แนวทางการพยาบาลผปู้ ่ วยโรคไขก้ าฬหลงั แอ่น Meningococcemia Meningococcal meningitis พรรณี ฤทธิส์ ะเรจ็ พยะบะลวิชะชพี ชะนะญกะร กล่มุ กะรพยะบะล สถะบนั บะระศนระดรู
อุบตั ิกะรณ์กะรเกิดโรค • โรคน๊ีพบได้ท่ัวโลก มีผู้ป่วยประมาณ 300,000-500,000 คนต่อปี โดยอาจจะเป็นการ เกิดข๊นึ ประปรายตลอดท๊ังปี • หรือเกิดการระบาดเป็นพ๊ืนท่ีกวา้ งขวาง (Epidemic case) โดยในแต่ละพ๊ืนที่ที่เกิดการระบาด จะเกิดจากเชอื๊ ชนิดย่อยท่ีแตกต่างกันไป เชน่ ในประเทศสหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา มีการระบาดของเชอื๊ ชนิดย่อย C เกิดข๊ึนเป็นช่วงๆ ในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา
อุบตั ิกะรณ์กะรเกิดโรค ในช่วงปึ พ.ศ. 2543-2545 พบกะรรฯบะดของเช๊อื ชนิดยอ่ ย W135 ในชะวมสุ ลิมทเี่ ดินทะงมะปรฯกอบพธิ ฮี ัจจ์ ทป่ี รฯเทศ ซะอุดิอะรฯเบยี
อุบัติกะรณ์กะรเกิดโรค พ๊นื ที่ท่ีมอี ุบัติการณ์ของโรคสงู ติดต่อกันหลายปี คือ ประเทศในทวปี แอฟรกิ าแถบท่ีเรยี กวา่ Sub-Saharan Africa ซง่ึ มีท๊ังหมด 21 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรฐั ชาด , ไนเจอร์ ไนจเี รีย , เซเนกัล ,เอธโิ อเปยี , ซูดาน , กานา ,เบนิน , ดิไอโวรี่ โคท , มาลี ,คาเมรูน , ตองก้า , เบอกินา ฟาโซ ฯลฯ
อุบัติกะรณ์กะรเกิดโรค • ในปรฯเทศไทย พบได้เฉลย่ี 20-50 ระยต่อปึ • จะนวนผปู้ ่วยค่อนขะ้ งคงทต่ี ลอด 10 ปึทผ่ี ะ่ นมะ • ในปึ พ.ศ. 2554 ล่ะสดุ พบผปู้ ่วยจะนวน 22 ระย เสยี ชวี ิต 2 ระย • เช๊อื ทเี่ ป็นสะเหตุสว่ นใหญเ่ กิดจะกชนดิ ยอ่ ย B โดยพบผปู้ ่วยกรฯจะยอยูต่ ะม จังหวัดต่ะงๆ แลฯเกิดปรฯประยตลอดปึ ไมม่ กี ะรรฯบะดเฉพะฯตะมพ๊นื ท่ี
กลไกกะรติดเช๊อื • โรคไขก้ ะฬหลังแอ่น เกิดจะกกะรติดเช๊ือแบคทเี รยี ช่ือ Neisseria meningitidis • ซงื่ จฯแบง่ ออกเปน็ ชนิดย่อย (Serogroup) ได้อกี หละยสบิ ชนิดตะมองค์ปรฯกอบ ของแคปซูล (Capsule) / ถงุ หุม้ ทห่ี ้มุ เซลล์แบคทเี รยี ได้แก่ ชนิดย่อย A, B, C, D, E29, H, I, K, L, W135, X, Y, Z โดยทช่ี นิดย่อย A, B, C, Y, แลฯ W135 เปน็ ชนิดหลักทก่ี ่อให้เกิดโรค
กลไกกะรติดเช๊อื • กะรติดเช๊อื จฯเกิดเฉพะฯจะกคนสคู่ น ไมม่ สี ตั ว์ทเ่ี ป็นพะหฯนะโรคหรอื เป็นแหล่งรงั โรค • กะรติดต่อเกิดโดยกะรหะยใจเอะเช๊อื แบคทเี รยี ทก่ี รฯจะยอยูใ่ นลฯอองเสมหฯ น้ะมกู น้ะละยของผปู้ ่วย หรอื ของผทู้ เ่ี ป็นพะหฯ หรอื กะรสมั ผสั กับสง่ิ คัดหล่ังเหละ่ นแ๊ี ล้ว นะมะสมั ผสั กับเย่อื บุจมูก ตะ หรอื ปะกของเระ
ปจั จัยทเ่ี กยี่ วข้องกับกะรติดเช๊ือ • เช๊อื Neisseria meningitidis เป็นเช๊ือแบคทเี รยี มรี ูปทรงกลมคล้ะยเมล็ดถ่ัว ขนะด 0.8 x 0.6 ไมครอน เรยี งตัวกันอยูเ่ ป็นคู่ อยูก่ ันเป็นกล่มุ (Diplococcus) ยอ้ มติดสแี กรมลบ (gram negative) อะศยั อยูภ่ ะยในเซลล์ (intracellular) ไมม่ กี ะรเคล่ือนไหว (non-motile) แลฯไมส่ ระ้ งสปอรไ์ ด้เอง (nonspore forming) มแี คปซูล(Capsule) แลฯ ฟิลลิ(pilli) ชว่ ยให้เช๊ือเกะฯ เซลล์เย่อื บุโพรงจมกู แลฯละคอ
ปจั จัยทเ่ี กย่ี วข้องกับกะรติดเช๊อื สามารถสร้างพิษที่เรียกวา่ สารเอนโดท็อกซนิ (Endotoxin) ซงึ่ จะถกู ปล่อยออกมาเมอื่ ตัวเชอื๊ ถกู ทาลาย ปกติ เราพบเชอ๊ื น๊ีในคอโดยไมเ่ กิดโรค เป็นโรคที่พบไมบ่ อ่ ยแต่ อันตรายถึงชวี ติ
ปัจจัยทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับกะร ติดเช๊อื • รฯยฯฟักตัว ปรฯมะณ 2-10 วัน โดย เฉลย่ี 3-4 วัน • รฯยฯติดต่อ ผ้ทู สี่ ะมะรถแพรเ่ ช๊ือได้ คือผู้ทไ่ี ม่มอี ะกะร (เป็นพะหฯ) แลฯ ผ้ปู ว่ ยสะมะรถแพรโ่ รคได้จนกว่ะจฯ ตรวจไม่พบเช๊ือในน้ะมูก นะ้ ละย • ปกติเช๊ือจฯหมดไปจะกช่องโพรง จมูกทะงด้ะนหลัง (nasopharynx) ภะยใน 24 ช่ัวโมง หลังจะกทผี่ ปู้ ว่ ย ได้รบั ยะต้ะนจุลชพี ทเี่ หมะฯสม
ปัจจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับกะรติดเช๊อื กะรติดเช๊อื มี 3 ลักษณฯ 1. แบบไม่มอี ะกะรหรอื อะกะรน้อย เช๊ือเจรญิ ในโพรงจมูกทะงด้ะนหลัง (nasopharynx)ทะใหเ้ กิดกะรอักเสบเฉพะฯทเ่ี ล็กน้อย มักไม่มอี ะกะร 2. แบบเช๊ือแพรเ่ ข้ะกรฯแสเลือดหรอื เลือดเป็นพิษ (meningococcemia) เช๊ือเข้ะใน กรฯแสเลือด โดยเลือดจฯมะหล่อเลย๊ี งทป่ี ละยหลอดเลือดเปน็ จะนวนมะก ผู้ป่วยจฯมผี ่นื เลือดออกตะมผวิ หนัง ในระยทรี่ ุนแรงจฯมี เลือดออกในละไสแ้ ลฯต่อมหมวกไต
ปัจจัยทเ่ี กย่ี วข้องกับกะรติดเช๊อื 3. แบบเย่อื ห้มุ สมองอักเสบ (meningitis) เช๊ือทเ่ี ขะ้ เย่อื หุ้มสมองทะใหเ้ กิดอะกะรเย่อื หมุ้ สมองอักเสบ
ปัจจัยทเี่ กย่ี วข้องกับกะรติดเช๊อื กะรเจรญิ ของเช๊ือ เช๊อื นเี๊ ป็นแบคทเี รยี ทตี่ ะยง่ะยมชี วี ิตทอี่ ุณหภมู หิ อ้ ง ได้ไมเ่ กิน 2-3 ช่วั โมง เช๊อื ไมท่ นต่อควะมแหง้ แลฯรอ้ น ทอี่ ุณหภมู ิ 55 องศะเซลเซยี ส เช๊อื จฯตะยภะยใน 5 นะที กะรทะละยเช๊อื โดยน้ะยะฆะ่ เช๊อื ทใี่ ชใ้ นโรงพยะบะล สะมะรถทะได้
อะกะรแลฯอะกะรแสดง อะกะรทพี่ บในเด็ก •• ไข้สงู ••• ไมด่ ดู นม อะเจยี น เด็กซืม ปลกุ ไม่ต่ืน ผ่ืนตะมตัวแลฯ • แขนขะ ผวิ ซดี เป็นรอย จะ้ ๆ รูปจากThe South Australian Department of Health
อะกะรแลฯอะกะรแสดง อะกะรทพ่ี บใน ผใู้ หญ่ • ไขส้ งู • ปวดศรี ษฯ • อะเจยี น • คอแขง็ • ซืมลง • ผ่นื ตะมแขนขะ • ทนแสงจ้ะๆ ไมไ่ ด้
อะกะรแลฯอะกะรแสดง ในรายที่รนุ แรง : เกิดข๊นึ ได้ ในกรณีการติดเชอ๊ื ในกระแส เลือดและมภี าวะแทรกซอ้ น ได้แก่ การไหลเวยี นเลือด ล้มเหลว ความดันเลือดต่า ปลายน๊ิวมอื นิ๊วเท้าเขยี วหรือดา คล้า ไตวาย นา้ ท่วมปอด มกั เสียชวี ติ อย่างรวดเร็ว อัตราตาย สูงถึงร้อยละ 70-80 ของผ้ปู ่วย ท๊ังหมด การเสียชวี ติ ข๊นึ อย่กู ับการได้รับเชอื๊ และความรุนแรงของ โรค ส่วนในรายที่มเี ยื่อหุ้มสมองอักเสบโดยไม่มีการติดเชื๊อใน กระแสเลือด มีอัตราการตายประมาณร้อยละ 2 - 10 ของ ผ้ปู ว่ ย
กะรตรวจระ่ งกะย • ไข้สงู โดยเฉลยี่ 39.5 องศะ • ผ่ืนตะมละตัวแขน ขะ • ในระยทมี่ อี ะกะรรุนแรงผ่ืนอะจจฯ รวมตัวเป็นป๊ นื • ควะมดะโลหติ ต่ะในระยทเ่ี ป็นรุนแรง • ตรวจพบคอแขง็
กะรวินิจฉัยโรค ❖ การตรวจเลือด CBC จะพบจานวนเมด็ เลือดขาวสูง ❖ การตรวจ นา้ ไขสันหลงั จะพบเซลล์ในนา้ ไขสันหลงั สูง ❖ การตรวจหาเชื้อจากเลือด เช่นการเพาะเชื้อ หรือการย้อมเชื้อจากตุ่มนา้ หรือ เลือด พบเชื้อก่อโรค Neisseria meningitidis
กะรเก็บแลฯสง่ ตัวอยะ่ ง
แนวทะงกะรรกั ษะ ❖ หากยงั ไม่ได้รับการพสิ ูจน์ว่าเกดิ จากเชื้อไข้กาฬหลงั แอ่น แพทย์จะให้ ยาปฏิชีวนะชนิดทคี่ รอบคลุมการฆ่าเชื้อได้หลายชนิด (Broad-spectrum antibiotics) ยาทใ่ี ช้ เช่น ยาในกลุ่ม Cephalosporin ❖ ในกรณีทท่ี ราบผลว่าเกดิ จากเชื้อไข้กาฬหลงั แอ่น แพทย์จะเลือก ใช้ยา ปฏชิ ีวนะทตี่ รงกบั เชื้อ เช่น ยา Penicillin G หรือ Chloramphenicol หรือ Ceftriaxone, cefotaxime, cefuroxime ,Rifampin, Ciprofloxacin
แนวทะงกะรรกั ษะ ❖ กะรรกั ษะทจี่ ฯทะควบค่กู ันไป คือ กะรรกั ษะปรฯคับปรฯคอง ได้แก่ กะร ให้ยะลดไข้ กะรใหส้ ะรน้ะ ในผปู้ ่วยท่ี อะกะรรุนแรงจนเกิดภะวฯช็อก ต้อง ให้สะรนะ้ ปรมิ ะณมะก ใหย้ ะกรฯต้นุ หลอดเลือดแลฯกะรบบี ตัวของหวั ใจ ❖ สะหรบั ผปู้ ่วยทม่ี ภี ะวฯเลือดไม่ แข็งตัว เกิดเลือดออก ก็ต้องให้สะรที่ ชว่ ยในกะรแข็งตัวของเลือด
กะรปอ๋ งกัน สะหรบั ผูท้ สี่ มั ผสั ใกล้ชิด แลฯเจ้ะหน้ะทที่ ด่ี แู ลผปู้ ่วย แพทยอ์ ะจจฯพจิ ะรณะใหย้ ะป๋องกันชนิดใดชนิดหน่ืงดังนี๊ • Rifampicin ผใู้ หญค่ รง๊ั ลฯ 600มก.วันลฯ2คร๊งั ติดต่อกัน 2 วัน เด็กอะยุตะ่ กว่ะ1เดือนให้ขนะด คร๊งั ลฯ5มก.ต่อนะหนักตัว1กก. อะยุมะกกว่ะ1เดือนให้ขนะดคร๊งั ลฯ10มก.ต่อน้ะหนัก ตัว1กก. • Ciprofloxacin ผู้ใหญ่ให้ขนะด 500มก. กินคร๊งั เดยี ว อะยุต่ะกว่ะ18ปึ หญิงต๊ังครรภ์หญิงให้นม บุตรไม่แนฯนะให้ใช้ยะนี๊ • Ceftriaxone สะหรบั ผ้ทู ไ่ี ม่สะมะรถใชย้ ะ 2 ตัวข้ะงบนได้ ผู้ใหญ่ให้ 250มก.ฉดี เข้ะกล้ะมคร๊งั เดยี วเด็กอะยุน้อยกว่ะ15ปึให้125มก.
กะรป๋องกัน การฉีดวคั ซีนสร้างภูมคิ ุ้มกนั โรค ❖ วคั ซีนป้องกนั โรคไข้กาฬหลงั แอ่นมใี ช้เป็ นคร้ังแรกในปี พ.ศ. 2517 แต่ เป็ นวคั ซีนทส่ี ามารถป้องกนั ได้เพยี งชนิดย่อยเดยี ว ต่อมาจึงได้คดิ ค้นวคั ซีนที่ ป้องกนั ได้ถงึ 4 ชนิดย่อยใน 1 เขม็ คือ ชนิดย่อย A, C, Y, และ W135 ยกเว้น แต่ชนิดย่อย B ทปี่ ัจจุบนั ยงั ไม่สามารถคดิ ค้นวคั ซีนทป่ี ้องกนั ได้ ❖ ในกรณที ใ่ี ห้วคั ซีนไม่ครอบคลุมสายพนั ธ์ุทกี่ ่อโรคน้ันจะไม่ได้ผลในการ สร้างภูมคิ ุ้มกนั
กะรป๋องกัน ❖ สาหรับในประเทศไทยไม่ได้แนะนาให้บุคคลทัว่ ไปฉีดวคั ซีน เน่ืองจากพบผู้ป่ วย เพยี งประปราย และไม่ได้มกี ารระบาดเกดิ ขนึ้ เหมือนในประเทศอื่นๆ ❖ การฉีดวัคซีนจึงมที ใ่ี ช้ในกรณที ่คี นที่จะเดนิ ทางเข้าไปในพืน้ ท่ีท่มี กี ารระบาดของโรค เป็ นประจา หรือ ให้วคั ซีนแก่ประชาชนท่อี ยู่เขตระบาดซ่ึงทราบสายพนั ธ์ุของเชื้อ แล้ว เช่นชาวไทยมุสลมิ ผู้ไปแสวงบุญ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดอิ าระเบีย หรือ ประเทศแถบทะเลทรายซาฮาราในทวปี อฟั ริกา
แนวทะงกะรพยะบะลผ้ปู ว่ ยโรคไข้กะฬหลังแอ่น บทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่ วย : การใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่ วย คือ 1. การประเมนิ ผ้ปู ่ วย 2. การต้งั ข้อวนิ ิจฉัยทางการพยาบาล 3. การวางแผนการพยาบาล 4. การปฏบิ ตั กิ ารพยาบาล 5. การประเมินผลทางการพยาบาล
แนวทางการพยาบาลผ้ปู ่ วยโรคไข้กาฬหลงั แอ่น • ผู้ป่ วยไข้กาฬหลงั แอ่นที่มีอาการเยื่อหุ้มสมองอกั เสบ (Meningococcal meningitis) การให้การพยาบาล คือ การเฝ้าระวงั การเกดิ ภาวะวกิ ฤตเกย่ี วกบั ระบบประสาท • ผู้ป่ วยไข้กาฬหลงั แอ่นท่มี ีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด (Meningococcemia) การให้การพยาบาล คือ การเฝ้าระวังการเกดิ ภาวะวกิ ฤตเกยี่ วกบั ระบบไหลเวยี น (ภาวะseptic shock)
แนวทะงกะรพยะบะลผปู้ ่วยโรคไข้กะฬหลังแอ่น 1. การพยาบาลผู้ป่ วยเยื่อหุ้มสมองอกั เสบจากเชื้อ Neisseria meningitidis ข้อวนิ ิจฉัยการพยาบาล ท่ี 1. มกี ารติดเชื้อทเี่ ยื่อหุ้มสมองจากเชื้อ Neisseria meningitidis ข้อมูลสนับสนุน 1.มไี ข้สูง 39๐C ปวดศีรษะ คอแขง็ stiff neck positive 2.ระดบั ความรู้สึกตวั ลดลง สับสน การสื่อสารผดิ ปกติ บุคลกิ ภาพเปลย่ี นแปลง 3. เกดิ อาการชัก เกร็ง
แนวทะงกะรพยะบะลผูป้ ่วยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น เกณฑ์ผลลัพธ์ 1. อุณหภูมิระ่ งกะยปกติ ไม่ปวดศรี ษฯ 2. รูส้ ืกตัวดี ไมส่ บั สน รบั รูต้ ่อกะรเปลย่ี นแปลงของเวละ สถะนท่ี แลฯบุคคล 3. ปลอดภัยจะกอะกะรชกั เกรง็ 4. สะมะรถส่ือสะรได้ ตอบสนองต่อสงิ่ เระ้ ท๊ังภะยในแลฯ ภะยนอกได้อยะ่ งเหมะฯสม 5. ไมเ่ กิดอุบัติเหตตุ ่อผปู้ ่วยจนระ่ งกะยได้รบั อันตระย
แนวทะงกะรพยะบะลผู้ปว่ ยโรค ไกขิจก้ กะรรฬมหกละรังพแยอะ่นบะล 1. ดแู ลควบคุมอุณหภมู ิระ่ งกะยใหเ้ หมะฯสม ถ้ะอุณหภูมิ ระ่ งกะยสูงกว่ะปกติใหเ้ ชด็ ตัวลดไข้ หรอื ให้ยะลดไข้ แลฯถ้ะอุณหภมู ริ ะ่ งกะยตะ่ กว่ะปกติให้Keep warmให้ ระ่ งกะยอบอุ่น 2. ดแู ลรฯบบทะงเดินหะยใจให้โล่ง เพ่อื สงเสรมิ กะร รฯบะยอะกะศโดย จัดท่ะนอนตฯแคงศรี ษฯสงู เปลยี่ น ท่ะนอนทุก 2 ชม. กรฯต้นุ ใหไ้ ออย่ะงมปี รฯสิทธิภะพ หะยใจลืกๆทกุ 1 ชม.ขณฯต่ืน แลฯดูดเสมหฯในปะกแลฯ
แนวทะงกะรพยะบะลผปู้ ว่ ยโรค ไข้กะฬหลังแอ่น 3. ดูแลให้ได้รับยาปฏชิ วี นะ และสารนา้ อย่างเพยี งพอ ตามแผนการรักษา 4. พลิกตะแคงตวั ทกุ 2 ชม.ดแู ลให้มกี ารเคลอ่ื นไหวของร่างกายทา Active/Passive exerciseและเคลอื่ นไหวข้อต่างๆอยา่ งน้อยเวรละ 1 ครั้ง 5. เตรียมอุปกรณพ์ ร้อมเพอื่ ช่วยเหลอื กรณีเกดิ อาการชักเกร็ง เช่น oral airway ไม้กดลนิ้ ตลอดจนยากันชักตามแผนการรักษา 6. ดแู ลอย่างใกล้ชดิ เพอื่ ป้องกันการเกดิ ความเสย่ี งจากการตกตยี งหรือพลัด ตกหกล้ม
แนวทะงกะรพยะบะลผปู้ ว่ ยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น ข้อวินิจฉัยกะรพยะบะล ท่ี 2. เสย่ี งต่อกะรแพรก่ รฯจะยเช๊อื ก่อ โรคไข้กะฬหลังแอ่น (Neisseria meningitides) ขอ้ มูลสนับสนุน ⦿ ผลเพะฯเช๊อื จะกนะ้ ไขสันหลังพบเช๊ือ Neisseria meningitidis 4+ เกณฑ์ผลลัพธ์ ⦿ ไมเ่ กิดกะรแพรก่ รฯจะยเช๊อื ส่ผู ปู้ ่วยอ่ืน บุคละกรแลฯ สงิ่ แวดล้อม
แนวทะงกะรพยะบะลผู้ปว่ ยโรค ไข้กะฬหลังแอ่น กิจกรรมกะรพยะบะล 1. ดแู ลจัดให้อยูใ่ นหอ้ งแยกทม่ี กี ะรหมุนเวยี นอะกะศ ตะมควะมเหมะฯสมของสถะนที่ 2. จัดแยกอุปกรณ์เคร่อื งใชอ้ ยะ่ งเหมะฯสม 3. ใหก้ ะรพยะบะลตะมหลักกะรของ Droplet Precaution 4. ใช้ชุดดดู เสมหฯแบบรฯบบปิด (Closed Suction system) กรณที ตี่ ้องใชเ้ คร่อื งชว่ ยหะยใจ
แนวทะงกะรพยะบะลผ้ปู ่วยโรค 5ไ.ขกก้ ระณฬผี หปู้ ล่วยังรแูส้ อกื ่นตัวดี พดู คุยรูเ้ ร่อื ง พยะบะลควรพูดคยุ ให้ กะลังใจเพ่อื คละยควะมวิตกกังวลทตี่ ้องแยกจะกผปู้ ่วย อ่ืน 6. ติดตะมผลกะรตรวจทะงหอ้ งปฏิบัติกะรเป็นรฯยฯเพ่ือ ปรฯเมินควะมก้ะวหน้ะของกะรรกั ษะ 7. แนฯนะญะติ ครอบครวั แลฯผดู้ แู ลผปู้ ่วย เร่อื งกะรล้ะงมอื กะรใชเ้ คร่อื งป๋องกันระ่ งกะย เช่น ผกู ผ้ะปิดปะก-ปิดจมูก ทกุ คร๊งั ในกะรเขะ้ เยย่ี ม แลฯถ้ะระ่ งกะยไม่แข็งแรง หรอื อยู่ในกล่มุ เสย่ี งไม่ควรเข้ะเยย่ี มผปู้ ่วย
แนวทะงกะรพยะบะลผปู้ ่วยโรค ไ2ข.กก้ ะะรฬพหยละังบแะอล่นผู้ป่วยไขก้ ะฬหลังแอ่นทม่ี อี ะกะร ติดเช๊ือในกรฯแสเลือด (Meningococcemia)รุนแรงแลฯเกิดภะวฯ Septic shock ข้อวินิจฉัยทะงกะรพยะบะลที่ 1. เสย่ี งต่อภะวฯเน๊ือเย่อื พรอ่ ง ออกซเิ จนเน่ืองจะกปรมิ ะณเลือดทส่ี บู ฉดี ออกจะกหัวใจใน 1 นะที ลดลง ( Decreased Cardiac output) จะกภะวฯช็อค วัตถุปรฯสงค์
แนวทะงกะรพยะบะลผู้ปว่ ยโรค ไข้กะฬหลังแอ่น ขอ้ มลู สนับสนุน ⦿หะยใจหอบเหน่ือย อัตระกะรหะยใจ 48 ครง๊ั /นะที CVP 4 cmH2O , ควะมดันโลหติ 80 / 40 mmHg , อัตระกะรเต้นของหัวใจ128 คร๊งั /นะที ⦿รฯดับควะมอ่ิมตัวของออกซเิ จนทป่ี ละยน๊ิว ( SpO2 89%) ⦿ปัสสะวฯออกน้อยกว่ะ 30 cc./hr ⦿ผวิ หนังเย็นช๊นื มเี ขยี ว(cyanosis) ทรี่ มิ ฝปึ ะก เย่ือบุ ชอ่ งปะก เล็บมอื เล็บเท้ะ
แนวทะงกะรพยะบะลผ้ปู ่วยโรค ไข้กะฬหลังแอ่น เกณฑ์ผลลัพธ์ ⦿Hemodynamic monitor คงท่ี : Cardiac output 2.5-4 ลิตร / นะที mean arterial pressure 70- 100 mmHg / CVP 5-12 cmH2O ⦿ควะมดันโลหิตไม่น้อยกว่ะ 90 / 60 mmHg / pulse pressure 30-40 mmHg ⦿อัตระกะรเต้นของหวั ใจ 60-100 ครง๊ั /นะที , อัตระ กะรหะยใจ 16-24 คร๊งั /นะที
แนวทะงกะรพยะบะลผู้ป่วยโรค ไข้กะฬหลังแอ่น • ปัสสะวฯออกไมน่ ้อยกว่ะ 0.5cc / kg. / hr. (>30 cc./hr) • ผวิ หนังอุ่น ไมม่ เี ขยี ว(cyanosis) ทรี่ มิ ฝปึ ะก เย่ือบุช่อง ปะก เล็บมอื เล็บเท้ะ • รฯดับควะมรูส้ กื ตัวปกติ ไมม่ กี รฯสบั กรฯส่ะย สับสน ชัก หรอื หมดสติ • ผล Arterial blood gas อยูใ่ นเกณฑ์ปกติ (pH=7.35- 7.45 , PaO2=80-100mmHg , PCo2 = 35-45
แนวทะงกะรพยะบะลผปู้ ่วยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น กิจกรรมกะรพยะบะล : เพ่อื ป๋องกันภะวฯเน๊ือเย่ือพรอ่ ง ออกซเิ จน 1.ปรฯเมนิ ภะวฯเน๊ือเย่อื พรอ่ งออกซิเจนโดยวัดสญั ญะณ ชพี รฯดับควะมรูส้ ืกตัว ทกุ 1ชม. 2.ปรฯเมินภะวฯ cyanosis บรเิ วณรมิ ฝปึ ะก เย่อื บุช่องปะก เล็บมอื เล็บเท้ะ 3.ติดตะมกะรเปลย่ี นแปลงของค่ะควะมอ่ิมตัวของ ออกซิเจน (SpO2) จะกเคร่อื ง pulse oximeter
แนวทะงกะรพยะบะลผู้ป่วยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น 5.ดูแลใหม้ กี ะรรฯบะยอะกะศของรฯบบทะงเดินหะยใจ ให้สฯดวก โดยclear airway ดูดเสมหฯ 6.ผู้ป่วยทร่ี ูส้ ืกตัวดี แนฯนะ deep breathing exercise , Effective cough 7.ติดตะมแลฯระยงะนผล Arterial blood gas 8.ติดตะมแลฯระยงะนผล Chest X-Ray
แนวทะงกะรพยะบะลผู้ป่วยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น กิจกรรมกะรพยะบะล : เพ่ือเพ่ิมปรมิ ะณเลือดทสี่ บู ฉดี ออกจะกหวั ใจใน 1 นะที 1.ปรฯเมนิ ปรมิ ะณเลือดทส่ี ูบฉดี ออกจะกหวั ใจใน 1 นะที โดยวัดสัญญะณชพี ปรฯเมินรฯดับควะมรูส้ ืกตัวทุก 1 ชม. 2.ปรฯเมินภะวฯชอ็ ค : Systolic BP < 80mmHg , Pulse Pressure < 30-40mmHg , pulse rate > 100 ครง๊ั / นะที , หะยใจเรว็ > 24 ครง๊ั /นะที เน่ืองจะกกะร เผะผละญในระ่ งกะยสูง รฯดับควะมรูส้ กื ตัว อะจสบั สน
แนวทะงกะรพยะบะลผ้ปู ่วยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น 3. ดแู ลใหส้ ะรนะ้ / เลือดหรอื ส่วนปรฯกอบของเลือดอย่ะง เพยี งพอ ตะมแผนกะรรกั ษะ แนฯนะให้ใช้infusion pump เพ่อื ป๋องกันกะรใหย้ ะหรอื สะรน้ะเกิน พรอ้ ม ปรฯเมนิ ภะวฯแทรกซอ้ นจะกกะรใหส้ ะรน้ะ คือ ภะวฯ น้ะเกิน ได้แก่ บวม ผวิ หนังอุ่นช๊นื แดง ชพี จรแรง neck vein engorge BP สงู หะยใจละบะก หอบ ไอ เสมหฯเปน็ ฟอง Crepitation กรฯสับกรฯส่ะย สับสน
แนวทะงกะรพยะบะลผปู้ ่วยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น 4.วัด CVP ทกุ 1-2 ชม.แลฯบนั ทืกปรมิ ะณน้ะเข้ะ – ออก (Intake/output) ทกุ 1 ชม. 5.บันทืก urine output ทกุ 1 hr. ถ้ะ < 0.5 cc / kg. / hr. ( หรอื ออกน้อยกว่ะ 30 cc./hr) ใหร้ ะยงะนแพทย์ 6.ดแู ลให้ Inotropic drug ตะมแผนกะรรกั ษะ พรอ้ ม ติดตะมปรฯเมนิ ผล / เฝะ๋ รฯวังอยะ่ งใกล้ชดิ (Inotropic drug : Dopamine , Adrenaline , Dobutamine , Levophed )
แนวทะงกะรพยะบะลผู้ปว่ ยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น ข้อวินิจฉัยทะงกะรพยะบะลท่ี 2. กะรแลกเปลยี่ นก์ะซลดลง (Impaired gas exchange) เน่ืองจะกกะรนะออกซเิ จนของเลือด แดงไม่มปี รฯสทิ ธิภะพ ขอ้ มลู สนับสนุน • หะยใจหอบเหน่ือย RR 48 คร๊งั /นะที ใช้กล้ะมเน๊ือหน้ะท้องช่วยใน กะรหะยใจ ,BP 80 / 40 mmHg , HR 128 ครง๊ั /นะที • รฯดับควะมอ่ิมตัวของออกซเิ จนทปี่ ละยนิ๊ว ( SpO2 89%) • ผวิ หนังเยน็ ช๊นื มcี yanosis ทรี่ มิ ฝปึ ะก เย่อื บุชอ่ งปะก เล็บมอื เล็บ เท้ะ • รฯดับควะมรูส้ ืกเปลย่ี น กรฯสับกรฯสะ่ ย สบั สน
แนวทะงกะรพยะบะลผู้ปว่ ยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น เกณฑ์ผลลัพธ์ • หะยใจไมห่ อบเหน่ือย • ปละยมือปละยเท้ะไมเ่ ขยี ว • รฯดับควะมอ่ิมตัวของออกซเิ จนทป่ี ละยน๊ิว (SpO2 > 95%) • รฯดับควะมรูส้ กื ตัวดขี ื๊น • Arterial blood gas ปกติ (pH=7.35-7.45 , PaO2=80-100mmHg , PCo2 = 35-45 mmHg
แนวทะงกะรพยะบะลผปู้ ่วยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น กจิ กรรมการพยาบาล 1. ประเมนิ อาการหายใจลาบาก สังเกตการหายใจ ฟังเสียงหายใจ สังเกต อัตราการหายใจ ความลกึ การใช้กล้ามเนือ้ ช่วยในการหายใจ (แสดง ว่ามภี าวะrespiratory distress) ควรเตรียมอุปกรณเ์ พอ่ื ช่วยหายใจ เช่น ทอ่ ช่วยหายใจ เคร่ืองช่วยหายใจ และให้การพยาบาลผู้ป่ วยใส่ เคร่ืองช่วยหายใจ 2. ดูดเสมหะทุกครั้งทมี่ เี สมหะ เพอ่ื ใหท้ างเดนิ หายใจโล่ง
แนวทะงกะรพยะบะลผ้ปู ว่ ยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น 3. ดูแลใส่ oral air wayใหอ้ ยูใ่ นตะแหน่งทเ่ี หมะฯสม แลฯทะงเดินหะยใจโล่ง 4. ดูแลใหล้ ฯอองควะมช๊นื แลฯ/หรอื ยะขยะยหลอดลม ตะมแผนกะรรกั ษะ 5. วัดแลฯบันทืกสัญญะณชพี แลฯอะกะรข้ะงเคยี งของ กะรใหย้ ะ 6. ดแู ลใหอ้ อกซเิ จนตะมแผนกะรรกั ษะ Keep O2 sat >95%
แนวทะงกะรพยะบะลผู้ปว่ ยโรค ไข้กะฬหลังแอ่น 7. ติดตะมแลระยงะนผล Arterial blood gas 8. สนับสนุนใหไ้ ด้พักอย่ะงเพยี งพอ จะกัดกิจกรรมเพ่ือลด กะรใชอ้ อกซเิ จน 9. ดแู ลชว่ ยเหลือในกะรทะกิจวัตรปรฯจะวัน เชน่ ดแู ล อนะมัยสว่ นบุคคล กะรทะควะมสฯอะดระ่ งกะย กะร จัดกะร กะรขบั ถ่ะย
แนวทะงกะรพยะบะลผ้ปู ว่ ยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น ข้อวนิ ิจฉัยทางการพยาบาลที่ 3. ผู้ป่ วยและญาตวิ ติ กกังวลเกย่ี วกับอาการป่ วย ข้อมูลสนับสนุน • แสดงสหี น้าวติ กกังวล • สอบถามอาการตลอดเวลา เกณฑผ์ ลลัพธ์ • สหี น้าสบายใจขนึ้ • วติ กกังวลน้อยลง
แนวทะงกะรพยะบะลผ้ปู ว่ ยโรค ไข้กะฬหลังแอ่น กิจกรรมกะรพยะบะล 1. ปรฯเมินควะมต้องกะรผูป้ ่วย ญะติ 2. รบั ฟังปัญหะ ตอบข้อซกั ถะม ด้วยสัมพันธภะพทดี่ ี 3. ให้ขอ้ มลู เกย่ี วกับอะกะรป่วย แนวทะงกะรรกั ษะ 4. ใหไ้ ด้มสี ่วนรว่ มในกะรตัดสินใจ เกย่ี วกับกะรดแู ล รกั ษะ
แนวทะงกะรพยะบะลผปู้ ่วยโรค ไขก้ ะฬหลังแอ่น กะรปรฯเมินผลทะงกะร พยะบะล • ในแต่ลฯปญั หะ ต้องบนั ทืกทะงกะรพยะบะลให้ ลฯเอยี ด ชดั เจน สะมะรถแก้ปัญหะได้มะกน้อย เพยี งใด • ปัญหะทพี่ บ ได้รบั กะรแก้ไข • ผลลัพธ์สดุ ท้ะยผปู้ ่วยปลอดภัยจะก ภะวกะรณ์ เจ็บปว่ ย
Search