บทที่ ๑ ความรู้ท่วั ไปเกี่ยวกบั ภาษา ความหมายของภาษา “ภาษา”เป็นคําท่ีมาจากภาษาสันสกฤต ส่วนภาษาบาลีใช้คําว่า“พาสา”ซึ่งตรงกับคําในภาษาอังกฤษ ว่า “Language”นักภาษาศาสตรใ์ ห้คาํ นิยามของคาํ นไ้ี วว้ ่า “สิง่ ท่มี นษุ ย์ใชส้ ือ่ สารแลว้ เข้าใจ” พจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (๒๕๔๒ : ๘๘๒) ให้คํานิยามว่า ถ้อยคําที่ใช้พูดหรือ เขียนเพ่ือส่ือความของชนกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงเช่น ภาษาไทยภาษาจีนหรือเพ่ือส่ือความเฉพาะวงการ เช่น ภาษา ราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม; เสียง ตัวหนังสือ หรือกิริยาอาการท่ีส่ือความได้ เช่น ภาษาพูด ภาษา เขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ ส่วนอุดมวิโรตม์สิกขดิตย์(๒๕๔๗ : ๑-๒) กล่าวว่า ภาษา หมายถึง การส่ือความหมายที่ต้องมีเสียง ความหมาย ระบบ กฎเกณฑ์ทย่ี อมรับกนั ทวั่ ไป หรอื อีกนัยหน่งึ กลา่ ววา่ ภาษาตอ้ งมโี ครงสรา้ ง(Structure) นอกจากน้ีมยุเรศ รัตนานิคม(๒๕๔๒ : ๓) กล่าวว่า ภาษา หมายถึง รหัสชนิดหนึ่งซ่ึงมนุษย์ใช้ส่ือ ความหมายระหว่างกันในการทํากิจกรรมต่าง ๆ โดยผ่านสื่อท่ีเป็นเสียงสัญลักษณ์ตามที่ได้ตกลงยอมรับกันใน สังคมของผู้ใช้รหัสเดียวกันนั้น เสียงสัญลักษณ์ดังกล่าวจะต้องมีระบบแบบแผนท่ีแน่นอนและมีความสัมพันธ์ กันกบั ระบบความหมายอันเป็นความหมายที่สามารถเขา้ ใจตรงกันได้ในหมชู่ นนนั้ กล่าวโดยสรุป ภาษา หมายถึง การวางเงื่อนไขในการส่ือสารของกลุ่มหรือสังคมนั้น ๆ โดยเข้าใจ รว่ มกันว่าเง่ือนไขหรือรหัสทกี่ ําหนดไวห้ มายถงึ อะไร ซ่ึงใชส้ อ่ื สารความคิด ความเข้าใจและความรู้สึกของผู้สื่อ ไปยังผรู้ ับโดยอาศยั เงอ่ื นไขท่กี ําหนดไวเ้ ป็นเคร่ืองส่ือความโดยภาษาต้องประกอบด้วยระบบ ความหมาย และ โครงสร้างเพื่อใหเ้ ขา้ ใจตรงกนั ผ้อู ยูใ่ นกลุ่มหรอื สังคมน้นั ๆ จึงต้องเรยี นรภู้ าษาซ่ึงกันและกัน อย่างไรก็ตาม หากยึดนิยามท่ียอมรับกันทั่วไปว่า “ภาษา คือ ระบบการส่ือสารท่ีประกอบด้วยเสียง และความหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับความหมายท่ีสมมติและถ่ายทอดจากชนรุ่นหน่ึงสู่ชนอีกรุ่นหนึ่ง โดยการเรียนรู้ไมใ่ ช่การถา่ ยทอดทางพันธุกรรม” (กระทรวงศกึ ษาธิการ, ๒๕๕๓ : ๓) ย่อมสามารถสรุป ไดว้ ่า “มนุษย์เท่านนั้ ที่มีภาษา” อนึ่ง ในทน่ี ้จี ะใชค้ วามหมายของภาษา หมายถึง ระบบการสือ่ สารที่ประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยภาษาเป็นเคร่ืองมือท่ีใช้ส่ือสารความคิด ความเข้าใจและความรู้สึกของผู้สื่อไปสู่ผู้รับซ่ึงมีการถ่ายทอดจาก มนุษย์สมู่ นษุ ย์ จากคาํ นยิ ามขา้ งต้น อาจนาํ ช่วยพจิ ารณาประโยคเหล่านี้วา่ เป็นภาษาหรือไม่ (๑) นักศึกษามหาวทิ ยาลยั ราชภัฏลาํ ปางเขียนเรียงความเรอ่ื ง มหาวิทยาลยั ของฉนั (๒) สุวรรณากําลังพดู คุยกับเพื่อนอยา่ งสนุกสนาน (๓) กอ้ งกาํ ลังกวักมือเรียกเพ่ือนให้มาเขา้ แถว (๔) เกียรตอิ ่านประกาศรบั สมัครงานทตี่ ดิ ประกาศไว้ขา้ งตึก (๕) นักศกึ ษาสาขาวชิ าดนตรศี กึ ษากําลงั บรรเลงเพลง (๖) นอ้ ยไดย้ ินเสียงโทรศัพท์เคล่อื นทด่ี งั จงึ รีบรับ (๗) อคินกอดแม่เม่ือมาถึงบ้าน (๘) ราตรสี ่งสายตาให้วทิ วัสเพ่ือบอกเปน็ นยั
๒ (๙) อิสระสวมเสือ้ สเี ขียวเพอ่ื แสดงถึงวนั สงิ่ แวดลอ้ มโลก (๑๐) ตะวันร้สู ึกกลวั เม่อื สุนขั หอนขึ้น หากใช้คํานิยามข้างต้น พบว่า ท้ัง ๑๐ ประโยคมีลักษณะของภาษาท้ังส้ิน กล่าวคือ ประโยคท่ี (๒) เป็นภาษาเนื่องจากใช้เสียงพูด ส่วนประโยคที่ (๑) และ (๔) เป็นภาษาเพราะภาษาเขียน นอกจากน้ีภาษายัง หมายรวมถงึ อากปั กริ ยิ าตา่ งๆที่ส่อื สารใหม้ นษุ ยเ์ ข้าใจ ดังเหน็ ได้จากประโยคที่ (๓) (๗) และ (๘) ส่วนประโยคที่ (๕) (๖) และ (๑๐) กเ็ ป็นภาษาเชน่ เดียวกันเพราะเป็นเสยี งที่สามารถสื่อความหมายได้ ไม่เพียงเท่าน้ัน ประโยค ที่ (๙) กน็ บั ว่าเป็นภาษาเช่นกนั เนอ่ื งมาจากวัตถบุ างสิง่ สามารถสอ่ื สารความหมายได้เช่นกนั เมื่อพจิ ารณาทง้ั ๑๐ ประโยคน้ที าํ ใหส้ ามารถแบ่งประเภทของภาษาออกเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภท แรก ใช้เสียงเพ่ือการสอื่ ความหมาย เรียกว่า “วจั นภาษา” ซ่ึงหมายถึง ภาษาพูดที่มนุษย์ใช้เสียงสื่อความหมาย และประเภทท่ีสอง เป็นภาษาที่ใช้สิ่งอ่ืนส่ือความให้มนุษย์เข้าใจ เรียกว่า “อวัจนภาษา” ได้แก่ อาการ สัมผัส และวตั ถุ เปน็ ตน้ ความสําคัญของภาษา ภาษามีคู่กับมนุษย์มาช้านาน นานจนไม่สามารถสืบได้ว่าภาษามีอายุยาวนานเท่าใด แต่อาจเป็นได้ว่า ภาษาเกิดข้ึนมาพร้อมกับมนุษย์ แต่อีกส่วนหนึ่งเช่ือกันว่า มนุษย์น้ันเป็นผู้สร้างภาษา ในตํานานและนิทาน โบราณของแต่ละกลุ่มชนกล่าวถึงการกําเนิดภาษา เช่น ในตํานานของคริสต์ศาสนากล่าวว่า พระเจ้าประทาน อํานาจแก่อดัมให้ตั้งช่ือส่ิงต่างๆ ส่วนชาวอียิปต์กล่าวถึงการกําเนิดของภาษาว่า เทพเจ้าพระนามว่า ธอท เป็น ผู้ให้กําเนิดภาษา และชาวบาบิโลเนียนเชื่อกันว่า เทพเจ้าพระนามว่า นาบูเป็นผู้ให้กําเนิดภาษา ส่วนศาสนา พราหมณ์-ฮินดูเชอ่ื กนั วา่ พระสรสั วดี พระมเหสขี องพระพรหมเป็นผูใ้ ห้กําเนิดภาษา ต่อมานักภาษาศาสตรเ์ ชอื่ วา่ มนษุ ย์รู้จักภาษาและพัฒนาภาษาตั้งแต่มนุษย์รู้จักใช้เคร่ืองมือชนิดต่างๆ เพ่ือการดํารงชีวิต หาได้มีมนุษย์ผู้ใดผู้หนึ่งสร้างหรือผลิตภาษาเอง ภาษาของมนุษย์ในยุคแรกเริ่มนั้นอาจเป็น ภาษาที่เขา้ ใจง่ายไม่ซับซ้อน ต่อมาเม่ือมนุษย์พัฒนาสังคมที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนมากข้ึนจึงทําให้มีความคิด ซับซอ้ น ภาษาของมนุษย์จงึ ซบั ซ้อนตามปัจจยั ดงั กลา่ ว อย่างไรก็ตาม มนุษย์สร้างและพัฒนาภาษาเพ่ือดํารงชีวิตเป็นพื้นฐาน ต่อมาภาษาได้รับใช้มนุษย์ตาม พันธกิจต่างๆ และปัจจุบันเห็นได้ว่าภาษากลับกลายมาเป็นนายของมนุษย์เสียเอง ฉะนั้น ภาษาจึงมี ความสําคัญกับชีวิตของมนุษย์เกินท่ีพรรณนาได้อย่างหมดสิ้น ในท่ีนี้จะกล่าวถึงความสําคัญของภาษาบาง ประการท่ีสาํ คัญเท่าน้นั ๑. ภาษาช่วยในการดาํ รงชวี ิตมนุษย์ มนุษย์ดํารงชีวิตด้วยการเป็นสัตว์สังคม กล่าวคือ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันไม่ว่าจะเป็น อาหาร เคร่ืองนุ่งห่ม และยารักษาโรค เป็นต้น มนุษย์รวมกลุ่มกันและเกิดปฏิสัมพันธ์กัน คือ มีการกระทํา ระหว่าง เช่น การพูดคุยกัน การสังสรรค์ และการปรับทุกข์ เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ีล้วนใช้ภาษาเป็นสื่อกลางเพื่อ การถ่ายทอดความรสู้ ึกนกึ คดิ และเพื่อความเขา้ ใจระหวา่ งกนั ตัวอย่างหน่ึงท่ีทําให้เห็นว่า “ภาษาช่วยให้มนุษย์ดํารงชีวิต” อยู่ได้ คือ “การตั้งชื่อ”เพ่ือบอก ภูมิศาสตร์สถานที่ กล่าวคือ ในวัฒนธรรมไทยนิยมต้ังชื่อสถานที่เพ่ือบอกลักษณะเพ่ือความเข้าใจง่าย เช่น ใน ภาคเหนือ มักพบคําว่า “สบ” หมายถึง มาพบกัน ใช้ในกรณีที่แม่นํ้าสองสายมาพบกันและใช้ช่ือแม่นํ้าท่ียาว กวา่ หรอื เป็นทร่ี จู้ ักกนั มากกว่าเรียกชอ่ื สบ ไดแ้ ก่ สบเมย สบปราบ และสบตุ้ย เป็นตน้
๓ ไม่เพียงเท่าน้ัน ชาวไทยยังแยกบุคคลออกจากกันเพื่อกันความสับสน กล่าวคือ ชาวไทยในอดีตไม่มี นามสกุลดังเช่นปัจจุบัน ฉะนั้น จึงใช้ลักษณะทางกายภาพ หรือชีวประวัติเพื่อจําแนกบุคคลออกจากกัน อาทิ บุคคลใดทบ่ี วชเปน็ พระแลว้ ลาสิขาบทออกมานยิ มเรียกว่า “ทดิ ” เชน่ ทิดบญุ ทิดเชิด และทิดอิน เป็นต้น ส่วน บุคคลใดท่ีบวชเป็นเณรแลว้ ลาสขิ าบทออกมานยิ มเรยี กว่า “ออ” เชน่ ออแกว้ ออไกร และ ออชา้ ง เป็นตน้ นอกจากน้ีแล้ว ชาวไทยยังมีคําเรียกชื่อสิ่งของ คําเรียกชื่อพืชสมุนไพร คําเรียกชื่อสัตว์ คําเรียกชื่อ ดวงดาว สง่ิ เหลา่ นสี้ ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงการดํารงชีวิตของมนุษย์ท้ังส้ิน ๒. ภาษาช่วยธํารงสังคมมนุษย์ ภาษานอกจากช่วยให้มนุษย์สามารถดํารงชีวิตได้แล้ว ไม่เพียงเท่านั้นภาษายังถือว่าเป็น “มรดกทาง สังคม” ด้วย กล่าวคือ มนุษย์ถ่ายทอดภาษาสู่ชนรุ่นหน่ึงไปสู่ชนรุ่นหนึ่ง อาจเรียกได้ว่า ภาษาเป็นวัฒนธรรม ทางสงั คมของมนษุ ยด์ ว้ ย ภาษาเปน็ เครื่องมือท่ีใช้ขดั เกลาทางสงั คม รวมถงึ ใชค้ วบคุมสังคมดว้ ย โดยปกตแิ ล้วมนุษย์ใช้ภาษาเพ่ือ ติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น เม่ือพบกันก็ใช้คําทักทายต่างๆ ได้แก่ “สวัสดีครับ/ค่ะ” “ไปไหนมาจ๊ะ” เพื่อ แสดงอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อกัน ในขณะเดียวกันมนุษย์ต้องปฏิบัติตามกฎของสังคมเพ่ือให้เกิดการยอมรับด้วย หากคนหมู่มากในสังคมไมย่ อมรับก็อาจมีการควบคุมทางสังคมผ่านภาษา เช่น การประณาม การบริภาษ หรือ การนนิ ทา เป็นตน้ ภาษาที่ใช้ควบคุมทางสังคมน้ัน อาจแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะแรก คือ ภาษาที่ใช้ ควบคุมสังคมทางตรง ทั้งที่เป็นภาษาทางการ เช่น ภาษากฎหมายหรือคําพิพากษา และทั้งท่ีเป็นภาษาไม่เป็น ทางการ เช่น การประณามและการบริภาษา เป็นต้น ส่วนลักษณะที่สอง คือ ภาษาท่ีใช้ควบคุมสังคมทางอ้อม คือ การใช้ภาษาเพื่อเปน็ การใหร้ างวัล เชน่ การสรรเสริญ การเยินยอ และการชื่นชม อีกทั้งเพื่อเป็นการลงโทษ เชน่ การนนิ ทา และแสดงกริ ยิ าทีไ่ ม่พอใจ เป็นตน้ จากข้อความข้างต้นนี้ เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น จะขอยกตัวอย่างการใช้ภาษาเพ่ือการควบคุมสังคม ได้แก่ การศกึ ษาเรื่อง “ศีล” เพอื่ การอยู่ร่วมกันในสังคมอยา่ งสนั ติ พระพทุ ธศาสนาในนยิ ามของคาํ ว่า “ศลี ” หมายถงึ ขอ้ ห้ามปฏบิ ัติ ซงึ่ แตกต่างไปจากคริสต์ศาสนาและ อสิ ลามซึ่งหมายถึง พิธีกรรม สังคมไทยรับพระพุทธศาสนามาเป็นศาสนาประจําชาติและเป็นมีความผูกพันกับ พระพุทธศาสนามาช้านานอย่างช้าที่สุดก็คือ รัชสมัยพระญาลิไทย พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย “เบญจศีล” หรือ “ศีลห้า” เป็นศีลที่พุทธศาสนิกชนทุกคนรู้จักกันดี อันได้แก่ ข้อหนึ่ง ห้ามฆ่าสัตว์ ข้อสอง หา้ มลกั ทรพั ย์ ขา้ มสาม ห้ามประพฤตผิ ิดในกาม ขอ้ สี่ หา้ มพูดปดและส่อเสียด และข้อห้า ห้ามด่ืมสุราเมรัยและ ส่ิงเสพติด เป็นต้น “การห้าม” เหล่าน้ีหากคนในสังคมไม่ปฏิบัติตามก็มักจะถูกลงโทษ ต่อมาศีลเหล่านี้จากวิถี ประชาจึงกลายเป็นจารีตและนํามาสู่การเป็น “กฎหมาย” ในปัจจุบัน เม่ือพิจารณาศีลทั้งห้าข้อ พบว่า ศีล ทัง้ หลายท่พี ระสมั มาสัมพทุ ธเจา้ ไดท้ รงบญั ญัตเิ ป็นกฎพื้นฐานทีท่ าํ ใหส้ งั คมมนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างมีสันติ และข้อ ท่ีสําคัญท่ีสุด คือ ข้อแรก การไม่ฆ่าสัตว์ หรือการไม่เบียดเบียนผู้อื่น หากมนุษย์ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่นท้ัง ทางตรงและทางอ้อม ก็จะไม่เกดิ การลักทรพั ย์ ไม่เกดิ การประพฤติผิดในกาม รวมถึงการไม่ช่วงชิงของของผู้อื่น มาเปน็ ของตนดว้ ย หากปฏบิ ัตติ ามศลี ทงั้ ห้าข้อไดก้ ็จะทําให้สังคมอย่รู ่วมกนั อยา่ งสนั ติ นอกจากนี้ ภาษายังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลด้วย กล่าวคือ บุคคลเดียวกันอาจมี หลายสถานภาพ รวมท้ังหลายบทบาท บุคคลหนึ่งๆอาจเป็นทั้งพ่อ และเจ้านายได้ เช่น พ่ออาจเป็นเจ้าของ บรษิ ทั ท่ีลูกงานอยู่ ฉะน้ัน การใช้ภาษาจงึ ขน้ึ อยูก่ ับบุคคลและโอกาสนน้ั ๆด้วย
๔ ๓. ภาษาแสดงความเปน็ ปัจเจกบุคคล มนุษย์เป็นผู้ผลิตภาษา และพัฒนาภาษา ภาษาของสังคมหน่ึงจึงอาจไม่เหมือนกันอีกสังคมหนึ่ง จึง อาจกลา่ วไดว้ ่า “ภาษาแสดงเอกลักษณ์ของกลมุ่ ชน” มนษุ ยอ์ าจมีความคิดที่ตรงกันได้ ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็ สามารถมีความคิดที่แตกต่างกัน ดังน้ัน เม่ือมนุษย์มีความคิดท่ีแตกต่างกันออกไปจึงแสดงออกผ่านภาษา ในทางตรงข้ามมนุษย์อาจมีความรู้สึกนึกคิดเดียวกันแต่แสดงออกผ่านภาษาที่แตกต่างกันก็ได้ เช่น เม่ือมนุษย์ ตกใจ อาจแสดงออกด้วยสีหน้าและท่าทางท่ีแตกต่างกัน รวมถึงการอุทานท่ีแตกต่างกัน บางคนอาจอุทาน ออกมาเป็นประโยคทัง้ ท่ีสภุ าพและไม่สุภาพ เปน็ ต้น ตามประสบการณ์ของตนจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของ บุคคลก็เปน็ ได้ ตัวอยา่ ง พอ่ ค้าหมูและพอ่ ค้าขา้ วสารเถียงกันเร่อื งตาชัง่ พ่อค้าข้าวสาร : “น่คี ณุ !!! เมอ่ื วานนผี้ มซอ้ื เนือ้ หมคู ณุ หน่งึ กิโลแตพ่ อกลบั ไปช่งั ได้ ๙ ขีดเอง” พอ่ ค้าหมู : “ไม่ใช่ความผดิ ของผมเพราะผมใช้ขา้ วสารหน่ึงกิโลท่ีซอ้ื มาจากคุณแทนลูกตุ้มใน ตาช่งั ไง” ตัวอย่างท่ี ๒ น้ีเมื่อพิจารณาบทสนทนาระหว่างพ่อค้าท้ังสองพบว่า อุปนิสัยของพ่อค้าข้าวสารเป็นคน ขี้โกงและเอารัดเอาเปรียบผู้อ่ืน ส่วนอุปนิสัยของพ่อค้าหมูนั้นเป็นคนท่ีรู้เท่าทันเล่ห์เหล่ียมของผู้อ่ืน อาจกล่าว ให้เข้าสาํ นวนไทยวา่ “ไกเ่ ห็นตีนงู งเู ห็นนมไก่” ก็วา่ ได้ ภาษาท่แี สดงความเปน็ ปัจเจกบคุ คลตามท่กี ล่าวมานี้ ถ้าเป็นสํานวนภาษาของกวี นักเขียน หรือบุคคล สําคัญในสังคมด้วยแล้ว ย่ิงสังเกตเห็นได้ชัดเจน เช่น นักวรรณคดีสามารถบอกได้แน่ชัดว่า เสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ตอน กําเนิดพลายงามเป็นสํานวนของพระศรีสุนทรโวหาร (ภู่) แม้ว่าไม่มีหลักฐานใดระบุไว้โดยตรงก็ ตาม ๔. ภาษาช่วยให้มนุษยว์ ิวัฒน์พฒั นา เม่ือมนุษย์พัฒนาภาษานั้นย่อมทําให้เห็นได้ด้วยว่า สังคมของมนุษย์ได้วิวัฒน์พัฒนาข้ึนด้วย อาจ มองได้ว่าเม่ือสังคมของมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงทางความคิดหรือทางวัตถุ ภาษาก็ ย่อมจะพัฒนาตามสงั คมของมนษุ ย์ไปด้วย ไดแ้ ก่ การยมื คําศัพท์ภาษาต่างประเทศ การเพิ่มคําและการสร้างคํา ใหม่ในภาษาไทย เปน็ ต้น อาจกล่าวไดว้ ่า สังคมหนึง่ ๆสามารถพฒั นาตนเองให้เจริญข้ึนหรืออาจทําให้สังคมของ ตนนัน้ เสอื่ มลงกท็ าํ ให้ภาษาเกดิ การเปลยี่ นแปลงท้งั ในดา้ นดแี ละด้านไมด่ ี นอกจากนี้แล้ว ภาษาของสังคมหน่ึงอาจถูกอีกสังคมหนึ่งยืมไปใช้แล้วทําให้สังคมนั้นๆเกิดการพัฒนา จนเจริญข้ึนไปได้ เช่น ประเทศไทยนั้นเมื่อได้รับเทคโนโลยีจากต่างชาติก็ทําให้ประเทศไทยสามรถพัฒนาจน เจรญิ ได้ อาทิ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโน้ตบุ๊ก เป็นต้น หรือแม้กระทั่งยืมท้ังโครงสร้างประโยคมาใช้จน ทาํ ใหภ้ าษาไทยเกดิ การเปลย่ี นแปลง ได้แก่ รูปการเขียนแบบกรรมวาจก คอื การนาํ กรรมข้นึ ประโยค เชน่ “ฉันซ้ือดอกกุหลาบสีแดงให้แฟน” แต่ประโยคโครงสร้างภาษาต่างประเทศ ใช้ว่า “ดอกกุหลาบ สี แดงนี้ฉนั ซ้อื ให้แฟน” หรอื “ฉนั ขับรถสีฟ้านั้น” ประโยคโครงสร้างภาษาตา่ งประเทศ ใช้วา่ “รถสีฟ้านั้นฉันขับ” แม้ในทางภาษาไทยอาจเป็นภาษาที่ไม่สละสลวยมากนัก แต่ในทางวรรณศิลป์แล้วนับได้ว่าเป็นการสร้างความ แปลกใหม่ให้กับงานเขียนนั้นๆ ในกรณีการสร้างความแปลกใหม่นี้ อาจพบได้มากใน นวนิยายและกวี นพิ นธ์ในปจั จบุ ันเป็นอยา่ งยิง่ เชน่ การใช้ลกั ษณนามใหม่ ได้แก่ โลก เรียกเปน็ ใบ เป็นต้น
๕ ในขณะเดียวกัน มนุษย์เองก็ใช้ภาษาเพ่ือถ่ายทอดจินตนาการจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง กล่าวคือ มนษุ ย์ใช้ภาษาเพือ่ ส่อื สารความคดิ อนั เปน็ จนิ ตนาการ ณ เวลาหนง่ึ ความคิดนั้นอาจไม่เป็นจริง แต่เม่ือกาลเวลา เปล่ียนผันไปกท็ าํ ใหค้ วามคิดนั้นเป็นจรงิ ได้ เช่น แนวความคดิ ในเรือ่ งไตรภมู พิ ระรว่ งหรือ เตภูมิกถา ตอน อตุ รกรุ ุทวปี กล่าวถงึ หมอ้ บรู ณฆฏะ หม้อน้ีเม่อื ผู้คนต้องการหุงข้าวก็ไม่ต้องหุงเองเพียงนําข้าวใส่หม้อแล้วปิดฝา หม้อจะมีไฟสีน้ําเงินหรือสีฟ้า จากน้ันข้าวก็สุกเอง ความคิดเช่นนี้ในรัชสมัยพระญา ลิไทย แห่งกรุงสุโขทัยน้ัน อาจไม่เป็นจริง แต่เมื่อวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีได้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ผู้คนได้ฟังคําบอกเล่าหรืออ่าน ขอ้ เขยี นเรื่องไตรภูมิพระร่วงกอ็ าจนํามาพฒั นากลายเป็นหม้อหงุ ข้าวไฟฟ้าและแก๊สหงุ ต้มในปัจจบุ ัน แมว้ า่ มนษุ ย์มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็ต้องใช้ภาษาในการอภิปรายโต้แย้งถกเถียงกัน ในท่ีสุดก็จะนําไปสู่ คําตอบที่ต้องการ การอภิปรายโต้แย้งถกเถียงล้วนช่วยขยายความรู้และความคิดของมนุษย์ให้เจริญงอกงาม ยง่ิ ข้ึน จงึ กล่าวไดว้ ่า ภาษาชว่ ยใหม้ นุษย์พัฒนาความรูค้ วามคดิ อย่างต่อเนื่องไปโดยไม่มีวนั สน้ิ สดุ ๕. ภาษาช่วยให้มนษุ ย์เพลิดเพลินและจรรโลงใจ มนุษยใ์ ช้ภาษาเพ่ือให้เกิดความบันเทิงใจทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เช่น การเสพ วรรณกรรม การฟังเพลง และการรอ้ งราํ ทําเพลง เป็นตน้ ความเพลิดเพลินจรรโลงใจน้ีอาจมาจากนิทาน นิยาย บทกวี สารคดี บันเทิงคดี บทละคร ท้งั ท่เี ป็นสขุ นาฏกรรมและโศกนาฏกรรม ตลอดจน คํากล่าวแสดงมุทิตา จิต คํากล่าวสุนทรพจน์ คําอวยพร และคําพูดท่ีเรียบเรียงขึ้นด้วยถ้อยคําอันไพเราะ มีรสนิยม ประณีต ส่ิง เหล่านอี้ าศยั ภาษาเป็นวัสดจุ นนาํ ไปสู่พลังทางภาษา คําว่า “เพลิดเพลิน” และ “จรรโลงใจ” เป็นคําที่มีความหมายใกล้เคียงกัน ในที่นี้จะให้นิยาม ความหมายให้เห็นถงึ ความแตกตา่ งกัน “เพลิดเพลินใจ” หมายถึง การรับรู้สารน้ันด้วยความสบายใจหรือบันเทิงใจ กล่าวคือ เน้นการรับสาร เพ่ือความบันเทิงเท่าน้ัน เช่น การฟังเพลงเพ่ือความเพลิดเพลิน และการอ่านการ์ตูนเพื่อความเพลิดเพลิน มนุษย์ต้องการความเพลิดเพลินใจเพื่อเป็นการผ่อนคลายจากความเครียด ความกดดัน และความวุ่นวายของ ชีวิต ส่วนคําว่า “จรรโลงใจ” หมายถึง ค้ําจนุ ไวใ้ ห้มั่นคงใช้ได้กับส่ิงท่ีเป็นนามธรรมและรูปธรรม และหมาย รวมถึงการค้ําจุนไว้ให้ม่ันคงไม่ใจตกไปสู่อํานาจฝ่ายต่ํา อาจกล่าวได้ว่า “จรรโลงใจ” คือ การรับสารเพื่อการ ยกระดับจิตใจสูงข้ึนอย่างเป็นระบบ เช่น นักศึกษาอ่านนิทานเวตาลสักตอนใดตอนหน่ึงหรืออ่านทั้งเรื่องจะ พบว่า นิทานเวตาลน้ันมีกลวิธีการนําเสนอเร่ืองด้วยวิธีนิทานซ้อนนิทาน กล่าวคือ มีนิทานเร่ืองใหญ่และซ้อน ด้วยนิทานย่อยๆอีกหลายเร่ือง หากนักศึกษาเห็นว่านิทานเวตาลนี้สนุกสนานเน่ืองด้วยกลวิธีการแต่งและการ นําเสนอ นั่นหมายถึง นักศึกษากําลังเพลิดเพลินใจกับเร่ืองท่ีอ่าน แต่หากนักศึกษาสามารถสกัดข้อคิดหรือคติ ธรรมหรอื ข้อสอนใจออกมาจากเร่ืองใด นัน่ แสดงว่า นักศึกษากาํ ลัง “จรรโลงใจ” ประเภทของภาษา นกั ภาษาศาสตรไ์ ด้แบ่งภาษาตามการสือ่ สารของมนษุ ย์ กล่าวคอื มนุษยใ์ ช้เสยี งเพ่อื สอื่ ความหมายแล้ว ยังใช้ลักษณะอื่นๆเพ่ือการส่ือความหมายด้วย เช่น สัญลักษณ์ สัญญาณ รวมถึงตัวอักษรด้วย ซึ่งสามารถแบ่ง ภาษาออกเปน็ ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. วัจนภาษา (Verbal Language) หมายถงึ ภาษาที่ใชเ้ สียงพูดของมนุษย์เพื่อการส่ือความ ภาษาพูด ในท่ีนี้ยังหมายรวมถึง ภาษาเขียนอีกด้วย กล่าวคือ ภาษาเขียนเกิดจากการประมวลผลจากเสียงพูดท่ีเกิดข้ึน ภายในความคิดแล้วแสดงออกมาทางรูปสัญลักษณ์ คือ ตัวอักษร น่ันเอง ฉะน้ัน ภาษาเขียนจึงอาจเรียกว่าวัจ นภาษา อีกอยา่ งหนึ่งด้วย
๖ ๒. อวัจนภาษา (Non Verbal Language) หมายถึง ภาษาท่ีไม่ใช้เสียงพูดของมนุษย์เพื่อการส่ือความ อวัจนภาษาจึงหมายรวมถึง สัญลักษณ์ สัญญาณ สถานท่ี สายตา และคําบริบท อวัจนภาษาแบ่งออกเป็น ๗ ประเภท ดังน้ี ๒.๑ เนตรภาษาหรือนัยน์ภาษา คือ ภาษาท่ีมาจากสายตา การใช้สายตาเป็นวิธีการส่ือความ อยา่ งหน่ึงของมนษุ ย์ เช่น การส่งสายตาเพ่ือบอกเลศนยั บางอยา่ งใหก้ ับผรู้ ับสาร เปน็ ตน้ ๒.๒ อาการภาษา คือ ภาษาที่มาจากอาการท่าทาง อาการภาษาน้ีจะแสดงออกมาเป็น อากัปกิริยา ทา่ ทางตา่ งๆ เช่น การยกน้ิว การผายมือ การพยักหน้า และการเคลือ่ นไหวร่างกาย เปน็ ตน้ ๒.๓ สัมผัสภาษา คือ ภาษาท่ีมาจากการสัมผัส เช่น การโอบกอด การจูบ และการลูบไล้ เป็นต้น สัมผัสภาษาจึงไม่ใช่เพียงแต่การแสดงออกทางสีหน้าเท่าน้ันแต่ยังต้องสัมผัสเพ่ือแสดงนัยบางประการ เช่น เพ่อื นร้องไหเ้ สียใจเนือ่ งจากอกหกั นกั ศึกษาจงึ เขา้ ไปกอดเพื่อใหก้ ําลังใจ ๒.๔ กาลภาษา คือ ภาษาท่ีเกี่ยวข้องกับเวลา เวลาสามารถส่ือความหมายต่างๆได้ เพราะ เกยี่ วเน่อื งกบั ความคิด ความเช่ือ ประเพณีและวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้นๆด้วย เช่น การโทรศัพท์ในยามวิกาล แสดงว่ามีเหตุจําเป็นหรือต้องการความช่วยเหลือ เนื่องด้วยกลุ่มชนต่างๆเข้าใจตรงกันว่า เวลากลางคืนเป็น เวลาส่วนตวั ฉะน้ัน ผทู้ ่โี ทรศัพทไ์ ปหาจงึ ต้องการความช่วยเหลอื เป็นต้น ๒.๕ เทศภาษา คือ ภาษาท่ีเก่ียวข้องกับพ้ืนท่ีหรือสถานที่ที่ทําให้เกิดความหมาย รวมถึง ระยะห่างและความห่างระหว่างบุคคลด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ระยะห่างต่างๆ ย่อมสื่อความหมาย แตกต่างกันด้วย เช่น บริเวณหน้าช้ันเรียนเป็นพื้นที่ของครู ดังนั้น เม่ือมีผู้มายืนหน้าห้อง นักศึกษาจึงเข้าใจได้ ทันทวี ่าผนู้ นั้ คอื ครู เปน็ ต้น ๒.๖ วัตถุภาษา คือ ภาษาที่ใช้วัตถุส่ิงของ เคร่ืองใช้ กายแต่งกาย เพื่อสื่อความหมาย เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน หรือแม้แต่การเลือกสีเสื้อผ้า ก็สามารถสื่อถึงความคิด ความรู้สึกของ มนษุ ย์ได้ ๒.๗ บริภาษา หรือปริภาษา คือ การส่ือความหมายด้วยเสียงต่าง ๆที่ไม่ใช่เสียงพูด การใช้ เสยี งสงู ตํา่ ดังเบา ทุ้มแหลม สั้นยาวต่างกันย่อมสื่อความหมายได้ เช่น เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือ หรือเสียง หมาหอน เป็นตน้ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งวจั นภาษาและอวัจนภาษา Mark L. Kanpp (อา้ งถึงใน กิตติชัย พินโนและคณะ, ๒๕๕๔ : ๖) กล่าวถงึ การสือ่ สารด้วยอวัจนภาษามีบทบาทสัมพนั ธ์กบั วจั นภาษา ๖ ประการ ดังน้ี ประการแรก คือ การซํ้า (repeating) เป็นการใช้อวัจนภาษาประกอบกับวัจนภาษาโดยอวัจนภาษานั้นส่ือความหมาย เช่นเดียวกัน เช่น การยํ้าตําแหน่งของวัตถุหน่ึงๆโดยชี้น้ิวไปยังตําแหน่งที่วัตถุนั้นอยู่ขณะที่พูดว่า “อยู่ตรงน้ี” เปน็ ต้น ประการต่อมา คือ การขัดแย้ง (contradicting) หมายถึง การใช้อวัจนภาษาที่ตรงข้ามกับวัจนภาษา เช่น ผู้ร้ายกําลังโกหกตํารวจว่า “ผมไม่ได้โกหกเลยจริงๆ” ในขณะที่สายตาส่ายลอกแลกและเหงื่อไหลเต็ม หน้าผาก เปน็ ตน้ ประการถัดไป คือ การทดแทน (substituting) หมายถึง การใช้อวัจนภาษาทดแทนสารท่ีไม่ได้แสดง ออกมาด้วยวัจนภาษา เช่น เมื่อเพื่อนถูกอาจารย์ว่ากล่าวมา นักศึกษาจึงถามเพื่อนว่า “เป็นอย่างไรบ้าง” แต่ เพ่ือนนักศกึ ษากลบั ไมต่ อบแต่แสดงอาการนงิ่ ซมึ นักศกึ ษาสามารถทราบได้ทนั ทวี า่ เพ่ือนนักศึกษากําลังทุกข์ใจ และเสียใจ เป็นต้น
๗ นอกจากน้ียังมี การขยาย (complementing) ซ่ึงหมายถึง การใช้อวัจนภาษาเสริมหรือขยายวัจ นภาษา เชน่ เมอ่ื อาจารย์เรยี กใหน้ ักศึกษาตอบคาํ ถาม แต่นักศกึ ษาไมอ่ ยากตอบจึงใช้วิธีการปฏิเสธด้วยการพูด ว่า “ไมค่ ะ่ ”และ “ยิม้ เหยๆ” เป็นการแสดงอากปั กริ ยิ าท่เี สริมคําพูด เปน็ ต้น ไม่เพียงเทา่ นนั้ ยงั มกี ารเนน้ (accenting) คอื การใช้อวัจนภาษาเนน้ บางส่วนของวจั นภาษา ได้แก่ การ เขยี นนักศึกษาอาจใช้วิธีการเน้นข้อความด้วยการขีดเส้นใต้และทําตัวหนา หรือการทําตัวอักษรที่ใหญ่หรือเล็ก กว่าเพ่ือใหเ้ ปน็ จดุ สงั เกต เช่น อย่าขีดเขยี นลงในขอ้ สอบ เปน็ ต้น หากแตใ่ ช้วิธีการพดู หรอื วัจนภาษาอาจ ใช้เสียงดังและเน้นเสียงเพื่อให้เกิดความรู้สึกท่ีเน้นและอาจทําเสียงเบาในส่วนที่ไม่เน้น เช่น แม่บอกให้มากิน ขา้ วเดีย๋ วนี้! ในคาํ วา่ เด๋ียวนจ้ี ะดังและเน้นเปน็ พิเศษเพอ่ื ใหร้ วู้ า่ เป็นคําส่งั ส่วนประการสุดท้าย คือ การควบคุม (regulating) หมายถึง การใช้อวัจนภาษาเพ่ือกําหนดหรือ ควบคุมการส่อื สารของผู้รบั สาร เช่น การพยักหน้าตอบรับ การกระแอมเพื่อให้อีกฝ่ายเปล่ียนเร่ือง การตบโต๊ะ เพ่อื ใหท้ กุ คนเงยี บ เป็นตน้ กล่าวโดยสรุป ภาษาแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ภาษาท่ีใช้เสียงสื่อความหมาย เรียกว่า “วัจ นภาษา”ส่วนภาษาท่ีใช้สิ่งอ่ืนนอกเหนือเสียงพูด เรียกว่า “อวัจนภาษา” ซ่ึงภาษาทั้งสองประเภทน้ีใช้ส่ือ ความหมายเพอื่ ใหม้ นษุ ย์เข้าใจความคดิ ซงึ่ กนั และกัน ธรรมชาติของภาษา ภาษาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมา มนุษย์แต่ละกลุ่มชนต่างกําหนด และเลือกสัญลักษณ์ ตามการตกลงของแต่ละกลุ่มชน ปัจจุบันมนุษย์ใช้ภาษากันท่ัวโลกประมาณ ๕,๐๐๐ ภาษา และแต่ละภาษามี ความแตกต่างกันมากน้อยขึ้นอยู่กับความใกล้ชิดและกลุ่มตระกูลของภาษา แต่อย่างไรก็ตามนักภาษาศาสตร์ เชอ่ื กันว่า ภาษาทีใ่ ชก้ ันอยใู่ นปจั จบุ ันนน้ั มจี ุดกาํ เนดิ เดียวกนั จงึ ทําใหเ้ กดิ ลกั ษณะรว่ มกันดังน้ี ๑. ภาษาเป็นสิ่งสมมติ ภาษาเป็นระบบสัญลักษณ์หน่ึงท่ีมนุษย์กําหนดข้ึน กล่าวคือ มนุษย์ใช้เสียงเพื่อสื่อความหมาย ฉะน้ัน ภาษาจึงมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์หน่ึงที่มนุษย์กําหนดและเลือกใช้ ความแตกต่างของแต่ละภาษาน้ันขึ้นอยู่กับ ข้อตกลงร่วมกันของเจ้าของภาษา ในขณะเดียวกันภาษาแต่ละภาษาอาจคล้ายคลึงกันได้ ซ่ึงอาจมีเสียงท่ี คล้ายกันแต่ความหมายแตกต่างกัน หรือมีท้ังเสียงและความหมายที่คล้ายกันจนถึงเหมือนกันได้ เช่น การท่ี ภาษาญ่ีปุ่นเรียกละอองนํ้าที่เป็นปุยว่า “ยุคิ” ภาษาอังกฤษ เรียกว่า “สโนว์” ภาษาสันสกฤตเรียกว่า “หิมะ” น้ันก็ล้วนแล้วแตเ่ กิดจากการตกลงของแต่ละกลมุ่ ชนน้นั ๒. ภาษาเปน็ ระบบ ภาษาแต่ละภาษาน้ันประกอบขึ้นจากกฎเกณฑ์ที่เจ้าของภาษาได้กําหนดขึ้น คนจากภาษาหนึ่งจะ เรียนรู้ภาษาของอีกคนหนึ่งได้ต้องมีเสียงพูดท่ีเป็นระบบ การเรียนรู้ระบบของภาษามีความสําคัญมาก เน่ืองจากการใชภ้ าษาท่ีผิดกฎเกณฑห์ รือไวยากรณ์ของภาษานน้ั ๆแล้วอาจทาํ ให้การสื่อสารนั้นไม่เกิดสัมฤทธิผล ในภาษาแต่ละภาษาจะเร่ิมต้นด้วยระบบเสียง (phonology) ระบบคํา (morphology) ระบบประโยค (syntax) ระบบข้อความ (discourse) และระบบความหมาย (semantics) เช่น ในระบบเสียงภาษาไทย ประกอบด้วยเสียง ๓ หน่วยเสียง คือ หน่วยเสียงพยัญชนะ หน่วยเสียงสระและหน่วยเสียงวรรณยุกต์ เป็นต้น การประกอบพยางค์หรือคําในภาษาไทยต้องประกอบด้วยหน่วยเสียงท้ังสาม มิฉะน้ันจะไม่สามารถออกเป็น พยางคห์ รือคําได้ ระบบของภาษาน้ียังหมายรวมถึงการจัดเรียงคําเข้าประโยค หรือเรียกว่า “ไวยากรณ์” ด้วย เช่น โครงสร้างไวยากรณ์ภาษาไทย อังกฤษ และมลายูจะเรียงคําเข้าเป็น “ประธาน-กริยา-กรรม” ส่วน โครงสร้างไวยากรณภ์ าษาพม่าและญ่ีปุ่นมลี ักษณะเปน็ “กรรม-ประธาน-กรยิ า” เปน็ ต้น
๘ ๓. ภาษามีลกั ษณะเป็นทวิลักษณ์ ภาษาประกอบด้วยเสียงและความหมาย นักภาษาศาสตรย์ งั ให้คาํ นิยามว่า “ภาษาประกอบด้วยส่วนท่ี ไม่มคี วามหมายหรอื รูป (form) กบั ส่วนทีม่ คี วามหมาย (meaning) เชน่ คําว่า “ม้า” ม้า /ma:3/ สว่ นทีไ่ มม่ คี วามหมาย สว่ นที่มคี วามหมาย หน่วยเสยี งพยญั ชนะตน้ /ม/ หน่วยเสียงสระ /อา/ น. สัตว์สี่เท้าชนิดหน่ึงใช้เป็นพาหนะขับข่ีและ หนว่ ยเสยี งวรรณยุกต์ /ตร/ี เทียมรถเครือ่ งรองนัง่ และรองส่ิงของรูปสี่เหล่ียม มีขา ภาพท่ี ๑.๑ แสดงหน่วยที่ไม่มีความหมายและมคี วามหมายของคาํ วา่ “มา้ ” จากตัวอย่างข้างต้น เห็นได้ว่า “ม้า” ประกอบด้วยสองส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ไม่มีความหมาย ได้แก่ หน่วยเสียงพยัญชนะต้น /ม/ หน่วยเสียงสระ /อา/และหน่วยเสียงวรรณยุกต์ /ตรี/ ส่วนที่สอง คือ ส่วนท่ีมี ความหมาย คือ สว่ นทม่ี คี วามหมายอ้างถึงสตั วส์ ่เี ทา้ ชนดิ หนง่ึ ใช้เป็นพาหนะขบั ข่ี ๔. ภาษาไมจ่ ํากดั สถานท่ีและเวลา มนุษย์สามารถใช้ภาษาเพ่ือส่ือสารถึงความรู้สึกนึกคิดและเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างไม่จํากัดช่วงเวลา หรือสถานท่ี กล่าวคือ ภาษาทุกภาษาสามารถบอกเล่าเร่ืองราวในอดีตและอนาคตได้ด้วย ลักษณะนี้เป็น ลักษณะภาษาของมนุษย์เท่าน้ัน อาจมีข้อสังเกตว่าสัตว์ เช่น ลิง ผ้ึงหรือโลมา ก็สามารถสื่อสารได้อย่างมนุษย์ แต่เป็นการสื่อสารเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น สัตว์ต่างๆไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน ในอดตี และอนาคตได้ หรือเหตกุ ารณท์ ีไ่ ม่ไดเ้ กิดขึน้ เฉพาะหนา้ ๕. ภาษามลี ักษณะเพ่ิมพนู หรือผลติ ภาวะ ภาษาสามารถท่ีจะผลิตให้เพ่ิมพูนจํานวนหรือสร้างคําศัพท์ใหม่ได้ กล่าวคือ ภาษาทุกภาษามีหน่วย เสียงอย่างจํากัดแต่สามารถนํามาประกอบกันเข้าให้กลายเป็นหน่วยคํา หน่วยประโยคและหน่วยข้อความได้
๙ อย่างไม่รู้จบ ในภาษาไทยสามารถเพ่ิมจํานวนคําด้วยการสร้างคําใหม่ได้ด้วย ๓ วิธีการ ได้แก่ การประสมคํา การซํ้าคํา และการซ้อนคํา ส่วนในภาษาบาลีและสันสกฤตใช้วิธีการสมาสคําเพ่ือ เพิ่มจํานวนคํา ใน ขณะเดียวกนั ภาษาทกุ ภาษาก็สามารถนําคาํ เหลา่ น้ไี ปประกอบกนั เขา้ เป็นประโยคและซับซ้อนมากข้ึนด้วย หรือ อาจกล่าวได้ว่า “เราสามารถสร้างคําหรือประโยคใหม่ๆได้ทุกวันแม้ว่าจะไม่เคยเรียนมาจากพ่อแม่เลยก็ตาม” เช่น รถ รถไฟ รถไฟมา รถไฟกาํ ลังมา รถไฟกาํ ลังมาถึง รถไฟกําลังมาถึงจังหวดั ลาํ ปาง รถไฟกําลังมาถงึ จงั หวดั ลาํ ปางเม่ือตอนบา่ ย รถไฟกาํ ลงั มาถึงจงั หวดั ลําปางเมือ่ ตอนบา่ ยของเช้าจันทร์ ตารางท่ี ๑.๑ แสดงลักษณะผลติ ภาวะของภาษา ๖. ภาษามลี ักษณะไมจ่ าํ กัดการส่งสาร มนุษย์สามารถใช้วิธีการต่างๆเพื่อสื่อสารให้เข้าใจได้ สําหรับวิธีการสื่อสารของมนุษย์นั้นแบ่งออกเป็น ๔ วธิ ี ได้แก่ การใช้ทา่ ทาง (gesture) หมายถึง การใช้ภาษากายเพ่ือช่วยในการส่ือสาร เช่น เม่ือสนทนาอยู่น้ัน อาจใช้มือโบกไปทางซา้ ยเม่อื กล่าวว่าให้เลี้ยวซ้ายเพ่ือทําให้คู่สนทนาเข้าใจมากขึ้นด้วย เป็นต้น การใช้ภาษา พดู (spoken language) หมายถึง การใช้เสียงพูดของมนุษย์เพื่อส่ือสารความหมาย การใช้สัญลักษณ์ (signs) หมายถึง การใช้สิ่งหน่ึงแทนความหมายของอีกส่ิงหน่ึง อาจเป็นวัตถุ รูปทรง เคร่ืองหมายและเฉดสี เป็นต้น เช่น การใช้ดอกกุหลาบแทนความหมายว่า ความรัก หรือการใช้คําว่าสิงโต แทนความหมายว่า ผู้ย่ิงใหญ่ เป็น ต้น และวิธีการสุดท้าย คือ การใช้ภาษาเขียน (written language) หมายถึง การใช้รูปอักษรแทนเสียงใน ภาษาหรือการใชอ้ กั ษรแทนคาํ และความ เช่น อักษรจีน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มนุษย์สามารถท่ีเลือกใช้วิธีการ ใดวิธีการหนึ่งเพ่ือสื่อสารหรือเลือกผสมวิธีการต่างๆเข้าด้วยกันเพ่ือให้เกิดการสื่อสารท่ีถูกต้อง เหมาะสมและ สมบูรณท์ ี่สุดในขณะนนั้ ๗. ภาษามีการแปร การแปร หมายถึง การทสี่ ่ิงใดสิ่งหน่ึงมีรปู ร่างลกั ษณะ คุณสมบตั ิ หรือสว่ นประกอบท่เี ปล่ียนแปลงหรือ แตกต่างไปจากเดิมได้ ดังนั้น การแปรของภาษา (linguistic variation) จึงหมายถงึ การทร่ี ปู ภาษาต้ังแต่ ๒ รูป ข้ึนไปสามารถใช้แทนที่กันได้โดยไม่ทําให้ความหมายแก่นเปล่ียนแปลงไป (อมรา ประสิทธ์ิรัฐสินธ์ุ, ๒๕๔๔ : ๑๘) ด้วยนิยามนี้ทําให้สามารถแบ่งการแปรออกเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ประการแรก การแปรด้านเสียง ใน
๑๐ ภาษาไทยมหี ลายหนว่ ยเสียงทแี่ ปรกนั ได้ เชน่ หนว่ ยเสยี งพยัญชนะ ควบกลา้ํ จะแปรเป็นหน่วยเสียงพยัญชนะ ตน้ เดย่ี วเสียง อาทิ /ขล/ แปรไปเป็น /ส/ ในคําว่า ขนมปน้ั ขลบิ กลายเป็น ขนมปัน้ สิบ /กว/ แปรไปเป็น /ฟ/ ในคาํ ว่า ไม้กวาด กลายเปน็ ไม้ฟาด หรอื แม้กระท่ังหนว่ ยเสียงพยญั ชนะตน้ เดีย่ วก็แปรเสยี งเปน็ อกี หน่วยเสียงหนึ่งได้ อาทิ /ร/ แปรไปเปน็ /ล/ ในคําวา่ โรงเรยี น กลายเปน็ โลงเลียน ประการต่อมา คือ การแปรด้านคํา กล่าวคือ การแปรรูปคําท่ียังคงความหมายแก่นเหมือนเดิม เช่น คนไทยสามารถใช้คําว่า “บุปผา” “มาลี” “ผกา” “บุษบา” “บุหงา” “เกสร” ในความหมายว่า “ดอกไม้” หรอื คําท่มี ีความหมายวา่ “ผหู้ ญงิ ” เช่น “สตรี” “อติ ถี” “นารี” “บงั อร” “เยาวมาลย์” “นงคราญ” เป็นต้น ส่วนประการสุดท้าย คือ การแปรด้านไวยากรณ์ โดยปกติแล้วโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาไทยจะเรียงคําเข้า ประโยคในลักษณะ “ประธาน-กรยิ า-กรรม” แตป่ จั จุบันสามารถเลียนแบบโครงสร้างไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้ เปน็ “กรรม-ประธาน-กรยิ า” เปน็ ตน้ อนงึ่ การแปรนัน้ เกดิ ขนึ้ ได้ทุกระดับของภาษาไม่ว่าจะเป็นระดับเสียง คํา โครงสรา้ งประโยค การสะกดคําและความหมาย การแปรนนั้ ขึน้ อย่กู ับวจั นลีลาหรือสถานการณ์ของผูพ้ ดู ดว้ ย ๘. ภาษาเปน็ ส่วนหนง่ึ ของวัฒนธรรม เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ภาษาเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรม กล่าวคือ คุณสมบัติใดก็ตามท่ี วัฒนธรรมมีภาษาก็มีด้วย วัฒนธรรมเป็นสมบัติของมนุษย์เท่าน้ัน สัตว์ไม่มีวัฒนธรรม เช่นเดียวกับภาษาเป็น สมบัติเฉพาะของมนุษย์ สัตว์ไม่มีภาษา ภาษามนุษย์เป็นระบบเปิด (ระบบท่ีมีผลิตภาวะ (productivity) คือ สามารถสร้างสิ่งใหม่ๆได้ไม่รู้จบ ที่ว่าภาษาเป็นระบบเปิดหรือระบบท่ีมีผลิตภาวะ หมายความว่า ผู้พูดสามรถ สรา้ งประโยคใหม่ทีไ่ ม่เคยได้ยินมาก่อนได้อย่างถูกไวยากรณ์ และเป็นท่ีเข้าใจของคนอ่ืนท่ีพูดภาษาเดียวกันได้) แต่ระบบการสื่อสารของสัตว์เป็นระบบปิด วัฒนธรรมเป็นส่ิงที่มีแบบแผน ภาษาก็เป็นสิ่งที่มีระบบและแบบ แผน ทั้งวัฒนธรรมและภาษาต่างก็สืบทอดจากคนรุ่นหน่ึงไปสู่รุ่นหนึ่ง นอกจากน้ัน วัฒนธรรมและภาษาต้อง ถา่ ยทอดโดยการเรียนการสอน ไม่ใชไ่ ดม้ าโดยสญั ชาตญาณกลา่ วคือ มนษุ ยต์ ้องเรียนรู้วัฒนธรรมและภาษาโดย เรียนรู้จากผู้อ่ืน ไม่ใช่รู้ได้เองต้ังแต่เกิดและประการสุดท้าย วัฒนธรรมเป็นสิ่งท่ีไม่อยู่นิ่ง คือ เปล่ียนแปลงอยู่ เสมอ ภาษากเ็ ช่นกัน เปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา และท่ีสําคญั ภาษากับวัฒนธรรมมักอยู่คู่ขนานกันเสมอ เม่ือมี การเปล่ียนแปลงก็มักเปล่ียนแปลงคู่กันไป ในเม่ือภาษาเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรม ตัวภาษาเองจังจัดว่าเป็น วัฒนธรรมนั่นเอง การใช้ภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านท่ีสืบทอดเป็นประเพณีสืบกันมา เช่น การเล่นกับ ภาษา และการใชร้ าชาศัพท์ เห็นได้ชัดวา่ เปน็ วัฒนธรรม อยา่ งไรก็ตาม ภาษาเป็นวัฒนธรรมท่ีเปน็ นามธรรมและเปน็ ระบบสัญลกั ษณ์ท่ีซับซ้อนมาก บางคนอาจ ไม่นับภาษาว่าเป็นเอกเทศจากวัฒนธรรม ภาษาเป็นวัฒนธรรมท่ีสําคัญมากท่ีสุดของมนุษย์ เพราะเป็นสิ่งท่ีทํา ให้มนุษย์สามารถคิด และเป็นพ้ืนฐานทําให้มนุษย์สามารถเรียนรู้วัฒนธรรมด้านอ่ืนๆได้ นอกจากน้ี ภาษายัง เปน็ สิ่งที่ทําให้มนุษยส์ ามารถสะสมสืบทอด และส่ังสอนวัฒนธรรมดา้ นตา่ งๆให้ชนรนุ่ หลงั ได้ ๙. ภาษามีลักษณะการเปล่ียนแปลง ดังที่กล่าวไว้บ้างแล้วในข้อ ๘ คือ ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ดังน้ันเมื่อวัฒนธรรมเป็นสิ่งท่ีไม่ อยู่น่ิง คือ มีการเปล่ียนแปลง เคลื่อนไหวตลอดเวลา ฉะนั้น ภาษาเป็นส่วนหน่ึงของวัฒนธรรม ภาษาจึงมีการ เปล่ียนแปลงไปตามสังคมและวัฒนธรรม ภาษาเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะของการออกเสียง คําศัพท์ รูปแบบ และลักษณะอื่นตามกาลเวลาทเี่ ปลยี่ นไป
๑๑ สื่อและการกระจายตัวของประชากรเป็นส่วนหนึ่งของการเปล่ียนแปลงของภาษาเห็นได้ว่ามีคําศัพท์ จากทางภาคต่างๆ ในประเทศไทยเร่ิมใช้กันข้ามภาคในประเทศไทย เช่นคําศัพท์ของภาคกลางเร่ิมใช้กันมาก ทางภาคเหนือ และภาคใต้เน่ืองระบบการศึกษาที่มาจากส่วนกลาง หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “การสร้าง ภาษามาตรฐาน”ก็ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยถ่ินด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันกลุ่ม คนภาคกลางได้เร่ิมใช้ภาษาจากทางภาคอีสานมากข้ึน เมื่อมีรายการโทรทัศน์เก่ียวกับคนในภาคอีสาน หรือ แม้แต่ภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในทางศัพท์วิชาการและศัพท์ทางคอมพิวเตอร์ มาก ข้ึนเช่นกัน ส่วนกลุ่มเฉพาะเป็นอีกสาเหตุหน่ึงที่ทําให้เกิดการพัฒนาของภาษา คําศัพท์ใหม่ใหม่เกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะกล่มุ วัยรนุ่ มีภาษาเฉพาะของกลมุ่ เมื่อภาษาเกดิ มีการใช้กันใหม่ ทําให้มีคําศัพท์ใหม่นิยามขึ้นมา แต่ อยา่ งไรกต็ ามเม่ือหมดการใชข้ องคาํ ศัพทน์ ้ันนน้ั ภาษานั้นก็หมดความนิยมไป อาจกล่าวไดว้ ่า ภาษาสามารถเกดิ ขึน้ ได้ทุกวนั และดํารงคงอยู่ตามความนิยมของคนในสังคมนั้นๆและ จะตายไปเมื่อสงั คมนน้ั หมดความนิยม ส่วนสาเหตุที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงน้ันอาจมาจาก ๒ สาเหตุ ได้แก่ ประการแรก คือ ปัจจัย ภายนอก การหล่ังไหลเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติหรือวัฒนธรรมโลกสมัยใหม่ อาจเรียกว่า สมัยโลกาภิวัตน์ ที่สลับซับซ้อน ส่งผลเกิดความคิดท่ีซับซ้อนรวมท้ังเกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา เม่ือความคิดของคนในสังคม เปล่ยี นแปลงไป สงั คมกเ็ กดิ การเปล่ยี นแปลงตาม เป็นผลทําใหภ้ าษาเกิดการเปล่ยี นแปลงดว้ ย ประการต่อมา คือปัจจัยภายในของภาษานั้น แม้ว่าสังคมน้ันจะเป็นสังคมปิดไม่ติดต่อกับสังคมอื่นเลย แต่ภาษาและวัฒนธรรมก็เกิดการเปล่ียนแปลงไปตามกาลเวลาเช่นกัน เน่ืองจากมนุษย์ใช้เสียงในการสื่อ ความหมาย การพูดจึงทําให้เกิดการเปล่ียนแปลงของภาษาด้วยเช่นกัน เช่น การพูดกร่อนเสียง หมายถึง การ ออกเสียงใดเสียงหน่ึงเพียงคร่ึงหน่ึง ได้แก่ คําว่า “หมากพร้าว” เป็น “มะพร้าว” “ตัวเข้” เป็น “ตะเข้” เป็น ตน้ หรอื การพดู กลมกลนื เสยี ง หมายถึง การกลืนเสียงใดเสียงหน่ึงตามเสียงหนึ่ง ได้แก่ คําว่า “อย่างไร” เป็น “อย่างไง” “อยา่ งนี้” เปน็ “อยา่ งงี้” เปน็ ต้น หรือแมก้ ระทง่ั การกลายความหมายเน่ืองจากความหมายเป็นการ รบั รูต้ ามประสบการณ์ของคนในสังคม เมื่อสังคมเปล่ียนแปลงไปความหมายของคําย่อมเปลี่ยนแปลงตาม เช่น คําว่า “หื่น” เป็นคําท่ีมีมาแต่สมัยอยุธยา หมายถึง ความเบิกบาน สนุกสนาน ดังปรากฏในเร่ือง “กาพย์เห่ เรือ” ของ เจา้ ฟ้าธรรมาธเิ บศรฯ์ ว่า “กรีธาหมูน่ าเวศ จากนคเรศโดยสายชล เหิมห่นื ชน่ื กระมล ยลมัจฉาสารพนั มี” คําประพันธ์บทนี้ควรมีความหมายว่า เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จพยุหยาตราทางชลมารคแล้วก็ได้ ทอดพระเนตรซึ่งทําให้เกิดพระทัยชื่นบานและสราญพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ในปัจจุบันคําว่า “หื่น” กลับมี ความหมายแบบย้ายที่ มีความหมายว่า “บ้ากาม” เช่น ไอ่ห่ืนข่มขืนหญิงชาวไร่ ปาดคอ ชิงทรัพย์ จากพากหัว ขา่ วนีท้ ําให้เหน็ ว่า “หนื่ ” ในปจั จุบันใช้ในความลบซ่งึ ในสมยั อยธุ ยาใช้ในความทีเ่ ปน็ บวก การเปลีย่ นแปลงของภาษา การเปลี่ยนแปลงของภาษา คือ ภาษาที่ใช้ในปัจจุบันมีส่วนแตกต่างจากภาษาในอดีต ซึ่งการ เปล่ียนแปลงน้ี วไิ ลวรรณ ขนิษฐานนั ท์ (๒๕๒๖: ๑๑๘) ได้กล่าวอธิบายไว้ ๔ ประเภทด้วยกันซึ่งประกอบด้วย การเปลย่ี นแปลงทางเสียง ไวยากรณ์ ความหมาย และคาํ ภาษาท่ีมีคนใช้พูดอยู่เป็นประจําย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงน้ีจะ เป็นไปอย่างช้าๆ ค่อยเปล่ียนและกลายไปทีละน้อยจึงไม่รู้สึกว่ามีการเปล่ียนแปลง เราสามารถทราบโดยการ
๑๒ เปรียบเทียบระหว่างภาษาท่ีใช้อยู่ในปัจจุบันกับภาษาในอดีต จะเห็นได้จากตัวอย่างภาษาไทยท่ีมีการ เปลย่ี นแปลงตามลาํ ดบั ตั้งแตส่ มัยพ่อขุนรามคําแหงมหาราชทรงประดิษฐ์คิดค้นอักษรไทยข้ึนในสมัยสุโขทัย ก็ มีการเปล่ียนแปลงมาสู่สมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ตามลําดับ เม่ือเราเปรียบเทียบแบบนี้ จะเห็นถึงการ เปล่ยี นแปลงได้อยา่ งชัดเจนและจะเหน็ ววิ ฒั นาการของภาษาจากจุดหนึง่ มายังจุดหนึง่ อย่างชดั เจน จากท่กี ลา่ วมาจะเห็นได้ว่า ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามภาวะและเทศะ ซ่ึงมีลักษณะธรรมดา เช่นเดยี วกนั กับมนษุ ย์ หรือธรรมชาติของส่ิงที่มีชีวิตอ่ืนๆ น่ันคือ เกิด แก่ เจ็บ และตาย เป็นธรรมดา อาจเน่ือง ดว้ ยสาเหตุหลายอยา่ งท่ีทาํ ให้ภาษาเปลี่ยนแปลง สาเหตดุ งั กล่าวน้นั ได้แก่ ๑. สภาพภมู ิศาสตร์ ๒. ความสะดวกในการใชภ้ าษา ๓. การเรียนภาษาของเด็ก ๔. การเรยี นรชู้ นิดตงั้ แนวเทยี บ ๕. สงั คมมกี ารเปลีย่ นแปลง ๑.๑ สภาพภมู ศิ าสตร์ ความเปน็ อยู่ของมนษุ ย์เก่ียวข้องกับสภาพแวดล้อมและสภาพภูมิศาสตร์ สภาพดินฟ้าอากาศ ซงึ่ มอี ิทธิพลต่อภาษาของมนุษย์ เช่น ผู้อาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่หนาวจัด ผู้พูดไม่เปิดปากเวลาพูด หรือผู้อยู่ใน ถิ่นภูมิประเทศที่แร้นแค้น อาหารการกินไม่อุดมสมบูรณ์ เวลาพูดมีเสียงแข็งกระด้าง ในขณะเดียวกัน ผู้อยู่ใน ถ่ินภูมิประเทศท่ีมีความอุดมสมบูรณ์มักพูดด้วยเสียงที่อ่อนหวานสาเหตุทางด้านน้ีจะเปล่ียนแปลงในลักษณะ ของเสยี งพูด “กระดา้ ง” และ “อ่อนหวาน” ๑.๒ ความสะดวกในการใชภ้ าษา สาเหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงไปโดนเฉพาะเรื่องเสียงนั้น คงเนื่องด้วยเม่ือผู้ศึกษาภาษาโบราณ หรือภาษาเกา่ อาจมีเสียงหรอื ประโยคท่ีใช้ซึง่ ตนไม่สามารถออกเสยี งไดถ้ นดั และคิดว่าภาษาโบราณน้ันยาก จึง เปลย่ี นแปลงเสียงจากภาษาโบราณทยี่ ากมากเป็นเสยี งที่ผู้เรียนถนัดจึงทําให้ภาษาเกิดการเปล่ียนแปลงได้ เป็น ต้น ๑.๓ การเรียนภาษาของเดก็ อยา่ งไม่สมบรู ณ์ พระยาอนมุ านราชธน (๒๕๑๔: ๒๐๓) ไดอ้ ธบิ ายการพูดภาษาของเด็กไว้ ๕ ระยะ คือ ๑.๓.๑ ออกเสียงพูดใหเ้ ดก็ ได้ยนิ ๑.๓.๒ เกิดเป็นรูปเสียงข้ึนในใจเด็ก ๑.๓.๓ การเลียนออกเสยี งพดู ของเด็ก ๑.๓.๔ การจาํ รูปเสียงไดข้ องเด็ก ๑.๓.๕ รูจ้ ักใช้อวัยวะในการออกเสยี งเพราะจําได้ การพดู ภาษาของเด็กทั้ง ๕ ระยะน้ี ย่อมมีลักษณะไม่สมบูรณ์ทั้งหมด เน่ืองจากการเรียนภาษาเร่ิม จากวัยที่เด็กมาก อวัยวะในการฟังและออกเสียงย่อมต่างจากผู้ใหญ่ ความแตกต่างน้ีจะมีขึ้นเร่ือยๆ เม่ือเวลา ผ่านไปช่วั อายคุ น จงึ กลายเปน็ ความเปลี่ยนแปลงที่เหน็ ไดช้ ัดเจน ๑.๔ การเรียนรู้ชนดิ ตงั้ แนวเทยี บ การเรียนรู้การตั้งแนวเทียบ คือการใช้ความรู้ท่ีมีอยู่แล้วเป็นแนวเทียบสําหรับการเรียนรู้ส่ิง ใหม่ท่ียังไม่มีผู้สอนต่อไป แนวเทียบเป็นเครื่องช่วยให้มีความสะดวกแก่การเรียนภาษาเป็นอันมาก เด็กที่สอน พดู สามารถเรียนพดู ได้เรว็ เพราะได้อาศยั แนวเทียบเปน็ เคร่ืองช่วย เช่น เมื่อเด็กได้ยินผู้ใหญ่พูดว่า “ไก่ ๒ ตัว” และเด็กรู้วา่ ตัวเปน็ ลักษณนามของสัตว์ เด็กก็อาจเทียบได้ว่า “เป็ด ๒ ตัว” หรือ “สุนัข ๒ ตัว” โดยที่ไม่เคยได้
๑๓ ยินผู้ใหญ่พูดมาก่อน กระบวนการเรียนรู้ชนิดน้ีทําให้มนุษย์เรียนรู้ส่ิงต่างๆ ด้วยตนเองมากมาย แต่การเรียนรู้ โดยวิธีน้ีย่อมไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะภาษาย่อมไม่มีกฎตายตัวแน่นอน เช่น เมื่อได้ยินผู้ใหญ่พูดว่า “คน ๒ คน” และเมื่อเด็กเห็นพระภิกษุเด็กอาจจะพูดได้ว่า “พระภิกษุ ๒ คน เพราะพระภิกษุเป็นคน ลักษณนามก็ ยอ่ มเหมือนกับคน จากการศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของภาษาต่างๆ พบว่าการเรียนรู้ชนิดต้ังแนวเทียบเป็นสาเหตุ สาํ คญั ประการหนง่ึ ทที่ าํ ให้ภาษาเกดิ การเปล่ยี นแปลง ๑.๕ สังคมทาํ ใหภ้ าษาเกดิ การเปล่ยี นแปลง วิลเล่ียม ลาบอฟ (Labov, ๑๙๖๖) ได้กล่าวว่า ภาษาเดียวกันที่ใช้อยู่ในสังคมเดียวกันจะไม่ เหมือนกันทั้งหมด แตจ่ ะแตกต่างกันตามสภาพของสังคมและบุคคล การเปล่ียนแปลงชนิดน้ีจะเกิดข้ึนก็ต่อเม่ือ รูปในรูปหน่ึงของหน่วยเดียวกันกลายเป็นที่นิยมของผู้ใช้ภาษา ทําให้มีการเพ่ิมมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา เป็น เหตุให้ผู้รู้ซึ่งเคยนิยมใช้มาก่อนใช้น้อยลง ยกตัวอย่างในวงการส่ือสารมวลชนในปัจจุบัน นิยมใช้คํา หรือ ประโยคบกพร่องในภาษาไทย เช่น คําว่า “สองผู้ต้องหา” และ “สองนักมวยไทย” เป็นต้น คําท้ังสองน้ีแสดง ใหเ้ ห็นถึงตัวอยา่ งการเปลีย่ นแปลงของภาษาทีเ่ กดิ ขนึ้ ๑.๖ จากการยมื การยมื คอื ภาษาหน่ึงนาํ เอาคําหรือลักษณะทางภาษาของอกี ภาษาหนึ่งไปใช้ในภาษาของตน ซึง่ ภาษาท่ีถูกยมื มามักจะถกู เปลีย่ นแปลง รูปคํา เสียง และความหมายในภาษาใหม่เพอ่ื ความสะดวกในการ ออกเสียง และเปน็ ไปตามลักษณะสาํ คัญของภาษาของผยู้ ืมซ่ึงสามารถจําแนกการยืมคาํ หรอื ลักษณะของภาษา อ่นื ไว้ ๓ ประเภทคือ ๑.๖.๑ เนอื่ งจากวัฒนธรรม (Cultural borrowing) ซ่ึงหมายถึงชน ๒กลุม่ ตา่ งภาษาและต่าง วัฒนธรรมกัน แต่มโี อกาสติดตอ่ กนั สว่ นกล่มุ ท่ีดอ้ ยกวา่ มกั จะรับเอาวัฒนธรรมจากกลุ่มทเ่ี จริญกว่า เมอื่ รับเอา วัฒนธรรมกย็ อมรับเอาภาษามาด้วยเพราะภาษาก็เป็นส่วนหนงึ่ ของวฒั นธรรม ๑.๖.๒ เนอ่ื งจากความใกลช้ ดิ (Intimate borrowing) ชน ๒กลุม่ ตา่ งภาษาแต่อยู่ร่วมกนั ในสงั คม มีความสมั พันธ์กนั อย่างใกลช้ ิดยอ่ มใชภ้ าษาของกนั และกัน ซึ่งลักษณะของการยืมประเภทนี้ย่อมเกดิ ขน้ึ ได้ ระหว่างคนทงั้ สองภาษา เชน่ ตัวอยา่ งการยืมประเภทนี้ ระหว่างคนไทยกบั คนเขมรในภาษาไทยมคี าํ ภาษา เขมรอยู่มากมาย เชน่ เดนิ เสวย เถกงิ เป็นตน้ ในขณะเดยี วกันภาษาเขมรก็มีคํา ภาษาไทยเป็นจาํ นวนมาก เชน่ สามสิบ สี่สบิ ห้าสบิ เป็นตน้ หรืออีกตวั อยา่ งหนึ่งระหว่างคนไทยกบั คนจนี เชน่ คาํ ภาษาจีนในคาํ ไทย ก๋วยเต๋ียว โอเล้ยี ง แป๊ะเจ๊ีย หรอื คําภาษาไทยในคําภาษาจีน นํา้ ปลา ตลาด เปน็ ตน้ ๑.๖.๓ การยืมจากกลุม่ ภาษาหรือจากภาษาถิ่น (Dialect borrowing) ลกั ษณะของการยืม ประเภทนี้เกิดจากลักษณะทางด้านภูมศิ าสตรข์ องคนในชาติติดตอ่ กนั แต่ใชภ้ าษาตา่ งกล่มุ กนั ซึ่งเรยี กอกี อย่าง ก็คือการใช้ภาษาถ่ินน้ันเอง จะเห็นได้จากการยืมของกลุ่มสังคมในประเทศเดียวกัน เชน่ ระหวา่ งกล่มุ คน ภาคเหนอื กับภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื หรอื กลมุ่ คนภาคกลางกับกลุ่มคนภาคใต้ เป็นตน้ ภาษากับความคิดมนษุ ย์ ๑. ความคิดของมนษุ ยจ์ ากภาษา “ภาษาสามารถสะท้อนความคิดของมนุษย์ได้” คํากล่าวนี้แสดงให้เห็นว่ารูปภาษาที่มนุษย์ใช้กัน สามารถสะทอ้ นถงึ ความคิดของมนุษยไ์ ด้ นกั ศกึ ษาลองพจิ ารณาขอ้ ความต่อไปนว้ี ่ามีเจตนาเพ่ืออะไร
๑๔ ๑. วันนอ้ี ากาศรอ้ นจัง หอ้ งนี้ก็รอ้ นอบอ้าวดว้ ย ๒. ถ้าอาจารย์ถาม อยา่ บอกนะว่าฉนั ไปไหน ๓. ชว่ ยถอดรองเท้าออกได้ไหม ๔. โรงงานถ่านหินแหง่ นี้ มกี าํ ลงั ผลิตเท่าไหร่ ๕. อะไรเหนือ่ ยกว่าการเล้ียงลูกเป็นไมม่ ี ๖. ถา้ เธอจะเลอื กเขา ฉนั ก็จะไปเอง ๗. มพี ระราชธิดายาใจ เอาไวแ้ ตง่ ตวั ไว้ยั่วชาย ๘. สูงระหงทรงเพียวเรียวรดู งามละมา้ ยคล้ายอูฐกะหลาป๋า ข้อความดังกล่าวเห็นได้ว่า เม่ือแบ่งตามเจตนาของการส่งสารพบ ๓ ความมุ่งหมาย คือ ประการแรก เจตนาแจง้ ใหท้ ราบ ได้แก่ หมายเลข ๕ , ๖ , ๗ , ๘ เป็นต้น ประการถัดมา คือ เจตนาถามให้ตอบ กล่าวคือ ผู้ สง่ สารมีเจตนาถามให้ผู้รับสารตอบ ได้แก่ หมายเลข ๔ เป็นต้น ส่วนประการสุดท้าย คือ เจตนาบอกให้ทํา คือ การสั่งให้ทํา หรือขอร้อง ได้แก่ ๑ , ๒ , ๓ เป็นต้น ข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ รูปประโยคคําถามหรือ รูปประโยคขอร้องกลับไม่ได้มีเจตนาตามรูปประโยค ลักษณะเช่นน้ีเรียกว่า “วัจนกรรมปฏิบัติ” หรือ “วัจนกรรมอ้อม” กล่าวคือ ผู้ส่งสารมีเจตนาอีกความมุ่งหมายหนึ่งที่ไม่ตรงตามรูปประโยค ฉะนั้น การท่ีจะ เขา้ ใจความคดิ ของมนษุ ย์จึงไมส่ ามารถพจิ ารณาจากรูปประโยคเพียงประการเดียว แต่ต้องพิจารณาจากเจตนา ของผสู้ ง่ สารอกี ด้วย เหตุท่ีมนุษย์ใช้รูปประโยคที่แตกต่างจากเจตนาของตนเองนั้นอาจเป็นเพราะปัจจัยภายในของมนุษย์ เอง เชน่ ผสู้ ง่ สารอยใู่ นสถานภาพทีไ่ ม่สามารถส่ังใหผ้ รู้ บั สารปฏิบตั ติ ามได้จึงต้องใช้วัจนกรรมอ้อม อาจเป็นการ พูดขอรอ้ งหรือพดู เปรียบเปรยเพอ่ื ใหผ้ ู้รบั สารปฏบิ ตั ติ าม ตวั อยา่ งท่ี ๓ นักศึกษาต้องการให้อาจารยล์ งนามในใบถอนกระบวนวิชา นักศกึ ษาจะต้องใชส้ ํานวนวา่ “ขอ ความกรณุ าอาจารย์เซน็ ใบดรอปใหห้ น่อยนะครบั ” ตัวอยา่ งที่ ๔ กรณที ีพ่ นักงานต้องการใหผ้ ู้จัดการปรับขึน้ เงินเดอื น พนักงานจะต้องใช้ว่า “ผมเองทํางานท่ีมานานและตั้งใจทําเป็นอย่างย่ิง ผู้จัดการพอจะมีโบนัส เล็กๆน้อยๆใหเ้ ป็นกําลงั ใจไหมครับ” ลกั ษณะดังกล่าวนี้เองเรียกว่า “วัจนกรรมอ้อม” เห็นได้ว่าผู้ส่งสารมีสถานภาพท่ีต่ํากว่าผู้รับสาร แต่มี เจตนาการสง่ สารแบบประโยคบอกใหท้ ํา ด้วยสถานภาพทต่ี ํา่ กวา่ จงึ ไม่สามารถใช้รูปประโยคลักษณะบอกให้ทํา ไดโ้ ดยตรง จงึ ตอ้ งใชร้ ปู ประโยคแบบอ้อมแต่มีความมุง่ หมายเดยี วกนั กล่าวโดยสรุป มนุษย์ใช้ภาษาเพื่อส่ือสารความคิดของตนด้วย ๒ วิธีการ คือ วัจนกรรมตรง และวัจ นกรรมอ้อม สว่ นการเลอื กใชภ้ าษานนั้ ขน้ึ อยู่กับสถานการณ์ สภานภาพ บทบาท รวมถงึ กาลเทศะดว้ ย ๒. อทิ ธิพลทางภาษาต่อความคดิ ของมนุษย์ ภาษา เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นผลิตผลทางความคิดของมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่า “ภาษา เป็นเครื่องมือท่ีมนุษย์สร้างไว้รับใช้ หรือสนองความต้องการของตน” เน่ืองจากมนุษย์ใช้ภาษาถ่ายทอด
๑๕ ความรู้สึกนึกคดิ รวมทงั้ กําหนดอนาคตอกี ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ภาษาจะเป็นเพียงเคร่ืองมือของมนุษย์เท่านั้น แต่มนุษย์กลับมีความรู้สึกนึกคิดว่า “ภาษาสามารถควบคุมมนุษย์ได้ด้วย” เช่นกัน ดังจะกล่าวรายละเอียดใน ลําดบั ถัดไป ๒.๑ ภาษากับวัฒนธรรมของมนุษย์ ภาษา เป็นเอกลักษณ์ประจํากลุ่มชน มนุษย์สามารถแยกกลุ่มชนออกจากกันได้ด้วยภาษาทางหนึ่ง เช่น ภาษาไทลื้อ ใช้ในกลุ่มวัฒนธรรมลื้อ ภาษายวน ใช้ในกลุ่มวัฒนธรรมไทยวน ภาษาเมี้ยน ใช้ในกลุ่ม วัฒนธรรมของเมยี้ น เป็นต้น ไม่เพียงเท่านั้น ภาษายังสามารถสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของกลุ่มชนนั้นๆด้วย ดังน้ัน การศึกษา ภาษากับวัฒนธรรมจึงมีวิธีการศึกษาหลากหลายมุมอง สําหรับในที่น้ีจะกล่าวถึงการศึกษาภาษากับวัฒนธรรม ในลักษณะของ “วัฒนธรรมที่ปรากฏในภาษา” เพ่ือให้สอดรับกับคํากล่าวที่ว่า “ภาษาแสดงเอกลักษณ์และ วฒั นธรรมของชาตนิ ้ันๆ” การใช้ภาษาของแต่ละกลุ่มชนยังขึ้นอยู่กับปัจจัยทางบริบทของวัฒนธรรมน้ันๆด้วย หากพิจารณา เบื้องต้นเรื่อง “คําทักทาย” ของชนชาติต่างๆจะพบว่า คําทักทายเหล่านั้นมักจะเก่ียวข้องกับความคิดทาง วฒั นธรรมดว้ ย ในทีน่ ้ีจะขอยกตัวอย่างคําทักทายที่ใช้อย่างเป็นทางการของบางชนชาติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ทีช่ ัดเจนขนึ้ ภาพที่ ๑.๒ คําทกั ทายในประเทศประชาคมอาเซยี น คาํ ทักทายภาษาตา่ งๆ ภาษาไทย ใช้ สวสั ดี ภาษาลาว ใช้ สะบายดี ภาษาเขมร ใช้ ซัวสได ภาษาพมา่ ใช้ มงิ กะลาบ่า เม่ือพิจารณาทั้ง ๔ ภาษา พบว่า คําทักทายท้ัง ๔ ภาษาไม่ได้ใช้ภาษาของตนเองเพื่อสื่อความหมาย อาจด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ ประการแรก อํานาจของรัฐท่ีมีอํานาจมากกว่าส่งผลกระทบทางความคิดของ กลุ่มชนท่ีมีอํานาจน้อยกว่า เช่น ภาษาลาว ใช้คําว่า “สะบายดี” ซ่ึงเป็นคําภาษาเขมร มาจากคําว่า “ซํา บาย” ส่วน ภาษาไทย ภาษาเขมร และภาษาพม่า ใช้ภาษาบาลีมาเป็นคําทักทาย สวัสดี และซัวสได มา จาก ภาษาบาลี คําว่า “สวสฺตี” ส่วน มิงกะลาบ่า มาจากภาษาบาลี คําว่า “มงคล” เห็นได้ว่า คํา ทักทายของภาษาไทย ภาษาเขมรและภาษาพม่า ล้วนมาจากภาษาบาลีซึ่งมีอิทธิพลมากในกลุ่มชนท่ีนับถือ
๑๖ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก อาจกล่าวโดยสรุป การใช้ภาษาของแต่ละกลุ่มชน อาจมาจากเหตุผล ๒ ประการ ได้แก่ เหตผุ ลทางอาํ นาจของรฐั และเหตุผลทางศาสนา ซง่ึ เหตุผลทัง้ สองประการจัดอยู่เป็นวัฒนธรรม อย่างหนึ่งด้วย ส่ิงที่น่าสนใจและเป็นข้อสังเกตทางภาษาประการหน่ึง คือ ความหมายของ คําทักทาย ท่ี แสดงใหเ้ หน็ ถงึ มโนทศั น์ของคนในสงั คมนั้นๆด้วย เชน่ ภาษาไทย ศาสตราจารย์ พระยาอนุมานราชธน ได้เสนอ ใหใ้ ชค้ าํ วา่ “สวสั ดี” เป็นคาํ ทักทายเพราะนําคาํ นี้มาจากภาษาบาลี หมายถงึ “ความดงี าม, รุ่งเรอื ง” ภาษาเป็นเคร่ืองมือที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีระบบเพื่อส่ือความเข้าใจแทนปรากฏการณ์ ความคิด ความรู้สึก และวัตถุที่รายล้อม ภาษาเป็นหัวใจของการส่ือสารท้ังภาษาท่ีต้องอาศัยถ้อยคําท่ีเรียกว่า วัจ นภาษา ได้แก่ตัวอักษรและเสียงพูดท่ีมนุษย์ตกลงกันใช้แทนสิ่งของ ความคิด การกระทําและปรากฏการณ์ อ่นื ๆ สรุปแล้ววัจนภาษาคือ ภาษาพูดและภาษาเขียนนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีภาษาที่ไม่ต้องอาศัยถ้อยคํา เรียกว่าอวันภาษาเป็นภาษาที่แสดงออกทางกิริยาอาการต่างๆเรียกว่า ภาษาท่าทาง ภาษาวัตถุและ สภาพแวดล้อม เช่น เสื้อผ้าเคร่ืองแต่งกายบอกให้รู้ถึงเพศ รสนิยม สภาพอารมณ์และวัฒนธรรมทางสังคม ภาษาสัญลักษณ์ ได้แก่ ทางมา้ ลาย สัญญาณไฟจราจร สัญญาณตา่ งๆ บนท้องถนน เหล่านีเ้ ปน็ ต้น ลกั ษณะเฉพาะของภาษาไทย ภาษาไทยมลี กั ษณะเฉพาะเป็นของตนเองซ่งึ แตกต่างจากภาษาอน่ื การทจ่ี ะใหภ้ าษาให้ได้ผลตามความ มุงหมาย จะต้องรู้จักลักษณะของภาษาอย่างถ่องแท้เสียก่อน มิฉะน้ันจะไม่สามารถหยิบยกหรือเลือกสรร ถอ้ ยคํามาใช้ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งซึง่ ลกั ษณะเฉาะทีส่ าํ คัญของภาษาไทยมีดังต่อไปนี้ ๑. ภาษาไทยเป็นภาษาท่ีมตี ัวอกั ษรเปน็ ของตนเอง เป็นท่ีน่าภาคภูมใิ นเป็นยงิ่ นักทีค่ นไทยมีภาษาไทยเป็นของตนเอง บางชนชาติไม่มีภาษาเป็นของตนเอง ต้องใช้ภาษาอื่น บางชาติมีภาษาเป็นของตนเอง แต่ต้องใช้ตัวอักษรของชาติอื่น พระเจ้า วรวงศ์เธอกรมหม่ืน นราธิปพงศป์ ระพันธ์ ได้ทรงกล่าวถึงอักษรไทยไวว้ า่ “พ่อขนุ รามคาํ แหงไดบ้ ัญญัตติ ัวอกั ษรไทยขึ้น โดยดัดแปลง แบบใช้กันอยู่ก่อนบ้างน้ัน ก็ได้บัญญัติข้ึนเพื่อให้เหมาะสมแก่ภาษาไทยเป็นส่วนมาก แต่ก็ได้มีตัวอีกษรเพ่ิม ข้นึ มาเพอ่ื ถา่ ยตวั อักษะบาลสี นั สกฤต ซึง่ เขียนต่างกัน แตอ่ อกเสียงเหมือนกนั ” ๒. ภาษาไทยแทเ้ ปน็ ภาษาท่มี ีพยางคเ์ ดียว ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีพยางค์เดียวนักภาษาศาสตร์จัดให้ภาษาไทยอยู่ในภาษาตระกูลคําโดด คือ ภาษาที่อดุ มไปด้วยคําพยางค์เดียว ออกเสยี งส้นั ชดั เจนมคี วามหมายทผ่ี ฟู้ งั ฟังแลว้ เข้าใจทนั ที ตวั อย่าง คาํ เรยี กเครือญาติ เชน่ พ่อ แม่ ลุง ปา้ นา้ อา พ่ี นอ้ ง ปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ คาํ กริยา เช่น ไป มา เดิน นัง่ นอน พูด กนิ ปีน ฯลฯ คาํ เรียกชือ่ สตั ว์ เช่น นก กา เปด็ ไก่ หมู หมา งู วัว ควาย เสอื ลงิ ฯลฯ คาํ เรยี กชือ่ ส่ิงของ เชน่ เสอ้ื ผ้า มีด หม้อ ถว้ ย ชาม นา ฯลฯ ๓. ภาษาไทยมตี วั สะกดตามมาตรา มาตราตัวสะกด ๘ มาตรา คอื คําไทยแท้จะมีตวั สะกดตามมาตราและไมม่ กี ารรนั ต์ ได้แก่ แม่ กก ใช้ ก เปน็ ตัวสะกด แม่ กง ใช้ ง เปน็ ตัวสะกด แม่ กด ใช้ ด เป็นตวั สะกด แม่ กน ใช้ น เป็นตัวสะกด แม่ กบ ใช้ บ เป็นตวั สะกด แม่ กม ใช้ ม เป็นตวั สะกด แม่ เกย ใช้ ย เป็นตัวสะกด แม่ เกอว ใช้ ว เป็นตวั สะกด
ตัวอย่าง มากมาย ขาดแคลน ๑๗ ข้าวของ รว่ งโรย ของฉนั เยน็ ฉํา่ คดิ ถึง มากมาย ฯลฯ ขมขื่น พบปะ คําที่ไทยยืมมาจากภาษาอื่นจะสังเกตได้จากการเขียนตัวสะกดตามรูปเดิมของภาษาเดิมแต่ออก เสยี งตามมาตราตวั สะกดของไทย แมก่ ก ข ค ฆ ตัวอย่าง เลข โรค เมฆ แม่กด จ ช ซ ฐ ฑ ฒ ตวั อย่าง กจิ ราช กา๊ ซ รัฐ ครฑุ วัฒนา ตถทธ พิฆาต รถ บาท พธุ แม่กบ ป พ ฟ ภ ตวั อย่าง รูป ภาพ ปรุ๊ฟ ลาภ แมก่ น ณ ญ ร ล ฬ ตัวอย่าง คุณ อรัญ การ กาล กาฬ ๔. ภาษาไทยมีรปู สระวางไว้หลายตาํ แหน่ง ขา้ งหน้าพยัญชนะ เช่น ไป เสแสรง้ ขา้ งหลังพยญั ชนะ เชน่ จะ มา ขา้ งบนพยัญชนะ เชน่ ริ ดี ขา้ งล่างพยัญชนะ เช่น ครู ดุ ข้างหนา้ และข้างหลัง เชน่ เธอ เขา ข้างหน้าและขา้ งบน เช่น เปน็ เสียง ตดิ การเขียน ถ้าไม่เข้าใจในเร่ืองรูปและตําแหน่งของอักษะไทย ทั้งพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ จะทํา ใหผ้ ูอ้ า่ นไม่เข้าใจความหมายหรอื ความหมายเปลย่ี นไป ๕. คาํ เดียวมีความหมายหลายอย่าง ภาษาไทยเป็นภาษาคําโดด มคี วามหมายหลายอย่าง ทาํ ใหม้ ีคํามากขึ้นตามความต้องการ ตัวอย่าง “เขาสนุกสนานกันในหอ้ งน้ัน แต่นา่ แปลกใจวา่ ทําไมเขากันไม่ให้กันเขา้ ไปในหอ้ ง” คําว่า “กัน” คําแรก เปน็ สรรพนาม แสดงจาํ นวนประมาณวา่ มากกว่าหนงึ่ คําว่า “กัน” คําท่สี อง เปน็ กิรยิ า หมายความวา่ ขัดขวางไม่ใหก้ ระทําอะไรอย่างใดอยา่ งหนึ่ง คาํ ว่า “กัน” คาํ ทีส่ าม เป็นสรรพนาม แสดงถงึ ผูพ้ ูดแทนคาํ ว่า “ฉัน” ๖. ภาษาไทยมีความประณีต มคี าํ ทีม่ คี วามหมายหลักเหมอื นกันแตม่ ีความหมายเฉพาะต่างกนั ตัวอย่าง การทําใหข้ าดจากกนั ได้แก่คําว่า ตัด ห่นั แล่ ซอย สบั เฉือน เชอื ด เปน็ ตน้ การทําใหอ้ าหารสกุ ไดแ้ ก่คําว่า ต้ม ตุ๋น ปง้ิ ยา่ ง นึ่ง ผัด ทอด ควั่ อบ ผงิ เป็นตน้
๑๘ บุพบทบอกสถานท่ี ได้แกค่ าํ ว่า ใกล้ ชดิ ข้าง แนบ ตดิ เปน็ ตน้ การเลือกใช้คําในการเขียน การพูด ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง ถ้าเลือกใช้คําผิดความหมายจะ เปลี่ยนไปดว้ ย เชน่ เขาหน่ั หมู เขาสับหมู เปน็ ตน้ ๗. ภาษาไทยเปน็ ภาษาเรียงคาํ ๗.๑) ไมม่ กี ารเปลยี่ นแปลงภายในศพั ทห์ รือทา้ ยศัพท์ เพอื่ แสดงหนา้ ทขี่ องคาํ หรือจะแสดงเพศ พจน์ การก กาล มาลา วาจก เช่นภาษาตระกูลอ่ืน การตคี วามหมายจงึ ต้องเน้นตําแหนง่ ของคาํ โดยอาศยั ข้อความประกอบ จงึ จะเขา้ ใจความหมายได้ ตวั อย่าง มหี ลายคนไมเ่ หน็ ด้วย (พจน)์ เขากําลงั ทาํ งานอยู่ (กาล) ๗.๒) ระเบยี บการเรียงประโยคในภาษาไทย ๗.๒.๑) ตามปกติเรยี งลาํ ดบั ประธาน กริยา กรรม ตัวอยา่ ง ฉัน กนิ ขนม ลกู เลีย้ ง พ่อแม่ เปน็ ต้น ๗.๒.๒) คาํ หรือวลี หรอื ประโยคขยายคําใดกอ็ ยู่หลังคาํ น้นั ตวั อยา่ ง วันนม้ี ีลกู คา้ น้อยจงั คนไหนทาํ งานมากคนนั้นกไ็ ดเ้ งินมาก เป็นต้น ๗.๒.๓) ประโยคคาํ ถามไมเ่ ปล่ียนรปู ประโยค ตัวอย่าง เขามา เขามาหรือ เขามาเมือ่ ไหร่ เมือ่ ไหรเ่ ขาจะมา ๗.๒.๔) คํากริยาอาจซับซ้อนกนั ในประโยคเดยี วกนั ตั้งแตส่ องคาํ ขนึ้ ไป ตัวอย่าง แมอ่ ยากลงไปเดินเลน่ ในสวนหลังบา้ น เขาเดินไปเดนิ มาหลายเท่ยี วแล้ว ๘. คําในภาษาไทยมเี สียงสัมพนั ธ์กับความหมาย ตัวอย่าง ก. คาํ ทีป่ ระสมสระ เอ จะมคี วามหมายไปในทางทไี่ ม่ตรง เช่น เซ เป๋ เก รวนเร โซเซ ข. คาํ ที่ประสมสระ ออ มี “ม” หรือ “น” สะกด มีความหมายไปในทางงอ หรอื โคง้ เข้าหากนั เชน่ งอนงอ้ ออ้ มคอ้ ม น้อม อ้อม ๙. ภาษาไทยเป็นเสยี งดนตรี การเปลี่ยนแปลงในภาษาไทยที่สําคัญที่สุด และทําให้ภาษาไทยเป็นภาษาอื่นที่มีอัจฉริยะ ลกั ษณะน่าสนใจคอื การเปลีย่ นแปลงระดบั เสียงของคาํ หรอื ท่ีเรยี กว่า วรรณยุกต์ การมีเสยี งวรรณยุกต์ ๕ เสยี ง ทาํ ให้ภาษาไทยมลี กั ษณะพิเศษคือ ๑. มีคําใช้มากขึน้ ๒. มีความไพเราะ ๓. ภาษาไทยมีจงั หวะและลีลาคล้องจอง ๔. ภาษาไทยสามารถเลยี นเสียงธรรมชาตแิ ละเลียนสาํ เนียงภาษาไดท้ ุกภาษา
๑๙ ๑๐.ภาษาเขียนมีวรรคตอน ภาษาพดู มจี ังหวะ ด้วยเหตุที่ภาษาไทยมวี ิธีเขียนคําต่อคําต่อกันไม่มีการเว้นระยะระหว่างคํา ต่อเม่ือจบความจึง มีการเว้นวรรค วรรคตอนเป็นเรื่องสําคัญในภาษาไทย ในเรื่องการแบ่งความ การเขียนถ้าเว้นวรรคตอนผิดจะ ทําให้เสียความหรือความเปลี่ยนแปลงไป ในการพูดต้องเว้นจังหวะให้ถูกที่ เช่นเดียวกับการหยุดผิด ความก็ เปลี่ยน ๑๑. ภาษาไทยเป็นภาษาท่มี ีลกั ษณนาม ลักษณนามคือ นามท่ีบอกลักษณะของนามขา้ งหน้า ซ่ึงเป็นสง่ิ ทเ่ี ราผู้เป็นเจ้าของภาษาควรจะ รกั ษาไว้ คอื รจู้ ักใชใ้ หถ้ กู ต้อง ลักษณนามทําให้เข้าใจลักษณะมองเห็นภาพของนามข้างหน้า ภาษาไทยมีลักษณะท่ีแปลก จากภาษาอ่ืน ผู้เป็นเจา้ ของภาษาควรใช้ให้ถูกต้อง รักษาไวเ้ ป็นเอกลกั ษณ์ของภาษา ความหลากหลายของภาษา ในโลกมีภาษาท่ีใช้ในการติดต่อสื่อสารกันเป็นจํานวนมาก ภาษาย่อมมีลักษณะบางประการที่ เหมือนกันและต่างกันออกไปตามแต่ลักษณะของภาษาน้ันๆ ซ่ึงนักภาษาศาสตร์ได้จัดภาษาที่มีลักษณะ โครงสรา้ งทางภาษาที่เหมือนกันไวใ้ นตระกลู เดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าความหลากหลายของภาษาน้ัน โดยเฉพาะ อย่างย่ิงโครงสร้างของภาษาต่างๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนกัน บางภาษาเป็นภาษาที่ตายแล้ว ซ่ึงไม่มี การใช้ติดต่อสื่อการและใช้พูดจากัน แต่จะใช้เป็นภาษาสําหรับบันทึกคําสอนของทางศาสนาเพียงเท่านั้น เช่น ภาษาบาลี สนั สกฤต เป็นตน้ ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อภาษาในโลกที่ใช้ในการติดต่อส่ือสารซึ่งมีความหลากหลาย ดังนั้นจึงสามารถ จดั แบง่ ภาษาได้ ๓ ประเภท คอื ๑. การแบง่ ภาษาตามเชื้อชาติของผพู้ ดู หรือเจ้าของภาษา ๒. การแบง่ ภาษาตามรปู ลักษณะของภาษา ๓. การแบง่ ภาษาตามตระกลู ของภาษา ๑. การแบ่งภาษาตามเชอื้ ชาตขิ องผูพ้ ูดและเจ้าของภาษา การแบ่งตามวิธีนี้นํามาเป็นแบบอย่างที่แน่นอนไม่ได้ เน่ืองจากมนุษย์มีวัฒนธรรมธรรมการแต่งงาน หรือผสมผสานกันระหว่างเช้ือชาติ คนชาติหนึ่งอาจใช้ภาษาของคนชาติหน่ึงได้เพราะภาษาได้เป็นพันธุกรรม ภาษาเกิดการเรียนรู้จากส่ิงแวดล้อม ตัวอย่างเช่น คนไทยพูดภาษาอังกฤษได้ จะถือว่าคนไทยและคนอังกฤษ เปน็ เชอ้ื ชาติเดยี วกันเพียงเพราะพดู ภาษาเดยี วกันนั้นไม่ไดเ้ ลย ๒. การแบง่ ตามรูปลักษณะของภาษา การแบ่งตามวิธีน้ีอาศัยความสําคัญอยู่ที่ลักษณะการประกอบคํา และการวางตําแหน่งคําในประโยค เปน็ เกณฑ์ ถ้าลกั ษณะของภาษามสี ว่ นเหมอื นกนั หรือความคลา้ ยคลึงกันก็จดั อยรู่ ่วมประเภทเดยี วกนั ได้ ๓. การแบ่งตามตระกลู ของภาษา การแบ่งตามวิธีนี้เป็นผลสืบเน่ืองจากการแบ่งรูปลักษณะของภาษา โดยอาศัยหลักในการแบ่งดังนี้ ถ้า ภาษาใดมีรูปลักษณะเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ มีคําศัพท์ร่วมตระกูล เช่น ศัพท์เกี่ยวกับธรรมชาติ ศพั ทเ์ กี่ยวกบั เครือญาติ ศัพท์เก่ียวกับสัตว์ ศัพท์เก่ียวกับต้นไม้ และศัพท์เก่ียวกับท่ีอยู่อาศัย และเครื่องมือที่ใช้ สําหรับการดํารงชีพ เป็นต้น การใช้ภาษาเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ และมีการวางตําแหน่งของคําในประโยค คล้ายคลึงกนั ก็จัดเขา้ ในภาษาตระกูลเดยี วกัน
๒๐ ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ภาษาในโลกน้ีมีจํานวนเป็นพันภาษา ถ้าหากจะจําแนกตามความ หลากหลายและความแตกต่างของภาษา ย่อมสามารถแบง่ ได้ตามรปู ลกั ษณะของภาษา ๔ อยา่ งคือ ก. ภาษามีวภิ ัตตปิ ัจจัย(Inflection Language) ข. ภาษาคาํ ติดต่อ(Agglutinative Language) ค. ภาษาคํามากพยางค์(Polysynthetic Language) ง. ภาษาคําโดด (Isolating Language) ภาษามีวิภัตตปิ ัจจัย (Inflection Language) ภาษามีวิภัตติปัจจัย คือ ภาษาท่ีมีคําเดิมหรือรากศัพท์เป็นธาตุ (Root) เมื่อประใช้คําใดในภาษาต้องแปล รูปคําของธาตุด้วยวิธีประกอบคํา โดยเดิมปัจจัยให้เป็นศัพท์ แล้วเอาคําศัพท์มาประกอบด้วยวิภัตติให้เป็นบท หนงั จากนนั้ จึงนําไปเรียงเข้าประโยคในตําแหน่งที่เหมาะสม วิภัตติจะเป็นตัวกําหนดบทให้รู้หน้าที่ของคําว่าทํา หนา้ ท่อี ะไรในประโยค เชน่ ทําหนา้ ท่เี ปน็ บทประธาน บทกรรม เป็นต้น ภาษาท่ีมีวิภัตติปัจจัยจึงมีส่วนสําคัญท่ี จะต้องเขา้ ใจเกีย่ วกับธาตุ ปัจจัย และวิภตั ติ ดังน้ี ๑. ธาตุหรือรากศัพท์ (Root) คือ รากศัพท์ท่ีมีเสียงและความหมายกําหนดไว้อย่างชัดเจนก่อนนําไปใช้ ต้องประกอบดว้ ยปัจจยั ทาํ ให้เปน็ คําศัพท์ โดยมากจะเป็นคําพยางค์เดียว เช่น ญา (ธาตุ) แปลว่า รู้ เม่ือเอา ตุ (ปัจจัย) ประกอบเข้าข้างทา้ ย จะไดร้ ู้คําศพั ทส์ าํ เร็จเปน็ ญาตุ แปลวา่ ผู้รู้ ดังน้ี ญา (ร)ู้ + ตุ (ผ้)ู ญาตุ (ผ้รู ู้) ๒. ปัจจัย คือ หน่วยคํามีไว้สําหรับประกอบหลังคําศัพท์เพ่ือปรุงแต่งคําศัพท์ อันเป็นเครื่องหมายบ่งบอก พจน์ ลึงค์ บรุ ุษ ฯลฯ สดุ แตล่ กั ษณะของคาํ ในโครงสร้างของประโยคแต่ละภาษาที่นําไปประกอบกับธาตุ แล้วมี การเปลย่ี นแปลงหลายวธิ ีการ เช่น เปลยี่ นแปลงเสียงโดยลบปัจจัยและคงรูปปัจจัย ย่อมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ของภาษานั้นๆ เช่น ธา (ธาตุ) ในภาษาบาลี แปลว่า ทรงไว้ เมื่อเดิม กฺวิ (ปัจจัย) ประกอบเข้าข้างท้ายแล้วลบ ปจั จยั เสีย ตามหลกั เกณฑ์ของภาษา กจ็ ะเหลอื ธา แปลวา่ ผู้ทรงไว้ ดังนี้ ธา (ทรงไว)้ +กฺวิ (ผู้) ธา (ผูท้ รงไว้) ๓. วิภัตติ คือ คําลงท้ายเพื่อเป็นตัวบ่งบอกให้ทราบว่า คํานั้นทําหน้าที่อะไรในประโยค และยังบอก รายละเอียดอ่ืนๆ ในโครงสร้างของประโยคอีกด้วย คํานามที่แจกวิภัตติแล้ว รูปวิภัตติจะบอกพจน์ เพศ และ การก ตัวอย่างเชน่ ในภาษาบาลีศัพทเ์ ดิม ปุรสิ + สิ (วภิ ตั ต)ิ แจกรปู เปน็ ปุรโิ ส บอกหน้าท่ีของคําในประโยคได้ วา่ คํานเ้ี ปน็ ประธานของประโยค เป็นเอกพจนแ์ ละเปน็ เพศชาย ภาษาท่มี ีวิภัตตปิ จั จยั มีหลายภาษา เชน่ - ภาษาบาลี สนั สกฤต ปรากฤต - กรีก ละติน - ตระกลู อินเดีย-ยุโรป - ภาษาอาหรับ เปน็ ต้น
๒๑ ภาษาคําติดตอ่ ภาษาคําติดต่อ คือ ภาษาท่ีใช้คําอุปสรรคเติมหน้าคํา (Prefix) ใช้คําอาคม (Infix) เติมกลางคํา และใช้คํา ปจั จัย (Suffix) เตมิ ทา้ ยคาํ เพ่อื ใหเ้ กิดคําต่างๆ ในภาษาข้ึน เมื่อเติมเข้าไปแล้ว คําเดิมและคําท่ีเติมเข้าไปยังคง รูปอยู่ไม่เปล่ียนแปลง ภาษาคําติดต่อบางภาษามีแต่เติมหน้าคําและเติมคําท้ายคํา ส่วนเติมกลางคําไม่มี เช่น ภาษาอังกฤษ In + finitive =Infinitive และ go + ing = going เป็นต้น บางภาษาเติมหน้าและเติมคํา เช่น ภาษาเขมร เมลี (ด)ู ปรฺ + เมลิ (ทําใหด้ )ู และ เกฺดา (ร้อน) กาํ เดา (ทําใหร้ อ้ น) ภาษาทีจ่ ัดวา่ อย่ใู นคําลกั ษณะภาษาคําตดิ ต่อมหี ลายภาษา เชน่ - ชวา - มลายู - ทมฬิ - ญ่ีปุน่ - ตรุ กี - เกาหลี - ฟลิ ปิ ปนิ ส์ - ภาษาตา่ งๆ ในทวปี แอฟรกิ า ทวปี อเมรกิ า และออสเตรเลีย เป็นต้น คําควบมากพยางค์ พระยาอนมุ านราชธน (๒๕๔๑: ๔๔) ได้กล่าวไว้ว่า คือการนําคําหลายคํามาต่อกันเท่ากับเป็นประโยค ซึ่ง ภาษาประเภทนี้มีลักษณะทางภาษาคล้ายกับภาษาคําติดต่อ แต่ใช้วิธีการประกอบแบบนําคํามาต่อกันให้ยาว เ ช่ น ภ า ษ า ข อ ง ช า ว อ ะ ล อ ง ค วิ น ซึ่ ง เ ป็ น ช า ว อิ น เ ดี ย พ ว ก ห น่ึ ง ย ก ตั ว อ ย่ า ง คํ า ว่ า wutappesittukguosunnoonwehtunkguohซ่ึงประกอบด้วยคําหลายคํานํามาติดต่อกัน คือ wut, ap, pe, sit, tuk, guo, sun, noon, weht, unk, guohรวมกันเป็นคําเดียวกัน แปลว่า เขาคุกเขาแสดงความเคารพ (He, falling on his knees, worshippeh him) พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายว่า คําควบมากพยางค์หมายถึง น. ภาษา แบบที่มีการสร้างคําด้วยการประกอบหน่วยคําหลาย ๆ หน่วยเข้าเป็นคําเดียวกัน ทําให้คําหนึ่ง ๆ มีความยาว หลายพยางค์ เชน่ ภาษาเวลส์ ภาษาเอสกโิ ม ภาษาอนิ เดียนแดง เปน็ ตน้ ภาษาคํามากพยางค์ นอกจากภาษาอะลองควนิ กม็ ีภาษาเม็กซโิ ก ภาษาตุรกี และภาษาในทวีปออสเตรเลีย เปน็ ต้น ภาษาคาํ โดด ภาษาคําโดด คือ ภาษาที่นําคําตั้งหรือคํามูลมาเรียงคําดับกันเข้าเป็นประโยค คงรูปคําเหมือนเดิมไม่ เปล่ียนแปลง มีรูปอย่างไรก็คงรูปอย่างน้ัน แยกโดดๆ เป็นคําๆ ออกไป เม่ือสลับตําแหน่งของคําในประโยค ความหมายก็จะเปล่ียนไป เช่น “งูกินไก่” มีความหมายอีกอย่างหน่ึง “ไก่กินงู” ก็จะได้ความหมายอีกอย่าง หนึ่ง ภาษาคาํ โดดน้ี นอกจากภาษาไทยแลว้ ก็มีหลายภาษาทม่ี สี ว่ นเกย่ี วข้องกบั ภาษาไทย ไดแ้ ก่ - ภาษาจนี - ภาษาพม่า - ภาษากะเหรีย่ ง
๒๒ - ภาษามอญ - ภาษาเขมร - ภาษาละวา้ - ภาษาญวน เป็นต้น ภาษาคําโดดน้บี างภาษาเป็นคําพยางค์เดียว บางภาษามีวิวัฒนาการทางภาษา กลายเป็นคําหลายพยางค์ แตก่ แ็ ตกต่างจากการสร้างคําแบบภาษามีวภิ ัตติปัจจยั คอื ไมม่ กี ารลงอปุ สรรค + อาคม และปจั จยั เป็นต้น การยมื คาํ การยืมคํา คือ ภาษาหน่ึงนําเอาคําหรือลักษณะทางภาษาของอีกภาษาหนึ่งไปใช้ในภาษาของตน ภาษาท่ี ถูกยืมมามักจะถูกเปลี่ยนแปลงรูปคํา เสียง และความหมายในภาษาใหม่ เพ่ือความสะดวกในการออกเสียง และเปน็ ไปตามลกั ษณะสาํ คัญของภาษาผยู้ ืม เลียวนาร์ดบลูมฟิลด์ (Bloomfield, ๑๙๘๕: ๔๔๔-๔๙๕) ได้จําแนกการยืมหรือลักษณะของภาษาอ่ืนไว้ ๓ ประเภท คือ ๑. เนื่องจากวัฒนธรรม (Cultural borrowing) ซ่ึงหมายถึงชน ๒ กลุ่ม ต่างภาษาและต่างวัฒนธรรมกัน แต่มีโอกาสติดต่อกัน ส่วนกลุ่มท่ีด้อยกว่ามักจะรับเอาวัฒนธรรมจากกลุ่มที่เจริญกว่า เมื่อรับเอาวัฒนธรรมก็ ยอมรบั เอาภาษามาดว้ ย เพราะภาษาเป็นส่วนหน่งึ ของวฒั นธรรม ๒. เน่ืองจากความใกล้ชิด (Intimate borrowing) ชน ๒ กลุ่ม ต่างภาษา แต่อยู่รวมกันในสังคมท่ีมี ความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ย่อมมีการใช้ภาษาของกันและกัน ซึ่งลักษณะของการยืมประเภทน้ี ย่อมเกิดข้ึน ไดร้ ะหวา่ งคนท้งั ๒ ภาษา เช่น ตัวอย่างการยืมประเภทน้ี ระหว่าคนไทยกับคนเขมร ซึ่งในภาษาไทยมีคําภาษา เขมรมากมาย เช่น เสวย เดิน เถกิง เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ภาษาเขมรก็มีคําภาษาไทยเป็นจํานวนมาก เช่น สามสิบ สี่สิบ หา้ สบิ เปน็ ต้น หรอื อกี ตัวอยา่ งหนง่ึ ระหวา่ งคนไทยกับคนจีน เช่น คําภาษาจีนในคําไทย โอเลี้ยง ก๋วยเตย๋ี ว แป๊ะเจ๊ีย หรอื คาํ ภาษาไทยในคาํ ภาษาจีน เชน่ น้าํ ปลา ตลาด เป็นต้น ๓. การยืมจากกลุ่มภาษาหรือภาษาถิ่น (Dialect borrowing) ลักษณะการยืมคําประเภทน้ี เกิดจาก ลักษณะทางด้านภูมิศาสตร์ของคนในชาติติดต่อกัน แต่ใช้ภาษาต่างกลุ่มกัน ซ่ึงเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า ภาษาถิ่น นั้นเอง จะเห็นได้จากการยืมคําของกลุ่มสังคมในประเทศเดียวกัน เช่น ระหว่างกลุ่มคนภาคเหนือกับกลุ่มคน ภาคอีสาน กลมุ่ คนภาคกลางกบั กลุ่มคนภาคใต้ เปน็ ต้น ลกั ษณะของการยืมคํา ถ้าเราจะพิจารณาดูลักษณะของภาษาไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันน้ีจะเห็นว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคําไทยอย่าง แท้จริง เป็นคํายืมมาจากภาษาต่างประเทศใช้ปะปนอยู่จนเกือบแยกไม่ออกว่าคําใดเป็นคํา ในภาษาไทย คําใดเป็นคาํ จากภาษาต่างประเทศเพราะเรายืมมาเป็นเวลานาน และได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคํา ทย่ี มื มาใชน้ ัน้ ใหม้ ลี ักษณะผสมกลมกลืนกับภาษาไทยเป็นอย่างดี การยืมเท่าที่ปรากฏ เป็นการยืมคํา ส่วนเรื่อง เสียงคําไวยากรณ์หรือโครงสร้างการเรียงคํานั้นเป็นผลท่ีได้รับจากการยืมคํา การยืมคําจากภาษาหนึ่งเข้าไปใช้ ในอกี ภาษาหนง่ึ นน้ั ทาํ ได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
๒๓ ๑. การทับศัพท์ (Phonetic Substitution) เป็นวิธีการยืมคําจากภาษาหนึ่งเข้าไปใช้ในอีก ภาษาหนง่ึ โดยตรงไม่มีการเปลี่ยนแปลงรปู คือ พยายามรักษาลักษณะเด่นของภาษาเดมิ เอาไว้ เชน่ เทนนสิ = tennis กีวี = kiwi สทู = suit ทมี = team เทอม = term เมล์ = mail โบนสั = bonus เครดติ = credit ๒. การแปลศัพท์ (Loan translation) หมายถึง การยืมความหมายของอีกภาษาหน่ึงมาใช้ โดยการ แปลความหมายของศัพทช์ นิดคาํ ตอ่ คาํ เรื่องเสียงไม่สําคัญ การแปลศัพท์มักแปลคําประสมหรือสํานวนการพูด เช่น กระดานดํา = blackboard สนุก = enjoy หนังสอื คมู่ ือ = handbook โรงเรียน = school เรือ่ งสน้ั = short story แกะดาํ = black sheep ๓. การบญั ญัตศิ ัพท์ เป็นวธิ ีการยืมคาํ โดยรบั เอาเฉพาะความคิดเกี่ยวกบั เร่ืองนั้นมาแล้วสร้างคําข้ึนใหม่ ซึ่งมีเสียงแตกต่างไปจากคําเดิม โดยเฉพาะศัพท์ทางวิชาการจะใช้วิธีการนี้มาก ผู้ท่ีมีหน้าท่ีบัญญัติศัพท์ ภาษาไทยแทนคาํ ภาษาอังกฤษ คอื ราชบัณฑิตยสถาน เชน่ สนามบนิ = airport โลกาภิวตั น์ = globalization วิทยาศาสตร์ = science โทรศพั ท์ = telephone ปฏริ ูป = reform
๒๔ การเปล่ียนแปลงคํายืมจากภาษาตา่ งประเทศ คาํ ยืมจากภาษาตา่ งประเทศเมื่อไทยเรานํามาใช้ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปคํา เปลี่ยนแปลงเสียงหรือ เปลีย่ นแปลงความหมายไปจากภาษาเดิมมากบา้ งนอ้ ยบา้ ง เพือ่ ใหเ้ หมาะสมกลมกลืนกับลักษณะของภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงคํายมื จากภาษาตา่ งประเทศมีลกั ษณะดังต่อไปนี้ ๑. การเปลย่ี นแปลงเสียง(Sound Change) การเปลย่ี นแปลงเสยี ง หมายถึง เสียงของคําในภาษาอื่นที่เรายืมมาใช้เปล่ียนแปลงไปจากเสียงเดิม ซ่ึง จิตร ภูมิศักดิ์ (๒๕๓๕: ๗) ได้อธิบายตัวอย่างคํายืมภาษาต่างประเทศในภาษาไทย เช่นคําว่า กษัตริย์ ซ่ึง สามารถออกเสียงตรงตามเสยี งวา่ กะสดั ได้ในภาษาไทย แต่เขียนอย่างเดิมเอาไว้เพื่อรักษารูปคําศัพท์ในภาษา สนั สกฤตไว้ เพราะเป็นคํายืม และคาํ น้ภี าษาสนั สกฤตจะอา่ นออกเสยี งเปน็ ฉัด-ตรี-ย่ะ เราออกเสียงตามอักขระ วิธีของเราเป็น กะสัด ลักษณะเช่นน้ีก็เป็นการเปลี่ยนแปลงเสียงจากเดิม ซึ่งสามารถจําแนกออกได้หลายวิธี เช่น ก. การเปล่ยี นแปลงสระ (Vowel Change) มุนิ (บาลี+สันสกฤต) ไทยใช้ มนุ ี (เปลี่ยนจาก อิ เป็น อ)ี ครุ (บาลี) ไทยใช้ ครู (เปล่ียนจาก อุ เป็น อู) ไวทยฺ (สันสกฤต) ไทยใช้ แพทย์ (เปล่ยี นจาก ไอเปน็ แอ) Sing (อังกฤษ) ไทยใช้ เซ็น File (องั กฤษ) ไทยใช้ แฟ้ม ข. การเปลยี่ นแปลงเสยี งพยญั ชนะ (Consonant Chang) กนิษฐฺ า (สันสกฤต) ไทยใช้ ขนิษฐา (เปล่ยี นจาก ก เปน็ ข) สิมฺพลี (บาล)ี ไทยใช้ ฉมิ พลี (เปลย่ี นจาก ส เป็น ฉ) ขจร (เขมร) ไทยใช้ กาํ จร (เปลยี่ นจาก ข เป็น ก) ตารา (บาลี+สันสกฤต) ไทยใช้ ดารา (เปลี่ยนจาก ต เป็น ด) ค. การตดั คาํ (Chipping Words) อญชลี (บาลี+สนั สกฤต) ไทยใช้ ชลี ชุลี อนชุ (บาลี+สนั สกฤต) ไทยใช้ นุช อดเิ รก (บาลี+สันสกฤต) ไทยใช้ ดเิ รก Number (อังกฤษ) ไทยใช้ เบอร์ Neck tie (องั กฤษ) ไทยใช้ ไท้ Foot ball (อังกฤษ) ไทยใช้ บอล ง. การเพิม่ เสยี ง (Addof Sound) การเพม่ิ เสยี ง พระยาอนุมานราชธน (๒๔๙๙: ๑๙๔) ไดจ้ าํ แนกออกเปน็ ๓ ลกั ษณะ คอื ๑) เตมิ เสียงหน้า (Prosthesis) เช่น สฺตรฺ ี (สนั สกฤต) ไทยใช้ อิสตรี ๒) เตมิ เสยี งกลาง (Epenthesis) เช่น วัดวาอาราม รบราฆ่าฟนั ๓) เติมเสยี งหลงั (Paragoge) เชน่ เยาว (สันสกฤต) ไทยใช้ เยาวเรศ
๒๕ จ. การลากเขา้ ความ (Popular Etymology) พระยาอนุมานราชธน (๒๕๑๔: ๒๒๐) ได้กล่าวถึงการลากเข้าความว่า เป็นการกลายเสียงเพราะ ความจงใจ เป็นลักษณะการกลายเสียงของคําที่มาจากภาษาต่างประเทศหรือคําโบราณและภาษาถิ่น ซึ่งแปล เอาความหมายไม่ได้ มกั จะแปลเสียงเพื่อลากเข้าความใหแ้ ปลความหมายได้ ลกั ษณะการกลายเสียงแบบนี้มีทุก ภาษา ซ่ึงคาํ สว่ นมากจะเป็นคาํ นาม เร่ือง ชอ่ื คน สตั ว์ สิง่ ของและสถานท่ี เช่น เจา้ สวั มาจากภาษาจีน จอ้ ซัว เถา้ แก่ มาจากภาษาจีน เถ้าแก ขาก๊วย มาจากภาษาจีน โขก่ ว๊ ย ขา้ วปดั มาจากภาษามลายูกะปัด ม้ายอ่ ง มาจากภาษามลายู มะโย่ง เบา้ หลดุ มาจากภาษามลายู เมาลดุ กันเดน่ มาจากภาษาอังกฤษ condenser คัดชู มาจากภาษาอังกฤษ court shoes ๒. การเปล่ยี นแปลงความหมาย (Meaning Change) พระยาอนุมานราชธน (๒๕๑๔: ๒๕๗) ได้อธิบายการเปลี่ยนแปลงความหมายซ่ึงเป็นผลมาจากการ เปล่ียนแปลงเสียง และถือว่าเร่ืองการเปล่ียนแปลงเสียงเป็นเร่ืองของอาการภายนอก แต่การเปล่ียนแปลง ความหมายเป็นเร่ืองของอาการภายใน ซ่ึงได้จําแนกลักษณะของการเปลี่ยนแปลงความหมายไว้ ๓ ลักษณะ ดงั นี้ ก. ความหมายแคบเข้า คือ ความหมายของคําเดิมท่ีมีความหมายหลายอย่าง แต่เมื่อนํามาใช้มี ความหมายเฉพาะอย่าง เชน่ เคารพ เดิมแปลว่า เคารพ รุ่งเรือง ความหนกั ไทยใช้เฉพาะ “เคารพ” ชรา เดมิ แปลว่า ความแก่ ความเส่ือม ครํา่ ครา่ ไทยใช้เฉพาะ “แก่ทางกาย” กศุ ล เดมิ แปลวา่ ฉลาด ชํานาญ สันทัด ทถ่ี กู ทีค่ วร มคี ุณธรรม ไทยใชเ้ ฉพาะ “ท่ีมีคณุ ธรรม” บอ๋ ย เดมิ แปลว่า เดก็ ชาย พนกั งานรบั ใช้ ไทยใช้เฉพาะ “พนักงานรับใช้” ฟรี เดิมแปลวา่ อสิ ระ สาธารณะ สะดวก ไม่มีกฎเกณฑ์ ไดเ้ ปล่า ไทยใช้เฉพาะ “ได้เปล่า” ข. ความหมายกว้างออก คือ คําที่มีความหมายเฉพาะอยา่ ง แต่คนไทยนยิ มนําไปใชไ้ ดห้ ลายอยา่ ง เช่น วิตถาร เดิมแปลว่า กวา้ ง ละเอยี ด ไทยใชห้ มายถึง “กวา้ ง ละเอยี ด แปลกประหลาด พสิ ดาร” ตนี เดมิ แปลวา่ อวยั วะท่ีใชเ้ ดิน ไทยใช้หมายถึง “ตีนผม ตนี โรง ตีนศาล ตนี บนั ได” สวน เดมิ แปลว่า ทเ่ี พาะปลูกตน้ ไม้ มีอะไรกั้นไว้เป็นขอบเขต ไทยใชห้ มายถงึ “สวนงู สวนสัตว์ สวนนก สวนนา้ํ ” แฟน เดิมแปลว่า ผ้คู ล่ังไคล้ในส่ิงใดสิง่ หน่ึง ไทยใช้หมายถึง “คนรัก สามี ภรรยา ผู้ทช่ี อบพอกัน” ค. ความหมายยา้ ยที่ คือ คําเดมิ มีความหมายอย่างหนึ่ง ตอ่ มามีผ้นู ิยมใช้ในอกี ความหมายหน่ึง เชน่ อาวุโส เดิมใช้เรยี ก “ผู้ทม่ี ีอายนุ ้อยกว่า” ปจั จุบันใชเ้ รียก “ผู้ทีม่ ีอายมุ าก” นสิ ติ เดมิ แปลวา่ “ผ้ไู ปขอพง่ึ พระอุปชั ฌาซง่ึ เป็นนิสยั ”
๒๖ ไทยใชห้ มายถงึ “ผ้ทู ี่เรียนอยใู่ นมหาวทิ ยาลัย” สงสาร เดมิ แปลว่า การเวียนวา่ ยตายเกิด ไทยใช้หมายถึง “ความรู้สึกเป็นหว่ งเป็นใยดว้ ยความเมตตากรุณา” จะเหน็ ไดว้ า่ ภาษาและความหลากหมายของภาษาย่อมมีววิ ัฒนาการอยตู่ ลอดเวลาแต่ในความรู้สกึ เหมอื นกับภาษาไมม่ ีการเคลื่อนไหวหรือไม่มกี ารเปลี่ยนแปลงใดๆท้ังสน้ิ ถา้ เปรยี บเทียบในทางภาษาศาสตรเ์ ชิง ประวตั แิ ล้วจะสามารถมองเห็นการเปลยี่ นแปลงอย่างชดั เจน การเปล่ยี นแปลงนม้ี ที ้งั การเปล่ยี นแปลงทางดา้ น เสยี ง คาํ และความหมายดงั ที่กล่าวไว้ การยืมคาํ จากภาษาบาลีและสนั สกฤตมาใช้ในภาษาไทย คํายมื จากภาษาบาลีและสันสกฤตท่นี าํ มาใช้ในภาษาไทย สามารถแบ่งเปน็ ประเภทได้ดงั ต่อไปนี้ ๑. ใช้เป็นราชาศพั ท์ ราชาศพั ท์ทส่ี ร้างจากคําบาลีสันสกฤตมีมาก เช่น พระบรมราโชวาท พระ ราชเสาวนีย์ ในทางปฏิบัติ คําว่าราชาศัพท์หมายรวมถึงคําที่คฤหัสถ์ใช้กับพระสงฆ์และพระสงฆ์ใช้ในหมู่ พระสงฆ์กนั เองด้วย เชน่ อาพาธ มรณภาพ นมัสการ อกี ทั้งยงั หมายรวมถึงคําภาษาแบบแผนและคําสุภาพ ทัว่ ๆ ไปซ่ึงใชก้ ับข้าราชการและสุภาพชนอีกด้วย (ราชบัณฑิตยสถาน. , 2546 , หน้า 952) แต่จะแยกกล่าวใน ขอ้ ต่อ ๆ ไป ๒.ใช้เป็นศัพท์เฉพาะทางศาสนา ศัพท์เฉพาะเหล่าน้ีนิยมสร้างหรือยืมจากบาลีสันสกฤต เชน่ กนั เช่น นวิ รณ์ มุสาวาท โผฏฐัพพะ อิทธิบาท เวทนา ๓. ใช้ในทางวรรณคดี ซ่ึงใช้เฉพาะในร้อยกรอง โดยปรกติการเปลี่ยนแปลงเสียงของคํามักเป็นไป เพ่ือความเหมาะสมกับบทประพันธ์ ที่เรียกว่า การกลายเสียงโดยเจตนาด้วย เช่น เวหน สรุ ิยง เกศา มยเุ รศ มาลี ราษตรี ๔ . ใ ช้ ใ น ภ า ษ า ม า ต ร ฐ า น ห รื อ ใ ช้ เ ป็ น คํ า สุ ภ า พ ใ ช้ ท้ั ง ใ น ภ า ษ า พู ด แ ล ะ ภ า ษ า เขยี น เช่น บดิ า มารดา สามี ภริยา ภรรยา บตุ ร ธิดา ประสงค์ นาม ๕. ใช้เป็นศัพท์บัญญัติ หรือศัพท์เฉพาะทางวิชาการ แต่บางทีก็อาจมีการหาคําใหม่ที่ยังไม่เคยใช้ใน ภาษาไทยมาใชก้ ไ็ ด้ เชน่ เจตคติ นนั ทนาการ บรรยเวกษ์ ๖. ใช้เปน็ คําสามญั คอื คาํ ภาษาพูดทใ่ี ชส้ นทนาทว่ั ไปในชวี ิตประจาํ วัน เชน่ อายุ เศรษฐี โรค ปัญหา ภาษา ชาติ ประเทศ สตั ว์ หิมะ เวลา อาหาร ๗. ใช้เป็นช่ือเฉพาะ ชื่อวัน เดือน ดวงดาวและกลุ่มดาวบนท้องฟ้า เทพเจ้าทั้งชายและ หญิง ตลอดจนชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์ ตํานาน และเทพนิยายต่าง ๆ ช่ือสถานท่ีและอ่ืน ๆ เช่น ชื่อ จงั หวดั อําเภอ แมน่ าํ้ และภูเขา เปน็ ตน้ การยมื คําจากภาษาเขมรมาใชใ้ นภาษาไทย คาํ ยืมจากภาษาเขมรท่นี าํ มาใชใ้ นภาษาไทย มลี ักษณะ ดงั ตอ่ ไปนี้ ๑. ส่วนมากมักใชเ้ ป็นคาํ ราชาศัพท์ เชน่ เสวย เขนย ถวาย ขนง โปรด ตรัส เสดจ็ ดําเนิน ทรงผนวช ประชวร บรรทม ธํามรงค์ ประทับ เพลา กันแสง สรง เป็นตน้ ๒. คําเขมรท่ีใช้ในคําสามัญทั่วไป เช่น กระบือ กระบาล โตนด โขมด จมูก เสนียด เพนียด ตําบล ถนน จงั หวัด ทําเนียบลําเนา ชมุ นุม ชมรม เปน็ ต้น ๓. คําเขมรทีเ่ ปน็ คาํ โดดคลา้ ยกับภาษาไทย จนเราเองลืมไป คิดว่าเป็นคําไทย แต่มีที่สังเกตได้ว่าเป็น คําเขมรจะตอ้ งแปลความหมายก่อนจึงจะเข้าใจ เช่น แข - ดวงจนั ทร์ บาย- ข้าว เมิล- มอง ศก- ผม เปน็ ตน้
๒๗ การยมื คําจากภาษาจีนมาใชใ้ นภาษาไทย ส่วนใหญ่ภาษาจีนท่ีไทยนํามาใช้มักจะเป็นชื่ออาหาร รองลงไปก็เป็นชื่อที่ใช้ในการค้า ชื่อคน ภาษาจีน จดั เป็นภาษาคําโดดเช่นเดียวกับภาษาไทย นัน่ คือคําส่วนมากมักเป็นพยางค์เดียว การเรียงลําดับในประโยคมัก ข้ึนต้นด้วยประธาน ตามด้วยกริยาและกรรม มีลักษณนาม มีเสียงวรรณยุกต์ คําคําเดียวมีหลายความหมาย และมีการใช้คําซ้ําเหมือนกัน ต่างกันแต่วิธีขยายคําหรือข้อความ เพราะว่าภาษาไทยให้ขยายอยู่หลังคําที่ถูก ขยาย แตภ่ าษาจีนให้คาํ ขยายอยหู่ น้าคาํ ทถ่ี ูกขยาย การใช้คําภาษาจีนในภาษาไทย จีนใช้ภาษาหลายภาษา แต่ ที่เข้ามาปะปนภาษาไทยมากท่ีสุดคือ ภาษาจีนแต้จิ๋ว ซ่ึงเป็นภาษาถิ่นของคนจีนแถบซัวเถา คําท่ีรับมาใช้ส่วน ใหญ่เกีย่ วกบั อาหารการกิน คาํ ที่ใช้ ในวงการคา้ และธุรกจิ และคาํ ทใี่ ชใ้ นชวี ิตประจําวนั บอ่ ยๆ
๒๘
๒๙
Search
Read the Text Version
- 1 - 29
Pages: