งผลใหเ้ กิดปัญหา น้นั ๆ ได้ เช่น ปัญหาดา้ นผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียน อาจเกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ เช่น ครู นกั เรียน ส่ืออปุ กรณ์การเรียนรู้โรงเรียน สิ่งแวดลอ้ มของโรงเรียน เป็นตน้ ซ่ึงสาเหตุใหญข่ องปัญหาท่ี เกิดข้ึนหรือพบในผเู้ รียนน้นั ก็คอื สาเหตใุ หญท่ ี่เกิดจากตวั ครูเป็นอนั ดบั แรก เพราะครูอยใู่ นส่วนของ กระบวนการที่สาคญั เป็นอนั ดบั แรกนนั่ เอง 2.2 กา้ งยอ่ ย แทนสาเหตุรองและสาเหตุยอ่ ย ซ่ึงแบ่งไดห้ ลายระดบั ตามเหตุ และผลท่ีนา มาวิเคราะห์ จึงเป็นส่ิงที่แสดงใหเ้ ห็นอยา่ งชดั เจนวา่ ผเู้ ขียนผงั กา้ งปลาวิเคราะห์ปัญหาไดล้ ะเอียดชดั เจน เพียงใด เช่น ในกรณีการทาวิจยั ในช้นั เรียนน้ีเกี่ยวกบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของผเู้ รียน และได้ วเิ คราะห์วา่ ครูเป็นสาเหตุใหญ่สาคญั ลาดบั แรกท่ีตอ้ งพิจารณา หลงั จากน้นั ตอ้ งมาวิเคราะห์ในลาดบั ถดั มาวา่ สาเหตุยอ่ ย ๆ ท่ีเกิดจากครูมีอะไรบา้ ง มีสักก่ีสาเหตกุ ่อนนามาเขียนไวท้ ้งั หมดอยา่ งชดั เจน และเม่ือ ครูจะเลือกสาเหตมุ าแกป้ ัญหาไดน้ ้นั ครูจะตอ้ งพยายามสร้างหรือพฒั นาสื่อการจดั การเรียนรู้เพือ่ แกป้ ัญหาหรือพฒั นาตวั ผเู้ รียน และเม่ือแกส้ าเหตขุ องปัญหาท่ีครูไดต้ รงจุด อาการของปัญหาที่พบจาก ผเู้ รียนอาจถกู แกไ้ ขใหห้ มดไปไดโ้ ดยอตั โนมตั ิโดยทว่ั ไปการเลือกสาเหตุของปัญหานิยมเขียนวงกลม รอบหัวลกู ศรท่ีแสดงสาเหตยุ อ่ ยท่ีจะนามาแกป้ ัญหา ดงั ตวั อยา่ ง นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

32 ตวั อย่างการวเิ คราะห์สาเหตขุ องปัญหาการเรียนการสอนแบบผังก้างปลา การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาแบบผงั กา้ งปลา (The Fish Bone) ซ่ึงเป็นเทคนิคท่ีนิยมใชก้ นั มาก เพราะสามารถวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาค่อนขา้ งชดั เจนในเชิงเหตุผลและง่ายต่อการวิเคราะห์หา สาเหตยุ อ่ ย (พนิ นั ทร์ คงคาเพชร, 2550) ปัจจัย ปัจจยั กระดกู สันหลัง สาเหตุรอง สาเหตุยอ่ ย ข้อความปัญหา สาเหตุหลกั ปัจจัย ปัจจัย สาเหตุ (Causes) ผลลพั ธ์(Effect) แผนภาพท่ี 11 ตวั อยา่ งแผนผงั กา้ งปลา ครู นักเรียน ครูสอนโดยวิธีบรรยาย มีเจตคติไม่ ปัญหา ไม่มีแบบฝึ ก ดีอยไมเ่ ห็นคุณค่า นร.ช้นั ม.2 นร.ไดฝ้ ึกทกั ษะนอ้ ย ไมต่ ้งั ใจ มีผลสมั ฤทธ์ิ เร่ือง สอนง่าย กิจกรรมไม่น่าสนใจ การแกโ้ จทยป์ ัญหา เกี่ยวกบั อตั ราส่วน ไมจ่ ดั ระบบ ไมม่ ีคุณภาพ ร้อยละต่า ไมม่ ีการนิเทศ ขาดงบประมาณ อปุ กรณ์ไมพ่ อ สถานศึกษา สื่อการสอน แผนภาพที่ 11 การใชแ้ ผนผงั กา้ งปลาในการวเิ คราะห์ปัญหาการจดั การเรียนการสอน นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

33 3. เม่ือวิเคราะห์พบแลว้ วา่ ปัญหาน้นั ๆ เกิดจากสาเหตุอะไรบา้ ง งานลาดบั ต่อไปของครูก็คือ แสวงหาแนวทางหรือวธิ ีการมาแกไ้ ขปัญหาโดยมงุ่ แกท้ ี่สาเหตนุ ้นั ๆ ซ่ึงครูผทู้ าวจิ ยั มกั จะกงั วลวา่ สาเหตุ ที่นามาแกไ้ ขเป็นสาเหตุเลก็ ๆ เพียงนิดเดียวหรือมงุ่ แกเ้ พียงสาเหตเุ ดียว หรือสองสามสาเหตุ ซ่ึงไม่ ครอบคลุมสาเหตทุ ้งั หมด หากครูคดิ เช่นน้ีกข็ ออยา่ งไดก้ งั วลใจ เพราะการหาวธิ ีการมาแกป้ ัญหาน้นั คง ไมค่ รอบคลุมสาเหตขุ องปัญหาท้งั หมด แตค่ รูผวู้ จิ ยั ควรเลือกแกไ้ ขตรงสาเหตุที่มีความสาคญั และอยใู่ น วิสัยท่ีครูสามารถจะดาเนินการได้ แตก่ ็ไม่ไดห้ มายความวา่ จะละเลยกบั สาเหตอุ ื่น ๆ ของปัญหา เมื่อได้ ทาการวจิ ยั เพือ่ แกป้ ัญหาในประเดน็ ที่เลือกและไดผ้ ลมาแลว้ กส็ ามารถจะดาเนินการแกไ้ ขสาเหตอุ ่ืนของ ปัญหาน้นั ต่อเนื่องกนั ไป บทสรุป การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน ถือเป็ นข้นั ตอนแรกและเป็ นข้นั ตอนท่ีสาคญั มากของ การทาวิจยั ในช้ันเรียน หากครูผูส้ อนไม่ทาการวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอน หรือวิเคราะห์แลว้ ไม่ไดป้ ัญหาที่แทจ้ ริง อาจทาใหก้ ารดาเนินงานในข้นั ตอนถดั ๆ ไม่วา่ จะเป็นการวางแผนการสอน การ จดั ทาแผนการจดั การเรียนรู้ พฒั นาสื่อการสอน การวดั และประเมินผลการเรียน ฯลฯ เกิดการสูญเปล่า โดยสิ้นเชิง แต่ในทางกลบั กันหากครูผูส้ อนได้การวิเคราะห์ปัญหาการเรียนการสอนอย่างจริงจงั จน ทราบปัญหาที่แทจ้ ริง การดาเนินงานในข้ันต่อ ๆ ก็มีโอกาสประสบความสาเร็จอย่างสูง เพราะการ แกป้ ัญหาการเรียนการสอนหรือการพฒั นาการเรียนการสอนก็จะตรงจุดหรือตรงตามเป้าหมายท่ีควรจะ เป็ น การแกป้ ัญหาการเรียนการสอนใด ๆ จาเป็นตอ้ งวเิ คราะหใ์ หไ้ ดก้ ่อนวา่ ส่ิงใดคอื ปัญหา และสิ่ง ใดคือสาเหตุของปัญหา เพราะส่ิงที่เราจะแกไ้ ขคือตวั ปัญหาโดยจะตอ้ งหาวิธีการหรือนวตั กรรมมาแกท้ ่ี สาเหตุของปัญหา สาหรับวิธีการในการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาการเรียนการสอนอาจกระทาได้ โดยใชว้ ิธีการเช่นเดียวกบั การวิเคราะห์หาปัญหาการเรียนการสอน โดยใชก้ ารเขียนผงั ความคิด (mind mapping) เพ่ือการท่ีจะช่วยจดั ระบบและมองเห็นความสัมพนั ธ์ไดอ้ ย่างชดั เจน หรืออาจใชเ้ ทคนิคการ วิเคราะห์สาเหตุแบบผงั กา้ งปลา ซ่ึงเป็ นเทคนิคที่นิยมใช้กันมาก เพราะสามารถวิเคราะห์สาเหตุของ ปัญหาค่อนขา้ งชดั เจนในเชิงเหตุผลและงา่ ยต่อการวิเคราะห์หาสาเหตยุ อ่ ยไดอ้ ยา่ งละเอียด นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

34 ใบงานท่ี 3 เรื่อง การระบปุ ัญหาและสาเหตุของปัญหา ****************************** คาชี้แจง 1. ใหผ้ เู้ ขา้ อบรมเขียนแผนผงั ความคิด เก่ียวกบั ปัญหาที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ สาเหตุของ ปัญหาจากปัญหา ที่ท่านพบในช้นั เรียน แลว้ เตรียมนาเสนอตามกลมุ่ โรงเรียนท่ีตนเองสงั กดั (งานเดี่ยว) 2. ใหผ้ เู้ ขา้ อบรมเขา้ กลุม่ ตามโรงเรียนท่ีตนเองสังกดั ร่วมกนั วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตขุ อง ปัญหาในภาพรวมของโรงเรียน แลว้ เตรียมนาเสนอในรูปแผนผงั ความคิด (งานกลุ่ม) นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

35 2. การกาหนดแนวทางเลือกในการแก้ปัญหา เม่ือครูผสู้ อนระบุปัญหาและสาเหตุเรียบร้อยแลว้ การกาหนดแนวทางเลือกในการแกป้ ัญหา เพื่อนามาใชเ้ ป็นขอ้ มูลพ้ืนฐาน สาหรับการวางแผนปรับกระบวนการเรียนรู้ พฒั นาส่ือการเรียนรู้ให้มี ความเหมาะสมกบั ผเู้ รียนแต่ละคน หรือกล่มุ ผเู้ รียนที่ครูผสู้ อนตอ้ งการพฒั นาตามกระบวนการเรียนรู้ให้ เป็นไปตามเป้าหมายท่ีกาหนดไว้ ท้งั น้ี ในการแกป้ ัญหาหรือพฒั นาผูเ้ รียนในเกิดการเรียนรู้ ครูผสู้ อน จะตอ้ งศึกษาหลกั การ ทฤษฎี (ความรู้) ที่เก่ียวขอ้ ง แลว้ นามาใชใ้ นการพฒั นากระบวนการจดั การเรียนรู้ นามาพฒั นาส่ือการสอนท่ีเหมาะสมกบั ผเู้ รียน ในบริบทช้นั เรียนท่ีครูผสู้ อนพบปัญหา 2.1 ระบุปัญหา ข้ันน้ีเป็ นข้ันที่ครู ผู้สอน จะต้องทาความเข้าใจกับปัญหาท่ีเกิดข้ึนกับ กระบวนการจดั การเรียนรู้ หรือผเู้ รียน โดยการศึกษาขอ้ มูลจากตนเองและผอู้ ่ืน ซ่ึงไดม้ าโดยใชว้ ิธีการต้งั คาถาม อาทิ อะไรคือสิ่งที่เห็นวา่ เป็นสาเหตุที่ทาใหค้ ิดวา่ มีปัญหาเกิดข้ึน 2.2 เม่ือสารวจพบปัญหาท่ีเกิดข้ึนจากการจดั กระบวนการเรียนรู้ ในข้นั น้ีจาเป็ นอย่างยิ่งที่ จะตอ้ งไดร้ ับขอ้ มลู นาเขา้ จากบุคคลอื่น ไดแ้ ก่ ผบู้ ริหารโรงเรียน เพ่อื นครู และจากนกั เรียน 2.3 กาหนดทางเลือกของปัญหา ครูผสู้ อนจะตอ้ งแจกแจงทางเลือกต่าง ๆ สาหรับวธิ ีการท่ีจะ ใชแ้ กป้ ัญหา ในข้นั น้ีควรใหบ้ คุ คลอ่ืนเขา้ มามีส่วนร่วมให้ระดมสมองเพ่ือหาทางแกไ้ ขปัญหาเพื่อใหไ้ ด้ ทางเลือกหลาย ๆ ทาง แลว้ นามาคดั กรองเพอ่ื หาแนวคิดท่ีดีที่สุด จาแนกสาเหตขุ องปัญหาคือการคิดเชิง ระบบ(systems thinking) 2.4 เลือกวิธีการแกป้ ัญหา ในการคดั เลือกวิธีท่ีดีท่ีสุดในการแกป้ ัญหาที่เกิดข้ึนจากการจดั กระบวนการเรียนรู้ แลว้ วางแผนนาทางเลือกในการแกป้ ัญหาท่ีเป็นวิธีที่ดีที่สุดไปปฏิบตั ิ หรือจดั ทา แผนปฏิบตั ิการ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

36 นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

37 นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

38 นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

39 นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

40 ใบงานที่ 4 เร่ือง แนวทางในการแก้ปัญหาทีเ่ กดิ จากกระบวนการเรียนรู้ ****************************** คาชี้แจง โปรดกาหนดปัญหาท่ีเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ สาเหตขุ องปัญหา แนวทางเลือกในการ แกป้ ัญหาทางเลือกท่ีเหมาะสมที่สุด จากปัญหาท่ีท่านพบในช้นั เรียน กระบวนการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อการวจิ ยั สาระท่ีใช้ในการศึกษาค้นคว้า ปัญหาที่เกดิ จากกระบวนการเรียนรู้ 1………………………………………………………………….. 2………………………………………………………………….. 3………………………………………………………………….. 4………………………………………………………………….. 5.………………………………………………………………….. สาเหตขุ องปัญหา 1………………………………………………………………….. 2………………………………………………………………….. 3………………………………………………………………….. 4………………………………………………………………….. 5.………………………………………………………………….. แนวทางเลือกในการแก้ปัญหา 1………………………………………………………………….. 2………………………………………………………………….. 3………………………………………………………………….. 4………………………………………………………………….. 5.………………………………………………………………….. ทางเลือกทเี่ หมาะสมทีส่ ุด ………………………………………………………………….. ………………………………………………………………….. ………………………………………………………………….. ………………………………………………………………….. ………………………………………………………………….. การนาทางเลือกไปใช้ เพ่ือพัฒนา กระบวนการเรียนรู้ในสถานศึกษา นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

41 3. การกาหนดชื่อเรื่องการวิจยั ชื่อเรื่องงานวิจยั นับเป็ นจุดแรกท่ีจะดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน และทาให้ผูอ้ ่านเกิดความ เขา้ ใจในปัญหารวมท้งั วิธีการดาเนินการวิจยั ของผูว้ ิจยั อีกดว้ ย ดงั น้นั การต้งั ช่ือเร่ืองวิจยั จึงตอ้ งเขียนให้ ชดั เจนเขา้ ใจง่าย ไม่เขียนอย่างคลุมเครือ ด้วยเหตุน้ีผูว้ ิจยั จึงตอ้ งระมดั ระวงั ในการต้งั ช่ือเรื่องวิจยั ให้ เหมาะสม ซ่ึงมีหลกั เกณฑแ์ ละองคป์ ระกอบ ดงั น้ี 3.1 หลกั เกณฑ์การต้ังชื่อเรื่องการวิจัย 3.1.1 ควรต้งั ช่ือเรื่องวจิ ยั ใหส้ ้นั โดยใชค้ าที่เฉพาะเจาะจง หรือส่ือความหมายเฉพาะ เรื่องและควรเป็นภาษาท่ีเขา้ ใจงา่ ย กะทดั รัด แต่ชื่อเรื่องกไ็ ม่ควรจะส้นั เกินไปจนทาใหข้ าดความหมาย ทางวิชาการ 3.1.2 ควรต้งั ชื่อเรื่องวจิ ยั ใหต้ รงกบั ประเด็นของปัญหา เม่ือผอู้ า่ นอา่ นแลว้ จะไดท้ ราบวา่ เป็นการวิจยั เกี่ยวกบั ปัญหาอะไรไดท้ นั ที อยา่ งต้งั ชื่อเร่ืองวิจยั ท่ีทาใหผ้ อู้ า่ นตีความไดห้ ลายทิศทาง และอยา่ พยายามทาใหผ้ อู้ า่ นเห็นวา่ เป็นเรื่องท่ีมีความสาคญั มากเกินความเป็นจริง 3.1.3 ควรต้งั ช่ือเรื่องวิจยั โดยการใชค้ าที่บง่ บอกใหท้ ราบถึงประเภทของการวจิ ยั ซ่ึงจะ ทาใหช้ ื่อเร่ืองชดั เจน และเขา้ ใจงา่ ยข้นึ เช่น 1) การวจิ ยั เชิงสารวจ มกั ใชค้ าวา่ การสารวจ หรือการศึกษาในชื่อเร่ืองวิจยั หรือ อาจระบุตวั แปรเลยกไ็ ด้ เช่น การศึกษาพฤติกรรมของนกั เรียนระดบั ช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 ของโรงเรียน บา้ นธารน้าใส เป็นตน้ 2) การวจิ ยั เชิงศึกษาเปรียบเทียบ การต้งั ช่ือเรื่องวิจยั ในลกั ษณะน้ี มกั จะใชค้ าวา่ การศึกษา เปรียบเทียบ หรือการเปรียบเทียบ นาหนา้ เช่น การเปรียบเทียบความสามารถในการอา่ นของ นกั เรียนระดบั ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 3 โดยใชว้ ธิ ีสอนแบบแจกลูกคาและการสอนแบบมงุ่ ประสบการณ์ ทางภาษา ของโรงเรียนบา้ นใหม่ (วนั ครู 2503) 3) การวิจยั เชิงสหสัมพนั ธ์ การวิจยั ประเภทน้ีจะใชค้ าวา่ การศึกษาความสมั พนั ธ์ หรือความสัมพนั ธ์ นาหนา้ ชื่อเรื่องวิจยั เช่น ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความขดั แยง้ กบั พ่อแม่และการปรับตวั ของวยั รุ่น เป็นตน้ 4) การวิจยั เชิงการศึกษาพฒั นาการ การวิจยั ประเภทน้ีมกั ใชค้ าวา่ การศึกษา พฒั นาการหรือพฒั นาการ นาหนา้ ชื่อเร่ืองวจิ ยั เช่น การศึกษาพฒั นาการดา้ นการเขียนของเดก็ ก่อนวยั เรียนในโรงเรียนบา้ นศรีท่าน้า 5) การวิจยั เชิงทดลอง การต้งั ชื่อเร่ืองวิจยั ประเภทน้ีอาจต้งั ชื่อได้แตกต่างกัน ออกไปตามลกั ษณะของการทดลอง เช่น อาจใชค้ าวา่ การทดลอง การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การศึกษา การเปรียบเทียบ ฯลฯ นาหน้า หรือาจจะไม่ใช้คาเหล่าน้ีนาหน้าก็ได้ เช่น การทดลองเพาะเล้ียงกุ้ง นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

42 ก้ามกรามในจงั หวดั กระบี่ การวิเคราะห์หาปริมาณของกรดอะมิโนที่จาเป็ นในปลายรากขา้ วโพด หลงั จากแช่ในสารละลายน้าตาลชนิดต่าง ๆ การสังเคราะห์กรดไขมนั จากอะเซติลโคเอ การศึกษา องคป์ ระกอบต่าง ๆ ในยางมะละกอ การเปรียบเทียบการสอนอ่านโดยวิธีใชไ้ ม่ใชก้ ารฟังประกอบ การ สกดั สารอินดิเคเตอร์จากดอกอญั ชนั ฯลฯ 3.1.4 ควรต้งั ชื่อเร่ืองวจิ ยั ท่ีประกอบดว้ ยขอ้ ความเรียงท่ีสละสลวยไดใ้ จความสมบรู ณ์ เป็นช่ือเร่ืองท่ีระบใุ หท้ ราบต้งั แต่จุดมุ่งหมายของการวิจยั ตวั แปร และกลุม่ ตวั อยา่ งที่จะศึกษาวิจยั ดว้ ย เช่น การศึกษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคะแนนการสอบและเจตคติที่มีต่อวชิ าคณิตศาสตร์ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 3.2 องค์ประกอบช่ือเรื่องการวจิ ยั การต้งั ชื่อเรื่องวิจยั ในช้นั เรียนน้นั มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คอื ตวั แปรที่ศึกษา กลุ่มเป้าหมาย วธิ ีการวจิ ยั รายละเอียด ดงั น้ี 3.2.1 ตวั แปรท่ีศึกษา 1) ตัวแปรต้น หรือ ตัวแปรอิสระ (Independent variable) หมายถึง ส่ิงหรือการ กระทาใด ๆ กต็ ามที่ทาใหส้ ิ่งท่ีเกี่ยวขอ้ งหรือสมั พนั ธอ์ ยดู่ ว้ ยเปลี่ยนแปลงไป เม่ือเปลี่ยนแปลงค่าของสิ่ง น้ัน เช่น การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิการเรียนภาษาไทยระหว่างกลุ่มที่สอนโดยใช้สื่อประสม ประกอบการสอน กบั กลุ่มท่ีไมไ่ ดใ้ ชส้ ่ือประสมประกอบการสอน ตวั แปรอิสระ คือ วธิ ีการสอน ซ่ึงมี 2 ระดบั การสอนโดยใชส้ ่ือประสมประกอบการสอนกบั การสอน โดยไม่ไดใ้ ชส้ ื่อประกอบการสอน 2) ตวั แปรตาม (Dependent variable) หมายถึง ส่ิงหรือผลการกระทาใดก็ตามที่ เปล่ียนแปลงไปเนื่องจากการเปล่ียนแปลงค่าของตวั แปรอิสระ เช่น จากตวั อยา่ งในขอ้ 1 ผลสัมฤทธ์ิใน การเรียนภาษาไทยเป็นตวั แปรตาม (บญุ เรียง, 2545 : 10-11) คาว่า “ตวั แปรตน้ ” และ “ตวั แปรตาม” มกั จะใชก้ นั บ่อยในการวิจยั เชิงทดลองหรือ ก่ึงทดลอง เพราะมกั จะเป็นเร่ืองของการสรุป ความเป็นเหตุเป็นผลตอ่ กนั ของส่ิงที่ศึกษา ตวั แปรตน้ คือ ส่ิงท่ีเกิดข้ึนก่อนและถือว่าเป็ นเหตุของตัวแปรตามซ่ึงเป็ นผลที่คาดคะเนว่าจะได้รับการทดลอง ตวั อย่างของการศึกษาท่ีจะแสดงให้เห็นถึงลกั ษณะของตวั แปรต้นหรือตวั แปรตาม คือ สมมุติว่าครู ตอ้ งการทดสอบผลที่เกิดข้ึนกบั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนจากวิธีการสอน 3 วิธี ไดแ้ ก่ วิธี A วิธี B และวิธี C โดยครูอาจจะสอนเด็กแต่ละกลุ่ม ดว้ ยวิธีสอนในแต่ละวิธีน้ี แลว้ วดั ดูผลสัมฤทธ์ิ เพื่อจะนามาเปรียบเทียบกนั แบบน้ีวิธีสอนก็คือ ตวั แปรตน้ และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก็คือ ตวั แปร ตาม หรือถา้ ผวู้ ิจยั จะเปรียบเทียบความวิตกกงั วลระหวา่ งนกั เรียนชายและนกั เรียนหญิง แบบน้ีเพศจะถือ วา่ เป็น ตวั แปรตน้ และความวิตกกงั วลก็คอื ตวั แปรตาม ดงั ตารางที่ 1 นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

43 ตัวแปรต้น ตวั แปรตาม การสอนโดยใชส้ ่ือประสม และไม่ใชส้ ื่อประสม คะแนนผลสมั ฤทธ์ิภาษาไทย วิธีการสอน 3 วิธี : วิธี A วิธี B และวธิ ี C ผลสัมฤทธ์ ิทางการเรี ยน นกั เรียนชายและนกั เรียนหญิง ความวติ กกงั วล ตารางที่ 1 การวิเคราะห์ตวั แปรตน้ และตวั แปรตาม 3.2 กล่มุ เป้าหมาย กล่มุ เป้าหมายในการวิจยั ในช้นั เรียนเนน้ ท่ีการปรับปรุงแกไ้ ขและพฒั นาผูเ้ รียนเป็นสาคญั ซ่ึงอาจจะเป็นผเู้ รียนทุกคน หรือเป็นกลมุ่ ยอ่ ยท่ีจาเป็นตอ้ งไดร้ ับการปรับปรุงแกไ้ ขในเรื่องเดียวกนั หรืออาจเป็นคนเดียวกไ็ ด้ ดงั น้นั ครูผสู้ อนจึงจาเป็นตอ้ งเริ่มดว้ ยการวิเคราะห์ผเู้ รียนเป็นรายบคุ คล แลว้ จาแนกผเู้ รียนออกเป็นรายคน รายกลุ่มและรายปัญหา จึงจะสามารถกาหนดกลมุ่ เป้าหมายในการวิจยั ได้ ซ่ึงอาจกาหนดไดด้ งั น้ี วตั ถุประสงค์ : เพื่อพฒั นาความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วนของนกั เรียน กลมุ่ เป้าหมาย : นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2555 จานวน 10 คน วตั ถปุ ระสงค์ : เพื่อพฒั นาทกั ษะการอ่านคดิ ของนกั เรียน กลมุ่ เป้าหมาย : นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 ปี การศึกษา 2555 จานวน 40 คน วตั ถุประสงค์ : เพ่ือพฒั นาทกั ษะการเลน่ ดนตรี สาหรับนกั เรียนท่ีมีปัญหาทางการเรียน (LD) กลมุ่ เป้าหมาย : นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 1 ปี การศึกษา 2555 จานวน 1 คน วตั ถุประสงค์ : เพื่อพฒั นาทกั ษะทางดา้ นวิทยาศาสตร์ของนกั เรียน กลุ่มเป้าหมาย : นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1 ปี การศึกษา 2555 จานวน 25 คน 3.3 กาหนดวธิ กี ารวิจัย ครูผสู้ อนเม่ือทราบปัญหาท่ีเกิดข้ึน ทราบสาเหตขุ องปัญหา และสามารถกาวธิ ีการตา่ ง ๆ มา แกป้ ัญหาน้นั ใหห้ มดไป ปัญหาดงั กล่าวจะหมดไปดว้ ย วิธีการหรือนวตั กรรมที่ครูสามารถนามาใชใ้ น การขจดั สาเหตุน้นั แบง่ เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท ดงั น้ี นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

44 3.3.1 เทคนิควิธีการหรือกระบวนการ เช่น การสารวจ การทดลอง การเปรียบเทียบ การหา ความสัมพนั ธ์ กระบวนการสร้างความตระหนกั กระบวนการสร้างเจตคติ กระบวนการสร้างความคิด รวบยอด กระบวนการปฏิบตั ิ กระบวนการสร้างทกั ษะการคิดคานวณ กระบวนการแกโ้ จทยป์ ัญหา เป็ นตน้ 3.3.2 สื่อการสอน เช่น บทเรียนสาเร็จรูป คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ชุดการเรียน เอกสาร ประกอบการเรียน แบบฝึกทกั ษะ เกม บตั รการเรียนรู้ เพลง เป็นตน้ การนาวิธีการหรือนวตั กรรมใด ๆ มาใช้ ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมกบั นกั เรียนแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มดว้ ย นอกเสียจากครูจะวิเคราะห์และคน้ พบว่านักเรียนทุกคนมีปัญหาเดียวกนั และมี สาเหตขุ องปัญหาอยา่ งเดียวกนั ครูกห็ าวิธีการหรือนวตั กรรมมาใชก้ บั นกั เรียนทกุ คนเหมือนกนั ซ่ึงกรณี เช่นน้ีมกั ไมเ่ กิดข้นึ การกาหนดวธิ ีการหรือนวตั กรรม จึงมีความจาเป็นในการแกป้ ัญหาในช้นั เรียน ตวั อย่างการกาหนดชื่อเรื่องการวจิ ยั 1. การเปรียบเทยี บความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 6 ระหว่างนกั เรียนทใี่ ช้แบบฝึ กทกั ษะกระบวนการแก้โจทย์ปัญหา กบั นักเรียนท่เี รียนตามปกติ ตวั แปรตน้ คือ แบบฝึกทกั ษะกระบวนการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วน ตวั แปรตาม คือ ความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วน กลุ่มเป้าหมาย คอื นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 วธิ ีการวิจยั คอื การเปรียบเทียบ 2. ผลการใช้แบบฝึ กทกั ษะกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาทม่ี ีต่อความสามารถในการแก้โจทย์ ปัญหา เศษส่วนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ท่ี 6 ตวั แปรอิสระ คือ แบบฝึกทกั ษะกระบวนการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วน ตวั แปรตาม คือ ความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วน กล่มุ เป้าหมาย คอื นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 วธิ ีการวิจยั คอื การทดลอง 3. ความสัมพนั ธ์ของการเสริมแรงในระหว่างจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนกบั ความสามารถใน การแก้โจทย์ปัญหาเศษส่วนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 6 ตวั แปรตน้ คือ การเสริมแรงในระหวา่ งจดั กิจกรรมการเรียนการสอน ตวั แปรเกณฑ์ คือ ความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วน กลุม่ เป้าหมาย คอื นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 วธิ ีการวิจยั คอื การหาความสมั พนั ธ์ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

45 สรุปไดว้ า่ การต้งั ช่ือเร่ืองการทาวิจยั ในช้นั เรียนน้นั ครูผสู้ อนจะตอ้ งทราบปัญหาและสาเหตุ ของปัญหา รวมถึงแนวทางแกไ้ ขปัญหาน้ันว่าจะใชว้ ิธีการสอนใดหรือนวตั กรรมใดมาแกป้ ัญหาน้ัน เพ่ือนาไปสู่การต้งั ชื่อเร่ืองของตนเอง ในการต้งั ช่ือเร่ืองวิจยั ในช้นั เรียนน้ัน จะตอ้ งมีส่วนประกอบ 3 ส่วน คอื 1) ตวั แปรท่ีศึกษา โดยทวั่ ไปจะระบตุ วั แปรอิสระกบั ตวั แปรตามในการวิจยั เชิงทดลอง หรือตวั แปรตน้ กบั ตวั แปรเกณฑใ์ นการวิจยั เชิงสมั พนั ธ์ 2) กล่มุ เป้าหมาย ระบกุ ลมุ่ เป้าหมายเป็นใคร 3) วธิ ีการ วิจยั ระบุวิธีการวิจยั วา่ ใชว้ ธิ ีใด เช่น การสารวจ การทดลอง การเปรียบเทียบหรือการหาความสัมพนั ธ์ เป็ นตน้ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

46 ใบงานที่ 5 เร่ือง การวิเคราะห์ตัวแปรที่ศึกษา ****************************** คาชี้แจง ใหผ้ เู้ ขา้ รับการอบรมแบง่ กลุ่ม ๆ ละ 4-5 คน ร่วมกนั วเิ คราะห์ตวั อยา่ งหวั ขอ้ วจิ ยั แลว้ ใหร้ ะบตุ วั แปรตน้ ตวั แปรตาม กลุ่มเป้าหมาย และวิธีการวิจยั (งานกลมุ่ ) 1. การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนภาษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 1 ระหวา่ งวธิ ีสอนโดยใชน้ ิทานเป็นบทเรียนกบั การสอนตามปกติ ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม กลมุ่ เป้าหมาย วธิ ีการวจิ ยั 2. การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาภาษาไทย สมรรถภาพการอ่าน จบั ใจความของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 ระหวา่ งการสอนท่ีใชแ้ บบฝึกทกั ษะ การอ่านจบั ใจความและการสอนตามปกติ ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม กลุ่มเป้าหมาย วธิ ีการวิจยั 3. การเปรียบเทียบความสามารถในการฟังของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 ระหวา่ ง การสอนโดยใชแ้ ละไม่ใชน้ ิทานพ้นื บา้ นอีสานประกอบการฟัง ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม กลมุ่ เป้าหมาย วธิ ีการวจิ ยั นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

47 4. การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง บทประยกุ ต์ ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 5 ระหวา่ งการสอนโดยใชส้ ่ือประสมกบั การสอนตามปกติ ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม กลมุ่ เป้าหมาย วธิ ีการวจิ ยั 5. การศึกษาผลสมั ฤทธ์ิการเขยี นคาสะกดยากโดยใชแ้ บบฝึกเสริมทกั ษะของนกั เรียน ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 4 ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม กลุ่มเป้าหมาย วิธีการวิจยั 6. การสร้างชุดฝึกการเขียนเรียงความ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สาหรับนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาที่ 4 ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม กลุ่มเป้าหมาย วิธีการวจิ ยั 7. การพฒั นาชุดฝึกทกั ษะการอา่ นภาษาไทยเพ่อื จบั ใจความของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 5 ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม กลุ่มเป้าหมาย วธิ ีการวจิ ยั นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

48 ใบงานท่ี 6 เร่ือง การกาหนดชื่อเรื่องการวิจัย ****************************** คาชี้แจง ใหผ้ เู้ ขา้ รับการอบรมกาหนดชื่อเร่ืองการวิจยั ระบตุ วั แปรตน้ /ตวั แปรอิสระ ระบตุ วั แปรตาม/ตวั แปรเกณฑ์ ระบุกลมุ่ เป้าหมาย ระบวุ ิธีการวิจยั จากงานวิจยั ของทา่ น (งานเด่ียว) ชื่อเรื่องการวจิ ยั ตวั แปรต้น/ตวั แปรอสิ ระ ตัวแปรตาม/ตัวแปรเกณฑ์ กลุ่มเป้าหมาย วิธกี ารวจิ ัย นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

49 4. กาหนดวัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั และวิธีการหรือนวัตกรรม 4.1 การกาหนดวัตถุประสงค์ของการวิจยั วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั ควรใชภ้ าษาท่ีชดั เจน เขา้ ใจง่าย ไม่วกวน หลีกเลี่ยงการใชค้ า ซ้าซอ้ น นาไปสู่การต้งั สมมุติฐานและสามารถทาการทดสอบได้ เช่น งานวิจัย : การเปรียบเทียบความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วนของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 ระหวา่ งนกั เรียนท่ีใชแ้ บบฝึกทกั ษะกระบวนการแกโ้ จทยป์ ัญหากบั นกั เรียนที่เรียน ตามปกติ โรงเรียนบา้ นอยั เยอร์เวง วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย 1. เพือ่ เปรียบเทียบความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วนของนกั เรียน 2. เพ่อื พฒั นาความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วนของนกั เรียน 3. เพอ่ื ศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทกั ษะกระบวนการแก้ โจทยป์ ัญหาเศษส่วน งานวิจยั : รายงานผลการใชแ้ บบฝึกทกั ษะการคณู ของจานวนที่มากกวา่ สามหลกั กบั จานวน มากกวา่ สามหลกั ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 โรงเรียนบา้ นเยาะ วัตถุประสงค์งานวิจยั : 1. เพอื่ พฒั นาความสามารถในหาผลคณู ของจานวนท่ีมากกวา่ สามหลกั กบั จานวนมากกวา่ สามหลกั ของนกั เรียน 2. เพือ่ ศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทกั ษะการคูณของจานวนที่ มากกวา่ สามหลกั กบั จานวนมากกวา่ สามหลกั งานวิจยั : การวิจยั และพฒั นาแบบฝึกทกั ษะกระบวนการแกโ้ จทยป์ ัญหาที่มีต่อความสามารถ ในการแกโ้ จทยป์ ัญหาเศษส่วนของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนบา้ นธารมะลิ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อสร้างและพฒั นาแบบฝึกทกั ษะกระบวนการแกโ้ จทยป์ ัญหาท่ีมีต่อความสามารถในการ แกโ้ จทยป์ ัญหา เศษส่วนของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 2. เพ่อื หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทกั ษะกระบวนการแกโ้ จทยป์ ัญหาที่มีต่อความสามารถใน การแกโ้ จทยป์ ัญหา เศษส่วนของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

50 3. เพ่ือเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทกั ษะ กระบวนการแกโ้ จทยป์ ัญหาที่มีต่อความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหา เศษส่วนของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 4. เพอื่ ศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนท่ีมีต่อการใชแ้ บบฝึกทกั ษะกระบวนการแกโ้ จทย์ ปัญหาท่ีมีต่อความสามารถในการแกโ้ จทยป์ ัญหา เศษส่วนของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 4.2 วิธกี ารหรือนวตั กรรม ปัญหาใด ๆ ก็ตาม ถา้ เรารู้สาเหตุท่ีเกิดข้ึนและสามารถหาวิธีการตา่ ง ๆ มาขจดั สาเหตนุ ้นั ให้ หมดไปได้ ปัญหาดงั กลา่ วกจ็ ะหมดไปดว้ ย วธิ กี ารหรือนวตั กรรม ที่ครูสามารถนามาใชใ้ นการขจดั สาเหตุน้นั แบ่งเป็นกล่มุ ใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คอื 4.2.1 ประเภทเทคนิควธิ ีการหรือกระบวนการ เช่น กระบวนการสร้างความตระหนกั กระบวนการสร้างเจตคติ กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด กระบวนการปฏิบตั ิ กระบวนการสร้าง ทกั ษะการคิดคานวณ กระบวนการแกโ้ จทยป์ ัญหา 4.2.2 ประเภทส่ือและเทคโนโลยีการสอน เช่น แบบฝึกทกั ษะ เอกสารประกอบการเรียน ชุดการสอน เกม เพลง เป็นตน้ การกาหนดวิธีการหรือนวตั กรรมเพื่อนามาใชใ้ นการแกป้ ัญหาอาจทาไดด้ งั ตวั อยา่ ง ต่อไปน้ี นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

51 ช่ืองานวิจัย : ผลการใชแ้ บบฝึกทกั ษะการคณู ของจานวนท่ีมากกวา่ สามหลกั กบั จานวนมากกวา่ สามหลกั ของ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 6 โรงเรียนบา้ นศรีทา่ น้า วตั ถปุ ระสงค์งานวจิ ยั : 1. เพ่อื พฒั นาความสามารถในหาผลคณู ของจานวนที่มากกวา่ สามหลกั กบั จานวนมากกวา่ สามหลกั ของนกั เรียน 2. เพอ่ื ศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนต่อการเรียนโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการคณู ของจานวนที่มากกวา่ สามหลกั กบั จานวนมากกวา่ สามหลกั ปัญหาของวิจยั : นกั เรียนไม่สามารถหาผลคูณของจานวนท่ีมากกวา่ สามหลกั กบั จานวนมากกวา่ สามหลกั ได้ สาเหตขุ องปัญหา วิธกี ารหรือนวัตกรรม สาหรับครู สาหรับนักเรียน 1. นกั เรียนขาดทกั ษะการคณู จานวน 1. แผนการจดั การเรียนรู้ เรื่อง 1. แบบฝึกทกั ษะการคณู ของจานวนที่ ท่ีมีหน่ึงหลกั กบั จานวนท่ีมีหลาย การคูณของจานวนที่มากกวา่ มีหน่ึงหลกั กบั จานวนที่มีหลายหลกั หลกั สามหลกั กบั จานวนมากกวา่ 2. แบบฝึกทกั ษะการคณู ของจานวนที่ 2. นกั เรียนขาดทกั ษะการคูณจานวน สามหลกั มีสองหลกั กบั จานวนที่มีสองหลกั ที่มีสองหลกั กบั จานวนที่มีสอง 2. แบบบนั ทึกผลการทา 3. แบบฝึกทกั ษะการคณู ของจานวนท่ี หลกั กิจกรรมในแบบฝึกทกั ษะ มีสองหลกั กบั จานวนท่ีมีสามหลกั 3. นกั เรียนขาดทกั ษะการคณู จานวน 3. แบบสังเกตพฤติกรรม 4. แบบฝึกทกั ษะการคณู ของจานวนที่ ท่ีมีสองหลกั กบั จานวนท่ีมีสาม ระหวา่ งการทากิจกรรม สามหลกั กบั จานวนท่ีมีสามหลกั หลกั 4. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ 5. แบบฝึกทกั ษะการคูณของจานวนท่ี 4. นกั เรียนขาดทกั ษะการคณู จานวน ทางการเรียน มากกวา่ สามหลกั กบั จานวน ท่ีมีสามหลกั กบั จานวนที่มีสามหลกั 5. แบบประเมินความพึงพอใจ มากกวา่ สามหลกั นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

52 ชื่องานวิจัย : การพฒั นาความสามารถดา้ นการอ่านและการเขียนของนกั เรียน โดยใชก้ ารมีส่วนร่วม ของผปู้ กครองนกั เรียน โรงเรียนบา้ นศรีท่าน้า วัตถุประสงค์งานวจิ ัย : 1. เพอ่ื พฒั นาความสามารถดา้ นการอา่ นและการเขียนของนกั เรียน โดยใชก้ ารมีส่วนร่วมของผปู้ กครอง นกั เรียน 2. เพือ่ ศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนและผปู้ กครองต่อการพฒั นาความสามารถดา้ นการอ่านและการเขียน ของนกั เรียน โดยใชก้ ารมีส่วนร่วมของผปู้ กครองนกั เรียน ปัญหาของวิจยั : นกั เรียนขาดทกั ษะดา้ นการอ่านและการเขยี น สาเหตุของปัญหา วธิ ีการหรือนวัตกรรม สาหรับครู สาหรับนักเรียน 1. นกั เรียนขาดทกั ษะการอา่ น วิธีการพฒั นาความสามารถดา้ น 1. แบบฝึกทกั ษะดา้ นการ 2. นกั เรียนขาดทกั ษะการเขยี น การอ่านและการเขยี นของนกั เรียน อ่านและการเขียนของ โดยใชก้ ารมีส่วนร่วมของผปู้ กครองนกั เรียน นกั เรียน 1. วเิ คราะห์สภาพปัญหาดา้ นการอ่านและ การเขยี นของนกั เรียน 2. ประชุมวางแผนระหวา่ งครูผสู้ อนและ ผปู้ กครองนกั เรียน 3. กาหนดแนวทางในการความสามารถ ดา้ นการอ่านและการเขยี นของนกั เรียน โดย ใชก้ ารมีส่วนร่วมของผปู้ กครองนกั เรียน 4. ช้ีแจงการใชแ้ บบฝึกทกั ษะดา้ นการอ่าน และการเขียนของนกั เรียนให้ผปู้ กครอง นกั เรียนไดร้ ับทราบ 5. ติดตามและประเมินผลดา้ นการอ่านและ การเขยี นของนกั เรียน โดยการมีส่วนร่วม ของผปู้ กครองนกั เรียน 2.6 สรุปผลการดาเนินงาน นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

53 ชื่องานวิจยั : การพฒั นาเอกสารประกอบการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ เร่ือง พ้นื ท่ีผิวและปริมาตร สาหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนไชยาวิทยา สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 วัตถปุ ระสงค์งานวิจัย : 1. เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เร่ือง พ้นื ท่ีผิวและปริมาตร สาหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 2. เพ่อื เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนท่ีใช้เอกสารประกอบการเรียน วชิ าคณิตศาสตร์ เรื่อง พ้ืนที่ผิวและปริมาตร สาหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 3. เพอ่ื ศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนต่อเอกสารประกอบการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ เร่ือง พ้ืนท่ีผิวและปริมาตร สาหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 ปัญหาของวจิ ยั : โรงเรียนไชยาวิทยา เป็นโรงเรียนหน่ึงที่ประสบปัญหาเกี่ยวกบั ผลการเรียนของนกั เรียน ท้งั ระดบั โรงเรียนและระดบั ชาติ จากรายงานผลการเรียนของฝ่ายวชิ าการ ปี การศึกษา 2550 และ ปี การศึกษา 2551 พบวา่ นกั เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์พ้นื ฐาน (ค 33101) ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 เท่ากบั ร้อยละ 55.25 และร้อยละ 56.37 ตามลาดบั ซ่ึงต่ากวา่ เกณฑท์ ี่โรงเรียนกาหนด คอื ร้อยละ 60 และจากรายงานผลการ ประเมินคุณภาพการศึกษาแห่งชาติ ในรายวิชาคณิตศาสตร์ของช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 โรงเรียนไชยาวิทยา ปรากฏ วา่ ปี การศึกษา 2550 ผลการสอบวชิ าคณิตศาสตร์ไดค้ ะแนนเฉล่ีย 33.27 ต่ากวา่ ระดบั ประเทศซ่ึงมีค่าเฉลี่ย 34.73 และรายงานผลการทดสอบระดบั ชาติศึกษาข้นั พ้ืนฐาน(O-NET) ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 ของโรงเรียน ไชยาวทิ ยา ปรากฏวา่ ปี การศึกษา 2551 ผลการสอบวชิ าคณิตศาสตร์ไดค้ ะแนนเฉล่ีย 31.96 ต่ากวา่ ระดบั ประเทศซ่ึงมีค่าเฉล่ีย 32.66 สาระที่มีคะแนนต่าสุด คือ สาระท่ี 2 การวดั เมื่อวเิ คราะห์เป็นรายมาตรฐาน พบวา่ มาตรฐาน ค 2.1 ความ เขา้ ใจพ้นื ฐานเก่ียวกบั การวดั ได้ คะแนนเฉลี่ย 3.06 ต่ากว่าระดบั ประเทศซ่ึงมีคา่ เฉลี่ย 3.19 สาเหตุของปัญหา วธิ กี ารหรือนวัตกรรม สาหรับครู สาหรับนกั เรียน 1. นกั เรียนมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน 1. เคร่ืองมือจัดกจิ กรรมการ 2. เคร่ืองมือวดั ผลการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์พ้ืนฐาน (ค 33101) ช้นั เรียนรู้ ประกอบดว้ ย ประกอบดว้ ย มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 เท่ากบั ร้อยละ 55.25 1.1 เอกสารประกอบการเรียน 2.1 แบบทดสอบก่อนและหลงั เรียน และร้อยละ 56.37 ตามลาดบั ซ่ึงต่ากวา่ วชิ าคณิตศาสตร์ เรื่อง พ้ืนที่ผิว ในเอกสารประกอบการเรียนวชิ า เกณฑท์ ี่โรงเรียนกาหนด คือ ร้อยละ 60 และปริมาตร สาหรับนกั เรียน คณิตศาสตร์ เรื่อง พ้ืนที่ผิวและ 2. ผลการประเมินคุณภาพการศึกษา ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 จานวน 8 ปริมาตร สาหรับนกั เรียนช้นั แห่งชาติ ในรายวชิ าคณิตศาสตร์ของ ชุด มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 แตล่ ะชุด เป็น ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนไชยา แบบทดสอบปรนยั ชนิด 4 ตวั เลือก วทิ ยา ปรากฏวา่ ปี การศึกษา 2550 ผล นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

54 การสอบวชิ าคณิตศาสตร์ไดค้ ะแนน 1.2 แผนการจดั การเรียนรู้โดย จานวน 5 ขอ้ คะแนนเตม็ 5 คะแนน เฉลี่ย 33.27 ต่ากวา่ ระดบั ประเทศซ่ึงมี ใชเ้ อกสารประกอบการเรียน เวลา 10 นาที คา่ เฉล่ีย 34.73 วชิ าคณิตศาสตร์ เรื่อง 2.2 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ 3. ผลการทดสอบระดบั ชาติศึกษาข้นั พ้นื ท่ีผิวและปริมาตร สาหรับ ทางการเรียน เรื่อง พ้นื ที่ผิวและ พ้ืนฐาน(O-NET) ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 3 ปริมาตร ของโรงเรียนไชยาวทิ ยา ปรากฏวา่ ปี ท่ีใชเ้ ป็นส่ือประกอบการเรียนรู้ เป็นแบบทดสอบปรนยั ชนิด 4 การศึกษา 2551 ผลการสอบวิชา 2. เคร่ืองมือวัดผลการเรียนรู้ ตวั เลือก จานวน 20 ขอ้ คะแนนเตม็ คณิตศาสตร์ไดค้ ะแนนเฉลี่ย 31.96 ต่า ประกอบดว้ ย 20 คะแนน เวลา 50 นาที เป็น กวา่ ระดบั ประเทศซ่ึงมีค่าเฉล่ีย 32.66 2.1 แบบทดสอบก่อนและ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน 4. สาระท่ีมีคะแนนต่าสุด คือ สาระที่ 2 หลงั เรียนในเอกสาร การวดั เม่ือวิเคราะห์เป็นรายมาตรฐาน ประกอบการเรียนวชิ า พบวา่ มาตรฐาน ค 2.1 ความเขา้ ใจ คณิตศาสตร์ เรื่อง พ้นื ท่ีผิวและ พ้นื ฐานเก่ียวกบั การวดั ได้ คะแนนเฉล่ีย ปริมาตร สาหรับนกั เรียนช้นั 3.06 ต่ากวา่ ระดบั ประเทศซ่ึงมีค่าเฉลี่ย มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 แตล่ ะชุด 3.19 เป็นแบบทดสอบปรนยั ชนิด 4 ตวั เลือก จานวน 5 ขอ้ คะแนน เตม็ 5 คะแนน เวลา 10 นาที 2.2 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง พ้ืนท่ีผวิ และปริมาตร เป็นแบบทดสอบปรนยั ชนิด 4 ตวั เลือก จานวน 20 ขอ้ คะแนนเตม็ 20 คะแนน เวลา 50 นาที เป็นแบบทดสอบก่อน เรียนและหลงั เรียน 3. แบบสอบถามความพงึ พอใจ ของนกั เรียนต่อเอกสาร ประกอบการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ เร่ือง พ้ืนที่ผิวและ ปริมาตร สาหรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 3 นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

55 ใบงานที่ 7 เรื่อง กาหนดวตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัยและวิธีการหรือนวตั กรรม ****************************** คาชี้แจง โปรดกาหนดชื่อเร่ืองการวจิ ยั ระบุวตั ถุประสงคข์ องการวิจยั ปัญหาและสาเหตุของปัญหาและ วิธีการหรือนวตั กรรม ที่ใชใ้ นการวิจยั ของท่าน ชื่องานวิจัย : ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… วตั ถปุ ระสงค์งานวจิ ัย 1. …………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 2. ……………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… 3. …………………………………………………………………………………………………… ปัญหาของวจิ ยั ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… สาเหตขุ องปัญหา วธิ กี ารหรือนวัตกรรม สาหรับครู สาหรับนักเรียน นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

56 5. การกาหนดวธิ กี ารรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ขอ้ มูลที่ครูตอ้ งเก็บรวบรวมและนามาวิเคราะห์ มกั เป็นขอ้ มูลเก่ียวกบั สมรรถภาพในดา้ นต่าง ๆ ของนกั เรียน ท้งั ในดา้ นความรู้ ทกั ษะ เจตคติและคณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล และวิเคราะห์ขอ้ มูลดงั กลา่ วน้ี ครูมีงานท่ีตอ้ งทา 3 อยา่ ง คือ 1. กาหนดเครื่องมือเก็บรวบรวมขอ้ มลู 2. กาหนดวธิ ีการรวบรวมขอ้ มูล 3. กาหนดวธิ ีวิเคราะหข์ อ้ มูล 5.1 กาหนดเคร่ืองมือเกบ็ รวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเพ่ือการวิจยั ในช้นั เรียน เป็ นเครื่องมือท่ีครูจดั ทาข้ึน เอง เช่น แบบทดสอบ แบบบนั ทึกการสังเกต แบบสอบถาม แบบบนั ทึกผลการปฏิบตั ิงาน และแบบ สัมภาษณ์ เป็ นตน้ เครื่องมือต่าง ๆ ดงั กล่าวน้ีเม่ือครูจดั ทาข้ึนแลว้ ควรทาการตรวจสอบคุณภาพของ เคร่ืองมือดว้ ย เพ่ือใหไ้ ดเ้ ครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลที่น่าเช่ือถือได้ โดยทาการ ตรวจสอบความเที่ยง (reliability) และความตรง (validity) ซ่ึงมีวธิ ีง่าย ๆ ดงั น้ี 1.1 ทาการตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา (item content validity) โดยนาเคร่ืองมือท่ีจดั ทาเสร็จ แลว้ ไปให้เพ่ือนครู หรือนักเรียนท่ีไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายช่วยพิจารณาว่าสามารถสื่อสารได้ตรงตามท่ี ตอ้ งการหรือไม่ 1.2 ทาการตรวจสอบความเท่ียง (item reliability) โดยนาเครื่องมือชุดเดิมไปให้เพ่ือนครูหรือ นกั เรียนที่ไม่ใช่กลุม่ เป้าหมาย ช่วยพิจารณาอีกคร้ังในระยะเวลาท่ีห่างกนั ประมาณ 1-2 สัปดาห์ 1.3 ทาการตรวจสอบวา่ การพิจารณาของเพ่ือนครูหรือนกั เรียนมีความสอดคลอ้ งกนั ท้งั สองคร้ัง หรือไม่ ถา้ ขอ้ สอบ คาถาม รายการท่ีสังเกตหรือเกณฑป์ ระเมินผลการปฏิบตั ิงาน ขอ้ ใดสอดคลอ้ งกนั ก็ ถือว่ามีความเท่ียงและความตรง ถา้ ขอ้ ใดไม่สอดคลอ้ งกนั ก็ถือว่าขาดความเท่ียงและความตรง ควร ปรับปรุงแกไ้ ขหรือเปลี่ยนใหม่ แลว้ เร่ิมตน้ ตรวจสอบอีกคร้ังต้งั แต่ 1.1 ถึง 1.3 จนกว่าจะได้จานวน เครื่องมือเพียงพอ 5.2 กาหนดวิธกี ารรวบรวมข้อมูล การรวบรวมขอ้ มลู เพ่ือการวจิ ยั ในช้นั เรียนของครูควรเป็นการรวบรวมขอ้ มูลจากเครื่องมือหลาย ๆ อยา่ ง เช่น ใชท้ ้งั การทดสอบ การสังเกตพฤติกรรม การตรวจผลการปฏิบตั ิงานและการสอบถาม เป็น ตน้ และควรรวบรวมขอ้ มูลจากแหลง่ ขอ้ มลู หลาย ๆ แหลง่ เช่น จากกลมุ่ เป้าหมาย เพื่อนครู ผูป้ กครอง นกั เรียนและเพื่อนของนกั เรียน เป็นตน้ ท้งั น้ีเพ่อื ใหข้ อ้ มูลที่รวบรวมไดม้ ีความน่าเช่ือถือมากท่ีสุด นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ

57 5.3 กาหนดวิธีวเิ คราะห์ข้อมูล การวิจยั ในช้นั เรียนมีจุดเน้นที่เป็ นการวิจยั เชิงคุณภาพ ซ่ึงมีลกั ษณะเป็นการบรรยายเกี่ยวกบั สิ่งที่คน้ พบ แต่อย่างไรก็ตาม ขอ้ มูลที่เก็บรวบรวมมาไดจ้ ากการวิจยั ในช้นั เรียน มกั จะมีท้งั ขอ้ มูลเชิง ปริมาณและขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพ ซ่ึงการวิเคราะห์ขอ้ มูลท้งั สองชนิดมีวิธีวเิ คราะหท์ ี่แตกตา่ งกนั ตัวอย่างการกาหนดวิธกี ารรวบรวมและวเิ คราะห์ข้อมูล วิธีการหรือนวตั กรรมทใ่ี ช้ วิธกี ารรวบรวมข้อมูล วิธกี ารวิเคราะห์ข้อมูล 1. แบบฝึกทกั ษะการคูณของ 1. บนั ทึกผลการทากิจกรรมของ 1. วิเคราะห์คะแนนที่ไดจ้ ากการทา จานวนที่มีหน่ึงหลกั กบั นกั เรียนในแบบฝึกทกั ษะแต่ละชุด กิจกรรมของนกั เรียนในแบบฝึก จานวนท่ีมีหลายหลกั 2. บนั ทึกผลการสังเกตพฤติกรรมของ ทกั ษะแต่ละชุด โดยใชค้ ่าเฉล่ีย 2. แบบฝึกทกั ษะการคณู ของ นกั เรียนในระหวา่ งการทากิจกรรม และค่าร้อยละ จานวนที่มีสองหลกั กบั 3. ทาการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิก่อน 2. วิเคราะห์พฤติกรรมของนกั เรียน จานวนที่มีสองหลกั และหลงั การใชแ้ บบฝึกทกั ษะท้งั 5 เก่ียวกบั ความต้งั ใจ ความ 3. แบบฝึกทกั ษะการคณู ของ ชุด รับผิดชอบ และการรักษาเวลา จานวนที่มีสองหลกั กบั โดยใชม้ าตรประมาณคา่ 5 ระดบั จานวนท่ีมีสามหลกั 3. เปรียบเทียบความแตกตา่ งระหวา่ ง 4. แบบฝึกทกั ษะการคณู ของ คะแนนที่ไดจ้ ากการทดสอบวดั จานวนท่ีสามหลกั กบั จานวน ผลสัมฤทธ์ิก่อนและหลงั การใช้ ท่ีมีสามหลกั แบบฝึกทกั ษะท้งั 5 ชุด โดยใช้ 5. แบบฝึกทกั ษะการคูณของ คา่ เฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบ่ียงเบน จานวนที่มากกวา่ สามหลกั กบั มาตรฐาน ทดสอบคา่ t-test จานวนมากกวา่ สามหลกั Dependent นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ

58 ใบงานท่ี 8 เร่ือง การกาหนดวธิ กี ารรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ****************************** คาชี้แจง ใหผ้ เู้ ขา้ รับการอบรมกาหนดวธิ ีการหรือนวตั กรรมที่ใช้ วิธีการรวบรวมขอ้ มูล และวธิ ีการวเิ คราะห์ขอ้ มูลชื่อเร่ืองที่ใชใ้ นการวิจยั ของทา่ น วิธกี ารหรือนวตั กรรมทใ่ี ช้ วธิ ีการรวบรวมข้อมูล วธิ กี ารวเิ คราะห์ข้อมูล นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook