การติดต้งั ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกับไฟฟา้ 1 Installation 1 ความปลอดภยั และมาตรฐาน 1 เกี่ยวกับไฟฟ้า หัวขอ้ เร่อื ง 1.1 การใช้ไฟฟ้าอยา่ งปลอดภัย 1.2 การชว่ ยเหลอื ผูป้ ระสบอนั ตรายจากไฟฟ้า และการปฐมพยาบาล 1.3 มาตรฐานการตดิ ตั้งไฟฟา้ 1.4 มาตรฐานการตดิ ตั้งไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย พ.ศ. 2556 สาระสาคัญ ปัจจุบันไฟฟ้ามีความจาเป็นต่อชีวิตประจาวันมาก ทาให้เกิดความสะดวกสบายจากการใช้ไฟฟ้า รวมถงึ ในภาคอุตสาหกรรมและธรุ กจิ ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสาคัญ ไฟฟ้ามีประโยชน์มากมายก็จริงแต่ใน เวลาเดียวกันก็มีอันตรายอยู่ในตัวของมันเองถ้ารู้จักใช้ก็จะได้ประโยชน์มหาศาล แต่ถ้าใช้ผิดวิธีก็อาจจะ ได้รับอันตรายถึงชีวิต ผู้ใช้ไฟควรทาความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานทางด้านความปลอดภัยในการใช้ ไฟฟ้าเพราะความประมาทหรือเพิกเฉยต่อส่ิงท่ีเกิดข้ึนเพียงเล็กน้อยก็อาจนามาสู่ความหายนะและ ความ สูญเสียต่างๆ ในชีวิต โดยเฉพาะมาตรฐานความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในบ้าน ผู้ใช้ยังไม่ให้ความสนใจ เท่าที่ควรดังนั้นวามปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้าจึงเป็นเร่ืองที่ควรได้รับความสนใจ รวมไปถึงเร่ืองเกี่ยวกับ อนั ตรายจากไฟฟ้าและการปฐมพยาบาล หากมีผู้ท่ีได้รับอันตรายจากการใช้ไฟฟ้าจะได้ทาการช่วยเหลือได้ อย่างทันท่วงทอี นั ตรายจากไฟฟ้าอาจจะเน่ืองมาจากส่วนหน่ึงส่วนใดของร่างกายแตะจนกลายเป็นส่วนหนึ่ง ในวงจรไฟฟ้า หรือสัมผัสถูกสายสองเส้นหรือเพียงเส้นเดียวหรืออาจจะไปสัมผัสถูกวัตถุท่ีมีกระแสไฟฟ้า ร่ัวไหลแต่เพียงจุดเดียว ในขณะที่ร่างกายส่วนอ่ืนสัมผัสอยู่กับพ้ืนดิน ลักษณะเช่นน้ีจะทาให้เกิดการครบ วงจร กระแสไฟฟา้ จะสามารถไหลผ่านร่างกายทาให้เกิดอันตรายแกร่ า่ งกายได้ สมรรถนะประจาหนว่ ยการเรียนรู้ ระบเุ ก่ียวกบั ความปลอดภัยและมาตรฐานเกยี่ วกบั ไฟฟา้ จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. จุดประสงคท์ ัว่ ไป 1.1 เพอ่ื ให้มคี วามรู้เกีย่ วกับการใชไ้ ฟฟ้าอยา่ งปลอดภยั 1.2 เพ่ือใหม้ ีความรู้เก่ียวกับการชว่ ยเหลือผู้ประสบอนั ตรายจากไฟฟา้ และการปฐมพยาบาล 1.3 เพ่อื ใหม้ ีความรเู้ กีย่ วกบั มาตรฐานการตดิ ตง้ั ไฟฟ้า 1.4 เพอื่ ให้มคี วามรเู้ กย่ี วกบั มาตรฐานการตดิ ตั้งไฟฟา้ สาหรบั ประเทศไทย พ.ศ.2556 เรยี บเรียงโดย พลวิรฐั รชั อนนั ทพ์ งษ์
การติดต้ังไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกับไฟฟา้ 2 2. จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม 2.1 ระบุเก่ยี วกับการใชไ้ ฟฟ้าอยา่ งปลอดภัยได้ 2.2 อธิบายขัน้ ตอนเกย่ี วกับการชว่ ยเหลอื ผ้ปู ระสบอนั ตรายจากไฟฟ้า และการปฐมพยาบาลได้ 2.3 บอกมาตรฐานการตดิ ต้งั ไฟฟา้ ได้ 2.4 ระบเุ ก่ยี วกับมาตรฐานการตดิ ตั้งไฟฟ้าสาหรบั ประเทศไทย พ.ศ.2556 ดังนี้ได้ 2.4.1 ข้อกาหนดท่วั ไปเกย่ี วกบั การติดตั้งทางไฟฟา้ 2.4.2 มาตรฐานตา่ งๆ สาคัญทเี่ กี่ยวข้องกบั วัสดุอปุ กรณ์ไฟฟา้ เรยี บเรยี งโดย พลวริ ฐั รชั อนันท์พงษ์
การตดิ ต้งั ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกยี่ วกับไฟฟา้ 3 ความปลอดภัยและมาตรฐานเก่ียวกับไฟฟ้า 1.1 การใช้ไฟฟา้ อย่างปลอดภยั การใช้ไฟฟ้าต้องคานึงถึงความปลอดภัย ประหยัด ความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด ควร จะต้องเริ่มต้ังแต่การเลือกใช้เคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ีมีประสิทธิภาพในการทางานท่ีดี เหมาะสมต่อการใช้งาน ตลอดจนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้า สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยและถูกวิธี ซ่ึงจะช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงาน และยังมีผลดีต่อส่วนรวมของประเทศในแง่ของการอนุรักษ์ ธรรมชาติ และสง่ิ แวดล้อมอกี ด้วย ไฟฟ้ามีประโยชน์มากมายก็จริงแต่ในขณะเดียวกันก็มีอันตรายอยู่ในตัว ของมันเอง ถ้าใช้อย่างผิดวิธีอาจทาให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และอาจถึงข้ันอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะความประมาท หรือเพกิ เฉยตอ่ สิง่ ทีเ่ กิดขึ้นเพยี งเลก็ นอ้ ยอาจนามาซ่ึงความเสียหายอันใหญ่หลวง ทั้ง ต่อชีวิต และความสูญเสียต่อทรัพย์สินต่างๆ ผู้ใช้ไฟฟ้าจึงมีความจาเป็นต้องศึกษาวิธีการใช้ไฟฟ้าอย่าง ถูกตอ้ ง และปลอดภยั ควบคกู่ นั ไปด้วย 1.1.1 ข้อแนะนาในการใช้ไฟฟ้าและเครือ่ งใช้ไฟฟ้าอยา่ งปลอดภัย เพ่อื ให้เกิดความปลอดภยั อย่างสงู สดุ มีข้อปฏบิ ัตใิ นการใชไ้ ฟฟา้ และเครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ดงั นี้ 1) ช่างท่จี ะดาเนินการออกแบบ และตดิ ต้ังระบบไฟฟา้ จะตอ้ งเป็นผทู้ ี่มปี ระสบการณ์ และความรูค้ วามชานาญเกย่ี วกบั ไฟฟา้ 2) อุปกรณ์ท่ใี ช้ในการตดิ ต้ังไฟฟา้ ต้องเป็นชนดิ ทไี่ ดร้ บั รองมาตรฐานตา่ งๆ เชน่ สานกั งาน มาตรฐานผลิตภัณฑอ์ ตุ สาหกรรม TIS, NEC, VDE, IEC เป็นต้น รูปท่ี 1.1 ปล๊ักไฟฟ้าและการใช้งานใหม้ คี วามปลอดภัย1 3) การเดินสายและติดต้ังอุปกรณ์ไฟฟ้า ต้องเป็นไปตามกฎการเดินสาย และติดต้ัง อปุ กรณไ์ ฟฟ้า 1 สบื คน้ เม่อื 20/04/2558 : http://pantip.com/topic/32304563 เรียบเรียงโดย พลวิรฐั รชั อนันท์พงษ์
การตดิ ตงั้ ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกบั ไฟฟา้ 4 4) กอ่ นใชเ้ คร่อื งใช้ไฟฟ้าทกุ คร้ังต้องศึกษาคู่มอื แนะนาการใช้งานให้เขา้ ใจ และปฏิบัติตาม คาแนะนาอยา่ งเคร่งครัด 5) เคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ีมีเปลือกหุ้มภายนอกทาด้วยโลหะทุกชนิด และเคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ีอาจมี ไฟฟ้าร่วั มากับนา้ จาเปน็ ต้องมีการต่อสายดิน และใช้เตา้ เสยี บชนิดทีม่ ขี ัว้ สายดนิ กบั เต้ารบั ชนิดมีขั้วสายดินท่ี เปน็ มาตรฐานเดยี วกนั เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้า เชน่ ตู้เยน็ เตารดี หม้อหงุ ขา้ ว เตาไมโครเวฟ เคร่ืองซกั ผา้ หมอ้ ต้ม น้าร้อน กระทะไฟฟ้า เคร่ืองทาน้าอุ่น เตาไฟฟ้า เคร่ืองปรับอากาศ เป็นต้น โดยเฉพาะการใช้เคร่ืองทา น้าอุ่น นอกจากจะต้องติดตั้งสายดินแล้วจะต้องติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว (ELCB : Earth Leakage Circuit Breaker) จะทาใหก้ ารใชง้ านเพ่มิ ความปลอดภัยมากยง่ิ ขน้ึ 6) เมอ่ื ร่างกายเปียกช้ืนห้ามสัมผัสกับส่วนท่ีมีไฟฟ้าของเคร่ืองใช้ไฟฟ้าเป็นอันขาด เพราะ อาจมีไฟรวั่ และทาใหเ้ กิดอันตรายแก่ชีวิตได้ เน่ืองจากความต้านทานไฟฟ้าของผิวหนังที่เปียกชื้นจะลดลง อยา่ งมากทาใหก้ ระแสไฟฟา้ สามารถไหลผ่านร่างกายได้โดยสะดวก 7) การเดินสายไฟไปใช้งานนอกอาคารไม่ว่าจะเป็นการถาวร หรือชั่วคราวก็ตาม เช่น งานก่อสร้าง งานต่อเติม งานปรับปรุงนอกอาคาร เป็นต้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือ เตา้ รับควรจะมเี ซอรก์ ิตเบรกเกอร์ (CB : Circuit Breaker) พร้อมทงั้ มีเคร่อื งตัดไฟรัว่ ดว้ ย 8) ควรแยกวงจรไฟฟ้าท่ีน้าอาจท่วมถึง เช่น บริเวณชั้นล่างของอาคาร เพ่ือให้สามารถ ปลดไฟออกได้ทันทเี มือ่ เกิดน้าท่วม หรืออาจปอ้ งกันวงจรทแ่ี ยกออกนด้ี ้วยเครือ่ งตดั ไฟร่ัวก็ได้ 9) ตรวจสอบอุปกรณ์ติดต้ังทางไฟฟา้ เป็นประจาอยา่ งนอ้ ยปีละ 1 คร้ัง 10) สังเกตสิ่งผิดปกติจากสี กลิ่น เสียง และการสัมผัสอุณหภูมิ รวมท้ังการใช้เครื่องมือ ง่ายๆ เช่น ไขควงตรวจสอบไฟหรือที่เรียกว่าไขควงเช็คไฟตรวจสอบกระแสไฟฟ้ารั่วไหล เป็นต้น ตัวอย่าง การสังเกต เช่น สีของสายเปล่ียน มีกลิ่นไหม้ มีรอยเขม่า หรือรอยไหม้ มือจับสวิตช์ไฟหรือปล๊ักไฟแล้ว รู้สึกอุ่นๆ เหล่าน้ีแสดงว่ามีความร้อนผิดปกติเกิดข้ึน อาจเกิดจากจุดต่อต่างๆ ไม่แน่น เต้าเสียบเต้ารับ หลวม เปน็ ตน้ 11) อย่าพยายามใช้ไฟฟ้าหรือเปิดสวิตช์ไฟฟ้า เช่น พัดลมระบายอากาศในบริเวณที่มีไอ ของสารระเหยหรือกา๊ ซทีไ่ วไฟปกคลมุ อยู่เต็มพน้ื ท่ี เชน่ ก๊าซหงุ ตม้ ทินเนอร์ หรือไอนา้ มันเบนซิน 12) ควรหลีกเล่ียงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าราคาถูกที่ผลิตแบบไม่ได้มาตรฐาน นอกจากจะมี อายุการใช้งานสั้นแล้ว อาจไม่ปลอดภัยในการใช้งานโดยเฉพาะเร่ืองอัคคีภัย อีกทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าท่ีไม่ได้ มาตรฐานส่วนใหญ่แล้วจะใช้กระแสไฟฟ้ามากกว่าปกติ นอกจากจะส้ินเปลืองพลังงานไฟฟ้าแล้ว ในระยะ ยาวแลว้ ถอื ว่าไมค่ ุม้ ค่าเลยเม่อื เทยี บกับอุปกรณ์ทผ่ี ลติ ได้มาตรฐาน 13) อุปกรณ์ท่ีต้องเสียบปล๊ักท้ิงไว้นานๆ โดยท่ีไม่มีผู้ดูแล เช่น หลอดไฟทางเดินหรือ บันได หม้อแปลงไฟขนาดเล็กที่เรียกกันว่าอะแดปเตอร์ (Adapter) เคร่ืองชาร์จแบตเตอร่ีขนาดเล็ก เป็น ต้น หากมคี วามจาเป็นต้องใช้ให้หลีกเลีย่ งการใช้ในบริเวณทมี่ ีวสั ดตุ ิดไฟงา่ ย 14) ทุกคร้ังที่เลิกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ปิดสวิตซ์เคร่ืองใช้ไฟฟ้า และถอดปล๊ักออกจาก เต้ารับทุกครัง้ เพ่ือไมใ่ ห้เคร่อื งใชไ้ ฟฟ้าชารดุ งา่ ย และเปน็ การยดื อายุการใช้งาน เรียบเรยี งโดย พลวิรฐั รชั อนนั ท์พงษ์
การตดิ ต้งั ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกยี่ วกบั ไฟฟา้ 5 15) อย่าพยายามซ่อมเคร่ืองใช้ไฟฟ้าด้วยตนเอง หรือโดยช่างท่ีมีความรู้ความชานาญไม่ เพียงพอ เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทจาเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ตรวจสอบด้านความปลอดภัย เช่น เตา ไมโครเวฟ ต้องมีการตรวจสอบของการรั่วของคลื่นไมโครเวฟไม่ให้มีมากเกินท่ีกาหนด หรือเครื่องใช้ท่ีมี สายดินต้องตรวจสอบความตอ่ เน่ืองของสายดิน (Ground conductor) และสายนิวทรัล (Neutral) เป็นต้น 16) หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือไฟฟ้าในขณะท่ีมีฝนตกฟ้าคะนอง เพื่อป้องกันไม่ให้ เครอ่ื งใช้ไฟฟ้าชารุดเสยี หายเมอื่ มฟี า้ ผ่าเกิดข้ึนในบริเวณใกลเ้ คยี ง โดยเฉพาะอย่างยิง่ อุปกรณ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เช่น โทรทัศน์ คอมพวิ เตอร์ เครื่องเสียง วีดีโอ อุปกรณ์ส่ือสาร โทรศัพท์ เป็นต้น ให้ปิดเคร่ืองถอดปล๊ัก รวมทัง้ สายอากาศ และสายโทรศัพท์ออกจากเครื่องทกุ ครงั้ 17) เครื่องใช้ไฟฟ้าท่ีควบคุมการปิด-เปิด ด้วยรีโมทคอนโทรล หรือปุ่มสัมผัส อิเล็กทรอนิกส์ เช่นโทรทัศน์ เครื่องเสียง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น เมื่อปิดเครื่องจะมีไฟเล้ียงวงจร ควบคมุ อยูต่ ลอดเวลา จึงมกั มตี วั อย่างของการเกดิ อปุ กรณค์ วบคมุ ภายในชารดุ และบางคร้ังทาให้เกิดไฟลุก ไหม้ทรัพย์สินเสียหายอยู่เสมอ ด้ังน้ันจึงควรถอดปลั๊ก หรือติดตั้งวงจรสวิตช์ตัดต่อวงจร เพื่อปลดไฟออก ทกุ ครัง้ ทเี่ ลิกใชง้ าน 18) ฝกึ ฝนให้รูจ้ ักวธิ แี กไ้ ข และปอ้ งกันรวมทัง้ ชว่ ยเหลือปฐมพยาบาล เมื่อมีอุบัติเหตุทาง ไฟฟ้าเกดิ ขึน้ 1.1.2 ความปลอดภัยในการติดตัง้ อปุ กรณ์ไฟฟ้า การพิจารณาเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า และการติดต้ังอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกวิธีเป็นอีกหน่ึงปัจจัยสาคัญท่ี จะทาให้เกดิ ความปลอดภัยแกผ่ ใู้ ช้งาน และยังเป็นการยืดอายุการใชง้ านใหย้ าวนาน มขี อ้ ควรปฏบิ ตั ิดังน้ี 1) การเลือกใช้สายไฟฟ้า สายไฟฟ้าถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความสาคัญสาหรับวงจรไฟฟ้า ถ้าหากมีการพิจารณาเลือกใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักการแล้ว ก็จะส่งผลให้วงจรไฟฟ้าน้ันสามารถ ทางานไดอ้ ย่างมเี สถยี รภาพ มีกระแสไฟฟ้าไหลอยา่ งสม่าเสมอ วธิ พี จิ ารณาเลือกใช้สายไฟฟา้ เบอ้ื งตน้ ดงั น้ี 1.1 ใชส้ ายไฟฟ้าทไี่ ดม้ าตรฐานจากสานกั งานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เท่านัน้ 1.2 สายไฟฟ้าชนิดที่ใช้เดินภายในอาคาร ดังรูปท่ี 1.2 ห้ามนาไปใช้เดินนอกอาคาร เพราะแสงแดดจะทาให้ฉนวนแตกกรอบชารุด สายไฟฟ้าทั้งสองแบบน้ีจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของ ฉนวน สายไฟชนิดท่ีใช้เดินนอกอาคารมักจะเติมสารป้องกันแสงแดดไว้ในเปลือกหรือฉนวนของสาย สาร ป้องกนั แสงแดดที่ใช้กันมากน้ันจะเป็นสดี าแต่อาจเปน็ สีอื่นกไ็ ด้ การเดินร้อยในท่อก็มีส่วนช่วยป้องกันฉนวน ของสายจากแสงแดดไดร้ ะดบั หน่งึ รปู ท่ี 1.2 ตัวอย่างของสายไฟฟา้ ทใ่ี ชส้ าหรับเดินในอาคาร2 2 สบื คน้ เมอื่ 25/04/2558 : http://www.onestockhome.com/Default.aspx?pageid=204 เรียบเรยี งโดย พลวิรัฐ รชั อนันทพ์ งษ์
การติดตงั้ ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกยี่ วกบั ไฟฟา้ 6 1.3 เลือกใช้ชนิดของสายไฟให้เหมาะสมกับสภาพการติดตั้งใช้งาน เช่นสายไฟชนิด อ่อน ห้ามนาไปใช้เดินยึดติดกับผนังหรือลากผ่านบริเวณที่มีการกดทับสาย เนื่องจากฉนวนของสายไม่ สามารถรบั แรงกระแทกจากอุปกรณจ์ ับยึดสายได้ การเดินสายใต้ดินก็ต้องใช้ชนิดท่ีเป็นสายที่ไม่สามารถรับ แรงกระแทกจากอปุ กรณจ์ บั ยดึ สายได้ การเดนิ สายใตด้ นิ ก็ตอ้ งใช้ชนิดที่เป็นสายใต้ดิน ดังรูปท่ี 1.3 พร้อม ทงั้ มีการเดินรอ้ ยในทอ่ เพือ่ ปอ้ งกนั สายใตด้ นิ เกดิ ความเสียหายจากการกดั กรอ่ นของสารในดิน รูปที่ 1.3 ตัวอยา่ งของสายไฟฟา้ ทใี่ ชส้ าหรบั เดนิ ใตด้ ิน3 1.4 ขนาดของสายไฟฟา้ ตอ้ งเลอื กให้เหมาะสมกับแรงดันไฟฟ้า ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ ใชง้ าน และขนาดของฟวิ ส์ หรือเซอร์กติ เบรกเกอร์ (ดูวิธีการคานวณเลอื กขนาดของสายไฟฟ้าในบทที่ 3) 2) การเดินสายไฟฟ้า การตดิ ตั้งหรอื การเดนิ สายไฟฟา้ นน้ั ผู้ทาการตดิ ตั้งจะตอ้ งศึกษา มาตรฐานการตดิ ต้ังทางไฟฟา้ สาหรับประเทศไทย พ.ศ.2556 หรือ วสท. 2001-56 วธิ ีปฏบิ ัติเบอ้ื งต้น ดังน้ี 2.1 เลือกช่างเดินสายไฟฟ้าท่ีมีความรู้และประสบการณ์สูง หรือช่างที่เคยผ่านการ อบรมจากการไฟฟ้า 2.2 หลีกเหลี่ยงการมีจุดต่อสายไฟฟ้าเกินความจาเป็น หากมีการต่อสายก็ต้อง เลือกใชอ้ ุปกรณ์การต่อสายทีถ่ กู ตอ้ ง มนั่ คงแขง็ แรง 2.3 สายไฟฟ้าท่ีทะลุผ่านผนัง หรือออกมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องมีฉนวนรองรับ เพ่ือ ป้องกันฉนวนของสายไฟฟ้าถูกบาดจนชารุด 2.4 สายไฟฉนวนสีน้าตาลใชส้ าหรับสายไฟทม่ี ไี ฟ สว่ นสีฟ้าใช้สาหรับสายเส้นท่ีไม่มีไฟ (สายนวิ ทรลั ) สาหรบั สเี ขียวหรือสเี ขยี วแถบเหลืองใชส้ าหรับสายดิน 2.5 อุปกรณ์ป้องกนั กระแสไฟฟา้ เกนิ เชน่ ฟวิ ส์ หรือเซอรก์ ิตเบรกเกอร์ รวมทัง้ สวิตช์ ปิด-เปิดให้ต่อกับสายไฟฟ้าท่ีมีฉนวนสีน้าตาล (เส้นที่มีไฟ) เท่านั้น และห้ามต่อฟิวส์ในสายเส้นท่ีไม่มีไฟ (สายนิวทรัล) ในกรณีที่ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์หรือสวิตช์ในเส้นนิวทรัลด้วยต้องเป็นชนิดท่ีตัดไฟหรือปลด สายไฟทุกเสน้ ออกพร้อมกนั (2 ขั้วพร้อมกนั ) 3) การตรวจสอบสายไฟฟ้า การตรวจสอบที่ดีควรมีการตรวจสอบต้ังแต่ก่อนการติดตั้ง โดยสังเกตดูสภาพท่ัวไปของสายไฟฟ้า ตรวจสอบระหว่างการติดตั้งโดยการสังเกตดูวิธีการใช้เคร่ืองมือท่ี 3 สบื ค้นเมอ่ื 25/04/2558 : http://www.telepart.net เรียบเรียงโดย พลวริ ฐั รชั อนนั ทพ์ งษ์
การติดตงั้ ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกยี่ วกับไฟฟา้ 7 ถูกต้อง ดูการตัดต่อสายไฟฟ้า และสุดท้ายคือการตรวจสอบหลังการติดต้ังโดยการสังเกตการจัดเก็บ สายไฟฟ้า การตรวจสอบสายไฟฟา้ มขี อ้ ควรปฏิบตั ิพอสรุปได้ ดังน้ี 3.1 ตรวจสอบการเดนิ สายไฟว่าใช้สถี กู ตอ้ งตามมาตรฐานหรอื ไม่ 3.2 ตรวจสอบจุดตอ่ สาย การเขา้ สาย ต้องขนั ให้แนอ่ ยา่ งนอ้ ยปลี ะ 1 ครงั้ 3.3 สังเกตอุณหภูมิของสาย โดยสัมผัสท่ีผิวฉนวนของสาย ถ้ารู้สึกอุ่นหรือร้อนแสดง วา่ ผดิ ปกติ อาจเนื่องจากใชไ้ ฟเกินขนาดของสาย หรือมีจดุ ต่อสายตา่ งๆ ไม่แนน่ เชน่ ปลกั๊ ไฟ เต้ารับ สวิตช์ เป็นตน้ 3.4 สังเกตท่สี ขี องฉนวนหุม้ สาย ถ้าสายไฟบางเส้นมสี เี ปลีย่ นไป เช่น สีฟ้าเปลี่ยนเป็น สคี ล้าหรอื ฝุน่ จบั มาก แสดงว่ามีอณุ หภูมิสูงกว่าปกตอิ าจมไี ฟใช้เกินขนาดสายหรือมีการต่อสายไมแ่ นน่ 3.5 ฉนวนของสายไฟฟ้าต้องไม่มีการแตกกรอบ ไม่มีรอยไหม้ ชารุด ถ้าพบควร ตรวจสอบหาสาเหตแุ ละทาการแก้ไข หลังจากนัน้ ใหท้ าการเปลย่ี นสายไฟฟ้าใหม่ 3.6 หมั่นตรวจสอบสภาพของสายไฟฟ้าปีละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อยโดยให้มีการบันทึก ขอ้ มูลการตรวจสอบสภาพไวท้ กุ ครงั้ 3.7 กรณที ่ีมีการใชไ้ ฟฟ้ามากข้ึน ควรตรวจสอบขนาดของสายไฟฟ้าที่ใช้อยู่ว่ามีความ เหมาะสมหรือไม่ โดยการเปรียบเทียบเบื้องต้นว่าค่ากระแสของเคร่ืองใช้ไฟฟ้าท่ีใช้มีค่าน้อยกว่าค่าพิกัด กระแสของสายไฟฟา้ หรือไม่ หากไม่ใช่ต้องเปลี่ยนใหม่โดยการพิจารณาขนาดของสายไฟฟ้าให้มีขนาดใหญ่ ขน้ึ กวา่ ขนาดเดมิ ท่ีใชอ้ ยู่ 3.8 ตรวจสอบสายไฟฟ้าบริเวณที่ทะลุผ่านฝ้าเพดานหรือผนัง อาจมีรอยหนูแทะ ฉนวนของสายไฟฟา้ ทาให้เกดิ การลดั วงจร และเกดิ ไฟไหมไ้ ด้ 4) แผงจ่ายไฟฟ้า ดังรูปที่ 1.4 หมายถึง อุปกรณ์ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าที่ทาหน้าท่ี ควบคุมการใช้ ไฟฟ้าให้เกิดความปลอดภัยสามารถสับหรือปลดออกได้ทันที แผงจ่ายไฟฟ้ามักจะหมายถึง อุปกรณ์สับปลดวงจรไฟฟ้าตัวแรกถัดจากเคร่ืองวัดหน่วยไฟฟ้า (มิเตอร์) ของการไฟฟ้าเข้ามาในบ้าน ซ่ึงจะ รวมถงึ อุปกรณป์ อ้ งกันกระแสไฟฟ้าเกิน และลัดวงจรดว้ ย รายละเอยี ดของแผงจา่ ยไฟฟา้ พอสรุปได้ ดังน้ี รปู ท่ี 1.4 แผงจา่ ยไฟฟา้ สาหรับที่อยู่อาศัย เรียบเรยี งโดย พลวิรัฐ รชั อนันท์พงษ์
การติดตง้ั ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกยี่ วกับไฟฟา้ 8 4.1 ขนาดปรับตั้งของอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินหรือลัดวงจร เช่น ฟิวส์หรือเซอร์กิต เบรกเกอร์ต้องเลือกขนาดให้สามารถตัดวงจรไฟฟ้าในขณะที่เกิดลัดวงจร หรือมีกระแสไฟฟ้าเกินก่อนที่ สายไฟฟ้าและอปุ กรณ์อ่ืนๆ จะเสยี หาย (ดูเร่ืองการคานวณหาขนาดเซอร์กตเิ บรกเกอร์บทที่ 3) 4.2 ความสามารถหรือพิกัดในการตัดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรของฟิวส์หรือเซอร์กิตเบรก เกอร์ตอ้ งสูงกวา่ ค่ากระแสลดั วงจรของระบบไฟฟ้าทีต่ าแหน่งติดต้ัง ปกติมีหน่วยเป็น kA หรือ กิโลแอมแปร์ ค่าพิกัดกระแสลัดวงจร (IC : Interrupting Capacity) สอดคล้องกับแรงดันไฟฟ้าท่ีใช้งานด้วย (ดูเร่ืองการ คานวณค่ากระแสลัดวงจรของระบบไฟฟา้ แรงดันต่าบทที่ 3) 4.3 ตาแหน่งของแผงจ่ายไฟฟ้าต้องอยู่ห่างจากวัตถุที่เป็นเชื้อเพลิง เช่น ผ้า กระดาษ หรือ สารไวไฟ เช่น ทนิ เนอรผ์ สมสี 4.4 แผงจ่ายไฟฟ้าหากทาด้วยโลหะต้องต่อลงดิน หากไม่ใช่โลหะต้องทาด้วยสารที่ไม่ ตดิ ไฟไดง้ ่าย หรือทาด้วยวัตถทุ ี่ไมไ่ หม้ลกุ ลาม (Flame-retarded) 4.5 ตาแหน่งของแผงจ่ายไฟฟ้าต้องเข้าถึงได้สะดวก และมีการระบายอากาศอย่าง เพยี งพอ 4.6 ตาแหน่งของแผงจ่ายไฟฟ้าควรอยู่สูงพ้นระดับที่น้าอาจท่วมถึง และไม่อยู่ใกล้กับ แนวท่อนา้ หรือทอ่ ระบายนา้ เพื่อปอ้ งกันอนั ตรายในกรณีท่ที ่อนา้ ชารดุ 4.7 แผงจ่ายไฟฟ้าท่ีประกอบด้วย คัตเอาต์ (Cutout) และคาร์ทริดจ์ฟิวส์ (Cartridge fuse) ให้ต่อตรงที่ตาแหน่งฟิวส์ภายในคัตเอาต์ด้วยสายทองแดงท่ีมีขนาดเพียงพอ (ไม่เล็กกว่าสายเมน) เพ่ือให้ทาหน้าท่ีเป็นสะพานไฟสับ-ปลดวงจรอย่างเดียว โดยให้คาร์ทริดจ์ฟิวส์ทาหน้าที่ป้องกันกระแสเกิน และกระแสลดั วงจรแทน 4.8 ทุกคร้งั ทที่ าการซ่อมแซมระบบไฟฟา้ หรอื บารงุ รกั ษาน้นั ใหเ้ ขยี นป้ายเตือนไว้ว่า “ห้ามสบั ไฟ ช่างไฟฟา้ กาลังทางาน” แขวนไวท้ ีเ่ มนสวิตชท์ ุกครง้ั 4.9 เครือ่ งตัดไฟรัว่ ควรมปี ่มุ ทดสอบการทางาน และมีการกดปุ่มทดสอบเป็นประจา เคร่ืองตัดไฟรั่วที่ใช้ป้องกันไฟดูดควรมีความเร็วสูง มีขนาดกระแสไฟฟ้ารั่วไม่เกิน 30 mA และหากใช้ตัว เดียวป้องกันท้ังบ้านอาจมีปัญหาเคร่ืองตัดบ่อยจึงควรใช้เฉพาะวงจรย่อย หรือเต้ารับพิเศษ หรือใช้แยก วงจรที่มีกระแสไฟรั่วโดยธรรมชาติออก เช่นเคร่ืองปรับอากาศชนิดแยกส่วนวงจรท่ีมีลักษณะเป็นตัวเก็บ ประจุ หรือเครอื่ งป้องกนั ฟา้ ผา่ ท่ีมีการต่อลงดนิ เปน็ ตน้ 4.10 ขั้วต่อสาย และจุดสัมผัสต่างๆ ต้องหมั่นตรวจสอบขันให้แน่นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพ่ือไม่ให้เกิดความร้อน วิธีตรวจสอบอุณหภูมิของสายเบ้ืองต้นอย่างง่ายๆ อาจใช้น้ิวสัมผัสฉนวนสาย บริเวณใกลก้ บั จุดตอ่ ตา่ งๆ 4.11 เมื่อเซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือเคร่ืองตัดไฟร่ัวมีการทางาน จะต้องทาการ ตรวจสอบสาเหตุทุกคร้ังว่าเกิดจากอะไร เพ่ือทาการแก้ไขก่อนที่จะมีการสับไฟใหม่ สาเหตุที่เป็นไปได้ คือ เคร่ืองใช้ไฟฟ้าชารดุ ไฟฟา้ รวั่ ไฟฟ้าลดั วงจร มกี ารใชไ้ ฟเกินกาลังขนาดของสายไฟฟ้าหรือขนาดของเซอร์ กิตเบรกเกอร์ บางคร้ังอาจเกิดจากแรงดันไฟตก หรืออาจเกิดจากเซอร์กิตเบรกเกอร์ชารุดเอง กรณีที่ เรยี บเรยี งโดย พลวริ ัฐ รชั อนนั ท์พงษ์
การตดิ ตั้งไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกับไฟฟา้ 9 เคร่อื งตดั ไฟรวั่ ที่มักจะทางานเมอ่ื มีฟ้าผ่าน้ันเป็นเหตุการณ์ปกติ ในกรณีที่มีคลื่นเหนี่ยวนาจากกระแสฟ้าผ่า เลด็ ลอดเขา้ มาในบ้านทมี่ ีเคร่อื งตัดไฟร่วั ทไ่ี วเกินไปหรือระบบสายไฟทเี่ ก่าเกนิ ไป 4.12 หลักดิน และตาแหน่งต่อลงดินภายในอาคารหลังเดียวกัน ควรมีอยู่แห่งเดียว คือบริเวณตู้แผงจา่ ยไฟฟ้าทางด้านไฟเข้าเท่าน้นั 4.13 ควรแยกวงจรสาหรับระบบไฟฟ้าชั้นล่างของอาคารออกต่างหาก และให้ สามารถปลดวงจรออกได้โดยสะดวกในกรณีตา่ งๆ เช่น มนี า้ ทว่ มขัง การควบคมุ วงจรเพือ่ ซอ่ มแซมและการ บารุงรักษา 4.14 อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน และลัดวงจร ที่ทาหน้าท่ีเป็นแผงจ่ายไฟฟ้า ควรมี จานวนคู่ดังนี้ ระบบไฟท่ีไม่มีสายดิน เซอร์กิตเบรกเกอร์ต้องเป็นชนิดที่ตัดพร้อมกันท้ัง 2 ขั้ว หากใช้ฟิวส์ อาจใช้ขั้วเดียวได้แต่ต้องอยู่ในสายไฟฟ้าท่ีมีไฟ และต้องมีสะพานไฟหรือคัตเอาต์ 2 ข้ัว ที่สามารถปลดไฟ พร้อมกันทั้ง 2 ขั้ว ส่วนระบบไฟท่ีมีสายดินเซอร์กิตเบรกเกอร์ และฟิวส์สามารถใช้ชนิดท่ีตัดขั้วเดียวใน สายไฟฟ้าเสน้ ที่มไี ฟได้ ยกเว้น กรณีหอ้ งชุดของอาคารชดุ 5) สวิตชป์ ิด-เปิด ในทน่ี ้ี หมายถงึ สวิตช์สาหรบั ปดิ -เปดิ หลอดไฟ หรือโคมไฟสาหรับแสง สว่าง หรือเครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ ชนิดอ่ืนๆ ท่มี ีการตดิ ตง้ั สวิตชเ์ อง มขี อ้ แนะนาดงั น้ี 5.1 เลอื กใชส้ นิ ค้าทม่ี มี าตรฐาน มอก. หรอื มาตรฐานสากลอนื่ ๆ ทม่ี กี ารรบั รอง เช่น UL, VDE, KEMA, DIN เป็นต้น 5.2 แรงดนั ไฟฟา้ และกระแสไฟฟ้าที่กาหนดของสวติ ชต์ อ้ งไมต่ า่ กวา่ คา่ ทใ่ี ช้งานจริง 5.3 การเขา้ สาย/ตอ่ สายตอ้ งแนน่ และมน่ั คงแขง็ แรง 5.4 สปริงต้องแขง็ แรง ตดั ตอ่ วงจรได้ฉบั ไว 5.5 ฝาครอบไม่รา้ ว หรือแตกงา่ ย 5.6 ถ้าใชง้ านภายนอกตอ้ งทนแดด ทนฝนไดด้ ้วย 5.7 ถ้าสัมผสั ท่สี วติ ชแ์ ล้วรู้สึกว่าอนุ่ หรอื รอ้ น แสดงว่ามกี ารต่อสายไมแ่ นน่ หรือสวติ ช์ เสอ่ื มคณุ ภาพ 5.8 หลีกเหล่ยี งการตดิ ตงั้ สวติ ชใ์ นทชี่ นื้ แฉะ และห้ามสัมผสั หรอื ใช้สวิตชใ์ นขณะท่ี รา่ งกายเปียกช้ืน 5.9 ติดตัง้ สวติ ชต์ ัดวงจรเฉพาะกบั สายเสน้ ทมี่ ีแรงดนั ไฟเท่านน้ั 6) เต้าเสยี บและเต้ารบั หลกั ในการเลือกซอ้ื เตา้ เสยี บและเตา้ รับเต้าเสยี บและเตา้ รบั ทดี่ ี ต้องปลอดภัย ควรมลี ักษณะดงั นี้ 6.1 มีการป้องกันน้ิวมือไม่ให้สัมผัสขาปล๊ักในขณะเสียบหรือถอดปลั๊ก เช่น การทาให้ เตา้ รบั เป็นหลมุ ลกึ หรือการหมุ้ ฉนวนท่ีโคนขาปลั๊ก หรือทาเต้าเสียบ (ปลัก๊ ) ให้มีขนาดใหญ่เมื่อมีการกุมมือ จบั เตา้ เสยี บแล้วไมม่ ีโอกาสจับขาปลก๊ั ส่วนที่มไี ฟ 6.2 มีการป้องกนั เดก็ ใชน้ วิ้ หรือวัสดุสอดเข้าไปในเต้ารับ เช่น มีฝาครอบหรือบานพับ เปิด-ปดิ รขู องเต้ารับ ซ่ึงบานพับจะเปิดตอนใช้ปล๊ักเสียบเทา่ น้ัน เรียบเรียงโดย พลวิรัฐ รชั อนนั ทพ์ งษ์
การตดิ ต้งั ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกบั ไฟฟา้ 10 6.3 มมี าตรฐานสากลรับรอง และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานนั้นๆ เช่น UL, VDE, DIN, KEMA เป็นต้น 6.4 ขนาดของกระแส และแรงดันไฟฟ้าสอดคล้องกับการใช้งานจริง เช่น ทดลอง เสียบปลั๊กแล้วดงึ ออก 5-10 ครง้ั ถ้ายงั คงฝืดและแนน่ แสดงว่าใชง้ านได้ 6.5 เต้าเสียบและเตา้ รบั ท่ีไม่มกี ารปอ้ งกันน้ิวมือสัมผัส ขาปล๊ักในขณะท่ีเสยี บหรอื ถอด ปล๊กั ซึง่ อันตรายในขณะท่ีสัมผัสไฟ 220 โวลต์ จะรนุ แรงกวา่ สมั ผัสแรงดัน 110 โวลต์เกือบเทา่ ตวั 6.6 เต้ารับสาหรับปลั๊กขาแบนเมื่อใช้เต้ารับมาใช้กับเต้าเสียบ 220 โวลต์ท่ีเป็นขากลม จาเปน็ ต้องดัดแปลงใหเ้ ต้ารับเสยี บขากลมไดด้ ว้ ย ทาใหร้ ขู องเตา้ รบั กว้างขน้ึ เนื่องจากระยะห่างของขาทั้ง 2 ชนิดไม่เทา่ กนั มักจะมปี ญั หาไม่ปลอดภยั เสยี บไม่แน่น และอาจเกิดอคั คภี ยั ได้งา่ ย เมื่อต้องการต่อปล๊ักท่ีเครื่องใช้ไฟฟ้าให้มีสายดินด้วยตัวเองมีข้อแนะนาดังน้ี ก่อนอ่ืน จะตอ้ งตรวจสอบก่อนว่า ตัวถังโลหะต้องไม่ต่อกับสายศูนย์ของเคร่ืองใช้ไฟฟ้า มิฉะน้ันจะทาไม่ได้ ยกเว้น จะปลดให้แยกจากกันและมีระดับฉนวนที่ทดสอบแล้วว่าเพียงพอ สาหรับเคร่ืองไฟฟ้าที่มีสายดินมาจาก ผู้ผลติ ไม่ปลอดภยั ทจี่ ะทาเองควรปรึกษาผู้ผลิต หรือช่างที่ชานาญที่มีเครื่องมือทดสอบเป็นการเฉพาะ เช่น เคร่ืองมือทดสอบฉนวนของสายไฟ และเส้นศูนย์เม่ือเทียบกับตัวถังโลหะ (เส้นศูนย์ห้ามต่อกับสายดินท่ี เครื่องใช้ไฟฟ้า) ทดสอบความต่อเน่ือง และคงทนของการต่อสายดินที่เครื่องใช้ไฟฟ้าเม่ือมีกระแสไฟฟ้า ลดั วงจรไหลในสายดนิ เปน็ ตน้ การติดตั้งและใช้งานเต้าเสียบเต้ารับ (เพ่ิมเติม) มีข้อแนะนา ดังนี้ ตาแหน่งของการ ติดตัง้ เต้ารับควรอยู่สูงให้พ้นมือเด็กหรือระดับน้าท่ีอาจท่วมถึง เวลาถอดปล๊ักให้ใช้มือจับท่ีตัวปลั๊กห้ามดึงที่ สายไฟ และอย่าใช้มือแตะถูกขาปลั๊กให้หลีกเล่ียง และระมัดระวังการใช้เต้ารับที่เสียบปลั๊กได้หลายตัว เพราะอาจทาให้มีการใช้ไฟฟ้าเกินขนาดของเต้ารับ และสายไฟฟ้าทาให้เกิดไฟไหม้ได้ ก่อนซ้ือเต้ารับควร ตรวจสอบโดยการใชป้ ลก๊ั (ตวั ผ)ู้ ขากลมเสยี บเขา้ และดึงออกหลายๆ ครั้ง เตา้ รบั ทมี่ คี ณุ ภาพดจี ะแน่นและ ดึงออกยาก หมั่นตรวจสอบจดุ เชอื่ มต่อการเขา้ สายให้แน่นอยู่เสมอ เต้ารับที่ใช้งานภายนอกอาคารควรทน แดด ป้องกันน้าฝนได้ และหากเป็นสายไฟ/เต้ารับที่ลากไปใช้งานไกลๆ ต้องผ่านวงจรของเครื่องตัดไฟรั่ว ด้วยตลับต่อสายท่ีประกอบไปด้วยสายพร้อมปล๊ัก และมีเต้ารับหลายตัว พร้อมทั้งมีลักษณะของ มอก. เลขท่ี 11-2553 นั้นมิได้หมายความว่าเต้ารับได้มาตรฐาน เนื่องจากมาตรฐาน มอก.11 เป็นมาตรฐาน เฉพาะสายไฟเทา่ นั้น มใิ ช้มาตรฐานของเตา้ รับแต่อยา่ งใด 1.2 การชว่ ยเหลือผู้ประสบอันตรายจากไฟฟา้ และการปฐมพยาบาล ผู้ท่จี ะช่วยเหลือผทู้ ป่ี ระสบอันตรายจากไฟฟ้าต้องรู้จักวิธที ถี่ กู ตอ้ งในการช่วยเหลอื ดงั นี้ 1. ห้ามใช้มือเปล่าแตะต้องตัวผู้ท่ีติดอยู่กับกระแสไฟฟ้า หรือตัวนาท่ีเป็นต้นเหตุให้เกิดอันตราย เปน็ อันขาด เพ่อื ป้องกันมใิ หถ้ ูกกระแสไฟฟา้ จนได้รบั อันตรายไปด้วย 2. รบี หาทางตัดกระแสไฟฟา้ โดยเร็ว เรยี บเรยี งโดย พลวริ ัฐ รชั อนันทพ์ งษ์
การตดิ ตัง้ ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกย่ี วกับไฟฟา้ 11 3. ใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผ้า ไม้แห้ง เชือกที่แห้ง สายยาง หรือพลาสติกท่ีแห้งสนิท ถุง มือยางหรือผ้าแห้งมาพันมือให้หนาแล้วผลัก หรือดึงผู้ที่ประสบอันตรายให้พ้นออกมาจากบริเวณอันตราย โดยเร็ว หรือเขยี่ สายไฟให้พ้นจากผู้ประสบอนั ตราย 4. หากเปน็ สายไฟฟ้าแรงสงู ให้พยายามหลกี เลี่ยงแลว้ รบี แจ้งการไฟฟา้ ให้เร็วทส่ี ดุ 5. อย่าลงไปในน้ากรณีท่ีมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในบริเวณท่ีมีน้าขัง ต้องดึงสายไฟฟ้าออกไปให้พ้นหรือ ตัดกระแสไฟฟ้าก่อน จึงค่อยไปช่วยผู้ประสบอันตราย การช่วยผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้า ดังกล่าว มาแลว้ จาเปน็ อย่างย่ิงทจี่ ะต้องกระทาด้วยความรวดเรว็ รอบคอบ และระมัดระวังเป็นพเิ ศษด้วย เม่ือได้ทาการช่วยเหลือผปู้ ระสบอนั ตรายมาได้แล้วจะโดยวิธใี ดก็ตาม หากปรากฏว่าผูเ้ คราะหร์ า้ ยท่ี ชว่ ยออกมานั้นหมดสติไม่รสู้ กึ ตัว หัวใจหยุดเต้น และไม่หายใจ ซ่งึ สงั เกตได้จากอาการท่ีเกิดขึ้นดังน้ีคือ ริม ฝีปากเขียว สีหน้าซีด เขียวคล้า ทรวงอกเคล่ือนไหวน้อยมากหรือไม่เคลื่อนไหว ชีพจรบริเวณคอเต้นช้า และเบามาก ถ้าหัวใจหยุดเตน้ จะคลาชีพจรไม่พบมา่ นตาขยายค้างไมห่ ดเล็กลง และหมดสติไม่รู้สึกตัว ต้อง รีบทาการปฐมพยาบาลทันที เพ่อื ใหป้ อด และหวั ใจทางาน โดยวิธีการผายปอดดว้ ยการใหล้ มทางปากหรอื เรยี กว่า “เปา่ ปาก” รว่ มกับการนวดหวั ใจกอ่ นนาผปู้ ่วยส่งแพทย์ 1.2.1 การผายปอดโดยวธิ ใี หล้ มทางปาก การผายปอดโดยวิธีใหล้ มทางปาก มวี ธิ ปี ฏิบัติดงั นี้ 1) ใหผ้ ู้ปว่ ยนอนราบ จัดท่าท่ีเหมาะสมเพ่ือเปิดทางอากาศเข้าสู่ปอด โดยผู้ปฐมพยาบาล อยู่ทางด้านขวาหรือข้างซ้ายบริเวณศีรษะของผู้ป่วย ใช้มือข้างหน่ึงดึงคางผู้ป่วยมาข้างหน้า ดังรูปที่ 1.5 พร้อมกับใช้มืออีกขา้ งดันหน้าผากไปขา้ งหลงั เป็นวิธีปอ้ งกนั ไม่ให้ล้ินตกลงไปอุดปิดทางเดินหายใจ แต่ต้อง ระวังไม่ให้นว้ิ มอื ทด่ี ึงคางนัน้ กดลกึ ลงไปในส่วนเนือ้ ใตค้ างเพราะจะทาให้อดุ กั้นทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะ อย่างยงิ่ ในเด็กเล็กๆ สาหรบั เดก็ แรกเกิดไม่ควรหงายคอมากเกนิ ไป เพราะแทนที่จะเปิดทางเดินหายใจ แต่ อาจจะทาใหห้ ลอดลมแฟบ และอุตันทางเดนิ หายใจได้ 2) สอดนิ้วหวั แม่มือเข้าไปในปากจนปากอ้า ล้วงส่ิงของในปากท่ีขวางทางเดินหายใจออก ใหห้ มด เชน่ ฟนั ปลอมเศษอาหาร เปน็ ต้น 3) ผู้ปฐมพยาบาลอ้าปากให้กว้าง หายใจเข้าเต็มที่มือข้างหนึ่งบีบจมูกผู้ป่วยให้แน่นสนิท ในขณะท่ีมืออีกข้างยังคงดึงคางผู้ป่วยมาข้างหน้าแล้วจึงประกบปิดปากผู้ป่วยพร้อมกับเป่าลมเข้าไปทา ลักษณะน้เี ป็นจงั หวะ 12-15 ครัง้ ต่อนาที 4) ขณะทาการเป่าปาก ตาต้องเหลือบดูด้วยว่าหน้าอกผู้ป่วยมีการขยายขึ้นลงหรือไม่ หากไม่มีการกระเพื่อมขึ้นอาจเป็นเพราะท่านอนไม่ดี หรือมีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจ ในรายท่ีผู้ป่วยอ้า ปากไมไ่ ด้ หรือดว้ ยสาเหตุใดทไ่ี มส่ ามารถเปา่ ปากได้ ให้เปา่ ลมเข้าทางจมูกแทน โดยใชว้ ธิ ปี ฏบิ ัติทานอง เดียวกับการเปา่ ปาก ในรายของเด็กแรกเกิด หรอื เด็กเลก็ ใช้วธิ ีเป่าลมเข้าปาก และจมูกไปพรอ้ มกนั เรยี บเรยี งโดย พลวริ ฐั รชั อนนั ท์พงษ์
การติดต้งั ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกยี่ วกบั ไฟฟา้ 12 รปู ท่ี 1.5 การผายปอดโดยวธิ ใี ห้ลมทางปาก4 1.2.2 การใหโ้ ลหติ ไหลเวียนโดยวิธนี วดหวั ใจ เมื่อพบว่าหัวใจผู้ป่วยหยุดเต้นโดยทราบจากการฟังเสียงหัวใจเต้น และจับชีพจรดูการเต้นของ หลอดเลือดแดงท่ีคอ ที่ขาหนีบ ท่ีข้อพับแขนหรือที่ข้อมือต้องรีบทาการช่วยให้หัวใจกลับเต้นทันที การ นวดหัวใจกระทาดงั วธิ กี ารตอ่ ไปน้ี 1) ให้ผู้ป่วยนอนราบกับพื้นแข็งๆ หรือใช้ไม้กระดานรองท่ีหลังของผู้ป่วย ผู้ปฐมพยาบาล หรอื ผู้ปฏบิ ัติคุกเข่าลงขา้ งขวา หรือข้างซ้ายบริเวณหน้าอกของผู้ป่วย คลาหาส่วนกลางสุดของกระดูกอกท่ี ต่อกับกระดูกซ่ีโครงโดยใช้น้ิวสัมผัสชายโครงไหล่ข้ึนมา (หากคุกเข่าข้างขวาให้ใช้มือขวาคลาหากระดูกอก หากคุกเข่าดา้ นซา้ ยใหใ้ ชม้ อื ซา้ ย) 2) วางน้ิวชแี้ ละนว้ิ กลางตรงตาแหน่งทีก่ ระดูกซ่ีโครงต่อกับกระดูกอกส่วนล่างสุดวางสันมือ อีกขา้ งบนตาแหนง่ ถัดจากนิว้ ชี้ และนิ้วกลางนั้น ซ่ึงตาแหน่งของสันมือท่ีวางอยู่บนกระดูกหน้าอกน้ีจะเป็น ตาแหน่งท่ีถูกต้องในการนวดหวั ใจต่อไป 3) วางมืออีกข้างทับบนหลังมือที่วางในตาแหน่งที่ถูกต้อง แล้วเหยียดน้ิวมือตรงแล้วเกี่ยว น้ิวมือ 2 ข้างเข้าด้วยกันแล้วเหยียดแขนตรงโน้มตัวต้ังฉากกับหน้าอกผู้ป่วย ทิ้งน้าหนักลงบนแขนขณะกด กับหน้าอกผู้ป่วย ให้กระดูกลดต่าลง 1.5-2 นิ้ว เมื่อกดสุดให้ผ่อนมือข้ึนโดยท่ีตาแหน่งมือไม่ต้องเล่ือนไป จากจุดทกี่ าหนดขณะกดหน้าอกนวดหัวใจ หา้ มใช้นวิ้ มือกดลงบนกระดกู ซีโ่ ครงผปู้ ว่ ย ดังรูปท่ี 1.6 4) เพื่อให้ช่วงเวลาในการกดแต่ละคร้ังคงท่ี และจังหวะการสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจ พอเหมาะกบั ทร่ี า่ งกายตอ้ งการ ใช้วิธีการนับครั้งท่ีกดดังนี้ หนึ่งและสอง และสาม และสี่ และห้า... โดย กดทุกคร้ังท่ีนับตัวเลข และปล่อยตอนคาว่า \"และ\" สลับกันไป ให้ได้อัตรากดประมาณ 80-100 ครั้งต่อ นาที 5) ถ้าผู้ปฏิบัติมีคนเดียว ให้นวดหัวใจ 15 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 2 คร้ัง ทาสลับกัน เชน่ นี้จนครบ 4 รอบ แล้วให้ตรวจชีพจร และการหายใจ หากคลาชีพจรต้องนวดหัวใจต่อ แต่ถ้าคลาชีพ จรไดแ้ ละยังไมห่ ายใจต้องเป่าปากต่อไปอย่างเดยี ว 6) ถ้ามีผู้ปฏิบัติ 2 คน ให้นวดหัวใจ 5 คร้ัง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง โดยขณะท่ีเป่า ปากอกี คนหน่งึ ตอ้ งหยดุ นวดหัวใจ 4 สืบคน้ เมือ่ 6/05/2558 : http://www.wiboonproduct.com/index.php เรยี บเรยี งโดย พลวริ ฐั รชั อนันท์พงษ์
การตดิ ต้งั ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกยี่ วกับไฟฟา้ 13 7) เด็กแรกเกิดหรอื เดก็ อ่อน การนวดหัวใจใช้เพียงนิ้วหัวแม่มือกดกลางกระดูกหน้าอกให้ ได้อัตราเร็ว 100-120 คร้ังต่อนาที โดยใช้นิ้วหัวแม่มือโอบรอบทรวงอกสองข้างแล้วใช้หัวแม่มือกด ในการนวดหัวใจตามท่ีกล่าวมา ต้องทาอย่างระมัดระวังและถูกวิธี ถ้าทาไม่ถูกวิธีหรือรุนแรงอาจเกิด อนั ตรายได้ เช่นกระดูกซี่โครงหัก ตบั หรือม้ามแตกได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กย่ิงต้องใช้ความระมัดระวังเป็น พิเศษ รูปที่ 1.6 การใหโ้ ลหติ ไหลเวียนโดยวิธีนวดหัวใจ5 การเป่าปากเพื่อช่วยหายใจ และการนวดหัวใจเพื่อช่วยในการไหลเวียนเลือดน้ีต้องทาให้ สัมพันธ์กัน แต่อย่าทาพร้อมกันในขณะเดียวกัน เพราะจะไม่ได้ผลท้ังสองอย่างเมื่อช่วยหายใจ และนวด หวั ใจได้ผลแล้ว 1-2 นาที ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีหัวใจเต้นได้เองอย่างต่อเนื่องหรือไม่ สีผิว การหายใจ และ ความรสู้ ึกตัวดีข้ึนหรือไม่ ม่านตาหดเล็กลงหรือไม่ หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว แสดงว่าการปฐมพยาบาล ไดผ้ ล แต่ถึงกระนัน้ ก็ไมส่ มควรเลิกช่วยหรือจนกวา่ จะส่งผปู้ ว่ ยใหอ้ ยใู่ นการดูแลของแพทย์ 1.3 มาตรฐานการตดิ ตงั้ ไฟฟ้า ปกติมาตรฐานในการทางานเก่ียวกับไฟฟ้าน้ันมีอยู่หลากหลายมาตรฐาน แต่พอจะแบ่งออกได้เป็น 2 อย่างคือ มาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้า และมาตรฐานการติดต้ังระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้า ซ่ึงแต่ละมาตรฐาน ยังแบ่งออกได้อีก 3 อย่าง คือ มาตรฐานสากล (International Standards) มาตรฐานประจาชาติ (National Standards) และมาตรของแต่ละหนว่ ยงาน 1.3.1 มาตรฐานสากล มาตรฐานสากลเปน็ มาตรฐานท่มี หี ลายประเทศเขา้ มาเปน็ สมาชกิ ไดแ้ ก่ 1) มาตรฐาน ISO (International Organization for Standardization) เป็น มาตรฐานท่ัวไปทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (ยกเว้นทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์) มาตรฐานที่ 5 สบื คน้ เมือ่ 6/05/2558 : http://my.diarylove.com/aeandpop/index.php?datestamp=20060501&thisday =1&dfMonth=5&dfYear=2006 เรยี บเรยี งโดย พลวริ ฐั รชั อนันท์พงษ์
การติดตงั้ ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกยี่ วกับไฟฟา้ 14 เก่ียวกับการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์สินค้าได้แก่ ISO9000, 9001, 9002 และมาตรฐานท่ีเกี่ยวกับ การรกั ษาสงิ่ แวดลอ้ ม ISO14000 2) มาตรฐาน IEC (International Electrotechnical Commission) เป็นองค์กร ระหว่างประเทศท่ีร่างมาตรฐานทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีสานักงานใหญ่ท่ีกรุงเจนิวา ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ โดยขณะน้ี IEC มีประเทศสมาชิกเกือบทุกประเทศท่ัวโลกแล้ว ซ่ึงรวมถึงประเทศไทย ด้วย ข้อดีของการมีมาตรฐานร่วมกันคือ จะทาให้การออกแบบ การผลิต การใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะช่วยอานวยความสะดวกในทางการค้า และขจัดการกีดกันทาง การคา้ ที่มาในรูปแบบของข้อกาหนดมาตรฐานต่างๆ สาหรับประเทศไทย หน่วยงาน สมอ.หรือสานักงาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (TISI : Thai Industrial Standards Institute) เข้าร่วมเป็นสมาชิก ประเภท Full member กับ IEC เมื่อปี พ.ศ. 2534 1.3.2 มาตรฐานประจาชาติ ประเทศอุตสาหกรรมทส่ี าคัญๆ ในโลกต่างมมี าตรฐานของตนเองมานานแลว้ โดยมาตรฐานประจา ชาติของแต่ละประเทศต่างร่างข้ึนใช้ภายในประเทศของตนเอง เพ่ือให้ตรงกั บวิธีปฏิบัติของตนเอง นอกจากนี้ยงั ขน้ึ อยู่กับสภาพภูมิอากาศ และสภาพแวดลอ้ มของประเทศนั้นๆ ด้วย มาตรฐานประจาชาตทิ ี่ สาคญั ได้แก่ 1) มาตรฐาน ANSI (American National Standard Institute) ของประเทศ สหรัฐอเมริกา คือองค์กรในสหรัฐอเมริกา มีหน้าท่ีกาหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ก่อตั้งเม่ือวันท่ี 19 ตุลาคม พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) โดยใช้ช่ือว่า American Engineering Standards Committee และ ได้มีการปรับปรุงในปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1928) โดยเปลี่ยนชื่อเป็น American Standards Association ในปี พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) ได้มีการจัดตั้งองค์กรนานาชาติขึ้นมา โดยมีประเทศ 25 ประเทศเข้าร่วม และสุดท้ายในปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ได้เปล่ียนช่ือมาเป็น American National Standard Institute หรอื ANSI ในปจั จบุ นั 2) มาตรฐาน NEC (National Electrical Code) ของประเทศสหรัฐอเมรกิ า มาตรฐาน NEC หรอื อีกช่อื คือ NFPA 70 เปน็ มาตรฐานการติดตงั้ ระบบไฟฟา้ และการออกแบบระบบไฟฟา้ เพ่อื ความ ปลอดภัยของสายไฟ และอปุ กรณไ์ ฟฟา้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซ่ึงเป็นมาตรฐานส่วนหนึ่งของ National Fire Protection Association (NFPA) เป็นสถาบันการป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ มาตรฐาน NEC ถูก พัฒนาโดยคณะกรรมการ NFPA และได้รับการอนุมัติเป็นมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาโดยสถาบัน มาตรฐานอเมริกัน (ANSI) ถูกระบุไว้ในมาตรฐาน ANSI / NFPA 70 ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1897, โดย NEC จะมีการปรับปรุง และตีพิมพ์ทุกๆ สามปี (ณ วันนี้ NEC 2014 เป็นฉบับล่าสุด) โดยมาตรฐาน NEC ยังมีส่วนเก่ียวข้องเป็นมาตรฐานท่ีใช้ในการออกแบบ และติดตั้งในเขตพ้ืนท่ีอันตราย (Hazardous Area) ด้วย ซึ่งมาตรฐาน NEC ก็แบ่งพื้นท่ีอันตรายออกเป็น Class I สาหรับแก๊ส และไอระเหย Class II สาหรับฝุ่นที่จุดติดไฟได้ และ Class III สาหรับเส้นใยท่ีจุดติดไฟได้ ต่อมาทาง NEC ทาการแบ่งกลุ่มแก๊ส และไอระเหยใน Class I ออกเป็นกลุ่ม A,B,C และ D ตามคณุ สมบตั ิ 3 ประการ คือ 2.1 ความดันจากการระเบิด (Explosive Pressure) เรยี บเรยี งโดย พลวริ ัฐ รชั อนนั ทพ์ งษ์
การติดต้ังไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกย่ี วกบั ไฟฟา้ 15 2.2 การขยายตัวของเปลวไฟ (Flame Transmission) 2.3 อุณหภมู กิ ารจดุ ระเบิด (Ignition Temperature) ในช่วงเวลาเดียวกันอุตสาหกรรมของอเมริกาเหนือขยายตัวเพ่ิมมากข้ึน การติดต้ังระบบ ไฟฟา้ แบบ Explosion Proof ในพน้ื ท่ีอันตรายจะทาให้มคี ่าใช้จา่ ยสูงมาก ดังนั้นมาตรฐานของ NEC จึง ไดก้ าหนดพนื้ ที่อันตรายใน “Division 2” ซ่ึงหมายถงึ พืน้ ที่อนั ตรายท่ียอมให้ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าท่ีมีมาตรฐาน การป้องกันการระเบิด (Explosion Proof) ที่ต่ากว่าได้ โดยมีเง่ือนไข คือ เป็นบริเวณท่ีมีการจัดเก็บหรือ ใช้สารไวไฟซ่ึงจะมีโอกาสร่ัวไหลของสารไวไฟสู่ บรรยากาศในสภาวะไม่ปกติเท่านั้น การเกิดรอยแตกร้าว หรอื รวั่ ซมึ ของถังบรรจุ เปน็ ตน้ 3) มาตรฐาน BS (British Standard) ของประเทศอังกฤษ หรือมาตรฐาน BS 31100 เป็นมาตรฐานด้านการบริหารจัดการความเส่ียง ที่จัดทาข้ึนโดย BSI (British Standards Institute) ซ่ึง เป็นสถาบันที่จัดทามาตรฐานด้านต่างๆ ของอังกฤษ โดยมีเนื้อหาที่พัฒนาข้ึนมาจากการนามาตรฐานด้าน การบริหารความเสี่ยงในหลายๆ รายการมาผสมผสานกัน ท้ังจากมาตรฐาน ISO 31000 ของ ISO (The International Organization for Standardization) จากแนวปฏิบัติการบริหารความเสี่ยง ตามคู่มือ การบริหารความเส่ียงของ HM Treasury และ Office of Government Commerce ของประเทศ อังกฤษ รวมถึงคู่มือกรอบโครงสร้างการบริหารความเส่ียงขององค์กรเชิงบูรณาการ (Enterprise Risk Management–Integrated Framework) ของ COSO (The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) และมาตรฐานการบริหารความเส่ียง ที่จัดทาข้ึน โดย The Institute of Risk Management (IRM), The Association of Insurance and Risk Managers (AIRMIC) และ ALARM โดยมีจุดประสงค์ เพ่ือเป็นแนวทางสาหรับองค์กรต่าง ๆ ในการ นาไปใช้เพื่อการบริหารจัดการกับความเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล ลดความเสียหายท่ี เกิดข้ึน หรืออาจจะเกิดขึ้นให้มีน้อยท่ีสุด หรือไม่เกิดขึ้นเลย ช่วยให้องค์กรสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ตามที่กาหนดไว้ ทั้งน้ี เน้ือหาของมาตรฐานการบริหารความเส่ียง BS 31100 น้ี จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน หลัก ๆ ทีส่ าคัญ ประกอบด้วย 3.1 หลักการพ้นื ฐานการบริหารความเส่ยี ง (Risk Management Principles) 3.2 กรอบโครงสรา้ งการบรหิ ารความเส่ียง (Risk Management Framework) 3.3 กระบวนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Process) 4) มาตรฐาน DIN (German Industrial Standard) ของประเทศเยอรมัน เน่ืองจาก ประเทศเยอรมันเป็นผู้นาด้านอุตสาหกรรม จึงมีศักยภาพพอท่ีจะกาหนดมาตรฐาน (Standard หรือ Normung) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับที่อเมริกามี ASTM, SAE, ANSI อังกฤษมี BS Standard ญ่ีปุ่นมี JIS Standard และไทยมี มอก. หรือ TISI เป็นต้น โดยเยอรมันเรียกมาตรฐานของเขาว่า Deutsches Institut für Normung หรือ DIN หรือภาคภาษอังกฤษคือ German Institute for Standardization 5) มาตรฐาน VDE (Verband Deutscher Elektrotechniker) ของประเทศเยอรมัน เป็นมาตรฐานของกลุ่มวิศวกรไฟฟา้ ในประเทศเยอรมนี เรยี บเรยี งโดย พลวิรฐั รชั อนันทพ์ งษ์
การติดต้ังไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกบั ไฟฟา้ 16 6) มาตรฐาน JIS (Japan Industrial Standard) ของประเทศญ่ีปุ่น มาตรฐาน อตุ สาหกรรมญ่ีปุ่น คือมาตรฐานประเทศญี่ปุ่นที่กาหนดข้ึนตามกฎหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม มาตรฐาน JIS น้ีกาหนดขึ้นเพื่อกาหนดมาตรฐานคุณภาพ และให้เคร่ืองหมาย JIS แก่สินค้าอุตสาหกรรมท่ีมีคุณภาพ ตามมาตรฐานท่ีกาหนดไว้ ทั้งนี้มาตรฐาน JIS ได้มีการกาหนดข้ึนอย่างเหมาะสมกับการพัฒนา การ จาหน่ายสนิ ค้าอุตสาหกรรม ยกเว้นสินคา้ ประเภทอาหาร และสนิ ค้าท่เี กี่ยวข้องกับการเกษตร และปา่ ไม้ 7) มาตรฐาน TIS (Thai Industrial Standards) หรือ มอก. (มาตรฐานผลิตภัณฑ์ อตุ สาหกรรม) ของประเทศไทย TIS หรือ มอก. จะเป็นผู้ดูแลเร่ืองของกฎเกณฑ์ทางเทคนิคที่จะถูกกาหนด ข้ึนสาหรับผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม ซ่ึงจะระบุคุณลักษณะที่สาคัญของผลิตภัณฑ์น้ันๆ รวมถึงคุณภาพ และประสทิ ธิภาพของผลติ ภณั ฑ์ และรวมถึงวัตถดุ บิ ทีน่ ามาผลติ ตลอดจนมาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์ น้ันด้วย หมายเลขมาตรฐานคุณภาพ (มอก.) คือหมายเลขที่กาหนดข้ึนเพ่ือระบุลาดับท่ีของการออก มาตรฐาน และปีที่ สมอ. ประกาศเป็นมาตรฐาน ซ่ึงจะระบุอยู่บนตัวสินค้า ตัวอย่างเช่น เครื่องหมาย มาตรฐานทแี่ สดงสนิ คา้ ไดร้ บั มาตรฐานอะไร เช่น มอก.(TIS) 56-2533 คือ ผลิตภัณฑ์น้าตาลทราย ซ่ึงหาก ผลิตภัณฑ์ได้รบั การรับรองคุณภาพตามมาตรฐานอุสาหกรรม (มอก.) ก็จะสามารถแสดงเคร่ืองหมาย มอก. บนผลิตภัณฑน์ ั้นได้ ในปัจจบุ ันสานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้กาหนดมาตรฐานสินค้าต่างๆ มากกวา่ 2,000 รายการ ซงึ่ ส่วนมากเป็นผลติ ภัณฑ์สาหรบั อุปโภคและบริโภคในชวี ติ ประจาวันเป็นส่วนใหญ่ 8) มาตรฐาน EIT (Engineering Institute of Thailand) หรือ วสท. (วิศวกรรมสถาน แห่งประเทศไทย) มาตรฐานการติดต้ังทางไฟฟ้า วิศวกรรมสถานประแห่งประเทศไทย ในพระบรม ราชูปถัมภ์ มีชื่อย่อว่า วสท. ได้ก่อต้ังข้ึนเมื่อวันท่ี 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2486 ก่อนท่ีจะได้ก่อรูปองค์กร มาเป็นวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ได้มีประวตั ิการรวมกลุ่มของวิศวกร กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2447 ได้ มีกลุ่มนายช่างชาวไทย และชาวต่างประเทศที่ประกอบอาชีพทางช่างอยู่ในประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ชาวยุโรป และอเมริกา ได้พยายามกอ่ ต้งั สมาคมทางการช่างขน้ึ แต่ไมส่ ามารถดาเนินการไดต้ ลอด เพราะ การช่างในสมัยน้ันยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าท่ีควร และยังไม่เห็นความจาเป็นในการดาเนินการ การ บริหารงานของสมาคมนี้จึงได้ยุติลง ต่อมาในปี พ.ศ. 2471 นักเรียนไทยกลุ่มหนึ่งที่ได้ไปศึกษาวิชาการ กอ่ สรา้ งที่ประเทศอังกฤษ และกลบั มาทางานในประเทศไทย ได้เร่ิมรวมตัวฟ้ืนฟูสมาคมสาหรับผู้ประกอบ อาชพี ทางชา่ งขึ้นอกี ครั้งหนึง่ และในปี พ.ศ. 2471 นี้เอง กไ็ ดไ้ ปขอจดทะเบยี นกอ่ ต้งั สมาคมนายชา่ งขึ้นใหม่ โดยใช้ชื่อว่า “สมาคมนายช่างแห่งกรุงสยาม” ผู้ริเร่ิมก่อต้ังสมาคมนายช่างนี้ประกอบด้วย คุณพระ เวชยันต์ รังสฤษฏ์ คุณพระชานาญ คุณหลวงชานิ และคุณพระประกอบ ยันตรกิจ ในปี พ.ศ. 2478 นายช่างท่ีจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ก่อตั้งสมาคมวิศวกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขนึ้ โดยมีวตั ถุประสงคส์ ว่ นหนึง่ ในการรว่ มมอื ทางวิชาชพี วิศวกรรมในหมสู่ มาชกิ ดว้ ยกัน มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย พ.ศ. 2556 มีการปรับปรุงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสายไฟฟ้าใหม่ ตาม มอก.11-2553 ซึ่งอ้าง ตามมาตรฐาน IEC การเปลี่ยนแปลงทส่ี าคญั คือข้อกาหนดการใช้งาน การเดนิ สาย และขนาดกระแสของ สายไฟฟ้า อีกท้ังเพ่ิมข้อกาหนดการติดต้ังสาหรับสถานท่ีเฉพาะ และบทอื่นๆ ซึ่งจะมีผลกระทบกับการ เรียบเรยี งโดย พลวิรัฐ รชั อนนั ท์พงษ์
การตดิ ตง้ั ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกับไฟฟา้ 17 ออกแบบ การติดตั้ง และการตรวจสอบ ปัจจุบันมาตรฐานดังกล่าวได้พิมพ์เสร็จแล้วดังนั้น ผู้ท่ีเกี่ยวข้อง จึงตอ้ งทราบรายละเอยี ดเพือ่ ทีจ่ ะสามารถปฏิบตั ไิ ด้อยา่ งถกู ต้อง 1.3.3 มาตรฐานของแตล่ ะหนว่ ยงาน มาตรฐานของแต่ละหน่วยงานจะเป็นการนาเอามาตรฐานสากล หรือมาตรฐานประจาชาติต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละหน่วยงานน้ันๆ ในขณะนี้มาตรฐานประจาชาติ ของชาติอุตสาหกรรม ใหญ่ๆ ได้ลดความสาคัญลงมากตามโลกาภิวัฒน์ และเน่ืองจากมาตรฐานประจาชาติถือเป็นกาแพงการค้า อย่างหนึ่ง หลายๆ ประเทศจึงได้พยายามปรับปรุงมาตรฐานประจาชาติของตนเองใหม่ให้ตรงตาม มาตรฐานสากล และหลายประเทศได้ยกเลิกมาตรฐานของตนเองโดยนามาตรฐานสากลท้ังฉบับมาใช้เป็น มาตรฐานประจาชาติของตน สาหรับประเทศไทยในอดีตการทามาตรฐานทางไฟฟ้าส่วนมากจะแปลเรียบเรียงมาจากมาตรฐาน IEC การแปลนั้นต้องใช้เวลามาก และความหมายอาจจะไม่ตรงกับความหมายเดิม แต่ในขณะนี้มาตรฐาน สาหรับอุปกรณ์ไฟฟา้ นนั้ ไม่มีการแปล และเรียบเรยี งอีกต่อไป แต่จะนามาตรฐาน IEC ท้ังฉบับซงึ่ เขยี นเป็น ภาษาอังกฤษมาเป็นมาตรฐานไทยเลย ตามแนวปฏิบัติซ่ึงหลายๆ ประเทศในโลกกาลังทาอยู่ ซ่ึงได้ แบ่งเป็น มาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟา้ และมาตรฐานการออกแบบ การตดิ ต้งั อปุ กรณ์และระบบไฟฟา้ 1) มาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในระบบไฟฟ้ามีอยู่มากมายหลายชนิด ส่วนมากจะมีมาตรฐานควบคุมคุณภาพอยู่แล้ว โดยมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าที่นิยมใช้กันมาก คือ IEC จะ สังเกตได้จากแคตตาลอกของอุปกรณ์ไฟฟ้าจะอ้างอิงถึงมาตรฐานน้ีอยู่เสมอ เช่น เซอร์กิตเบรกเกอร์ ไฟฟ้าแรงสูงจะอ้างอิงมาตรฐาน IEC- 60694 “Common specifications for high-voltage switchgear and controlgear standards Applies” เป็นต้น ดังนั้นในการออกแบบระบบรวมถึง ข้อกาหนดของอุปกรณ์ไฟฟ้าน้ัน ในประเทศไทยรายละเอียดท่ีกาหนดในแบบโดยมากจะอ้างอิงมาจาก มอก. และมาตรฐาน IEC เปน็ หลกั หรือบางคร้ังก็ใช้มาตรฐานอื่นประกอบหากอุปกรณ์ดังกล่าวไม่มีอยู่ใน มาตรฐานไทยหรอื มาตรฐาน IEC 2) มาตรฐานการออกแบบ ตดิ ต้ังระบบและอปุ กรณไ์ ฟฟา้ 2.1 มาตรฐานต่างประเทศในการออกแบบและติดต้ังระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้ามาตร ฐานต่างประเทศที่นิยมใช้กันมากในประเทศไทย คือ NEC (National Electrical Code) ซ่ึงเป็นมาตรฐาน การออกแบบและติดต้ังระบบ และอุปกรณ์ไฟฟ้าของประเทศสหรัฐอเมริกา เร่ิมมีครั้งแรกต้ังแต่ปี 1897 และมีการแก้ไขปรับปรุงทุกๆ 3 ปี จึงนับได้ว่าเป็นมาตรฐานการออกแบบและติดตั้งที่สมบูรณ์มาก มาตรฐาน NEC ได้เข้ามาในประเทศไทยอย่างมากในช่วงที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีฐานทัพในประเทศไทย วิศวกรไฟฟ้าของไทยส่วนมากจงึ นยิ มใช้ NEC เปน็ พืน้ ฐานในการออกแบบ และตดิ ตงั้ ระบบไฟฟา้ 2.2 มาตรฐานสากลในการการออกแบบและติดตั้งระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าเน่ืองจาก หลายๆ ประเทศโดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรปมีมาตรฐานการติดตั้งระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นของ ตนเอง ซ่ึงจะมีความแตกต่างในรายละเอียดต่างๆ เป็นอย่างมาก ดังนั้น IEC จึงได้ทามาตรฐานเกี่ยวกับ การติดตั้งระบบ อุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นในปี 1972 คือ IEC-60364 “Electrical Installation of Buildings” ซ่ึงมีอยู่หลายฉบับ ในมาตรฐานน้ี IEC 60364 นี้ คณะกรรมการฝ่ายเทคนิคผู้ร่างได้ใช้มาตรฐานการติดตั้ง เรยี บเรียงโดย พลวิรัฐ รชั อนนั ท์พงษ์
การตดิ ต้งั ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกย่ี วกับไฟฟา้ 18 ระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าของหลายประทศเป็นตัวอย่างรวมท้ัง NEC ด้วย เพ่ือให้มาตรฐานท่ีได้เป็นสากล และสามารถปฏบิ ตั ไิ ด้ 2.3 มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย การติดต้ังทางไฟฟ้าสาหรับ ประเทศไทยน้ัน ในอดีตการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ต่างมีมาตรฐาน ของตนเอง ข้อกาหนดส่วนมากจะเหมือนกัน แต่ก็มีบางส่วนที่ต่างกันทาให้ผู้ออกแบบระบบไฟฟ้าและผู้ ติดตั้งระบบและอุปกรณ์ไฟฟ้าเกิดสับสน ด้วยเหตุนี้สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) หรือ The Engineering Institute of Thailand (EIT) ด้วยความร่วมมือจากการไฟฟ้าทั้งสองแห่งดังกล่าว ไดจ้ ัดทา “มาตรฐานการตดิ ตั้งทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย” ขน้ึ เพ่อื ให้ประเทศมีมาตรฐานเร่ืองการติดตั้ง ไฟฟ้าฉบับเดียวกัน มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทยฉบับใหม่น้ี เน้ือหาส่วนมากจะแปล และเรียบเรียงมาจาก NEC และก็มีความพยายามที่จะนามาตรฐานของ IEC มาใช้ด้วย โดยเฉพาะส่วนที่ เก่ียวกบั อุปกรณไ์ ฟฟา้ 1.4 มาตรฐานการติดตั้งไฟฟา้ สาหรับประเทศไทย พ.ศ. 2556 1.4.1 ความเป็นมาของมาตรฐานการติดต้ังทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย ปัจจุบันมาตรฐาน การติดตงั้ ทางไฟฟา้ สาหรับประเทศไทย พ.ศ. 2556 (EIT-2001-56) ถือวา่ เป็นฉบับท่ีปรบั ปรุงล่าสดุ ซ่งึ การ เปล่ียนแปลงในครั้งน้ีสืบเนื่องจาก มาตรฐานสายไฟฟ้าแรงต่าตัวนาหุ้มฉนวนพีวีซี ตามมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ฉบับท่ี มอก. 11-2531 มีการเปล่ียนแปลง และเร่ิมมีผลบังคับใช้ต้ังแต่ วันท่ี 30 กรกฎาคม พ.ศ.2556 การเปลย่ี นแปลงมาตรฐานสายไฟในคร้งั นี้ สง่ ผลใหม้ าตรฐานการตดิ ตัง้ ทาง ไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกันตามไปด้วย เช่น เร่ืองการ คานวณพกิ ัดกระแสของสายไฟ ตามรูปแบบการติดตง้ั ในลักษณะต่างๆ ข้อกาหนดการใช้งาน การกาหนด สขี องสาย และบสั บาร์ตามมาตรฐาน มอก. ตลอดจนการกาหนดขนาดสายดนิ ฯลฯ ก่อนจะมาเปน็ มาตรฐานการตดิ ตง้ั ทางไฟฟ้าสาหรบั ประเทศไทย ฉบับ วสท. ซ่ึงถอื วา่ ไดร้ ับการย่อม รับ และใช้อ้างอิงกันอย่างแพร่หลายนั้น เม่ือก่อนการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซ่ึงเป็น หน่วยงานหลักสองหน่วยงานที่ทาหน้าที่เป็นจาหน่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย และต่างก็มี มาตรฐานการติดตง้ั ทางไฟฟ้าเพือ่ ใชง้ านในหน่วยงาน และเผยแพรใ่ ห้แกผ่ ้ขู อไฟ หรือผู้ใช้ไฟฟ้าติดตั้งระบบ ไฟฟ้าตามมาตรฐานดังกล่าว ดังนี้ การไฟฟ้านครหลวง มีกฎการเดินสายและติดต้ังอุปกรณ์ไฟฟ้า พ.ศ 2532 (MEA : 1989) และปรับปรงุ พ.ศ. 2538 (MEA : 1995) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีแนวทางปฏิบัติ ในการเดินสายและติดตง้ั อปุ กรณไ์ ฟฟา้ พ.ศ 2537 (PEA : 1994) นอกอจากนี้ยังมีกฎกระทรวง และข้อบังคับของหน่วยงานราชการอ่ืนๆ ท่ีกล่าวถึงบางส่วนที่ เกี่ยวข้องกับการติดต้ังทางไฟฟ้า ท้ังของกรมโยธาธิการและผังเมือง และสานักพลังงานแห่งชาติอีกด้วย ซ่ึงการมีมาตรฐานจากหลายแห่งสถาบัน ทาให้บางคร้ังผู้ใช้งานเกิดสับสน ดังน้ันใน พ.ศ .2538 คณะกรรมการสาขาวศิ วกรรมไฟฟ้า ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งมี ดร.ประศาลน์ จันทราทพิ ย์ เป็นประธานกรรมการสาขาไฟฟ้าในขณะนั้น ได้มอบหมายให้ รศ.ดร. ชานาญ ห่อเกียรติ เป็นประธาน อนุกรรมการจัดทามาตรฐานการติดต้งั ทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทยขึน้ โดยในครั้งแรกเป็นการรวบรวมกฎ เรยี บเรยี งโดย พลวิรัฐ รชั อนนั ท์พงษ์
การติดตงั้ ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกยี่ วกบั ไฟฟา้ 19 และแนวทางปฏิบัติของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไว้ในเล่มเดียวกันก่อน โดยจัดพิมพ์ เปน็ หนา้ ปกสีแดง-ขาว (EIT-2001-30) และเพ่อื ให้มีการนาไปใช้งานมาตรฐานฉบบั น้ี รวมถึงมาตรฐานทาง ไฟฟ้าฉบับอื่นๆ อย่างแพร่หลาย และมีความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ท่าน รศ.ดร. ชานาญ ห่อเกียรติ ได้ ร่วมกับชมรมวิศวกรออกแบบและปรึกษาเคร่ืองกลและไฟฟ้าแห่งประเทศไทย (ชื่อในสมัยนั้น) โดยการ สนับสนุนของ Copper Development Center (CDC) ได้จัด “โครงการอยรมมาตรฐานทางไฟฟ้า 4 ภาค” เพ่ือเดินสายแนะนามาตรฐานการติดต้ังทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย มาตรฐานการป้องกันฟ้าผ่า สาหรับสิง่ ปลูกสรา้ ง มาตรฐานแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และมาตรฐานป้ายทางออกฉกุ เฉิน ไปยังภมู ภิ าคต่างๆ ระหว่าง ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา ก็ได้มีการแก้ไขปรับปรุงมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสาหรับ ประเทศไทยเรื่อยมา จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. 2545 เป็น “มาตรฐานการติดต้ังทางไฟฟ้าสาหรับ ประเทศไทย พ.ศ.2545” หน้าปกสีฟ้า-ขาว (EIT-2001-45) หลักจากที่มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้า สาหรับประเทศไทย พ.ศ. 2545 ได้รับการตีพิมพ์ออกมาน้ัน ได้มีการจัดสัมมนาประชาพิจารณ์ในหัวข้อ ต่างๆ ท่ีมีการปรับปรุงแก้ไขในมาตรฐาน เป็นส่วนหน่ึงในงานวิศวกรรมแห่งชาติ (National Engineering Conference, NECon2002 และ NECon2007) ซึ่งมวี ิศวกรสนใจเขา้ รว่ มสมั มนาในสาขาไฟฟ้านับพันคน ใน พ.ศ. 2545 จากนัน้ ใน ปี พ.ศ. 2551 ได้มีการตีพิมพ์มาตรฐานฉบับปรับปรุงอีกคร้ัง ท้ังนี้ได้ปรับปรุงและแก้ไข ในประเด็นที่ยังอาจมคี วามผิดพลาด และขอ้ สงสยั ตอ่ การใช้งานมาตรฐานฯ เพอื่ ให้มาตรฐานมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง และทันสมัย โดยมีประธานสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าในขณะนั้น คือ นายวิวัฒน์ กุลวงศ์วิทย์ เป็น ประธานอนุกรรมการปรับปรุง และ วสท. ได้จัดพิมพ์เปลี่ยนปกใหม่เป็นสีน้าเงิน (EIT-2001-51) และใน ฉบับปรับปรุงแก้ไข ปี พ.ศ. 2556 ที่ทาง วสท. โดยประธานสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คือ นายลือชัย ทองนิล เป็นประธานอนุกรรมการปรับปรุงมาตรฐานฯ ซ่ึงในการปรับปรุงในคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้สอดคล้อง กับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สายไฟฟ้าใหม่ ตาม มอก.11-2553 ซึ่งอ้างอิงตามมาตรฐาน IEC มีเนื้อหาที่สาคัญ คือ วธิ กี ารคานวณโหลดในบทที่ 3 , ข้อกาหนดการใช้งานการเดินสาย และขนาดกระแสของสายไฟฟ้า ใน บทท่ี 5 และเพ่ิมเตมิ ขอ้ กาหนดการตดิ ต้งั สาหรับสถานที่เฉพาะ ในบทที่ 8 และ อนื่ ๆ สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัม (วสท.) ได้นากฎการเดินสายไฟฟ้า และติดต้ังอุปกรณ์ไฟฟ้า พ.ศ 2538 ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และแนวปฏิบัติในการเดินสายและ ตดิ ต้ังอปุ กรณไ์ ฟฟ้า พ.ศ 2537 ของการไฟฟา้ ส่วนภมู ภิ าค (กฟน.) มาพิจารณาเพ่ือรวมเป็นมาตรฐานเด่ียว กัน โดยได้รับความเห็นชอบจากการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าภูมิภาคแล้ว กฎและแนวทางปฏิบัติท้ัง สองมาตรฐานน้ีมีทั้งส่วนท่ีเหมือนกันและแตกต่าง ท้ังนี้อาจเน่ืองจากเหตุผลหลายประการ คือ ความ แตกต่างทางด้านระบบไฟฟ้า ด้านมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้านการออกแบบ ด้านระเบียบและนโยบาย ด้านสภาพภูมิศาสตร์ และความแตกต่างของผู้ใช้ไฟฟ้า และเหตุผลอีกประการหน่ึงก็คือ มาตรฐานการ ติดตั้งทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย พ.ศ.2545 ฉบับปรับปรุงครั้งท่ี 1 พ.ศ.2551 ได้ใช้งานมาแล้วระยะ หน่ึงน้ัน ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านวัสดุ อุปกรณ์ และการติดต้ัง เปล่ียนแปลงไปโดยเฉพาะมาตรฐานการ ผลิตสายไฟฟ้าท่ีจัดทาโดยสานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก.11-2553 ประกอบกับมี เรียบเรียงโดย พลวิรัฐ รชั อนนั ท์พงษ์
การตดิ ตง้ั ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกยี่ วกบั ไฟฟา้ 20 ข้อบกพรอ่ งบางประการที่ตรวจพบ ทาให้มคี วามจาเปน็ ท่ีจะต้องมกี ารปรบั ปรงุ ตามมาตรฐานการติดต้ังทาง ไฟฟา้ ฯ นี้ขึ้นมาเป็นฉบับปัจจบุ ัน 1.4.2 หัวข้อเน้ือหาในแต่ละบท หนังสือมาตรฐานการติดต้ังทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย พ.ศ. 2556 สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ส่วนหลกั ๆ ดังน้ี 1) สว่ นแรกจะเปน็ มาตรฐานหลักสาหรับงานออกแบบและงานติดตั้งทางไฟฟ้า ประกอบ ไปด้วย บทที่ 1 นิยามและขอ้ กาหนดทัว่ ไป บทท่ี 2 มาตรฐานสายไฟฟา้ และบริภณั ฑไ์ ฟฟา้ บทท่ี 3 ตัวนาประธาน สายป้อน วงจรยอ่ ย บทที่ 4 การตอ่ ลงดนิ บทที่ 5 ข้อกาหนดการเดินสายและวสั ดุ บทท่ี 6 บริภณั ฑไ์ ฟฟ้า 2) ส่วนท่ีสองจะเป็นมาตรฐานเสริมสาหรับงานออกแบบและงานติดต้ังทางไฟฟ้า ประกอบไปด้วย บทที่ 7 บรเิ วณอนั ตราย บทที่ 8 สถานทีเ่ ฉพาะ บทท่ี 9 อาคารชุด อาคารสูง หรืออาคารใหญพ่ ิเศษ บทท่ี 10 บริภัณฑเ์ ฉพาะงาน บทที่ 11 มาตรฐานอตั ราลาดับการทนไฟของสายไฟฟา้ บทท่ี 12 วงจรไฟฟ้าช่วยชีวิต บทท่ี 13 อาคารเพ่อื การสาธารณะใต้ผวิ ดิน บทท่ี 14 การตดิ ต้งั ไฟฟ้าชั่วคราว 1.4.3 รายละเอียดบางส่วนทเ่ี กี่ยวข้อง ในที่นีจ้ ะขอกล่าวถึงรายละเอยี ดเน้อื หาของมาตรฐานการ ตดิ ตง้ั ทางไฟฟา้ สาหรบั ประเทศไทย พ.ศ. 2556 เพียงบางส่วน และที่เกี่ยวข้องกับรายวิชาการติดตั้งไฟฟ้า 1 หรอื การติดต้งั ระบบไฟฟ้าในอาคารเท่าน้ัน สาหรับการนามาตรฐานดังกล่าวไปใช้ในการออกแบบระบบ ไฟฟ้า หรือการตดิ ต้งั อปุ กรณ์ไฟฟ้าจะไดน้ าเสนอในบทต่อๆ ไป เน้ือหาของหนังสือดังกล่าวที่นามาเสนอ มี ดงั ต่อไปนี้ 1) ขอ้ กาหนดท่วั ไปเกยี่ วกบั การติดตง้ั ไฟฟา้ ดังน้ี 1.1 การต่อสายตัวนา ต้องใช้อุปกรณ์ต่อสาย และวิธีการต่อสายท่ีเหมาะสม หาก เป็นการต่อตัวนาท่ีเป็นโลหะต่างชนิดกันก็ต้องใช้อุปกรณ์ท่ีสามารถใช้ต่อตัวนาต่างชนิดได้ การเข้ากับ บรภิ ณั ฑ์หรอื เคร่ืองใชไ้ ฟฟา้ ก็จะตอ้ งมีการพนั สายตวั นารอบสกรูในทิศทางเดยี วกนั กับท่ีขนั สกรูเข้า (ปกติจะ เปน็ ทศิ ทางตามเข็มนาฬิกา) แลว้ จงึ ขันสกรูให้แน่น หรือจะใช้วิธีการต่อกับหางปลาก่อนต่อเข้ากับบริภัณฑ์ ไฟฟา้ หรือเครอ่ื งใช้ไฟฟา้ กไ็ ด้ ดงั รูปที่ 1.7 เป็นการยา้ หางปลาทีใ่ ช้หัวคีมย้ากดลงไปตรงๆ เหมาะกับการย้า สายไฟฟ้าที่เป็นสายตเี กลียวหรอื สายฝอย เรียบเรยี งโดย พลวิรฐั รชั อนันท์พงษ์
การตดิ ต้ังไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกยี่ วกบั ไฟฟา้ 21 รปู ที่ 1.7 คีมย้าหางปลาและตัวอย่างจากการใชค้ มี 6 สาหรับการย้าหางปลากับสายไฟฟ้าที่เป็นสายแข็งและสายตีเกลียว จะให้คีมย้าหาง ปลาท่มี ีหวั ยา้ กดหางปลาเปน็ รปู หกเหลีย่ ม ดังรูปท่ี 1.8 เป็นเคร่ืองมือย้าหางปลาชนิดเปลี่ยนหัวย้าได้ (Revolving Dies) การย้าแบบนี้มีข้อดีคือตัวนาจะถูกกดติดกับหางปลาทุกทิศทาง อย่างสม่าเสมอทาให้ กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไดส้ ะดวก และท่สี าคัญตัวนาจะไม่เกิดการชารดุ เสยี หาย รปู ที่ 1.8 คมี ย้าหางปลาสายไฟฟา้ แข็งและสายตีเกลียว7 การต่อตัวนาเข้ากับข้ัวต่อสาย (Terminals) จะต้องไม่ทาให้ตัวนาเสียหาย ขั้วต่อสาย ท่ีนิยมใช้ คือ แบบบีบ แบบขันแน่นด้วยหมุดเกลียว แบบสายพันรอบหมุดเกลียวแล้วขันให้แน่นแบบน้ีจะ ใช้เฉพาะสายไม่เกิน 6 ตร.มม. ส่วนการต่อสายไฟฟ้า (Splices) จะต้องใช้อุปกรณ์สาหรับการต่อสายท่ี เหมาะสมกับงานและสภาพการใช้งาน วิธีต่อสายท่ีนิยมใช้กัน คือ การเชื่อมประสาน (Brazing) การเช่ือม (Welding) การบดั กรี (Soldering) กอ่ นทาการบัดกรีจะต้องต่อให้แน่นทั้งทางกลและทางไฟฟ้า และการ ใช้ไวร์นัท (Wire Nut) ขันตรงจุดต่อสายไฟฟ้า ดังรูปท่ี 1.9 เป็นตัวอย่างลักษณะการต่อสายเข้ากับ บริภัณฑ์ไฟฟา้ อยา่ งถกู ต้องและปลอดภยั 6’ 7 สบื คน้ เมอื่ 8/05/2558 : http://www.9engineer.com/index.php?m=article&a=print&article_id=2272 เรยี บเรียงโดย พลวริ ฐั รชั อนันท์พงษ์
การติดตง้ั ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกับไฟฟา้ 22 รูปท่ี 1.9 การตอ่ สายเข้าอุปกรณไ์ ฟฟ้า8 1.2 พนื้ ทว่ี ่างเพอื่ ปฏิบตั ิงานสาหรบั บรภิ ัณฑ์ไฟฟ้า แบง่ ตามระดับแรงดัน ดังน้ี - พ้นื ท่ีว่างเพอื่ ปฏบิ ัติงานระบบแรงดันตา่ (แรงดนั วดั เทยี บกบั ดนิ ไม่เกิน 600 โวลต์ รูปท่ี 1.10 พ้นื ท่วี า่ งด้านความกวา้ งเพ่ือปฏบิ ัติงานระบบแรงดนั ต่า9 รปู ที่ 1.11 พื้นท่ีวา่ งดา้ นความกวา้ งเพื่อปฏบิ ตั ิงานระบบแรงดนั สูง10 แรงดันระหว่างสายไม่เกิน 1000 โวลต์) ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 0.75 เมตร และไม่น้อยกว่าขนาด ความกว้างของบริภัณฑ์ไฟฟ้า และต้องมีประตูทางเข้าไปปฏิบัติงาน 1 ช่องทาง ขนาดความกว้าง 0.60 เมตร และมีความสงู 2.00 เมตร ดงั รปู ที่ 1.10 8 สบื คน้ เม่อื 8/05/2558 : http://ban-engineering.com/ 9, 10 กิตตศิ ักด์ิ วรรณแกว้ . เอกสารประกอบการอบรมมาตรฐานการตดิ ต้งั ไฟฟา้ บทท่ี 1 หนา้ 11, 25 เรียบเรยี งโดย พลวิรัฐ รชั อนันทพ์ งษ์
การตดิ ต้งั ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกบั ไฟฟา้ 23 - พ้ืนที่ว่างเพื่อปฏิบัติงานระบบแรงสูง (แรงดันวัดเทียบกับดินเกิน 600 โวลต์ แรงดันระหว่างสายเกิน 1000 โวลต์) ต้องมคี วามกวา้ งของทีว่ ่างเพ่อื ปฏบิ ตั ิงานในระบบแรงสงู ไม่นอ้ ยกว่า 0.90 เมตร มีความสูง 2.00 เมตร ดงั รูปท่ี 1.11 1.3 ระยะห่างทางไฟฟ้า (Electrical Clearance) ในการติดต้ังสายไฟฟ้าจะต้องมี ระยะหา่ งทป่ี ลอดภัย ระยะห่างนี้เป็นระยะห่างของสายไฟฟ้าในแนวตรงกับอาคารหรือสิ่งก่อสร้างท่ีอยู่ใกล้ ที่สุด แบง่ เป็นระยะห่างในแนวนอน ระยะห่างในแนวด่งิ - ระยะหา่ งต่าสดุ ตามแนวนอนระหวา่ งสายไฟฟา้ สายเปลือยที่ระดับแรงดัน 11-33 KV กบั สิ่งกอ่ สร้าง ต้องมรี ะยะหา่ งไมน่ ้อยกว่า 1.50 เมตร ดังรปู ที่ 1.12 รปู ท่ี 1.12 ระยะห่างต่าสุดในแนวนอน11 - ระยะห่างต่าสุดตามแนวดิ่งระหว่างสายไฟฟ้าสายเปลือยท่ีระดับแรงดัน 11-33 KV กับส่ิงกอ่ สรา้ งอื่นๆ เชน่ ในแนวดิง่ เหนือหลงั คาอาคารทีไ่ มม่ ีคนเดนิ หรอื เปน็ สะพานลอยคนข้ามทีม่ ีหลังคา รูปที่ 1.13 ระยะห่างต่าสดุ ในแนวดงิ่ 12 จะตอ้ งระยะหา่ งไมน่ ้อยกวา่ 3 เมตร หากเป็นในแนวด่ิงเหนอื หลงั คาระเบยี งทค่ี นสามารถเขา้ ถึงได้ หรอื เปน็ สะพานลอยคนข้ามที่ไม่มีหลงั คาจะตอ้ งมรี ะยะหา่ งไม่น้อยกว่า 4.60 เมตร ดงั รปู ท่ี 1.13 ถา้ หากเปน็ 11, 12 กติ ตศิ ักดิ์ วรรณแกว้ . เอกสารประกอบการอบรมมาตรฐานการติดตัง้ ไฟฟ้า บทท่ี 1 หน้า 47, 48 เรยี บเรียงโดย พลวิรัฐ รชั อนันทพ์ งษ์
การตดิ ต้งั ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกบั ไฟฟา้ 24 ระยะต่าสดุ ในแนวดิ่งระหว่างสายไฟฟ้ากับส่งิ กอ่ สร้างอน่ื ๆ ท่ีเป็นปา้ ยกบั เสาวทิ ยุจะตอ้ งมีระยะห่างไม่นอ้ ย กว่า 2.40 เมตร 2) มาตรฐานสายไฟฟา้ และมาตรฐานตัวนาไฟฟา้ 2.1 สายไฟฟ้าในระบบไฟฟ้าแรงดันสูงแบ่งออกเป็นสายเปลือยกับสายหุ้มฉนวน สาย เปลือย (Bare Conductor) ได้แก่ สาย ACC (All Copper Conductor) มาตรฐาน TIS 64-2517, สาย AAC (All Aluminum Conductor) มาตรฐาน TIS 85-2548 และสาย ACSR (Aluminum Conductor Steel Reinforced) มาตรฐาน TIS 85-2528 สายหุ้มฉนวน (Insulated Conductor) ได้แก่ สาย APC or PIC (Partially Insulated Cable), สาย ASC or SAC (Space Aerial Cable) และสาย FIC or AFC (Fully Insulated Cable) สายหุ้มฉนวนอีกชนิดหนึ่งคือ สาย XLPE (Cross- linked Polyethylene) โครงสร้างประกอบดว้ ยสายทองแดงตีเกลียว มีชีลด์ของตัวนา ฉนวน ชีลด์ของ ฉนวนและเปลือกนอก สายชนิดนี้สามารถเดินลอยในอากาศหรือฝังดิน ตัวนาทองแดงหุ้มฉนวน XLPE ตามมาตรฐาน IEC 60502 2.2 มาตรฐานตัวนาไฟฟ้า แบง่ ได้ ดังนี้ - มาตรฐานบัสบาร์ทองแดง (Copper Bus Bar) ต้องมีความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 98 % (1084.6 C) มีมาตรฐานท่ีเกี่ยวข้องได้แก่ IEC 60468, BS EN 2626, BS EN 13601, มอก.408 กรณีที่เปน็ บสั บาร์ในต้สู วติ ชเ์ กยี รใ์ ห้เป็นไปตามมาตรฐาน IEC 61439-1,2,3 - มาตรฐานบัสบาร์อลูมิเนียม (Aluminum Bus Bar) ต้องมีความบริสุทธ์ิไม่น้อย กวา่ 98 % (660 C), 62 % of Copper Conductivity) - มาตรฐานบัสเวย์ (Busway) หรือบัสดัก (Bus Duct) ต้องเป็นชนิดท่ีประกอบ สาเรจ็ รูปจากบรษิ ัทผผู้ ลิต และได้มกี ารทดสอบแลว้ ตามมาตรฐาน UL 857, IEC 61439-6 ตารางท่ี 1.1 พิกัดแรงดันและกระแสใช้งานสาหรับท่พี ักอาศยั อาคารและโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มผใู้ ช้ไฟฟ้า ที่พกั อาศยั /อาคารทวั่ ไป โรงงานอตุ สาหกรรม แรงดัน/กระแส IEC 60898 IEC 60947-2 พิกัดแรงดนั (Ue) L to L < 440 Vac < 800 Vac หรือ 1000 Vac 6, 8, 10, 13, 16, 20, 25, 32, 100, 160, 250, 400, 630, 800, พิกัดกระแสใชง้ าน (In) 40, 50, 63, 80, 100, 125 A 1000, 1250, 1600, 2000, 2500, 3200, 4000, 5000, 63000 A Ics = Icu = Ic (kA) 3, 5, 6, 10 5, 10, 16, 25, 35, 36, 50, 70, 100, 120, 150 2.3 มาตรฐานเครือ่ งปอ้ งกันกระแสเกนิ ดงั ต่อไปน้ี - เครอ่ื งปอ้ งกนั กระแสเกนิ แรงดันต่า กระแสเกินมีสาเหตมุ าจาก โหลดเกิน (Overload), เกดิ การลดั วงจร (Short – Circuit) และกระแสไฟฟ้าร่ัวหรอื ลัดวงจรลงดิน ซึ่งการปอ้ งกนั เรียบเรยี งโดย พลวริ ฐั รชั อนนั ทพ์ งษ์
การตดิ ตงั้ ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกยี่ วกบั ไฟฟา้ 25 กระแสเกิน คอื เคร่อื งปอ้ งกนั กระแสเกนิ จะตอ้ งตดั วงจรก่อนท่ีตัวนา หรือฉนวนของสายไฟฟ้าเกดิ การชารุด เสยี หาย เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) สาหรบั บ้านพกั อาศยั หรอื อาคารต้องเป็นไปตามมาตรฐาน IEC 60898 เป็นเซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิดปรับต้ังค่ากระแสไม่ได้ ตัวอย่างการเรียกช่ือ เช่น C20 หมายถึง เซอร์กิตเบรกเกอร์ประเภท C ขนาดพิกัดกระแสใช้งาน 20 A ส่วนเซอร์กิตเบรกเกอร์ท่ีใช้งานในโรงงาน อุตสาหกรรมจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน IEC 60947-2 พิกัดแรงดันและกระแสใช้งานดังตารางท่ี 1.1 เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิดน้ีจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภท A คือระบบ Switchgear ที่ไม่มีความต้องการ ให้มกี ารหนว่ งเวลาในการทางานของอุปกรณ์ Magnetic trip จะปลดวงจรโดยอาศัยอานาจแม่เหล็ก จึง เป็นชนิดท่ีสามารถปรับต้ังค่ากระแสได้ ปรับต้ังค่าหน่วงเวลาไม่ได้ จะเป็นเซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด MCCB (Molded Case Circuit Breaker) ไม่มีค่า Icw (Rated short-time withstand current) ซ่ึง Icw ก็คือค่ากระแสลัดวงจรสูงสุดสาหรับเซอร์กิตเบรกเกอร์ ที่สามารถทนได้ทั้งผลทางด้านอุณหภูมิ ความเค้น และความเครียดจากสนามแม่เหล็กท่ีเกิดขึ้น โดยท่ีตัวของมันเองไม่เกิดความเสียหายในช่วงเวลาหน่ึงตาม โรงงานผูผ้ ลิตระบุ และประเภท B คือระบบ Switchgear ทส่ี ามารถหน่วงเวลาในการปลดวงจรได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถทาการปลดวงจรเป็นลาดับขั้น (Discrimination) ในระบบ โดยเบรกเกอร์ตัวที่อยู่ใกล้ กระแสลัดวงจรทส่ี ุดควรปลดวงจรกอ่ น ดังน้ันตัวที่อยู่ถัดไปโดยเฉพาะตัวประธาน (Main) ต้องทนกระแส ลัดวงจรซึ่งสูงกว่าและเป็นเวลาท่ีนานกว่าได้ โดยท่ีตัวของมันเองจะไม่ปลดวงจรและไม่เกิดความเสียหาย ใดๆ คา่ พกิ ัดและกระแสลัดวงจรสงู สุดทเ่ี ซอร์กิตเบรกเกอร์ทนได้ในกรณีทตี่ อ้ งหน่วงเวลาเช่นน้ีเรียกว่า Icw โดยปกตจิ ะถกู ระบหุ รือทดสอบกับเซอร์กิตเบรกเกอร์แบบ Electronic trip เช่น เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด ACB (Air Circuit Breaker) หรือ เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด MC (Molded Case) ประเภท Heavy duty จงึ เปน็ เซอร์กติ เบรกเกอร์ชนดิ ท่ีสามารถปรบั ตง้ั คา่ การหน่วงเวลาให้ทางานร่วมกับอุปกรณ์ป้องกันอ่ืน ได้ และมี Icw 3) ตวั นาประธาน สายปอ้ น และวงจรยอ่ ย ดังตอ่ ไปน้ี 3.1 วงจรย่อย (Branch Circuit) หมายถึง ส่วนของวงจรไฟฟ้าท่ีต่อมาจากอุปกรณ์ ป้องกันกระแสเกินตัวสุดท้ายกับจุดจ่ายไฟฟ้า โดยที่อุปกรณ์ป้องกันจะมีหน้าที่ป้องกันสายวงจรย่อยนั้น เท่านนั้ ขนาดวงจรย่อยจะกาหนดตามขนาดของพิกัดเครื่องป้องกันกระแสเกิน วงจรย่อยท่ีมีจุดจ่ายไฟฟ้า ต้ังแต่ 2 จุดข้ึนไปต้องมีขนาดไม่เกิน 50 A ยกเว้นในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งน้ีจะต้องมีผู้ท่ีมีคุณสมบัติ คอยดแู ลและบารุงรกั ษา - ขนาดตัวนาวงจรย่อยต้องมีขนาดกระแสไม่ต่ากว่าโหลดสูงสุดท่ีคานวณได้ และต้อง ไมน่ ้อยกว่าพกิ ดั ของเครอ่ื งป้องกนั กระแสเกิน กรณีวงจรยอ่ ยไฟฟา้ แสงสว่าง 3 เฟส 4 สาย ท่ีจ่ายโหลด 1 เฟส และเดนิ รว่ มกันในชอ่ งเดินสายเดยี วกันอนญุ าตใหใ้ ชต้ วั นานวิ ทรลั ร่วมกนั ได้ โดยโหลดแต่ละเฟสต้องมี โหลดใกล้เคียงกันและขนาดตัวนานิวทรัลต้องไม่เล็กกว่าตัวนาเฟส ยกเว้นโหลดท่ีมีฮาร์มอนิกส์สูง แต่ก็ จะตอ้ งระวงั ในเร่อื งของสายนวิ ทรัลหลดุ หรือหลวม เพราะอาจจะทาใหเ้ กิดแรงดันเกนิ ได้ - เคร่ืองป้องกันกระแสเกิน กรณีเป็นเซอร์กิตเบรกเกอร์ ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน IEC 60898 หรอื IEC 60947-2 ขนาดพกิ ัดของเซอร์กิตเบรกเกอร์ที่นิยมใช้ คือ 10, 16, 20, 25, 32, 40, 50 และ 60 A เรยี บเรียงโดย พลวิรฐั รชั อนันทพ์ งษ์
การตดิ ตั้งไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกับไฟฟา้ 26 3.2 สายป้อน (Feeders) หมายถึง สายไฟฟ้าท่ีต่อระหว่างแผงเมนสวิตซ์หรือ ตคู้ วบคมุ ไฟฟา้ (MDB) กบั แผงจา่ ยไฟฟา้ ยอ่ ย หรือเคร่ืองป้องกันกระแสเกินของวงจรย่อยหรือแผงจ่ายไฟ (DB : Distribution Board) ถ้าเป็นสายป้อนย่อย (Sub-Feeders) จะหมายถึงตัวนาที่ต่อระหว่างแผง จ่ายไฟกับเครื่องป้องกนั กระแสเกินของแผงจ่ายไฟยอ่ ยวงจรย่อย - ขนาดตวั นาสายป้อนต้องไมต่ ่ากว่าโหลดสูงสุดที่คานวณได้ (Iz > Ib) หรือต้องไม่ต่า กว่าขนาดพิกัดของเครื่องป้องกันกระแสเกินของสายป้อน (Iz > In) และขนาดตัวนาสายป้อนต้องไม่เล็ก กว่า 4 ตร.มม. - การป้องกันกระแสเกินของสายป้อน พิกัดของเครื่องป้องกันกระแสเกินต้อง สอดคลอ้ งและไมต่ ่ากว่าโหลดสงู สุดทค่ี านวณได้ (In > Ib) รูปท่ี 1.14 เครื่องปอ้ งกนั กระแสเกิน สายวงจรย่อยและโหลด13 - ขนาดตวั นานิวทรลั ของสายปอ้ น ตอ้ งมีขนาดกระแสเพยี งพอทีจ่ ะรับกระแสไมส่ มดุล สูงสุดทเ่ี กดิ ข้ึน และตอ้ งมีขนาดไมเ่ ล็กกว่าขนาดสายดินของบรภิ ณั ฑ์ไฟฟา้ กรณี 3 เฟส 4 สาย ขนาด ตัวนานวิ ทรลั มีขอ้ กาหนด ดงั น้ี กรณสี ายไฟมกี ระแสของโหลดสมดุลสูงสุดไม่เกนิ 200 A ขนาดกระแสของ ตัวนานวิ ทรลั ตอ้ งไมเ่ ลก็ กวา่ ขนาดขนาดกระแสของโหลดไม่สมดลุ สูงสดุ นนั้ หากวา่ มกี ระแสของโหลดไม่ สมดุลยเ์ กนิ 200 A ขนาดของกระแสสายนวิ ทรลั ตอ้ งไม่เล็กกว่า 200 A บวกด้วยรอ้ ยละ 70 ของส่วนท่ี เกนิ 200 A 3.3 ตัวนาประธาน ต้องมีขนาดเพียงพอท่ีจะรับกระแสไม่สมดุลสูงสุด และมีตัวนา นิวทรัลท่ีมีขนาดไม่เล็กกว่าสายต่อหลักดิน (GEC : Grounding Electrode Conductor) ของระบบ ไฟฟ้า และไม่เล็กกว่าร้อยละ 12.5 ของสายเฟส (ประธาน) ขนาดใหญ่สุด ตัวนาประธานท่ีจ่ายไฟให้กับ อาคารหลงั หน่ึงๆ หรอื ผใู้ ช้ไฟฟ้ารายหนึ่งต้องมีเพียงแค่ชุดเดียว ยกเว้นยอมให้มีตัวนาประธานมากกว่า 1 ชุด เช่น เครอื่ งสบู นา้ ดบั เพลงิ ซง่ึ ตอ้ งแยกจากระบบประธาน สาหรบั ระบบไฟฟา้ ฉุกเฉิน เปน็ ตน้ - ตัวนาประธานสาหรับระบบแรงดันต่า สายทองแดงหุ้มฉนวนทเี่ หมาะสมและมีขนาด ไมเ่ ล็กกวา่ 4 ตร.มม. ซึง่ การไฟฟา้ ส่วนภูมภิ าค (กฟภ.) ยอมให้ใช้สายอลูมิเนียมหุ้มฉนวนที่เหมาะสมเป็น ตัวนาประธานได้เฉพาะการเดินสายไฟฟา้ ลอยในอากาศบนวัสดภุ ายนอกอาคาร แต่ขนาดของสายไฟฟ้าที่ใช้ จะต้องไมเ่ ลก็ กวา่ 10 ตร.มม. 13 ศิวเวทย์ อคั รพนั ธุ์. เอกสารประกอบการอบรมมาตรฐานการติดต้งั ไฟฟา้ บทที่ 3 หน้า 74 เรียบเรียงโดย พลวริ ฐั รชั อนนั ทพ์ งษ์
การตดิ ตง้ั ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกย่ี วกบั ไฟฟา้ 27 - ตัวนาประธานสาหรบั ระบบแรงดันสูง สามารถจะใช้สายเปลือยหรือสายที่หุ้มฉนวน ก็ได้ ถ้าหากเป็นการต้ังสายไฟฟ้าใต้ดิน สายทองแดงหุ้มฉนวนชนิดท่ีเหมาะสมกับลักษณะการติดต้ังโดย จะต้องทาป้ายระบุของสายใต้ดิน และบอกความลกึ ของสายบนสุด 3.4 เครื่องป้องกันกระแสเกินของบริภัณฑ์ประธานระบบแรงดันต่า ต้องสามารถตัด กระแสลดั วงจรค่ามากทีส่ ดุ ทอ่ี าจจะเกิดขึ้นได้ และต้องไม่ต่ากว่า 10 kA (ยกเว้นบางพื้นท่ี) กรณีระบบท่ี นิวทรัลของระบบวาย (Wye) ต่อลงดินโดยตรง บริภัณฑ์ประธานแรงต่าท่ีมีขนาดต้ังแต่ 1,000 A ข้ึนไป ต้องติดตั้งเคร่ืองป้องกันกระแสร่ัวลงดินของบริภัณฑ์ด้วย แต่ก็มีข้อยกเว้นหากเป็นกระบวนการทาง อตุ สาหกรรมแบบตอ่ เนือ่ ง และเคร่อื งสูบน้าดับเพลิง เรียบเรยี งโดย พลวริ ัฐ รชั อนนั ทพ์ งษ์
การตดิ ตงั้ ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภัยและมาตรฐานเกยี่ วกบั ไฟฟา้ 28 แบบฝึกหัดบทท่ี 1 เรอื่ ง มาตรฐานและความปลอดภัยเกีย่ วกบั ไฟฟา้ ระดับ ประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชัน้ สูง (ปวส.) วชิ า การตดิ ต้งั ไฟฟา้ 1 รหสั วิชา 3104-2001 ตอนท่ี 1 จงเลอื กคาตอบที่ถกู ท่สี ดุ และทาเครอ่ื งหมาย X ลงในชอ่ งของกระดาษคาตอบ 1. ข้อใดตอ่ ไปน้ีไมใ่ ช่สาเหตุหลกั ของการแยกควบคุมวงจรไฟฟา้ ชั้นบนกับชัน้ ลา่ งของบา้ น 2 ช้ัน ก. เพอื่ ให้ง่ายต่อการซอ่ มแซม ข. เพ่ือให้งา่ ยต่อการควบคมุ การใชไ้ ฟฟา้ ค. เพอื่ ให้งา่ ยต่อการบารุงรกั ษา ง. เพอื่ ใหเ้ กิดความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งาน 2. ข้อใดตอ่ ไปน้ีไมใ่ ช่สาเหตทุ ีห่ ้ามนาสายไฟฟ้าชนิดทใี่ ชเ้ ดินภายในอาคารนาไปใชเ้ ดนิ นอกอาคาร ก. แสงแดดจะทาใหฉ้ นวนของสายไฟท่ีใชใ้ นอาคารแตกกรอบชารุด ข. สายไฟชนดิ ทีใ่ ช้เดนิ นอกอาคารมักจะเติมสารป้องกันแสงแดดไวใ้ นเปลอื กหรอื ฉนวนของสาย จงึ สามารถใช้เดินนอกอาคารได้ แตส่ ายไฟฟา้ ทใี่ ช้เดนิ ในอาคารไม่ได้เตมิ สารป้องกนั แสงแดด ค. เน่อื งมาจากมาตรฐานการตดิ ตัง้ ไฟฟา้ สาหรับประเทศไทย พ.ศ.2556 ไม่ได้รบั รองสายไฟฟ้าทงั้ สองแบบในเรอ่ื งความแตกตา่ งกนั ของฉนวน ง. ทกุ ขอ้ ทีก่ ลา่ วมาเป็นสาเหตุของการห้าม 3. ผู้ประสบอันตรายจากไฟฟา้ ที่ช่วยออกมานั้นหมดสตไิ ม่ร้สู ึกตวั หวั ใจหยุดเต้น และไม่หายใจ สามารถ สังเกตไดจ้ ากอาการทเ่ี กดิ ขน้ึ ตามขอ้ ใดตอ่ ไปนี้ ก. รมิ ฝปี ากเขียว หนา้ ซดี เขียวคลา้ นา้ เสยี งแหบแห้ง ข. ทรวงอกเคลอื่ นไหวน้อยมาก ชพี จรบรเิ วณคอเบามาก ค. ทรวงอกไม่เคลื่อนไหว แขนขาออ่ นแรง ง. ชพี จรบรเิ วณคอเต้นช้า อุณหภูมิรา่ งกายตา่ จนตวั เย็น 4. ข้อใดตอ่ ไปน้ีเป็นวิธีการตรวจสอบวา่ หัวใจของผู้ประสบอนั ตรายหยุดเตน้ ก. คลาชีพจรไมพ่ บ ข. ม่านตาขยายคา้ งไมห่ ดเลก็ ลง ค. หมดสตไิ ม่รสู้ ึกตัว ง. ถกู ทกุ ข้อทกี่ ลา่ วมา 5. มาตรฐานตามขอ้ ใดตอ่ ไปน้เี ปน็ มาตรฐานอุปกรณ์ทใ่ี ชใ้ นการติดตั้งไฟฟา้ ก. IEC, VDE, TIS ข. VDE, IEC, BS ค. TIS, NEC, ANSI ง. ถูกทุกข้อท่กี ลา่ วมา เรยี บเรยี งโดย พลวิรัฐ รชั อนันท์พงษ์
การตดิ ตงั้ ไฟฟา้ 1 บทท่ี 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกยี่ วกับไฟฟา้ 29 6. ขอ้ ใดกลา่ วถึงมาตรฐาน TIS (Thai Industrial Standards) ได้อยา่ งถูกต้องท่สี ดุ ก. มหี นา้ ทรี่ ะบคุ ณุ ลกั ษณะทส่ี าคัญของผลติ ภัณฑ์น้ันๆ รวมถึงขน้ั ตอนในการสง่ มอบ ข. มหี น้าที่ระบคุ ณุ ภาพและประสทิ ธิภาพของผลติ ภณั ฑท์ ีส่ าคัญของผลติ ภณั ฑ์นนั้ ๆ รวมถึงการ รบั ประกนั ความปลอดภยั ในขณะทาการจัดส่งสนิ คา้ ค. เปน็ ผู้ดแู ลเร่อื งของกฎเกณฑ์ทางเทคนิคที่จะถกู กาหนดขนึ้ สาหรับผลติ ภัณฑท์ างอตุ สาหกรรม ซึ่งอาจรวมถึงจาพวก แบบ รูปร่าง มิติ วิธีทา วัตถุท่ีนามาทาและข้ันตอนในผลติ สนิ คา้ ง. เป็นผู้ดแู ลวัตถุดบิ ท่ีนามาผลิต ตลอดจนมาตรฐานการทดสอบผลิตภณั ฑ์ 7. การออกแบบระบบรวมถึงขอ้ กาหนดของอปุ กรณไ์ ฟฟ้าในประเทศไทยรายละเอยี ดที่กาหนดในแบบ โดยมากจะอา้ งองิ มาจากมาตรฐานตามขอ้ ใด ก. TIS, IEC ข. TIS, VDE ค. VDE, ANSI ง. EIT, VDE 8. ขอ้ ใดคอื ปี พ.ศ.ของกฎและ พ.ศ.ปรบั ปรงุ ของกฎการเดินสายและตดิ ตงั้ อุปกรณ์ไฟฟา้ การไฟฟ้านคร หลวงฉบบั เดิมกอ่ นมีการแก้ไขปรบั ปรุง ก. พ.ศ 2531 (MEA : 1989) และปรบั ปรงุ พ.ศ. 2537 (MEA : 1995) ข. พ.ศ 2532 (MEA : 1989) และปรบั ปรุง พ.ศ. 2538 (MEA : 1995) ค. พ.ศ 2533 (MEA : 1989) และปรบั ปรุง พ.ศ. 2539 (MEA : 1995) ง. พ.ศ 2534 (MEA : 1989) และปรบั ปรงุ พ.ศ. 2540 (MEA : 1995) 9. ขอ้ ใดคือ พ.ศ.ของแนวทางปฏิบัติในการเดนิ สายและติดตง้ั อปุ กรณไ์ ฟฟา้ การไฟฟา้ สว่ นภมู ิภาคฉบับเดมิ กอ่ นมีการแกไ้ ขปรบั ปรงุ ก. พ.ศ 2535 (PEA : 1994) ข. พ.ศ 2536 (PEA : 1994) ค. พ.ศ 2537 (PEA : 1994) ง. พ.ศ 2538 (PEA : 1994) 10. มาตรฐานการผลติ สายไฟฟา้ ท่ีจดั ทาโดยสานกั งานมาตรฐานผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรมในปัจจุบนั คือ มาตรฐานตามข้อใด ก. มอก.11-2531 ข. มอก.11-2553 ค. มอก.11-2545 ปรับปรุง 2551 ง. มอก.11-2556 เรียบเรียงโดย พลวิรฐั รชั อนนั ทพ์ งษ์
การติดตัง้ ไฟฟา้ 1 บทที่ 1 ความปลอดภยั และมาตรฐานเกย่ี วกับไฟฟา้ 30 ตอนท่ี 2 จงตอบคาถามต่อไปน้ี 2.1 อธบิ ายสรปุ เกี่ยวกบั ขอ้ แนะนาในการใช้ไฟฟา้ และเครื่องใช้ไฟฟา้ อยา่ งปลอดภยั อยา่ งน้อยคนละ 5 ขอ้ ที่นกั ศกึ ษาคดิ ว่ามคี วามสาคัญที่สดุ 2.2 อธิบายเก่ียวกับความปลอดภยั ในการติดตงั้ อปุ กรณ์ไฟฟา้ ต่อไปนี้ 2.2.1 การเลอื กใช้สายไฟฟ้า 2.2.2 การตรวจสอบสายไฟฟา้ และการเดินสายไฟฟา้ 2.2.3 แผงจา่ ยไฟฟา้ 2.3 ขอ้ ควรใหค้ วามระมดั ระวังเปน็ พเิ ศษเก่ียวกบั การชว่ ยเหลือผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้า และการปฐม พยาบาล มีอะไรบา้ งอธบิ ายเหตผุ ลมาเปน็ ข้อๆ 2.4 จงเขยี นคาเต็ม ประเทศ และหนา้ ทข่ี องมาตรฐานต่อไปนี้ 2.4.1 มาตรฐาน ANSI 2.4.2 มาตรฐาน NEC 2.4.3 มาตรฐาน BS 2.4.4 มาตรฐาน DIN 2.4.5 มาตรฐาน VDE 2.4.6 มาตรฐาน JIS 2.4.7 มาตรฐาน TIS 2.4.8 มาตรฐาน EIT 2.5 จงอธิบายสรุปข้อกาหนดท่ัวไปสาหรับการติดต้ังทางไฟฟ้าเก่ียวกับการต่อทางไฟฟ้า (Electrical Connection) ของมาตรฐานการตดิ ตง้ั ทางไฟฟ้าสาหรบั ประเทศไทย พ.ศ. 2556 2.6 มาตรฐานสายไฟฟา้ ของมาตรฐานการติดต้ังทางไฟฟ้าสาหรับประเทศไทย พ.ศ. 2556 แบ่งออกเป็นก่ี ประเภท แตล่ ะประเภทกลา่ วโดยสรุปวา่ อยา่ งไร 2.7 จงอธบิ ายเกย่ี วกับระยะห่างทางไฟฟา้ (Electrical Clearance) วา่ แบง่ ออกเป็นกแ่ี บบ แต่ละแบบ กลา่ วไวว้ า่ อยา่ งไรบา้ ง 2.8 ตามมาตรฐานการตดิ ตั้งไฟฟา้ พ.ศ. 2556 ได้กล่าวไวเ้ กีย่ วกับตวั นาประธาน สายปอ้ น และวงจรยอ่ ย ว่าอยา่ งไรบา้ ง ตอนท่ี 3 ให้นักศึกษาแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ละ 5 คนแล้วจาลองเหตุการณ์การช่วยเหลือผู้ประสบอันตราย จากไฟฟา้ และการปฐมพยาบาล โดยการสลับกนั ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีเปน็ ผปู้ ่วยและผู้ใหก้ ารชว่ ยเหลือ ดว้ ยวธิ กี าร ดังน้ี 3.1 การผายปอดโดยวธิ ใี ห้ลมทางปาก 3.2 การให้โลหิตไหลเวยี นโดยวธิ นี วดหวั ใจ ----------------------------------------- เรียบเรียงโดย พลวริ ฐั รชั อนันท์พงษ์
Search
Read the Text Version
- 1 - 30
Pages: