Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความขัดแย้ง

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความขัดแย้ง

Published by weerawan_tha, 2018-06-13 00:37:33

Description: บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความขัดแย้ง

Search

Read the Text Version

[DOCUMENT TITLE] เอกสารประกอบการสอนบทท่ี 1 ความรู้เบ้ืองตน้ เกี่ยวกบั ความขดั แยง้ Corporate Edition MICROSOFT CORPORATION [Company address]

บทท่ี 1 ความรู้เบ้ืองตน้ เกี่ยวกบั ความขดั แยง้ ทฤษฎีความขดั แยง้ ที่จุดยนื ที่ตรงกนั ขา้ มกบั ทฤษฎีระบบเชิงการหนา้ ท่ี (Functionalist SystemTheories) กล่าวคือ ในขณะท่ีทฤษฎีระบบมองเห็นความสัมพนั ธ์ของส่วนต่างๆ ของระบบในลกั ษณะของความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ความร่วมมือร่วมใจ และเสถียรภาพของระบบใหญ่ นกั ทฤษฎีความขดั แยง้ ไมเ่ ห็นดว้ ยอยา่ งยงิ่ โดยใหเ้ หตุผลวา่ เสถียรภาพของระบบเป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนอยา่ งผวิ เผนิ ชวั่ คราว และเป็นสภาวะท่ีไม่มีความแน่นอน ความขดั แยง้ ต่างหากที่เป็นแบบแผนบรรทดั ฐานของสงั คม ไม่ใช่ความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั และพลงั ขบั เคล่ือนชีวติ ทางสงั คมเป็นส่ิงที่เกิดจากการใชก้ าลงั บงั คบั และการต่อตา้ นการใชก้ าลงั บงั คบั – ไมใ่ ช่ความร่วมมือร่วมใจ ทฤษฎีความขดั แยง้ กาเนิดข้ึนมาจากปฏิกิริยาท่ีไมเ่ ห็นดว้ ยกบั ทฤษฎีระบบและทฤษฎีโครงสร้าง –การหนา้ ที่และขอ้ วิจารณ์ต่างๆ เกี่ยวกบั ทฤษฎีระบบและทฤษฎีโครงสร้าง การหนา้ ที่ อาทิ การวจิ ารณ์วา่ทฤษฎีระบบ/โครงสร้างการหนา้ ท่ีมีลกั ษณะอนุรักษท์ างการเมือง ไม่สามารถจะใชว้ เิ คราะห์การเปล่ียนแปลงทางสังคมไดแ้ ละไม่ตอ้ งแตะตอ้ งกบั ความขดั แยง้ ทางสงั คมเน่ืองเพราะทฤษฎีระบบ/โครงสร้างการหนา้ ท่ีสนใจที่จะอธิบายสงั คมในเชิงสถิตเป็นหลกั ในขณะที่ทฤษฎีระบบ / โครงสร้าง-การหนา้ ที่เห็นวา่ สงั คมทุกๆ แห่งเป็นระบบใหญ่ น่ิงสถิตมีดุลยภาพและมีบูรณาการเพื่อธารงความเป็นระบบสงั คมไวด้ ีอยแู่ ลว้ ไมจ่ าเป็นตอ้ งมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทฤษฎีความขดั แยง้ กลบั มองวา่ สงั คมทุกสงั คมน้นั ไม่ไดอ้ ยนู่ ่ิงๆ ทวา่ ข้ึนอยกู่ บั กระบวนการเปล่ียนแปลงตลอดเวลาไมว่ า่ ณ จุดใดกจ็ ุดหน่ึงของกระบวนการเปล่ียนแปลง และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็ นสิ่งท่ีเกิดข้ึนในทุกหนทุกแห่ง ในทุกข้นั ตอนของการเปลี่ยนแปลง สงั คมทุกสงั คมจะแสดงใหเ้ ห็นถึงความขดั แยง้ ทางสงั คมและความไมเ่ ห็นพอ้ งตอ้ งกนั เสมอ องคป์ ระกอบทุกส่วนของสังคมต่างเกี่ยวขอ้ งกบั ความแตกแยกและการเปลี่ยนแปลงเสมอ และในทุกสังคมจะตอ้ งมีกลุ่มคนที่มีอานาจครอบงากลุ่มคนกลุ่มอ่ืนๆ อยเู่ สมอ สังคมทุกแห่งมีการเปลี่ยนแปลง มีความขดั แยง้ มีการกดขี่ และมีการครอบงาเป็ นธรรมชาติในโครงสร้างสังคมจะมีกลุ่มหรือชนช้นั หน่ึงเขา้ มีอานาจเหนือกลุ่มอ่ืนเสมอ คนในกลุ่มหรือในชนช้นั เดียวกนั จะมีผลประโยชน์ร่วมกนั เสมอ ไมว่ า่ สมาชิกในสงั คมหรือในกลุ่มหรือในชนช้นั น้นั จะรู้ตวั หรือไมร่ ู้ตวั ก็ตาม เม่ือใดท่ีประชาชนเริ่มตระหนกั ในผลประโยชน์ การรวมตวั เป็ นชนช้นั ทางสงั คมก็จะเกิดข้ึน และความขดั แยง้

ระหวา่ งชนช้นั จะมีความเขม้ ขน้ รุนแรงเพยี งใด ข้ึนอยกู่ บั สภาพการณ์ของสงั คมและการเมืองในขณะน้นั เช่นการที่ประชาชนมีเสรีภาพในการเคลื่อนไหวมากหรือนอ้ ยเพียงใด หากประชาชนถูกจากดั สิทธิพ้นื ฐานมากเท่าไรกจ็ ะมีแรงกดดนั ท่ีสะสมเพ่ิมพูนรอวนั ที่จะแสดงความขดั แยง้ ออกมา เม่ือทนไมไ่ หวหรือเม่ือสถานการณ์อานวย ซ่ึงอาจจะมีความรุนแรงมาก หากแรงกดดนั มีมาก พ้ืนฐานการกระจายอานาจและผลประโยชน์ในระบบสงั คมน้นั เป็นอยา่ งไร หากสังคมมีพ้นื ฐานการกระจายอานาจและผลประโยชน์ดีอยู่แลว้ ความกดดนั และความรุนแรงอาจจะนอ้ ยลง เพราะมีช่องทางที่จะแสดงความขดั แยง้ ออกมาไดโ้ ดยง่ายตลอดจนระบบเปิ ดของชนช้นั ท่ีเก่ียวขอ้ งน้นั เป็นระบบท่ีเปิ ดกวา้ งมากนอ้ ยเพยี งใด หากระบบท่ีเก่ียวขอ้ งเปิ ดกวา้ งเชื่อมโยงต่อกนั ไดด้ ี ความขดั แยง้ อาจจะบางเบามาก การเจรจาต่อรองดว้ ยกระบวนการที่ชอบธรรมอาจจะเป็ นไปไดด้ ียงิ่ ข้ึน และการใชค้ วามรุนแรงกไ็ มม่ ีความจาเป็น นกั ทฤษฎีความขดั แยง้ มีศูนยร์ วมความสนใจท่ีสาคญั สองเร่ือง ไดแ้ ก่ อานาจและการเปล่ียนแปลงกล่าวใหช้ ดั เจนยง่ิ ข้ึน นกั ทฤษฎีความขดั แยง้ สนใจศึกษาแนวทางท่ีบุคคลใชพ้ ลงั อานาจเพ่อื ต่อตา้ นการเปลี่ยนแปลง และใชพ้ ลงั อานาจเพือ่ สร้างการเปลี่ยนแปลง ประวตั ิความเป็นมา เราสามารถคน้ พบความคิดเรื่องความขดั แยง้ ไดใ้ นงานเขียนของนกั ปรัชญาท้งั ในซีกโลกตะวนั ตกและซีกโลกตะวนั ออก เราสามารถคน้ พบแนวคิดความขดั แยง้ มาต้งั แตศ่ ตวรรษที่ 5 ก่อนยคุ คริสตกาล ท้งั ในอินเดียโบราณ จีน และกรีก แนวคิดเก่ียวกบั ความสมั พนั ธ์เชิงอานาจ ความไร้เสถียรภาพของสังคม การปฏิวตั ิ เอกภาพของสังคม ตลอดจนพหุลกั ษณ์นิยม ลว้ นเป็ นส่ิงที่เราคน้ พบไดใ้ นงานเขียนของนกั ปรัชญา ในกลุ่มนกั ปรัชญาตะวนั ตก เราพบทฤษฎีความขดั แยง้ ในงานของนิกโกโล แมคเคียเวลลี (NiccoloMachiavelli) ฌอง โบแดง็ (Jean Bodin) และธอมสั ฮอบส์ (Thomas Hobbes) ท้งั สาม------ 85ท่านเป็นนกั ปรัชญาการเมืองที่ทรงอิทธิพลเป็นพ้นื ฐานความคิดของนกั ปรัชญาการเมืองรุ่นหลงั ในองั กฤษสกอตแลนด์ และฝร่ังเศส การประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ ในยคุ คริสตศ์ ตวรรษท่ี 17 และ 18 น้นั มีท้งั การประยุกตไ์ ปใชใ้ นดา้ นการเมือง ดา้ นการกาหนดนโยบาย ดา้ นเศรษฐศาสตร์ แมก้ ระทงั่ นาไปใชใ้ นการอธิบายดา้ นชีววทิ ยา

นกั ทฤษฎีหลายท่าน ใชค้ วามขดั แยง้ เป็นแนวคิดสาคญั ในการอธิบายปัจเจกบุคคล ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบุคคล และความสมั พนั ธ์ในกลุ่ม ตวั อยา่ งเช่น ทฤษฎีพลวดั ทางจิต (Psychodynamic Theories)ของฟรอยด์ (Ferud) และอีริคสนั (Erikson) นกั สังคมวทิ ยาชาวเยอรมนั ชื่อ จอร์จ ซิมเมล (Georg Simmel) เป็นนกั ทฤษฎีรุ่นแรกๆ ที่อธิบายให้เห็นความขดั แยง้ ในระหวา่ งบุคคลและความขดั แยง้ ภายในกลุ่ม ซิมเมลสนใจศึกษาแบบแผนของการกระทาและประเภทของผกู้ ระทา แต่ซิมเมลกม็ องความขดั แยง้ แตกต่างไปจากนกั ทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ท่ีในยคุของเขา ซิมเมลเห็นวา่ ความขดั แยง้ เป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนทว่ั ไปและเป็นของดีไม่ใช่สิ่งที่น่ากลวั น่ารังเกียจแต่ประการใด ซิมเมลศึกษาความขดั แยง้ ทางสงั คมโดยรวมศูนยไ์ ปท่ีกลุ่มและขนาดของกลุ่ม เขาศึกษากลุ่มคนสองคน (dyads) ซ่ึงเขาสังเกตวา่ มีการเคล่ือนท่ีในลกั ษณะแกวง่ ข้ึนๆ ลงๆ ระหวา่ งความผูกพนั รักใคร่ใกลช้ ิดกบัความขดั แยง้ กนั อยา่ งสุดข้วั ลกั ษณะการแกวง่ ตวั ข้ึนๆ ลงๆ ดงั กล่าว พบเสมอในกลุ่มคนสองคน ในลกั ษณะเด๋ียวดีเดี๋ยวร้าย ความขดั แยง้ ท่ีพบในกลุ่มคนสองคนจึงมีลกั ษณะไหลเลื่อนเป็นวงจร กล่าวคือมีการเคลื่อนท่ีระหวา่ งภาวะสุดข้วั สองดา้ น คือ เดี๋ยวรักใคร่สนิทสนมกนั อยา่ งมากและเดี๋ยวก็มีความขดั แยง้ กนั อยา่ งมากแตถ่ า้ มีบุคคลที่สามเพ่ิมเขา้ ไปในกลุ่ม โครงสร้างความขดั แยง้ ระหวา่ งคนสองคนในกลุ่มจะเปลี่ยนแปลงไปในความสมั พนั ธ์ของกลุ่มสามคน คนสองคนจะรวมหวั กนั ตอ่ ตา้ นคนทีสาม หรือคนที่สามอาจจะเขา้ มาลดความแตกตา่ งระหวา่ งสองคนแรก โดยมีบทบาทเป็นผไู้ กล่เกล่ีย หรือมิฉะน้นั ก็เขา้ มาแบ่งแยกคนสองคนท่ีใกลช้ ิดสนิทสนมกนั – ใหแ้ ตกแยกจากกนั ก็ได้ พลวตั กลุ่มเช่นน้ีพบท้งั ในระดบั จุลภาคและมชั ฌิมภาค และสามารถประยกุ ตใ์ ชไ้ ดใ้ นสังคมใหญซ่ ่ึงในอีกดา้ นหน่ึงเป็ นการสะทอ้ นใหเ้ ห็นลกั ษณะพหุนิยมท่ีปรากฎอยู่ในระดบั สงั คม สาหรับทฤษฎีความขดั แยง้ ในแนวคลาสสิกน้นั มีแนวทางการศึกษาท่ีสาคญั สองแนวทางคือ (1)ศึกษาความสัมพนั ธ์เชิงอานาจในครรลองของปรัชญาการเมือง และ (2) ศึกษาการต่อสู้แข่งขนั กนั ในครรลองของเศรษฐศาสตร์แนวคลาสสิก อยา่ งไรกต็ าม ในทฤษฎีสังคมร่วมสมยั ไดม้ ีการสงั เคราะห์รวมแนวทางการศึกษาท้งั สองแนวทางเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั นกั คิดที่ถือวา่ เป็นผนู้ าท่ีริเร่ิมงานดา้ นทฤษฎีความขดั แยง้ ไดแ้ ก่คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ตอ่ จากน้นั ไดม้ ีนกั คิดที่นาทฤษฎีความขดั แยง้ ของมาร์กซ์มาขยบั ขยายและศึกษาต่อยอดออกไปอีกจานวนมาก อาทิ ซี. ไรท์ มิลส์ (C.Wright Mills) แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) จอร์จ ซิมเมล ลิวอิส โคเซอร์ (Lewis Coser) ราลฟ์ ดาห์เรนดอร์ฟ (Ralf Dahrendorf) เฮอร์เบิร์ด มาร์คิวส์ (HerbertMarcuse) จอร์จ ลูคาคส์ (Georg Lukacs) และเยอร์เกน้ ฮาเบอร์มาส (Jurgen Habermas)

------ 86 ทฤษฎีความขดั แยง้ อาจเป็ นท่ีนิยมแพร่หลายนอ้ ยกวา่ ทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ที่และทฤษฎีระบบกลุ่มอ่ืนๆ แต่มีคุณค่าอยา่ งมากในการเพ่ิมมุมมองเพ่ือการวิเคราะห์เชิงสังคมวทิ ยา นกั สังคมวทิ ยาหลายทา่ นใหค้ วามเห็นวา่ การมองความเป็นจริงทางสังคมมีท้งั สองดา้ น คือดา้ นของความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั และดา้ นของความขดั แยง้ หรือดา้ นของความผสมกลมกลืนและดา้ นของขอ้ จากดั ขดั ขอ้ งต่างๆ ปัจจุบนั ทรรศนะดงั กล่าว เป็นที่ยอมรับมากกวา่ ที่จะมุง่ ยดึ ข้วั ใดข้วั หน่ึงแลว้ เป็นปฏิปักษก์ บั อีกข้วั หน่ึง หลกั สาคญั ของแนวคิด ทฤษฎีความขดั แยง้ เป็นคาท่ีมีขอบเขตกวา้ งขวางครอบคลุม ทฤษฎีหลายๆ ทฤษฎีที่มีขอ้ สนั นิษฐานเกี่ยวกบั ธรรมชาติของปรากฎการณ์ทางสงั คมชุดหน่ึง ท้งั น้ี ทฤษฎีความขดั แยง้ เหล่าน้ีมีขอ้ สันนิษฐานร่วมกนั ที่สาคญั ที่สุดคือ การมองวา่ ความขดั แยง้ เป็นขอ้ เทจ็ จริงประการหน่ึงของชีวติ ทางสงั คมและเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของสงั คม การเปลี่ยนแปลงเป็ นแบบแผนปกติของสังคมไม่ใช่เสถียรภาพ ซ่ึงขอ้สนั นิษฐานน้ีตรงกนั ขา้ มกบั ทฤษฎีระบบเชิงการหนา้ ท่ี ท่ีมกั มองวา่ ความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ในสงั คมเป็นคา่ นิยมท่ีสาคญั เพราะเป็ นเหมือน “กาว” ท่ีเชื่อมโยงส่วนต่างๆ ของสงั คมเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั ในขณะท่ีทฤษฎีความขดั แยง้ ช้ีใหเ้ ห็นบทบาทสาคญั ของการใชก้ าลงั อานาจบงั คบั การมีขอ้ จากดั อุปสรรค และการครอบงา เราอาจจะจาแนกการอธิบายความขดั แยง้ ที่ปรากฎในบรรดางานเขียนเกี่ยวกบั ทฤษฎีความขดั แยง้ท้งั หมดไดเ้ ป็ นสองประเภทใหญ่ คือ (1) ความขดั แยง้ ภายในระบบ (Endogenous conflict) และ (2) ความขดั แยง้ ภายนอกระบบ (Exogenous conflict) ความขดั แยง้ ภายในระบบ หมายถึง ความขดั แยง้ ที่ปรากฎข้ึนภายในระบบหน่ึงหรือภายในสังคมหน่ึง ซ่ึงครอบคลุมถึงความขดั แยง้ ท่ีเก่ียวกบั การเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกบั คา่ นิยม การกระจายทรัพยากรที่ตอ้ งการและความขดั แยง้ เกี่ยวกบั อานาจหนา้ ท่ีภายในระบบหรือภายในสังคมน้นั ตลอดจนรวมไปถึงความขดั แยง้ ระหวา่ งปัจเจกบุคคลกบั ระบบหรือสังคม ความขดั แยง้ ภายนอกระบบ หมายถึง ความขดั แยง้ ที่เกิดข้ึนระหวา่ งระบบ หรือเกิดจากส่ิงแวดลอ้ มภายนอกระบบ ซ่ึงโดยปกติมกั เป็นประเดน็ เก่ียวกบั การสงคราม การรุกรานทางวฒั นธรรมและอุดมการณ์ท่ีแตกตา่ งกนั เราอาจจะประมวลขอ้ สนั นิษฐานร่วมกนั ของบรรดานกั ทฤษฎีความขดั แยง้ หลายทา่ นไดด้ งั ต่อไปน้ี

1. ผลประโยชน์เป็ นองคป์ ระกอบพ้ืนฐานของชีวติ ทางสงั คม 2. ชีวติ ทางสังคมเป็นสิ่งท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การใชก้ าลงั อานาจบงั คบั 3. ชีวติ ทางสงั คมเป็นส่ิงที่เก่ียวขอ้ งกบั กลุ่มต่างๆ ท่ีมีผลประโยชน์แตกตา่ งกนั 4. ชีวติ ทางสังคมนาไปสู่การต่อตา้ นคดั คา้ น การกีดกนั และการเป็นปฏิปักษต์ ่อกนั 5. ชีวติ ทางสังคมนาไปสู่ความขดั แยง้ 6. ความแตกตา่ งทางสังคมเป็ นส่ิงท่ีเก่ียวขอ้ งกบั อานาจ------ 87 7. ระบบทางสงั คมไม่ใช่ส่ิงทเี่ ป็นเอกภาพ และไมใ่ ช่การผสมกลมกลืน 8. ระบบสังคมมีสาระสาคญั เป็นการเปลี่ยนแปลง 9. องคป์ ระกอบทุกประการของสงั คมมีการเปล่ียนแปลงเป็นธรรมชาติ และ 10. สงั คมทุกแห่ง จะมีสมาชิกกลุ่มหน่ึงกาหนดสร้างอุปสรรคขอ้ จากดั ตอ่ สมาชิกกลุ่มอีกส่วนหน่ึงเสมอ ขอ้ สันนิษฐานเหล่าน้ีช้ีใหเ้ ห็นวา่ ความขดั แยง้ นาไปสู่การเปล่ียนแปลงทางสงั คม สาหรับนกั ทฤษฎีความขดั แยง้ ที่มีจุดยนื อยทู่ ี่ความเป็นธรรมทางสังคม ดงั เช่นคาร์ล มาร์กซ์ ความขดั แยง้ เป็นสิ่งที่พงึ ประสงค์เน่ืองจากความขดั แยง้ เป็ นตวั ขบั เคลื่อนให้เกิดการกระทาทางสังคม ที่เป็นการต่อตา้ นการกดข่ีเอารัดเอาเปรียบ ซ่ึงเราจะเห็นวา่ จุดยนื ของมาร์กซ์อยตู่ รงกนั ขา้ มกบั นกั ทฤษฎีระบบเชิงการหนา้ ท่ี ที่ย้าเนน้ อยา่ งมากในกิจกรรมท่ีจะดารงระบบเดิมเอาไวใ้ หไ้ ด้ และมองวา่ ความขดั แยง้ เป็นการคุกคามต่อการอยรู่ อดของระบบ เม่ือเราวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างของบรรดาทฤษฎีความขดั แยง้ เราจะพบวา่ ในทุกทฤษฎีความขดั แยง้ จะมีประเด็นดา้ นพลงั อานาจ ความขดั แยง้ ผลประโยชน์ การใชก้ าลงั บงั คบั และการเปล่ียนแปลงซ่ึงนกั ทฤษฎีความขดั แยง้ แต่ละท่าน อาจจะใหน้ ิยามความหมายของประเดน็ เหล่าน้ีแตกตา่ งกนัไปบา้ งในรายละเอียด ตวั อยา่ งเช่น นกั ทฤษฎีบางท่านอาจจะนิยามความขดั แยง้ วา่ หมายถึง “รูปแบบของการแขง่ ขนั กนั อยา่ งสุดข้วั ” ในขณะท่ีนกั ทฤษฎีบางท่านอาจใชค้ าวา่ “ความขดั แยง้ ” และ “การแข่งขนั ” อยา่ ง

ทดแทนกนั ได้ กระน้นั กต็ าม นกั ทฤษฎีความขดั แยง้ บางท่านเห็นวา่ “ความขดั แยง้ ” กบั “การแข่งขนั ” เป็นคนละเรื่อง ควรจะแยกออกจากกนั โดยเด็ดขาด ในที่น้ีจะใหน้ ิยามความหมายของคาสาคญั ในทฤษฎีความขดั แยง้ ท่ีพึงระลึกวา่ มีความแตกต่างกนัในรายละเอียดของคานิยามในหมู่นกั ทฤษฎีความขดั แยง้ ดงั น้ี “ความขดั แยง้ ” หมายถึง การปะทะหรือต่อสู้กนั ระหวา่ งพลงั หรือผลประโยชน์ที่เป็ นปฏิปักษก์ นั “พลงั อานาจ” หมายถึง ความสามารถในการควบคุมและความสามารถในการมีอิทธิพลต่อการกระทาและการตดั สินใจของคนจานวนมาก “คนกลุ่มนอ้ ย” (Minority) หมายถึง กลุ่มคนที่มีขอ้ จากดั ในการเขา้ ถึงพลงั อานาจ แมว้ า่ ในเชิงปริมาณ คนกลุ่มน้ีอาจจะมีจานวนมากกวา่ คนกลุ่มอื่นท่ีมีอานาจมากกวา่ กต็ าม “การเปลี่ยนแปลง” หมายถึง การเปลี่ยนผา่ นหรือการเปล่ียนจากสภาพหรือสภาวการณ์หน่ึงไปสู่สภาพหรือสภาวการณ์อ่ืน การเปลี่ยนแปลงอาจจะเป็นไปอยา่ งรวดเร็ว หรืออยา่ งเชื่องชา้ อยา่ งถอนรากถอนโคน – อยา่ งกา้ วหนา้ หรืออยา่ งอนุรักษ์ อยา่ งเป็นการปฏิวตั ิ หรืออยา่ งเป็นการววิ ฒั นาการกไ็ ด้ ทฤษฎีความขดั แยง้ บางกลุ่มมองการเปล่ียนแปลงเฉพาะเรื่องการเปล่ียนแปลงอยา่ งรวดเร็วและอยา่ งกา้ วหนา้ – ถอนรากถอนโคนเทา่ น้นั ในขณะท่ีนกั ทฤษฎีความขดั แยง้ กลุ่มอื่นอาจยอมรับวา่ การเปล่ียนแปลงอยา่ งชา้ ๆ หรือการเปลี่ยนแปลงเฉพาะในส่วนท่ีตอ้ งการเพ่ิมตอ่ ยอดไปจากของเดิม------ 88(Incremental) ก็สามารถนบั เป็นแบบแผนปกติของการเปล่ียนแปลงได้ อยา่ งไรกต็ าม ทฤษฎีความขดั แยง้ ทุกทฤษฎีจะมองการเปลี่ยนแปลงวา่ เป็นส่ิงที่ดี มีประโยชน์ เป็นแบบแผนปกติและเป็นสาระสาคญั ของทฤษฎีความขดั แยง้ โจนาธาน เทอร์เนอร์ (Jonathan Turner) เป็นนกั สงั คมวทิ ยาอีกผหู้ น่ึงที่พยายามปรับปรุงทฤษฎีความขดั แยง้ โดยไดเ้ สนอพฒั นาการที่เป็นข้นั ตอนเกา้ ข้นั ตอนของกระบวนการที่จะนาไปสู่ความขดั แยง้ ท่ีปรากฎใหเ้ ห็นอยา่ งชดั แจง้ ดงั น้ี 1. ระบบสงั คมประกอบดว้ ยหน่วยต่างๆ ที่มีปฏิสัมพนั ธ์ตอ่ กนั

2. ระบบสงั คมจะมีการกระจายทรัพยากรท่ีมีคุณค่าและมีจานวนจากดั ซ่ึงการกระจายทรัพยากรอนัจากดั น้ีจะเป็ นไปอยา่ งไมเ่ ท่าเทียมกนั ในบรรดาหน่วยต่างๆ 3. หน่วยท่ีไมไ่ ดร้ ับส่วนแบ่งทรัพยากรอยา่ งเหมาะสม ก็จะเร่ิมต้งั ขอ้ สงสยั ต่อความถูกตอ้ งตามทานองคลองธรรมของระบบ ขอ้ สงสัยน้ีอาจจะเกิดจาก (ก.) การท่ีบุคคลเริ่มคิดวา่ ความมุ่งหวงั ที่จะเขยบิฐานะของตนกาลงั ถูกกีดกนั (ข.) บุคคลขาดแนวทางและโอกาสในการแกไ้ ขขอ้ กีดกนั น้นั และ (ค.) บุคคลถูกลิดรอนรางวลั หรือค่าตอบแทนท่ีเคยไดร้ ับจากสงั คม 4. คนที่ถูกลิดรอนผลประโยชนแ์ ละสิทธิตา่ งๆ จะเริ่มมีความตระหนกั วา่ เพื่อผลประโยชนข์ องพวกเขาจะตอ้ งมีการยกเลิกระบบการแบ่งสรรทรัพยากรที่เป็นอยู่ 5. คนท่ีถูกลิดรอนผลประโยชนแ์ ละสิทธิต่างๆ จะถูกกระตุน้ อารมณ์ความรู้สึก 6. คนที่ถูกลิดรอนผลประโยชนจ์ ะมีการระเบิดความคบั ขอ้ งใจออกมาเป็นระยะ และมกั มีลกั ษณะที่วนุ่ วายขาดความเป็นระเบียบ 7. คนที่เกี่ยวขอ้ งอยใู่ นสถานการณ์ความขดั แยง้ จะมีความตึงเครียดและมีอารมณ์ร่วมไปกบั กลุ่มคนที่เสียผลประโยชนร์ ่วมกนั 8. คนเหล่าน้ีจะมีความพยายามเพ่มิ ข้ึนในการจดั ระเบียบเกี่ยวกบั การแบง่ สรรทรัพยากรและผลประโยชน์ 9. ทา้ ยท่ีสุด ความขดั แยง้ โดยเปิ ดเผย ที่ก่อใหเ้ กิดความรุนแรงในระดบั ดีกรีตา่ งๆ จะเกิดข้ึนจะเป็ นความขดั แยง้ ชดั เจนระหวา่ งกลุ่มผทู้ ี่มีอภิสิทธ์ิเหนือกวา่ และกลุ่มผทู้ ี่ถูกลิดรอนสิทธิและผลประโยชน์ นอกจากโจนาธาน เทอร์เนอร์แลว้ จอร์จ ซิมเมล และลิวอิส โคเซอร์ไดอ้ ธิบายใหเ้ ห็นวา่ ความขดั แยง้ อาจจะสร้างความเป็ นปึ กแผน่ ใหก้ บั กลุ่มสงั คมที่มีโครงสร้างอยา่ งหลวมๆ ได้ โดยเฉพาะในสังคมที่กาลงั จะล่มสลาย ความขดั แยง้ ท่ีสังคมน้นั มีตอ่ สังคมอีกสังคมหน่ึง จะช่วยรักษาบูรณาการของสังคมใหธ้ ารงความเป็นปึ กแผน่ เอาไวไ้ ด้ เช่น ความเป็นปึ กแผน่ ของชาวยวิ ในอิสราเอลอาจถือไดว้ า่ เป็นผลมาจากการที่ขดั แยง้ กบั รัฐอาหรับในตะวนั ออกกลางมาเป็นเวลายาวนาน การประทว้ งสงครามเวยี ดนามในยคุ ซิกต้ีส์ หรือช่วงทศวรรษท่ี 1960 เช่น การชุมนุมของเยาวชนอเมริกนั ท่ีเมืองวดู๊ สตอ๊ ก (Woodstock) ท่ีรัฐแคลิฟอร์เนีย

สหรัฐอเมริกา ทาให้เยาวชนอเมริกนั รวมตวั กนั สนใจเคลื่อนไหวทางการเมืองอยา่ งมาก แตเ่ ม่ือหมดยคุสงครามเวยี ดนามไปแลว้ เยาวชนเหล่าน้ีก็แยกยา้ ยกนั ไปดาเนินชีวติ แบบอิสระไม่ใคร่ยงุ่ เกี่ยวสมั พนั ธ์กนั------ 89 ในสงั คมไทยปัจจุบนั นกั ร้องนกั ดนตรีสงั กดั บริษทั หรือ “ค่าย” ตา่ งๆ จะรวมตวั กนั เป็นปึ กแผน่ เพอื่แกไ้ ขปัญหา “เทปผซี ีดีเถ่ือน” นกั เรียนช่างกลโรงเรียนเดียวกนั ยตุ ิความแตกแยกภายในโรงเรียนชว่ั ขณะแลว้หนั มารวมตวั กนั เพราะตอ้ งการตอบโตน้ กั เรียนโรงเรียนช่างก่อสร้างที่มาดกั ตีพวกของตน เป็ นตน้ ในการอธิบายความขดั แยง้ ในกลุ่ม (Group conflict) ทฤษฎีความขดั แยง้ สามารถจาแนกเป็นสานกัคิดไดส้ องสานกั คิด คือ (1) สานกั คิดท่ีอธิบายความขดั แยง้ บนฐานเรื่องชนช้นั (Class conflict) และ (2) สานกั คิดที่อธิบายความขดั แยง้ ในกลุ่มบนฐานคิดเรื่องผลประโยชน์ (Interest group conflict) ทฤษฎีความขดั แยง้ ทางชนช้นั มกั จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายปรากฎการณ์ในระดบั มหภาค ส่วนทฤษฎีความขดั แยง้ เชิงผลประโยชน์น้นั สามารถนาไปประยกุ ตใ์ ชไ้ ดด้ ีท้งั ในระดบั มหภาคและระดบั มชั ฌิมภาคอยา่ งไรก็ตาม ทฤษฎีความขดั แยง้ ส่วนใหญม่ กั จะมุ่งวเิ คราะห์ความขดั แยง้ ในสภาพการณ์เฉพาะ อาทิ ความขดั แยง้ ดา้ นเช้ือชาติ ความขดั แยง้ ทางอุดมการณ์ ความขดั แยง้ ในการจดั การดา้ นแรงงาน เป็นตน้ นกั ทฤษฎีความขดั แยง้ บางทา่ นจึงพยายามจะสร้างทฤษฎีความขดั แยง้ ที่มีลกั ษณะอธิบายเบด็ เสร็จ ครอบคลุมความขดั แยง้ และการเปลี่ยนแปลงทุกเร่ืองในระดบั สังคม ความขดั แยง้ ทางชนช้นั ทฤษฎีสังคมวทิ ยาที่อธิบายความขดั แยง้ ทางชนช้นั (Class conflict) เร่ิมตน้ ที่งานเขียนของคาร์ลมาร์กซ์ อยา่ งไรก็ตาม มาร์กซ์ถูกวจิ ารณ์โดยนกั สังคมวทิ ยายคุ เดียวกนั กบั เขาวา่ ทฤษฎีความขดั แยง้ ของมาร์กซ์แทบจะเป็นอยา่ งเดียวกนั กบั อุดมการณ์ หรือมีความเป็นอุดมการณ์มากกวา่ เป็ นทฤษฎี นกั สังคมวทิ ยาโดยเฉพาะในกลุ่มปฏิฐานนิยม จึงไม่ใคร่ใหค้ วามสนใจทรรศนะของมาร์กซ์ที่มีต่อสังคมและความสัมพนั ธ์ทางสงั คม อยา่ งไรก็ตาม งานเขียนของมาร์กซ์กลบั มีอิทธิพลส่งผลกระทบต่อทฤษฎีสงั คมวทิ ยาโดยทวั่ ไปอยา่ งกวา้ งขวางในยคุ ตอ่ ๆ มา และตา่ งยอมรับวา่ แมม้ าร์กซ์มิใช่นกั สงั คมวทิ ยา (หากเราพจิ ารณาความหมาย

ของสงั คมวทิ ยาอยา่ งผวิ เผิน) ทวา่ งานของมาร์กซ์มีความเป็ นสังคมวทิ ยาอยภู่ ายในเน้ือในของทฤษฎีอยา่ งแน่นอน การต่อสู้ทางชนช้นั ของมาร์กซ์ ทฤษฎีของมาร์กซ์ต้งั อยบู่ นพ้ืนฐานความคิดที่มองวา่ ความขดั แยง้ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไมไ่ ดแ้ ละความขดั แยง้ เป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนอยา่ งต่อเนื่อง ความขดั แยง้ มีสาเหตุมาจากความไมเ่ สมอภาค อนั เป็นผลมาจากความแตกตา่ งทางชนช้นั ทางสงั คม พ้ืนฐานวธิ ีคิดของมาร์กซ์คือการใชว้ ธิ ีวภิ าษ (Dialectic method) ในการวเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ทางสงั คมในโลกวตั ถุนิยม ท้งั น้ี มาร์กซ์ไดร้ ับอิทธิพลของนกั ปรัชญาชาวเยอรมนั ในยคุ คริสตศ์ ตวรรษท่ี 18 คนสาคญั สองท่าน คือ อิมมานูเอล คา้ นท์ (Immanuel Kant) และจอร์จ วลิ เฮิลม์ฟรีดิช เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) มาร์กซ์ใชว้ ธิ ีภาษในการคน้ หาความจริงผา่ นการเปิ ดเผยให้เห็นความขดั แยง้ ภายในในการต่อตา้ นพลงั ทางสงั คมประวตั ิศาสตร์ ท้งั น้ี แตเ่ ดิมที่ผา่ นมา นกั ปรัชญามกั จะใชว้ ธิ ีวภิ าษในการ------ 90วเิ คราะห์ความขดั แยง้ ในเชิงความคิดและวธิ ีคิด ทวา่ มาร์กซ์ไดน้ าวธิ ีวภิ าษมาใชใ้ หม่ในการช้ีใหเ้ ห็นความขดั แยง้ ในโลกวตั ถุนิยม เราอาจเห็นตวั อยา่ งชดั เจนในประโยคที่วา่ “ปัจเจกบุคคลน้นั สร้างประวตั ิศาสตร์ และปัจเจกบุคคลก็เป็นผลมาจากประวตั ิศาสตร์ ในเวลาเดียวกนั ” (Payne, 1991, pp.207 – 208) มาร์กซ์มองสงั คมร่วมสมยั โดยการแยกชนช้นั ในสังคมออกเป็นสองข้วั (Polarization) คือ ชนช้นัคนงานกรรมกร (Proletariat) และชนช้นั นายทุน (Bourgeoisie) สาหรับมาร์กซ์ประวตั ิศาสตร์ส่วนใหญ่กค็ ือประวตั ิการตอ่ สู้ทางชนช้นั ในการวเิ คราะห์ประวตั ิศาสตร์พฒั นาการของสงั คม มาร์กซ์มองวา่ แกนกลางของสงั คมก็คือการเป็นปฏิปักษท์ างชนช้นั และการต่อสู้เพ่ือแยง่ ชิงทรัพยากร ท้งั น้ีเนื่องจากวา่ ลทั ธิทุนนิยมเกิดข้ึนมาจากการล่มสลายของลทั ธิศกั ดินา ระบบชนช้นั และรูปแบบการเอารัดเอาเปรียบของระบบทุนนิยมเป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนใหม่ แมว้ า่ คนงานกรรมกรอาจจะมีเสรีภาพในการตดั สินใจท่ีจะขายแรงงานของตนหรือไมก่ ไ็ ด้ทวา่ คนงานกรรมกรก็มีขอ้ จากดั ในการดาเนินชีวิตจริงในสังคมทุนนิยม ดงั น้นั จึงกล่าวไดว้ า่ สงั คมทุนนิยมไดส้ ร้างรูปแบบของการเอารัดเอาเปรียบที่เป็ นรูปแบบเฉพาะของสงั คมทุนนิยมเอง มีความเป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะท่ีไม่อาจไปเปรียบเทียบไดก้ บั การกดข่ีเอารัดเอาเปรียบในยคุ ก่อนหนา้ น้ี

มาร์กซ์ช้ีใหเ้ ห็นวา่ สงั คมทุนนิยมน้นั มีลกั ษณะพเิ ศษแตกตา่ งจากสังคมก่อนหนา้ น้ี ประการหน่ึงคือการเป็นเจา้ ของวถิ ีการผลิต (Means) และการเป็นเจา้ ของเคร่ืองมือในการผลิต ซ่ึงท้งั สองประการเป็นตวั กาหนดชนช้นั ทางสงั คมของบุคคล ดว้ ยวา่ ทรัพยส์ มบตั ิท้งั หลายน้นั กระจุกตวั อยใู่ นมือของคนจานวนนอ้ ย ไดแ้ ก่ บรรดานายทุน คนส่วนอ่ืนในสังคม คือ กรรมกรคนงานถูกบงั คบั ใหต้ อ้ งขายแรงงานใหก้ บันายทุนเจา้ ของอุตสาหกรรม มาร์กซ์มองเห็นปัญหาหลายประการท่ีจะเกิดข้ึนกบั ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ดงั น้ี ประการแรก ปัญหาการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ เน่ืองจากนายทุนเจา้ ของอุตสาหกรรมตอ้ งการจะไดร้ ับกาไรตอบแทนใหม้ ากที่สุด ดงั น้นั ค่าจา้ งท่ีจ่ายใหก้ บั คนงานกรรมกร จะไม่ใช่ค่าจา้ งท่ีมีมูลค่าเตม็ ที่คิดจากผลผลิตของคนงานกรรมกร กาไรที่นายทุนอา้ งวา่ เป็นทรัพยส์ ินบตั ิตามสิทธิของตนก็คือ มูลคา่ ส่วนเกิน(Surplus) อนั เป็นผลแตกต่างระหวา่ งราคาขายสินคา้ น้นั กบั ตน้ ทุนแรงงานที่นามาใชเ้ พ่ือผลิตสินคา้ ชิ้นน้นัมาร์กซ์มองวา่ น่ีคือการกดข่ีเอารัดเอาเปรียบ และเม่ือคนงานกรรมกรตอ้ งใชเ้ งินรายไดอ้ นั นอ้ ยนิดของตน ซ้ือสินคา้ ชิ้นเดียวกนั กบั ท่ีตนผลิตดว้ ยราคาเดียวกบั คนทวั่ ไปหรือราคาตลาด ก็ถือไดว้ า่ คนงานกรรมกรไดถ้ ูกเอารัดเอาเปรียบท้งั สองดา้ นหรือเป็นสองเท่า ถูกเอารัดเอาเปรียบท้งั ในฐานะเป็นผใู้ ชแ้ รงงานที่ถูกกดคา่ จา้ งแรงงาน โดยไมไ่ ดผ้ ลตอบแทนเตม็ มูลคา่ แรงงานจากมูลค่าส่วนเกิน และในฐานะเป็ นผบู้ ริโภค ที่ตอ้ งจา่ ยเงินรายไดจ้ ากค่าแรงงานกลบั ไปใหน้ ายทุนเจา้ ของอุตสาหกรรมน้นั อีก ความยากจนที่เกิดข้ึนในสังคมก็อธิบายไดจ้ าก หลกั การเร่ืองมูลค่าส่วนเกินท่ีนายทุนฉกฉวยเอาไปน้ีเอง จากการกดข่ีเอารัดเอาเปรียบคนงานกรรมกรเป็นไปอยา่ งเขม้ ขน้ ยงิ่ ข้ึน ชนช้นั ผใู้ ชแ้ รงงานกจ็ ะยง่ิ ถูกกดดนั ใหย้ ากจนยงิ่ ข้ึน เม่ือการสะสมทุนและโภคทรัพยท์ ้งั มวลไหลเทไปกองสะสม------ 91อยทู่ ่ีข้วั ของนายทุน ในเวลาเดียวกนั ข้วั ตรงขา้ ม คือคนงานกรรมกรก็จะยง่ิ สะสมความยากลาบากความเลวร้าย ความเป็ นทาส ความโง่เขลา ความโหดร้าย ความถดถอยของจิตใจและสติปัญญาเหล่าน้ีลว้ นถูกผลกัใหไ้ ปกองอยทู่ ี่ข้วั ของคนงานกรรมกร ความยากจนจึงเป็นเร่ืองของความไมเ่ ทา่ เทียมในเชิงโครงสร้างสงั คมเศรษฐกิจการเมืองเป็นหลกั คนยากจนไมไ่ ดม้ ีสาเหตุหลกั เพราะความเกียจคร้านหรือเพราะความผดิ ปกติส่วนบุคคล ยง่ิ ไปกวา่ น้นั การกดข่ีเอารัดเอาเปรียบคนงานกรรมกรนอกจากจะนาไปสู่ปัญหาความยากจนแลว้ยงั นาไปสู่ปัญหาความแปลกแยก (Alienation) อีกดว้ ย มาร์กซ์จาแนกความแปลกแยกออกเป็นสามประเภท

ไดแ้ ก่ ความแปลกแยกดา้ นการเมือง ความแปลกแยกดา้ นศาสนา และความแปลกแยกดา้ นเศรษฐกิจ ท้งั น้ีความแปลกแยกหมายถึง กระบวนการที่บุคคลกลายเป็นคนแปลกหนา้ ไม่เป็นมิตร รู้สึกสูญเสียศกั ด์ิศรี และรู้สึกถูกลดคุณค่าความเป็ นบุคคลลง มาร์กซ์เช่ือวา่ การแข่งขนั และการเอารัดเอาเปรียบของระบบทุนนิยม ทาใหบ้ ุคคลรู้สึกแปลกแยกจากกิจกรรมการผลิตของตน ทาใหแ้ ปลกแยกจากผลิตภณั ฑท์ ่ีตนเป็ นผผู้ ลิต แปลกแยกจากเพ่อื นผใู้ ชแ้ รงงานคนอื่นๆ ตลอดจนแปลกแยกจากศกั ยภาพความเป็นมนุษยท์ ี่แทจ้ ริงที่เขาหรือเธอมีอยู่ ดงั น้นั กล่าวไดว้ า่ ความแปลกแยกทาใหม้ ีผลต่อการทาใหต้ นเองผดิ แผกแตกต่างไปจากคนอื่นและทาใหร้ ู้สึกไร้พลงั อานาจ เนื่องจากวา่ คนส่วนนอ้ ยในสังคมเท่าน้นั ท่ีเป็นเจา้ ของวถิ ีการผลิตและกดขี่เอารัดเอาเปรียบคนอื่นๆในสังคมเพือ่ เพม่ิ พูนผลกาไรของตนเอง การต่อสู้ทางชนช้นั จึงกลายเป็นส่ิงที่ไมอ่ าจจะหลีกเลี่ยงได้ ในระหวา่ งการต่อสู้ของสองข้วั ความขดั แยง้ เจา้ ของอุตสาหกรรมและผใู้ ชแ้ รงงาน ช่องวา่ งระหวา่ งสองข้วั กจ็ ะยง่ิ ห่างออกไปมากยง่ิ ข้ึน และความเป็นศตั รูคูป่ ฏิปักษร์ ะหวา่ งกนั กช็ ดั เจนและรุนแรงมากยง่ิ ข้ึน จิตสานึกทางชนช้นั ซ่ึงหมายถึงความตระหนกั ในตาแหน่งแห่งที่ของตนทางชนช้นั ไดพ้ ฒั นาข้ึนในหมูช่ นช้นั นายทุน ซ่ึงจะเสริมสร้างผลประโยชน์ร่วมกนั ในบรรดาชนช้นั นายทุน ในการเอารัดเอาเปรียบชนช้นั อื่น บรรดานายทุนจะรวมตวั กนั ผกู ขาดเศรษฐกิจ ซ่ึงการผกู ขาดไม่ไดป้ รากฏข้ึนแต่เพยี งในปริมาณฑลของการทางานและเศรษฐกิจเท่าน้นั ทวา่ ยงั รวมไปถึงปริมณฑลทางการเมืองดว้ ย โดยการผนึกผลประโยชน์ร่วมกนั บรรดาชนช้นั นายทุนจะเปลี่ยนผา่ นพลงั อานาจทางเศรษฐกิจไปสู่พลงั อานาจทางการเมือง และครอบงาสถาบนั ทางการเมือง ซ่ึงต่อมาจะทาหนา้ ท่ีรับใชเ้ ฉพาะผลประโยชน์ของชนช้นั ของตน ในการควบคุมสถาบนั ทางการเมืองและเศรษฐกิจ มาร์กซ์เชื่อวา่ นายทุนจะไดอ้ านาจในการควบคุมความนึกคิดของมวลชนดว้ ย โดยจะพยายามเปล่ียนแปลงการรับรู้ของมวลชนที่มีตอ่ โลกในการควบคุมความนึกคิด คนร่ารวยจะใชก้ ลไกต่างๆ เขา้ มาเป็นเคร่ืองมือในการควบคุม อาทิ ศาสนาและลทั ธิชาตินิยม หรือชนช้นั ปกครองอาจจะไดอ้ ุดมการณ์ของชาติมาเป็ นเคร่ืองกาบงั แอบซ่อนความขดั แยง้ ในเรื่องผลประโยชน์ระหวา่ งชนช้นั และไกล่เกล่ียความรุนแรงในเร่ืองความขดั แยง้ ระหวา่ งชนช้นั ศาสนา อุดมการณ์ และลทั ธิชาตินิยมจึงกลายเป็ นรู ปแบบหน่ึงของการควบคุมทางสังคม เราจะเห็นวา่ มีสัมพนั ธภาพระหวา่ งการควบคุมทางสงั คมและความรู้สึกแปลกแยกเกิดข้ึน มาร์กซ์มองวา่ “จิตสานึกน้นั เป็ นสิ่งท่ีสะทอ้ นออกมาจากอิทธิพลของสภาวะทางสงั คม” การกดข่ีเอารัดเอาเปรียบและความรู้สึกแปลกแยกน้นั ไดถ้ ูกร้อยรัดมดั เขา้ ไวด้ ว้ ยกนั อยา่ งประณีตดว้ ยการครอบงาในเชิงอุดมการณ์

จิตสานึกที่ผดิ ๆ ของมวลชนจึงเกิดข้ึนอยา่ งแพร่หลาย เมื่อพวกเขาและเธอยอมรับคาจากดั ความของความจริงไปในแนวทางที่เสริมส่งใหก้ ารกดข่ีเอารัดเอาเปรียบดารงอยตู่ อ่ ไป------ 92 มาร์กซ์ช้ีใหเ้ ห็นวา่ “ศาสนาเป็นสญั ญะตวั แทนของการกดขี่ เป็นโลกแห่งการเร้าความรู้สึกให้อ่อนไหววบู วาบและไร้หวั จิตหวั ใจ และเป็นสภาวะทางจิตวญิ ญาณท่ีแสดงความไร้จิตวญิ ญาณเป็นอยา่ งยง่ิ ”ศาสนากค็ ือ “ยาเสพติด” ท่ีชนช้นั ปกครองใชเ้ พ่ือมอมเมาจิตสานึกของมวลชน ศาสนามกั จะใหส้ ญั ญากบับุคคลถึงผลตอบแทนท่ีจะไดห้ ลงั จากการเสียชีวติ หรือในโลกหนา้ – ชาติภพหนา้ ผลของสัญญาแบบน้ีทาใหม้ วลชนมีความหวงั ลมๆ แลง้ ๆ ในชีวติ ท่ีดีกวา่ เมื่อพวกตนละจากโลกปัจจุบนั ไปแลว้ ผลที่ตามมาก็คือมวลชนหมดแรงจูงใจในการศึกษาทาความเขา้ ใจกบั ความไม่เท่าเทียมและการกดขี่เอารัดเอาเปรียบในโลกปัจจุบนั ยง่ิ ไปกวา่ น้นั ศาสนายงั ตอบสนองผลประโยชนใ์ หก้ บั บรรดานายทุน เนื่องจากคาอธิบายของศาสนามกั จะใหค้ นยากจนปลงกบั สภาพของตน ใหย้ อมรับความเป็นไปตามธรรมชาติ หรือเป็ นไปตามบงการของสวรรคห์ รือพรหมลิขิต การยอมรับเช่นน้ีทาใหศ้ าสนามีฐานะเป็นการควบคุมทางสังคม ดว้ ยเหตุที่วา่ เมื่อยอมรับคาอธิบายชะตากรรมตามศาสนาแลว้ กไ็ ม่มีประโยชน์อะไรที่มวลชนคนยากจนจะตอ้ งลุกข้ึนต่อสู้เป็นการป้องกนั และควบคุมไม่ใหป้ ระชาชนมีจิตสานึกของขบถ ท่ีจะปฏิเสธการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ และไมม่ ีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนแปลงสงั คมใหม่ใหเ้ กิดความเป็ นธรรม สาหรับอภิสิทธ์ิชนในสงั คม ความร่ารวยและความผาสุกอยใู่ นโลกปัจจุบนั ไปแลว้ ส่วนคนยากจนกรรมกรผใู้ ชแ้ รงงานกจ็ ะมีความสุขและความร่ารวยรออยใู่ นโลกหนา้ มาร์กซ์มองปรากฏการณ์ท่ีเกิดข้ึนน้ีวา่ เป็ น “ความแปลกแยกทางศาสนา” อุดมการณ์ทางการเมืองและความแปลกแยกทางการเมืองก็มีสภาพคลา้ ยๆ กนั กบั ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งศาสนาและความแปลกแยกทางศาสนากล่าวคือในทางการเมือง “อุดมการณ์ชาตินิยม” ซ่อนเงื่อนงาของความไมเ่ ป็นธรรมทางสังคมเอาไวภ้ ายในระบบทุนนิยม ในกรณีท่ีมีการศึกษาสงครามชนช้นั ผใู้ ช้แรงงาน ตอ้ งยอมสละแรงงานและชีวติ ของตนเพื่อรับใชผ้ ลประโยชนข์ องชนช้นั นา คนงานกรรมกรยนิ ยอมทาเช่นน้นั เพราะถูกมอมเมาวา่ ทาเพ่ือประเทศชาติ และเขา้ ใจผดิ วา่ ระบบท่ีดาเนินอยใู่ นภาวะสงครามน้นั มีความเทา่ เทียมกนั มาร์กซ์เชื่อมน่ั อยา่ งลึกซ้ึงวา่ การใชแ้ รงงานจะช่วยเปลี่ยนผา่ นโลกยคุ ใหม่ อยา่ งไรกต็ าม สภาวะเงื่อนไขทางสังคมเศรษฐกิจในระบบทุนนิยมไดเ้ ปล่ียนผา่ นทุกๆ อยา่ งรวมท้งั แรงงานใหก้ ลายเป็นสินคา้สาหรับซ้ือขายในตลาด การขายแรงงานโดยปราศจากความรักผกู พนั ในผลผลิตของงาน ก็เหมือนการขาย

เรือนร่างที่ไม่ไดใ้ หอ้ ารมณ์ความรู้สึกไปกบั ผซู้ ้ือ ความตอ้ งการพ้ืนฐานของมนุษยใ์ นดา้ นการแสวงหาความหมายและคุณค่าที่สร้างสรรคใ์ นผลงานของตนน้นั เม่ือผนวกขบั อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ อนัแปรเปลี่ยน “งาน” ใหก้ ลายเป็นส่ิงแลกเปลี่ยนในเชิงเศรษฐกิจ มีผลทาใหเ้ กิด “ภาวะความแปลกแยกในดา้ นแรงงาน” ดงั น้นั กล่าวไดว้ า่ อุดมการณ์ในดา้ นศาสนา เศรษฐกิจและการเมืองของบรรดาคนร่ารวย ทาให้สถานภาพทางสงั คมของคนเหล่าน้ี มีความชอบธรรมและเสริมใหม้ ีสถานภาพยงั่ ยนื ต่อไป มาร์กซ์เช่ือวา่ ท้งัชนช้นั นายทุนและชนช้นั คนงานกรรมกรมีการต่อสู้ดิ้นรนเพอื่ ใหห้ ลุดออกการยดึ มน่ั ในอุดมการณ์จอมปลอมที่ผลิตจิตสานึกผดิ ๆ ของท้งั สองชนช้นั ถึงแมว้ า่ ชนช้นั นาท่ีร่ารวยอาจจะพยายามพฒั นาจิตสานึกทางชนช้นั ของตน มาร์กซ์มองวา่ นนั่ ยงั เป็นจิตสานึกที่ผดิ ๆ เนื่องจากวา่ ชนช้นั นาเหล่าน้ียอมรับระเบียบแบบแผนของสังคมอยา่ งปราศจากการวพิ ากษ์ เลือกเชื่อแตใ่ น------ 93อุดมการณ์ชุดที่อานวยประโยชน์และสร้างความชอบธรรมใหก้ บั ผลประโยชนท์ ่ีชนช้นั ของตนไดร้ ับ ดงั น้นัชนช้นั นาจึงยากที่จะมองเห็นธรรมชาติความขดั แยง้ ที่ฝังอยใู่ นเน้ือในของระบบทุนนิยม ผใู้ ชแ้ รงงาน ในทางตรงกนั ขา้ ม ไดถ้ ูกบิดเบือนชะดากรรมของคนยากไร้ดว้ ยการยอมรับอุดมการณ์ท่ีซ่อนการกดข่ีเอารัดเอาเปรียบเขา้ ไว้ ตลอดจนระบบทุนนิยมไดส้ ร้างการแขง่ ขนั ระหวา่ งกนั ทาใหค้ นยากจนมองไมเ่ ห็นรากเหงา้ของความยากจนของตน อยา่ งไรกต็ าม มาร์กซ์เช่ือวา่ ในทา้ ยท่ีสุด ผใู้ ชแ้ รงงานจะสลดั ละจิตสานกั ท่ีผดิ ๆ น้ีไปได้ เพราะวา่ความตึกเครียดกดดนั ในเรื่องชนช้นั จะสูงมากข้ึนเรื่อยๆ โดยน้าหนกั กดทบั จากระบบทุนนิยมจะหนกั มากยง่ิ ข้ึนจนทนต่อไปไมไ่ ด้ ตาแหน่งแห่งที่ในเชิงวตั ถุนิยมจะทาใหช้ นช้นั ผใู้ ชแ้ รงงาน ในท่ีสุดตอ้ งรวมตวั กนัเป็นหน่ึงเดียว และระดมกาลงั เคล่ือนไหวการปฏิวตั ิ ซ่ึงจะทาใหช้ นช้นั คนงานกรรมกรสามารถพงั ทลายพนั ธนาการที่ครอบงาพวกเขาและเธอไดส้ าเร็จ อนั ท่ีจริงในการจาแนกชนช้นั ทางสังคมออกเป็ นชนช้นั นายทุนและชนช้นั กรรมกรคนงานน้นัมาร์กซ์ยงั จาแนกชนช้นั นายทุนออกเป็น “นายทุนนอ้ ย” และ “นายทุนใหญ”่ ตวั อยา่ งของนายทุนนอ้ ย อาทิเจา้ ของกิจการหา้ งร้านขนาดเล็กและนกั วชิ าชีพต่างๆ ที่มีความมุง่ หวงั จะมีสถานภาพเป็ นนายทุน ในขณะที่นายทุนใหญถ่ ือวา่ เป็น “ชนช้นั อนั ตราย” ท่ีปลน้ สังคมเอาผลประโยชน์มาเป็ นของตน มาร์กซ์เช่ือวา่ เมื่อลทั ธิ

ทุนนิยมดาเนินไปสู่ข้นั วกิ ฤต และการผกู ขาดเติบโตอยา่ งขนานใหญ่เม่ือใด เม่ือน้นั นายทุนนอ้ ยจะถูกผลกั ดนั ใหต้ กลงมาอยใู่ นสถานภาพเดียวกบั คนงานกรรมกร การแตกหน่อทฤษฎีความขดั แยง้ หลงั ยคุ ของมาร์กซ์ นกั วชิ าการรุ่นหลงั จาก ไดศ้ ึกษางานของเขาเป็นจานวนมาก นกั คิดนกั เขียนเหล่าน้ี สามารถจาแนกออกไดเ้ ป็ นสองพวกใหญค่ ือ กลุ่มท่ีเนน้ การตีความ (Interpreters) และกลุ่มท่ีเนน้ การนางานของเขามาเรียบเรียงใหม่ (Reformulators) กลุ่มท่ีเนน้ การตีความ มีการทางานเช่นเดียวกบั นกั วชิ าการท่ีทางานดา้ นตีความคมั ภีร์ไบเบิลหรือการตีความคมั ภีร์ศาสนาของชาวยวิ (Talmudic) นกั วชิ าการเหล่าน้ีจะศึกษางานของมาร์กซ์ไปทีละบท ทีละตอนพิจารณาเชิงอรรถต่างๆ เพื่อคน้ หาวา่ มาร์กซ์หมายถึงอะไร จากน้นั กจ็ ะใหข้ อ้ เสนอแนะท่ีเป็นการนาไปกระทาใหเ้ ป็นจริง นกั ตีความงานเขียนของมาร์กซ์ที่โดดเด่น มีอาทิ วลาดิเมียร์ เลนิน (Vladimir Lenin) เหมาเจ๋อ ตง (Mao Tse-tung) จอร์จ โซเรล (Georges Sorel) และลิออน ทร็อทสก้ี (Leon Trotsky) นกั ตีความเหล่าน้ียกยอ่ งมาร์กซ์ในฐานะเป็นศาสดาพยากรณ์ (Marx the Prophet) ในทางกลบั กนั กลุ่มนกั คิดนกั เขียนที่นางานของมาร์กซ์มาเรียบเรียงใหม่ เป็นการพยายามทาใหง้ านของมาร์กซ์ทนั ต่อสถานการณ์ โดยมองมาร์กซ์ในฐานะเป็ นนกั สังคมวทิ ยา (Marx the Sociologist) และนกัเศรษฐศาสตร์ (Marx the Economist) ไม่ใช่ศาสดาพยากรณ์ นกั คิดที่มุ่งเรียบเรียงงานของมาร์กซ์ใหม่ มีอาทิราลฟ์ ดาเรนห์ดอร์ฟ (Ralf Dahredorf) ริชาร์ด เบอร์นสทีน (Richard Bernstein) คาร์ล แมนไฮม์ (KarlMannheim) เธดา สโคชพอล (Theda Skocpol) และจอร์จ ลูคาคส์ เป็นตน้ ท้งั น้ี กลุ่มที่นางานของมาร์กซ์มาเรียบเรียงใหม่ยงั จาแนกออกเป็นสองสานกั คิดยอ่ ย ไดแ้ ก่ (1) สานกั------ 94คิดที่นิยมขยายและกลน่ั กรองงานของมาร์กซ์ในส่วนของความขดั แยง้ ทางชนช้นั และการควบคุมชนช้นั นาและ (2) กลุ่มที่ปฏิเสธเรื่องการควบคุมชนช้นั นาและเนน้ การช้ีใหเ้ ห็นบทบาทของความขดั แยง้ ระหวา่ งกลุ่มผลประโยชนใ์ นสังคม ในที่น้ีจะขอเนน้ เฉพาะกลุ่มท่ีนางานของมาร์กซ์มาเรียบเรียงใหมเ่ ป็นสาคญั กระน้นั กต็ ามการนามาเสนอ มิไดน้ าเน้ือหาของทฤษฎีความขดั แยง้ มากล่าวถึงอยา่ งเตม็ รูปแบบ ทวา่ นามาอภิปรายในเชิงสังเคราะห์และทาความเขา้ ใจในลกั ษณะสังเขปเป็นสาคญั

อุดมการณ์และสานึกทางชนช้นั ในทรรศนะของลทั ธินีโอมาร์กซิสม์ กลุ่มท่ีศึกษาเรื่องอุดมการณ์และสานึกทางชนช้นั ในลกั ษณะของนกั ลทั ธินีโอมาร์กซิสม์ (Neo-Marxian formulations) ท่ีสาคญั มีส่ีทา่ น ไดแ้ ก่ คาร์ล แมนไฮม์ จอร์จ ลูกคาคส์ เฮอร์เบิร์ต มาร์คิวส์ และเยอร์เกน้ ฮาเบอร์มาส ในที่น้ีจะเนน้ สรุปงานของนกั คิดเหล่าน้ี โดยมุ่งไปท่ีการทาความเขา้ ใจในสมั พนั ธภาพระหวา่ งอุดมการณ์กบั การกดขี่กลุ่มประชาชนที่มีความอ่อนแอเปราะบาง แมนโฮม์ ไดข้ ยายงานของมาร์กซ์และแองเกลในแนวคิดเรื่อง “วถิ ีการคิด” (Mode of cognition)หรือแนวทางที่บุคคลคนหน่ึงจะคิดและกระทาการ โดยศึกษาอยา่ งเป็นระบบ แมนไฮม์ มองวา่ วถิ ีการคิดของบุคคลน้นั ถูกกาหนดโดยจุดยนื ทางชนช้นั ของบุคคลน้นั เขามองวา่ อุดมการณ์หรือระบบคิดของชนช้นัปกครองคือนิยายที่ชนช้นั ปกครองนามาสร้างเสถียรภาพของกฎเกณฑท์ างสงั คมความชอบธรรมของชนช้นัปกครองต้งั อยบู่ นความเชื่อเชิงตานานที่มีมาต้งั แต่อดีต แต่สาหรับชนช้นั ที่ถูกกดข่ีระบบคิดจะอยทู่ ่ี “ยโู ธเปี ยส์” (Utopias) ที่สร้างความชอบธรรมใหก้ บั พวกเขาและเธอในการทา้ ทายระเบียบสังคมที่ดารงอยู่กระน้นั ก็ตาม ชนช้นั ล่างที่ถูกกดข่ี อาทิ ทาสผวิ ดาท่ีรับเอาคาสอนสั่งจากผกู้ ดข่ี เช่น ชาวคริสเตียนก็จะยอมรับกลไกของผกู้ ดขี่ ผทู้ ี่ยอมรับอุดมการณ์ของชนช้นั ปกครองแทนท่ีจะมีทรรศนะในเร่ืองของยูโธเปี ยส์พวกเขาหรือเธอจะดารงชีวติ ดว้ ยจิตสานึกที่ผดิ ๆ ถึงแมว้ า่ แมนไฮมจ์ ะมองวา่ อุดมการณ์ เศรษฐกิจและโครงสร้างทางชนช้นั เป็ นส่ิงที่สมั พนั ธ์เชื่อมโยงกนั แมนไฮมย์ งั มองแตกต่างไปจากมาร์กซ์ ในประเด็นที่วา่ บุคคลบางคนในสังคมทุนนิยมจะจดั อยู่ในกลุ่มชนช้นั ใดข้ึนอยกู่ บั พ้ืนฐานการศึกษาของบุคคลน้นั ดว้ ย ท้งั น้ี บุคคลในชนช้นั ท่ีมีระดบั การศึกษา จะมีศกั ยภาพในการทาความเขา้ ใจธรรมชาติของความสมั พนั ธ์ทางชนช้นั ที่ซ่อนเร้น ตลอดจนเขา้ ใจในความขดั แยง้ ที่แทจ้ ริงในสงั คม เขาเชื่อวา่ ศาสตร์ท่ีใชศ้ ึกษาการเมือง ควรจะมีพ้ืนฐานการแสวงหาความรู้จากวธิ ีโตแ้ ยง้ กนั ในลกั ษณะวภิ าษวธิ ีจึงจะทาใหส้ ามารถเปิ ดเผยธรรมชาติของพลงั อานาจไดใ้ นที่สุด ลูคาคส์ อธิบายธรรมชาติของการกดข่ีจากฐานคิดในการทาความเขา้ ใจในเร่ืองความสมั พนั ธ์ทางชนช้นั เขาเห็นดว้ ยกบั มาร์กซ์ในเรื่องการแบ่งชนช้นั ในระบบทุนนิยม แตส่ ิ่งท่ีเขามองตา่ งจากมาร์กซ์คือประเดน็ ท่ีเขาเชื่อวา่ โครงสร้างของความไร้พลงั อานาจที่ตกอยกู่ บั ชนช้นั ล่างที่เสียเปรียบน้นั มิไดป้ รากฏเฉพาะในสถานท่ีทางานเท่าน้นั ทวา่ เป็นสิ่งที่เกิดข้ึนอยา่ งกวา้ งขวางในทุกสถาบนั ทางสงั คม เขาเสนอวา่ ในสงั คมทุนนิยมน้นั จะมี “โครงสร้างสินคา้ เชิงสากล” (a universal commodity structure) ดารงอยู่ โดยท่ีความสัมพนั ธ์ของบุคคลจะถูกทาใหก้ ลายเป็นสินคา้ และมองเห็นแต่โลก

------ 95วตั ถุนิยมที่จอมปลอม (Phantom objectivity) กล่าวอีกอยา่ งหน่ึงกค็ ือ ประชาชนที่มีชีวติ อยใู่ นสังคมทุนนิยมน้นั สังคมท้งั สงั คมกลายเป็นสินคา้ ทาใหไ้ มส่ ามารถจะมองเห็นพลงั ทางสังคมที่หล่อหลอมชีวติ ของพวกเขาและเธอไดอ้ ยา่ งชดั เจน สิ่งท่ีประชาชนมองเห็นก็คือสถาบนั ทางเศรษฐกิจและสถาบนั ทางสงั คม ในลกั ษณะท่ีเป็นโครงสร้างที่มีชีวติ ในตวั ของมนั เอง ประชาชนยอมจานนกบั “ความเป็ นจริงทางวตั ถุ” ที่สมมุติกนัข้ึนมาในสงั คมที่ทุกอยา่ งเป็นสินคา้ การยอมจานนของประชาชนยงั รวมไปถึงการยอมจานนต่อการกดข่ีเอารัดเอาเปรียบอีกดว้ ย การปฏิเสธและการยอมจานนต่อพลงั ภายนอกมีผลทาใหเ้ กิดส่ิงท่ีเรียกวา่ การมองโลกเป็นวตั ถุสิ่งของ (Reification) หมายถึง การจดั การกบั จิตสานึกที่ผิด เสมือนวา่ เป็นสิ่งท่ีดารงอยจู่ ริงในเชิงวตั ถุวสิ ัยการมองโลกเป็นวตั ถุสิ่งของ ในทางกลบั กนั ไดท้ าใหก้ ารกดข่ีเอารัดเอาเปรียบเกิดข้ึนอยา่ งต่อเนื่องต่อไปหากตอ้ งการใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การปฏิวตั ิ เราจาเป็นตอ้ งพฒั นาจิตสานึกทางชนช้นั ที่ถูกตอ้ งแทจ้ ริงใหเ้ กิดข้ึน และแทนที่การมองโลกเป็นวตั ถุสิ่งของ ซ่ึงถือวา่ เป็นจิตสานึกท่ีจอมปลอม นกั วชิ าการจานวนมากจากสานกั แฟรงกเ์ ฟิ ร์ต ในเยอรมนี พยายามจะนาเสนอดา้ นมุมที่เพ่ิมเติมใหก้ บั อุดมการณ์และการหยง่ั รู้ นกั คิดเชิงวพิ ากษ์ (Critical) อาทิ ธีโอดอร์ อะโดร์โน (Theodor Adorno)แมกซ์ ฮอร์กไคมเ์ มอร์ (Max Horkheimer) ฟรานซ์ นิวมนั น์ (Franz Neumann) อีริค ฟรอมม์ (Erich Fromm)และเจสสิกา เบนจามิน (Jessica Benjamin) เป็นกลุ่มนกั คิดท่ีเช่ือมโยงกบั สานกั แฟรงกเ์ ฟิ ร์ต สานกั น้ีก่อต้งัข้ึนในปี ค.ศ. 1923 ใชช้ ่ือวา่ สานกั วจิ ยั สังคมในเยอรมนี (the Institute of Social Research in Germany) โดยการรวมตวั ของนกั คิดกลุ่มมาร์กซิสตใ์ หม่ ซ่ึงผสมผสานแนวคิดอุดมคติของเยอรมนั เขา้ กบั ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองของมาร์กซ์ นอกจากจะยดึ ถือรากเหงา้ ทฤษฎีของมาร์กซ์แลว้ นกั คิดกลุ่มน้ียงั ดึงเอางานของนกั คิดอีกหลายคนเขา้ มาผนวกกนั อาทิ งานของแมกซ์ เวเบอร์ คาร์ล แมนไฮม์ และซิกมุนด์ ฟรอยด์ในการพฒั นาเป็น “ทฤษฎีวพิ ากษ”์ ในท่ีน้ีจะกล่าวถึงงานของเฮอร์เบิร์ต มาร์คิวส์ และเยอร์เกน้ ฮาเบอร์มาสเป็ นหลกั มาร์คิวส์ไดส้ ร้างงานในดา้ นการปรับสร้างลทั ธิมาร์กซิสมใ์ หม่ โดยเขามุ่งเนน้ ไปท่ีโครงสร้างทางวฒั นธรรมของสังคม มากกวา่ โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มาร์กซ์ไดว้ างเอาไวแ้ ลว้ มาร์คิวส์เห็นวา่ อุดมการณ์ของสงั คมทุนนิยมไดร้ ับความชอบธรรม เน่ืองมาจากการผลิตขนาดมวลรวมและเทคโนโลยขี นาดใหญไ่ ด้บิดเบือน “ตวั ตน” ของประชาชน ท้งั ในเชิงบุคคลและเชิงสาธารณะ ในหนงั สือเรื่อง One Dimensional Man

(1964) เขาไดเ้ สนอวา่ บุคคลทุกคนมีอยสู่ องมิติ ไดแ้ ก่ ส่วนบุคคลและสาธารณะอยา่ งไรก็ตาม ความกา้ วหนา้ทางเทคโนโลยที ี่เกิดข้ึนไดเ้ ขา้ มาพร้อมกบั รูปแบบการกดข่ีและรูปแบบการครอบงารูปแบบใหม่ ซ่ึงมีผลให้ประชาชนสูญเสียชีวติ ส่วนบุคคลไป บุคคลซ่ึงปกติจะมีสองมิติจึงเหลือเพยี งมิติเดียวบุคคลที่มีเพยี งมิติเดียวไม่อาจจะตรวจสอบ – วพิ ากษส์ ภาพการณ์ของตนเองได้ ดงั น้นั จึงยอมรับคาจากดั ความของความเป็ นจริง ที่ส่ือมวลชนและชนช้นั นาในสงั คมทุนนิยมนาเสนอใหก้ บั สงั คม อนั ที่จริงแลว้ ประชาชนไม่เพยี งแต่ตอ้ งยอมรับความจากดั ในเรื่องความมุ่งหวงั ในชีวิต ทวา่ ยงั รวมไปถึงการที่ประชาชนตอ้ งพึงพอใจกบั “ความจริง” เท่าที่ชนช้นั นาและสื่อมวลชนนาเสนอให้------ 96อยา่ งเกิดเหตุอีกดว้ ย มาร์คิวส์เชื่อวา่ การปลดปล่อยประชาชนจากเงื่อนไขการแขง่ ขนั เชิงวตั ถุนิยมมีความเป็นไปได้ ท้งั น้ี การปลดปล่อยจะตอ้ งดาเนินการโดยปรับสร้างสถาบนั ทางสังคมเศรษฐกิจอยา่ งถอนรากถอนโคน ฮาเบอร์มาส สนใจศึกษาความไร้เหตุผลของวฒั นธรรมในสงั คมทุนนิยมเป็นไปในทางเดียวกนั กบัมาร์คิวส์ เขามองวา่ จิตสานึกเชิงเทคโนโลยขี องลทั ธิทุนนิยมคือรูปแบบของอุดมคติอยา่ งหน่ึงที่ทาใหเ้ กิด“ศาสตร์ที่ไร้เหตุผล” เม่ือจิตสานึกเชิงเทคโนโลยมี ีอิทธิพลครอบคลุมไปสู่ประชาชนอยา่ งแพร่หลายประชาชนกจ็ ะพากนั ยอมตาย ไม่สนใจการเมือง และไมส่ ามารถจะใชเ้ หตุผลในการดาเนินชีวติ ได้ ท้งั น้ี การใชเ้ หตุผลเป็นสิ่งที่จาเป็นมากเพราะจะทาใหเ้ รามองเห็นความขดั แยง้ ที่ปรากฎข้ึนในโครงสร้างอานาจ อยา่ งไรกต็ าม ฮาเบอร์มาสยงั ช้ีใหเ้ ห็นวกิ ฤตดา้ นความชอบธรรมในการดารงอานาจเก่าในสังคมทุนนิยมยคุ หลงั ท่ีเพมิ่ มากข้ึนเร่ือยๆ เขายงั เช่ือมนั่ วา่ โดยการพ่ึงพาการติดตอ่ ส่ือสารพ้ืนฐานของมนุษย์ประชาชนจะพากนั พฒั นาหลกั ปฏิบตั ิทางศีลธรรมอนั ดีที่เป็นสากลข้ึนมา ซ่ึงจะอยเู่ หนือผลประโยชน์ของรัฐและผลประโยชนส์ ่วนบุคคล ทฤษฎีนีโอมาร์กซิสม์ : โครงสร้าง ประวตั ิศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีมาร์กซ์ร่วมสมยั สะทอ้ นใหเ้ ห็นประเด็นแนวคิดที่นามาจากเฮเกลเลี่ยนของสานกั แฟรงกเ์ ฟิ ร์ตและการพฒั นาทฤษฎีวพิ ากษ์ ในที่น้ีขอนาเสนอการเปรียบเทียบแนวคิดพ้ืนฐานของนกั ทฤษฎีจานวนหน่ึงที่เนน้ การทาความเขา้ ใจในเร่ืองอานาจและการกดข่ีในสงั คมร่วมสมยั

ลทั ธิมาร์กซ์เชิงโครงสร้างกาเนิดมาจากงานของนกั ปรัชญาฝร่ังเศส อาทิ นิโกส์ พูลองซาส์ (NicosPoulantzas, 1975) และหลุยส์ อลั ธูแซร์ (Louis Althusser, 1969) เป็นตน้ ท้งั สองเป็ นผวู้ ิเคราะห์โครงสร้างท่ีซ่อนเร้นในสังคมทุนนิยมทนั สมยั อาทิ เศรษฐกิจ รัฐ และอุดมการณ์ อนั เป็นพ้ืนฐานของชีวติ ทางสังคม พวกเขายนื ยนั วา่ นกั ทฤษฎีควรทาความเขา้ ใจกบั โครงสร้างพ้นื ฐานของสงั คมร่วมสมยั ท่ีทาใหเ้ กิดความไมเ่ ท่าเทียมในสงั คม ในทางตรงกนั ขา้ ม นกั ทฤษฎีมาร์กซิสตใ์ นเชิงประวตั ิศาสตร์ อาทิ อิมมานูเอล วลั เลอร์สทีน(Immanuel Wallerstein, 1974; 1979) และ เธดา สโคชพอล เช่ือวา่ งานศึกษาวจิ ยั แนวมาร์กซิสตต์ อ้ งคานึงถึงบริบทเชิงประวตั ิศาสตร์ของการเปล่ียนแปลงดว้ ย งานของวลั เลอร์สทีนใหค้ วามรู้ท่ีชดั เจนในประเด็นการกดขี่และเอารัดเอาเปรียบในระดบั โลก วลั เลอร์ทีน เนน้ การวเิ คราะห์ความไมเ่ ทา่ เทียมระหวา่ งนานาชาติในระดบั ทุนนิยมโลก เขาศึกษายอ้ นกลบั ไปในคริสตศ์ ตวรรษท่ี 16 ที่บรรดาประเทศตา่ งๆ ในยโุ รปกาลงั ขยายตวั และกดข่ีเอารัดเอาเปรียบประเทศดอ้ ยพฒั นาในลกั ษณะของการล่าอาณานิคม เขาช้ีใหเ้ ห็นวา่ การขยายอาณานิคมทาใหเ้ กิดการเปลี่ยนผา่ นแบบแผนการครอบงาประเทศอื่น จากการครอบงาในเชิงการทหารและการเมืองมาเป็นการรุกรานทางเศรษฐกิจ วลั เลอร์สทีนนาเสนอวา่ ระบบเศรษฐกิจโลกทุนนิยมน้นั เกิดจากชาติต่างๆ ท่ีเคลื่อนตวั เขา้ ไปเป็นแกนกลาง (Core) ซ่ึงแกนกลางน้ีเปลี่ยนแปลงไปเสมอ เม่ือเวลาเปลี่ยนไป ชาติท่ีเขา้ มาอยใู่ นแกนกลางกจ็ ะกดข่ีเอารัดเอาเปรียบชาติอื่นๆ และเอา------ 97เปรียบแรงงานในระดบั นานาชาติ ส่วนรอบนอกของวงกลม (Periphery) ประกอบดว้ ยชาติต่างๆ ท่ีมีวตั ถุดิบทรัพยากร และแรงงานราคาถูก ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยกลุ่มชาติท่ีอยใู่ นแกนกลาง นอกจากน้นั วลั เลอร์สทีนยงั ช้ีวา่ ระหวา่ งแกนกลางและวงรอบนอก มีกลุ่มประเทศท่ีเรียกวา่ “ก่ึงรอบนอก” (Semiperiphery) ซ่ึงเป็นชาติต่างๆ ท่ีในเวลาหน่ึงอาจจะเคลื่อนที่เขา้ ไปอยใู่ นแกนกลางและในอีกเวลาหน่ึง อาจจะถูกผลกั ดนั ออกไปจนถึงเขตรอบนอกก็ได้ ผลงานของวลั เลอร์สทีนถือไดว้ า่ เป็นเคร่ืองมือการวเิ คราะห์ท่ีเป็นประโยชน์มากในการศึกษาความไม่เทา่ เทียมทางเศรษฐกิจและการกดข่ีเอารัดเอาเปรียบในระดบั นานาชาติ อยา่ งไรก็ตาม เขาถูกวจิ ารณ์วา่ ละเลยการวเิ คราะห์ความไมเ่ ทา่ เทียมระหวา่ งชนช้นั ภายในสังคมชาติใดชาติหน่ึง สาหรับนกั ทฤษฎีมาร์กซ์ในดา้ นเศรษฐศาสตร์ร่วมสมยั ไดเ้ สนอผลงานที่ทาให้เกิดความเขา้ ใจในความคิดเก่ียวกบั ธรรมชาติของอานาจในสงั คมทุนนิยมร่วมสมยั ผลกระทบของโลกาภิวตั นท์ างเศรษฐกิจ

และโลกาภิวตั น์ของทุนนิยมน้นั เป็นการทา้ ทายนานาประการที่บรรดานกั สงั คมสงเคราะห์และผใู้ ชบ้ ริการของนกั สงั คมสงเคราะห์จะตอ้ งเผชิญอยา่ งหลีกเลี่ยงไมไ่ ด้ ดงั น้นั จึงนบั เป็นความสาคญั ที่เราจะตอ้ งทาความเขา้ ใจการที่เศรษฐกิจการเมืองส่งผลตอ่ ชีวติ จิตสานึก และโอกาสของเราในสังคมทุนนิยมร่วมสมยั นกั คิดอีกกลุ่มหน่ึง ไดแ้ ก่ พอล บาแรน (Paul Baran) พอล สวซี ่ี (Paul Sweezy) และแฮรี่ บราเวอร์แมน (Harry Braverman) เห็นวา่ ลทั ธิทุนนิยมท่ีเนน้ การแข่งขนั เสรีตามที่เกิดข้ึนในสมยั ของมาร์กซ์น้นั ได้หมดสิ้นไปแลว้ รูปแบบใหม่ของลทั ธิทุนนิยมในปัจจุบนั คือ ทุนนิยมแบบผกู ขาด (Monopoly capitalism)ซ่ึงหมายถึง การที่อภิมหาบรรษทั (Megacorporations) ไดผ้ ดุ ข้ึนมาอยา่ งมากมาย บรรดาอภิมหาบรรษทั ได้ดาเนินกิจการในหลายๆ ประเทศพร้อมๆ กนั ท้งั ยงั มีโยงใยเชื่อมโยงกนั อยา่ งหนาแน่น ทาใหม้ ีลกั ษณะการผกู ขาดกนั ในธุรกิจขา้ มชาติขนาดใหญ่ๆ ลทั ธิทุนนิยมแบบแขง่ ขนั ในยคุ แรกๆ ไดถ้ ูกแทนท่ีโดยลทั ธิทุนนิยมผกู ขาดอยา่ งขนานใหญ่ อยา่ งไรก็ตาม นกั วชิ าการอีกกลุ่มหน่ึงเห็นวา่ แมจ้ ะมีการเปล่ียนแปลงในลกั ษณะทุนนิยมผกู ขาดเขา้มาแทนท่ีมากข้ึน ทวา่ ทุนนิยมแข่งขนั ก็ยงั คงดาเนินไปไดด้ ี (Baran & Sweezy, 1966) โดยสถาบนั สาคญัไดแ้ ก่ รัฐบาลท่ีเขา้ มาดูดซบั ส่วนเกินที่บรรดาระบบการผกู ขาดใหม่สร้างข้ึนมาอยา่ งมหาศาล รัฐบาลไดน้ าส่วนเกินน้ีไปสนบั สนุนกลไกดา้ นการทหารที่เพิม่ มากข้ึน ส่วนรัฐบาลพลเรือนก็นาส่วนเกินน้ีไปขยายบทบาทและการหนา้ ท่ีออกไป ในแนวทางเดียวกนั บราเวอร์แมน (Braverman, 1974) ไดว้ เิ คราะห์วา่ มีการเปล่ียนแปลงในระบบตลาดระดบั สากล สิ่งที่เกิดข้ึนคือ การบริการไดก้ ลายมาเป็นอุตสาหกรรมหลกั ในประเทศโลกาภิวตั น์ และผู้ที่ทางานดา้ นการใหบ้ ริการก็ไดก้ ลายมาเป็นชนช้นั ผใู้ ชแ้ รงงานอาชีพใหม่ ส่วนลทั ธิทุนนิยมผกู ขาดที่เติบโตมากข้ึนทาใหค้ นงานท่ีทางานเป็นเสมียน ผคู้ า้ ขายสินคา้ ปลีก และผใู้ หบ้ ริการไดร้ ับคา่ จา้ งนอ้ ยลง รวมท้งั ไม่มีโอกาสที่จะขยบั ความกา้ วหนา้ ทางอาชีพใหไ้ ดค้ ่าตอบแทนที่สูงข้ึนยง่ิ ไปกวา่ น้นั “การจดั การที่เป็ นวทิ ยาศาสตร์” ยงั น่าเป็ นกงั วล เพราะไดก้ ลายเป็นเครื่องมือของการควบคุมคนงานกรรมกร อนั ที่จริง การจดั การท่ีเป็ นวทิ ยาศาสตร์น้นั มีลกั ษณะเป็นการลดศกั ด์ิศรีความเป็นมนุษยแ์ ละทาใหค้ ุณค่าของงานตกลงไปจากเดิม------ 98 ธรรมชาติและโครงสร้างของทุนนิยมร่วมสมยั เป็นส่ิงท่ี เอ็ม.ดี.โพห์ลแมน (M.D.Pohlman) และชาร์ลส์ แฮมิลตนั (Charles Hamilton) สนใจศึกษา พวกเขาเช่ือวา่ ความขดั แยง้ ในสังคมสมยั ใหม่และการ

เป็นปฏิบกั ษท์ างชนช้นั น้นั เป็ นส่ิงท่ีซ่อนเร้น – ไมป่ รากฎใหเ้ ห็นเด่นชดั แนวคิดของพวกเขาเรียกวา่ “ลทั ธิทุนนิยมแบบรางน้า” (Conduit capitalism) พวกเขาเสนอวา่ ผลกาไรจากบริษทั เอกชนจะไหลไปท่ีชนช้นั สูงเน่ืองมาจากแรงงานของชนช้นั กลางและชนช้นั ล่าง (โปรดดูแผนภูมิท่ี 1) ภาษีส่วนบุคคลของชนช้นั กลางและชนช้นั คนงานกรรมกรจะไหลไปยงั รัฐบาล ทวา่ เงินอุดหนุนบรรษทั (Corporate subsidies) กลบั ไหลจากรัฐบาลไปยงั ชนช้นั สูง ถึงแมว้ า่ รัฐบาลจะใหก้ ารสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชนไปยงั ชนช้นั ล่าง เงินสงเคราะห์ในส่วนน้ีกย็ งั มีสดั ส่วนที่ไหลไปยงั ชนช้นั สูงอีกเช่นกนั ดงั น้นั เราจะเห็นวา่ “ลทั ธิทุนนิยมแบบรางน้า” แสดงให้เห็นวา่ คนยากจน ชนช้นั คนงานกรรมกร ชนช้นั กลาง และรัฐบาลลว้ นไปช่วยเติมความร่ารวยใหก้ บั คนในชนช้นั สูงท้งั สิ้น แผนภูมิที่ 1 ลทั ธิทุนนิยมแบบรางน้าเงินอุดหนุน รัฐบาล ภาษีส่วนบุคคล ชนช้นั กลางบริษทั ชนช้นั ผใู้ ชแ้ รงงาน เงินสงเคราะห์ประชาชน ชนช้นั ล่าง ชนช้นั สูง ทุนนิยมรางน้า ผลกาไรบริษทั เอกชนท่ีมา : Robbins, Chaterjee&Canda, 1998, p. 71. เราจะเห็นวา่ ทฤษฎีของนกั ลทั ธิมาร์กซ์ใหมใ่ นยคุ ร่วมสมยั ครอบคลุมแนวความคิดและทรรศนะต่างๆ อยา่ งกวา้ งขวาง หลายทา่ นมองวา่ เนื่องเพราะทฤษฎีของมาร์กซ์มีลกั ษณะเป็น “สารานุกรม” ทฤษฎีต่างๆ ท่ีแตกต่างกนั สามารถท่ีจะอา้ งไดว้ า่ เป็ นงานที่ศึกษาภายใต้ “ร่ม” หรือ “แนวทาง” ที่คาร์ล มาร์กซ์วางไวต้ ้งั แต่ตน้ แมว้ า่ บางทีเราก็พบวา่ บรรดาทฤษฎีร่วมสมยั ที่อา้ งเช่นน้นั อาจจะไมใ่ คร่สอดคลอ้ งกนั ในเชิงเน้ือหาสกั เทา่ ใดนกั กต็ าม ทฤษฎีความขดั แยง้ ที่อธิบายชนช้นั นา

ทฤษฎีความขดั แยง้ ท่ีอธิบายการครอบงาของชนช้นั นา สามารถพบไดใ้ นงานของนกั สังคมศาสตร์หลายกลุ่ม เช่น เกตาโน มอสกา (Gaetano Mosca) วลิ เฟรโด พาเรโต (Vilfredo Pareto) และโรเบิร์ต มิเชลส์(Robert Michels) นกั สงั คมศาสตร์กลุ่มน้ีมีงานทฤษฎีท่ีอธิบายการครอบงาของ------ 99ชนช้นั นาผปู้ กครองในช่วงคริสตศ์ ตวรรษท่ี 20 อาทิ มอสกามีความเห็นแตกต่างจากมาร์กซ์ เขาเห็นวา่ ชนช้นัผปู้ กครองเป้นนกั การเมืองมากกวา่ นกั เศรษฐศาสตร์ เขาสร้างกฎแห่งความคงท่ี (Law of Constancy) ท่ีกล่าววา่ ในระบบการเมืองทุกระบบ ชนช้นั ปกครองจะเป็นฝ่ ายควบคุมระบบการเมืองท้งั หมด ในอีกดา้ นหน่ึง พาเรโตมีคาอธิบายท่ีสอดคลอ้ งกบั มาร์กซ์เกี่ยวกบั ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอานาจทางการเมือง กระน้นั กต็ าม พาเรโตยงั ไมเ่ ห็นดว้ ยกบั มาร์กซ์ในการวเิ คราะห์บทบาทของมวลชนในการเปล่ียนแปลงทางสงั คมและบทบาทในการปฏิวตั ิทางเศรษฐกิจพาเรโตเชื่อวา่ มวลชนยงั ขาดความสามารถข้นัสูงและขาดความรู้ความสามารถระดบั ชาติท่ีเพียงพอที่จะกา้ วไปขบั เคล่ือนการปฏิวตั ิได้ ท้งั มอสกาและพาเรโตลว้ นเขียนถึงธรรมชาติของการครอบงาโดยชนช้นั นาวา่ มีลกั ษณะเป็นวงจรหมุนเวยี นกลบั มาอีกในท่ีสุด ชนช้นั นากลุ่มที่กาลงั มีอานาจกจ็ ะถูกแทนที่ดว้ ยชนช้นั นากลุ่มใหม่ ซ่ึงเขา้ มาโคน่ ลม้ ชนช้นั นากลุ่มเก่า กระบวนการผลดั เวยี นเปลี่ยนชนช้นั นาจึงเป็นสิ่งท่ีเกิดข้ึนอยา่ งตอ่ เนื่อง ทฤษฎีของพาเรโตเรียกวา่ “ทฤษฎีการหมุนเวยี นของชนช้นั นา” (Circulation of elites) มิเชลส์ตรวจสอบกระบวนการในการจดั ระเบียบองคก์ รของสหภาพแรงงานและพรรคการเมืองต่างๆ เขาพบวา่ บรรดาองคก์ รสหภาพแรงงานและพรรคการเมืองลว้ นถูกปกครองดว้ ยชนช้นั นาขนาดเลก็ ท่ีเรียกวา่ “คณาธิปไตย” (Oligarchy) ทฤษฎีของมิเชลส์เรียกวา่ “กฎเหล็กของคณาธิปไตย” ซ่ึงมีสาระโดยสงั เขปอธิบายวา่ การครอบงาของชนช้นั นาน้นั เป็นส่ิงท่ีหลีกเล่ียงไมไ่ ดใ้ นชีวติ ขององคก์ รไมว่ า่ องคก์ รใดๆ ในท่ีสุด ชนช้นั นาก็จะเขา้ ครอบงาองคก์ ร อยา่ งไรกต็ าม ถึงแมว้ า่ นกั ทฤษฎีในยคุ ตน้ ๆ จะเขียนเก่ียวกบั ชนช้นั ปกครอง ทรรศนะทางสังคมของนกั ทฤษฎีกลุ่มน้ีก็จะสะทอ้ นใหเ้ ห็นกระบวนทรรศน์เชิงทฤษฎีการหนา้ ท่ีและทฤษฎีองคาพยพในระดบัหน่ึง ซ่ึงถือวา่ เป็นข้วั ตรงกนั ขา้ มกบั แนวคิดของมาร์กซ์ ที่เชื่อวา่ ในเน้ือแทแ้ ลว้ มนุษยเ์ ป็นคนดีแตถ่ ูกจากดัโดยส่ิงแวดลอ้ มและสังคม ทฤษฎีของนกั สังคมศาสตร์กลุ่มน้ีสอดคลอ้ งกบั ทรรศนะในการมองมนุษยข์ องแมคเคียเวลล่ี ท่ีมองวา่ โดยธรรมชาติของมนุษยเ์ ห็นแก่ตนและละโมบโลภมาก เพราะฉะน้นั จึงเป็นการ

เหมาะสม – สมควรแลว้ ท่ีชนช้นั นาสกั กลุ่มหน่ึงตอ้ งเขา้ มามีอานาจครอบงาสงั คมและดาเนินการส่ังการตา่ งๆ ที่จะทาใหส้ งั คมอยรู่ อด ซี.ไรท์ มิลส์: ทฤษฎีอานาจชนช้นั นา นกั สงั คมวทิ ยาชาวอเมริกนั ซี.ไรท์ มิลส์ ไดข้ ยบั ขยายต่อยอดทฤษฎีของแมกซ์ เวเบอร์ ในประเด็นการวเิ คราะห์สถาบนั การเมืองและโครงสร้างชนช้นั ท้งั ยงั ไดต้ ่อยอดทฤษฎีของมาร์กซ์ในเร่ืองชนช้นัปกครอง ถึงแมว้ า่ มิลส์จะปฏิเสธแนวคิดเรื่องตวั กาหนดดา้ นเศรษฐกิจ (economic determinism) มิลส์ก็ไมไ่ ด้ตอบมาร์กซ์เป็นพเิ ศษในเร่ืองน้ี อนั ท่ีจริง งานของเขากลบั ทาใหน้ กั ทฤษฎีมาร์กซ์กลบั ฟ้ืนมามีชีวติ ชีวามากยง่ิ ข้ึน เพราะมิฉะน้นั แลว้ วงการวชิ าการสงั คมวทิ ยาจะถูกครอบงาโดยทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ที่แต่เพยี งกลุ่มเดียว ในหนงั สือ พลงั อานาจของชนช้นั นา (The Power Elite, 1956) ,มิลส์แสดงการวเิ คราะห์เชิงประวตั ิศาสตร์ต่อความสมั พนั ธ์เชิงอานาจในสหรัฐอเมริกาและนาเสนอแบบจาลองการวเิ คราะห์------ 100การปกครองของชนช้นั นา อนั ประกอบดว้ ยฐานอานาจสามส่วน ท่ีร้อยรัดมดั ตรีงกนั อยู่ โดยฐานอานาจท้งัสาม ไดแ้ ก่ อุตสาหกรรม การเมือง และการทหาร มิลส์เห็นวา่ สังคมยคุ ก่อนอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาน้นั มีการแขง่ ขนั กนั ระหวา่ งกลุ่มผลประโยชน์มากกวา่ ชนช้นั นา ต่อมาความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยไี ดเ้ อ้ือใหอ้ ุตสาหกรรมเติบโตรวดเร็วและมีผลใหด้ ุลอานาจผนั แปรไป โดยอานาจกลบั ตกไปอยกู่ บั นกั อุตสาหกรรมท่ีมงั่ คง่ั มากยงิ่ ข้ึน ในปี ค.ศ.1866 มีการเปล่ียนแปลงรัฐธรรมนูญโดยศาลสูงสุดและการเลือกต้งั สภาคองเกรสในช่วงน้นั มีผลทาให้รัฐธรรมนูญคุม้ ครองอานาจของบรรษทั มากยงิ่ ข้ึน บรรษทั ตา่ งๆ จึงมีความเขม้ แขง็ มากข้ึน นอกจากน้นั ยงั มีเหตุการณ์สาคญั อีกสองเหตุการณ์เกิดข้ึนซ่ึงมีผลใหอ้ านาจของบรรษทั ตา่ งๆ ไดถ้ ูกจาแนกออกไปอยา่ งหลากหลายมากยง่ิ ข้ึน เหตุการณ์แรก ไดแ้ ก่ วาระท่ีสหรัฐอเมริกาตอ่ สู้กบั ความยากจนอนั เกิดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่าในทศวรรษท่ี 1930 วาระแห่งชาติท่ีเกิดข้ึนเรียกวา่ The New Deal ทาใหเ้ กิดการหนุนสร้างบทบาทของรัฐบาลและขา้ ราชการอเมริกนั มากยงิ่ ข้ึน เหตุการณ์ที่สองเกิดข้ึนในยคุ สงครามเยน็ สหรัฐอเมริกาตอ้ งสร้างยุทธศาสตร์สงครามเยน็ เพอ่ื ยบั ย้งั อานาจของลทั ธิคอมมิวนิสต์ ในทศวรรษท่ี1950 ทาใหอ้ านาจของชนช้นั นาอเมริกนั ประกอบดว้ ยบุคคลไมก่ ่ีคนที่มาจากขา้ ราชการช้นั สูงของรัฐ อานาจ

ใหมข่ องชนช้นั นาเกิดข้ึนจากสองเหตุการณ์ดงั กล่าว และครอบคลุมท้งั อานาจทางเศรษฐกิจ การเมืองและสงั คมอยา่ งครบถว้ น มิลส์ไดส้ ร้างแบบจาลองที่อธิบายสงั คมสามระดบั ไดแ้ ก่ (1) ระดบั อานาจของชนช้นั นาที่อยบู่ นยอดพีระมิด (2) อานาจระดบั กลาง ไดแ้ ก่ บรรดานกั วางแผนของรัฐบาล และ (3) มวลชน ท้งั น้ี ในระดบั สูงสุดของโครงสร้างสังคมรูปพีระมิด คือชนช้นั นาที่ครอบคลุมการปกครองสามดา้ น ไดแ้ ก่ ชนช้นั นาท่ีอยใู่ นตาแหน่งดา้ นเศรษฐกิจ ดา้ นการเมือง และดา้ นการทหารในระดบั สูง ซ่ึงรวมตวั กนั อยา่ งเหนียวแน่น ในตอนกลางของโครงสร้าง ไดแ้ ก่ นกั วางแผนของรัฐบาลและบุคคลากรขา้ ราชการที่เกี่ยวขอ้ ง อาทิ นกักฎหมาย กลุ่มผลประโยชน์ และศาลสูงสุด ซ่ึงมีหนา้ ที่กาหนดนโยบายและดาเนินการใหน้ โยบายไปสู่การปฏิบตั ิ ซ่ึงมิลส์เห็นวา่ กลุ่มคนในระดบั กลางน้ีทาหนา้ ท่ีเหมือนเป็ น “ตรายาง” รับรองและรับใชเ้ จตนารมณ์ของบรรดาช้นั นาเท่าน้นั ซ่ึงคนระดบั ล่างท่ีมีจานวนมากมายท่ีสุด ไดแ้ ก่ มวลชนคนส่วนใหญ่ท่ีไม่ไดม้ ีอานาจเท่าใดนกั มิลส์เห็นวา่ “สื่อ” มีอานาจและบทบาทสาคญั ในการปิ ดบงั ธรรมชาติที่แทจ้ ริงของโครงสร้างอานาจรูปพีระมิดดงั กล่าว การบิดเบือนปิ ดบงั จะมากหรือนอ้ ยข้ึนอยกู่ บั ชนช้นั นาจะมีอานาจเป็ นเจา้ ของและควบคุมสื่อไดม้ ากหรือนอ้ ยเพียงใด ส่ือทาใหช้ นช้นั นาสามารถหลอกมวลชนไดว้ า่ กระบวนการประชาธิปไตยยงั คงดารงอยู่ สื่อจูงใจใหป้ ระชาชนมีทรรศนะอยา่ งที่ชนช้นั นาตอ้ งการ สื่อตอ้ งการให้ประชาชนละเลิกความสนใจตอ่ ประเดน็ ปัญหาใดก็ได้ หรือจะทาใหม้ ุง่ ความสนใจไปในอีกประเด็นปัญหาก็ได้ ท้งั น้ี เพราะชนช้นั นาควบคุมทุกอยา่ งท่ีประชาชนอ่าน มองเห็นและไดย้ นิ ไดฟ้ ัง ดงั น้นั มิลส์สรุปวา่ การกาหนดนโยบายที่ผา่ นกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยและสถาบนัประชาธิปไตยน้นั ลว้ นเป็ นเพียงภาพลวงตา มิลส์ไมเ่ ช่ือวา่ สังคมอเมริกนั มีความเป็นประชาธิปไตยบนพ้นื ฐานของพลงั อานาจที่หลากหลายอยา่ งแทจ้ ริง ท้งั น้ี คนในระดบั กลางไมอ่ านวยประโยชน์ใหช้ นช้นั ล่างแตไ่ ปรับใชเ้ ฉพาะชนช้นั นา และชนช้นั นาซ่ึงเป็นผกู้ าหนดกฎเกณฑแ์ ละนโยบายก็รักษา------ 101ผลประโยชนข์ องตนเป็นหลกั ความสนใจที่จะเอ้ือประโยชน์ตอ่ มวลชนมีนอ้ ยมาก หรือไม่มีเลย ท้งั น้ีมิลส์มองวา่ ชนช้นั นาไม่ไดม้ ารวมหวั กนั ออกแบบแผนอุบายอะไรอยา่ งเพื่อคิดร้ายต่อชนช้นั ล่างเป็นกิจจะลกั ษณะ ทวา่ เป็นเพราะผลประโยชน์ของชนช้นั นา และเป็นเพราะแบบแผนร่วมที่ชนช้นั นามีเหมือนๆกนั อาทิ มีความเป็ นชนช้นั ทางสังคมเดียวกนั ศาสนา การศึกษา ทา่ ทีตอ่ ชีวติ หรือแบบแผนการดารงชีพ เป็น

ตน้ ส่ิงเหล่าน้ีนาไปสู่การลอ้ มขอบเขตปริมาณฑลท้งั ในเชิงธุรกิจ สังคมและความเป็นพลเมืองชนช้นั นาเขา้ไวด้ ว้ ยกนั ชนช้นั นาอาจจะใชเ้ วลาทาธุรกิจหรือหารือกนั ร่างนโยบาย ในสถานที่ที่พวกเขาและเธอไปใชเ้ วลาอยดู่ ว้ ยกนั เช่น สโมสร สนามกอลฟ์ หรือสนามบินภายในประเทศ มิลส์เห็นวา่ จิตสานึกทางชนช้นั ของชนช้นั นาในสหรัฐอเมริกาเป็ นจิตสานึกท่ียง่ิ ใหญก่ วา่ ท่ีใด เป็ นความพอ้ งลงตวั ในผลประโยชนท์ ี่ทาใหช้ นช้นั นาคนหน่ึงพูดหรือกระทาการปกป้องผลประโยชนข์ องชนช้นั นาคนอ่ืนๆ จนมีการนบั พวกกนั วา่ “เขาเป็นหน่ึงในพวกเรา (ชนช้นั นา)” ถึงแมว้ า่ ชนช้นั นาอาจจะมีความขดั แยง้ ภายในชนช้นั ของตน แตม่ ิลส์เช่ือวา่ ชุนชนผลประโยชนข์ องพวกเขาและเธอจะผกู มดั ความแตกต่างของพวกตนเอาไวไ้ ด้ ชนช้นั นาจะใช้ “การประชาสัมพนั ธ์” ท่ีอยใู่ นมือของพวกตน ซ่อนเร้นประเดน็ ปัญหาที่แทจ้ ริง และทาใหค้ นอเมริกนั ส่วนใหญ่เห็นวา่ ระบบทุนนิยมของตนเทา่ น้นั คือยูโธเปี ย ดงั ที่ชนช้นั นาไดน้ าเสนอผา่ นส่ือต่างๆ มิลส์นาเสนอภาพลกั ษณะของสังคมที่ยงั ไม่ลงตวั ดี วธิ ีท่ีเขาอธิบายเน้ือหาทฤษฎีทาใหเ้ ขาถูกจดั อยู่วงรอบนอกของวงการสังคมวทิ ยายคุ ที่เขายงั มีชีวติ อยู่ อยา่ งไรกต็ าม ขอ้ เขียนของมิลส์ถือวา่ มีส่วนสร้างสรรคท์ ฤษฎีความขดั แยง้ อยา่ งสาคญั ความขดั แยง้ ในกลุ่มผลประโยชน์ ถึงแมว้ า่ นกั ทฤษฎีบางคนจะเช่ือวา่ อานาจดา้ นสงั คม เศรษฐกิจ และการเมืองจะอยใู่ นมือชนช้นัจานวนนอ้ ย นกั ทฤษฎีหลายท่านยนื ยนั วา่ อานาจเหล่าน้ีกไ็ ม่ไดต้ กอยใู่ นมือชนช้นั นากลุ่มใดกลุ่มเดียว อนั ที่จริง มีกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์หลากหลายมารวมตวั กนั เป็ นภาคี นกั ทฤษฎีความขดั แยง้ กลุ่มผลประโยชน์เห็นวา่ ถึงแมว้ า่ ความขดั แยง้ จะเป็นสิ่งท่ีดารงอยใู่ นสงั คมอยา่ งถาวร แต่ความขดั แยง้ เกิดจากกลุ่มผลประโยชน์มากกวา่ ความขดั แยง้ ทางชนช้นั กลุ่มผลประโยชนจ์ ะมีความแตกตา่ งจากกลุ่มชนช้นั นา เพราะกลุ่มผลประโยชนจ์ ะมีการเปลี่ยนแปลงอยตู่ ลอดเวลา ท้งั น้ี เม่ือบุคคลเขา้ มารวมตวั กนั เป็นภาคีเนื่องจากประเด็นผลประโยชน์ถา้ กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหน่ึงเร่ิมท่ีจะมีอานาจมากเกินไป กลุ่มที่คดั คา้ นก็จะรวมตวั กนั ทาหนา้ ที่เหมือนเป็นฝ่ ายคา้ น เพ่ือรักษาดุลทางอานาจเอาไว้ นอกจากน้ี กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มอื่นๆ จะแยกตวั ออกมาทาหนา้ ท่ีเหมือน“ผเู้ ฝ้าระวงั เหตุการณ์” (Watchdogs) ในระบบประชาธิปไตย

ภาพลกั ษณ์ของสังคมท่ีมีกลุม่ ผลประโยชนค์ อยตรวจสอบซ่ึงกนั และกนั ทาใหส้ ังคมมีลกั ษณะเป็นพหุลกั ษณ์ (Pluralism) ในดา้ นหน่ึง สังคมจึงไดร้ ับการมองวา่ เป็นสังคมที่มีความแตกต่าง (Heterogeneous)ระหวา่ งกนั ดงั น้นั ความขดั แยง้ และการปะทะระหวา่ งกลุ่มวฒั นธรรมที่แตกตา่ งกนั หรือกลุ่มผลประโยชนท์ ่ีแตกตา่ งกนั จึงเป็นสิ่งท่ีหลีกเลี่ยงไม่ได้ อยา่ งไรกต็ าม ทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์------ 102เช่ือวา่ ท้งั ความขดั แยง้ และความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ตา่ งกเ็ ป็ นเคร่ืองช้ีแนะปฏิสมั พนั ธ์ทางสังคม ถึงแมว้ า่อาจจะมีความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ภายในกลุ่มเดียวกนั และความขดั แยง้ กบั คนตา่ งกลุ่ม เราก็อาจจะพบความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั จากคนต่างกลุ่ม และเห็นความขดั แยง้ ภายในกลุ่มเดียวกนั ก็ได้ ถึงแมว้ า่ นกั ทฤษฎีกลุ่มผลประโยชนจ์ ะเช่ือในเร่ืองความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั แตก่ ็มีเน้ือหาท่ีสอดคลอ้ งกบั ทฤษฎีของมาร์กซ์ ตรงที่ให้ความสนใจในเร่ืองการเปล่ียนแปลงมากกวา่ เร่ืองดุลยภาพของระบบ ราลฟ์ ดาห์เรนดอร์ฟ เป็นนกั ทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์ผหู้ น่ึงที่บุกเบิกการศึกษาเร่ืองน้ี คนอื่นๆ ที่สนใจในลกั ษณะพหุนิยมของกลุ่มผลประโยชน์ไดแ้ ก่ เดวดิ รีสแมน (David Riesman) แดเนียลเบรลล์(Daniel Bell) และลิวอิส โคเซอร์ (Lewis Coser) ราลฟ์ ดาห์เรนดอร์ฟ: การตอ่ สู้เพื่ออานาจหนา้ ที่ ราลฟ์ ดาห์เรนดอร์ฟเป็นนกั สงั คมวทิ ยาชาวเยอรมนั เขียนงานเก่ียวกบั พหุนิยม โดยปฏิเสธทฤษฎีความขดั แยง้ ทางชนช้นั ของมาร์กซ์ และเสนอประเด็นเร่ืองความขดั แยง้ ในผลประโยชน์กยั การตอ่ สู้แยง่ ชิงอานาจหนา้ ท่ี ดาห์เรนดอร์ฟเห็นวา่ ท้งั ทฤษฎีความขดั แยง้ และทฤษฎีการหนา้ ที่กไ็ ม่ไดแ้ ตกต่างกนั เทา่ ใดนกัในเรื่องของการสร้าง “ยโู ธเปี ยเชิงทฤษฎี” นกั ทฤษฎีการหนา้ ท่ีเป็นยโู ธเปี ยเชิงทฤษฎี เมื่อพวกเขาเชื่อวา่สังคมที่ดีต้งั อยบู่ นความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ในขณะท่ีนกั ทฤษฎีความขดั แยง้ ก็มีความเป็นยโู ธเปี ยเชิงทฤษฎี อยู่ท่ีความเชื่อวา่ ความขดั แยง้ ท่ีเกิดข้ึนอยา่ งต่อเนื่องเป็ นแบบแผนปกติของสงั คม ดาห์เรนดอร์ฟใชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ ระดบั กลางของซิมเมล ในการยนื ยนั ทฤษฎีของเขาที่วา่ การครอบงาและการตกเป็นเบ้ียล่างเป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนในเน้ือในของโครงสร้างอานาจหนา้ ท่ีทุกๆ โครงสร้างสิ่งที่เป็นตวั กาหนดความขดั แยง้ และการเปล่ียนแปลงคืออานาจหนา้ ที่-ไมใ่ ช่สมบตั ิพสั ถานใดๆ ดาห์เรนดอร์ฟเห็นวา่ การแจกจา่ ยอานาจหนา้ ที่ในองคก์ รทางสังคมนาไปสู่ความขดั แยง้ ของกลุ่มผลประโยชน์ ซ่ึงเขาหมายความถึง “ชนช้นั ” อยา่ งไรกต็ าม คาวา่ “ชนช้นั ” ของดาห์เรนดอร์ฟไมใ่ ช่ความหมายเดียวกนั กบั “ชน

ช้นั ทางสังคม” ของมาร์กซ์ ทวา่ หมายถึงความขดั แยง้ ตรงกนั ขา้ มกนั ของผลประโยชน์ที่เกี่ยวขอ้ งกบั การเขา้ครอบงาและการตกเป็ นเบ้ียล่าง ดาห์เรนดอร์ฟช้ีใหเ้ ห็นขอ้ เท็จจริงท่ีวา่ ความขดั แยง้ ที่เกิดข้ึนจริงในสงั คมเป็นอะไรท่ีมากไปกวา่ความขดั แยง้ ของชนช้นั ทางสังคม ซ่ึงเป็นเรื่องที่เก่ียวขอ้ งกบั ความขดั แยง้ ท่ีกาเนิดข้ึนมาจากผลประโยชนท์ ่ีไม่สามารถลงรอยกนั ไดข้ อง “กลุ่มคนที่ออกคาสง่ั และกลุ่มคนที่ตอ้ งคอยรับคาส่ัง” ดงั น้นั ความขดั แยง้ จึงเป็นสิ่งที่ไหลล่ืนออกมาจากบทบาทของสังคมอุตสาหกรรมที่มีพลวตั และผลประโยชน์ เมื่อประชาชนเริ่มตระหนกั ในผลประโยชน์ร่วมกบั คนอ่ืนๆ นนั่ คือ เขาเร่ิมจดั ระเบียบตนเองให้เขา้ไปอยใู่ นกลุ่มผลประโยชนก์ ลุ่มใดกลุ่มหน่ึง เมื่อการจดั ระเบียบภายในกลุ่มผลประโยชนเ์ ป็นไปอยา่ งแขง็ แรงดีแลว้ กลุ่มผลประโยชน์น้นั ก็จะเริ่มปะทะกบั กลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ เพอ่ื รักษาฐานอานาจเดิมหรือเปลี่ยนแปลงใหเ้ กิดฐานอานาจใหม่ ดงั น้นั การเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนในสังคมกค็ ือการเปลี่ยนแปลงในระบบของอานาจหนา้ ที่นน่ั เอง อยา่ งไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างตามความหมายของดาห์เรนดอร์ฟไมใ่ ช่การเปล่ียนแปลงสังคมท้งั หมด ทวา่ เป็ นการเปลี่ยนแปลงสงั คมขนาดเล็กที่มีโครงสร้างอานาจหนา้ ท่ี ท่ีแสดงใหเ้ ห็นคนออกคาส่งั และคนรับคาสง่ั เทา่ น้นั------ 103 แนวคิดพหุนิยมแบบอเมริกนันกั สังคมวทิ ยาชาวอเมริกนั สองทา่ นคือ เดวิด รีสแมน และแดเนียล เบลล์ มีส่วนอยา่ งสาคญั ต่อทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์ ท้งั สองมีความคิดเห็นตรงกนั ขา้ มกบั มิลส์วา่ อานาจมิไดถ้ ูกควบคุมโดยชนช้นั นากลุ่มเล็กเบลลว์ จิ ารณ์กลุ่มทฤษฎีนีโอมาร์กซิสมว์ า่ ไม่สามารถนามาประยกุ ตใ์ ชก้ บั สงั คมอเมริกนั ได้ เขาช้ีใหเ้ ห็นวา่กลุ่มผลประโยชน์น้นั เป็ นแหล่งอานาจทางการเมืองของสหรัฐฯ ส่วนรีสแมนกเ็ ห็นวา่ กลุ่มต่อตา้ น (Vetogroups) ก็คือแหล่งอานาจทางการเมืองของสหรัฐฯ ท้งั สองเชื่อในแนวคิดของนกั เศรษฐศาสตร์ที่ชื่อ จอห์นเคนเน็ต กลั เบร็ท (John Kenneth Galbraith) ท่ีวา่ ดว้ ยการตอบโตพ้ ลงั อานาจในขณะที่มีกลุ่มก่อตวั และจดัระเบียบกนั ข้ึนมาเพื่อปกป้องดูแลผลประโยชน์ของกลุ่มตน กจ็ ะมีกลุ่มอ่ืนท่ีรวมตวั เป็ นกลุ่มตอ่ ตา้ นเพ่ือขดั ขวางการกระทาของกลุ่มแรก ในขณะที่มีกลุ่มคนที่ลุกข้ึนมาต่อตา้ นโครงการท่อกา๊ ซไทย-มาเลเซียใหย้ ตุ ิลง กจ็ ะมีกลุ่มคนท่ีต่อตา้ นแสดงความตอ้ งการใหร้ ัฐเดินหนา้ โครงการน้ีต่อไป เพราะตอ้ งการประโยชน์จากโครงการน้ี ดงั น้นั การกาหนดนโยบายตามแนวคิดของรีสแมนและเบลล์ จึงไม่ใช่ผลผลิตของชนช้นั นา ทวา่

เป็นผลมาจากกระบวนการทางนิติบญั ญตั ิท่ีท้งั กลุ่มสนบั สนุนและกลุ่มตอ่ ตา้ นมีบทบาทอยา่ งสาคญั ในการผลกั ดนั ใหม้ ีกฎหมายหรือยบั ย้งั ไม่ใหม้ ีกฎหมายน้นั แรนดลั คอลลินส์ : ความขดั แยง้ ระดบั จุลภาค ทฤษฎีความขดั แยง้ ของแรนดลั คอลลินส์ (Randall Collins) ตอ่ ยอดมาจากทฤษฎีของมาร์กซ์ แตก่ ็ยงั นาเน้ือหาของทฤษฎีการหนา้ ที่ของเดิร์กไคม์ (Durkheim) นาพหุนิยมของเวเบอร์และปฏิสัมพนั ธ์สญั ลกั ษณ์ (Symbolic Interactionism) ตลอดจนปรากฎการณ์วทิ ยา (Phenomenology) เขา้ มาบูรณาการเป็นทฤษฎีความขดั แยง้ ของเขา วธิ ีการผสมผสานทฤษฎีต่างๆ ของแรนดลั คอลลินส์ เร่ิมจากการใชส้ งั คมวทิ ยาระดบั จุลภาค ซ่ึงเป็นทฤษฎีระดบั ปัจเจกบุคคลเป็นพ้ืนฐาน ท้งั น้ี เขาวิจารณ์ทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ท่ีที่มุ่งไปอธิบายโครงสร้างและบรรทดั ฐาน เขาวิจารณ์ทฤษฎีความขดั แยง้ อื่นๆ ท่ีมวั แต่ไปสนใจอานาจหนา้ ท่ีและทรัพยส์ มบตั ิในฐานะเป็ นปรากฎการณ์เชิงวตั ถุวสิ ยั อนั ที่จริง คอลลินส์ ต้งั ฐานคิดของทฤษฎีของเขาไปท่ีแบบแผนของการปฏิสังสรรคท์ ี่ไหลล่ืนมาจากประสบการณ์เชิงอตั วสิ ยั ของผคู้ น คอลลินส์เห็นวา่ ประสบการณ์ภายในของบุคคลในเร่ือง “การเป็นผใู้ ห้และผรู้ ับ” น้นั มีส่วนอยา่ งสาคญั ต่อการหล่อหลอมประสบการณ์ของการเป็นฝ่ ายครอบงาผอู้ ่ืนหรือการเป็นฝ่ ายยอมจานน การสร้างนิยามความหมายของประสบการณ์อตั วสิ ยั เหล่าน้ีมีผลต่อเน่ืองทาใหบ้ ุคคลน้นั มีทรรศนะการมองและพฤติกรรมท่ีนาไปสู่แบบแผนการปฏิสังสรรคใ์ นอนาคต นอกเหนือจากความเป็นอตั วิสยั ดงั กล่าว บุคคลยงั มีปฏิสัมพนั ธ์กบั แหล่งทรัพยากรเชิงวตั ถุที่เขาหรือเธอไดค้ รอบครองเป็นเจา้ เขา้ เจา้ ของ บุคคลท่ีครอบครองทรัพยากรไดน้ อ้ ยกวา่ มกั จะถูกควบคุมโดยบุคคลอื่น ท่ีครอบครองทรัพยากรมากกวา่ ถึงแมค้ อลลินส์จะกล่าวถึงสภาวะแวดลอ้ มภายนอกอนั เช่ือมโยงไปถึงการกระจายทรัพยากรอยา่ งไม่เสมอภาคเทา่ เทียม แต่การอธิบายของเขาก็จะรวมศูนยอ์ ยทู่ ่ีปัจเจกเป็ นสาคญั โดยถือวา่------ 104ปัจเจกเป็ นผแู้ สวงหาหนทางสร้างเสริมเพิ่มเติมมูลค่าของทรัพยากรและสถานภาพของตนใหส้ ูงที่สุดเท่าที่จะกระทาไดใ้ นกระบวนการน้ี ปัจเจกท่ีมีทรัพยากรมากกวา่ และมีสถานภาพสูงกวา่ จะสามารถสร้างตาแหน่งแห่งท่ีท่ีมนั่ คงแขง็ แรง เพมิ่ ผลประโยชนไ์ ดส้ ูงสุด และสามารถครอบงาโครงสร้างการจดั การได้ ผลท่ีตามมาไดแ้ ก่ความขดั แยง้ ระหวา่ งบุคคล ซ่ึงสะทอ้ นใหเ้ ห็นโครงสร้างระดบั มหภาคของสังคม

ถึงตอนน้ี เราจะเห็นความคลา้ ยคลึงกนั ระหวา่ งคอลลินส์และดาห์เรนดอร์ฟ ดว้ ยวา่ ท้งั สองตา่ งตระหนกั ในบทบาทของการครอบงาและการตกเป็นเบ้ืยล่าง ที่ต่างนาไปสู่การสร้างกลุ่มผลประโยชน์ท่ีขดั แยง้ กนั อยา่ งไรก็ตาม คอลลินส์มีความแตกต่าง ตรงท่ีเขาเช่ือวา่ ปรากฏการณ์มหภาคทุกปรากฎการณ์ตา่ งกเ็ กิดมาจากการรวมตวั ของเหตุการณ์เล็กๆ ระดบั จุลภาคหลายๆ เหตุการณ์รวมกนั เลวสิ โคเซอร์: การหนา้ ท่ีของความขดั แยง้ งานของเลวสิ โคเซอร์ในดา้ นความขดั แยง้ เป็ นการแสดงความต้งั ใจที่จะขยายสิ่งที่ซิมเมลไดเ้ สนอเอาไวก้ ่อนหนา้ น้ีถึงแมว้ า่ โคเซอร์จะปฏิเสธทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ที่ของพาร์สันส์ (Parsons) เขาก็ยงั ใชค้ าอุปลกั ษณ์ (metaphors) หลายคาที่หยบิ ยมื มาโดยตรงจากทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ที่งานเขียนของโคเซอร์มีศูนยร์ วมความสนใจอยทู่ ี่การหนา้ ท่ีของความขดั แยง้ โดยเฉพาะการหนา้ ท่ีในเชิงบวกของความขดั แยง้ ท้งั น้ีในการวเิ คราะห์ความขดั แยง้ โคเซอร์แยกแยะความขดั แยง้ ออกจาก “ความรู้สึกเป็นศตั รู” ซ่ึงเขามองวา่ ความเป็นศตั รูเป็ นสิ่งท่ีอาจจะเกิดตามมาทีหลงั ส่วนความขดั แยง้ น้นั แทท้ ี่จริง เป็ นการกระทาระหวา่ งกนั(Transaction) ของบุคคล โคเซอร์ต้งั ขอ้ สังเกตวา่ ความขดั แยง้ มีการหนา้ ท่ีของการผกู พนั กนั (Binding) การทาให้เกิดบูรณาการหรือความเป็ นเอกภาพภายในกลุ่ม เมื่อกลุ่มเกิดความขดั แยง้ กบั กลุ่มอื่น ท้งั น้ี เพราะอตั ลกั ษณ์ของกลุ่มและขอบเขตของกลุ่มจะเด่นชดั ยงิ่ ข้ึน ความขดั แยง้ ทาหนา้ ที่เป็น “วาลว์ นิรภยั ที่ใชร้ ะบายความดนั ” (Safetyvalve) เพอื่ ระบายถ่ายเทอารมณ์ความรู้สึกท่ีเป็นปรปักษแ์ ละการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ นอกจากน้นั ความขดั แยง้ ยงั ทาใหช้ ่วยเขา้ ใจธรรมชาติและโครงสร้างความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกลุ่มที่ขดั แยง้ กนั สาเหตุของความขดั แยง้ มีมากมายหลายประการ รวมไปถึงความสัมพนั ธ์ใกลช้ ิดในกลุ่ม ความตอ้ งการสร้างความเหนียวแน่นในกลุ่ม หรือความตอ้ งการท่ีจะกาหนดโครงสร้างของกลุ่ม ความตอ้ งการดงั กล่าว บางคร้ังนาไปสู่ “การแสวงหาศตั รู” เพือ่ ทาใหเ้ กิดความผกู พนั แน่นเหนียวข้ึนภายในกลุ่มของตน โคเซอร์แยกแยะใหเ้ ห็นถึงความขดั แยง้ ท่ีเป็นจริงและไมเ่ ป็ นจริง (nonrealistic conflict) ความขดั แยง้ ที่เป็นจริงหมายถึง ความขดั แยง้ ท่ีเกิดข้ึนจากความตอั งการเฉพาะบางอยา่ งผนวกกบั การประมาณการในสิ่งที่จะไดร้ ับโดยมีลกั ษณะเป็นวถิ ีทาง (means) ท่ีนาไปสู่ผลท่ีตอ้ งการโดยเฉพาะส่วนความขดั แยง้ ที่ไม่เป็นจริง เป็นความขดั แยง้ ที่ต้งั อยบู่ นฐานของความตอ้ งการท่ีจะปล่อยแรงกดดนั หรือความตึงเครียดออกไปมากกวา่ ตอ้ งการเห็นผลเป็ นการเฉพาะโคเซอร์เห็นวา่ โดยปกติแลว้ ความขดั แยง้ ที่เป็ นจริงนาไปสู่การเผชิญหนา้ ดว้ ยความรุนแรงนอ้ ยกวา่ ความขดั แยง้ ท่ีไม่เป็ นจริง ท้งั น้ี

------ 105ถา้ เราไมม่ ี “วาลว์ ระบายความกดดนั ” สาหรับถ่ายเทอารมณ์ความรู้สึกท่ีเป็นศตั รู ขณะเดียวกนั มีความไม่เสมอภาคเท่าเทียมเกิดข้ึน ความรุนแรงก็จะมีโอกาสเกิดข้ึนอยา่ งสูง เราจะเห็นวา่ แนวคิดเร่ืองความขดั แยง้ ของโคเซอร์เป็ นแนวคิดท่ีเชื่อใน “สมดุลของแรงต่อตา้ น”และ “กระบวนการที่มีการสร้างสรรคด์ ุลยภาพใหมอ่ ยา่ งต่อเน่ือง” บรรดากลุ่มตา่ งๆ จะมีการจดั การเพื่อให้เกิดดุลยภาพระหวา่ งกนั อยา่ งเหมาะสมตลอดเวลา การที่กลุ่มตา่ งๆ หาแนวทางการจดั การท่ีเหมาะสมระหวา่ งกนั เพื่อสร้างดุลยภาพใหม่น้ีเป็นส่ิงที่มีเน้ือหาสอดคลอ้ งกบั แนวคิดในเรื่องพหุนิยมของดาห์เรนดอร์ฟ รีสแมน และเบรลล์ นนั่ เอง เราจะเห็นวา่ โคเซอร์อธิบายการหนา้ ท่ีของความขดั แยง้ ไปในลกั ษณะกระบวนการระบายความกดดนั มากกวา่ การเปล่ียนแปลงโครงสร้างของสังคม ซ่ึงตรงจุดน้ี นกั วชิ าการหลายท่านวจิ ารณ์วา่ ทฤษฎีความขดั แยง้ ของโคเซอร์เป็ นทฤษฎีที่ใหค้ าอธิบายในระดบั มชั ฌิภาคมากกวา่ ระดบั มหภาค ประเด็นปัญหา อนั ท่ีจริง ทฤษฎีพหุนิยมของนกั สงั คมวทิ ยาอเมริกนั พฒั นาข้ึนมา ในฐานะท่ีเป็ นปฏิกิริยาตอบโตต้ ่อทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ที่ – ในระดบั หน่ึง อยา่ งไรก็ตาม จากการท่ีทฤษฎีพหุนิยมใหค้ วามสาคญั ท้งั การเห็นพอ้ งตอ้ งกนั และความขดั แยง้ ไปในเวลาเดียวกนั ทาให้นกั ทฤษฎีพหุนิยมถูกวจิ ารณ์วา่ ยงั คงติดยดึ อยกู่ บัแนวทางของทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ที่เช่นเดิม ลกั ษณะท่ียงั ติดยดึ แนวอนุรักษท์ าใหม้ ีอคติ และอคติดงั กล่าวกไ็ ปรบกวนทรรศนะในการมองความขดั แยง้ ท่ีมีขอ้ จากดั มากและปริมณฑลการวเิ คราะห์ก็ถูกกาหนดวงจากดั อนั เนื่องดว้ ยจากอคติน้ี เช่นกนั เราจะเห็นความต้งั ใจของนกั ทฤษฎีที่จะบูรณาการทฤษฎีความขดั แยง้ ใหเ้ ขา้ กบั ทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ท่ี ตวั อยา่ งเช่น กรณีของโคเซอร์ ซ่ึงมีผวู้ จิ ารณ์วา่ โคเซอร์นาทฤษฎีการหนา้ ท่ีมาเป็ นอคติ บิดเบือนและข่มแขง่ แยง่ ความสาคญั ของทฤษฎีความขดั แยง้ ไปมาก ท้งั น้ี ทฤษฎีระบบและทฤษฎีความขดั แยง้ แตกตา่ งกนัมาก ไม่เพียงแต่ทฤษฎีท้งั สองจะต้งั คาถามอยา่ งแตกตา่ งกนั ทวา่ ยงั ต้งั ขอ้ สนั นิษฐานเบ้ืองตน้ ต่อสงั คมอยา่ งแตกตา่ งกนั อีกดว้ ย นกั วชิ าการบางทา่ นเช่นกนุ เดอร์ แฟรงก์ (Gunder Frank, 1974 cited in Robins,Chatterjee & Canda, 1998, p.77) เห็นวา่ ถา้ จะบูรณาการทฤษฎีความขดั แยง้ และทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ท่ีเขา้ ดว้ ยกนั จาเป็นตอ้ งใชว้ ธิ ีวิภาษของมาร์กซ์มาเป็นเครื่องมือ อยา่ งไรก็ตาม ในความเห็นของรอบบินส์ ชาทเทอร์จี และแคนดา (Robins, Chatterjee & Canda, 1998, p. 77) พวกเขาเห็นวา่ บูรณาการดงั กล่าวยงั ไมไ่ ด้

อุบตั ิข้ึนในปัจจุบนั เสมือนพวกเขาจะบอกวา่ การบูรณาการทฤษฎีการหนา้ ที่เขา้ กบั ทฤษฎีความขดั แยง้อุปไมยอุปมาน่าจะเหมือนความพยายามเอาน้าไปรวมกบั น้ามนั นนั่ เอง ประเดน็ ท่ีน่าสนใจประเดน็ ต่อไป ไดแ้ ก่ การพิจารณา “นโยบาย” ในมุมมองท่ีแตกต่างกนั ของบรรดานกั ทฤษฎีความขดั แยง้ ท่ีเนน้ การอธิบายไปในเชิงทฤษฎีพหุนิยม อาทิ รีสแมน เบลล์ และมิลส์นกั วชิ าการหลายทา่ นเห็นวา่ นกั ทฤษฎีเหล่าน้ีกล่าวถึงความเป็นจริงชุดเดียวกนั อยา่ งแตกตา่ งมุมมองกนั จนแทนจะนามาเทียบเคียงกนั ไม่ได้ การดารงอยขู่ องชนช้นั นาน้นั -ไมจ่ าเป็นตอ้ งปฏิเสธผลกระทบของกลุ่มผลประโยชน์อยา่ งที่มิลส์ไดเ้ สนอแนะเอาไว้ หรือเราอาจจะเลือกพิจารณาไปในอีก------ 106ดา้ นกไ็ ดว้ า่ นโยบายอาจจะเป็นผลผลิตมาจากท้งั ทฤษฎีกลุ่มผลประโยชนแ์ ละทฤษฎีชนช้นั นา ประเดน็นโยบายหลายประเด็นไดผ้ า่ นการตดั สินใจกาหนดนโยบายมาจากชนช้นั นา ดว้ ยวา่ พวกเขาก็ตอ้ งการปกป้องผลประโยชน์ของพวกตน-ชนช้นั นาเช่นกนั แต่กม็ ิใช่นโยบายทุกนโยบายท่ีมีความเกี่ยวขอ้ งกบั ชนช้นั นาโดยตรง นโยบายเหล่าน้ี บรรดากลุ่มผลประโยชนอ์ ่ืนๆ นอกเหนือจากชนช้นั นาน่าจะเขา้ มามีบทบาทอยา่ งสาคญั ในการตดั สินใจ ประเด็นที่สาคญั เป็นคาถามเกี่ยวกบั การปฏิบตั ิงานสงั คมสงเคราะห์อนั เชื่อมโยงกบั ทฤษฎีความขดั แยง้ ที่กล่าวมาท้งั หมด อาทิ - นกั สงั คมสงเคราะห์เป็ นตวั แทนของชนช้นั นาในการจดั การกบั คนยากจน คนดอ้ ยโอกาสและคนชายขอบ ใช่หรือไม่ - แหล่งรายไดข้ องนกั สังคมสงเคราะห์มีอิทธิพลอยา่ งไรต่อการหนา้ ท่ี การปฏิบตั ิงาน และการให้ความหมายของการสังคมสงเคราะห์ อาทิ ถา้ นกั สงั คมสงเคราะห์สังกดั หน่วยงานของรัฐ เมื่อประชาชนคนหน่ึงมีปัญหาความขดั แยง้ กบั รัฐ นกั สังคมสงเคราะห์จะตอ้ งปกป้องรัฐหรือใหค้ วามช่วยเหลือประชาชนคนน้นั - นกั สังคมสงเคราะห์เป็ นส่วนหน่ึงของกลไกการครอบงาและควบคุมมวลประชาชน ใช่หรือไม่ - นกั สงั คมสงเคราะห์เป็ นตวั แทนการควบคุมเช่นน้นั -มากหรือนอ้ ยเพยี งไร

เราจะเห็นวา่ ตน้ ตอของคาถามเหล่าน้ีเป็นคาถามที่กาเนิดมาจากฐานคิดความขดั แยง้ ระหวา่ งสองข้วัของนกั สงั คมสงเคราะห์วชิ าชีพ อนั ไดแ้ ก่ การเปล่ียนแปลงทางสงั คมและการควบคุมทางสังคม ซ่ึงเป็นประเด็นปัญหาท่ีเก่ียวขอ้ งกบั จุดยนื จริยธรรมและจรรยาบรรณของนกั สังคมสงเคราะห์วชิ าชีพนกั สังคมสงเคราะห์ที่เนน้ การเปล่ียนแปลงทางสังคมมกั จะพบความอึดอดั ใจในการปฏิบตั ิงานในหน่วยงานที่มีจุดยนือยทู่ ี่การควบคุมทางสังคมเป็ นหลกั ส่วนนกั สังคมสงเคราะห์ที่ทางานตอบสนองหน่วยงานที่เนน้ การควบคุมทางสงั คมเม่ือตอ้ งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีสัมมนาทางวชิ าการหรือสัมมนาการปฏิบตั ิงานกจ็ ะรู้สึกวา่ นกัสงั คมสงเคราะห์ที่เนน้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจอ้ งแตจ่ ะโจมตีพวกเขาและเธอ และไม่เขา้ ใจในขอ้ จากดัของการปฏิบตั ิงานที่เกิดข้ึนจริง ยงิ่ ไปกวา่ น้นั ประเด็นปัญหาในกรอบของความขดั แยง้ สองข้วั น้ี ยงั ลงลึกไปถึงการทางานระดบัจุลภาค อาทิ การท่ีนกั สังคมสงเคราะห์วางแผนดาเนินงานดา้ นการใหค้ าปรึกษาแก่ผใู้ ชบ้ ริการ เพ่ือเพมิ่ความสามารถใหป้ รับตวั ไดห้ รือเผชิญกบั ปัญหาได้ จะถือเป็นเพียงการป้องกนั ปัญหาความขดั แยง้ หรือเป็ นการทางานท่ีมุ่งไปสู่การสร้างความเป็นธรรมทางสังคม-หรือไม่ อยา่ งไร คาถามเหล่าน้ีดูแลว้ น่าราคาญใจ นกั สังคมสงเคราะห์อาจจะหงุดหงิดคิดวา่ -ทาไมจะตอ้ งต้งั คาถามแบบน้ี เพียงเราทาหนา้ ท่ีใหค้ วามช่วยเหลือไปตามความตอ้ งการและปัญหาของเขาหรือเธอก็น่าจะพอแลว้อยา่ งไรกต็ าม คาถามเหล่าน้ีปรากฏข้ึนมาจากฐานคิดในการวเิ คราะห์วพิ ากษจ์ ากทฤษฎีของมาร์กซ์เป็นสาคญั ทาใหม้ ีอิทธิพลตอ่ ความนึกคิดของนกั สงั คมสงเคราะห์ ท่ีตระหนกั วา่ เรากาลงั ถูกกดดนั ใหเ้ ผชิญกบัธรรมชาติของพลงั อานาจในสังคมและบทบาทของเราที่จะสนบั สนุนโครงสร้างของอานาจที่ดารงอยใู่ นสังคม------ 107 การประยกุ ตท์ ฤษฎีความขดั แยง้ ในการปฏิบตั ิงานสงั คมสงเคราะห์ เม่ือเปรียบเทียบกบั การประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีระบบ เราจะเห็นวา่ มีความแตกตา่ งกนั ทฤษฎีระบบน้นัประยกุ ตใ์ ชไ้ ดด้ ีท่ีสุดในการเป็นแบบจาลองสาหรับการประเมิน (Assessment) แตส่ าหรับทฤษฎีความขดั แยง้เราสามารถนามาประยกุ ตใ์ ชไ้ ดด้ ีท้งั ในดา้ นการประเมินและการดาเนินงาน (Intervention) อยา่ งไรกต็ าม เป็นที่น่าเสียดายวา่ ทฤษฎีความขดั แยง้ น้นั ไมใ่ คร่ไดเ้ ป็นที่รู้จกั แพร่หลายในวงการสังคมสงเคราะห์ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกบั ทฤษฎีระบบ ในการสังคมสงเคราะห์ไทยกเ็ ช่นเดียวกนั เวลาท่ีนกั วิชาการสักท่านกล่าวถึงทฤษฎีความขดั แยง้ มกั จะถูกมองวา่ เป็นเพียงนกั สังคมวทิ ยาหวั รุนแรงที่นิยมฝ่ ายซา้ ย นกั สงั คมสงเคราะห์ไม่

จาเป็นตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจเร่ืองทฤษฎีความขดั แยง้ มากนกั อีกท้งั ฝ่ ายซา้ ยไดพ้ า่ ยแพไ้ ปนานแลว้ ท้งั ในประเทศไทยและในระดบั โลกเราสามารถพบั เก็บทฤษฎีความขดั แยง้ ไวใ้ นมุมลึกๆ ของลิ้นชกั ได้ ยง่ิ ไปกวา่ น้นั รูปแบบการกระทากิจกรรมทางสังคมที่ทฤษฎีความขดั แยง้ เสนอแนะบางรูปแบบอาจจะทาใหน้ กั สงั คมสงเคราะห์แบบที่เนน้ การควบคุมทางสังคม มีความรู้สึกวา่ กาลงั ถูกคุกคามบอ่ นทาลาย“ความเป็นนกั วชิ าชีพ” การกระทาทางสังคมเป็นวธิ ีการดาเนินงานของนกั สงั คมสงเคราะห์แนวกา้ วหนา้ หรือแนวเรดิกลั (Radical Social Work) ซ่ึงใชท้ ฤษฎีมาร์กซิสมโ์ ดยตรงในการปฏิบตั ิงาน ดงั น้นั เราจึงพบเสมอวา่ทฤษฎีความขดั แยง้ ไม่ไดถ้ ูกบรรจุอยใู่ นงานวชิ าการดา้ นทฤษฎีพฤติกรรมมนุษยใ์ นงานสงั คมสงเคราะห์และทฤษฎีการปฏิบตั ิงานสังคมสงเคราะห์หลายๆ เล่มอยา่ งชดั เจน อคติ ความรังเกียจและหวาดกลวั ทฤษฎีความขดั แยง้ มีอยใู่ นวงการวชิ าการสังคมสงเคราะห์ อนั ที่จริงถา้ เรามองวา่ ประเด็นปัญหาเร่ืองอานาจและความไม่เสมอภาคเท่าเทียมเป็นสาระสาคญั ของชีวติ ทางสงั คมของมนุษยแ์ ละการดารงอยจู่ ริงของมนุษย์ ทฤษฎีความขดั แยง้ ท่ีมีความหลากหลายดงั กล่าวขา้ งตน้ น่าจะเป็ นฐานคิดทางทฤษฎีท่ีสาคญั ประการหน่ึงของการปฏิบตั ิงานสังคมสงเคราะห์ คาจากดั ความของ “การใหค้ วามช่วยเหลือ” จากฐานคิดของทฤษฎีความขดั แยง้ สถานการณ์ที่เป็นการใหค้ วามช่วยเหลือมีความหมายในสองระดบั คือ ระดบั ที่หน่ึง เป็นปัญหา (Problem) สาหรับกลุ่มคนขนาดเล็ก และระดบั ท่ีสองเป็นประเดน็ ทางสงั คม (Social issues) สาหรับสังคมใหญ่ ปัญหาในระดบั ท่ีหน่ึงเกิดข้ึนมาเน่ืองจากพลงั อานาจที่ไม่สมดุลในกลุ่มขนาดเลก็ ซ่ึงกเ็ ป็นผลกระทบมาจากปัจจยั สภาวะแวดลอ้ มภายนอกกลุ่ม อิทิ การครอบครองทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียม หรือการพฒั นาภายในกลุ่มเล็กท่ียงั คงละเลยกลุ่มชนท่ีไร้สิทธิไร้เสียง ในระดบั ประเด็นปัญหาสงั คมใหญ่ เป็นส่ิงที่ไหลล่ืนมาจากนโยบายเชิงสถาบนั ท่ีปฏิเสธการเขา้ ถึงทรัพยากรของกลุ่มพิเศษบางกลุ่มซ่ึงอาจจะเป็นกลุ่มพเิ ศษในเชิงชนช้นั ชาติพนั ธุ์ เพศสภาพ เพศวถิ ี ศาสนา หรือความขดั แยง้ ทางการเมืองหรือสถานการณ์ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การกดขี่เอารัดเอาเปรียบ หรือการครอบงา แผนภูมิท่ี 2 และ 3 แสดงการประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ ตามคาจากดั ความการใหค้ วามช่วยเหลือท้งั สองชุด------ 108 การประเมิน กลยทุ ธ์การปฏิบตั ิงาน และวธิ ีการ

นกั สงั คมสงเคราะห์สามารถประยกุ ตท์ ฤษฎีความขดั แยง้ ไปใชใ้ นการปฏิบตั ิงานไดอ้ ยา่ งหลากหลายท้งั ในการทางานกบั กลุ่ม ชุมชน องคก์ าร และระดบั สังคม ในการทางานกบั กลุ่มขนาดเล็กนกั สังคมสงเคราะห์สามารถประเมิน โดยอาศยั แนวคิดทฤษฎีของซิมเมลและโคเซอร์ในการวิเคราะห์ความขดั แยง้ภายในกลุ่มและระหวา่ งกลุ่ม วเิ คราะห์กลุ่มขนาดสองคน สามคน ตลอดจนการรวมตวั เป็นภาคี (Coalitions)การประเมินความแตกต่างของอานาจระหวา่ งและในหมูส่ มาชิกในกลุ่ม การประเมินปัจจยั ตวั แปรที่ทาไปสู่ความไม่เทา่ เทียมในอานาจ สถานภาพและทรัพยากร แผนภูมิที่ 2 ตวั อยา่ งการประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ ในการทางานกบั กลุ่มขนาดเล็ก ที่มา : S.P. Robbins, P. Chatterjee, & E.R. Canda, 1998.------ 109 แผนภูมิท่ี 3 ตวั อยา่ งการประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ ในการทางานกบั กลุ่มประชากรท่ีถูกกดขี่เอารัดเอาเอาเปรียบในระดบั สงั คมใหญ่ ที่มา : Robbins, Chatterjee & Canda, 1998. ยง่ิ ไปกวา่ น้นั การประเมินยงั ครอบคลุมปัจจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั เสถียรภาพของกลุ่ม ตวั อยา่ ง เช่นวธิ ีการทางานสงั คมสงเคราะห์กลุ่มชนที่พฒั นาข้ึนใน Settlement House ของเจน แอดดมั ส์ (Jane Addams)ท่ีชิคาโก เป็นการทางานกบั ชุมชนในเมืองที่มีกลุ่มขดั แยง้ อาทิ กลุ่มวยั รุ่น กลุ่มเช้ือชาติ-ชาติพนั ธุ์ตา่ งๆ การจดั การกบั ความขดั แยง้ ท้งั ภายในกลุ่มและระหวา่ งกลุ่มเป็นอีกรูปแบบหน่ึงท่ีเกิดจากทฤษฎีความขดั แยง้ ในกลุ่มน้ี ในอีกดา้ นหน่ึง ทฤษฎีมาร์กซ์และนีโอมาร์กซิสม์ เหมาะสมกวา่ ในการนาไปประยกุ ตใ์ ชก้ บั การวเิ คราะห์ประเด็นปัญหาสงั คมของสังคมใหญ่ และปัญหาท่ีมีฐาน------ 110มาจากความไมเ่ ป็นธรรมเชิงอานาจที่ปรากฎในสงั คมใหญ่ การประเมินโดยใชท้ ฤษฎีมาร์กซ์และนีโอมาร์กซิสม์ จะช่วยใหเ้ ราสามารถระบุไดว้ า่ ประชาชนที่ไร้อานาจ ไร้พลงั ออ่ นแอ และตกเป็ นเหยอื่ ของนโยบายและการปฏิบตั ิท่ีกดข่ีเอารัดเอาเปรียบพวกเขาและเธอ น้นั – เป็นใครและอยทู่ ่ีไหน กลยทุ ธ์และวธิ ีการทางานที่อิงกบั ทฤษฎีในกลุ่มมาร์กซ์และนีโอมาร์กซิสมจ์ ะเป็นกลยทุ ธ์และวธิ ีการท่ีเนน้ วธิ ีการรวมหมู่ในการแกไ้ ขปัญหาและเนน้ การสร้างพลงั อานาจ (Empowerment) มากกวา่ ที่จะเป็นการใชจ้ ิตบาบดั

ในส่วนที่เป็นบทบาทของนกั สังคมสงเคราะห์ท่ีจะตอ้ งรับผดิ ชอบต่อการเปล่ียนแปลงทางสังคมน้นัเป็นสิ่งที่ถกเถียงกนั มาก ในหลายเวทีมีการสะทอ้ นวา่ บทบาทการกระทาทางสงั คมของนกั สังคมสงเคราะห์ถูกลดความสาคญั ลงอยา่ งมาก หลายคนต้งั คาถามวา่ จริงๆ แลว้ การกระทาทางสงั คมเป็ นบทบาทหนา้ ที่ของนกั สังคมสงเคราะห์ – จริงหรือ อยา่ งไรก็ตาม รอบบินส์ แช็ตเตอร์จี และแคนดา (1998) ช้ีใหเ้ ห็นวา่ แมแ้ ต่ประมวลจรรยาบรรณของนกั สงั คมสงเคราะห์ ปี ค.ศ. 1996 ยงั ระบุไวว้ า่ การกระทาเพ่ือมุ่งพทิ กั ษส์ ิทธิเพ่อื ใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบาย อนั นาไปสู่การส่งเสริมความเป็นธรรมทางสงั คมเป็นหนา้ ท่ีความรับผดิ ชอบของนกั สังคมสงเคราะห์ เมื่อกล่าวถึง อานาจ เราอดไม่ไดท้ ี่จะตอ้ งพูดถึงจานวนปริมาณท่ีมากเพียงพอ ทฤษฎีกลุ่มผลประโยชนม์ กั จะเสนอแนะวา่ ประชาชนจะไดร้ ับการเสริมพลงั อานาจ ถา้ พวกเขาหรือเธอสามารถระบุถึงผลประโยชน์ร่วมกนั และนาไปสู่การรวมตวั เพือ่ สร้างสรรคก์ ารเปลี่ยนแปลง ตรงจุดน้ี เราสามารถนาไปประยกุ ตใ์ ชไ้ ดด้ ีในการทางานระดบั องคก์ าร ชุมชน รัฐ ภูมิภาค ตลอดจนระดบั ชาติ ยงิ่ ไปกวา่ น้นั ยงั นาไปใช้เปล่ียนแปลงการกาหนดนโยบาย ที่อิงฐานของพลงั รวมหมู่ของกลุ่มผลประโยชน์ท่ีจะเรียกร้องต่อสถาบนั ท่ีเก่ียวขอ้ ง การทางานกบั ชุมชน การรวมพลงั ชุมชน และการพฒั นาชุมชนเป็นวธิ ีการที่ตอบสนองอานาจของมวลชนไดเ้ ป็นอยา่ งดี วธิ ีการเผชิญหนา้ (Confrontation method) ของซอล อาลินสกี (Saul Alinsky) ในทศวรรษที่ 1960 ถือวา่ เป็นรูปแบบการทางานที่รับใชก้ ารรวมพลงั ของประชาชนไดอ้ ยา่ งดี อยา่ งไรกต็ ามการทางานกบั ชุมชนในรูปของการจดั ระเบียบชุมชนส่วนใหญเ่ ท่าท่ีเป็ นอยนู่ ้นั ไม่ไดใ้ ชว้ ธิ ีการเผชิญหนา้แนวเรดิกลั แต่ทวา่ จะเป็นเพียงการทางานกบั เครือข่ายทางสงั คมที่มีอยแู่ ละการพยายามส่งเสริมใหป้ ระชาชนระดบั รากหญา้ มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนใหม้ ากท่ีสุดเท่าน้นั ทฤษฎีอานาจของชนช้นั นาสามารถประยกุ ตใ์ ชไ้ ดใ้ นการดาเนินงานพิทกั ษส์ ิทธิทางการเมืองของประชาชน กลยทุ ธ์ในการทางานกบั ชนช้นั นาของไฮยน์ ส์ (Haynes) และมิเกลสนั (Mickelson) ไดแ้ ก่ การพยายามชกั นาและจูงใจใหก้ ลุ่มชนช้นั นาเขา้ ใจในคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงนโยบายท่ีพงึ ประสงค์ และทางานกบั ชนช้นั นาใหบ้ รรลุเป้าหมายโดยการสมคั รเขา้ ร่วมการเลือกต้งั จนกลายเป็นสมาชิกคนหน่ึงในกลุ่มของชนช้นั นา เพือ่ เขา้ ไปเป็นปากเสียง – พทิ กั ษส์ ิทธิ ไม่ใช่เพยี งดว้ ยเหตุผลวา่ นโยบายน้ีดี ยตุ ิธรรม หรือเป็นธรรม ทวา่ รวมไปถึงเหตุผลที่สาคญั คือ นโยบายไดต้ อบสนองผลประโยชน์ของกลุ่มชนช้นั นาดว้ ยเช่นกนั(Haynes & Mickelson, 1991, p.38 cited in Robbins, Chatterjee & Canda, 1998, p.82) ประการสาคญั ที่จะตอ้ งตระหนกั ก็คือ กฎเกณฑข์ องบรรดากลุ่มชนช้นั นาน้นั มีความหลากหลายแตกต่างกนั ท้งั ในระดบั รัฐชุมชนและองคก์ าร การนากลยทุ ธ์ของ

------ 111ไฮยน์ ส์และมิเกลสนั ไปใชก้ จ็ ะตอ้ งปรับเปล่ียนการใชใ้ หม้ ีความเหมาะสมกบั ระดบั ของชนช้นั นาท่ีเปลี่ยนไปดว้ ย การสงั คมสงเคราะห์ในสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญท่ างานบรรลุผลดา้ นความเป็ นธรรมทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางสงั คมผา่ นการปฏิรูปในสถาบนั ท่ีมีอยใู่ นประเทศ มากกวา่ ท่ีจะใชก้ ารปฏิวตั ิตามแนวลทั ธิมาร์กซ์ ตามประมวลจรรยาบรรณของนกั สังคมสงเคราะห์สหรัฐอเมริกา ซ่ึงตอ้ งรับผดิ ชอบไมเ่ พียงแต่ผใู้ ชบ้ ริการ ทวา่ รวมไปถึงเพื่อนร่วมวชิ าชีพ เพ่ือนร่วมงาน องคก์ ารที่เป็นผวู้ า่ จา้ งนกั สังคมสงเคราะห์วชิ าชีพและสังคมโดยรวม ดงั น้นั เทคนิคการทางานที่เนน้ การใชค้ วามรุนแรง และการเปล่ียนแปลงโดยการปฏิวตั ิน้นั น่าจะเป็ นความขดั แยง้ กบั อานาจหนา้ ท่ีของวชิ าชีพมากกวา่ จะเกิดประโยชน์ อยา่ งไรก็ตาม ในลาตินอเมริกา รูปแบบการทางานสงั คมสงเคราะห์ท่ีเนน้ การปลูกจิตสานึก(Conscientization) สามารถไปกนั ไดด้ ีกบั ความคิดแบบนกั ลทั ธิมาร์กซ์ การปลุกจิตสานึกน้ีเป็ นคาท่ีเกิดจากเปาโล แฟรร์ (Paolo Freire, 1970) นกั การศึกษาชาวบราซิลท่ีไดท้ ุ่มเททางานเพือ่ ขจดั ความไมร่ ู้หนงั สือในประเทศบราซิล แฟรร์เห็นวา่ ถา้ มวลชนคนยากจนไดร้ ับเคร่ืองมือท่ีเหมาะสมกพ็ ร้อมจะกลบั มามีสานึกตระหนกั ในความขดั แยง้ ระหวา่ งความเป็นจริงส่วนบุคคลและความเป็นจริงทางสังคม ท้งั ยงั สามารถจดั การกบั ความขดั แยง้ ดงั กล่าวในเชิงการวพิ ากษไ์ ดอ้ ีกดว้ ย ผลงานของแฟรร์น้นั เป็ นท่ียอมรับกนั ทวั่ ไปวา่ เป็นทฤษฎีทางการศึกษาแนววพิ ากษห์ รือแนวแห่งการปลดปล่อยที่มีอิทธิพลสูงท่ีสุด วงการสังคมสงเคราะห์ของสหรัฐอเมริกาไดน้ าแนวคิดการปลุกจิตสานึกของแฟรร์ไปใชอ้ ยา่ งแพร่หลาย และกลายเป็นวธิ ีการปฏิบตั ิงานสงั คมสงเคราะห์วธิ ีการหน่ึงไปแลว้ ทฤษฎีความขดั แยง้ ยงั ช่วยใหส้ าระสาคญั ในการกาหนดกรอบสาคญั วเิ คราะห์ในกระบวนการกาหนดนโยบายไดเ้ ป็นอยา่ งดี และยงั ประยกุ ตใ์ ชไ้ ดใ้ นข้นั ตอนอื่นๆ ของกระบวนการทางนโยบายรวมท้งัในข้นั ตอนของการนานโยบายไปสู่การปฏิบตั ิ ตารางที่ 1 จะช่วยสร้างความเขา้ ใจในการประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ ในหน่วยงานตา่ งๆ ประเด็นวจิ ารณ์ ทฤษฎีความขดั แยง้ ไดร้ ับการวพิ ากษว์ จิ ารณ์ในหลายประเด็น อาทิ (1) ประเดน็ ดา้ นจิตวทิ ยาและจิตวญิ ญาณ (2) พลงั ทางสงั คม วฒั นธรรมและเศรษฐกิจ และ

(3) ความสอดคลอ้ งกบั ปัจเจก กลุ่ม ครอบครัว องคก์ าร สถาบนั และชุมชน------ 112 ตารางที่ 1 การประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ ในหน่วยงาน จิตวทิ ยาและจิตวญิ ญาณ ทฤษฎีความขดั แยง้ ไมไ่ ดก้ ล่าวถึงกระบวนการทางจิตวทิ ยาและชีววทิ ยาโดยตรง อยา่ งไรกต็ ามถึงแมว้ า่ ทฤษฎีความขดั แยง้ จะไมไ่ ดม้ ีเน้ือหาที่กล่าวถึงกระบวนการทางจิตวทิ ยาโดยตรง ทวา่ ผลกระทบของอุดมการณ์และความไม่เทา่ เทียมที่มีตอ่ จิตใจและพฤติกรรมของมนุษยก์ ็เป็นส่ิงสาคญั ของทฤษฎีน้ีศาสนา ซ่ึงถือวา่ เป็นเร่ืองของจิตใจและจิตวญิ ญาณ ทวา่ มาร์กซ์มองวา่ นี่คือเครื่องมือทางอุดมการณ์ที่ชนช้นัปกครองนามาใชป้ กป้องอานาจและผลประโยชน์ของตน ทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์ ในทางตรงกนั ขา้ ม กลบัช้ีใหเ้ ห็นวา่ แบบแผนความสมั พนั ธ์เชิงอานาจภายในศาสนาและระหวา่ งศาสนา (ท้งั น้ี ถือวา่ ศาสนาคือการรวมกลุ่มคนประเภทหน่ึง) น้นั เป็นการเปลี่ยนผา่ นความสัมพนั ธ์เชิงอานาจเพ่อื พยายามครอบงาศาสนาอ่ืนใหจ้ งได้------ 113 การท่ีทฤษฎีความขดั แยง้ มีศูนยร์ วมความสนใจไปท่ีระดบั มหภาคทาใหถ้ ูกวจิ ารณ์วา่ ทฤษฎีความขดั แยง้ มีลกั ษณะเป็นการอธิบายความเป็นจริงในเชิงลดรูปตดั ทอนความจริง (Reductionism) โดยพยายามอธิบายพฤติกรรมมนุษยไ์ ปในรูปของกระบวนการทางเศรษฐกิจและสังคม แต่โดยลาพงั ละเลยการอธิบายกระบวนการและความสลบั ซบั ซอ้ นของชีวติ มนุษยท์ ี่ครบถว้ น ถึงแมว้ า่ คาร์ล มาร์กซ์จะต่อตา้ นศาสนาเชิงสถาบนั ในฐานะท่ีศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างระเบียบสังคมท่ีสนบั สนุนใหเ้ กิดการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ อุดมคติของเขาท่ีมากบั ลทั ธิคอมมิวนิสตก์ ็สะทอ้ นจิตวญิ ญาณที่มีทว่ งทานองคลา้ ยคลึงกบั สิ่งท่ีวชิ าชีพสงั คมสงเคราะห์กล่าวเนน้ กนั อยบู่ อ่ ยคร้ังกล่าวอีกอยา่ งหน่ึงก็คือ มาร์กซ์มองเห็นการเปล่ียนถ่ายจากการกดขี่ทุกรูปแบบไปสู่การทาใหม้ นุษยท์ ุกผทู้ ุกนามไดเ้ ติมเตม็ ในศกั ด์ิศรีความเป็ นมนุษยแ์ ห่งตน จิตวญิ ญาณที่พบในทฤษฎีของมาร์กซ์คือการแสวงหาหนทางที่แทจ้ ริง ท่ีจะนามนุษยไ์ ปสู่การบรรลุการเติบโตงอกงามอยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ – ทวั่ ทุกตวั ตน

อีริค ฟรอมมเ์ คยเขียนถึงทฤษฎีของมาร์กซ์วา่ “ลทั ธิไม่เช่ือเรื่องพระเจา้ ของมาร์กซ์” น้นั เป็นการอธิบายเชิงเหตุผลท่ีแยง้ ไมไ่ ด้ – ซ่ึงมีวธิ ีการอธิบายที่ถือวา่ กา้ วหนา้ สูงสุด ใกลเ้ คียงกบั Meister Eckhart หรือZen Buddhism ฟรอมมม์ องวา่ มาร์กซ์อธิบายไดก้ า้ วหนา้ – ดีกวา่ บรรดานกั ต่อสู้เพื่อพระเจา้ หรือต่อสู้เพ่ือศาสนา ที่กล่าวหาเขาวา่ เป็น “คนไร้พระเจา้ ” ดงั น้นั จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราพบวา่ นกั เคลื่อนไหวกิจกรรมร่วมสมยั ไดห้ นั มาดึงเอาแนวคิดของมาร์กซ์ไปผสมผสานกบั กรอบความคิดทางศาสนาของตน ตวั อยา่ งเช่นกลุ่มศาสนศาสตร์เพื่อเสรี (Liberation Theology) ไดเ้ ช่ือมโยงการวเิ คราะห์ของมาร์กซิสตเ์ ขา้ กบั การพทิ กั ษ์สิทธิคริสเตียน ทางานเป็ นปากเสียงใหก้ บั คนยากคนจนคนท่ีถูกกดขี่ กระทงั่ เคล่ือนไหวตอ่ ตา้ นอานาจรัฐและอานาจของโบสถ์ – เม่ือจาเป็น พลงั ทางสังคม วฒั นธรรมและเศรษฐกิจ ทฤษฎีความขดั แยง้ เป็นการวเิ คราะห์พฤติกรรมของมนุษยจ์ ากฐานคิดดา้ นสงั คม การเมืองเศรษฐกิจและประวตั ิศาสตร์นกั ทฤษฎีความขดั แยง้ บางท่านอาจเนน้ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งบริบทต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ– สังคม – การเมือง ในขณะท่ีนกั ทฤษฎีความขดั แยง้ อีกหลายท่านอาจจะย้าเนน้ ความสาคญั ของบริบทหน่ึงมากกวา่ หรือลึกซ้ึงกวา่ บริบทอ่ืน นอกจากน้นั มิติวฒั นธรรมซ่ึงมีความสัมพนั ธ์โดยตรงกบั ความแตกต่างทางอานาจและความไมเ่ ทา่ เทียม ก็ไดร้ ับความสนใจจากนกั ทฤษฎีความขดั แยง้ นอ้ ยมาก อยา่ งไรก็ตาม จุดแขง็ ของทฤษฎีความขดั แยง้ จะเนน้ ความสนใจไปที่พลงั ทางสงั คม การเมือง และเศรษฐกิจท่ีมีผลกระทบต่อชีวิตของผคู้ น การวิเคราะห์ความแตกตา่ งทางอานาจท่ีส่งผลใหเ้ กิดความขดั แยง้ในกลุ่ม ความไม่เท่าเทียมและการกดขี่ ช่วยใหเ้ ราเขา้ ใจเน้ือหาเชิงประวตั ิศาสตร์และบริบทตา่ งๆ ที่ก่อนหนา้น้ี ไมใ่ คร่มีใครสนใจมากนกั โดยเฉพาะในตาราวา่ ดว้ ยพฤติกรรมมนุษย์ จุดเนน้ ในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นการเพม่ิ มิติท่ีสาคญั อีกมิติหน่ึงใหก้ บั ทฤษฎี ซ่ึงช่วยใหเ้ ราเขา้ ใจชีวิตส่วนบุคคลและชีวติ ทางสงั คมมากยงิ่ ข้ึน------ 114 ประเดน็ เร่ืองชนช้นั ทางสงั คม – เป็นอีกประการหน่ึง ที่ไม่ใคร่กล่าวถึงในทฤษฎีเพื่อการปฏิบตั ิงานสงั คมสงเคราะห์ ทฤษฎีความขดั แยง้ ช่วยใหเ้ ราไดด้ ึงศูนยค์ วามสนใจในปัจจยั หลายๆ ปัจจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบัชนช้นั ทางสังคมและสานึกทางชนช้นั ความสอดคลอ้ งกบั ปัจเจก กลุ่ม ครอบครัว องคก์ าร สถาบนั และชุมชน

ทฤษฎีความขดั แยง้ โดยเบ้ืองตน้ ย้าเนน้ ในสมาชิกที่อยใู่ นกลุ่มและในชนช้นั ทางสงั คม ท้งั น้ีมีพ้นื ฐานความเชื่อวา่ สถาบนั ตา่ งๆ ในระบบสงั คม อาทิ สถาบนั ทางสังคม สถาบนั ทางการเมือง และสถาบนัทางเศรษฐกิจ ลว้ นมีอิทธิพลต่อปัจเจก ครอบครัว กลุ่ม และชีวติ ชุมชน ถึงแมว้ า่ เรามกั จะใชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ ในการอธิบายความแตกต่างของอานาจและความขดั แยง้ ระหวา่ งกลุ่มใหญ่ หรือระหวา่ งชนช้นั ทวา่เราสามารถประยกุ ตท์ ฤษฎีความขดั แยง้ มาใชอ้ ธิบายกบั ครอบครัว กลุ่มขนาดเล็กและองคก์ ารไดเ้ ช่นกนั อยา่ งไรก็ตาม การประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ กบั ปัจเจกบุคคลเป็นไปตามสภาวการณ์ของความไมเ่ ท่าเทียมท่ีกระทบกบั บุคคล ท่ีเป็นสมาชิกอยใู่ นกลุ่มเฉพาะ หรือชนช้นั เฉพาะ ท้งั น้ีตารางท่ี 2 แสดงระดบัการประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ จะช่วยใหเ้ ขา้ ใจชดั เจนยิง่ ข้ึน ตารางที่ 2 ระดบั การประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีความขดั แยง้ ระดบั : ตวั อยา่ งการประยกุ ตใ์ ช้ ปัจเจกบุคคล : ความขดั แยง้ ภายในจิตใจ ความขดั แยง้ ในเชิงการกาหนดรู้ ความขดั แยง้ เชิงปรัชญาและความขดั แยง้ อนั เน่ืองมาจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มท่ีถูกกดข่ี ครอบครัว : ความขดั แยง้ ระหวา่ งบุคคล ความขดั แยง้ ระหวา่ งสมาชิกครอบครัว ความขดั แยง้ ในบทบาทท่ีคาดหวงั ความขดั แยง้ ของบทบาทตา่ งๆ กลุ่มขนาดเล็กอ่ืนๆ : ความขดั แยง้ ภายในกลุ่ม ความขดั แยง้ ของภาวะผนู้ า ความขดั แยง้ อนัเนื่องมาจากบทบาทท่ีตรงกนั ขา้ มกนั หรือบทบาทท่ีคาดหวงั ความขดั แยง้ จากกระบวนการหล่อหลอมทางสงั คมท่ีแตกตา่ งกนั และความขดั แยง้ ระหวา่ งกลุ่ม องคก์ าร : ความขดั แยง้ ภายในองคก์ าร (ซ่ึงรวมไปถึงระหวา่ งบุคคล ภายในกลุ่ม ระหวา่ งกลุ่มบทบาทท่ีขดั แยง้ บทบาทท่ีคาดหวงั ) และความขดั แยง้ ระหวา่ งองคก์ าร ชุมชน : ความขดั แยง้ ในชุมชนและระหวา่ งชุมชน อนั เน่ืองมาจากชนช้นั ทางสงั คม ชาติพนั ธุ์ เช้ือชาติ ศาสนา อุดมการณ์ และความหลากหลายของมนุษยด์ า้ นอ่ืน โครงสร้างสงั คมใหญ่ : ความขดั แยง้ ระหวา่ งกลุ่มใหญ่อนั เนื่องมาจากชนช้นั ทางสงั คม ชาติพนั ธุ์เช้ือชาติ ศาสนา อุดมการณ์ และความหลากหลายของมนุษยด์ า้ นอื่น ความขดั แยง้ ระหวา่ งผลประโยชนท์ างวชิ าชีพและอาชีพ และความขดั แยง้ ระหวา่ งชาติ

------ 115 ความสอดคลอ้ งกบั ค่านิยม และจรรยาบรรณของสงั คมสงเคราะห์ ทฤษฎีความขดั แยง้ มองวา่ การมีสุขภาวะที่ดีและมีชีวติ ความเป็นอยทู่ ่ีดีน้นั เป็ นส่ิงท่ีสมั พนั ธ์กบั ปัจจยัในเชิงบริบทและส่ิงแวดลอ้ ม – ไมใ่ ช่ปัจจยั ส่วนบุคคล ความแตกตา่ งของอานาจ อนั นาไปสู่ความไม่เทา่เทียม การกดขี่เอารัดเอาเปรียบน้ีคือปัจจยั พ้ืนฐานท่ีคอยขดั ขวางมิใหป้ ัจเจกบุคคลตระหนกั ในศกั ยภาพที่ตนมีอยู่ การมีสุขภาพดีเป็ นสิ่งที่สมั พนั ธ์กบั การมีรายไดแ้ ละการเขา้ ถึงบริการสุขภาพขณะเดียวกนั ความพงึพอใจในชีวติ ก็มีผลมาจากการมีสุขภาพดี ซ่ึงในทางกลบั กนั กเ็ ป็นผลมาจากการมีรายไดเ้ พม่ิ ข้ึน นอกจากน้นั ท้งั ทฤษฎีมาร์กซ์และทฤษฎีชนช้นั นา เช่ือวา่ การควบคุมกีดกนั ประชาชนไมใ่ หไ้ ดร้ ับความรู้เก่ียวกบั การถูกเอารัดเอาเปรียบ ทาใหป้ ระชาชนคาดหวงั และยอมรับในมาตรฐานดา้ นสุขภาพและการมีชีวติ ความเป็นอยทู่ ่ีต่ากวา่ และนอ้ ย-ดอ้ ยกวา่ มาตรฐาน โดยเฉพาะจะต่ากวา่ นอ้ ย-ดอ้ ยกวา่ ผทู้ ่ีมีอานาจอยู่ในมือ การมีสุขภาพดี-มีชีวติ ความเป็นอยทู่ ี่ดีจึงกลายเป็นสิ่งที่สงวนเอาไวเ้ ฉพาะบุคคลที่มีเงินรายไดม้ ากๆ มีความมน่ั คง มีอานาจและมีอิทธิพลในสังคมทุนนิยม ในทางตรงกนั ขา้ ม นกั ทฤษฎีพหุนิยมเห็นวา่ สุขภาพและชีวติ ความเป็ นอยทู่ ่ีดีน้นั เป็ นส่ิงที่ปัจเจกบุคคลและสงั คมจะบรรลุได้ โดยผา่ นการจดั สมดุลระหวา่ งการเรียกร้องตอ่ สังคมและการเรียกร้องสิทธิของตนเอง ท้งั การแข่งขนั และการใหค้ วามร่วมมือร่วมใจ-พร้อมๆ กนั กบั ดกั หลุมพรางของทฤษฎีความขดั แยง้ ที่สาคญั ไดแ้ ก่ ความเสี่ยงท่ีอธิบายย้าเนน้ เกินไปในความเป็นข้วั ความคิด (Polarization) และการเป็นศตั รู (Antagonism) นกั สงั คมสงเคราะห์ที่วเิ คราะห์สถานการณ์แตเ่ ฉพาะในกรอบของความขดั แยง้ อาจจะมีผลทาใหไ้ ปลดศกั ด์ิศรีความเป็นมนุษยข์ องผใู้ ชบ้ ริการโดยมองวา่ เป็น “เหยอ่ื ” และมองคนท่ีอยตู่ รงกนั ขา้ มกบั ผใู้ ชบ้ ริการวา่ เป็น “ผกู้ ดขี่” ไปหมด ถา้ นกั สังคมสงเคราะห์ประยกุ ตใ์ ชก้ นั อยา่ งแคบๆ น่าจะเกิดผลเสียหายมาก ทางออกของกบั ดกั น้ี ไดแ้ ก่ การตระหนกั วา่ การแสวงหาชยั ชนะของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหน่ึง ดว้ ยตน้ ทุนความเสียหายของกลุ่มอ่ืนกม็ ีค่าเทา่ กบั การสร้างการกระทาที่เป็ นการกดข่ีเอารัดเอาเปรี ยบข้ึนมาใหม่อีกสมทบหน่ึง ทฤษฎีความขดั แยง้ เป็นทฤษฎีท่ีอธิบายแนวคิดเกี่ยวกบั ความไมเ่ สมอภาค การกดข่ี การเอารัดเอาเปรียบ และการใชก้ าลงั บงั คบั โดยตรง นกั ทฤษฎีความขดั แยง้ ไม่ก่ีคนท่ีเขียนเกี่ยวกบั ผหู้ ญิง เช้ือชาติ และชนกลุ่มนอ้ ยทางชาติพนั ธุ์ หรือเกยแ์ ละเลสเบียน แนวคิดเร่ืองชนกลุ่มนอ้ ยเป็นการซ่อนนยั ยะของความไม่เทา่

เทียมและอานาจเอาไวภ้ ายใน ทฤษฎีความขดั แยง้ ที่แสดงคู่ขดั แยง้ แบบสุดข้วั ระหวา่ งนายทุน-กรรมกร หรือชนช้นั นา-มวลชนน้นั ทาใหล้ ะเลยการมองความไมเ่ ทา่ เทียมในกลุ่มอื่นๆ ที่มีอยอู่ ยา่ งหลากหลาย หรือความไมเ่ ท่าเทียมในประเด็นอ่ืนๆ ในระหวา่ งข้วั ท้งั สอง อนั ท่ีจริงมาร์กซ์เสียอีก ที่เป็ นนกั ทฤษฎีความขดั แยง้ คนแรกๆ ที่กล่าวถึงการเอารัดเอาเปรียบผหู้ ญิงและเด็ก ในคาประกาศของคอมมิวนิสต์ (Communist Manifesto)มาร์กซ์กล่าวไวช้ ดั เจนวา่ ครอบครัวยคุ ทนั สมยั น้นั ไดท้ าใหผ้ หู้ ญิงและเด็กกลายเป็นทาสท้งั โดยชดั แจง้ และโดยซ่อนเร้น ในสงั คมทุนนิยมเป็นเพยี งเครื่องมือทางการผลิตอยา่ งหน่ึงและเด็กกถ็ ูกทาใหก้ ลายเป็นสินคา้พาณิชยห์ รือเป็นเคร่ืองมือทางแรงงาน การพงั ทลายของลทั ธิทุนนิยมเท่าน้นั ท่ีจะยตุ ิสภาวะทาสในครัวเรือนลงได้------ 116 ทฤษฎีความขดั แยง้ ที่ย้าเนน้ ความสาคญั ของการสร้างเสริมพลงั อานาจ (Empowerment) และการเปลี่ยนแปลง ไมว่ า่ จะเป็นการเปล่ียนแปลงอยา่ งค่อยเป็นค่อยไปหรือการปฏิวตั ิ ต่างปฏิเสธการธารงสถานะของอานาจเดิม และปฏิเสธดุลยภาพที่ต้งั อยบู่ นความไม่เท่าเทียมท้งั สิ้น ทฤษฎีความขดั แยง้ มีความขดั เจนวา่เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงอยทู่ ี่การเปลี่ยนแปลงเพื่อขจดั การเลือกปฏิบตั ิและขจดั นโยบาย ตลอดจนขจดัการปฏิบตั ิที่มีเน้ือหาเลือกปฏิบตั ิ กดขี่และเอารัดเอาเปรียบ ปรัชญาแนวคิดท่ีค้ายนั ทฤษฎี ทฤษฎีความขดั แยง้ ซ่ึงเป็นกลุ่มของทฤษฎีที่ความหลากหลายพอสมควร กลุ่มทฤษฎีเหล่าน้ีมีขอ้สันนิษฐานร่วมกนั คือเร่ืองความขดั แยง้ และการเปล่ียนแปลง ทฤษฎีเหล่าน้ีถือวา่ ท้งั ความขดั แยง้ และการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติ เป็นแบบแผนปกติ หรือเป็ นบรรทดั ฐานอยา่ งหน่ึง ยง่ิ ไปกวา่ น้นั ทฤษฎีความขดั แยง้ ของมาร์กซ์และกลุ่มกระบวนทรรศน์พหุนิยมมีความเหมือนกนั ในการมองปัจเจกบุคคลอยา่ งมีหลกัเหตุและผล ทวา่ ในรายละเอียดของการอธิบายธรรมชาติของมนุษย์ ท้งั สองทฤษฎียงั มีความแตกต่างไปบา้ ง มาร์กซ์มองมนุษยแ์ ต่ละคนในดา้ นดี โดยถือวา่ มนุษยโ์ ดยพ้ืนฐานแลว้ เป็ นคนดี มีความเป็นมิตร ทวา่ถูกจากดั โดยส่ิงแวดลอ้ ม เพื่อใหม้ นุษยไ์ ดเ้ ติบโตงอกงาม เราสมควรจดั การใหม้ นุษยไ์ ดอ้ ยใู่ นส่ิงแวดลอ้ มที่อุดมสมบูรณ์ไปดว้ ยชีวติ รวมหมู่ ท่ีปฏิเสธการใชก้ าลงั และการเอารัดเอาเปรียบของลทั ธิทุนนิยม สังคมยโู ธเปี ยในอนาคตจะเกิดข้ึนได้ มวลชนตอ้ งอาสาเขา้ มาแบกรับภารกิจในการโคน่ ลม้ ระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่กดขี่ขดู รีด ทฤษฎีมาร์กซ์มองวา่ อุดมการณ์ถูกนามาใชใ้ นสองดา้ นท่ีขดั แยง้ กนั กล่าวคือ

อุดมการณ์เป็นไดท้ ้งั เคร่ืองมือในการกดข่ีขูดรีด และในทางตรงกนั ขา้ ม เป็นวถิ ีทางเพ่ือนาไปสู่การปลดปล่อยได้ ในทางตรงกนั ขา้ มกบั มาร์กซ์ กลุ่มทฤษฎีพหุนิยม หนั มาใชท้ วลิ กั ษณ์ในการมองท้งั ธรรมชาติของมนุษยแ์ ละสังคม ทฤษฎีพหุนิยมมองวา่ มนุษยม์ ีธรรมชาติสองดา้ น ดา้ นหน่ึงมนุษยเ์ ป็นคนดี เป็นมิตรเรียกร้องและยนื ยนั สิทธิของตน และใหค้ วามร่วมมือร่วมใจกบั ผอู้ ่ืนไดด้ ี ทวา่ ในอีกดา้ นหน่ึงมนุษยก์ ็มีธรรมชาติของการแขง่ ขนั ชิงดีชิงเด่นอยใู่ นคนคนเดียวกนั ในดา้ นสังคม ทฤษฎีพหุนิยมมองวา่ สงั คมก็สะทอ้ นความเป็นทวลิ กั ษณ์เช่นเดียวกบั มนุษย์ สังคมมีท้งั ความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั และความขดั แยง้ และท้งัสองดา้ นเป็ นองคป์ ระกอบสาคญั ของชีวิตทางสังคมของมนุษญื นกั ทฤษฎีหลายท่านเช่ือวา่ กระบวนทรรศน์พหุนิยมน้นั ไดร้ ับอิทธิพลจากนกั ปรัชญาสาคญั สองท่าน ทา่ นหน่ึงเป็ นชาวเยอรมนั คือ อิมมานูเอล คา้ นต์(Immanuel Kant) และอีกท่านหน่ึงเป็ นชาวฝรั่งเศส คือ ฌอง-ฌาร์ก รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) อยา่ งไรกต็ าม มีผวู้ จิ ารณ์วา่ ขอ้ สนั นิษฐานขา้ งตน้ ของทฤษฎีความขดั แยง้ มีลกั ษณะหลุมพรางและกบัดกั หลายประการ (Abraham, 1988 as cited in Robbins, Chatterjee & Canda, 1998) อาทิ การมองขา้ มความเป็นจริงเชิงประวตั ิศาสตร์ในประเด็นของเสถียรภาพของสังคมประเพณี ซ่ึงมีอยจู่ ริงและเป็นไปอยา่ งต่อเน่ืองยงิ่ ไปกวา่ น้นั การเปล่ียนแปลงและการมีเสถียรภาพน่าจะเป็นคุณลกั ษณะตามธรรมชาติที่แทจ้ ริงของสงั คมตลอดจนประเด็นปัญหาท่ีมองวา่ การเปลี่ยนแปลงกบั------ 117ความขดั แยง้ เป็นของอยา่ งเดียวกนั น้นั ไม่น่าจะถูกตอ้ งนกั เน่ืองเพราะ การเปลี่ยนแปลงบางอยา่ งกเ็ กิดข้ึนได้โดยมิพกั ตอ้ งมีความขดั แยง้ ความลม้ เหลวประการหน่ึงของทฤษฎีความขดั แยง้ ไดแ้ ก่การท่ีไม่สามารถแยกแยะระหวา่ งความขดั แยง้ ที่มีผลบวก (Positive change) ออกจากความขดั แยง้ ท่ีเป็นลบ (Negativechange) ท้งั ยงั ไมไ่ ดก้ ล่าวถึงผลกระทบที่เกิดจากความขดั แยง้ ท้งั สองประการอนั ท่ีจริง นกั วชิ าการบางท่านยนื ยนั วา่ ความขดั แยง้ ก็มีส่วนทาใหเ้ กิดบูรณาการสังคมและเสถียรภาพเท่าๆ กบั ที่มีส่วนทาใหเ้ กิดความแตกแยกทางสังคมและการเปลี่ยนแปลง ประเด็นทางวธิ ีวทิ ยาและหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ ทฤษฎีความขดั แยง้ มีลกั ษณะเป็นทฤษฎีท่ีติดดิน (Grounded theory) ท่ีไดร้ ับอิทธิพลท้งั จากปฏิฐานนิยมและปรากฎการณ์วทิ ยา โดยที่ทฤษฎีความขดั แยง้ มุง่ ตรวจสอบความสมั พนั ธ์ระหวา่ งเง่ือนไขทางวตั ถุ

และเงื่อนไขทางสงั คม กบั การผลิตซ้าจิตสานึกที่ทจริงแทแ้ ละจิตสานึกท่ีผดิ พลาด นกั วชิ าการบางทา่ นก็มองวา่ ทฤษฎีความขดั แยง้ เป็นวธิ ีการวเิ คราะห์เชิงประวตั ิศาสตร์ อยา่ งไรกต็ ามมีผชู้ ้ีให้เห็นขอ้ บกพร่องในเชิงวธิ ีวทิ ยาของทฤษฎีความขดั แยง้ คือ การขาดกระบวนวธิ ีการศึกษาท่ีเป็นวทิ ยาศาสตร์ ขาดการใชเ้ คร่ืองมือช้ีวดั ที่มีความเท่ียงตรงชดั เจน และขาดการอุปมานเชิงสถิติ ทฤษฎีความขดั แยง้ หลายทฤษฎีระบุถึงขอ้ ความท่ีมีลกั ษณะเป็นกฎเกณฑ์ กระน้นั ก็ตาม กฎเกณฑเ์ หล่าน้นั ไม่ไดอ้ ยใู่ นรูปท่ีจะใชเ้ ครื่องช้ีวดั ในเชิงปริมาณได้ ทฤษฎีความขดั แยง้ มีปัญหาในเชิงวธิ ีวทิ ยาค่อนขา้ งมาก อาทิ เทอร์เนอร์ (Turner, 1986) วพิ ากษว์ า่ทฤษฎีความขดั แยง้ แนวพหุนิยมน้นั เป็นทฤษฎีที่เลือนลอยเอามากๆ เพราะวา่ ไม่ไดม้ ีการกล่าวถึงนิยามความหมายของคาวา่ “ความขดั แยง้ ” อยา่ งชดั เจน ทฤษฎีชนช้นั นาของมิลส์เสนอเน้ือหาท่ีสะทอ้ นปัญหาในเชิงวธิ ีวทิ ยา ถา้ หากวา่ การรับรู้วา่ ใครคนใดบา้ งเป็นชนช้นั นาน้นั เป็ นส่ิงที่รับรู้กนั เฉพาะในกลุ่มชนช้นั นาเทา่ น้นั คนนอกกลุ่มไม่มีใครจะล่วงรู้ได้ และหากวา่ ชนช้นั นาไดก้ าหนดนโยบายอยา่ งไม่เป็นทางการ ทวา่บงั เอิญนโยบายน้นั ไปตอบสนองผลประโยชน์ของชนช้นั นาพวกตน เช่นน้ีแลว้ เราจะเห็นวา่ มีปัญหาในการพสิ ูจนเ์ ชิงประจกั ษว์ า่ – ชนช้นั นามีการดารงอยจู่ ริงอยา่ งไร ตลอดจนการพสิ ูจนว์ า่ แทจ้ ริงแลว้ ชนช้นั นามีอิทธิพลตอ่ การกาหนดนโยบายหรือไม่ เพยี งไรน้นั เป็นสิ่งที่กระทาไดย้ ากยงิ่ หรือมิฉะน้นั ก็อาจจะไมม่ ีทางพิสูจน์ไดเ้ ลย ทฤษฎีชนช้นั นาของมิลส์สะทอ้ นปัญหาเชิงวธิ ีวทิ ยาตรงน้ีไดช้ ดั เจน อนั ท่ีจริง ไม่วา่ ทฤษฎีความขดั แยง้ ท่ีเนน้ อธิบายอานาจชนช้นั นา หรือทฤษฎีที่เนน้ ผลประโยชน์ตา่ งก็มีปัญหาในการช้ีวดั อานาจ เช่นเดียวกนั ในทฤษฎีระบบโลกท่ีอธิบายถึงกลุ่มแกนกลาง (Core) และกลุ่มรอบนอก (Periphery) น้นั กม็ ีขอ้ สงสัยวา่ เราจะช้ีวดั อยา่ งไรวา่ ประเทศใดควรจะถือวา่ อยใู่ นกลุ่มแกนกลางและประเทศใดอยกู่ ลุ่มรอบนอก เป็นเรื่องท่ีตอ้ งถกเถียงวา่ ขอบเขตและขอบข่ายของการเป็นแกนกลางและการเป็นวงรอบนอกน้นั อยูต่ รงไหน – เพียงไร จาเป็ นหรือไม่ท่ีจะมีระบบโลกระบบเดียว โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิสงั คมโลกปัจจุบนั มีความสลบั ซบั ซอ้ น การเปรียบเทียบลาดบั ช้นั ระหวา่ งสังคมตา่ งๆ ก็เหมือนมีระบบโลกหลายระบบท่ีแตกตา่ งกนั อุบตั ิข้ึนในเวลาเดียวกนั เช่นน้ีแลว้ ทฤษฎีระบบโลกจะเหมาะสม – เพียงพอในการใชว้ เิ คราะห์ประเทศต่างๆ ท่ีมีความแตกตา่ งกนั มากนอ้ ยเพยี งใด------ 118 นอกเหนือจากปัญหาการขาดความชดั เจนในแนวคิดและปัญหาในดา้ นการช้ีวดั แลว้ ปัญหาเชิงวธิ ีวทิ ยาที่พบอีกสองประเด็น ไดแ้ ก่ การใชน้ ิยตั ินิยม (Determinism) และการลดรูปตดั ทอนความเป็นจริง(Reductionism) มาร์กซ์ไดช้ ื่อวา่ ใชห้ ลกั นิยตั ตินิยมเชิงเศรษฐกิจ – นนั่ คือ เขาเช่ือในเร่ืองเศรษฐกิจเป็น

ตวั กาหนดทุกสิ่งทุกอยา่ ง จนละเลยตวั แปรอื่นๆ ท่ีมีความสาคญั ไมย่ งิ่ หยอ่ นไปกวา่ เศรษฐกิจ ทาใหเ้ ขาพลาดที่ไมไ่ ดพ้ เิ คราะห์มิติอ่ืนๆ รวมท้งั นยั ยะของมิติเหล่าน้นั ท่ีมีผลต่อการเปล่ียนแปลงทางสังคม มาร์กซ์ถูกกล่าวหาวา่ อธิบายเนน้ แต่ “รัฐ” มากเกินไป เช่นเดียวกบั มิลส์ ซ่ึงถูกวจิ ารณ์วา่ ใหค้ วามสาคญั กบั “อานาจ”มากเกินไป สาหรับปัญหาเรื่องการลดรูปตดั ทอนความเป็ นจริงพบไดอ้ ยา่ งชดั เจนในทฤษฎีของคอลลินส์ในขณะท่ีคอลลินส์แปรความหมายของเหตุการณ์ในระดบั มหภาคไปสู่ระดบั จุลภาค เขากาลงั ลดรูป “ความขดั แยง้ ” ใหเ้ หลือเพยี ง “ปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ งบุคคล” ขอ้ วจิ ารณ์เชิงวธิ ีวทิ ยาน้นั มกั จะมาจากนกั คิดในกลุ่มนีโอมาร์กซิสมส์ านกั คิดตา่ งๆ พวกนกั ทฤษฎีมาร์กซ์เชิงโครงสร้างวิจารณ์สานกั คิดอ่ืน ท่ีขาดการใหค้ วามสาคญั กบั โครงสร้าง ในทางกลบั กนั พวกทฤษฎีมาร์กซ์แนวโครงสร้างก็ไดร้ ับการวจิ ารณ์จากสานกั คิดอื่นในเรื่องการวเิ คราะห์ท่ีอ่อนดอ้ ยในเชิงประวตั ิศาสตร์ และขาดขอ้ มูลในเชิงปริมาณมาสนบั สนุน การวจิ ารณ์ซ่ึงกนั และกนั ขณะเดียวกนั กลุ่มทฤษฎีวพิ ากษก์ ว็ จิ ารณ์นกั ทฤษฎีที่เนน้ ประจกั ษน์ ิยมวา่ “ละเลยมุมมองจากผกู้ ระทา” เช่นน้ี เราจะเห็นวา่ สานกั คิดนีโอมาร์กซ์ไม่มีความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ในวธิ ีวทิ ยา ทฤษฎีความขดั แยง้ มีความเหมาะสมและเป็นประโยชนก์ บั การนาไปอธิบายเชิงพรรณนามากกวา่นาไปพยากรณ์คาดการณ์ ใชไ้ ดด้ ีกบั การอธิบายท่ีกลุ่มคน แต่อาจจะมีขอ้ จากดั ในการอธิบายไปที่ปัจเจก สรุป ทฤษฎีความขดั แยง้ เป็นกลุ่มของทฤษฎีหลายทฤษฎี ท่ีช่วยใหเ้ ราเขา้ ใจผลกระทบของประวตั ิศาสตร์สงั คม การเมืองและเศรษฐกิจ ที่มีตอ่ ชีวิตของผคู้ น ความหลากหลายของทฤษฎีความขดั แยง้ และการท่ีนาไปเป็นประโยชน์ไดใ้ นหลายระดบั ทาใหเ้ ป็นฐานความรู้ท่ีแน่นหนาในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองท่ีนกั กิจกรรมสามารถนาไปปฏิบตั ิไดท้ ฤษฎีในกลุ่มผลประโยชน์เชิงพหุนิยมน้นั มีนยั ยะของทฤษฎีโครงสร้างการหนา้ ที่แฝงอยู่ ดงั น้นั น่าจะเป็ นประโยชน์สาหรับผทู้ ี่ชอบทฤษฎีระบบที่จะนาเอาทฤษฎีกลุ่มผลประโยชนไ์ ปใช้ควบคู่กนั ยงิ่ ไปกวา่ น้นั ทฤษฎีพหุนิยมยงั เนน้ การเปลี่ยนแปลงเฉพาะเพมิ่ ส่วนเขา้ ไป (Incremental) ทาให้สอดคลอ้ งกบั หลกั ปฏิบตั ิจริงๆ ของนกั สงั คมสงเคราะห์ ไดด้ ี------ 119 เอกสารอา้ งอิ

กิติพฒั น์ นนทปัทมะดุลย.์ (2536). พ้นื ฐานทฤษฎีสงั คมสงเคราะห์. กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พ์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์.กิตติพฒั น์ นนทปัทมะดุลย.์ (2549). ทฤษฎีวพิ ากษใ์ นนโยบายและการวางแผนสังคม. กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์Calvert, S., & Calvert, P. (1992). Sociology today. New York, NY: Harvester Wheatsheaf.Ferganis, J. (1993). Readings in social theory: The classic tradition to post-modernism. New York, NY: McGraw-Hill.Payne, M. (1991; 1997). Modern social work theory: A critical introduction. London: The MacMillan Press.Robbins, S.P., Chatterjee, P., & Canda, E.R. (1998). Contemporary human behavior theory. Needham Heights, MA: Allyn & Bacon.






Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook