แนวทางการส่งเสริมการพฒั นาของเด็กปฐมวัย นางสาว องั สุมาลี พรมแก้ว กลุ่ม 8 เลขที่ 20 รายงานนเี้ ป็ นส่วนหนึ่งของการศึกษาวชิ าการค้นคว้าและการเขยี นรายงานเชิงวิชาการ สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบรุ ี ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา
แนวทางการส่งเสริมการพฒั นาของเด็กปฐมวัย นางสาว องั สุมาลี พรมแก้ว กลุ่ม 8 เลขที่ 20 รายงานนเี้ ป็ นส่วนหนึ่งของการศึกษาวชิ าการค้นคว้าและการเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ สาขาการศึกษาปฐมวยั คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา
ก คานา รายงานฉบับนจี้ ัดทาขนึ้ เพ่ือปฏิบตั ิการเขียนรายงานการค้นคว้าที่ถูกต้องอย่างเป็ นระบบ อนั เป็ นส่วน หนง่ึ ของการศึกษารายวิชา 01-210-017 การค้นคว้าและการเขียนรายงานเชิงวิชาการ ซ่ึงจะนาไปใช้ในการทา รายงานค้นคว้าสาหรับรายวิชาอื่นได้อกี ต่อไป การทผี่ ู้จัดทาเลือกทาเร่ือง “แนวทางการส่งเสริมการพฒั นา ของเด็กปฐมวัย” เนื่องด้วยเด็กปฐมวัยน้ันเป็ นวัยทีค่ วรได้รับการดแู ลเอาใจใส่ เพ่ือเป็ นพื้นฐานของการ เจริญเตบิ โตมาเป็ นผู้ใหญ่ท่ดี ในวันข้างหน้าดงั น้ันจึงมคี วามจาเป็ นอย่างมาก ทจี่ ะต้องนาเสนอความรู้ความ เข้าใจท่ีเกย่ี วกบั การเรียนรู้ของเด็กปฐมวยั รายงานเล่มนกี้ ล่าวถงึ เนื้อหาในระดับพืน้ ฐาน ท่เี กย่ี วข้องกบั แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาของเด็ก ปฐมวยั ปฐมวยั เหมาะสาหรับผู้เริ่มต้นศึกษาหรือผ้สู นใจทว่ั ไป อาทเิ ช่น การพฒั นาเด็กปฐมวัย การเจริญเตบิ โต ทักษะต่างๆ ซ่ึงผู้ศึกษาสามารถนาไปเป็ นแนวทางในการนาไปประยกุ ต์ใช้ ในการทา ความเข้าใจกบั เด็กปฐมวัยได้ ขอขอบคณุ ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร. พนดิ า สมประจบ ที่กรุณาให้ความรู้และคาแนะนาโดย ตลอด และขอขอบคณุ บรรณารักษ์และเจ้าทีข่ องสานกั วิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนสนเทศ ท่ใี ห้มี ความสะดวกในการค้นหาข้อมูล รวมไปถึงท่านเจ้าของหนังสือ บทความ ท่ผี ู้เขยี นใช้อ้างองิ ทกุ ท่าน สุดท้ายนีห้ ากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้เขียนข้อน้อมรับไว้เพื่อปรับปรุงต่อไป นางสาว องั สุมาลี พรมแก้ว 20/10/2564
ข สารบัญ คำนำ…………………………………………………………………………………………..ก บทท่ี 1.บทนำ………………………………………………………………………………………..1 1.1พฒั นำกำร………………………………………………………………………………….2 1.1.1 หนำ้ ท่ี…………………………………………………………………………………2 1.1.2 วุฒิภวะ……………………………………………………………………………….2 1.2 กระบวนกำรเปลี่ยนแปลง…………………………………………………………………3 1.2.1 ดำ้ นคุณภำพ………………………………………………………………………….3 1.2. 2 ดำ้ นปริมำณ………………………………………………………………………….3 2 กำรเจริญเติบโต……………………………………………………………………………..4 2.1 พฒั นำกำรดำ้ นร่ำงกำย……………………………………………………………………..4 2.2 พฒั นำกำรดำ้ นจิตใจ……………………………………………………………………………4 2.2.1 อำรมณ์เชิงบวก……………………………………………………………………………4 2.2.2 อำรมณ์เชิงลบ……………………………………………………………………………..4 2.3 พฒั นำกำรดำ้ นสังคม…………………………………………………………………………..5 2.4 พฒั นำกำรดำ้ นสติปัญญำ……………………………………………………………………..5 3 ทกั ษะสมองพฒั นำสมำธิเดก็ …………………………………………………………………….6 3.1 ทกั ษะควำมจำท่ีนำมำใชง้ ำน…………………………………………………………………6 3.2 ทกั ษะยงั ย้งั ชง่ั ใจ-คดิ ไตร่ตรอง……………………………………………………………….6
3.3ทกั ษะกำรยดื หยนุ่ ควำมคดิ …………………………………………………………………..6 3.4ทกั ษะกำรใส่ใจจดจ่อ………………………………………………………………………..6 3.5กำรควบคมุ อำรมณ์…………………………………………………………………………..6 3.6 กำรประเมินตวั เอง……………………………………………………………………………6 3.7 กำรริเริ่มและลงมือทำ่ ……………………………………………………………………….6 3.8 กำรวำงแผนและกำรจดั ระบบด่ำเนินกำร ……………………………………………………7 3.9 กำรมุ่งเป้ำหมำย……………………………………………………………………………..7 4 ปัจจยั พ้นื ฐำนในกำรปรับพฤติกกรมเด็ก………………………………………………………8 4.1 สมั พนั ธภำพ…………………………………………………………………………………8 4.1.1 กำรพดู สื่อควำมหมำย…………………………………………………………………8 4.1.2 กำรแสดงทำ่ ทำงเป็นมิตร………………………………………………………………8 4.1.3 กำรมีส่วนร่วมกบั เพือ่ น………………………………………………………………..8 4.2 สร้ำงวนิ ยั ……………………………………………………………………………………8 4.2.1 อนทน อดกล้นั …………………………………………………………………………8 4.2.2 รับผิดชอบติอตนเอง……………………………………………………………………9 4.2.3 รับผดิ ชอบต่อส่วนรวม…………………………………………………………………9 5.บทสรุป……………………………………………………………………………………….10 บรรณำนุกรม……………………………………………………………………………………10
1 บทท่ี 1 บทนา ในระดบั ปฐมวยั กิจกรรมกระบวนกำรเรียนรู้ถูกออกแบบข้นึ ใหส้ อดคลอ้ งกบั ธรรมชำติกำร เรียนรู้ตำมวยั ของเดก็ ๆ ดว้ ยกำรเนน้ ไปที่กำรเตรียมพร้อมท้งั ร่ำงกำย อำรมณ์ สงั คมและสติปัญญำ โดยใชร้ ่ำงกำยและประสำทสมั ผสั ในกำรเรียนรู้และสำรวจสิ่งแวดลอ้ มรอบตวั เดก็ ๆ ระดบั ช้นั ปฐมวยั ของโรงเรียน ไดเ้ รียนรู้ ผำ่ นประสบกำรณ์ท่ีหลำกหลำย ท้งั ในและนอกหอ้ งเรียน ดว้ ยกำร ลงมือทำกิจกรรมดว้ ยตนเอง เรียนรู้ผำ่ น กำรเล่นดลอง เพลง เกม และงำนศิลปะตำ่ ง ๆ ควบคู่กบั กำรบรู ณำกำร “ทกั ษะชีวติ ” เรียนรู้เก่ียวกบั กำรสร้ำงควำมสมั พนั ธ์กบั ผอู้ ่ืน กำรแกไ้ ขขปัญหำ กำร ช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวนั กำรส่ือสำร และอื่น ๆ อีกท้งั ยั งั ไดร้ ับกำรส่งเสริมพฒั นำกำรดว้ ย กิจกรรม จำกกำรทำกิจกรรมต่ำง ๆ ท่ีกระตนุ้ กระบวนกำรทำงำนของสมองผำ่ นระบบประสำทรับรู้ ควำมรู้สึกท้งั 7 ไดแ้ ก่ กำรมองเห็น กำรไดย้ นิ กำรรับสมั ผสั ทำง ผิว หนงั กำรไดก้ ลิ่น กำรรับรส กำร รับรู้ทำ่ ทำงของร่ำงกำยผำ่ นขอ้ ต่อและกำรทรงตวั ทำใหเ้ ดก็ ๆ มีทกั ษะใน กำรปฏิบตั ิตนไดอ้ ยำ่ ง ถูกตอ้ งในชีวิตประจำวนั ไม่วำ่ จะเป็นท่ีบำ้ น หรือโรงเรียนจนกระทงั่ นำไปสู่ ควำมสำมำรถในกำ ดำรงรงชีวิตอยไู่ ดด้ ว้ ยตนเองในเบ้ืองตน้ “ปฐมวยั ” เป็นช่วงวยั ทองของชีวติ เพรำะกำรวำงรำกฐำนท่ีมน่ั คงส่งผลใหเ้ ติบโตเป็ผใู้ หญท่ ี่ดีมี คณุ ภำพ ในวนั ขำ้ งหนำ้ สิ่งสำคญั อนั ดบั แรกที่ส่งผลใหม้ นุษยด์ ำรงชีวติ และเจริญเติบโต ในแต่ละ ช่วงวยั ของชีวิต มนุษยล์ ว้ นแลว้ แต่มีควำมสำคญั ไมย่ งิ่ หย่อนไปกวำ่ กนั เพรำะแต่ละช่วงวยั ต่ำงกม็ ี บทบำทต่อกำรดำเนินชีวติ ของ บคุ คล ท่ีกำ้ วตอ่ เพือ่ งำนไปต้งั แต่เกิดจนถึงวยั ชรำ ซ่ึงแต่ละข้นั ตอน หรือในแตล่ ะวยั น้นั จะมี ลกั ษณะเฉพำะของวยั สำหรับในวยั ตน้ หรือระยะปฐมวยั กำรจดั กำรศึกษำ ปฐมวยั เริ่มมีข้ึนโดยมีบคุ คลท่ีมี ควำมคดิ ริเริ่มในประเทศต่ำง ๆ ไดว้ ำงรำกฐำนกำรจดั กำรศึกษำ ระดบั น้ีโดยเลง็ เห็นควำมสำคญั ของกำรเจริญเติบโตของ ต่ำงใหค้ วำมสนใจท่ีจะศึกษำหรือหำ้ วธีกำร ที่จะทำควำมเขำ้ ใจถึงลกั ษณะเฉพำะของวยั น้ี ดว้ ยเหตทุ ี่ว่ำ เป็นวยั เร่ิมตน้ ของชีวิต เป็นวยั ที่เร่ิมตน้ แห่ง พฒั นำกำรดำ้ นตำ่ ง ๆ ขณะเดียวกนั ไดม้ ีกำรศึกษำวิจยั ท่ีมีขอ้ คน้ พบวำ่ ถำ้ เด็ก วยั น้ีไดร้ ับกำร เตรียมตวั หรือวำงพ้ืนฐำนดำ้ นพฒั นำกำรไวด้ ีและเหมำะสม หมำยถึง วำ่ เดก็ ไดร้ ับกำรวำงรำกฐำน ชีวิตท่ีมน่ั คงต่อไป (กระทรวงศึกษำธิกำร2
2 1.1 พฒั นาการ ปฐมวยั หรือช่วงขวบปี แรกๆ ของชีวติ เป็นช่วงเวลำของกำรพฒั นำท่ีสำคญั ท่ีสุดในชีวติ ของเด็ก โดย เป็นช่วงวยั ที่เดก็ จะมีพฒั นำกำรอยำ่ งรวดเร็วท้งั ทำงสมอง กำรใชภ้ ำษำ ทกั ษะทำงสังคม ทำงอำรมณ์ และกำรเคลื่อนไหว เป็นช่วงวยั ของกำรสร้ำงรำกฐำนสำหรับกำรเติบโตและกำรเรียนรู้ต่อไปในชีวิต ดงั น้นั กำรพฒั นำและกำรลงทนุ ในเดก็ ปฐมวยั จึงเป็นส่ิงสำคญั อนั ดบั ตน้ ๆ ของทุกครอบครัวและ ประเทศชำติ เพรำะเป็นโอกำสทองคร้ังเดียวในชีวิตเดก็ ในประเทศไทยมีเด็กปฐมวยั จำนวนมำกที่ ขำดกำรดูแลและกำรกระตนุ้ พฒั นำกำรอยำ่ งเหมำะสม ผปู้ กครองจำนวนมำก โดยเฉพำะพอ่ ยงั ขำด กำรมีส่วนร่วมในกิจกรรมกำรเรียนรู้กบั ลกู เลก็ ในขณะเดียวกนั กำรเขำ้ ถึงหนงั สือสำหรับเดก็ ซ่ึง เป็นสิ่งสำคญั อยำ่ งยง่ิ ต่อกำรเรียนรู้และจินตนำกำร ยงั เป็นไปอยำ่ งจำกดั โดยเฉพำะในครัวเรือนที่ ยำกจน นอกจำกน้ียงั พบวำ่ เด็กอำยุ 3-5 ปี ร้อยละ 15 ไมไ่ ดเ้ ขำ้ เรียนในระดบั ปฐมวยั ท้งั ๆ ท่ีเป็นสิ่ง สำคญั มำกต่อพฒั นำกำรของเดก็ สำหรับเดก็ ท่ีไดเ้ ขำ้ เรียนในระดบั ปฐมวยั ก็ยงั อำจไม่ไดร้ ับบริหำร ที่มีคุณภำพท่ีจะช่วยใหพ้ วกเขำไดพ้ ฒั นำอยำ่ งเตม็ ศกั ยภำพ 1.1.1 หนำ้ ที่ 1.1.2 วฒุ ิภวะ วฒุ ิภำวะ (Maturation) หมำยถึง สภำวะกำรเปลี่ยนแปลงของร่ำงกำยท่ีเกิดข้ึนถึงระดบั กำรแสดง ศกั ยภำพท่ีมีอยภู่ ำยในตวั เด็กแต่ละคน ในระยะใดระยะหน่ึงที่กำหนดตำมวิถีทำงของธรรมชำติ และ นำมำซ่ึงควำมสำมำรถกระทำส่ิงใดส่ิงหน่ึงไดเ้ หมำะสมกบั วยั ศกั ยภำพท่ีเด็กแสดงออกมำในเวลำ อนั สมควรน้ี หรือท่ีเรียกวำ่ ระดบั วุฒิภำวะ (Maturity) มีอยใู่ นตวั เด็กต้งั แต่กำเนิดและถกู กำหนดโดย พนั ธุกรรมดว้ ยเหตุน้ีระดบั วุฒิภำวะของเด็กที่จะแสดงควำมสำมำรถอยำ่ งเดียวกนั อำจแสดงออกมำ ในช่วงเวลำท่ีตำ่ งกนั ได้ เช่น โดยทว่ั ไปเดก็ จะวำดรูปสี่เหล่ียมตำมแบบได้ ประมำณอำยุ 4 ปี เดก็ บำง คนอำจจะทำไดเ้ ร็วหรือชำ้ กวำ่ เกณฑน์ ้ี ข้ึนอยกู่ บั ควำมสำมำรถในกำรควบคุมกำรทำงำนของ กลำ้ มเน้ือมือ และควำมสมั พนั ธข์ องมือและตำ รวมท้งั ทกั ษะกำรรับรู้เกี่ยวกบั รูปร่ำง
3 1.2 กระบวนกำรเปลี่ยนแปลง 1.2.1 ดำ้ นคุณภำพ สัมพนั ธข์ องร่ำงกำย อำรมณ์ จิตใจ สงั คมและสติปัญญำ 1.2. 2 ดำ้ นปริมำณ กำรเพิ่มจ่ำนวน เพม่ิ ขนำดรูปร่ำง และวยั วะของร่ำงกำย
4 บทที่ 2 การเจริญเตบิ โต 2.1 พฒั นาการด้านร่างกาย 1. ควำมสูง นำ่้ หนกั เส้นรอบศีรษะ 2. ควำมแขง็ แรงของกลำ้ มเน้ือใหญ่กลำ้ มเน้ือเลก็ กระดูก 3. ควำมคล่องตวั ในกำรเคลื่อนไหว 4. ควำมยดื หยนุ่ ของร่ำงกำย 5. ควำมสมดุลของร่ำงกำยในกำรทรงตวั ขณะ เคลื่อนไหว 6. ควำมสัมพนั ธข์ องอวยั วะส่วนตำ่ งๆของ ร่ำงกำย 7. กำรเคลื่อนไหวส่วนตำ่ งๆ ของร่ำงกำย . กำรใชท้ กั ษะต่ำงๆ ในกำรใชร้ ่ำงกำยตำม ควำมเหมำะสม 2.2 พฒั นาการด้านจติ ใจ 2.2.1 อำรมณ์เชิงบวก 1. อำรมณ์เชิงบวก เช่น รัก ชอบ ดีใจ ช่ืนชม สนุกสนำน ร่ำเริง 2.2.2 อำรมณ์เชิงลบ 2. อำรมณ์เชิงลบ เช่น โกรธ ไม่ชอบ เสียใจ กลวั สงสยั ริษยำ กงั วล อำย
5 2.3 พฒั นาการด้านสังคม 1. ควำมอยำกรู้อยำกเห็น 2. กำรยอมรับควำมคิดเห็น 3. ควำมเชื่อมน่ั ในตนเอง 4. ควำมร่วมมือ 5. กำรเอ้ือเฟ้ื อ เผ่ือแผ่ กำรแบ่งปัน 6. ควำมรับผดิ ชอบ 2.4 พฒั นาการด้านสตปิ ัญญา 1. ทกั ษะกำรคิด 2. กำรวำงแผน 3. กำรตดั สินใจ 4. กำรสนทนำ โตต้ อบ 5. กำรเล่ำเรื่องรำว 6. กำรสร้ำงผลงำน 7. กำรจำแนก เปรียบเทียบ
6 บทที่ 3 ทกั ษะสมองพฒั นาสมาธิเดก็ 3.1 ทกั ษะความจาทีน่ ามาใช้งาน คอื ทกั ษะจ่ำหรือเกบ็ ขอ้ มูลจำกประสบกำรณ์ที่ผำ่ นมำ และดึงมำใชป้ ระโยชน์ตำมสถำนกำรณ์ท่ีพบเจอ เดก็ ท่ี มีทกั ษะควำมจ่ำท่ีน่ำมำใชง้ ำนดี ไอควิ กจ็ ะดีดว้ ย 3.2 ทกั ษะยงั ย้งั ช่ังใจ-คดิ ไตร่ตรอง คอื ควำมสำมำรถในกำรควบคมุ ควำมตอ้ งกำรของตนเองใหอ้ ยใู่ นระดบั ท่ีเหมำะสม เดก็ ท่ีขำดควำมยบั ย้งั ชง่ั ใจจะเหมือน \"รถที่ขำดเบรก\" อำจทำ่ ส่ิงใดโดยไม่คดิ มีปฏิกิริยำในทำงท่ีก่อใหเ้ กิดปัญหำได้ 3.3 ทกั ษะการยืดหยุ่นความคิด คอื ควำมสำมำรถในกำรยดื หยนุ่ หรือปรับเปล่ียนใหเ้ หมำะสมกบั สถำนกำรณ์ที่เกิดข้ึนได้ ไมย่ ดึ ตำยตวั 3.4 ทกั ษะการใส่ใจจดจ่อ คือควำมสำมำรถในกำรใส่ใจจดจ่อ มุง่ ควำมสนใจอยกู่ บั ส่ิงที่ท่ำอยำ่ ง ตอ่ เน่ืองในช่วงเวลำหน่ึง 3.5 การควบคมุ อารมณ์ คือ ควำมสำมำรถในกำรควบคมุ แสดงออกทำงอำรมณ์ใหอ้ ยใู่ นระดบั ท่ีเหมำะสม เด็กที่ควบคุมอำรมณ์ ตวั เอง ไม่ได้ มกั เป็นคนโกรธเกร้ียว ฉุนเฉียว และอำจมีอำกำรซึมเศร้ำ 3.6 การประเมนิ ตนเอง คือกำรสะทอ้ นกำรกระทำ่ ของตนเอง รู้ตนเอง รวมถึงกำรประเมินกำรงำนเพอ่ื หำขอ้ บกพร่อง 3.7 การริเร่ิมและลงมือทา คอื ควำมสำมำรถในกำรริเร่ิมและลงมือท่ำตำมท่ีคิด ไมก่ ลวั ควำมลม้ เหลว ไม่ผลดั วนั ประกนั พรุ่ง
7 3.8 การวางแผนและการจดั บบดาเดนิ การ คือทกั ษะกำรทำ่ งำน ต้งั แต่กำรต้งั เป้ำหมำย กำรวำงแผน กำรมองเห็นภำพรวม ซ่ึงเดก็ ท่ีขำดทกั ษะน้ีจะ วำงแผนไม่เป็น ท่ำใหง้ ำนมีปัญหำ 3.9 การมุ่งเป้าหมาย คือ ควำมพำกเพยี รม่งุ สู่เป้ำหมำย เม่ือต้งั ใจและลงมือทำ่ ส่ิงใดแลว้ ก็มีควำมมงุ่ มนั่ อดทน ไมว่ ำ่ จะมีอุปสรรค ใดๆ ก็พร้อมฝ่ำฟันใหส้ ำเร็จ
8 บททที่ 4 ปัจจยั พื้นฐานในการปรับพฤตกิ กรมเดก็ 4.1 สัมพนั ธภาพ 4.1.1 การพูดส่ือความหมาย ยงั ไม่พูดค ำเด่ียวที่มีควำมหมำย 4.1.2 การแสดงท่าทางเป็ นมิตร • ไม่ช้ีบอกสิ่งท่ีตอ้ งกำร หรือไม่ช้ีชวนใหผ้ อู้ ่ืนดูสิ่งที่สนใจ • ไมส่ ำมำรถเล่นสมมติได้ • ไม่มีควำมสนใจร่วม หรือชวนคนรอบขำ้ งเลน่ ดว้ ย อำจมีปัญหำกำรพฒั นำทำงสงั คม 4.1.3 การมสี ่วนร่วมกบั เพ่ือน 4.2 สร้างวนิ ัย 4.2.1 อนทน อดกล้นั อดทน อดกล้นั หมำยถึง กำรท่ีเดก็ ควบคมุ อำรมณ์และควำมรู้สึกของตนเอง แลว้ แสดงออกอยำ่ ง เหมำะสมดว้ ยตนเอง เช่น กำรเขำ้ แถวรอคอยตำมลำดบั ก่อนหลงั กำรเดินไปยงั ท่ีตำ่ ง ๆ เป็นแถวอยำ่ ง เรียบร้อยโดยไมอ่ อกนอกแถวหรือวิง่ กำรมีใจจดจ่อกบั กิจกรรมกำรเรียนรู้หรือร่วมกิจกรรมกำรเรียนรู้ต้งั แต่ ตน้ จนจบ กำรไม่เล่น หรือส่งเสียงในชวงเวลำกิจกรรมที่ตอ้ งกำรควำมสงบ เป็นตน้
9 4.2.2 รับผดิ ชอบติอตนเอง รับผดิ ชอบต่อตนเองหมำยถึง กำรท่ีเด็กแสดงออกดว้ ยกำรปฏิบตั ิตำมีหนำ้ ท่ีดว้ ยตนเอง เช่น กำรต้งั ใจทำงำน ท่ีไดร้ ับมอบหมำยจนสำเร็จกำรจดั เกบ็ ของใชส้ ่วนตวั เขำ้ ท่ีไดเ้ รียบร้อย กำรนำส่ิงของมำโรงเรียนตำมที่ไดร้ ับ มอบหมำย กำรรับประทำนอำหำรดว้ ยตนเองจนหมด เป็นตo้ 4.2.3 รับผดิ ชอบต่อส่วนรวม รับผดิ ชอบต่อส่วนรวม หมำยถึง กำรที่เดก็ แสดงออกโดยคำนึงถึงผลกระทบจำกพฤติกรรมของตนเองท้มั ีต่อ ผอู้ ื่น เช่น กำรช่วยจดั เตรียมวสั ดุอุปกรณ์ีที่ใชร้ ่วมกนั กำรเกบ็ ของเล่นของใชเ้ ขำ้ ท่ีเมื่อเลิกใชก้ ำรร่วมกิจกรรม โดยระมดั ระวงั ไม่ใหต้ นไปบงั ผอู้ ื่น กำรรำดน้ำเมื่อใชห้ อ้ งน้ำหอ้ งสวมเสร็จ กำรใชน้ ้ำตำมจำเป็นและปิ ดกอ็ ก เมื่อเลิกใช้ เป็นตน้
10 บทท่ี 5 สรุป กำรเจริญเติบโตและกำรเรียนรู้ของเดก็ ปฐมวยั ช่วงอำยุ ๐ – ๕ ปี ถือวำ่ มีควำมสำคญั ต่อพฒั นำกำรของเด็ก ที่จะปลูกฝังใหเ้ ดก็ เจริญเติบโตอยำ่ งมีคณุ ภำพและเป็นรำกฐำนกำรดำเนินชีวติ ในอนำคตต่อไป พ่อแมค่ วร ตระหนกั ถึงควำมสำคญั และดูแลเอำใจใส่ในกำรอบรมเล้ียงดูลูกในช่วงวยั ดงั กลำ่ วซิกมนั ดฟ์ รอยด(์ 1949) นกั จิตวิเครำะหไ์ ดย้ ำ้ํ ใหเ้ ห็นวำ่ วยั เริ่มตน้ ของชีวิตมนุษยค์ อื ระยะ ๕ ปี แรกของคนเรำ ประสบกำรณ์ตำ่ งๆ ท่ีไดร้ ับ ในตอนตน้ ๆ ของชีวติ จะมีอิทธิพลตอ่ ชีวิตของคนเรำตลอดจนถึงวำระสุดทำ้ ย เขำเชื่อวำ่ กำรอบรมเล้ียงดูใน ระยะปฐมวยั น้นั จะมีผลต่อกำรพฒั นำบคุ ลิกภำพของเดก็ ในอนำคต อิริคสนั (Erikson, 1967) กลำ่ ววำ่ วยั ทำรกตอนปลำยเป็นช่วงท่ีบคุ คลเรียนรู้เจตคติของควำมมนั่ ใจหรือไม่มนั่ ใจ ซ่ึงข้ึนอยกู่ บั กำรที่พอ่ แม่ใหส้ ่ิงท่ี เดก็ ตอ้ งกำร สำหรับอำหำรกำรเอำใจใส่ และควำมรักอยำ่ งช่ืนชม เจตคติเหลำ่ น้ีซ่ึงเด็กมีอยจู่ ะคงอยมู่ ำกหรือ ตลอดชีวิตและสำมำรถสร้ำงควำมรู้ควำมเขำ้ ใจของคนทว่ั ไปและสถำนกำรณ์ของบคุ คลไดซ้ ่ึงจำกคำกล่ำว ขำ้ งตน้ ยงิ่ ตอกยำ้ํ ถึงควำมสำคญั ของกำรอบรมเล้ียงดูเด็กปฐมวยั แต่ดว้ ยภำวะสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบนั พอ่ แมต่ อ้ งออกไปทำงำนนอกบำ้ นเพอื่ หำรำยไดเ้ ล้ียงครอบครัวจึงไมม่ ีเวลำอบรมเล้ียงดูลูกทำใหพ้ ่อแมต่ อ้ ง พ่งึ สถำนรับเล้ียงเด็กท้งั ของภำครัฐและเอกชนดว้ ยคำดหวงั ใหส้ ถำนรับเล้ียงเดก็ ดูแลลูกเป็นอยำ่ งดี ดงั น้นั ภำครัฐควรตระหนกั ถึงควำมสำคญั ของกำรดูแลเดก็ ปฐมวยั และสถำนรับเล้ียงเด็กใหม้ ีคณุ ภำพ เพอ่ื เด็กจะไดร้ ับกำรส่งเสริมและเติบโตข้ึนอยำ่ งมีคณุ ภำพ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ไดบ้ ญั ญตั ิสิทธิข้นั พ้นื ฐำนของปวงชนชำวไทยใน กำรศึกษำวำ่ บุคคลยอ่ มมีสิทธิเสมอกนั ในกำรรับกำรศึกษำไม่นอ้ ยกวำ่ สิบสองปี ท่ีรัฐจะตอ้ งจดั ใหอ้ ย่ำงทวั่ ถึง และมีคุณภำพและพระรำชบญั ญตั ิกำรศึกษำแห่งชำติพ.ศ. ๒๕๔๒ ไดบ้ ญั ญตั ิใหก้ ำรศึกษำในระบบมีสอง ระดบั คือ กำรศึกษำข้นั พ้ืนฐำน และกำรศึกษำระดบั อุดมศึกษำ ซ่ึงกำรศึกษำข้นั พ้ืนฐำนประกอบดว้ ย กำรศึกษำซ่ึงจดั ไมน่ อ้ ยกวำ่ สิบสองปี ก่อนระดบั อุดมศึกษำ โดยใหเ้ ด็กซ่ึงมีอำยยุ ำ่ งเขำ้ ปี ที่เจ็ด เขำ้ เรียนใน สถำนศึกษำข้นั พ้นื ฐำนจนอำยยุ ำ่ งเขำ้ ปี ที่สิบหกจึงเห็นไดว้ ำ่ กำรจดั กำรศึกษำของเด็กช่วงวยั ต้งั แต่ ๐ – ๖ ขวบ ยงั ไม่อยใู่ นภำคบงั คบั ตำมพระรำชบญั ญตั ิกำรศึกษำแห่งชำติพ.ศ. ๒๕๔๒ ดงั น้นั หนำ้ ท่ีรับผิดชอบของ หน่วยงำนภำครัฐเก่ียวกบั เด็กปฐมวยั จึงไม่ชดั เจนและมีหลำยหน่วยงำน ซ่ึงประกอบดว้ ยกระทรวงกำรพฒั นำ สังคมและควำมมน่ั คงของมนุษยก์ ระทรวงศึกษำธิกำร กระทรวงสำธำรณสุข และกรมกำรปกครองส่วน ทอ้ งถิ่น
11 บรรณานุกรม https://www.skarea2.go.th/web/attachments/article/573/พฒั นำกำรของเดก็ ปฐมวยั %20(สระแกว้ ).pdf ( สืบคน้ วนั ที่ 15 สิงหำคม 2564 ) http://www.rno.moph.go.th/bangkeawnai/attach/knowledge_1521905848_lifecycle.pdf ( สืบคน้ วนั ท่ี 16 สิงหำคม 2564 ) http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Ear_Chi_Ed/Jariya_S.pdf ( สืบคน้ วนั ท่ี 22 สิงหำคม 2564 ) http://pecerathailand.org/assets/pdf/38.pdf ( สืบคน้ วนั ท่ี 22 ส.ค. 64 ) https://www.thaichilddevelopment.com/images/doc/Ebook1.pdf( สืบคน้ วนั ที่ 22 สิงหำคม 2564 ) http://www.dla.go.th/upload/document/type2/2021/7/25773_2_1626856112629.pdf( สืบคน้ วนั ที่ 22 สิงหำคม 2564 ) http://backoffice.onec.go.th/uploads/Book/1795-file.pdf( สืบคน้ วนั ท่ี 22 สิงหำคม 2564 ) http://www.ska2.go.th/reis/data/research/25621213_111050_7578.pdf( สืบคน้ วนั ที่ 25สิงหำคม 2564 ) https://wbscport.dusit.ac.th/view/view.php?id=70388( สืบคน้ วนั ท่ี 25 สิงหำคม 2564 ) file:///C:/Users/acer/Downloads/168039-Article%20Text-471198-1-10-20190125.pdf( สืบคน้ วนั ท่ี 27 สิงหำคม 2564 ) https://maywadeeblog.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B 8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8% B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87 /%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2% E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81- %E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E 0%B8%81%E0%B8%B5/( สืบคน้ วนั ท่ี 27 สิงหำคม 256 นำงสำว องั สุมำลี พรมแกว้ รหสั นกั ศึกษำ 1164106040515 เลขท่ี 20 กลมุ่ B สำขำกำรศึกษำปฐมวยั
Search
Read the Text Version
- 1 - 19
Pages: