1
ก สารบญั หน้า สารบัญ.............................................................................................................................................................. ก สื่อประกอบการจัดการเรยี นรชู้ ้ินที่ 1................................................................................................................1 สอ่ื ประกอบการจัดการเรียนรชู้ ิ้นที่ 2................................................................................................................3 สือ่ ประกอบการจดั การเรยี นรชู้ น้ิ ที่ 3................................................................................................................6 สอ่ื ประกอบการจัดการเรียนรู้ชน้ิ ที่ 4................................................................................................................9 สื่อประกอบการจัดการเรียนรชู้ ้นิ ท่ี 5.............................................................................................................12 สอ่ื ประกอบการจดั การเรยี นรชู้ น้ิ ท่ี 6.............................................................................................................14 สื่อประกอบการจัดการเรียนร้ชู ้ินที่ 7.............................................................................................................17 ส่อื ประกอบการจดั การเรยี นรู้ชิ้นท่ี 8.............................................................................................................19 ภาคผนวก....................................................................................................................................................... 21
1 สื่อประกอบการจัดการเรยี นรู้ชิน้ ท่ี 1 แผนการจัดการเรียนรู้ เรอ่ื ง การลำเลียงสารผา่ นเยอื่ ห้มุ เซลล์ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ รหสั วชิ า ว30107 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ผสู้ อน นายเรวตั ร อย่เู กิด 1. หลักการและความสำคญั การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เป็นกระบวนการที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และมีประโยชน์ เกี่ยวข้องทางการแพทย์ อาทิ การตรวจวินิจฉัยหลอดเลือดด้วยเทคนิคเอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI) ซึ่งจะเห็นหลอดเลือดชัดเจนเนือ่ งจากมกี ารฉีดสารเข้าสูห่ ลอดเลือดเพื่อเพิ่มความชัดเจน ของหลอดเลอื ด การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์จำเป็นต้องจัดกิจกรรมการเรียนรูเ้ พ่อื ให้ นกั เรียนอธิบายโครงสรา้ งและสมบตั ิของเย่อื หุม้ เซลล์ท่สี มั พันธ์กับการลำเลียงสาร และเปรยี บเทยี บการลำเลียง สารผา่ นเยื่อหุ้มเซลล์แบบต่าง ๆ ซึ่งจำเปน็ ต้องใหน้ ักเรยี นเห็นภาพท่ีชัดเจน โดยมีครูเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำ กิจกรรม และใช้คำถามประกอบกับการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บรรลุ วตั ถุประสงค์ 2. เนือ้ หาโดยยอ่ การลำเลยี งสารผา่ นเซลล์ แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท ดังน้ี 1. การลำเลยี งสารผา่ นเยอื่ หมุ้ เซลล์ 1.1 การลำเลียงแบบไม่ใช้พลังงาน (Passive transport) เกิดขึ้นเมื่อมีความแตกต่างระหว่างความ เข้มข้นของสารภายนอกกับภายในเซลล์ สารจะเคลื่อนที่จากด้านที่มีความเข้มข้นสูงไปยังด้านที่มี ความเข้มข้นต่ำ 1) การแพร่ (Diffusion) เปน็ การเคลอ่ื นท่ขี องอนภุ าคสารจากบริเวณท่ีมคี วามเข้มข้นของสารสูงไป ยังบริเวณทมี่ ีความเข้มข้นของสารตำ่ 2) การแพร่แบบฟาซิลิเทต (Facilitated diffusion) เป็นการแพร่ของสารผ่านช่องโปรตีนตัวพา ภายในเยื่อหุม้ เซลล์ เปน็ กระบวนการท่ีมคี วามจำเพาะต่อสารชนดิ ใดชนิดหนงึ่ 1.2 การลำเลียงแบบใช้พลงั งาน (Active transport) เปน็ การลำเลียงสารผ่านเย่อื ห้มุ เซลล์จากบริเวณ ทีม่ ีความเข้มข้นต่ำไปสบู่ ริเวณทม่ี ีความเข้มข้นสูง โดยอาศยั พลงั งานจากการสลายสารอาหารมาใช้ 3. วตั ถุประสงคข์ องการใชส้ อ่ื 1) เพือ่ ประกอบการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน เรื่อง การลำเลียงสารผา่ นเยอ่ื ห้มุ เซลล์ 4. วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ 1) ระบุประเภทของการลำเลียงสารผา่ นเยอ่ื ห้มุ เซลลไ์ ด้ (K) 2) อธิบายลกั ษณะสำคัญของการลำเลยี งสารผา่ นเยื่อหุม้ เซลล์แต่ละประเภทได้ (K) 3) เปรียบเทยี บความแตกตา่ งของการลำเลยี งสารผา่ นเย่อื ห้มุ เซลล์แต่ละประเภทได้ (P)
2 5. องค์ประกอบของสอื่ 1) บตั รข้อความ 2) รปู ภาพการลำเลยี งสารผา่ นเยื่อหมุ้ เซลล์ 6. วธิ กี ารใช้สือ่ ประกอบการจดั การเรียนรู้ 1) ครูแบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม จำนวนกลุม่ ละ 6-7 คน จากนั้นให้นักเรยี นออกมารับอุปกรณ์ในการ ทำกิจกรรม 2) ครูให้นักเรยี นออกมารบั อุปกรณ์ในการทำกิจกรรม ดงั นี้ 2.1) บตั รขอ้ ความแสดงขอ้ มูลการลำเลียงสารผา่ นเย่ือหุ้มเซลล์ 2.2) รูปภาพแสดงการลำเลียงสารผา่ นเยื่อหุ้มเซลล์ 3) ครใู ห้นกั เรียนจบั คู่บตั รขอ้ ความกบั รูปภาพใหถ้ ูกต้อง โดยกำหนดประเด็นในการสบื คน้ ดงั นี้ 3.1) ทศิ ทางและลกั ษณะสำคญั ในการลำเลยี งสารแต่ละประเภท 4) ครูให้นักเรียนเปรียบเทียบข้อมูลจากบัตรข้อความ และวีดิทัศน์ ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร จากน้ันให้นกั เรียนสรุปเปน็ ขอ้ มูลที่นกั เรียนคิดวา่ ถกู ต้องและครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดลงในสมุดบันทึกอีก ครัง้
3 สอ่ื ประกอบการจดั การเรียนรู้ชิ้นที่ 2 แผนการจดั การเรียนรู้ เรื่อง โครงสร้างของไต และหนว่ ยไต รายวิชาวทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ รหัสวิชา ว30107 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ผูส้ อน นายเรวัตร อยูเ่ กิด 1. หลกั การและความสำคญั มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติจะต้องอาศัยกลไกรักษาดุลยภาพภายในร่างกาย โดยไตเป็นอวัยวะท่ี เกยี่ วข้องกับการรักษาดลุ ยภาพนำ้ และสารในเลือดภายในร่างกายของมนษุ ย์ สือ่ การจดั การเรยี นรู้ชิ้นนี้จะช่วย ให้นกั เรียนได้ฝกึ ทกั ษะการสงั เกตโดยการเช่อื มโยงประสาทสมั ผสั ในการฟัง และการดูเข้าด้วยกัน เพอ่ื สร้างองค์ ความรู้เกย่ี วกับโครงสรา้ งท้ังภายใน และภายนอกของไต รวมไปถึงโครงสร้างของหนว่ ยไตซึง่ เป็นหน่วยทำงาน ในการรกั ษาดุลยภาพนำ้ และสารในเลือด การจัดทำสื่อชิ้นนี้จะช่วยลดบทบาทของครู ในการเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ และเป็นการกระตุ้น ส่งเสรมิ บทบาทของผ้เู รียนให้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผา่ นส่ือที่ครูเป็นผู้ออกแบบ และอำนวยความสะดวก ในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ 2. เนอ้ื หาโดยย่อ ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญในการรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ ในร่างกาย ภายในเนื้อไตแต่ละข้าง ประกอบไปด้วยหน่วยย่อยท่ีเรยี กว่า หนว่ ยไต (Nephron) เลือดเข้าสูไ่ ตผ่านทางหลอดเลือดรนี ัลอาร์เตอรี ซึ่ง แตกแขนงเป็นกลุ่มของหลอดเลือดฝอยเรียกว่า โกลเมอรูลัส (Glomerulus) น้ำเลือดและโมเลกุลของสาร ต่าง ๆ ทีอ่ ยู่ในน้ำเลอื ดจะออกจากโกลเมอรูลัสเขา้ สู่โบวแ์ มนแคปซลู (Bowman’s capsule) ไปสู่ท่อหน่วยไต ส่วนเซลล์เม็ดเลือดและอนุภาคทีม่ ีขนาดใหญ่จะไม่ออกจากหลอดเลือดฝอยของเหลวที่ผ่านเข้าสูท่ ่อหน่วยไต ส่วนหนึ่งจะถูกดูดกลับสู่หลอดเลือด ส่วนที่ไม่ถูกดูดกลับจะไหลผ่านท่อหน่วยไตไปยังท่อปัสสาวะใน กระบวนการดูดกลับที่ท่อหน่วยไต น้ำและโมเลกุลของสารของสารที่ร่างกายต้องการ เช่น กลูโคสและ กรดอะมโิ น จะลำเลียงผ่านเซลลท์ ่อหน่วยไตกลับเข้าสู่หลอดเลอื ดฝอยของเสียจากกระบวนการเมแทบอลซิ ึม เช่น ยูเรีย รวมทงั้ สารท่ีรา่ งกายมีมากเกินความจำเป็นและตอ้ งขบั ออก เชน่ โซเดยี มไอออนและคลอไรด์ 3. วตั ถปุ ระสงค์ของการใชส้ อื่ 1) เพือ่ ประกอบการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน เรื่อง โครงสร้างของไต และหนว่ ยไต 4. วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ 1) ระบุตำแหนง่ โครงสรา้ งของไตได้ (K) 2) ระบตุ ำแหน่งโครงสร้างภายในหน่วยไตได้ (K) 5. องคป์ ระกอบของส่ือ 1) บตั รคำแสดงโครงสรา้ งของไต และหน่วยไต 2) รูปภาพไต และหนว่ ยไต
4 6. วธิ ีการใชส้ ือ่ ประกอบการจัดการเรียนรู้ 1) ครูแบ่งนักเรียนออกเปน็ 4 กลุ่ม จำนวนกลุม่ ละ 6-7 คน จากนั้นให้นักเรยี นออกมารับอุปกรณ์ในการ ทำกิจกรรม ดังน้ี 1.1) บตั รคำแสดงโครงสรา้ งของไต และหน่วยไต 1.2) กาวยาง 1.3) รูปภาพไต และหนว่ ยไต 1.4) กระดาษ A3 1.5) แบบบันทึกกิจกรรม เรอ่ื ง โครงสร้างของไต และหน่วยไต 2) ครูให้นักเรยี นชมวดี ทิ ัศน์ เรือ่ ง ไต : หนว่ ยไต และการผลติ ปัสสาวะ โดยกำหนดประเดน็ ในการชมวดี ิ ทศั น์ ดงั นี้ 2.1) โครงสรา้ งของไตมีอะไรบ้าง 2.2) โครงสร้างของหนว่ ยไตมีอะไรบา้ ง 3) หลงั จากชมวดี ิทัศน์เรยี บร้อยแล้วครูให้นกั เรียนจบั ครู่ ะหว่างบัตรคำ กบั ตำแหน่งของโครงสร้างของไต และหน่วยไตใหถ้ ูกตอ้ ง ภาพทท่ี 1 บรรยากาศการใชส้ ื่อประกอบการจัดการเรียนรชู้ ิ้นที่ 2 เรอ่ื ง โครงสร้างของไต และหนว่ ยไต
5 ภาพที่ 2 บรรยากาศการใช้สื่อประกอบการจัดการเรียนรชู้ ้ินที่ 2 เรอื่ ง โครงสร้างของไต และหนว่ ยไต
6 สื่อประกอบการจัดการเรยี นร้ชู น้ิ ท่ี 3 แผนการจดั การเรยี นรู้ เร่ือง โครงสรา้ งระบบภูมิค้มุ กนั และกลไกการต่อตา้ นสิ่งแปลกปลอม รายวชิ าวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหัสวชิ า ว30107 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ผ้สู อน นายเรวัตร อยเู่ กิด 1. หลกั การและความสำคญั ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกการทำงานของร่างกายระบบหนึ่ง ที่เป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายที่ทำ หน้าที่ป้องกันหรือต่อต้านไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือเกิดการติดเชื้อจากเชื้อโรคเหล่านั้น โดยในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อโครงสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และกลไกการต่อต้านส่งิ แปลกปลอม จากการสืบค้นพบว่ามีสื่อที่สามารถใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้คือสือ่ วดี ิทัศน์ แต่ เนื้อหาภายในสื่อดังกล่าวมีความยืดเยื้อและใช้เวลามาก การจัดทำสื่อชิ้นนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อทดแทนวีดิทัศน์ ดังกล่าว เพื่อกระชับเนื้อหา ประหยัดเวลาในการจัดกิจกรรม รวมถึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำ กจิ กรรมภายในชนั้ เรียน เสรมิ สร้างทกั ษะการทำงานร่วมกันระหว่างนกั เรียน 2. เนอื้ หาโดยยอ่ โครงสรา้ งของระบบภูมิคมุ้ กัน ประกอบดว้ ยอวัยวะและเนือ้ เย่ือต่าง ๆ ดังน้ี 1) อวยั วะทท่ี ำหนา้ ที่สรา้ ง และพฒั นาเซลล์เมด็ เลอื ดขาวกลุ่มลมิ โฟไซต์ ไดแ้ ก่ไขกระดกู และไทมสั 2) อวยั วะทีท่ ำหนา้ ที่ดกั จบั และทำลายสิ่งแปลกปลอม ไดแ้ ก่ มา้ ม ตอ่ มนำ้ เหลือง 3) เนื้อเยื่อบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายที่ทำหน้าที่ป้องกันดักจับ และทำลายสิ่งแปลกปลอม เช่น ทอนซิล บริเวณคอม เนือ้ เย่อื น้ำเหลอื งที่ผนังทางเดนิ อาหาร และทางเดินหายใจ ไส้ติง่ เปน็ ตน้ กลไกการตอ่ ต้านสงิ่ แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะเจาะจง 1) ผิวหนัง เป็นด่านป้องกันที่อยู่ด้านนอกของร่างกาย มีบทบาทในการป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ ฝุ่นละออง รวมทงั้ ส่งิ แปลกปลอมต่าง ๆ ไม่ใหเ้ ขา้ สู่ร่างกาย 2) ขี้หู ดกั จบั ฝุ่นละออง และแมลง 3) นำ้ ตา มีเอนไซมไ์ ลโซไซม์ย่อยผนังเซลล์ของแบคทีเรยี 4) ท่อลม มกี ารหล่ังเมอื กเพอ่ื ดกั จับฝนุ่ ละออง หรือเชอื้ จุลนิ ทรีย์แลว้ ถกู ซิเลียโบกพัดออกไปด้วยการไอหรือ จาม 5) กระเพาะอาหาร หลัง่ กรดไฮโดรคลอริกทำลายแบคทเี รีย 6) กระเพาะปสั สาวะ การขบั ปสั สาวะชว่ ยพาจุลนิ ทรยี ์ออกจากทอ่ ปสั สาวะ 7) ชอ่ งคลอด มีภาวะเปน็ กรดยับยงั้ การเจริญเตบิ โตของแบคทีเรีย 3. วตั ถุประสงค์ของการใช้สือ่ 1) เพ่อื ประกอบการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน เรอ่ื ง โครงสร้างระบบภมู คิ มุ้ กัน และกลไกการต่อต้านสิ่ง แปลกปลอม
7 4. วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ 1) ระบุโครงสร้างของอวัยวะในระบบภูมคิ มุ้ กันได้ (K) 2) อธิบายกลไกการตอ่ ตา้ นสง่ิ แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะเจาะจงได้ (K) 5. องค์ประกอบของสื่อ 1) บัตรคำอวยั วะในระบบภูมิคมุ้ กนั 2) บตั รคำอวยั วะท่ที ำหนา้ ทใี่ นการป้องกนั สงิ่ แปลกปลอมแบบไม่จำเพาะเจาะจง 3) บัตรข้อความหนา้ ท่ีของอวยั วะที่ทำหนา้ ท่ีในการป้องกันสิง่ แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะเจาะจง 4) รปู ภาพอวัยวะในร่างกาย 6. วธิ ีการใช้สอ่ื ประกอบการจดั การเรยี นรู้ 1) ครูแบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 – 7 คน จากนั้นให้นักเรียนออกมารับอุปกรณ์ในการทำ กจิ กรรม ดังนี้ 1.1) บัตรคำอวยั วะในระบบภูมิคมุ้ กนั 1.2) บัตรคำอวยั วะที่ทำหน้าทีใ่ นการป้องกนั ส่ิงแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะเจาะจง 1.3) บัตรขอ้ ความหนา้ ทขี่ องอวยั วะท่ที ำหน้าท่ใี นการป้องกันสง่ิ แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะเจาะจง 1.4) รูปภาพอวยั วะในร่างกาย 2) จากนั้นให้นักเรียนร่วมกันสังเกตรูปภาพ บัตรคำ และบัตรข้อความ พร้อมทั้งนำบัตรคำ ไปจับคู่กับ อวัยวะภายในร่างกายให้ถูกตอ้ ง รวมถงึ นำบัตรข้อความจับคู่กับบตั รคำใหถ้ ูกต้องเช่นกัน 3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานของตนเองโดยการเวียนนำเสนอ และทำสัญลักษณ์ โดยกำหนดให้แตล่ ะกลมุ่ มีสญั ลักษณ์เฉพาะของกลุ่มตนเอง หากผลงานของเพอื่ นกลุม่ ใดมกี ารจับคู่เหมือนของ กล่มุ ตนเองให้เขียนสัญลกั ษณด์ ังกล่าวลงไป
8 ภาพท่ี 3 บรรยากาศการใช้สอื่ ประกอบการจัดการเรยี นรชู้ ้ินท่ี 3 เรือ่ ง โครงสร้างระบบภมู คิ มุ้ กนั และกลไกการตอ่ ตา้ นสิ่งแปลกปลอม ภาพที่ 4 บรรยากาศการใช้ส่ือประกอบการจัดการเรียนรชู้ ้นิ ที่ 3 เร่ือง โครงสร้างระบบภูมคิ ุ้มกนั และกลไกการตอ่ ต้านสงิ่ แปลกปลอม
9 ส่ือประกอบการจดั การเรยี นรชู้ น้ิ ท่ี 4 แผนการจดั การเรียนรู้ เรือ่ ง ภูมคิ ุ้มกันกอ่ เอง และภูมิคมุ้ กันรบั มา รายวชิ าวทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ รหสั วิชา ว30107 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4 ผสู้ อน นายเรวตั ร อยู่เกิด 1. หลกั การและความสำคญั การจัดการเรียนการสอน เร่อื ง ประเภทของภมู ิคุ้มกัน มักเปน็ การจัดการเรยี นการสอนโดยการบรรยาย ซึ่ง ครูผู้สอนเป็นศนู ย์กลางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดทำส่ือชิ้นนี้เป็นไปเพ่ือส่งเสริมบทบาทในการสร้าง องคค์ วามรูด้ ว้ ยตนเองของนักเรยี นผา่ นกิจกรรมกรณีศึกษา ประกอบกับใบความร้แู ละบทความ เพ่อื ให้นักเรยี น สามารถอธิบายกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ อีกทั้งนักเรียนจะได้รับการพัฒนา ทักษะในการสบื ค้นขอ้ มูล การตดั สินใจเลอื กขอ้ มลู ทถ่ี ูกตอ้ ง และการจดั กระทำขอ้ มูลทไ่ี ดร้ ับซงึ่ มที ั้งขอ้ มลู ท่ีเป็น จริง และข้อมลู ทีเ่ ป็นเทจ็ ผ่านกระบวนการทำกิจกรรมในส่ือประกอบการจดั การเรยี นร้ชู ้นั น้ี 2. เนือ้ หาโดยยอ่ ภูมิคุ้มกันกอ่ เอง (Active Immunization) เป็นวิธีกระตุ้นภูมิใหร้ ่างกายสร้างแอนติบอดีเพื่อเป็นภูมิคุ้มกนั ต้านทานสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา โดยอาจเป็นการนำเชื้อโรคที่อ่อนฤทธิ์หรือตายแล้ว ไม่ก่อให้เกิดโรค มา กระต้นุ ให้รา่ งกายสรา้ งภมู ิคุ้มกัน เรียกว่า วคั ซนี (Vaccine) เชน่ วคั ซนี ป้องกันโรคไอกรน วคั ซนี ปอ้ งกันโรคหัด วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ นอกจากนั้นวัคซีนอาจเป็นสารพิษที่ถูกทำให้หมดสภาพ เรียกว่า ทอกซอยด์ (Toxoid) เชน่ วคั ซีนคุ้มกนั โรคบาดทะยัก ภูมิคุ้มกันรับมา (Passive Immunization) เป็นการให้แอนติบอดีโดยตรงเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันทันที โดย แอนติบอดีได้มาจากการฉีดเชื้อที่อ่อนกำลังแล้วเข้าไปในสัตว์ แล้วนำเลือดของสัตว์มาสกัดส่วนที่เป็น แอนตบิ อดฉี ีดเข้าใหก้ บั ผปู้ ่วยเพอื่ รักษาโรค เช่น ซีรมั แกพ้ ษิ งู ซรี มั แก้พิษสนุ ขั บา้ 3. วัตถปุ ระสงคข์ องการใชส้ ่ือ 1) เพ่อื ประกอบการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน เรอื่ ง ภูมิคุ้มกนั กอ่ เอง และภมู คิ ุ้มกันรับมาแปลกปลอม 4. วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1) อธบิ ายความหมายของภูมคิ มุ้ กันแบบก่อเองและภูมคิ มุ้ กนั แบบรบั มาได้ (K) 2) เปรยี บเทียบความแตกตา่ งระหว่างภมู ิคมุ้ กันแบบกอ่ เองและภูมคิ ุ้มกันแบบรบั มากได้ (P) 5. องค์ประกอบของสือ่ 1) กรณีศกึ ษาเกย่ี วกับระบบภูมิค้มุ กัน จำนวน 3 กรณี 2) เอกสารประกอบกรณศี ึกษา 3) แบบบันทกึ กิจกรรม 4) ใบความรู้ เร่ือง ประเภทของภมู คิ มุ้ กนั 5) บทความ เรื่อง อิมมนู -ภมู คิ มุ้ กัน (อกี คร้ัง)
10 6. วิธีการใช้สอื่ ประกอบการจดั การเรียนรู้ 1) ครูแบง่ นักเรยี นออกเปน็ 3 กลุ่ม จำนวนนักเรยี นกล่มุ ละ 3-4 คน จากน้นั ครใู ห้มารบั อุปกรณ์ในการ ทำกจิ กรรมประกอบไปด้วย 1.1) แบบบันทึกกิจกรรม เร่อื ง ประเภทของภูมิคุ้มกนั 1.2) เอกสารประกอบกรณีศกึ ษา 1.3) กระดาษ A3 1.4) ปากกาสี 1.5) ใบความรู้ เรอ่ื ง ประเภทของภมู ิค้มุ กนั 1.6) บทความ เรอ่ื ง อิมมนู -ภมู ิคมุ้ กัน (อีกครัง้ ) 2) ครูใหน้ กั เรียนทำกิจกรรม โดยใหร้ ว่ มกันศึกษากรณศี กึ ษา ซ่ึงเปน็ ขอ้ มมูลสมมตเิ กี่ยวกับความผิดปกติ ของร่างกายท่คี รูเตรียมให้ จากน้นั กำหนดประเดน็ ใหน้ ักเรียนสืบค้นขอ้ มูลเกยี่ วกบั กรณีศกึ ษาดังกลา่ วจากเอกสารประกอบ กรณีศกึ ษา ดงั น้ี 2.1) ความผิดปกตทิ ่ีเกดิ ขนึ้ คอื อะไร 2.2) อาการที่เกิดขึน้ เป็นอย่างไรบ้าง 2.3) วธิ กี ารปอ้ งกนั หรือการรักษาท่ใี ช้กบั ความผิดปกตดิ ังกล่าว พรอ้ มท้ังตอบคำถามลงแบบบันทึกกจิ กรรมทีค่ รูเตรยี มให้ 3) ครูใหน้ กั เรยี นสรา้ งผังกราฟฟกิ เก่ียวกบั ความผดิ ปกติ ในกรณศี กึ ษาท่ีตนเองได้รับมอบหมายลงใน กระดาษ A3 ทค่ี รเู ตรยี มให้ พร้อมทั้งนำมาตดิ ท่ีบริเวณหน้าช้นั เรยี น 4) ครูใหน้ กั เรียนสบื คน้ ข้อมูลเกี่ยวกบั ประเภทของระบบภูมิคุ้มกันจากบทความ ใบความรู้ และอนิ เทอร์ เนท็ โดยกำหนดประเดน็ ในการสบื ค้นขอ้ มลู ดังนี้ 4.1) ภูมิคมุ้ กันมีก่ปี ระเภท 4.2) ภูมิคมุ้ กนั แตล่ ะประเภทมคี วามแตกต่างกันอยา่ งไร 4.3) ภมู ิคุ้มกนั แต่ละประเภทมขี อ้ ดีหรือขอ้ เสียอย่างไรบ้าง พรอ้ มทัง้ ใหน้ ักเรยี นระบวุ ่าวธิ กี ารรกั ษาความผิดปกตทิ ี่เกดิ ขึ้นในแต่ละกรณีศึกษาทไี่ ดศ้ กึ ษาไปขา้ งต้นน้ัน เปน็ ภูมคิ ุ้มกันแบบใด 5) ครูให้นกั เรียนสร้างผังกราฟฟกิ สรุปความรแู้ ละแสดงความแตกต่างของภมู ิคมุ้ กนั แตล่ ะประเภทลงใน สมุดบันทึกประจำรายวิชาของตนเอง
11 ภาพที่ 5 บรรยากาศการใชส้ ่ือประกอบการจดั การเรียนรชู้ ิน้ ที่ 4 เรอ่ื ง ภมู ิค้มุ กันก่อเอง และภูมิคมุ้ กันรับมา ภาพที่ 6 บรรยากาศการใช้สื่อประกอบการจดั การเรียนรชู้ ิ้นที่ 4 เร่อื ง ภูมิคมุ้ กันก่อเอง และภมู คิ ้มุ กนั รับมา
12 ส่ือประกอบการจัดการเรียนรชู้ น้ิ ท่ี 5 แผนการจดั การเรียนรู้ เรอื่ ง ฮอร์โมนพืช รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ รหสั วชิ า ว30107 ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ผสู้ อน นายเรวตั ร อยู่เกดิ 1. หลกั การและความสำคญั การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง ฮอร์โมนพืช ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนแบบ บรรยายโดยมีครผู ู้สอนเปน็ ศูนยก์ ลางของการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบบรรยาย เพ่ือสรา้ งองค์ความรู้เก่ียวกับ ฮอร์โมนพืช หรือสารควบคุมการเจริญเตบิ โตทีพ่ ืชสร้างขึน้ ดังนั้นการจดั ทำสื่อช้ินนี้เกดิ ขึ้นเพื่อสร้างสรรค์ส่ือ การเรียนรู้ท่ีมุ่งเน้นใหผ้ ู้เรยี นเปน็ ศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านการลงมือปฏิบัติกิจกรรม โดยใชท้ กั ษะการสงั เกต และการทำงานรว่ มกันเป็นกลมุ่ 2. เน้อื หาโดยยอ่ 1) ออกซิน (Auxin) สร้างมากที่บริเวณเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด และใบอ่อนเมื่อสร้างแล้วจะแพร่จาก ปลายยอดไปยังเซลล์สว่ นอืน่ ๆ ทอี่ ยู่ด้านล่าง โดยจะไปกระต้นุ เซลล์บริเวณที่มีการยืดตวั ทำให้ขยายขนาดขึ้น ทำให้พชื เจรญิ เติบโตสงู ขนึ้ และขนาดใหญ่ขน้ึ 2. ไซโทไคนิน (Cytokinin) แหล่งสร้างหลักอยู่ที่เนื้อเยื่อเจริญปลายราก และลำเลียงไปสู่ส่วนอื่น ๆ ของพชื เปน็ ฮอรโ์ มนพืชท่ีมีสมบัตใิ นการกระตุ้นการแบ่งเซลล์ และการเจริญเปล่ียนแปลงของเซลล์ โดยจะไป กระตุน้ การเกดิ หนอ่ ใหม่ ตาใหม่ 3. จิบเบอเรลลนิ (Gibberellin) แหล่งสร้างจิบเบอเรลลินมีหลายบรเิ วณ เช่น เมล็ดขณะกำลังพัฒนา ปลายยอด ปลายราก อบั เรณู และผล เปน็ ต้น เป็นฮอร์โมนพืชอกี กลุ่มหนึ่งทม่ี สี มบัติในการกระตนุ้ ให้เซลล์ท่ีลำ ตน้ มีการยืดตวั และแบง่ เซลล์มากขึน้ ทำให้ตน้ ไม้สูงนอกจากนี้ยังมีสมบัติในดา้ นอื่น ๆ อีก คือ กระตุ้นการงอก ของเมลด็ ชว่ ยยดื ชอ่ ผลและปรบั ปรุงคุณภาพของพวงอง่นุ เปน็ ตน้ 4. เอทิลนี (Ethylene) มสี มบตั เิ ปน็ แกส๊ และเกิดขนึ้ มาในกระบวนการเมแทบอลิซมึ ของพืช สามารถทำ ให้ผลไม้สุกได้เร็วขึ้นนอกจากนั้นเอทิลีนยัง กระตุ้นการร่วงของใบ กระตุ้นการเกิดรากฝอยและรากแขนง กระตุ้นการไหลของน้ำยางพารา การเพิ่มปริมาณน้ำยางของมะละกอ กระตุ้นการออกดอกของสบั ปะรด เป็น ตน้ 5. กรดแอบไซซิก (Abscisic acid) เป็นฮอร์โมนที่มีแหล่งสร้างหลากหลาย เช่น เมล็ด ใบ ราก เป็น ฮอรโ์ มนที่มีบทบาทในการยับย้งั การเจรญิ และการยดื ตวั ของเซลล์ ทำใหม้ กี ารพกั ตัวของตาและเมล็ด และเป็น สารเคมีท่ีเปน็ สัญญาณใหพ้ ืชเข้าสู่การเสอื่ มตามอายุ (Senescence) 3. วัตถปุ ระสงคข์ องการใช้ส่ือ 1) เพือ่ ประกอบการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน เรอื่ ง ฮอร์โมนพืช 4. วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ 1) ระบุแหลง่ สร้าง และหน้าทีข่ องฮอรโ์ มนพืชแต่ละชนิดไดไ้ ด้ (K) 2) เปรยี บเทยี บความแตกต่างของหน้าทร่ี ะหวา่ งฮอรโ์ มนพชื แตล่ ะชนิดได้ (P)
13 5. องคป์ ระกอบของสือ่ 1) รปู ภาพแสดงผลของฮอรโ์ มนพืช 2) บตั รขอ้ ความข้อมลู ฮอรโ์ มนพชื 6. วิธีการใช้ส่ือประกอบการจดั การเรียนรู้ 1) ครแู บง่ นักเรยี นออกเปน็ 4 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมนี ักเรียนกล่มุ ละ 6-7 คน จากนน้ั ใหน้ ักเรียนออกมารับ อุปกรณ์ในการทำกิจกรรม ดังน้ี 1.1) รปู ภาพแสดงผลของฮอรโ์ มนพชื ท่มี ตี ่อพชื 1.2) บัตรข้อความข้อมลู ฮอร์โมนพืช แต่ละชนิด 1.3) ใบงาน เรื่อง ฮอร์โมนพืช 2) จากนนั้ ครูให้นักเรียนแตล่ ะกล่มุ ร่วมกันอา่ นบตั รข้อความพร้อมทง้ั สงั เกตภาพท่กี ลุ่มตนเองจับฉลากได้ แล้วจับคภู่ าพ กบั บัตรขอ้ ความให้ถูกตอ้ ง 3) ครใู หน้ กั เรยี นนำขอ้ มลู ท่ีไดจ้ ากการจับคู่บันทกึ ลงในใบงาน เรอื่ ง ฮอรโ์ มนพชื 4) ครูนำสรปุ ความรู้ท่ีถกู ต้องเกี่ยวกบั ปจั จัยที่สง่ ผลตอ่ การเจริญเตบิ โตของพชื โดยใช้สอ่ื พาวเวอรพ์ อ้ ย เรอ่ื ง ฮอรโ์ มนพืช
14 ส่ือประกอบการจดั การเรียนรชู้ ิ้นที่ 6 แผนการจดั การเรียนรู้ เรื่อง การตอบสนองตอ่ สงิ่ เร้าของพชื รายวิชาวิทยาศาสตรช์ วี ภาพ รหสั วชิ า ว30107 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ผ้สู อน นายเรวตั ร อยเู่ กดิ 1. หลักการและความสำคญั การตอบสนองของพชื ต่อส่ิงเร้าในรปู แบบต่าง ๆ ท่ีมีผลต่อการดำรงชวี ิตของพืช รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้ ในการทำการเกษตร หรือการออกแบบตกแต่งพืน้ ที่ อาทิ การออกแบบไม้เลื้อยตามโครงสร้างเหล็ก ทั้งนี้เพือ่ เป็นการส่งเสริมการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน และเป็นการ เสริมสร้างคุณลักษณะของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 จึงได้มีการจัดทำสื่อประกอบการขัดการเรียนการสอน เรื่อง การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืช โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการกลุ่ม รวมถึงการใช้ ทักษะการสงั เกต เพอื่ สังเกตการเปลย่ี นแปลงของพชื และเชือ่ มโยงความรู้เพอื่ ทำแบบันทึกกจิ กรรม 2. เนอ้ื หาโดยยอ่ การเคลื่อนไหว (Plant movement) เกิดข้ึนเพอ่ื ตอบสนองต่อส่ิงเรา้ ซงึ่ โดยสว่ นใหญ่เกดิ ข้นึ ช้ามากจนไม่ สามารถสังเกตเห็นไดโ้ ดยตรงในทันที การเคลอื่ นไหวสามารถแบง่ ออกเปน็ 2 แบบ ดงั น้ี 1) การเคล่ือนไหวแบบทรอปิก หรอื การเบน (Tropic movement หรือ Tropism) 1.1) แสง (Phototropism) ยอดพชื จะเบนเขา้ หาแสง (Positive Phototropism) ปลายรากจะเบนหนี แสง (Negative Phototropism) 1.2) แรงโน้มถ่วงของโลก (Gravitropism) การเคลื่อนไหวต้านแรงโน้มถ่วงของโลกปลายยอด (Negative gravitropism) การเบนตามแรงโน้มถ่วงของปลายราก (Positive gravitropism) 1.3) การตอบสนองต่อสารเคมี (Chemotropism) การงอกของหลอดละอองเรณูที่มีทิศทางตาม สารเคมี (Positive chemotropism) 1.4) การสัมผัสสิง่ เร้า (Thigmotropism) การเกีย่ วพันของเถาวัลย์ ตำลงึ กะทกรก 2) การเคลื่อนไหวที่ไม่มีทิศทางสัมพันธ์กับสิ่งเร้า หรือการเคลื่อนไหวแบบแนสติก (Nastic movement) เป็นการตอบสนองท่มี ีสาเหตุมาจากการเปล่ยี นแปลงขนาดของเซลล์ เชน่ การบานของดอกบวั ในเวลากลางวัน และหุบในเวลากลางคืนที่เกิดจากการตอบสนองของกลุ่มเซลล์ตอ่ แสง และอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ แรงดนั เตง่ (Turgor movement) เชน่ การเตง่ ของเซลล์คมุ การสัมผัสตน้ ไมยราพ รวมไปถึงการหุบใบของต้น กาบหอยแครง 3. วตั ถปุ ระสงคข์ องการใชส้ ่อื 1) เพ่ือประกอบการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน เรื่อง การตอบสนองต่อส่ิงเร้าของพชื 4. วัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้ 1) ระบรุ ปู แบบการเคล่ือนไหวเพอ่ื ตอบสนองต่อส่ิงเร้าของพชื ได้ (K) 2) อธบิ ายลักษณะการตอบสนองของพืชได้ (P)
15 5. องค์ประกอบของสอ่ื 1) ภาพตัวอย่างพชื ทีม่ กี ารเคลือ่ นไหว 2) แบบบนั ทกึ กิจกรรม เรอ่ื ง การเคล่ือนไหวของพืช 6. วิธกี ารใชส้ อื่ ประกอบการจดั การเรียนรู้ 1) ครูจัดเตรียมตัวอยา่ งพชื และภาพตัวอยา่ งพืชทีม่ กี ารเคลือ่ นไหว จำนวน 6 ตวั อยา่ ง 2) ครูให้แบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6-7 คน จากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมารับ แบบ บนั ทึกกิจกรรม เรื่อง การเคลื่อนไหวของพืช 3) ครูกำหนดการเดินศึกษาตัวอย่างพืชและภาพตัวอย่างพืชออกเป็น 2 เส้นทาง คือ เส้นทางสีชมพูและ เสน้ ทางสีนำ้ เงนิ โดยนกั เรยี นแต่ละกลุ่มจะต้องเดนิ ตามเสน้ ทางของตนเอง โดยมเี วลาในการศึกษาตัวอย่างละ 2 นาที พรอ้ มท้งั ให้นักเรียนบันทกึ ข้อมลู ที่ได้ลงในแบบบนั ทกึ กิจกรรมทค่ี รแู จกให้
16 ภาพท่ี 7 บรรยากาศการใชส้ อื่ ประกอบการจัดการเรยี นรชู้ ิ้นท่ี 6 เรือ่ ง การตอบสนองตอ่ สงิ่ เรา้ ของพืช ภาพที่ 8 บรรยากาศการใชส้ ื่อประกอบการจดั การเรียนรชู้ น้ิ ที่ 6 เร่อื ง การตอบสนองต่อสง่ิ เร้าของพืช
17 ส่อื ประกอบการจัดการเรียนรู้ชนิ้ ท่ี 7 แผนการจดั การเรยี นรู้ เรอื่ ง ความสมั พนั ธ์ระหว่างสิง่ มีชีวิตกบั ปัจจัยทางชีวภาพ รายวิชาวิทยาศาสตรช์ ีวภาพ รหัสวชิ า ว30107 ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ผูส้ อน นายเรวัตร อยู่เกิด 1. หลักการและความสำคญั การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ เรื่อง ความสัมพันธ์ระหวา่ งสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทางชีวภาพ มีจุดมุ่งหมายเพือ่ ให้ นกั เรยี นสามารถระบุรปู แบบ รวมถงึ ลกั ษะความสัมพันธ์ระหวา่ งสง่ิ มีชวี ติ และปจั จัยทางชวี ภาพได้ และเพอ่ื เป็น การส่งเสริมให้นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านการทำกจิ กรรมการเรียนรู้ที่ครเู ปน็ ผู้ออกแบบ จึงได้จัดทำสื่อการสอน เรื่อง ความสัมพันธ์ระหวา่ งสิ่งมีชีวิตกับปจั จัยทางชวี ภาพ โดยเป็นการจัดกิจกรรมให้ นกั เรียนไดเ้ ช่ือมโยงความสัมพนั ธ์ระหว่างส่งิ มีชีวิตภายในสิ่งแวดลอ้ ม ผา่ นการสงั เกตรูปภาพ ระบคุ วามสมั พนั ธ์ และเช่ือมโยงกบั ประเภทของความสมั พนั ธท์ ี่ครกู ำหนดให้ 2. เนื้อหาโดยยอ่ องค์ประกอบในระบบนเิ วศแต่ละแห่งประกอบดว้ ยส่งิ มชี วี ิตหลายชนิดมกี ารดำรงชีวิตแตกต่างกันทำให้เกิด ความสมั พนั ธร์ ะหว่างส่งิ มชี ีวติ ดว้ ยกันในหลากหลายรูปแบบ โดยความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ มีชีวิตในระบบนิเวศ มดี ังนี้ 1) ภาวะการไดป้ ระโยชนร์ ว่ มกัน เป็นความสัมพนั ธ์ที่สง่ิ มีชีวติ ท้งั 2 ฝา่ ยต่างไดร้ ับประโยชน์ดว้ ยกันทั้งคู่ ซึ่ง สิ่งมชี ีวติ ท้ังสองไมจ่ ำเป็นตอ้ งอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เชน่ ผเี สือ้ กับดอกไม้ นกเอย้ี งกบั ควาย 2) ภาวะพึ่งพากัน เป็นความสัมพันธ์ของสิว่ มีชีวิตต่างฝ่ายต่างได้ประโยชนด์ ้วยกันทั้งคู่แตส่ ิ่งมีชีวิตทั้งสอง ตอ้ งอยู่ร่วมกันตลอดเวลา เชน่ ไลเคน ดอกไม้ทะเลกับเปลอื กหอยของปูเสฉวน 3) ภาวะอิงอาศัย เป็นความสัมพันธ์ที่สิ่งมีชีวิตฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์อีกฝ่ายไม่ได้ไม่เสียประโยชน์ ซึ่งหาก แยกกนั อยตู่ า่ งฝา่ ยต่างกย็ งั สามารถดำรงชีวติ อยู่ได้ เชน่ กลว้ ยไม้เกาะบนต้นไมใ้ หญ่ ปลาฉลามกับเหาฉลาม 4) ภาวะปรสติ เปน็ ความสัมพนั ธ์แบบทสี่ ิง่ มีชวี ิตฝ่ายหนง่ึ ได้รับประโยชน์ เรยี กวา่ ปรสิต แต่อีกฝ่ายหน่งึ เสีย ประโยชน์เรียกวา่ ผู้ถกู องิ อาศัย เช่น พยาธิในรา่ งกายของคนและ สตั ว์, กาฟากท่เี กาะบนตน้ ไม้ใหญ่ 5) ภาวะแขง่ ขัน เปน็ ความสัมพนั ธ์ทอ่ี ยใู่ นรปู แบบของการแข่งขนั เพ่ือแย่งสิง่ ท่ีส้องการ เช่น ตอ้ งไม้แขง่ กันเจริญเติบโตแย่งแสงแดด 6) ภาวะล่าเหยื่อ เป็นความสัมพันธใ์ นลักษณะทีส่ ิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไดป้ ระโยชน์ คือผู้ล่า สิ่งมีชีวิตอีกชนดิ หน่ึงเสียประโยชนเ์ ปน็ เหยอื่ 3. วัตถุประสงคข์ องการใชส้ ือ่ 1) เพอื่ ประกอบการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน เรื่อง ความสมั พนั ธ์ระหว่างส่ิงมชี วี ิตกบั ปัจจัยทางชีวภาพ 4. วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1) บอกได้วา่ รปู แบบความสมั พนั ธร์ ะหว่างสง่ิ มีชวี ิตกบั สิ่งมีชีวติ มีก่ปี ระเภท (K) 2) ระบุลกั ษณะของความสัมพนั ธร์ ะหว่างสงิ่ มีชีวติ กับสง่ิ มชี วี ติ ในระบบนเิ วศได้ (P)
18 5. องคป์ ระกอบของสือ่ 1) รูปภาพแสดงความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสง่ิ มีชวี ิตกบั สง่ิ มชี ีวติ 2) บัตรคำ 6. วธิ ีการใชส้ อ่ื ประกอบการจัดการเรยี นรู้ 1) ครแู บ่งนกั เรยี นออกเป็น 7 กลุม่ กลมุ่ ละ 3 คน จากนนั้ แจกกระดาษแสดงรูปภาพตวั อยา่ งความสัมพันธ์ ระหวา่ งสงิ่ มชี ีวิตกบั ส่ิงมชี ีวิตทั้ง 6 แบบใหน้ กั เรยี นแต่ละกลมุ่ ดังนี้ 1.1) นกเอี้ยงกบั ควาย 1.2) ไลเคน 1.3) สิงโตกบั มา้ ลาย 1.4) เหบ็ กบั สุนขั 1.5) ดอกไมท้ ะเลกับปเู สฉวน 1.6) ปลาฉลามกบั เหาฉลาม 1.7) กาฝากกับตน้ ไม้ 1.8) กล้วยไม้กบั ต้นไม้ 1.9) ดอกไม้กับผีเสือ้ 1.10) สนุ ขั จิ้งจอกกับสุนขั จิง้ จอก โดยรูปจะมีคำอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต เช่น ผีเสื้อจะได้น้ำหวานจาก ดอกไมส้ ว่ นผเี สอื้ จะทำหน้าที่เป็นตวั ช่วยผสมเกสรใหแ้ กด่ อกไม้ 2) จากนั้นครูแจกกระดาษฟลิปชาร์ท และให้นักเรียนเขียนคู่สัญลักษณ์ระบุความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ดังน้ี 2.1) สิ่งมีชวี ิตทไ่ี ด้ประโยชน์ แทนด้วยเคร่อื งหมายบวก (+) 2.2) สง่ิ มชี วี ิตทไ่ี มไ่ ดไ้ มเ่ สียประโยชน์ แทนดว้ ยเลขศูนย์ (0) 2.3) สิ่งมีชวี ติ ท่ีเสียประโยชน์ แทนด้วยเคร่อื งหมายลบ (-) จากนนั้ ใหน้ กั เรยี นช่วยกนั วิเคราะหข์ อ้ มูลทอี่ ยู่ในรูปวา่ สง่ิ มีชีวิตแต่ละชนิดในรปู มคี วามสัมพันธ์กันแบบใด และตดิ รูปสง่ิ มชี วี ติ นน้ั ลงในบริเวณท่ีมกี ารระบุสัญลักษณแ์ ทนความสมั พนั ธ์ของสง่ิ มีชวี ติ (วิเคราะห)์ 3) ครูแจกบัตรคำจำนวน 6 บัตร ได้แก่ ภาวะพึ่งพากัน(Mutualism), ภาวะการได้ประโยชน์ร่วมกัน (Protocooperation), ภาวะอิงอาศัย (Commensalism), ภาวะการล่าเหยื่อ(Predation), ภาวะปรสิต (Parasitism) และภาวะแก่งแย่งแข่งขัน(Competition) จากนั้นให้นักเรียนช่วยกันพิจารณาว่าสิ่งมีชีวิตใน รปู ภาพทแี่ จกให้มคี วามสมั พนั ธ์กันแบบใด จากน้ันนำบัตรคำไปติดในบริเวณทมี่ ีรูปส่ิงมชี วี ติ ติดอยู่
19 สือ่ ประกอบการจดั การเรยี นรชู้ ้ินท่ี 8 แผนการจัดการเรยี นรู้ เรือ่ ง การเปลี่ยนแปลงแทนท่ขี องระบบนเิ วศ รายวชิ าวิทยาศาสตรช์ ีวภาพ รหสั วิชา ว30107 ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ผู้สอน นายเรวัตร อยู่เกดิ 1. หลักการและความสำคญั การเปลีย่ นแปลงของระบบนิเวศเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาทั้งการเปลีย่ นแปลงที่เกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติและเกิด จากการกระทำของมนษุ ย์ การเปลี่ยนแปลงแทนที่เป็นการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มส่ิงมีชีวิตทีเ่ กิดขึ้นอย่างช้า ๆ เปน็ เวลานาน ซ่งึ เปน็ ผลจากปฏิสมั พนั ธ์ระหว่างองค์ประกอบทางกายภาพและองค์ประกอบทางชีวภาพ ส่งผล ให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปสู่สมดุลจนเกิดสังคมสมบูรณ์ได้ การจัดทำสื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบนิเวศ จึงเป็นการจัดทำสื่อเพื่อให้นักเรียนได้เปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างประเภทของการเปลี่ยนแปลงแทนท่ี รวมถึงเป็นการนำเสนอตัวอย่างที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลตาม กาลเวลาของพน้ื ทเ่ี พอื่ เปน็ การลดระยะเวลาในการสังเกต รวมถงึ ส่งเสรมิ ให้นักเรยี นสร้างองคค์ วามรดู้ ว้ ยตนเอง ผ่านการทำกิจกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างรอบด้าน และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้สำเร็จการศึกษาใน ศตวรรษที่ 21 2. เนอ้ื หาโดยย่อ การเปลย่ี นแปลงแทนทข่ี องระบบนเิ วศ (Ecological succession) เปน็ การเปล่ยี นแปลงของสภาพแวดลอ้ ม ในบริเวณใดบริเวณหนงึ่ ท่เี ม่อื เวลาผ่านไปเกิดการเปลีย่ นแปลงของกลมุ่ สง่ิ มชี วี ติ เกิดข้นึ การเปลย่ี นแปลงแทนทข่ี องระบบนิเวศ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีแบบปฐมภมู ิ (Primary Succession) เปน็ การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีทีเ่ ร่ิมจากบริเวณ ทีไ่ มม่ สี ิง่ มชี วี ิตมาก่อน เกดิ การเปล่ยี นแปลงมสี งิ่ มีชวี ิตอย่างต่อเนื่องจนกระทงั่ กลายเป็นสังคมสมบรู ณ์ (Climax community) และมคี วามสมดุลซึง่ จะใชเ้ วลาหลายสบิ ปีขึน้ ไป การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ (Secondary Succession) เป็นการเปลี่ยนแปลงแทนที่ที่เกิดจาก สิ่งมีชีวิตเดิมถูกทำลายไป แต่ในบริเวณนั้นยังคงมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดและสารอินทรีย์ที่สิ่งมีชีวิตต้องการหลง เหลืออยู่ 3. วัตถปุ ระสงคข์ องการใช้สอ่ื 1) เพ่อื ประกอบการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน เร่อื ง การเปลีย่ นแปลงแทนที่ของระบบนเิ วศ 4. วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1) อธบิ ายกระบวนการเปล่ยี นแปลงแทนท่ีของระบบนเิ วศได้ (K) 2) เปรยี บเทียบความแตกต่างระหวา่ งกระบวนการเปลยี่ นแปลงแทนทแ่ี ต่ละแบบได้ (P) 5. องคป์ ระกอบของสอ่ื 1) ใบความรู้ เรอื่ ง การเปลี่ยนแปลงแทนทขี่ องระบบนิเวศ 2) แบบบันทกึ กิจกรรม เรื่อง การเปล่ียนแปลงแทนทีข่ องระบบนเิ วศ
20 6. วิธีการใช้ส่อื ประกอบการจดั การเรียนรู้ 1) ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุม่ กลุ่มละ 3 คน จำนวน 7 กลุ่ม จากนั้นให้นักเรียนออกมารับอุปกรณ์ใน การทำกิจกรรม ดงั นี้ 1.1) ใบกจิ กรรม เรือ่ ง การเปล่ียนแปลงแทนที่ 1.2) รปู ภาพแสดงการเปลยี่ นแปลงแทนทีแ่ บบปฐมภูมิและทุตยิ ภมู ิ 1.3) ใบความรู้ เร่อื ง การเปลยี่ นแปลงแทนท่ใี นระบบนเิ วศ 1.4) แบบบนั ทกึ กจิ กรรมเรอ่ื งการเปลยี่ นแปลงแทนที่ 2) ครูให้นักเรียนสังเกตภาพการเปลี่ยนแปลงแทนที่ พร้อมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างภาพทงั้ สอง จากนัน้ บันทึกความแตกต่างลงในแบบบันทึกกิจกรรม 3) จากนั้นให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแทนที่จากใบความรู้และอินเทอร์เน็ต โดย กำหนดประเด็นในการสบื ค้น ดังนี้ 3.1) กระบวนการเปล่ยี นแปลงแทนทแี่ บบปฐมภมู ิ 3.2) กระบวนการเปล่ยี นแปลงแทนท่ีแบบทตุ ยิ ภมู ิ 3.3) ความแตกตา่ งระหว่างการเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมแิ ละทตุ ิยภมู ิ พรอ้ มทงั้ สรุปความรู้ท่ไี ด้ลงในแบบบันทกึ กิจกรรมทีค่ รูแจกให้
21 ภาคผนวก
22 วนั ท่ี………….. เดือน……………………. พ.ศ. …………. ใบงาน เรอ่ื ง โครงสร้างพื้นฐานของเซลล์ ช่ือ…………………………………………………………………………………………………………… ชั้น…………… เลขท่ี………… วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ นักเรียนสามารถ 1. ระบโุ ครงสร้างพ้ืนฐานของเซลลไ์ ด้ 2. จำแนกบทบาท และหนา้ ทขี่ องโครงสร้างพ้ืนฐานของเซลลไ์ ด้ คำชี้แจง : จงเติมคำตอบลงในชอ่ งว่างใหถ้ กู ต้อง 1. หนว่ ยทเ่ี ล็กท่ีสุดของส่งิ มชี วี ิต คอื ……………………………………………………………………………………………………… 2. จงแสดงลำดับขนั้ ในการจดั ระบบทางชวี ภาพ (Biological Organization) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. โครงสร้างพ้นื ฐานของเซลลป์ ระกอบดว้ ยก่สี ว่ น อะไรบา้ ง และแตล่ ะสว่ นมลี กั ษณะสำคญั อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
23 4. ให้นักเรยี นสร้างผงั กราฟฟิก เร่ือง โครงสร้างพน้ื ฐานของเซลล์ ลงในพืน้ ทท่ี ก่ี ำหนดให้ พร้อมทงั้ ตกแตง่ ให้ สวยงาม
24 ใบงาน เรอื่ ง โครงสร้างของไต และหน่วยไต ชอ่ื …………………………………………………………………………………………………………… ช้นั …………… เลขที่………… วัตถุประสงค์การเรยี นรู้ นกั เรียนสามารถระบตุ ำแหนง่ โครงสร้างของไต และหน่วยไตได้ คำชี้แจง : จงเติมระบตุ ำแหน่งโครงสรา้ งของไต และหน่วยไตลงในช่องว่างให้ถูกต้อง
25 ใบงาน เรื่อง กลไกการสร้างปสั สาวะของมนุษย์ ช่อื …………………………………………………………………………………………………………… ชน้ั …………… เลขที่………… วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ นกั เรยี นสามารถ 1. อธิบายกลไกของการสร้างปสั สาวะได้ 2. เปรยี บเทียบความแตกตา่ งของกลไกในการสรา้ งปัสสาวะได้ ตอนที่ 1 จากวีดทิ ศั น์ เรื่อง ไตหนว่ ยไตและการสรา้ งปสั สาวะของคน คำชแ้ี จง : จงตอบคำถามลงในชอ่ งวา่ งใหถ้ ูกตอ้ ง 1. กระบวนการสรา้ งปสั สาวะของคนมีก่กี ระบวนการ อะไรบา้ ง …….................................................................... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. การกรองเกดิ ข้นึ ที่บรเิ วณใด ……………………………………………………………………………………………………............ 3. ของเหลวทีผ่ ่านการกรองเข้าสโู่ บวแมนส์แคปซูล ได้แก่อะไรบา้ ง …………………………………………………………... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 4. สารท่ีไม่ถูกกรองออกมาไดแ้ กอ่ ะไรบ้าง ……………………………………………………………………………………………... 5. การดดู กลบั และการหลง่ั เกิดข้นึ ที่ใด ………………………………………………………………………………………………….. 6. เหตุใดจงึ เกิดการดูดกลับ ………………………………………………………………………………………………………………… 7. เหตใุ ดจงึ เกิดการหลัง่ สาร ………………………………………………………………………………………………………………… 8. นักเรียนคดิ ว่าเราจะพบกลโู คสและกรดอะมิโนในปัสสาวะของคนปกติหรือไม่ เพราะเหตใุ ด …………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตอนที่ 2 จงสรา้ งผงั งาน (Flowchart) กระบวนการผลติ ปัสสาวะของมนุษย์
26 วันที่………… เดอื น……………………….. พ.ศ. …………… แบบบนั ทึกกจิ กรรม เรื่อง ประเภทของภูมคิ มุ้ กนั ช่ือ……………………………………………………………………………………………………… ชั้น…………. เลขที่……… วตั ถปุ ระสงค์ นักเรียนสามารถ 1. อธบิ ายความหมายของภูมคิ ุม้ กันแบบก่อเองและภมู ิคมุ้ กนั แบบรบั มาได้ 2. เปรียบเทยี บความแตกตา่ งระหวา่ งภูมคิ มุ้ กนั แบบกอ่ เองและภมู คิ ุ้มกนั แบบรับมากได้ ตอนท่ี 1 กรณีศึกษา คำช้แี จง ใหน้ กั เรียนศึกษากรณีศึกษา แลว้ ตอบคำถามใหถ้ ูกต้อง ครอบครวั ตวั ….ซวย สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน....ถ้าทุกท่านได้อ่านข้อความนี้นั่นหมายความว่าผมได้ อะจึ๊ย !! นี่ไม่ใช่ ข้อความพินัยกรรมมอบมรดก มอบสมบัติ มอบตราสารหนี้ใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ แฮ่ ๆ เอาล่ะแนะนำตัวอย่าง เป็นทางการกันเลยดีกว่า ผมมั่นฟ้า นักเรียนชั้นป.4 วัย 10 ขวบ สดใส วันนี้ผมจะพาพวกคุณไปรู้จักกับ ครอบครวั ของผมกัน มาดูกนั ซวิ ่าครอบครัวของผมนน้ั จะเปน็ ครอบควั ตวั ซวยอย่างแท้จรงิ หรือเปลา่ ตามมาเลย ครับ ครอบครัวของผมมสี มาชกิ 3 คน คือ พอ่ ของผม นายทรัพย์ แม่ของผม ซ้องปีป และผม มนั่ ฟ้า พวก เราเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมายแค่มีบ้านเช่าไม่กี่หลังอยู่ตรงข้ามกับอบต.เท่านั้นเอง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักหรอกครับ เรื่องราวทั้งหมดมันเริ่มต้นหลังจากพ่อของผมได้ชนะการเลือกตั้งได้เปน็ นากยกอบต. ทำให้พวกเราตัดสินใจที่จะไปพักร้อนเลี้ยงฉลองความสำเร็จนี้ด้วยการไปเที่ยวที่ภูกระดึง หลังจากขน้ึ ไปชมววิ ทิวทัศนอ์ นั สวยงามแลว้ ในขณะท่ีพวกเราเดินทางกลบั ลงมาจากภกู ระดงึ นั้น พอ่ ของผมผู้มี จิตใจรักการสำรวจไดพ้ าพวกเราเดินมาในเสน้ ทางท่ีไม่ใช่เสน้ ทางหลัก ขณะน้นั เองพอ่ กไ็ ดย้ ิงเสยี งขู่ฝ่อ ๆ ในพง หญ้า และด้วยความหวังว่าจะได้ค้นพบสิ่งมีชีวติ ชนิดใหม่ และตั้งชื่อเป็นของตัวเอง พ่อจึงได้เดินเข้าไปในพง หญ้าน้ัน แต่เคราะห์ร้ายถูกสงิ่ มีชวี ติ ชนดิ หน่ึงกัดเขา้ ใหแ้ ผลท่ีโดนกัดมลี ักษณะเป็นรูคล้ายถกู เขม็ ตำ 2 รอย พ่อ มอี าการปวดที่แผลมาก แตส่ ามารถเดนิ ทางต่อไดเ้ พราะคดิ ว่าไมม่ ปี ัญหาอะไร จนกระทงั่ เวลาผ่าน ไปพ่อเริ่มมีอาการอ่อนแรง มองภาพเบลอ และหนักหนังตา จนไม่สามารถทำให้เราเดินทางต่อไปได้ แต่ยังมี ความโชคดพี วกเราได้พบกับคณุ หมอกาสะลอง ทเ่ี ดนิ ทางเข้าสำรวจธรรมชาติทีน่ ีโ่ ดยเคร่ืองบินเฮลิคอปเตอร์ ส่วนตวั คุณหมออาสาพาพวกเราไปส่งทโี่ รงพยาบาล ทำใหพ้ ่อของผมรอดมาไดอ้ ยา่ หวดุ หวิด ในระหว่างท่พี อ่ พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลน้นั แม่ของผมก็มอี าการไข้ขึน้ สงู หนาวสั่น เจ็บคอ ทำ ให้แพทย์ต้องส่ังให้แอดมิทในโรงพยาบาลอย่างเรง่ ด่วน หลังจากหมอวินจิ ฉัยแล้วพบวา่ แม่ของผมมอี าการคอ อกั เสบอยา่ งรุนแรง ตดิ เชื้อจากแบคทีเรยี ชนดิ หนึ่งในลำคอ จึงได้มกี ารซักประวตั เิ พมิ่ เตมิ จากผม เน่ืองจากเกรง ว่าแมจ่ ะได้รับเชือ้ แบคทีเรียมาจากบุคคลอน่ื ผมเองก็จำอะไรไมไ่ ด้มากนักจำได้แค่เพียงว่าในขณะที่ไปเที่ยวท่ีภู กระดึงแม่ได้รจู้ ักกบั เพื่อนสาวชาวเอธโิ อเปยี คนหน่ึง และแมม่ ักจะแบง่ น้ำจากขวดพกพาให้เธอดมื่ ด้วยเสมอ เปน็ ยงั ไงละครับความซวยของครอบครวั ของเรา แตถ่ ้าหากท่านคิดว่านซี่ วยข้นั สุดแล้วละก็ขอบอก ว่ายงั ครบั ยัง ความซวยขน้ั กว่ากค็ ือตอนน้ผี มท่ีตอ้ งทำหนา้ ท่ีทั้งเฝ้าทงั้ พอ่ และแมใ่ นโรงพยาบาลกำลังนั่งอุจจาระ อยู่ รอบนี้เป็นรอบที่ 10 แล้วครับ ไม่ผิดหรอกครับรอบท่ี 10 แล้ว แถมอุจจาระยังมีสีขาวและมีกลิ่นคาวอีก
27 ตา่ งหาก ผมวา่ ผมก็ไมไ่ ด้กินอะไรผดิ ปกติมานะ ยกเวน้ แต่ว่าชว่ งทอี่ ยบู่ นภกู ระดึงผมกนิ อาหารพวกกึ่งสุกกึ่งดิบ บ่อย และไมค่ ่อยลา้ งมอื ก่อนกินอาหารเท่านน้ั เอง หรอื วา่ ผมเปน็ พยาธิ ผมกำลงั จะผอมใชไ่ หม แม่ผมป่วยเป็น อะไร เกดิ อะไรข้ึนกับพ่อของผม ใครก็ได้ชว่ ยบอกผมที !!!!!!! จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. ความผิดปกติทเ่ี กดิ ข้นึ กับ นายกอบต.ทรัพย์ คอื อะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. อาการทเี่ กิดข้นึ เปน็ อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. นักเรยี นคดิ ว่ามีวธิ กี ารใดบ้างท่สี ามารถรักษาความผดิ ปกตทิ เี่ กดิ ขนึ้ กบั นายกอบต.ทรพั ย์ ได้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ความผดิ ปกตทิ ี่เกิดข้ึนกับ นางซอ้ งปปี คอื อะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. อาการทีเ่ กิดข้ึนกับ นางซ้องปีป เป็นอยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 6. นักเรียนคิดวา่ มีวธิ ีการใดบา้ งทส่ี ามารถรักษาความผดิ ปกติท่เี กิดข้นึ กบั นางซ้องปปี ได้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 7. ความผิดปกติทเี่ กิดขนึ้ กับ เด็กชายมัน่ ฟา้ คอื อะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 8. อาการทเี่ กดิ ขนึ้ กบั เดก็ ชายมน่ั ฟา้ เป็นอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 9. นักเรยี นคิดว่ามีวธิ กี ารใดบา้ งทส่ี ามารถรักษาความผดิ ปกตทิ ี่เกิดขึ้นกับ เด็กชายมั่นฟ้า ถำ้ ได้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
28 ตอนที่ 2 ประเภทของภมู คิ ุ้มกนั 1. ภูมิคุม้ กนั แบบกอ่ เอง (Active immunization) หมายถงึ อะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ภูมิค้มุ กนั แบบรับมา (Passive immunization) หมายถึงอะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. จงเปรียบเทยี บความแตกต่างระหว่างภูมิคมุ้ กนั แบบกอ่ เองและภูมิคุ้มกนั แบบรับมา
29 ตอนท่ี 2 กิจกรรมปรศิ นาอักษรไขว้ คำช้ีแจง จงเติมอักษรลงในชอ่ งวา่ งใหเ้ ปน็ คำทีถ่ ูกตอ้ ง แถวแนวตงั้ 1. ภมู ิคมุ้ กันทีร่ า่ งกายไม่ได้สรา้ งเอง เป็นภูมิคุ้มกนั ระยะสน้ั แต่สามารถออกฤทธิ์ไดอ้ ย่างรวดเร็ว 2. สารพษิ ที่ถูกทำให้ความเป็นพิษลดลงก่อนทีจ่ ะนำมาฉดี กระตนุ้ ให้รา่ งกายสร้างภมู ิค้มุ กนั 3. สารที่ใช้ฉดี เพ่ือกระต้นุ ใหร้ ่างกายสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั ขนึ้ มาต่อต้าน อาจเปน็ เช้ือโรคท่ีอ่อนกำลงั หรือตายแลว้ แถวแนวนอน 4. ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้น เป็นภูมิคุ้มกันระยะยยาวเกิดขึ้นจากการนำสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ก่อให้เกิด อันตรายใด เขา้ สูร่ า่ งกาย 5. สารภมู ิคุ้มกนั ทีเ่ กิดจากสง่ิ มชี ีวิตชนดิ อน่ื เชน่ ม้า กระต่าย สกดั มาเพ่ือใช้ในการรกั ษาได้
30 วันที่………… เดอื น……………………….. พ.ศ. …………… ใบงาน เรอื่ ง ฮอร์โมนพืช ช่ือ……………………………………………………………………………………………………… ชัน้ …………. เลขท่ี……… วัตถปุ ระสงค์ นักเรียนสามารถ 1. บอกความหมายของฮอรโ์ มนพชื ได้ 2. บอกแหลง่ สรา้ งของฮอร์โมนพชื ได้ 3. บอกหน้าที่หรือบทบาทของฮอร์โมนพชื แตล่ ะชนดิ ได้ คำชแี้ จง: จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้ แหลง่ สร้าง หนา้ ท/่ี บทบาทที่มตี ่อพชื กลุ่มฮอรโ์ มนพืช 1. ออกซิน(Auxin) 2. ไซโทไคนิน(Cytokinin) 3. จิบเบอเรลลิน(Gibberellin) 4. เอทลี นิ (Ethylene) 5. กรดแอบไซซกิ (Abscisic acid)
31 วนั ที่………….. เดอื น……………………. พ.ศ. …………. แบบบันทกึ กจิ กรรม เร่ือง การตอบสนองต่อสิ่งเรา้ ของพืช ชอ่ื …………………………………………………………………………………………………………… ชัน้ …………… เลขที่………… วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ นักเรยี นสามารถ 1. ระบรุ ปู แบบการเคลือ่ นไหวเพอ่ื ตอบสนองตอ่ ส่ิงเรา้ ของพชื ได้ 2. อธิบายลักษณะการเคลอื่ นไหวเพือ่ ตอบสนองของพชื ได้ คำชี้แจง 1. นักเรียนแต่ละกลุ่มสังเกตตัวอย่างพชื หรือภาพตัวอย่างพืชที่โต๊ะกลุ่ม จากนั้นบนั ทกึ ขอ้ มูลทีส่ ังเกตได้ลงใน แบบตารางบันทึกการเคลื่อนไหวของตัวอย่างพืช ในบันทึกกิจกรรม โดยครูกำหนดระยะเวลา 2-3 นาที ต่อ การสังเกตในหน่ึงโต๊ะ 2. เมื่อครบกำหนดเวลา ครูให้สัญญาณ นักเรียนแต่ละกลุ่มยา้ ยโต๊ะศึกษา ซึ่งภายในห้องครูแบ่งเส้นทางการ เดินศกึ ษาตัวอย่างพืชและภาพตัวอย่างพืชออกเปน็ 2 เส้นทาง โดยนกั เรยี นแต่ละกลุ่มจะตอ้ งเดินตามเส้นทาง ของตนเอง ดังภาพ ตารางบันทึกการเคลอื่ นไหวของตัวอยา่ งพืช
ตัวอย่างพืช โครงสรา้ ง หรอื อวัยวะท่เี คล่อื นไหว สิ่งเรา้ ท่ีกระตุ้น ตวั อยา่ งท่ี 1 ตวั อย่างที่ 2 ตัวอยา่ งท่ี 3 ตัวอย่างท่ี 4
32 ทศิ ทางการเคล่อื นไหว ช่อื การเคล่อื นไหว เขา้ หาสง่ิ เร้า ออกจากสงิ่ เรา้ ไมส่ มั พันธก์ บั สง่ิ เรา้
ตวั อยา่ งพชื โครงสรา้ ง หรอื อวัยวะท่เี คลอื่ นไหว สิง่ เร้าท่กี ระต้นุ ตวั อย่างที่ 5 ตัวอย่างท่ี 6
ทศิ ทางการเคล่อื นไหว 33 เขา้ หาสง่ิ เร้า ออกจากสงิ่ เรา้ ไมส่ มั พันธก์ บั สง่ิ เรา้ ช่อื การเคล่อื นไหว
คู่มือการใช้สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ | 1 คำถามทา้ ยกิจกรรม 1. การเบน (Tropism หรอื Tropic movement) คอื อะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเคลอื่ นไหวแบบ Positive tropism คอื อะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การเคล่ือนไหวแบบ Negative tropism คอื อะไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คู่มือการใช้สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ | 2 วันท่ี………… เดือน……………………….. พ.ศ. …………… แบบบนั ทึกกจิ กรรม เรอ่ื ง การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของระบบนเิ วศ ช่อื ……………………………………………………………………………………………………… ชัน้ …………. เลขท่ี……… วัตถปุ ระสงค์ นกั เรียนสามารถ 1. อธบิ ายกระบวนการเปล่ียนแปลงแทนทีข่ องระบบนิเวศได้ 2. เปรียบเทียบความแตกตา่ งระหวา่ งกระบวนการเปล่ียนแปลงแทนท่แี ต่ละแบบได้ คำชี้แจง ให้นกั เรียนตอบคำถามตอ่ ไปนี้ให้ถกู ต้อง ภาพ (ก) ภาพ (ข) 1. ภาพ (ก) และ ภาพ (ข) เหมือนหรอื แตกตา่ งกันหรอื ไม่ อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเปลีย่ นแปลงแทนทใี่ นระบบนเิ วศแบ่งออกเปน็ ก่แี บบ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การเปล่ียนแปลงแทนท่แี บบปฐมภมู ิ เปน็ อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คู่มือการใช้สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ | 3 4. การเปลีย่ นแปลงแทนท่แี บบทุตยิ ภมู ิ เปน็ อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. การเปลย่ี นแปลงแทนที่ในระบบนเิ วศแบบใดทใี่ ชเ้ วลานานกวา่ กัน เพราะเหตใุ ด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
Search
Read the Text Version
- 1 - 40
Pages: