3) มหายคุ ซีโนโซอิก (Cenozoic era) เปน# มหายุคสดุ ทา. ย ซึง่ ช่อื ซโี นโซอกิ หมายถงึ ชวี ติ ในสมยั ก@อน โดยนับอายชุ ว@ งตัง้ แต@ 65.5 ล.านปHกอ@ นถงึ ปIจจบุ ัน เปน# มหายุคท่ีเรม่ิ มสี ัตวLเลี้ยงลกู ด.วยนม โดยแบง@ เป#นยุคอีก 3 ยุค คอื ยคุ พาลโี อจีน (Paleogene) O2 เฉล่ียในบรรยากาศในช@วงยุค ประมาณรอ. ยละ 26 (ปรมิ าตร/ปรมิ าตร) (130 % ของยุคปจI จบุ นั ) CO2 เฉลี่ยในบรรยากาศในชว@ งยคุ ประมาณ 500 พีพีเอม็ อุณหภมู พิ ้ืนผวิ เฉลีย่ ในชว@ งยุค (2 เท2าของยคุ กอ2 นอุตสาหกรรม) ประมาณ 18 °C (สูงกวา2 ปจD จุบนั 4 °C) ยุคนโี อจนี (Neogene) ประมาณร.อยละ 21.5 (ปรมิ าตร/ปริมาตร) (108 % ของยุคปจI จบุ นั ) O2 เฉลี่ยในบรรยากาศในชว@ งยคุ ประมาณ 280 พพี ีเอม็ CO2 เฉล่ยี ในบรรยากาศในชว@ งยคุ (1 เทา2 ของยุคก2อนอตุ สาหกรรม) อุณหภมู พิ นื้ ผิวเฉลย่ี ในช@วงยคุ ประมาณ 14 °C (สูงกว2าปจD จบุ ัน 0 °C)
ยุคควอเทอร)นารี (Quaternary) ประมาณรอH ยละ 20.8 (ปริมาตร/ปริมาตร) (104 % ของยุคปจS จบุ ัน) O2 เฉลีย่ ในบรรยากาศในชBวงยคุ ประมาณ 250 พพี ีเอ็ม (1 เทา3 ของยคุ กอ3 นอุตสาหกรรม) CO2 เฉล่ยี ในบรรยากาศในชวB งยุค ประมาณ 14 °C (สงู กว3าปDจจุบัน 0 °C) อุณหภูมิพ้ืนผิวเฉล่ียในชวB งยคุ ยุคควอเทอร)นารีเปน^ ยคุ สดุ ทาH ยของยคุ ซีโนโซอิก แบงB ออกเปน^ 2 สมัยทสี่ ำคญั คอื ไพลส)โตซีน (Pleistocene) อยูBในชBวง 1.8 ลHานปm –1 หมี่นปm โลกเกิดยุคน้ำแข็ง รHอย ละ 30 ของซีกโลกเหนือถูกปกคลุมดHวยน้ำแข็ง ทำใหHไซบีเรียและอลาสกHาเชื่อมตBอกัน สัตว)ที่พบไดHแกB เสือเขี้ยว โคHง ชHางแมมมอท และหมีถ้ำ ในชBวงเวลานี้บรรพบุรุษของมนุษย)ไดHอุบัติขึ้นในสายพันธุ)โฮโมเซเปmยนส) (Homo sapiens) เมือ่ ประมาณสองแสนปทm แี่ ลวH โฮโลซีน (Holocene) เป^นสมัยน้ำแข็งชBวงสุดทHายจนถึงปSจจุบัน เป^นสมัยที่ธาร น้ำแข็งไดHถดถอยไปและอากาศรHอนขึ้น แตBการถดถอยของน้ำแข็งนี้เป^นการถดถอยชั่วคราวเทBานั้น เมื่อชBวง ประมาณ 10,000 - 8,500 ปmกBอนคริสตกาลเคยเกิดการขยายตัวของน้ำแข็งขึ้นอยBางฉับพลันอีกครั้งหนึ่ง สุดทHายจึงเกิดการถดถอยตัวของน้ำแข็งจากบริเวณสแกนดิเนเวีย ประมาณกันวBาเกิดขึ้นในชBวงเวลาประมาณ 8,500ปmกBอนคริสตกาล เป^นสมัยที่มนุษย)รูHจักการทำเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว) และอุตสาหกรรม ป|าในยุโรปถูก ทำลายหมดส้ิน ปา| ฝนเขตรอH นกำลงั จะหมดไป
ธรณีวิทยาของประเทศไทย ประเทศไทยประกอบด-วยแผ1นเปลอื กโลกขนาดเล็ก ซ่งึ เป>นแนวรอยตะเขบ็ (suture) ทเี่ ช่ือมตอ1 กนั 2 แผน1 คือ แผน1 เปลือกโลกฉาน-ไทย ซง่ึ อยูท1 างดา- นทิศ ตะวันตก และ แผ1นเปลือกโลกอนิ โดจนี ซง่ึ อยทู1 างด-านทศิ ตะวนั ออกจากการเคลือ่ น ตัวของแผ1นเปลอื กโลกอนิ เดยี เข-ามาชนกับแผน1 เปลอื กโลกยเู รเซยี ในช1วงยคุ เทอรเT ชยี รี ทำให-ชนั้ หนิ ของแนวสุโขทัย (Sukhothai Fold Belt) และชน้ั หินแนวเลย- เพชรบรู ณT (Loei-Petchabun Fold Belt) ซ่งึ อยูร1 ะหวา1 งขอบรอยต1อ ของแผ1น เปลือกโลกฉาน -ไทยและอินโดจนี เกิดการคดโค-งตวั และพัฒนาเกดิ แนวรอยเลื่อนที่ สำคัญในประเทศไทยหลายแนวด-วยกัน อาทิ รอยเลอ่ื นตามแนวระดับ (strike-slip fault) ในทศิ ทางตะวันตกเฉยี งเหนอื -ตะวันออกเฉียงใต- เชน1 รอยเล่ือนแม1ปnง รอย เล่ือนเจดียสT ามองคT และในทศิ ทางตะวนั ออกเฉยี งเหนอื -ตะวนั ตกเฉยี งใตเ- ชน1 รอย เลือ่ นอตุ รดติ ถ-T นา1 น รอยเลอื่ นระนอง รอยเล่ือนคลองมะรุ1ย เปน> ตน-
โครงสรา& งทางธรณวี ทิ ยาของประเทศไทย ลกั ษณะทางธรณีวทิ ยาของประเทศไทย เป;นโครงสรา& งแบบโค&งงอ (Folded Belt) และถกู ตัดด&วยรอยเลื่อน (Faulte) และมีการแทรกซอ& นของหนิ แกรนติ ตามชอT งวTาง ตTอมาบริเวณรอยคดโค&งเหลาT น้นั ถูกแปรสภาพดว& ยความรอ& นและแรงกดดนั ทำให& ช้ินหนิ บางสวT นกลายเปน; หินแกรนติ เขตทวิ เขาทางภาคเหนอื ภาคตะวันตกและภาคใต& เป;นภเู ขาที่ประกอบดว& ยหินช้ันและหินแปรทเี่ ป;นแบบโครงสรา& งคดโคง& (Folded Belt) ซงึ่ สวT นใหญมT ีอายุ ในมหายุคพาลีโอโซอกิ (Palaozoie) ทีร่ าบสงู ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ เปน; บรเิ วณท่ปี ระกอบดว& ยหินทราย และช้ัน หนิ ดินดานของมหายุคพาลโี อโซอิก (Palaozoie) สTวนบรเิ วณตามขอบตะวันตก และ ตะวันตกเฉยี งใตข& องทีร่ าบสงู โคราช และทิวเขาภาคตะวนั ออกจะมีชั้นหินทม่ี ีโครงสร&าง โคง& งอ ของมหายคุ พาลโี อโซอิก (Palaozoie) บริเวณภาคกลางของประเทศไทยเปน; แองT แผนT ดนิ (Basin) ขนาดใหญเT ปน; ทสี่ ะสม ของชนั้ ตะกอนอายุออT น คือ ชั้นหนิ มหายคุ ซีโนโซอคิ (Cenozoic) ซงึ่ ประกอบดว& ยช้นั ตะกอนของ ยคุ เทอรเg ชยี รี (Tertiary) และตอนบนของชัน้ ตะกอนเหลTานี้จะถกู ปกคลุม ทับถม ดว& ยตะกอน กรวด หนิ ของยคุ ควอเตอรนg าร(ี Quaternary )
แผนที่ธรณวี ิทยาประเทศไทย
ยคุ ของหินในประเทศไทย หนิ มหายุคพรีแคมเบรยี น สว0 นใหญห0 มายถงึ หนิ แปรสภาพอย0างไพศาลซ่ึง เปน? หินแปรเกรดสูงจำพวกหนิ ออรโE ทไนสE (หินแอนนาเท็กไซตEหรือหนิ มกิ มาไทต)E หิน พาราไนสE หนิ ชีสตE หินแคลกซE ลิ ิเกตและหนิ ออ0 น พบแผ0กระจายตัวอยต0ู ามแนวขอบ ตะวันตกของแผ0นเปลอื กโลกชาน-ไทย ในเขตจงั หวัดแมฮ0 อ0 งสอน จงั หวดั เชียงใหม0 จังหวัดตาก จงั หวัดประจวบครี ีขนั ธE จังหวดั นครศรีธรรมราช และทางภาคตะวันออก ในเขตจังหวดั ชลบุรี หนิ มหายุคพาลโี อโซอกิ ตอนลา0 ง ประกอบดVวยหินยุคแคมเบรียนถึงหนิ ยุคดีโว เนียน หินช้นั เป?นพวกหนิ ทราย หินดนิ ดาน หินคารEบอเนตและหินแปรเกรดตำ่ โดยจะ โผล0ใหVเห็นเปน? แนวยาวจากบริเวณภาคเหนือและภาคตะวนั ตกตอนบน ผ0านลงมาทาง บริเวณภาคตะวันตกตอนล0างจนถงึ สดุ เขตภาคใตV และทางบริเวณภาคตะวนั ออก กลุม0 หนิ ทสี่ ำคญั ในบริเวณภาคใตVไดแV ก0 กลม0ุ หนิ ตะรุเตายุคแคมเบรยี น หนิ คารEบอเนตกลม0ุ หนิ ปูนทุง0 สงยุคออรโE ดวเิ ชยี น และกล0ุมหินตะนาวศรยี คุ ไซลเู รยี นถงึ คารบE อนเิ ฟอรสั
หินมหายุคพาลีโอโซอิกตอนบน ประกอบด6วยหินยุคคาร8บอนิเฟอรัสถึงหินยุค เพอร8เมียน หินมหายุคนี้พบแผCกระจายตัวอยูCเกือบทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ยกเว6น บริเวณที่ราบสูงโคราชเทCานั้น หินยุคคาร8บอนิเฟอรัสสCวนใหญCเปQนพวกหินทราย หินดินดานและหินโคลนปนกรวด มีหินเชิร8ตและหินปูนบ6าง ในขณะที่หินยุคเพอร8 เมียนสCวนใหญCเปQนหินปูนมีหินดินดาน หินทรายและหินเชิร8ตบ6าง ขอบเขตของหินปูน ยุคเพอร8เมียนสามารถแบCงออกได6เปQน 2 แนว แนวที่ปรากฏอยูC ทางด6านซีกตะวันตก ของประเทศรวมถึงบริเวณภาคใต6ด6วยนั้นกำหนดให6เปQน “กลุCมหินปูนราชบุรี” สCวน แนวที่ปรากฏทางตะวันออกครอบคลุมพื้นที่สCวนใหญCของจังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดนครสวรรค8และพื้นที่ตามแนวขอบที่ราบสูงโคราชด6านตะวันตกซึ่งมักพบวCามี หินภูเขาไฟและหินอัลตราเมฟXกปนอยูCด6วยได6รับการกำหนดให6เปQน “กลุCมหินปูน สระบุรี” กลุCมหินปูนทั้งสองกลุCมนี้ในปYจจุบันเปQนแหลCงหินอุตสาหกรรมปูนซีเมนต8และ กCอสร6างที่สำคัญของประเทศ สำหรับหินยุคเพอร8เมียนในบริเวณภาคเหนือ ใช6ชื่อ เรยี กวาC “กลุมC หนิ งาว”
หินมหายุคมีโซโซอิก ได0แก2 หินยุคไทรแอสซิก หินยุคจูแรสซิก และหินยุคครี เทเชียส ในช2วงยุคไทรแอสซิกเปAนการสะสมตัวของชั้นหินดินดาน หินปูน และหินทราย ในสภาพแวดล0อมภาคพื้นสมุทร ขอบเขตของหินยุคไทรแอสซิกที่พบส2วนใหญ2จะอยู2 บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตก ได0แก2 กลุ2มหินลำปาง แต2ก็มีปรากฏให0เห็นทางด0าน ชายฝQRงทะเลตะวันออกและภาคใต0เช2นกัน สำหรับหินในช2วงยุคจูแรสซิก-ครีเทเชียส นั้น เปAนพวกหินทราย หินทรายแปTง หินดินดานและหินกรวดมน โดยชั้นหินมีลักษณะสี แดงบ2งบอกถึงสภาวะแวดล0อมภาคพื้นทวีป ขอบเขตหินยุคจูแรสซิก-ครีเทเชียสแผ2ปก คลุมบริเวณที่ราบสูงโคราชทั้งหมดจึงกำหนดชื่อให0เปAน “กลุ2มหินโคราช” ส2วนบริเวณ ด0านตะวันตกของภาคเหนือและในบางพื้นที่ของภาคตะวันตกตอนบน ภาคตะวันตก ตอนล2างและบริเวณภาคใต0นั้นเปAนพวกหินดินดานและหินปูนยุคจูแรสซิก เกิดสะสมตัว ในสภาวะแวดล0อมภาคพืน้ สมุทร
หินมหายุคซีโนโซอิก ประกอบด3วยหินยุคเทอร7เชียรีและหินยุคควอเทอร7นารี หินมหายุคนี้เป=นหินที่สะสมตัวบนบกและในทะเลลึกของแอFงที่จมตัวลงไปในลักษณะเป=น บล็อกกึ่งกราเบนซึ่งวางตัวอยูFในแนวเหนือใต3 ทั้งนี้เนื่องจากอิทธิพลการยกตัวของ แผFนดินและการเกิดรอยเลื่อนในชFวงที่แผFนเปลือกโลกอินเดียเคลื่อนตัวขึ้นมาชนกับแผFน เปลือกโลกยูเรเซียเมื่อประมาณ 40-50 ล3านปUที่ผFานมา ชั้นหินภายในแอFงเทอร7เชียรี ประกอบด3วยพวกหินทราย หินดินดานและหินโคลน แอFงเทอร7เชียรีที่พบกระจัดกระจาย อยFทู ง้ั บนบกและในทะเลท่วั ประเทศกวาF 60 แองF นีม้ ีความสำคัญทางเศรษฐกจิ ด3านแหลงF พลงั งานเชือ้ เพลิงเพราะเปน= แหลงF ถาF นหนิ ปโ] ตรเลยี ม และกา^ ซธรรมชาติ
พื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไทยปกคลุมด>วยชั้นตะกอนยุคควอเทอรCนารี ซึ่งเปFนตะกอนสะสมตัวที่ยังไมHแข็งเปFนหิน สHวนใหญHประกอบด>วยตะกอน กรวด ทราย ทรายแปOง ดินเหนียว ชั้นศิลาแลง และเศษหิน ที่ผุพังจากหินเดิม เนื่องจากขบวนการกัด กรHอนทำลายและพัดพาทางธรณีวิทยาโดยอิทธิพลของ กระแสน้ำและกระแสลม แล>วเกิด การสะสมตัวบนตะพกั ลHมุ นำ้ บรเิ วณท่ีราบน้ำทวH ม ชายฝงXW ทะเล และในทะเลสาบ หินอัคนี ในประเทศไทยเทHาที่สำรวจพบมีหลายชนิดและหลายชHวงอายุตั้งแตH มหายุคพาลีโอโซอิกถึงมหายุคซีโนโซอิก แบHงออกได>เปFนสามแนว ได>แกH แนวตะวันออก แนวตอนกลาง และ แนวตะวันตก สHวนใหญHเปFนพวกหินแกรนิต และหินภูเขาไฟ โดยมี หินเมฟ]กและอัลตราเมฟ]กรวมอยูHด>วย โผลHให>เห็นเปFนบริเวณแคบ ๆ ตามแนวตะเข็บ รอยตHอธรณี (suture) ในเขตจังหวัดนHาน จังหวัดอุตรดิตถC จังหวัดนครราชสีมา จังหวัด สระแกว> จังหวัดปราจนี บุรี และจงั หวดั นราธวิ าส
แผนท่แี สดงชนดิ หนิ ของประเทศไทย
กาํ เนิดและสมบตั ทิ 1วั ไปของหนิ
หนิ (Rock) หมายถงึ มวลของแขง็ ท9ปี ระกอบขนึ? ด้วยแร่ชนิดเดยี วกัน หรือหลายชนิดรวมตวั กันอยู่ตามธรรมชาติ เปลือกโลกส่วนใหญ่มักเป็ นแร่ ตระกูลซลิ เิ กต แบ่งตามลักษณะการเกดิ ได้ 3 ชนิดใหญ่ 1. หนิ อัคนี (Igneous Rock) เกดิ จากหนิ หนืดท9อี ยู่ใต้เปลือกโลกแทรกดนั ขนึ? มาแล้วตกผลกึ เป็ นแร่ ต่างๆ และเยน็ ตวั ลงจบั ตวั แน่นเป็ นหนิ ท9ผี ิวโลก แบ่งเป็ น 2 ชนิดคือ • หนิ อัคนีแทรกซอน (Intrusive Igneous Rock) เกดิ จากการเยน็ ตวั ลงอย่าง ช้าๆ ของหนิ หนืดใต้เปลือกโลก มีผลกึ แร่ขนาดใหญ่ (>1 มลิ ลเิ มตร) เช่น หนิ แกรนิต(Granite) หนิ ไดออไรต์ (Diorite) หนิ แกบโบร (Gabbro) • หนิ อัคนีพุ (Extruisive Igneous Rock) หรือหนิ ภเู ขาไฟ (Volcanic Rock) เกดิ จากการเยน็ ตวั ลงอย่างรวดเร็วของหนิ หนืดท9ดี นั ตวั พุออกมานอกผิวโลกเป็ น ลาวา (Lava) ผลกึ แร่มีขนาดเลก็ หรือไม่เกดิ ผลกึ เลย เช่น หนิ บะซอลต์ (Basalt) หนิ แอนดไี ซต์ (Andesite) หนิ ไรโอไลต์ (Rhyolite)
แหล่งกาํ เนิดหนิ อัคนี
หนิ แกรนิต หนิ ไดออไรต์ หนิ แกบโบร
หนิ บะซอลต์ หนิ แอนดไี ซต์ หนิ ออบซเิ ดยี น หนิ ไรโอไลต์
2. หนิ ชัน) หรือหนิ ตะกอน (Sedimentary Rock) เกดิ จากการทบั ถม และสะสมตวั ของตะกอนต่างๆ ได้แก่ เศษหนิ แร่ กรวด ทราย ดนิ ทVผี ุพงั หรือสกึ กร่อนถกู ชะละลายมา จากหนิ เดมิ โดยตวั การธรรมชาติ คือ ธารนํา) ลม ธารนํา) แขง็ หรือคลVืนในทะเล พดั พาไปทบั ถมและแขง็ ตวั เป็ นหนิ ในแอ่ง สะสมตวั หนิ ชนิดนีแ) บ่งตามลักษณะเนือ) หนิ ได้ 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ
1. หนิ ชัน) เนือ) ประสม (Clastic Sedimentary Rock) เป็ นหนิ ชัน) ทHเี นือ) เดมิ ของ ตะกอน พวกกรวด ทราย เศษหนิ และดนิ ยังคงสภาพอยู่ให้พสิ ูจน์ได้ o หนิ กรวดมน (Congromorate) เป็ นหนิ เนือ) หยาบเกดิ จากตะกอนซHงึ เป็ นหนิ กรวด ทราย ทHถี กู กระแสนํา) พดั พามาอยู่รวมกัน สารละลายในนํา) ใต้ดนิ ทาํ ตวั เป็ น ซีเมนต์ประสานให้อนุภาคใหญ่เล็กเหล่านี) เกาะตวั กันเป็ นก้อนหนิ o หนิ ทราย (Sandstone) เป็ นหนิ ตะกอนเนือ) ละเอียดปานกลาง เกดิ จากการ ทบั ถมตวั ของทราย มีองค์ประกอบหลักเป็ นแร่ควอรตซ์ คนโบราณใช้หนิ ทราย แกะสลัก สร้างปราสาท และทาํ หนิ ลับมีด o หนิ ดนิ ดาน (Shale) เป็ นหนิ ตะกอนเนือ) ละเอียดมาก เนHืองจาก ประกอบด้วยอนุภาคทรายแป้งและอนุภาคดนิ เหนียวทบั ถมกันเป็ นชัน) บางๆ ขนานกัน เมHือทบุ หนิ จะแตกตวั ตามรอยชัน) (ฟอสซลิ มีอยู่ในหนิ ดนิ ดาน) ดนิ เหนียวทHเี กดิ ดนิ ดานใช้ทาํ เครHืองปั)นดนิ เผา
หนิ ทราย หนิ ดนิ ดาน หนิ กรวดมน
2. หนิ เนือ) ประสาน (Nonclastic Sedimentary Rock) เป็ นหนิ ทFเี กดิ จากการตก ผลกึ ทางเคมี หรือจากสFงิ มีชีวติ มีเนือ) ประสานกันแน่นไม่สามารถพสิ ูจน์สภาพ เดมิ ได้ เช่น o หนิ ปนู (Limestone) (CaCO3) เป็ นหนิ ตะกอนคาร์บอเนต เกดิ จากการทบั ถมของตะกอนคาร์บอเนตในท้องทะเล ทงั) จากสารอนินทรีย์ และซาก สFงิ มีชีวติ เช่น ปะการัง และกระดองของสัตว์ทะเล ซFงึ ถบั ถมกันภายใต้ความ กดดนั และตกผลึกใหม่เป็ นแร่แคลไซต์จงึ ทาํ ปฏกิ ริ ิยากับกรด หนิ ปนู ใช้ทาํ เป็ นปนู ซเิ มนต์ และใช้ในการก่อสร้าง o หนิ เชริ ์ต (Chert) (SiO2) หนิ ตะกอนเนือ) แน่น แขง็ เกดิ จากการตก ผลกึ ใหม่ เนFืองจากนํา) พาสารละลายซลิ กิ าเข้าไปแล้วระเหยออก ทาํ ให้เกดิ ผลึกซลิ กิ าแทนทFเี นือ) หนิ เดมิ หนิ เชริ ์ตมักเกดิ ขนึ) ใต้ท้องทะเล เนFืองจาก แพลงตอนทFมี ีเปลือกเป็ นซลิ กิ าตายลง เปลือกของมันจะจมลงทบั ถมกัน หนิ เชริ ์ตจงึ ปะปนอยู่ในหนิ ปนู
หนิ ปนู หนิ เชริ ์ต
!. หนิ ตะกอนอนิ ทรีย์ (Organic sedimentary rocks) ได้แก่ o ถ่านหนิ (Coal) เกดิ จากการทบั ถมของซากพชื ทSยี ังไม่เน่าเปSื อยไปหมด เนSืองจากสภาวะออกซเิ จนตSาํ สภาวะเช่นนีเY กดิ ตามห้วยหนองคลองบงึ ในแถบ ภมู อิ ากาศแบบเส้นศูนย์สูตร การทบั ถมทาํ ให้เกดิ การแรงกดดนั ทSจี ะระเหยขับ ไล่นําY และสารละลายอSืนๆออกไป ยSงิ มีปริมาณคาร์บอนมากขนึY ถ่านหนิ จะยSงิ มีสี ดาํ ลกิ ไนต์ (Lignite) เป็ นถ่านหนิ คุณภาพปานกลาง มีมากทSเี หมืองแม่เมาะ จ.ลาํ ปาง แอนทราไซต์ (Anthracite) เป็ นถ่านหนิ คุณภาพสูง ต้องนําเข้าจาก ต่างประเทศ หมายเหตุ นําY มันและก๊าซเชือY เพลงิ เกดิ จากการทบั ถมของสSงิ มีชีวติ เลก็ ๆ ใน ทะเล เช่น ไดอะตอม (Diatom) และสาหร่ายเซลล์เดยี ว (Algae) เกดิ ตะกอนใต้ มหาสมุทร ตะกอนโคลนเหล่านีขY าดการไหลถ่ายเทของนําY การเน่าเปSื อยผุพงั จงึ หยุดสนิY ก่อนเนSืองจากออกซเิ จนหมดไป ตะกอนทSถี กู ทบั ถมไว้ภายใต้ความ กดดนั และอุณหภมู สิ ูง เป็ นเวลานานหลายร้อยล้านปี จงึ กลายเป็ นนําY มัน (Oil)
แอนทราไซต์ ลกิ ไนท์
3. หนิ แปร (Metamorphic Rock) คือหนิ ท>แี ปรสภาพไปจากโดยการกระทาํ ของความร้อน แรงดนั และปฏกิ ริ ิยาเคมี หนิ แปรบางชนิดยังแสดงเค้าเดมิ บางชนิดผิดไปจาก เดมิ มากจนต้องอาศัยดรู ายละเอียดของเนือZ ใน หรือสภาพส>งิ แวดล้อมจงึ จะทราบท>มี า อย่างไรกต็ ามหนิ แปรชนิดหน>ึงๆ จะมีองค์ประกอบเดยี วกัน กับหนิ ต้นกาํ เนิด แต่อาจจะมีการตกผลกึ ของแร่ใหม่ เช่น หนิ ชนวนแปร มาจากหนิ ดนิ ดาน หนิ อ่อนแปรมาจากหนิ ปนู เป็ นต้น หนิ แปรส่วนใหญ่เกดิ ขนึZ ในระดบั ลกึ ใต้เปลือกโลกหลายกโิ ลเมตร ท>ซี >งึ มีความดนั สูงและอยู่ใกล้กลับหนิ หนืดร้อนในชันZ แอสทโี นสเฟี ยร์ แต่ การแปรสภาพในบริเวณใกล้พนืZ ผิวโลกเน>ืองจากส>งิ แวดล้อมโดยรอบกค็ ง มี นักธรณีวทิ ยาแบ่งการแปรสภาพออกเป็ น f ประเภท คือ
1. การแปรสภาพสัมผัส (Contact metamorphism) เกดิ จากการแปรสภาพ โดยความร้อนและปฏกิ ริ ิยาทางเคมีของสารละลายท<ขี นึ> มากับหนิ หนืดมาสัมผัส กับหนิ ท้องท<ี ไม่มีอทิ ธิพลของความดนั มากนัก ปฏกิ ริ ิยาทางเคมีอาจทาํ ให้ได้แร่ ใหม่บางส่วนหรือเกดิ แร่ใหม่แทนท<แี ร่ในหนิ เดมิ หนิ แปรท<เี กดิ ขนึ> จะมีการ จดั เรียงตวั ของแร่ใหม่ ไม่แสดงริว> ขนาน (Nonfoliation) เช่น หนิ อ่อน (Marble) หนิ ควอตไซต์ (Quartzite)
2. การแปรสภาพบริเวณไพศาล (Regional metamorphism) เกดิ เป็ นบริเวณ กว้างโดยมีความร้อนและความดนั ทาํ ให้เกดิ แร่ใหม่หรือผลึกใหม่เกดิ ขนึB มีการ จดั เรียงตวั ของแร่ใหม่ และแสดงริวB ขนาน (Foliation) อันเนPืองมาจากแร่เดมิ ถกู บบี อัดจนเรียงตวั เป็ นแนวหรือแถบขนานกัน เช่น หนิ ไนส์ (Gneiss) หนิ ชีสต์ (Schist) และหนิ ชนวน (Slate) เป็ นต้น
• วัฏจกั รของหนิ (Rock cycle)
วัฏจกั รของหนิ หมายถงึ การเปล7ียนแปลงของหนิ ทงั: 3 ชนิด จากหนิ ชนิดหน7ึงไปเป็ นอีก ชนิดหน7ึงหรืออาจเปล7ียนกลับไปเป็ นหนิ ชนิดเดมิ อีกกไ็ ด้ กล่าวคือ เม7ือ หนิ หนืด เยน็ ตวั ลงจะตกผลกึ ได้เป็ น หนิ อัคนี เม7ือหนิ อัคนีผ่านกระบวนการผุพงั อยู่กับท7ี และการกร่อนจนกลายเป็ นตะกอนมีกระแสนํา: ลม ธารนํา: แขง็ หรือคล7ืนในทะเล พดั พาไปสะสมตวั และเกดิ การแขง็ ตวั กลายเป็ นหนิ อันเน7ืองมาจากแรงบบี อัด หรือมีสารละลายเข้าไปประสานตะกอนเกดิ เป็ น หนิ ชัน: ขนึ: เม7ือหนิ ชัน: ได้รับความ ร้อนและแรงกดอัดสูงจะเกดิ การแปรสภาพกลายเป็ นหนิ แปร และหนิ แปรเม7ือ ได้รับความร้อนสูงมากจนหลอมละลาย กจ็ ะกลายสภาพเป็ นหนิ หนืด ซ7งึ เม7ือเยน็ ตวั ลงกจ็ ะตกผลกึ เป็ นหนิ อัคนีอีกครัง: หน7ึงวนเวียนเช่นนีเ: ร7ือยไปเป็ นวัฏจกั รของ หนิ กระบวนการเหล่านีอ: าจข้ามขัน: ตอนดงั กล่าวได้ เช่น จากหนิ อัคนีไปเป็ นหนิ แปร หรือจากหนิ แปรไปเป็ นหนิ ชัน:
Search