Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สรุปยางของสถาบัยวิจัยยาง

สรุปยางของสถาบัยวิจัยยาง

Published by sfon4920, 2019-09-18 03:22:12

Description: สรุปยางของสถาบัยวิจัยยาง

Search

Read the Text Version

การแปรรปู ยางดิบ ณพรตั น วชิ ติ ชลชยั นํา้ ยางสดจากตนยางพารามลี กั ษณะเปน ของเหลวสขี าวหรอื สีครีม โดยมอี นภุ าคยางแขวนลอย อยูในตวั กลางที่เปนนํา้ มคี วามหนาแนน 0.975-0.980 กรมั ตอ มิลลิลิตร มีความเปน กรดเปน ดาง ประมาณ 6.5-7.0 ปริมาณเน้อื ยางแหง ในน้ํายางสดไมแ นนอน ตง้ั แต 20%ไปจนถึง 45%ขน้ึ อยกู บั ปจจัย ตา งๆ เชน พันธุยาง ฤดกู าล อายตุ น ยาง ระบบกรีด เปน ตน อนภุ าคยางมรี ปู รางกลมหรือรปู ลูกแพร มี ขนาด 0.05-5 ไมครอน ผิวของอนุภาคยางมีเยอ่ื หมุ (membrane) ที่ประกอบดว ยไขมันและโปรตนี โดย แตล ะอนภุ าคมีอนุมูลลบของโปรตนี อยูรอบนอก ทําใหเ กิดแรงผลักระหวา งอนภุ าคยาง ซึง่ มีผลใหน้ํา ยางสามารถคงสภาพเปน ของเหลวได ดงั นน้ั เม่อื มกี ารทาํ ลายเยื่อหมุ อนุภาคหรอื มีการสะเทนิ อนุมลู ลบ จะทาํ ใหอนภุ าคยางทแ่ี ขวนลอยอยใู นตัวกลางเกิดการรวมตวั จบั เปน กอนได สว นประกอบของน้ํายาง สว นประกอบ รอ ยละ (โดยนาํ้ หนกั ) 36 สารท่ีเปนของแขง็ ทั้งหมด 33 - เนือ้ ยางแหง 1-1.2 - สารกลุมโปรตนี และไขมัน 1 - สารกลุมคารโบไฮเดรท <1 - เถา 64 นา้ํ โครงสรางทางเคมขี องยางธรรมชาติ ยางธรรมชาติ เปนสารประกอบในกลุมพอลิเมอรท่ีมีโมเลกุลขนาดใหญ ประกอบดวยหนวย ยอยชนิดเดียว มีสมบัติท่ีสําคัญคือความยืดหยุน โครงสรางทางเคมีของหนวยยอยของยางธรรมชาติ ประกอบดวยคารบอน 5 อะตอม และไฮโดรเจน 8 อะตอม (C5H8) มีชื่อทางเคมีวา ไอโซพรีน (isoprene) หนวยยอยดังกลาวเมื่อเกิดการเชื่อมโยงเปนโมเลกุล จะเรียงตัวกันในแบบ iso- configuration เรยี กช่อื โมเลกุลทเ่ี กดิ ข้ึนวา polyisoprene 1

CH2 CH2 C= C H CH3 การรกั ษาสภาพนํ้ายาง นํ้ายางสดเปน สารแขวนลอยทีม่ สี ว นของอนภุ าคยาง (Rubber particles) แขวนลอยกระจดั กระจายอยใู นตัวกลางทเี่ รยี กวา เซรุม (serum) นอกจากน้ใี นน้ํายางยงั มสี วนของสารอืน่ ๆทไี่ มใ ชยางอกี เชน สารโปรตีน คารโบไฮเดรท ไขมนั เปนตน ซึ่งสารโปรตนี น้ีจะดูดซับอยูร อบผิวของอนภุ าคยาง หอหมุ อนภุ าคยางไว( hydrated protein envelope) ช้นั หอหุมนีม้ ีความสาํ คัญตอ สถานะความคงตวั เปน ของเหลว หรอื ความเสถยี ร (stability) ของนาํ้ ยาง เพราะชั้นโปรตนี นจ้ี ะปองกนั ไมใ หแตล ะอนภุ าคยาง มารวมตัวและจบั กนั เปน กอ น (coagulation) อกี ท้งั ในชน้ั ของโปรตนี ยงั มีอนุมูลลบของคารบ อ็ กซเี ลต (carboxylate, RCOO) ซง่ึ กอ ใหเกดิ การผลกั กันระหวา งอนุภาคยาง ดงั น้นั ปจจยั สําคญั 2 ประการท่ที าํ ให น้าํ ยางคงสภาพเปนของเหลวอยไู ดคอื ชน้ั โปรตนี ท่ีหอหมุ อนภุ าคยาง และอนมุ ูลลบของคารบ ็อกซีเลต การเสียสภาพจากการเปน ของเหลวของนาํ้ ยางเกดิ ขนึ้ เมอื่ มกี ารทําลายปจจยั ท้งั สอง เชน การ สูญเสยี นาํ้ (dehydrated)ในช้นั ของโปรตนี การทําลายอนุมูลลบของคารบ ็อกซเี ลตเปนตน สภาพทีน่ ํา้ ยาง ถูกกระทบกระเทือนจะทําใหอนภุ าคยางเกดิ การรวมตัวกนั เปน กอ นยาง เรยี กวา “โคแอกกลู มั่ ” (coagulum) แยกตวั ออกจากสว นของเซรมุ จากทก่ี ลาวมาแลวในนํา้ ยางสดมสี ว นประกอบอนื่ ๆหลาย ชนิดท่เี ปนอาหารของจุลินทรยี  ดงั นนั้ ถาไมมีการรกั ษาสภาพนํ้ายางสดท่ีไดจากตน ยาง จลุ นิ ทรยี ใน อากาศจะสามารถปะปนในนา้ํ ยางไดง าย และใชส ารกลมุ นํ้าตาลเปนอาหารทาํ ใหเ กิดปฏิกิรยิ าการ เปลย่ี นแปลงทกี่ อใหเ กิดกรดซ่งึ จะไปทําลายชั้นหอ หุมอนภุ าคยาง ทําใหย างจับตวั เปน กอ น ดังนนั้ เพ่อื ปองกันน้ํายางจับตัวเปน กอนกอนเวลาทีต่ อ งการ หรือเพ่อื ใหน าํ้ ยางอยูในสภาพของของเหลวตามที่ ตอ งการจึงจาํ เปน ตองเติมสารรักษาสภาพนา้ํ ยาง (preservatives) สารทจี่ ะใชรกั ษาสภาพนํา้ ยางควรมสี มบัตดิ งั นี้ 1.มปี ระสิทธิภาพในการทําลายหรอื อยางนอยสามารถระงบั การเจริญของจลุ ินทรยี ใ นน้าํ ยาง 2.ควรมีสภาพเปน ดางเพอ่ื สงเสรมิ สถานะสารแขวนลอยใหนาํ้ ยาง 3.ทาํ ใหอนุมลู โลหะหนกั ไมว อ งไวตอปฏกิ ริ ยิ า เพราะอนมุ ลู เหลานีจ้ ะสง เสรมิ การเจรญิ ของ จุลินทรยี  4.สามารถระงับการทํางานของเอนไซมท ช่ี ว ยการเจริญของจลุ ินทรยี  5.ไมรบกวนตอ กระบวนการขน้ึ รปู ผลิตภณั ฑ และควรมรี าคาเหมาะสม 2

6.ไมเ ปนพษิ ตอ สุขภาพของคนและตอคณุ ภาพของยาง อกี ทัง้ ยังสามารถขจัดออกจากนํา้ ยางได โดยงา ยและสะดวก เมื่อถงึ ชว งเวลาท่ไี มต อ งการ ชนดิ ของสารรกั ษาสภาพนํา้ ยาง 1. แอมโมเนยี เปน สารรักษาสภาพนํ้ายางท่ีนยิ มใชก ันมากทส่ี ุด ปริมาณแอมโมเนยี 0.2% ใน นา้ํ ยางโดยน้ําหนกั จะเพียงพอสําหรบั การรกั ษาสภาพนาํ้ ยางชวงเวลาสนั้ ๆ (short-term preservation) แต ถา ตอ งการรักษาสภาพนาํ้ ยางในชว งเวลายาวนาน ควรใชใ นปริมาณ 0.7% โดยนาํ้ หนัก ปกตจิ ะนยิ มใช แอมโมเนียทอ่ี ยใู นรปู ของ anhydrous liquid บรรจุในถงั มากกวา การใชใ นรปู ของแอมโมเนียนํา้ เขม ขน เพราะแอมโมเนยี นาํ้ เขม ขน จะมคี วามปลอดภัยในการเคล่อื นยา ยนอ ยกวา แอมโมเนยี ท่ีอยใู นรปู ของ anhydrous liquid บรรจุถงั และการใชแ อมโมเนียนาํ้ เขมขนโดยตรงจะทาํ ใหน ้ํายางจับตวั เปน หยอ มๆ ได อยางไรก็ตามการใชแ อมโมเนยี รกั ษาสภาพนา้ํ ยางยังมขี อเสียหรอื ขอ บกพรองหลายประการเชน หากสดู หายใจเขาในปริมาณมากหรอื สัมผสั กับปรมิ าณทเ่ี ขมขน มากๆกจ็ ะมีอนั ตรายได จึงมคี วาม พยายามทจี่ ะหาสารอน่ื ๆทดี่ ีกวาทดแทนการใชแอมโมเนีย แตพ บวายังไมส ามารถหาสารใดทีม่ ีขอ ไดเ ปรียบมากกวาและทาํ หนา ทร่ี กั ษาสภาพน้าํ ยางไดดเี ทา แอมโมเนยี นอกเสียจากวิธีการลดปรมิ าณ การใชส ารแอมโมเนยี ดว ยการใชสารเคมีอืน่ ชวยเสริมประสิทธิภาพการรักษาสภาพนาํ้ ยาง (secondary preservatives) ไดแ ก pentachlorophenates, zinc dialkyldithiocarbamates, thiuram sulphides aminophenols และ boric acid 2. สารชนดิ อื่นๆ ท่ใี ชรกั ษาสภาพนาํ้ ยาง 2.1 ฟอรมาลดีไฮด ใชเ ติมในรปู สารละลาย 1% โดยนํ้าหนกั ตอ ปรมิ าตร ลงในถว ยและถัง รับน้ํายางสดประมาณ 0.02% โดยน้าํ หนกั ตอน้ํายางทัง้ หมด แตพบวา การใชฟ อรม าลดไี ฮดรกั ษาสภาพ น้ํายางสดทจ่ี ะนําไปปน ทาํ นาํ้ ยางขนเพื่อใชใ นการทํายางฟองนาํ้ น้นั จะไมเหมาะสม เนื่องจากฟอรม าลดี โฮดทใ่ี หส ารโปรตนี ในนาํ้ ยางเปลย่ี นแปลง และมผี ลกระทบตอคุณภาพของยางฟองนาํ้ 2.2 โซเดยี มซลั ไฟต ใชเ ตมิ ในรูปสารละลาย 3% โดยน้ําหนกั ตอปรมิ าตร ลงในถว ยและถัง รับน้าํ ยางสดประมาณ 0.05% โดยนํา้ หนกั ตอ นาํ้ ยางทัง้ หมด ซ่ึงการใชสารนีโ้ ดยเฉพาะกับกรณที จ่ี ะนํา นาํ้ ยางสดไปผลติ เปนยางเครพขาว หรือเครพสีจาง (pale crepe) เพราะยางชนดิ น้ีเนนเร่อื งของสยี าง จะตองจางมากทส่ี ุด อาจกลาวไดว า การใชโซเดยี มซลั ไฟตในการผลิตยางเครพสจี างก็เพ่อื ชวยทาํ หนาท่ี ปองกนั ปฏิกริ ยิ าของ enzyme ท่จี ะทาํ ใหย างสีเขม 2.3 โปแตสเซยี มไฮดรอกไซด เปน สารตัวเลือกนอกเหนือจากแอมโมเนยี เพอ่ื ใชรกั ษาสภาพ น้าํ ยางสด โปแตสเซยี มไฮดรอกไซดใ ชใ นการรักษาน้าํ ยางขนชนดิ ทใ่ี ชก รรมวธิ รี ะเหยนํ้า (evaporated natural rubber latex concentrate) เนอ่ื งดว ยสารนม้ี ีความเปนดางสูงจงึ ปอ งกนั ปฏกิ ริ ยิ าของบกั เตรไี ดดี และรกั ษาความเสถียรใหนํ้ายางไดด ี อีกท้งั ไมมปี ญ หาในเรื่องของการฟอรมสถานะหนดื อนั เน่ืองจาก การมปี ฏกิ ิริยากับซิงคออกไซด (zinc oxide thickening) 3

สารทําใหน ํา้ ยางจับตัว จากทกี่ ลา วมาแลว นาํ้ ยางสดจะเกิดการจับตัวไดเ องตามธรรมชาติ แตก จ็ ะเกดิ การจบั ตัวอยางไม สมบรู ณแ ละยงั จะตองใชร ะยะเวลานาน ดงั น้ันถาตอ งการจะทําใหน าํ้ ยางจบั เปน กอ นเพ่อื ผลติ ยางแหง จาํ เปนตองเรงการจบั ตัวของยาง โดยการใชสารเคมปี ระเภทมฤี ทธิเ์ ปน กรดไปทําลายชนั้ หอ หุมอนภุ าค ของยาง กรดท่ีสามารถสลายตัวใหอ ิออนบวกของไฮโดรเจน (H+) จะสามารถทาํ ใหน าํ้ ยางธรรมชาตจิ ับ ตัวได แตก รดท่พี บวา เหมาะสมในการทาํ ใหน า้ํ ยางจบั ตวั เพื่อนําไปผลติ เปนยางแหง เชน ยางแผน รมควัน ยางแผน ผ่งึ แหง ยางแทง คือ กรดฟอรม กิ และกรดอะซติ ิก เพราะเปนกรดออนที่สามารถทาํ ให นํา้ ยางจับตวั และไมม ีผลเสยี ตอ คุณภาพของยางท่ไี ด อกี ท้ังไมใชก รดท่มี อี นั ตรายรนุ แรงตอสุขภาพคน แตถาจะผลติ ยางสกิม (skim rubber) จากหางนํา้ ยางควรใชก รดซัลฟูรคิ การแปรรูปยางดิบ อุตสาหกรรมการแปรรูปนํ้ายางสดเพื่อผลิตเปนวัตถุดิบของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑยาง สามารถแยกไดเ ปน 2 ประเภทใหญ คือ ประเภทของเหลวไดแ กน้ํายางขน และประเภทยางแหง ไดแ กย าง แผนรมควัน ยางแทง ยางแผนผึ่งแหงเปนตน ซึ่งแผนผังการแปรรูปยางชนิดตางๆ จากนํ้ายางสดแสดง ไวใ นแผนภูมิที่ 1 ตน ยางพารา น้าํ ยางสดจากสวน ยางกอนถว ย / เศษยาง น้าํ ยางขน ยางแหง ยางแทง ยางเครพสนี ้ําตาล ยางแทง ยางแผนรมควนั ยางแผน ผ่ึงแหง ยางเครพขาว/ ยางเครพสจี าง - STR XL - RSS 1 - STR 10 - STR 5L - RSS 2 - STR 20 - STR 5 - RSS 3 - STR 10 CV - STR 5CV - RSS 4 - STR 20 CV - RSS 5 แผนภูมิ 1 แผนผงั การแปรรปู ยางดบิ 4

การผลติ ยางแผน ยางแผน เปน วัตถดุ ิบทนี่ ยิ มใชมานานในระบบอุตสาหกรรม วิธีทํายางแผนเปนวิธีการที่งาย แต ตองพิถีพิถันในการทํา โดยเมื่อรวบรวมนํ้ายางสดจากสวนแลว ตองกรองเพื่อแยกสิ่งสกปรกและ ส่งิ เจือปน เติมสารทําใหน้ํายางจับตัว รีดเปนแผนแลวทําใหแหง โดยอาจทําเปนยางแผนดิบ ยางแผนผึ่ง แหง หรอื ยางแผนรมควนั การทํายางแผนดบิ คุณภาพของยางแผนดิบข้ึนอยูกับวิธีการผลิต การทํายางแผนช้ันดีนั้นมีหลักการงายๆ คือ ทํา ยางใหสะอาด รีดแผนยางใหบาง สีของแผนยางสมํ่าเสมอใชน้ําและน้ํากรดถูกอัตราสวน ซึ่งมีขั้นตอน การทาํ ดงั ตอ ไปน้ี 1. การเกบ็ รวบรวมน้ํายาง - ควรเช็ดถว ยยางใหสะอาดกอ นรองรับน้ํายาง - ทําความสะอาดถังเกบ็ นํ้ายางกอนใชท กุ คร้งั - ไมค วรใหม เี ศษยางหรอื ใบไมในถงั เกบ็ น้าํ ยาง จะทาํ ใหยางสกปรก จับตัวเปนกอน เรว็ กรองนา้ํ ยางไดย าก - ถังเก็บน้ํายางควรมีฝาปด เพื่อปองกันมิใหน้ํายางลนออกมานอกถังในระหวาง นาํ ไปยงั โรงทํายางแผน 2. ทําความสะอาดเครือ่ งมอื ตอ งทําความสะอาดเครอื่ งมอื ทาํ ยางแผนทุกชนดิ กอนและหลงั จากใชงานแลว เคร่ืองมือการทํา แผน ควรใหเปน เปยกน้าํ ทกุ ครัง้ กอ นใชเ พอื่ ความสะดวกในการทาํ ความสะอาดหลังใชเ สรจ็ เครอ่ื งมือทจ่ี ําเปน ในการทํายางแผน ตะกง ตะแกรงกรอง ขนาดเบอร 40 และ 60 ถังสําหรับใสน้าํ และน้าํ ยาง โตะนวดยาง เครอ่ื งรดี ชนดิ ลื่นและชนดิ ดอก โรงเรอื นหรอื เพงิ อยา งงายๆ กระปองตวงน้ํายางและนํา้ ใบพายสําหรับกวนนาํ้ ยาง ภาชนะผสมนํ้ากรด 3. กรองนาํ้ ยาง กรองนํา้ ยางดว ยตะแกรงกรองเบอร 40 และ 60 เพื่อเอาส่ิงสกปรกออกโดยวางตะแกรงซอนกัน 2 ชั้น เบอร 40 ไวข า งบน และเบอร 60 ไวขางลาง 4. เจอื จางนํ้ายาง ตวงนาํ้ ยางทีก่ รองแลวใสใ นตะกงที่สะอาดตะกงละ 3 ลิตร เตมิ น้ําสะอาดลงในตะกงทใ่ี สน้าํ ยาง ไวแลวตะกงละ 2 ลิตร จะไดอัตราสวนผสมระหวางน้ํายางกับนํ้าในอัตรา 3 สวนตอ 2 สวน (อัตรา 5

สวนผสมอาจเปล่ียนแปลงได ถาหากน้ํายางเจือจางบางแลว เชน กรณีท่ีฝนตกขณะเก็บน้ํายางหรือจาก เหตุอืน่ ๆ ) 5. การเลอื กใชนาํ้ กรดและการผสมน้ํากรด เพ่อื ใหยางแข็งตัวและไดยางแผนทม่ี ีคุณภาพดี ตรงตามความตอ งการของผซู ือ้ หรอื โรงงาน อุตสาหกรรม ควรเลือกใชกรด “ฟอรมิก” ชนิดความเขมขน 90% เปนสารท่ีไมมีสี ละลายนํ้าไดดี แตมี กลนิ่ ฉนุ จดั หากสูดดมจะแสบจมูกอยางรนุ แรง จงึ ควรใชด วยความระมัดระวัง ขอดขี องกรดฟอรม ิก คอื 1) ยางแผนแข็งตวั สม่ําเสมอ หากทาํ ใหเ จือจางดว ยนํา้ สะอาดที่ถกู ตอ ง 2) สามารถระเหยได ไมตกคางในแผน ยาง 3) ไมท ําใหแผนยางเหนียวเหนอะ 4) สมบตั แิ ละความยดื หยุนของแผนยางคงเดิม 5) ไมทาํ ใหโ รงเรอื นและแผน ยางมีกลน่ิ เหม็น 6) ไมท าํ ใหเคร่อื งมือและอปุ กรณเสียหายมากนกั จะทาํ ใหอายกุ ารใชงานยาวนาน การผสมกรดฟอรมิก เพ่ือใหแผนยางแข็งตัวในเวลา 30-45 นาที ควรผสมกรดฟอรมิกใน อัตราสวน กรดฟอรมิก 30 มิลลิลิตร ผสมนํ้าสะอาด 1,170 มิลลิลิตร แลวกวนใหเขากัน โดยเทกรดลง ในน้ําและควรใชภาชนะท่เี ปน กระเบอื้ งเคลอื บหรือแกลลอนพลาสติกในการผสม 6. การใชนํ้ากรดผสมนํา้ ยาง ใชใ บพายกวนน้าํ ยางในตะกง 1-2 ครัง้ แลว ตวงนํ้ากรดทผี่ สมแลว 390 มิลลิลิตร เทลงในนํ้ายาง ใหท่ัวตะกง ขณะท่ีเทนํ้ากรดใชใบพายกวนน้ํายางไป ประมาณ 6 ครั้ง (น้ํากรดฟอรมิก 1 ขวด ทําแผน ยางได ประมาณ 90-100 แผน) ขณะกวนนาํ้ ยางอาจจะมฟี องเกิดขน้ึ ใชใ บพายกวาดฟองออกจากตะกงใหหมด เก็บรวบรวมใส ภาชนะไวขายเปนเศษยางชั้นดี ฟองนํ้ายาง ถาไมกวาดออก เมื่อนํายางไปรมควันจะทําใหเห็นรอยจุด อากาศในแผนยาง ทําใหไดย างช้ันคณุ ภาพต่ํากวา ทีค่ วรจะเปน ควรปด ตะกงเพ่ือปองกันมิใหฝุนละอองหรือส่ิงสกปรก ตกลงไปในน้ํายางท่ีกําลังจับตัว น้ํายาง จะจับตวั ภายในเวลาประมาณ 30-45 นาที 7. การเตรยี มเปน แผน ยาง เมื่อยางจับตัวแลว ควรเติมนํ้าสะอาดหลอไวทุกตะกง เพื่อความสะดวกในการนํายางที่จับตัว ออกจากตะกง เม่ือนํายางออกมาแลวใหวางบนโตะท่ีสะอาด ซ่ึงปูดวยอลูมิเนียมหรือแผนสังกะสี นวด ใหบางลงดว ยมอื หรือ อปุ กรณอ ื่นท่เี หมาะสม และสะอาด นวดยางใหห นาประมาณ 1 เซนตเิ มตร นํายางแผนท่ีนวดแลว เขาเคร่ืองรีดล่ืน 3-4 ครั้ง ใหบางประมาณ 3-4 มิลลิลิตรหลังจากนั้นนํา แผนยางเขาเครื่องรีดดอกเพ่ือเพิ่มพื้นท่ีผิว ซ่ึงจะชวยใหแผนยางแหงเร็วข้ึนเมื่อนําไปผ่ึง และแผนยางที่ 6

รดี ดอกแลว ควรลา งดว ยน้าํ สะอาดอกี ครัง้ เพอื่ ลา งนํ้ากรดและสิ่งสกปรกทต่ี ดิ อยตู ามผวิ ของแผนยางออก ใหหมด เครอื่ งรดี ยางแผน เครือ่ งรีดยางแผนมีดวยกนั หลายแบบ ซง่ึ อาจแบง ไดเ ปน 2 ลักษณะ 1.เครอื่ งรดี ทีใ่ ชกําลงั เครอ่ื งยนตห รอื ไฟฟา ในการทาํ งาน สําหรบั เคร่ืองชนดิ นชี้ ดุ หนง่ึ มลี ูกกลงิ้ 4-6 คู บนผิวหนาของลกู กล้งิ คูสดุ ทายเปนดอกหรอื ลวดลาย แตล ะคขู องลูกกลิ้งสามารถปรบั ระยะหา ง ระหวา งลกู กลงิ้ ไดตามตองการและบนเหนอื ลกู กลงิ้ จะมที อนํ้าเจาะรูตามแนวยางของลูกกลิ้ง เวลารดี ยาง ก็จะเปดนา้ํ ใหฉ ดี แผนยาง เพอื่ ชะลา งกรดและส่ิงสกปรกออก 2. เคร่ืองรดี ท่ใี ชมอื หมนุ ซ่ึงชาวสวนนยิ มใชก ัน 8. การผง่ึ แผนยาง แผนยางที่ลางดวยน้ําสะอาดแลว ควรนํามาผ่ึงไวในที่รม ไมควรใหโดนแสงแดด เพราะจะทํา ใหยางแผนเส่อื มคุณภาพไดง า ย และไมควรวางแผน ยางบนพ้ืนหรอื พาดแผนยางในทท่ี ่มี ีฝนุ หรอื สมั ผัสสง่ิ สกปรกไดงาย หลังจากผ่ึงยางแผนไวประมาณ 6 ช่ัวโมง ใหเก็บรวบรวมยางแผน โดยพาดไวบนราวใน โรงเรือนเพ่ือรอจําหนา ยเปน ยางแผนดบิ มาตรฐานยางแผน ดบิ คุณภาพตา งๆ รายการ 1 คณุ ภาพ 4 100% 23 1. ความสะอาดแผน 0% 100% ส่งิ สกปรกในแผน 0% 100% 100% มีบา ง ฟองอากาศในแผน เลก็ นอ ย เลก็ นอย มีบา ง 3 เล็กนอย เล็กนอ ย 2. ขนาดความหนา 4 ของแผน ไมเกิน (มิลลลิ ิตร) 1.5 44 3. ความชนื้ ในแผนยาง ใส 2 3 4.5 ไมเ กนิ (เปอรเซน็ ต) 0 ดี สม่าํ เสมอ ไมใ สนัก ไมใ ส 4. สขี องเน้ือยาง ชัด อาจมบี าง คลํ้า คล้ํา ความคล้ํา 800-1,200 ดี ดี ดี ชดั ชัด 5. แผน ยืดหยุน ชัด ไมเ กิน 1,500 ลายดอกแผน ท่ีปรากฏ 100-1,200 ไมเกิน 1,500 6. นํา้ หนกั แผน (กรัม) 7. รูปแผนส่ีเหล่ยี มผืนผา 7

การผลติ ยางแผน ผ่ึงแหง /ยางแผน รมควนั กรรมวิธีการผลติ ยางแผน ผ่ึงแหง/ยางแผนรมควัน ใชว ิธีเดียวกับการผลิตยางแผนดิบ แลว นาํ มาทาํ ใหแ หง โดยการอบดว ยลมรอ น หรือรมควัน ซง่ึ แสดงวิธีการผลติ ไวใ นแผนภมู ิ 2 นา้ํ ยางสด (ผานการกรองแยกสง่ิ สกปรก) จบั ตัวดว ยกรดฟอรมิก ยางจับเปน กอน จกั รรดี ยาง ยางแผน หนาประมาณ 2-3 มม. ผึง่ ในรม ยางแผน ดบิ (Unsmoked sheet, USS) อบดวยลมรอ น (อุณหภมู ิ 45 – 65 oC) โรงรมควัน ใชเวลาประมาณ 3 – 5 คนื (อุณหภมู ปิ ระมาณ 50 – 60 oC) ใชเ วลาประมาณ 4 – 10 วัน ยางแผนผ่งึ แหง ยางแผนรมควนั ตรวจจดั ชั้นดว ยสายตา หีบหอ / จําหนา ย หบี หอ / จาํ หนา ย แผนภมู ิ 2 กรรมวธิ กี ารผลิตยางแผน ผงึ่ แหง / ยางแผน รมควนั 8

การรมควันยาง การผลติ ยางแผน รมควนั เปน การอบแผน ยางใหแ หง อาศัยความรอนจากการรมยางดว ยควันจาก การเผาไหมไม ซง่ึ ควนั ไฟทใ่ี ชร มยางมสี ารฟโนลกิ (phenolic) จึงชว ยปองกนั การเกดิ รากับแผนยางได กอนนาํ แผนยางเขารมควนั ในโรงรม (smokehouse) ตองผงึ่ แผน ยางในทีร่ มจนสะเดด็ น้ํา เสียกอน (ประมาณ 2 ชวั่ โมง) นํ้าในแผน ยางจะลดลงเหลอื ประมาณ 30% ไมแ นะนาํ ใหผงึ่ แผน ยาง กลางแจง เพราะแสงแดดอาจทาํ ใหยางเกิดปฏกิ ิริยาออกซเิ ดชน่ั ซง่ึ จะทาํ ใหยางเสือ่ มคุณภาพได ในชว ง 4 ชวั่ โมงแรกของการนําแผน ยางเขาโรงรม ปรากฏการณซ ิเนอริซสิ อนั เน่ืองมาจาก อณุ หภมู สิ งู (ประมาณ 57 องศาเซลเซยี ส) จะยง่ิ เกดิ มากขนึ้ ซ่ึงทําใหนํ้าซมึ ออกจากแผน ยางมากขึน้ ดงั นนั้ จงึ ควรท่ีมรี ะบายไอน้ําในโรงรมอยา งพอเพยี งเพอื่ ลดความชืน้ ของโรงรม หากมีการควบคุมควันไฟอยา งมีประสิทธิภาพ ยางจะแหง ภายในเวลาเพียง 4 วนั ปจ จยั ที่สําคญั ของการรมควันนน้ั ไดแกอ ณุ หภูมขิ องโรงรม จากการปฏบิ ัติโดยทวั่ ไปปรากฎวา ยางแผนท่มี ีความหนา ประมาณ 3 มลิ ลเิ มตร จะแหง ภายในเวลา 4 วัน เมอ่ื ปรบั อณุ หภมู ิของโรงรม ดงั นี้ วนั แรก 50-52 องศา เซลเซยี ส วนั ทส่ี อง 50-57 องศาเซลเซียส วนั ที่สาม 57-60 องศาเซลเซยี ส และ ในวันที่ส่ี 60-62 องศา เซลเซียส ปจจัยในการรมควนั ใหไดย างชัน้ ดี 1. การควบคมุ อุณหภูมิ การควบคมุ อุณหภมู ขิ องโรงรมน้ัน คอื การควบคมุ ปริมาณการลกุ ไหม ของเช้อื เพลงิ ในเตา ฉะนนั้ ในโรงรมจะตองมกี ารตดิ ตัง้ เทอรโ มมิเตอรท ี่สามารถอานอุณหภูมจิ าก ภายนอกได เจา หนา ท่ปี ระจําเตาจะตอ งอยตู ลอดเวลา จงึ จะตอ งใชผ มู ีประสบการณ ความชาํ นาญ และ ความรับผดิ ชอบสงู 2. การควบคมุ ความชน้ื ความชนื้ จะเกดิ จากนํา้ ทอี่ ยใู นแผน ยางถูกรดี จากการหดตัว นาํ้ สว นหนึง่ จะไหลหยดลงบนพน้ื ลาง บางสวนจะระเหยในบรรยากาศ ดงั น้ันดา นบนหองรมจะตอ งมีชอ งระบาย อากาศ เพ่อื ใหค วามชื้นในการรมวนั แรกๆระบายออกไป ดานลา งจะตองมีรอ งรบั น้ําใหไหลออกจากพ้ืน หองโดยสะดวก 3. โรงเรอื น โรงเรอื นหรอื หอ งอบนัน้ จะตอ งออกแบบมาอยางดี สะดวกในการทํางาน เก็บความ รอนไดด แี ตกส็ ามารถระบายความชื้นไดด เี ชน กนั มรี ะบบปองกันการเกิดอคั คภี ยั เพดานเรียบ หยดนํ้า ไมเกาะซ่ึงเปน สาเหตขุ องรอยดําบนแผนยาง หากน้าํ เหลานีร้ วมกบั เขมา แลวหยดถูกแผน ยาง 4. เตา ปกตเิ ตาเผาจะอยดู านนอกโรง อาจจะอยทู ายโรงหรอื ขา งโรงก็ได เตาจะตอ งเผาฟน ได อยา งมีประสิทธภิ าพ การปฏบิ ตั งิ านหนาเตาสะดวก ไมว า จะใสฟน หรือเขีย่ ขีเ้ ถา อากาศรอ นทีไ่ ดจากการ เผาจะตอ งไหลเขาไปในโรงไดอ ยา งมีประสทิ ธิภาพ มกี ระบังสาํ หรับควบคุมการลกุ ไหมของฟน ส่ิงเหลานเ้ี ปน ปจ จัยในการรมควันประสบผลสําเรจ็ การควบคมุ โรงรมจะตองอาศัยผทู ่ีมีความ รับผดิ ชอบสงู รูจกั สงั เกตแกไ ขเหตกุ ารณได การปลอ ยใหอณุ หภมู ิสูง หรอื ต่ําเกินไป หรือใหมคี วามช้ืน 9

ในโรงสงู เกินไป ลวนแตเ ปน สาเหตทุ ี่ทาํ ใหย างเกดิ ตําหนิไดท ง้ั นนั้ และปจจยั สาํ คัญอกี ประการหนง่ึ คอื ยางดบิ ทนี่ าํ เขารมแตละชดุ ควรมคี ณุ ภาพใกลเคียงกนั การควบคมุ ดูแลก็จะทาํ ไดส ะดวกยงิ่ ขึ้น ขอ สงั เกตในการรมควัน ขอสังเกต สาเหตุ การแกไข 1.รมสุกชากวา กาํ หนด 1. อาจมีรอยร่ัวตามฝาเพดาน 2. ความรอ นตา่ํ กวาปกติ 1. ตรวจหารรู ว่ั ทําการอดุ ซอม 2. รักษาความรอนในเตาไฟอยู ระหวา ง 55 – 60 oC 2. ยางมสี คี ลา้ํ จนดาํ , 1.ใหค วามรอ นสูงเกินไปและยาง 1.ตรวจนาํ ยางทแ่ี หงสนทิ แลว ยางแผน เหนยี ว, เยม้ิ แหง แลว ยงั รมตอ ไป ออกไป 3. มเี ช้อื ราข้นึ บนแผน 1. นํายางทีย่ ังไมไ ดสะเดด็ นา้ํ เขา รม 1. ผึ่งยางสะเดด็ นาํ้ กอนนาํ เขา รม ยาง 2. ความรอนเรม่ิ แรกต่ําเกนิ ไป 2. เตรียมหอ งรมใหมีความรอ น พรอม กอนนํายางเขา รม 4. ยางทมี่ ีฟองอากาศ 1. ใหความรอนสงู เกนิ ไปกบั ยาง 1. ความรอนไมควรใหเ กนิ 50 oC กระจายทวั่ ไปและมี แผน ทย่ี ังเปย ก 2. คอ ยๆเพิ่มความรอ น อาการบวมพองตาม 2. เรง ความรอ นเรว็ เกนิ ไป 3. กวาดฟองใหหมด ผิว และขอบ 3. ขณะนํายางแผนดิบกวาดฟอง ไมห มด 5.ยางเปนราสนมิ หรอื 1. ผ่ึงยางไวนานเกินไปกอ นเขารม 1. เมอื่ ยางสะเด็ดน้าํ แลว นาํ เขา รม ราแหงติดแผนยาง หรือความชน้ื สงู ทนั ที 2. ยางทน่ี าํ เขา รมไมไดล างทํา 2. อนุ เตาใหม คี วามรอ นไมตาํ่ กวา ความสะอาด 50 oC กอนนาํ ยางเขา 6. ผวิ ของยางเปน มัน 1. ใชฟนท่ีสดเกนิ ไป 1. ควรท้ิงฟน ไวระยะหนึง่ 2. ใชส ารกนั บดู ตามแนะนาํ หรอื เหนยี ว 2. อาจใชสารกนั บดู มากเกนิ ไป 7.แผน ยางเปน จดุ ๆดา ง 1.โดนหยดนา้ํ ทีก่ ลนั่ จากเพดาน 1. ใชก ระสอบหรือวัสดุอืน่ รอง ดาํ หยดใส เพดาน 8. ยางขาด 1.อาจจะเปน นา้ํ ยางจากตน ยางออน 1. คดั เลอื กน้าํ ยางจากสวนยางมีอายุ 2. ผสมนํ้าไมถ ูกสวน มาผสม 2. ผสมน้ําใหถกู สว น 10

การจัดชั้น และอัดยางเปน กอ น ยางแผน รมควนั ทีแ่ หง แลว จะถูกนํามาพจิ ารณาจัดจาํ แนกช้ัน โดยใชส ายตา (visual grading) พิจารณา ซง่ึ จะตอ งอาศยั ความชํานาญมาก เม่อื จดั จาํ แนกชนั้ ยางแลวจงึ นาํ ยางไปอดั เปนกอนๆ ละ ประมาณ 100 กโิ ลกรัม หรอื 114 กโิ ลกรัม หรอื น้ําหนกั อนื่ ๆ ตามทผี่ ูผ ลิตและผซู ้อื ตกลงกนั หอ กอนยาง ดวยยางแผน คณุ ภาพเชนเดยี วกบั ยางภายในกอ น และฉาบผวิ กอนยางดวยสารละลายยางผสมแปง เพอ่ื ปองกันยางเหนียวตดิ กนั หรอื หอดว ยพลาสติก หรอื กระดาษสนี าํ้ ตาลตามทตี่ กลงระหวา งผเู กี่ยวของ กอ นยางแผน รมควนั ลกั ษณะดังกลา ว (นํา้ หนกั ประมาณ 100 กโิ ลกรมั ) โรงงานและวงการยางมกั เรียกวา “ยางลกู ขนุ ” ขอกําหนดการจดั ช้ันยางแผน รมควัน ขอ กําหนดของยางแผนรมควันชนั้ ตางๆ ตามท่รี ะบใุ น The Green Book ยางแผนรมควนั ชัน้ พิเศษ (No. 1 X RSS) ตองเปน ยางแผนรมควันท่ีผลิต โดยมกี ารควบคุมอยา งเตม็ ท่ี กอนยางแตละกอ นตอ งไมขึน้ รา ไมปรากฏจุดหรอื ร้ิวรอยดางดวงของยางถกู รมควนั มากเกินไป แผน ยางตองแหง ดี สะอาด รมควนั สมํ่าเสมอทวั่ ทง้ั แผน ปราศจากฟองอากาศ สิง่ สกปรก ตลอดจนสิง่ แปลกปลอมอ่ืนๆ ยางแผน รมควนั ชั้น 1 (No. 1 RSS) กอนยางแตล ะกอ นตอ งไมข นึ้ รา ไมป รากฏจุดหรอื ร้ิวรอยของยางถกู รมควันมากหรอื นอ ย เกนิ ไป ยางตอ งแหงดี สะอาด รมควันสมา่ํ เสมอทว่ั ท้ังแผน ปราศจากฟองอากาศ สงิ่ สกปรก ตลอดจนสง่ิ แปลกปลอมอ่ืนๆ ยางแผนรมควนั ชนั้ 2 (No. 2 RSS) กอนยางมีราขน้ึ ไดบ า ง แตต อ งไมเ กนิ กวา 5% (กอ นยางตวั อยา ง) แผน ยางมฟี องอากาศบาง แต ปราศจากรอ งรอยของการถูกรมควนั ไมสมํ่าเสมอ ยางตองแหงดี สะอาด ไมมจี ดุ ดา งของสง่ิ สกปรก หรอื ส่งิ แปลกปลอม ยางแผนรมควนั ช้นั 3 (No. 3 RSS) กอนยางมีราขนึ้ ไดบ า ง แตต องไมเกินกวา 10% (กอ นยางตวั อยาง) แผน ยางมจี ดุ ดา งและ ฟองอากาศบาง แตตอ งไมม รี อ งรอยของยางถูกรมควันไมส ม่ําเสมอ ยางตอ งแหง ดี สะอาด ไมม ีส่ิง แปลกปลอม ยางแผน รมควนั ชนั้ 4 (No. 4 RSS) กอนยางมรี าขน้ึ ไดบ าง แตต อ งไมเกนิ กวา 20% (กอนยางตัวอยาง) แผน ยางมจี ดุ ดา งฟองอากาศ และรอ งรอยของการรมควันไมถ ูกตอ งปานกลาง ยางตองแหง ดี ไมม สี ง่ิ แปลกปลอม 11

ยางแผนรมควนั ช้นั 5 (No.5 RSS) กอนยางมรี าขนึ้ ไดบางแตตองไมเกินกวา 30% (กอนยางตัวอยาง) แผน ยางมจี ดุ ดา งฟองอากาศ และรอ งรอยของการรมควันไมถ ูกตองขนาดใหญ การผลติ ยางแผนผึง่ แหง ยางแผน ผ่ึงแหง ใหค วามหมายตามทร่ี ะบุไวใ นหนงั สอื Green Book คอื ยางแผนที่มสี จี างผา น กรรมวิธกี ารผลติ ทาํ นองเดียวกนั กบั การผลติ ยางแผน รมควนั แตมีเงอื่ นไขการผลติ ทเ่ี ขมงวดกวา และมี วิธกี ารทาํ ใหแ ผน ยางแหง โดยลมรอ นทีป่ ราศจากควนั ไฟ เนอ่ื งจากยางแผนผึ่งแหง ไมม กี ารจดั ชน้ั คณุ ภาพด-ี เลว จะมียางแผน ผงึ่ แหง เพยี งช้นั เดียว ดงั นน้ั ในการผลิตจึงจําเปน ตองคัดเลอื กนํ้ายาง และควบคมุ การผลติ เปน อยา งดี เพอื่ ใหไ ดย างแผนในขัน้ สดุ ทายของกระบวนการผลิตทมี่ สี จี าง การพิจารณาเกยี่ วกบั พันธยุ างทใ่ี หสนี ํ้ายางตา งๆ กัน จงึ เปน เรอื่ ง จําเปนและสําคญั ดวย กรรมวธิ กี ารผลติ ยางแผน ผ่งึ แหง จําเปนตอ งมีเง่อื นไขท่ีจะผลติ ยางแผน สีจาง กลาวคือ ตองใช สารเคมีปองกนั น้าํ ยางจับตวั ซึง่ นยิ มใชโซเดียมซัลไฟตใ นอัตรา 0.06% นาํ้ หนกั /น้าํ หนกั ของเนอื้ ยาง แหง เตมิ ในสถานะของสารละลายเจอื จาง 3% นํา้ หนกั /ปรมิ าตร ลงในถว ยรับน้ํายางหรอื ถงั รบั นาํ้ ยาง หรือทจ่ี ุดรวมนาํ้ ยาง จากนน้ั การกรองนา้ํ ยางจะใชตะแกรงขนาด 60 เมช แลว เตมิ สารเคมีปองกนั การ เกดิ ปฏิกริ ยิ าออกซเิ ดชั่นทจี่ ะกอใหเ กดิ สีคลา้ํ กบั ยาง ซง่ึ แนะนาํ ใหใ ชส ารโซเดียมเมตะไบซัลไฟตใ น อตั รา 0.4 % น้าํ หนัก/นาํ้ หนักของเนือ้ ยางแหง เตมิ ในสถานะของสารละลาย 5% นํา้ หนกั /ปริมาตร จากน้ันผลติ ยางตามการผลิตยางแผน ดิบ กอนนาํ ยางเขา อบตองแขวนแผนยางเพอื่ ใหส ะเดด็ นาํ้ ในทีร่ มระบายความช้นื ไดด ีประมาณ 2-4 ชัว่ โมง โดยปกตจิ ะใชเ วลาอบแหงแผน ยางที่หนาประมาณ 2-3 มิลลิลติ ร เปนเวลาประมาณ 4 วนั เมื่อ อณุ หภมู โิ รงอบประมาณ 50-60 องศาเซลเซยี ส ข้นั สุดทา ยยางแผนผ่งึ แหง จะถูกอดั เปน กอ น นาํ้ หนัก ประมาณ 100 หรือ 114 กโิ ลกรมั หรือนา้ํ หนักอืน่ ๆ ตามความตกลงระหวา งผูผลติ กันกับผูซอ้ื หรือผูใช เพอื่ ปองกันการเหนียวตดิ กันของยางแตล ะกอ น ทาํ ใหโ ดยฉาบกอ นยางดว ยสารละลายแปง ทาํ นอง เดยี วกบั ยางแผน รมควัน หรอื ผูผ ลติ บางรายอาจใชพ ลาสตกิ โพลีเอทลิ ีน การผลติ ยางเครพชน้ั ตา งๆ ตามทีร่ ะบุใน The Green Book : ยางเครพสขี าวและจาง (white and pale crepes) จะตองเปน ยางเครพท่ผี ลิตจากกอ นยางจบั ตัวใหมๆ ภายใตการควบคุมกรรมวิธีการผลิตเปน อยางดี ยางตอ งแหงดี สขี าวหรอื จางสมา่ํ เสมอ ไมมรี อ งรอยของสง่ิ แปลกปลอม ซ่งึ แบง ออกเปน ช้ัน ยอ ยๆ เครพสจี างชนดิ หนาพิเศษ ชนิดบางพเิ ศษ ชนิดหนาชนั้ 1, ชนิดบางชั้น 1, ชนิดหนาชั้น 2, ชนิด บางชน้ั 2, ชนดิ หนาชน้ั 3, ชนิดบางชน้ั 3 เครพสีขาวบางชน้ั พิเศษ และชนดิ บางช้ัน 1 12

ยางเครพสนี า้ํ ตาลจากสวนขนาดใหญ (estate brown crepes) จะตองเปน ยางเครพทีผ่ ลติ จากกอนยางสดหรือเศษยางคณุ ภาพดีจากสวนยางขนาดใหญ หากใช เศษยางตดิ เปลอื กไมจ ะตองทาํ ความสะอาดแยกเปลือกไมอ อกใหห มด ใชเครอื่ งบดลา งยางเพ่อื บดลาง ใหส ะอาด หา มใชเศษยางทตี่ กอยตู ามพนื้ ดิน เศษยางแผน รมควนั และเศษยางเปย ก (wet slap) ยางเครพ ชนิดนแ้ี บงชนั้ ยอยๆ เปนเครพสนี ํา้ ตาลชนดิ หนาชน้ั พิเศษ 1-3 ยางคอมโปเครพ (compo crepe) เครพเหลานที้ าํ จากยางกอ น เศษยางจากรอยกรดี เศษยางตัดจากยางแผน รมควนั ยางกอนเปยก ตองใชเ ครอ่ื งยอ ยลา งยางกอนเขาเคร่ืองรดี แผนเครพ หามใชเ ศษยางท่ตี กตามพ้ืนดนิ มาผลิตเปน เครพ ชนิดน้ี แบง ชน้ั ยอยๆ เปน คอมโปช้ัน 1-3 ยางเครพสนี ํ้าตาลชนดิ บาง จาก Remill (thin brown crepes (remill)) เครพเหลา นผ้ี ลิตโดยใชเ ครอื่ งยอยลางยางกอนเปย ก ยางแผน ดบิ กอ นยางหรอื เศษยางคณุ ภาพดี จากสวนยางขนาดใหญ หรอื สวนขนาดเล็ก หากใชเ ศษยางตดิ เปลอื กจะตองลางทําความสะอาดแยก เปลอื กไมอ อกใหห มด หามใชเศษยางท่ตี กตามพื้นดนิ แบง ชัน้ ยอ ยๆ คอื เครพสนี าํ้ ตาลบางชั้น 1-4 ยางเครพแผนหนา (thick blanket crepes ambers) เครพเหลานผี้ ลติ โดยใชเ ครอื่ งบดลางกอ นยางเปย ก ยางแผน ดิบ ยางกอ น และเศษยางอ่นื ๆ ที่ ไดมาจากสวนขนาดใหญห รอื จากสวนขนาดเล็ก หากใชเ ศษยางตดิ เปลอื กจะตอ งทาํ ความสะอาด และ แยกเปลือกไมอ อกใหห มด หามใชเศษยางที่ตกอยตู ามพน้ื ดนิ แบง เปน ชั้นยอ ยๆ คอื ยางเครพหนาชน้ั 2-4 สขี องยางจากสีนาํ้ ตาลจนสนี า้ํ ตาลเขม ยางเครพชนดิ flat bark crepes ผลติ จากการยอ ยลา งเศษยางชนดิ ตางๆ รวมท้ังเศษยางที่ตกอยตู ามพนื้ ดิน สีของยางต้ังแต นา้ํ ตาลเขมจนสีดํา แบงเปน standard flat bark crepe และ hard flat bark crepe การผลิตยางแทง ประเทศไทยเรม่ิ ผลติ ยางแทง เมือ่ ป 2511 เพื่อปรับปรุงแบบใหมีขนาดเหมาะสมกบั การใชใน ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอยา งยง่ิ ตองมีการตรวจสอบคณุ ภาพทางวิทยาศาสตร และจาํ แนกชน้ั ตาม ขอกาํ หนดมาตรฐาน วัตถดุ ิบที่ใชผลิตยางแทงใชไ ดท้ังน้ํายางสดทีต่ อ งทาํ ใหจ บั ตวั กอ นและยางแหง ท่จี ับตวั แลว เชน ยางแผน ดบิ เศษยางกน ถวย ขนั้ ตอนทีส่ าํ คัญในการผลติ คือ ตดั ยอ ยยางดบิ ใหเ ปน ชนิ้ เล็กๆอยา งรวดเรว็ ลา ง อบใหแหง และอดั เปน แทงสเี่ หลี่ยมขนาด 33.3 กิโลกรมั หรอื ตามความตองการของผูใช กรรมวิธกี ารผลติ ยางแทงแสดงไวใ นแผนภมู ิ 3 13

น้ํายางสด ยางแผน ดบิ เศษยาง ถังรวมยาง นา้ํ ยางจบั ตวั ตดั ยาง ถังรวมยาง ตดั กอนยางจับตวั ตดั ยาง ผา นเคร่อื งเครพ ผา นเครอื่ งเครพ ยอยยางเปนเมด็ เลก็ ๆ ยอ ยยางเปน เมด็ เลก็ ๆ ทาํ ความสะอาด ถังรวม อบยางใหแ หง อดั แทง ผา นเครอื่ งเครพ ยอ ยยางเปนเมด็ เลก็ ๆ แผนภมู ิ 3 กรรมวธิ กี ารผลิตยางแทง การผลิตยางแทงจากนาํ้ ยาง เร่มิ ตน จากการรวบรวมนํ้ายางสดลงในถังรวมนาํ้ ยาง ทาํ การกรองน้ํายางใหสะอาดแลวทําใหน ้าํ ยางจบั ตวั โดยใชกรดฟอรมกิ หรอื กรดอะซติ กิ หรอื สารเคมีอ่นื ๆ เมือ่ ไดยางท่จี ับตวั แลว นําไปผา นเคร่อื ง ตัด ซ่ึงจะตดั หรอื ยอยยางเปน ชิ้นเลก็ ๆ แลวรวบรวมยางเหลา นีล้ งกระบะอบ นําเขาเคร่อื งอบใชลมรอน อณุ หภมู ิประมาณ 100-110 องศาเซลเซยี ส ใชเวลาอบจนแหงประมาณ 4 ชวั่ โมง แลว จึงใชลมเยน็ เปา ยางทีแ่ หง แลว ใหเย็นลง อณุ หภมู ปิ ระมาณ 60 องศาเซลเซยี ส นํายางทอ่ี บแหง แลว มาชง่ั นํา้ หนกั และอดั เปนแทงๆ ละ 33 1/3 กโิ ลกรมั ขนาด 670 x 330 x 170 มลิ ลเิ มตร หรือขนาดอน่ื ๆ ตามท่ผี ูใชต องการ และหอ แทงยางดวยพลาสติกโพลเิ อทีลนี (polyethylene) แลว บรรจลุ งลัง การผลิตยางแทงจากยางแหง ยางแหง ทน่ี าํ มาใชเปน วัตถดุ บิ สาํ หรับการผลิตเปนยางแทง ไดแ กยางแผน ดิบ (unsmoked sheet; USS) ยางกน ถวย (cup lump) และเศษยางตา งๆ โดยปกติผูผลติ มักใชว ิธีการผสมระหวา งยางทม่ี ีความ 14

สะอาดพอควร ซ่ึงยางเหลา นจี้ ะมีราคาสงู ไดแกยางแผน ดบิ ผสมกบั ยางทีม่ ีความสกปรกกวาแตมรี าคา ต่าํ ขนั้ แรกของการผลติ ยางคุณภาพตํา่ หรอื ยางที่มีความสกปรกอนั เนอ่ื งจากการมสี ารอน่ื เจือปนจะถูก รวบรวมลงในถงั แชด ว ยน้าํ เพ่อื ปลอยใหสง่ิ สกปรกตา งๆ มีโอกาสตกตะกอนไปกอ นบาง แลว จงึ ผา น ยางท่ีแชน าํ้ แลว ไปยังเคร่อื งตดั ยอยใหเ ปน ชน้ิ เลก็ ๆ ซง่ึ จํานวนครั้งและจาํ นวนเครือ่ งท่ใี ช ขน้ึ อยกู บั ความ สกปรกมากนอ ยของยาง ตอ จากนน้ั ยางจะถกู นําผา นเครือ่ งเครพ จากน้กี จ็ ะมีการผสมยางแผนทมี่ ีความ สะอาดพอควรลงไป โดยจะปลอ ยใหย างแผน ผสมคลุกเคลากบั เศษยาง (ทผี่ านกระบวนการทาํ ความ สะอาดมาแลว ) ในบอรวม จากนนั้ จะนาํ ยางผสมผา นเครอ่ื งรีดเครพ และเครอ่ื งตดั ยอ ยตามลําดบั ใน กรณีของการใชย างแหง ทําเปน ยางแทงทกุ ข้ันตอนจะอาศัยนา้ํ ฉีดชะลา งยางอยางมาก เมอื่ ไดย างออกมา ในลกั ษณะเปน เมด็ หรอื ชิ้นเลก็ ๆ แลวขัน้ ตอนตอ ไปก็เชน เดยี วกบั กรณขี องการใชน้าํ ยางผลติ เปน ยาง แทง การบรรจหุ ีบหอยางแทง พลาสติกโพลีเอททลี ีน (polyethylene film) ชนดิ ความหนาแนน ต่ํา เปน พลาสติกทใี่ ชเ พือ่ การหอยางแทง แตล ะแทง และเพ่อื วางคน่ั ระหวาง แตล ะช้ันของแทงยาง และยงั ใชบ ุ (inner lining) รอบๆ ภายในลงั บรรจุแทงยางโพลีเอททลี ีนจะตอ งมี ความเหนียวแข็งแรงไมฉ ีกขาดงา ย และจะตอ งกระจดั กระจายหลอมเขาเปน เนื้อเดยี วกบั ยางได ณ อณุ หภมู ขิ องการบดผสมยางกับสารเคมขี ณะเขา กระบวนการทาํ ผลิตภณั ฑยาง พลาสติกทใี่ ชห อ แทง ยาง ใชวางคนั่ แตล ะชน้ั ของแทง ยางและใชบรุ อบๆ ภายในลงั ยางจะหนา ประมาณ 0.04 + 0.01 มิลลิเมตร และมสี มบัตดิ งั น้ี จดุ หลอมตวั (ไมเกนิ ) 109 องศาเซลเซยี ส อณุ หภมู ทิ ส่ี ามารถกระจัดกระจายผสมในยาง (ไมเกนิ ) 110 องศาเซลเซียส เมอื่ อัดยางเปน แทง แลว กอ นจะหอแทง ยางจะตองทาํ ใหอ ณุ หภมู ขิ องแทงยางตํา่ กวา 60 องศา เซลเซียสเสียกอ น จึงทําการหอ และเยบ็ ถงุ พลาสติกใหต ดิ กนั เรยี บรอยดวยเครอื่ งเยบ็ พลาสติก หรือหัว แรง บดั กรีกไ็ ด สมบัติมาตรฐานยางแทง สมบตั ิมาตรฐานซึ่งระบุเปนหลักไวใ นการทดสอบยางแทง เพอ่ื การวิเคราะหผล และจาํ แนกชน้ั คอื ปรมิ าณส่งิ สกปรก (dirt) ปริมาณเถา (ash) ปรมิ าณไนโตรเจน (nitrogen) ส่ิงระเหย (volatile matter contents) และคา ความออนตวั เรมิ่ แรก กบั ดชั นคี วามออ นตัวของยาง (initial plasticity retention; Po and plasticity retention index; PRI) การระบุขดี จาํ กัดสมบัติยางแทงของแตละประเทศสว นใหญจ ะองิ การ กําหนดขดี จํากัดตามมาตรฐานขององคการมาตรฐานระหวางประเทศ(ISO) 15

ขอกําหนดมาตรฐานยางแทง ไทย(Standard Thai Rubber ;STR) สมบตั /ิ ชน้ั ยางแทง STR XL STR 5L STR 5 นา้ํ ยา นา้ํ ยาง ปรมิ าณส่งิ สกปรก, % ไมเกิน 0.02 0.04 0.04 ปรมิ าณเถา , % ไมเ กิน 0.40 0.40 0.60 ปริมาณไนโตรเจน, % ไมเกนิ 0.50 0.60 0.60 ปริมาณสิ่งระเหย, % ไมเกนิ * 0.80 0.80 0.80 ความออ นตัวเริม่ แรก, % ไมตํา่ กวา 35.00 35.00 30.00 ดัชนคี วามออ นตวั , % ไมต าํ่ กวา 60.00 60.00 60.00 สี วดั ดว ยโลวบิ อนด ไมเกนิ 4.00 6.00 - ความหนดื ML (1’ + 4’) 1000 C --- แถบสี ฟา เขยี วออน เขยี วออ น ขาวบนพื้น เขยี วออ น หมายเหตุ กราฟแสดงลักษณะยางคงรปู โดยใชส ตู รยาง ACS 1 หรือส ∗ ขดี จํากดั ของผผู ลติ ไมเกนิ 0.50 % ∗∗ ขีดจาํ กดั ของผผู ลิตคอื STR 5 CV มคี าความหนดื STR 10 CV มคี า ความหนดื STR 20 CV มคี าความหนดื

STR 5CV** STR 10 STR 10CV** STR 20 STR 20CV** าง/ยางแผน ยางกอน/ยางแผน 0.04 0.08 0.08 0.16 0.16 0.60 0.60 0.60 0.80 0.80 0.60 0.60 0.60 0.60 0.60 0.80 0.80 0.80 0.80 0.80 - 30.00 - 30.00 - 60.00 50.00 50.00 40.00 40.00 ----- ** - ** - ** น ตวั อกั ษร นา้ํ ตาล ตัวอักษร แดง ตัวอักษร น ขาวบนพื้น ขาวบนพืน้ น น้ําตาล แดง สตู รของผซู ือ้ /ผูผลิต จดั ใหตามความตองการ ด 70 (+7, -5), 60 (+7, -5) และ 50 (+7, -5) ด 60 (+7, -5) ด 65 (+7, -5) 16

ความสําคญั ของสมบัตติ างๆ ทก่ี าํ หนดในมาตรฐานยางแทง สง่ิ สกปรก สวนใหญจ ะเปนเศษวสั ดุตางๆ ไดแก ดนิ ทราย กรวด ใบไม เปลอื กไมเ ปนตน สงิ่ สกปรก เหลานมี้ ผี ลตอ กระบวนการผลติ ผลิตภณั ฑยาง ทาํ ใหต องเพ่ิมข้ันตอนการแยกเศษผงสกปรกเหลาน้อี อก เชน การนํายางไปผา นเครอ่ื งแยกผง เพราะมฉิ ะนนั้ เศษผงดงั กลา วอาจมผี ลทาํ ใหชน้ิ งานเสยี ใชง าน ไมได นอกจากนหี้ ากเศษผงตดิ ไปกับชนิ้ งานสาํ เรจ็ รปู แลว ก็จะมีผลตอ สมบตั ิความแขง็ แรงทนทานของ ผลิตภัณฑย าง ความทนตอการสกึ หรอ และความทนตอการเกดิ รอยแตกลดลง เปน ตน สงิ่ สกปรกทเ่ี จอื ปนทีม่ ีความสําคญั เปนอยา งมาก คือ การเจือปนเศษยางคงรูปแลว (vulcanized rubber) ทีอ่ าจเจือปนโดยไมไ ดตั้งใจหรือตั้งใจของผผู ลติ ก็ตาม เพราะยางดังกลาวจดั วา เปน “ยางตาย” จะไมสามารถบดผสมเขาเปนเนือ้ เดยี วกบั ยางปกตแิ ละมผี ลกระทบตอกระบวนการผลติ ผลติ ภัณฑเปน อยางมาก ซึง่ หากผผู ลิตยางแทง รายไดผ ลติ ยางแทง ที่มยี างตายเจือปนกจ็ ะมีความเสยี หายจากการ เรยี กรองของผซู อ้ื เถา สว นใหญจะเปนสารท่ีเหลอื จากการเผายางทอี่ ณุ หภมู สิ งู 500-600 องศาเซลเซยี ส (ตามวธิ ีการ ทดสอบปรมิ าณผงเถา) ซึ่งไดแ ก สารตวั เตมิ ตา งๆ เชน แคลเซยี มคารบ อเนต ดนิ ขาว เปนตน สารเหลา นี้ มไิ ดมีอยใู นยาง หากแตอาจมกี ารเติมเพ่อื เพ่ิมน้ําหนกั ยาง ผลกระทบของสารเหลา นี่ตอ สมบัติของยางคือ ทาํ ใหสมบัตขิ องวตั ถดุ ิบสําเรจ็ รูปยางมสี มบตั คิ วามแข็งแรงลดลงเชนเดยี วกับกรณขี องผลกระทบอัน เนอ่ื งจากสิ่งสกปรก สิ่งระเหย สารตา งๆ ท่ีระเหยไดทต่ี รวจพบในยางสวนใหญคอื น้ํา การกําหนดขดี จาํ กดั ของส่งิ ระเหยเพ่ือ ตอ งการใหผ ูผลติ ยางแทง อบยางใหแ หง มฉิ ะน้ันจะเทากบั ขายยางในนาํ้ หนักท่ีมนี าํ้ อยสู ว นหนง่ึ นา้ํ หรือ ความชื้นในยางจะมีผลตอกระบวนการบดผสมยางกบั สารตา งๆ เพื่อการเตรียมยางคอมปาวดข ้นึ รปู ผลิตภัณฑ เพราะจะตองใชเ วลา และอณุ หภมู บิ ดยางเพอื่ ไลค วามชน้ื ออกเสยี กอน มฉิ ะนนั้ แลว สาร ตางๆ ที่จะเตมิ ผสมกับยางจะคลกุ เคลาเปน เน้ือเดยี วกบั ยางไดย าก บางครงั้ ผูประกอบการทาํ ผลติ ภัณฑ จําเปน ตอ งเตมิ สารชวยดูดความช้นื ซง่ึ นับเปนความยุงยากมากของผใู ชย าง ไนโตรเจน การกําหนดปรมิ าณไนโตรเจน มีทม่ี าจากการทใี่ นกระบวนการผลติ น้ํายางขนจะมีผลพลอยได คือ นํา้ ยางสกมิ ซ่ึงมีปริมาณของสารที่ไมใ ชย างสว นใหญเ ปน โปรตีนอยมู าก หากผผู ลติ นํานํ้ายางส กิมหรือยางสกมิ แหงแลว ก็ตาม มาผสมผลิตเปนยางแทง ปริมาณไนโตรเจนจากสารโปรตีนกจ็ ะสงู ซึ่ง ปริมาณไนโตรเจนสูงจะมีผลกระทบตอ ลักษณะของการคงรปู ของยางโดยไนโตรเจนเปนตวั ชวยเรง ใน การทาํ ใหย างคงรูป 17

ความออ นตัวเริม่ แรก เปน คา ท่ีบง ช้คี วามนมิ่ - แข็งของยางซ่ึงจะบงบอกวา ยางนนั้ ๆ จะบดยากหรอื งา ยเพยี งใด ถาคา ตา่ํ ก็หมายความวา ยางนม่ิ การบดจะงาย ใชพ ลังงาน และเวลาบดนอ ย อยา งไรก็ตามหากคา ตาํ่ มากไป ยาง ก็จะนิ่มมากจนเหลวทําใหก ารผสมยางกบั สารเคมีเพ่ือใหเขาเปน เนอื้ เดยี วกันยาก ผใู ชยางแตล ะรายจะมี ความตองการคา Po ในระดบั ตา งๆ กันตามความเหมาะสมของเครอื่ งมือและสายการผลติ ดังนน้ั ผใู ช จําเปนตองพจิ ารณาความสมดลุ ระหวา งความยาก-งายของกระบวนการผลติ (processibility) กบั คณุ ภาพ ของผลผลิตข้ันสดุ ทาย ดัชนคี วามออ นตัวของยาง (PRI) เปน คาที่ไดม าจากการหาเปอรเซ็นตค วามออ นตวั ของยางภายหลงั การอบบมเรง ใหย าง เสอ่ื มสภาพ แลวเปรยี บเทยี บกบั คาความออ นตวั เริ่มแรก (Po) กอนการเรงใหเสือ่ มสภาพ คา PRI สงู แสดงวายางมคี วามเสถยี รตอ การเส่ือมสภาพไดดี และในทางตรงกนั ขา มคา PRI ต่ําหมายถงึ ยางไมม ี ความเสถยี รตอ การเสือ่ มสภาพ ผผู ลติ ยางแทงจงึ จาํ เปน ตอ งควบคุมการใชว ตั ถุดิบทจ่ี ะนาํ มาผลิตยางแทง โดยเฉพาะเกรด STR 20 จะตองไมใ ชส ดั สวนผสมของข้ียางท่ี oxidised มาแลวมากเกนิ ไป มฉิ ะนนั้ จะ ไดยางแทง ที่ตกขดี จํากดั มาตรฐานของคา PRI สี เปน สมบตั ทิ ี่วดั จากการเทียบสมี าตรฐาน ใหประโยชนในดา นการนํายางไปใชใ นงานขนึ้ รปู ผลิตภณั ฑทีต่ อ งการ เนน ความสะอาด ตอ งการแตง เตมิ สสี ันตางๆ กรณเี ร่ืองของสียาง จะทดสอบเฉพาะ กับยางแทงทีผ่ ลิตจากนํา้ ยางสดโดยตรง( คา สงู มีความหมายวา สคี ล้าํ กวา คา ตาํ่ ) ความหนดื ปกตจิ ะวดั คาความหนดื ดว ยเครือ่ ง Mooney viscometer จงึ มักเรียกกนั วา ความหนดื Mooney เปน คาท่บี ง ชห้ี รือมคี วามหมายทาํ นองเดยี วกบั คา Po เพยี งแตก ารใชเ คร่อื งมือทดสอบทม่ี รี ะบบการ ทาํ งานของเครอื่ งตา งกนั การผลิตนาํ้ ยางขน วิธผี ลิตน้าํ ยางขน มี 4 วิธี คอื วิธีระเหยนาํ้ วธิ ที ําใหเกดิ ครมี วิธีปน และวธิ แี ยกดว ยไฟฟา แตก าร ผลิตนํ้ายางขน ในประเทศไทยเกอื บทงั้ หมดใชวธิ กี ารปน แยกดว ยเคร่อื งปนความเรว็ สูง เพือ่ แยกนาํ้ และสารอน่ื ๆ ทล่ี ะลายอยูใ นนา้ํ ออกไปบางสวน 1. วธิ กี ารระเหยนํา้ การผลิตนํ้ายางขน โดยวิธกี ารระเหยนาํ้ จะตองเตมิ สารที่ทาํ ใหน ํ้ายางมคี วามเสถียร (stabilisers) ไดแกส บูบางชนดิ เชน potassium soap เสยี กอน การระเหยนํ้าออกจากนาํ้ ยางจะเกดิ ขน้ึ ภายในถงั หรือ ภาชนะท่หี มุนไดรอบๆ แกน ตามแนวนอน และถงั นจี้ ะถกู ใหค วามรอ นรอบๆ ถงั การระเหยนาํ้ จากนํ้า ยาง จะทาํ ใหไ ดน้ํายางขน ซึ่งมีสว นประกอบโดยประมาณ คือ สว นของของแขง็ ทั้งหมด 75% ปริมาณ 18

เนอื้ ยางแหง 60% caustic potash 1.5% และสารชว ยทาํ ใหนํา้ ยางมีความเสถียรกบั สารโปรตีน ฯลฯ อีก ประมาณ 13.5% นาํ้ ยางขนทไี่ ดจากวิธรี ะเหยนํ้านม้ี ีความคงสภาพเปนน้ํายางดมี าก จงึ เหมาะสําหรบั การ ทีจ่ ะตอ งขนยา ยนํ้ายางไปไกลๆ และเหมาะกบั การนําไปผลิตวัตถสุ าํ เรจ็ รปู ประเภททตี่ อ งใสส ารตัวเตมิ (filler) จาํ นวนมาก เชนการผลิตกาว latex-cement นา้ํ ยางนเ้ี หมาะหรอื ใชไดผลดี กรณีทต่ี องการนาํ ไป ทาํ กาวประเภทท่สี ารอืน่ ๆ ท่อี ยใู นนํ้ายาง ชว ยรกั ษาความเสถยี รของน้ํายางเปน ขอ ไดเปรียบกบั การทํา กาวนนั้ ๆ อยา งไรก็ตามในทางการคา ไมคอ ยนยิ มการทํานาํ้ ยางขนโดยวธิ ี เพราะเปนวิธที ย่ี งุ ยาก และ ส้ินเปลอื งเวลา 2. วธิ กี ารทําใหเกิดครมี นาํ้ ยางธรรมชาตไิ มวา อยใู นสถานะสด หรอื สถานะทมี่ กี ารใสสารรักษาสภาพนาํ้ ยาง (preserved latex) ประกอบดว ยระบบของสารละลายคอลลอยดแ บบอมี ัลชนั่ (colloid emulsion) ของอนภุ าคยางท่ี แขวนลอยอยใู นตวั กลางทเี่ รยี กวา “เซรุม” อนุภาคเลก็ ๆของยางทีแ่ ขวนลอยอยใู นเซรมุ แสดงการ เคลือ่ นไหวในทุกทิศทางอยางไมเ ปนระเบยี บ (Brownian movement) และการเคลอื่ นไหวของอนภุ าค ยางในน้าํ ยางสดจะรวดเรว็ กวา การเคลื่อนไหวของอนภุ าคยางในนาํ้ ยางทใี่ สสารรักษาสภาพ เนอ่ื งจาก อนุภาคยางเบากวาเซรมุ ดงั นน้ั อนภุ าคยางเหลานจ้ี งึ มแี นวโนม ลอยตวั ขึ้นสผู ิวหนา ของนาํ้ ยางได 3. วิธีการแยกดวยไฟฟา จากการท่ีในสถานะของนํา้ ยาง อนภุ าคยางท่ีแขวนลอยในเซรุมตา งถูกหอหมุ ดว ยคารบ ็อก ซเิ ลทออิ อน (carboxylate ion, RCOO-) ท่ีมปี ระจเุ ปน ลบ ดังนนั้ จึงสามารถที่จะอาศยั วิธกี ารทางไฟฟา เขามาชวยในการแยกสว นของเน้อื ยางจากสว นของเซรุม ได โดยวิธีการจมุ ขั้วไฟฟา ท่เี ปนขว้ั บวก ลงใน นา้ํ ยางทไ่ี ดเตมิ สารชว ยทําใหน ้ํายางมคี วามเสถียรไวแลว อนุภาคยางจะคอยๆ เคลอื่ นไปรวมอยูทาง ขว้ั บวก และลอยตัวสูงข้นึ สผู ิวหนา ของนํ้ายางในทส่ี ุด ทง้ั นี้ เนอ่ื งจากความหนาแนน ของอนภุ าคยางตา่ํ กวาความหนาแนนของเซรุม อยางไรก็ตาม วธิ กี ารทาํ นา้ํ ยางใหเ ขน โดยใชไ ฟฟานีเ้ ปน วธิ ที ย่ี งุ ยาก และ ไมป ระหยดั จงึ เปน เพยี งวิธีการสาํ หรบั การคน ควาวจิ ยั และไมเปนทนี่ ยิ มในเชิงพาณชิ ย 4. วธิ ีการปน ดังไดกลาวมาแลววา น้ํายางธรรมชาติเปนสารท่จี ดั อยใู นระบบคอลลอยด (colloid system) ท่ี ประกอบดว ยสว นของอนภุ าคยาง (rubber particle) แขวนลอยกระจดั กระจายอยใู นตัวกลาง คือเซรุม อนุภาคยางเหลานีม้ กี ารเคลือ่ นไหวแบบ Brownian และอนุภาคยางเบากวาเซรุม ดงั น้ัน อนภุ าคยางจึงมี แนวโนมที่จะลอยตัวสูผวิ หนาของนํ้ายาง อัตราการเคลื่อนของอนุภาคยางขึน้ อยกู ับแรงดึงดดู ของโลก ซ่ึงหากสามารถเพม่ิ แรงดึงดดู ได กจ็ ะชวยเพม่ิ ความเรว็ ในการเคล่ือนท่ีของอนภุ าคยางดว ย ฉะน้ันการ ปน (centrifuge) ซึง่ สามารถเพ่ิมแรงดงึ ดดู ไดเปน 2,000 ถงึ 3,000 เทาของแรงดงึ ดูดของโลก จึงสามารถ เรงการเคลือ่ นท่ีของอนภุ าคยางได จากหลักการนจ้ี งึ ไดถกู นาํ มาพจิ ารณาสรา งเครอื่ งปน น้ํายางเพอ่ื การ ผลติ น้าํ ยางขน หรือคอื เพ่อื การแยกสว นท่เี ปนเนอ้ื ยางออกจากสว นของเซรมุ น่ันเอง 19

ในการผลติ นา้ํ ยางขนโดยวธิ กี ารปน โรงงานผลติ นํา้ ยางขน จะตอ งจดั หานาํ้ ยางสดจากสวนโดย ปกติจะต้งั จุดรบั ซ้ือน้ํายางตามท่ีตางๆ หรือชาวสวนยางบางรายอาจขนนาํ้ ยางสดมาสงใหท ี่โรงงาน โดยตรง การรวบรวมน้ํายางจากสวนจะโดยวิธใี ดๆ กต็ าม ขอสําคญั ทตี่ องคาํ นึงถงึ และถอื ปฏิบัติ คือ การรักษาความสะอาด การใชสารรักษาสภาพนํ้ายางอยา งถกู ตองและพอเพยี ง ปกตจิ ะใชแอมโมเนยี ตามลําพงั หรอื รว มกับสารชว ยเชน TMTD กบั ZnO ควรนํานํ้ายางสดทรี่ วบรวมไดเ ขา กระบวนการผลติ ใหเร็วท่ีสุด จึงจะไดนาํ้ ยางขน ท่ีมคี ณุ ภาพดี เมือ่ นาํ นาํ้ ยางสดเขาโรงงานแลว จะทาํ การถา ยลงถงั รวม เกบ็ ตวั อยา งตรวจสอบปรมิ าณเนอ้ื ยางแหง และปรมิ าณกรดไขมนั ระเหยได ตลอดจนปรมิ าณธาตุ แมกนีเซยี ม เพื่อใชเ ปน ขอ มลู สําหรบั การปรับสมบตั ินา้ํ ยางสดใหเหมาะสมตอไป ในทางปฏิบัตโิ รงงาน จะเติม DAHP ลงในน้าํ ยางอยางนอย 1 วนั เพอ่ื ตกตะกอน ธาตแุ มกนเี ซยี ม ตอ จากนี้จะไขนํ้ายางออก จากถงั เกบ็ สกู ารปน ดว ยเครอ่ื งปน ซ่ึงนาํ้ ยางท่ีออกจากเครือ่ งปน สวนหนึง่ คือ นาํ้ ยางขนทต่ี องการ และ อีกสวนหนึ่งเปน ผลพลอยได คอื หางน้าํ ยาง นายางสด (รกั ษาสภาพดว ย NH3/ TMTD / ZnO) เครอ่ื งปน นา ยางขน 60% (Concentrated latex) หางน้ํายาง (Skim Latex) รกั ษาสภาพดว ย ไล NH3 1) 0.7 % NH3 (ชนิด HA : Hing ammonia) หรอื เติม H2SO4 2) 0.2 % NH3 + สารชวยรักษาสภาพนํ้ายาง ผานขบวนการ รีดเครพ (ชนดิ LA : Low ammonia) หรือตัดยอ ย แผนภมู ิ 4 กรรมวิธีการผลิตน้าํ ยางขน สกิมเครพหรอื สกมิ บลอ็ ค 20

ขอ กาํ หนดมาตรฐานน้ํายางขนไทย (มอก. 980-2533) ขีดจํากดั ชนดิ ปน สมบัติ HA LA 61.5 61.5 ปริมาณของแขง็ ท้ังหมด1/, % (มวล/มวล), ตา่ํ สุด 60.0 60.0 ปริมาณเนอื้ ยางแหง, % (มวล/มวล), ต่าํ สดุ 1.8 1.8 ปริมาณของแข็งที่ไมใ ชเ นอ้ื ยาง2/ , % (มวล/มวล), สูงสดุ 0.60 0.29 ความเปน ดา ง (ในรปู แอมโมเนยี ), % (มวล/มวล) ของนํา้ ยาง (ตาํ่ สุด) (สงู สดุ ) 650 650 เวลาความคงตวั ตอเครือ่ งกล3/ , วินาที, ตํ่าสดุ 0.05 0.05 ปริมาณของยางจบั ตัว, % (มวล/มวล), สูงสุด 88 ปรมิ าณธาตทุ องแดง, มก./กก. ของปรมิ าณของแขง็ ท้ังหมด, สงู สดุ 88 ปริมาณแมงกานสี , มก./กก. ของปริมาณของแข็งท้งั หมด, สงู สุด 0.10 0.10 ปรมิ าณตะกอน, % (มวล/มวล), สูงสุด ตามทีต่ กลงกนั ระหวา งผูผลติ จํานวนกรดไขมันระเหยได (VFA No.) และผใู ช แตต อ งไมเ กนิ 0.15 ตามที่ตกลงกนั ระหวางผูผลิต จาํ นวนโปแตสเซยี มไฮดรอกไซด4/ (KOH No.) และผใู ช แตต อ งไมเ กนิ 1.0 ไมเ ปน สีฟา หรือสเี ทา การตรวจสีดว ยสายตา ไมม ีกล่ินบดู เนา การตรวจกลน่ิ ภายหลังการทาํ ใหเปนกลางโดยกรดบอรคิ หมายเหตุ 1/ ปรมิ าณของแข็งทงั้ หมดเลอื กไดต ามตองการ 2/ ผลตางระหวา งปริมาณของแขง็ ท้ังหมดกบั ปรมิ าณเนอ้ื ยางแหง 3/ เวลาความคงตัวตอเครอ่ื งกลตาํ่ สดุ อาจเปนคาทส่ี งู กวา คา ทก่ี าํ หนดไวได 4/ ถานาํ้ ยางประกอบดว ยกรดบอรคิ จาํ นวนโปแตสเซยี มไฮดรอกไซดอาจเกินกวา คาทก่ี าํ หนดไวไ ด โดยปรมิ าณที่เกนิ ไปนน้ั มสี มมูลยเ ทา กับกรดบอริค ซ่งึ ทดสอบ หาไดโ ดยวธิ ีของ ISO 1802 21

การรกั ษาสภาพนํ้ายางขน ในปจ จบุ ันมใี ชอ ยู 5 ระบบคือ 1. น้าํ ยางขนแอมโมเนียสูง ใชสารละลายแอมโมเนียปริมาณรอยละ 0.7 2. นาํ้ ยางขน แอมโมเนียตาํ่ ใชส ารละลายแอมโมเนียปริมาณรอ ยละ 0.2 รว มกบั สารละลาย โซเดยี มเพนตะคลอโรฟเนตปรมิ าณรอ ยละ 0.2 3. น้าํ ยางขนแอมโมเนียตํ่า ใชส ารละลายแอมโมเนียปริมาณรอ ยละ 0.2 รว มกับสารละลาย กรด บอริคปรมิ าณรอ ยละ 0.24 4. น้ํายางขนแอมโมเนียต่าํ ใชส ารละลายแอมโมเนยี ปรมิ าณรอยละ0.2รว มกบั ซิงคไ ดเธลิ ไดไฮโอคารบาเมท (ในรปู ดสิ เพสิ ชัน) ปริมาณรอ ยละ 0.2 5. นํา้ ยางขนแอมโมเนียต่าํ ใชส ารละลายแอมโมเนยี ปริมาณรอ ยละ 0.2 รวมกับเตตระเมทธิล ไธ -ยูแรมไดซัลไฟด (ในรปู ดิสเพสิ ชนั ) ปรมิ าณรอยละ0.013 และซงิ คออกไซด (ในรูปดิส เพิสชัน) ปรมิ าณรอยละ 0.013 คุณภาพน้าํ ยางขน : ขอ กาํ หนดและการทดสอบ ขอ กําหนดขดี จาํ กดั ของสมบตั ติ า งๆ ของนํา้ ยางขน โดยมาตรฐาน ISO น้นั ไดกาํ หนดมาตรฐาน ของน้าํ ยางขน ทีผ่ ลติ โดยวธิ ีตา งๆ แตเ นือ่ งจากการผลติ นาํ้ ยางขน สวนใหญใ ชวธิ กี ารปน (centrifuge) จงึ ขอนําขอมลู ขอ กาํ หนดขีดจาํ กดั ของสมบตั ิของน้ํายางขน ที่ผลิตจากวธิ กี ารปนแสดง สาํ หรบั สมบัติตา งๆ ท่ี ISO กาํ หนดขีดจํากดั ไว นั้น ซ่งึ มีเหตผุ ลและความสาํ คัญตอผูผ ลิต และผใู ชน้ํายางขนดังตอ ไปนี้ ปริมาณของแขง็ ท้ังหมดในน้ํายาง (Total Solids Content; TSC) หมายถงึ ปริมาณยางสวนทเ่ี ปน เนอ้ื ยางทัง้ หมดในนา้ํ ยาง รวมกับสารอืน่ ๆ ที่เปน ของแขง็ และไมใชย าง เปนสมบตั ทิ ี่จะสามารถบงช้ีวา นาํ้ ยางมสี วนอนื่ ๆ ท่ไี มใชย างมากนอ ยเพียงใด สวนอน่ื ๆ นอ้ี าจมีอยใู นน้ํายางต้ังแตเรม่ิ ตน ทอี่ อกจากตน ยาง หรอื อาจเจอื ปนในน้ํายาง โดยเจตนาหรอื โดยไมเจตนาก็ได ซ่งึ จะมผี ลกระทบตอ ความเสถียรของ นาํ้ ยาง ปริมาณเนื้อยางแหง (Dry Rubber Content; DRC) หมายถึงปรมิ าณของสว นทเ่ี ปน เนอ้ื ยางในนาํ้ ยาง ซงึ่ ไดจ ากการทาํ ใหน้ํายางจับตวั ดว ยกรดอะซติ ิก ภายใตการควบคมุ สภาพการจับตัวอยา งสมบรู ณ เปน คาบงชปี้ รมิ าณของเนื้อยางจริงๆ ซึ่งมีความสําคญั ในการซื้อขาย เพราะโดยหลักการแลวการซอ้ื ขาย นา้ํ ยางขนอยบู นฐานของเน้อื ยางแหง 60% การทดสอบหาคา DRC จึงเปนสิง่ ทจี่ ะใหค วามยุติธรรมตอผู ซอื้ วาไดรับนาํ้ ยางทีม่ ีเน้อื ยางถูกตอ งตามทร่ี ะบุหรอื ไม อกี ทงั้ DRC ยงั มคี วามสําคญั ตอ ผูนํานาํ้ ยางไป แปรรูปเปน ผลติ ภัณฑย าง เพราะการออกสตู รสวนผสมสารตางๆ ลงในนา้ํ ยางเพอ่ื การทําผลติ ภัณฑย าง จะคํานวณปรมิ าณสารตอ นาํ้ หนักของเน้ือยางแหง จากการทดสอบไดคา TSC และ DRC เมื่อนําคา DRC หกั ออกจากคา TSC ก็ไดค าของสารอนื่ ๆ ที่เปนของแข็ง และไมใชเ นอ้ื ยาง (Non Rubber Content; NRC) ถา หากนาํ้ ยางขน ชุดใดมีคา NRC สงู ก็ 22

บงชวี้ าน้าํ ยางชดุ นั้นมีสารทไี่ มใ ชเ น้ือยางมาก ซึง่ อาจมีผลกระทบตอคุณภาพ และโดยเฉพาะอยา งยิ่งตอ ความเสถยี รของนาํ้ ยาง ปริมาณความเปนดา ง (Alkalinity) หมายถึง ปริมาณดา งอสิ ระทั้งหมดในนาํ้ ยาง แสดงเปน ปริมาณแอมโมเนีย เพราะสวนใหญจ ะรกั ษาสภาพนํ้ายางขน ดว ยแอมโมเนีย การทดสอบคา ความเปน ดา งเพือ่ ใหทราบสถานะของการรักษาสภาพของนํ้ายางวา ดพี อเพยี งหรอื ไม และถาจะนําไปแปรรูปเปน ผลิตภณั ฑย าง จะตองปรบั ไลแอมโมเนยี ออกมากหรือนอยเพยี งใด ปกตนิ ํา้ ยางขน ท่รี ักษาสภาพตาม ขอกําหนด จะมีความเสถยี รดี ปลอดภัยตอการท่ียางจะจับตวั เปนฝา /เม็ด/กอ น ระหวา งการขนสงหรือ เกบ็ รกั ษา ความเสถียรเชิงกล (Mechanical Stability Time; MST) หมายถงึ ระยะเวลา (วนิ าท)ี ทน่ี ้าํ ยาง มีความเสถยี รตออิทธิพลทางกล MST เปน สมบตั ทิ ี่บง บอกถึงความเสถยี รของนา้ํ ยางตอ การเคล่อื นยาย การกวน การปม หรือการกระทาํ ทางกลโดยวิธีอืน่ ๆ คา MST สูงจะบงชวี้ า น้ํายางมคี วามเสถยี รตอ อิทธพิ ลทางกลไดสงู ในทางตรงกนั ขา มถา คา MST ต่ํา ก็แสดงวานํา้ ยางนนั้ จะสญู เสยี ความเสถยี รและ สามารถจับเปน เม็ดไดง า ยเมอ่ื นํ้ายางถูกระทบโดยอทิ ธพิ ลทางกล ปรมิ าณยางจบั เปนกอ น (Coagulum Content) หมายถงึ ปริมาณของสารทีต่ กคางอยูบนตวั กรองสเตนเลสทที่ ดสอบ สารเหลานป้ี ระกอบดวยเศษยางจับตัว และสารอ่ืนทีเ่ จือปนมากับนาํ้ ยาง การ ทดสอบหาคาปรมิ าณยางจบั เปน กอนน้มี ีความสาํ คัญตอกระบวนการนํานาํ้ ยางไปผลิตผลิตภณั ฑท ีอ่ าศยั เทคโนโลยีการผลิตที่เขม งวด และละเอยี ดมาก เชน การผลิตเสนดายยางยดื โดยเฉพาะอยา งย่งิ การผลติ เสนดายขนาดเสน ผาศูนยก ลางเล็กมากๆ รูท่ีปลายหลอดที่จะฉดี น้ํายางผสมเคมจี ะมีขนาดเลก็ มาก นํา้ ยางทม่ี ี coagulum content สงู อาจกอใหเ กิดปญหาการอดุ ตันทป่ี ลายหลอดในระหวางกระบวนการผลติ ดังกลา วได เปน ตน ปริมาณทองแดง (Copper Content) หมายถงึ ปริมาณของธาตุทองแดงที่มอี ยใู นน้ํายาง การ ทราบปริมาณธาตทุ องแดงในนํา้ ยาง จะทาํ ใหทราบความทนทานตอ การเส่ือมสภาพของผลิตภณั ฑย างท่ี ทาํ จากน้ํายางนน้ั ๆ ได โดยปกติถาหากน้าํ ยางมีปรมิ าณของธาตุทองแดงเกนิ กวา ขอ กาํ หนดของ ISO นา้ํ ยางขน กจ็ ะเปนวตั ถุดบิ ทไี่ มดีสาํ หรับการนาํ ไปแปรรปู ผลติ ภณั ฑบยาง เพราะมโี อกาสท่จี ะทาํ ใหไ ด ผลิตภัณฑทม่ี อี ายุการใชง านสน้ั เนอ่ื งจากธาตุทองแดงเปน ตวั เรงการเส่อื มสภาพของยาง ปริมาณแมงกานีส (Manganese Content) หมายถึงปริมาณของธาตแุ มงกานีสในนาํ้ ยาง การ ทราบปริมาณของธาตแุ มงกานสี ในนํ้ายางมคี วามหมาย และความสาํ คัญทํานองเดียวกับกรณขี องธาตุ ทองแดงในน้ํายาง เพราะธาตทุ ัง้ สองชนดิ นม้ี ีสมบัตเิ ปนตวั กระตนุ ปฏิกิรยิ าออกซเิ ดชน่ั ตอโมเลกลุ ยาง ทําใหย างเส่อื มสภาพได ปริมาณตม (Sludge Content) หมายถงึ สิ่งเจือปนทไี่ มใ ชย าง ซงึ่ จะตกตะกอนลงกนภาชนะ เมอ่ื มีการปนหรอื กวนนา้ํ ยาง ส่ิงเจอื ปนเหลานปี้ ระกอบดวย ฝนุ ละออง ทราย ดนิ เปลือกไม และ แมกนีเซยี มแอมโมเนยี มฟอสเฟต สมบัตนิ ้ีมีความสาํ คญั ตอคุณภาพของนาํ้ ยางขน คือถาน้ํายางขนมคี า นี้ 23

สงู เม่อื นาํ ไปใชแปรรูปเปนผลติ ภณั ฑ กจ็ ะกอใหเกิดความยงุ ยากในกระบวนการผลิตได กลาวคอื อาจ เกดิ การสะสมของปริมาณตมอยา งรวดเรว็ ระหวา งกระบวนการผลติ ทาํ ใหน ํ้ายางเสียสภาพ และไมส มา รถใชงานตอไปได จํานวนกรดไขมนั ระเหยได (Volatile Fatty Acid Number; VFA No.) หมายถงึ ปริมาณของ กรดไขมนั ระเหยท่เี กิดขึ้นโดยการไฮโดรไลซสิ ของคารโบไฮเดรตในเซรุมของนํา้ ยาง ซง่ึ กรดเหลาน้ี ประกอบดว ยกรดอะซิติก กรดฟอรม กิ และกรดพรอพนิ กิ เปน สวนใหญ การเกดิ กรดไขมันระเหยใน นาํ้ ยาง เนื่องมาจากการกระทาํ ของจลุ นิ ทรียท ใ่ี ชคารโ บไฮเดรทในเซรุม ของนา้ํ ยางเปน อาหาร ดังนนั้ คา VFA No. จึงเปนคา ทบี่ ง ชถ้ี ึงสถานการณเสยี สภาพ นนั่ คือคาทส่ี ูงแสดงวาน้ํายางถกู เชอ้ื จุลินทรียเขา ทําลายมาก นาํ้ ยางจะสญู เสียสภาพการเปนของเหลวบดู เนา และจับเปน กอนไดอยางรวดเร็ว จาํ นวนโพแตสเซียมไฮดรอกไซด (Potassium Hydroxide Number; KOH No.) หมายถึง จํานวนกรัมของ KOH ท่สี มมูลยพ อดีกับอนุมูลอสิ ระของกรดทั้งหมดทีร่ วมกับแอมโมเนียในนํา้ ยาง ที่มี TSC 100 กรัม น่นั คอื จาํ นวนโพแตสเซยี มไฮดรอกไซดเ ปน ตวั ระบปุ รมิ าณหมแู อมโมเนียทเ่ี กดิ ขึ้น ระหวางการเปลย่ี นแปลงในน้าํ ยาง อันเนือ่ งมาจากการทําลายของเชื้อจุลนิ ทรยี ในน้ํายาง และการ ไฮโดรไลซสิ ของสารโปรตีนในน้าํ ยาง ระหวา งการเก็บรกั ษา คาท่สี งู แสดงถึงความเปล่ียนแปลงมาก และอาจบง ชวี้ า นา้ํ ยางขนมีอายหุ ลงั การผลติ นานอกี ดวย สี และ กลนิ่ มาตรฐานการทดสอบน้าํ ยางท่ัวๆ ไป จะไมกําหนดการทดสอบสีของนํ้ายาง แต ขอ กําหนดมาตรฐานจะระบเุ รอ่ื งสไี ว การตรวจสขี องนํา้ ยางใชการตรวจดว ยสายตา โดยเปรียบเทยี บกบั สีขาวของน้ํายางคุณภาพดี นาํ้ ยางขนทด่ี ไี มค วรเปนสีเทาหรือสฟี า ถาเปน สเี หลานก้ี แ็ สดงวานํ้ายางขน น้นั ๆ มีสิง่ เจอื ปนหรือเรมิ่ จะเสีย บูดเนา และจับกอ นได กล่นิ ของน้าํ ยางจะบงช้อี าการบดู เนาของนาํ้ ยาง เชนกัน การตรวตสอบกลน่ิ โดยการทําใหน ้าํ ยางเปน กลางดวยกรดบอรกิ เสยี กอน แลวจึงตรวจสอบวามี กล่ินบูดเนา หรอื ไม การผลิตยางสกิม ยางสกิมเปน ยางท่ผี ลติ จากหางน้าํ ยาง ทม่ี ีเน้อื ยางเพยี ง 4-10 % (ขึน้ อยูก บั การปรบั ประสทิ ธภิ าพ เคร่ืองปน) นอกน้นั เปน สารอน่ื ๆ ท่ีไมใ ชยาง (non-rubber constituents) ในปริมาณและชนิดทแ่ี ปรปรวน การผลติ ยางสกมิ คุณภาพดี หลักการผลิตยางสกิมคุณภาพดี ประกอบดว ยวิธกี ารดงั ตอ ไปนี้ 1. เตมิ โซเดียมเมตะไบซัลไฟต (0.04% ตอ นาํ้ หนกั ยางแหง) ในหางนํ้ายางกอนทาํ ใหย างจบั ตวั 2. ตดั ยอยกอ นยางจับตวั แลว เชนเดียวกับกรณีการผลติ ยางแทง 3. แชช้นิ /เมด็ ยางทีต่ ัดยอยแลวในโซเดยี มไฮดรอกไซด (3% นา้ํ หนัก/นํ้าหนกั ) ประมาณ 24 ชัว่ โมง เพอ่ื ลดปรมิ าณไนโตรเจนในยางสกมิ 4. กําจัดโซเดียมไฮดรอกไซดทเี่ หลือโดยการลางยางขณะผานเคร่ืองรีดเครพ และโดยการแช ยางในกรดซัลฟรู กิ (0.15% นํ้าหนกั /นํ้าหนกั ) 24

5.เนือ่ งจากกระบวนการขางตนจะกอ ใหเ กดิ ผลเสียตอสมบัติดชั นีความออ นตวั ของยาง (Plasticity Retention Index; PRI) ซึง่ สามารถปรบั PRI ใหสูงกวา 70 โดยการจมุ ยางในสารผสมของ thiourea (1% น้าํ หนกั /นํ้าหนกั ) กบั oxalic acid (1% น้าํ หนกั /น้ําหนัก) นอกจากน้ียงั มกี ารแปรรูปยางธรรมชาติอกี หลายชนิดไดแ ก ยางความหนดื คงท่ี (constant viscosity rubber ; CV) ยางโปรตนี ต่าํ ทั้งในรูปยางแหงและน้าํ ยาง (deproteinised dried natural rubber or latex;DPNR) ยางเทอรโมพลาสตกิ (thermoplastic natural rubber ; TPNR) เปน ตน ซงึ่ ยางผสมบาง ชนิดไดม กี ารผลิตขายในเชงิ พาณชิ ยแ ลว โดยเฉพาะอยา งย่งิ ใน ยางความหนดื คงท่ี และ ยางโปรตนี ต่ํา ยางดบิ แตล ะชนดิ มคี วามเหมาะสมทน่ี ําไปใชในการผลติ ผลิตภัณฑแ ตกตางกันออกไป ซึ่งการเลอื กใช วตั ถดุ บิ แตละชนดิ ข้นึ อยกู บั ความเหมาะสมของ คณุ สมบัตขิ องผลติ ภณั ฑท่ตี อ งการ ราคาหรือตนทนุ ใน การผลิตและกระบวนการผลติ ------------------------------------------------ 25

กระบวนการผลิตผลติ ภณั ฑจ ากยางแหง จรสั ศรี พันธุไม กระบวนการผลิตผลิตภัณฑจากยางแหง เริ่มตนจากการออกสูตร (Rubber compound design) เพ่ือกําหนด ชนิด และปริมาณของยางและสารเคมีที่เหมาะสมกับประเภทและคุณภาพของผลิตภัณฑ รวมท้ังกระบวนการผลิต ขั้นตอไปเปนการบดยางใหนิ่ม (masticate) กอนทําการบดผสมยางกับสารเคมี (Mixing) หลังจากนั้นจึงนํายางที่บด ผสมกับสารเคมีแลว (Compound rubber) ไปขึ้นรปู (Forming) เปนรูปรางตามตองการ และทําใหยางคงรูปหรืออยู ตวั (Vulcanization) ขั้นสดุ ทา ยทาํ การตกแตงชน้ิ ผลติ ภัณฑ (Finishing) การออกสูตร ( Rubber compound design ) ยางมีความแตกตางจากพลาสติก เน่ืองจากไมสามารถทําผลิตภัณฑจากตัวเองลวนๆ ได จําเปนตอง ใสสารเคมีตางๆ เขาไปในยาง ไดเปนยางคอมเปาด ( Rubber compound ) ซึ่งสูตรท่ีใชในการผสมนั้น จะข้ึนอยูกับ การใชง าน ดังนน้ั การออกสูตรเปนขั้นตอนท่ีสําคัญมากในการทําผลิตภัณฑยาง ถาผิดพลาดในสวนน้ีผลิตภัณฑยาง ท่ที าํ ออกมาก็จะบกพรอ งตอการใชง าน การออกสูตรยางโดยท่ัวไป มีจดุ มุงหมายหลัก 4 ประการ คือ 1. เพอื่ ใหไดมาตรฐาน 2. เพ่ือการแปรรูป 3. เพือ่ ควบคุมตนทุน 4. เพอ่ื แกปญ หาเฉพาะหนา การบดยางใหน ่ิม (Mastication) และการบดยางผสมสารเคมี (Mixing) การใชยางธรรมชาติ จําเปน ตอ งผานกระบวนการบดใหยางนิม่ กอนที่จะบดผสมสารเคมี เพราะยางธรรมชาติ มีนํ้าหนักโมเลกุลสูง การบดยางใหน่ิมเปนการทําใหโมเลกุลฉีกขาด นํ้าหนักโมเลกุลลดลง ความหนืด (Viscosity) ของยางลดลง ทําใหยางสามารถรับหรือเขากับสารเคมีตางๆได เคร่ืองมือกล (Machinery) ท่ีใชบดยางใหนิ่มและใช บดเพ่ือผสมยางกับสารเคมีตางๆ ท้ังในหองปฏิบัติการหรือระดับโรงงาน แบงไดเปน 2 ประเภท คือ เคร่ืองบดผสม ระบบเปด (Open mill mixer) และ เครอ่ื งบดผสมระบบปด (Internal mixer) เครอ่ื งบดผสมระบบเปด ( Open mill or Two-roll mill ) ประกอบดว ยลกู กล้งิ 2 ลกู เรียงในแนว นอนและขนานกัน ลูกกล้ิงลูกหนาจะมีสกรูสําหรับปรับชองวางระหวางลูกกลิ้งท้ังสอง (Nip หรือ Gap) และไกด (Guide) ซ่ึงเปนแผนยึดดานหัวและทายของลูกกลิ้ง ใหเหมาะสมกับปริมาณยางที่จะบด (แผนนี้ปรับใหเล่ือนไดตาม แนวยาวของลูกกลิ้ง โดยไกดจะชวยควบคุมปริมาณยางขณะบด และปองกันไมใหยางปนเปอนกับน้ํามันหลอลื่นท่ี อยูบริเวณปลายท้ังสองของลูกกล้ิง) การใชเคร่ืองบดแบบ 2 ลูกกลิ้ง การควบคุมอุณหภูมิของลูกกลิ้งมีความสําคัญ มาก (อาจใชระบบหลอเย็นบริเวณผิวลูกกลิ้ง หรือ ระบบฉีดนํ้าบริเวณขางลูกกล้ิง) โดยอุณหภูมิของลูกกล้ิงท่ี

2 เหมาะสมตอการบดจะข้ึนอยูกับธรรมชาติของยางท่ีใช ชนิดและปริมาณของสารตัวเติม (Filler) พลาสติไซเซอร (Plasticizer) รปู เคร่อื งบดระบบเปด (Open mill or two-roll mill) เครอ่ื งบดแบบ 2 ลกู กล้ิง มหี ลายขนาดใหเ ลือกใช ตามปรมิ าณยางทจี่ ะบด และกําลังของเคร่ืองบด เครอ่ื งบดผสมระบบปด (Internal mixer) นบั จากอดีตจนถึงปจ จุบนั เคร่ืองบดผสมระบบปด ไดรับ การพฒั นาปรบั ปรุงจนมปี ระสทิ ธภิ าพสูงกวา อดีต และมหี ลายรปู แบบระบบการทํางานของเคร่ืองใหเลอื กใช ปจจัยสาํ คญั ทนี่ าํ มาพจิ ารณาประกอบในการเลือกใชเ ครอ่ื งบดผสมระบบปด นอกจาก ขนาดความจุของหอ งบดผสม และชนิดของวัสดุที่ใช รูปแบบของโรเตอร (Rotor) แรม (Ram) ลกั ษณะการถายเทยางผสมสารเคมี ความสามารถใน การควบคมุ อณุ หภมู ิ ระบบการบดผสม ความตอ เน่ืองของกระบวนการผลิตแลว ยังมีปจ จยั อื่นๆทเ่ี กยี่ วขอ งอกี เชน ราคา ความปลอดภัยของผูใชงาน บรกิ ารหลังการขาย อะไหล หางา ย โดยเครือ่ งบดผสมระบบปด มีสว นประกอบที่ สําคัญ 3 สว น คอื 1. สว นทร่ี บั ยางเขาเครอ่ื ง (Feed module) ประกอบดวยที่สาํ หรบั ปอนยางเขา ไปบดผสม มี กระบอกสวมแรมทม่ี นี ํ้าหนักเลอื่ นขนึ้ ลง เพอ่ื กดยางและสารตางๆใหบ ดผสมกนั ในหองบด 2. สวนท่บี ดผสมยาง ประกอบดว ยหองบด ภายในมีโรเตอร 2 ตัว เรยี งขนานกนั ในแนวนอนดานบนของทเ่ี ปดหอ งบด โดยโรเตอรทง้ั สอง จะหมนุ ในทศิ ทางตรงขาม และความเรว็ ตา งกนั เพื่อใหย างและสารเคมถี กู เหวย่ี งหมุนอยางสมาํ่ เสมอ 3. สวนขบั เคร่ือง (Drive module) การบดผสมยางโดยเครื่องบดระบบปด โดยทั่วไปจะใสยางลงไปบดกอน โดยเฉพาะยางธรรมชาติ จําเปนตองบดใหนิ่มกอน แลวจึงเติมสารเคมีตางๆ และควรใส สารกระตุน (Accelerator) สาตัวเติม (Fillers) สารทํา ใหยางน่ิม (Softener) สารกันยางเสื่อม (Antioxidant) และสารตัวเรง (Activator) เรียงตามลําดับ ไมควรเติมสารตัว เติมพรอ มๆ กบั สารจาํ พวกน้าํ มนั เพราะจะทําใหย างลน่ื ความสามารถในการผสมกนั ยางกบั สารตวั เตมิ จะลดลง เวลา ท่ีใชในการบดผสมยางดวยเครื่องบดผสมระบบปด ขึ้นอยูกับเทคนิคการผสม และระบบการทํางานของเครื่อง ปกติ ถา เปน ยางธรรมชาติ จะใชเ วลา 5-10 นาที จากนนั้ เทยางออกจากเครอ่ื งบดผสมระบบปด เตมิ สารทาํ ใหยางคงรปู เชน กาํ มะถัน และบดผสมบนเครอ่ื งบดผสมแบบ 2 ลูกกลงิ้ เพ่อื เขาสูก ระบวนการผลติ ขนั้ ตอ ไป

3 การขึน้ รปู (Forming) การข้ึนรูป คือ การนํายางท่ีผสมสารตางๆ แลว มาประกอบการทําใหเปนรูปรางตามความตองการ การขึน้ รูปเพอ่ื ผลติ ผลติ ภณั ฑจ ากยางแหง มีวธิ ีการแบบตางๆ ไดแก 1. การใชเ บาพิมพ (Moulding) 2. การอัดผานดาย (Extruding) 3. การใชเ คร่อื งรดี กล้งิ (Calender) 4. การเคลือบสารละลายยางบนผา (Spreading on fabric from rubber solution) การใชเบาพิมพ (Moulding) เปนวิธีการทําใหยางเกิดเปนรูปรางของผลิตภัณฑพรอมๆ กับการเกิดปฏิกิริยา ยางคงรูปโดยอาศัยความรอนและแรงอัดยางที่อยูในสถานะท่ีออนตัวและไหลได (Plastic state) ภายในเบาพิมพ รปู รางของผลิตภัณฑท่ีตองการ วิธีการพ้ืนฐานของการข้ึนรูปโดยเบาพิมพมี 3 แบบ คือ พิมพแบบอัด (Compression mould) พิมพแบบก่ิงฉดี (Transfer mould) และ พิมพแบบฉดี (Injection mould) การอัดผานดาย (Extruding) อีกวิธีการข้ึนรูปที่นิยมใชกัน เพราะสามารถผลิตผลิตภัณฑ รูปรางตางๆ ตาม ตองการ เชน แทงกลม เสนใย และผลิตภัณฑจําพวกทอตางๆ และทําไดอยางตอเนื่อง เคร่ืองท่ีใชในการยางผาน ดายน (Die) เรียกวา เคร่ืองเอกซทรูด (Extruder) จัดเปนเคร่ืองมือท่ีมีความหลากหลายในกระบวนแปรรูปทางพอลิ เมอร กลาว คือ ยางผสมสารเคมีจะถูกปอนเขาไปในระหวางสกรูของเคร่ืองเอกซทรูด และกระบอก (Barral) จะถูก อัดหลอมดวยความดันสวนทางท่ีเกิดข้ึนในระหวางที่มีการไหลผานตามทอและออกไปทางหัวดายน ท้ังน้ีโดยอาศัย ความแตกตางของความเสียดทานท่ีเกิดข้ึนระหวางผิวของสกรูกับกระบอกใสสกรู ทําใหเกิดพลังงานการเฉือน (Shearing energy) ชว ยในการผสม และการหลอม การใชเ ครื่องรีดกลงิ้ (Calender) กระบวนการรีดกลงิ้ (Calendening process) เปน กระบวน การทีว่ สั ดุหลอมถกู ลาก (Drag) ผา นบรเิ วณแคบๆ ระหวา งลกู กลิ้งสองลูกทีห่ มนุ ไปในทางเดยี วกนั (Two co-rotating rolls) เพ่ือผลิตผลิตภณั ฑที่มลี ักษณะเปน แผน (Sheet) ดงั แสดงในรูปท่ี 13 การรีดกลงิ้ อาจจะใชตกแตงพ้ืนผิวท่ีสําเร็จ แลว (Surface finish) ใหเ รียบหรือเปนมัน หยาบหรือเปนแบบแผน คําวา “ ตกแตงสําเร็จ” (Finish) เปนผลลัพธจาก แรงกระทําระหวางของไหลกับพ้ืนผิวลูกกล้ิงในบริเวณที่มีการแยกของวัสดุทั้งสอง เมื่อยางถูกปอนจากสวนกรอง (Strainer) ไปยังจุดหนีบของเครื่องรีดกล้ิง ซึ่งเปนบริเวณแรกที่วัสดุรวมตัวเปนแผนชีท แผนชีทนี้จะถูกดึงผาน ลกู กลิ้งท่เี หลือเพื่อจัดระเบยี บพ้ืนผิวแตล ะดานใหดขี ึ้น โดยท่ัวไปเครื่องรีดกล้ิงสามารถแบงเปน 4 แบบ ตามลักษณะ การเรียงตวั ของลกู กลิง้ ดังนี้ คอื 1. เคร่ืองรีดกลิ้งแบบตัว L สวนของลูกกลิ้งชดเชย (Offet roll) จะอยูสวนลางสุด และสวนดึงข้ึน (Take- off) จะอยสู วนบนสดุ ของลกู กลง้ิ

4 2. เครือ่ งรีดแบบตวั L หัวกลบั สวนของลกู กลงิ้ ชดเชยจะอยูสวนบนสดุ และสว นดงึ ข้ึนจะอยสู ว นลางสุด 3. เคร่ืองรีดกล้ิงแบบตวั F สว นของลูกกลิ้งชดเชยจะอยูบนสดุ แลเสวนดึงขนึ้ จะอยูตรงกับลุกกลิง้ กลาง 4. เครอ่ื งรีดกล้งิ แบบตวั Z จะเปนแบบแบนราบหรอื แบบเอียงกไ็ ด เคร่ืองรีดกล้งิ แบบน้ีจะมลี กู กลิ้งชดเชย อยู 2 ลูกกลิ้ง และสวนดึงขึ้นอาจอยูตรงสวนบนหรือสวนลางของลูกกล้ิงชดเชย หรืออาจอยูดานหลัง ของกลุมลูกกล้งิ (Stack roll) การเคลือบสารละลายยางบนผา (Spreading on fabric from rubber solution) งานการเคลือบยางบางลง บนผาหรือวัสดุเสนใยเปนงานละเอียด เกินกวาที่เกินกวาที่จะอาศัยกรรมวิธีโดยเครื่องคาเล็นเดอร เพราะบางครั้ง สวนผสมของยาง ก็ไมเหมาะสมที่จะใชฉาบผาโดยใชเครื่องคาเล็นเดอร วิธีการท่ีจะใชไดดีกวา คือ การใชเทคนิค ฉาบ หรือ เคลือบยางบนผาโดยใหยางแผกระจายท่ัวผิวหนาผา (Spreading) กรรมวิธีนี้ประกอบดวยการนํายางผสม สารเคมดี ว ยเครอ่ื งบดแบบ 2 ลกู กลิ้ง ไปตดั เปน ชิน้ เลก็ ๆ แชในตวั ทาํ ละลาย โดยทาํ ใหสารละลายยางนมี้ คี วามเขม ขน มากจนอยูในสถานะคลายนวดแปงกับนํ้า “Dough” อุปกรณการฉาบยางบนผา ประกอบดวยใบมีดยึดตึดอยูกับท่ี เรียกวา “Doctor” ใบมีดนจี้ ะเกล่ยี ยาง และฉาบอยา งสมา่ํ เสมอบนผาที่ผานมาใตใบมีด จากน้ีผาที่ถูกฉาบดวยยางแลว จะเคลื่อนไปผา นความรอ น (Heated chest) เพ่ือใหตัวทําละลายยางระเหยออกจากผา โดยปกติมักมีกรรมวิธีที่จะเก็บ ตวั ทาํ ละลายกลบั มาใชอกี ดวยการใช Active carbon ดูดซับแลว นาํ ไปสกัดแยกตวั ทําละลายภายหลงั การทาํ ใหย างคงรปู (Vulcanization) การทําใหยางคงรูป หรือที่มักเรียกกันตามภาษาในโรงงานวา ทําใหยางสุก เปนกระบวนการ หลังจากบดผสมยางกับสารเคมีและขึ้นรูปยางโดยวิธีการหน่ึงแลว ในระหวางท่ียางเกิดการคงรูปจะมีการ เปล่ียนแปลง ดงั นี้ • สายโมเลกุลของยางเกิดพันธะเคมีโดยปฏิกิริยาของสารเคมท่ีทําใหยางคงรูป (Vulcanizing agent) ฟอรมเปน โครงสราง Three-dimension ปฏิกิริยาดังกลาวนี้ เปนผลใหยางที่อยูในสภาพที่ออนเปนพลาสติก เปล่ียนไปอยู ในสภาพทเี่ หนียวยดื หยุนและแขง็ แรง (Elastic product) • ยางจะไมเหนียวและจะไมละลายในตัวทําละลาย มีความทนตอการเสื่อมสภาพอันเนื่องจากปจจัยตางๆ ไดแก ความรอ น แสง และการเสอ่ื มอายกุ ารใชงาน เทคนิคการทําใหยางคงรูป (Vulcanization techniques) มีหลายวิธี ซึ่งการเลือกใชเทคนิคแบบตางๆ ข้ึนอยูกับความ เหมาะสมของรูปรางผลิตภัณฑ

5 • ทําใหยางคงรูปโดยวิธีอัด (Vulcanization in press) เปนวิธีท่ีใชกับผลิตภัณฑยางท่ีตองใชแมพิมพทํารูปรางของ ผลิตภัณฑ โดยจะวางแมพิมพที่บรรจุยางผสมสารแลวลงบนแทน (Piaten) ของเครื่องอัดระบบไฮดรอริก (Hydraulic pressure) • ทําใหยางคงรูปโดยวิธีการแบบเปด (Open cure) วิธีการน้ีใชสําหรับทําผลิตภัณฑยางชนิดที่ไมตองการความ แนนอนของรูปราง โดยแมพิมพ การใชคําวา “เปด” ก็เพ่ือจะช้ีใหเห็นวา ความรอนท่ีจะทําใหยางคงรูปน้ัน หมุนเวียนอยางเปด ภายในตูอบหรือภาชนะอบ วิธกี ารที่จะยดื ใหย างท่ยี งั ไมคงรปู มีรปู รา งตามตองการน้ัน ข้ึนอยู กบั ลกั ษณะหรอื ชนิดของผลติ ภัณฑ เชน การใชแ กนอลมู ิเนยี มสอดยดื รปู รางของทอ ยาง เปน ตน • การทําใหยางคงรูปโดยการใชไอนาํ้ (Open steam curing) เปนการทําใหย างคงรปู โดยการใชความรอนจากไอนํ้า ที่ไดจากหมอนิ่งไอนํ้า (Autoclave) ซึ่งเปนรูปทรงกระบอกวางในแนวตั้งหรือแนวนอน วิธีน้ีใชสําหรับการคง รปู ยางผลิตภัณฑทม่ี ีรูปรา งไมเ หมาะสมในการใชวิธีการอัดคงรูปในแมพ ิมพ ตัวอยาง เชน ผลิตภัณฑยางจําพวก ทอ ยางแผน รีดเรยี บ เปน ตน • การทําใหย างคงรูปโดยระบบตอเนือ่ ง (Continuous Vulcanization) โดยใชค วามดันไอสูง (High-pressure steam) วิธนี ้ีสามารถใชท าํ ใหยางหุมสายเคเบ้ิลคงรูป กลาว คือ เมื่อข้ึนรูปยางหุมสายเคเบ้ิลโดยกรรมวิธีการใชเครื่องอัด ยางผานดายน (Extruder) ออกมาผานทอ ซ่ึงมีไอน้ํา (ความดันประมาณ 15 kg/cm2 ข้ึนไป) ยาวประมาณ 60 เมตร ยางจะเกิดการคงรูปในทอไอนํา้ ดังกลาว ซงึ่ ทอ นํ้าน้ี ปลายหน่ึงจะตอตดิ กบั เครือ่ งอดั ยางผานดายน สวนอีก ปลายหนึ่งจะปดเพื่อควบคุมความดันไอน้ํา เมื่อยางคงรูปแลว สายเคเบ้ิลน้ีจะผานออกไปท่ีทอน้ําเย็นชุดตอไป และออกสอู ากาศปกติ • การทําใหยางคงรูปโดยระบบตอเน่ือง (Continuous Vulcanization) โดยใชความรอนในอุโมงค (Hot air tunnel) การทําผลิตภัณฑจําพวกเปนฟองพรุนจากกรรมวิธีอัดผานดายน (Cellular extrusions) และจําพวกฟองพรุนรอง พรม (Carpet underlay) คงรปู นนั้ ไมจ ําเปนตองเขมงวดเก่ยี วกบั ขนาดรูปรางผลติ ภัณฑมากนัก และสารมารถทํา ใหยางคงรูปโดยการอบในGel-heated tunnel วิธีน้ีเปนการทําใหยางคงรูปที่เสียคาใชจายนอย แตคาลงทุนการ ตดิ ตั้งอุโมงอบดงั กลาวมรี าคาแพงมาก การตกแตงผลติ ภณั ฑย าง (Finishing) ขั้นสุดทายของการทําผลิตภัณฑยาง คือ การตกแตงชิ้นผลิตภัณฑ ซ่ึงมีวิธีการหลายแบบ และการเลือก วิธีการน้ันขึ้นอยูกับลักษณะของช้ินผลิตภัณฑ วิธีการท่ีใชตกแตง เชน ใชมือตกแตโดยใชกรรไกรขลิบ หรือตัด สว นเกิน ใชเ ครื่องตกแตง หรือใชว ธิ กี ารขัดดว ยลอ ขัดผิวหนาผลติ ภณั ฑ เปน ตน

6


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook