วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
1. ข้อใดกลา่ วผิดเกีย่ วกับการแพรแ่ บบธรรมดา ก. ใชโ้ ปรตีนลำเลยี ง ข. จำกบรเิ วณที่มคี วำมเข้มขน้ ของสำรสงู ไปยังบรเิ วณที่มคี วำมเขม้ ขน้ ของ สำรต่ำ ค. เคลอ่ื นผำ่ นระหวำ่ งโมเลกุลของลพิ ิดท่เี ยื่อหุ้มเซลล์ ง. กำรลำเลยี งของแก๊สออกซเิ จนจำกพลำสมำเข้ำส่เู ซลลเ์ ม็ดเลือดแดง
2. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกย่ี วกบั การแพรแ่ บบฟาซลิ ิเทต ก. ใชโ้ ปรตนี ลำเลยี ง ข. จำกบรเิ วณท่ีมคี วำมเข้มข้นของสำรตำ่ ไปยังบรเิ วณทม่ี คี วำมเขม้ ขน้ ของ สำรสงู ค. เคลือ่ นผำ่ นระหวำ่ งโมเลกลุ ของลพิ ดิ ทเ่ี ยือ่ หุ้มเซลล์ ง. กำรลำเลียงของแกส๊ ออกซิเจนจำกพลำสมำเขำ้ สู่เซลล์เมด็ เลอื ดแดง
3.เพราะเหตุใดการใช้สีผสมอาหารท่ีได้รับรองมาตรฐานจากสานักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) ในปรมิ าณท่ีแนะนาจงึ ไมเ่ ปน็ อนั ตรายต่อร่างกาย ก. เนอื่ งจำกสผี สมอำหำรละลำยไดด้ ีในลพิ ดิ และละลำยในนำจงึ ไมส่ ำมำรถผำ่ นเย่อื หุม้ เซลลไ์ ด้ ข. เน่อื งจำกสีผสมอำหำรละลำยไดด้ ีในลพิ ิดและไมล่ ะลำยในนำจงึ ไมส่ ำมำรถผำ่ นเย่ือหุ้มเซลล์ได้ ค. เน่ืองจำกสีผสมอำหำรละลำยได้ดีในนำมนั และละลำยในลพิ ิดจึงไมส่ ำมำรถผ่ำนเยอื่ หุ้มเซลลไ์ ด้ ง. เน่ืองจำกสผี สมอำหำรละลำยไดด้ ใี นนำและไม่ละลำยในลิพิดจึงไมส่ ำมำรถผำ่ นเย่ือหมุ้ เซลลไ์ ด้
4. การลาเลียงกลโู คสเขา้ สเู่ ซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง เปน็ การลาเลยี งแบบใด ก. แพร่แบบธรรมดำ ข. กำรแพร่แบบฟำซลิ เิ ทต ค. แอกทีฟทรำนสปอรต์ ง. ออสโมซิส
5. การหลั่งไฮโดรเจนไอออนจากเซลล์บผุ วิ ของกระเพาะอาหารเข้าสู่ กระเพาะอาหาร ก. แพรแ่ บบธรรมดำ ข. กำรแพร่แบบฟำซลิ ิเทต ค. แอกทฟี ทรำนสปอรต์ ง. เอกโซไซโทซิส
6. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกบั การลาเลยี งแบบแอกทีฟทรานสปอร์ต ก. จำกบริเวณทมี่ ีควำมเขม้ ขน้ ของสำรสูงไปยงั บรเิ วณที่มีควำมเขม้ ขน้ ของสำร ตำ่ ข. เคล่ือนผ่ำนระหว่ำงโมเลกลุ ของลพิ ดิ ที่เย่อื หมุ้ เซลล์ ค. ใช้พลงั งำนจำกกำรสลำยพนั ธะของ ATP ง. กำรลำเลยี งของแกส๊ ออกซเิ จนจำกพลำสมำเข้ำสู่เซลลเ์ มด็ เลือดแดง
7. เอกโซไซโทซิส คอื การลาเลียงสารในขอ้ ใด ก. จำกบรเิ วณทีม่ คี วำมเขม้ ข้นของสำรสงู ไปยังบริเวณที่มคี วำมเขม้ ข้นของสำร ตำ่ ข. กำรหล่ังเอนไซม์ที่ใชใ้ นกำรย่อยอำหำรจำกเซลลบ์ ุผวิ ของ กระเพำะอำหำรเข้ำสชู่ ่องในกระเพำะอำหำร ค. กำรนำแบคทเี รยี เข้ำสูเ่ ซลล์เม็ดเลือดขำวกล่มุ ฟำโกไซต์ ง. กำรหล่งั ไฮโดรเจนไอออนจำกเซลลบ์ ผุ ิวของกระเพำะอำหำรเข้ำสกู่ ระเพำะ อำหำร
8. เอนโดไซโทซิส คอื การลาเลียงสารในขอ้ ใด ก. จำกบริเวณทีม่ คี วำมเขม้ ข้นของสำรสงู ไปยังบริเวณที่มคี วำมเขม้ ข้นของสำร ตำ่ ข. กำรหลั่งเอนไซม์ที่ใชใ้ นกำรย่อยอำหำรจำกเซลลบ์ ุผวิ ของ กระเพำะอำหำรเข้ำสชู่ ่องในกระเพำะอำหำร ค. กำรนำแบคทเี รยี เขำ้ สูเ่ ซลล์เม็ดเลือดขำวกล่มุ ฟำโกไซต์ ง. กำรหลัง่ ไฮโดรเจนไอออนจำกเซลลบ์ ุผิวของกระเพำะอำหำรเข้ำสกู่ ระเพำะ อำหำร
9.จากการทดลองแช่ช้ินมนั ฝรงั่ ขนาดเท่ากนั ในนา้ กลนั่ เปน็ เวลา 2 ชั่วโมง จากน้นั นาไปแชใ่ น สารละลายซโู ครสเปน็ เวลา 2 ชว่ั โมง โดยช่งั นา้ หนกั ของชิน้ มันฝรัง่ ทุก ๆ 5 นาที ต้ังแต่เริม่ ตน้ การทดลอง เสน้ กราฟ A หรอื B มโี อกาสทจ่ี ะเกิดขน้ึ ได้ เพราะเหตุใด ก. กรำฟ A มโี อกำสท่ีจะเกิดขนึ ได้ เน่ืองจำกนำกลั่นมคี วำมเขม้ ขน้ ตำ่ กวำ่ สำรละลำยภำยในเซลล์ นำจงึ ออสโมซสิ เข้ำสเู่ ซลล์ทำให้ชินมันฝร่งั มีนำหนักเพ่มิ ขึน ข. กรำฟ A มโี อกำสทีจ่ ะเกิดขนึ ได้ เน่ืองจำกนำกล่นั มีควำมเข้มขน้ สูงกว่ำสำรละลำยภำยในเซลล์ นำจึงออสโมซิสเขำ้ สเู่ ซลลท์ ำให้ชินมนั ฝรง่ั มีนำหนกั เพิ่มขึน ค. กรำฟ B มโี อกำสทจี่ ะเกิดขึนได้เนื่องจำกนำกลนั่ มคี วำมเข้มข้นต่ำกวำ่ สำรละลำยภำยในเซลล์ นำจงึ ออสโมซิสเขำ้ สู่เซลล์ทำใหช้ ินมันฝรงั่ มนี ำหนักเพิ่มขึน ง. กรำฟ B มโี อกำสที่จะเกดิ ขึนได้ เนอ่ื งจำกนำกลั่นมคี วำมเข้มขน้ สูงกว่ำสำรละลำยภำยในเซลล์ นำจงึ ออสโมซสิ เขำ้ สู่เซลลท์ ำใหช้ นิ มันฝร่ังมีนำหนักเพิ่มขึน
10. การทโ่ี ปรตนี ลาเลยี งในเยอ่ื หุ้มเซลล์มคี วามจาเพาะกับชนิดของสารที่ ลาเลยี งมปี ระโยชนต์ อ่ เซลล์อย่างไร ก. ทำให้เซลล์สำมำรถควบคุมชนิดและปรมิ ำณสำรที่ผำ่ นเข้ำออกไดอ้ ยำ่ งเปน็ ระบบ ข. ทำใหเ้ ซลลส์ ำมำรถควบคุมนำและปริมำณออกซเิ จนท่ีผ่ำนเขำ้ ออกไดอ้ ยำ่ ง เปน็ ระบบ ค. ทำให้เซลล์สำมำรถควบคมุ เมด็ เลอื ดขำวท่ีผ่ำนเขำ้ ออกได้อยำ่ งเปน็ ระบบ ง. ทำใหเ้ ซลล์สำมำรถควบคมุ เมด็ เลือดแดงท่ีผำ่ นเข้ำออกไดอ้ ยำ่ งเป็นระบบ
11. จากภาพเปน็ กลไกการลาเลยี งแบบใด ก. เอกโซไซโทซสิ ข. เอนโดไซโทซิส ค. กำรแพรแ่ บบฟำซิลิเทต ง. แอกทีฟทรำนสปอรต์
12. อวยั วะทท่ี าหน้าท่กี าจดั ของเสยี ท่ีเกดิ จากกระบวนการเมแทบอลิซึมใน รา่ งกาย คอื ก. ตับ ข. ไต ค. หวั ใจ ง. ลำไสเ้ ล็ก
13. สารที่กรองผา่ นโกลเมอรูลัสได้ คือ ก. เม็ดเลือดแดง ข. เกร็ดเลือด ค. โปรตนี ง. กลโู คส
14. การกาจัดของเสยี โดยไตประกอบด้วยสามขั้นตอนยกเวน้ ขอ้ ใด ก. กำรหลั่ง ข. กำรกรอง ค. กำรดดู กลับ ง. กำรขับถำ่ ย
15. การกรองเกิดขึ้นท่ีบริเวณใด ก. ท่อรวม ข. ท่อหน่วยไต ค. โกลเมอรูลสั ง. รีนัลอำร์เตอรี
16. กลูโคสและกรดแอมิโนจะถูกดดู กลับทบี่ ริเวณใด ก. ท่อรวม ข. ทอ่ หน่วยไต ค. โกลเมอรูลัส ง. รีนัลอำร์เตอรี
17. การตรวจคดั กรองสารเสพติดบางชนดิ เชน่ ยาบา้ เก่ยี วข้องกบั กระบวนการทางานของไตในขอ้ ใดมากท่ีสุด ก. กำรหล่ัง ข. กำรกรอง ค. กำรดดู กลับ ง. กำรขับถำ่ ย
18. สมองส่วนใดควบคุมปริมาณของนา้ ในรา่ งกายใหอ้ ยู่ในสภาวะสมดลุ ก. ทำลำมัส ข. ซีรบี รัม ค. ไฮโพทำลำมัส ง. ออลแฟกทอรบี ลั บ์
19. ฮอรโ์ มน ADH ทาหน้าท่ีอะไรในการรักษาสมดลุ ของนา้ ในรา่ งกาย ก. ทำหนำ้ ท่กี ระต้นุ กำรดูดกลบั นำทท่ี อ่ หนว่ ยไตและท่อรวม ข. ทำหน้ำท่ีกระตนุ้ กำรหลั่งนำทท่ี อ่ หน่วยไตและทอ่ รวม ค. ทำหน้ำทก่ี ระตุ้นกำรกรองนำทโ่ี กลเมอรูลัสและโบว์แมนสแ์ คปซูล ง. ทำหน้ำที่กระตุ้นกำรดดู กลับทีโ่ กลเมอรูลัสและโบวแ์ มนสแ์ คปซูล
20. หากร่างกายมีปรมิ าณน้ามากเกนิ รา่ งกายจะมีวธิ กี ารรกั ษาสมดลุ ของ นา้ อยา่ งไร ก. ลดกำรกระตนุ้ ทำลำมัส ข. เพมิ่ กำรกระต้นุ ไฮโพทำลำมสั ค. ลดกำรกระต้นุ ไฮโพทำลำมัส ง. เพิม่ กำรกระตุน้ ทำลำมัส
21. แอลโดสเตอโรน เปน็ ฮอรโ์ มนที่สรา้ งมาจาก ก. ตอ่ มใตส้ มอง ข. ต่อมหมวกไต ค. สมองส่วนทำลำมัส ง. สมองส่วนไฮโพทำลำมัส
22. เมอื่ ปริมาณโซเดียมตา่ ร่างกายมีวธี กี ารอย่างไร เพ่อื กระตนุ้ ให้ไตดดู กลบั โซเดยี มและน้าเข้าหลอดเลือด ก. กระตนุ้ ให้ตอ่ มใต้สมองหล่งั แอลโดสเตอโรน ข. กระต้นุ ให้ตอ่ มหมวกไตหลั่งแอลโดสเตอโรน ค. กระตนุ้ ใหส้ มองสว่ นทำลำมัสหลงั่ แอลโดสเตอโรน ง. กระตุน้ ใหส้ มองสว่ นไฮโพทำลำมัสหลั่งแอลโดสเตอโรน
23. เอนไซมอ์ ะไมเลสสามารถทางานไดด้ ีทสี่ ดุ ที่คา่ pH ใด ก. pH 7 ข. pH 8 ค. pH 9 ง. ถกู ทุกข้อ
24.ถา้ เลือดมีปรมิ าณ H+ มากกว่ากวา่ ปกติจะส่งผลต่อการเปล่ยี นแปลง ของ pH อย่างไร ก. จะทำให้ pH ของเลือดมีควำมเปน็ กรด ข. จะทำให้ pH ของเลือดมีควำมเป็นเบส ค. จะทำให้ pH ของเลอื ดมคี วำมเปน็ กลำง ง. ไมม่ ขี ้อใดถูก
25.ถา้ เลอื ดเป็นเบสอตั ราการหายใจจะเปน็ อยา่ งไรเพราะเหตุใด ก. อตั รำกำรหำยใจจะเพ่ิมขนึ เพอื่ เพ่ิมปริมำณไฮโดรเจนไอออนให้สงู ขึนโดยกำรสะสม คำร์บอนไดออกไซด์ในเลอื ด ข. อัตรำกำรหำยใจจะลดลงเพ่อื เพมิ่ ปรมิ ำณไฮโดรเจนไอออนใหส้ ูงขึนโดยกำรสะสม คำรบ์ อนไดออกไซด์ในเลอื ด ค. อตั รำกำรหำยใจจะลดลงเพ่อื ลดปรมิ ำณไฮโดรเจนไอออนใหส้ ูงขนึ โดยกำรสะสม คำรบ์ อนไดออกไซด์ในเลอื ด ง. อตั รำกำรหำยใจจะลดลงเพอื่ เพ่มิ ปรมิ ำณออกซเิ จนไอออนใหส้ ูงขึนโดยกำรสะสม คำร์บอนไดออกไซดใ์ นเลอื ด
26.การขบั เหงือ่ ออกมาปริมาณมากมีผลตอ่ ร่างกายอย่างไร ก. สูญเสียนำ ข. สูญเสยี แรธ่ ำตุ ค. สูญเสียควำมร้อน ง. ถูกทกุ ข้อ
27. การทรี่ ่างกายสนั่ ช่วยรักษาอณุ หภูมขิ องรา่ งกายได้อยา่ งไร ก. กำรสัน่ เปน็ กำรทำงำนของกล้ำมเนือโครงร่ำง ทำใหส้ ญู เสียควำมรอ้ น ข. กำรสน่ั เปน็ กำรทำงำนของกล้ำมเนือหัวใจ ทำให้สูญเสยี ควำมร้อนขนึ ค. กำรส่นั เปน็ กำรทำงำนของกลำ้ มเนือโครงรำ่ ง ทำให้เกดิ ควำมรอ้ นขึน ง. กำรสั่นเปน็ กำรทำงำนของกลำ้ มเนือหัวใจ ทำให้เกิดควำมรอ้ นขึน
28. อวยั วะใดหนา้ ที่สร้างและพัฒนาเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ ก. ตอ่ มนำเหลอื ง ข. ไขกระดกู และไทมัส ค. ม้ำมและตับ ง. ตบั และตอ่ มใตส้ มอง
29. การต่อตา้ นหรือทาลายส่งิ แปลกปลอมแบบไม่จาเพาะ ยกเวน้ ขอ้ ใด ก. นำตำ ข. ผวิ หนงั ค. กระเพำะอำหำร ง. แอนตบิ อดี
30.ถ้าเซลลท์ ีผ่ ู้ช่วยถกู ทาลายหรือไม่สามารถทางานไดจ้ ะมผี ลอยา่ งไรต่อ ร่างกาย ก. ระบบภูมคิ ้มุ กนั จะอ่อนแอลง ข. กำรแบ่งเซลลข์ องลมิ โฟไซต์ชนดิ ต่ำงๆ ไดน้ อ้ ยลง ค. สร้ำงแอนตบิ อดีทต่ี อบสนองต่อเชอื โรคตำ่ ง ๆ ได้น้อยลง ง. ถูกทุกข้อ
31.โมเลกลุ ของสารหรือสิ่งแปลกปลอมท่เี ข้าสรู่ ่างกายแลว้ กระตนุ้ ภูมิคุ้มกนั ใหเ้ กดิ การตอ่ ตา้ นหรือทาลายสิง่ แปลกปลอมแบบจาเพาะ เรียกวา่ ก. แอนตเิ จน (antigen) ข. แอนติบอดี (antibody) ค. เซลลบ์ ี (B cell) ง. เซลลท์ ี (T cell)
32. เพราะเหตใุ ดเมอื่ ถูกงกู ัดจงึ ต้องจดจาลักษณะของงทู ี่กัด ก. แอนติเจนในเซร่มุ มคี วำมจำเพำะต่อพิษงูแต่ละชนดิ ข. แอนติบอดีในเซร่มุ มคี วำมจำเพำะตอ่ พษิ งูแต่ละชนดิ ค. เซลลบ์ ใี นเซรุ่มมคี วำมจำเพำะตอ่ พษิ งูแต่ละชนิด ง. เซลลท์ ีในเซรุ่มมีควำมจำเพำะต่อพษิ งแู ต่ละชนิด
33. วัคซนี ใดท่ีต้องฉดี ซา้ เป็นระยะทกุ ๆ 10 ปี ก. วัณโรค ข. ไวรัสตับอกั เสบบี ค. วัคซนี โรคบำดทะยกั ง. ไขส้ มองอักเสบเจอี
34. การสมั ผสั เหงอ่ื นา้ ลาย หรอื น้าตา ซ่งึ เปน็ สารคัดหลง่ั จากผู้ติดเชื้อ HIV จะทาใหต้ ิดเชอ้ื นไี้ ดห้ รอื ไม่ เพราะเหตใุ ด ก. ไม่ เพรำะไม่มีเชือ HIV ปะปนออกมำจงึ ไม่สำมำรถติดตอ่ ไปยังผ้อู น่ื ได้ ข. ไม่ เพรำะปริมำณเชอื HIV ที่ปะปนออกมำมปี รมิ ำณน้อยมำกจนไม่สำมำรถ ตดิ ต่อไปยังผู้อน่ื ได้ ค. ได้ เพรำะปรมิ ำณเชอื HIV ทีป่ ะปนออกมำมปี ริมำณมำกจนสำมำรถตดิ ต่อ ไปยังผูอ้ น่ื ได้ ง. ได้ เพรำะปรมิ ำณเชอื HIV ที่ปะปนออกมำมปี รมิ ำณสำมำรถตดิ ต่อไปยงั ผอู้ น่ื ได้
35.เพราะเหตใุ ดผทู้ ีต่ ดิ เช้ือ HIV ตอ้ งรบั ประทานยาตา้ นเชื้อไวรสั และรักษา สุขภาพรา่ งกายอยูเ่ สมอ ก. ทำใหเ้ ชอื HIV ลดจำนวนลง และยับยงั กำรเพ่ิมจำนวน ข. ทำใหเ้ ชอื HIV ตำยลง และยบั ยงั กำรเพมิ่ จำนวนเชือ ค. ทำให้เชือ HIV ตำยลง และหยุดแพร่เชือ ง. ถกู ทกุ ข้อ
36.ขอ้ ใดเปน็ พฤตกิ รรมทีส่ ง่ ผลเสยี ตอ่ ระบบภมู คิ ้มุ กันของรา่ งกาย ก. กำรรับประทำนอำหำรท่ไี ม่สะอำด ข. กำรดื่มเครือ่ งดมื่ ทีม่ ีแอลกอฮอล์ หรอื สบู บุหร่ี ค. อยูใ่ นพืนท่ที ี่มีโรคระบำด ง. ถกู ทุกขอ้
37.วิธปี ฏบิ ตั ติ นเพอื่ ใหม้ ีสขุ ภาพรา่ งกายแขง็ แรง ยกเวน้ ข้อใด ก. พักผอ่ นนอนหลบั ให้เพียงพอ ข. ขับถ่ำยให้เปน็ เวลำทกุ วนั ค. อยูใ่ นพืนทที่ ่ีมีโรคระบำด ง. ถูกทุกข้อ
38. “การผลิตวัคซนี ทาโดยการใชเ้ ช้ือโรคทอี่ อ่ นกาลงั ลงหรอื ตายแลว้ มา ฉดี กระตุน้ ใหร้ ่างกายสรา้ งภูมิคมุ้ กัน” คากลา่ วข้างตน้ ถกู หรือผิด ก. ถกู ข. ผิด
39. “สาเหตสุ ว่ นใหญ่ที่ทาให้ผูป้ ่วยท่ีตดิ เชื้อ HIV เสียชีวิตคือการเกดิ โรค แทรกซอ้ นต่าง ๆ เชน่ โรคปอดบวม วณั โรค เปน็ ตน้ ” คากล่าวขา้ งตน้ ถูก หรือผิด ก. ถกู ข. ผิด
40. “เซลล์เม็ดเลอื ดขาวและเกลด็ เลอื ดทาหนา้ ท่กี าจัดเชือ้ โรคหรือสงิ่ แปลกปลอมทเ่ี ข้าสรู่ ่างกาย” คากลา่ วข้างต้นถูกหรอื ผดิ ก. ถูก ข. ผิด
Search
Read the Text Version
- 1 - 41
Pages: