ทฤษฎีสี
คณุ ลักษณะของสี (Characteristics of Colours) ในงานศิลปะ สี นบั เปนองค์ประกอบพนื ฐานทีมคี วามสาํ คัญมาก โดยเฉพาะในงาน จติ รกรรม สถี ือเปนปจจยั สาํ คัญ ทีชว่ ยใหศิลปน สามารถสรา้ งสรรค์ผลงานไดต้ าม เจตนารมณ์ ซงึ คณุ ลักษณะของสใี นงานศิลปะทีต้องนาํ มาพจิ ารณามอี ยู่ 3 ประการ คือ 4.1 สแี ท้ (Hue) หมายถึง ความเปนสนี นั ๆ ทีมไิ ดม้ กี ารผสมใหเ้ ขม้ ขนึ หรอื จางลง สแี ท้เปน สใี นวงจรสี เชน่ สแี ดง นาํ เงิน เหลือง สม้ เขยี ว มว่ ง ฯลฯ
นาํ หนกั ของสี ( Value) 4.2 นาํ หนกั ของสี ( Value) หมายถึง ค่าความอ่อนแก่ หรอื ความสวา่ งและความมดื ของสี โดยแบง่ เปน 2 ลักษณะคือ 4.2.1 สแี ท้ถกู ทําใหอ้ ่อนลงโดยผสมสขี าว เรยี กวา่ สนี วล (Tint) 4.2.2 สแี ท้ถกู ทําใหเ้ ขม้ ขนึ โดยผสมสดี าํ เรยี กวา่ สคี ลํา (Shade)
ความจดั หรอื ความเขม้ ของสี (Intensity) 4.3 ความจดั หรอื ความเขม้ ของสี (Intensity) หมายถึง ความสดหรอื ความบรสิ ทุ ธขิ องสๆี หนงึ ทีมไิ ดถ้ กู ผสมใหส้ หี มน่ หรอื อ่อนลง หากสนี นั อยูท่ ่ามกลางสที ีมนี าํ หนกั ต่างค่ากันจะเหน็ สภาพสี แท้สดใสมากขนึ เชน่ วงกลมสแี ดง บนพนื สนี าํ เงินอมเทา
ค่าความเปนสกี ลาง (Neutral) 4.4 ค่าความเปนสกี ลาง (Neutral) หมายถึง การทําใหส้ แี ท้ทีมคี วามเขม้ ของสนี นั หมน่ ลง โดย การผสมสตี รงขา้ ม เรยี กวา่ การเบรกสี เชน่ สแี ดงผสมกับสเี ขยี ว หรอื ผสมด้วยสที ีเปนกลาง เชน่ สเี ทา สนี าํ ตาลอ่อน สคี รมี และขาว เพอื ลดความสดของสแี ท้ลง
ประวตั ิความเปนมาของสี มนษุ ยเ์ รมิ มกี ารใชส้ ตี ังแต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ มที ังการเขยี นสลี งบนผนงั ถํา ผนงั หนิ บนพนื ผวิ เครอื งปนดนิ เผา และทีอืนๆภาพเขยี นสบี นผนงั ถํา(ROCK PAINTING) เรมิ ทําตังแต่สมยั ก่อนประวตั ิศาสตรใ์ นทวปี ยุโรป โดยคนก่อนสมยั ประวตั ิศาสตรใ์ นสมยั หนิ เก่าตอนปลาย ภาพเขยี นสที ีมชี อื เสยี งในยุคนพี บทีประเทศ ฝรงั เศสและประเทศสเปนในประเทศ ไทย กรมศิลปากรไดส้ าํ รวจพบภาพเขยี นสสี มยั ก่อนประวตั ิศาสตรบ์ นผนงั ถํา และ เพงิ หนิ ในทีต่างๆ จะมอี ายุระหวา่ ง 1500-4000 ป เปนสมยั หนิ ใหมแ่ ละยุคโลหะไดค้ ้นพบตังแต่ป พ.ศ. 2465 ครงั เนอื สี (รงควตั ถ)ุ + สว่ นผสม = สชี นดิ ต่างๆ (Pigment) (Binder) Colour
ประเภทของสี 1. สรี องพนื ( Primer ) หมายถึงสชี นั แรกสดุ ทีเคลือบติดวสั ดนุ นั ๆ เชน่ สรี องพนื กันสนมิ มหี นา้ ทีกันไมใ่ หเ้ กิดสนมิ เหล็ก หรอื เกิดชา้ ทีสดุ สรี องพนื ปูนใหมก่ ันดา่ ง คือ สที ีกันความ เปนดา่ งจากพนื ปูนใหม่ เพอื ไมใ่ หเ้ กิดความเปนดา่ งจากเนอื ปูน ทําปฏิกิรยิ ากับสที าทับหนา้ ลดจาํ นวนสที ับหนา้ วธิ นี สี ามารถลดจาํ นวนสที ับหนา้ ลงได้ 2. สชี นั กลาง ( Undercoat ) เปนสชี นั ทีสองรองจากสรี องพนื เปนสที ีเปนตัวประสาน ระหวา่ งสรี องพนื กับสที ับหนา้ เปนตัวเพมิ ความหนาของฟล์มสี และลดการใชส้ ที ับหนา้ 3. สที ับหนา้ ( Top Coat ) เปนสขี นั สดุ ท้ายทีจะใหค้ ณุ สมบตั ิทีสวยงาม คงทน เงางาม มสี ี มากมายใหเ้ ลือกใชต้ รงตามวตั ถปุ ระสงค์ เชน่ สขี าว เหลือง แดง ขนึ อยูก่ ับรสนยิ มและความ พอใจ 4. สที ับหนา้ ประเภทใส ( Clear T/C ) เปนสที ีไมม่ ี Pigment จะไมม่ สี เี ปนสใี สๆ หรอื เหลือง อ่อน ใชเ้ คลือบบนวสั ดตุ ่างๆ ใหเ้ งามากขนึ หรอื ดา้ น หรอื กึงเงากึงดา้ น
แมส่ ี 1 แมส่ ขี องแสง แมส่ ที างแสงประกอบดว้ ย สแี ดง สเี หลือง และสนี าํ เงิน โดยสามารถผสมแมส่ ใี หเ้ กิดเปนสอี ืน ๆ ไดด้ งั นี สแี ดง + สเี หลือง = สเี ขยี ว (green) สแี ดง + สนี าํ เงิน = สมี ว่ งแดง (Magenta) สเี ขยี ว + สนี าํ เงิน = สฟี าอมเขยี ว (Cyan) 2 แมส่ ขี องวตั ถธุ าตุ แมส่ ที างวตั ถธุ าตปุ ระกอบดว้ ย สแี ดงอมมว่ ง (มาเจนตา) สเี หลือง และสฟี าอมเขยี ว (ไซอัน) จดั เปนแมส่ ขี นั ทีหนงึ (Primary colors) และสามารถผสมแมส่ ใี หเ้ กิดเปนสอี ืน ๆ ทีเรยี กวา่ แมส่ ขี นั ทีสอง มสี ามสไี ดด้ งั นี สแี ดงอมมว่ ง (มาเจนตา) + สเี หลือง (เยลโล) = สแี ดงสม้ สแี ดงอมมว่ ง (มาเจนตา) + สฟี า (ไซอัน) = สมี ว่ ง (เพอเพลิ ) สเี หลือง (เยลโล) + สฟี า (ไซอัน) = สเี ขยี ว (กรนี )
วงจรสี วงจรสี คือ สที ีเกิดจากการผสมกันเปนคู่ เรมิ ตังแต่ แมส่ ี 3 สี แล้วเกิดเปนสใี หมข่ นึ มา จน ครบ วงจร จะไดส้ ที ังหมด 12 สี ซงึ แบง่ สเี ปน 3 ขนั
1.1 สขี นั ที 1 (Primary Colours) คือ แมส่ ี 3สี ไดแ้ ก่ สแี ดง สเี หลือง สนี าํ เงิน
1.2 สขี นั ที 2 (Secondary Colours) คือ สที ีเกิดจากการผสมกันเปนค่ๆู ระหวา่ งแมส่ ี 3 สี จะได้สเี พมิ ขนึ อีก 3สี สแี ดง ผสมกับสนี าํ เงิน ไดส้ มี ว่ ง สเี หลือง ผสมกับสนี าํ เงิน ไดส้ เี ขยี ว สแี ดง ผสมกับสเี หลือง ไดส้ ี สม้
1.3 สขี นั ที 3 (Tertiary Colours) คือ สที ีเกิดจากการผสมกัน เปนค่ๆู ระหวา่ งแมส่ ี 3 สี กับสขี นั ที 2 จะไดส้ เี พมิ ขนึ อีก 6สี สแี ดง ผสมกับสสี ม้ ไดส้ ี สม้ แดง สแี ดง ผสมกับสมี ว่ ง ไดส้ มี ว่ งแดง สเี หลือง ผสมกับสเี ขยี ว ไดส้ เี ขยี วเหลือง สนี าํ เงิน ผสมกับสเี ขยี ว ไดส้ เี ขยี วนาํ เงิน สนี าํ เงิน ผสมกับสมี ว่ ง ไดส้ มี ว่ งนาํ เงิน สเี หลือง ผสมกับสสี ม้ ไดส้ สี ม้ เหลือง
สสี ามารถแยกออกเปน 2 ประเภทคือ 1. สธี รรมชาติ เปนสที ีเกิดขนึ เองธรรมชาติ เชน่ สขี องแสง อาทิตย์ สขี องท้องฟายามเชา้ เยน็ สขี องรุง้ กินนํา เหตกุ ารณท์ ีเกิดขนึ เองธรรมชาติ ตลอดจนสขี อง ดอกไม้ ต้นไม้ พนื ดิน ท้องฟา นาํ ทะเล 2. สที ีมนษุ ยส์ รา้ งขนึ หรอื ไดส้ งั เคราะหข์ นึ เชน่ สวี ทิ ยาศาสตร์ มนษุ ยไ์ ด้ ทดลองจากแสงต่างๆ เชน่ ไฟฟา นาํ มาผสมโดยการทอแสงประสานกัน นํามาใช้ ประโยชนใ์ นดา้ นการละคร การจดั ฉากเวที โทรทัศน์ การตกแต่งสถานที
ระบบส ี RGB ระบบสี RGB เปนระบบสขี องแสง ซงึ เกิดจากการหักเหของแสงผา่ นแท่งแก้วปรซิ มึ จะเกิดแถบสที ีเรยี กวา่ สรี ุง้ ( Spectrum ) ซงึ แยกสตี ามทีสายตามองเห็นได้ 7 สี คือ แดง แสด เหลือง เขยี ว นาํ เงิน คราม มว่ ง ซงึ เปนพลังงานอยูใ่ นรูปของรงั สี ทีมชี ว่ งคลืนทีสายตา สามารถมองเห็นได้ แสงสมี ว่ งมคี วามถีคลืนสงู ทีสดุ คลืนแสงทีมคี วามถีสงู กวา่ แสงสมี ว่ ง เรยี กวา่ อุลตราไวโอเลต ( Ultra Violet ) และคลืนแสงสแี ดง มคี วามถีคลืนตําทีสดุ คลืนแสง ทีตํากวา่ แสงสแี ดงเรยี กวา่ อินฟราเรด ( InfraRed) คลืนแสงทีมคี วามถีสงู กวา่ สมี ว่ ง และตํา กวา่ สแี ดงนนั สายตาของมนษุ ยไ์ มส่ ามารถรบั ได้ และเมอื ศึกษาดแู ล้วแสงสที ังหมดเกิดจาก แสงส ี 3 สี คือ สแี ดง ( Red ) สนี าํ เงิน ( Blue)และสเี ขยี ว ( Green )ทังสามสถี ือเปนแมส่ ี ของแสง เมอื นาํ มาฉายรวมกันจะทําให้เกิดสใี หม่ อีก 3 สี คือ สแี ดงมาเจนต้า สฟี าไซแอน และสเี หลือง และถ้าฉายแสงสที ังหมดรวมกันจะได้แสงสขี าว จากคณุ สมบตั ิของแสงนีเรา ได้นาํ มาใชป้ ระโยชนท์ ัวไป ในการฉายภาพยนตร ์ การบนั ทึกภาพวดิ ีโอ ภาพโทรทัศน์ การสรา้ งภาพเพอื การนาํ เสนอทางจอคอมพวิ เตอร์ และการจดั แสงสใี นการแสดง เปนต้น การผสมสี วตั ถธุ าต ุ
วรรณะของสี วรรณะของสี คือสที ีใหค้ วามรสู้ กึ รอ้ น-เยน็ ในวงจรสจี ะมสี รี อ้ น 7 สี และสเี ยน็ 7 สี ซงึ แบง่ ที สมี ว่ งกับสเี หลือง ซงึ เปนได้ทังสองวรรณะ แบง่ ออกเปน 2 วรรณะ วรรณะสรี อ้ น (WARM TONE) 1.วรรณะสรี อ้ น (WARM TONE) ประกอบด้วยสเี หลือง สสี ม้ เหลือง สสี ม้ สสี ม้ แดง สมี ว่ งแดงและสมี ว่ ง สใี น วรรณะรอ้ นนีจะไมใ่ ชส่ สี ดๆ ดังทีเหน็ ในวงจรสเี สมอไป เพราะสใี นธรรมชาติยอ่ มมสี แี ตกต่างไปกวา่ สใี นวงจรสี ธรรมชาติอีกมาก ถ้าหากวา่ สใี ด ค่อนขา้ งไปทางสแี ดงหรอื สสี ม้ เชน่ สี นาํ ตาลหรอื สเี ทาอมทอง ก็ถือวา่ เปนสวี รรณะรอ้ น
2.วรรณะสเี ยน็ (COOL TONE) 2.วรรณะสเี ยน็ (COOL TONE) ประกอบด้วย สเี หลือง สี เขยี วเหลือง สเี ขยี ว สเี ขยี วนาํ เงิน สนี าํ เงิน สมี ว่ งนาํ เงิน และสมี ว่ ง สว่ นสอี ืนๆ ถ้าหนกั ไปทางสนี าํ เงินและสเี ขยี วก็เปนสวี รรณะเยน็ ดงั เชน่ สเี ทา สดี าํ สเี ขยี วแก่ เปนต้น จะสงั เกตไดว้ า่ สเี หลืองและสมี ว่ ง อยูท่ ังวรรณะรอ้ นและวรรณะเยน็ ถ้าอยูใ่ นกล่มุ สวี รรณะรอ้ นก็ให้ ความรสู กึ รอ้ นและถ้า อยูใ่ นกล่มุ สวี รรณะเยน็ ก็ใหค้ วามรสู้ กึ เยน็ ไป ดว้ ย สเี หลืองและสมี ว่ งจงึ เปนสไี ด้ทังวรรณะรอ้ นและวรรณะเยน็ สเี พมิ นาํ หนกั ขนึ ดว้ ยการใชส้ ดี าํ ผสม ( shade)
Search
Read the Text Version
- 1 - 16
Pages: