Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บท4-สิ่งแวดล้อมทางการตลาด

บท4-สิ่งแวดล้อมทางการตลาด

Published by 6032040016, 2019-01-14 22:25:56

Description: บท4-สิ่งแวดล้อมทางการตลาด

Search

Read the Text Version

หนว่ ยที่ 4 ส่งิ แวดลอ้ มทางการตลาด

สิ่งแวดล้อมทางการตลาด หมายถึง ปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการว า ง แ ผ น ด้ า น ก า ร ต ล า ด ข อ ง กิ จ ก า ร เ พื่ อ ใ ห้ บ ร ร ลุ วั ต ถุ ป ะ ส ง ค์ ท า ง ก า ร ต ล า ดประกอบดว้ ย4.1.1 สิง่ แวดลอ้ มภายในกิจการ สิ่งแวดล้อมภายในกิจการ (Internal Environment) เป็นปัจจัยทางการตลาดที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ (Controllable Factors) ถือเป็นปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อ การกําหนดโปรแกรมการตลาดของกิจการ เพ่ือให้การ ดําเนินงานด้านการตลาดบรรลวุ ตั ถุประสงค์ตามตอ้ งการ ประกอบด้วย

1) คน (Human Resource) คือ ทรัพยากร มีค่าของกิจการท่ีทําหน้าท่ีในการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ ใน บรรลุวัตถุประสงค์ของกิจการ การพัฒนาความรู้โดยกให้พนักงานขององค์กรเข้ารับการอบรมอย่างสมํ่าเสมอ จะทําให้งานที่ออกมามีคุณภาพและมีประสิทธภิ าพ2) วัตถปุ ระสงค์ของกิจการ (Company Objective) วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหลักของกิจการ จะถูกกําหนดโดยผู้บริหารระดับสูง เพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ มาตรฐานในการวัดความสําเรจ็ หรอื ความล้มเหลวของ กจิ การ3) วัฒนธรรมขององค์กร (Company Culture) คือ รูปแบบประเพณีปฏิบัติท่ีคนในองค์กร ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ วัฒนธรรมภายในองค์กร ประกอบด้วย ค่านิยมความเชอ่ื จนเป็นที่ยอมรับกัน การอบรมจดั เปน็ การพฒั นาบุคลากรขององค์กร

4) ปัจจัยทางการตลาดหรือการจัดส่วน ประสมทางการตลาด (Marketing Mix) เป็นกลยทุ ธ์ ทางการตลาดเพ่ือตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้า เป้าหมาย ส่วนประสมทางการตลาดประกอบด้วยชุด เครื่องมือทางการตลาด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ (Product)ราคา (Price) การจัดจําหนา่ ย (Place) การส่งเสรมิ การ ตลาด (Promotion)5) การพสิต (Production) เป็นหน่วยงานที่ทํา หน้าท่ีในการผลิตสินค้าหรือบริการกระบวนการผลิต เร่ิมต้ังแต่การนําวัตถุดิบไปผลิตจนกระทั่งได้ผลผลิตออก มาเป็นสนิ คา้ สาํ เรจ็ รูปหรือก่ึงสําเรจ็ รูป ทีม่ คี ณุ ภาพและ ปริมาณตามท่กี ิจการตอ้ งการ6) การเงิน (Finance) ทําหน้าท่ีในการ จัดหาเงินทุนและการบริหารการเงินเพื่อให้การดาํ เนนิ งานทางการตลาดเปน็ ไปตามโปรแกรมทว่ี างไว้7) การบัญชี (Accounting) ทําหน้าที่ใน การคํานวณรายได้และต้นทุนต่าง ๆ ทั้งต้นทุนการผลิต ต้นทุนการดําเนินงาน ช่วยให้ฝ่ายต่าง ๆ รู้สถานะและ ปฏิบัติงานให้เปน็ ไปตามแผนทวี่ างไว้8) การจัดซอ้ื (Purchase) ทําหน้าที่ในการ จัดซื้อจัดหาวัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลติ และ การดาํ เนนิ งานของฝา่ ยตา่ ง ๆ ภายในกิจการ

9) การวิจัยและพัฒนา (Research & Development : R&D) ทําหน้าที่ในการหาข้อมูลเพอ่ื ใช้ ในการวางแผนการตลาด การออกแบบพฒั นาผลิตภณั ฑ์ ใหมต่ ลอดเวลา10) ทําเลท่ีตั้งกิจการ (Company location) การเลือกทําเลที่ตั้งกิจการมีผลต่อความสําเร็จหรือความ ล้มเหลวของกิจการได้เช่นกัน หากสามารถหาทําเลที่ต้ังเหมาะสม การคมนาคมสะดวกสามารถติดต่อหรือเข้า ถึงได้ การดําเนินกิจกรรมการตลาดต่าง ๆ ก็มีโอกาส ประสบความสําเรจ็ สูง11) ภาพลักษณ์ของกิจการ (Company - Image) กิจการใดที่มีภาพลักษณ์ท่ีเป็นท่ียอมรับของผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป การนําเสนอผลิตภัณฑ์ ใดเข้าสู่ตลาดหรือการขยายตลาดใหมจ่ ะทาํ ได้ง่ายกว่า กจิ การท่ีมีภาพลกั ษณ์เปน็ ลบ ทําเลท่ีต้งั มผี ลต่อความสาํ เร็จของกจิ การ

12) ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System)ปจั จุบนั โลก ธรุ กิจมกี ารแขง่ ขันกนั สงู การดําเนินการเกี่ยวกบั ขอ้ มูล ข่าวสารอยา่ งเป็นระบบจะชว่ ยใหก้ ารบริหารจัดการ ด้านการตลาด สามารถดําเนินการได้อยา่ งต่อเน่ืองทนั ที ทําให้กิจการสามารถแขง่ ขนั กบั คูแ่ ข่งขันได้อย่าง มีประสิทธิภาพ4.1.2 สิ่งแวดลอ้ มภายนอกกจิ การ ส่ิงแวดล้อมภายนอกกิจการ (External Environment) เป็นปัจจัยที่ควบคมุ ไม่ได้ (Uncontrollable Factors) มี ผลกระทบต่อโครงสร้างการทํางาน และประสิทธิภาพ ของการกําหนดโปรแกรมทางการตลาด แต่กิจการก็ พยายามควบคุมโดยอาศัยการจัดการส่วนประสม ทางการตลาด จากการท่ีสิ่งแวดล้อมภายนอกกิจการ เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา นักการตลาดจะ ต้องให้ความสําคัญกับการเปล่ียนแปลงดังกล่าว เพื่อ จะได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับการเปลยี่ นแปลงของสง่ิ แวดลอ้ มน้ัน ๆ

4.1.2.1 ส่ิงแวดล้อมมหภาค (Macroenvironment) ที่มีผลต่อการดําเนินธุรกิจท่ีสําคัญ มีดังนี้1) ส่ิงแวดล้อมด้านประชากรศาสตร์ (Demographic Environment) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะสําคัญ ของประชากรท่ัวท้ังประเทศและท่ัวโลก ประกอบด้วย การเปล่ียนแปลงของประชากร ความหนาแน่นของ ประชากรต่อพ้ืนท่ี องค์ประกอบของประชากร การกระจาย ช่วงอายุของประชากร รูปแบบครัวเรือน การเคล่ือน ย้ายที่อยู่อาศัยของประชากรและการศึกษา ประชากร จะเป็นตัวกําหนดตลาด (Market)และความต้องการซือ้ (Demand) นักการตลาดจะให้ความสําคัญกับตัวแปรน้ี แม้ว่านักการตลาดจะสามารถควบคุมการเลือกกลุ่มตลาด เป้าหมายได้ แต่ไม่สามารถควบคุมลักษณะของประชากร ได้ เพ่ือปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับตลาดท่ี ตอ้ งการ นักการตลาดต้องสนใจติดตาม ตรวจสอบความ เคล่ือนไหวทางด้านลักษณะประชากรต่าง ๆ โดยอาศัย ความรู้ด้านประชากรศาสตร์อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

- การเปลี่ยนแปลงของประชากร ท่ีเพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็ว มีผลต่อการดําเนินงาน ของธุรกิจมาก เพราะ ประชากรที่เพ่ิมข้ึนไม่ได้หมายความว่า มีคนเพ่ิมข้ึนในโลก เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง ความต้องการ (Demand) ของคนก็เพ่ิมข้ึนด้วย หากจํานวนประชากรเพิ่มขึ้น มากมาย แต่ขาดอํานาจการซ้ือ (Purchasing Power) การขยายตัวของตลาดเกิดขึ้นแน่นอน แต่ผลกําไรจาก การดําเนินงาน จะต้องลดลงด้วย นกั การตลาดจงึ ต้อง วเิ คราะห์การเปลี่ยนแปลงของตลาดอยา่ ง รอบคอบ เพ่ือ มองหาโอกาสทางการตลาดท่ีสําคัญได้ ข้อสังเกต คือ ตลาดที่มี ศักยภาพคอื ตลาดทีม่ ผี ู้บรโิ ภคทม่ี ีอํานาจการซอ้ื อยา่ งเพยี งพอ การเพิม่ ข้นึ ของประชากรโลก

- ความหนาแน่นของประชากรต่อพ้ืนที่ มีผลต่อการกําหนดกลยุทธ์การตลาด ใน อาณาเขตหนึง่ ในแตล่ ะพืน้ ทจี่ ะมีจาํ นวนประชากรอยู่อาศัยไม่เท่ากัน บางพ้ืนท่ีมี ขอบเขตทางภูมิศาสตร์แคบแต่มีประชากร อยู่อาศัยเป็นจํานวนมาก เช่น กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ เล็กมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นท่ีจังหวัดอุบลราชธานี แต่มีจํานวนประชากรมากกว่า ขนาดความหนาแน่น ของประชากร ย่ิงมีขนาด ใหญ่เท่าใดย่ิงมีความต้องการ มากข้ึนเท่าน้ัน และหากประชากรท่ีมากข้ึนมี อํานาจซื้อ เพียงพอด้วยแล้ว ช่องทางในการดําเนินธุรกิจต่าง ๆ ย่ิงมากขึ้น เพียงแต่นักการตลาดต้องตรวจสอบแนวโน้ม ทางการตลาดอย่างต่อเน่ือง เพื่อ ประกอบการตัดสินใจ ว่าจะค้มุ ค่ากับการลงทนุ หรือไม่

- องคป์ ระกอบของประชากร หมายถึง ลกั ษณะต่าง ๆ ของคนท่ปี ระกอบกันข้ึนมา เป็นประชากร ได้แก่ อายุ เพศ วัย การศึกษา รายได้ อาชีพ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา วิถีชีวิตและคุณลักษณะอ่ืน ๆ องค์ ประกอบของประชากรเหล่าน้ีมีผล ต่อความต้องการซื้อ สินค้าของผู้บริโภค นักการตลาดจะให้ความสนใจเพราะ คนท่ีมีอายุหรือเพศต่างกันความต้องการสินค้าย่อม แตกต่างกัน คนที่มี การศึกษาสูงมักใช้เหตุผลในการซ้ือ ต่างจากผู้ท่ีมีการศึกษาน้อย ผู้ท่ีมีฐานะ รายได้แตกต่างกัน พฤติกรรมการซื้อย่อมแตกต่างกัน เพื่อให้โอกาสทางการ ตลาดของธุรกจิ ประสบความสาํ เร็จ- การกระจายช่วงอายุของประชากร ในปัจจุบันอายเุ ฉลี่ยของประชากรโลกขยาย เพ่ิมข้ึน \" เน่ืองจากความเจริญก้าวหน้าวิทยาการทางการแพทย์ “การตลาด แบ่งกลมุ่ ช่วงอายุ ของประชากรเป็น 6 กลุ่ม คือ กลุ่มก่อนวัยเรียน กลุ่ม วัยเรียน กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มหนุ่มสาว อายุ 25-40 ปี กลุ่ม วัยกลางคนอายุ 40-65 ปี และ กลุม่ วัยชราอายุ 65 ปี ขึน้ ไป นักการตลาดจะให้ความ สําคัญกับกลุ่มช่วงอายทุ ี่มี จํานวนมากมากท่ีสุด แล้วนํา ไปปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดเสียใหม่ให้ เหมาะสม สอดคลอ้ งกบั กลมุ่ ช่วงอายขุ องประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

- รูปแบบครัวเรือน ในสมัยก่อนรูปแบบ | ของครัวเรือนจะเป็นครอบครัวขนาด ใหญ่ มีพ่อแม่ พ่ีน้อง ปู่ย่า ตายาย อาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน แต่ปัจจุบันขนาด ของครอบครัวจะเล็กลง พ่อแม่สมัยใหม่มีลูกน้อย บาง ครอบครัวมีลูกเพียง 1-2 คนหรือไม่มีลูก การแต่งงาน มีครอบครัวของหนุ่มสาวก็ช้าลง มักแต่งงานเมื่อ สําเร็จ การศึกษา ทํางานระยะหนึ่งจึงคิดเรื่องแต่งงานเมื่ออายุ มากแล้ว ความคิดมีลูกหลาย ๆ คนจึงตกไป หนุ่มสาว ครองตนเป็นโสดมีจํานวนมากข้ึน แต่เดิมครอบครัวใหญ่ อยู่บ้านหลังใหญ่ การกินการใช้สินค้าต่าง ๆ จะมีขนาด ใหญ่หรือมีปริมาณมาก เพราะอยู่ด้วยกันหลายคน แต่ ปัจจุบันการแยกออกไป เป็นครอบครัวเด่ียว สมาชิก ของครอบครัวน้อย บ้านหลังเล็กลง หรือแยกอยู่ ตาม คอนโดมิเนียม อพาร์ตเม้นต์ หอพัก ห้องเช่า ทําให้การ บริโภคต่าง ๆ มี ขนาดและปริมาณเล็กลงตามไปด้วย นักการตลาดจึงต้องพิจารณาถึงความ จําเป็นและความ ต้องการของรูปแบบครัวเรือนแบบใหม่ แล้วนําไปกําหนด กล ยุทธก์ ารตลาดให้เหมาะสมกบั รูปแบบของครัวเรือนที่ เปล่ียนแปลงไป

- การเคลื่อนย้ายท่ีอยู่อาศัยของประชากร ประชากรที่มีชีวิตความเป็นอยู่ หน้าท่ี การงานที่มั่นคง แล้ว มักจะไม่คิดย้ายถ่ินท่ีอยู่อาศัย แต่ประชากรบาง กลุ่มการ พักอาศัยอยู่ถ่ินเดิมแต่สภาวการณ์การดํารง ชีวิตเดือดร้อน ไม่มีคุณภาพชีวิตท่ีดี ก็มักจะอพยพไปยัง ถ่ินใหม่ ที่คิดว่ามีโอกาสการดําเนินชีวิตที่ดีกว่าเดิมเสมอ การอพยพย้ายถ่ินท่ีอยู่อาศัยของประชากรมีผลต่อความ ชอบในสินค้าและ บริการท่ีแตกต่างกัน แบบแผนการ ใช้จ่ายก็เปล่ียนแปลงไป นักการตลาดจึงฉก ฉวยโอกาส ทางการตลาดกําหนดกลยทุ ธก์ ารตลาดเพื่อตอบสนอง ความต้องการ ของประชากรท่ยี ้ายถ่ินฐานนี้- การศกึ ษาของประชากรทเ่ี พิม่ ขนึ้ การ ศึกษาเป็นการสร้างคนสร้างชาติ ประเทศ ใดมีประชากร ท่ีมีการศึกษาสูงขึ้น นั่นหมายถึง การมีทรัพยากรบุคคล ของประเทศท่ีมีคุณภาพมากข้ึน คนท่ีมีการ ศึกษาเพิ่มขึ้น สามารถประกอบ อาชีพท่ีดีขึ้น มีรายได้ เพิ่มมากข้ึน ความต้องการในสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เพิ่มข้ึนเป็นเงาตามตัว ทําให้นักการตลาดต้องปรับแผน การตลาด โดยผลิต สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ เพ่ือ ตอบสนองความต้องการของ ตลาด เปา้ หมายกลมุ่ นี้

2) สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจ (Economic Environment) ตลาด ประกอบด้วยประชากร ความ ต้องการซื้อ อํานาจซ้ือ และความเต็มใจซื้อ หากมี ประชากรมากความตอ้ งการซือ้ สูง แต่ประชากรไมม่ ี อํานาจซ้อื ตลาดก็เกิดข้นึ ได้ยาก อํานาจซ้ือของคนจึง ขึ้นอยู่กับความสามารถในการหารายได้ เงินออม หน้ีสิน ส่ิงแวดล้อมทางเศรษฐกิจจึงเป็นปัจจัยท่ีกําหนดว่า ประชากรของประเทศน้ัน ๆ มีความพร้อมหรือสนใจ ต่อสินค้าหรือบริการมากน้อยเพียงใด คุณสมบัติทาง เศรษฐกิจที่เป็นตัววัดว่าเศรษฐกจิ ของคนเมืองหรอื ประเทศนัน้ เปน็ อย่างไร ศึกษาจากตัวชว้ี ัด ดงั นี้

- โครงสร้างทางอุตสาหกรรมของประเทศ การผลิตผลิตภัณฑ์ของแต่ละประเทศ ในโลกนี้แตกต่างกัน บางประเทศมีโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตขนาด ใหญ่ การลงทุนสูง สินค้าเป็นพวกเครื่องจักร เคร่ืองยนต์ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการ ผลิตอีกทอดหน่ึง เศรษฐกิจ ของคนในกลุ่มประเทศท่ีมีโครงสร้างอุตสาหกรรม แบบนี้ จะดี ประชากรมีงานทํา มีรายได้ดี ประเทศจะมีชนชั้น กลางเป็นส่วน ใหญ่ ฐานะทางเศรษฐกิจโดยรวมดี บางประเทศมีโครงสร้างอุตสาหกรรมก่ึง เกษตรกึ่ง อุตสาหกรรม รายได้ของประชากรค่อนข้างดี แต่เทียบ กับกลุ่มแรก ไม่ได้ หากประเทศใดมีโครงสร้างการผลิต เป็นเกษตรกรรม ประชาชน มี รายได้ต่ํา ความต้องการ สินค้าหรือบริการจะลดน้อยลงด้วย ดังนั้น โครงสร้าง ทาง อุตสาหกรรมของประเทศ จึงเป็นตัวบ่งชี้ถึงความต้องการ ของสินค้าและ บรกิ าร ระดับรายได้ของประชากรและการ จ้างงาน

- การกระจายรายได้ของประเทศ จะมีส่วน สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างทาง อุตสาหกรรมของ ประเทศ ซ่ึงมักจะได้รับผลกระทบจากระบบการเมือง กลุ่ม ประเทศใดท่ีมีโครงสร้างทางอุตสาหกรรมหนัก ขนาดใหญ่ เป็นการผลิตที่อาศัย เทคโนโลยีสงู เศรษฐกจิ ของประเทศน้ี จะดี ประชากรสว่ นใหญ่มงี านทํา มีรายได้ ดี การกระจาย รายได้ของประเทศดีมาก รองลงมา คือ กลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรกึ่งอุตสาหกรรม ประชาชนมีงานทํา แม้รายได้ไม่สูง เท่ากลุ่มแรก แต่ ภาวะ การกระจายรายได้ของประเทศค่อน ข้างดี สังคมเกษตรกรรมประชาชนมี รายได้น้อย ผลผลิต ขึ้นอยกู่ ับความผันแปรของธรรมชาติ รายได้ไม่แน่นอน การ กระจายรายได้ของประเทศค่อนข้างต่ํา จะเห็นได้ว่า การกระจายรายได้ของ ประเทศกใ็ ช้เป็นตัวชว้ี ัดภาวะ เศรษฐกิจของประเทศนั้นไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

สงิ่ แวดลอ้ มทางเศรษฐกิจ สามารถแบง่ ได้เปน็ 4 ประเภท คือ(1) เศรษฐกิจยังชีพ (Subsistence Economics) เป็นระดับเศรษฐกิจขั้นพ้ืนฐานประชากรส่วนใหญ่ประกอบ อาชีพเกษตรกรรม จะบริโภคผลิตผลท่ีตนผลิตได้ ความต้องการสนิ ค้าหรือบริการอนื่ มนี อ้ ยมาก(2) เศรษฐกิจการผลิตวัตถุดิบเพ่ือการส่งออก (Raw-Material ExportingEconomics) เป็นระบบเศรษฐกิจของประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างที่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่ ขาดแคลนทรัพยากรตัวอ่ืน ๆ รายได้ของประเทศได้ จากการส่งออกวัตถุดิบ เช่น การส่งออกนํ้ามันของกลุ่มประเทศโอเปก(OPEC) การส่งออกตะก่ัวและดีบุก ของประเทศชิลี ประเทศเหล่านี้ต้องการสินค้าประเภท อปุ กรณ์เครือ่ งมือ เครอื่ งจักร สนิ ค้าฟุ่มเฟือยตามแบบ ฉบับของคนรวย(3) เศรษฐกิจอุตสาหกรรมกําลังพัฒนา (Industrializing Economics) เป็นระดับเศรษฐกิจ ของประเทศท่ีอุตสาหกรรมการผลิตเร่ิมมีบทบาทสําคัญ ขึ้น ทําให้ประชากรมรี ายไดด้ ี ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น กล่มุ เศรษฐีใหม่เกิดขึ้นเสมอ มีความต้องการสินค้าแปลก ๆ ใหม่ ๆ อยู่เสมอ นักการตลาดให้ความสําคัญเพราะ โอกาสทางการตลาดมีค่อนข้างสูง เชน่ กลมุ่ ประเทศ อุตสาหกรรมใหม่ในแถบเอเชยี

(4) เศรษฐกิจอุตสาหกรรม (Industrial Economics) เป็นระดับเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศท่ี อุตสาหกรรมภายในประเทศได้รับการพัฒนาให้มีขนาด ใหญ่และทันสมัยมีการผลิตสินค้าและการลงทุนใน ต่างประเทศระดับสูง ประชากรมีงานทํา มีรายได้สูง มี ความต้องการสินค้าทุกประเภท เช่น เศรษฐกิจของกลุ่ม ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนํา 8 ประเทศ หรือเรยี กว่า กลุม่ G8วงจรทางธุรกิจ (Business Cycle)- ภาวะเศรษฐกจิ ร่งุ เรือง {Prosperity Or Boom)- ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession or Slowdown)- ภาวะเศรษฐกจิ ตกตํ่า (Depression or Bust)- ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตวั (Recovery or Upswing)

ภาวะเศรษฐกจิ รงุ่ เรอื ง จะมีการว่าจ้างงานสูง อัตราการว่างงานลดลงมาก ประชาชนมีงานทํามีรายได้ เพื่อการดํารงชีวิตดีมาก เม่ือคนมีรายได้ดีอํานาจในการ ซื้อสินค้าจะสูงตามไปดว้ ย ผ้บู ริโภคมคี วามเตม็ ใจซือ้ สินค้าทุกชนิด นักการตลาดจะมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่จะเกิดข้ึนในภาวะเศรษฐกิจแบบน้ี จึงขยายการ ผลิตและการลงทุนเพ่ิมข้ึนขยายส่วนประสมผลิตภัณฑ์ให้ มีความหลากหลายมากข้ึน ขยายช่องทางการจัดจําหน่าย โดยการเพ่ิมคนกลางให้มากข้ึน หรือเร่งทําการส่งเสริม การตลาดมากขึ้นเพอ่ื ใหธ้ รุ กจิ มีสว่ นครองตลาดและ ผลกาํ ไรเพิ่มมากข้ึน

ภาวะเศรษฐกจิ ถดถอย เป็นภาวะเศรษฐกิจท่ีอัตรา การจ้างงานลดน้อยลง อัตราการว่างงานของประชากรสูง ขึ้น ส่งผลให้รายได้โดยรวมและอํานาจการซอ้ื ลดน้อยลง ผู้บริโภคจะลดการใช้จ่ายและระมัดระวังการใช้จ่าย มากขึ้นก่อนตัดสินใจซ้ืออาจเปรียบเทียบคุณภาพ สินค้า ฟุ่มเฟือยหรือของไม่จําเป็นจะขายได้ยากข้ึน เพราะ ผู้บริโภคจะเลือกซ้อื เฉพาะสินค้าทจี่ าํ เปน็ เท่านนั้ ในภาวะเศรษฐกิจเช่นน้ีภาวะเศรษฐกจิ ตกต่า เปน็ ภาวะเศรษฐกิจที่มี อัตราการว่าจ้างงานต่ํามาก อัตราการว่างงานสูงสุดประชาชนมีรายได้ต่ําสุดมีผลทําให้อํานาจซอื้ ลดลง มี ผลทําใหก้ ารใช้จ่ายน้อยลงและจะซ้ือเฉพาะผลิตภัณฑ์ ที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตประจําวันเท่านั้น ในภาวะเศรษฐกจิ เชน่ นี้

ภาวะเศรษฐกจิ ฟ้ืนตวั เป็นภาวะเศรษฐกิจที่ เปล่ียนแปลงจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ําเข้าสู่ช่วงภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง ในภาวะเศรษฐกิจฟ้ืนตัวนี้ ประชากร ท่ีเคยว่างงานจะเริ่มมีงานทําอัตราการว่างงานจะลดลง คนจะมีรายได้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยสูงข้ึน อํานาจการซอ้ื มากขึ้น ความเต็มใจที่จะจ่ายเงินก็มากข้ึนเป็นเงา ตามตัว การลงทุนและการผลิตของธุรกจิ จะเริม่ สง ข้นึ อกี ครง้ัภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะท่ีระดับ ราคาสินค้าโดยท่ัวไปเพ่ิมสูงข้ึนอย่างต่อเน่ืองในอัตราที่ มากกว่าการเพ่ิมข้ึนของระดับรายได้ ทําให้อํานาจการ ซื้อโดยรวมของประชากรลดลง ภาวะเงินเฟ้อจะเกดิ ขน้ึ ได้ในทุกชว่ งของวงจรทางธรุ กจิ

3) สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ (Natural Environment) ได้แก่ ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนเป็น ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ธาตุต่าง ๆ น้ํา อากาศ นํ้ามันดิบ แก๊ส ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า หาก วัตถุดิบขาดแคลนหรือไม่มีคุณภาพ ก็จะทําให้ต้นทุนการผลิตสูงข้ึน สินค้าคุณภาพต่ําลง ส่งผลกระทบต่อการ กําหนดราคาสินค้าตามไปด้วย สิ่งแวดลอ้ มทางธรรมชาติ ทนี่ กั การตลาดใหค้ วามสนใจ มดี ังน้ี– การขาดแคลนวัตถุดิบ (Raw Material) ถือเป็นองค์ประกอบสําคัญใน กระบวนการผลิตสินค้า สําเร็จรูป วัตถุดิบในโลกแบ่งได้เป็นวัตถุดิบท่ีมีปริมาณ ไม่จํากัด ได้แก่ นํ้า อากาศ สายลม แสงแดด ซึ่งเรา สามารถนํามาใช้ในการผลิต ได้ไม่มีวันหมดส้ิน แต่ปัญหา ที่เกิดข้ึนในปัจจุบัน คือ อากาศและนํ้าในบางพ้ืนท่ี เร่ิม เป็นพิษ ซึ่งเกิดจากการสร้างและทําลายของมนุษย์ท้ังสิ้น วัตถุดิบท่ีมี ปริมาณจํากัดแต่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ เช่น ป่าไม้ สัตว์น้ํา พืชพันธ์ุอาหาร ทรัพยากรนี้อาจ ใช้หมดไปหากไม่ใช้อย่างรู้คุณค่าหรือไม่สร้างข้ึนมาใหม่ ทดแทน การนําวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตนักการตลาด ต้องรู้จักวางแผนอย่าง รอบคอบว่าสามารถสร้างขึ้นมา ทดแทนได้เพียงพอกับความต้องการหรือไม่ คมุ้ ค่ากบั การลงทุนหรอื ไม่ วัตถดุ บิ ท่มี ีปริมาณจาํ กัดและสร้างขึน้ มาทดแทน

ไมไ่ ด้ เช่น แรธ่ าตุ น้าํ มนั ดิบ ถา่ นหนิ แกส๊ ธรรมชาติ ทรพั ยากรเหล่าน้ีเกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ และใช้เวลานานกว่าจะเป็นแหล่งแร่ธาตุหรือแหล่งนํ้ามัน การนํา วตั ถุดิบนี้มาใช้ในการผลิตต้องวางแผนการใช้ให้ เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพ สูงสุด เพ่ือช่วยกันขยาย ระยะเวลาการมีใช้ให้นานท่ีสุดเท่าที่จะทําได้ วัตถุดิบ ประเภทนี้นับวันจะหมดส้ินไปเร่ือย ๆ จะทําให้สภาวะ การผลิตสินค้าเกิดการ ขาดแคลน ดังนั้น ธุรกิจที่ไม่อยาก ประสบปัญหาด้านต้นทุนท่ีสูงข้ึน จึงหันมา ศกึ ษาค้นคว้า วิจัยหาวัสดุอื่นท่หี าได้ง่ายกว่ามาทดแทนการผลติ– ต้นทุนของพลังงานท่ีเพ่ิมสูงข้ึน น้ํามัน ถือเป็นพลังงานท่ีสําคัญของกระบวนการ ผลิตสนิ ค้า แทบทุกชนิด นา้ํ มันเป็นวัตถดุ บิ ทมี่ ีจาํ นวนจาํ กัดและไม่ สามารถสร้าง ทดแทนขึ้นได้ ทําให้ราคานํ้ามันมีแนวโน้ม เพ่ิมสูงขึ้นเร่ือย ๆ ทําให้ต้นทุนการ ผลิตเพิ่มสูงซึ่งมี ผลกระทบต่อราคาสินค้าทําให้เศรษฐกิจโดยรวมได้รับ ผลกระทบ ในปี ค.ศ. 2008 ราคานํ้ามันดิบเพิ่มสูงข้ึน ทําให้โลกต้องหนั มาคิดค้น หาพลังงานอื่น ๆ มาทดแทน การพยายามใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ ซ่ึงมี อยู่อย่างไม่จํากัด หากสามารถใช้พลังงานท่ีมีอยู่อย่าง มากมาย แทน พลังงานน้ํามนั เชอ้ื เพลิงได้สําเร็จ

– การเพ่ิมข้ึนของแรงกดดันท่ีมีต่อมลภาวะ เป็นพิษ (Anti-pollution pressures) จากสภาวะที่ ท่ัวโลกมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มมากข้ึน ธุรกิจ การผลิต ขนาดใหญ่สร้างมลพิษในนํ้าและอากาศเกิด ภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Effect) คือ สภาวะที่ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในช้ันบรรยากาศมีมากกว่าปกติ ทําให้โลกร้อนข้ึน ส่ิงเหล่าน้ีมีผลต่อระบบนิเวศวิทยา การเกิดภาวะฝนตก น้ําท่วม เกิดพายุรุนแรง ฤดูกาล ผิดไปจากธรรมชาติเดิม ๆ ทําให้มีการรวมตัว กันของ กลุ่มประชาชนเพ่ือพิทักษ์สิ่งแวดล้อม มีการรณรงค์ให้ ธุรกิจยกเลิกการ ใช้สารเคมีบางชนิดในการผลิตสินค้า หรือให้มีการควบคุมการผลิตที่ไม่ทําให้เกิด มลพิษทําลาย สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันแนวโน้มของผู้บริโภคท่ัวโลกได้ เปล่ียนแปลงไป

– การเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐบาล ในด้านการให้ความสนใจต่อส่ิงแวดล้อม มากข้ึน เช่น รัฐบาลไทยจะให้การสนับสนุนองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของ ภาครัฐและเอกชน ให้ช่วยกันพัฒนาคิดค้นหา พลังงานอื่น ๆ ทดแทนพลังงาน น้ํามันเชื้อเพลิงที่นับวัน จะมีราคาเพิ่มสูงข้ึนเร่ือย ๆ และมีแต่จะสูญส้ินไปในไม่ ช้า การกําหนดมาตรการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องการกําจัดนํ้าเสีย ก่อนปล่อยลงสู่แหล่งนํ้าโดยตรง การรณรงค์ให้ประชาชนใช้บริการรถรับจ้าง สาธารณะ ในการเดินทางแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพื่อประหยัด พลังงาน น้าํ มันและลดมลภาวะดา้ นอากาศเป็นพษิ

4) สิ่งแวดล้อมทางเทคโนโลยี (Technological Environment) ปัจจุบันโลกเราแคบลง การติดต่อ ส่ือสาร การสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ท่ัวโลก ทําได้ อย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาที การตลาดยุคปัจจุบัน ถือว่าเป็นการตลาดยุคโลกไร้พรมแดน(Globalization) ผู้ผลิตกับผู้บริโภคอยคู่ นละมุมโลก สามารถติดต่อตกลง ซ้ือขายกันได้ โดยใช้ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็น ตัวเช่ือมโยงความสัมพันธ์กัน เหล่านี้คือตัวอยา่ งของ ความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยี5) สิ่งแวดล้อมทางการเมืองและกฎหมาย (Political-legal Environment) รัฐบาลเปน็ กล่มุ การเมืองที่เป็นผู้ออกกฎหมายต่าง ๆ พระราชบัญญัติ พระราชกําหนด หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้เพ่ือควบคุมหรือ ส่งเสริมการดําเนินงานของธุรกิจ รัฐบาลออกกฎหมายมา เพอ่ื จุดประสงค์ 3 ประการ ดังนี้- เพื่อป้องกันธุรกิจด้วยกันเองไม่ให้เกิด การได้เปรียบเสียเปรียบ เช่น การเรียก เก็บภาษีอัตรา เท่ากันสําหรับธุรกิจประเภทเดียวกัน การลดภาษีนําเข้า วัตถุดิบ ท่ีใช้ในการผลิตสินค้าเพ่ือการส่งออก ผู้ประกอบ การส่งออกก็ได้ประโยชน์ เท่ากัน ทาํ ใหเ้ กดิ ความยตุ ิธรรม ในการแขง่ ขัน

- เพ่ือป้องกันผู้บริโภคจากธุรกิจ เป็น กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค เพ่ือมิให้ ผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบหรือถูกหลอกลวงจากธุรกิจ การห้าม โฆษณาชวนเช่อื เกินจริง กฎหมายตอ่ ต้านการ ผูกขาด เปน็ ตน้- เพอ่ื ป้องกนั สังคมจากธุรกิจ เป็น กฎหมายที่ออกมาเพื่อคุ้มครองประชาชนท่ัวไป ซ่ึงเป็นคน ส่วนใหญ่ของสังคม ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการดําเนิน ธุรกิจ แม้ ไม่ได้เป็นผู้บริโภคโดยตรง เช่น กฎหมายท่ี เก่ียวข้องกับการป้องกันไม่ให้เกิด มลพิษ การกําหนดให้ กําจัดนํ้าเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ําโดยตรง การห้าม เยาวชนท่ีมีอายุต่ํากว่า 18 ปี เข้าสถานบันเทิง การห้าม จําหน่ายบุหร่ีหรือสุรา แก่เด็กท่ีมอี ายตุ ่าํ กว่า 18 ปี

6) สง่ิ แวดลอ้ มทางสังคมและวฒั นธรรม (Social and Cultural Environment)- สิ่งแวดล้อมทางสังคม สังคม หมายถึง การรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกัน สังคม แรกเป็นสังคมที่เล็กท่ีสุด คือ ครอบครัว มีบิดามารดา เป็นผู้ เลี้ยงดูและถ่ายทอดพฤติกรรม ทัศนคติ ความเช่ือ ความศรัทธาให้แก่ลูก เป็น กลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อสังคม มากท่ีสุด บุคคลแต่ละคนจึงมีความแตกต่างกันไป ข้ึน อยูก่ ับภมู ิหลงั วงจรชวี ิตครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อ พฤติกรรมการดํารงชีวิตการบริโภค สินค้าหรือบริการ นอกจากสังคมครอบครัว แล้ว กลมุ่ อ้างอิงก็มีอิทธิพลต่อทัศนคติ ค่านิยม ความเช่ือและ พฤติกรรมต่าง ๆ ของสมาชิกภายในกลุ่ม ทง้ั โดยตั้งใจ และไม่ต้งั ใจ

- ส่ิงแวดล้อมทางวัฒนธรรม วัฒนธรรม (Culture) หมายถึง ส่ิงที่ดีงามท่ีคนใน สังคมยึดถือปฏิบัติ สืบต่อกันมาจากอดีตสู่ปัจจุบันและต่อเนื่องไปในอนาคต วัฒนธรรมเป็นวิถีชีวิตของหมู่คณะสามารถเปล่ียนแปลง ได้ตลอดเวลา เช่น วัฒนธรรมการกินการอยู่ วัฒนธรรม การแต่งกาย วัฒนธรรมในการดําเนินชีวิต วัฒนธรรม ท่ีคนในสังคมมีความเช่ือและยึดถืออย่างมั่นคง เรียกว่า วัฒนธรรม หลัก เป็นวัฒนธรรมที่ยากต่อการเปล่ียนแปลง ซ่ึงความเชื่อค่านิยมหลักน้ีจะ ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา มารดาสู่ลูกหลาน โดยมีโรงเรียน สถาบันทางสังคม รัฐบาล ช่วยเสริมแรงใหม้ คี วามเขม้ แขง็ ยง่ิ ข้นึ

4.1.2.2 ส่ิงแวดล้อมจุลภาค (Microenvironment) เป็นการศึกษาวิเคราะห์ปัจจยั ดงั นี้1) ผู้ขายปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบ (Suppliers) เป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีทําหน้าที่จัดหาปัจจัยในการ ผลิต จัดหาสินค้าหรือทรัพยากรใด ๆ ให้แก่ผู้ผลิต เพ่ือนําไปใช้ในการผลิตเป็นสินค้าหรือบริการ หากเกิดปัญหาขึ้น กับผู้ขายปัจจัยการผลิตย่อมส่งผลกระทบต่อกระบวนการ ผลิตของผู้ผลิตด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการ ขาดแคลนวัตถุดิบหรือการจัดส่งล่าช้า ผู้ผลิตต้องหา ผู้ขายปัจจัยการผลิตท่ีมีความสามารถนา่ เช่อื ถือและควร ตดิ ตอ่ กับผู้ขายปัจจัยการผลิตหลาย ๆ รายเพื่อไม่ให้เกิด ปัญหาตอ่ การดําเนนิ งานทางการตลาดของตน2) คนกลางทางการตลาด (Marketing Intermediaries) เป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีช่วย สนับสนุนการขายและการเคล่ือนย้ายสินค้า จากผู้ผลิต ไปยังผู้บริโภคหรือผู้ใช้อุตสาหกรรม คนกลางทางการ ตลาด ได้แก่ ผู้ขายต่อ ผู้ประกอบการขนส่ง การคลังสินค้า ผู้ให้บริการทางการตลาด เช่น บริษัทวิจัยตลาด บริษัทโฆษณา บริษัทให้คําปรกึ ษาทางการตลาด สถาบัน การเงิน

3) ตลาดหรือลูกค้า (Market) คือ บุคคลหรือ กลุ่มบุคคลท่ีมีความต้องการสินค้าหรือบรกิ าร มีอํานาจ ซ้ือ มีความเต็มใจที่จะซ้ือ ตลาดแบ่งเป็นหลายประเภท ได้แก่ ตลาดผู้บริโภค ตลาดรัฐบาลและสถาบัน ตลอดจนตลาดระหว่างประเทศ * แต่ละตลาดมีความแตกต่างกัน นักการตลาดต้องศึกษา ๕ อย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้เลือกตลาดเปา้ หมายไดถ้ ูกตอ้ ง4) สาธารณชน (Publics) เป็นกลุ่มท่ีมีบทบาทต่อ การดําเนินงานของกิจการทั้งด้านบวกและด้านลบ เพ่ือ ไม่ใหเ้ กิดปัญหาต่อสาธารณชน กิจการควรสร้างความ สัมพันธ์อันดีต่อกลุ่มสาธารณชนน้ัน ๆ กลุ่มสาธารณชน ได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงินสอ่ื สารมวลชน หนว่ ยงาน ราชการ ประชาชนทวั่ ไป พนกั งานในองคก์ ร5) การแข่งขัน (Competition) การแข่งขันถือ เป็นปัจจัยภายนอกท่ีมีอิทธิพลต่อกิจการ ในการเลือก ตลาดเป้าหมาย การเลือกช่องทางการจัดจําหน่าย การ กําหนดส่วนประสมผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการส่งเสริม การตลาด จึงถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบตอ่ การ แม้สภาวะการ แข่งขนั เป็นปัจจยั ภายนอกที่องค์กรควบคุมไม่ได้ แต่บาง โอกาสองค์กรก็สามารถควบคุมการแข่งขันได้ โดยพัฒนา สินค้าหรือบริการให้แตกต่างไปจากคู่แขง่ ขนั (Product Differentiation)

รปู แบบการแขง่ ขนั มี 3 รปู แบบ คอื ก. การแข่งขันระหว่างตราสินค้า (Brand Competition) เป็นการแข่งขันกันโดยตรง ระหว่างสินค้าหรือบริการ ที่เหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน หรือเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน เชน่ นา้ํ อัดลมย่ีห้อโคก้ กับเปป๊ ซ่ี ผงซักฟอกย่ีหอ้ บรีสกบั แฟ้บ ข . ก า ร แ ข่ ง ขั น ที่ เ กิ ด จ า ก สิ น ค้ า อื่ น ท่ี ใช้ ท ด แ ท น กั น ไ ด้ ( FormCompetition) เป็นการแข่งขัน กันทางอ้อม คือ สินค้าหรือบริการนั้นสามารถทดแทน หรือตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเดียวกันได้ เป็นการแข่งขันในสินค้าหรือบริการคนละประเภทกัน เช่น ผลิตภัณฑ์นํ้าด่ืมทดแทนผลิตภัณฑ์นํ้าอัดลมผลิตภณั ฑ์ พดั ลมไฟฟ้าแทนเครอื่ งปรบั อากาศ การใชน้ ้ํายาซกั ผา้ แทนผงซกั ฟอก ค. การแข่งขันท่ีเกิดจากสินค้าหรือ บริการอื่น ๆ (Generic Competition)ไม่ได้เกิดจากการ แข่งขันโดยตรง ระหว่างสินค้าประเภทเดียวกันเหมือนกันแข่งขันกัน หรอื การแขง่ ขนั โดยออ้ มทเ่ี กิดจากการทดแทน กันได้จากการใช้สินค้า แต่เกิดจากข้อจํากัดด้านอํานาจการ ช่ือของผู้บริโภค ในการจัดซ้ือจัดหาสินค้าและบริการตามความตอ้ งการของตน เชน่ ผู้บริโภคมีเงนิ 1,000 บาท จะตัดสินใจเลือกซ้อื สินค้าอะไรดรี ะหวา่ งเส้ือสําเรจ็ รูปกับ กระเปา๋ ถือ สนิ ค้าทงั้ 2 ชนิดนี้ ถอื เปน็ คแู่ ขง่ ขนั ระหวา่ งกนั

โครงสรา้ งของการแขง่ ขนั การดําเนิน ธุรกิจในอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ จะมีกลุ่มผู้เสนอ ขายสินค้าหรือบริการเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันหรือใช้ ทดแทนกันจํานวนหนึ่ง มากน้อยแตกต่างกันไปข้ึนอยู่กับความต้องการของตลาด ความยากง่ายในการเข้าสู่ตลาดก่อนจะดําเนินงานทางการตลาดนักการตลาดท้ังหลาย ควรพิจารณาโครงสร้างของการแข่งขันในอุตสาหกรรม ประเภทเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน เพ่ือจะได้รู้แนวทางในการกําหนดกลยุทธ์การแข่งขันกับคู่แข่งขันได้อย่าง มีประสิทธิภาพ โครงสร้างของการแข่งขันจําแนกตาม จาํ นวนผู้ขาย แบง่ เป็น 4 ประเภท คอื ก. การแข่งขันแบบผูกขาด (Pure Monopoly) เป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการเพียงรายเดียว ไม่มีคู่แข่งขัน การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการคุณภาพ การกําหนดราคา กระทําได้โดยไม่ต้องดูว่า เป็นท่ีพึงพอใจ ของผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการหรือไม่ เชน่ ไฟฟ้า ประปา รถไฟ รถเมล์

ข. การแข่งขันที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopolistic Competition) เป็นตลาดที่มีผู้ขาย จํานวนน้อยราย แต่ละรายมักเป็นผู้ผลิตขนาดใหญ่ โดยสินค้าท่ีผลิตอาจเหมอื นกันหรอื แตกต่างกันก็ได้ ผู้ประกอบการในตลาดการแข่งขันแบบน้ีจะไม่แข่งขันด้านราคา มักตั้งราคาสนิ คา้ เท่ากนั หรอื ตกลงต้งั ราคาร่วมกนั เพื่อป้องกันคู่แข่งขันรายใหม่ไม่ให้เข้ามาในตลาด แข่งขัน ทําให้ผู้ผลิตหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยาก เช่น ตลาดเคร่ืองด่ืมนํ้าอัดลมโค้กกับเป๊ปซ่ี มีส่วนครองตลาด รวมกันมากท่ีสุด ทําให้ผู้ประกอบการรายใหม่ท่ีไม่มีความ แข็งแกร่งทุกด้าน เข้ามาแข่งขันได้ยากไม่ว่าจะเปน็ ตลาด ส่วนไหนของโลกก็ตาม ค. การแข่งขันกิ่งแข่งขันก่ึงผูกขาด (Monopolistic Competition) เป็นตลาดท่ีมีผู้ซ้ือและ ผู้ขายจํานวนมากเสนอขายสินค้าที่มีความแตกต่างกันใน ด้านคุณภาพ รูปแบบ รูปทรง รูปร่างลักษณะต่าง ๆ เพื่อ สร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าของตนเองในความรูส้ ึกของ ผซู้ ื้อ โครงสรา้ งการแขง่ ขันแบบนี้จะพบมากท่ีสุดในตลาดตวั อยา่ งสินคา้ ในการแข่งขนั น้ี ได้แก่ เสื้อผ้าเคร่อื งแตง่ กาย กระเปา๋ เสอื้ ผ้า เปน็ ตน้

ง. การแข่งขันแบบสมบูรณ์ (Pure) Competition) เป็นตลาดที่มีผู้ซือ้ และผู้ขายเป็นจํานวน มาก ขายสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะเหมือนกัน ไม่มีผู้ประกอบการรายใดมีอิทธิพลเหนือราคาตลาด การจะแข่งขันกันด้านตัวสินค้าให้แตกต่างกันทําได้ยาก หาก ต้องการอยู่ในการแข่งขันแบบนี้ ควรใช้วิธีการเน้นด้านภาพลักษณ์หรือชื่อเสียงท่ีดีให้เกิดข้ึนกับลูกค้า สินค้า หรือบริการในโครงสร้างการแขง่ ขนั แบบสมบูรณ์ ได้แก่ สนิ ค้าอปุ โภคบริโภคท่วั ไป

จัดท่าโดยนายณฐั นยั ไชยคต เลขที่ 13นายตนุภทั ร เก่าเงิน เลขที่ 15ปวส.2 คอมพวิ เตอร์ธุรกิจ หอ้ ง 1


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook