ประเพณที ้องถน่ิ ภาคใต้ ฤทยั ชนก นาคง 6427228001613 วริ วรรณ เกตุเเก้ว 6427228001620 สุพชิ ฌาย์ มีคลงั 6427228001645 โสภิดา กิจเจษฎา 6427228001647 ปริตตา เดชนาวา 6427228001588 รายงานเล่มนี้เปน็ ส่วนหน่งึ ของการศกึ ษาวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศและการศกึ ษาคน้ ควา้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสรุ าษฎร์ธานี
ประเพณที อ้ งถ่ินภาคใต้ ฤทยั ชนก นาคง 6427228001613 วิรวรรณ เกตุเเกว้ 6427228001620 สุพิชฌาย์ มคี ลัง 6427228001645 โสภิดา กจิ เจษฎา 6427228001647 ปริตตา เดชนาวา 6427228001588 รายงานเลม่ น้เี ป็นสว่ นหนงึ่ ของการศกึ ษาวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศและการศกึ ษาค้นควา้ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสรุ าษฎร์ธานี
ก คานา รายงานเลม่ นี้เป็นส่วนหนงึ่ ของวชิ า เทคโนโลยีสารสนเทศและการศกึ ษาคน้ ควา้ โดยมี จดุ ประสงค์ เพือ่ การศึกษา วัฒนธรรมทีน่ า่ สนใจในภาคใตแ้ ตล่ ะประเพณมี คี วามเปน็ มาอยา่ งไร ซ่งึ รายงานนม้ี ีเนอื้ หาเกีย่ วกับประเพณีทอ้ งถ่นิ ภาคใต้ ทางผจู้ ดั ทาได้ทารายงาน โดยรวบเนอ้ื หาจากแหล่ง สารสนเทศต่างๆ ผจู้ ัดทาจะตอ้ งขอบคุณ อาจารย์ สพุ ัฒน์ สีระพดั สะ ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศกึ ษา เพอื่ นๆทกุ คนที่ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ผจู้ ัดทาหวังวา่ รายงานฉบบั นี้จะใหค้ วามรู้ และเปน็ ประโยชนแ์ ก่ผอู้ า่ นทกุ ๆท่าน คณะผู้จดั ทา 21 กันยายน 2564
ข สารบัญ เรือ่ ง หนา้ คานา.......................................................................................................................................................................ก สารบญั ....................................................................................................................................................................ข สารบญั ภาพ.............................................................................................................................................................ง สารบัญตาราง.............................................................................................................................. ............................จ ประเพณีแห่ผา้ ขนึ้ ธาตุ………..………………………………………………………………………………………………………..………...2 ประเพณีแขง่ โพน-ลากพระ……..……………………………………………………………………………………………………..…..…..5 ประเพณสี ารทเดือนสบิ …………………..…………………………………………………………………………………………….………..7 ประเพณีการแข่งเรือกอและและเรอื ยาวด้วยฝีพาย……………………………………………………………………..….……….10 ประเพณแี ขง่ วา่ ว……….…………………………………………………………………………………………………………………..……..14 บรรณานุกรม.........................................................................................................................................................16
ง สารบัญภาพ ภาพที่ หนา้ 1 ประเพณีแหผ่ า้ ข้ึนธาตุ………………………………………………………………………………………..…………………...……...……2 2 ประเพณแี ขง่ โพน-ลากพระ…………………………………………………………………………………………………………….……..5 3 ประเพณีสารทเดือนสิบ…………………………………………………………………………….………………………..…..…....……...7 4 ประเพณีการแข่งเรือกอและและเรือยาวดว้ ยฝพี าย…………………………………………..………….……..………..……….…8 5 ประเพณีแขง่ วา่ ว…………………………………………………………………………………………………….…….…….………..……14
จ สารบญั ตาราง ตารางท่ี หน้า ตารางที่ 1 ตารางการเขา้ ร่วมกจิ กรรมของประเพณีแห่ผา้ ขน้ึ ธาตุ……………………………………….………………..…………3 ตารางท่ี 2 ตารางการเขา้ รว่ มกจิ กรรมของประเพณแี ขง่ โพน-ลากพระ…………………………………………….……..……….6 ตารางท่ี 3 ตารางการเขา้ ร่วมกจิ กรรมของประเพณีสารทเดอื นสิบ…………………………………….……………….…….…….9 ตารางท่ี 4 ตารางการเขา้ ร่วมกิจกรรมของประเพณกี ารแข่งเรือกอและด้วยฝีพาย……………………….………..……….12 ตารางที่ 5 ตารางการเขา้ ร่วมกิจกรรมของประเพณแี ข่งว่าว………………………………………………………………………..15
ประเพณีท้องถิน่ ภาคใต้ ประเพณแี หผ่ า้ ขึน้ ธาตุ ประเพณแี หผ่ ้าขนึ้ ธาตุ หมายถึง การนาผ้าผืนยาวขนึ้ ไปห่มองคพ์ ระบรมธาตเุ จดียใ์ นวันสาคญั ทางศาสนา ชาวนครไดร้ ่วมมือร่วมใจกันบรจิ าคเงนิ ตามกาลงั ศรัทธานาเงนิ ทไ่ี ด้ไปซื้อผา้ มาเย็บตอ่ กันเป็นแถวยาวนับพันหล า แล้วจดั เป็นขบวนแห่ผา้ ขนึ้ ห่มพระบรมธาตุเจดีย์ ผ้าท่ีขน้ึ ไปหม่ องค์พระบรมธาตุเจดียเ์ รยี กวา่ “ผ้าพระบฎ” (หรอื พระบต) นิยมใชส้ ขี าว สีเหลือง สีแดง สาหรบั ผา้ สขี าวนิยมเขียนภาพเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธประวัติตั้งแตป่ ระสตู ิ เสดจ็ ออกบรรพชา ตรสั รู้ ปฐมเทศนา และปรินพิ พาน ประเพณีแหผ่ า้ ขึน้ ธาตุเป็นเอกลักษณป์ ระจาเมือง นครศรีธรรมราช แกน่ แทอ้ ยทู่ กี่ ารบชู าพระพทุ ธเจา้ อย่างใกล้ชดิ โดยใชอ้ งค์พระบรมธาตุเจดยี เ์ ป็นตวั แทน (สารานกุ รมเสรี, 2560) (เอกสารจากเวบ็ ไซต์) ตามตานานประเพณแี หผ่ ้าข้นึ ธาตุมวี ่า ในสมัยที่พระเจา้ สามพี่นอ้ ง คือ พระเจ้าศรีธรรมโศกราชพระเจ้าจันทรภาณุ และพระเจ้าพงษาสรุ ะ กาลงั ดาเนนิ การสมโภชพระบรมธาตอุ ยนู่ ัน้ คลนื่ ได้ซัดผา้ แถบยาวชน้ิ หน่ึง ซึง่ มลี ายเขยี น เรอ่ื งราวพทุ ธประวตั ิ (เรียกว่า พระบฎ หรือ พระบต) ขึ้นท่ีชายหาดปากพนงั จงึ นาผา้ ผืนนน้ั ไปถวายพระเจา้ ศรธี รรม โศกราช พระองคจ์ งึ รบั สั่งใหซ้ ักจนสะอาด แต่ลายเขยี นพทุ ธประวตั ิก็ไมล่ บเลือนยงั คงสมบรู ณด์ ีทกุ ประการจงึ รับสัง่ ให้ประกาศหาเจ้าของ ไดค้ วามว่าชาวพทุ ธกลมุ่ หน่งึ จะเดินทางไปลังกา เพื่อนาพระบฎไปถวายเปน็ พทุ ธบชู าพระ ทนั ตธาตุ คือ พระเข้ยี วแก้ว แตเ่ รอื ถกู มรสุมซดั แตกทชี่ ายฝ่งั เมืองนครมรี อดชีวิต 10 คน ส่วนพระบฏถกู คล่ืนซดั ขน้ึ ฝั่งปากพนัง พระเจ้าศรธี รรมโศกราชทรงพจิ ารณาเหน็ วา่ ควรจะนาขน้ึ ไปห่มพระบรมธาตุเจดียเ์ น่ืองในโอกาส สมโภชพระบรมธาตุ เจา้ ของพระบฎท่ีรอดชวี ติ ก็ยนิ ดีด้วย จึงโปรดใหช้ าวเมืองนครจดั เครือ่ งประโคมแหแ่ หนผ้าหม่ โอบฐานพระบรมธาตเุ จดีย์ จึงเปน็ ประเพณีประจาเมืองนครสบื มาจนทกุ วันนี้
2 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลยั ไดม้ กี ารแหผ่ า้ ขนึ้ ธาตุในวันขนึ้ 15 คา่ เดือน 6 คอื วันวสิ าขบชู า เรียกว่า “แหพ่ ระบฎข้นึ ธาต”ุ มีการเวียนเทยี นรอบองค์พระบรมธาตุ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว ไดโ้ ปรดใหม้ กี ารแหผ่ า้ ข้ึนธาตุ ในวันข้นึ 15 ค่า เดอื น 3 คอื วนั มาฆบชู า เพ่อื ให้ พุทธศาสนกิ ชนทอ่ี ยู่ห่างไกลหรือไมม่ ีโอกาสกระทาพุทธบูชาในวนั วิสาขบูชาได้มโี อกาสแหผ่ ้าข้นึ ธาตใุ นวันมาฆบูชา ตามศรัทธาดว้ ย ประเพณีแห่ผ้าขน้ึ ธาตขุ องเมอื งนครจงึ มีปลี ะ 2 คร้ัง คือ ในวนั เพญ็ เดอื น 3 (วันมาฆบูชา) และในวนั เพ็ญเดอื น 6 (วันวสิ าขบูชา) สืบมาจนทกุ วนั น้ี เดิมการแห่ผา้ ขน้ึ ธาตุกระทากันโดยพรอ้ มเพรยี งเป็นขบวนท่เี อกิ เกริกเพียงขบวนเดียว ตอ่ มาประชาชนมาจากหลาย ทศิ หลายทาง แต่ละคนตา่ งเตรยี มผา้ มาเองทาให้การแห่ผา้ ขึ้นธาตไุ มพ่ รอ้ มเพรียงเป็นขบวนเดยี วกัน เพราะใครจะ แห่ผ้าขนึ้ ธาตุในเวลาใดกไ็ ดต้ ามสะดวกตลอดทงั้ วัน เม่ือขบวนแห่มาถงึ วดั พระบรมธาตวุ รมหาวหิ าร กแ็ ห่ทกั ษณิ า วตั รรอบองค์พระบรมธาตเุ จดยี ์ 3 รอบ แล้วนาผ้าเข้าส่วู ิหารมา้ ซงึ่ มีบันไดข้ึนสูล่ านภายในกาแพงแกว้ ลอ้ มฐาน พระบรมธาตุเจดีย์เพ่ือนาผ้าข้นึ หม่ โอบฐานพระบรมธาตุเจดยี ์ซึ่งบรรจุพระบรมสารีรกิ ธาตุ ถือว่าเปน็ การบูชา พระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชดิ ภาพท่ี 1 ประเพณีแห่ผ้าขน้ึ ธาตุ ทม่ี า :https://www.silpa-mag.com/history/article_27637
ตารางที่ 1 ตารางการเข้าร่วมกิจกรรมของประเพณีแห่ผา้ ขนึ้ ธาตุ 3 ไม่เคยไป รายชื่อในกล่มุ ไปทกุ คร้งั บางครั้ง ฤทยั ชนก นาคง วริ วรรณ เกตุเเกว้ สพุ ิชฌาย์ มคี ลัง โสภิดา กิจเจษฎา ปริตตา เดชนาวา
4 ประเพณีแขง่ โพน-ลากพระ “โพน” เป็นภาษาท้องถ่นิ ของจงั หวัดพทั ลงุ เปน็ ช่อื กลองซง่ึ มีลกั ษณะเหมอน “กลองทัด” มีสามขา ตดี ้วยไม้ แข็ง 2 มอื (กชกรศกั ด์วิ จิ ารณ์, 2537) (เอกสารจากเวบ็ ไซต์) หน้ากลองมขี นาดตง้ั แต่ 35-100 เซนติเมตร ทาจากการเจอะไมต้ ้นตาล หรือไมข้ นนุ หนา้ โพนนยิ มหุ้มดว้ ยหนังควาย หรือหนงั ววั ทั้งสองหน้า การแข่งขนั โพน เปน็ ประเพณีหนึง่ ของภาคใต้ เชอ่ื วา่ เร่ิมมขี ึน้ พร้อมๆ กบั ประเพณีชกั พระ เน่ืองจากนิยมปฏบิ ตั ติ ่อเนอ่ื งกันมา กอ่ นที่จะมกี ารชักพระในวนั แรม 1 คา่ เดือน 11 คือ ในช่วงออกพรรษาประมาร ปลายเดอื น 10 วดั ต่างๆ จะเตรยี มจัดประเพณชี ักพระ โดยเรมิ่ ต้ังแต่การทาบษุ บก หมุ้ โพนะและคุมโพน (ตีโพน) ก่อน เพื่อใหช้ าวบา้ นตามหม่บู ้านตา่ งๆ ได้ทราบวา่ ทางวดั จะจดั ใหม้ กี ารชักพระตามประเพณที เี่ คยปฏิบัตเิ ปน็ ประจาทกุ ปี แตส่ ่วนมากวดั จะอยใู่ นละแวกเดยี วกนั ทาให้ชาวบา้ นไม่ทราบวา่ เสียงโพนท่ีตีเปน็ ของวดั ใด ทาให้แต่ ละวัดแข่งเสียงโพนกนั วา่ โพนะวัดใดจะเสียงดงั กว่ากัน ในระยะแรกๆ นน้ั จะตแี ข่งกนั เองภายในวัด ต่อมาจงึ ค่อยๆ นาโพนมาประชนั กันตามกลางทนุ่ นาหรอื สถานทท่ี ีจ่ ัดเตรียมไว้สว่ นการหุม้ โพนก็ถือเป็นประเพณที สี่ าคญั เช่นกัน เพราะการแขง่ ขันโพนนอกจากจะใชฝ้ มี อื ผตู้ ีแล้วกอ็ ยทู่ ี่การหมุ้ โพนด้วยเชน่ กัน โพนจะดงั หรือไมด่ งั ข้นึ อยู่กับการหมุ้ โพน โดยที่แต่ละวดั ถอื เป็นความลบั เร่มิ ด้วยการหาไม้มาตัดเป็นท่อน ตามความต้องการ แล้วนาไมน้ ั้นมาเจาะรใู ห้ กลวงเทา่ กนั ตลอด แต่โพนะที่ใชเ้ ข่งวนั นน้ั จะเจาะรภู ายในทัง้ สองดา้ นเปน็ รูปอกไก่ ทั้งนี้เพราะตอ้ งการให้เสียงกอ้ ง และเจาะรลู กู สักทขี่ อบบนขอบลา่ งในระยะเท่าๆ กนั ใชห้ นังควายตดั เปน็ รปู กลมขนาดโตเท่าปากของไม้ทเี่ จาะรไู ว้ นาไปแช่หวั ขา่ หยวกกลว้ ย เม่ือตากจนแห้งสนิทแล้วนามาหมุ้ สอดไมล้ กู สกั ตรงท่เี จาะรไู ว้ แลว้ ขึงให้ตึงทง้ั ขา้ งบนและ ขา้ งล่างกลา่ วไดว้ ่า จังหวัดพทั ลุงเปน็ จงั หวัดหนง่ึ ในภาคใต้ทยี่ ังรกั ษาประเพณแี ขง่ โพนไว้ ดังนั้นศูนยก์ ารศกึ ษานอก โรงเรียนและศูนย์วัฒนธรรมจังหวดั พทั ลุง จงึ จัดงานประเพณแี ขง่ โพนลากพระข้ึน เพ่อื อนุรกั ษ์ประเพณีของทอ้ งถนิ่ และเปน็ การส่งเสรมิ การท่องเทย่ี วของจงั หวดั ทั้งยงั กอ่ ใหเ้ กดิ ความสนกุ สนาน
5 การประลองความสามารถและความมีไหวพริบของผแู้ ขง่ ขัน รวมทง้ั เป็นประเพณที ีเ่ ก่ยี วเนือ่ งกบั ศาสนา กอ่ ใหเ้ กดิ ความรกั ในหมู่คณะและในท้องถ่นิ โดยเร่ิมจัดอย่างเปน็ ทางการครงั้ แรกเม่ือปี 2531 ปีต่อมาการทอ่ งเที่ยวแหง่ ประเทศไทยสนใจจึงสนับสนุนให้เป็นที่รู้จกั กันทั่วไป กาหนดงาน งานประเพณแี ข่งโพนลากพระจัดขนึ้ ในวันแรม 1 ค่า เดอื น 11 ประมาณเดือนตุลาคมของทกุ ปี ทส่ี นาม หน้าศาลากลางจงั หวัดพทั ลงุ และลากพระทีห่ าดแสนสุข กิจกรรม / พิธี การแขง่ ขันโพนแบ่งออกเป็น 2 อย่างคอื การแข่งขนั มอื (ตที น) ใช้เวลาแข่งนานจนกวา่ ผ้ตู จี ะหมดแรง สว่ นการแข่งขันอกี ประเภทหน่งึ คอื การแขง่ ขันเสยี ง ในเวลาการแข่งขนั สน้ั และเป็นที่นิยมมากกวา่ การแขง่ ขนั ตี ทน ประเภทของการแขง่ ขันและประกวดโพนเสียงดงั มี 4 ขนาด คอื ขนาดเลก็ เสน้ รอบวงไม่เกิน 120 เซนติเมตร ขนาดกลาง เสน้ รอบวงไมเ่ กิน 147 เซนตเิ มตร ขนาดใหญ่ เสน้ รอบวงไม่เกิน 190 เซนติเมตร และขนาดพเิ ศษเส้น รอบวงเกนิ 190 เซนตเิ มตร รวมทัง้ ยังมีการประกวดโพนสวยงามและประกวดลีลาท่าทางการตีโพนอีกดว้ ย ภาพท่ี 2 ประเพณีแขง่ โพน-ลากพระ ทมี่ า :https://sites.google.com/site/silpawattanatam/prapheni-khaeng-phon---lak- phra?fbclid
ตารางที่ 2 ตารางการเข้าร่วมกิจกรรมของประเพณแี ข่งโพน-ลากพระ 6 รายช่ือในกลุม่ ไปทกุ ครงั้ บางครั้ง ไม่เคยไป ฤทัยชนก นาคง วิรวรรณ เกตุเเก้ว สุพชิ ฌาย์ มีคลงั โสภิดา กิจเจษฎา ปรติ ตา เดชนาวา
7 ประเพณสี ารทเดือนสิบ คาวา่ สารทเปน็ คาอนิ เดียแปลวา่ ฤดู ซึ่งหมายถงึ ฤดูเก็บเก่ยี ว งานวันสารทจงึ มีความหมายวา่ งานประเพณี ในช่วงฤดูเก็บเกย่ี ว (สารสนเทศห้องสมุด, 2563) (เอกสารจากเว็บไซต์) เปน็ งานบญุ ประเพณขี องคนภาคใต้โดยเฉพาะชาวนครศรธี รรมราชที่ได้รบั อทิ ธิพลดา้ นความเชื่อมาจากทางศาสนา พราหมณ์ โดยมกี ารผสมผสานกบั ความเช่ือทางพระพทุ ธศาสนาโดยมีจุดมงุ่ หมายสาคญั เพือ่ เป็นการอทุ ิศสว่ นกศุ ล ใหแ้ ก่บรรพบรุ ุษท่ลี ว่ งลบั ไปแลว้ ซึ่งเชือ่ วา่ ได้รบั การปลอ่ ยตัวมาจากภมู ินรกท่ตี นต้องจองจาอยูเ่ นือ่ งจากผลกรรมที่ ตนได้เคยกอ่ ไวต้ อนทีย่ งั มชี วี ิตอยู่ โดยจะเริ่มปล่อยตวั จากภูมินรกในทุกวนั แรม 1 ค่า เดือน 10 เพือ่ มายังโลกมนษุ ย์ มีจดุ ประสงคเ์ พื่อให้มาขอสว่ นบุญส่วนกุศลจากลูกหลานญาติพน่ี อ้ งทไ่ี ด้เตรยี มการอทุ ิศไวใ้ ห้ เปน็ การแสดงความ กตัญญูกตเวทตี อ่ ผลู้ ่วงลบั หลังจากนั้นกจ็ ะกลบั ไปยงั ภมู นิ รก ในวนั แรม 15 คา่ เดือน 10 นสารทเป็นวันท่ตี รงกนั ขา้ มกบั วันสงกรานต์ ถา้ วันสงกรานต์เป็นแสงสว่าง วนั สารทกค็ ือความมดื ถา้ วันสงกรานต์ คือดวงอาทติ ย์ วันสารทก็คือพระจันทร์ วันสงกรานต์ถือวา่ เป็นวนั ทีโ่ ลกเข้าสรู่ าศเี มษเป็นวันแรก และราศีเมษเปน็ ราศีท่โี ลกเข้าใกลด้ วงอาทิตยม์ ากทส่ี ดุ (โลกโคจรเป็นวงรี)ส่วนวนั สารทเป็นชว่ งที่โลกออกหา่ งดวงอาทติ ยม์ ากทส่ี ดุ โดยถ้านับจากวันสงกรานต์จนถงึ วันสารทจะเปน็ เวลาประมาณหกเดอื นพอดี โดยจะเอาชว่ งเวลาทางจนั ทรคตคิ อื แรม 15 ค่า (หรอื 14) ซง่ึ เปน็ เดอื นดบั ซึ่งเป็นเวลาที่โลกมืดมิดท่สี ุด ความเช่อื ของคนโบราณในแถบภมู ภิ าคนี้ จึงถอื ว่าเป็นเวลาที่วิญญาณกลับจากนรก ญาติพีน่ อ้ งจึงควรทาบุญ เพ่ือแผส่ ่วนกุศลไปให้ ถา้ ผลู้ ว่ งลบั ไดร้ บั ส่วนบุญไดอ้ ม่ิ ทอ้ งกจ็ ะใหพ้ ร ถา้ ไมม่ ใี ครทาบญุ ไปให้ก็จะเสียใจบางทอี าจโกรธและสาปแช่ง จนถือเป็นวนั รวมญาติ วันบชู าบรรพ บรุ ษุ ใครไมร่ ่วมจะโดนดูถกู ว่าอกตญั ญู วันสงกรานต์นับตามสุรยิ คติ วันสารทจะนับตามจนั ทรคติ ชว่ งระยะเวลาในการประกอบพธิ กี รรมของประเพณีสารทเดือนสบิ จะมีขนึ้ ในวันแรม 1 คา่ ถงึ วนั แรม 15 ค่า เดอื น 10 ของทกุ ปี แต่สาหรับวันทีช่ าวใต้มกั จะนิยมทาบญุ กนั มากคอื วนั แรม 13 ถงึ 15 คา่ ประเพณวี ันสารทเดือนสบิ โดยในส่วนใหญ่แล้วจะตรงกบั เดอื นกันยายนของทกุ ปี
8 ภาพท่ี 3 ประเพณสี ารทเดอื นสบิ ท่มี า : https://www.prachachat.net/breaking-news/news-375530
ตารางท่ี 3 ตารางการเขา้ ร่วมกจิ กรรมของประเพณีสารทเดอื นสบิ 9 ไม่เคยไป รายชอ่ื ในกลุ่ม ไปทกุ ครง้ั บางครง้ั ฤทยั ชนก นาคง วิรวรรณ เกตเุ เกว้ สพุ ิชฌาย์ มคี ลงั โสภดิ า กจิ เจษฎา ปริตตา เดชนาวา
10 ประเพณกี ารแข่งเรือกอและและเรอื ยาวด้วยฝีพาย ในการเสด็จแปรพระราชฐานทุกครั้งจะทรงเย่ียมเยยี นราษฎรในจงั หวดั นราธวิ าสและจงั หวดั ใกล้เคยี งทกุ หมู่เหล่าทรงวางโครงการน้อยใหญ่เพอื่ แกป้ ัญหาความเดือดร้อนของประชาชนใหม้ คี วามสงบสุขรม่ เยน็ ด้วยพระ มหากรณุ าธิคณุ ลน้ เกล้าฯประชาชนชาวจงั หวัดนราธวิ าสตา่ งเห็นพอ้ งตอ้ งกันวา่ สมควรจัดใหม้ ีการแขง่ ขนั เรอื กอ และอนั เปน็ ประเพณีเกา่ แกข่ องชาวจังหวัดนราธิวาสถวายทอดพระเนตรเพอ่ื เทิดพระเกยี รติในพระมหากรณุ าธคิ ณุ อันลน้ พ้นและเป็นการฟ้ืนฟปู ระเพณกี ารแข่งเรือกอและด้วยฝีพาย หนา้ พระท่ีน่ัง และทรงมีพระบรมราชานญุ าตให้ จัดการแข่งขนั เมอ่ื วนั ที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๙ อีกทงั้ ไดพ้ ระราชทานถ้วยรางวัลแกท่ ีมเรือที่ชนะการแขง่ ขันด้วย (ประเพณีไทยดอทคอม, 2556) (เอกสารจากเว็บไซต์) ช่วงเวลา ประเพณีการแข่งเรอื กอและและเรือยาวด้วยฝพี ายหน้าพระท่นี ัง่ ได้จดั ขึน้ เปน็ ประจาทกุ ปี ในระหว่างวนั ที่ ๒๑-๒๕ กันยายน ซง่ึ เป็นระยะเวลาที่ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวและสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมดว้ ยพระบรมวงศานุวงศ์ ไดเ้ สด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรม ณ พระตาหนกั ทกั ษณิ ราชนิเวศนก์ าร แขง่ ขันใช้เรือกอและระยะทาง ๖๕๐ เมตร ผู้ควบคุมลาละ ๑ คน จานวนฝีพายรวมท้งั นายท้ายไม่เกินลาละ ๒๓ คน และมีฝพี ายสารองไม่เกนิ ลาละ ๕ คน การเปลีย่ นตวั ในแตล่ ะเทย่ี วทาไดเ้ ทยี่ วละไมเ่ กนิ ๕ คน ท้ังนี้ใหผ้ ูค้ วบคมุ ทมี ประจาเรอื แจง้ ใหค้ ณะกรรมการปลอ่ ยเรือทราบ เรือทีเ่ ข้าแขง่ ขันทกุ ลาตอ้ งถึงจุดเรมิ่ ตน้ (จุดปลอ่ ยเรือ) กอ่ นเวลาที่ กาหนดแขง่ ขันในรอบนนั้ หากไปชา้ กว่ากาหนดเกนิ ๑๕ นาทีถือว่าสละสิทธ์ิจะปรับแพใ้ นรอบนน้ั ได้ กอ่ นการได้ยิน สญั ญาณ ณ จุดเรมิ่ ต้นฝีพายทกุ คนยกพายใหพ้ ้นผวิ น้า ยกเว้นนายท้ายเรอื ให้ใช้พายคดั ท้ายเรอื บงั คบั เรอื ให้หยดุ นงิ่ และจะต้องว่งิ ในลขู่ องตน หากว่งิ ผดิ ลูห่ รอื สายนา้ ถอื วา่ ผดิ กตกิ าใหป้ รบั เป็นแพใ้ นเทย่ี วน้ัน เรือทีเ่ ขา้ ถงึ เส้นชัยกอ่ น ลาอน่ื โดยถอื หัวเรือสดุ เปน็ การชนะการแข่งขันในเท่ียวนั้น การแขง่ ขนั แบง่ เป็น ๔ รอบ รอบที๑่ และรอบที่ ๒ เปน็ รอบคัดเลอื ก รอบที่ ๓ เป็นรอบรองชนะเลิศและรอบท่ี ๔ เปน็ รอบชิงชนะเลิศ
11 ภาพที่ 4 ประเพณีการแขง่ เรอื กอและดว้ ยฝีพาย ทม่ี า : http://www.prapayneethai.com/
12 ตารางที่ 4 ตารางการเข้ารว่ มกิจกรรมของประเพณีการแขง่ เรือกอและด้วยฝพี าย รายชอื่ ในกลมุ่ ไปทุกครั้ง บางคร้งั ไม่เคยไป ฤทัยชนก นาคง วิรวรรณ เกตเุ เก้ว สพุ ชิ ฌาย์ มคี ลัง โสภิดา กิจเจษฎา ปริตตา เดชนาวา
13 ประเพณแี ขง่ วา่ ว การแข่งขันว่าวประเพณจี งั หวัดสตลู เรม่ิ มีวันท่ี ๑๙ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๑๙ โดยคณะครู-อาจายโ์ รงเรยี นสตลู วิทยา และชาวบ้านตาบลคลองขดุ อาเภอเมอื ง จงั หวดั สตลู รเิ ร่มิ จดั การแข่งขัน เน่ืองจากชว่ งเดอื นกมุ ภาพันธ์ ลง มรสุมตะวันออกเฉยี งเหนือ หรือ ลมวา่ วกาลงั พัดย่านทอ้ งทสี่ นามบิน และในจงั หวัดภาคใต้ เหมาะแกก่ ารเล่นวา่ ว ซงึ่ เปน็ การละเล่นพื้นเมืองที่ลงทนุ น้อย เลน่ งา่ ย เปน็ ภูมิปญั ญาชาวบา้ นที่ประดษิ ฐ์ว่าวประเภทต่างๆ ขน้ึ มา ประกอบคนชาวไทยเป็นนักประดษิ ฐ์ ช่างคดิ ชา่ งทา เหน็ ควายอยู่ในนาทกี่ าลังเกบ็ เก่ียวจงึ ได้จาลองหนา้ ตาของ ควายลงในตัววา่ ว ขณะท่วี ่าวลอยกลางอากาศส่วนหางจะอยบู่ น สว่ นหวั เขา จมูก หู อยู่ส่วนลา่ ง ว่าวมีเสยี งดงั อยู่ ไมน่ ิ่ง สา่ ยไปมาเหมือนนสิ ัยบา้ บ่ินของควาย ชาวบา้ นจงึ เรยี กว่าวควาย เป็นสัญลกั ษณ์ของการเลน่ ว่าวในจงั หวดั สตลู เปน็ ที่นยิ มของประชาชนในจังหวดั ใกล้เคียง เปน็ ทรี่ ้จู ักอยา่ งแพร่หลาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (ประเพณดี อทคอม, 2551) (เอกสารจากเวบ็ ไซต์) พธิ ีกรรม อดีตวา่ วเป็นเคร่ืองมอื วัด ลม เปน็ อุปกรณ์เสย่ี งทายถึงความเจรญิ ก้าวหน้าของท้องถน่ิ นิทาน หรอื ตานานของไทย เชน่ เร่ืองแก้วหน้าม้า ว่าวสมยั ก่อน พระมหากษัตรยิ ใ์ หค้ วามสนใจมากหากวา่ วตกลงบา้ นใคร เจ้าของบา้ นจะไดร้ ับ รางวลั เป็นส่ิงตอบแทน ชาวจีนใชว้ ่าวทาสงคราม ชาวฝร่ัง เช่น เบ็ญจามิน แพรงกนิ ใชว้ ่าวทดลองทางวิทยาศาสตร์ วา่ วจฬุ า - ปกั เป้า เป็นว่าวที่พระราชาทรงโปรด จดั ใหม้ กี ารแขง่ ขนั ท้องสนามหลวง วา่ วจฬุ า แตล่ ะตวั ท่ีจดั ทาขน้ึ ต้องมีพิธกี รรมหลายอย่าง เชน่ การคน้ หาไม้ไผ่ท่ีแก่จดั อยกู่ ลางกอไผ่ มอี ายทุ ่ีกาหนดไว้ เม่ือตัดไม้ไผแ่ ล้วต้องไปแช่ นา้ ระยะหนึ่ง จึงจะมาตกแต่ง มีการรมควนั เพอ่ื ให้ไมไ้ ผ่ทนทาน ไมม่ มี อด แมลงมาชอนไช การตกแตง่ โครงว่าว การ ผกู เชอื ก การตดิ กระดาษ ล้วนแตใ่ ชภ้ มู ิปัญญาไทย บางครัง้ ตอ้ งมีการเซ่นไหว้ เพ่อื ให้มชี ยั ชนะ
14 สาระ 1 เปน็ การตอบแทนบุญคุณของควายท่ชี ว่ ยเหลอื ชาวนา ทานา จึงเทอดทนู ผู้มพี ระคุณ 2 เปน็ การอนุรักษ์ช่างฝมี อื ในการทาว่าว ซ่ึงนบั วนั จะหายากย่งิ ข้นึ 3 เสรมิ สร้างความสมั พันธ์ไมตรีท่ีดีตอ่ กนั ระหว่างรฐั ต่าง ๆ ของประเทศมาเลเซียที่มีชายแดนติดต่อกบั จังหวดั สตลู 4 เป็นศนู ยร์ วมของวา่ วภาคใต้ 5 เปน็ การใชเ้ วลาว่างให้เกิดประโยชน์ ปลูกฝงั ให้เยาวชนให้ตระหนักถึงภูมิปญั ญาไทย มรดกอนั ล้าคา่ ทาง วัฒนธรรม ภาพที่ 5 ประเพณแี ขง่ วา่ ว ท่ีมา : https://sites.google.com/site/canghwadstulang/ngan-waw
ตารางท่ี 5 ตารางการเข้าร่วมกิจกรรมของประเพณีแข่งวา่ ว 15 รายชอื่ ในกลุ่ม ไปทกุ คร้งั บางคร้งั ไม่เคยไป ฤทัยชนก นาคง วริ วรรณ เกตุเเกว้ สพุ ิชฌาย์ มคี ลัง โสภดิ า กจิ เจษฎา ปรติ ตา เดชนาวา
บรรณานกุ รม
16 บรรณานกุ รม สารานุกรมเสรี. (2560). ประเพณแี หผ่ ้าข้นึ ธาตุ. กรุงเทพฯ : สารานกุ รมออนไลน์. กชกร ศักดว์ิ จิ ารณ์. (2537). ประเพณแี ข่งโพน-ลากพระ. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสงขลา. สารสนเทศห้องสมดุ . (2563). ประเพณสี ารทเดือนสิบ. กรงุ เทพฯ : ห้องสมุดแห่งชาติ. ประเพณไี ทยดอทคอม. (2556). ประเพณีการแขง่ เรอื กอและและเรอื ยาวดว้ ยฝพี าย. กรุงเทพฯ : ประเพณไี ทยดอทคอม. ประเพณีไทยดอทคอม. (2551). ประเพณีแขง่ ว่าว. กรุงเทพฯ : ประเพณีไทยดอทคอม.
Search
Read the Text Version
- 1 - 24
Pages: