บทท่ี 1 จติ วทิ ยาพัฒนาการ (Development Psychology) อาจารยช8 นม8ธดิ า ยาแกวA : เรียบเรียง จิตวิทยาพัฒนาการ (development psychology) เปOนจิตวทิ ยาศาสตร8ที่มีความสลบั ซับซAอน ที่มุWงศึกษามนุษย8ทุกชWวงวัย ตั้งแตWปฏิสนธิจนกระทั่งวาระสุดทAายของชีวิต ในทุก ๆ ดAาน ทั้งดAานการ เจริญเติบโตทางรWางกาย ความคิด อารมณ8 ความรสAู กึ เจตคติ พฤตกิ รรมการแสดงออก สงั คม บคุ ลิกภาพ ตลอดจนสติปfญญาของบคุ คลในวยั ตาW งกนั การเรยี นรใAู นเรือ่ งจติ วทิ ยาพัฒนาการถือเปOนเร่ืองสำคัญและมี ความจำเปOนอยWางยิ่งตWอการศึกษา ชWวยใหAผูAศึกษาเกิดความรูA ความเขAาใจลักษณะธรรมชาติของมนุษย8 ลำดับขั้นพัฒนาการชีวิตในชWวงวัยตWาง ๆ ตั้งแตWปฏิสนธิจนกระทั่งวาระสุดทAายของชีวิต และทราบถึง องค8ประกอบตาW ง ๆ ท่ีมอี ทิ ธิพลตอW พฒั นาการในแตลW ะชWวงวยั สงW ผลใหผA Aศู กึ ษาเกดิ การยอมรับ เขAาใจตนเอง และผอูA ่ืน เขAาใจการเปลีย่ นแปลงทเ่ี กดิ ขน้ึ และยอมรบั ความแตกตาW งระหวาW งบคุ คล สามารถปรบั ตัวใหAเขAา กับบุคคลในวัยตWาง ๆ ไดAอยWางเหมาะสม ตลอดจนสามารถชWวยเหลือบุคคลวัยตWาง ๆ ในแนวทางที่ เหมาะสมยิ่งข้นึ ความหมายของพฒั นาการ จิตวิทยาพัฒนาการเปOนการศึกษาพัฒนาการมนุษย8ในแตWละชWวงวัยมีการพัฒนาทางดAานรWางกาย อารมณ8 สังคมและสติปfญญา ซึ่งพัฒนาการดังกลWาวมรผลมาจากพันธุกรรม และสิ่งแวดลAอม ถAามีการ พฒั นาการทีแ่ ตกตWางกันจะทำใหAมนษุ ย8แตลW ะคนแตกตาW งกัน มีนักจิตวทิ ยาหลายทWานไดใA หAความหมายของ พัฒนาการพอสรปุ ไดAดงั นี้ พฒั นาการ หมายถึง ลำดับของการเปลย่ี นแปลงหรอื กระบวนการเปลีย่ นแปลงของมนษุ ย8ทุกสWวน ที่ตWอเนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่ง ตั้งแตWแรกเกิดจนตลอดชีวิต การเปลี่ยนแปลงนี้จะกAาวหนAาเปOนไป ตามลำดับขั้น จากระยะหนึ่งไปสูอW ีกระยะหนึ่งเพือ่ ที่จะไปสูWวุฒิภาวะ ทำใหAมีลักษณะและความสามารถ ใหมWๆ เกิดขึ้นซึง่ มผี ลทำใหAเจรญิ กาA วหนาA ย่ิงขึ้นตามลำดับ (สชุ า จันทร8เอม, 2556)
2 นิตยา คชภักดี (2554) ใหAความหมายคำวWาพัฒนาการและการเจริญเติบโตไวA พัฒนาการ (development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการทำหนAาที่ (function) และวุฒิภาวะ (maturation) ของอวัยวะระบบตWาง ๆ รวมทั้งตัวบุคคล ใหAทำสิ่งที่ยากสลับซับซAอนมากขึ้นไดA อยWางมี ประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพมิ่ ทักษะใหมW ๆ ในการปรับตวั ตอW สภาพแวดลอA มหรอื ภาวะใหมใW นบรบิ ท ของ ครอบครัวและสงั คม เทิดศกั ดิ์ สขุ คง. (2553) กลWาววWา พฒั นาการ (Development) หมายถงึ ความเจริญงอกงาม เปลีย่ นแปลงไปในทางท่ีดขี ึ้นเปOนการเปลี่ยนแปลงทางดAานคุณภาพที่ติดตWอกันไป ตั้งแตมW ีการปฏสิ นธิจน สิ้นชีวติ ซง่ึ เปนO การเปลยี่ นแปลงที่เกิดขึน้ กบั ราW งกาย อารมณ8 สังคม และสติปญf ญา เปOนไปตามลำดับข้ัน จากระยะหนึง่ เพื่อไปสูคW วามมีวุฒภิ าวะ ทำใหAมนษุ ยม8 ลี กั ษณะและความสามารถใหมWๆเกดิ ขน้ึ จุไรรตั น8 เปรมวรเวทย.8 (2550) กลWาววWา พฒั นาการ (Development) หมายถงึ การเปลยี่ นแปลง ในดAานตWาง ๆ ทั้งในดAานโครงรWาง (Structure) และแบบแผน (Pattern) ของรWางกายทุกสWวนอยWางมี ขั้นตอนและเปOนระเบียบแบบแผน นับแตWเริ่มปฏิสนธิจนกระทั่งเสียชีวิต ซึ่งเปOนการเปลีย่ นแปลงในเชงิ คุณภาพ (Quality) เพอ่ื ใหบA คุ คลน้ันพรAอมจะแสดงความสามารถในการกระทำกจิ กรรมใหมๆW ท่เี หมาะสม กบั วัย ทศิ นา แขมมณี. (2536) กลาW ววาW พัฒนาการ (Development) หมายถงึ การเปลีย่ นแปลงดาA น การทำหนAาที่ (Function) และวุฒิภาวะ (Maturation) ของอวัยวะระบบตWางๆ รวมทั้งตัวบุคคล ใหA สามารถทำหนAาที่ไดAอยWางมปี ระสทิ ธิภาพ ทำสิ่งทีย่ ากสลับซับซAอนมากขึ้น ตลอดจนการเพ่ิมทักษะใหมๆW และความสามารถในการปรับตัวตWอสภาวะแวดลAอมหรือภาวะใหมWในบริบทของครอบครัวและสังคม พฒั นาการของมนุษยจ8 ำแนกเปOน 5 ดAานไดAแกW ดาA นราW งกาย อารมณ8-จติ ใจ สงั คม จติ วญิ ญาณ ซิเกลแมนและไรเดอร8 (Sigelman & Rider, 2009) และแชฟเฟอร8และคิปป„ (Shaffer & Kipp, 2010) อธิบายวาW พัฒนาการ หมายถึง การเปลยี่ นแปลงของบุคคลอยาW งเปนO ระบบและมคี วามตWอเนือ่ ง ซ่ึง เกิดข้นึ ตง้ั แตWการตัง้ ครรภจ8 นกระทง่ั เสยี ชีวิต พัฒนาการนี้เปOนการเปลยี่ นแปลงท่ีเปนO ขั้นตอน มแี บบแผน มี ทิศทาง เกิดขนึ้ เปนO ระยะเวลานานและมคี วามตอW เนื่อง ซ่งึ สามารถสะทAอนใหเA หน็ ตัวตนของบคุ คลจากอดตี ท่ีผาW นมาไดA การเปลี่ยนแปลงหรอื พฤตกิ รรมตWาง ๆ ทเี่ กิดข้ึนชั่วคราวจงึ ไมถW ือเปOนพัฒนาการ คีแนนและอีแวนส8 (Keenan & Evans, 2009, p. 4) ใหAความหมายของพัฒนาการวWา หมายถงึ แบบแผน ของการเปล่ียนแปลงท่เี กิดข้ึนเปนO ระยะเวลายาวนาน ซ่ึงเรม่ิ ตนA ต้งั แตกW ารตัง้ ครรภ8และตWอเนื่อง ไปจนตลอด ชวW งชวี ิต
3 จากความหมายดังกลWาวสรุปไดAวาW พฒั นาการเปนO กระบวนการพัฒนาของมนุษยใ8 นทุกๆ ดAานของ ชีวติ ตงั้ แตจW ดุ เร่มิ ตAนของชวี ติ จนกระท่ังวาระสดุ ทาA ยของชีวติ การเปลี่ยนแปลงดังกลาW วเปOนไปอยาW งตWอเนอื่ ง ทง้ั ในลักษณะของการเจริญงอกงามและการถดถอย ข้ึนอยกWู ับประสบการณ8ทไ่ี ดรA บั ซงึ่ นำไปสูWความมีวุฒิ ภาวะ เชWนการพัฒนาการตามลำดับของการเคลื่อนไหวของทารกจากการที่ทารกสามารถคว่ำ ตWอมา สามารถคลาน สามารถยืน และสามารถเดนิ ไดA เปOนพัฒนาการทีส่ ัมพนั ธต8 อW เนอื่ งกนั และตAองอาศยั ความ พรอA มรวW มกนั ของระบบหลายๆ อยWางในราW งกาย เชนW ระบบกลAามเนื้อ ระบบประสาท เปนO ตนA พัฒนาการ เปOนการเจริญเติบโตเพือ่ นำไปสWูการมวี ุฒิภาวะ (Maturity) วุฒิภาวะเปOนขบวนการเปลี่ยนแปลท่เี กิดขนึ้ ตามวิถีทางของธรรมชาติ ไมจW ำเปนO ตอA งอาศยั การเรยี นรูA และไมWขึ้นกับส่ิงแวดลอA มอยWางใดอยาW งหนึง่ เปนO การเปลีย่ นแปลงที่เกิดกับมนุษย8 โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ยWอมจะมลี ำดบั ขั้นตอนของแตลW ะคนแตกตWางกัน ออกไปในแตลW ะชวW งอายุ ใหAสามารถทำหนAาท่ไี ดAอยWางมปี ระสิทธภิ าพพัฒนาการของเดก็ แบWงไดAหลายแบบ โดยทั่วไปแบWงออกเปOน 4 ดAานใหญWๆ คือ พัฒนาการทางดAานรWางกาย พัฒนาการทางดAานสติปfญญา พัฒนาการทางดAานอารมณ8 พัฒนาการทางดาA นสังคม ทฤษฎีจติ วิทยาพฒั นาการท่ีเกี่ยวขอ= งกบั เด็กปฐมวยั ทสี่ ําคญั นักจิตวิทยาพัฒนาการเชื่อวWา ทฤษฎีพัฒนาการมีความสำคัญอยWางยิ่งตWอการศึกษามนุษย8ใน ลักษณะองคร8 วม เน่อื งจากทฤษฎจี ะชWวยอธบิ ายและวิเคราะห8พัฒนาการดAานตWาง ๆ ของมนุษย8 ท้ังดAาน ความคิด ลักษณะอารมณ8 และพฤติกรรม เปOนพื้นฐานที่บWงบอกลักษณะปกติและผิดปกติที่พบใน พัฒนาการแตWละขั้นแตWละวัย ชWวยใหAเกิดความเขAาใจชัดเจนในการศึกษา เกิดทิศทางการแกAปfญหาไดA อยWางถูกตAอง ตรงประเดน็ ตลอดจนชวW ยในการสงW เสรมิ พัฒนาการและการปกปอ‹ งไมใW หเA กิดความผดิ ปกติ ในพัฒนาการขั้นตWาง ๆ สำหรบั แนวคิดทฤษฎพี ฒั นาการของมนุษย8มแี นวคิดที่หลากหลายแตกตWางกันไป ตามความเช่ือพื้นฐานเดิมและการมองมนษุ ย8ในแงWมมุ ตWาง ๆ ซึ่งแตWละทฤษฎกี ็จะมีจุดเดWนและมุมมองท่ี แตกตWางกนั สามารถเลือกใชAตามความเหมาะสม ในท่นี จ้ี ะขอกลWาวถงึ ทฤษฎที ี่ใชAกนั อยาW งกวAางขวาง ดังน้ี ทฤษฎีพฒั นาการทางดา= นราE งกาย อารFโนลดF กีเซล (Arnold Gesell.) (อAางถึงใน สิริมา ภิญโญอนันตพงษ8, 2547 : 35) เปOน นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผูAเริ่มกWอตั้งสถาบันพัฒนาการเด็ก (Institute of Child Development) ณ มหาวิทยาลัยเยล ระหวWางป• ค.ศ. 1930-1940 อธิบายทฤษฎเี กยี่ วกบั การเจรญิ เตบิ โตและพัฒนาการของ เด็กวWาการเจริญเติบโตของเด็กทางรWางกาย เนื้อเยื่อ อวัยวะ หนAาที่ของอวัยวะตWาง ๆ และพฤติกรรมท่ี ปรากฏขึ้นเปOนรูปแบบที่แนWนอนและเกิดขึ้นเปOนลำดับขั้น ประสบการณ8 และสภาพแวดลAอมเปOน
4 องค8ประกอบรองท่ีตWอเติมเต็มเสริมพัฒนาการตWาง ๆ กีเซลเชื่อวWาวุฒิภาวะจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรม และมีในเด็กแตลW ะคนมาตงั้ แตWเกดิ ซ่ึงเปOนสิ่งสำคัญทที่ ำใหAเด็กแตWละวยั มคี วามพรAอมทำสง่ิ ตาW ง ๆ ไดA ถาA วุฒิ ภาวะหรือความพรAอมยงั ไมWเกดิ ขึน้ ตามปกตใิ นวัยนั้น สภาพแวดลAอมจะไมWมอี ทิ ธพิ ลตอW พัฒนาการของเด็ก อาร8โนลด8 กีเซล (Arnold Gesell) ไดAสรAางเกณฑม8 าตรฐานสำหรบั วัดพฤติกรรมของเด็กในแตWละ ระดับ เนนA ความแตกตWางระหวWางบุคคลโดยใชAวิธีการสังเกตพฤติกรรม ซึ่งเขาไดแA บงW พฒั นาการของเด็กที่ ตอA งการวัดและประเมนิ ออกเปนO 4 กลมWุ ใหญW 1. พฤติกรรมทางการเคลื่อนไหว (Motor Behavior) ครอบคลุมการบังคับอวัยวะ ตาW งๆ ของรWางกายและความสัมพันธ8ทางดาA นการเคลอ่ื นไหว 2. พฤติกรรมทางการปรับตวั (Adaptive Behavior) ครอบคลุมความสัมพนั ธข8 องการ ใชAมือและสายตา การสำรวจ คนA หา การกระทำตWอวตั ถุ การแกปA ญf หาในการทำงาน 3. พฤติกรรมทางการใชAภาษา (Language Behavior) ครอบคลุมการที่เด็กใชAภาษา การฟงf การพูด การอาW น และการเขยี น 4. พฤติกรรมสWวนตัวและสังคม (Personal-Social Behavior) ครอบคลุมการฝ–ก ปฏบิ ตั สิ Wวนตัว เชนW การกินอาหาร การขับถWาย และการฝ–กตอW สภาพสงั คม เชWน กรเลWน การตอบสนองผAอู ื่น จากแนวความคิดของ อาร8โนลด8 กีเซล (Arnold Gesell) สามารถนำมาอธิบายพัฒนาการ ของมนุษย8ในดาA นการเจริญเติบโตพัฒนาการทางรWางกาย และสามารถนำไปเชื่อมโยงกับพัฒนาการทาง สติปfญญาไดAอีกดวA ย นอกจากนัน้ อาร8โนลด8 กีเซล (Arnold Gesell) ไดAเขียนหนงั สือขึน้ 2 เลWม คือ The First Five Year of Life และ The Child from Five to Ten ซึ่งแนวคดิ ดงั กลWาวนีม้ ีบทบาทมากตอW การ จัดกลุWมเด็กเขAาศึกษาในชั้นอนุบาลศึกษาและชั้นประถมศึกษา เกณฑ8มาตรฐานใชAเปOนแบบทดสอบ มาตรฐานในการทำนายพฤติกรรม วิเคราะห8กลWมุ และทำวิจัย เพือ่ บอกลกั ษณะพฒั นาการของเด็ก โดยใชA อายุทางปฏิทินเปOนเกณฑ8 นอกจากนี้มีบทบาทมากในการจัดกิจกรรมการเรียนรูAใหAกับเด็ก โดยการจัด กิจกรรมนั้นตอA งใหAเหมาะสมกบั วฒุ ภิ าวะของเด็กแตWละคน การนํามาใชA จากทฤษฎวี ฒุ ภิ าวะของ กีเซล จะเห็นวาW เปOนทฤษฎที นี่ Wาสนใจ นักการศกึ ษาดAานเด็ก ซ่ึงใหAการ ยอมรบั ในเร่อื งของแบบแผนพฤติกรรมของเด็กทีพ่ ฒั นาในแตลW ะชWวงอายุและนาํ แนวคิดดังกลWาว มาใชAเปOน เกณฑ8ในการพจิ ารณาถงึ การจัดกิจกรรม รวมทั้งการจัดประสบการณ8ทีเ่ หมาะสมกับวุฒภิ าวะ ของเด็ก ดAวยความเชื่อที่กลWาววWาพฤติกรรมทุกชนิดของบุคคลจะตAองมาจากความพรAอมภายในเทWานนั้ ดังนน้ั จึงมีการนาํ แนวคิดน้มี าใชAประกอบในเรื่องของการเรียนการสอนตลอดจนการฝก– หดั เด็กในเร่ืองของ พฤตกิ รรมตWาง ๆ เพอื่ ใหAเกดิ การเรยี นรAูวาW จะทําไดAผลดีตอW เมือ่ เด็กมคี วามพรAอม การบงั คบั เด็กขณะที่ยังไมW
5 พรอA มจะทาํ ใหAเกดิ ผลเสียมากกวWาผลดีสําหรับกรณที เ่ี ดก็ ยงั ไมมW ีความพรAอม การเรWงฝ–กฝนหรือใหAเรยี นรAูใน สง่ิ ใด ยWอมเปนO ไปดAวยความยากลาํ บาก แมAวWาเด็กจะทําไดAก็ตAองใชAเวลาทย่ี าวนาน แตถW าA เดก็ มีความพรAอม สําหรับการ ฝก– หัดในเรอ่ื งน้นั ๆ ยอW มทําใหAงWายและใชAเวลานอA ย ดงั น้ัน การใหเA ด็กเรงW เรยี นกWอนทจี่ ะพรAอม จะเปนO การ เสียเวลาโดยไมWจาํ เปนO นอกจากน้ยี ังเปOนการสราA งความเครียดทางอารมณ8ใหAกับเดก็ อกี ดวA ย ทฤษฎีพัฒนาการจิตวิเคราะหFของฟรอยดF (Freud’s Psychoanalytic Theory) ซิกมันด8 ฟรอยด8 (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาและจิตแพทย8ชาวเวียนนา ประเทศออสเตรีย ฟรอยด8เปOนผูAใหA ความสําคัญตWอประสบการณ8ในวัยเด็กของบุคคลซึ่งจะมีผลตWอบุคลิกภาพเมื่อเติบโตเปOนผูAใหญW โดย ฟรอยด8เนAนวWา ชีวิตของบุคคลวัยเด็กหรือปฐมวัยเปOนวัยที่สําคัญที่สุดของชีวิตของมนุษย8การจัดการ ตอบสนองและใหAประสบการณ8ที่ดีตอW ความตAองการทางรWางกาย จะทําใหAเด็กพัฒนาไปตามขั้นตอนเปนO อยWางดี Berk, L. E. (2006). ฟรอยดม8 ีความเช่อื วาW ลักษณะจติ ใจของบุคคลสามารถแบงW แยกออกเปนO 3 สWวน คอื อดิ (Id) เปนO เสมอื นแรงจูงใจหรอื ความอยากท่จี ะทําสง่ิ หน่งึ สงิ่ ใดท่ีเปนO ความตAองการของรWางกาย หรืออาจกลWาวไดAวWา อิด (Id) เปOนอํานาจฝœายตWําก็ไดเA พราะเปนO ความปรารถนาซึ่งดําเนินตามความพอใจ ของตน แตWอยาW งเดยี ว โดยไมWคํานงึ ถึงความนยิ มหรือมาตรฐานของสงั คม อโี กA (Ego) เปนO ส่ิงทจ่ี ะทาํ ใหอA ดิ (Id) บรรลุตามจุดมงWุ หมาย เปนO สวW นของจติ ทรี่ สูA ํานึก รAูจักกลWอม เกลาจติ ใจใหAเขAากับสภาพแวดลAอมที่แทจA รงิ รวมทั้งยังรูAจักเลอื กและควบคมุ ความปรารถนาตWาง ๆ โดย คาํ นงึ ถงึ ความเปOนจริง ซปุ เปอร8อีโกA (Superego) คอื สวW นที่เปOนมโนธรรมและศลี ธรรม มีวจิ ารณญาณและความรูAสึกผิด ชอบ โดยเปนO สวW นท่คี อยควบคุม อดิ ฟรอยดเ8 ชอ่ื วWา เด็กแรกเกดิ จะมอี ดิ คือ ความตAองการท่ตี AองไดรA ับการ ตอบสนอง มีลักษณะเปOน Egocentric โดยคิดวWาตนเองเปOนจุดรวมความสําคัญของทุก ๆ อยWาง ถAา ตAองการส่ิงใดจะตAองมีผูหA ามาสนองอยูWตลอดเวลา อิดจะทําใหAอยากไดสA ิง่ ตWาง ๆ เสมอไป โดยไมWคํานงึ ถึง ความเปOนจริงดAานเหตุผล ในขณะที่อีโกAจะมี หนAาที่ทําใหAความอยากนั้นเปOนความจริงขึ้นมา สWวน Superego นั้น เปOนสWวนของมโนธรรมเปOนหลักประพฤติ ปฏิบัติที่นิยมกันในสังคม ซึ่งเปOนสWวนของการ เรยี นรูAมิไดตA ดิ ตวั มาแตWกาํ เนิด ฟรอยด8ไดAกลWาวถึงพลังงานพื้นฐานทางจิตที่เรียกวWา Libido ซึ่งเกิดมาพรAอมกับมนุษย8พลังงาน เหลาW นเ้ี ปOนแรงขบั ทางเพศของบคุ คลทงั้ หมด เรมิ่ มาต้งั แตWวัยเด็กและจะคอW ย ๆ พัฒนาเปลย่ี นรปู แบบเปOน ลําดับ ขั้นขึ้นไป (Psychosexual) และความสําเร็จของชีวิตในปfจจุบัน จะเนื่องมาจากการพัฒนาที่
6 สมบูรณ8ในวัยเด็ก แตWละขั้น ถAาขั้นตWาง ๆ ของพัฒนาการไดAรับการตอบสนองและไดAรบั การพัฒนาอยWาง สมบูรณอ8 ันเกดิ จากการ อบรมเลีย้ งดขู องพWอแมW เดก็ จะผาW นขัน้ ตอนตาW ง ๆ ไปไดAแตWถาA การเปล่ียนแปลงไมW เปOนไปตามขั้น จะมีการชะงัก (Fixation) หรือการถอยกลับ (Regression) ทําใหAมีผลสะทAอนไปถึง บคุ ลกิ ภาพตอนโต เมื่อพบอปุ สรรคหรอื ปfญหาหรอื ความคบั ขอA งใจ จะใชAวิธีการถดถอยไปสูWข้ันพฒั นาทีท่ าํ ใหเA ขาชะงกั ในวยั เด็กเสมอ เชนW การดดู นว้ิ ของเด็กโต ซ่งึ ฟรอยดถ8 ือวาW เปนO การแสดงถึงความคบั ขAองใจอนั เปนO ผลจากระยะของการใชปA ากทีไ่ มไW ดรA บั การ ตอบสนองอยาW งพอเพยี ง เปOนตAน ลําดบั ขนั้ พฒั นาการทางเพศของ ฟรอยดป8 ระกอบดวA ย 5 ขน้ั 1. ข้ันความพอใจอยWบู ริเวณปาก (Oral Stage) อยWูในชWวงอายุ 0 – 1 ปเ• ปOนระยะท่ีทารก มุWงความสนใจไปท่ีปาก การดูด การกัด หรือการไดAสัมผัสบรเิ วณปากจะนําความสุขมาใหAทารกมากท่สี ุด การดดู อาหารนอกจากสนองความตAองการในดาA นความหิวแลวA ยังทําใหทA ารกไดAผWอนคลายความตงึ เครยี ด ทางราW งกายดAวย 2. ขน้ั ความพอใจอยบWู ริเวณทวารหนกั (Anal Stage) อยูWในชวW งอายุ 1 – 2 ป•ระยะนี้เกิด เมื่อเด็กเรียนรูAเรื่องการขับถWาย การขับถWายของเด็กควรเปOนไปโดยเด็กพอใจและไมWมีความรูAสึกขัดแยAง ในขณะท่ี การวางกฎเกณฑบ8 งั คับเด็ก เชWน การบงั คบั ใหAเด็กถาW ยเปOนเวลา จะทําใหเA ดก็ มีความตงึ เคยี ดทาง อารมณ8 3. ขั้นความพอใจอยูWบริเวณอวัยวะเพศ (Phallic Stage) อยูWในชWวงอายุ 3 – 5 ป•เปOน ระยะทค่ี วามพงึ พอใจของเด็กเลือ่ นไปอยWูทอ่ี วัยวะสืบพันธล8 ักษณะทเ่ี ดนW ชดั ของขั้นนค้ี อื เด็กมีความสนใจ และความ อยากรAูอยากเหน็ เกี่ยวกบั สภาพรWางกายซึ่งแตกตWางไปตามเพศ การเกิดของทารก บทบาทของ พอW แมWในการใหA กําเนิดบุตร และพฤตกิ รรมทางเพศของผAปู กครอง ซงึ่ การเลนW อวยั วะเพศจะพบไดAในเด็ก อายชุ Wวงนี้ซึ่งเปOนวัย กอW นเขาA เรียน การใหคA วามรกั ความอบอุWนของผทูA เี่ กย่ี วขAองทัง้ พWอแมWผAูปกครองและครู ตWอเด็กจะทําใหAเด็กผWาน ขั้นนี้ไปไดAและจะเรียนรูAถึงบทบาทางเพศของตนโดยการเลียนแบบ (Identification) บทบาทของพอW แมW 4. ขนั้ กอW นวยั รุนW (Latency Stage) อยูWในชWวงอายุ 6 – 12 ปเ• ปนO ระยะทีเ่ ดก็ จะหันความ สนใจ จากความสัมพนั ธ8ภายในครอบครัวไปสูเW พื่อนฝงู ระยะนพ้ี ลงั ตาW ง ๆ ในขนั้ ที่ 3 ยังคงแฝงอยูW ไมแW สดง ปรากฏ ออกมา 5. ขัน้ วัยรWุน (Genital Stage) อายุ 13 – 18 ปเ• ปนO ขั้นทเี่ ด็กมคี วามสนใจในเพศตรงขAาม มาก ทกุ ทกี ารเร่มิ ตนA ทแ่ี ทจA รงิ ของความรักระหวาW งเพศจะเกิดขึน้ ในข้ันน้ี
7 การนําไปใชA จากทรรศนะของ ฟรอยด8จะเห็นวWาเด็กในระยะปฐมวัยมีความสําคัญมาก การ ตอบสนองตวั อยWาง ถูกตAองตามขนั้ ของพัฒนาการจะชวW ยใหเA ดก็ สามารถพฒั นาตนเองไปอยาW งดแี ละพฒั นา ในขั้นที่สูงขึน้ ไปไดAฟรอยด8เห็นวWาพฤติกรรมเปOนแรงกระตุAนของจิตใตAสํานึก บุคคลที่เปOนโรคจิตประสาท เกิดจากการท่ีสญั ชาติ ญาณถูกกดไวดA ังนั้นการเลี้ยงดูเดก็ จึงตAองเขาA ใจลักษณะพัฒนาการของเด็กแตWละวัย เปด¢ โอกาสใหเA ด็กไดAพฒั นา ไปตามขีดความสามารถและเป¢ดโอกาสใหเA ดก็ ไดAแสดงออก (Free Expression) เพื่อใหAสัญชาติญาณที่เก็บกด ไวAมีทางออก การบังคับเดก็ ใหAทาํ ในสิ่งทีย่ ังไมWถงึ ข้ันพฒั นาการจะทําใหAเกิด ความเครียด แตWการตอบสนองดAวย การเขAาใจและใหAความรักเมตตาตWอเด็ก จะชWวยใหAเด็กผWานขั้น พฒั นาการแตWละขนั้ ไปดวA ยดี ทฤษฎีพัฒนาการทางบคุ ลกิ ภาพของอิริคสัน (Erikson) อิริคสัน (Erikson อAางถึงใน สิริมา ภิญโญอนันตพงษ8, 2547 : 46-49) เปOนนักจิตวทิ ยาในกลWุม จิตวิเคราะห8 อิริคสัน (Erikson) ไดAเนAนความสำคัญของเด็กปฐมวัยวWาเปOนวัยที่กำลังเรียนรูAสิ่งแวดลAอม รอบตวั ซ่ึงเปOนสิ่งทีแ่ ปลกใหมแW ละนาW ต่นื เตนA สำหรับเดก็ บุคลกิ ภาพจะสามารถพฒั นาไดAดีหรอื ไมWขนึ้ อยWูกับ วWาแตWละชWวงของอายุเดก็ ประสบสิ่งทีพ่ ึงพอใจตามขั้นพัฒนาการตWาง ๆ ของแตWละวยั มากเพียงใด ถAาเด็ก ไดAรับการตอบสนองตอW สง่ิ ที่ตนพอใจในชWวงอายุนนั้ เดก็ กจ็ ะมพี ฒั นาการทางบุคลิกภาพที่ดีและเหมาะสม และพัฒนาครอบคลมุ ถงึ วยั ผAูใหญดW Aวย ซง่ึ พฒั นาการของมนษุ ยม8 ี 8 ขน้ั คอื 1. ขั้นความเชื่อใจหรอื ขาดความเชื่อใจ (Trust Versus Mistrust) อายุตั้งแตแW รก เกิดถึง 1 ป• ในขั้นนเ้ี ดก็ จะพัฒนาความรAสู ึกวาW ตนเปนO ท่ียอมรบั และสามารถใหAความเช่ือใจเปOนมิตรแกWคน อื่น วิธีการอบรมเลี้ยงดูของพWอแมW ไมWวWาจะเปOนการอุAม การใหAอาหาร หรือวิธีการเลี้ยงดตู Wาง ๆ จะสWงผล ไปสูWบุคลิกภาพของความเปนO มิตร เป¢ดเผย และเชื่อถือไวAเน้อื เชื่อใจตอW สภาพแวดลอA มและบคุ คลตWาง ๆ ถAา เดก็ ไมไW ดAรับความรักและความอบอWุนอยWางเพยี งพอ เดก็ ก็จะพฒั นาบุคลกิ ภาพของความตระหน่ี ปกป¢ดไมW ไวAวางใจ และมกั มองโลกในแงรW Aาย 2. ขั้นการควบคุมดAวยตนเองหรือสงสัย/อาย (Autonomy Versus Doubt or Shame) อยWูในชWวงอายุ 2-3 ป• เด็กวยั น้ีเริ่มเรียนรAทู จ่ี ะชWวยตนเอง สามารถควบคุมตนเอง และสง่ิ แวดลAอม รอบตวั ไดA เด็กจะสามารถทำงานงาW ย ๆ เหมาะสมกบั วัยของเด็กใหสA ำเรจ็ ดAวยตนเอง เชนW การหยบิ อาหาร เขAาปาก เดิน ว่งิ หรือเลนW ของเลWน ถาA พWอแมWบงั คบั หรือหAามไมไW ดเA ดก็ กระทำส่ิงใดดAวยตนเอง หรือเขAมงวด
8 เกินไปจะทำใหเA ดก็ เกดิ ความสงสยั ในความสามารถของตนเอง เกิดความละอายในสิ่งท่ตี นกระทำ ซงึ่ จะทำ ใหเA ด็กรAูสึกวWาตนไมWสามารถทำอะไรไดอA ยWางถกู ตอA งและไดผA ล เกดิ ความยอW ทAอ ชอบพง่ึ ผูอA ่ืน 3. ขั้นการริเร่มิ หรอื รูAสกึ ผดิ (Initiative Versus Guilt) อยWใู นชวW งอายุ 3-6 ป• เปOน ขนั้ พฒั นาการความคดิ รเิ ร่ิม หรือความรสAู ึกผิด (Sense of VS. of Guilt) เดก็ จะมีความกระตือรือรAนที่จะ เรียกสิ่งตาW ง ๆ รอบตัวเอง เด็กมีการเลียนแบบผูอA ยูWใกลAชิดหรือสง่ิ แวดลAอมทีต่ นรับรAู เด็กเร่ิมเรียนรูAและ ยอมรับคาW นยิ มของครอบครัว และสง่ิ ถWายทอดสWูเด็ก ถาA เดก็ ไมWมอี สิ ระในการคนA หาก็จะสงW ผลไป สWูความคับ ขAองใจที่ไมสW ามารถเรยี นรูAในส่ิงท่ีตนอยากรูA ซง่ึ จะสงW ผลตอW จิตใจของเด็กและความรสูA ึกผิดตดิ ตวั 4. ข้ันการประสบความสำเร็จ ความขยันหมั่นเพียรหรือรูAสึกดAอย (Mastery Versus Inferiority) อยูใW นชWวงอายุ 6-12 ป• เปนO ข้ันทที่ มุW เท ขยัน เพือ่ เกดิ ความสำเรจ็ ชอบแขงW ขันรWวมกับ เพ่ือนกับกลมุW 5. ขั้นการรูAจักตนเองหรือความสับสนไมWรูAสึกตนเอง (Identity Versus Diffustion : Fidelity) อยใูW นชวW งอายุ 13-17 ป• (The College Years) เปนO ขน้ั การคAนหาความเปนO ตนเอง สรAางความเปนO ตนเองโดยผูAใหญแW ละสงั คมมอี ทิ ธพิ ล 6. ขั้นรูAสึกโดดเดี่ยว (Intimacy Versus Isolation) อยูWในชWวงอายุ 18-22 ป• (Early Adolescence and Self Comment) เปOนขัน้ ความรับผิดชอบ เปOนผAูใหญสW ราA งตัว 7. ข้นั ความรับผดิ ชอบแบบผใAู หญหW รือความรสูA กึ เฉือ่ ยชา (Cenerativity Versus Aborption) อยูWในชWวงอายุ 22-40 ป• เปOนขั้นสรAางความป–กแผWน สืบวงศ8ตระกูล รูAบทบาทหนAาที่ รับผิดชอบครอบครัว ลูก 8. ขั้นความมั่งคั่ง สมบูรณ8 หรือหมดหวัง ทอดอาลัยชีวิต (Integrity Versus Despair) อยูWในชWวงอายุ 40 ป• วัยชราเปOนขั้นมีความภูมิใจในความสำเร็จของชีวิต หรือเกิดความอาลัย ทAอแทA ส้ินหวัง ไมWยอมรับการเปลีย่ นแปลงสภาพทเี่ กิดขึน้ พัฒนาการบุคลิกภาพทั้ง 8 ขั้นของอิริคสัน ในขั้นพัฒนาการที่ 1-3 มีความ เกย่ี วขAองกับวยั ของเด็กปฐมวัย เด็กมคี วามสัมพนั ธ8กบั พWอแมW และครอบครวั ดงั นน้ั พWอแมW เปOนบุคคลท่ีมี ความสำคัญตWอพัฒนาการทางบุคลิกภาพเด็กในวัยนี้เปOนอยWางมาก เด็กมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่ สมบรู ณใ8 นวัยผูAใหญWไดขA ึน้ อยWกู ับรากฐานพัฒนาการในวัยน้ีเปOนสำคญั
9 ทฤษฎีพฒั นาการทางดา= นอารมณF ทฤษฎีทางอารมณFของออสุเบล นักจิตวิทยาหลายคนได๎ศึกษาเกี่ยวกับการเกิดอารมณ8 ของมนุษย8 ทฤษฎีที่จะชWวยอธิบาย พัฒนาการดAานนี้ที่เปOนที่รูAจักกันดีคือ ทฤษฎีทางอารมณ8ของออสุเบล (David P Ausubel) ออสุเบล กลWาววWา อารมณ8ของมุนษย8 มีพัฒนาการตามระดับอายุ อารมณ8แตWละชนิดของมนุษย8เกิดขึ้นในวยั ตาW งๆ ของมนุษย8ตามระดับขั้นของ พัฒนาการ สWวนความกดดันของอารมณ8 จะมากนAอยเทWาใดนั้น ขึ้นอยูํกับ ปฏิสัมพนั ธ8ของพันธกุ รรมและ ส่ิงแวดลAอม โดยแบWงลกั ษณะอารมณอ8 อกเปนO 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. อารมณด8 ี (Positive Emotions) ได๎แกW อารมณ8ทีเ่ กดิ ข้ึนเมื่อมนษุ ย8ได๎รบั ร๎ูในสง่ิ ทีเ่ ขา ปรารถนาจะรับรูA หรือตรงกับความปรารถนาของเขา อารมณ8ดีตามความคิดของออสุเบล คือ มีจิต ปฏิสัมพนั ธ8 (Affection) รWาเรงิ (Joy) เหน็ อกเหน็ ใจ (Sympathy) และขำขัน (Humor) 2. อารมณ8ไมWดี (Negative Emotions) ได๎แกW อารมณพ8 ลดั พรากจากความรกั ความกลวั ความวติ กกงั วล โกรธ กAาวราA ว และอจิ ฉา ออสเุ บล ยังไดAกลาW วอกี วWา อารมณท8 ัง้ หมดนีจ้ ะเกิดครบบริบรู ณเ8 มอื่ เด็กอายไุ ด๎ 2 ป• ทฤษฎีของดารFวิน (Darwin,1971) ทษฎีนำเสนอเกี่ยวกับการเกิดอารมณ8ของมนุษย8 โดยดาร8วินอธิบายวWาพฤติกรรมของมนุษย8เปOนผลของวิวัฒนาการที่สืบตWอชWวงกันมายาวนาน ซึ่งเขาไดA ทดลองและพิสูจน8โดยศึกษาการแสดงอารมณ8ของคนและสัตว8 โดยการแสดงอารมณ8ของคนมีลักษณะ เปนO ไปตามสญั ชาติญาณคลAายกับสตั ว8 และไดAรับการถWายทอดมาทางพนั ธุกรรม 3 ประการ คอื การแสดง ออกเปOนการกระทำยWอยๆ ที่ไมเW กย่ี วขAองกัน คณุ สมบตั ิเฉพาะเจาะจงมากขึน้ ทกี่ ำหนดการกระทำ และอคติ ตWออารมณ8อยWางใดอยWางหนึง่ ดาร8วิน สรุปวWาอารมณ8มีลักษณะที่ปราศจากการขัดเกลาหรือเปOนไปตาม สัญชาติญาณ และมีความสัมพันธ8สืบเนื่องจากอดีตืทั้งในแงWวิวัฒนาการของมนุษยชาติและความเปOน เอกลักษณ8ของแตลW ะบคุ คล (วารณุ ี ภวู สรกลุ , 2544, น.265) ทฤษฎพี ัฒนาการทางด=านสติป^ญญา ฌอง เพยี เจทF (Jean Piaget) นกั จิตวทิ ยาชาวสวสิ ไดศA ึกษาเกี่ยวกับพฒั นาการการเรียนรูAของ เด็ก และพัฒนาการทางสติปfญญา โดยมีความเห็นวาW ความคิดหรือสติปfญญานัน้ หมายถึง การที่บุคคล สามารถปรับตัวเองใหAเขAากบั ความตAองการของ สิ่งแวดลAอม สามารถจัดและดัดแปลงความคิดและการ
10 แสดงออกของคนอยWางนWาพึงพอใจ ซึ่งเปOนผลระหวWาง การรับ คือ ขบวนการปรับเขAาสูWโครงสรAาง (Assimilation) และการจัดปรับขยายโครงสรAาง ผลของการทํางานของขบวนการดังกลWาวจะเกิดเปOน โครงสรAางขนึ้ (Schema) เพียเจท8พบวWาเด็กคิดและเขAาใจสิ่งตWาง ๆ แตกตWางจากผูAใหญW พรAอม กับแบWงพัฒนาการทาง ความคดิ เปOน 4 ขนั้ ใหญWซง่ึ แตWละข้ันอธิบายถงึ การคิดท่ีเก่ียวขอA งกบั เหตกุ ารณต8 Wาง ๆ ข้นั ตWาง ๆ แบWงตาม อายุโดยประมาณดังนี้ 1. ข้นั ประสาทสัมผัสและการเคลอ่ื นไหว (Sensoimotor Stage) อยูใW นชWวงต้งั แตWแรกเกิด จนถึง อายุ 2 ขวบ เปOนขั้นที่เด็กรูAจักการใชAประสาทสัมผัสตWาง ๆ เชWน ปาก หูตา ฯลฯ ในขั้นนี้จะเปOนการ พัฒนาการทางความคิดกWอนระยะเวลาที่ทารกจะพูดและใชAภาษาไดAสามารถรับรูAและแสดงกิริยาอาการ ตาW ง ๆ ไดAเปOนชWวงทมี่ ปี ฏิกริ ยิ าสะทAอน เชWน การจับ กํา การดูด ฯลฯ ตลอดจนทาํ สงิ่ ตWาง ๆ โดยสามารถคิด กอW นทาํ รAูถึง ผลที่จะ เกิดจากการทําดวA ยตนเอง รวมทั้งการใชภA าษา 2. ขั้นความคิดกWอนเกิดปฏิบัติการ (Preoperational Stage) อยูWในชWวงอายุ 2 – 7 ป•เปOน ขั้นท่ี เด็กเรม่ิ เรียนรAภู าษาพูดและเขาA ใจเครอ่ื งหมายทาW ทางทสี่ อ่ื ความหมาย เรยี นรูAส่งิ ตWาง ๆ ไดAดขี นึ้ แตWยงั อาศัย การรับรAูเปนO สWวนใหญW ยังไมWสามารถคดิ หาเหตุผลและยกเหตุผลขึ้นอAางอิงไดAเด็กจะเริ่มเขAาใจสัญลักษณ8 และใชA ภาษาแทนความหมายของเหตุการณแ8 ละสง่ิ ตาW ง 3. ขั้นปฏิบัติการคิดแบบรูปธรรม (Concrete Operational Stage) อยูWในชWวงอายุ 7 – 11 ป• ในชWวงอายุดังกลWาว เด็กสามารถใชAเหตุผลกับสิ่งที่แลเห็นไดAเชWน การจัดแบWงกลุWม แบWงพวก ฯลฯ และ มองเหน็ ความสมั พันธ8ของส่ิงตWาง ๆ ไดAดขี นึ้ ในขน้ั น้เี ดก็ สามารถคิดตัดสินใจไดAอยWางมีเหตุผลกับส่ิงที่เปOน รูปธรรม คิดไดAวWาการกระทําใดบAางจะเปOนไปไดAและผลจะออกมาอยWางไรโดยไมWตAองลองผิดลองถูก สามารถ บอกจํานวนและคํานวณ แกAปfญหาไดAเปรียบเทยี บส่งิ ท่ีเปOนรปู ธรรมไดA 4. ข้นั ปฏิบัตกิ ารคดิ แบบนามธรรม (Formal Operational Stage) อยใWู นชวW งอายุ 11 – 15 ป•ขน้ึ ไป เปOนชWวงที่เด็กรูAจักคิดหาเหตุผลและเรียนรูAเกี่ยวกับนามธรรมไดAดีขึ้น สามารถตั้งสมมติฐานและ แกAปfญหาไดAการคิดหาเหตุผลแบบตรรกศาสตร8 (Logical Thinking) พัฒนาอยWางสมบูรณ8เปOนขั้นที่เกิด โครงการทางสติปfญญาอยWางสมบูรณ8เด็กในวัยนี้จะมีความคิดเทWาผูAใหญW อาจจะแตกตWางกันที่คุณภาพ เทาW นั้น เน่อื งจากประสบการณ8แตกตWางกนั
11 ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอรFก (Kohlberg’s Moral Development Theory) ลอว8เรนซ8 โคลเบอร8ก (Lawrence Kohlberg) เปOนนักจิตวิทยาที่กําหนดทฤษฎีพัฒนาการ จริยธรรมที่มชี ื่อเสียง โดยระบุวWา พัฒนาการทางจรยิ ธรรมจะเปOนลาํ ดบั ข้นั เชWนเดียวกบั พัฒนาการดาA น อ่ืน โคลเบอรก8 มีความเชื่อวาW พัฒนาการทางจรยิ ธรรมของบุคคลจะตAองเกิดขึ้นเปนO ลาํ ดับข้ัน โดยเริ่มจากขนั้ แรกกWอน แตWระยะเวลาในการอยขูW น้ั หนึ่งข้นั ใดน้ันจะแตกตWางกนั แลAวแตWบุคคล หรือบางคนอาจจะอยWใู นขัน้ ที่คาบเกี่ยวกัน ก็ไดAพัฒนาการทางจริยธรรมจําเปOนเชWนเดียวกับพัฒนาการทางดAานการคิดและเหตุผล กลWาวคือ จะคWอย ๆ มี การเปลี่ยนแปลงในการแยกแยะถึงผลดีผลเสีย แลAวนําไปกWอใหAเกิดการจดั ระบบ ใหมทW ี่จะนําไปสWูขบวนการ สมดุลของโครงสรAางในที่สดุ ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของ โคลเบอร8ก ประกอบดAวยขั้นพัฒนาการใหAเหตุผล เชิง จริยธรรม 6 ขนั้ และระดบั ความคดิ ทางจรยิ ธรรม 3 ระดบั ดังน้ี ข้ันพัฒนาการขั้นตWาง ๆ ประกอบดAวย 1. ระดับเร่ิมมีจรยิ ธรรม (Preconventional level) เปนO ระดับกWอนเกณฑ8 (อายุ 2 – 10 ป•) เด็ก ในระดับนี้จะทําตามที่สังคมกําหนดวWาดีหรือไมWดีแตWสWวนใหญจW ะมองที่ผลของการกระทําวWาไดAรับความ เจ็บปวด หรือความพึงพอใจ และจะทําตามกฎเกณฑ8ที่ผูมA ีอํานาจเหนือตนกําหนดไวAเลือกทําพฤติกรรม เฉพาะทจ่ี ะเปนO ประโยชน8ตอW ตนเอง โดยไมWคํานงึ ถึงผลที่จะเกิดข้นึ กบั ผูอA ่ืน ระดบั นจี้ ะมพี ัฒนาการ 2 ขั้น คือ ขัน้ ที่ 1 (อายุ 2 – 7 ป)• เดก็ จะเคารพกฎเกณฑเ8 พือ่ หลีกเล่ยี งการถกู ลงโทษ ขน้ั ที่ 2 (อายุ 7 – 10 ป)• ใชหA ลักการแสวงใหAรางวลั เดก็ จะเลือกกระทําในส่ิงท่ีนําความ พอใจ มาใหตA นเทาW น้ัน สิง่ ใดที่สนองความตอA งการของตนถือวWาสง่ิ นั้นถูกตอA ง การมองความสมั พันธ8ของคน ยังแคบ เปนO ลกั ษณะการแลกกัน เชWน “ถAาเธอตีฉัน ฉนั จะตอA งตีเธอบAาง” 2. ระดับมีจริยธรรมตามกฎเกณฑ8และประเพณีนิยม (Conventional level) เปOนระดับตาม กฎเกณฑ8 (อายุ 10 – 16 ป•) เด็กในระดับนี้ทําตามความคาดหวังของครอบครัว ของสังคม หรือ ประเทศชาติ โดยไมWคํานึงถึงผลที่จะตามมา พยายามประพฤติตนเปOนคนดีอยูWในโอวาท หลีกเลี่ยงความ ประพฤติท่ผี Aูอ่ืนหรือ สังคมลงความเหน็ วWาไมดW เี พื่อใหผA ูAอืน่ ยอมรบั ระดับนจี้ ะมพี ัฒนาการ 2 ขัน้ คือ ขนั้ ท่ี 3 (อายุ 10 – 13 ป)• เปนO การทาํ ตามท่ีผอAู ื่นเหน็ ชอบ โดยเด็กมองวWาการทําดีคือทํา สง่ิ ท่ี ทาํ ใหAผอูA นื่ พอใจและการชวW ยเหลือผAอู น่ื ทําตามสังคมเพื่อใหAไดรA บั การยอมรับวWาเปนO เด็กดี
12 ข้นั ท่ี 4 (อายุ 13 – 16 ป)• เปOนการทาํ ตามหนAาท่ที างสังคม ซงึ่ กฎท่ีผปAู กครองหรือสังคม ตั้งไวA เปOนตัวกําหนดความประพฤติดAานจริยธรรมของเด็ก การทําถูกคือการทําตามหนAาที่ เคารพ ผAูปกครองและทาํ ตามระเบยี บกฎเกณฑท8 ส่ี ังคมตั้งไวAเพ่อื หลกี เลย่ี งการถูกประณามจากสงั คม 3. ระดบั มจี รยิ ธรรมของตนเอง (Post conventional หรอื autonomous หรอื ขัน้ principled) เปนO ระดับหลังเกณฑ8 (อายุ 16 ป•ขึ้นไป) เด็กในระดับนจี้ ะพยายามกาํ หนดหลกั การทางจริยธรรมที่ ตWางไป จากกฎเกณฑข8 องสงั คม หรือกฎตWาง ๆ ทผี่ ปูA กครองวางเอาไวAกระทําพฤตกิ รรมตามความเช่ือสวW นตัว ถึงแมA จะไมตW รงกบั กลมุW พวกพAองกต็ าม ระดบั น้ีจะมพี ฒั นาการ 2 ขัน้ คือ ขั้นท่ี 5 (อายุ 16 ป•ขึ้นไป) คํานึงถึงกฎที่จะเปOนประโยชน8ตWอสังคม คํานึงถึงสิทธิสWวน บุคคล ยอมรบั กฎทเี่ ปนO ประชาธิปไตย ขัน้ ท่ี 6 (วัยผAใู หญW) เปOนการยดึ หลักอุดมคติคาํ นึงถงึ หลกั จรยิ ธรรม ตัดสินความถกู ผดิ จาก จรยิ ธรรมที่ตนยดึ ถือจากสามญั สาํ นึกตนเองและจากเหตุผล คํานงึ ถงึ สทิ ธมิ นุษยชนและเคารพสถานภาพ ของ บุคคลไมWคลอA ยตามสงั คม สามารถบังคบั ใจตนเองไดA การนําไปใชA ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของ โคลเบอร8ก จะสอดคลAองกับทฤษฎีพัฒนาการ ทางความคิด ความเขAาใจของ เพียเจท8กลWาวคือ เด็กที่อยูWในระดบั ท่ี 1 ซึ่งมีอายุ 2 – 10 ป•นั้น จะยังไมWมี เหตุผลในการทาํ สิ่ง ตาW ง ๆ เชนW เดียวกับระยะ Preoperational Stage โดยเด็กยังไมWสามารถคดิ หาเหตุผล ที่แทAจริงมาอธบิ ายสงิ่ ตWาง ๆ ไดAเด็กยงั ยึดตนเองเปนO ศูนยก8 ลางอยWู ผูAทเ่ี กย่ี วขAองกบั เด็กท้ังพWอแมW ผูAปกครอง และครูจึงควรจดั กจิ กรรมทกี่ ระตุนA ใหเA ด็กไดรA Aจู กั คดิ และมองเหน็ เหตผุ ลในทางทเ่ี ปOนรูปธรรม และใหAเห็น ผลของการปฏิบตั ิ เพอ่ื ใหเA ดก็ เปนO ตวั ของตัวเอง มอี ิสระในการคดิ เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั ทฤษฎีจิตวิเคราะห8 ของ ฟรอยด8แลAว จะเห็น ไดAวWาเด็กจะอยูWในขั้น Phallic Stage คือ สนใจที่จะทําตามโดยการเลียนแบบ ดังนน้ั พอW แมWผูปA กครอง และครู จะตอA งเปนO ตัวแบบทดี่ ที างจริยธรรม การปฏิบตั ติ ัวในรูปแบบท่ีเหมาะสม ในสังคม การอบรมสง่ั สอนดAวยการใหA รางวัลและการลงโทษ พยายามสอนใหAเด็กสามารถใชสA ตปิ fญญาเปนO เครอ่ื งตัดสินสิง่ ตWาง ๆ มากกวWาความไมWมเี หตุผล
13 ทฤษฎีพฒั นาการของบรนุ เนอรF ( Bruner’s) เจอโรม บรุนเนอร8 (Jerome S.Bruner) ไดAเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการทางการคิดและใชA เหตุผล (Cognitive) โดยอาศัยแนวคิดของ เพียเจท8เปOนหลัก บรุนเนอร8เชื่อวWาพัฒนาการทางความคิด ความเขาA ใจจะตอA งเกดิ จากส่งิ ตWอไปน้ี 1. การใหเA ด็กทาํ สง่ิ ตWาง ๆ อยWางอิสระมากขนึ้ ทําใหAมกี ารพฒั นาทางปญf ญาในขณะท่ีเด็ก รAูภาษา ก็รAจู กั เช่ือมโยงความสัมพันธร8 ะหวWางสิง่ เรAากับการตอบสนอง ทําใหAรAวู WาตอบสนองใดจะไดAรับความ พึงพอใจและ มีการปรับพฤตกิ รรม 2. การเรียนสัญลักษณ8ที่ใชAแทนสิ่งตWาง ๆ เด็กจะสะสมความรูAไวAและสามารถทํานาย คาดคะเน สงิ่ ใหมๆW ทีเ่ กิดข้นึ ไดA 3. พฒั นาการทางความคดิ คอื ความสามารถทีจ่ ะสือ่ สารใหคA นอื่นและตนเองไดAรูAถึงสิ่งที่ ตนกาํ ลงั ทาํ โดยใชคA ําตาW ง ๆ หรอื สญั ลกั ษณส8 ามารถอธิบายการกระทําในอดีตและปจf จุบันไดA 4. ผูAสอนและผูAเรียนมีความสัมพันธ8กันอยWางมีระบบ ดังนั้น พWอแมWผูAปกครอง ครูหรือ สมาชิกอืน่ ๆ ในสังคมจะตAองสอนเด็ก ตลอดจนตAองนาํ เอาวัฒนธรรมตWาง ๆ มาตีความและใหAเด็กมีสWวน รวW ม 5. ภาษาเปOนกุญแจของการพัฒนาดAานความคิด กลWาวคือ เด็กใชAภาษาเพื่อส่ือ ความหมายทําใหA เขาA ใจตนเองและสิง่ ตาW ง ๆ ใชสA ื่อความคดิ ของตนไปสWูคนอ่ืน เมือ่ โตข้ึนกใ็ ชAภาษาเพ่ือคิด เชอื่ มโยงเหตกุ ารณ8ตาW ง ๆ ในโลก ทําใหเA ชอ่ื มโยงเหตกุ ารณอ8 ยWางเปนO เหตเุ ปนO ผล และเชื่อมโยงส่ิงใหมWเขAา กับสิง่ ทคี่ ลAายกัน ใชAบนั ทึกเหตกุ ารณต8 Wาง ๆ ทาํ ใหAรจAู ักสง่ิ เหลWาน้ี 6. การพฒั นาทางความคิด สังเกตไดจA ากการมคี วามสามารถเลอื กทํากิจกรรมและเลอื กท่ี จะ สนใจเหตุการณ8ไดAเมื่อมีทางเลือกมาพรAอม ๆ กัน บรุนเนอร8ไดAเนAนความสําคัญของสิ่งแวดลAอมและ วฒั นธรรมทีม่ ีผลตอW พฒั นาการทาง สตปิ ญf ญา เชนW เดียวกบั เพยี เจท8โดยไดAเสนอแนวคดิ เกีย่ วกบั การเรยี นรAู ดวA ยการคAนพบดวA ยตนเอง (Discovery Learning) และการสอนพ้นื ฐานวิชาการตWาง ๆ ใหกA บั เด็กปฐมวัย เทาW ที่เด็กจะสามารถเรยี นรAูไดAดAวยการเนนA การจดั สภาพแวดลอA มทีก่ ระตนุA เดก็
14 ทฤษฎีพฒั นาการดา= นสงั คม ทฤษฎีจติ สงั คมของอิรคิ สนั (Erickson’s Psychosocial Theory) อริ ิคสัน (Erickson) มีความสนใจศกึ ษาความสัมพันธ8ของบุคคลและครอบครัว ซ่ึงถอื วาW เปOนสังคม เลก็ ๆ สังคมหนึ่ง โดยศึกษาวาW สงั คมมอี ทิ ธิพลตWอพฤติกรรมของเด็กอยWางไร อิริคสัน ไดAใหAความหมายของ พัฒนาการวWา เปOนขบวนการเปลี่ยนแปลงทางดAานจิตใจและสังคม ทฤษฎีของ อิริคสัน ใหAแนวคิดวWา พัฒนาการ ทางบคุ ลิกภาพมตี ้งั แตWเกิดจนถึงวยั ชรา โดยมองพัฒนาการของบุคลกิ ภาพวWาเปนO วกิ ฤตกิ ารณท8 ่ี แบWงเปOนระยะ ๆ และเนAนวิกฤติการณ8ในระยะวัยรุWน จากทฤษฎีนี้แสดงใหAเห็นวWาความไวAวางใจ การ ควบคุมตนเอง ความคิด ริเริ่ม และการรูAจักตน พัฒนาไดAอยWางไรตั้งแตWวัยเด็ก และคAนพบวWาความไมW ไวAวางใจ ความละอาย ความรสAู ึกผดิ ความรสูA กึ ดอA ย และความสบั สน ไมWรูจA ักตนจะมาจากการพัฒนาในวัย เด็กและวัยรุWนไดAอยWางไร อิริคสัน ไดAแบWง ขั้นพัฒนาการออกเปOน 8 ขั้น ตามลําดับอายุโดยแตWละขั้นจะ ตWอเนื่องเกี่ยวพันซึ่งกันและกันอยWางมีแบบแผนในแตWละขั้นเด็กอาจจะพบปfญหาซึ่งถAาเด็กสามารถ แกAปfญหานนั้ ไดAกจ็ ะพฒั นาสขูW ้นั ตอW ไป พฒั นาการ 8 ขนั้ ดงั กลาW ว ไดAแกW 1. ความรูAสึกไวAวางใจหรือไมWไวAวางใจ (Sense of trust VS. Sense of Mistrust) (อายุ แรกเกดิ ถึง 1 ป•) ในขน้ั น้ีสิง่ แวดลอA มทีส่ าํ คัญคอื แมWหรือผูAทําหนาA ทแี่ ทนแมWขั้นนี้จัดวWาเปOนพ้ืนฐานของการ พัฒนาการขั้น ตWาง ๆ เมื่อทารกอยูWในครรภ8สภาพแวดลAอมทกุ อยWางในครรภ8ของแมลW AวนแตWมีความสุข มี อาหารกนิ อากาศ อบอุWนสบาย และเมื่อทารกคลอดออกมาวินาทีแรกตAองเริ่มหายใจดวA ยตนเอง อาการ ภายนอกเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา เชWน ไมWไดAกินอาหารทุกครั้งทีห่ ิว ฯลฯ การเปลี่ยนสภาพเชWนนี้ทําใหA ทารกเกดิ ความรAูสกึ วWาโลกใหมWท่ี อยูนW จี้ ะไวAใจไดAหรอื ถาA จะไวใA จ จะไวใA จไดAเพียงใด ถาA ทุกคร้ังที่หิวก็ไดAกิน อาหาร ถAาหอA งทอ่ี ยูWไมWรอA นไมWหนาว เกนิ ไปนกั ไมมW สี ตั ว8รAายมาทําอันตราย ฯลฯ ทารกยWอมมีภาพพจน8วWา โลกนี้นWาอยูไW วAวางใจไดอA ันสWงผลทําใหA ทารกเกิดความรAูสึกวWาชีวติ ยังมีความหวงั เชWน หวังวWาในคร้ังตอW ไป เมื่อรอA งไหกA ค็ งมคี นเอานมมาใหกA ิน เปนO ตนA ผูทA จ่ี ะชวW ยใหทA ารกเกิดภาพพจน8ท่ดี ีตWอโลกก็คือพWอแมWน่ันเอง วิธกี ารเลย้ี งดูของพWอแมไW มWวาW จะเปนO ลกั ษณะการอุมA ทารกทาW ทางการใหAนม การยมิ้ กับทารก ฯลฯ จดั เปOน การวางพืน้ ฐานในเรื่องโลกใหAแกWทารก ถAาทารกไวAใจสิ่ง หนึ่งก็จะมีความไวAวางใจสิ่งอื่น ๆ และคนอื่น ๆ ดวA ย ในทางตรงกนั ขAาม ถาA ทารกไดรA บั ประสบการณ8ไมดW ี กลWาวคือ เม่ือตAองการแลAวไมไW ดAรับสิง่ ท่ตี Aองการ ก็ จะเกดิ ความรสูA กึ ไมWไวAวางใจ กลายเปOนคนหวาดระแวง ตืน่ กลัว รูสA กึ วาW โลกนี้ไววA างใจไมไW ดแA ละความรสAู กึ น้ี จะพฒั นาข้นึ ตามวยั ดงั นัน้ พอW แมผW ปAู กครอง หรือผเูA ล้ยี งดเู ดก็ วัยนี้ควรคํานึงถงึ ความตAองการข้ันพ้ืนฐาน ของเด็กอยWางสมําW เสมอ เพื่อชWวยใหAพัฒนาการทางบคุ ลกิ ภาพของ ทารกมคี วามสมบูรณแ8 ละม่ันคง
15 ในวัยนี้ทารกจะใชAปากซ่ึงเปนO บรเิ วณทีไ่ วตWอการตอบสนองเปนO เครือ่ งมือติดตWอกับโลก ภายนอก เชWน การหยิบของใสWปาก ฯลฯ พฤติกรรมดงั กลาW วแสดงวาW ทารกมคี วามไวAวางใจโลกพอสมควร นอกจากนี้ วัยนี้จะมีพฤติกรรมแบบยึดตัวเองเปOนศูนย8กลาง อิริคสัน สังเกตไดAจากการที่เดก็ เลWนหรือจากการ หยิบ ฉวยทุกส่ิงทุกอยWาง มักจะตามใจตนเอง ลักษณะดงั กลWาวเปOนอุปสรรคขดั ขวางพัฒนาการทางสังคมอยWาง มาก เพราะเดก็ จะไมWรจAู กั การรบั การใหAผAูอื่น ทําใหAเขาA สงั คมกบั ผูAอื่นไมWไดA 2. ความรูสA กึ เปนO อสิ ระหรอื ความรสูA ึกสงสยั ไมWแนใW จความสามารถของตนเอง (Sense of Autonomy VS. Sense of Doubt and Shame) (อายุ 2 ป•) ในขั้นนี้ส่งิ แวดลAอมทีส่ ําคญั คือ พอW แมW หรอื ผทูA ําหนาA ที่แทน เม่ือเด็กมีความรูAสึกไวAวางใจพWอแมWและส่ิงแวดลอA มแลAว เด็กจะเกิดความรูAสกึ เปOนอิสระใน การ กระทําบางอยWาง และตั้งใจจะทําในสิ่งที่คนตAองการ เชWน ในระยะ 2 ขวบ เด็กสามารถควบคุม กลาA มเนือ้ หูรดู ของอวยั วะขบั ถWายไดAเดก็ จะรสAู กึ มีอสิ ระทจ่ี ะขับถWายหรอื ไมขW บั ถาW ย หรือจะปสf สาวะเมอื่ ใดที่ ไหนก็ไดAแตWเด็ก บางคนอาจถูกพWอแมWหรือคนอืน่ บังคับ แมAเวลาขับถWาย ทําใหAเด็กเกิดความรAูสึกสงสยั วาW ตนเองมีอิสระหรือไมมW ี อสิ ระกันแนW เปOนตAน เด็กในวัยนี้สWวนมากสังคมมักกาํ หนดใหAขบั ถWายเปOนเวลา และ ขับถWายเปOนที่สิ่งที่ควรฝ–กเด็ก วัยนี้เพื่อใหAเหมาะสมกับลักษณะพัฒนาการคือ การรูAจักเรื่องเวลาและ สถานที่ ในการฝ–กควรเริม่ ตAนดวA ยการ ผWอนปรนบAาง ไมWควรเขAมงวดกับเด็กมากนกั เพราะอาจทําใหเA ดก็ กลับไปมีพฤติกรรมเปOนเด็กทารกอีกก็ไดAโดย ปกติเด็กวัยนี้อาจมีความไมWแนWใจวWาจะกลับไปพึ่งคนอื่น ตลอดเวลา ซึ่งมคี วามสขุ สบาย หรอื จะกลบั มาพึ่งตนเอง ซ่ึงมอี สิ ระแตWกต็ Aองรับผดิ ชอบ ถAามีการฝ–กขับถWาย อยWางเขAมงวดเรือ่ งเวลาและสถานที่ เดก็ อาจใชAวธิ ีลดความไมW สบายใจ โดยทาํ ตัวใหเA หมือนทารกอยากดูด นมแมW หรือถAานอA งก็อจิ ฉานAองกไ็ ดAดังนนั้ หากเดก็ มีพฒั นาการขนั้ น้ี เปOนไปไดดA เี ด็กจะเปOนคนมีพลังความ ตงั้ ใจทาํ สงิ่ ตWาง ๆ และรAจู ักควบคุมตนเอง 3. ความคิดริเริ่มหรือความรูสA ึกผิด (Sense of Initiative VS. Sense of Guilt) (อายุ 3 – 5 ป)• ในข้ันน้สี ิ่งแวดลอA มท่ีสาํ คญั คือครอบครัว เดก็ วัยนีส้ ามารถชวW ยตวั เองไดสA ามารถทํางาน บางอยWาง ใหAสาํ เรจ็ ไดดA Aวยตนเอง โดยพอW แมW ผAปู กครอง จะตAองกระตุนA หรือสWงเสรมิ ใหเA ด็กทําอะไรไดหA ลาย ๆ อยWาง แรงสนับสนนุ นี้ทาํ ใหเA ดก็ พยายามแสดงความสามารถใหมWๆ ออกมา และแสดงออกมามากท่สี ุดเทWาทีจ่ ะ มี ถาA ทาํ ไมWสาํ เร็จกจ็ ะลมื ความลมA เหลวไดอA ยาW งรวดเร็ว และตง้ั ตAนใหมดW งั นั้น ถาA เดก็ ไดรA ับการสงW เสรมิ ทถี่ ูกทาง ก็ยWอมเสริมสราA งความคิดริเริ่มสราA งสรรคแ8 ตWถAาเด็กทาํ ไมWสาํ เรจ็ และถกู ตาํ หนติ เิ ตียน ก็จะเกดิ ความรูAสึกผิด วWาไมW สามารถทําตามที่พWอแมWผูAปกครองคาดหวังไวAไดAเดก็ ในระยะน้ีจะมีพัฒนาการทางราW งกายดีมากจน สามารถทํากิจกรรมประจําวันไดAเกือบทุก อยWาง เชWน เดิน วิ่ง กระโดด ฯลฯ สามารถทําพฤติกรรมไดA
16 เหมอื นผูใA หญW ทาํ ใหAเกิดความรสAู กึ วาW จะตAองเปลีย่ นแบบพฤตกิ รรมของผใูA หญใW หAไดAแตWแมจA ะพยายามแลAวก็ ทํายังไมไW ดAดเี ทWา จึงทาํ ใหAเด็กมคี วามพยายามมากขน้ึ และพยายามเปรียบเทียบอยูWตลอดเวลาวาW ตนทําไดAดี หรือยงั เดก็ วยั นชี้ อบชWวยตัวเองทุกอยาW งท่ีทําไดถA าA สงิ่ ใดที่ เดก็ พอทาํ ไดเA ชนW ตดิ กระดุมเสอื้ ไดเA อง ฯลฯ ถาA มี ผใAู หญชW วW ยเดก็ จะไมพW อใจ เน่ืองจากเด็กวยั น้ชี อบเลียนแบบ พอW แมWมากทีส่ ดุ ดังนั้นในการปลูกฝงf จริยธรรม ใหAเดก็ น้นั พอW แมW ผูปA กครองจึงควรทําตัวเปOนแบบอยWาง ไมWใชW ปลูกฝงf ดวA ยวิธกี ารสง่ั สอน เชWน ถAาตAองการ ใหลA กู เปนO คนเอ้อื เฟ®¯อ พอW แมWกต็ อA งเปนO คนเอื้อเฟ®อ¯ แบWงปfนส่งิ ของใหA เพ่อื นบาA น หรอื ใหลA กู นาํ ของไปแบWงใหA เพื่อนบางคร้ังบางคราว เปOนตAน การเลยี นแบบพWอแมWนีค้ รูจะสงั เกตเห็น ไดAจากการเลWน เชWน เลWนเปนO พWอ แมW เลWนเรื่องการเลี้ยงลูก เปOนตAน เด็กวัยนี้เริ่มสังเกตความแตกตWางระหวWางเพศ ของตนกับเพศตรงขAาม กลWาวคือ สังเกตอวัยวะเพศ แลAวเด็กจะเร่ิมสังเกตบทบาทที่สังคมกําหนดใหแA กWเพศของ ตนและเพศตรง ขAาม เด็กชายจะเริ่มเลียนแบบพฤติกรรมของพWอ ในขณะที่เด็กหญิงเลียนแบบพฤติกรรมของแมW ถAา พัฒนาการข้นั น้ผี WานพAนไปไดดA ีเด็กกจ็ ะมแี นวทางและจดุ มุงW หมายในการปฏิบัตติ ัว 4. ความรูAสึกวWาตนประสบความสําเร็จหรือความรูAสึกดAอย (Sense of Industry VS. Sense of Inferiority) (อายุ 6 – 11 ป•) ในข้ันน้สี ่งิ แวดลอA มที่สาํ คัญ คือ เพือ่ นบAานและโรงเรียน เด็กในวัย นเี้ ริ่มเขาA โรงเรยี นใชชA วี ิตสวW นมากอยใWู นโรงเรยี น มคี วามสามารถทาํ ทกุ อยWางทีผ่ ใูA หญทW าํ ไดAแตWทําไดไA มดW ีเทWา ดังนั้นจึงทุมW เททุกสิ่งทุกอยWางเพือ่ ทํางานใหดA ีเทWาผูใA หญWถAาทําสําเร็จก็จะเกิดกาํ ลังใจ ภาคภูมิใจ แตWถAาทํา ไมไW ดAเดก็ จะเกิด ความรสAู กึ ดAอยเมือ่ เปรียบเทยี บกับเพ่ือน เพราะในวัยน้ีเพื่อนมีความหมายมากตWอการใชA เปรียบเทียบ ความสามารถของตน เนื่องจากเด็กวยั นี้ชอบทํางาน ผูAใหญWควรใชAโอกาสน้ีวางพืน้ ฐานการ ทํางาน และปลูกฝfง ลักษณะนิสัยการทํางานใหAแกWเด็ก ถAาเด็กทํางานไดAถึงแมAจะเปOนงานงWาย ๆ สําหรบั ผใAู หญW และผAูใหญWแสดงใหA เหน็ วWางานน้นั มีคณุ คาW เด็กจะรสAู ึกภาคภมู ใิ จและมนี สิ ยั รกั ท่จี ะทาํ งานตอW ไป เมอื่ อยูใW นกลุWมเพ่ือน เดก็ จะชอบแขWงขนั กบั เพอื่ น เพอื่ ทจ่ี ะทราบความสามารถของตนเอง ใน ขณะเดียวกันก็ ทาํ งานรวW มกับเพอื่ นไดเA พอื่ ชWวยใหAงานสําเร็จ เพ่ือนมคี วามหมายมากขึ้นในวัยนเ้ี ด็กตAองการ เพ่ือนเพื่อใหA เพ่ือนยอมรับ และเพ่อื ใหAเปรียบเทยี บความสามารถของตน สงั คมของเดก็ วยั นี้กวาA งขวางขนึ้ โดยมี บคุ คล อื่น เชนW ครแู ละเพ่ือน เร่ิมมีอทิ ธพิ ลตWอความนกึ คดิ ของเดก็ แทนพWอแมW เปOนตนA ถาA พัฒนาการข้ันน้ีผWานไป ไดAดีเด็กมีวิธีการทํางานที่เหมาะสม และมีความสามารถ รวมทั้งจะพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่ดีไดAใน พัฒนาการขัน้ ตอW ๆ ไป 5. การรูAจักตนเองหรอื ความสบั สนไมรW จAู ักตนเอง (Sense of Identity VS. of Sense of Identity Diffusion) (อายุ 12 – 17 ป•) ในขน้ั น้สี ิง่ แวดลอA มท่สี ําคัญ คือ กลมุW เพ่อื นคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน
17 ผูนA าํ บุคคลและสิง่ ทเ่ี ดก็ ยึดถือเปOนแบบอยWาง เดก็ วยั น้ีจะเริ่มท่ีเขาA สวูW ยั รุWนแลAว ราW งกายและสติปfญญาของ เด็กจะ มีพัฒนาใกลAเคยี งกับผใAู หญW ในบางครั้งการเปลยี่ นแปลงเปOนไปอยาW งรวดเร็วจนไมWแนWใจวWาเกดิ อะไร ขึน้ สงั คมเริ่ม เขAามามบี ทบาทตWอพฒั นาการทางบคุ ลกิ ภาพของเดก็ การคาดหวังจากสงั คมทําใหเA ดก็ สบั สน ไมแW นWใจในบทบาท หนาA ที่ของตน ในบางครง้ั สงั คมปฏิบตั ริ าวกับวWาเขายังเปOนเด็กอยWูแตบW างทกี ็ตAองการใหA เปนO ผAใู หญจW ึงทาํ ใหเA ด็ก 6. วัยรุWนอยากรูจA กั ตนเอง ดังนั้นถAาสังคมชWวยใหเA ด็กไดทA ราบถึงบทบาทและหนAาที่ของ ตนเอง อยWางชัดเจน เด็กก็จะรูAจกั ตนและจะเกิดความรAูสึกอยากอทุ ิศแรงกายแรงใจใหAแกสW ังคมของตน อิ ริคสัน ไดAเปรียบเทียบระยะวัยรุนW นี้วWาเสมือนกับเปOนระยะที่เป¢ดโอกาสใหAเด็กไดAทดลอง บทบาทตWาง ๆ กWอนจะเปOนผใูA หญW 7. ความรูAสึกวWาตนมีเพื่อนหรือความรูAสึกอAางวAางโดดเดี่ยว (Sense of Intimacy VS. Sense of Isolation) (อายุ 18 – 21 ป•) ในข้นั น้สี ่งิ แวดลAอมคือเพอ่ื นสนิท ครWู กั คชWู ีวติ วยั นีเ้ ร่มิ เปนO ผูAใหญW ที่มุWงอยูWกับการ ทํางาน หรือสรAางฐานใหAเปOนป–กแผWน มีความรับผิดชอบตนเองและเริ่มเลือกคูWครอง ผูAท่ี ประสบความสาํ เรจ็ ใน การพฒั นาขัน้ กอW น ๆ นี้ยWอมจะประสบผลสาํ เร็จในการพฒั นาขน้ั น้ดี วA ย สวW นผAูที่พบ ความลมA เหลวในขนั้ กWอน ๆ กจ็ ะไมWไววA างใจผอAู ่นื ไมWมีความพอใจในตนเอง ปรบั ตัวเขAากบั ผูAอืน่ ไมไW ดAอาจทํา ใหไA มกW ลAาเส่ียงกับการแตงW งาน และการทาํ งาน เม่ือเวลาผาW นไปนานเขAาจนเพ่อื นรWุนเดียวกันแยกยAายไปมี ครอบครวั หมดแลวA ก็จะรูสA กึ วWา ตนเองถกู ทอดทิ้ง และถกู แยกใหAอยWูตามลาํ พงั ทําใหAรAสู กึ อAางวาA งวAาเหวW 8. ความรAูสึกรับผดิ ชอบแบบผAูใหญหW รือความรสAู กึ เฉ่อื ยชา (Sense of Generativist VS. Sense of Absorption) (อายุ 22 – 40 ป•) ผูAใหญWในวัยนี้จะคํานึงถึงการมีลูกหลานเพื่อสืบวงศ8ตระกูล และมคี วาม การนาํ ไปใชA จากแนวความคิดของ อริ คิ สัน ดงั กลWาว ทาํ ใหทA ราบถงึ อทิ ธิพลของส่ิงแวดลAอมทมี่ ีตอW พฤติกรรมของเดก็ ในดาA นดีและไมดW ี เมอื่ อยใWู นสงั คมตามลกั ษณะพฤติกรรมที่แจงไวAตามระดบั อายุ ดังน้ัน ครจู งึ ควรจะ นาํ ไปใชเA ปOนแนวทางในการจัดการศกึ ษาไดดA ังน้ี 1. วัยที่เด็กเริ่มเขาA เรียน ครูและเพื่อนจะมีอิทธิพลตWอเดก็ มาก ลักษณะของเด็กวัยนี้ชอบทาํ งาน แขงW ขนั และรWวมมอื กนั ครูจึงควรใชอA ทิ ธิพลของตนในการนาํ ใหเA ดก็ ทํางานรวW มกับเพื่อน ๆ 2. วัยกWอนเขาA เรียนและวัยเขาA เรียน เด็กชอบเลียนแบบ ดังนั้นในการสอนจริยธรรม ครูควรเปนO แบบอยาW งที่ดใี หAแกWเด็ก เชนW ความอWอนโยน การพดู จริง เสียสละ ย้ิมแยมA พดู จาไพเราะ ตรงตWอเวลา เปOน
18 ตAน นอกจากน้คี รคู วรจัดบรรยากาศในโรงเรยี นใหAเปOนแบบอยWางดวA ย เชนW ความสัมพนั ธร8 ะหวWางครูดวA ยกัน ครกู บั ผAูปกครอง ใหAสอดคลAองกบั ส่งิ ท่คี รสู อน เปOนตAน 3. วัยรุWน ครูควรสนบั สนุนใหเA ดก็ มีโอกาสไดทA ดลองบทบาทตาW ง ๆ เชWน อาจต้งั ชมุ นมุ ตWาง ๆ หรือ กลุWมตWาง ๆ ในโรงเรียนใหAเด็กเขAารWวมเปOนสมาชิก และทํากิจกรรมตWาง ๆ ตามความสมัครใจในหAองเรยี น ครูควร สนับสนุนใหAตั้งกฎเกณฑ8ในชั้นใหAเด็กรับผิดชอบการตัดสินใจของตนเอง ใหAทํางานกลุWม ใน ขณะเดยี วกันก็ สนบั สนนุ เปOนรายบุคคลใหมA ีความคดิ สรAางสรรค8และแกAปญf หาไดAดวA ยตนเอง จากทฤษฎีและแนวคิดของนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงดังกลWาว นอกจากจะแสดงใหAเห็นถึง ความสําคัญของเดก็ ในระยะปฐมวยั แลวA ยงั เปOนขAอคดิ ทสี่ าํ คญั แกผW ทAู ี่ทําหนAาทอ่ี บรมดูแลเด็ก ทง้ั ผทูA เี่ ปOนพWอ แมW ผูAปกครอง และครูเพราะทฤษฎีและแนวคิดเหลWาน้ีจะชวW ยใหAเกิดความเขAาใจเกี่ยวกับบคุ ลิกภาพและ พฤติกรรม ของเด็ก ตลอดจนเขAาใจเกี่ยวกับวิธีการเรียนรูAการแกAปfญหา และการคิดของเด็ก ซึ่งจะเปOน แนวทางใหสA ามารถ หาทางชวW ยใหเA ดก็ ไดAพัฒนาทั้งการคดิ และความสามารถ รวมท้ังสงW เสรมิ พัฒนาการทกุ ๆ ดAานของเด็กใหA เจริญเตบิ โตไปพรAอม ๆ กัน เพื่อใหAบรรลุเป‹าหมายของการพัฒนาเด็กตามที่ไดกA ําหนด และมงWุ หมายไวA กลEาวโดยสรุป ธรรมชาติของจิตวิทยาพัฒนาการคอื การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของมนษุ ยท8 ุกๆ ดาA น ตัง้ แตWจดุ ปฏิสนธิจวบจนวาระสดุ ทAายของชีวติ จุดหมายของการศกึ ษาการเปล่ยี นแปลงตาW งๆ เหลWานี้ เพอื่ สามารถเขAาใจควบคุม และทำนายพฒั นาการดAานตWางๆ ท้งั นเ้ี พอ่ื ใหเA กิดการยอมรับการเปล่ียนแปลง ควบคมุ การเปลยี่ นแปลงใหเAปนO ไปในแนวทางทเ่ี หมาะสมและปรับปรงุ การเปลี่ยนแปลงท่ีไมWเหมาะสมใหAมี คุณภาพดีข้ึน จิตวิทยาสาขาน้ีมีประโยชน8ตWอการพัฒนาตนเองใหมA ีชวี ิตทีม่ ีคณุ ภาพ ตWอสังคมสวW นรWวมตWอ การอยรูW วW มกบั ผอูA ่ืนอยาW งมีความสขุ จากพัฒนาการของบุคลิกภาพทั้ง 8 ขั้น ของ อิริคสัน ดังกลWาว จะเห็นไดAวWาเด็กเริ่มมี ความสัมพันธ8 กบั พWอแมW และบคุ คลในครอบครวั ตWอมาก็มีเพ่อื น ครู โรงเรียน สังคม และมนษุ ยชาติดังน้ัน พฤติกรรมของ เด็กยWอมมีการเปลี่ยนแปลงไป ถAาหากบุคคลใดมีพัฒนาการดีทุก ๆ ขั้น ก็จะเปOน ผูAที่มี บุคลิกภาพที่สมบูรณ8 อยWางแทAจริง แตWการที่บุคคลใดจะมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพดีหรือไมWเพียงใด ก็ จะตอA งอาศยั องคป8 ระกอบทส่ี าํ คญั คอื สภาพแวดลอA มของบุคคลนั้น และวิธีการทีไ่ ดรA ับการอบรมเลย้ี งดู ขัน้ พัฒนาการทางความคดิ ของฌอง เพียเจท8 (Jean Piaget) กลาW วคอื เด็กวัยน้สี ามารถคิดอยWาง นักวิทยาศาสตร8คิดเก่ียวกับนามธรรมไดAอยWางมีเหตุผล คือสามารถตั้งสมมติฐานใหAเหตุผลถึงสิ่งที่นWาจะ เปOนไป ไดAคิดจากสิ่งที่จะตAองทางสติปญf ญาของเดก็ ปฐมวัยมีขอบเขตจํากัด จึงควรท่ีจะจัดกิจกรรมและ
19 สภาพแวดลAอม ที่จะกระตุAนใหAเด็กไดAรับรูAโดยเหมาะสมกับขีดความสามารถและสอดคลAองกับ ความสามารถ โดยใหAเด็กฝ–ก ทักษะในการใชAประสาทสัมผัสตWาง ๆ เพื่อพัฒนาประสาทการรับรูAและ เคลื่อนไหวและจดั กิจกรรมที่จะชWวยกระตุAนความคิดเพื่อใหAเด็กไดAมีประสบการณ8เต็มเพียงพอที่จะเปOน พื้นฐานสําหรบั พฒั นาในขั้นตWอไป อยWางมปี ระสทิ ธิภาพสงู สุด คำศพั ทFท่เี กีย่ วขอ= ง ลำดบั ท่ี คำศัพทF ความหมาย จิตวิญญาณ 1. Soul จิตใจ ประยกุ ต8 2. Psyche การเจรญิ เตบิ โต วทิ ยาศาสตร8 3. Applied การถอยกลับ จิตวทิ ยา 4. Growth พฒั นาการ กระบวนการทางจติ 5. Science พัฒนาการเด็ก 6. Regression 7. Psychology 8. Development 9. Mental Process 10. child development
20 แบบฝกx หดั 1. แนวคดิ ของนกั จิตวทิ ยาทาW นน้ี สามารถนำไปประยกุ ต8ใชAกบั การดำเนนิ ชวี ติ ไดอA ยWางไร 2. ความหมายจิตวิทยาพัฒนาการ คือ 3. ความสำคัญของจติ วิทยาทม่ี ีตWออาชีพครูคอื 4. ครทู ่มี คี วามรดAู าA นจิตวทิ ยาจะสWงผลดตี WอการทำงานครูอยาW งไรบาA ง 5. การเรยี นรศูA าสตร8จติ วทิ ยาจะเปนO ประโยชนห8 รือโทษแกWตวั นกั ศึกษาอยWางไร 6. ทฤษฎีของฟรอยด8(Freud) แบงW พฒั นาการของมนุษย8เปนO กี่ข้ัน อะไรบาA ง 7. ทฤษฎขี องอรี ิคสนั (Erikson) แบงW พัฒนาการของมนุษย8เปนO กี่ขน้ั อะไรบาA ง 8. ทฤษฎขี องเพยี เจท8(Piaget) แบWงพัฒนาการของมนษุ ยเ8 ปOนก่ขี น้ั อะไรบAาง 9. ทฤษฎีของโคลเบิรก8 (Kohlberg) แบงW พฒั นาการของมนุษย8เปOนกี่ขน้ั อะไรบAาง 10. พัฒนาการตง้ั แตเW กิดจนถึงชราแบWงไดเA ปนO กี่ชWวงและแตลW ะชWวงมีลักษณะเดWนอยWางไร
21 เอกสารอา= งอิง ประณต เคAาฉิม. (2557). จิตวิทยาพัฒนาการ :เอกสารคำสอนวิชาจิตวิทยา 221. กรงเทพฯ ุ : ภาควิชา จติ วิทยา มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ทฤษฎพี ัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร8ก. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการสอน ครง้ั ท่ี 2: ทฤษฎที ี่ เกยี่ วขAองกบั จริยธรรม. สบื คAนจาก http://ilc2.swu.ac.th/Portals/127/Documents/swu353/มศว353_เอกสารประกอบการ สอนครงั้ ท่2ี .pdf ทพิ ย8ภา เชษฐเ8 ชาวลติ . (2541). จติ วิทยาพฒั นาการสำหรบั พยาบาล. สงขลา : ชานเมืองการพมิ พ.8 เติมศกั ด์ิ คทวณชิ . (2546).จิตวทิ ยาท่ัวไป.กรงุ เทพฯ : ซีเอด็ ยเู คชน่ั . ศรเี รอื น แกAวกังวาล. (2545). จิตวิทยาพัฒนาการชีวิตทุกชCวงวัย. (พิมพ8ครง้ั ที่ 8). กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ8 มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.8 นติ ยา คชภกั ดี. (2554). พัฒนาการเดก็ . ใน ทพิ วรรณ หรรษคณุ าชยั , รววิ รรณ รWงุ ไพรวัลย,8 ชาคริยา ธรี เนตร, อดศิ รส8 ุดา เฟอ²® งฟ,ู สรุ ยี ล8 กั ษณ8 สุจริตพงศ,8 และพงษศ8 ักดิ์ นAอยพยัคฆ8 (บ.ก.). ตำรา พัฒนาการและพฤตกิ รรมเดก็ สำหรบั เวชปฏบิ ตั ทิ วั่ ไป (พมิ พค8 รงั้ ท่ี 2). กรงุ เทพฯ: บียอนด8 เอน็ เทอรไ8 พรซ.8 พรรณทพิ ย8 ศริ ิวรรณบุศย.8 (2556). ทฤษฎจี ติ วิทยาพัฒนาการ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ). พิมพ8ครง้ั ท่ี 6 กรุงเทพฯ: แอคทฟี พร้ินท8. เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท8. (2550). พฒั นาการมนษุ ยM (พมิ พค8 รัง้ ที่ 2). กรงุ เทพฯ: ธรรมดาเพรส. มาโนช หลอW ตระกลู . (ม.ป.ป.). ทฤษฎีจติ วเิ คราะห.8 สบื คAนจาก http://rama4.mahidol.ac.th/ramamental/sites/default/files/public/pdf/ทฤษฎีจติ วเิ คราะห8.pdf ราชบัณฑติ ยสถาน. (2556). พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554(พิมพMครง้ั ที่ 2). กรงุ เทพฯ: นานมีบ´คุ ส8 พับลเิ คชนั่ ส.8 ศรีเรอื น แกวA กังวาล. (2540). จติ วิทยาพฒั นาการชีวติ ทุกชCวงวยั : แนวคดิ เชิงทฤษฎี – วยั เดก็ ตอนกลาง (พมิ พ8 ครั้งที่ 7). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร8.
22 ---------- . (2540). จิตวทิ ยาพฒั นาการชีวิตทุกชวC งวยั เลมC 2 วัยรุCน-วยั สงู อายุ (พมิ พคM รงั้ ท่ี 7). กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร8 ลักขณา สรวิ ฒั น์. (2557). จติ วิทยาสำหรบั ครู. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์. วารุณี ภวู สรกุล . “อารมณ”์ . ในจติ วิทยาทั่วไป. รวบรวมและจดั พมิ พ์โดย จิราภา เตง็ ไตรรัตน์และคณะ. พิมพ์ครง้ั ท่ี 3. แกไ้ ขเพิ่มเติม. กรงุ เทพฯ : สํานกั พิมพ์มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2544 สิริมา ภิญโญอนันตพงษ8. (2547). การวัดผลและประเมินแนวใหมCเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ : ภาควิชา หลกั สูตรและการสอน. สาขาการศึกษาปฐมวยั คณะศึกษาศาสตร8 มหาวิทยาลัยศรินทรวิโวฒ. สชุ า จนั ทรเ8 อม. (2540). จิตวทิ ยาพัฒนาการ. พิมพ8ครั้งที่ 4, กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช. สุรางค8 โควAตระกูล. (2548). จิตวิทยาการศึกษา. (พิมพ8ครั้งที่ 6). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ8แหWง จฬุ าลงกรณ8มหาวิทยาลยั . Berk, L. E. (2006). Child development (7th ed.). Boston, MA: Pearson Education. Bjorklund, D. F. & Blasi, C. H. (2012). Child and adolescent development: An integrated approach, International edition. Canada: Wadsworth, Cengage Learning. Feldman, R. S. (2010). Child development (5th ed.). Upper Saddle River, NJ: Pearson Education. Kail, R. V. (2014). Children and their development (6th ed.). Essex CM20 2JE, England: Pearson Education. Keenan, T., & Evans, S. (2009). An introduction to child development (2 nd ed.). Thousand Oaks, CA: SAGE Publications. Levine, L. E., & Munsch, Joyce. (2016). Child development from infancy to adolescences. Thousand Oaks, CA: SAGE Publications. Sigelman, C. K., & Rider, Elizabeth A. (2009). Life-span human development (6 th ed.). Belmont, CA : Wadsworth. http://edu.nrru.ac.th/edtech/online/concritical/2resources/02-resources_cog_1-2.html http://www.gotoknow.org/posts/327646
Search
Read the Text Version
- 1 - 22
Pages: