DIGESTIVE SYSTEM ร ะ บ บ ย่ อ ย อ า ห า ร
ระบบยอยอาหาร อวัยวะในระบบยอยอาหาร 1.ทอทางเดินอาหาร (AlimentaryCanalorDigestivetract) เปนทอทีอ่าหารผานเขามา •ปาก(MouthorOralCavity) •หลอดคอ(Pharynx) •หลอดอาหาร(Esophagus) •กระเพาะอาหาร(Stomach) •ลำไสเลก็(Smallintestine) •ลำไสใหญ(Largeintestine) •ทวารหนกั(Rectum) •ทอทวารหนกั(AnalCanal) 2.อวัยวะทช่ีวยในการยอย (ACCESSORYDIGESTIVEORGANS) จะชวยยอย •ลิ้น(Tongue) •ฟน(Teeth) •ตอมนำ้ลาย(Salivaryglands) •ตบัออน(Pancreas) •ตับ(liver) •ถงุนำ้ดี(Gallbladder)
หนาที่ของระบบยอยอาหาร 1.ผลักดันอาหารใหเคลื่อนที่ 2.สรางเอนไซมและน้ำหลอลื่น 3.ยอยอาหารและดดูซึมสารอาหาร 4.ดูดซึมน้ำและอิเล็คโทรไลท 5.กำจัดของเสียหรือสารพิษ ปาก •ขบเคี้ยวและคลกุเคลาอาหารกบัน้ำลาย กระเพาะอาหาร •ยอยอาหารและเปลี่ยนแปลงสวนประกอบที่ซับซอนใหงาย ลำไสเล็ก •ดดูซึมอาหารไปเลี้ยงสวนตางๆของรางกาย ลำไสใหญ •ดดูซึมน้ำและเกลือแร ทวารหนัก •ขับถายเศษอาหารหรือกากอาหารออกจากรางกาย ทอทางเดินอาหาร(DIGESTIVETRACT) •เปนทอที่ติดกันตั้งแตปากถึงทวารหนัก •มีเยื่อบุ4ชั้นเรียงจากชั้นในออกสูจากชั้นนอก Mucosaที่อยูของตอมตางๆที่ขับน้ำยอย SubmucosaทำดวยAreolartissue เปนที่อยขูองเสนเลือดเสนประสาทและหลอดน้ำเหลือง Muscularisกลามเนื้อเรียงทับซอนกัน2ชั้น ชั้นในเซลลเรียงเปนวงกลมโดยรอบ(Circularfold) ชั้นนอกเซลลเรียงทอดตามแนวยาว(Longitudinal) SerosaหรือAdventitia FibrouscoatและใตกระบงัลมคือPeritoneum
ชองปาก คือชองวางดานในของริมฝปาก ประกอบดวย •ริมฝปาก(Lips) •ฟน(Teeth) •ลิ้น(Tongue) •ตอมน้ำลาย ดานหนาริมฝปาก ดานขางแกม ดานบนเพดาน ดานลางลิ้น ดานในลิ้นไก https://www.istockphoto.com/th/ ริมฝปาก(Lips) •ริมฝปากบนและลางอยูรอบๆชองปาก •กลามเนื้อเรียบOrbicularisorisและBuccinator •ดานในเปนMucousmembrane •พื้นดานหนาและดานขางประกอบดวยริมฝปากและแกม •พื้นดานบนประกอบดวยเพดานออนและเพดานแข็ง •พื้นดานลางประกอบดวยลิ้น •vestibuleชองวางที่อยูภายนอกฟน
ลิ้น(Tongue) •อวยัวะรับรสชวยเคี้ยวพูดกลืน •ประกอบดวยกลามเนื้อลาย •ดานบนเปนMucousmembraneและReceptor ที่รับรสตางๆเรียกวาTastebud •ดานบนมีปมุมากมายเรียกวาLingualpapillae ลิ้นมีปุมรับรส TasteBud รสหวานอยูบริเวณปลายลิ้น รสเค็ม อยูบริเวณปลายลิ้น และขางลิ้น รสเปรี้ยวอยบูริเวณขางลิ้น รสขม อยบูริเวณโคนลิ้น ของเหลวจากอาหารจะจะซึมผานเขาไปสัมผัสกับเซลลรับรส(Gustatorycell) เกิดกระแสประสาทไปสูเสนประสาทสมอง ตอมน้ำลาย(Salivarygland) •อยูภายในปากเปนเปนตอมที่ชวยสรางน้ำลายมี3คู ตอมน้ำลายใตหู(Parotidgland)ใหญที่สุดมีทอเรียกวาStensen’sduct สรางน้ำลายได25% อยูน้ำลายที่ฟนกรามซี่ที่2 ตอมน้ำลายใตขากรรไกร(submandibulargland) มีทอเรียกวาWharton’sductสรางน้ำลายได70% อยูในปากบริเวณเสนใตลิ้น ตอมน้ำลายใตลิ้น(Sublingualgland) สรางน้ำลายได5% สรางแลวจะปลอยในปากไมมีทอ http://119.46.166.126/self_all/selfaccess10/m4/biology4_2/lesson4/item14.php
ฟน •ฝงอยูบริเวณAlveolarprocess ของกระดกูขากรรไกรบนและลาง •ทำหนาที่บดเคี้ยวอาหารชวยออกเสียงพูด ทำใหแกมคงรูป สวนประกอบของฟน •รากฟน(Root) •ตัวฟน(Crown) •คอฟน(Neck) สวนประกอบภายในฟน •เคลือบฟน(Enamel) •เนื้อฟน(Dentine) •โพรงฟน(PulpCavity) •Cement ฟนน้ำนม(Milkteeth) ฟนแท(Permanentteeth) •มี20ซี่ •มี32ซี่ •เรื่มขึ้นตั้งแตเด็กในครรภอายไุด6สปดาห •เริ่มขึ้นตั้งแตอายุ6ป •โผลพนเหงือกเมื่ออายุ6เดือน •ขึ้นครบเมื่ออายุ25ป •ขึ้นครบเมื่ออายุ2ขวบและหักเริ่มหักอายุ6ป •ฟนตัด(Incisor) ฟนสำหรับกัดมี8ซี่อยูทางดานหนาสุด •ฟนเคี้ยว(Canines) ฟนสำหรับฉีกมี4ซี่ลักษณะแหลม •ฟนเคี้ยว(Premolar) ฟนสำหรับขบเคี้ยวมี8ซี่ •ฟนกราม(Molar) ฟนสำหรับเคี้ยวหรือบดมี12ซี่อยูขางในสุดใหญ และแข็งแรงสุด https://sites.google.com/a/thk.ac.th/krufonnaka/pak-laea-fan
คอหอย •เปนทอรูปกรวยปลายบนกวางปลายลางแคบ •เริ่มจากทางดานหลังของโพรงจมกูลงไปทางดานหลังของชองปากและกลองเสียง จนถึงหลอดอาหาร •ผนังคอหอยประกอบดวยกลามเนือเรียบชวยในการกลืนอาหาร •Nasopharynx หลังชองจมูกถึงเพดานออน •Oropharynx เพดานออนถึงกระดูกโคนลิ้น(Hyoidbone) •Laryngopharynx กระดูกโคนลิ้นถึงขอบลางของกระดกูCricoid https://articlekey.com/2017/04/08/ หนาท่ีของหลอดคอ •ชวยในการทำใหเกิดเสียง •เปนทางผานของอาหารจากปากไปสูหลอดอาหารเมื่อกลืนอาหาร กลามเนื้อคอหอยจะดึงกลองเสียงขึ้นและขยายออกเพื่อรับอาหาร หลังจากนั้นกลามนื้อคอหอยจะหยอนตัวทำใหอาหารเคลื่อนลงสูหลอดอาหาร ลักษณะคอหอยแบบ3D
หลอด(อesาopหhaาguรs) •เปนทอประกอบดวยกลามเนื้อยาวประมาณ10นิ้วตอจากPharynx •วางตัอยูหลังหลอดลม(Trachea)และหนาตอกระดกูสันหลัง •ตอมาจากสวนปลายของlaryngopharynxเขาสูชองอก(Thorasiccavity) •ลอดผานกระบังลมเขาสูกระเพาะอาหารซึ่งอยูในชองทอง(AbdominalCavity) esophagus หลอดอาหารแบงออกเปน3สวน 1.บริเวณลำคอ 2.ชองอก กั้นดวยกระบังลม 3.ชองทอง diaphragm หนาท่ีของหลอดอาหาร •รับอาหารจากหลอดคอเพื่อลงไปสูกระเพาะอาหาร •โดยการบีบรัดตัวของผนังกลามเนื้อหลอดอาหารเรียกวาPeristalsismovement ทอลำเลียงอาหารอยูดานหลังของหลอดลม และทะลุกระบังลมไปตอกับปลายบนของ กระเพาะอาหารทำหนาที่ลำเลียงอาหารที่ เคี้ยวแลวลงสูกระเพาะอาหารโดยการบีบรัด ของผนังกลามเนื้อกระเพาะอาหาร https://sites.google.com/site/bodyssystems/rabb-yxy-xahar/hlxdxahar
กระเพาะอาหาร(STOMACH) เปนอวัยวะตั้งอยใูนชองทองใตกลามเนื้อกระบังลม ทางชายโครงดานซาย(Lefthypocondriacregion) มีรูปรางคลายตัวเจ ดานบนตอมาจากหลอดอาหาร ดานลางเปดติดตอกับลำไสเล็ก(Duodenum) รูปรางและขนาดเปลี่ยนแปลงไดขึ้นอยูกับจำนวนอาหารที่รับประทาน สามารถจไุด2-3ลิตร ภายในกระเพาะอาหารมีGastricfluidและMucinหลอลื่นตลอดเวลา กระเพาะอาหารแบงเปน4สวน 1.Cardia 2.Fundus 3.Body 4.Pylorus https://meded.psu.ac.th/binla/class02/B8_311_271/eso phagus_stomach/index1.html ชองเปดของกระเพาะอาหาร •CardiacOpeningตอกับEsophagus •PyloricOpeningตอกับDuodenumชองเปดทั้งบนและลางจะมีกลามเนื้อ รูปวงแหวนโดยรอบเรียกวาSphincter •CardiacหรือLoweresophagealsphincter •Pyloricsphincter
ภายนอกกระเพาะอาหารมีของโคง2ขาง 1.Lessercurvature อยูดานขวามีเยื่อบุชองทองหุมเรียกวาLesseromentumแผยึดระหวาง กระเพาะอาหารกับขั้วของตับ 2.Greatercurvature อยูทางดานซานมีแผนเยื่อบุชองทองแผลงไปคลมุลำไสเล็กและลำไสใหญ เรียกวาGreateromentum ผนังประกอบดวยเนื้อเยื่อ4ชั้น 1.Serosa:ชั้นนอกสุดเนื้อเยื่อยึดตอที่มีเนื้อเยื่อบุคลุมทับ 2.Muscularis:กลามเนื้อ3ชั้นชวยในการหดตัวของกระเพาะอาหาร 1.ชั้นนอกสุดเรียงตัวตามยาว(longitudinal) 2.ชั้นกลางเรียงตัวตามขวาง(Circular) 3.ชั้นในเรียงตัวเปนแนวเฉียง(Oblique)บริเวณPylorusกลามเนื้อชั้นกลาง จะหนาตัวขึ้นทำหนาที่เปนหรูดกระเพาะอาหาร (Pyloricsphincter) 3.Submucosa:เนื้อเยื่อยึดตอที่บรรจหุลอดเลือดเสนประสาทและหลอดน้ำเหลือง 4.Mucosa:หนาที่สุดปกคลมุดวยSurfaceepitheliumเปน Simplecolumnarepithelium ขณะกระเพาะอาหารบีบตัวmucosaจะยกตัว เปนสันขึ้นเรียกวาrugaeระหวางrugaeจะมีรองหวำเขาไปในMucosa เรียกวาGastricpitภายในมีGastricGlandมาเปดออก หนาที่กระเพาะอาหาร 1.เปนที่พักและกักเก็บอาหารกอนสงเขาลำไส 2.สรางและหลั่งน้ำยอยซึ่งประกอบดวย กรดเกลือ สารเมือกแลและน้ำยอย•Pepsin •Renin •Lipase 3.ทำหนาที่คลกุเคลาอาหารใหผสมกับน้ำยอย โดยการหดรัดตัวของกลามเนื้อที่ผนังกระเพาะ เปนผลใหอาหารอยูในรูปกึ่งแข็งกึ่งเหลว
ลำไสเล็ก(SMALLINTESTINE) •สวนที่ยาวที่สุดของทอทางเดินอาหาร •มีลักษณะเปนทอที่ขดไปมายาว4-5เมตร •เริ่มตั้งแตPyloricsphincterของกระเพาะอาหารขดไปมาจนกระทั่งเปดเขาสู ลำไสใหญ •เปนสวนที่มีการยอยและการดดูซึมอาหารเขาสูกระแสเลือดเปนสวนนใหญ โดยอาศัยน้ำยอยจากตับออนน้ำดีจากตับและน้ำยอยจากลำไสเล็ก ลำไสเล็กแบงออกเปน3สวน 1.Duodenum •เปนสวนที่สั้นที่สุดมีรูปรางคลายตัวCหรือUยาวประมาณ10นิ้ว ไมมีเยื่อเเขวนลำไส •ตอจากpylorussphincterของกระเพาะอาหาร •บริเวณนี้มีทอดี(Commonbileduct)และทอน้ำยอยจากตับออน (Pancreaticduct)มาเปด 2.Jejunum •เปนลำไสเล็กสวนกลางยาวประมาณ8ฟุต •อยูบริเวณชองทองตอนบน 3.Ileum •เปนลำไสเล็กสวนปลายยาวประมาณ 12ฟุตติดตอกับลำไสใหญสวนCecum •บริเวณนี้จะมีลิ้นเรียกวาIleocecalvale •อยูในชองทองสวนลาง https://sites.google.com/site/biologym414/rabb-yxy-xahar-khxng-mnusy/krapheaa/tab/lasi
ผนังของลำไสเล็ก(SMALLINTESTINE) เยื่อบุลำไสเล็กประกอบดวยเนื้อเยื่อ4ชั้น 1.Serosa:มีเยื่อแขวนลำไส 2.Muscularis:มีชั้นกลามเนื้อ2ชั้น 3.Submucosa:มีตอมเมือกเรียกวาDuodenal(Brunner’sglands) สรางสารเมือกที่มีฤทธิ์เปนดาง 4.Mucosa:หนามีหลอดโลหิตมากมีVilliเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการยอยและดูดซึม ซึ่งมีลักษณะคลายนิ้วมือแตละอันประกอบดวยทอน้ำเหลือง(Lacteal) อยูตรงกลางและลอมรอบดวยหลอดเลือดฝอยมาสานกันเปนรางแห •CHOและโปรตีนถูกยอยและซึมผานเขาสูเสนเลือดฝอย •ไขมันซึมผานเขาสูทอเหลือง •AbsorbtivecellsเรียกวาMicrovilli •Gobletcellsหลั่งMucousออกมาเคลือบและหลอลื่นลำไส หนาท่ีลำไสเล็ก(SMALLINTESTINE) •หล่ังน้ำยอยออกมายอยอาหาร(Digestivefunction) •Peptidase •Lactase •Sucrase •Maltase •Intestinallipase •การเคล่ือนไหว(Intestinalmotility) •Segmentalcontraction เคลื่อนไหวหดตัวเพื่อคลุกเคลาอาหารกับน้ำยอยชวยใหดูดซึมใหดีขึ้น •Pendularmovement การหดตัวแบบวงแหวนเพื่อเคลื่อนตัวไปขางหนาและถอยหลังกลับ •Peritalsismovement การเคลื่อนแบบลูกคลื่นชวยผลักไลอาหาร ไขความลับกระเพาะอาหาร
ลำไสใหญ(LARGEINTESTINE) •เปนสวนที่ตอจากลำไสเล็กมีความยาว1.5เมตร •เริ่มจากสวนปลายของไสเล็กสวนIliumไปจนถึงanus •ถูกยึดติดกับผนังชองทองทางดานหลังโดยเยื่อบุชองทอง เรียกวาMesocolon •ทำหนาที่ขับถายกากเหลือจากการยอยและผลผลติตางๆ ที่เกิดจากขบวนการปฏิกิริยาตางๆในรางกายออก แบงเปน4สวนนคือ 1.Cecum •ลำไสเล็กมาเปดอยูทางดานขวา •ลักษณะเปนถุงปลายตันตอกับIlium •มีIleocecalvaleกั้นเพื่อไมใหกากอาหารไหลยอนกลับเขาลำไสเล็ก •มีเยื่อบชุองทองคลุม •สวนนของCecumที่ยื่นออกมีลักษณะเปนทอปลายปดขนาดเล็ก เรียกวาไสติ่ง(Appendix) 2.ColonตอจากCecum แบงออกเปน4สวน Ascendingcolon:ตั้งแตIleocecalvaleทอดวกไปดานบนจนถึงHepaticflexure Transversecolon:ตั้งแตHepaticflexureทอดขวางลำตัวจนถึงSplenicflexure Descendingcolon:ตั้งแตsplenicflexureทอดวกลงดานลางซายของชองทอง จนถึงLeftiliacregionตรงระดับCrestofileum Sigmoidcolon:สวนโคงที่มีลักษณะเปนรูปตัวSจากCrestofileumถึงRectum 3.Rectum(ไสตรง) •รูปรางโคงไปตามความโคงของSacrumและCocyx •สวนลางสุดของRectumจะพองออกเปนกระเปาะเรียกวาAmpullarecti พองโตเพื่อเก็บอจุจาระไดมาก 4.Analcanal •เปนสวนลางสุดของลำไสใหญยาวประมาณ1.5นิ้ว •มีชองเปดสูภายนอกเรียกวาanusมีกลามเนื้อหรูด2วงคือ -Internalanalsphincterกลามเนื้อเรียบควบคุมโดยประสาทอัตโนมัติ -Externalanalsphincterกลามเนื้อลายควบคุมโดยสมอง บริเวณนี้มีหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดงอยูมากบางครั้งหลอดเลือดดำอาจโปงออก เรียกวาริดสีดวงทวาร(Hemorrhoid)
https://sites.google.com/site/biologybymaniac/xwaywa-tang/lasihiy เย่ือบุผนังลำไสใหญ 1.Serosa:เยื่อบุชองทองที่หุม 2.Muscularis:มี2ชั้นกลามเนื้อชั้นนอกจะมีการหนาตัวขึ้นเปนแถบตามยาว3 แถบเรียกวาTaeniaecoliแรงตึงตัวทำใหลำไสใหญมีลักษณะเปนกระพุงสลับ กับรอยคอดเรียกวาSacculations 3.Submucosa:เปนชั้นของเนื้อเยื่อยึดตอ 4.Mucosa:บุดวยSimplecolumnaepitheliumcellsไมมีVilliไมมีการดูดซึม หรือยอยอาหารชวยดูดน้ำและสารละลายบางอยางกลับคืนเพื่อใหเกิดความสมดุล ระหวางน้ำและสารละลายภายในรางกาย หนาที่ของลำไสใหญ -ดูดน้ำและเกลือแรคืนจากอาหารที่รางกายไมดูดซึม -เก็บกักและขับถายกากอาหารตางๆออกจากรางกาย -ควบคุมความชื้นของกากอาหารเพื่อใหถายสะดวก -เปนที่อยูของจุลินทรียที่มีประโยชนและกอใหเกิดโรค
ตับ •เปนตอมที่ใหญที่สุดในรางกาย Liver •อยูบนสุดซีกขวาของชองทองใตกระบังลม และยาวยื่นผานแนวกลางลำตัวไปดานซีกซาย •มีลักษณะออนนุม •มีรูปคลายสามเหลี่ยมมีสวนฐานอยูทางดานขวา และสวนยอดชี้ไปทางดานซาย •เกือบทกุสวนของตับจะมีซี่โครงปองกันอยู ตับแบงออกเปน4lobesคือright,left,caudateและquadratelobes เซลลตับมี2ชนิด 1.Parenchymalhepaticcellsหรือlivercell •ขับน้ำดี Bilecanaliculi Bileducts Hepaticduct(Lt/Rt) Commonhepaticduct Cysticduct(จากถงุน้ำดี) Commonbileductเปดเขาสูลำไสเล็ก 2.Kupffercell •จับกินและขจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากกระแสโลหิต https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=jamesn&month=08-2010&date=12&group=2&gblog=26
หนาที่ของตับ https://sites.google.com/site/kobclassroom/xwaywa-thi -chwy-yxy-xahar/tab-liver-laea-thung-nadi-gall-bladder 1.เปนแหลงเก็บเลือด 2.ทำลายสิ่งแปลกปลอมในกระแสเลือดDetoxificationและPhagocytosis 3.สรางน้ำดีไปชวยยอยอาหารไขมันในลำไสเล็กสวนDuodenum 4.สรางสารปองกันการแข็งตัวของเลือด(Coagulatingfactors)เชน ProthrombinและFibrinogen 5.เปนแหลงสะสมวิตามินและแรธาตุตางๆเชนA,D,B12,ธาตเุหล็กและทองแดง 6.ควบคมุMetabolismของคารโบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน 7.สรางเม็ดเลือด(เฉพาะในชวงที่เปนEmbryo) 8.สลายฮีโมโกลบิน 9.ทำลายสงิ่ที่เปนพิษตอรางกายและกำจัดแอมโมเนียในเลือด โดยเปลี่ยนเปนยูเรียสงไปที่ไตเพื่อกำจัดออกนอกรางกาย
ตับออน •วางตัวอยูดานหลังของชองทองตรงกระดูกสันหลัง ระดับเอวที่1-2 (PANCREAS)•สวนหลังติดกับโคงDuodenumสวนนหางติดกับมาม •ตรงกลางมีทอเรียกวาPancreaticduct •ทำหนาที่สรางน้ำยอยเปดเขาPancreaticduct ตับออนแบงเปน3สวนนคือ สวนนหัว(Head) สวนนคอ(Neck) สวนตัว(Body) สวนนหาง(Tail) http://taoza191zz.blogspot.com/2014/10/pancreatitis.html แบงออกเปน2สวนตามการทำหนาที่ 1.ExocrinePart สรางน้ำยอย(Pancreaticjoice) มีทอสรางเสร็จสงไปทางทอPancreaticduct •Trypsin •Amylase •Lypase •Polypeptidase •Dipeptidase 2.EndocrinePart สรางฮอรโมนเรียกวาIsletsofLangerhansสรางอินซูลิน ไมมีทอสรางเสร็จสงผานกระเเสเลือด
ถุงน้ำดี(GALLBLADDER) •มีลักษณะคลายลูกแพรอยูทางดานลางของตับดานหนา •แบงออกเปน3สวน 1.Fundusเปนสวนปลายที่มีลักษณะกวาง 2.Bodyเปนบริเวณสวนใหญของถุงน้ำดี 3.Neckอยใูกลกับcysticduct •หนาที่เก็บน้ำดีที่สรางมาจากตับและทำใหน้ำดีมีความเขมขนึ้น เย่ือบุถุงน้ำดี 1.Mucosa เปนMucousmembraneเซลลชนิด Simplecolumnarepithelium 2.Submucosa เปนชั้นของเนื้อยึดตอที่เรียงตัวกันหลวมๆ 3.Muscularis เปนชั้นกลามเนื้อเรียบที่ชวยในการบีบตัวของถุงน้ำดี 4.Serosaandadventitia: ซึ่งมาจากPeritoneum โรคนิ่วที่เกิดในถุงน้ำดี
น้ำดีBILE •ผลิตจากตับประมาณ500-800cc/day •เปนดางลักษณะเขียวๆเหลืองๆ •เกิดจากฮีโมโกบินในกระแสเลือด Bilirubin Bile น้ำดีถูกสรางขึ้นที่ตับโดยมีคอเลสเตอรอลเปนสารตั้งตนและสงไปตามทอที่ตับ (hepaticduct)นำไปเก็บสะสมไวในถุงน้ำดี(gallbladder)เมื่อมีการยอยอาหาร ถุงน้ำดีจะบีบตัวเพื่อใหน้ำดีหลั่งออกมาตามทอน้ำดี(commonbileduct)เขาสู ลำไสเล็กน้ำดีจะรวมตัวกับน้ำยอยที่หลั่งออกมาจากตับออนเพื่อชวยยอยอาหาร ประเภทไขมันและน้ำมัน หนาท่ีของน้ำดี •ดดูซึมการยอยไขมัน •ขับสีและของเสียออกนอกรางกาย •ดูดซึมวิตามินAและK •เปนCo-enzymeของPancreaticlipase •BileชวยควบคมุCholesteral และยับยั้งการทำงานของThromboplastin
Search
Read the Text Version
- 1 - 20
Pages: