Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ปกแผนการสอนสังคม-ผสาน

ปกแผนการสอนสังคม-ผสาน

Published by kanchanok.kou.k, 2023-08-10 03:40:21

Description: ปกแผนการสอนสังคม-ผสาน

Search

Read the Text Version

หนงั สอื เรยี นสำระกำรดำเนินชีวติ รำยวชิ ำชอ่ งทำง(กอำชรพ2ฒั 1น0ำอ0ำ1ชีพ) ระดบั มธั ยมศกึ ษำตอนตน้ กศน.ตำบลนำโก สกร.อำเภอกุฉินำรำยณ์ ครูผู้สอน นายกานต์ชนก ไชยสขุ ศนู ยส์ ่งเสรมิ การเรยี นรอู้ าเภอกุฉนิ ารายณ์ สานกั งานสง่ เสรมิ การเรยี นรจู้ งั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ

เอกสารทางวชิ าการลาํ ดบั ท่ี 25/2555 หนงั สือเรยี นสาระทักษะการดําเนินชวี ิต รายวชิ า ชอ งทางการพัฒนาอาชพี (อช21001) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554 ลิขสทิ ธิ์เปนของ สาํ นักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เอกสารทางวิชาการลําดบั ที่ 25/2555



สารบญั คาํ นํา หนา คาํ แนะนําการใชหนงั สือเรียน โครงสรางรายวชิ าชอ งทางการพฒั นาอาชีพ บทท่ี 1 การงานอาชพี เรื่องที่ 1 ความสําคัญและความจําเปนในการพฒั นาอาชพี 7 เร่อื งท่ี 2 การพัฒนากระบวนการผลิตอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมภิ าค 5 ทวีป 8 ไดแก ทวีปเอเซีย ทวปี ออสเตรเลยี ทวปี อเมรกิ า ทวปี ยโุ รป และทวีปอฟั รกิ า 9 เรอื่ งท่ี 3 กลุมอาชีพใหม เรอ่ื งที่ 4 การประกอบอาชพี ในภูมิภาค 5 ทวปี 37 37 เรอื่ งที่ 5การพัฒนากระบวนการจัดการงานอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และ 40 ภมู ภิ าค 5 ทวีป ไดแก ทวปี เอเซีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกา ทวปี ยุโรป และทวีปอัฟรกิ า 48 เรื่องที่ 6 คณุ ธรรม จรยิ ธรรม เรอื่ งที่ 7 การอนุรักษพลังงานและสิ่งแวดลอมในชุมชน สังคม ประเทศ และ 79 ภูมภิ าค 5 ทวีป ไดแ ก ทวปี เอเซยี ทวปี ออสเตรเลีย ทวปี อเมรกิ า ทวปี ยโุ รป และทวีปอฟั รกิ า 83 บทท่ี 2 ชองทางการพัฒนาอาชีพ เรอื่ งท่ี 1 ความจําเปนในการมองเห็นชองทางเพื่อพัฒนาอาชีพ 85 เรอื่ งที่ 2 ความเปนไปไดในการพัฒนาอาชีพ 86 เรือ่ งท่ี 3 การกําหนดวิธีการพัฒนาอาชีพพรอ มเหตุผล 87 บทท่ี 3 การตัดสนิ ใจเลือกพฒั นาอาชีพ 94 เรอื่ งท่ี 1 การตัดสนิ ใจเลือกพัฒนาอาชีพ 95 เรือ่ งท่ี 2 การตัดสินใจพัฒนาอาชีพดวยการวิเคราะหศักยภาพ 96 บรรณานกุ รม 107 111

คาํ แนะนาํ การใชห นงั สือเรยี น หนังสือเรียนสาระการประกอบอาชีพ รายวิชาชองทางการพัฒนาอาชีพ รหัส อช21001 ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนตน เปนหนงั สือเรยี นที่จัดทาํ ขึน้ สําหรบั ผูเรียนที่เปนนักศึกษานอกระบบ ในการศกึ ษาหนงั สือเรยี นสาระการประกอบอาชพี รายวิชาทักษะการพฒั นาอาชีพ ผูเรียนควรปฏิบัตดิ ังน้ี 1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอและสาระสําคัญ ผลการเรียนรูที่คาดหวัง และขอบขาย เน้อื หา 2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามที่กําหนด หากยังไมเขาใจ ควรกลับไปศึกษาและทําความเขาใจในเนื้อหานั้นใหมใหเขาใจ กอนที่จะศึกษาเรื่องตอไป 3. หนงั สอื เรยี นเลมนี้มี 3 บท คือ บทที่ 1 การงานอาชีพ บทที่ 2 ชองทางการพัฒนาอาชีพ บทที่ 3 การตัดสนิ ใจเลอื กพัฒนาอาชพี

โครงสรา งรายวชิ าชอ งทางการพฒั นาอาชพี ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน (อช21001) สาระสําคัญ เปนองคความรูเ กีย่ วกับการงานอาชีพและเทคโนโลยี ซึง่ ประกอบดวยการสํารวจวิเคราะหอาชีพใน ชุมชน ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ไดแก ทวีปเอเซีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และ ทวีปอัฟริกา เพื่อนําไปสูก ารพัฒนาระบุสิง่ ที่ตองการพัฒนาอาชีพเหตุผลความจําเปนที่ตองการพัฒนาอาชีพ ดานตาง ๆ แสวงหาความรูแ ละเทคนิคการพัฒนาอาชีพวิเคราะห ความรู และเทคนิคทีไ่ ดมา เพือ่ นําไปสูก าร พัฒนาอาชีพ การตัดสินใจเลือกวิธีการ เพือ่ พัฒนาอาชีพและการตรวจสอบความเปนไปไดในการพัฒนา อาชีพ ใหผูเรียนสามารถเลือกแนวทางการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมตอตนเองและชุมชนได ผลการเรียนรทู ค่ี าดหวงั 1. อธิบายความหมาย ความสําคัญ วิเคราะหลักษณะงาน ขอบขายอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ไดแก ทวีปเอเซีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และทวีปอัฟริกา ท่ีจะ นําไปสูการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนและสอดคลองกับชุมชน สังคม 2. อธบิ ายเหตุผล ปจจัยความจําเปนในการพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได 3. จัดระบบความสําคัญในการตัดสินใจพัฒนาอาชีพได 4. ปฏบิ ัตกิ ารวิเคราะห เพื่อการพฒั นาอาชีพได ขอบขา ยเน้ือหา บทท่ี 1 การงานอาชีพ บทท่ี 2 ชองทางการพัฒนาอาชีพ บทท่ี 3 การตดั สนิ ใจเลอื กพัฒนาอาชีพ สอ่ื การเรียนรู 1. กจิ กรรม 2. หนงั สอื เรียน

7 บทท่ี 1 การงานอาชีพ สาระสําคัญ อาชีพในปจจุบันมีอยูห ลากหลายในสังคม มีทั้งสรางขึน้ ใหมจากทรัพยากรที่มีอยู หรือพัฒนาขยาย ขอบขายจากอาชีพหนึ่งเปนอาชีพหนึ่ง หากผูเรียนมีโลกทัศนทางอาชีพจะทําใหมีความรู ความเขาใจ อธิบาย ความสําคัญ และความจําเปน ลักษณะขอบขายกระบวนการผลิตงานอาชีพ การจัดการในงานอาชีพ คุณธรรม จรยิ ธรรม และการอนรุ ักษพ ลังงานและสิ่งแวดลอมจะทําใหเห็นชองทางในการพัฒนาอาชีพ ตัวช้วี ัด 1. อธิบายความสําคัญและความจําเปนในการพัฒนาอาชีพ 2. อธิบายลักษณะขอบขายกระบวนการผลิตงานอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และ ภูมิภาค 5 ทวีป ไดแ ก ทวีปเอเซีย ทวีปออสเตรเลีย ทวปี อเมริกา ทวีปยโุ รป และทวีปอัฟริกาเพือ่ นํามาวิเคราะหในการพัฒนา อาชีพ 3. อธิบายการจัดการในงานอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ไดแก ทวีปเอเซีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมรกิ า ทวีปยโุ รป และทวปี อฟั รกิ า เพื่อนํามาวิเคราะหในการพัฒนาอาชีพ 4. อธิบายคุณธรรม จริยธรรมในการพัฒนาอาชีพ 5. อธิบายการอนุรักษพลังงานและสิง่ แวดลอมในการพัฒนาอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และ ภมู ิภาค 5 ทวปี ไดแก ทวีปเอเซยี ทวปี ออสเตรเลีย ทวปี อเมรกิ า ทวปี ยโุ รป และทวีปอฟั ริกา ขอบขา ยเน้ือหา เรอ่ื งท่ี 1 ความสําคัญและความจําเปนในการพัฒนาอาชีพ เร่ืองท่ี 2 การพัฒนากระบวนการผลิตอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ไดแก ทวีปเอเซยี ทวีปออสเตรเลยี ทวปี อเมริกา ทวีปยโุ รป และทวีปอฟั ริกา เร่ืองที่ 3 กลุมอาชีพใหม เรอื่ งที่ 4 การประกอบอาชีพในภูมิภาค 5 ทวปี เรื่องที่ 5 การพัฒนากระบวนการจัดการงานอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ไดแ ก ทวปี เอเซีย ทวปี ออสเตรเลยี ทวปี อเมรกิ า ทวปี ยุโรป และทวปี อฟั รกิ า เร่อื งที่ 6 คณุ ธรรม จรยิ ธรรม เร่ืองท่ี 7 การอนุรักษพลังงานและสิง่ แวดลอมในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ไดแก ทวีปเอเซยี ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมรกิ า ทวีปยุโรป และทวปี อัฟริกา

8 เรือ่ งที่ 1 ความสําคญั และความจําเปน ในการพฒั นาอาชพี ความสําคัญและความจําเปนของการพัฒนาอาชีพ วิเคราะหลักษณะขอบขายการงานอาชีพ กระบวนการทํางาน การบริหารจัดการของอาชีพตาง ๆ ในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ไดแก ทวปี เอเซีย ทวีปออสเตรเลยี ทวปี อเมรกิ า ทวปี ยโุ รป และทวปี อัฟริกา เพื่อการพัฒนาอาชีพจากการงานอาชีพ ตา ง ๆ ความสําคัญในการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาอาชีพเปนสิง่ ทีส่ ําคัญในวิถีชีวิตและการดํารงชีพในปจจุบันเพราะอาชีพเปนการสราง รายไดเพือ่ เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว อาชีพกอใหเกิดผลผลิตและการบริการ ซึง่ สนองตอบตอความ ตองการของผูบ ริโภค และที่สําคัญคือ การพัฒนาอาชีพมีความสําคัญตอเศรษฐกิจของประเทศชาติ ความสําคัญจึงเปนฟนเฟองในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ ชุมชน สงผลถึงความเจริญกาวหนาของ ประเทศชาติ ความจําเปน ในการพัฒนาอาชีพ ความจําเปนในการพัฒนาอาชีพในชุมชน สังคม ประเทศ และภูมิภาค 5 ทวีป ไดแก ทวีปเอเซีย ทวีปออสเตรเลีย ทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป และทวีปอัฟริกา ที่เหมาะสมกับตนเอง วิเคราะหความเปนไปได ตา ง ๆ ไดแ ก การลงทุน การตลาด กระบวนการผลิต การขนสง การบรรจุหีบหอ การแปรรูป และผลกระทบ ตอชุมชน และสง่ิ แวดลอ ม ความรูความสามารถของตนเองตอสิง่ ทีต่ องการพัฒนา การลําดับความสําคัญของ การพัฒนาที่มีความเปนไปได เพื่อนําขอมูลทีว่ ิเคราะหไวนําไปปรึกษาผูร ู การตัดสินใจเลือกพัฒนาอาชีพที่ เหมาะสมกับตนเอง โดยวิเคราะหความพรอมของตนเอง ความตองการของตลาด เทคนิคความรู ทักษะใน อาชีพ และความรับผิดชอบตอสังคม ทรัพยากรธรรมชาติ และสง่ิ แวดลอ ม

9 เรอ่ื งที่ 2 การพัฒนากระบวนการผลติ อาชพี ในชมุ ชน สงั คม ประเทศ และภมู ภิ าค 5 ทวปี ไดแก ทวปี เอเซีย ทวปี ออสเตรเลีย ทวปี อเมริกา ทวปี ยโุ รป และทวีปอัฟริกา เปนการวิเคราะห ลักษณะ ขอบขาย กระบวนการผลิตทางอาชีพจากงานตาง ๆ ในวิถีชีวิต ไดแก งานบาน งานเกษตร งานชาง งานประดิษฐ และงานธุรกจิ 1. งานบาน งานบาน เปนการวิเคราะหเกี่ยวกับงานบานและชีวิตความเปนอยูในบาน ผาและเครื่องแตงกาย อาหารและโภชนาการ โดยเนนการแกปญหาในการทํางาน มีความรับผิดชอบ สะอาด มีระเบียบ ประหยัด อดออม อนุรักษพลังงานและสิง่ แวดลอม เพือ่ นําไปสูการสรางงานอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง และสอดคลองกับชุมชน สังคม 1.1 บานและชีวิตความเปนอยใู นบา น ความสัมพันธของสมาชิกในบาน บานเปนปจจัยที่จําเปนในการดํารงชีวิต บานเปนที่อาศัยใหความ ปลอดภยั ความรกั ความอบอนุ รวมกันทํากิจกรรมตาง ๆ เปนศูนยรวมของสมาชิกทุกคนในครอบครัว และมี ความสมั พนั ธตอ กัน ความหมายของครอบครัว ครอบครัวเปนหนวยหนึง่ ของสังคม ประกอบดวยสมาชิกตัง้ แต 2 คนขึน้ ไปอยูรวมกันบานเดียวกัน ชวยกันดูแลรักษาและออกคาใชจายของบานรวมกัน และยังเปนรากฐานหรือสถาบันที่สําคัญของสังคมใน การใหการศึกษา อบรมเลี้ยงดแู ละสรา งประสบการณดา นตาง ๆ แกสมาชกิ ทอี่ าศยั อยรู ว มกัน ลกั ษณะของครอบครวั มีดังนี้ 1. ครอบครัวที่ประกอบดวยกลุมคนทีม่ ีความผูกพันกันทางกฎหมาย คือ การสมรส และการรับ บคุ คลอน่ื เปน บุตรบญุ ธรรม 2. ครอบครัวที่ประกอบดวยกลุมคนทีม่ ีความผูกพันกันทางสายเลือด ไดแก พอ แม ลูก ปู ยา ตา ยาย พ่ี นอง หลาน 3. ครอบครัวที่ประกอบดวยกลุมคนที่มีการใชจายรวมกัน จากเงินงบประมาณเดียวกันอาจเกีย่ วพัน กนั ทางสายเลอื ด หรอื ไมเ ก่ยี วพนั กนั เชน พอ แม ลกู พ่ีนอ ง นายจาง ลูกจาง เพ่ือน ความสําคัญของครอบครัว ครอบครัวตองมีหัวหนาครอบครัว โดยปกติจะเปนบิดา แตบางครอบครัวอาจเปนมารดาหรือญาติ ผูใหญ หัวหนาครอบครัวเปนบุคคลสําคัญในการสรางความสัมพันธและบรรยากาศใหสมาชิกในครอบครัวมี ความรัก ความอบอุน ความเขาใจอันดีตอกัน สมาชิกจะไดรับแบบอยางทีด่ ีจากครอบครัวทําใหมีจิตสํานึกใน บทบาทภาระหนาที่ของตนเองที่มีตอครอบครัวและสังคม

10 ดังนัน้ ครอบครัวจึงเปนสถาบันทีส่ ําคัญตอการปลูกฝงคุณลักษณะอันพึงประสงคใหเกิดแกสมาชิก ของครอบครัว ไดแก ความเปนผูม ีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ ซือ่ สัตยตรงตอเวลา รูจักการเสียสละ ซึ่ง เปนรากฐานสําคัญใหสมาชิกของครอบครัวกาวไปสูสถาบันอื่น ๆ ของสังคมไดอยางมีคุณภาพ การสรางความสมั พนั ธใ นครอบครวั บรรยากาศของครอบครัวที่มีสมาชิกอารมณดีมีความสัมพันธอันดีตอกัน สามารถทําได ดังนี้ 1. ใหสมาชิกมีสวนรวมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงาน หรือปญหาของครอบครัว 2. ฝกใหร จู กั การเปนผูฟงและผพู ูดทีด่ ี 3. ยอมรับนับถอื ในความคิดเหน็ ของผอู ่ืน 4. มอบหมายงานใหเหมาะสมกับวัยและความสามารถ 5. รูจักหลีกเลยี่ งการขัดแยง พยายามทําความเขา ใจและรจู ักการใหอ ภัยซึ่งกันและกัน 6. มีกิจกรรมหรอื งานทที่ ํารวมกัน ชว ยใหเ กดิ ความสามัคคี การปรับตัวเขาหากัน 7. มีสัมมาคารวะ ประพฤติตนเหมาะสมกับวัยและกาลเทศะ 8. ใหความเคารพนบั ถือตอ ผอู าวุโส 9. ใหความชวยเหลอื เออื้ อาทรและมนี ํ้าใจอนั ดีตอกัน 10. รูจักเสยี สละตามสมควรแกโอกาส หนา ท่คี วามรับผิดชอบของสมาชกิ ในครอบครวั สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีสวนรวมในการทํางานบาน ไมควรมอบภาระใหกับผูใดผูหน่ึง งานตาง ๆ จะสําเร็จไดดวยดีตองอาศัยความรวมมือรวมใจของสมาชิกทุกคน ซึง่ หลักในการแบงงานและความ รับผดิ ชอบควรพิจารณา ดังน้ี 1. วิเคราะหและวางแผนรวมกันวามีงานอะไรบางที่จะตองจัดทําในครอบครัว 2. มอบหมายงานใหสมาชิกทําตามความสามารถ ความถนัด และเหมาะสมกับวัย 3. กําหนดหนาทีร่ ับผิดชอบงานของแตละคนใหชัดเจนวาใครมีหนาทีอ่ ะไรและมีงานใดทีส่ มาชิก ควรทํารวมกัน ลักษณะงานในบา น ลักษณะงานในบานมีหลายประการ สมาชิกในครอบครัวควรมีสวนรวม ลักษณะงานในบานแบง ออกได 2 ประเภท คอื 1. งานสวนตัว เปนงานที่สมาชิกตองปฏิบัติสําหรับตนเอง เชน ดานสุขภาพอนามัยตัวเอง คือ การทํา ความสะอาดรางกาย การทําความสะอาดเครือ่ งใชสวนตัว รับประทานอาหารทีม่ ีประโยชนตอรางกาย พกั ผอ นใหเ พยี งพอ ดา นการวางแผนมกี ารวางแผนในการใชเ วลาแตล ะวนั ใหเ ปน ประโยชนและเหมาะสมกับ ลกั ษณะงานทีป่ ฏิบตั ิ

11 2. งานสวนรวม เปนงานที่ไดรับมอบหมายจากสมาชิกในครอบครัว หรือเปนงานที่แบงเบาภาระของ บิดามารดา ผูป กครอง และสมาชิกในบาน เชน การประกอบอาหาร งานซักรีดเสือ้ ผา และทําความสะอาด เครื่องนงุ หม การจดั และการดแู ลรกั ษาบาน การใช การเก็บ การบํารุงรักษา การเลือก ซอมแซม ตัดแปลง เครื่องมือเครื่องใชในบานใหถูกวิธีและ เหมาะสมกับบริเวณพื้นทีใ่ นบาน จะชวยใหสะดวกตอการนํามาใชและยืดอายุการเก็บรักษา ซึง่ จะเปน ประโยชนต อ การจัดและการดแู ลรักษาบาน แบงไดดงั น้ี 1. อุปกรณการทําความสะอาดบาน เชน ไมกวาดประเภทตาง ๆ หลังจากใชแลวควรเก็บในบริเวณที่ ลับตาหรือขางตูทีส่ ูง เพือ่ หยิบใชไดสะดวกในการใชงานครัง้ ตอไป สารทีช่ วยในการทําความสะอาด เชน ผงซกั ฟอก นาํ้ ยาขดั พื้น ควรเก็บใสภ าชนะทมี่ ีฝาปด มดิ ชิด 2. อุปกรณเครื่องใชไฟฟา เชน เตารีด โทรทัศน เตาไฟฟา ฯลฯ ควรจัดวางในทีอ่ ากาศถายเทหรือ หมนุ เวยี นไดรอบ ไมควรมนี า้ํ ขัง และหลงั จากใชง านแลวตองถอนปลั๊กออกใหเ รยี บรอ ย 1.2 ผา และเครอื่ งแตง กาย การเลือกใชผาและเครื่องแตงกายผาและความสําคัญของเสือ้ ผา ผาเปนเครือ่ งนุง หมที่ใหประโยชน ตอการดํารงชีวิตของมนุษย ผาเปนเครือ่ งนุง หมที่ใหความอบอุน แกรางกาย ปองกันอันตรายจากการ ปฏิบัติงานตาง ๆ และเพือ่ ใหเกิดความสวยงาม นอกจากนัน้ ผายังใชในการตกแตงบานเรือน กอนทีจ่ ะนําผา มาใชใหเกิดประโยชนตอการดํารงชีวิต ควรศึกษาและเลือกใชใหถูกตองตามความเหมาะสม การเลือกใชเ สอ้ื ผา เคร่อื งแตงกายท่ถี กู ตอ ง จะตอ งคาํ นึงถงึ 1. การสํารวจและรูจักตนเอง การพิจารณารูปราง ลักษณะของผูสวมใส เชน ความสูง เตีย้ ความอวน ผอม สีผวิ สีตา สผี ม จุดดแี ละจุดบกพรองของรูปรางหนาตา 2. ในการเลอื กแบบเสอ้ื แบบเส้ือทดี่ ีควรเปน แบบท่ีงา ย ๆ แตนาสนใจ มีจุดเดนเพียงจุดเดียวไมควรมี การตกแตงรุงรังมากเกินไป และเลือกใหเหมาะสมกับบุคลิกของผูสวมใส 3. งบประมาณเรือ่ งเสอ้ื ผา ควรซื้อมาใชแลว คุม คา เงนิ ทเ่ี สียไปและใชไ ดนาน การทาํ ความสะอาด ดแู ลและรักษาผา และเครอ่ื งแตง กาย เสื้อผานอกจากจะตองเลือกเสื้อใหเหมาะสม ใหถูกตองกับบุคลิกภาพ โอกาส สถานทีแ่ ลว ผูส วมใส ควรศึกษาการรักษาความสะอาดอยางถูกวิธีเพือ่ ยืดอายุการใชงาน ความทนทาน รวมทัง้ รูจ ักการซอมแซม เสือ้ ผาใหอยูใ นสภาพพรอมทีจ่ ะใชประโยชนไดทันที การทําความสะอาดเสื้อผาควรคํานึงถึงชนิดของผา เสียกอนวาควรใชน้ํายา ผงซักฟอกหรือสบูชนิดใด ผาที่ซักนัน้ ทนตอการขยี้หรือไม และอุณหภูมิมากนอย เพียงใด รวมทัง้ ความคงทนของสีผา ควรอานปายที่ติดกับตัวเสื้อใหละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติของเสือ้ ผาที่ นํามาใช เพราะผาแตละชนิดการดูแลรักษาแตกตางกัน ดังนัน้ ควรไดศึกษาเพือ่ จะไดมีเสือ้ ผาทีใ่ หมและ ใชง านไดน าน ๆ

12 การซักผา มีจุดมุงหมาย คือ การทําความสะอาด ลบรอยเปอนออกใหห มด การซักผาทําได 2 วธิ ี คอื 1. ซักดว ยนํา้ เรยี กวาซกั เปย ก 2. ซักดวยสารละลายโดยผา ตองไมถูกนํา้ เรียกวา ซักแหง การซักผาทถี่ กู ตอ งจะชวยทาํ ใหผ าทนทานและสวยงามอยเู สมอ มีลาํ ดบั ขัน้ ตอน ดงั นี้ 1. ตรวจดูรอยชาํ รดุ ของเสอ้ื ผา กอนลงมือซกั ถา มรี อยชาํ รุดควรซอมแซมกอน 2. รูดซิปและปลดเข็มขดั ออกจากหว ง เพราะจะทําใหฟ นซิปหรือเขม็ ขดั เสยี ในระหวา งทซี่ ัก 3. ลวงดูกนกระเปา หากมีสิง่ ของหรือสิง่ แปลกปลอม ควรเอาออกใหหมด เพราะบางครัง้ สิง่ เหลานี้ จะทาํ ใหเ ส้ือผา เปอ น ถา ซักดว ยเครอ่ื งจะทําใหเ ครื่องซกั ผาเสยี เรว็ 4. กําจดั รอยเปอ นและจดุ ดางดาํ ใหหมดกอนลงมือซกั 5. แยกประเภทของผากอนที่จะนําไปซัก เพราะผาบางชนิดอาจสีตก 6. กอนนําผาลงไปซักกับผงซักฟอกหรือน้าํ สบู ควรซักน้าํ เปลากอน 1 ครัง้ เพื่อขจัดสิง่ สกปรก เชน ฝนุ ละออง หรือคราบส่ิงสกปรกอ่นื ๆ เพราะผา บางชนิดสกปรก สามารถดูดซึมซับไดรวดเร็วจะทําใหผานัน้ เกาเรว็ สไี มสดใส การรดี ผา ควรปฏบิ ตั ิ ดังนี้ 1. เสียบปลั๊กเตารีดแลวเปดสวิตชปรับอุณหภูมิความรอนใหเหมาะสมกับเนือ้ ผาทีก่ ําลังรีด หรืออาน จากปายที่ติดเสื้อวาควรใชอุณหภูมิเทาไหรในการรีด การรีดควรกลับตะเข็บดานในทดลองรีดดูกอน เพื่อ ปอ งกนั ผาเสยี หาย 2. การรีดเตารีดไอน้ํา ควรใชน้าํ กลัน่ เติมกอนเสียบปลัก๊ ไฟเปดสวิตช ไมควรใชน้าํ ประปาเติมเพราะ ถาใชน้าํ เติมไปนาน ๆ ทําใหน้าํ ที่ตกตะกอนจับตัวทําใหอุดตันที่ทอไอน้าํ ได ดังนั้น หลังจากเลิกใชทุกครัง้ ควรถา ยนาํ้ ออกใหห มด 3. อยาพรมน้าํ เปยกมากจนเกินไป ควรพรมน้าํ ทิง้ ไวประมาณ 5-10 นาที แลวคอยรีด เพราะถา ผาเปยกมากเกินไปจะทําใหเสียเวลาการรีดผาและจะเสียคาไฟฟามากขึ้นกวาปกติ 4. ควรรีดผาหลาย ๆ ตัวในครัง้ เดียวกัน ถาผาเนือ้ บาง ๆ ควรรีดหลังสุด เพราะผาบางไมไดใช อณุ หภูมิสูง เหมาะทีจ่ ะรีดหลังจากถอดสวติ ชแลว เพื่อเปนการประหยดั กระแสไฟฟา และเงินอกี ดว ย 5. ระวังอยาใหเตารีดหลนหรือตก ขณะที่กําลังจะหยุดรีดชัว่ ขณะหนึง่ ควรปดสวิตช หรือ ถอดปลั๊ก เตารีดเพื่อปอ งกันการเกดิ ไฟไหม 6. ขณะทีร่ ีดผาควรใหสายเตารีดเรียบไมมวนงอ เพราะจะทําใหสายเสียดสีกัน ทําใหฉนวนหุม สายไฟไมทนทานจะทําใหเกิดอันตรายได 7. เมื่อรีดผาเสรจ็ ทกุ ครง้ั ตองปดสวติ ช ถอดปลก๊ั และเกบ็ พบั สายใหเรยี บรอ ยทุกคร้ัง 8. เตารดี หลังจากใชแลว หากมสี ิ่งสกปรกตดิ อยู ควรใชผ า ชบุ นํ้าหรอื เบนซินหมาด ๆ เช็ดออกทกุ คร้ัง

13 การซอ มแซมเสือ้ ผา เสื้อผาที่ชํารุดอาจเนื่องมาจากการซักรีด หรือถูกสิ่งอืน่ เกาะเกีย่ ว ทําใหเสื้อผามีรอยตําหนิหรือ เสยี หาย เสื้อผา ที่ใสอยูบางตัวยังใหม ตองการกลับมาใชประโยชนอีก จึงจําเปนตองศึกษาวิธีการซอมแซมให เหมาะสมและถูกวิธี การซอมแซมเสื้อผา นอกจากจะนํากลับมาใชไดอีก ยังสามารถดัดแปลงเสือ้ ผาใหได แบบใหมแปลกตา ทําใหเกิดความสวยงามยิ่งขึ้นและนาสวมใส กอนที่จะนําเส้อื ผา มาซอมแซม ควรพิจารณากอนวาควรซอมแซมวิธีใดจึงจะเหมาะสมโดยพิจารณา จากรอยชํารุดกอนและวิธีการซอมแซมสามารถนํากลับไปใชไดอีกนานหรือไมการซอมแซมก็ไมยุงยาก กจิ กรรม ใหผูเรียนหาภาพการแตงกายของบุคคลตาง ๆ คนละ 3 ชุด ใหเหมาะสมกับวัย กาลเทศะและฐานะ ทางเศรษฐกจิ พรอมทั้งแสดงความคิดเห็น 1.3 อาหารและโภชนาการ การเลือกบริโภคอาหารเครือ่ งดืม่ และมารยาทในการรับประทานอาหาร อาหาร เปนหนึง่ ในปจจัย 4 ท่ีสาํ คญั ตอการดํารงชีวิต รา งกายจะเจรญิ เตบิ โตแขง็ แรงและมสี ุขภาพท่ีดตี อ งไดร ับอาหารทถ่ี กู สขุ ลกั ษณะ มคี ณุ คา ทางโภชนาการเพยี งพอกบั ความตอ งการของรา งกายในแตล ะวยั ซง่ึ มคี วามแตกตา งกนั อาหาร หมายถึง สิง่ ที่กินเขาสูรางกายแลวไมมีโทษตอรางกาย แตนําไปใชประโยชนได โดยสราง ความเจริญเติบโต ซอมแซมสวนที่สึกหรอ ชวยใหรางกายดําเนินชีวิตตามปกติและปราศจากโรค สารอาหาร หมายถึง สวนประกอบทีเ่ ปนสารเคมีทีม่ ีอยูใ นอาหารและรางกาย สามารถนําไปใช ประโยชนได ไดแก โปรตีน คารโบไฮเดรต วติ ามิน เกลือแร ไขมนั อาหารสมสวน หมายถึง อาหารที่มีสารอาหารครบทั้งปริมาณและคุณภาพตามความตองการของ รางกาย การเลอื กบรโิ ภคอาหารใหถูกหลกั อนามัย การมีความรูค วามเขาใจเกีย่ วกับการเลือกบริโภคอาหารใหถูกหลักอนามัย จะชวยปองกันการ แพรกระจายของเชื้อโรคที่มีในอาหารได หลักการเลอื กบรโิ ภคอาหารใหถกู หลักอนามัย 1. ควรบริโภคอาหารสุก เนือ่ งจากอาหารสุกเปนอาหารทีผ่ านการฆาเชือ้ ดวยความรอน จึงมีความ ปลอดภัยมากกวาอาหารดิบ 2. ควรใชชอนกลางประจําสําหรับตักกับขาวในการรับประทานอาหาร เพือ่ เปนการปองกันการ แพรกระจายของโรคทต่ี ิดตอได 3. ควรลางมือกอนรับประทานอาหารดวยน้าํ สบูท ุกครัง้ โดยเฉพาะผูน ิยมบริโภคขาวเหนียวและ อาหารอืน่ ๆ ดว ยมือ

14 4. รูจกั เลือกบริโภคอาหารท่สี ะอาดและปลอดภยั 5. อาหารตองมีคุณคาสูงและราคาไมแพงนัก การเลือกซื้ออาหารควรพิจารณาถึงคุณคาของ สารอาหารตามหลักโภชนาการ 6. อาหารตองมีคุณภาพ สังคมในปจจุบันมีการเลือกซือ้ อาหารมารับประทานกันมากขึน้ ผูบริโภค ควรพิจารณาอาหารใหว า สดใหม ไมบูดเนาหรอื สง กลิน่ เหม็น ไมควรเก็บอาหารทีซ่ ือ้ ไวนานเกินเพราะจะทํา ใหอ าหารไมมคี ุณภาพ 7. ทําความสะอาดและเก็บภาชนะอุปกรณเครือ่ งใชอยางถูกตอง หลังทําความสะอาดผึง่ ใหแหงและ ควรเก็บเขาทีใ่ หเ รียบรอ ย เพ่ือปอ งกันฝุน ละอองและไมอ บั ช้ืน การปฏบิ ตั ิหลงั รับประทานอาหาร 1. เมื่อรับประทานอาหารอม่ิ แลว ควรรวบชอ นและสอ มไวใ นจาน 2. ชว ยกนั เกบ็ ภาชนะตา ง ๆ เก็บกวาดเชด็ ถูใหเ รียบรอ ย (รับประทานอาหารที่บาน) 3. ควรลุกจากโตะอาหารพรอมกัน ๆ ถาจําเปนตองลุกกอนควรกลาวขออนุญาตแลวเก็บเกาอีไ้ วใน สภาพเดิม การเลือกบรโิ ภคอาหารใหเหมาะสมตามวัย อาหารสําหรับผูใหญ (อายุ 40 ปขึ้นไป) วัยนีร้ างกายมีการเสริมสรางเซลลตาง ๆ เพื่อรักษา สมรรถภาพการทํางานในรางกายใหคงที่ จึงควรไดรับอาหารครบทั้ง 5 หมูและไดสดั สว นทเี่ หมาะสม ดงั น้ี โปรตนี นม 1 แกว ตอ วนั ไข 1 ฟองตอวัน หรอื สัปดาหล ะ 3-4 ฟอง เนือ้ สัตว 100 กรมั ตอวัน เคร่ืองในสตั ว 1 คร้งั ตอ สัปดาห ถว่ั เมลด็ แหง 50 กรมั แปง หรอื น้ําตาล (ใน 1 วนั ) ขาวสวยหรืออาหารจากแปง 3 จาน (250-300 กรมั ) เผือก มัน 1 หัวเลก็ น้าํ ตาล 2 ชอนโตะ น้าํ มนั หมู 2 ½-3 ถว ยตวง ผกั / ผลไม (ใน 1 วนั ) ผักใบเขียวสุก ½ ถว ยตวง ผกั ใบเขยี วสด 1 ถว ยตวง ผักประเภทหัว ดอก ผล ½ ถว ยตวง ผลไม 1 ผลเลก็ (สม 1 ผล) น้ําผลไม ½ ถว ยตวง

15 อาหารสําหรบั ผูสูงอายุ (อายุ 60 ปข้นึ ไป) วัยนีม้ ีการเปลีย่ นแปลงไปในทางเสือ่ มลงของเซลลอวัยวะ ตาง ๆไดแก เซลลของสมอง ไต หัวใจ กระดูออน กลามเนือ้ ลาย เปนตน และไมสามารถสรางขึน้ ใหมได จึง ควรไดร ับสารอาหารในปรมิ าณทเี่ พียงพอเชนเดียวกับวยั ผูใ หญ การเกบ็ และการถนอมอาหาร วธิ กี ารเกบ็ อาหารประเภทตา ง ๆ 1. การเก็บอาหารสด กอนเก็บไวในตูเย็นหรือตูแช ตองลางสิ่งปกปรกที่ติดมากับอาหารออกใหหมด ขณะทีแ่ ชเย็น และจะชว ยยดื อายกุ ารเกบ็ อาหารสดได 2. การเก็บอาหารแหง ตองปองกันความชื้นทีจ่ ะเกิดกับอาหาร เชน การเก็บเมล็ดพืช ควรทําใหแหงกอน นําไปเก็บในภาชนะมีฝาปดและไมอับช้ืน สวนพืชท่ีเปนหัวควรแขวนไวในท่ีโปรง สะอาด มีลมโกรกไดดี ควร นําไปผง่ึ แดดออ น ๆ เปน ประจํา 3. การเก็บอาหารกระปอง ควรเก็บไวในทีท่ ีม่ ีอากาศเย็น โปรงและไมอับชืน้ เพราะจะไดปองกันเชือ้ โรค ที่หลงเหลอื อยใู นกระปอ ง 4. การเก็บอาหารปรุงสําเร็จ อาหารที่เหลือจากการบริโภค ควรเก็บในตูเ ย็นไมเกิน 2 วัน กอนนํามา รบั ประทานควรอุนใหร อนจัด เพอื่ ทาํ ลายเช้ือจุลนิ ทรียท ่ีทาํ ใหเ กดิ อาการทอ งเสีย การถนอมอาหาร คอื วิธกี ารตาง ๆ ท่ีทาํ ใหอ าหารเกบ็ ไดนานกวาปกติ โดยไมบดู เสีย หลกั ในการถนอมอาหาร หลกั ในการถนอมอาหารสามารถทาํ ไดห ลายวธิ ี ดงั น้ี 1. การแชอาหารในอุณหภูมิต่ํา วิธีนี้ชวยใหอาหารเสียชาลง เพราะแบคทีเรียและเชื้อราซึ่งเปนตนเหตุ ใหญมีการเจริญเติบโตไดชา การเก็บอาหารไมใหเสียโดยใชอุณหภูมิต่าํ นี้จะเก็บไวไดนานเทาไรขึน้ อยูกับ อุณหภูมิในการเก็บ วิธีเก็บอาหารในตูเย็น จะเก็บอาหารไดในระยะส้ันประมาณ 1 สัปดาห แตถาตองการเก็บ อาหารในระยะยาวเปนเดือนหรือเปนป จะตองใชอุณหภูมิตํ่ากวาจุดเยือกแข็ง คือ แชใหอาหารแข็ง อาหารท่ีแช แข็งน้ถี านาํ มาไวใ นอณุ หภมู สิ งู ขน้ึ ก็จะเรม่ิ เสียไดอกี เชนเดียวกบั อาหารสดทวั่ ไป 2. การตากแหง แบคทีเรียและเชื้อราในอาหารจะเจริญเติบโต ทําใหอาหารเสียได ตองอาศัยความชื้น พอสมควร การตากแหง ทาํ ใหความชื้นในอาหารต่ําจนเชื้อจุลินทรียไมสามารถเจริญเติบโตได อาหารก็ไมเสียนิยม ใชกันมากกับเนือ้ สัตว ผักและผลไม เพราะทําไดงายและประหยัด การตากแหง อาจจะใชวิธีตากแดด อบ ปง ยาง หรอื รมควนั ก็ได สาํ หรับวิธหี ลงั น้ี ควนั ไฟยังมีสารบางอยา งชว ยถนอมอาหารไมใ หเ สยี อีกดวย 3. การใชความรอน วิธีนีอ้ าศัยความรอนเพือ่ ทําลายจุลินทรียทีจ่ ะทําใหอาหารเสียและทําลายเอนไซมทํา ใหปฏกิ ิริยาดําเนินไปไมไ ด การทาํ ลายจลุ นิ ทรยี ด วยความรอนนีอ้ าจทําไดห ลาย ๆ ขน้ั เชน 3.1 การทําลายเช้ือจุลินทรียบางตัว ใชกับอาหารบางชนิดท่ีตองการรักษาใหคงรูปเดิมไว เชน นมสด ใชวิธีพาสเจอรไรส ซึ่งใชความรอนต่าํ ไมถึงจุดเดือดเพียงแตทําลายเชือ้ จุลินทรียทีจ่ ะเปนอันตรายแก ผูบ ริโภคเทานัน้ ฉะนั้น นมสดที่ผานความรอนไมถึงจุดเดือดจะยังมีเชือ้ จุลินทรียอยูต องเก็บไวในที่อุณหภูมิต่ํา เพื่อไมใหเสยี 3.2 การทาํ ลายเชอื้ จุลินทรยี ท ั้งหมด วิธนี ใ้ี ชค วามรอ นสงู ในระยะยาว ใชวธิ ีสเตอรริไรส

16 เพื่อฆาเชื้อจุลินทรียในอาหารใหหมดและเก็บอาหารทีไ่ มมีเชือ้ จุลินทรียแลวในภาชนะทีม่ ิดชิด เชน บรรจุ กระปอง หรือบรรจุขวด อาหารที่ถนอมดวยวิธีนี้เก็บไวไดนานมาก เพราะไมมีสิง่ ทีจ่ ะทําใหอาหารเสียเหลืออยู แตวิธีการนย้ี ุงยากไมเ หมาะทีจ่ ะทาํ ในครอบครวั เพราะตนทนุ สงู เหมาะในการทาํ เปนอตุ สาหกรรมเทาน้นั 4. วธิ อี น่ื ๆ ไดแก การดอง การกวน การแชอ ิม่ ฯลฯ ใชม ากกับผักและผลไม ในประเทศเราวิธีเหลานี้ ชวยถนอมอาหารไวไดมาก โดยทําสิง่ แวดลอมใหมีสภาพไมเหมาะสมสําหรับการเจริญเติบโตของ เช้ือจุลนิ ทรยี  คณุ คาทางโภชนาการของอาการท่ีถนอมแลว วิธีการถนอมอาหารทุก ๆ วิธี ทําใหมีการเปลี่ยนแปลงในตัวอาหารเองมากบางนอยบางแลวแต วิธีการ สําหรับคุณคาทางโภชนาการนัน้ ก็มีการเปลีย่ นแปลงเชนเดียวกัน มากนอยขึน้ อยูก ับประเภทของ อาหารและวิธีการที่ทํา ถนอมไวโดยตากแหง เชน เนือ้ เค็ม ปลาแหง ปลากรอบ ฯลฯ ดองหรือหมักใสเกลือ เชน ปลารา หอยดอง ฯลฯ เหลานี้ โปรตีนในเนือ้ สัตวยังใชประโยชนไดแตการบริโภคอาหารเหลานีจ้ ะตอง ระวังในดานความสะอาด ควรจะทําใหสุกดเี สียกอ น ผักและผลไม สารอาหารทีส่ ําคัญ คือ วิตามิน โดยเฉพาะอยางยิง่ วิตามินซีสลายตัวไดงายโดยความ รอน การสัมผัสกับอากาศ ฯลฯ ฉะนั้น ผักและผลไมที่ถนอมวิตามินจะนอยลง เมื่อถูกความรอนและสัมผัส กับอากาศ สว นเกลอื แรในผกั และผลไมไมคอนมกี ารเปลยี่ นแปลง กจิ กรรม ใหผ ูเ รยี นจดั รายการอาหารและเครือ่ งดมื่ เพื่อสุขภาพ 3 ม้อื ใน 1 วัน สาํ หรบั บคุ คลดงั ตอ ไปนี้ (เลอื ก 1 หวั ขอ ) - เด็กวัยเรียน - ผใู หญ - ผูส ูงอายุ มื้ออาหาร ชื่ออาหาร/เครื่องดื่ม สว นผสม/วิธีปรงุ คุณคาทางโภชนาการ การอนรุ ักษพลังงานและสิ่งแวดลอม การอนุรักษพ ลงั งานและส่งิ แวดลอ มในครอบครัว ไดแ ก การใชไ ฟฟา นํ้าประปาอยา งประหยัด ดงั นี้

17 การใชไฟฟา 1. การเลือกซื้อเครื่องใชไฟฟาควรเลือกซื้อชนิดประหยัดไฟ เชน หลอดตะเกียบ หรือเครือ่ งใชไฟฟา ที่ระบุฉลากประหยัดไฟ 2. เครือ่ งใชไฟฟาที่กินไฟมาก เชน หมอหุงขาว กาตมน้าํ กระทะ เครือ่ งซักผา เตารีด หรือ เคร่อื งใชไฟฟาเสยี บปลั๊กทกุ ชนิด เมอ่ื ใชเ สรจ็ แลวตองถอดปลัก๊ ออกทนั ที 3. การใชเ ตารีดไฟฟารดี ผา ควรเตรยี มเส้อื ผา ที่จะรีด และเตรียมเคร่ืองใชอ่ืน ๆ ใหพรอมกอน เมื่อจะ รีดจึงเสียบปล๊กั ควรรีดคร้ังละมาก ๆ ประหยัดไฟฟา มากกวา รดี ทลี ะนอ ยและบอ ยครงั้ 4. เครอื่ งใชไฟฟาท่มี ีสวติ ซปด เปด เชน หลอดไฟ พดั ลม เมือ่ เลิกใชค วรปดสวติ ชท ันที 5. เครือ่ งปรับอากาศ ตองใชเทาที่จําเปน เมือ่ จะออกจากหองหรือหยุดใชงาน ควรปดเครือ่ งกอน ประมาณครึ่งชั่วโมง 6. ควรตรวจปลัก๊ สวิตชเครื่องใชไฟฟาในบานทุกชนิดใหเรียบรอย และอยูในสภาพดีเสมอเพื่อ ประหยดั ไฟฟา และปลอดภยั จากอบุ ตั เิ หตทุ ่ีจะเกิดจากไฟฟา การใชน้าํ ประปา 1. เมือ่ เปด กอกนาํ้ ประปาและใชนํ้าในปรมิ าณพอเพียงแลว ปดกอกนาํ้ ทนั ทีอยางปลอยใหนํ้าไหล จน ลน ภาชนะ 2. หม่นั ตรวจดูกอกนํ้า ทอ น้ําภายในบา นและบริเวณบาน ถา มีรอยรัว่ แตกตอ งรบี ซอมทนั ที 3. บานที่มีหองสุขาแบบชักโครก ควรเลือกซื้อชักโครกแบบประหยัดน้าํ และถาใชขวดพลาสติก กรอกน้าํ ใหเ ต็ม แชไวใ นถงั ชกั โครกจะชว ยประหยัดนา้ํ ได 4. น้ําทีใ่ ชแลว เชน น้าํ ซาวขาว น้าํ ลางผัก ผลไม น้าํ ลางจาน น้าํ ทีซ่ ักผา ถาเปนน้ําสุดทาย จะไมคอย สกปรกสามารถนําไปรดตนไมได 5. กอ นออกไปนอกบา น หรอื กอ นนอนควรตรวจดกู อ กนาํ้ ในบา นตอ งปด ใหเ รยี บรอ ย การเกบ็ ขยะภายในบา นและการแยกขยะ ปจจุบันปญหาสิง่ แวดลอม คือ ขยะ ซึง่ ตองกําจัดอยางรวดเร็ว ขยะ นอกจากทําลายสิง่ แวดลอมแลว ยังเปนจดุ รวมของสัตวทเ่ี ปน พาหนะนาํ โรค เชน หนู แมลงสาบ ดังนั้น การเก็บขยะและแยกขยะที่ถูกวิธี ชวย ใหส ะดวกตอการนาํ ไปยอ ยสลายหรอื นาํ ไปใชใ หเกิดประโยชน อีกทั้งชว ยรกั ษาสภาพแวดลอ มทีด่ ี กิจกรรม 1. ทานมีหลักในการมอบหมายหนาที่ใหกับสมาชิกในครอบครัวอยางไรบาง 2. ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 5 คน และมีความชอบที่ตางกัน ดังนี้ พอชอบปลูกตนไม แมชอบทําอาหาร ลูกสาวคนที่ 1 ชอบอานหนังสือ ลูกชายคนที่ 2 ชอบเลนเกม และลูกชายคนสุดทองชอบเลนกีฬา ทานมีวิธีการแบงหนาที่การทํางานบานใหกับคนในครอบครัวนี้ไดอยางไร

18 2. งานเกษตร งานเกษตร เปนการวิเคราะหเกีย่ วกับการปลูกพืช และการเลีย้ งสัตว ตามกระบวนการผลิตและการ จัดการผลผลิตมีการใชเทคโนโลยีเพือ่ การเพิม่ ผลผลิต ปลูกฝงความรับผิดชอบ การอนุรักษพลังงานและ สง่ิ แวดลอ มเพ่อื นําไปสกู ารสรา งงานอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนและสอดคลองกับชุมชน สังคม 2.1 การปลกู พชื การปลกู ผกั สวนครัวปลอดสารเคมี ผักเปนพืชทีเ่ รานํามาประกอบเปนอาหารในชีวิตประจําวัน มีคุณคาทางอาหารทีเ่ ปนประโยชนตอ รางกาย การปลูกผักสวนครัวปลอดสารเคมีเปนการปลูกผักโดยไมใชสารเคมี เชน ปุย เคมี และสารปองกัน กําจัดศตั รพู ืช แตใชป ุยคอก ปยุ หมักชีวภาพ นาํ้ สกัดชีวภาพ และสารสมุ นไพรปอ งกนั กําจัดแมลงมาใชในการ ปลกู ทําใหป ลอดภัยกบั ผูผลติ และผูบริโภค ความหมายของพืชผกั สวนครวั พืชผักสวนครัว หมายถึง พืชผักทีป่ ลูกในพืน้ ทีว่ างในบริเวณบานหรือหนวยงาน อาจปลูกลงแปลง หรือในภาชนะตาง ๆ เพือ่ ใชบริโภคในครอบครัว หากมีจํานวนมากเหลือจากการบริโภคก็สามารถนําไป จาํ หนา ยได การแบงประเภทของพืชผักสวนครวั 1. ผกั กินใบกินตน เชน คะนา ผกั บงุ กะหล่ําปลี ผกั กาดขาว 2. ผักกินฝกกนิ ผล เชน พริก มะเขือ ถ่ัวฝกยาว ถ่วั แขก ถว่ั พู 3. ผักกินหัวกินราก เชน ผกั กาดหัว กระชาย ขมน้ิ 4. ผักกนิ ยอด เชน กะหลาํ่ ดอก ดอกแค ขจร 5. ผกั กินดอก เชน ตําลงึ ชะอม การคัดเลอื กเมลด็ พันธุ มีวธิ กี ารคดั เลอื ก ดังน้ี 1. เปน เมลด็ ที่แกเต็มที่ เก็บจากผลหรอื ฝก ทแ่ี กหรือสกุ จดั มีอาหารสะสมในเมลด็ มาก 2. เปน เมลด็ ทสี่ มบูรณ ไมมรี อยแตก หักรา ว หรือลบี 3. เปนเมลด็ ทีเ่ ก็บมาใหม ๆ ไมเกบ็ ไวน านจนเกินไป 4. เปนเมล็ดที่สะอาดปราศจากโรคและแมลง เครื่องมอื และอุปกรณใ นการปลกู ผกั เครือ่ งมือและอุปกรณในการปลูกผักเปนสิง่ ที่ชวยใหทํางานไดสะดวกและรวดเร็วยิง่ ขึน้ ไดงานที่มี คุณภาพ ประหยัดเวลา แรงงาน และสงผลใหไดผลผลิตมากยิง่ ขึน้ เชน เครื่องพรวนดิน อุปกรณรดน้าํ และ เครื่องพนยา เปนตน

19 หลกั การปลกู ผกั สวนครัวปลอดสารเคมี 1. ไมใ ชส ารเคมใี ด ๆ ในการปลกู ผัก เชน ยาปองกนั และกาํ จัดเชอื้ รา ยาฆาแมลง ปุยเคมี และยากําจัด วชั พืช 2. ใชวธิ ีการปอ งกันและกาํ จัดศัตรพู ชื โดยวธิ ผี สมผสาน 3. ใชปุย ทีไ่ ดจากธรรมชาติ เชน ปุย คอก ปุยหมัก อินทรียวัตถุตาง ๆ บํารุงดินโดยใชจุลินทรียเขามา ชว ย 4. ใชป ยุ หมกั ชวี ภาพ นาํ้ สกัดชีวภาพ นํ้าหมักสะเดา หรือสารสมุนไพรอยางสมํ่าเสมอทุก 7-10 วัน ถามี แมลงศัตรูพืชมารบกวน พนสารสมุนไพรกําจัดแมลงใหบอยขึ้นเปนทุก 2-3 วนั หรอื ทกุ วนั 5. ไมปลอยใหท ี่ดินวางเปลา ควรมกี ารปลกู พชื หมนุ เวียน 6. ใชพนั ธุพืชตา นทานโรค 7. เตรียมดินปลูกใหอุดมสมบูรณ จะทําใหพืชผักสมบูรณแข็งแรงตานทานโรค ใหผลผลิตทีด่ ีและมี คณุ ภาพ 8. ปลูกผักผสมผสาน โดยปลูกสลับหรือคละกันในแปลงเดียว ปองกันการทําลายของหนอน และ แมลง 9. ปลูกพืชใหเหมาะสมกับฤดูกาล การเตรยี มดนิ ปลูกผกั เลือกสถานที่ในการปลูกผักสวนครัว ควรเปนสถานทีท่ ี่ไมมีน้ําทวมขังไดรับแสงแดดอยางนอยวัน ละ 6 ชว่ั โมง ไมมสี ัตวเลี้ยงมารบกวน ใชจอบหรือมีดดายหญา บริเวณทีจ่ ะปลูกแปลงควรมีขนาดกวาง 1-1.5 เมตร ยาว 4 เมตร ขุดดินลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ตากดิน ยอยดินเก็บวัชพืช ใสปุย คอก ปุย หมัก จํานวน 1 ปบ ตอพื้นที่ 1 ตารางเมตร และปุย หมักชีวภาพ 1 กิโลกรัม คลุกเคลาใหเขากัน คลุมดวยฟาง รดน้าํ สกัด ชีวภาพ 1 ลิตร ตอ นํ้า 20 ลติ ร ใหช มุ หมกั ท้ิงไว 2-3 วนั การปลูกผกั สวนครัว มวี ิธกี ารปลกู ดังนี้ 1. เพาะกลาแลวยายปลูก อาจเพาะในแปลงหรือในภาชนะจะชวยประหยัดคาเมล็ดพันธุ เชน กะหลาํ่ ปลี กะหล่าํ ดอก มะเขือเทศ พรกิ ฯลฯ 2. หวานเมล็ดในแปลงปลูก เปนผักทีเ่ มล็ดมีราคาไมแพง ปลูกงาย เชน คะนา ผักบุง กวางตุง ผกั กาดขาว ฯลฯ 3. ปลูกแบบหยดหลุม เปน การปลูกผกั ทม่ี เี มล็ดใหญ เชน ถว่ั พู ถวั่ ฟก ยาว ฟก ทอง ฯลฯ การบํารงุ รกั ษาผกั สวนครัว มีวธิ ีการ ดังนี้ 1. การรดนาํ้ ควรรดนํ้าอยา งสมาํ่ เสมอ เชา และเยน็ ใหช ุมช้นื พอเหมาะอยางใหน้ําขังแฉะ 2. ใสปยุ ใชป ยุ ท่ไี ดจ ากธรรมชาติ เชน ปยุ คอก ปุย หมกั นาํ้ สกดั ชวี ภาพ หรือปุยหมักชวี ภาพ 3. การปองกันกําจัดศัตรูพืช ใชวิธีผสมผสานและใชสารสมุนไพรกําจัดแมลงไมใชสารเคมี

20 การเกบ็ เกยี่ วผักสวนครวั การเก็บเกีย่ วและระยะเวลาในการเก็บเกีย่ วของพืชผักแตละครัง้ จะแตกตางกันออกไปตามชนิดของ ผัก เชน แตงกวา อายุ 30-45 วัน หลังปลูก ผลออนสีเขียวออนปนขาวไดขนาด ผักบุง อายุ 25 วัน ตนออนสูง ประมาณ 30 เซนติเมตรขึ้นไป ขอควรรู ผักกินตนบางชนิดเมื่อโตเต็มทีแ่ ลว เหลือโคนตนทีม่ ีใบติดไว 2-3 ใบ รดน้าํ ใหปุย ดูแลรักษาตอไป จะมีตาขา งหรือแขนงผักเกิดขน้ึ มา สามารถเก็บมารับประทานไดอ ีก เชน คะนา กะหลาํ่ ปลี ผักบุง การเกบ็ ผกั ทตี่ อ งถอนออกมาทงั้ ตน ควรรดน้าํ ใหดินช้ืน จะทาํ ใหถอนไดงาย จัดเรียงเปนกองนําสวน รากไปลา งนาํ้ เอาดนิ ออก นาํ มาจดั เรยี งใหโ คนตน เสมอกนั ดงึ ในบรเิ วณโคนตน และใบทีเ่ นาเสียออก การแปรรปู พืชผักสวนครัว ผักสวนครัวถามีปริมาณมากใชบริโภคในครัวเรือนไมหมดก็สามารถนําไปจําหนายหรือแปรรูปดวย วิธีการตา ง ๆ เชน การตากแหง เชน พรกิ หอม กระเทยี ม การทําปุยหมักชีวภาพ ปุย หมักชีวภาพ ไดจากการหมักอินทรียวัตถุกับน้าํ สกัดชีวภาพ เปนการเพิม่ จุลินทรียไปชวยยอย สลายอินทรียวัตถทุ ําใหด นิ มคี วามอดุ มสมบรู ณย่งิ ขึน้ วธิ ีใชปยุ หมกั ชวี ภาพกับผักสวนครัว 1. ใสปุยลงไปในแปลงปลกู ขณะเตรยี มดินอัตราสวน 1 กโิ ลกรัมตอ พื้นที่ 1 ตารางเมตร 2. พืชผักที่มีอายุเกือบ 2 เดือน เชน ถั่วฟกยาว แตง พริก มะเขือ ใชปุย ชีวภาพรองกนหลุมกอนปลูก 1 กาํ มือ 3. หลังจากปลูกผักแลวใสปุย หมักชีวภาพทุก 7-10 วัน และรดดวยน้ําสกัดชีวภาพ 1 ชอนโตะ ตอนา้ํ 5-10 ลติ ร ทกุ 5-7 วนั 4. ดินที่ใชปุยหมักชีวภาพควรเปนดินที่มีสวนผสมของปุยหมัก ปุยคอก หรืออินทรียวัตถุเพื่อเปน อาหารของจลุ ินทรยี ต อ ไป 5. บริเวณแปลงปลูกผักควรมีวัสดุคลุมแปลง เพื่อรักษาอุณหภูมิและความชื้นใหเหมาะสมกับการ เจรญิ เตบิ โตของจุลนิ ทรีย 6. เพอ่ื เปน การประหยดั ปยุ หมักชีวภาพ กอ นนาํ ไปใชควรนําไปคลุกเคลากับปุยหมัก หรือปุยคอกใน อตั ราสว นปุยชวี ภาพ 1 สว น ตอปยุ หมกั หรอื ปุย คอก 10 สว น การจัดจาํ หนา ย ภาระการตลาด ตองศึกษาความไดเปรียบเสียเปรียบของปจจัยตนทุน อายุของสินคา โควตา และ สิทธิบัตรทีไ่ ดครอบครองหรือแปรรูปกึง่ อุตสาหกรรมเพือ่ ตอบสนองตลาดภายในประเทศ หากเกินความ พอดีสามารถวางแผนการตลาดสูตลาดตางประเทศได

21 กจิ กรรม ใหผูเ รยี นวางแผนการปลกู ผักลงในตารางดานลาง ขัน้ ตอน วธิ กี ารปฏิบัติ 1. การเตรียมการกอนปลูก ............................................................................................................ 2. การเตรยี มอปุ กรณ ............................................................................................................ 3. การเตรยี มดนิ ............................................................................................................ 4. วิธปี ลูก ............................................................................................................ 5. การดูแลรักษา ............................................................................................................ 6. การเก็บเกี่ยว ............................................................................................................ กิจกรรม จงตอบคําถามตอไปนี้ 1. ผักสวนครวั คืออะไร 2. การปลูกพืชสวนครัวปลอดสารเคมีมีประโยชนอยางไร 3. วสั ดุอปุ กรณใ นการทาํ ปยุ หมักชวี ภาพมอี ะไรบา ง 4. อนิ ทรียวตั ถุในทอ งถ่นิ ของผเู รยี น ทส่ี ามารถนํามาทาํ ปยุ หมักชีวภาพมีอะไรบาง 5. วิธีการปองกันและกําจัดแมลงสําหรับการปลูกผักปลอดสารเคมีมีวิธีการอยางไรบาง 2.2 การเลี้ยงสัตว การเลีย้ งสัตวมีจุดประสงคที่สําคัญ คือ เพื่อเปนอาหารของประชากรภายในครอบครัว หมูบ านใน ประเทศ และเพ่ือประชากรโลก ซงึ่ อาหารท่ไี ดจากสตั ว ไดแก อาหารประเภทเนอ้ื นม และไข อาหารประเภท เนือ้ ไดจาก โค กระบือ สุกร สัตวปก สัตวน้ํา จระเข อาหารประเภทนมไดจากโคนม แพะนม และควายนม เปนตน อาหารประเภทไขไดจากไขไก ไขเปด ฯลฯ นอกจากนี้ การเลี้ยงสัตวยังใหประโยชนในดาน เครือ่ งนุง หม ยารักษาโรค เครือ่ งประดับและกอใหเกิดรายไดจากผลประกอบการจากอุตสาหกรรมการเลีย้ ง สตั ว สภาพปญหาของการเล้ียงสตั ว ปญหาของการเลีย้ งสัตวในประเทศไทยมีมากทีก่ ําลังรอการแกไข ซึง่ เราสามารถแบงสภาพปญหา ออกเปนหัวขอใหญ ๆ ได 5 ปญ หา คือ

22 1. ปญหาเร่ืองคน ปญหาของคนในภาคเกษตร คือ ผลิตไดแตขายไมออกคนยังขาดความรูเ รือ่ ง การตลาด ขาดการชวยเหลือจากภาครัฐอยางจริงจัง ขาดความชวยเหลือเพื่อตั้งกลุมซึ่งจะทําอยางไรใหคนเกิด ความเออ้ื เฟอ อาทรตอ เพอ่ื นรว มอาชพี 2. ปญ หาเร่อื งเงินทนุ หมายถึง เงินทุน เกษตรกรสวนใหญคิดได ทําไดและทําไดดีแตขาดเงินทุนใน การดาํ เนินกิจกรรมการเลย้ี งที่ตอเนอื่ ง ทาํ ใหข าดรายไดหมนุ เวยี นในฟารม 3. ปญหาเรือ่ งปจจัยการเลีย้ ง เริม่ จากทีด่ ิน โรงเรียน อุปกรณการเลีย้ ง ธรรมชาติในทองถิ่น เปน ปญหาทีผ่ เู ลย้ี งสตั วแ ละหนวยงานภาครัฐตอ งรว มมือกันแกไข 4. ปญหาเรือ่ งการจัดการฟารม เกษตรกรขาดความรู ความเขาใจเกีย่ วกับกระบวนการเลี้ยงสัตวใน เรือ่ งความสมดุลของการลงทุนกับผลตอบแทนที่คุมคาที่สุด รวมถึงการใชแรงงาน เงินทุน และปจจัยการ เลี้ยงไมเหมาะสมกอใหเกิดปญหาในดานการจัดการฟารมในเวลาตอมา 5. ปญหาเรือ่ งกิจกรรมดานการตลาด เกษตรกรในประเทศไทยปจจุบัน ประสบปญหานี้เปนหลัก หลักการเล้ยี งสัตวทด่ี ีควรคํานงึ ถึงปจ จยั น้ีเปน ปจ จยั แรกในการทจ่ี ะตดั สินใจลงทนุ ในการเลีย้ งสัตว ชนดิ และประเภทของสตั วท คี่ วรเลยี้ ง สตั วเลี้ยงท่ีสาํ คัญทางเศรษฐกิจ แบงออกตามชนิดและประเภทได ดังนี้ 1. สตั วใ หญ ไดแ ก โค หรือวัว แบงออกเปน 3 ประเภท คือ โคนม เลีย้ งเพื่อตองการน้าํ นมเปนหลักโคเนื้อเลีย้ งเพื่อ ตอ งการเนอื้ เปนหลกั โคก่ึงเน้ือก่งึ นมเล้ยี งไวเพ่ือตองการทั้งเนอื้ และนม กระบือหรือควาย แบงออกเปน 2 ประเภทใหญ คือ กระบือปลัก เลีย้ งเพือ่ ใชงานและใหเนื้อ กระบือ แมนาํ้ (กระบือนม) เลย้ี งไวเ พอื่ ตอ งการนา้ํ นม 2. สัตวเ ลก็ ไดแ ก - สุกร แบงออกเปน 2 ประเภทคือ สุกรเนื้อ ไดแก สุกรทีน่ ําเขาจากตางประเทศเมื่อ ปรับปรุงพันธุแ ลวจะใหเนือ้ เปนหลัก สุกรน้าํ ไดแก สุกรพืน้ เมืองในประเทศ สุกรประเภทนีเ้ ลีย้ งงายใหเนื้อ นอยมีมันมาก - แพะ แบงออกไดเปน 2 ประเภท คือ แพะนมเลี้ยงไวเพือ่ ใหนมเปนหลัก แพะเนื้อใหเนือ้ เปน หลักเลี้ยงงายโตเรว็ - แกะ เล้ยี งเพื่อใหขนเปน หลักมากกวาเนือ้ 3. สตั วป ก ไดแ ก - ไก แบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก ไกเนื้อ ไกไ ข ไกส วยงาม - เปด ไดแก เปด เน้อื เปดไข 4. สัตวน ้ํา ไดแก - ปลาทะเล - ปลานํ้าจดื

23 - ปลาสวยงาม - ปลาน้าํ กรอ ย - สตั วครึ่งบกคร่งึ น้าํ การเลือกสถานท่เี ลย้ี งสัตว เม่อื ตอ งการเล้ียงสตั ว สงิ่ ทีต่ องคาํ นงึ เปน อนั ดบั แรก คอื สถานที่สําหรับเล้ียง ยอมตองการสถานที่อัน จําเพาะและเหมาะสมกับตัวของเขาเอง ตามหลักธรรมชาติชนิดของสัตว ภูมิอากาศ รวมถึงความเหมาะสม ของสัตวชนิดนั้น ๆ ยังตองคํานึงถึงเปาหมายของการเลี้ยงวาจะเลีย้ งสัตวเพือ่ อะไร เพื่อนันทนาการ เพื่อ การคาหรืออื่น ๆ เมื่อทราบความตองการเปนเบื้องตนแลว จึงควรพิจารณาสถานที่เลีย้ งสัตวซึง่ จะมี ขอพจิ ารณาสถานทเ่ี ล้ยี งสตั ว ดงั น้ี ขนาดและสัดสวนรางกายสัตวท ี่จะเลี้ยง - พนื้ ท่ตี ั้งฟารม ทเ่ี หมาะสมตามประเภทของสตั วน น้ั ๆ - ประเภทของโรงเรือน - ขนาดของโรงเรือนเลี้ยงสัตว และการตอเตมิ ในอนาคต - มีแหลงน้ําพอเพียง - การคมนาคมสะดวก - สภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับชนิดและประเภทของสัตว การคดั เลือกพนั ธุ ลกั ษณะพนั ธุสัตว 1. สัตวพันทาง คือ สัตวทีผ่ สมพันธุโ ดยธรรมชาติ ไมมีการคัดเลือกสายพันธุท ําใหสัตวเลีย้ งดอย คณุ ภาพทางดานผลผลิต สสี ัน รูปรา งและไมส ามารถประมาณการผลผลติ ที่คาดวาจะไดรบั แนนอนได 2. สัตวพันธุแท คือ สัตวทีไ่ ดรับการคัดเลือกแลวเมือ่ มีการผสมพันธุสัตว ลูกทีไ่ ด จะมีลักษณะ เหมือนพอแมทั้งรูปราง สีสัน น้าํ หนัก เมือ่ โตเต็มทีท่ ั้งไดรับการยอมรับจากสมาคมผูเ ลีย้ งสัตวและสามารถ ประมาณการการใหผลผลติ ได การปอ งกันและดูแลรกั ษาโรคสัตว นักเลี้ยงสัตวทีด่ ีควรคํานึงถึงการปองกันรักษาสุขภาพของสัตวเปนอันดับตน ซึ่งเปนวิธีที่ประหยัด ทั้งเงินและคารักษาโรค โรคสัตว มี 2 สาเหตใุ หญ คอื 1. โรคทีเ่ กิดจากเชอื้ โรค เชน แทง ตดิ ตอ วณั โรค ปากและเทา เปอ ย หวัดไก ฯลฯ 2. โรคที่ไมเกิดจากเชื้อโรค เชน โรคกระเพาะและลําไส บาดแผลหรือของมีคมบาด เปนตน การถนอมอาหารและการแปรรปู การถนอมอาหารเปนการเก็บรักษาอาหารทีเ่ หลือ เพื่อใชบริโภคในมือ้ ตอไป โดยใหคุณคาของ อาหารสญู เสยี นอ ยท่สี ุด การถนอมอาหารวิธีงา ย ๆ มีดังนี้

24 1. การทําใหแหง เนือ้ สัตวบกและสัตวน้าํ มีการทําแหงเชนเดียวกัน เมือ่ มีเนือ้ สดหรือปลาสดเหลือ มาก ใหนําเนื้อหรือปลามาทําใหเปนชิ้นบาง ๆ ตามความพอใจ นํามาคลุกเกลือเพื่อปองกันการเนาเสีย วางแผ บนตะแกรงหรือกระจาด แลวนําไปผึง่ แดดจนแหงในระหวางตากควรกลับชิ้นเนือ้ ใหทุกสวนไดรับความ รอ นโดยทั่วถงึ เมื่อแหง แลว นํามาเกบ็ โดยการผึง่ กระจาดในทีไ่ มอับชื้นเพราะจะทําใหมีกลิ่นเหม็น เราเรียกวา เนือ้ เค็มหรือปลาเค็ม ระยะเวลาการเก็บรักษาจะมากหรือนอยขึน้ อยูก ับความเค็ม และความแหงของเนือ้ ถา แหงมากจะเก็บไวไดนานระหวางการเก็บควรนําออกผึ่งแดดบางเพื่อใหอาหารเก็บไวไดนานขึ้น 2. การหมักเกลือ การถนอมผลิตผลการเกษตร อาจจะใชเกลือเปนตัวชวยในการรักษาไมใหเนาเสีย ทางดานเนือ้ สัตว จะเนาเสียไดงายควรนําเนื้อมาหัน่ เปนชิ้นบาง ๆ นําไปหมักกับเกลือ เกลือจะเปนตัวรักษา ไมใหอาหารเนา โดยการดูดน้ําในเนื้อออกมาแลวสงความเค็มเขาไปแทนที่การหมักเหลือถานําเนื้อไปตากให แหง จะทําใหเนอื้ เก็บไดนาน การถนอมอาหารประเภทเนือ้ มีวิธีการทําหลายอยาง ตามลักษณะของเนือ้ สัตวแตละชนิดผูเ รียนควร ศึกษาเพิม่ เติมจากตําราถนอมอาหาร ศึกษาในหัวขอทีน่ าสนใจบางครัง้ อาจจะเปนอาชีพเสริมสรางรายไดแก ครอบครัวได การจัดการผลผลิตและการจดั จําหนาย การจัดการผลผลิตทางดานสัตว ความไดเปรียบหรือเสียเปรียบขึน้ อยูก ับราคาในตลาดและตนทุนใน การยืดอายุการขายเพื่อรอราคาใหสูงขึ้น เพื่อระบายสินคา ออกสตู ลาด ตลาดการคาสัตว แบง ออกเปน 2 ระบบ ระบบตลาดภายในประเทศ ไดแก พอคาคนกลาง โรงงานแปรรูป ตลาดรวบรวมผลผลิตขนาดใหญ กลมุ คนเหลา นีจ้ ะรวบรวมผลผลติ จากผเู ลย้ี งสัตวเ พ่ือท่จี ะไดกระจายไปตามแหลงรับซ้ือทั่วไปภายในประเทศ โดยการขายสตั วเ ปน หรอื แปรรปู ไปสผู ูบ รโิ ภคปลายทาง ตลาดตางประเทศ เมือ่ ความตองการภายในประเทศลดนอยลง เนือ่ งจากเกินความพอดีเราสามารถ สงออกผลติ ภัณฑจ ากสัตวอ อกนอกประเทศได ปจจบุ ันมีการคา และการลงทนุ เพอ่ื การสงออกหลายรปู แบบ ลกั ษณะการจัดจาํ หนายสตั วเลย้ี งหรอื ผลติ ภณั ฑ - การคาขายลกู สัตว เชน ลูกสุกร ลกู ปลา เพ่อื นําไปเลย้ี ง เปนตน - การคาขายสัตวใหญ เพ่อื นาํ ไปเปน อาหารหรอื วัตถุประสงคอ นื่ - การคา ขายสตั วพอพันธุ แมพนั ธุ เพื่อใชท าํ พนั ธุ - การคาขายซากสัตวชําแหละ เปนการบริการในทองถิ่น - การคาขายผลิตภณั ฑจากสตั ว เชน นม ไข หนัง เขา ฯลฯ - การทํากิจการโรงงานทีเ่ กีย่ วของกับสัตว เชน โรงงานผลิตภัณฑอาหารสัตว โรงฟอกหนัง โรงงาน แปรรปู เนอ้ื เปน ตน

25 กจิ กรรม ใหผูเ รียนคิดวิธีทีจ่ ะใชพลังงานจากธรรมชาติ มาประกอบการเลีย้ งสัตวใหมากทีส่ ุดโดยไมทําลาย สิ่งแวดลอมมาคนละ 1 เรอ่ื ง พรอ มอภิปรายในกลมุ 3. งานชา ง งานชาง เปนการวิเคราะหเกี่ยวกับการทํางานตามกระบวนการของงานชาง ซึง่ ประกอบดวย การ บํารุงรักษา การติดตัง้ และประกอบ การซอม และการผลิต เพือ่ จะนําไปสูก ารสรางงานอาชีพทีเ่ หมาะสมกับ ศักยภาพของตนและสอดคลองกับชุมชน สังคม 3.1 การติดตง้ั และการประกอบ เครือ่ งมือเครือ่ งใชหลาย ๆ ชนิด กอนนําไปใชงานตองนําชิ้นสวนแตละชิ้นมาประกอบกันใหเปน เครื่องมือเครือ่ งใชเครื่องนั้น ๆ แมกระทั่งเครื่องใชในบานที่เรียกวา เฟอรนิเจอรแบบถอดประกอบ การ ประกอบตองทําตามลําดับขั้น ดังนี้ 1. อานแบบหรือผังทีต่ ิดมากับชุดอุปกรณ โดยทัว่ ไปเครือ่ งมือเครื่องใชที่โรงงานผลิตมาจําหนายมัก มีรูปแบบ ผัง การติดตัง้ การประกอบ คุณลักษณะของเครื่อง การใชงาน การรักษา ตลอดถึงขอควรระวัง ความปลอดภัยในการใชที่อาจจะเกิดแกผูใ ช และความปลอดภัยตอเครือ่ งมือ ใหอายุการใชงานนานขึน้ และ ความปลอดภัยในการเก็บรักษา เปนตน เครือ่ งมือเครือ่ งใชบางชิน้ ตองนําชิน้ สวนมาปรับแตงใหเหมาะสม แลวนําแตละชิน้ มาประกอบกัน แบบหรือผังอาจจะเขียนคลายของจริง ยอขนาดหรือขนาดเทาของจริง ถา ขนาดเทาของจริงใหนําชิ้นสวนเหลานั้นทาบลงกับแบบ เพื่อตรวจสอบวาอุปกรณชิน้ นัน้ เปนชิน้ เดียวกับแบบ ถาแบบผังมีขนาดเล็กกวาของจรงิ ใหเ ทยี บเคียงกันวารปู รา งเหมอื นกันหรอื ไม มสี ว นโคง เวา หยัก นูน กี่แหง อยางไร การติดตัง้ การประกอบตองใชชิน้ ไหนเปนหลัก ชิน้ รองประกอบอยางไร เรียงตามลําดับกอนหลัง อาจมีหมายเลขกํากับตําแหนงทีต่ อเชือ่ ม อาจจะใชตะปูควง น็อต สกรู หรือลิม่ เสียบขัดกันเทานั้น หรืออาจ ตองใชก าว ใชต ะกัว่ บัดกรี 2. ตรวจสอบจํานวนชิน้ สวนกับแบบใหถูกตอง กอนประกอบชิ้นสวนใหตรวจนับกอนวาชิ้นสวน ของเครือ่ งนั้น ๆ มีจํานวนกีช่ ิ้น ถูกตองตรงตามแบบทีแ่ นบมากับเครือ่ งหรือไม เครื่องมือเครือ่ งใชบางชนิด บางประเภทอาจมีหลายรุน แตละรุน คลายคลึงกัน อาจแตกตางเฉพาะขนาดหรืออุปกรณบางชิน้ แบบทุกรุน ใชอ นั เดียวกัน แตจะกําหนดในหมายเหตุเฉพาะแตละรุนไว รุนนน้ั ๆ ประกอบอปุ กรณก่ีชิ้น ชิ้นใดไมมีในรุน น้ัน สภาพของช้ินสว นชํารุดหรือไม หากชํารุดแตกหักไมควรนํามาประกอบใช 3. อานทําความเขาใจขัน้ ตอนการประกอบ ขัน้ ตอนการประกอบจะกําหนดไวในแบบเปนชิ้นสวน หลกั และช้นิ สว นช้ินตอ ๆ ไปตามลําดบั 1 2 3 ชิ้นสวนหลักวางอยางไร หงาย คว่าํ เอียง นอน ยืน ชิน้ สวนชิน้ ท่ี 1 ประกอบทางดานไหน บน ลาง ซาย หรอื ขวา ชน้ิ สว นชนิ้ ตอ ๆ ไป วางตอ จากชน้ิ ไหนอยา งไร 4. ลงมือประกอบตามลําดับขัน้ ตอนที่กําหนด นําชิ้นสวนที่เปนหลักวางในตําแหนงและทิศทางที่ เหมาะสม อาจตองใชอุปกรณหรือเครือ่ งมืออืน่ จับ ยึด หรือตองมีคนชวยจับ นําชิน้ สวนลําดับที่ 2 3 4 และ 5

26 ตามลําดับมาประกอบตามลําดับ ตามแบบกําหนด หามนําชิ้นสวนอื่นมาประกอบกันกอนโดยปฏิบัติ นอกเหนือไปจากแบบอาจจะทําใหประกอบยาก และทําใหชิ้นสวนเสียหาย 5. ประกอบใหครบทุกชิน้ กอนลงมือทดลองใช ประกอบชิ้นสวนใหครบทุกชิ้นกอนทดลองใช บางครัง้ ผูป ระกอบอยากลองทัง้ ทีป่ ระกอบชิ้นสวนไดเพียงบางชิน้ อยากจะทดสอบที่ละขั้น ๆ ในระหวาง ประกอบ เนือ่ งจากชิน้ สวนตองใชยึดโยงซึ่งกันและกันหากประกอบยังไมสมบูรณหากทดลองจะทําใหเกิด การแตกหกั ชํารุดได ดงั น้ัน ตอ งประกอบทุกช้นิ สว นใหครบถวนตามแบบกอ นแลว จึงทาํ การทดสอบ 6. ชิน้ สวนชิน้ ใดประกอบยากอยาฝน ใหคอย ๆ พิจารณา การประกอบชิน้ สวนอาจจะพิจารณา รูปแบบไมชัดเจนหรือแบบผังที่ใหมาไมชัดเจน ในสวนที่ซอนหรือทับกัน หรือบางจุดตองใชภาพขยาย ยุงยากอานแบบไมเขาใจ หรือมองอยางผิวเผินใชความเคยชินตัดสินใจประกอบ อาจจะขัดกันตองพยายามฝน กดผลกั จนประกอบได อาจจะทําใหชิ้นสวนนั้นโคง งอ และหักในทีส่ ุด หากรูส ึกวาการประกอบชิน้ สวนนัน้ ไมส ะดวกยงุ ยากใหกลับไปพิจารณาแบบผังใหมอกี ครง้ั ชิ้นสว นถกู ตองตามแบบรนุ จรงิ หรอื ไม กจิ กรรม ใหป ระกอบโตะ อาหาร จาํ นวน 1 ตัว ตามแบบ วัสดอุ ุปกรณ 1. พน้ื โตะ ขนาด 100 x 20 x 10 เซนติเมตร สาํ เรจ็ รูป จาํ นวน 1 ชิน้ 2. ขาโตะ ไมแทง ส่เี หลี่ยมยาว 1.2 เมตร จาํ นวน 4 ทอ น 3. นอ็ ตพรอ มแหวนรอง จาํ นวน 4 ชุด เครือ่ งมอื กญุ แจเลอ่ื น กญุ แจลอ็ ก และคมี ปากแบนขนาดใหญ ขนั้ ตอนการประกอบ 1. เตรยี มเครื่องมือและวัสดุใหพรอ ม 2. วางพน้ื โตะ บนพน้ื หรอื บนโตะทาํ งาน หงาย พืน้ โตะ (งาน) ขึ้น 3. นําขาโตะหมายเลข 1 วางบนพื้นใหสกรูที่ติดกับขาโตะเสียบในชองหมายเลขที่ 1 บนพื้นโตะ 4. ใสน ็อตเขา กับสกรู หมนุ น็อตจนแนน 5. ปฏบิ ัตขิ นั้ ที่ 3 และ 4 กับขาโตะหมายเลข 2 6. ปฏบิ ัติขัน้ ท่ี 3 และ 4 กับขาโตะหมายเลข 3 7. ปฏบิ ตั ขิ ้นั ที่ 3 และ 4 กับขาโตะหมายเลข 4 8. จับโตะที่ประกอบเสร็จแลววางกับพืน้ ใชมือสองขางผลักดู แข็งแรงหรือไม หากโอนเอนใหปรับ หมนุ นอ็ ตใหแ นน ขน้ึ 3.2 การบํารุงรักษา เคร่ืองมือเคร่อื งใช เมอื่ ใชไปนานมักสึกหรอ สภาพชํารุด คลาดเคล่ือนจากสภาพเดิม ฝุนละอองเกาะ สกปรก ตองดูแลรักษา ปรับแตง ทําความสะอาด ดังนี้

27 1. การปรบั แตง เคร่ืองมอื เครอื่ งใช เครอื่ งมือเคร่อื งใชท่ปี ระกอบขึ้นขากช้ินสวนหลาย ๆ ช้ิน โดยการ ใชการเชื่อมยึด น็อต สกรู หรือวิธีอืน่ ใด เมื่อใชงานไปนาน จากการสัน่ สะเทือน จากการเคลือ่ นยายหรือ อุบัติเหตุ ตาํ แหนงเช่อื มตอระหวางชนิ้ สวนอาจจะเคลือ่ นจากทีเ่ ดมิ ตอ งรีบแกไขปรับแตงใหอยูในสภาพปกติ กอนใชงานตอไป หากคิดวาไมเปนไร ชํารุดเล็กนอย ยังใชการไดไมเปนไร หากใชตอไปอาจจะเกิดอันตราย กับผใู ชแ ละอาจจะเกิดความเสยี หายตอเครื่องมอื ไดดว ย 2. การทําความสะอาดประจําวัน/ สัปดาห/ เดือน/ ป เครือ่ งมือเครือ่ งใชทุกชิน้ กอนนําไปใชงานตอง ตรวจสภาพใหพ รอมกอนและหลังการใชง านแลว กอนเกบ็ เขาตหู รอื ท่เี ก็บใหทําความสะอาดเสียกอนเปนการ ทําความสะอาดประจําวัน เครือ่ งมือเครือ่ งใชบางชนิดอาจมีเศษวัสดุ ขยะจากการทํางานเขาไปติดสะสม ภายในเครื่อง ไมสามารถทําความสะอาดอยางงาย ๆ ได ควรมีวันหยุดพักเครือ่ ง ทําความสะอาดประจํา สปั ดาห หรือประจาํ เดือน หรอื ประจําป แลว แตช นดิ ของเครอื่ งมอื นัน้ ๆ 3. ปรบั เปลี่ยนอะไหลตามอายุการใชง าน เครื่องมือเครื่องใชทุกชิ้นใชไปนาน ๆ ชิ้นสวนโดยเฉพาะท่ี มีการเคลือ่ นไหวจะสึกหรองาย เชน เครื่องมือประเภทเครือ่ งกลเครือ่ งไฟฟา เมื่อใชงานระยะหนึง่ จะตอง ปรับเปลีย่ นชิน้ สวนใหมตามทีค่ ูม ือของเครื่องนัน้ ๆ กําหนด เชน การเปลีย่ นแหวน เปลีย่ นบูต กระเดือ่ ง คัน กระแทก นํา้ มันเครอ่ื ง นาํ้ มนั หลอ ลน่ื จาระบี เปน ตน 4. นําไปใหศูนยบริการตรวจสภาพตามกําหนด เครื่องมือเครื่องใชบางชนิด ใชเทคโนโลยีคอนขาง สูง ตองใชเครื่องมือเครื่องวัดพิเศษเฉพาะ ผูใ ชงานไมสามารถซอมบํารุงไดเอง ตองนําไปใหศูนยบริการชวย ตรวจสอบ ปรับแตงใหเทานั้น ซึ่งคูม ือที่มากับเครื่องจะระบุไววา ใชงานไปเปนระยะเวลานานเทาไร ควร นําไปบริการตรวจสภาพ ผูใชตองปฏิบัติตามคูมือเพื่อยืดอายุการใชงานของเครื่องมือเครื่องใช 5. การขัดของบางลักษณะตองใหชางซอมเทานัน้ หามซอมเอง เครือ่ งมือบางชนิด เชน เครือ่ งไฟฟา เครือ่ งกล ผูใ ชไมสามารถซอมเองได เพราะบริษัทผูผลิตสงวนไวสําหรับผูผ ลิต ผูแทนจําหนายเทานัน้ หาก ผใู ชแ กไ ขเองอาจจะทําใหชาํ รดุ เสียหายมากขน้ึ กจิ กรรม ใหนํารถจักรยานยนตไปตรวจสภาพตามที่กําหนดแลวบันทึกการซอมบํารุงมาดวย 3.3 การซอ ม เครือ่ งมือเครื่องใช หากรูสึกวาใชงานไมคลอง ติดขัดไมสะดวกสบาย หรือมีความรูสึกวาไม ปลอดภัยควรดําเนนิ การตรวจซอมกอนนาํ ไปใช ดงั น้ี 1. ศึกษาใหรูจ ักคุณลักษณะของเครือ่ งมือเครือ่ งใช เครือ่ งมือเครื่องใชทุกชนิดที่วางจําหนายใน ทองตลาด ในชุดหรือกลองบรรจุจะมีตัวเครื่องมือเครือ่ งใช ยังมีคูมือและใบรับประกันติดมาดวยใหอาน รายละเอียดคูมือ ซึง่ จะประกอบดวยคุณลักษณะของเครื่องมือนัน้ การใชงาน การบํารุงรักษา ขอควรระวัง และอื่น ๆ เฉพาะคุณลักษณะของเครือ่ ง ประกอบดวย น้าํ หนัก ขนาดกวาง ยาว สูง วัสดุทีใ่ ชถาเปนเครือ่ งกล เครือ่ งไฟฟา จะบอกขนาดกําลัง แรงมา ความสามารถในการทํางานยาวนานเทาใดควรพักหรือใชได

28 ตลอดเวลา เปนตน หากเกิดการชํารุดดวยอาการหนึ่งอาการใด มักจะบอกขั้นตอนการตรวจสอบและตรวจ ซอ มเบอ้ื งตนไวใ นคมู ือ ใหล องทาํ ตามข้นั ตอนท่รี ะบุในคูมอื นนั้ 2. ตรวจสภาพภายนอก กอนถอดชิน้ สวนใด ใหตรวจสอบภายนอกกอนวาสภาพภายนอกเปน อยางไร แตกหักหรอื ไม ยบุ บุบสลาย อาจทําใหก ระทบตอชนิ้ สวนภายในได แตถาสภาพภายนอกปกติแสดง วาการขัดของเกิดจากสภาพการใชงาน จึงตองถอดชิ้นสวนประกอบภายนอกออก แลวคนหาชิน้ สวนทีช่ ํารุด เสยี หายตอ ไป 3. ถอดชนิ้ สวนประกอบออกตรวจสอบ ชิน้ สวนภายนอกที่ประกอบเปนตัวเครือ่ ง อาจประกอบดวย ชิน้ สวนหลาย ๆ ชนิ้ ตอ งนําคูมอื ผงั การประกอบเครอ่ื งมาพิจารณาในการถอดชิ้นสวนดวย ใหถอดยอนถอย จากลําดับสุดทายไปหาลําดับที่ 1 โดยใชไขควรหรือคีม หรือกุญแจเลือ่ น แลวแตกรณี บางชนิดอาจใชเปน เขีย้ วหรือเดือยเกาะเกีย่ วกัน อาจใชมือกดสวนหนึง่ ดันสวนหนึง่ แลวปลดออก การถอดบูต สลักบางชิน้ อาจ ตอ งใชเครอื่ งมอื ประเภทเครอื่ งดูด 4. หากเห็นวาชิ้นสวนใดสึกหรอตองเปลี่ยนใหม ชิน้ สวนที่เกี่ยวของกับการหมุน การกระแทก การ เคล่ือนท่ี ชิ้นสวนที่ทาํ ใหเ กิดการเคลอื่ นไหวใชไปนานวนั จะเกิดการสึกหรอ เมื่อถอดชิน้ สวนมาดูแลวเห็นวา สกึ หรอควรเปลย่ี นใหม 5. ประกอบใหอ ยใู นสภาพปกติ เมื่อเปลี่ยนอะไหลใหมทุกชิน้ แลวใหตรวจความเรียบรอย ใสอะไหล ใหมเขาไปในสภาพเดิมหรือไม หากปกติแลวใหประกอบชิน้ สวนอืน่ ใหเปนตัวเครือ่ งเขาปกติตามขัน้ ตอน การประกอบเครื่อง จากประสบการณท ่ีถอดหรอื ดูจากคมู อื ประกอบ 6. ทดสอบขัน้ ตน เมือ่ ประกอบเครือ่ งเสร็จแลวใหทดลองเครื่องกอนนําไปใชงานจริง ถาเปนเครือ่ ง ประเภทไฟฟา ใหกดสวิตชแ ลว สงั เกตวา มีสิ่งผิดปกติหรือไม กลิ่นเหม็นไหม เคร่ืองรอนผิดปกติ หากผิดปกติ เพียงนิดหนอยควรปดสวิตชทันทีแลวตรวจสอบใหม ถาประเภทเครื่องยนตใหติดเครื่องยนตเดินเปลาระยะ หนึง่ กอน 7. ทดลองใชงานจริงระยะหนึ่ง หลังจากทดลองเครือ่ งจนใชไดจริงแลว ใหใชดวยความระมัดระวัง คอยสังเกตอาการเปลีย่ นแปลงทีอ่ าจเกิดขึน้ ในระหวางการใชงาน หากมีเสียง อาการสั่น รอนจัดผิดปกติ ให หยุดพักการทํางานไวกอน แลวทําการตรวจสอบตามกระบวนการตรวจสอบแลวจึงนําไปใชงานตอไป 8. นําไปใชง านจรงิ เมื่อเครื่องที่ซอมแซมใชงานไดตามปกติแลว จึงนําไปใชงานจริง กิจกรรม ใหซอมเครอ่ื งใชในบา นหนงึ่ ชิ้น แลว บันทกึ ข้ันตอนการซอมไวด วย 4. งานประดษิ ฐ งานประดิษฐ เปนการวิเคราะหเกีย่ วกับการทํางานดานการประดิษฐสิง่ ของเครือ่ งใชทีเ่ นนความคิด สรางสรรค โดยเนนความประณีต สวยงาม ตามกระบวนการงานประดิษฐและเทคโนโลยี และเนนการ อนุรักษและสืบสานศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีไทย ตามภูมิปญญาทองถิ่นและสากลเพื่อ นําไปสูการสรางงานอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองและสอดคลองกับชุมชน สังคม

29 ความหมายของงานประดิษฐ ประดิษฐ แปลวา คิดทําขึน้ งานประดิษฐจึงหมายถึงการนําเอาวัสดุตาง ๆ มาทําเปนผลิตภัณฑใหม เพ่อื ประโยชนใชสอยดา นตา ง ๆ เชน เปนของเลน ของใช หรือเพื่อความสวยงาม ประโยชนของงานประดษิ ฐ มดี ังน้ี 1. เปนการใชเวลาวางใหเกิดประโยชน 2. มีความภาคภูมิใจในผลงานของตน 3. มีรายไดจากผลงาน 4. มีความคิดริเริ่มสรางสรรคผลงานใหม ๆ 5. เปน การฝก ใหรจู ักสงั เกตสง่ิ รอบ ๆ ตัว และนาํ มาใชใ หเ กดิ ประโยชน ลกั ษณะของงานประดิษฐ แบงเปน 2 ประเภท คือ 1. งานประดิษฐทั่วไปเปนงานที่บุคคลสรางขึ้นมาจากความคิดของตนเองโดยอาศัยการเรียนรูจากสิ่ง รอบ ๆ ตวั นาํ มาดัดแปลงหรือเรยี นรจู ากตาํ รา เชน การประดิษฐข องใชจ ากเศษวสั ดุ การประดิษฐด อกไม 2. งานประดิษฐทีเ่ ปน เอกลักษณไ ทยเปน งานที่ไดรับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษในครอบครัวหรือ ในทองถิ่น หรือทําขึ้นเพื่อใชในงาน หรือเทศกาลเฉพาะอยาง เชน มาลัย บานศรี งานแกะสลัก ประเภทของงานประดิษฐ งานประดิษฐตาง ๆ สามารถเลือกทําไดตามความตองการและประโยชน ใชสอย ซึ่งอาจแบงประเภทของงานประดิษฐตามโอกาสใชส อย ดังน้ี 1. ประเภทที่ใชเปนของเลน เปนของเลนที่ผูใ หญในครอบครัวทําใหลูกหลานเลน เพือ่ ความ เพลิดเพลิน เชน งานปนดินเปนสัตว สิ่งของ งานจักสานใบลานเปนโมบาย งานพับกระดาษ 2. ประเภทของใช ทําขึน้ เพื่อเปนของใชในชีวิตประจําวัน การสานกระบุง ตะกรา การทําเครื่องใช จากดนิ เผา จากผาและเศษวสั ดุ 3. ประเภทงานตกแตง ใชตกแตงสถานที่ บานเรือนใหสวยงาม เชน งานแกะสลักไม การทํากรอบรูป ดอกไมประดิษฐ 4. ประเภทเครือ่ งใชในงานพิธี ประดิษฐขึน้ เพือ่ ใชในงานเทศกาล หรือประเพณีตาง ๆ เชน การทํา กระทงลอย ทําพานพุม มาลัย บายศรี วัสดแุ ละอุปกรณท่ีใชใ นงานประดษิ ฐ การเลือกใชว สั ดุอปุ กรณในการประดิษฐชิน้ งาน ตอ งเลอื กใหเหมาะสมจงึ จะไดงานออกมามีคุณภาพ สวยงาม รวมทงั้ ตอ งดูแลรกั ษาอปุ กรณเ ครอื่ งใชเ หลา นใี้ หอยูในสภาพท่ใี ชง านไดตลอดเวลา 1. วัสดุและอปุ กรณในงานประดษิ ฐ แบงออกเปน ประเภทตาง ๆ ดงั น้ี ประเภทของเลน - วสั ดุท่ใี ช เชน กระดาษ ใบลาน ผา เชอื ก พลาสตกิ กระปอง

30 - อปุ กรณทีใ่ ช เชน กรรไกร เขม็ ดา ย กาว มีด ตะปู คอน แปรงทาสี ประเภทของใช - วัสดุทใ่ี ช เชน กระดาษ ไม โลหะ ดิน ผา - อุปกรณที่ใช เชน เล่อื ย สี จักรเยบ็ ผา กรรไกร เคร่อื งจกั เจาะ ประเภทของตกแตง - วสั ดทุ ่ใี ช เชน เปลือกหอย ผา กระจก กระดาษ ดนิ เผา - อุปกรณท ่ีใช เชน เขม็ เยบ็ ผา เขม็ รอ ยมาลัย คมี คอน เขม็ หมุด 2. การเลือกใชแ ละการบํารุงรักษาอุปกรณ มหี ลกั การดงั น้ี 1. ควรเลอื กใชใ หถกู ประเภทของวัสดแุ ละอปุ กรณ 2. ควรศึกษาวิธีการใชกอนลงมือใช 3. เม่ือใชแลวเกบ็ ไวใหเ ปน ระเบยี บเรียบรอ ย 4. ซอมแซมเครอื่ งมือท่ีชํารดุ ใหพ รอ มใชเสมอ การประดิษฐช ิน้ งาน ขนั้ ตอนในการปน 1. กาํ หนดโครงสรา ง รปู รา งของชน้ิ งาน ตามลกั ษณะสดั สว นของชน้ิ งาน การยอ สว น ขยายสว น 2. ศึกษาลักษณะธรรมชาติของชิน้ งานทีต่ องการปน เชน ตัวสัตวตาง ๆ ศึกษารูปทรงภายนอก ภายในรายละเอียดตาง ๆ เชน ลําตัว หัว หู หาง ฯลฯ ในการเลียนแบบใหเหมือนจริง หรือเปนรูปรางที่ แตกตางไปจากความเปนจริง รูปรางตลกขบขัน วสั ดอุ ุปกรณท ี่ใชในการปน 1. แปง หรอื ดินสาํ หรับปน 2. กาวลาเทกซ กาวไฟฟา (กาวปน) 3. ลวดขนาดตา ง ๆ 4. การไกร ปากคมี เขม็ เย็บผา ไมจิ้มฟน 5. ดา น เอ็น เชือก 6. ถุงพลาสติกหรอื แผน พลาสตกิ สาํ หรับรองพับ 7. โลชัน่ หรือครมี ทาผวิ 8. ภาชนะสําหรับจัดวาง 9. สีสําหรบั ผสมแปงหรอื ดนิ อาจใชสผี สมอาหาร สโี ปสเตอร วธิ ีการผสมแปง 1. แปง กาว สารกันรา โลชน่ั ใสก ะละมงั คนสว นผสมใหเขา กนั 2. โลชน่ั ทามอื นวดแปง จนเปน กอ นนม่ิ นวดบนพน้ื โตะ จนแปง เนยี นนมุ ไมต ดิ มอื

31 3. เก็บแปงใสถุงพลาสติก แบงผสมสีตามตองการ ในปจจุบันมีแปงและดินสําเร็จขายแตราคา คอนขางแพง กิจกรรม ใหผูเรยี น ตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ 1. ความแตกตางของชิ้นงานปนในสมัยโบราณกับปจจุบันมีความแตกตางกันอยางไรบาง 2. อปุ กรณท่ีใชในงานประดษิ ฐม ีอะไรบาง มวี ธิ กี ารใชอ ยางไร 3. ขอปฏบิ ตั ิหลงั จากใชอปุ กรณทุกครั้ง ควรทําอยางไร 4. การประดษิ ฐช้ินงานดว ยตนเอง มขี อดอี ยา งไร 5. งานธรุ กจิ งานธุรกิจ เปนการวิเคราะหงานหรือกิจกรรมทีเ่ ปนการนําเอาทรัพยากรตาง ๆ มาใชรวมกันหรือ เปลีย่ นสภาพเพือ่ ที่จะกอใหเกิดคุณคาทีส่ ูงกวาเดิม โดยที่ผูซ ึง่ เปนเจาของหรือผูจ ัดการหวังวา สิ่งที่ตนทําน้ัน จะย่ังยนื และเจรญิ กา วหนา ตอ ไปในอนาคต โดยในงานหรือกิจกรรมทางธุรกิจจะกลาวถึงงานการตลาด งานการ ผลิต หรือบริการ งานการเงินและบัญชี และงานทรัพยากรมนุษย ความรูธ รุ กิจในชีวิตประจําวัน ปจ จุบนั ชีวิตคนเราสวนใหญเ ก่ยี วพันกบั เร่ืองธุรกิจเกือบท้ังสิ้น เพื่อความอยูรอด ความสะดวกสบาย จะตองอาศัยปจจัยตาง ๆ ในการดําเนินชีวิต อันไดแก ปจจัย 4 ซึง่ ก็คือ อาหาร เครือ่ งนุง หม ทีอ่ ยูอ าศัยและยา รักษาโรค ความตองการเหลานั้นเปนสาเหตุทําใหเกิดกิจกรรมที่เกี่ยวของกับการผลิต การจําหนาย การซื้อ ขายแลกเปลี่ยน ความหมายของธุรกจิ ธุรกิจ คือ กิจการทีก่ อใหเกิดสินคาและบริการ ชองทางการประกอบธุรกิจไมใชเพียงแตมุง หวังผล กําไร แตมุงอํานวยสินคาและบริการเพื่อสนองความตองการของมนุษย จุดมงุ หมายของธุรกิจ คอื 1. เพือ่ ใหบรกิ ารแกผูบรโิ ภคอปุ โภค 2. นําผลกําไรมาสูผูลงทนุ 3. เพื่อความอยูรอดและเจรญิ เตบิ โต ความสมั พนั ธร ะหวางธุรกิจกบั บคุ คล เราอาจแบงความสัมพันธระหวางธุรกิจกับบุคคลออกเปน 2 ลักษณะ คือ 1. ความสัมพันธของธุรกิจกับบุคคลในฐานะผูบริโภค คือ การบริโภคสิง่ ของ เครือ่ งใช เชน เสื้อผา อาหาร นอกเหนอื จากปจ จยั 4 เนื่องจากคนเรามีความตอ งการไมม สี ้ินสุด 2. ความสัมพันธของธุรกิจกับบุคคลในฐานะผูผลิต เมื่อเปนผูบ ริโภคจะตองผลิตใหไดมูลคาเทากับ มูลคา การบริโภค มฉิ ะนัน้ จะยากจน เชน การเปนผูผลติ ในครอบครวั ชว ยพอแมท าํ งาน

32 ธุรกจิ ทีเ่ กี่ยวของในชีวติ ประจําวนั ประเภทของธรุ กิจที่เกี่ยวขอ งในชวี ติ ประจาํ วนั มีดังน้ี 1. ธุรกิจผลิตสินคา เปนธุรกิจที่ผลิตสินคาสนองความตองการของผูบ ริโภค ไดแก ธุรกิจการเกษตร ธรุ กจิ เหมอื งแร ธุรกจิ อตุ สาหกรรมในครวั เรือน อุตสาหกรรมโรงงาน และธรุ กจิ กอ สรา ง 2. ธรุ กิจจําหนายสนิ คา เปนธุรกิจท่ีกระจายสินคาจากผูผลิตไปยังผูบ ริโภค เชน การจําหนายสินคาที่ ใชในการดาํ รงชีวติ สินคา ที่อํานวยความสะดวกสบาย ซ่งึ ธรุ กจิ ประเภทน้เี ปน ธุรกจิ ขายปลกี และขายสง 3. ธุรกิจการบริการ เปนธุรกิจใหบริการแกลูกคา ไดแก ธนาคาร โรงแรม โรงเรียน โรงภาพยนตร การคมนาคมและการขนสง กจิ กรรม ใหผูเ รียนศึกษาคนควาเรื่องประเภทของธุรกิจทีเ่ กี่ยวของกับชีวิตประจําวัน บันทึกเปนรายงานสง และนํามาอภิปรายในการพบกลุม งานสาํ นกั งาน การจดั เกบ็ เอกสารทางธุรกิจ ความหมายของเอกสารทางธุรกิจ หมายถึง เอกสารตาง ๆ ทีท่ ําขึน้ เปนลายลักษณอักษร อาจจะเขียน ขึ้นเองในลักษณะของจดหมาย พิมพเปนแบบฟอรม เชน ใบเสร็จรับเงิน ใบกํากับสินคา เปนตน เพือ่ ใชเปน หลักฐานในการดําเนนิ งานตา ง ๆ ทางธรุ กิจ หรือใชใ นการอา งอิงกรณที มี่ ีปญหาเกดิ ขนึ้ ความสําคัญและประโยชนของเอกสารทางธุรกิจ คือ ใชเปนขอมูลสนับสนุนดานการบริหารงานให มีประสิทธิภาพ เพือ่ ประโยชนในการคาระหวางประเทศ เพือ่ ใหเกิดความเปนธรรม ใชคุม ครองสิทธิแกผู ลงทุน ใชประกันในการขอเครดิต เพือ่ ใชเปนหลักฐานในการตรวจสอบของกรมสรรพากรและการเรียกรอง คาเสียหาย ประเภทของเอกสารทางธุรกิจ จาํ แนกได ดงั น้ี 1. เอกสารการเครดิตและการเงิน ไดแก เช็ค ตัว๋ แลกเงิน ตัว๋ สัญญาใชเงิน ใบหุน พันธบัตร เปน ตน 2. เอกสารการซื้อขายและขายสินคา หรือเอกสารการคา เชน ใบเสนอราคา ใบเสร็จรับเงิน 3. เอกสารการขนสง เชน ใบรับสินคาขึ้นเรือ ใบตราสงสินคา สัญญาเชาเหมาซื้อ 4. เอกสารประกันภัย ไดแก ใบคําขอทําประกัน กรมธรรมประกนั ภัย เปน ตน 5. เอกสารการนําเขาและสงออก เชน ใบขนขาเขา ใบตราสง ใบรับของจากทาเรือ การจดั เก็บเอกสารทางธุรกจิ เอกสารทางธุรกิจมีความสําคัญ จะตองมีการเก็บเอกสารใหเปนระบบ เพื่อใหคนหาไดสะดวกหยิบ ใชไดงายและใชเปนหลักฐานอางอิงกรณีทีม่ ีปญหาเกิดขึน้ วิธีการจัดเก็บเอกสาร ทีน่ ิยมใชกันคือ การเก็บ ตามลําดับตัวอักษร ชื่อบริษัท หางราน การเก็บเอกสารตามตัวเลขโดยใชตัวเลขแทนชื่อบุคคล หางราน

33 บริษัท การเก็บเอกสารตามชือ่ เรือ่ งและการเก็บเอกสารตามภูมิศาสตร ใชชือ่ สถานที่ ประเทศ จังหวัด อําเภอ เปน หนว ยจดั เกบ็ การใชเ ครอื่ งใชสํานักงานและการบาํ รงุ รกั ษา เครื่องใชสํานักงาน หมายถึง เครื่องมือเครือ่ งใชสํานักงานที่จัดทําขึน้ เพื่ออํานวยความสะดวกสบาย ในการปฏิบัติงานสํานักงานใหเปนอยางมีประสิทธิภาพ เชน เครื่องพิมพดีด เครื่องคํานวณเลข โทรศัพท โทรสาร เครือ่ งถายเอกสาร และเครื่องคอมพิวเตอร เปนตน การเลือกใชเครื่องใชสํานักงานชนิดใด ขนาด เทาใด ขึ้นอยูกับขนาดและความจําเปนของแตละธุรกิจ ความสําคัญและประโยชนของเครือ่ งใชสํานักงาน คือ ทําใหงานมีความถูกตอง แมนยํา ลดความ ผิดพลาด ลดตนทุนในการทํางาน ชวยใหงานเสร็จดวยความรวดเร็ว เรียบรอย สวยงาม และทุน แรงผูป ฏิบัติ ลดความเมื่อยลา การบํารงุ รกั ษาเครื่องใชสํานักงาน มีการบํารุงรักษา อาจทําได 3 วิธี คือ 1. เรียกใชบริการเปนครั้งคราว 2. ทาํ สญั ญารบั บรกิ ารจากผจู ําหนา ยโดยตรง 3. ศึกษาวิธีการบํารุงรักษาจากหนังสือคูมือการใช การนําเทคโนโลยีมาใชในงานธรุ กิจ ปจจุบันหนวยงานธุรกิจจํานวนมากไดนําเทคโนโลยีมาใชงานธุรกิจ เพื่อชวยในการปฏิบัติงาน ใน สาํ นักงานมีประสิทธภิ าพมากขึ้นและสะดวกขน้ึ ดงั นี้ 1. งานพิมพเอกสาร โดยใชคอมพวิ เตอรพ มิ พเอกสารตา ง ๆ แทนเครื่องพิมพดีด 2. งานฐานขอ มูล ใชคอมพิวเตอรเพื่อรวบรวม ประมวลผล บนั ทกึ และจดั เก็บขอ มลู ตา ง ๆ 3. งานติดตอสอื่ สาร โดยใชคอมพวิ เตอรเพอ่ื รวบรวม ประมวลผล บนั ทกึ และจดั เก็บขอ มลู ตา ง ๆ 4. งานดา นการเงินและการบญั ชี เชน การนําคอมพิวเตอรเขา มาใชในการทําบญั ชีเงนิ เดอื น เปน ตน งานการเงนิ และบญั ชี เปาหมายทีส่ ําคัญของตนเองและครอบครัวก็คือ การทําใหความเปนอยูข องครอบครัวดีขึน้ ไม ประสบปญหาเรื่องการใชจายเงิน การใชจายเงินทีด่ ีก็ควรที่จะจัดทําแผนการใชจายเงินและจัดทํางบประมาณ ของตนเองและครอบครัวอยางเปนระบบ บุคคลในครอบครัวก็ตองชวยกันบันทึกบัญชีเงินสดของตนเองและ ครอบครัวอยางเปนระบบ เพื่อที่จะไดนําของแตละคนมารวบรวม ทําการเปรียบเทียบงบประมาณกับการจาย จริงของครอบครัว เปาหมายทีส่ ําคัญอีกประการหนึง่ ก็คือ การทีต่ นเองและครอบครัวมีเงินออมและสามารถ นาํ เงินออมนนั้ ไปลงทนุ ทาํ ธรุ กิจ การทาํ งบประมาณของตนเองและครอบครวั งบประมาณ หมายถึง การวางแผนประมาณการรายรับ-รายจาย เพือ่ เปนแนวทางในการใชจายอยาง ประหยัด งบประมาณแบงออกไดเปน 2 สวน คือ

34 1. รายรบั แบง ออกเปน - รายรบั ประจําวนั เปน รายไดท แ่ี นน อน เปน รายสัปดาห รายเดือน - รายรบั จร เปน รายไดท่ีเกิดขึ้นไมแนนอน เปนบางครั้งบางคราว 2. รายจาย แยกประเภทได ดงั น้ี - รายจา ยเพือ่ ความตองการพืน้ ฐาน ไดแ ก คา อาหาร ท่ีอยู เส้อื ผา และคายา - รายจา ยเพื่อดําเนินชีวิตประจําวนั ไดแ ก คาน้ํา คา ไฟฟา คาโทรศพั ท ฯลฯ - รายจายเพื่อประโยชนระยะยาว เชน เงนิ ออมเพ่ือการศกึ ษา เงินประกนั ชีวติ - รายจายอื่น ๆ เชน คาของขวัญในโอกาสตาง ๆ เงินทําบุญ เงินบริจาค เงินชวยงาน ขนั้ ตอนการจดั ทํางบประมาณ 1. ประมาณการรายรับประจําเดือน 2. ประมาณการรายจายประจําเดือน ตามความจําเปนกอนหลัง 3. ประมาณการรายรับ-รายจา ยตอ งเทา กนั

ตวั อยางประมาณการรายรับ-รายจายของครอบครัว 35 งบประมาณเดอื นมนี าคม 2553 ประมาณการรายรับ 6,400 4,500 เงนิ เดอื นสามี 10,900 เงนิ เดอื นภรรยา 1,500 รวม 4,000 ประมาณการรายจาย 500 รายจายเพื่อความตองการขั้นพื้นฐาน 500 6,500 คาเชาบาน 600 คาอาหาร 250 คา เสื้อผา 250 คารักษาพยาบาล 150 150 1,400 รายจา ยเพื่อการดําเนินชวี ิตประจาํ วนั 500 คารถ 1,000 คากาซหงุ ตม 1,000 2,500 คาไฟฟา คาน้ําประปา 10,900 คาโทรศัพท รายจายเพื่อประโยชนระยะยาว คา ประกันชวี ิต เงินฝากธนาคารเพื่อการศึกษา เงนิ ออม รายจา ยอืน่ ๆ 500 รวม

36 ประโยชนของการจดั ทาํ งบประมาณ มดี ังนี้ 1. ทําใหมีแผนการใชจายเงินอยางเปนระบบ 2. ชวยลดปญหาการใชจายเงินมากกวารายได 3. สามารถจัดสรรเงินออมไวใชจายในอนาคต การออมทรพั ยแ ละการลงทนุ กบั ธนาคารและสถาบนั การเงนิ การออมทรัพย หมายถึง การนําเงินรายไดสวนทีจ่ ัดสรรไวเพือ่ ประโยชนในอนาคต หรือในยาม จาํ เปน การลงทนุ หมายถึง การนําเงินออมทีส่ ะสมไวไปใชเพือ่ ใหเกิดประโยชนหรือวัตถุประสงค อยางใด อยางหนึ่งโดยเฉพาะ สถาบันการเงิน หมายถึง องคการทางการเงินที่จัดขึน้ มาเพือ่ ดําเนินงานทางดานการเงิน ทําหนาที่ เปนสอื่ กลางทางการเงนิ ไดแ ก ธนาคาร บรษิ ทั เงนิ ทุน บริษัทหลกั ทรัพย เปนตน ประเภทของการลงทนุ เราสามารถที่จะนําเงินออมทีม่ ีอยูไปลงทุนได 2 ประเภทใหญ ๆ คือ พันธบัตร และหุน ซึง่ ทั้งสอง ชนิดเรยี กวา หลักทรพั ย 1. พันธบัตร คือ ตัวสัญญาใชเงินทีร่ ัฐบาลหรือบริษัทเปนผูออกโดยสัญญาวาจะใชเงินภายใน ระยะเวลาทก่ี าํ หนดพรอมดอกเบ้ีย 2. หนุ ของบริษัท หนุ หมายถงึ ใบรับรองวาเปนผมู สี ว นในกิจการหรือเปนเจาของบรษิ ัท กจิ กรรม 1. ใหผเู รียนจดั ทําบญั ชีเงินสดของตนเอง เปนรายบุคคล 2. ระยะเวลาในการปฏิบัติงานประมาณ 1 สปั ดาห 3. นําเสนอผลการปฏิบตั งิ านโดยการสมุ ตัวอยาง

37 เรอื่ งท่ี 3 กลมุ อาชพี ใหม จากการเปลี่ยนแปลงในบริบทโลกทัง้ ในสวนการรวมกลุม ทางการเงิน การเปลีย่ นแปลง เทคโนโลยีอยางรวดเร็ว การเปลีย่ นแปลงของธรรมชาติและสิง่ แวดลอม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ ผูบ ริโภค การรวมกลุม ทางเศรษฐกิจ และประการสําคัญคือ การเปลีย่ นแปลงโครงสรางประชากรทางสังคม ดังนัน้ อาชีพในปจจุบันจะตองมีการพัฒนาวิธีการและศักยภาพในการแขงขันไดในระดับโลก ซึ่งจะตอง คํานึงถึงบริบทภูมิภาคหลักของโลก หรือ “รูศักยภาพเขา” หมายถึงทวีปเอเซีย ทวีปอเมริกา ทวีปยุโรป ทวีป ออสเตเลีย และทวีปแอฟริกา และจะตอง “รูศ ักยภาพเรา” หมายถึงรูศ ักยภาพหลักของพืน้ ทีป่ ระเทศไทย คือ ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในแตละพื้นที่ ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของแต ละพืน้ ที่ และศักยภาพของทรัพยากรมนุษยในแตละพืน้ ที่ ดังนัน้ เพือ่ ใหการประกอบอาชีพสอดคลองกับ ศักยภาพหลักของพืน้ ที่และสามารถแขงขันในเวทีโลก จึงไดกําหนดกลุมอาชีพใหม 5 กลุม อาชีพ คือ กลุม อาชีพใหมดานการเกษตร กลุมอาชีพใหมดานพาณิชยกรรม กลุมอาชีพใหมดานอุตสาหกรรม กลุมอาชีพใหม ดานความคิดสรางสรรค และกลุมอาชีพใหมดานบริหารจัดการและบริการ 1. กลุมอาชพี ใหมด านการเกษตร คือการพัฒนาอาชีพในดานการเกษตรเกีย่ วกับการปลูกพืช เลี้ยงสัตว การประมง โดยนํา องคความรูใหม เทคโนโลยี/นวตั กรรม มาพัฒนาใหสอดคลองกับศักยภาพหลัก ของพน้ื ท่ี คอื ศักยภาพของทรพั ยากรธรรมชาตใิ นแตละพ้นื ท่ี ตามลักษณะภูมิอากาศ ศักยภาพของภูมิประเทศ และทาํ เลทตี่ ัง้ ของแตละพ้ืนที่ ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีของแตละพ้ืนที่และศักยภาพ ของทรัพยากรมนุษยในแตละพืน้ ที่ อาชีพใหมดานการเกษตร เชน เกษตรอินทรีย เกษตรผสมผสาน เกษตร ทฤษฎใี หม วนเกษตร ธุรกจิ การเกษตร เปน ตน 2. กลุม อาชีพใหมดานพาณิชยกรรม คือการพัฒนาหรือขยายขอบขายอาชีพดานพาณิชยก รรม เชน ผูใ หบริการจําหนายสินคาทัง้ แบบคาปลีกและคาสงใหแกผูบ ริโภคทัง้ มีหนารานเปนสถานที่จัด จําหนาย เชน หางราน หางสรรพสินคา ซุปเปอรสโตร รานสะดวกซือ้ และการขายที่ไมมีหนาราน เชนการ ขายผา นส่อื อเิ ลคทรอนกิ ส 3. กลุมอาชีพใหมดานอุตสาหกรรม คือการพัฒนาอาชีพทีอ่ าศัยองคความรู เทคโนโลยี/ นวัตกรรม อาชีพเกีย่ วกับงานชาง ซึ่งไดแกชางไฟฟา ชางไม ชางยนต ชางประปา ชางปูน และชางเชือ่ มให สอดคลองกับความตองการของตลาดในประเทศและตางประเทศและศักยภาพหลักของพืน้ ที่ เชน ผูผ ลิต ชน้ิ สวนอเิ ลคทรอนิกสเ ครื่องใชไ ฟฟา หรืออุปกรณอ ิเลคทรอนกิ สโ ดยทวั่ ไป เชน IC PCB ผูประกอบรถยนต และยานยนตประเภทตาง ๆ ผูผ ลิต ตัวแทนจําหนายหรือผูป ระกอบชิน้ สวนหรืออะไหลรถยนต ผูใ หบริการ ซอมบํารุงรถยนต ผูจ ัดจําหนายและศูนยจําหนายรถยนตทัง้ มือหนึง่ มือสอง ผูผ ลิตและจําหนายเครื่องจักร และเครือ่ งมือทุกชนิด เชนเครื่องจักรกลหนัก เครื่องจักรกลเบา ผลิตอุปกรณหรือสวนประกอบพื้นฐานของ เครอ่ื งใชไฟฟา ตาง ๆ เชน สายไฟ หลอดไฟ ฉนวนไฟฟา มอรเตอรตาง ๆ การผลติ อลูมเิ น่ยี ม ผลิตและตัวแทน

38 จําหนายผลิตภัณฑเหล็ก สเตนเลส ผูผ ลิตจําหนายวัสดุกอสราง วัสดุตกแตง สุขภัณฑ การกอสราง อาคาร หรอื ที่อยอู าศัย 4. กลุมอาชพี ใหมดานความคิดสรางสรรค ทามกลางกระแสการแขงขันของโลกธุรกิจทีไ่ รพรมแดนและการพัฒนาอยางกาว กระโดดของเทคโนโลยีการสือ่ สารและการคมนาคม การแลกเปลีย่ นสินคาจากที่หนึง่ ไปยังอีกสถานที่ทีอ่ ยู หา งไกลนั้นเปนเร่อื งงายในปจ จบุ นั เมื่อขอจํากดั ของการขามพรมแดนมิใชอุปสรรคทางการคาตอไปจึงทําให ผูบ ริโภคหรือผูซ ื้อมีสิทธิเลือกสินคาใหมไดอยางเสรีทั้งในดานคุณภาพและราคา ซึง่ การเรียนรูและพัฒนา สินคา และบริการตาง ๆท่มี อี ยูในตลาดอยูแ ลวในยุคโลกไรพ รมแดนกระทาํ ไดง า ย ประเทศทมี่ ีตนทุนการผลิต ต่ํา เชนประเทศจีน อินเดยี เวียดนาม และประเทศในกลุม ยุโรปตะวันออก จะมีความไดเปรียบในการแขงขัน ดานราคา ดวยเหตุนี้ประเทศผูนําทางเศรษฐกิจหลายประเทศจึงหันมาสงเสริมการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจ สรา งสรรคเ พอ่ื พฒั นาสนิ คาและบรกิ ารใหม ๆ และหลีกเล่ยี งการผลติ สินคา ท่ตี อ งตอ สูด านราคา โดยหลักการ ของเศรษฐกิจสรางสรรคคือแนวคิดหรือแนวปฏิบัติที่สราง/เพิม่ มูลคาของสินคาและบริการไดโดยไมตองใช ทรัพยากรมากนัก แตใชความคิด สติปญญา และความสรางสรรคใหมากขึ้น ทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) ได กําหนดยุทธศาสตรการปรับโครงสรางเศรษฐกิจสูก ารเจริญเติบโตอยางคุณภาพและยัง่ ยืน ใหความสําคัญกับ การปรับโครงสรางเศรษฐกิจบนฐานความรู ความคิดสรางสรรคและภูมิปญญา ภายใตปจจัยสนับสนุนที่ เอือ้ อํานวยและระบบการแขงขันที่เปนธรรมเพือ่ สรางภูมิคุม กันใหกับประเทศ มุง ปรับโครงสรางและการ ลงทุนใหสอดคลองกับความตองการของตลาดทัง้ ภายในและตางประเทศ สรางมูลคาเพิม่ ใหกับสาขาบริการ ที่มีศักยภาพบนพืน้ ฐานของนวัตกรรมและความคิดสรางสรรค พัฒนาธุรกิจสรางสรรคและเมืองสรางสรรค เพิม่ ผลิตภาพของภาคเกษตรและสรางมูลคาเพิ่มดวยเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตทีเ่ ปนมิตรกับ สิง่ แวดลอม พัฒนาภาคอุตสาหกรรมสูอ ุตสาหกรรมฐานความรูเ ชิงสรางสรรคและเปนมิตรตอสิง่ แวดลอม พัฒนาโครงสรางพื้นฐานและระบบโรจิสติกส สรางความมั่นคงดานพลังงานควบคูไปกับการปฏิรูปกฎหมาย และกฎระเบียบตาง ๆทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการเศรษฐกิจสวนรวมอยางมีประสิทธิภาพเพือ่ ใหเปน ฐานเศรษฐกิจของประเทศที่เขมแข็งและขยายตัวอยางมีคุณภาพ กลุมอาชีพใหมดานความคิดสรางสรรค จึงเปนอาชีพทีอ่ ยูบ นพืน้ ฐานของการใชองคความรู (Knowledge)การศึกษา(Education) การสรางสรรคงาน (Creativity) และการใชทรัพยสินทางปญญา (Intellectual Property) ทีเ่ ชือ่ มโยงกับพืน้ ฐานทางวัฒนธรรม(culture) การสั่งสมความรูข องสังคม(Wisdom) และเทคโลโลยี/นวัตกรรมสมัยใหม (Technology and Innovation) (อาคม เติมพิทยาไพสิฐ,2553) ดังนัน้ กลุม อาชีพใหมดานความคิดสรางสรรค จึงเปนการตอยอดหรือการพัฒนาอาชีพในกลุม อาชีพเดิม คือกลุมอาชีพ เกษตรกรรม กลุมอาชีพอุตสาหกรรม กลุม อาชีพพาณิชยกรรม กลุมอาชีพคหกรรม กลุม อาชีพหัตถกรรม และกลุมอาชีพศิลปกรรม

39 กลุม อาชีพใหมดานความคิดสรางสรรค เชน แฟชัน่ เสือ้ ผา เครื่องประดับ เครือ่ งสําอาง ทรงผม สปาสมุนไพร การออกแบบสื่อ/ภาพยนตร/โทรทัศน เครือ่ งใชไฟฟา เฟอรนิเจอร วัสดุกอสรางแบบ ประหยดั พลังงาน เซรามิก ผา ทอ จักสาน แกะสลกั รถยนตพ ลงั งานทางเลอื ก ขากลอตั โนมัตเิ พ่ือผพู กิ าร การ ทองเทย่ี วเชงิ วฒั นธรรม ตลาดนาํ้ อโยธยา เปนตน 5.กลุม อาชีพใหมดานบริหารจัดการและบริการ เชน ธุรกิจบริการทองเทีย่ ว ธุรกิจบริการ สุขภาพ ธุรกิจบริการโลจิสติกส ธุรกิจภาพยนต ธุรกิจการจัดประชุมและแสดงนิทรรศการ บริการทีป่ รึกษา ดานอสงั หารมิ ทรพั ย ท่ปี รกึ ษาทางธรุ กจิ งานอาชีพใหมทั้ง 5 กลุม ในอนาคตจะมีการเติบโตทางธุรกิจมากขึน้ จึงมีความตองการ เจา หนา ท่ี บคุ คล พนกั งาน เพอ่ื ควบคมุ และปฏบิ ตั งิ านทม่ี คี วามรู ความสามารถ และทกั ษะฝม อื เปน จาํ นวนมาก

40 เร่ืองที่ 4 การประกอบอาชีพในภูมิภาค 5 ทวีป ภูมิภาคของโลกประกอบดวย 5 ภูมิภาค ไดแ ก เอเชีย อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลยี แอฟรกิ า ซง่ึ ในแตละภมู ภิ าคจะมลี ักษะการประกอบอาชีพที่แตกตางกัน เพราะมีความแตกตางกันทางสภาพบริบทของ พน้ื ท่ี ไดแ กทรัพยากรธรรมชาตแิ ละพืน้ ที่ ลกั ษณะภูมอิ ากาศ ภมู ิประเทศ ศลิ ปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถี ชีวิตและการดํารงชีวิตของประชาชน ดังนั้นในการประกอบอาชีพ ผูประกอบการจําเปนตองเขาใจในความ แตกตา งของสภาพบริบทของพื้นทีด่ งั กลา ว เพราะในอนาคต การติดตอทางการคาจะสามารถเชื่อมโยงติดตอ ซื้อขายไดอยางไมมีขอบเขตจํากัด ความแตกตางของลักษณะงานอาชีพในแตละภูมิภาค มีรายละเอียดดังนี้ ภมู ิภาคเอเชยี สว นใหญข องประเทศในภูมิภาคเอเซีย ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเปน หลกั ไดแกก ารปลูกพชื การเล้ียงสัตว การประมง ปาไม รวมถึงงานอาชีพทางดานเหมืองแร และอตุ สาหกรรม ดว ย โดยในแตละอาชีพที่ประกอบการในภูมิภาคเอเชีย มีลักษณะการประกอบอาชีพ ดังนี้ การปลกู พืช เปน อาชพี เกษตรกรรมที่ประชาชนสวนใหญในแตละประเทศของภูมิภาค เอเชยี ดาํ เนนิ การประกอบเปนอาชีพ แตมีความแตกตางกันไปตามลักษณะภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และการ ดํารงชีวิตของประชากร โดยประเทศในเขตพื้นที่ราบที่มีปริมาณฝนเพียงพอ และประชากรอาศัยอยูอยาง หนาแนน จะมกี ารดาํ เนนิ การประกอบอาชีพการปลูกพืชเพื่อเลี้ยงตนเอง แตใ นเขตพนื้ ทที่ ี่มีภูมอิ ากาศแบบ ปาดบิ ช้ืน มีประชากรอยบู างเบา จะประกอบอาชพี เกษตรกรรมปลกู พืชแบบเล่อื นลอย ทงั้ น้ี ในพืน้ ท่ีที่เปน ทุงหญา มรี ะบบชลประทาน สว นใหญจ ะประกอบอาชพี ปลูกพืชพรอ มการเลยี้ งสัตว โดยพ้นื ที่ใดของ ประเทศที่อยูในเขตอากาศหนาว เขตทะเลทราย และเขตภูเขา จะเปนพื้นที่ที่ไมสามารถประกอบอาชีพ เกษตรกรรมปลูกพืชได สําหรับพืชเศรษฐกิจที่สําคัญนิยมปลุกในประเทศของภูมิภาคเอเชีย เชน ขาวเจา ขาวโพด มะพราว ปาลมน้ํามัน มะกอก ชา ฝาย ปอ ปาน ยางพารา เปนตน การเล้ียงสัตว อาชีพเกษตรกรรมการเลี้ยงสัตว เปนอีกอาชีพหนึ่งที่ประชาชนในประเทศ ตางๆของภูมิภาคเอเชียนิยมประกอบอาชีพ แตมีความแตกตางกันไปตามสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ โดยในประเทศที่มีอากาศแหงแลงแถบเอเชียตะวันตกเฉียงใต และตอนกลางของภูมิภาค ซึ่งมีลักษณะพื้นท่ี เปน ทุงหญา กงึ่ ทะเลทราย ประชากรในเขตดังกลาว จงึ นิยมเลย้ี งสัตวแบบเรรอน ไดแก อฐู แพะ แกะ โค มา และจามรี โดยการเลี้ยงสตั วในลักษณะดังกลาว เปน การประกอบอาชีพเพ่ือตองการนมและเนอ้ื นํามาใชเปนอาหาร สวนในเขตอากาศรอนชื้นและอบอุน ประชากรจะนยิ มเล้ยี งสตั วเ พ่ือการบริโภคและการ สง เปนสินคา ออก ไดแก สุกร ไก เปด ทั้งน้ี ในเขตอากาศดังกลาว จะนิยมเลยี้ งโค กระบือ และมา เชนเดยี วกัน แตเปน การเล้ียงไวเ พือ่ ใชงาน การประมง การประกอบอาชีพประมงของภูมิภาคเอเชีย มีการดําเนินการประกอบอาชีพ ประมงใน 2 ลักษณะ ไดแก ประมงน้ําจืด และประมงทางทะเล การประกอบอาชีพประมงน้ําจืด สวนใหญ จะนิยมทําอาชีพประมงควบคูกับการปลูกพืช โดยเฉพาะพืชผัก สําหรับการประกอบอาชีพประมงทางทะเล มีการประกอบอาชพี ในเขตนานน้าํ แถบชายฝงตะวันออกของภมู ภิ าคเอเซีย ต้งั แตอ าวไทยไปจนถึงชอ ง

41 แคบเบริง ที่กระแสน้ําอุนกุโรชิโว ไหลมาบรรจบกับกระแสน้ําเย็นโอยาชิโว เพราะเปนแหลงที่มีอาหาร สมบูรณ ทําใหมีสัตวน้ําอยูเปนจํานวนมาก ประเทศญี่ปุน เปนประเทศที่มีการประกอบอาชีพประมงทางทะเล มากที่สุดในโลก นอกจากการประกอบอาชีพประมงจับสัตวน้ําทะเลแลว ตามแนวชายทะเล ยังมีการ ประกอบอาชีพการเลี้ยงหอยประเภทตางๆ รวมถึงสาหรายทะเล ซึ่งมีการประกอบอาชีพเชนนี้กระจาย โดยทั่วไปในประเทศที่มีพื้นที่ชายทะเล ปาไม อาชีพปาไม มีการดําเนินงานอาชีพใน 2 ลักษณะตามเขตภูมิอากาศ คือ ปาไมในเขตรอน จะเปนไมประเภทไมเนื้อแข็ง ในเขตประเทศ ไทย พมา ลาว กัมพชู า เวยี ดนาม อนิ เดีย และ ในประเทศกลุมหมูเกาะ สวนปาไมในเขตหนาว จะเปนปาตนสน โดยมีการนําไมสนมาใชทําเปนกระดาษ และลังไม เหมอื งแร ภูมภิ าคเอเชยี เปน ภูมิภาคทอ่ี ุดมไปดว ยแรธาตุนานาชนดิ เนื่องจากมสี ภาพภูมิ ประเทศเปนเทือกเขาที่มีอายุแตกตา งกนั แรธ าตทุ ส่ี าํ คัญท่มี กี ารขดุ ขึน้ มาใชป ระโยชน ไดแ ก เหล็ก ถา นหนิ ดีบุก นาํ้ มนั แมงกานิส เพชร พลอย เปนตน อุตสาหกรรม ในภูมิภาคเอเชีย การประกอบอาชีพดานอุตสาหกรรม สวนใหญจะเปน อตุ สาหกรรมแบบหัตถกรรมหรอื อตุ สาหกรรมในครวั เรือน ในลักษณะงานฝม อื ของที่ระลึก เชน ผาทอ เคร่ืองโลหะ เครื่องแกะสลัก เคร่อื งจักสาน เปนตน สําหรับอตุ สาหกรรมใหม ประเทศญีป่ ุน เกาหลี ไตหวัน และสิงคโปร ถูกจัดใหเปนประเทศในกลุมอุตสาหกรรมใหม ลักษณะวธิ กี ารคา ในภูมภิ าคเอเชยี การคาขายแตเดิม ประเทศในภูมภิ าคเอเชยี จะใชว ิธีตา ง คนตางขาย แตอนาคตตั้งแตป พ.ศ. 2558 กลุมประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต ในนามของอาเซียน กําหนดทะลายกําแพงทางภาษี และรวมคาขายกับประเทศในภูมิภาคอื่น เพื่อใหสามารถกระจายสินคา และ สรางพลังการตอลองราคา ภมู ิภาคอเมริกา เน่ืองจากภูมิภาคอเมรกิ า มคี วามแตกตา งกนั ในดา นภมู ิประเทศ ภมู ิอากาศ และวถิ ี การดํารงชีวิตคอนขางสูง ในเขตอเมริกาใต และอเมริกาเหนือ การประกอบอาชีพของทั้ง 2 เขต จึงมีความ แตกตา งกนั ไปดว ย ดงั น้ี การปลกู พชื พชื นิยมปลกู พืช มีดังนี้ อเมรกิ าใต อเมรกิ าเหนือ ประเภท ขอ มลู ประเภท ขอมูล กาแฟ ปลูกมากในประเทศบราซิล มี ไมมีการปลูก มากถึงรอยละ 50 ของโลก และ ยังมีการปลูกในประเทศ โคลัมเบีย และเอกวาดอร

42 ประเภท อเมรกิ าใต ประเภท อเมรกิ าเหนือ โกโก ขาวโพด ขอ มูล ขอ มูล ขาวสาลี ขาวโพด ไมมีการปลูก ปลูกเพื่อนํามาทําเปน ขาวสาลี ชอ็ กโกแลต เคร่ืองดม่ื และขนม เปน พชื เศรษฐกจิ ของประเทศ หวาน นิยมปลูกในประเทศ สหรัฐอเมริกา ปลูกมากในแถบ ออ ย บราซลิ เอกวาดอร ภาคกลางของประเทศ กลว ย ฝาย เปนพืชที่ปลูกมากในประเทศ ปลูกมากในประเทศ บราซิล รวมถึง ประเทศ สหรฐั อเมรกิ า และแคนาดา อารเจนตินา เวเนซูเอลา เปรู โดยประเทศสหรฐั อเมรกิ า จะ และโคลัมเบีย ปลกู ขา วสาลฤี ดหู นาว สว น ประเทศแคนาดา จะปลูกขาว นิยมปลกู ในประเทศบราซิล สาลีฤดใู บไมผลิ อารเจนตนิ า ชลิ ี ไมมีการปลูก ไมมีการปลูก ปลูกมากในประเทศบราซิล ฝาย ปลูกมาในบรเิ วณลมุ แมน ้ํา มิสซิสซปิ ป ภาคตะวนั ตกของ ปลูกมากในประเทศเอกวาดอร รฐั แอริโซนา และแครฟิ อรเ นีย ปลูกมากในเขตที่ราบภาคกลาง ปลูกมากในประเทศบราซิล ของประเทศสหรัฐอเมริกา อารเจนตนิ า เปนพชื เศรษฐกิจทีส่ ราง ช่ือเสยี งใหแกประเทศ ไมมีการปลูก ถั่วเหลือง สหรฐั อเมรกิ า ปลูกมากในเขต ภาคตะวันออกของประเทศ ไมมีการปลูก ยาสบู สหรฐั อเมรกิ า ปลูกมากในเขตภาคใตของ ไมมีการปลูก ขา วเจา ประเทศสหรัฐอเมริกา

43 ประเภท อเมรกิ าใต ประเภท อเมรกิ าเหนือ ขอ มลู ผักและผลไม ขอมลู ไมมีการปลูก ตางๆ ในภาคตะวนั ออกของประเทศ สหรฐั อเมรกิ า มกี ารปลกู เชอรี สตรอเบอรี แอปเปล ภาคใต ปลูกสม สบั ปะรด ชายฝง ตะวันตกเฉยี งใต ปลกู องมุ มะกอก สม มะนาว การเลี้ยงสัตว ในเขตอเมริกาใต และอเมริกาเหนือ มีการเล้ยี งสัตว ดงั นี้ โคเน้ือ ในเขตอเมรกิ าใต นิยมเล้ียงในประเทศบราซิล อารเจนตนิ า และอุรุกวยั สวนในเขตอเมริกาเหนอื นยิ มเลย้ี งในแถบตะวนั ตกของประเทศ และจะเล้ียงเปนฟารม ปศุสัตวขนาดใหญ โคนม เขตอเมรกิ าใตไ มม กี ารเลี้ยงโคนม ในสว นของอเมรกิ าเหนือ นยิ มเลี่ยงใน เขตที่ราบภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยพื้นที่ดังกลาว จะมรการปลูกขาวโพด และถั่วเหลือง ซ่ึงมีการนาํ ขาวโพด และถัว่ เหลือง มาใชเปนอาหารสัตว เพื่อใหโคนมมีสุขภาพแขง็ แรง แกะ เขตอเมรกิ าใต นยิ มเลย้ี งในประเทศอุรกุ วยั โดยมีการเลี้ยงจาํ นวนมากเปน อนั ดบั 2 ของโลก ในเขตอเมรกิ าเหนือ นยิ มเลย้ี งในภาคตะวนั ตก และตะวนั ตกเฉียงใตของ ประเทศสหรัฐอเมริกา สุกร เขตอเมรกิ าใต นยิ มเล้ียงในประเทศเปรู และบราซลิ สว นเขตอเมริกาเหนือ นิยมเลี้ยงในเขตที่เลี้ยงโคนม โดยใชหางนมนํามาเลี้ยงสุกร ปา ไม เขตอเมริกาใตเปนแหลงไมเนื้อแข็งที่มีอยูอยางอุดมสมบูรณและกวางขวาง แต นํามาใชป ระโยชนไดนอย เพราะการคมนาคมไมสะดวก สาํ หรบั เขตอเมรกิ าเหนอื สว นใหญป ระกอบอาชพี ปา ไม ท่สี วนใหญเปนไมเน้ือออ น เหมอื งแร เขตอเมริกาใตแ ละอเมรกิ าเหนือ มีแรธ าตุท่ีสาํ คัญอ่นื ไดแก อเมรกิ าใต อเมรกิ าเหนือ ประเภท ขอ มูล ประเภท ขอ มูล ถา นหนิ ไมมีทรัพยากรและการผลิต มีมากแถบเทือกเขาดาน ตะวันตกของประเทศ สหรฐั อเมรกิ า

44 อเมรกิ าใต อเมรกิ าเหนือ ประเภท ขอ มูล ประเภท ขอมลู เหลก็ มีมากในประเทศบราซิล มีการ เหลก็ มีมากที่บริเวณเทือกเขาเมซาบี ผลติ มากเปนอันดับ 2 ของโลก รฐั มนิ นโิ ซตา และเปน แหลง รวมท้ัง เวเนซเู อรา โบลเิ วีย ชิลี เหล็กท่ีสําคัญท่ีสดุ ในเขต อเมรกิ าเหนือ ทองคํา มีมากในประเทศบราซิล ทองคํา แหลง ผลิตทสี่ ําคัญ อยทู ่ี เทอื กเขารอกก้ี ทองแดง มีมากเปน อนั ดบั ท่ี 1 ของโลก ทองแดง แหลงผลิตทสี่ ําคัญ อยูท ี่ ในประเทศชิลี รวมทั้งใน เทือกเขารอกก้ี ประเทศบราซิล และเปรู ไมมีทรพั ยากรและการผลิต บอกไซด เปนแรธาตุที่นํามาใชเ พื่อการ ผลติ อลมู ิเนียม มมี ากทร่ี ัฐ อารคันซอ ดบี กุ ประเทศโบลเี วีย มกี ารผลิตดีบุก ไมมีทรพั ยากรและการผลติ มากเปนอันดับ 2 ของโลก สังกะสี ผลิตมากในประเทศเปรู บราซลิ ไมม ที รัพยากรและการผลิต และอารเ จนตินา นํ้ามนั ประเทศเวเนซูเอรา เปนประเทศ นา้ํ มนั มีแหลงผลิตทางตอนเหนอื ของ ทม่ี ีการผลติ มากท่สี ดุ และยงั มี รัฐอาลาสกา และภาคกลาง ในประเทศบราซิล โบลีเวีย ตอนลางของประเทศแคนาดา เอกวาดอร อุตสาหกรรม ในเขตอเมริกาใต จะเปนอตุ สาหกรรมเบา เชน การผลิตนํา้ ตาล อาหาร กระปอง ประเทศที่มีอุตสาหกรรมเจริญกาวหนา เปนอุตสาหกรรมขนาดใหญ ไดแกประเทศบราซิล และ อารเจนตินา เปนการผลิตเหล็กกลา นาํ้ มันและปโ ตรเคมี สวนอเมรกิ าเหนอื เปนสวนภูมิภาคที่เจริญกา วกนา มากทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตในอุตสาหกรรมหลัก ภูมภิ าคยุโรป การดําเนินงานอาชีพของประเทศในภูมิภาคยุโรป มีลักษณะการประกอบอาชีพ ดังนี้ การปลกู พชื พน้ื ทีก่ ารปลูกพชื ของภมู ิภาคยุโรป สวนใหญปลูกในยโุ รปตะวนั ออกและ ภาคใตของประเทศอังกฤษ ภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส รวมถึงตอนเหนือของประเทศ เยอรมัน พืชทส่ี ําคญั และมผี ลตอเศรษฐกจิ ไดแ ก

45 ขาวสาลี ปลกู มาในประเทศยูเครน ฝรัง่ เศส อิตาลี สเปน โรมาเนยี บัลกาเรยี เยอร ทัน ฮังการี ขา โอด ขาวบารเลย ถัว่ มนั ฝรงั่ ปลกู ไดโดยทว่ั ไปของประเทศตา งๆในภมู ิภาค ยโุ รป องุน สม มะกอก มะนาว แอปเปล ปลกู มากในประเทศที่มีลักษณะอากาศแบบเมดิ เตอรเ นยี น ไดแ ก ประเทศอิตาลี ฝรงั่ เศส สเปน กรีซ การเลี้ยงสตั ว สตั วเศรษฐกจิ ท่นี ิยมเลีย้ ง ไดแก กวางเรนเดีย โคเนื้อ โคนม แพะ แกะ มา และสุกร โดยการเลย้ี งสตั วเศรษฐกจิ ดังกลาว ขนึ้ อยูกับความเหมาะสมของลกั ษณะภูมปิ ระเทศและภมู ิอากาศ การประมง แหลงทําการประมงที่สําคัญในภูมิภาคยุโรป ไดแก ทะเลเหนอื โดยเฉพาะบริเวณกระแสน้ําอนุ แอตแลนติกเหนอื บรรจบกับกระแสนาํ้ เย็นกรีนแลนดตะวันออก ทําใหมีอาหารสมบูรณ ปลาชุกชุม ประเทศที่ประกอบอาชีพประมงในเขตนี้ ไดแก ประเทศนอรเวย ดอซแ ลนด และสหราชอาณาจักร ทะเลดํา ทะเลสาบแคสเปยน และแมน้ําโวลกา มีการจับปลาสเตอรเจียน นํามาทํา เปนไขปลาคารเวียร ปาไม อาชีพปาไม มีการประกอบอาชีพอยางจริงจังในประเทศฟนแลนด สวีเดน รัสเซีย นอรเวย สว นใหญเ ปน ปา ไมใ นเขตหนาว มปี า ตนสนจาํ นวนมาก โดยมีการนํามาใชทําเปนเยื่อกระดาษ เหมอื งแร ภูมภิ าคยุโรป เปน แหลง แรท ่ีสาํ คัญจาํ นวนมาก ไดแก นา้ํ มนั และกา ซธรรมชาติ อยใู นบริเวณทะเลเหนอื และรอบทะเลสาบ แคสเปยน บอกไซด นํามาถลงุ เปนอลมู เิ นียม มีมากในประเทศฝรัง่ เศส ยูโกสลาเวีย ฮีงการี และเทอื กเขาคูราล ในประเทศรัสเซีย โพแทช นํามาใชในอุตสาหกรรมปุยและสบู มีมากในประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน และรัสเซีย อตุ สาหกรรม ในภูมิภาคยโุ รป ถือไดวา เปนภมู ภิ าคอุตสาหกรรม ประชากรสวนใหญจะ ประกอบอาชีพอยูในภาคอุตสาหกรรม แหลงอุตสาหกรรมในภูมิภาคยุโรป จะอยูแถบยุโรปตะวันตก เชน ประเทศฝรงั่ เศส สหราชอาณาจกั ร เยอรมนั เนเธอรแลนด รวมถงึ ประเทศรัสเซยี ยูเครน เบลารสุ ในแถบ ยโุ รปตะวันออก ภมู ิภาคออสเตรเลีย การประกอบอาชีพของภูมิภาคออสเตรเลีย มีลักษณะการประกอบอาชีพ ดังนี้ การปลกู พชื เกษตรกรรมการปลูกพืช ถอื วา เปน อาชพี หลักของภูมิภาคออสเตรเลยี โดยใน การดําเนินการอาชีพเกษตรกรรมปลูกพืช เกษตรกรมีการนําเครื่องจักรกลเขามาชวยในการทําการเกษตร เนอ่ื งจาก พืน้ ท่ีของออสเตรเลียมคี วามแหงแลง และใชในการขดุ นํา้ บาดาล พืชทส่ี าํ คญั และมีผลตอ เศรษฐกิจไดแ ก ขาวสาลี เปนพชื เศรษฐกิจท่ีสําคัญที่สุดของภูมภิ าคออสเตรเลีย นอกจากน้นั ยงั มีการปลูก

46 ขาวเจา กลว ย ออย สบั ปะรถ องุน และสม กระจายในพ้นื ทภ่ี ูมภิ าคออสเตรเลยี ตามความเหมาะสมของสภาพ ภูมิประเทศ และภูมิอากาศ การเลี้ยงสัตว ในภูมิภาคออสเตรเลีย นยิ มเล้ียงสัตว ไดแ ก แกะ เปน การเลี้ยงไวเ พ่ือการใช ขน โคเนอ้ื มีการเลี้ยงในบริเวณทุงหญา สะวันนา และโคนม มีการเลีย้ งในบริเวณเขตอากาศอบอุน การประมง ภมู ิภาคออสเตรเลยี โดยเฉพาะฝงตะวันออก เปนบริเวณทม่ี ปี ลาจาํ นวนมาก ไดแก ปลาทูนา ปลาฉลาม ปลาแซนมอน ปลากระบอก รวมทั้ง มีการเลี้ยงหอยมกุ ท่ีเกาะเทอรสเตย แตง าน อาชีพดานประมง มีปญหาไมสามารถจับปลาที่มีชุกชุมไดมาก เพราะขาดแรงงาน ปาไม อาชีพปาไม มีการประกอบอาชีพปาไม ประเภทปายูคาลิปตัส เพราะมีจํานวนมากใน แถบตะวันออกของภูมิภาคออสเตรเลีย เหมอื งแร ภูมิภาคออสเตรเลีย เปน แหลงแรทส่ี ําคัญจาํ นวนมาก ไดแก เหลก็ มีมากท่ีรฐั เวสเทริ นออสเตรเลีย ถา นหนิ มีมากทซ่ี ิดนีย นวิ คาสเซลิ ทองคาํ มีมากทีเ่ วสเทิรนออสเตรเลยี ดบี กุ มมี ากทรี่ ฐั ควินสแลนด อตุ สาหกรรม ในภูมิภาคออสเตรเลีย มีการดาํ เนินงานอาชีพอุตสาหกรรมการเกษตรเปน สว นใหญ ไดแก การผลิตสิง่ ทด นํ้าตาล นม เนย อาหารกระปอ ง ดา นอุตสาหกรรมอนื่ มีการผลิต เครื่องใชไ ฟฟา การตอเรือ สวนใหญภาคอุตสาหกรรมจะประกอบการในแถบตะวันออกเฉียงใตข องภูมภิ าค ออสเตรเลยี ภูมภิ าคแอฟรกิ า การประกอบอาชีพของภูมิภาคแอฟริกา มีลักษณะการประกอบอาชีพ ดังนี้ การปลกู พชื ภูมิภาคแอฟริกาสวนใหญ เปนทะเลทราย ดินขาดความอุดมสมบูรณ ประชากรจะปลกู พืชไดเฉพาะบรเิ วณท่ีราบดนิ ตะกอนของปากแมน ้ําสายตางๆ ทาํ ใหผลผลติ ท่ไี ด ไม เพียงพอตอ การบริโภคของประชาชนในภมู ิภาค ทัง้ นี้ แหลง ปลูกและพชื ท่ีสาํ คัญของภมู ิภาคแอฟริกา ไดแก แหลง ปลูกพืชเมืองรอนในเขตรอนช้นื บริเวณลุมน้ําคองโก ชายฝง แอฟริกา ตะวนั ออก และตะวนั ตก มกี ารปลูกโกโก มากทีส่ ดุ นอกจากนัน้ มกี ารปลูกปาลม นาํ้ มัน กาแฟ ถ่วั ลิสง ออ ย ยางพารา เผอื ก และมนั ลมุ แมน้าํ ไนล เปน พนื้ ท่ีอากาศรอน แหง แลง สว นใหญปลูก ฝาย ชา อินทผาลัม ขาวฟาง เขตเมดิเตอรเ รเนยี น บรเิ วณดานเหนือสุดและดานใตสดุ ของภูมภิ าค มกี ารปลกู สม องุน มะกอก และขา วสาลี เขคอบอุนชืน้ บรเิ วณดา นตะวันออกเฉยี งเใตข องภมู ภิ าค มีการปลกู ผลไม ขา ว สาลี ขา วโพด การเลี้ยงสัตว ในภูมิภาคแอฟริกา มีการเลี้ยงสัตวและการลา สตั วปา ดงั นี้

47 โคเขายาว เลี้ยงไวเพื่อใชแรงงาน ใชเนื้อเปนอาหาร และเปนการแสดงฐานะทาง สังคม สวนใหญจ ะเล้ียงในเขตภาคตะวันออกและภาคใตของภูมภิ าค โคเนื้อ และโคนมพันธุตา งปะเทศ นิยมเลี่ยงในเขตที่มีภูมิอากาศอบอุนชื้น แพะ แกะ เปนการเลี้ยงแบบเรรอน ในเขตทะเลทราย อฐู เลี้ยงไวเพื่อใชเ ปน พาหนะ และอาหาร นิยมเลี้ยงในเขตทะเลทราย การลา สัตวป า โดยชนพ้ืนเมือง สัตวปาทีเ่ ปน ทนี่ ยิ มในการลา เพอื่ นํามาจําหนาย ไดแ ก งาชาง และนอแรด เหมอื งแร ภูมิภาคแอฟริกา เปนภูมิภาคที่มีแหลงแรเปนจํานวนมาก โดยเฉพาะ เพชร มี ปรมิ าณมากกวาทกุ ภูมิภาค โดยแรธาตุท่ีสาํ คญั อ่นื ไดแก เหล็ก มีมากที่รฐั เวสเทริ นออสเตรเลีย ถานหนิ มมี ากทสี่ าธารณรัฐแอฟรกิ าใต นํา้ มนั ปโตรเลียม มีมากที่ทะเลทรายสะฮารา ประเทศแอฟริกาเหนือ ลิเบีย แอลจีเรยี อยี ิปต ไนจเี รยี กาซธรรมชาติ มีมากในท่ีลมุ ของแอฟริกาเนือ และแอฟริกาตะวนั ตก โดย ประเทศ แอลจเี รยี มีปริมาณกาซธรรมชาติ มากทสี่ ุดแหง หน่ึงของโลก ทองคํา มีมากที่สาธารณรัฐแอฟรกิ าใต ทองแดง มีมากที่ประเทศซาอีร อตุ สาหกรรม ในภูมิภาคแอฟริกา มีการดําเนินงานอาชีพดานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่ สาธารณรฐั แอฟริกาใต

48 เรอ่ื งที่ 5 การพัฒนากระบวนการจดั การงานอาชีพในชมุ ชน สังคม ประเทศ และภมู ิภาค 5 ทวปี ไดแ ก ทวปี เอเซยี ทวปี ออสเตรเลยี ทวีปอเมริกา ทวีปยโุ รป และทวีปอัฟรกิ า 1. การจัดการการผลติ กระบวนการของการจดั การการผลิต มีความสําคัญ จําเปน ตองมขี ้ันตอนทก่ี าํ หนดไวก อนหลงั อยา งชดั เจน เพื่อใหผดู ําเนนิ การ สามารถปฏิบัติตามไดอยางถูกตอง กระบวนการผลิต จําเปนตองมีความเขาใจและสามารถจัดระบบการ บรหิ ารจดั การ ไดอยางมีประสิทธภิ าพ เพราะเปนการกําหนดแนวทางการสื่อสาร การประกันคุณภาพ การ ประเมิน การควบคุม การตดิ ตามตรวจสอบ การดาํ เนนิ งาน การแกป ญ หา เปนเครื่องมือในการสราง นวตั กรรม รวมถึงการพยากรณส ิ่งทจี่ ะเกิดขึน้ กระบวนการของการจัดการ เปน การนําทรัพยากรมาเปนผลผลิต ดงั น้ี ปจจยั นาํ เขา กระบวนการ ปจ จัยนําออก Inputs Processes Outputs ทรพั ยากรการจดั การ หนา ทก่ี ารจดั การ 1. สินคา 1. คน 1. การวางแผน 2. เงนิ 2. การจดั องคก ร 2. บรกิ าร 3. วสั ดุอุปกรณ 3. การจดั คนเขา ทาํ งาน 4. วธิ กี าร 4. การอาํ นวยการ 5. การควบคมุ จากแผนภาพขางตน ปจจัยนําเขา ไดแ ก คน เงนิ วสั ดุอุปกรณ และวธิ กี าร ถูกนาํ เขาสูกระบวน การ ของการแปรรูปทรัพยากร โดยหนาทีก่ ารจัดการ 5 ประการ คอื การวางแผน การจัดองคกร การจัดคนเขา ทํางาน การอํานวยการ และการควบคุม เม่ือผานกระบวนการแปรรูปแลว ผลลพั ธท ไ่ี ดจ ะเปน ปจ จยั นาํ ออก ไดแ ก สนิ คา ตา ง ๆ หรืออาจอยูในรูปของการบริการ กระบวนการของการจัดการการผลิต เปน การวเิ คราะห ลักษณะ ขอบขาย ท่เี กี่ยวของกับการจัดการ การผลติ ไดแ ก การวางแผน การจัดทําโครงการ การใชวสั ดอุ ปุ กรณ การใชแรงงาน การใชสถานที่ และการ ใชท ุน

49 แนวคิดสําคญั การวางแผนงานเปนกิจกรรมเบื้องตนของการปฏิบัติงานใหผูปฏิบัติงานทราบถึงแนวทางวาตองทํา อะไร ที่ไหน เมอ่ื ใด อยางไร โดยมกี ระบวนการของการวางแผนเพ่ือใหไ ดแ ผนงานทด่ี ี สามารถปฏิบัติให สาํ เร็จไดตามวัตถปุ ระสงคท กี่ าํ หนด การวางแผนงานที่ดีจะเปนเครื่องมือของฝายปฏิบัติการที่จะชวยใหการ ดําเนินการมีความชัดเจน ราบรน่ื และประหยัดทรัพยากร การดาํ เนินกจิ กรรมใดกต็ าม ส่ิงท่ีตองมีอันดบั แรกนัน้ ก็คือ วัตถุประสงคหรือเปาหมายการประกอบ ธุรกจิ ก็เชน กนั จะตองกําหนดวัตถุประสงคหรือเปาหมายใหชัดเจน การวางแผนจะเปนการกาํ หนดแนวทาง ของการดําเนินกิจกรรมวาจะทําอะไร เม่ือใด อยางไร โดยใชทรัพยากรตาง ๆ เพื่อใหเกิดความสําเร็จตาม วัตถุประสงคท ต่ี องการ กิจกรรมที่ทํา วัตถุประสงค การวางแผน 1. การวางแผน “การวางแผนเปนจุดเริ่มตนของการทํางานตามนโยบาย เพื่อบรรลุวัตถุประสงคขององคกรโดย กาํ หนดกิจกรรมไวช ัดเจนวา จะใหใ ครทาํ อะไร ทไ่ี หน เม่ือใด เพราะอะไร ดวยวธิ ีใด เมื่อพบปญหาและ อุปสรรคที่คาดวาจะมีจะเกดิ อยา งนน้ั อยางนแี้ ลว จะแกไ ขอยา งไร ในชว งเวลาขา งหนา ของการดาํ เนนิ การ ภายใตงบประมาณที่ตั้งไว” นอกจากความหมายดังกลาวขางตน สามารถแสดงองคประกอบของการวางแผนงานไดด งั น้ี 1. การวางแผนเปนจุดเริ่มตนของการลงมือทํางาน เปนรากฐานหรือหนาที่ประการแรกของ กระบวนการการจัดการ 2. แผนงานตองสอดคลองหรือรับใชนโยบาย ซึ่งนโยบายสนองตอบวัตถุประสงคขององคกร 3. ในแผนงานประกอบดวยกิจกรรมตาง ๆ ตามลําดับความสําคัญและวิธีการทํางานอยางเปน ขนั้ ตอน 4. ทุกขั้นตอนของแตละกิจกรรม สามารถตอบคําถามได ดังนี้ 4.1 ใคร (ตามหนา ทีแ่ ละความรับผดิ ชอบที่ไดร บั มอบหมายใหท ํา) 4.2 ทําอะไร เรื่องอะไร (ตามภาระงาน) 4.3 ทาํ ทไ่ี หน จดุ ทีท่ ํางานหนวยงานท่ีทํา

50 4.4 ทาํ เมือ่ ใด คือ เริม่ ตนทําตามกิจกรรมทม่ี อบหมายเม่ือใด จะสิ้นสดุ ลงเมือ่ ใด 4.5 แสดงเหตุผลวา ทําเชน นี้ (กจิ กรรม) เพราะอะไร จะไดผลอยางไร 4.6 กาํ หนดวธิ ที าํ งานในแตล ะขน้ั ตอนเอาไวช ัดเจนพรอมกบั แสดงปญ หาและอุปสรรคที่ คาดวาเม่ือทาํ ถึงขนั้ ตอนน้ันแลว อาจเกดิ อะไรขน้ึ บางและจะไดดตี องกําหนดหรือแสดงวธิ กี ารแกปญหาและ วธิ หี ลกี เลย่ี งอุปสรรคนั้น ๆ เอาไวดว ย 5. ตอ งกาํ หนดชว งเวลาของแผนไวต ามลกั ษณะหรือชนดิ ของแผนงานนน้ั 6. ในทกุ กจิ กรรมจะตอ งใชทรพั ยากรหรืองบประมาณเทา ใดกาํ กับไวด วยจะยงิ่ ดี เมื่อรวมแลวจะ ทราบวาแผนงานนี้จะตองใชงบประมาณเทาใด ความสําคัญของการวางแผน การวางแผน เปนการกําหนดแนวทางวาจะทําอะไร เมื่อใด อยางไร โดยใชทรัพยากรตาง ๆ ของ องคกร ทําใหเห็นถึงความชัดเจนที่จะดําเนินไปสูความสําเร็จตามวัตถุประสงคทต่ี องการ หากการดาํ เนินการ ใดปราศจากการวางแผนจะกอใหเกิดปญหาตา ง ๆ ข้ึนดังนี้ 1. เกิดความสับสนวาจะตองทําอะไร ทําเมื่อใด ทําอยางไร 2. เกิดความเสี่ยงตอความสําเร็จ เพราะไมทราบแนวทางวาจะมีโอกาสสําเร็จตามวัตถุประสงคได อยางไร 3. เกิดความสูญเสียในการใชทรัพยากรตาง ๆ ซึ่งนํามาใชอยางไมเหมาะสมไมมีประสิทธิภาพสูงสุด และการสูญเสียเวลา 4. เกิดการทํางานที่หลงทิศทาง เบี่ยงเบนออกจากวัตถุประสงคเดิม 5. ไมสามารถติดตามความกาวหนาของงานและไมสามารถประเมินผลงานได การวางแผนจึงมีความสําคัญที่ชวยใหผูปฏิบัติงานไมเกิดความสับสนวาจะตองทํางานอะไร ทํา เมื่อใด งานใดทํากอน งานใดทําหลัง และทํางานโดยวิธีอยางไร เมื่อทํางานแลวสามารถติดตามความกาวหนา ของงานวาสําเร็จมากนอยเพียงใด มีโอกาสดําเนินถึงผลสําเร็จตามวัตถุประสงคหรือไมและสามารถ ประเมินผลงานไดวามีความสําเร็จเพียงใด ประเภทของแผนงาน การแบงประเภทของแผน มีการแบงในหลายลักษณะ ดังนี้ 1. แบงการวางแผนตามระยะเวลา แบงได 3 ประเภท 1.1 แผนระยะสัน้ เปนแผนงานทเ่ี ก่ยี วขอ งกบั กจิ กรรมเฉพาะอยาง หรือกิจกรรมที่มี ระยะเวลาดําเนินการไมนาน โดยปกติมักจะมีระยะเวลาดําเนินการไมเกิน 1 ป เชน แผนงานประจําป แผน งบประมาณ แผนงานเฉพาะกิจ เปนตน 1.2 แผนระยะปานกลาง เปนแผนงานที่มีระยะเวลาดําเนินการยาวนานกวา 1 ป สวนใหญจะ มีระยะเวลา 3-5 ป กลาวคือ มีระยะเวลาไมสั่นจนไมสามารถเห็นความสําเร็จ แตก็ไมยาวนานเกินไป เชน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง ชาติ แผนโครงการกอสรา งรถไฟฟา แผนการสรางเขื่อนเก็บกักน้ํา เปน ตน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook