Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่ 6

บทที่ 6

Published by ดวงกัญญา ไทรงาม, 2021-10-12 06:32:04

Description: ระบบทางเดินอาหาร (Digestive system)

Keywords: ระบบทางเดินอาหาร (Digestive system)

Search

Read the Text Version

DIGESTIVE SYSTEM ร ะ บ บ ย่ อ ย อ า ห า ร

ระบบยอยอาหาร อวัยวะในระบบยอยอาหาร 1.ทอทางเดินอาหาร (AlimentaryCanalorDigestivetract) เปนทอทีอ่าหารผานเขามา •ปาก(MouthorOralCavity) •หลอดคอ(Pharynx) •หลอดอาหาร(Esophagus) •กระเพาะอาหาร(Stomach) •ลำไสเลก็(Smallintestine) •ลำไสใหญ(Largeintestine) •ทวารหนกั(Rectum) •ทอทวารหนกั(AnalCanal) 2.อวัยวะทช่ีวยในการยอย (ACCESSORYDIGESTIVEORGANS) จะชวยยอย •ลิ้น(Tongue) •ฟน(Teeth) •ตอมนำ้ลาย(Salivaryglands) •ตบัออน(Pancreas) •ตับ(liver) •ถงุนำ้ดี(Gallbladder)

หนาที่ของระบบยอยอาหาร 1.ผลักดันอาหารใหเคลื่อนที่ 2.สรางเอนไซมและน้ำหลอลื่น 3.ยอยอาหารและดดูซึมสารอาหาร 4.ดูดซึมน้ำและอิเล็คโทรไลท 5.กำจัดของเสียหรือสารพิษ ปาก •ขบเคี้ยวและคลกุเคลาอาหารกบัน้ำลาย กระเพาะอาหาร •ยอยอาหารและเปลี่ยนแปลงสวนประกอบที่ซับซอนใหงาย ลำไสเล็ก •ดดูซึมอาหารไปเลี้ยงสวนตางๆของรางกาย ลำไสใหญ •ดดูซึมน้ำและเกลือแร ทวารหนัก •ขับถายเศษอาหารหรือกากอาหารออกจากรางกาย ทอทางเดินอาหาร(DIGESTIVETRACT) •เปนทอที่ติดกันตั้งแตปากถึงทวารหนัก •มีเยื่อบุ4ชั้นเรียงจากชั้นในออกสูจากชั้นนอก Mucosaที่อยูของตอมตางๆที่ขับน้ำยอย SubmucosaทำดวยAreolartissue เปนที่อยขูองเสนเลือดเสนประสาทและหลอดน้ำเหลือง Muscularisกลามเนื้อเรียงทับซอนกัน2ชั้น ชั้นในเซลลเรียงเปนวงกลมโดยรอบ(Circularfold) ชั้นนอกเซลลเรียงทอดตามแนวยาว(Longitudinal) SerosaหรือAdventitia FibrouscoatและใตกระบงัลมคือPeritoneum

ชองปาก คือชองวางดานในของริมฝปาก ประกอบดวย •ริมฝปาก(Lips) •ฟน(Teeth) •ลิ้น(Tongue) •ตอมน้ำลาย ดานหนาริมฝปาก ดานขางแกม ดานบนเพดาน ดานลางลิ้น ดานในลิ้นไก https://www.istockphoto.com/th/ ริมฝปาก(Lips) •ริมฝปากบนและลางอยูรอบๆชองปาก •กลามเนื้อเรียบOrbicularisorisและBuccinator •ดานในเปนMucousmembrane •พื้นดานหนาและดานขางประกอบดวยริมฝปากและแกม •พื้นดานบนประกอบดวยเพดานออนและเพดานแข็ง •พื้นดานลางประกอบดวยลิ้น •vestibuleชองวางที่อยูภายนอกฟน

ลิ้น(Tongue) •อวยัวะรับรสชวยเคี้ยวพูดกลืน •ประกอบดวยกลามเนื้อลาย •ดานบนเปนMucousmembraneและReceptor ที่รับรสตางๆเรียกวาTastebud •ดานบนมีปมุมากมายเรียกวาLingualpapillae ลิ้นมีปุมรับรส TasteBud รสหวานอยูบริเวณปลายลิ้น รสเค็ม อยูบริเวณปลายลิ้น และขางลิ้น รสเปรี้ยวอยบูริเวณขางลิ้น รสขม อยบูริเวณโคนลิ้น ของเหลวจากอาหารจะจะซึมผานเขาไปสัมผัสกับเซลลรับรส(Gustatorycell) เกิดกระแสประสาทไปสูเสนประสาทสมอง ตอมน้ำลาย(Salivarygland) •อยูภายในปากเปนเปนตอมที่ชวยสรางน้ำลายมี3คู ตอมน้ำลายใตหู(Parotidgland)ใหญที่สุดมีทอเรียกวาStensen’sduct สรางน้ำลายได25% อยูน้ำลายที่ฟนกรามซี่ที่2 ตอมน้ำลายใตขากรรไกร(submandibulargland) มีทอเรียกวาWharton’sductสรางน้ำลายได70% อยูในปากบริเวณเสนใตลิ้น ตอมน้ำลายใตลิ้น(Sublingualgland) สรางน้ำลายได5% สรางแลวจะปลอยในปากไมมีทอ http://119.46.166.126/self_all/selfaccess10/m4/biology4_2/lesson4/item14.php

ฟน •ฝงอยูบริเวณAlveolarprocess ของกระดกูขากรรไกรบนและลาง •ทำหนาที่บดเคี้ยวอาหารชวยออกเสียงพูด ทำใหแกมคงรูป สวนประกอบของฟน •รากฟน(Root) •ตัวฟน(Crown) •คอฟน(Neck) สวนประกอบภายในฟน •เคลือบฟน(Enamel) •เนื้อฟน(Dentine) •โพรงฟน(PulpCavity) •Cement ฟนน้ำนม(Milkteeth) ฟนแท(Permanentteeth) •มี20ซี่ •มี32ซี่ •เรื่มขึ้นตั้งแตเด็กในครรภอายไุด6สปดาห •เริ่มขึ้นตั้งแตอายุ6ป •โผลพนเหงือกเมื่ออายุ6เดือน •ขึ้นครบเมื่ออายุ25ป •ขึ้นครบเมื่ออายุ2ขวบและหักเริ่มหักอายุ6ป •ฟนตัด(Incisor) ฟนสำหรับกัดมี8ซี่อยูทางดานหนาสุด •ฟนเคี้ยว(Canines) ฟนสำหรับฉีกมี4ซี่ลักษณะแหลม •ฟนเคี้ยว(Premolar) ฟนสำหรับขบเคี้ยวมี8ซี่ •ฟนกราม(Molar) ฟนสำหรับเคี้ยวหรือบดมี12ซี่อยูขางในสุดใหญ และแข็งแรงสุด https://sites.google.com/a/thk.ac.th/krufonnaka/pak-laea-fan

คอหอย •เปนทอรูปกรวยปลายบนกวางปลายลางแคบ •เริ่มจากทางดานหลังของโพรงจมกูลงไปทางดานหลังของชองปากและกลองเสียง จนถึงหลอดอาหาร •ผนังคอหอยประกอบดวยกลามเนือเรียบชวยในการกลืนอาหาร •Nasopharynx หลังชองจมูกถึงเพดานออน •Oropharynx เพดานออนถึงกระดูกโคนลิ้น(Hyoidbone) •Laryngopharynx กระดูกโคนลิ้นถึงขอบลางของกระดกูCricoid https://articlekey.com/2017/04/08/ หนาท่ีของหลอดคอ •ชวยในการทำใหเกิดเสียง •เปนทางผานของอาหารจากปากไปสูหลอดอาหารเมื่อกลืนอาหาร กลามเนื้อคอหอยจะดึงกลองเสียงขึ้นและขยายออกเพื่อรับอาหาร หลังจากนั้นกลามนื้อคอหอยจะหยอนตัวทำใหอาหารเคลื่อนลงสูหลอดอาหาร ลักษณะคอหอยแบบ3D

หลอด(อesาopหhaาguรs) •เปนทอประกอบดวยกลามเนื้อยาวประมาณ10นิ้วตอจากPharynx •วางตัอยูหลังหลอดลม(Trachea)และหนาตอกระดกูสันหลัง •ตอมาจากสวนปลายของlaryngopharynxเขาสูชองอก(Thorasiccavity) •ลอดผานกระบังลมเขาสูกระเพาะอาหารซึ่งอยูในชองทอง(AbdominalCavity) esophagus หลอดอาหารแบงออกเปน3สวน 1.บริเวณลำคอ 2.ชองอก กั้นดวยกระบังลม 3.ชองทอง diaphragm หนาท่ีของหลอดอาหาร •รับอาหารจากหลอดคอเพื่อลงไปสูกระเพาะอาหาร •โดยการบีบรัดตัวของผนังกลามเนื้อหลอดอาหารเรียกวาPeristalsismovement ทอลำเลียงอาหารอยูดานหลังของหลอดลม และทะลุกระบังลมไปตอกับปลายบนของ กระเพาะอาหารทำหนาที่ลำเลียงอาหารที่ เคี้ยวแลวลงสูกระเพาะอาหารโดยการบีบรัด ของผนังกลามเนื้อกระเพาะอาหาร https://sites.google.com/site/bodyssystems/rabb-yxy-xahar/hlxdxahar

กระเพาะอาหาร(STOMACH) เปนอวัยวะตั้งอยใูนชองทองใตกลามเนื้อกระบังลม ทางชายโครงดานซาย(Lefthypocondriacregion) มีรูปรางคลายตัวเจ ดานบนตอมาจากหลอดอาหาร ดานลางเปดติดตอกับลำไสเล็ก(Duodenum) รูปรางและขนาดเปลี่ยนแปลงไดขึ้นอยูกับจำนวนอาหารที่รับประทาน สามารถจไุด2-3ลิตร ภายในกระเพาะอาหารมีGastricfluidและMucinหลอลื่นตลอดเวลา กระเพาะอาหารแบงเปน4สวน 1.Cardia 2.Fundus 3.Body 4.Pylorus https://meded.psu.ac.th/binla/class02/B8_311_271/eso phagus_stomach/index1.html ชองเปดของกระเพาะอาหาร •CardiacOpeningตอกับEsophagus •PyloricOpeningตอกับDuodenumชองเปดทั้งบนและลางจะมีกลามเนื้อ รูปวงแหวนโดยรอบเรียกวาSphincter •CardiacหรือLoweresophagealsphincter •Pyloricsphincter

ภายนอกกระเพาะอาหารมีของโคง2ขาง 1.Lessercurvature อยูดานขวามีเยื่อบุชองทองหุมเรียกวาLesseromentumแผยึดระหวาง กระเพาะอาหารกับขั้วของตับ 2.Greatercurvature อยูทางดานซานมีแผนเยื่อบุชองทองแผลงไปคลมุลำไสเล็กและลำไสใหญ เรียกวาGreateromentum ผนังประกอบดวยเนื้อเยื่อ4ชั้น 1.Serosa:ชั้นนอกสุดเนื้อเยื่อยึดตอที่มีเนื้อเยื่อบุคลุมทับ 2.Muscularis:กลามเนื้อ3ชั้นชวยในการหดตัวของกระเพาะอาหาร 1.ชั้นนอกสุดเรียงตัวตามยาว(longitudinal) 2.ชั้นกลางเรียงตัวตามขวาง(Circular) 3.ชั้นในเรียงตัวเปนแนวเฉียง(Oblique)บริเวณPylorusกลามเนื้อชั้นกลาง จะหนาตัวขึ้นทำหนาที่เปนหรูดกระเพาะอาหาร (Pyloricsphincter) 3.Submucosa:เนื้อเยื่อยึดตอที่บรรจหุลอดเลือดเสนประสาทและหลอดน้ำเหลือง 4.Mucosa:หนาที่สุดปกคลมุดวยSurfaceepitheliumเปน Simplecolumnarepithelium ขณะกระเพาะอาหารบีบตัวmucosaจะยกตัว เปนสันขึ้นเรียกวาrugaeระหวางrugaeจะมีรองหวำเขาไปในMucosa เรียกวาGastricpitภายในมีGastricGlandมาเปดออก หนาที่กระเพาะอาหาร 1.เปนที่พักและกักเก็บอาหารกอนสงเขาลำไส 2.สรางและหลั่งน้ำยอยซึ่งประกอบดวย กรดเกลือ สารเมือกแลและน้ำยอย•Pepsin •Renin •Lipase 3.ทำหนาที่คลกุเคลาอาหารใหผสมกับน้ำยอย โดยการหดรัดตัวของกลามเนื้อที่ผนังกระเพาะ เปนผลใหอาหารอยูในรูปกึ่งแข็งกึ่งเหลว

ลำไสเล็ก(SMALLINTESTINE) •สวนที่ยาวที่สุดของทอทางเดินอาหาร •มีลักษณะเปนทอที่ขดไปมายาว4-5เมตร •เริ่มตั้งแตPyloricsphincterของกระเพาะอาหารขดไปมาจนกระทั่งเปดเขาสู ลำไสใหญ •เปนสวนที่มีการยอยและการดดูซึมอาหารเขาสูกระแสเลือดเปนสวนนใหญ โดยอาศัยน้ำยอยจากตับออนน้ำดีจากตับและน้ำยอยจากลำไสเล็ก ลำไสเล็กแบงออกเปน3สวน 1.Duodenum •เปนสวนที่สั้นที่สุดมีรูปรางคลายตัวCหรือUยาวประมาณ10นิ้ว ไมมีเยื่อเเขวนลำไส •ตอจากpylorussphincterของกระเพาะอาหาร •บริเวณนี้มีทอดี(Commonbileduct)และทอน้ำยอยจากตับออน (Pancreaticduct)มาเปด 2.Jejunum •เปนลำไสเล็กสวนกลางยาวประมาณ8ฟุต •อยูบริเวณชองทองตอนบน 3.Ileum •เปนลำไสเล็กสวนปลายยาวประมาณ 12ฟุตติดตอกับลำไสใหญสวนCecum •บริเวณนี้จะมีลิ้นเรียกวาIleocecalvale •อยูในชองทองสวนลาง https://sites.google.com/site/biologym414/rabb-yxy-xahar-khxng-mnusy/krapheaa/tab/lasi

ผนังของลำไสเล็ก(SMALLINTESTINE) เยื่อบุลำไสเล็กประกอบดวยเนื้อเยื่อ4ชั้น 1.Serosa:มีเยื่อแขวนลำไส 2.Muscularis:มีชั้นกลามเนื้อ2ชั้น 3.Submucosa:มีตอมเมือกเรียกวาDuodenal(Brunner’sglands) สรางสารเมือกที่มีฤทธิ์เปนดาง 4.Mucosa:หนามีหลอดโลหิตมากมีVilliเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการยอยและดูดซึม ซึ่งมีลักษณะคลายนิ้วมือแตละอันประกอบดวยทอน้ำเหลือง(Lacteal) อยูตรงกลางและลอมรอบดวยหลอดเลือดฝอยมาสานกันเปนรางแห •CHOและโปรตีนถูกยอยและซึมผานเขาสูเสนเลือดฝอย •ไขมันซึมผานเขาสูทอเหลือง •AbsorbtivecellsเรียกวาMicrovilli •Gobletcellsหลั่งMucousออกมาเคลือบและหลอลื่นลำไส หนาท่ีลำไสเล็ก(SMALLINTESTINE) •หล่ังน้ำยอยออกมายอยอาหาร(Digestivefunction) •Peptidase •Lactase •Sucrase •Maltase •Intestinallipase •การเคล่ือนไหว(Intestinalmotility) •Segmentalcontraction เคลื่อนไหวหดตัวเพื่อคลุกเคลาอาหารกับน้ำยอยชวยใหดูดซึมใหดีขึ้น •Pendularmovement การหดตัวแบบวงแหวนเพื่อเคลื่อนตัวไปขางหนาและถอยหลังกลับ •Peritalsismovement การเคลื่อนแบบลูกคลื่นชวยผลักไลอาหาร ไขความลับกระเพาะอาหาร

ลำไสใหญ(LARGEINTESTINE) •เปนสวนที่ตอจากลำไสเล็กมีความยาว1.5เมตร •เริ่มจากสวนปลายของไสเล็กสวนIliumไปจนถึงanus •ถูกยึดติดกับผนังชองทองทางดานหลังโดยเยื่อบุชองทอง เรียกวาMesocolon •ทำหนาที่ขับถายกากเหลือจากการยอยและผลผลติตางๆ ที่เกิดจากขบวนการปฏิกิริยาตางๆในรางกายออก แบงเปน4สวนนคือ 1.Cecum •ลำไสเล็กมาเปดอยูทางดานขวา •ลักษณะเปนถุงปลายตันตอกับIlium •มีIleocecalvaleกั้นเพื่อไมใหกากอาหารไหลยอนกลับเขาลำไสเล็ก •มีเยื่อบชุองทองคลุม •สวนนของCecumที่ยื่นออกมีลักษณะเปนทอปลายปดขนาดเล็ก เรียกวาไสติ่ง(Appendix) 2.ColonตอจากCecum แบงออกเปน4สวน Ascendingcolon:ตั้งแตIleocecalvaleทอดวกไปดานบนจนถึงHepaticflexure Transversecolon:ตั้งแตHepaticflexureทอดขวางลำตัวจนถึงSplenicflexure Descendingcolon:ตั้งแตsplenicflexureทอดวกลงดานลางซายของชองทอง จนถึงLeftiliacregionตรงระดับCrestofileum Sigmoidcolon:สวนโคงที่มีลักษณะเปนรูปตัวSจากCrestofileumถึงRectum 3.Rectum(ไสตรง) •รูปรางโคงไปตามความโคงของSacrumและCocyx •สวนลางสุดของRectumจะพองออกเปนกระเปาะเรียกวาAmpullarecti พองโตเพื่อเก็บอจุจาระไดมาก 4.Analcanal •เปนสวนลางสุดของลำไสใหญยาวประมาณ1.5นิ้ว •มีชองเปดสูภายนอกเรียกวาanusมีกลามเนื้อหรูด2วงคือ -Internalanalsphincterกลามเนื้อเรียบควบคุมโดยประสาทอัตโนมัติ -Externalanalsphincterกลามเนื้อลายควบคุมโดยสมอง บริเวณนี้มีหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงอยูมากบางครั้งหลอดเลือดดำอาจโปงออก เรียกวาริดสีดวงทวาร(Hemorrhoid)

https://sites.google.com/site/biologybymaniac/xwaywa-tang/lasihiy เย่ือบุผนังลำไสใหญ 1.Serosa:เยื่อบุชองทองที่หุม 2.Muscularis:มี2ชั้นกลามเนื้อชั้นนอกจะมีการหนาตัวขึ้นเปนแถบตามยาว3 แถบเรียกวาTaeniaecoliแรงตึงตัวทำใหลำไสใหญมีลักษณะเปนกระพุงสลับ กับรอยคอดเรียกวาSacculations 3.Submucosa:เปนชั้นของเนื้อเยื่อยึดตอ 4.Mucosa:บุดวยSimplecolumnaepitheliumcellsไมมีVilliไมมีการดูดซึม หรือยอยอาหารชวยดูดน้ำและสารละลายบางอยางกลับคืนเพื่อใหเกิดความสมดุล ระหวางน้ำและสารละลายภายในรางกาย หนาที่ของลำไสใหญ -ดูดน้ำและเกลือแรคืนจากอาหารที่รางกายไมดูดซึม -เก็บกักและขับถายกากอาหารตางๆออกจากรางกาย -ควบคุมความชื้นของกากอาหารเพื่อใหถายสะดวก -เปนที่อยูของจุลินทรียที่มีประโยชนและกอใหเกิดโรค

ตับ •เปนตอมที่ใหญที่สุดในรางกาย Liver •อยูบนสุดซีกขวาของชองทองใตกระบังลม และยาวยื่นผานแนวกลางลำตัวไปดานซีกซาย •มีลักษณะออนนุม •มีรูปคลายสามเหลี่ยมมีสวนฐานอยูทางดานขวา และสวนยอดชี้ไปทางดานซาย •เกือบทกุสวนของตับจะมีซี่โครงปองกันอยู ตับแบงออกเปน4lobesคือright,left,caudateและquadratelobes เซลลตับมี2ชนิด 1.Parenchymalhepaticcellsหรือlivercell •ขับน้ำดี Bilecanaliculi Bileducts Hepaticduct(Lt/Rt) Commonhepaticduct Cysticduct(จากถงุน้ำดี) Commonbileductเปดเขาสูลำไสเล็ก 2.Kupffercell •จับกินและขจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=jamesn&month=08-2010&date=12&group=2&gblog=26

หนาที่ของตับ https://sites.google.com/site/kobclassroom/xwaywa-thi -chwy-yxy-xahar/tab-liver-laea-thung-nadi-gall-bladder 1.เปนแหลงเก็บเลือด 2.ทำลายสิ่งแปลกปลอมในกระแสเลือดDetoxificationและPhagocytosis 3.สรางน้ำดีไปชวยยอยอาหารไขมันในลำไสเล็กสวนDuodenum 4.สรางสารปองกันการแข็งตัวของเลือด(Coagulatingfactors)เชน ProthrombinและFibrinogen 5.เปนแหลงสะสมวิตามินและแรธาตุตางๆเชนA,D,B12,ธาตเุหล็กและทองแดง 6.ควบคมุMetabolismของคารโบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน 7.สรางเม็ดเลือด(เฉพาะในชวงที่เปนEmbryo) 8.สลายฮีโมโกลบิน 9.ทำลายสงิ่ที่เปนพิษตอรางกายและกำจัดแอมโมเนียในเลือด โดยเปลี่ยนเปนยูเรียสงไปที่ไตเพื่อกำจัดออกนอกรางกาย

ตับออน •วางตัวอยูดานหลังของชองทองตรงกระดูกสันหลัง ระดับเอวที่1-2 (PANCREAS)•สวนหลังติดกับโคงDuodenumสวนนหางติดกับมาม •ตรงกลางมีทอเรียกวาPancreaticduct •ทำหนาที่สรางน้ำยอยเปดเขาPancreaticduct ตับออนแบงเปน3สวนนคือ สวนนหัว(Head) สวนนคอ(Neck) สวนตัว(Body) สวนนหาง(Tail) http://taoza191zz.blogspot.com/2014/10/pancreatitis.html แบงออกเปน2สวนตามการทำหนาที่ 1.ExocrinePart สรางน้ำยอย(Pancreaticjoice) มีทอสรางเสร็จสงไปทางทอPancreaticduct •Trypsin •Amylase •Lypase •Polypeptidase •Dipeptidase 2.EndocrinePart สรางฮอรโมนเรียกวาIsletsofLangerhansสรางอินซูลิน ไมมีทอสรางเสร็จสงผานกระเเสเลือด

ถุงน้ำดี(GALLBLADDER) •มีลักษณะคลายลูกแพรอยูทางดานลางของตับดานหนา •แบงออกเปน3สวน 1.Fundusเปนสวนปลายที่มีลักษณะกวาง 2.Bodyเปนบริเวณสวนใหญของถุงน้ำดี 3.Neckอยใูกลกับcysticduct •หนาที่เก็บน้ำดีที่สรางมาจากตับและทำใหน้ำดีมีความเขมขนึ้น เย่ือบุถุงน้ำดี 1.Mucosa เปนMucousmembraneเซลลชนิด Simplecolumnarepithelium 2.Submucosa เปนชั้นของเนื้อยึดตอที่เรียงตัวกันหลวมๆ 3.Muscularis เปนชั้นกลามเนื้อเรียบที่ชวยในการบีบตัวของถุงน้ำดี 4.Serosaandadventitia: ซึ่งมาจากPeritoneum โรคนิ่วที่เกิดในถุงน้ำดี

น้ำดีBILE •ผลิตจากตับประมาณ500-800cc/day •เปนดางลักษณะเขียวๆเหลืองๆ •เกิดจากฮีโมโกบินในกระแสเลือด Bilirubin Bile น้ำดีถูกสรางขึ้นที่ตับโดยมีคอเลสเตอรอลเปนสารตั้งตนและสงไปตามทอที่ตับ (hepaticduct)นำไปเก็บสะสมไวในถุงน้ำดี(gallbladder)เมื่อมีการยอยอาหาร ถุงน้ำดีจะบีบตัวเพื่อใหน้ำดีหลั่งออกมาตามทอน้ำดี(commonbileduct)เขาสู ลำไสเล็กน้ำดีจะรวมตัวกับน้ำยอยที่หลั่งออกมาจากตับออนเพื่อชวยยอยอาหาร ประเภทไขมันและน้ำมัน หนาท่ีของน้ำดี •ดดูซึมการยอยไขมัน •ขับสีและของเสียออกนอกรางกาย •ดูดซึมวิตามินAและK •เปนCo-enzymeของPancreaticlipase •BileชวยควบคมุCholesteral และยับยั้งการทำงานของThromboplastin


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook