Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ๑๐๐ รอยอดีต

๑๐๐ รอยอดีต

Published by Donchedi Library, 2020-04-27 03:25:18

Description: เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของประเทศไทย ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

Search

Read the Text Version

ช า ติ แ ล ะ พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์

๑. ส ถ า ป น า ก รุ ง รั ต น โ ก สิ น ท ร์ เมอื่ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกปราบดาภเิ ษก เสดจ็ เถลงิ ถวลั ยราชสมบตั แิ ลว้ ไดท้ รงพระราชดำ� รวิ า่ “เมอื งธนบรุ นี ้ี ฝง่ั ฟากตะวนั ออกเปน็ ทชี่ ยั ภมู ดิ กี วา่ ทฟี่ ากตะวนั ตก โดยเปน็ ทแี่ หลม มีล�ำน�้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง ถ้าต้ังพระนครข้างฝั่งตะวันออก แมน้ ขา้ ศกึ ยกมาตดิ ถงึ ชานพระนครกจ็ ะตอ่ สปู้ อ้ งกนั ไดง้ า่ ยกวา่ อยู่ ข้างฝั่งตะวนั ตก ฝั่งตะวันออกนัน้ เสียแต่เป็นท่ลี ุ่ม เจ้ากรงุ ธนบรุ ี จึงได้ตั้งอยู่ฝั่งตะวนั ตกซึง่ เป็นทดี่ อน แต่ก็เป็นคุ้งนำ้� เซาะทรุดพงั อยู่เสมอไม่ถาวร พระราชมณเฑียรสถานเล่าก็ตั้งอยู่ในอุปจาร ระหว่างวัดแจ้งและวัดท้ายตลาดขนาบอยู่ท้ังสองข้าง ควรเป็นท่ี รังเกยี จ” พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

ส. พลายน้อย 13 การทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงส่งั ให้ ย้ายพระนครจากกรุงธนบุรีฝั่งตะวันตก ข้ามฟากมาอยู่ทางฝั่ง ตะวนั ออกในทนั ทีที่ได้ราชสมบตั นิ นั้ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดำ� รง ราชานุภาพได้ทรงวินิจฉัยว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกคงจะไม่ได้ทรงพระราชด�ำริอย่างปัจจุบันทันด่วนเป็นแน่ คงจะได้เป็นปัญหาคิดแก้กันมาแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี แต่ พระเจา้ กรงุ ธนบรุ คี งจะไมเ่ หน็ ชอบดว้ ย หรอื คงจะผดั ผอ่ นหาโอกาส ที่จะย้าย การจงึ ได้ค้างอยู่ และเมอ่ื คิดจะย้ายเมอื งหลวง ก็คงจะ ได้ท�ำการส�ำรวจชัยภูมิกันไว้บ้างแล้ว ฉะน้ันเม่ือสิ้นบุญพระเจ้า กรงุ ธนบรุ ี พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกจงึ ได้ทรงสั่ง ย้ายพระนครได้ทันที นแี่ สดงว่าแผนการย้ายจะต้องมีอยู่แล้ว ไม่ เช่นน้นั ไหนเลยจะย้ายอย่างกะทนั หันได้” แผนทเ่ี มอื งบางกอก วาดขน้ึ เมือ่ พ.ศ. ๒๒๓๐ โดย ลา ลูแบร์ แนวสเ่ี หลย่ี มด้านซ้ายคอื ก�ำแพงเมอื งธนบุรี แม่น้�ำกลางภาพคือแม่นำ้� เจ้าพระยา

14 ๑๐๐ รอยอดีต ฉบับปรับปรุงและเพิ่มเติม การสรา้ งพระนครใหมไ่ มไ่ ดท้ ำ� คราวเดยี วสำ� เรจ็ เพราะใน ระหวา่ งนนั้ บา้ นเมอื งยงั ไมส่ งบเรยี บรอ้ ย ดงั จะเหน็ ไดว้ า่ ในปมี ะเสง็ พ.ศ. ๒๓๒๘ พมา่ กย็ กทพั มาทกุ ทาง หากแตไ่ ทยไปสกดั ตที พั หลวง ของพม่าแตกเสยี ก่อน ข้าศึกจงึ มไิ ด้เข้ามาถึงพระนคร การสร้าง พระนครในครั้งนัน้ จงึ ท�ำเป็นสองระยะคอื ระยะเบอื้ งต้นคงรักษา กรงุ ธนบรุ เี ดมิ เปน็ ทมี่ นั่ เปน็ แตย่ า้ ยพระราชวงั กบั สถานทตี่ า่ งๆ ใน รฐั บาลมาต้งั ในกรุงธนบุรที างฟากตะวนั ออก ต่อมาในระยะท่ี ๒ จงึ ไดข้ ดุ คขู ยายเขตพระนครออกไปทางตะวนั ออกแตฝ่ ง่ั เดยี ว แลว้ รื้อกำ� แพงกรงุ ธนบุรที างฟากตะวนั ตกเสยี คงรักษาแต่ทรี่ มิ แม่นำ้� เป็นเขือ่ นหน้าพระนครท่ีสร้างใหม่ การสร้างเมืองใหม่หรอื พระบรมมหาราชวงั ในคร้งั น้นั คง จะทำ� อย่างเร่งด่วนจรงิ ๆ เพราะหลงั จากเปลย่ี นแผ่นดนิ ในวนั ท่ี ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้ว กไ็ ด้ด�ำรสั สงั่ ให้พระยาธรรมาธกิ รณ์ กบั พระยาวิจิตรนาวีเป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะท่ีสร้าง พระนครใหมข่ า้ งฝง่ั ตะวนั ออกในทซี่ งึ่ พระยาราชาเศรษฐแี ละพวกจนี อาศยั ตงั้ บา้ นเรอื นอยแู่ ตก่ อ่ น การขนยา้ ยตอ้ งทำ� กนั อยา่ งกะทนั หนั แตเ่ ขา้ ใจวา่ จะไมย่ าก เพราะบา้ นเรอื นในครง้ั นน้ั คงเปน็ แบบโรงเรอื น ชนดิ มงุ จาก เพยี งไมก่ วี่ นั กค็ งจะอพยพยา้ ยไปอยสู่ �ำเพง็ และใน บรเิ วณใกลเ้ คยี งไดห้ มด เพราะในวนั ท่ี ๒๑ เมษายนนน้ั เอง ก็ได้ ท�ำพิธียกหลักเมือง และในระหว่างนั้นก็คงจะเกลี่ยพื้นที่เตรียม สร้างที่ประทับ ในพระราชพงศาวดารฉบบั พระราชหตั ถเลขากล่าวว่า ได้ เรมิ่ จบั การตงั้ พระราชวงั ใหมเ่ มอื่ วนั ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๒๕ แตย่ งั มทิ นั กอ่ กำ� แพงวงั เพยี งแตล่ อ้ มดว้ ยระเนยี ดเทา่ นนั้ ใชเ้ วลา

ส. พลายน้อย 15 ก่อสร้างเดือนเศษ พระราชนิเวศมณเฑียรสถานชั่วคราวก็แล้ว เสร็จ เพราะท�ำด้วยเคร่ืองไม้ ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้ต้ัง การพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขป เริ่มแต่วันจันทร์ที่ ๑๐ มถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ครน้ั ถงึ วนั พฤหสั บดที ี่ ๑๓ มถิ นุ ายน ศก เดยี วกนั เวลา ๖ นาฬกิ า ๒๔ นาที พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ โดยกระบวนพยหุ ยาตราทางชลมารค ขา้ มฟากจากพระราชวงั กรงุ ธนบรุ มี าประทบั ณ พระราชมณเฑยี ร สถานประกอบการพระราชพธิ ปี ราบดาภเิ ษก เปน็ ปฐมกษตั รยิ แ์ หง่ กรุงรตั นโกสินทร์ ส่ิงสำ� คญั ที่โปรดให้สร้างพร้อมกับสร้างพระนครกค็ ือ วดั พระศรีรัตนศาสดาราม ได้สร้างอยู่ ๒ ปี จงึ ได้เชิญพระพทุ ธมหา มณีรัตนปฏิมากรแห่จากวัดอรุณราชวรารามมาประดิษฐานที่ใน พระอโุ บสถ เมอ่ื วนั จนั ทร์ เดอื น ๔ แรม ๑๒ คำ่� จลุ ศกั ราช ๑๑๔๖ (วนั ที่ ๗ มนี าคม พ.ศ. ๒๓๒๗) แลว้ ใหน้ มิ นตพ์ ระสงฆร์ าชาคณะ ประชมุ ทำ� สงั ฆกรรมสวดผกู พทั ธสมี าในวนั นน้ั และไดพ้ ระราชทาน นามว่า “วดั พระศรรี ัตนศาสดาราม” ในระหวา่ งทส่ี รา้ งวดั พระศรรี ตั นศาสดารามนน้ั เอง ไดท้ รง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระท่ีน่ังอมรินทราภิเษกมหา ปราสาทข้ึน และท�ำพิธียกยอดพระมหาปราสาทเม่ือวันท่ี ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๒๗ เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้ต้ังการพระราชพิธีปราบดาภิเษกใน เดือนมถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๓๒๕ ดังกล่าวข้างต้นนนั้ กำ� แพงเมือง ยงั ไม่ได้สร้าง คร้ันถงึ พ.ศ. ๒๓๒๖ จึงได้โปรดให้ต้ังกองสกั เลข ไพร่หลวงสมกำ� ลงั และเลขหวั เมอื งทงั้ ปวง แล้วให้เกณฑ์ทำ� อฐิ ขน้ึ

16 ๑๐๐ รอยอดีต ฉบับปรับปรงุ และเพิ่มเติม ใหม่บ้าง ให้ไปร้ืออฐิ ก�ำแพงเมืองกรุงเก่าลงมาบ้าง ลงมอื ก่อสร้าง พระนครทง้ั พระบรมมหาราชวงั และพระราชวงั บวรสถานมงคลใน ปีน้ัน เมื่อเตรียมอิฐปูนพร้อมแล้ว จึงโปรดให้เกณฑ์ลาวเมือง เวยี งจนั ทน์ ๕,๐๐๐ คน และมตี ราใหห้ าผวู้ า่ ราชการหวั เมอื งตลอด จนหวั เมอื งลาวรมิ แมน่ ำ�้ โขงฟากตะวนั ตกเขา้ มาพรอ้ มกนั ในกรงุ แลว้ ใหป้ กั ปนั หนา้ ทท่ี ง้ั ขา้ ราชการในกรงุ และหวั เมอื งใหช้ ว่ ยคมุ ไพร่ ชว่ ย กนั ขดุ รากกอ่ กำ� แพงรอบพระนครและสรา้ งปอ้ มไวเ้ ปน็ ระยะหา่ งกนั ๑๐ เส้นบ้าง ไม่ถงึ ๑๐ เส้นบ้าง ครั้นถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๒๘ การสร้างพระนครและ พระมหาปราสาทราชนิเวศส�ำเร็จดังพระราชประสงค์ จึงทรง พระราชด�ำริว่า เม่ือปีขาล พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้ท�ำการพระราชพิธี ปราบดาภเิ ษกแต่โดยสงั เขป ยงั ไม่พร้อมมลู เตม็ ตามต�ำรา บัดนี้ ไดท้ รงสรา้ งพระนครและพระราชมณเฑยี รสถานขนึ้ ใหมแ่ ลว้ ควร จะท�ำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้เต็มตามแบบแผนโบราณราช ประเพณี จงึ โปรดเกลา้ ฯ ใหจ้ ดั การพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกขนึ้ ใหม่ อีกครัง้ หนึง่ คร้ันเสรจ็ การพระราชพิธีบรมราชาภเิ ษกแล้ว จงึ ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการสมโภชพระนครต่อเนื่องกันไป ให้ นิมนต์พระสงฆ์ทุกๆ พระอารามทั้งในกรุงและนอกกรุงขึ้นสวด พระพทุ ธมนต์ บนเชิงเทินทกุ ๆ ใบเสมา เสมาละรูปรอบพระนคร พระราชทานเงินขอแรงให้ข้าราชการท�ำข้าวกระทงเลี้ยงพระสงฆ์ ทง้ั สน้ิ แลว้ ใหต้ ง้ั โรงทานรายรอบพระนคร พระราชทานเลยี้ งยาจก วนิพกทั้งปวง แล้วให้ต้ังต้นกัลปพฤกษ์ตามวงก�ำแพงพระนคร

ส. พลายน้อย 17 ทงิ้ ทานต้นละช่งั ๓ วัน ส้ินพระราชทรพั ย์เป็นอันมาก ให้มีการ มหรสพต่างๆ และมีละครผู้หญิงโรงใหญ่ เป็นการสมโภชวัด พระศรรี ัตนศาสดารามด้วยครบ ๓ วันเป็นก�ำหนด คร้ันเสร็จการฉลองพระนครแล้ว จึงพระราชทานนาม พระนครใหม่ให้ต้องกับนามพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรว่า “กรงุ เทพมหานคร บวรรตั นโกสนิ ทร์ มหนิ ทรายธุ ยา มหาดลิ กภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมาน อวตารสถติ สกั กะทตั ตยิ วษิ ณกุ รรมประสทิ ธ”์ิ ซง่ึ ต่อมาในรชั กาล ที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแปลงสร้อย ทว่ี า่ “บวรรตั นโกสนิ ทร”์ เปน็ “อมรรตั นโกสนิ ทร”์ นอกนนั้ คงเดมิ แผนท่กี รุงเทพฯ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๑๓

18 ๑๐๐ รอยอดีต ฉบับปรับปรุงและเพิ่มเติม ภาพถ่ายทางอากาศของฝั่งธนบุรแี ละฝั่งพระนคร ราว พ.ศ. ๒๕๐๑

๒. พ ร ะ ห ลั ก เ มื อ ง ตามประเพณีโบราณ การสร้างเมืองส�ำคัญจะต้องมีพระ ราชพิธียกหลักเมือง การสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อจะสร้างปราสาทราชมณเฑียรก็ได้มีการประกอบพระราชพิธี ยกเสาหลักเมืองก่อน เมอื่ วันท่ี ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้ว จึงเร่ิมการสร้างพระราชวัง หลักเมืองในรัชกาลพระบาทสมเด็จ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกเป็นอย่างไรไม่มใี ครอธบิ ายไว้ แต่เข้าใจ กนั วา่ ในชน้ั เดมิ คงเปน็ เพยี งศาลาปลกู กนั แดดกนั ฝนแบบธรรมดา เพราะเปน็ การรบี ดว่ น บา้ นเมอื งยงั ไมส่ งบเรยี บรอ้ ย ครน้ั ถงึ พ.ศ. ๒๓๙๕ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชด�ำริ ว่าหลักเมืองชำ� รดุ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพร้อมกับได้บรรจดุ วง ชะตาเมืองใหม่และมีการฉลองสมโภชเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๙ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกใน พระบรมราชปู ถมั ภ์ ซง่ึ ไดร้ บั มอบหมายใหเ้ ปน็ ผดู้ แู ลศาลหลกั เมอื ง มาตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้ปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมมาตามลำ� ดับ จน ในทีส่ ุดได้เปลย่ี นแปลงลกั ษณะรปู ศาลให้เป็นแบบจัตุรมขุ ขยาย บริเวณให้กว้างออกไป เมื่อการปฏิสังขรณ์ส�ำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้เสด็จพระราช ด�ำเนินมาประกอบพิธีสังเวยสมโภชเมื่อวันจันทร์ท่ี ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๓

20 ๑๐๐ รอยอดีต ฉบับปรับปรงุ และเพิ่มเติม ดวงชะตาเมืองล้อมด้วยยนั ต์รูปสุรยิ าทรงกลด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บรรจไุ ว้ในหลักเมอื ง

ส. พลายน้อย 21 คร้ันถึงพุทธศักราช ๒๕๒๕ รัฐบาลจัดงานสมโภชกรุง รัตนโกสนิ ทร์ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพล อดลุ ยเดชฯ สยามนิ ทราธริ าช บรมนาถบพิตร มีพระราชปรารภ ว่า ควรจักได้พิจารณาบูรณะปรับปรุงศาลหลักเมืองให้งดงาม สมบรู ณ์ สมกบั เป็นท่สี ถติ แห่งพระหลักเมือง และองค์เทพารักษ์ ท่ีได้ปกปักรักษาพระนครให้มีเอกราชเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน จึง ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ศาลหลักเมืองเป็นการใหญ่อีกครั้งหนึ่ง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชด�ำเนินมาทรง ประกอบพธิ ีสมโภชพระหลักเมอื ง เมอ่ื ณ วนั พฤหัสบดที ่ี ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ แต่เดิมหลกั เมอื งเป็นศาลไม้ หลงั คามุงกระเบือ้ ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างใหม่

๓. ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ท่ี สํ า คั ญ ใ น รั ช ก า ล ท่ี ๔ ในสมัยโบราณนั้นขุนนางข้าราชการไม่นิยมสวมเสื้อเป็น การประจำ� เพราะอากาศรอ้ น จะสวมกเ็ ฉพาะหนา้ หนาว แตก่ ต็ อ้ ง คอยสงั เกตดใู นเวลาเขา้ เฝา้ วา่ พระเจา้ แผน่ ดนิ ทรงฉลองพระองค์ หรือไม่ ตามปกตขิ ้าราชการมาจากบ้านกม็ กั จะมเี สือ้ คลมุ มาด้วย เม่ือเห็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงฉลองพระองค์กต็ ้องถอด ต่อเม่อื พระเจ้าแผ่นดินทรงเรียกฉลองพระองค์มาสวม ข้าราชการจึงจะ สวมเสอ้ื ได้ ครน้ั ถงึ สมยั รชั กาลที่ ๔ ใน พ.ศ. ๒๓๙๔ คอื ปที เี่ สดจ็ ข้ึนเสวยราชสมบัตินั้นเอง ได้ทรงแก้ไขขนบธรรมเนียมดังกล่าว ให้เลิกประเพณีเข้าเฝ้าตัวเปล่าไม่สวมเส้ือ โดยให้เจ้านายและ ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้าต่อไปเป็นการประจ�ำ รชั กาลที่ ๔ มีรบั สงั่ ให้ยกเลกิ ประเพณีเข้าเฝ้าตัวเปล่าไม่สวมเสื้อ โดยให้เจ้านายและข้าราชการสวมเส้ือเข้าเฝ้าเป็นการประจำ�

ส. พลายน้อย 23 นอกจากนนั้ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ยงั ได้ โปรดเกล้าฯ ให้พ่อค้าชาวต่างประเทศเข้าเฝ้าในมหาสมาคมได้ เพราะตามประเพณแี ตก่ อ่ นมา ไพรฟ่ า้ ขา้ แผน่ ดนิ ไมม่ โี อกาสไดเ้ ฝา้ เวลาเสด็จพระราชด�ำเนินไปที่ใด บ้านเรือนท่ีน้ันก็ต้องปิดประตู หน้าต่าง พระองค์กโ็ ปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรรับเสดจ็ หรอื เข้าเฝ้าได้ ใกล้หนทาง หรอื เปิดประตูหน้าต่างได้ตามชอบใจ และถ้าเจ้าของ บา้ นเรอื นมคี วามประสงคจ์ ะแสดงความเคารพ กใ็ หแ้ ตง่ เครอื่ งบชู า ที่หน้าบ้าน แล้วคอยเฝ้าอยู่ที่เครื่องบูชานั้น จึงได้เกิดประเพณี ต้ังเครือ่ งบูชาแต่น้ันมา ส่วนผู้ท่จี ะถวายเรอ่ื งราวฎกี าร้องทกุ ข์ ก็ โปรดเกลา้ ฯ ใหถ้ วายตอ่ พระหตั ถเ์ องได้ ซง่ึ แตก่ อ่ นมาผทู้ จ่ี ะถวาย ฎีกาต้องเข้าไปตีกลองที่ทิมดาบกรมวัง ให้พระเจ้าแผ่นดินทรง ได้ยินเสยี งกลองแล้วจงึ โปรดเกล้าฯ ให้มารบั ฎีกา จงึ ได้เรียกกัน ว่า “ตีกลองร้องฎีกา” แต่วิธีน้ันเป็นโอกาสให้คนทุจริตใช้อ�ำนาจ กดี กนั มใิ หร้ าษฎรเขา้ ถงึ กลองได้ การถวายฎกี ากย็ ากขน้ึ จงึ ไดท้ รง ตั้งประเพณีเสด็จออกรับฎีการาษฎรด้วยพระองค์เองทุกวันโกน เดอื นละสค่ี รงั้ เวลาเสด็จออก ให้เจ้าพนักงานตกี ลองวนิ ิจฉัยเภรี เป็นสญั ญาณให้ราษฎรเข้าถวายฎกี าได้

24 ๑๐๐ รอยอดีต ฉบับปรับปรงุ และเพิ่มเติม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั เสดจ็ ออกรับราชทูต ณ พระท่นี ั่งอนนั ตสมาคมองค์เก่า ประเพณตี ั้งเครือ่ งบชู าเมือ่ พระมหากษัตรยิ ์เสดจ็

ส. พลายน้อย 25 ในสมยั รชั กาลท่ี ๔ ไดท้ รงเปลย่ี นแปลงระเบยี บแบบแผน ต่างๆ ทัง้ ในส่วนราชการและพระศาสนาให้เป็นระเบียบเรยี บร้อย ทันสมัยขึ้นเป็นอันมาก (ดังได้กล่าวไว้แล้วในหนังสือ พระบาท สมเดจ็ พระจอมเกล้า พระเจ้ากรุงสยาม ของ ส. พลายน้อย) ท่ี กลา่ วมาเปน็ เพยี งตวั อยา่ งทน่ี บั ไดว้ า่ เปน็ การเปลยี่ นแปลงทสี่ ำ� คญั และเห็นได้ชัดเท่านั้น

๔. ก า ร เ ป ล่ี ย น แ ป ล ง ที่ สํ า คั ญ ใ น รั ช ก า ล ที่ ๕ การเปลยี่ นแปลงทส่ี ำ� คญั ในรชั กาลท่ี ๕ นอกจากการเลกิ ทาส และการจดั การปกครองแบบกระจายอำ� นาจโดยมกี ระทรวงตา่ งๆ รบั ผดิ ชอบงานโดยตรงแลว้ ยงั มกี ารเปลย่ี นแปลงอยา่ งอนื่ อกี มาก เชน่ ในดา้ นการศกึ ษา โปรดเกลา้ ฯ ใหม้ โี รงเรยี นสำ� หรบั ประชาชน ได้เรียนท่ัวหน้ากัน ในส่วนความยุติธรรมเช่นการลงโทษจ�ำเลย หรอื ผู้กระทำ� ผิด ก็โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลกิ การพจิ ารณาความตาม แบบจารตี นครบาล ซง่ึ มกี ารทรมานตา่ งๆ เชน่ ขนึ้ ขาหยง่ั ตอกเลบ็ ตัดมือ บีบขมับ เฆยี่ นตี หรือเมือ่ ถกู ขงั คกุ กต็ ้องใส่พวงคอล่าม โซ่ตรวน และเมื่อจะเข้าคุกก็ต้องเฆยี่ น ๖๐ ที โทษประหารก็ต้อง เฆย่ี น ๙๐ ที และตามกฎหมายเดมิ ที่ก�ำหนดให้จำ� คกุ นั้น กไ็ ม่ได้ กำ� หนดวา่ จะใหจ้ ำ� ไวก้ ปี่ ี ถา้ จำ� คกุ แลว้ กต็ อ้ งจำ� กนั ตลอดไป เวน้ ไว้ แตพ่ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั จะไดท้ รงพระกรณุ า เมอ่ื เปน็ เชน่ นี้ จงึ โปรดเกล้าฯ ให้ชำ� ระกฎหมายเสียใหม่ ให้กำ� หนดวนั เดอื นปีท่ี ต้องรับโทษเป็นการแน่นอน การเฆ่ียนตีก็ให้ลดน้อยลง โทษ ประหารชีวิตไม่มีการเฆี่ยนอีกต่อไป การทรมานและจองจำ� ตาม แบบโบราณก็ให้ยกเลิก

ส. พลายน้อย 27 ข้าราชบรพิ ารหมอบเข้าเฝ้าพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั เมื่อครง้ั ยงั ทรงพระเยาว์

28 ๑๐๐ รอยอดีต ฉบับปรับปรงุ และเพิ่มเติม การเปลย่ี นแปลงใหมอ่ กี อยา่ งหนงึ่ กค็ อื ใหย้ กเลกิ ประเพณี การหมอบคลาน อันเป็นประเพณีท่ีปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชด�ำริเห็น ความยากลำ� บากของผู้ทีต่ ้องเฝ้าอยู่เป็นเวลานานๆ ว่าเป็นการรบั ทุกข์ทรมานโดยใช่ท่ี และในสมัยน้ันบรรดาชาวต่างประเทศท ี่ เขา้ มาเจรญิ สมั พนั ธไมตรตี า่ งกไ็ มไ่ ดใ้ ชธ้ รรมเนยี มหมอบคลานใน เวลาทเ่ี ขา้ สมาคม จงึ ทรงมพี ระราชดำ� รทิ จี่ ะเปลย่ี นแปลงประเพณี ใหม่ ครั้นถึงวันท่ี ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖ อันเป็นวันท ่ี โปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกเป็นครงั้ ท่ี ๒ ดว้ ยทรงสละราชสมบตั ไิ ปเมอ่ื ครงั้ ทรงผนวช จงึ ตอ้ งมกี ารถวาย ราชสมบัติใหม่ ในการพระราชพิธีนั้น เสด็จออกมหาสมาคมใน พระทีน่ ั่งอมรินทรวินจิ ฉัย เจ้านายและข้าราชการทง้ั ปวงล้วนแต่ง เตม็ ยศใหญ่ ใสเ่ สอื้ เยยี รบบั เขม้ ขาบกบั เสอ้ื ครยุ หมอบเฝา้ อยเู่ ตม็ ท้องพระโรง พระเจ้าอยู่หวั เสดจ็ ประทบั บนแท่น เม่อื เสนาบดีทูล ถวายราชสมบตั ติ ามประเพณแี ลว้ โปรดเกลา้ ฯ ใหอ้ าลกั ษณ์อา่ น ประกาศว่า ประเพณีหมอบคลานเข้าเฝ้าเช่นใช้มาแต่โบราณ ไม่ สมควรกับสมัยของบ้านเมืองแล้ว ให้เลิกประเพณีหมอบคลาน เปล่ียนเป็นยืนเฝ้าและเคารพด้วยการถวายค�ำนับต่อไป เม่ือ อาลักษณ์อ่านประกาศจบ เหล่าข้าเฝ้านับแต่กรมพระราชวังบวร สถานมงคลเปน็ ตน้ บรรดาทห่ี มอบอยเู่ ตม็ ทอ้ งพระโรงกล็ กุ ขนึ้ ยนื ถวายคำ� นบั พรอ้ มกนั และเมอื่ เสดจ็ ขนึ้ ขา้ งในไปประทบั ทพ่ี ระทน่ี ง่ั ภทั รบฐิ ในพระทนี่ งั่ ไพศาลทกั ษณิ เจ้านายและขา้ ราชการผ้หู ญงิ ก็ ลุกขึ้นยืนเฝ้าเช่นเดียวกัน เป็นอันว่าได้เปล่ียนแปลงประเพณี หมอบคลานเป็นยืนเฝ้าถวายค�ำนับต้ังแต่วันท่ี ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖ เป็นต้นมา

ส. พลายน้อย 29 ส่วนสถานที่ราชการก็เปลี่ยนให้น่ังเก้าอี้ท�ำงานอย่างฝร่ัง ต้งั แต่วนั ที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ กลา่ วไดว้ า่ สงั คมไทยในรชั สมยั ของพระองค์ ไดเ้ ปลย่ี นแปลง ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ ทั้งในด้านความ เป็นอยู่ของประชาชน การคมนาคมขนส่ง รวมท้ังเทคโนโลยีสมยั ใหมต่ า่ งๆ เชน่ การไปรษณยี ์ โทรเลข โทรศพั ท์ เปน็ ตน้ ลกู หลาน ของชนชนั้ สามญั กม็ โี อกาสไดร้ บั การศกึ ษาแผนใหม่ ทำ� ใหพ้ ลเมอื ง ไทยมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถในการท่ีจะช่วยกันพัฒนา ปกครองประเทศใหร้ งุ่ เรอื งยง่ิ ขน้ึ ในเวลาตอ่ มา ทง้ั นกี้ ด็ ว้ ยพระมหา- กรุณาธคิ ุณขององค์พระปิยมหาราชท่พี วกเราชาวไทยจะลมื มไิ ด้ พระราชธดิ าในรัชกาลท่ี ๕ ทรงฉลองพระองค์แบบตะวนั ตก

๕. ย ก เ ลิ ก ตํ า แ ห น่ ง วั ง ห น้ า ตำ� แหน่งวงั หน้าหรอื กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็น ตำ� แหนง่ สำ� คญั รองลงมาจากพระเจา้ แผน่ ดนิ โดยพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงตงั้ พระมหาอปุ ราชฝา่ ยหนา้ มาทกุ รชั กาล ครนั้ ถึงรัชกาลท่ี ๕ เม่ือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงประกาศยุบ เลกิ ตำ� แหนง่ กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล เมอ่ื วนั ที่ ๔ กนั ยายน พ.ศ. ๒๔๒๘ มีข้อความตอนหนงึ่ ว่า “...ได้ทรงปฤกษาพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ แลท่านเสนาบดีข้าราชการผู้ ใหญ่ผู้น้อยเห็นพร้อมกันว่า ตำ� แหนง่ ทพ่ี ระมหาอปุ ราชกรมพระราชวงั บวรสฐานมงคลนน้ั การเปลยี่ นแปลงมาหลายชน้ั จนถงึ กรงุ สยามไดผ้ กู พนั ธท์ าง พระราชไมตรกี บั นานาประเทศ ซงึ่ มธี รรมเนียมบ้านเมือง ผดิ กนั กบั กรงุ สยามกก็ อ่ เกดิ ใหเ้ ปน็ ทเ่ี ขา้ ใจผดิ ไปตา่ งๆ ดว้ ย ตำ� แหนง่ ขา้ งในกรงุ สยามนน้ั กเ็ คลอ่ื นคลายมาทลี ะนอ้ ยๆ ไมย่ นื อยเู่ หมอื นอยา่ งแบบเมอ่ื แรกตง้ั ฝา่ ยผทู้ อ่ี ยตู่ า่ งประเทศ ก็ไม่อาจท่ีจะเข้าใจต�ำแหน่งน้ันได้ชัดเจน จึงให้เกิดเป็นท่ี ฉงนสงไสยตา่ งๆ การบา้ นการเมอื งซงึ่ จะเปน็ การเรยี บรอ้ ย เป็นคุณแก่แผ่นดินอย่างใด ก็เป็นท่ีขัดข้องไปหาสดวกไม่ เปน็ ตำ� แหนง่ ลอยอยมู่ ไิ ดม้ คี ณุ ตอ่ แผน่ ดนิ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ เป็นแต่ต้องใช้เงินแผ่นดินซึ่งจะต้องใช้รักษาต�ำแหน่งยศ

ส. พลายน้อย 31 พระมหาอุปราชอยู่เปล่าๆ โดยมาก จึงไดเ้ ห็นชอบพรอ้ ม กันว่าควรจะยกต�ำแหน่งที่พระมหาอุปราชน้ีไว้ ไม่ต้ัง พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดข้ึนนัน้ ชอบแลว้ ...” การทท่ี รงยกเลกิ ตำ� แหน่งวงั หน้า กเ็ พราะมกั จะเกดิ ความ ยุ่งยากขึน้ ระหว่างวงั หลวงกับวังหน้าอยู่เสมอ และเพ่อื ตดั ปัญหา ความไม่สงบที่อาจจะมขี ึน้ อกี กรมพระราชวงั บวรวไิ ชยชาญ กรมพระราชวงั บวรสถานมงคลองค์สดุ ท้ายของราชวงศ์จักรี ท่ีมา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

32 ๑๐๐ รอยอดีต ฉบับปรับปรุงและเพิ่มเติม ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๒๙ ได้โปรดเกล้าฯ ต้ังต�ำแหน่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารเป็นต�ำแหน่ง พระรชั ทายาทขนึ้ แทน นบั เป็นการเปลีย่ นแปลงทางด้านชาติและ พระมหากษตั รยิ ์ทส่ี ำ� คญั เรื่องหน่ึง สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช เจ้าฟ้ามหาวชิรณุ หิศ สยามมกฎุ ราชกมุ าร ในพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ท่ีมา : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ส. พลายน้อย 33 พระราชพธิ ีลงสรงสนาน สถาปนาสมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช เจ้าฟ้ามหาวชริ ุณหศิ สยามมกุฎราชกมุ าร ทมี่ า : หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook