66 ใบความรู้ท่ี 5 เครื่องมือที่ใช้ในการวจิ ัยในช้ันเรียน ประเภทของเครื่องมือในการวจิ ยั การวิจัยในช้ันเรียนใช้เครื่องมือ 2 ลกั ษณะ คือ 1. เครื่องมือท่ใี ช้ในการแก้ปัญหา/พฒั นา เป็นเคร่ืองมือหรือวิธีการที่ผวู้ ิจยั สร้างหรือกาหนด ข้นึ เพือ่ ใชใ้ นการแกป้ ัญหาหรือพฒั นาผเู้ รียน ซ่ึงเรานิยมเรียกวา่ “นวตั กรรม” สื่อการเรียนรู้กบั นวตั กรรมมีขอ้ แตกตา่ งกนั คือ นวตั กรรม หมายถึง กิจกรรม กระบวนการ เคร่ืองมือ ส่ือ วสั ดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ท้งั ท่ีมีรูปแบบใหม่ ๆ หรือของเก่าที่ไดร้ ับการปรับปรุงแกไ้ ขใหม้ ีคุณภาพดีข้นึ ซ่ึงผสู้ อนยงั ไม่เคยนามาให้ ผเู้ รียนใชป้ ระกอบกิจกรรมการเรียนรู้ เพ่อื ให้เกิดการเรียนรู้ ทกั ษะ และเจตคติตามวตั ถปุ ระสงคก์ าร เรียนรู้ที่กาหนดไว้ สื่อการเรียนรู้ หมายถึง วิธีการหรือกระบวนการ วสั ดุของจริง เครื่องมือที่จดั ทาข้ึน เพอ่ื ใชใ้ นการเรียนการสอน ซ่ึงมีสาระท่ีเป็นประโยชน์ตอ่ ประสบการณ์การเรียนรู้สาหรับนาไปใชใ้ น การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนใหเ้ ป็นไปตามหลกั สูตรกาหนด ส่ือการเรียนรู้ที่ครูผสู้ อนใชป้ ระกอบการเรียนการสอนในแผนการจดั การ เรียนรู้ตามปกติ ภายหลงั การประเมินการเรียนรู้ พบวา่ ผเู้ รียนประสบปัญหาการ เรียนรู้ ไม่บรรลุตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ท่ีต้งั ไว้ จึงใชส้ ื่อการเรียนรู้ใหม่ วิธีการใหม่ ท่ีไม่เคยใชม้ าก่อนหรือปรับปรุงการเรียนรู้เก่าใหท้ นั สมยั ยง่ิ ข้ึน ในการจดั การเรียนการ สอนในเร่ืองน้นั ๆ ซ่ึงสื่อการเรียนรู้ใหม่ ๆ ก็คอื นวตั กรรม นนั่ เอง ในการกาหนดเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการแกป้ ัญหา/พฒั นา ครูผวู้ จิ ยั จะตอ้ งวเิ คราะหผ์ เู้ รียนท่ีเป็น กล่มุ เป้าหมายในการพฒั นา หรือวนิ ิจฉยั ขอ้ บกพร่องของผเู้ รียนเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่ม เพ่อื หา นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
67 จุดบกพร่องที่เป็นปัญหาหรือจุดที่ตอ้ งพฒั นาวา่ มีขอ้ บกพร่องอะไรบา้ ง อยา่ งไร เพ่ือประโยชนต์ ่อการ นาไปสร้างเคร่ืองมือ (นวตั กรรม) ในการแกป้ ัญหา นวตั กรรมการเรียนการสอนอาจจาแนกไดห้ ลายประเภทแตกตา่ งกนั ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั วิธีการ จาแนกประเภท ไดแ้ ก่ 1. จาแนกตามประโยชน์ผใู้ ชโ้ ดยตรง แบง่ เป็น 2 ประเภท นวตั กรรมการเรียนการสอน สาหรับครูและนวตั กรรมสาหรับนกั เรียน 2. จาแนกตามลกั ษณะของนวตั กรรม แบง่ ไดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ นวตั กรรมการเรียนการ สอน ประเภทเทคนิควิธีการสอนและประเภทสื่อ 3. จาแนกตามจุดเนน้ ของนวตั กรรม แบง่ เป็น 3 ประเภท คอื นวตั กรรมการเรียนการ สอนท่ีเนน้ ผลผลิต เนน้ เทคนิคกระบวนการและเนน้ ผลผลิตและเทคนิคกระบวนการ อยา่ งไรก็ตาม วธิ ีการจาแนกประเภทของนวตั กรรมการเรียนการสอนท่ีเขา้ ใจไดง้ า่ ย สะดวกต่อการคิดคน้ พฒั นาหรือสร้างนวตั กรรม ไดแ้ ก่ การจาแนกตามลกั ษณะของนวตั กรรม ซ่ึง แบ่งเป็น 2 ประเภท ตามรายละเอียด ดงั น้ี 1. ประเภทส่ือการเรียนการสอน เช่น บทเรียนสาเร็จรูป ชุดการสอน ชุดส่ือประสม บทเรียนโมดุล วิดีทศั น์ สไลดป์ ระกอบเสียง แผ่นโปร่งใส เกม เพลง ใบงาน บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วย สอน หนงั สืออ่านเพม่ิ เติม หนงั สือส่งเสริมการอ่าน ชุดฝึกปฏิบตั ิ 2. ประเภทเทคนคิ วิธกี าร หรือกจิ กรรม เช่น การสอนบทบาทสมมุติ การสอนแบบศูนย์ การเรียน การเรียนเพ่ือความรอบรู้ การสอนแบบร่วมมือ การสอนแบบสืบสวนสอบสวน การสอนแบบ โครงงาน การสอนแบบเนน้ กระบวนการสร้างนิสัย การสอนแบบแกป้ ัญหา การสอนแบบใชป้ ัญหา เป็นฐาน การสอนเนน้ กระบวนการกลุ่ม การสอนแบบ 4 MAT การสอนแบบกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ การสอนแบบกรณีศึกษา การสอนที่เนน้ กระบวนการปฏิบตั ิ การสอนที่เนน้ ทกั ษะ ปฏิบตั ิ การสอนแบบแยกส่วน สื่อ / นวัตกรรมทางการเรียนการสอน หมายถึง กระบวนการ เทคนิค วิธีการ แนวคิด หลกั ปฏิบัติ เครื่องมือหรือส่ิงใหม่ ๆ ท่ีได้ผ่านการทดลองและ พัฒนาอย่างมีขัน้ ตอนและเป็นระบบ แล้วนามาใช้ในการเพ่ิมประสิทธิภาพของการ เรียนการสอน นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
68 2. เคร่ืองมือท่ใี ช้ในการเกบ็ ข้อมูลหรือเครื่องมือวดั ผลการเรียนรู้ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ วดั พฤติกรรมการเรียนรู้ของผเู้ รียนดา้ นความรู้ ทกั ษะ เจตคติ ตามวตั ถุประสงค์ การเรียนรู้ที่ผสู้ อน กาหนดไว้ ท้งั ก่อนดาเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ขณะดาเนินกิจกรรมการเรียนรู้ และหลงั ดาเนินกิจกรรม การเรียนรู้ ซ่ึงไดแ้ ก่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบประเมิน เป็นตน้ เคร่ืองมือประเภทน้ี ใชเ้ พอ่ื มุ่งหาคาตอบวา่ ผเู้ รียนมีความกา้ วหนา้ ในดา้ นความรู้ ทกั ษะ กระบวนการ คุณภาพและคา่ นิยมท่ีพงึ ประสงคไ์ ดอ้ ยา่ งไร คณุ ครูคงจาไดแ้ ลว้ วา่ เครื่องมือที่ใชใ้ นการวิจยั น้นั เราแบง่ งา่ ย ๆ ออกเป็น 2 ประเภท คอื เคร่ืองมือที่ใชแ้ กป้ ัญหา/พฒั นา หรือเรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ นวตั กรรมและเคร่ืองมืออีกประเภท หน่ึงที่คุณครูจะตอ้ งคิดถึงตลอดก็คอื เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวดั ผลการเรียนรู้ หรือเคร่ืองมือที่ใชใ้ นเก็บ รวบรวมขอ้ มูล ทานองวา่ มีเคร่ืองมือมาแกป้ ัญหา แลว้ จะรู้ไดอ้ ยา่ งไรวา่ นกั เรียนของเราดีข้ึนหรือไม่ นน่ั ก็คือตอ้ งมีเคร่ืองมือมาวดั ผลการเรียนรู้นน่ั เอง เมื่อกาหนดเคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวิจยั ไดแ้ ลว้ ข้นั ตอนต่อไปคอื การลงมือสร้างเครื่องมือ ซ่ึง จะนาเสนอการสร้างเคร่ืองมือท่ีเป็นนวตั กรรมและการสร้างเครื่องมือวดั ผลการเรียนรู้ / เกบ็ รวบรวม ขอ้ มลู นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
69 เครื่องมือทใ่ี ช้ในการแก้ปัญหา/พฒั นา นวัตกรรมประเภทสื่อการเรียนการสอน และเทคโนโลยี ในท่ีน้ี จะพดู ถึงเฉพาะนวตั กรรมท่ีคณุ ครูคุน้ เคยและพอจะรู้จกั กนั ดีอยแู่ ลว้ เช่น แผนการ จดั การเรียนรู้ บทเรียนสาเร็จรูป คูม่ ือครู ชุดการสอน เอกสารประกอบการสอน เอกสาร ประกอบการเรียน แบบฝึกทกั ษะ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 1. แผนการจดั การเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรู้ เป็นเคร่ืองมือท่ีมีความสาคญั อยา่ งยง่ิ ต่อครูมืออาชีพ ครูผสู้ อน ทุกคนตอ้ งจดั ทาแผนการจดั การเรียนรู้ก่อนการสอนแตล่ ะคร้ัง เพราะแผนการจดั การเรียนรู้จะช่วยให้ ครูสามารถจดั กิจกรรมการเรียนการสอนไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ทาใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรียนรู้บรรลุผล ตามจุดหมายที่หลกั สูตรกาหนด แผนการจดั การเรียนรู้ท่ีดีควรมีกิจกรรม และกระบวนการสอนที่ สอดคลอ้ งกบั ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั และมาตรฐานการเรียนรู้ ซ่ึงกระบวนการสอนมีหลากหลายวธิ ี เช่น กระบวนการสอนแบบแกป้ ัญหา กระบวนการสอนแบบวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการสอนท่ีเนน้ กระบวนการทางาน กระบวนการสอนท่ีการสร้างนิสยั กระบวนการกลมุ่ เป็นตน้ องคป์ ระกอบของแผนการจดั การเรียนรู้ มี 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์หลกั สูตรและวิเคราะหน์ กั เรียน ส่วนที่ 2 องคค์ วามรู้ในการจดั การเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ ส่วนที่ 3 รายละเอียดของแผนการจดั การเรียนรู้ - มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั - จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ - เน้ือหาสาระ - กิจกรรมการเรียนรู้ - การวดั ผล ประเมินผล - รายละเอียด เน้ือหา วิธีการ แบบฟอร์มตา่ ง ๆ สาหรับภาคผนวกน้นั ควรอยทู่ า้ ยแผนการสอนแตล่ ะแผน เพื่อใชส้ นบั สนุน แผนการสอนใหม้ ีความสมบูรณ์ยง่ิ ข้นึ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
70 ตัวอย่าง แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่…………. แผนการเรียนรู้ที่ ………….…..………… ช้นั ……….….…..ภาคเรียนท่ี……ปี การศึกษา ……... สาระการเรียนรู้…….………………………..……………..……… เวลา…………..…ชว่ั โมง 1. สาระท่ี : ................................................................................................................................. 2. มาตรฐานการเรียนรู้ที่ : …………………………………………………………………… 3. มาตรฐานการเรียนรู้สาระอ่ืนทีเ่ กยี่ วข้อง (ภายในกลุ่มสาระหรือ ข้ามกล่มุ สาระ) ......................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................... 4. หน่วยการเรียนรู้ / สาระการเรียนรู้ : ....................................................................................... 5. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ............................................................................................................. .......................................................................................................................................................... 6. กจิ กรรมการเรียนรู้ .......................................................................................................................................................... 7. สื่อการเรียนรู้/แหล่งการเรียนรู้ ................................................................................................. .......................................................................................................................................................... 8. การวัดและประเมินผล 1) วิธีการประเมินและพฤติกรรมที่ตอ้ งประเมิน ............................................................. .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 2) เครื่องมือการประเมิน ................................................................................................ .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... 3) เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
71 9. ข้อเสนอแนะของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ท่ไี ด้รับมอบหมาย (ตรวจสอบ/นเิ ทศ/ เสนอแนะ/รับรอง) .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................... (ลงช่ือ)………………………………….. (….………………………………) ตาแหน่ง ………………………………………………. วนั ที่…………เดือน………………………………พ.ศ. ………… การบันทกึ ผลหลงั สอน 1. ผลการสอน…………………………………………………………………………… 2. ปัญหา/อุปสรรค……………………………………………………………………… 3. ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกไ้ ข………………………………………………………… (ลงช่ือ)…………………………………..ผสู้ อน (…………………………………………) วนั ท่ี……………เดือน……………………………… นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
72 2. บทเรียนสาเร็จรูปหรือบทเรียนโปรแกรม อาจเขียนไดห้ ลายแนวทาง แต่ท่ีทากนั มากมี 2 แบบ คอื แบบเสน้ ตรงและแบบสาขา หรือแบบกิ่ง บทเรียนสาเร็จรูป เป็นสื่อสาหรับนกั เรียนเรียนดว้ ยตนเอง อาจใหศ้ ึกษาเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม เสริมการเรียนในช้นั ตอบนสนองเดก็ ท่ีเรียนเร็ว ใชซ้ ่อมเสริมเด็กท่ีเรียนชา้ หรือใชเ้ สริม เฉพาะจุดประสงคท์ ี่เดก็ ขาดความรู้ ความเขา้ ใจ ใชห้ ลกั การแนวคิดทฤษฎีการเรียนของ Bloom ที่เนน้ การเรียนเพ่ือรู้แจง้ (Mastery Learning) แตล่ ะบทเรียนสนองจุดประสงคเ์ ฉพาะเรื่อง ใหเ้ ด็กไดฝ้ ึกและทราบคาตอบเป็นข้นั เป็นตอน ตามทฤษฎีการเสริมแรงของ Skinner ส่วนประกอบ - ทบทวน / นิยามศพั ท์ - จุดประสงค์ - ศึกษาสถานการณ์ทีละสถานการณ์ แต่ละสถานการณ์ใหเ้ ด็กไดศ้ ึกษาไดต้ อบ คาถามใหเ้ กิดความคิดรวบยอด เขา้ ใจกฎเกณฑห์ ลกั การ นากฎเกณฑห์ ลกั การไปใชแ้ กป้ ัญหา - บทสรุป - แบบทดสอบทา้ ยบท 3. คู่มือครู ค่มู ือครู คือ เอกสารแนะนาวิธีปฏิบตั ิในกิจกรรมหรืออปุ กรณ์เฉพาะอยา่ ง มี 2 ลกั ษณะ คือ เป็นคมู่ ือท่ีมีลกั ษณะใกลเ้ คยี งกบั แผนการสอน เช่น คู่มือการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนกลมุ่ สร้างเสริมลกั ษณะนิสยั และเป็นค่มู ือท่ีสร้างข้ึนคกู่ บั วตั กรรมตา่ ง ๆ เช่น คู่มือการใชอ้ ุปกรณ์ทดลองเร่ือง การสังเคราะหแ์ สง คู่มือการใชแ้ บบฝึกทกั ษะคิดเลขเร็ว เป็นตน้ โดยปกติ คู่มือครูมีแนวการเขียนไดห้ ลากหลาย เกณฑค์ ุณภาพค่มู ือครูอยทู่ ่ีผอู้ ่าน ศึกษาแลว้ สามารถปฏิบตั ิไดค้ รบถว้ นตามกระบวนการ และบรรลวุ ตั ถุประสงคไ์ ดด้ ี สิ่งท่ีปรากฏใน คมู่ ือควรมีรายละเอียด ดงั น้ี - วตั ถปุ ระสงคข์ องการใชค้ ู่มือ - จุดประสงคใ์ นหลกั สูตรท่ีคู่กบั การปฏิบตั ิในคมู่ ือครู - ข้นั ตอน / กระบวนการปฏิบตั ิ - บทบาทครู / กิจกรรมนกั เรียน นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
73 4. เอกสารประกอบการสอน เอกสารประกอบการสอน เป็นส่ือสาหรับครู เนน้ การเรียบเรียงเน้ือหาสาระเพ่ือใหม้ ี รายละเอียดชดั เจน จดั ลาดบั เร่ืองเหมาะสม มีขอ้ มูลความจริงในสงั คมและทอ้ งถิ่นประกอบ มกั จดั ทา กบั วชิ าท่ีมีเน้ือหาลึกซ้ึงยากตอ่ การคน้ ควา้ ส่วนประกอบ มีดงั น้ี - คานา - เกี่ยวกบั หลกั สูตร - แนวการจดั การเรียนรู้ - จานวน / ตอน / หน่วย แตล่ ะบทกล่าวถึง จานวนคาบ สาระสาคญั จุดประสงคก์ ารเรียน เน้ือหา กระบวนการจดั การเรียนรู้ ส่ือการเรียนรู้ การวดั ประเมินผล เอกสารอา้ งอิง เอกสารอา่ นประกอบ แบบทดสอบ แบบประเมิน 5. เอกสารประกอบการเรียน เอกสารประกอบการเรียน เป็นส่ือที่พฒั นามาจากการแจกแผน่ ปลิว (Sheet) ประกอบการเรียนของนกั เรียน อาจใชป้ ระกอบคาอธิบายของครู ใชส้ าหรับทากิจกรรมทา้ ยบทเรียน และใชเ้ ป็นการบา้ นช่วยใหว้ ิชาท่ีเรียนยากเป็นของเรียนงา่ ยข้ึนสาหรับนกั เรียน มีหลกั การสร้างโดย จดั ลาดบั ประสบการณ์เป็นข้นั ตอนจากงา่ ยไปหายาก เกี่ยวขอ้ งกบั ชีวิตจริง และไดฝ้ ึกปฏิบตั ิ ส่วนประกอบ ควรมีดงั น้ี - คานา - เกี่ยวกบั หลกั สูตร - หน่วยการเรียนรู้ตา่ ง ๆ แต่ละหน่วย กลา่ วถึง สาระสาคญั จุดประสงค์ ประสบการณ์การเรียนรู้ (เน้ือหา) สรุปทา้ ยหน่วย การวดั ประเมินผล แบบทดสอบ แบบประเมิน เอกสารอา้ งอิง 6. ชุดการสอน ชุดการสอนเป็นการจดั ประสบการณ์เรียนรู้ใหก้ บั ผูเ้ รียนอยา่ งมีระบบ โดยสื่อประเภท ต่าง ๆ ที่สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาและกิจกรรมมาช่วยในการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของผเู้ รียนใหบ้ รรลุ จุดหมาย ชุดการสอน มีส่วนประกอบท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ - คมู่ ือครู - บทเรียนโมดูลหลายโมดูล นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
74 - แบบฝึก - อปุ กรณ์โสตทศั นศึกษา - แบบทดสอบ ส่วนประกอบ คลา้ ยบทเรียนสาเร็จรูปแต่หลกั การเรียนรู้ของเด็กควรมีลาดบั ความรู้จาก ของจริง รูปภาพ และสญั ลกั ษณ์ การใชส้ ื่อผสมจะช่วยใหก้ ารเรียนมีประสิทธิภาพมากข้ึน 7. แบบฝึ กทกั ษะ แบบฝึกทกั ษะ เป็นแนวการสอนในการฝึกทกั ษะ เช่น แบบฝึ กทกั ษะคณิตศาสตร์ แบบ ฝึกทกั ษะการอา่ น การเขยี น แบบฝึกทกั ษะกฬี า ทกั ษะการเคล่ือนไหว ส่วนประกอบ - สาระสาคญั - จุดประสงค์ - แบบฝึก - แบบประเมินผล อาจมีคู่มือครูสาหรับการใชช้ ุดฝึกทกั ษะ แต่ละชุดหรือแต่ละบทดว้ ย 8. บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน บทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เป็นบทเรียนโปรแกรมชนิดหน่ึง ซ่ึงใชร้ วมกบั คอมพวิ เตอร์ ปัจจุบนั นิยมบนั ทึกลงในซีดีรอม (CD-ROM) มีเสียงและภาพเคลื่อนไหวประกอบ รวมท้งั การมีปฏิสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบทเรียนกบั ผเู้ รียน ความสาคญั - มีความเป็นกนั เองกบั ผเู้ รียน ใชง้ า่ ย สะดวก ดึงดูดความสนใจของผเู้ รียนไดด้ ี - สามารถเกบ็ ขอ้ มูลเกี่ยวกบั ผเู้ รียน เวลาเรียนท่ีใช้ เพ่ือประโยชน์ในการซ่อมเสริม - เน้ือหาในบทเรียนถกู ตอ้ ง ทนั สมยั นวตั กรรมประเภทวิธีการ / กระบวนการจดั การเรียนรู้ 1. การสอนท่เี น้นกระบวนการ กระทรวงศึกษาธิการ ไดส้ นบั สนุนใหม้ ีการพิจารณานากระบวนการเรียนรู้แบบต่าง ๆ ไป ใชใ้ นการเรียนการสอน โดยเสนอแนะกระบวนการที่ครูควรใช้ 12 กระบวนการดงั น้ี (ทิศนา, 2548 : 308-309) นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
75 1) ทกั ษะกระบวนการ (9 ข้นั ) 2) กระบวนการสร้างความคิดรวบยอด 3) กระบวนการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ 4) กระบวนการแกป้ ัญหา 5) กระบวนการสร้างความตระหนกั 6) กระบวนการปฏิบตั ิ 7) กระบวนการคณิตศาสตร์ 8) กระบวนการกลุม่ 9) กระบวนการเรียนภาษา 10) กระบวนการสร้างเจตคติ 11) กระบวนการสร้างค่านิยม 12) กระบวนการเรียนความรู้ความเขา้ ใจ การสอนที่เนน้ กระบวนการ หมายถึง 1) การสอนที่สอนใหผ้ เู้ รียนสามารถทาตามข้นั ตอนไดแ้ ละรับรู้ข้นั ตอนท้งั หมดจน สามารถนาไปใชไ้ ดจ้ ริงในสถานการณ์ใหม่ ๆ 2) การสอนที่สอนให้ผเู้ รียนไดฝ้ ึกฝนจนเกิดทกั ษะ สามารถนาไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งอตั โนมตั ิ การสอนกระบวนการจะเป็นไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ ภายใตเ้ งื่อนไขดงั น้ี 1) ครูมีความเขา้ ใจและใชก้ ระบวนการน้นั อยู่ 2) ครูนาผเู้ รียนผา่ นข้นั ตอนต่าง ๆ ของกระบวนการทีละข้นั อยา่ งเขา้ ใจครบถว้ นครบ วงจร 3) ผเู้ รียนเขา้ ใจและรับรู้ข้นั ตอนของกระบวนการน้นั 4) ผเู้ รียนนากระบวนการน้นั ไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่ได้ 5) ผเู้ รียนใชก้ ระบวนการน้นั ในชีวิตประจาวนั จนเป็นนิสยั 2. รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) รูปแบบการเรียนการสอนท่ีส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ มีหลายรูปแบบซ่ึงแต่ละ รูปแบบจะมีวิธีการดาเนินการหลกั ๆ ซ่ึงไดแ้ ก่ การจดั กลุ่ม การศึกษาเน้ือหาสาระ การทดสอบ การ คิดคะเน และระบบการใหร้ างวลั แตกต่างกนั ออกไปเพื่อสนองวตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะ แตไ่ ม่วา่ จะเป็ น รูปแบบใด ตา่ งกใ็ ชห้ ลกั การเดียวกนั คอื หลกั การเรียนรู้แบบร่วมมือ 5 ประการ และมีวตั ถปุ ระสงคม์ ุ่ง ตรงไปในทิศทางเดียวกนั คือเพอ่ื ช่วยใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรียนรู้ในเรื่องที่ศึกษาอยา่ งมากท่ีสุดโดยอาศยั นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
76 การร่วมมือกนั ช่วยเหลือกนั และแลกเปล่ียนความรู้กนั ระหว่างกลุ่มผเู้ รียนดว้ ยกนั ความแตกตา่ งของ รูปแบบแต่ละรูปแบบอยทู่ ่ีเทคนิคในการศึกษาเน้ือหาสาระ และวธิ ีการเสริมแรงและการใหร้ างวลั เป็น ประการสาคญั ขอนาเสนอรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ 6 รูปแบบ ดงั น้ี (ทิศนา, 2548: 265-269) 1) กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบจิ๊กซอร์ (JIGSAW) 2) กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ เอส. ที. เอ. ดี. (Student Team – Achievement Division : STAD) 3) กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ที. เอ. ไอ. (Team – Assisted Individualization : TAI) 4) กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ที.จี.ที. (Team Games Tournament : TGT) 5) กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ แอล. ที. (Learning Together : L.T.) 6) กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ จี.ไอ. (Group Investigation : G.I.) 3. การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหา การจดั การเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการแกป้ ัญหา เป็นกระบวนการท่ีผสู้ อนเนน้ ใหผ้ เู้ รียน คิดแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นกระบวนการ มีข้นั ตอน มีเหตุผลดว้ ยตนเอง โดยมีกระบวนการจดั การเรียนรู้ 6 ข้นั ตอน คือ (สุวทิ ย์ และอรทยั มลู คา, 2546 : 58-59) ข้นั ที่ 1 การกาหนดปัญหา ผสู้ อนเนน้ ใหผ้ เู้ รียนมองเห็นและเขา้ ใจปัญหา รวมท้งั การ กาหนดขอบเขตของปัญหา ซ่ึงผสู้ อนอาจใชเ้ ทคนิคต่าง ๆ เช่น การสร้างสถานการณ์ การเล่าเร่ือง เป็น ตน้ ข้นั ที่ 2 การวางแผนแกป้ ัญหา เป็นการคิดหาวธิ ี วางแผนเพือ่ แกป้ ัญหา โดยใชข้ อ้ มลู จากปัญหาที่ไดว้ ิเคราะหไ์ วแ้ ลว้ ในข้นั กาหนดปัญหา ข้นั ที่ 3 ข้นั ต้งั สมมุติฐาน เป็นข้นั คาดคะเนคาตอบของปัญหา โดยใชค้ วามรู้และ ประสบการณ์ช่วยในการคาดคะเน ปัญหาน้นั น่าจะมาจากสาเหตุอะไร หรือวธิ ีการแกป้ ัญหาน้นั น่าจะ แกไ้ ขไดโ้ ดยวิธีใดบา้ ง ซ่ึงควรต้งั สมมตุ ิฐานไวห้ ลายๆ อยา่ ง ข้นั ที่ 4 ข้นั เก็บรวบรวมขอ้ มูล เป็นข้นั ท่ีผเู้ รียนศึกษาคน้ ควา้ หาความรู้จากแหลง่ ตา่ งๆ เช่น จากตารา เอกสาร สัมภาษณ์ผรู้ ู้ ผเู้ ชี่ยวชาญ ทาการทดลองแลว้ เก็บรวบรวมขอ้ มูลท่ีได้ ข้นั ท่ี 5 ข้นั วเิ คราะห์ขอ้ มูลและทดสอบสมมุติฐาน เป็นการนาขอ้ มูลที่รวบรวมไดน้ ้นั มาวเิ คราะห์และทดสอบสมมตุ ิฐานท่ีต้งั ไวว้ า่ เป็นไปตามที่กาหนดไวห้ รือไม่ ข้นั ที่ 6 ข้นั สรุปผล ผเู้ รียนประเมินผลวธิ ีการแกป้ ัญหาหรือตดั สินใจเลือกวธิ ีการท่ี ไดผ้ ลดีที่สุดในการแกป้ ัญหา หรือเป็นลกั ษณะการสรุปลงไปวา่ เช่ือสมมตุ ิฐานใดนนั่ เอง นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
77 4. การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน (Project Method) การจดั การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นกระบวนการเรียนรู้ท่ีเปิ ดโอกาสใหผ้ เู้ รียนไดศ้ ึกษา คน้ ควา้ และลงมือปฏิบตั ิกิจรรมตามความสนใจ ความถนดั และความสามารถของตนเอง ซ่ึงอาศยั กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอ่ืนๆ ที่เป็นระบบ ไปใชใ้ นการศึกษาหาคาตอบในเรื่อง น้นั ๆ ภายใตค้ าแนะนา ปรึกษา และความช่วยเหลือจากผสู้ อนหรือผเู้ ช่ียวชาญ เริ่มต้งั แตก่ ารเลือก เร่ืองหรือหวั ขอ้ ที่จะศึกษา การวางแผน การดาเนินงานตามข้นั ตอนท่ีกาหนดตลอดจนการนาเสนอ ผลงาน ซ่ึงในการจดั ทาโครงงานน้นั สามารถทาไดท้ กุ ระดบั ช้นั อาจเป็นรายบคุ คลหรือรายกลมุ่ จะ กระทาในเวลาเรียนหรือนอกเวลาเรียนก็ได้ (สุวทิ ย์ และอรทยั มูลคา, 2545 : 84-87) โครงงานแบ่งตามลกั ษณะกิจกรรมได้ 4 ประเภท คือ 1) โครงงานประเภทสารวจ โครงงานประเภททดลอง โครงงานประเภทส่ิงประดิษฐ์ โครงงานประเภทสร้างทฤษฎี การจดั การเรียนรู้แบบโครงงาน มีข้นั ตอนสาคญั คือ 1) การเลือกหวั ขอ้ เรื่องหรือปัญหาที่จะศึกษา 2) การวางแผน ประกอบดว้ ย 2.1) การกาหนดจุดประสงค์ 2.2) การต้งั สมมุติฐาน 2.3) การกาหนดวิธีการศึกษา 2.4) การลงมือปฏิบตั ิ 2.6) การเขยี นรายงาน 2.7) การนาเสนอผลงาน 5. รูปแบบการเรียนการสอนท่เี น้นการพฒั นาด้านทักษะพสิ ัย (Psycho-Motor Domain) รูปแบบการเรียนการสอนในหมวดน้ี เป็นรูปแบบที่มงุ่ ช่วยพฒั นาความสามารถของ ผเู้ รียนในดา้ นการปฏิบตั ิ การกระทา หรือการแสดงออกต่าง ๆ ซ่ึงจาเป็นตอ้ งใชห้ ลกั การวธิ ีการ ที่ แตกต่างไปจากการพฒั นาทางดา้ นจิตพสิ ัยหรือพุทธิพิสยั รูปแบบท่ีสามารถช่วยใหผ้ เู้ รียนเกิดการพฒั นา งานทางดา้ นน้ี ที่สาคญั ๆ ซ่ึงจะนาเสนอในท่ีน้ีมี 2 รูปแบบดงั น้ี (ทิศนา, 2548 : 243-247) 5.1 รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคดิ การพฒั นาทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซัน (Instructional Model Based on Simpson’s Processes for Psycho Motor Skill Development) ก. ทฤษฏี / หลกั การ / แนวคิดของรูปแบบ Simpson กลา่ ววา่ ทกั ษะเป็ นเรื่องท่ีมีความเก่ียวขอ้ งกบั พฒั นาการทางกายของผเู้ รียน เป็นความสามารถในการประสานการทางานของกลา้ มเน้ือหรือร่างกาย ในการทางานที่มีความซบั ซอ้ น และตอ้ งอาศยั ความสามารถในการใชก้ ลา้ มเน้ือหลาย ๆ ส่วน การทางานดงั กล่าวเกิดข้ึนไดจ้ ากการ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
78 สง่ั งานของสมอง ซ่ึงตอ้ งปฏิสมั พนั ธ์กบั ความรู้สึกที่เกิดข้ึน ทกั ษะปฏิบตั ิน้ีสามารถพฒั นาไดด้ ว้ ยการ ฝึกฝน ซ่ึงหากไดร้ ับการฝึกฝนที่ดีแลว้ จะเกิดความถูกตอ้ ง ความคล่องแคลว่ ความเช่ียวชาญชานาญ การ และความคงทนผลของพฤติกรรมหรือการกระทาสามารถสงั เกตไดจ้ ากความรวดเร็ว ความแม่นยา ความแรงหรือความราบรื่นในการจดั การ ข. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เพื่อช่วยใหผ้ เู้ รียนสามารถปฏิบตั ิหรือทางานที่ตอ้ งอาศยั การเคลื่อนไหวหรือการ ประสานงานของกลา้ มเน้ือท้งั หลายไดอ้ ยา่ งดี มีความถกู ตอ้ ง และมีความชานาญ ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ข้นั ท่ี 1 ข้นั การรับรู้ (Perception) เป็นข้นั การใหผ้ เู้ รียนรับรู้ในส่ิงที่จะทา โดยการให้ ผเู้ รียนสังเกตการทางานน้นั อยา่ งต้งั ใจ ข้นั ท่ี 2 ข้นั การเตรียมความพร้อม (Readiness) เป็นข้นั การปรับตวั ใหพ้ ร้อมเพื่อการ ทางานหรือแสดงพฤติกรรมน้นั ท้งั ทางดา้ นร่างกาย จิตใจและอารมณ์ โดยการปรับตวั ใหพ้ ร้อมท่ีจะทา การเคล่ือนไหวหรือแสดงทกั ษะน้นั ๆ และมีจิตใจและสภาวะอารมณ์ท่ีดีต่อการที่จะทาหรือแสดงทกั ษะ น้นั ๆ ข้นั ท่ี 3 ข้ันการสนองตอบภายใต้การควบคมุ (Guided response) เป็นข้นั ท่ีให้ โอกาสแก่ผเู้ รียนในการตอบสนองต่อส่ิงที่รับรู้ ซ่ึงอาจใชว้ ธิ ีการใหผ้ เู้ รียนเลียนแบบการกระทา หรือ การแสดงทกั ษะน้นั หรืออาจใชว้ ธิ ีการใหผ้ เู้ รียนลองผิดลองถกู (trial and error) จนกระทง่ั สามารถ ตอบสนองไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ข้นั ที่ 4 ข้นั การให้ลงมือกระทาจนกลายเป็ นกลไกท่สี ามารถกระทาได้เอง (Mechanism) เป็นข้นั ท่ีช่วยใหผ้ เู้ รียนประสบผลสาเร็จในการปฏิบตั ิและเกิดความเชื่อมนั่ ในการทาสิ่ง น้นั ๆ ข้นั ที่ 5 ข้นั การกระทาอย่างชานาญ (Complex overt response) เป็นข้นั ท่ีช่วยให้ ผเู้ รียนไดฝ้ ึกฝนการกระทาน้นั ๆ จนผเู้ รียนสามารถทาไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่ ชานาญเป็นไปโดยอตั โนมตั ิ และดว้ ยความเช่ือมน่ั ใจตนเอง ข้นั ที่ 6 ข้นั การปรับปรุงและประยกุ ต์ใช้ เป็นข้นั ท่ีช่วยใหผ้ เู้ รียนปรับปรุงทกั ษะหรือ การปฏิบตั ิของตนใหด้ ียงิ่ ข้ึน และประยกุ ตใ์ ชท้ กั ษะที่ตนไดร้ ับการพฒั นาในสถานการณ์ต่าง ๆ ข้นั ท่ี 7 ข้ันการคดิ ริเริ่มเม่ือผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทาสิ่งใดสิ่งหนึง่ อย่าง ชานาญ และสามารถประยกุ ตใ์ ชใ้ นสถานการณ์ที่หลากหลายแลว้ ผปู้ ฏิบตั ิจะเริ่มเกิดความคิด ใหม่ ๆ ในการกระทาหรือปรับการกระทาน้นั ใหเ้ ป็นไปตามท่ีตนตอ้ งการ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
79 ง. ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ ผเู้ รียนสามารถกระทาหรือแสดงออกอยา่ งคล่องแคล่ว ชานาญในสิ่งที่ตอ้ งการให้ ผเู้ รียนทาได้ นอกจากน้นั ยงั ช่วยพฒั นาความคิดสร้างสรรค์ และความอดทนใหเ้ กิดข้ึนในตวั ผูเ้ รียนดว้ ย 5.2 รูปแบบการเรียนการสอนทกั ษะปฏบิ ตั ขิ องเดวีส์ (Davies’ Instructional Model for Psychomotor Domain) ก. ทฤษฏี /หลกั การ / แนวคิดของรูปแบบ Davies ไดน้ าเสนอแนวคดิ เกี่ยวกบั การพฒั นาทกั ษะปฏิบตั ิไวว้ า่ ทกั ษะส่วนใหญ่จะ ประกอบไปดว้ ยทกั ษะยอ่ ย ๆ จานวนมาก การฝึกใหผ้ เู้ รียนสามารถทาทกั ษะยอ่ ย ๆ เหลา่ น้นั ได้ ก่อนแลว้ ค่อยเช่ือมโยงต่อกนั เป็นทกั ษะใหญ่ จะช่วยใหผ้ เู้ รียนประสบผลสาเร็จไดด้ ีและรวดเร็วข้ึน ข. วัตถปุ ระสงค์ของรูปแบบ รูปแบบน้ีมงุ่ ช่วยพฒั นาความสามารถดา้ นทกั ษะปฏิบตั ิของผเู้ รียน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ทกั ษะท่ีประกอบดว้ ยทกั ษะยอ่ ยจานวนมาก ค. กระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบ ข้นั ที่ 1 ข้นั สาธติ ทกั ษะหรือการกระทา ข้นั น้ีเป็นข้นั ที่ให้ผเู้ รียนไดเ้ ห็นทกั ษะหรือการ กระทาท่ีตอ้ งการใหผ้ เู้ รียนทาไดใ้ นภาพรวม โดยการสาธิตใหผ้ เู้ รียนดูท้งั หมดต้งั แตต่ น้ จนจบ ทกั ษะ หรือการกระทาท่ีสาธิตใหผ้ เู้ รียนดูน้นั จะตอ้ งเป็นการกระทาในลกั ษณะท่ีเป็นธรรมชาติ ไม่ชา้ หรือเร็ว เกินปกติ ก่อนการสาธิตครูควรใหค้ าแนะนาแก่ผเู้ รียนในการสังเกต ควรช้ีแนะจุดสาคญั ท่ีควรให้ ความสนใจเป็ นพิเศษในการสังเกต ข้นั ท่ี 2 ข้ันสาธิตและให้ผู้เรียนปฏบิ ัตทิ ักษะย่อย เมื่อผเู้ รียนไดเ้ ห็นภาพรวมของการ กระทาหรือทกั ษะท้งั หมดแลว้ ผสู้ อนควรแตกทกั ษะท้งั หมดใหเ้ ป็นทกั ษะยอ่ ย ๆ หรือแบง่ สิ่งที่กระทา ออกเป็นส่วนยอ่ ยๆ และสาธิตส่วนยอ่ ยแต่ละส่วนใหผ้ เู้ รียนสังเกตและทาตามไปทีละส่วนอยา่ งชา้ ๆ ข้นั ที่ 3 ข้นั ให้ผ้เู รียนปฏิบตั ิทักษะย่อย ผเู้ รียนลงมือปฏิบตั ิทกั ษะยอ่ ยโดยไมม่ ีการ สาธิตหรือมีแบบอยา่ งใหด้ ู หากติดขดั จุดใดผสู้ อนควรใหค้ าช้ีแนะ และช่วยแกไ้ ขจนกระทงั่ ผเู้ รียนทา ได้ เม่ือไดแ้ ลว้ ผสู้ อนจึงเร่ิมสาธิตทกั ษะยอ่ ยส่วนต่อไป และใหผ้ เู้ รียนปฏิบตั ิทกั ษะยอ่ ยน้นั จนทาได้ ทา เช่นน้ีเรื่อยไปจนกระทง่ั ครบทุกส่วน ข้นั ท่ี 4 ข้นั ให้เทคนิควิธกี าร เมื่อผเู้ รียนปฏิบตั ิไดแ้ ลว้ ผสู้ อนอาจแนะนาเทคนิค วิธีการท่ีจะช่วยใหผ้ เู้ รียนสามารถทางานน้นั ไดด้ ีข้นึ เช่น ทาไดป้ ระณีตสวยงามข้ึน ทาไดร้ วดเร็วข้นึ ทาไดง้ ่ายข้ึน หรือสิ้นเปลืองนอ้ ยลง เป็นตน้ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
80 ข้นั ท่ี 5 ข้นั ให้ผู้เรียนเช่ือมโยงทกั ษะย่อย ๆ เป็ นทกั ษะทสี่ มบูรณ์ เม่ือผเู้ รียนสามารถ ปฏิบตั ิแต่ละส่วนไดแ้ ลว้ จึงใหผ้ เู้ รียนปฏิบตั ิทกั ษะยอ่ ย ๆ ต่อเน่ืองกนั ต้งั แตต่ น้ จนจบ และฝึกปฏิบตั ิ หลาย ๆ คร้ังจนกระทง่ั สามารถปฏิบตั ิทกั ษะท่ีสมบูรณ์ไดอ้ ยา่ งชานาญ ง. ผลทีผ่ ู้เรียนจะได้รับจากการเรียนตามรูปแบบ ผเู้ รียนจะสามารถปฏิบตั ิทกั ษะไดอ้ ยา่ งดี มีประสิทธิภาพ นวตั กรรมที่เป็ นกระบวนการจัดการเรียนรู้ / วธิ ีการจัดการเรียนรู้ มีอีกหลายวิธีการ ครูผ้สู อนควรศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ เพอื่ นากระบวรการจดั การเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ต่าง ๆ มาจดั กจิ กรรมให้เหมาะสมกบั ปัญหา หรือคุณภาพผู้เรียนทต่ี ้องการพฒั นา เพอ่ื พฒั นาผู้เรียนให้มี คณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ หรือเป้าหมายท่ีต้องการพฒั นา ตัวอย่าง นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
81 ส่ือ / นวตั กรรมทางการเรียนการสอน ประเภทวิธีการ หรือกระบวนการ ประเภทส่ือ เทคโนโลยีการสอน เพลง แบบฝึกทกั ษะ เกม บทเรียนสาเร็จรูป บทบาทสมมตุ ิ ชุดการสอน สถานการณ์จาลอง ชุดการเรียน การสอนแบบร่วมมือ หนงั สืออ่านประกอบ สอนแบบสืบสวนสอบสวน หนงั สือเสริมประสบการณ์ สอนแบบอริยสจั 4 บทเรียนโปรแกรม การสอนแบบโครงงาน ส่ือ CAI การสอนแบบเนน้ กระบวนการสร้างนิสยั หนงั สือเล่มเลก็ การสอนแบบแกป้ ัญหา การสอนแบบใชป้ ัญหาเป็นฐาน การสอนเนน้ กระบวนการกลุ่ม การสอนแบบ 4 MAT การสอนแบบกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสอนแบบกรณีศึกษา การสอนโดยใชส้ ถานการณ์จริง การสอนเนน้ การคิด การสอนแบบแยกทกั ษะ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
82 ตัวอย่างการเลือกใช้สื่อ / นวตั กรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกบั ลกั ษณะปัญหาการเรียนรู้ ลกั ษณะปัญหาการเรียนรู้ ตัวอย่างสื่อ / นวตั กรรมท่ีควรใช้ 1. ความรู้ ความเขา้ ใจนอ้ ย 1. ชุดการสอน 2. ลกั ษณะนิสัยที่พึงประสงค์ เช่น 2. ชุดการเรียน ไมส่ นใจเรียน ไม่รับผดิ ชอบ ทิง้ ขยะไมเ่ ป็นท่ี 3. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีพฤติกรรมกา้ วร้าว เป็นตน้ 4. ชุดฝึก / แบบฝึก 5. การสอนแบบเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั 3. ทกั ษะในการเคล่ือนไหว ทกั ษะกีฬาต่า 6. บทเรียนสาเร็จรูป 1. ชุดกิจกรรมเสริมสร้างลกั ษณะนิสัย 4. ทกั ษะกระบวนการคดิ ต่า 2. ชุดกิจกรรมพฒั นา 3. การใหร้ างวลั การเสริมแรง 5. ทกั ษะการทางานเป็นกลุ่มไม่ดี 4. เทคนิคการปรับพฤติกรรม 5. รูปแบบการสอนเพื่อพฒั นาคณุ ลกั ษณะนิสยั ท่ีพงึ ประสงค์ 6. การสอนโดยใชช้ ุดส่ือประสม 1. ชุดฝึกทกั ษะ / แบบฝึกทกั ษะ 2. ชุดกิจกรรมฝึกทกั ษะ 3. รูปแบบการสอนเพื่อพฒั นาทกั ษะ 4. คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน (CAI) 1. รูปแบบการสอนเพ่ือพฒั นาทกั ษะ การคดิ 2. การใช้ Mind Mapping 3. การสอนแบบโครงงาน 4. การสอนแบบบูรณาการ 1. การเรียนแบบเพ่ือนช่วยเพ่ือน 2. กระบวนการกลุม่ 3. กลมุ่ สมั พนั ธ์ 4. การเรียนแบบร่วมมือ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
83 ตวั อย่างนวัตกรรมที่ใช้ในการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของผ้เู รียน นวตั กรรม ปัญหาของนกั เรียนในด้าน ความรู้ คณุ ลกั ษณะ ทกั ษะ 1. วิธีการจดั กระบวนการเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงาน ความ ท่ีพึง การ 2. การสอนโดยใชก้ ระบวนการเรียนเพอ่ื รอบรู้ เขา้ ใจ ประสงค์ ปฏิบตั ิ 3. การสอนแบบ มปภ. 4. วิธีการจดั กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 5. วธิ ีการจดั กระบวนการเรียนรู้แบบร่วมมือ 6. วธิ ีการจดั กระบวนการเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการกล่มุ 7. วธิ ีการจดั กระบวนการเรียนรู้โดยใชบ้ ทบาทสมมุติ 8. ชุดการสอน 9. ชุดคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 10. บทเรียนสาเร็จรูป 11. แบบฝึก 12. เกม/การละเล่นพ้นื เมือง 13. เพลง 14. สมุดภาพ การ์ตนู 15. นิทาน 16. สื่อประสม ฯลฯ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
84 ข้นั ตอนการสร้างเคร่ืองมือทีเ่ ป็ นนวตั กรรม 1. ศึกษาแนวคิด หลกั การ ทฤษฎี จากเอกสารหรืองานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั นวตั กรรม 2. ศึกษา วิเคราะหเ์ น้ือหาท่ีจะจดั ทานวตั กรรม 3. กาหนดจุดประสงคใ์ นการพฒั นา/สร้าง และกาหนดรูปแบบและ โครงสร้างของนวตั กรรม 4. สร้างนวตั กรรม และคู่มือการใชน้ วตั กรรม (ฉบบั ร่าง) 5. ใหผ้ ทู้ รงคุณวุฒิ/ผเู้ ช่ียวชาญ จานวน 3-5 คน ท่ีมีความรู้ความ ความเชี่ยวชาญในดา้ นเน้ือหา หรือนวตั กรรมในเร่ืองที่ทาเป็นอยา่ งดี เพอื่ ใหพ้ จิ ารณาความเท่ียงตรงตามเน้ือหา ความถูกตอ้ งเหมาะสม และ ปรับปรุงแกไ้ ขตามท่ีผทู้ รงคุณวุฒิเสนอแนะ 6. นาไปทดลองใช้ (Try out) หรือทดสอบหาประสิทธิภาพ และ ปรับปรุงแกไ้ ข (อาจทดลองใชน้ วตั กรรมมากกว่า 1 คร้ัง เพ่ือใหน้ วตั กรรมมี คณุ ภาพ และนาไปใชพ้ ฒั นาผเู้ รียนไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ) 7. จดั พมิ พเ์ พอื่ นาไปใชจ้ ริง นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
85 เครื่องมือวดั ผลการเรียนรู้ / เกบ็ รวบรวมข้อมูล 1. แบบทดสอบ แบบทดสอบเป็นชุดของคาถามท่ีใชว้ ดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชา ต่าง ๆ มีท้งั แบบท่ีเป็นปรนยั และอตั นยั ในรูปแบบตา่ ง ๆ เช่น 1) แบบทดสอบแบบปรนยั 1.1) แบบเลือกตอบ 1.2) แบบเติมคา / ขอ้ ความ / จานวน ใหส้ มบรู ณ์ 1.3) แบบถูก – ผิด 1.4) แบบจบั คู่ 1.5) แบบจดั ลาดบั เหตกุ ารณ์ 2) แบบทดสอบแบบอตั นัย ไดแ้ ก่ แบบทดสอบที่ใหแ้ สดงวิธีทาหรือเขยี นอธิบายการ หาคาตอบหรือเขียนบอกเหตุผลในการตดั สินใจในการเลือกคาตอบน้นั ๆ แบบทดสอบท่ีคณุ ครูใชใ้ นช้นั เรียน เป็นแบบทดสอบประเภทวดั ผลสัมฤทธ์ิ (Achievement test) นน่ั คือ เป็นแบบทดสอบท่ีใชว้ ดั ความรู้ความสามารถของบุคคลในดา้ นวิชาการ ซ่ึงเป็นผลจากการเรียนรู้ในเน้ือหาสาระและตามจุดประสงคข์ องวชิ าหรือเน้ือหาที่สอนน้นั คณุ ลกั ษณะของแบบทดสอบที่ดี 1. ความเท่ียงตรง (Validity) หมายถึง คุณสมบตั ิของขอ้ สอบสามารถวดั ไดต้ รงกบั สิ่งที่ ตอ้ งการจะวดั (แบบทดสอบบางฉบบั จะมีความเชื่อมนั่ แต่จะขาดความเท่ียงตรง แตถ่ า้ มีความเที่ยงตรง แลว้ จะตอ้ งมีความเช่ือมนั่ ) 2. มีความเชื่อมน่ั (Reliability) หมายถึง คณุ สมบตั ิของขอ้ สอบฉบบั น้ีสามารถให้ คะแนนคงท่ีไม่วา่ จะทดสอบก่ีคร้ัง ผลที่ไดจ้ ะเท่ากนั หรือคลาดเคลื่อนเพียงเลก็ นอ้ ย 3. ความยตุ ิธรรม หมายถึง การออกขอ้ สอบใหม้ ากขอ้ และครอบคลมุ หลกั สูตร สาหรับ ผทู้ ่ีมีความพยายามมากและพยายามนอ้ ย 4. ความลึก หมายถึง คาถามน้นั ตอ้ งถามใหเ้ หนือความจา 5. ความจูงใจใหอ้ ยากตอบ หมายถึง ลกั ษณะของขอ้ สอบชวนใหอ้ ยากสอบอีก เช่น มี รูปเล่มดี ขอ้ ความอ่านงา่ ย ชดั เจน เรียงคาถามจากงา่ ยไปยาก เป็นตน้ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
86 6. มีความเป็นปรนยั 6.1 ชดั ในคาถาม 6.2 ชดั ในการใหค้ ะแนน 6.3 ชดั ในการแปลคะแนน 7. ความยากง่ายพอเหมาะ หมายถึง ขอ้ สอบน้นั เหมาะกบั ความสามารถของผสู้ อบ 8. มีอานาจจาแนก หมายถึง ขอ้ สอบแต่ละขอ้ สามารถจาแนกไดว้ า่ คนตอบถกู เก่งจริง และคนตอบผิดอ่อนจริง 9. มีประสิทธิภาพ หมายถึง แบบทดสอบน้นั ๆ คมุ้ คา่ กบั การลงทุน 2. แบบสอบถาม แบบสอบถาม เป็นรายการคาถามที่ส่งไปใหค้ นกลมุ่ หน่ึงเป็นผตู้ อบตามความสมคั รใจ เกี่ยวกบั เรื่องที่ตอ้ งการทราบ เพอ่ื มุ่งเกบ็ ขอ้ มลู ประเภทขอ้ เทจ็ จริงแบบสอบถาม ช่วยใหไ้ ดข้ อ้ มูล เก่ียวกบั ความจริง ความรู้สึก ความคดิ เห็น เจตคติ คา่ นิยม ความถนดั ความสามารถ ฯลฯ เป็นตวั ช่วยใหก้ ารเก็บรวบรวมขอ้ มูลจานวนมากไดอ้ ยา่ งรวดเร็วในระยะเวลาอนั ส้ัน รูปแบบของแบบสอบถาม 1. แบบปิ ด เป็นการสร้างรายการใหผ้ ตู้ อบเลือกจากตวั เลือกท่ีกาหนดให้ 2. แบบเปิ ด เป็ นการสร้างคาถามชนิดปลายเปิ ดใหผ้ ตู้ อบแสดงความคดิ อยา่ งเสรี แบบสอบถาม อาจประกอบดว้ ยคาถามท้งั แบบปิ ดและแบบเปิ ดในฉบบั เดียวกนั สร้าง ไดห้ ลายรูปแบบ เช่น แบบสารวจ แบบมาตราส่วนประมาณค่า แบบเลือกตอบ เป็นตน้ ข้นั ตอนการสร้างแบบสอบถาม 1. วเิ คราะห์ลกั ษณะของขอ้ มูลท่ีตอ้ งการ 2. ศึกษาวธิ ีการสร้างแบบสอบถาม และกาหนดรูปแบบของแบบสอบถาม 3. เขยี นแบบสอบถาม (ฉบบั ร่าง) 4. ใหผ้ เู้ ช่ียวชาญพิจารณา ปรับปรุงแกไ้ ขตามท่ีผเู้ ช่ียวชาญเสนอแนะ 5. ทดลองใชแ้ ละปรับปรุง 6. พิมพแ์ บบสอบถามฉบบั จริง นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
87 ตัวอย่างแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบบสอบถามเจตคติท่มี ีต่อวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 5 --------------------------------------- คาชี้แจง โปรดเขียนเคร่ืองหมาย ✓ ลงในช่องระดบั ความคิดเห็นที่ตรงกบั ความคิดเห็นของนกั เรียน ระดบั ความคดิ เห็น รายการ เห็น เห็น ไม่ ไม่ ไม่ ดว้ ย ดว้ ย แน่ใจ เห็น เห็น อยา่ ง ดว้ ย ดว้ ย ยงิ่ อยา่ ง ยง่ิ 1. วิชาคณิตศาสตร์ทาใหค้ นฉลาด 2. คณิตศาสตร์เป็นวชิ าท่ีเรียนดว้ ยความสนุกสนาน 3. คณิตศาสตร์เป็นวิชาท่ีทาใหต้ ่ืนเตน้ ..... .... 10. คนฉลาดเรียนคณิตศาสตร์ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว ความคิดเห็นอื่น ๆ .……………………………..………………………………… …………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………. นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
88 3. แบบสังเกต เป็นเครื่องมือที่ช่วยบนั ทึกขอ้ มูลจากการที่ผสู้ ังเกตเฝ้าดูส่ิงที่ปรากฏข้นึ อยา่ งเอาใจใส่ และจดบนั ทึกพฤติกรรมของผถู้ กู สังเกตอยา่ งมีระบบ สามารถออกแบบไดห้ ลายลกั ษณะ โดยทว่ั ไป มกั จะออกแบบมาเพ่ือใชเ้ ก็บขอ้ มลู ตามลกั ษณะของขอ้ มลู คือ ขอ้ มูล เชิงปริมาณและขอ้ มลู เชิง คุณภาพ เช่น แบบบนั ทึก แบบตรวจสอบรายการ หรือแบบประเมินค่า แบบประเมินพฒั นาการจิตพสิ ัย ด้านความมีนา้ ใจของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปี ที่ 1 ช่ือ ……………………………………. นามสกลุ …………..……...…..………เลขที่ …..……. โรงเรียน ………………… ประเมินคร้ังที่ …… วนั ท่ี ……เดือน ………………พ.ศ. ……….. ให้ท่านทาเครื่องหมาย ในช่อง ตามระดบั ในแต่ละพฤติกรรมของนักเรียน พฤติกรรม การแสดงออกของนกั เรียน ไม่เคย นาน ๆ บา้ งเป็น คอ่ นขา้ ง เป็น เลย คร้ัง บางคร้ัง บอ่ ย ประจา 1. การช่วยเหลือผอู้ ่ืน 2. การช่วยเหลืองานครู 3. การช่วยเหลืองานหอ้ งเรียน 4. การแบง่ ปันส่ิงของหรือของเลน่ ใหผ้ อู้ น่ื 5. การให้อภยั 6. ใหก้ าลงั ใจเพือ่ นในการร่วมเลน่ /ทากิจกรรม 7. แสดงการชื่นชมในความสาเร็จ/ความดีงาม ของผอู้ ื่น 8. การแสดงความห่วงใย/เอ้ืออาทรผอู้ ืน่ 9. อาสาทางานเพอ่ื ประโยชน์ส่วนรวม 10. ชกั ชวนเพอื่ นใหท้ าบญุ หรือบริจาคสิ่งของ นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
89 4. แบบสัมภาษณ์ เป็นเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ในการวิจยั ในช้นั เรียนอีกแบบหน่ึง การ สัมภาษณ์ เป็นวธิ ีการที่ครูพดู คุยซกั ถามกบั นกั เรียนอยา่ งมีจุดมงุ่ หมาย เพ่ือใหไ้ ดข้ อ้ มูลท่ีเกี่ยวกบั ขอ้ มูล ส่วนตวั บคุ ลิกภาพ เจตคติ ความคิดเห็น ฯลฯ แบบสัมภาษณ์ มีหลายรูปแบบ แบง่ ตามลกั ษณะเทคนิคการสัมภาษณ์มี 2 ลกั ษณะ คือ แบบสมั ภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และแบบสมั ภาษณ์แบบไมม่ ีโครงสร้าง แบบสมั ภาษณ์แบบมีโครงสร้าง จะกาหนดขอ้ คาถามและตวั เลือกไวอ้ ยา่ งละเอียด แน่นอน ผทู้ ่ีถูกสัมภาษณ์จะตอบคาถามชุดเดียวกนั อยา่ งเดียวกนั ไมต่ อ้ งการรายละเอียดขอ้ มูลท่ีเป็น ความคดิ เห็นมากนกั ขอ้ ดีคือนาขอ้ มลู มาจดั หมวดหมู่ สรุปไดง้ ่าย แบบสมั ภาษณ์แบบไมม่ ีโครงสร้าง จะกาหนดประเด็นขอ้ คาถามไวก้ วา้ งๆ ไมม่ ี ตวั เลือกสาหรับเลือกตอบ ผถู้ ูกสัมภาษณ์สามารถแสดงคดิ เห็นหรือตอบไดโ้ ดยอิสระ ผสู้ ัมภาษณ์ จะตอ้ งมีความชานาญสูง สามารถดดั แปลงสถานการณ์ใหเ้ หมาะสมกบั วตั ถปุ ระสงคใ์ นขณะสมั ภาษณ์ ได้ และสามารถใชเ้ ทคนิคทาใหผ้ ถู้ ูกสมั ภาษณ์เปิ ดเผยขอ้ มลู ใหไ้ ดม้ ากท่ีสุดได้ แบบสมั ภาษณ์เหมาะที่จะใชก้ บั นกั เรียนที่มีปัญหาในการอ่านและเขียน แต่ขอ้ จากดั คอื ตอ้ งใชเ้ วลาในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู มาก การวเิ คราะหข์ อ้ มลู คอ่ นขา้ งยาก โดยเฉพาะขอ้ มูลจากการ สมั ภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง วิธกี ารสร้างแบบสัมภาษณ์ 1. กาหนดจุดประสงคท์ ่ีจะสัมภาษณ์ 2. สร้างขอ้ คาถามหรือกาหนดรายการสมั ภาษณ์ใหส้ อดคลอ้ งกบั จุดประสงค์ 3. กาหนดรูปแบบการสัมภาษณ์ 3.1 ใหต้ อบอยา่ งอิสระ (แบบไม่มีโครงสร้าง) 3.2 กาหนดคาตอบใหเ้ ลือก (แบบมีโครงสร้าง) 3.3 ผสมผสานท้งั 2 แบบ 4. กาหนดวิธีการวิเคราะหข์ อ้ มูล นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพเิ ศษ
90 ตวั อย่างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบบสัมภาษณ์ความคดิ เหน็ ของนกั เรียนทีม่ ีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ ชื่อผสู้ ัมภาษณ์ ………………………….. ………………………………….. ชื่อผใู้ หส้ ัมภาษณ์ ……………………………… ช้นั ……………………. สถานที่สัมภาษณ์ ………………..……………. วนั ท่ี ………… คร้ังท่ี … 1. นกั เรียนชอบเรียนคณิตศาสตร์หรือไม่ ไมช่ อบ เพราะ ชอบ เพราะ เรียนไมส่ นุก สนุกสนาน ครูสอนไม่ดี ไดฝ้ ึกความมีระเบียบ ไมช่ อบครูผสู้ อน ครูสอนดี ใจดี เวลาเรียนไม่เหมาะสม ไดเ้ ลน่ กบั เพ่อื น อื่น ๆ ระบุ ……… อื่น ๆ ระบุ ……… 2. นกั เรียนตอ้ งการใหค้ รูคณิตศาสตร์ปรับปรุงการจดั กิจกรรมเร่ืองใดมากท่ีสุด ……… เพราะอะไร ……………………………………………………………………………. ตวั อย่างแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง แบบสัมภาษณ์การใช้เวลาว่างในการออกกาลงั กายของนักเรียน ช่ือผสู้ มั ภาษณ์ …………………………………..………………………….. ชื่อผใู้ หส้ ัมภาษณ์ …………………………… ช้นั ……………………. สถานท่ีสัมภาษณ์ …………………………วนั ที่ ……………… คร้ังที่ …… 1. นกั เรียนใชเ้ วลาวา่ งในออกกาลงั กายหรือไม่………………………………… 2. กิจกรรมที่นกั เรียนออกกาลงั กาย ไดแ้ ก่ .................................................................. 3. ทาไมนกั เรียนจึงชอบออกกาลงั กาย (หรือไม่ชอบ) เพราะ………………………… 4. สถานที่ที่นกั เรียนไปออกกาลงั กาย ……………………………………………… 5. หลงั เสร็จสิ้นการออกกาลงั กายนกั เรียนดูแลตนเองอยา่ งไรบา้ ง.......……………… นายวชั ระ จนั ทรัตน์ ศึกษานิเทศกช์ านาญการพิเศษ
Search
Read the Text Version
- 1 - 25
Pages: