ค�ำน�ำสำ� นกั พิมพ์ ประเทศไทยเป็นเมืองสวนเมืองน�้ำ โดยเฉพาะบริเวณท่ีราบลุ่ม แมน่ ำ้� ภาคกลางอนั เตม็ ไปดว้ ยคคู ลอง ยง่ิ หากยอ้ นกลบั ไปหา้ สบิ หกสบิ ปกี อ่ น แม่นำ้� ลำ� คลองนนั้ ถือเป็นเส้นทางสญั จรสายหลัก มีเรือเป็นพาหนะเดินทาง เรือมีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทออกแบบมาเพ่ือการใช้งาน เฉพาะอย่าง บ้างออกแบบมาให้เหมาะสมกบั สิง่ แวดล้อม เช่น ความตนื้ ลกึ ของล�ำน้�ำ สภาพเกาะแก่ง เรือหลายประเภทมีช่ือเรียกแปลกๆ แสดงให้ เห็นว่ารบั อิทธพิ ลมาจากต่างประเทศ ส่ิงน่าสนใจเหล่านี้ ใครจะรู้เรอ่ื งราวดีไปกว่าผู้ “เกดิ ในเรอื ” และ มชี วี ิตผูกพนั กบั สายน้ำ� มาโดยตลอดอย่าง ส. พลายน้อย นอกจากเร่ืองเล่าจากประสบการณ์จริงของคนช่างสังเกตช่าง จดจ�ำ อย่างเร่ืองส่วนประกอบของเรือ การป้องกันและแก้ไขอันตรายที่ เกิดจากการใช้ชีวิตกลางแม่น�้ำล�ำคลอง การหาอยู่หากินของผู้คนท่ีอาศัย เรอื เป็นเคร่อื งมือท�ำมาหาเลี้ยงชีพ เทศกาลหน้านำ�้ ฯลฯ แล้ว ผู้เขยี นยังได้ สอดแทรกเกรด็ เลก็ เกรด็ น้อย ความเชือ่ และต�ำนานอ่ืนๆ ทงั้ ของไทยและ ต่างประเทศซ่ึงเก่ียวข้องกับเร่ืองเล่าของตน ท�ำให้ผู้อ่านได้รับความรู้ กว้างขวางข้นึ อีกด้วย แม้การอยู่อาศยั ใช้เรอื เป็นบ้าน หรอื การทำ� มาหาเลีย้ งชพี ในเรือ จะกลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่อดีตท่ีสะท้อนภูมิปัญญาชาวบ้านสมัยก่อนก็ เปน็ อดตี ทมี่ คี า่ นา่ จดจำ� และอาจนำ� ไปสกู่ ารสรา้ งสรรคส์ งิ่ ใหมไ่ ดใ้ นอนาคต โดยเฉพาะเมอ่ื ประเทศไทยกย็ ังเป็นเมอื งสวนเมอื งนำ�้ อยู่จนถงึ ทุกวนั น้ี พิมพ์คำ� สำ� นักพมิ พ์
คำ� น�ำผ้เู ขยี น หนงั สอื เกดิ ในเรอื เปน็ หนงั สอื แนวใหมท่ ยี่ งั ไมม่ ใี ครเคยเขยี น มาก่อน บางทีจะเป็นเพราะไม่มีคนสนใจชีวิตของชาวเรือว่าเป็นอยู่กัน อย่างไร แม้ผู้เขียนเองจะเกดิ ในเรือ และมชี ีวิตเก่ยี วข้องกบั เรือมาจนโต กไ็ ม่เคยคิดท่จี ะเขยี น แต่เผอญิ มผี ู้สนใจอยากรู้ประวตั ขิ องผู้เขียนจึงได้ เขยี นขนึ้ และไดร้ บั ความสนใจพอสมควร ซง่ึ จะเหน็ ได้จากมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ได้ใช้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาอยู่คราวหน่ึง และโรงเรียน สอนภาษาญป่ี นุ่ ในประเทศไทยไดข้ ออนญุ าตนำ� บางบทไปใชเ้ ปน็ บทเรยี น อยู่ในปัจจบุ ัน นับเป็นเกียรตอิ ย่างสงู หนังสือนี้จะเป็นต�ำนานของการใช้เรือในประเทศไทยต่อไป เพราะเปน็ ทป่ี ระจกั ษช์ ดั แลว้ วา่ คนอยเู่ รอื จะหมดไป เรอื ทต่ี อ่ ดว้ ยไมก้ จ็ ะ ไม่มี เรือสมัยใหม่จะทำ� ด้วยเหลก็ หรือวสั ดุอย่างอ่ืน เครื่องมอื เคร่ืองใช้ ทเ่ี กยี่ วกบั เรอื เชน่ พาย แจว หลกั ปกั เปน็ ทผี่ กู เรอื หรอื ถอ่ ทใี่ ชถ้ อ่ กห็ ายไป จากตลาด ในเวลาน้ีเม่ือพูดถึงส่ิงดังกล่าวก็ไม่มีคนรู้จัก ย่ิงเป็นช่ือส่วน ประกอบของเรือแต่ละชนดิ ด้วยแล้ว ก็จะหายไปเรยี กกนั ไม่ถูก สิ่งที่จะหายไปพร้อมกับเรืออีกอย่างหนึ่งก็คือ วิชาช่างต่อเรือ ขนาดใหญ่ เม่อื ไม่มีไม้ให้ต่อเรอื ขนาดใหญ่ได้อกี ช่างต่อเรอื ก็จะหมดไป เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชต้ อ่ เรอื บางอยา่ งกห็ มดไปดว้ ย รวมถงึ ชนั นำ�้ มนั ยาง และหมนั ทใี่ ชซ้ อ่ มเรอื กจ็ ะไมม่ จี ำ� หนา่ ย เพราะสงิ่ เหลา่ นเ้ี ปน็ ของปา่ เมอ่ื ปา่ ถกู ทำ� ลาย หมดไป จะมีอะไรเหลอื ไว้ให้ใช้
หนงั สือ เกิดในเรอื ได้ขาดตลาดไปนานแล้ว นักอ่านรุ่นใหม่ หาอ่านไม่ได้ แม้ตามร้านขายหนังสือเก่าก็ไม่มี นักอ่านบางคนถึงกับไป ตามหาที่บ้านเพราะต้องการจะเก็บไว้ให้ครบ พมิ พ์ค�ำสำ� นกั พิมพ์เห็นว่า ควรจะพิมพ์รักษาต้นฉบับไว้ จึงขอให้ผู้เขียนตรวจใหม่และเพ่ิมรูป ประกอบให้มากขึน้ การพิมพ์ครง้ั น้ถี ือได้ว่าเป็นฉบบั สมบรู ณ์ทส่ี ุด ๙ สิงหาคม ๒๕๕๙
ค�ำน�ำ พิมพ์คร้งั ที่ ๑ ความคิดเดิมที่จะเขียนเรื่อง เกิดในเรือ น้ัน ก็ตั้งใจว่าจะไม่ ให้เป็นการเขียนแบบอัตชวี ประวัติ จะเขยี นเพียงเพอื่ แสดงเหตุทีผ่ ู้เขยี น เกดิ ในเรอื แล้วโยงไปถงึ ชวี ติ ความเป็นอยู่ของชาวเรือ ตลอดจนสิง่ ท่ไี ด้ พบเหน็ และเคยเกยี่ วขอ้ งมาในสมยั เปน็ เดก็ ซงึ่ ในปจั จบุ นั จะพบเหน็ ไดย้ าก และจะหมดไปในอนาคต แต่เม่ือเขยี นเข้าจรงิ ๆ ก็หนไี ม่พ้น เพราะชีวติ ของผู้เขยี นเกี่ยวข้องกับเรอื มาจนโต เรอื่ งนี้สบื เน่ืองมาจาก เม่อื ผู้เขยี นอายุ ๖๐ ปี มคี นเตอื นสตวิ ่า ไมค่ วรตง้ั อยใู่ นความประมาท พดู ตรงๆ กค็ อื จะตายวนั ตายพรงุ่ ไมร่ ไู้ ด้ จึงควรจะเขยี นประวัติขนึ้ ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลงั ได้ทราบความจริง ผู้เขียน กร็ ะลกึ ถงึ ความตายอยตู่ ลอดเวลา เพราะรแู้ นแ่ กใ่ จวา่ มวิ นั ใดวนั หนงึ่ กจ็ ะ ถงึ วนั ที่ทกุ คนไม่ต้องการพบ แต่กห็ นีไม่พ้นวันน้นั ไปได้ แต่ชีวิตของผู้เขียนท่ีผ่านมาไม่มีสาระส�ำคัญอันใด ไม่ใช่คนมี ชื่อเสียง ถ้าจะเขียนก็คงไม่ถึงหน้ากระดาษ จึงเห็นว่าไม่เขียนจะดีกว่า ครน้ั ต่อมามคี นมาขอเรอ่ื งเกยี่ วกบั “ชวี ติ ตามคลอง” ทเ่ี คยเขยี นลงพมิ พ์ ในนติ ยสาร สารคดี ไปพมิ พเ์ ปน็ เลม่ ปรากฏวา่ มคี นสนใจจนตอ้ งพมิ พซ์ ำ้� ภายหลงั มผี นู้ ำ� ไปอา่ นทางสถานวี ทิ ยศุ กึ ษา มผี ฟู้ งั ขอใหเ้ ขยี นเรอื่ งทำ� นองนนั้ ตอ่ ไปอกี ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ เมอ่ื มผี ฟู้ งั ไดป้ ระโยชนก์ ไ็ มข่ ดั ขอ้ ง เขยี นไปใหอ้ า่ น อกี ๒๐ กวา่ ตอนเมอ่ื ตน้ ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ กลา่ วเฉพาะเรอ่ื งของเดก็ ชาวเรอื และเร่อื งของเรือต่างๆ
คร้ันเม่ือมีภาระทางการงานอย่างอื่นมากขึ้นและสุขภาพเริ่ม ทรดุ จงึ ได้ขอระงับไว้เพียงนั้น ตอ่ มาเมอื่ ปใี หม่ พ.ศ. ๒๕๓๖ มผี รู้ ะลกึ ถงึ มาเยย่ี ม แลว้ ปรารภ เหตุเดิมข้ึนอีก ผู้เขียนจึงเล่าให้ฟังว่าได้เขียนไว้แล้ว ถึงจะไม่ใช่ประวัติ ท้ังหมด แต่ก็พอแก่การว่าเหตุใดจึงเกิดในเรือ และชีวิตเบื้องต้นเป็น อย่างไร เขาก็ขอดูและบอกว่าน่าจะพิมพ์ เพราะมีเร่ืองที่คนสมัยใหม่ ไมท่ ราบอยมู่ าก เปน็ ความรทู้ ย่ี งั ไมแ่ พรห่ ลาย ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ ยงั ไมเ่ รยี บรอ้ ย เพราะเปน็ การเขยี นใหอ้ า่ นทางวทิ ยเุ ปน็ คราวๆ ตอ้ งรบี เขยี นใหท้ นั เวลาจงึ มขี าดมีเกินไปบ้าง จะต้องปรับปรงุ แก้ไขให้เหมาะสมเสียก่อน แต่แล้วก็ เกบ็ ไว้ไม่มโี อกาสได้แก้ไขเป็นเวลาเกอื บครึง่ ปี จนกระทั่งคณุ ประวิทย์ สุวณิชย์ มาเห็นต้นฉบับแล้วขอเอาไป อา่ น และเหน็ วา่ มสี าระพอจะจดั พมิ พไ์ ด้ จงึ คาดคน้ั ขอใหแ้ กต้ น้ ฉบบั โดย รวดเรว็ ประจวบกบั สำ� นกั พมิ พส์ ารคดจี ะจดั พมิ พเ์ รอ่ื งของอยธุ ยา ผเู้ ขยี น เหน็ วา่ เรอ่ื งทเี่ ขยี นไวน้ เ้ี ปน็ สว่ นหนงึ่ ทจ่ี ะทำ� ใหเ้ หน็ ภาพของอยธุ ยาในสว่ น ที่เกย่ี วกบั ชีวิตของชาวเรอื จึงตกลงแก้ไขให้ตามความประสงค์ ผู้เขียนรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้ “เกิดในเรือ” ถึงจะมีบางคน ดแู คลนว่าไม่มเี ชือ้ สายขุนนาง แต่พ่อกับแม่ก็ด�ำรงฐานะมไิ ด้ต�่ำต้อยกว่า ขุนนางเลย กลับเป็นที่พ่ึงของขุนนางและข้าราชการบางคนในสมัยน้ัน
เสยี อกี การทไ่ี ดเ้ กดิ ในเรอื และมชี วี ติ เกยี่ วขอ้ งกบั เรอื มาจนโต ทำ� ใหผ้ เู้ ขยี น ได้มีความรู้และประสบการณ์ซงึ่ ไม่มีในหนังสือเล่มใดกล่าวไว้ และชีวติ ท่ีผ่านมาเป็นชีวิตท่ีต้องพ่ึงตนเอง ท�ำอะไรเองเป็นส่วนมาก ปกครอง ตนเอง คดิ ตดั สนิ ใจทง้ั ในดา้ นการเรยี นและการงานมาตลอด จะผดิ พลาด ล้มเหลวหรอื ประสบความสำ� เร็จก็เพราะการตัดสนิ ใจของตนเองทง้ั สนิ้ นิสัยสันดานดังกล่าวดูจะได้รับจากแม่มาก เพราะแม่เป็นคน อดทน ไมเ่ คยเอย่ ถงึ ความยากลำ� บาก มคี วามขยนั หมน่ั เพยี รทำ� อะไรเอง ถา้ ไมเ่ หลอื กำ� ลงั ลากกไ็ มอ่ อกปากบอกแขกชว่ ยแบกหาม ของใชบ้ างอยา่ ง แม่กท็ ำ� ด้วยฝีมอื ของแม่ เช่นพายท่ีใช้พายเรือ แม่ก็ใช้เครอื่ งมอื เพยี งมีด กับกบท�ำพายไว้หลายขนาด ผู้เขียนยังเก็บพายท่ีแม่ท�ำให้เด็กพายเล่น ไวเ้ ลม่ หนงึ่ และทสี่ ำ� คญั ทสี่ ดุ แมไ่ มเ่ คยหา้ มปรามเรอ่ื งการซอ้ื หนงั สอื อา่ น ในวัยเด็กผู้เขียนจึงซ้ือหนังสืออ่านได้มากกว่าซื้อของเล่น เม่ือเรียนช้ัน มธั ยมนน้ั ตใู้ นบา้ นถกู ผเู้ ขยี นยดึ ครองเกอื บหมดเพอ่ื เอามาใสห่ นงั สอื แต่ แมก่ ไ็ มเ่ คยวา่ กลา่ วอะไร ดว้ ยเหตนุ จ้ี งึ ทำ� ใหผ้ เู้ ขยี นไดม้ โี อกาสอา่ นหนงั สอื ท่ีอยากอ่าน ซ่งึ อาจเป็นส่งิ บนั ดาลใจให้ชวี ิตของผู้เขียนต้องเก่ียวข้องกบั หนังสือมาโดยตลอด หนังสอื เล่มนพี้ มิ พ์เสรจ็ เมือ่ แม่มอี ายุ ๙๐ ปีพอดี และตงั้ แต่ ผเู้ ขยี นไดเ้ ขยี นหนงั สอื พมิ พเ์ ปน็ เลม่ มากม็ าก ยงั ไมเ่ หน็ เลม่ ใดทเี่ หมาะสม ควรจะยกเป็นเครอ่ื งบชู าพระคณุ ของแม่เทา่ กบั เลม่ น้ี เพราะนอกจากแม่ จะเป็นผู้ให้กำ� เนดิ และผู้เขยี นได้ “เกดิ ในเรือ” แล้ว ความรู้ประสบการณ์ ต่างๆ ท่ีกล่าวถงึ ในหนังสอื เล่มน้ี แม่มสี ่วนอยู่มาก เมอื่ ผู้เขียนนึกอะไร ไม่ออก ไปถามทบทวนความรู้เก่า แม่กเ็ ล่าได้อย่างแม่นย�ำ
ในโอกาสทแ่ี มม่ อี ายุ ๙๐ ปี ผเู้ ขยี นขอยกเอาความดอี นั จะพงึ มี อยู่บ้างจากหนังสอื เล่มน้ี เป็นเคร่อื งบูชาความดีของแม่ที่กล่าวมาแต่ต้น จนผู้เขยี นได้มีสติปัญญาเขยี นหนังสอื เล่มนี้ขึน้ มาได้ มีนาคม ๒๕๓๗
สารบัญ ๑. เหตทุ ่ีเกดิ ในเรอื ๑๓ ๒. การหดั ว่ายน�ำ้ ๒๕ ๓. วชิ าของคนอยู่เรือ ๓๗ ๔. การเสย่ี งภยั ของชาวเรอื ๕๑ ๕. การรกั ษาเรือ ๖๑ ๖. แม่ย่านาง ๗๓ ๗. เรือขดุ ๘๗ ๘. เรอื ต่อ ๑๐๕ ๙. เรอื ไทยเชือ้ สายจนี ๑๑๙ ๑๐. เรือหลายเชอื้ ชาต ิ ๑๓๗ ๑๑. ส่วนประกอบของเรอื ๑๕๗ ๑๒. เรือกลไฟ ๑๖๙ ๑๓. ขน้ึ คาน ๑๘๑
๑๔. การซ่อมเรอื ๑๙๓ ๑๕. สวะ ๒๐๕ ๑๖. ของเล่นเด็กชาวเรือ ๒๑๕ ๑๗. ไปโรงเรยี น ๒๒๓ ๑๘. นกั เรยี นโรงเรียนวัด ๒๓๓ ๑๙. ระหว่างทางไปโรงเรียน ๒๔๓ ๒๐. เทศกาลหน้าน�้ำ ๒๔๙ ๒๑. เร่อื งราวในวัยเรยี น ๒๕๗ ๒๒. เทยี่ วทุ่ง ๒๖๕ ๒๓. เรอื เร่ ๒๗๗ บทสรุป ๒๙๓ ภาคผนวก ๒๙๖ ดัชนีค้นค�ำ ๓๑๘
“หนงั สือและการอ่านคือขมุ พลงั แห่งความคิดสร้างสรรค์”
|๑| เหตทุ ่เี กดิ ในเรอื “เมอ่ื ผเู้ ขยี นเกดิ นนั้ เปน็ เวลาพระออกบณิ ฑบาต สมยั กอ่ นพระทอี่ ยวู่ ดั ”ตามริมแม่น�้ำจะออกบิณฑบาตทางเรือท้ังน้ัน ฉะน้ันตอนรุ่งอรุณจะเห็น เรอื พระออกบณิ ฑบาต สจี ีวรเหลืองไปตลอดคลอง
“เหตุใดจึงไปเกิดในเรือ” เพ่ือนคนหนึ่งถาม “บรรพบุรุษเป็น ชาวเรือมาแต่ครง้ั ไหน” ใครต่อใครท่ีรู้ระแคะระคายว่าผู้เขียนเคยอยู่เรือพากันถาม แบบนี้ เพราะนกึ ไมถ่ งึ วา่ ผเู้ ขยี นจะเปน็ ชาวเรอื ไปได้ ความจรงิ บรรพบรุ ษุ ฝ่ายพ่อก็เป็นชาวบ้าน รกรากด้งั เดมิ สมยั ปู่ทวดกเ็ ป็นคนเมืองสงิ ห์ แต่ก็ ไม่ใช่ชาวดอน เพราะต้ังบ้านเรือนอยู่ริมแม่น�้ำ มาถึงสมัยพ่อเบ่ือชีวิต ชาวบ้านจงึ มาใช้ชีวติ คู่กบั แม่แบบชาวเรือ บรรพบุรุษทางฝา่ ยแม่ก็ไม่ใช่ชาวเรืออีก แม่เกิดท่ีปากทะเล จังหวัดเพชรบุรี แล้วภายหลังตาไปท�ำสวนมะพร้าวท่ีบางช้าง เมือง สมุทรสงคราม ฉะนนั้ พ่อกับแม่จงึ เริ่มต้นชีวติ ด้วยการขายของสวนจาก บางช้างโดยซื้อเรอื ๒ ลำ� ล�ำหนึง่ เป็นเรือข้างกระดานขนาดใหญ่ ท�ำเป็น เรือส�ำหรับอยู่อาศัยจอดอยู่กับท่ี อีกล�ำหนึ่งเป็นเรือกระแชงส�ำหรับ บรรทุกสินค้าคอื มะพร้าวจากกรุงเทพฯ 14 | เกดิ ในเรอื
ความจริงก่อนท่ีพ่อกับแม่จะคิด คา้ ขายทางเรอื นน้ั พช่ี ายของพอ่ ไดม้ าตง้ั บา้ นเรอื น เป็นหลกั แหล่งอยู่แล้วที่เกาะลอย อำ� เภอพระ- นครศรีอยุธยา ซ่ึงในสมัยน้ันเรียกว่า อ�ำเภอ กรงุ เกา่ บา้ นลงุ ของผเู้ ขยี นอยรู่ มิ คลองทเ่ี รยี กวา่ คลองทราย เพราะเปน็ ดนิ ทราย ปากคลองทราย มาออกทท่ี ้ายเกาะลอย พ่อกับแม่เห็นว่าบริเวณปากคลอง- ทรายเปน็ ชยั ภมู ทิ ด่ี ี เปน็ ยา่ นการคา้ เปน็ ตลาดนำ้� และอยู่ใกล้กับบ้านพี่ชายซ่ึงเป็นแพทย์แผน โบราณ จงึ ได้เลอื กหาทจ่ี อดเรอื เป็นการประจ�ำ เผอญิ พ่อร้จู กั มกั ค้นุ กบั ข้าราชการสมยั นนั้ มาก โดยเฉพาะกับนายต�ำรวจท่านหนึ่ง เป็นต�ำรวจ หมอ มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงอุดมคุณารักษ์ ชอื่ จรงิ จำ� ไมไ่ ดเ้ สยี แลว้ รปู ถา่ ยทท่ี า่ นใหไ้ วป้ ลวก กดั กนิ เสยี หมด ทา่ นเปน็ คนปกั ษใ์ ต้ หลวงอดุ ม คุณารักษ์มีบ้านพักอยู่ริมแม่น�้ำฝั่งเกาะเมือง เหนือบ้านพักข้ึนไปเป็นโรงพัก (สถานีต�ำรวจ สมยั กอ่ นเรยี กกนั วา่ โรงพกั ทงั้ นน้ั ) สรา้ งดว้ ยไม้ เป็นเรือนชนั้ เดยี วใต้ถนุ สงู พ่อกับแม่ได้เลือกบริเวณหน้าบ้าน หลวงอุดมคุณารักษ์เป็นที่จอดเรืออย่างถาวร ส. พลายน้อย | 15
และท่ีข้างโรงพักเป็นท่าเรือจ้าง มีคนไปมาอยู่ เสมอ สะดวกในการตดิ ต่อท้ังบนบกและในน�้ำ พ่อได้ปลูกมะพร้าวไว้หน้าโรงพักและหน้าบ้าน พักต�ำรวจหลายต้น ดูเหมือนจะยังมีเหลืออยู่ จนถงึ เวลาน้ี บริเวณที่จอดเรือเป็นเขตประวัติ- ศาสตร์ ฝั่งท่ีเรือจอดคือฝั่งเกาะเมือง ถ้าเป็น ครั้งบ้านเมืองดีก็เรียกได้ว่าจอดเรืออยู่ใกล้ ก�ำแพงกรุงศรีอยุธยา และตรงน้ันเป็นคลอง สองคลองมาบรรจบกันพอดี คือคูข่ือหน้าที่ ไหลผ่านหน้าพระราชวังจันทรเกษมมาบรรจบ กับปากคลองทรายดังกล่าวข้างต้น พื้นดินที่ อยู่ระหว่างคลองสองคลองน้ีจึงกลายเป็นเกาะ เรียกว่า “เกาะลอย” คูข่ือหน้าน้ีได้รับกระแสน�้ำจากทั้ง แควแม่น�้ำปา่ สักและแควแม่น้�ำลพบุรีไหลมา รวมคลองเดียวกัน คูข่ือหน้าจึงลึกและกว้าง (ในปัจจุบนั ตืน้ และแคบ) มีผู้เล่าว่าในสมัยรัชกาลท่ี ๕ กรม ขนุ มรุพงษ์สริ พิ ฒั น์ แต่คร้งั เป็นกรมหมืน่ ได้ เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า ได้ปลูก ที่พักอยู่ท้ายเกาะลอย เรียกกันในคร้ังนั้นว่า 16 | เกิดในเรือ
“ต�ำหนักตะพานเกลือ” เพราะมีวัดร้างช่ือวัดตะพานเกลืออยู่บริเวณนั้น วดั หนงึ่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั เสด็จพระราชด�ำเนินประพาสหัวเมืองฝา่ ยเหนือก็ได้ประทับพักผ่อน ท่ีต�ำหนักน้ีครั้งหนึ่ง (ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นวิทยาลัยเทคโนโลยีและ อุตสาหกรรมการต่อเรอื พระนครศรอี ยุธยา) วดั ตะพานเกลอื มชี อ่ื ปรากฏอยใู่ นพระราชพงศาวดาร เมอ่ื ครง้ั พระเจ้ากรุงหงสาวดียกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ได้ให้พระเจ้าอังวะ บตุ รเขยตง้ั ค่ายทต่ี ำ� บลวดั ตะพานเกลอื นี้ แลว้ กะเกณฑไ์ พร่พลให้ขนดนิ ถมเป็นถนนจากฝั่งวัดตะพานเกลือข้ามคูขื่อหน้าเข้าประชิดก�ำแพงเมือง โดยเอาวธิ กี ารของพระรามจองถนนเขา้ กรงุ ลงกามาใช้ แตว่ า่ ผคู้ นลม้ ตาย เสยี มากตอ่ มาก เพราะไทยเอาปนื ใหญย่ งิ กราดออกมา ถงึ กระนนั้ พระเจา้ หงสาวดกี ไ็ มย่ อ่ ทอ้ ตรสั วา่ ตายคนหนงึ่ ไดด้ นิ เจด็ แปดกอ้ นกย็ งั ดี ดว้ ยการ เอาชวี ติ คนเขา้ แลกกบั กอ้ นดนิ แบบนี้ พมา่ ใชเ้ วลาขนดนิ อยู่ ๓ เดอื นกพ็ นู ถนนจนถึงฟากกำ� แพงพระนคร คลองทรายทก่ี ลา่ วถงึ ขา้ งตน้ นนั้ อยทู่ างตะวนั ออกของเกาะลอย เป็นคลองท่ีขุดภายหลังคูข่ือหน้า เพ่ือระบายน้�ำจากแควปา่ สักไม่ให้พุ่ง ไปทางพระราชวังจันทรเกษมมากนกั ปากคลองทรายตรงกบั ทีจ่ อดเรอื ของพ่อ ทปี่ ากคลองนม้ี ีวัดอยู่ ๒ วัดคอื วัดนางค�ำกบั วัดกระโจม ทั้งสองวัดนี้มีประวัติศาสตร์ท่ีจะเล่าได้อีกเหมือนกันคือ เม่ือ ฉลองวดั นางค�ำนนั้ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ (สมเดจ็ พระบรมราชาธริ าช ที่ ๓) ไดเ้ สดจ็ พระราชดำ� เนนิ ดว้ ย เขา้ ใจวา่ จะประทบั เรอื พระทน่ี งั่ มาขน้ึ บก ตรงบริเวณปากคลองทรายในเวลานี้ (เพราะตอนน้ันยังไม่ได้ขุดคลอง- ส. พลายน้อย | 17
ทราย) ส่วนวัดกระโจมก็เป็นวัดที่กรมหมื่น เรือข้างกระดาน เทพพิพิธ (พระองค์เจ้าแขก) พระราชโอรส ขนาดเล็กปรบั ปรงุ ใหม่ สมเด็จพระเจ้าบรมโกศได้ทรงผนวชที่วัดนี้ (ภาพจากพพิ ธิ ภณั ฑ์ วัดกระโจมมีเร่ืองเกีย่ วกบั ผู้เขียนอยู่นดิ หน่อย เรอื ไทย จงั หวัด พระนครศรีอยธุ ยา) แมเ่ ลา่ วา่ เมอื่ ผเู้ ขยี นเกดิ นน้ั เปน็ เวลา พระออกบิณฑบาต สมัยก่อนพระท่ีอยู่วัด ตามริมแม่น้�ำจะออกบิณฑบาตทางเรือทั้งน้ัน และผู้คนที่ตักบาตรส่วนมากก็เป็นชาวเรือ ชาวแพ ฉะนนั้ ตอนรุ่งอรุณจะเห็นเรอื พระออก บณิ ฑบาต สีจวี รเหลืองไปตลอดคลอง 18 | เกดิ ในเรือ
หมอตำ� แยทที่ ำ� คลอดเปน็ ผชู้ ายชอ่ื พดั จะเขยี นอยา่ งไรไมท่ ราบ ในสมัย ๑๐๐ ปีก่อนโน้นคงจะไม่ต้ังชื่อพิสดารมากนัก น้องสาวของ หมอพดั ชอ่ื เพา จะมาจากลำ� เพา หรอื ตะเภา หรอื สำ� เภาอะไรกไ็ มท่ ราบแน่ อกี เหมอื นกนั หมอพัดนอกจากจะมีความรู้ในเร่อื งหมอต�ำแยแล้ว กย็ ัง ช�ำนาญในเร่ืองพิธีรีตองต่างๆ อีกด้วย หมอดูก็เป็น เม่ือผู้เขียนคลอด ออกมาแล้ว หมอกบ็ อกกับแม่ว่า “เจ้าคนนี้เห็นจะพ่ึงได้ วันเดือนปีตกเลขหกทั้งน้ัน เป็นพวก เศษแปด” ผู้เขียนเกิดวันศุกร์ เดอื น ๖ ปีมะเสง็ นบั ตามแบบโบราณจะ ตกเลข ๖ ทง้ั นัน้ มารู้ภายหลังว่า หมอพดั ทำ� นายตามตำ� ราเศษพระจอม ซงึ่ กลา่ ววา่ “เศษแปดจะเปรอ่ื งยศ ปรากฏกระเดอ่ื งดนิ ศฤงคารสถานถนิ่ ทัง้ อำ� นาจวาสนา” เรอื่ งหมอดนู แ้ี ปลก แมเ่ ลา่ วา่ ตอนเปน็ เดก็ ยงั ไมไ่ ดเ้ รยี นหนงั สอื หมอดูชาวจีนทายว่าจะได้รับราชการ อีกคนหนึ่งทายว่าจะรับราชการ ไม่ตลอด จะเกิดความเบ่อื หน่ายลาออกเสยี ก่อน นบั ว่าแม่นมาก หมอพดั คงจะรตู้ ำ� ราโบราณ จงึ ไดแ้ นะนำ� ใหพ้ อ่ นำ� รกของผเู้ ขยี น ไปฝังไว้ท่ีต้นไม้ใหญ่ ณ วัดกระโจมที่กล่าวถึงข้างต้น เรอื ขา้ งกระดานลำ� ทผ่ี เู้ ขยี นเกดิ นนั้ คนชาวกรงุ หรอื คนทอี่ ยไู่ กล แม่น�้ำคงไม่รู้จัก ถึงคนท่ีเคยอยู่ตามริมแม่น�้ำล�ำคลองก็ใช่ว่าจะรู้จักกัน ไปทวั่ ทกุ คน เพราะเรอื แบบนไี้ มไ่ ดแ้ จวขนึ้ ลอ่ งใหเ้ หน็ บอ่ ยนกั และนบั วนั จะสูญไปไม่มีใครคดิ ทำ� ข้นึ มาอีก ส. พลายน้อย | 19
20 | เกิดในเรอื
ตลาดน�ำ้ ที่หน้าวัดมณฑป จังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ส. พลายน้อย | 21
Search
Read the Text Version
- 1 - 20
Pages: