อินโดนีเซีย อินโดนีเซียเปนอาณานิคมของฮอลันดา ระหวาง สงครามโลกครง้ั ท่ี ๒ ญป่ี นุ เขา ยดึ ครองอนิ โดนเี ซยี เมอ่ื ญป่ี นุ พา ยแพส งครามไดท ง้ิ อาวธุ สงครามจาํ นวนมากไวท อ่ี นิ โดนเี ซยี ซ่ึงอาวุธเหลาน้ันตกอยูในมือกองกําลังชาตินิยมซ่ึงแปรรูป เปนกองทัพกูชาติในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ซูการโน ฉวยโอกาสประกาศเอกราช ฮอลนั ดายกกองทหารกลบั มายดึ ครองอินโดนีเซีย การสรู บดําเนินไปเปนเวลานาน ฮอลันดา ไมสามารถเอาชนะได ในท่ีสุดสองฝายเปดการเจรจากัน ฮอลนั ดาตกลงมอบเอกราชแกช าวอนิ โดนเี ซยี อยา งสมบรู ณเ มอ่ื พ.ศ. ๒๔๙๓ ซูการโนไดข้ึนดํารงตําแหนงประธานาธิบดี โดย ไดรับการยกยองจากประชาชนในฐานะวีรบุรุษและบิดา แหงชาติ ประธานาธิบดีซูการโนมีนโยบายแกไขปญหา ความยากจนของประเทศ และนโยบายตอ ตา นจกั รวรรดนิ ยิ ม พ.ศ. ๒๕๐๙ ฝา ยทหารปลดซกู ารโ นออกจากตาํ แหนง และแตง ตง้ั นายพลซฮู ารโ ตเปน ประธานาธบิ ดี ซง่ึ บรหิ ารประเทศ ในลกั ษณะเผดจ็ การและครองอาํ นาจมานาน ๒๐ กวา ป มกี ารรวบ อาํ นาจการบรหิ ารประเทศ มกี ารฉอ ราษฎรบ งั หลวง ประชาชน จงึ พากนั เดนิ ขบวนขบั ไล ซฮู ารโ ตจงึ ลาออกจากตาํ แหนง ภายหลงั ซฮู ารโ ตสน้ิ อาํ นาจ การเมอื งการปกครองของ อนิ โดนเี ซยี เรม่ิ กา วไปสปู ระชาธปิ ไตยมากขน้ึ ลขิ สิทธ์ขิ องบรษิ ัท สํานกั พิมพเ อมพนั ธ จํากัด วชิ า ประวัติศาสตร ๑ หนวยที่ ๒ แผนท่ี ๓๑ ๕๑
บรูไน อังกฤษไดเ ขาอารักขาบรูไนตง้ั แต พ.ศ. ๒๔๓๑ โดย ใหสุลตานปกครองกันเอง ตอมา พ.ศ. ๒๔๔๘ อังกฤษไดเ ขา ปกครองโดยตรงในฐานะเปน อาณานคิ ม ตอ มาเมอ่ื ประเทศ ตางๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใตไดรับเอกราชหมดแลว องั กฤษจงึ เรมิ่ มอบอาํ นาจการปกครองตนเองใหแ กช าวบรไู น พ.ศ. ๒๕๒๗ บรูไนจึงไดรับเอกราชอยางสมบูรณ โดยมี สุลตานโบเกียรขึ้นครองราชยตั้งแต พ.ศ. ๒๕๑๑ จนถึง ปจจุบัน บรูไนเปนประเทศที่มีรายไดหลักและร่ํารวยจาก การเปน แหลง นํา้ มนั ที่สําคัญของภูมภิ าค ติมอร-เลสเต ติมอร-เลสเตหรือติมอรตะวันออกเปนอาณานิคม ของโปรตเุ กส และโปรตเุ กสไดถ อนตวั ออกไปใน พ.ศ. ๒๕๑๗ ทําใหเกิดการตอสูเพื่อชิงความเปนใหญกันเองของกลุมคน ในติมอรตะวันออก ซึ่งดําเนินไปเปนเวลาหลายป เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๔ เกิดเหตุฆาตกรรมหมูชาวติมอร ตะวันออกท่ีตองการเอกราช องคการสหประชาชาติจึง เขาแทรกใหชาวติมอรตะวันออกตัดสินใจอนาคตของตน ดวยการลงประชามติ ผลการลงประชามติใน พ.ศ. ๒๕๔๒ ปรากฏวาเสียงสวนใหญตองการเอกราช สหประชาชาติจึง สงกองกําลังเขาไปรักษาความสงบและจัดใหมีการเลือกต้ัง ประธานาธิบดขี นึ้ ในพ.ศ. ๒๕๔๕ นายซานานา กซุ เมาไดรบั การเลอื กต้งั เปนประธานาธบิ ดีคนแรก ลิขสทิ ธ์ิของบริษทั สาํ นกั พิมพเอมพันธ จํากัด วชิ า ประวัติศาสตร ๑ หนวยที่ ๒ แผนที่ ๓๒ ๕๒
ภูมภิ าคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต ในปจจุบนั ความรวมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต สมาคมประชาชาติแหงเอเชียตะวันออกเฉียงใต (Association of South East Asian Nations) หรอื อาเซยี น (ASEAN) เมอ่ื เดอื นกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ ประเทศไทย มาเลเซยี และฟล ปิ ปน สไ ดร ว มกนั กอ ตง้ั สมาคมอาสา ซง่ึ ตอ มาไดพ ฒั นา เปนสมาคมประชาชาติแหงเอเชียตะวันออกเฉียงใตหรือ อาเซยี นเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๑๐ เพอ่ื รว มมอื กนั ทางเศรษฐกจิ วฒั นธรรม สงั คม ไทยกับอาเซียน ประเทศไทยเปน ๑ ใน ๕ ของสมาชกิ ผูกอตง้ั และเปน จดุ กําเนิดของอาเซยี น ไทยจงึ มีบทบาทอยาง แขง็ ขนั ในกจิ กรรมของอาเซยี นมาตลอด รวมทง้ั มสี ว นผลกั ดนั ใหอาเซยี นมโี ครงการความรวมมือดานตางๆ ทีท่ นั เหตุการณ และสอดคลองกับสภาพแวดลอมและสถานการณระหวาง ประเทศ อาทิ การจดั ตัง้ เขตการคา เสรีหรอื แอฟตา ลขิ สิทธขิ์ องบริษัท สาํ นกั พิมพเ อมพนั ธ จาํ กดั วิชา ประวัติศาสตร ๑ หนวยท่ี ๒ แผน ที่ ๓๓ ๕๓
ซีเกมส ซีเกมสเปนกีฬาท่ีแขงสําหรับประเทศใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต จัดข้ึนครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๕๐๒ ที่ กรุงเทพมหานคร หลังจากน้ันประเทศสมาชิกผลัดเปล่ียน หมนุ เวยี นกนั เปน เจาภาพจัดข้นึ สองปค รง้ั สญั ลักษณของอาเซยี น เปน รวงขาวสเี หลือง ๑๐ มัด หมายถึง การท่ี ประเทศในภมู ิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตท้งั ๑๐ ประเทศรวมกนั เพอ่ื มติ รภาพและความเปนน้ําหนึง่ ใจเดียวกนั อยูในพน้ื วงกลมสีแดง ขอบสี ขาวและนํา้ เงนิ ซงึ่ แสดงถึงความเปน เอกภาพ มีตัวอักษร “ASEAN” สีนาํ้ เงนิ อยูใตภาพ อนั แสดงถึง ความมุง ม่ันท่ีปรากฏในสญั ลักษณข องอาเซยี นเปน สีสําคัญทปี่ รากฏในธงชาติของแตละประเทศสมาชกิ อาเซียน โดยสนี ํา้ เงิน หมายถึง สนั ตภิ าพ และความม่นั คง สีแดง หมายถงึ ความกลา หาญและ ความกาวหนา สขี าว หมายถงึ ความบริสทุ ธิ์ และสเี หลือง หมายถึง ความ เจริญรุง เรือง ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใตเปนดินแดนแหง ความหลากหลายทางเชอื้ ชาติ ศาสนา วฒั นธรรม ภาษาและ สังคม แตทุกประเทศมีความพยายามรวมกันเพื่อท่ีจะใหเกิด ความเปนเอกภาพในความหลากหลาย เพ่ือความสงบสุขและ มีชีวิตทีด่ ีรว มกัน ลขิ สิทธ์ิของบริษทั สํานกั พมิ พเ อมพนั ธ จาํ กัด วิชา ประวตั ศิ าสตร ๑ หนว ยท่ี ๒ แผน ท่ี ๓๔ ๕๔
มรดกทางวฒั นธรรม ในภมู ิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต แหลงโบราณคดีบานเชียง บานเชียง ตั้งอยู อ.หนองหาน จ.อุดรธานี เปน แหลงชุมชนสมัยกอนประวัติศาสตร มีการทําเกษตรกรรม เล้ียงสัตว ทอผา ชํานาญงานโลหกรรม และสามารถผลิต เครอ่ื งปน ดนิ เผา เปน หมอ ลายเขยี นสที โ่ี ดดเดน เปน เอกลกั ษณ เรียกขานกันวาเปน วัฒนธรรมแบบบานเชียง (Ban Ching Culture Area) จากการขดุ คน ทางโบราณคดไี ดพ บโครงกระดกู มนษุ ย สมัยกอนประวัติศาสตรฝงรวมกับเคร่ืองมือสําริดและหมอ ดนิ เผาลายเขยี นสแี ดงจาํ นวนมากทก่ี าํ หนดอายไุ ดร าว ๕,๖๐๐ ป มาแลว และเมอ่ื ราว ๓,๖๐๐ ปม าแลวกเ็ รม่ิ รูจกั ถลงุ เหล็ก เอกลกั ษณท โี่ ดดเดน คอื หมอ ลายเขยี นสี เกดิ ขน้ึ เมอื่ ราว ๒,๐๐๐ ปมาแลว ชาวบา นเชยี งประดษิ ฐข ้ึนอยา งประณตี เพือ่ ใชใ นงานพธิ ีฝงศพ แหลงโบราณคดีบานเชียงไดรับการประกาศรับรอง จากองคการศึกษาวิทยาศาสตร และวัฒนธรรมแหง สหประชาชาตหิ รือยเู นสโก (UNESCO) ใหเ ปนมรดกโลกทาง วฒั นธรรมเมอื่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ลขิ สทิ ธขิ์ องบริษทั สาํ นักพิมพเอมพันธ จํากัด วิชา ประวัติศาสตร ๑ หนว ยท่ี ๒ แผน ท่ี ๓๕ ๕๕
ปราสาทนครวัด ปราสาทนครวัด ต้ังอยูที่เมืองเสียมราฐ ของราช อาณาจกั รกมั พชู า สรา งขนึ้ ในรชั สมยั พระเจา สรุ ยิ วรมนั ท่ี ๒ (พ.ศ. ๑๖๕๖-๑๖๙๓) แรกน้นั สรางเปน เทวสถานในศาสนา ฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย แตตอมาในรัชสมัยพระเจาชัย วรมนั ท่ี ๗ ทรงเปลย่ี นเปน วดั ในพระพทุ ธศาสนา คอื หนิ ทราย นกิ ายมหายาน วสั ดหุ ลักในการกอสรา ง แผนผงั ของปราสาทนคร วดั มปี ราสาท ๕ หลงั ตงั้ อยบู นฐานสงู ตามคตขิ องศนู ยก ลาง จกั รวาล มคี นู ้ําลอ มรอบตามแบบมหาสมุทรทีล่ อ มรอบเขา พระสเุ มรุ ดา นกาํ แพงแกะสลกั เกย่ี วกบั พระราชกรณยี กจิ ของ พระเจา สรุ ยิ วรมนั ท่ี ๒ และเร่ืองรามายณะ ปราสาทนครวัดของกมั พชู า ปจจบุ ันเปน แหลงทองเท่ียวทส่ี าํ คัญในภมู ิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต ปราสาทนครวดั ขน้ึ ทะเบยี นเปน มรดกโลกภายใตช อื่ เมอื งพระนครตง้ั แต พ.ศ. ๒๕๓๕ ลขิ สทิ ธ์ขิ องบรษิ ทั สาํ นักพิมพเอมพันธ จาํ กดั วชิ า ประวตั ศิ าสตร ๑ หนว ยที่ ๒ แผน ท่ี ๓๖ ๕๖
เมืองหลวงพระบาง เปนอดีตราชธานีของสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว อยูริมแมนํ้าโขงและแมน้ําคาน ขุนลอ ปฐมกษัตริยของลาว ทรงตั้งเมืองชวาเปนราชธานีของ อาณาจกั รลา นชา ง และไดเ ปล่ยี น ชอ่ื เมอื งใหมว า เชยี งทอง รชั สมยั พระโพธสิ ารราชเจา (พ.ศ.๒๐๖๓- ๒๐๙๐) ทรงอาราธนาพระบาง จากเมืองเวียงคํามาประดิษฐาน ทีเ่ มืองเชียงทอง เมืองเชยี งทอง จงึ ถกู เรยี กขานใหมวา หลวงพระบางนบั แตน ้ันมา หลวงพระบาง มีวัดวาอารามเกาแกมากมาย มีบาน เรือนอันเปนเอกลักษณโดดเดนท่ีเรียกวาโคโลเนียลสไตล และดวยชาวหลวงพระบางมบี คุ ลิกท่ยี ม้ิ แยม แจมใส จึงไดรับ การข้ึนทะเบียนใหเปนมรดกของมวลมนุษยชาติ เม่ือเดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ และไดรับการยกยองวาเปนเมืองท่ีได รบั การปกปกษร ักษาที่ดีทสี่ ุดในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต ลขิ สิทธขิ์ องบริษัท สํานักพิมพเ อมพันธ จํากัด วชิ า ประวตั ิศาสตร ๑ หนว ยที่ ๒ แผน ท่ี ๓๗ ๕๗
มหาสถูปบุโรพุทโธหรือบรมพุทโธ มหาสถปู บโุ รพทุ โธ หรอื บรมพทุ โธ ตง้ั อยใู นภาคกลาง ของเกาะชวา สรางขึ้นโดยกษัตริยแหงราชวงศไศเลนทร ราวพุทธศักราช ๑๓๙๓ ไดรับยกยองวาเปนศาสนสถานของ พระพทุ ธศาสนานกิ ายมหายานทใ่ี หญท ส่ี ดุ ในโลก และองคก าร ยูเนสโกไดประกาศใหบุโรพุทโธเปนมรดกโลก ใน พ.ศ. ๒๕๓๔ ลขิ สิทธ์ิของบรษิ ัท สํานกั พิมพเอมพนั ธ จาํ กดั วิชา ประวัตศิ าสตร ๑ หนวยที่ ๒ แผนที่ ๓๘ ๕๘
˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ·Õè ó พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร ของไทยในสมัยสุโขทัย ÊÒÃСÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ µÍ¹·Õè ñ ´¹Ô á´¹ä·Â¡‹Í¹¾Ø·¸ÈµÇÃÃÉ·Õè ñø แนวคิดเกี่ยวกับความเปนมาของชนชาติไทย อาณาจักรโบราณบนแผนดินไทย µÍ¹·èÕ ò ¡ÒÃʶһ¹ÒÍҳҨѡÃÊâØ ¢·Ñ µÍ¹·èÕ ó ¾²Ñ ¹Ò¡Ò÷ҧ¡ÒÃàÁÍ× §¡Òû¡¤Ãͧ¢Í§ÍÒ³Ò¨¡Ñ ÃÊâØ ¢·ÂÑ µÍ¹·èÕ ô ¤ÇÒÁÊÁÑ ¾¹Ñ ¸Ã ÐËÇÒ‹ §ÍÒ³Ò¨¡Ñ ÃÊâØ ¢·ÂÑ ¡ºÑ ÍÒ³Ò¨¡Ñ õҋ §æ ความสัมพันธกับอาณาจักรลานนา ความสัมพันธกับอาณาจักรมอญ ความสัมพันธกับอาณาจักรอยุธยา ความสัมพันธกับลังกา ความสัมพันธกับจีน µÍ¹·èÕ õ àÈÃɰ¡¨Ô ¢Í§ÍÒ³Ò¨¡Ñ ÃÊâØ ¢·Ñ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคาขาย µÍ¹·Õè ö ÅÑ¡É³Ð·Ò§Ê§Ñ ¤Áä·ÂÊÁÂÑ ÊâØ ¢·ÂÑ µÍ¹·èÕ ÷ ¡ÒÃÊÌҧÊÃäÀ ÁÙ »Ô Þ˜ ÞÒÊÁÂÑ ÊâØ ¢·Ñ µÍ¹·Õè ø »ÃÐÇµÑ áÔ Åмŧҹ¢Í§º¤Ø ¤ÅÊÒí ¤ÞÑ ÊÁÂÑ ÊØâ¢·Ñ µÍ¹·èÕ ù ¡ÒÃÅ‹ÁÊÅÒ¢ͧÍҳҨѡÃÊâØ ¢·Ñ ลขิ สิทธ์ขิ องบรษิ ัท สาํ นกั พมิ พเ อมพันธ จํากดั วชิ า ประวัติศาสตร ม.๑ หนวยที่ ๓ แผน ที่ ๑ ๕๙
ดินแดนไทย ñµÍ¹·Õè กอนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แนวคิดเกีย่ วกับความเปนมา ของชนชาติไทย แนวคดิ ทีห่ นึง่ เช�อวาชนชาตไิ ทยมถี ่นิ กาํ เนิดอยบู ริเวณ ตอนเหนือของประเทศจีน หรือบริเวณเทอื กเขา อัลไต ซ่ึงปจ จบุ นั อยูในประเทศมองโกเลยี นกั วชิ าการทเี่ ชอ่ื วา ถนิ่ เดมิ ของชนชาตไิ ทยอยบู รเิ วณ เทือกเขาอลั ไต ไดแก ๑. ดร.วลิ เลยี ม คลฟิ ตัน ดอดด ๒.ขนุ วจิ ติ รมาตรา (รองอาํ มาตยโ ทสงา กาญจนาคพนั ธ) ลขิ สิทธข์ิ องบรษิ ัท สํานกั พิมพเอมพันธ จํากัด วิชา ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๒ แผน ท่ี ๔๑ ๖๐
ปจจุบันแนวคิดนี้ไมไดรับการยอมรับเพราะไมมี หลกั ฐานที่นา เชือ่ ถอื สนบั สนนุ เนอื่ งจาก ๑. การอพยพจากเทอื กเขาอลั ไตมายงั จนี ตอนใตเ ปน เสนทางทไ่ี กลมาก ๒. บรเิ วณเทอื กเขาอลั ไตมอี ากาศหนาวเยน็ มาก ผคู น ท่ีอาศัยอยูในบริเวณดังกลาวตองดํารงชีวิตดวยการเล้ียงสัตว บนทส่ี ูง ซ่งึ มวี ิถีชวี ิตแตกตา งจากคนไทย ๓. ไมพบหลักฐานทางโบราณคดีในบริเวณเทือกเขา อัลไตวา มีความเก่ียวขอ งกบั ชนชาตไิ ทย แนวคิดที่สอง เช�อวาคนไทยอยูบริเวณทางตอนใตของจีน แนวคิดน้ีใชหลักฐานจากบันทึกของจีน อาทิ หนังสือ “ส่ือจ้ี” หรือบันทึกประวัติศาสตรของซือหมา เซียน นักประวัติศาสตรจีนสมัยราชวงศฮั่น เรียกคนไตหรือไท ที่อยูทางตะวันตกของเมืองคุนหมิงวา “เตียวเยว ” หรอื “ผขู ช่ี า ง” แ น ว คิ ด ดั ง ก ล า ว ไ ด รั บ ก า ร สนบั สนนุ จากนกั วชิ าการหลายทา น ไดแ ก ๑. สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานภุ าพ ลิขสทิ ธ์ขิ องบรษิ ทั สํานกั พมิ พเอมพนั ธ จาํ กดั วชิ า ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนวยที่ ๓ แผน ท่ี ๓ ๖๑
๒. จิตร ภูมศิ กั ดิ์ ๓. ศาสตราจารย ดร.ประเสรฐิ ณ นคร ๔. ศาสตราจารยเ ตเรยี น เดอ ลา คเู ปอรี ๕. ศาสตราจารยว ลู ฟแฟรม อเี บอรฮารด แนวคดิ นไ้ี ดร บั การยอมรบั อยา งกวา งขวาง เนอ่ื งจาก บริเวณจีนตอนใตในปจจุบัน ยังคงมีชนเผาท่มี ีรูปรางหนาตา ผิวพรรณ ภาษา วิถีความเปนอยู การแตงกายคลายคลึงกับ คนไทย แนวคดิ ทสี่ าม เชอ� วา ถ่นิ กาํ เนิดของคนไทยอยบู นผนื แผน ดินไทย แนวคิดน้ีเกิดจากการขุดคนทางโบราณคดี ที่พบ รองรอยการอยูอาศัยของมนุษยบนแผนดินไทย ดังไดพบ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชอ ายปุ ระมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ป และโครงกระดกู อายุประมาณ ๑๐,๐๐๐ ป นักวิชาการท่ีเช่ือวาถิ่นกําเนิดของคนไทยอยูบนผืน แผน ดนิ ไทย ไดแก ๑. ศาสตราจารยช ิน อยดู ี ๒. ศาสตราจารยน ายแพทยสุด แสงวเิ ชียร แนวความคิดนย้ี ังไมไ ดรับการยอมรับมากนกั เพราะ เหตุผลที่นํามาอางอิงขาดหลักฐานและยังไมมีเหตุผล เพยี งพอเชน การวเิ คราะหโ ครงกระดกู ทไ่ี มอ าจจาํ แนกไดว า เปน ชนชาตใิ ด ลิขสิทธ์ิของบรษิ ัท สาํ นกั พิมพเอมพนั ธ จาํ กัด วชิ า ประวัตศิ าสตร ม.๑ หนวยท่ี ๓ แผนที่ ๔ ๖๒
แนวคิดที่ส่ี เชื่อวาถิ่นกําเนิดของคนไทยอยูในบริเวณ คาบสมุทรมลายูและบริเวณหมูเกาะชวา แนวคิดน้ีมีพ้ืนฐานวา คนไทย คนอินโดนีเซีย และ คนฟลิปปนส มีหนาตาและภาษาคลายคลึงกัน นอกจากน้ี กลุมเลือดของคนไทยกับคนอินโดนีเซียก็มีความคลายกัน จึง เช่ือกันวาคนไทยอยูแถบบริเวณคาบสมุทรมลายูและบริเวณ หมูเกาะชวากอนจะอพยพขึ้นฝงประเทศไทยแลวกระจายข้ึน ไปทางตอนใตของจีน นักวิชาการที่เช่ือวา ถ่ินกําเนิดของคนไทยอยูใน บรเิ วณคาบสมทุ รมลายแู ละบรเิ วณหมเู กาะชวา ไดแ ก ๑. นายแพทยส มศกั ด์ิ พันธุสมบุญ ๒. ศาสตราจารยน ายแพทยป ระเวศ วะสี แนวคิดน้ีมีผูยอมรับนอย โดยเฉพาะเรื่องการตรวจ วิเคราะหกลมุ เลอื ดนน้ั ปจจบุ ันเลกิ ใชแลว ลขิ สิทธ์ิของบริษทั สํานกั พมิ พเอมพันธ จํากัด วิชา ประวตั ศิ าสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผน ท่ี ๕ ๖๓
อาณาจกั รโบราณ บนแผนดินไทย ละโว ละโวเปนแควนโบราณท่ีเจริญรุงเรืองใน บริเวณภาคกลางของประเทศไทย รองรอยหลักฐาน ทางประวัติศาสตร เชน จารึกเขมรโบราณ เอกสารจีน สันนิษฐานวาละโวคงเปนเมืองสําคัญเมืองหนึ่งในสมัย ทวารวดี ศูนยกลางอยูท่ีเมืองละโวหรือลพบุรี มีแมน้ํา สายสําคัญ ๓ สายไหลผาน ละโวจึงเปนอาณาจักรที่มี ความอุดมสมบูรณและมีเสนทางติดตอกับเมืองในลุม แมนํ้าปาสัก สงผลใหละโวพัฒนาขึ้นเปนชุมชนขนาด ใหญ และรับอิทธิพลตางชาติ ท่ีสําคัญคืออินเดียและ เขมร ระหวา งพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๖-๑๘ เปนชวงทล่ี ะโว ตกอยูภายใตการปกครองของเขมร พระพุทธศาสนา นิกายมหายานและศาสนาพราหมณ-ฮินดู เขามามี บทบาทในละโวแ ทนพระพุทธศาสนา นกิ ายเถรวาท เมอื่ อาณาจกั รเขมรเสอ่ื มอาํ นาจลงหลงั สมยั พระเจา ชัยวรมันที่ ๗ และเมื่ออาณาจักรอยุธยาไดสถาปนาขึ้น ในบริเวณลุมแมน้ําเจาพระยาตอนลางก็ไดรวมลพบุรี เขาเปนสวนหน่ึงของอยุธยา วัฒนธรรมทวารวดีและ วฒั นธรรมเขมรจงึ ไดส บื ทอดไปยงั อาณาจกั รอยธุ ยาดว ย ลิขสิทธขิ์ องบริษทั สาํ นักพิมพเ อมพันธ จาํ กดั วชิ า ประวัตศิ าสตร ม.๑ หนวยท่ี ๓ แผนที่ ๖ ๖๔
นครศรีธรรมราช นครศรีธรรมราชเปนแวนแควนโบราณต้ังอยูบน คาบสมทุ รภาคใตข องไทย เดมิ ชอื่ “ตามพรลงิ ค” นบั ถอื ศาสนา พราหมณ- ฮนิ ดู และพระพทุ ธศาสนา นกิ ายมหายาน ราวพทุ ธ ศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ อทิ ธพิ ลของพระพทุ ธศาสนา นกิ ายเถรวาท แบบลังกาวงศไดเขามามีอิทธิพลในเมืองนี้ ในพุทธศตวรรษ ที่ ๑๘ เมืองตามพรลงิ คไ ดเ ปลีย่ นชื่อเปน “นครศรธี รรมราช” และกลายเปนศูนยกลางพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ ซ่ึง เผยแผไปถึงอาณาจักรสุโขทัย นครศรีธรรมราชเปนเมืองข้ึน ของอาณาจกั รสโุ ขทยั ตอ มาเมอื่ อาณาจกั รอยธุ ยาไดส ถาปนา ข้ึนในปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ ไดแ ผขยายอาํ นาจครอบคลุม ถงึ เมอื งนครศรธี รรมราช เมอื งนครศรธี รรมราชจงึ ไดก ลายเปน เมอื งในราชอาณาเขตของอาณาจกั รอยุธยาสืบตอ มา โยนกเชียงแสน ตามตาํ นานสงิ หนวตั ิ กลา วถงึ พระเจา สงิ หนวตั ไิ ด อพยพผูคนเดินทางลงมาจากตอนใตของดินแดนจีน และมาสรางเมืองช่ือนาคพันธุสิงหนวัตินครข้ึน มีเมือง เชียงแสนเปนราชธานีซ่ึงในเวลาตอมาไดกลายเปน อาณาจกั รใหญ ลิขสิทธ์ขิ องบริษัท สาํ นกั พิมพเอมพนั ธ จาํ กัด วิชา ประวัตศิ าสตร ม.๑ หนวยที่ ๓ แผนที่ ๗ ๖๕
สมัยพระเจาพังคราช อาณาจักรโยนกเชียงแสนถูก ขอมรกุ ราน ตอ มาเจา ชายพรหมกมุ าร ราชโอรสไดข บั ไล ขอมออกไปสาํ เรจ็ จงึ ทลู เชญิ เสดจ็ พระเจา พงั คราช กลบั มาครองเชียงแสนตามเดมิ ในรัชสมัยพระเจาชัยศิริกษัตริย ตองเสียเมืองแก ขอมอีกครั้ง ทรงโปรดใหเผาเมืองท้ิง อาณาจักรโยนก เชียงแสนไดส น้ิ สดุ ลง พระธาตดุ อยเวา อําเภอแมส าย จงั หวัดเชยี งราย สรางขน้ึ ในรัชสมัยพระองคเ วา กษัตริยอ งคท่ี ๑๐ แหงอาณาจักรโยนกเชยี งแสน ลขิ สทิ ธิ์ของบรษิ ัท สาํ นักพิมพเอมพันธ จาํ กัด วิชา ประวตั ศิ าสตร ม.๑ หนวยที่ ๓ แผน ท่ี ๘ ๖๖
เงินยางเชียงแสน ต้ังข้ึนประมาณพทุ ศตวรรษท่ี ๑๓ ลวจังกราชหรอื ปูเจาลาวจกเปนหัวหนากลุมชนอยูบนท่ีสูง บริเวณดอยตุง ตอ มาไดยา ยลงมาอยูบรเิ วณแมนาํ้ กก สรางเมืองหิรัญนคร เงินยาง (เชียงแสน) เปนศูนยกลางการปกครองอาณาจักร เงนิ ยางเชียงแสน ขนุ เจอื ง เปน กษตั รยิ อ งคส าํ คญั ทดี่ าํ เนนิ นโยบายขยาย อาํ นาจทางการเมอื ง โดยสรา งเมอื งใหมข นึ้ บรเิ วณทรี่ าบลมุ เชียงรายและพะเยา หริภุญชัย หริภุญชัยเปนเมืองเกาแกที่ต้ังอยูในบริเวณ ที่ราบลุมแมน้ําปงตอนบนและแมนํ้าวัง มีเมืองหริภุญชัย หรือเมืองลําพูนเปนศูนยกลาง และเมืองเขลางคนครหรือ เมอื งนครลําปางเปนเมอื งสาํ คญั ตาํ นานชนิ กาลมาลปี กรณ ตํานานจามเทวีวงศ ไดกลาวถึงการสรางเมืองนี้โดยฤๅษี วาสุเทพ เมื่อสรางเสร็จไดทูลเชิญพระนางจามเทวีจาก เมืองละโวไปครองเมอื งหริภญุ ชัย เ มื อ ง ห ริ ภุ ญ ชั ย มี ค ว า ม สั ม พั น ธ กั บ เ มื อ ง ล ะ โ ว และเมืองมอญ ดังพบหลักฐานทางโบราณคดี เชน กูกุดเจดีย เศียรพระพุทธรูป ศิลปะมอญ พ.ศ.๑๘๓๕ พญามงั รายแหง อาณาจกั รลา นนายกทพั มาตี และรวมเมอื ง หรภิ ุญชยั เขา เปน สวนหนึ่งของอาณาจักรลานนา ลขิ สทิ ธิข์ องบรษิ ทั สํานักพิมพเ อมพนั ธ จาํ กดั วิชา ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนวยท่ี ๓ แผนที่ ๙ ๖๗
พระบรมราชานุสาวรยี ส ามกษัตริย จงั หวัดเชยี งใหม (จากซา ยไปขวา พอขุนงําเมอื ง พอ ขนุ มังราย พอขนุ รามคําแหง) ลานนา ลานนาเปน อาณาจักรทเี่ กิดข้ึนจากการรวบรวม เมืองตางๆ ทางภาคเหนือเขาดวยกัน มีปรากฏใน ตํานานและพงศาวดารเมืองเหนือหลายฉบับกลาวถึง เมอื งเงนิ ยางเชยี งแสนในสมยั ของพอ ขนุ มงั รายมหาราช พระองคเปนกษัตริยท่ีเขมแข็งและมีความสามารถมาก ทรงรวบรวมเมืองตางๆ ในบริเวณลุมแมน้ํากกเขาดวย กัน และสรางราชธานีใหมที่เมืองเชียงราย เน่ืองจาก ชัยภูมิไมเหมาะสม พอขุนมังรายมหาราชพระสหาย ของพอขุนรามคําแหงมหาราชแหงกรุงสุโขทัย และ พระยางําเมืองเจาเมืองพะเยา ท้ังสามพระองคไดรวม กันหาชัยภูมิสรางราชธานีใหมบริเวณดอยสุเทพ คือ “นพบุรศี รีนครพงิ คเ ชียงใหม” ลขิ สทิ ธ์ิของบริษทั สํานักพิมพเ อมพันธ จาํ กัด วชิ า ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผน ท่ี ๑๐ ๖๘
ชาวลานนามีตัวหนงั สือเรียกวา “อักษรธรรม” ใชใน การบันทึกเรอ่ื งราวเก่ียวกับพระพทุ ธศาสนา ดา นการปกครอง มกี ฎหมายทเ่ี รียกวา “มังรายศาสตร” ทางดานศาสนา ในสมัย พระเจา ตโิ ลกราชไดม กี ารสงั คายนาพระไตรปฎ กใน พ.ศ. ๒๐๒๐ พระภิกษุเมืองพะเยาไดเขียนตํานานพระพุทธศาสนาเปน ภาษาบาลี เรือ่ ง ชนิ กาลมาลีปกรณ พระภิกษุทเ่ี มอื งเชยี งใหม เขยี นเร่อื ง ตํานานมลู ศาสนา อาณาจักรลานนาถูกพมารุกรานจึงตกเปนเมืองขึ้น ของพมายาวนานถึง ๒๐๐ ป และไดกลายเปนเมืองหนึ่งใน ราชอาณาจักรไทยในสมยั ธนบุรีและรตั นโกสินทร ชวงกอนพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ ดินแดนไทยมีเมือง แวนแควน และอาณาจักรของคนไทยตั้งมั่นและเจริญ รุงเรืองและมีวัฒนธรรมรวมกัน คือ นับถือพระพุทธศาสนา นกิ ายเถรวาทเปนศาสนาหลกั มีขนบธรรมเนียมประเพณซี งึ่ ไดสบื ทอดตอ มาจนถงึ ปจจุบัน ลิขสิทธิข์ องบริษัท สาํ นกั พมิ พเอมพันธ จาํ กดั วชิ า ประวัติศาสตร ม.๑ หนว ยที่ ๓ แผน ที่ ๑๑ ๖๙
การสถาปนา òµÍ¹·Õè อาณาจักรสุโขทัย ในพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ เมอื งตา งๆ ในบรเิ วณทีร่ าบลมุ แมน า้ํ ยมและนา นไดร วมกันเปนแควนใหญ มีศนู ยอ ํานาจ การปกครองอยูที่ “นครสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย” ผูปกครองมี นามวา พอขนุ ศรนี าวนําถุม หลังจากพอขุนศรีนาวนําถุมสิ้นพระชนม ขอมสบาด โขลญลําพงซ่งึ เปนขุนนางเขมรไดเ ขา ยดึ เมอื งศรีสัชนาลยั และเมืองสุโขทัย พอขุนผาเมืองพระโอรสพอขุนศรีนาว นําถุมและพระสหายคือ พอขุนบางกลางหาว ไดรวมกัน ยกไพรพลปราบขอมสบาดโขลญลําพงไดสําเร็จ พอขุน ผาเมืองจึงไดอภิเษกพอขุนบางกลางหาวเปนปฐมกษัตริย ปกครองเมอื งสโุ ขทยั เมื่อราว พ.ศ. ๑๗๙๒ ทรงพระนามวา พอขนุ ศรอี ินทราทิตย ลขิ สิทธิข์ องบรษิ ัท สาํ นกั พมิ พเ อมพันธ จํากัด วิชา ประวตั ศิ าสตร ม.๑ หนว ยที่ ๓ แผนท่ี ๑๒ ๗๐
อาณาจกั รสุโขทัยสามารถขยายอาณาเขตและเจริญ รงุ เรอื งสบื มาประมาณ ๒๐๐ ป มีกษตั รยิ ป กครองสบื ตอกันมา รวม ๙ พระองค ดงั น้ี พระนามพระมหากษัตริย ปท เ่ี รม่ิ ครองราชย ปที่สวรรคต (พ.ศ.) (พ.ศ.) ๑. พอขุนศรีอินทราทิตย ๑๗๙๒ ไมป รากฏ ๒. พอขุนบานเมือง ไมปรากฏ ๑๘๒๒ ๓. พอขุนรามคําแหงมหาราช ๑๘๒๒ ๑๘๔๑ ๔. พระยาเลอไทย ๑๘๔๑ ๑๘๖๖ ๕. พระยางั่วนําถุม ๑๘๖๖ ๑๘๙๐ ๖. พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ๑๘๙๐ ๑๙๑๑ ๗. พระมหาธรรมราชาที่ ๒ ๑๙๑๑ ๑๙๔๒ ๘. พระมหาธรรมราชาท่ี ๓ (ไสยลอื ไทย) ๑๙๔๒ ๑๙๖๒ ๙. พระมหาธรรมราชาที่ ๔ (บรมปาล) ๑๙๖๒ ๑๙๘๑ ปจจัยที่สงผลใหอาณาจักรสุโขทัยสถาปนาไดอยาง ม่ันคง คือ ความเส่ือมของอาณาจักรเขมร และสภาพ ภูมิศาสตร ท่ีตั้งของกรุงสุโขทัย ตั้งอยูบนเสนทางการคา ภายในภูมิภาคทั้งปาไม สัตวปา ดินและนํ้า ทําใหสุโขทัย และศรสี ัชนาลยั เปน แหลงผลติ เครือ่ งปน ดนิ เผาทเ่ี ลอื่ งช่ือ ลิขสทิ ธิ์ของบรษิ ัท สาํ นกั พิมพเ อมพันธ จํากดั วิชา ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผน ที่ ๑๓ ๗๑
µÍ¹·Õè óพัฒนาการทางการเมือง การปกครองของ อาณาจักรสุโขทัย การปกครองของอาณาจักรสุโขทัยในระยะแรก เปนแบบพอปกครองลูก เรียกวา การปกครองระบอบ ปตุราชาธิปไตย โดยเช่ือถือวาผูนําเปนเสมือนพอของ ประชาชนจะปกปองดูแลประชาชนเสมือนเปนลูกของ พระองค จะเหน็ วา พระนามของกษตั รยิ ส โุ ขทยั ใน ๓ พระองค แรกมีคาํ นาํ หนา พระนามวา “พอขนุ ” ในสมัยตอมาพระนามของกษัตริยสุโขทัยเปล่ียน เปน “พระยา” และ “พระมหาธรรมราชา” ตามแนวคิดวา กษตั ริยเ ปน สมมตเิ ทพ ตามระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย ซึ่งเปนรูปแบบการปกครองท่ีสุโขทัยรับจากเขมรมาปรับ ใช โดยนํามาผสมผสานกับหลักธรรมและความเชื่อทาง พระพทุ ธศาสนา การปกครองในอาณาจักรสุโขทัย กษัตริยจะเปนผูนํา ทางการปกครองโดยมีขุนนางท่ีปรากฏเรียกในจารึกวา “ลกู เจา ลกู ขนุ ” เปน ผชู ว ยราชการแผน ดนิ สว นประชาชนเปน ผูอยูใตการปกครองปรากฏเรยี กในจารกึ วา “ไพรฟา” ลิขสทิ ธิ์ของบริษทั สํานกั พิมพเ อมพนั ธ จาํ กัด วิชา ประวัติศาสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผนท่ี ๑๔ ๗๒
สวนลักษณะการปกครองหัวเมืองของอาณาจักร สโุ ขทยั นนั้ เมอื งตา งๆ ปกครองตนเองเปน อสิ ระ เมอื งรอบๆ ราชธานีคงมีความสัมพันธกันทางเครือญาติ การปกครอง หวั เมืองสโุ ขทัยจงึ ขึ้นอยกู บั อาํ นาจสถาบนั กษตั รยิ เ ปน หลกั อาณาจกั รสโุ ขทยั มรี าชธานหี รอื เมอื งหลวง ๒ แหง คือ นครสุโขทัย เปนศูนยกลางการปกครองต้ังแตเร่ิมการ สถาปนา จนถึงสมยั พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระยาลิไทย) ไดทรงยา ยที่ประทบั มาอยูท เี่ มืองสระหลวง สองแคว หรอื เมอื งพษิ ณโุ ลก ทาํ ใหเมืองพิษณโุ ลกกลายเปน ราชธานีของ อาณาจักรสโุ ขทัยสืบตอมาจนสนิ้ อาณาจกั รสุโขทยั มเี มือง ลกู หลวง คอื เมอื งศรสี ชั นาลัยและเมืองหนาดา นสาํ คัญคอื เมอื งชากังราว (เมืองกําแพงเพชร) สวนเมืองใหญท่ีอยูหางจากราชธานีท่ียอม ออ นนอมตอ สโุ ขทยั เรียกในศิลาจารกึ วา “เมอื งออก” เชน เมอื งเมาะตะมะ ลขิ สทิ ธ์ิของบรษิ ทั สาํ นักพิมพเอมพันธ จํากดั วชิ า ประวัตศิ าสตร ม.๑ หนวยท่ี ๓ แผนที่ ๑๕ ๗๓
ภมู ิสถานเมอื งศรีสชั นาลยั เมอื งเชลยี งหรือศรีสัชนาลัย ใช้แม่นํ้ายมเป็นคเู มอื ง แผนภูมเิ มอื งสโุ ขทัยประกอบดวยเมอื งลูกหลวง หรอื เมอื งอปุ ราชหรอื เมอื งหนา ดา น เปน เมอื งตง้ั รอบราชธานี ๔ ทศิ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศตะวันออก นครชุม ศรีสัชนาลัย สองแคว (กําแพงเพชร) (พิษณุโลก) สุโขทัย (ราชธานี) สระหลวง (พิจิตรเกา) ทิศใต ลิขสิทธข์ิ องบรษิ ัท สาํ นักพมิ พเอมพันธ จํากัด วิชา ประวัตศิ าสตร ม.๑ หนวยที่ ๓ แผน ท่ี ๑๖ ๗๔
µÍ¹·Õè ôความสัมพันธระหวาง อาณาจักรสุโขทัยกับ อาณาจักรตางๆ ความสัมพันธกับ อาณาจกั รลา นนา สมัยพอขุนรามคําแหงมหาราช สุโขทัยมีความ สัมพันธที่ดีกับพอขุนมังรายมหาราชแหงอาณาจักรลานนา และพญางาํ เมอื งแหง อาณาจกั รพะเยา ในฐานะพระสหายรว ม สาบาน โดยทงั้ สามพระองคไ ดร ว มปรกึ ษาการวางผงั เมอื ง และ เลอื กชยั ภมู เิ มอื งหลวงแหง ใหม ทาํ ใหเ มอื งเชยี งใหม ราชธานี แหง อาณาจักรลานนา มีรปู แบบการวางผงั เมืองคลา ยสุโขทัย สมัยพระเจากือนาไดนิมนตพระสุมนเถระจาก สุโขทัยใหขึ้นไปเผยแผพระพุทธศาสนาในลานนา เม่ือ พ.ศ. ๑๙๑๒ เปนผลใหลานนาไดรับรูปแบบลายสือไทยของ พอ ขนุ รามคาํ แหงมหาราชไปปรบั ใชเ ปน ตวั อกั ษรลา นนาเรยี ก วา อักษรฝกขาม ลขิ สทิ ธขิ์ องบริษัท สํานักพิมพเอมพันธ จํากดั วิชา ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผน ที่ ๑๗ ๗๕
ความสัมพันธก บั อาณาจักรมอญ ความสัมพันธระหวางสุโขทัยกับมอญเปนไปดวยดี โดยเฉพาะสมัยพอขุนรามคําแหงมหาราชเม่ือมะกะโท ราชบุตรเขยของพระองคไดตั้งตนเปนเจาเมืองเมาะตะมะ นามวา พระเจา ฟา ร่ัว อาณาจักรมอญอยูในฐานะเมืองข้ึนของสุโขทัย เรื่อยมาจนสิ้นสมัยพอขุนรามคําแหง อาณาจักรมอญได แยกตวั เปน อสิ ระแตย งั คงมีความสัมพนั ธอนั ดีกับไทย ความสมั พนั ธก บั อาณาจักรอยธุ ยา กรงุ ศรีอยธุ ยาไดรบั การสถาปนาขน้ึ เมือ่ พ.ศ. ๑๘๙๓ ขณะน้ันตรงกับสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ตอมา อาณาจักรอยุธยาขยายอํานาจทางการเมืองเขามาใน อาณาจักรสุโขทัย จงึ กลายเปน เมอื งขนึ้ ของอาณาจกั รอยุธยา ลิขสิทธขิ์ องบรษิ ทั สาํ นักพมิ พเ อมพนั ธ จาํ กดั วชิ า ประวัติศาสตร ม.๑ หนวยท่ี ๓ แผน ที่ ๑๘ ๗๖
ในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๓ ไดแยกตัวออกเปนเอกราช ปราบปรามหัวเมืองตางๆ ใหเขาอยูในอํานาจของสุโขทัย ไดอีกครั้ง แตหลังจากท่ีพระองคส้ินพระชนมใน พ.ศ.๑๙๖๒ ไดเกิดการแยงอํานาจกันเองในราชวงศ ทําใหอาณาจักร อยุธยาเขาแทรกแซงทางการเมือง สุโขทัยจึงตกเปนเมืองขึ้น ของอาณาจักรอยุธยา และใน พ.ศ. ๒๐๐๖ สมเด็จพระบรม ไตรโลกนาถแหง อาณาจกั รอยธุ ยาเสดจ็ ครองพษิ ณโุ ลก สโุ ขทยั จงึ ถกู รวมเขาเปนสว นหน่ึงกบั อาณาจกั รอยุธยาตัง้ แตน ั้นมา ความสัมพันธกบั ลงั กา ความสัมพันธระหวางสุโขทัยกับลังกาเปนเรื่องของ พระพทุ ธศาสนาเปน หลกั เพราะลงั กาเปน ศนู ยก ลางการเผยแผ พระพทุ ธศาสนา นกิ ายเถรวาท ลิขสทิ ธข์ิ องบรษิ ัท สาํ นกั พิมพเอมพันธ จํากดั วิชา ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนวยท่ี ๓ แผนท่ี ๑๙ ๗๗
ความสัมพันธกับจนี สมัยพอขุนรามคําแหงตรงกับจีนในสมัยพระเจา กบุ ไลขา น พระเจา กบุ ไลขา นทรงสง คณะทตู มายงั สโุ ขทยั และ เชญิ เสดจ็ พอ ขนุ รามคาํ แหงมหาราชใหเ ยอื นเมอื งจนี หากแต พอขุนรามคําแหงมหาราชไดสงพระราชสาสนฉบับแรกไป ถวายเพอ่ื เจริญสมั พันธไ มตรีเมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๕ ภายหลังสมัยพอขุนรามคําแหงมหาราช สุโขทัยกับ จนี ยงั คงมกี ารตดิ ตอ ทางการทตู และการคา ในระบบบรรณาการ กันตอมา จากความสัมพันธกับจีนทําใหคนไทยมีโอกาสได เรียนรูวิทยาการในการทําเคร่ืองสังคโลกจนเปนสินคาสงออก ทีส่ าํ คัญ ลิขสิทธิข์ องบริษทั สํานักพิมพเ อมพันธ จาํ กดั วิชา ประวัตศิ าสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผน ที่ ๒๐ ๗๘
เศรษฐกิจของ õµÍ¹·Õè อาณาจักรสุโขทัย เศรษฐกิจของอาณาจักรสุโขทัยมีลักษณะที่เรียกวา เศรษฐกิจแบบพ่ึงตนเอง คือ มีการผลิตเพ่ือใชในครอบครัว เปน หลัก มีตลาดนัดท่ีเรียกวา ตลาดปสานเปนแหลง คาขาย เกษตรกรรม ชาวสุโขทัยสวนใหญจะทําการเพาะปลูก พืชหลัก ท่ีปลกู ไดแ ก ขา ว เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของอาณาจักรสุโขทัย ไมเอื้ออํานวยตอการทําการเกษตร สุโขทัยจึงตองใชระบบ ชลประทาน คอื การใชค นั ดนิ ขนาดใหญค วบคมุ น้ําทีไ่ หล จากภเู ขาใหไ หลลงคูนาํ้ และตระพงั (สระนํ้า) จาํ นวนมาก คันดนิ ใหญนี้ เรยี กวา ถนนพระรวง หรอื “สรีดภงส” หรอื “ทาํ นบพระรว ง” ลิขสทิ ธขิ์ องบรษิ ัท สาํ นกั พิมพเอมพันธ จาํ กัด วชิ า ประวตั ศิ าสตร ม.๑ หนวยท่ี ๓ แผน ที่ ๒๑ ๗๙
อตุ สาหกรรม อตุ สาหกรรมของอาณาจกั รสโุ ขทยั ทมี่ ชี อื่ เสยี ง คอื การผลติ เครอื่ งปน ดนิ เผา ทเ่ี รยี กวา เครอื่ งสงั คโลก เชอื่ กนั วา ไดรบั เทคโนโลยีมาจากจีน แหลง ผลิตเครื่องปนดนิ เผาของ อาณาจกั รสโุ ขทยั มี ๒ แหง ดว ยกนั คอื เมอื งสโุ ขทยั บรเิ วณรมิ ฝง คนู าํ้ แมโ จน และบรเิ วณคเู มอื งใกลว ดั พระพายหลวง และ เมืองศรีสัชนาลัย บริเวณริมฝงแมน้ํายมเรียกบานปายาง และบานเกาะนอย ซ่ึงพบซากเตาเผาท่ีเรียกวา เตาทุเรียง จาํ นวนมาก เคร่ืองปนดินเผาของสุโขทัยมีท้ังเคร่ืองถวยชาม สว นประกอบของสถาปตยกรรมโดยเฉพาะศาสนสถาน เ ค ร่ื อ ง สั ง ค โ ล ก เ ป น สิ น ค า อ อ ก ที่ สํ า คั ญ ข อ ง อาณาจักรสุโขทยั เคร่อื งสงั คโลกในสมัยสุโขทยั ลิขสิทธข์ิ องบรษิ ัท สํานกั พิมพเอมพันธ จาํ กดั วชิ า ประวตั ศิ าสตร ม.๑ หนวยท่ี ๓ แผน ที่ ๒๒ ๘๐
การคาขาย การคา ขายของอาณาจกั รสโุ ขทยั ทส่ี าํ คญั มี ๒ ลกั ษณะ คือ การคาภายในอาณาจักร ประชาชนสามารถนํา ผลผลิตของตนมาขายที่ตลาดเรียกวา ตลาดปสานซึ่งเปน แหลง รวมสนิ คา ประเภทตา งๆ ทส่ี าํ คญั ไดแ ก ผา เครอ่ื งถว ย ชาม เคร่ืองจกั สาน มีด การคาภายนอกอาณาจักร มีการคากับดินแดน อื่นๆ ใกลเคยี ง เพราะสโุ ขทยั ตั้งอยบู นเสนทางคมนาคม บริเวณลุมแมน้ําและทางตะวันตกของอาณาจักรมี เสน ทางตดิ ตอ กบั พกุ ามและหวั เมอื งมอญ ซง่ึ ออกสทู ะเล เบงกอลทต่ี ดิ ตอกบั ลังกาและอนิ เดยี ใต คคู า ทสี่ าํ คญั อกี ประเทศหนงึ่ คอื จนี โดยพอ คา จนี ไดน าํ ผาไหมและเคร่ืองถวยชามมาขาย สินคาท่ีจีนตองการเปน สินคา พนื้ เมือง เชน ของปาชนดิ ตางๆ ผคู นสมยั สโุ ขทยั สามารถตดิ ตอ คา ขายกบั ดนิ แดนอน่ื ๆ ไดอยางเสรี ประกอบกับผูปกครองใหการสงเสริมการคา ไมเก็บภาษีผานดานที่เรียกกันในสมัยน้ันวา ภาษีจังกอบ (จกอบ) ลขิ สิทธิ์ของบริษัท สาํ นักพมิ พเอมพันธ จํากัด วชิ า ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนว ยที่ ๓ แผนท่ี ๒๓ ๘๑
µÍ¹·Õè öลักษณะทางสังคมไทย สมัยสุโขทัย สงั คมสมัยสโุ ขทยั เปนสงั คมเกษตรกรรม โดยแบง ออกเปน ๒กลมุ ใหญๆ คอื ชนชน้ั ปกครองไดแ กพระมหากษตั รยิ เจานาย ขุนนาง และชนชั้นผูถูกปกครอง ไดแก ไพรหรือ ไพรฟ า ขาไท หมายถึง ราษฎรสามญั ชน กลมุ คนในสังคม สโุ ขทัย มดี ังน้ี พระมหากษัตริย เปนผปู กครองของอาณาจกั ร เจานายหรือขุนนาง ไดแก กลุมเชื้อพระวงศ ทเ่ี รยี กวา “ลกู เจา ” และขา ราชการทเี่ รยี กวา “ลกู ขนุ ” มหี นา ท่ี ในการชวยเหลือพระมหากษัตริยในการดูแลปกครอง บา นเมือง พระสงฆ ตามศลิ าจารึกไดกลาวถึง “ปคู ร”ู และ “มหาเถร” มีหนาท่ีอบรมเทศนาสั่งสอนประชาชนให ประพฤตอิ ยูใ นศลี ธรรม ประชาชน เรียกวา “ไพรฟาหนาใส” หรือ “ไพรฟ า ขา ไท” มหี นา ทเ่ี ปน ทหารเมอื่ มศี กึ สงคราม และประกอบ อาชีพยามวางจากศึกสงคราม ขา เปนกลุมคนท่ีไมมีเสรีภาพของตนเอง ในสมัยอยธุ ยา เรยี กวา ทาส ลขิ สทิ ธ์ขิ องบรษิ ัท สาํ นักพิมพเอมพนั ธ จาํ กดั วชิ า ประวัตศิ าสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผน ท่ี ๒๔ ๘๒
การศกึ ษา สมัยสุโขทัยผูคนจะศึกษาหาความรูในอาชีพ ของตน สวนใหญจะเปนการเรียนรูสืบทอดกันภายใน ครอบครวั และญาติพน่ี อ ง การเรยี นรสู ว นใหญไ ดจ ากครหู รอื ผมู ภี มู ปิ ญ ญา ที่มคี วามรูเฉพาะดาน โดยเฉพาะพระภกิ ษุ ซง่ึ จะสอนให อานออกเขียนได และอบรมบมนิสัยควบคุมพฤติกรรม ใหอยูในศลี ธรรม พระพุทธศาสนาในสมยั สุโขทยั ศาสนาและความเชื่อของชาวสุโขทัยมีหลาย ลักษณะ ทั้งการนับถือพระพุทธศาสนา พราหมณ และ ไสยศาสตร สมยั พอขุนราม คําแหงมหาราชโปรดใหนิมนต พระจากนครศรีธรรมราชขึ้นไปสั่งสอนชาวสุโขทัย และ โปรดใหม กี ารสรา งวดั และพระอารามขน้ึ มากมาย ในสมยั พระมหาธรรมราชาท่ี ๑ (พระยาลิไทย) พระพุทธศาสนา นกิ ายลงั กาวงศเ จรญิ สงู สดุ พระองคไ ดท รงออกผนวชและ ทรงพระราชนิพนธไตรภูมิกถาต้ังแตกอนเสด็จข้ึนครอง ราชย เพอ่ื ใชสัง่ สอนอาณาประชาราษฎรส ืบไป ลิขสทิ ธขิ์ องบรษิ ัท สาํ นักพมิ พเ อมพนั ธ จาํ กัด วชิ า ประวตั ศิ าสตร ม.๑ หนว ยที่ ๓ แผนที่ ๒๕ ๘๓
วัดมหาธาตุ เปนวัดสมัยสุโขทัย อยกู ลางเมอื ง (ปจ จบุ ันคอื ตาํ บล เมอื งเกา อ.เมอื ง จ.สโุ ขทัย) เปน วดั ขนาดใหญ สนั นษิ ฐานวา สรา ง สมัยสุโขทัยตอนตน มีเจดีย มหาธาตุเปนทรงดอกบัวตูมหรือพุมขาวบิณฑ เปนเจดีย ประธานของวัด และวิหารหลวงขนาดใหญ ยาวเกาหอง ที่ วิหารหลวงประดิษฐานพระศรีศากยมุนี พระประธานสําริด ขนาดใหญ ปจจุบันพระศรีศากยมุนีอยูท่ีวัดสุทัศนเทพ วราราม กรุงเทพมหานคร การทสี่ โุ ขทยั เปน ศนู ยก ลางของพระพทุ ธศาสนา นิกายลังกาวงศทําใหรูปแบบศิลปกรรมตางๆ ไดรับ อทิ ธิพลจากลังกา เชน เจดียท รงดอกบัวตูมหรอื ทรงพุม ขาวบิณฑ การสรางพระพุทธรูปขนาดใหญที่เรียกวา พระอัฏฐารศ ไดแผไปยงั ดินแดนใกลเคยี ง อทิ ธพิ ลของ พระพุทธศาสนาทําใหสุโขทัยมีประเพณีท่ีเก่ียวของกับ ศาสนาสบื ตอ มาจนถงึ ปจ จบุ นั เชน พธิ ที าํ บญุ เขา พรรษา ทอดกฐิน เผาเทียนเลนไฟ และมีการสรางสรรคงาน ศลิ ปะทเ่ี กย่ี วเนอื่ งกบั ศาสนา ทาํ ใหศ ลิ ปกรรมสมยั สโุ ขทยั โดดเดนเปน เอกลักษณเ ฉพาะตัว ลขิ สทิ ธิ์ของบริษทั สาํ นกั พิมพเอมพันธ จํากัด วชิ า ประวัติศาสตร ม.๑ หนว ยที่ ๓ แผนที่ ๒๖ ๘๔
÷µÍ¹·Õè การสรางสรรคภูมิปญญา สมัยสุโขทัย เทคโนโลยที างดา นการชลประทาน เน่ืองจากสภาพพื้นที่บริเวณเมืองสุโขทัยเอียง ลาดทาํ ใหไ มส ามารถเกบ็ นา้ํ ไดต ามธรรมชาติ จงึ ไดส รา ง อางเกบ็ นํ้าขึ้น โดยสรา งทาํ นบเชื่อมระหวา งเขาเพอ่ื เก็บ กกั นา้ํ เรยี กตามจารกึ วา “สรดี ภงส” รวมทง้ั ขดุ บอ หรอื สระ เรียกวา “ตระพัง” ตระพงั ลิขสิทธ์ิของบรษิ ัท สาํ นกั พิมพเอมพนั ธ จํากัด วชิ า ประวัตศิ าสตร ม.๑ หนว ยที่ ๓ แผนท่ี ๒๗ ๘๕
การชลประทานของสุโขทัย เปนประโยชนท้ัง ทางเกษตรกรรม และการอปุ โภคและบรโิ ภคภายในเมอื ง สโุ ขทยั ภมู ปิ ญ ญาทางดา นนท้ี าํ ใหส โุ ขทยั มนี า้ํ ใชต ลอดป สังคโลก เคร่ือง “สังคโลก” สุโขทัยรับเทคโนโลยีจากจีน มาพฒั นาดา นการผลิตจนเปนรูปแบบของตนเอง เตาเผาเครอ่ื งสงั คโลกของชาวสโุ ขทยั มี ๒ แบบ คือ แบบเตาเผาชนิดระบายความรอนจากชองไฟ ดานลางข้ึนมา และ เตาเผาชนิดระบายความรอน ใน แนวนอน ซ่ึงใหอุณหภูมสิ ูงกวา สังคโลกของสุโขทัยเปนที่นิยมของตลาดตาง ประเทศสบื ตอ มา จนถงึ ปลายพทุ ธศตวรรษท่ี ๒๒ เครอื่ ง สงั คโลกของสโุ ขทยั จงึ คอ ยหมดความสาํ คญั ลงเมอ่ื เครอ่ื ง เคลือบจีนไดร ับความนยิ ม การประดิษฐอ ักษรไทย ตวั อกั ษรไทย กาํ เนดิ ขนึ้ เพราะพอ ขนุ รามคาํ แหง มหาราชทรงโปรดใหนักปราชญราชบัณฑิตคิดคน ดัดแปลงตัวหนังสือของชาติตางๆ มาประดิษฐเปนตัว หนงั สอื ไทยทเี่ รยี กวา ลายสอื ไทย ข้ึนเมอ่ื พ.ศ. ๑๘๒๖ ทั้งพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต รวมท้ังตัวเลขทําให สามารถเปนภาษาไทยไดค รบถวน ลขิ สทิ ธข์ิ องบรษิ ทั สาํ นกั พมิ พเ อมพนั ธ จาํ กัด วชิ า ประวัตศิ าสตร ม.๑ หนวยที่ ๓ แผน ท่ี ๒๘ ๘๖
วรรณกรรมสุโขทัย : ไตรภูมิพระรวง พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระยาลิไทย) ทรง ประพันธไตรภูมพิ ระรว งขึน้ เม่ือ พ.ศ. ๑๘๘๘ “ไตรภมู ิ” แปลวา สามภพ ประกอบดวย กามภมู ิ รปู ภูมิ อรปู ภูมิ เนื้อหาสําคัญคือ การใหผูคนยึดมั่นในการทําความดี จะไดผ ลตอบแทนทดี่ ไี ดอ ยใู นสวรรค แตห ากทาํ ความชว่ั ก็ตอ งไดร บั ทุกขท รมานในนรก ไตรภูมิพระรวงเปนวรรณกรรมท่ีแสดงแนวคิด ทางการปกครองของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ทผ่ี ปู กครอง ตองยึดม่ันในหลักธรรม และเปนแบบอยางท่ีดีตอ ประชาชน ภาพจนิ ตนาการ เก่ยี วกับนรก-สวรรคตามเรื่องราว ทีป่ รากฏในไตรภมู พิ ระรว ง ลิขสทิ ธิข์ องบรษิ ทั สาํ นักพิมพเอมพนั ธ จํากดั วชิ า ประวัติศาสตร ม.๑ หนวยที่ ๓ แผนที่ ๒๙ ๘๗
ภมู ิปญ ญาดา นประติมากรรม ประติมากรรมในสมัยสุโขทัยที่โดดเดน คือ การหลอพระพุทธรูปดวยโลหะผสม นิยมสรางพระส่ี อิริยาบถ คือ ปางประทับน่ัง ปางประทับยืน ปางลีลา ปางไสยาสนห รอื พระนอน ตวั อยา งของพระพทุ ธรปู สมยั สุโขทัยท่ีรูจักกันดี ไดแก พระพุทธชนิ ราช พระศรศี ากยมนุ ี ลขิ สทิ ธข์ิ องบริษัท สํานักพิมพเ อมพนั ธ จาํ กดั วิชา ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผนที่ ๓๐ ๘๘
ภมู ิปญญาดานสถาปตยกรรม ในสมัยสโุ ขทยั วัสดุกอสรา งท่ีใชใ นการกอสรา ง มีอฐิ และศลิ าแลง สถาปต ยกรรมทงี่ ดงาม ไดแ ก เจดยี ท รงดอกบวั ตมู หรอื ทรงพมุ ขาวบิณฑ เชน เจดยี ป ระธานวดั มหาธาตุ นอกจากน้ียัง มีเจดียทรงลังกา ที่มี ลกั ษณะเปน ทรงโอควาํ่ เชน เจดียวัดชางลอม เมอื งศรีสัชนาลยั เจดยี วัดชางลอ ม เมอื งศรสี ชั นาลยั ลิขสทิ ธ์ิของบรษิ ัท สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด วชิ า ประวัติศาสตร ม.๑ หนว ยที่ ๓ แผนที่ ๓๑ ๘๙
µÍ¹·Õè øประวัติและผลงานของ บุคคลสําคัญสมัยสุโขทัย พอขนุ ศรีอินทราทติ ย พอขุนศรีอินทราทิตย ปฐมกษัตริยแหง กรุงสุโขทัย มีพระนามเดิมวา พอขุนบางกลางหาว ไดสถาปนากรุงสโุ ขทยั เปน ราชธานี ใน พ.ศ. ๑๗๙๒ พระองคทรงรวบรวมเมืองตางๆ ของคนไทย ทาํ ใหอาณาจกั รสโุ ขทยั มีความม่ันคงเปนปกแผน พอขุนรามคาํ แหงมหาราช พอขุนรามคําแหงมหาราช เปนพระราชโอรส ของพอขุนศรีอินทราทิตย ทรงพระปรีชาสามารถและ กลา หาญในการศึกสงคราม พ อ ขุ น ร า ม คํ า แ ห ง ม ห า ร า ช ท ร ง ป ร ะ ก อ บ พระกรณียกิจ อันเปนคณุ ประโยชนต ออาณาจักร ไดแ ก (๑) ทรงทาํ สงครามขยายอาณาเขตอยา งกวา งขวาง ลิขสทิ ธข์ิ องบริษัท สาํ นักพิมพเอมพนั ธ จํากัด วิชา ประวัติศาสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผนท่ี ๓๒ ๙๐
(๒) ทรงโปรด ใหสรางพระแทนศิลาขึ้น เรียกวา “พระแทนมนัง ศิลาบาตร” เพ่ือใหพระ ภิ ก ษุ ส ง ฆ แ ส ด ง ธ ร ร ม ในวันพระ และทรงใช ป ร ะ ทั บ ว า ร า ช ก า ร แ ล ะ อ บ ร ม ส่ั ง ส อ น อ า ณ า พระราชานุสาวรยี ป ร ะ ช า ร า ษ ฎ ร ใ น วั น พอขุนรามคาํ แหงมหาราชที่เมอื งสุโขทัย ธรรมดา (๓) ทรงโปรดใหแขวนกระด่ิงไวที่ประตูพระราชวัง เพ่ือใหราษฎรท่ีไดรับความเดือดรอนมารองเรียนขอความ เปน ธรรม (๔) ทรงโปรดใหสราง “สรีดภงส” ขึ้นในเมอื งสุโขทัย และบรเิ วณใกลเ คียง (๕) ทรงสงเสริมการคาขายดวยการไมเก็บภาษี ผา นดา น (๖) ทรงประดษิ ฐอักษรไทย เรียกวา “ลายสอื ไทย” (๗) ทรงเล่ือมใสและสงเสริมพระพุทธศาสนานิกาย เถรวาทลัทธลิ ังกาวงศ ลิขสทิ ธข์ิ องบรษิ ัท สํานกั พมิ พเอมพันธ จํากดั วิชา ประวตั ิศาสตร ม.๑ หนวยที่ ๓ แผนที่ ๓๓ ๙๑
(๘) ทรงโปรดใหจารึกเร่ืองราวที่เกิดขึ้นในสมัย ของพระองคในศลิ าจารกึ สโุ ขทัยหลักที่ ๑ (๙) ทรงเจริญสมั พันธไมตรีกับตางประเทศ เชน จนี มอญ ทาํ ใหส ุโขทัยเจรญิ กาวหนา ทางการคา กบั ตา งประเทศ พระมหาธรรมราชาท่ี ๑ (พระยาลิไทย) พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พระราชโอรสของ พระยาเลอไทย พระกรณยี กจิ ทสี่ าํ คญั คอื (๑) ทรงรวบรวมอาณาจกั รสโุ ขทยั ขน้ึ ใหมอ กี ครง้ั หลงั จากหวั เมอื งตา งๆ ตา งแยกตวั ออกเปน อสิ ระ (๒) ทรงพระราชนิพนธหนังสือ เรื่อง ไตรภูมิ พระรวงหรือไตรภูมิกถา ถือวาเปนวรรณคดีเรื่องแรก ของไทย (๓) ทรงเผยแพรแ นวพระราชดาํ รทิ างการเมอื งของ ไทยสมยั สโุ ขทยั ทเี่ รยี กวา “ธรรมราชา” ซง่ึ พระมหากษตั รยิ ผปู กครองแผน ดนิ จะตอ งประพฤตติ นตามทศพธิ ราชธรรม ลขิ สิทธ์ิของบรษิ ทั สํานกั พมิ พเ อมพนั ธ จํากัด วิชา ประวตั ศิ าสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผนท่ี ๓๔ ๙๒
การลมสลายของ ùµÍ¹·Õè อาณาจักรสุโขทัย หลงั สมยั พอ ขนุ รามคาํ แหง สโุ ขทยั เรมิ่ ออ นแอลง เมืองตางๆ เริ่มแยกตัวเปนอิสระ ปลายสมัยของพระยา งว่ั นาํ ถมุ มกี ารแยง ชงิ อาํ นาจทางการเมอื ง เกดิ การจลาจล ทาํ ใหพ ระยาลไิ ทยซง่ึ เปน อปุ ราชครองทเี่ มอื งศรสี ชั นาลยั ตอ งยกทพั มาปราบจลาจล และปราบดาภเิ ษกขนึ้ ครองราช สมบตั เิ ปน พระมหาธรรมราชาที่ ๑ พระองคท รงรวบรวม อาณาจกั รสโุ ขทยั ใหเ ปน ปก แผน อกี ครง้ั หนงึ่ ใน พ.ศ. ๑๙๒๑ สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าชท่ี ๑ (ขนุ หลวงพะงวั่ ) แหง อาณาจกั รอยธุ ยาไดย กทพั มาตเี มอื ง ชากงั ราว (กาํ แพงเพชร) ของสโุ ขทยั ได ทาํ ใหส โุ ขทยั ตกเปน เมอื งขน้ึ ของอยธุ ยา ตอ มาไดแ ขง็ เมอื งเปน อสิ ระไดอ กี ใน ชวงเวลาหน่ึง แตภายหลังก็ไดตกเปนเมืองข้ึนของอยุธยา อกี ครงั้ หลงั สมยั พระมหาธรรมราชาท่ี ๓ เกดิ การแยง ชงิ ราชสมบตั ริ ะหวา งพระยาบาลเมอื ง กบั พระยารามราชโอรส ของพระมหาธรรมราชาที่ ๒ ทาํ ใหส มเดจ็ พระนครอนิ ทราธริ าช ลิขสิทธ์ิของบรษิ ทั สํานักพมิ พเ อมพนั ธ จาํ กัด วิชา ประวัติศาสตร ม.๑ หนว ยท่ี ๓ แผนท่ี ๓๕ ๙๓
แหง อยธุ ยายกทพั ขน้ึ มาถงึ เมอื งพระบาง (นครสวรรค) เพอื่ ระงับขอพิพาทดังกลาว สมเด็จพระนครอินทราธิราช โปรดใหพ ระยารามไปครองเมอื งสโุ ขทยั สว นพระยาบาลเมอื ง ครองเมอื งพษิ ณโุ ลก ในสมัยนี้สุโขทัยถูกแบงออกเปน ๔ สวน คือ เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองเชลียง (หรือเมือง สวรรคโลก) และเมอื งกาํ แพงเพชร แตล ะเมอื งตา งปกครอง เปน อสิ ระแตค งเปน เมอื งขนึ้ ของอาณาจกั รอยธุ ยา อาณาจักรสุโขทัยถูกผนวกรวมเขาเปนสวนหน่ึง ของอาณาจกั รอยธุ ยาอยา งแทจ รงิ ใน พ.ศ. ๒๐๐๖ สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถซง่ึ เปน เชอื้ สายพระราชวงศข องสโุ ขทยั ไดท รงสรา งความเปน อนั หนงึ่ อนั เดยี วกนั ของสองอาณาจกั ร ปจ จยั ของความเสอ่ื มและการสญู เสยี อาํ นาจของสโุ ขทยั ความออ นแอทางดา นการทหาร การคา กบั ตา งประเทศเรมิ่ ตกตา่ํ อาณาจกั รอยธุ ยา มคี วามเขม แขง็ เพมิ่ ขนึ้ ทาํ ให กรงุ ศรอี ยธุ ยากลายเปน ศนู ยก ลางอาํ นาจทางการเมอื งการ ปกครองของชนชาตไิ ทย ลิขสทิ ธขิ์ องบรษิ ัท สาํ นกั พิมพเอมพนั ธ จํากัด วชิ า ประวัติศาสตร ม.๑ หนวยท่ี ๓ แผน ท่ี ๓๖ ๙๔
Search