กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม Department of Religious Affairs, Ministry of Culture ผจู้ ดั พิมพ์ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ปที ่ีพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๖๖ จำนวนพมิ พ์ ๑,๐๐๐ เลม่ ทีป่ รึกษา นายชยั พล สขุ เอยี่ ม อธิบดกี รมการศาสนา นายสำรวย นกั การเรียน รองอธิบดีกรมการศาสนา นายมานัส ทารตั นใ์ จ ท่ปี รกึ ษากรมการศาสนา นางสาวฐิติมา สภุ ภัค ผู้อำนวยการสำนกั พฒั นาคุณธรรมจรยิ ธรรม นายพจนาถ ปญั ญาศิลป์ ผู้อำนวยการกองศาสนปู ถมั ภ์ นายอนุชา หะระหนี ผู้อำนวยการสำนกั งานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสรมิ คุณธรรมแหง่ ชาติ ผจู้ ัดทำ นายธนพล พรมสุวงษ ์ เลขานุการกรม นายโอสธี ราษฎร์เรอื ง ผู้อำนวยการกองศาสนพธิ ี นางสุมาลี นุ่มละออ ผอู้ ำนวยการกลุ่มตรวจสอบภายใน นางสาวธนพร หนั กติ ติกุล ผู้อำนวยการกลุ่มพฒั นาระบบบรหิ าร นางสาวสุพตั รา ปรีชนื่ ผู้อำนวยการกลมุ่ ศาสนสัมพนั ธต์ ่างประเทศ นางสาวกัญญา แกว้ คำฟุน่ ผอู้ ำนวยการกลุ่มบรหิ ารงานบุคคล นางสาวพัชราพร ช่วยทอง ผู้อำนวยการกลุม่ แผนงานและยทุ ธศาสตร์ นางสาววภิ ากมล สายอบุ ล ผอู้ ำนวยการกลุม่ การคลงั นางสาวเพญ็ ศรี ทองมุข ผอู้ ำนวยการกลุ่มพัสดุ อาคารสถานที่ และยานพาหนะ นายสรุ ยิ า ววิ ัฒน์กจิ เลศิ ผอู้ ำนวยการกลมุ่ ประชาสัมพนั ธ์ นายชยานนท์ บัวงามดี ผู้อำนวยการกลมุ่ ดิจิทลั นางฉวีวรรณ วงค์ศรี ผู้อำนวยการกลมุ่ ศาสนสงเคราะหแ์ ละสง่ เสรมิ กิจการพระพทุ ธศาสนา นางสพุ ัตรา หะยอี ับดลุ รอมาน ผอู้ ำนวยการกลุ่มศาสนสมั พันธ ์ นายไกรศรี ทองเสมียน ผู้อำนวยการกลุ่มอุปถัมภแ์ ละสง่ เสริมองค์การทางศาสนา นายบณุ ยเกยี รติ เกียรตบิ รรจง ผูอ้ ำนวยการกลุ่มกิจการพเิ ศษ นายศกั ดเิ์ พชร ยานะแกว้ ผอู้ ำนวยการกลุ่มงานศาสนสถานและทะเบียน นายเฉลมิ ชัย ดงจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมวชิ าการดา้ นศาสนพิธ ี นายปยิ วัฒน์ วงษเ์ จริญ ผอู้ ำนวยการกลมุ่ งานพระราชพิธีและรฐั พธิ ี นายประภาส แกว้ สวรรค์ ผ้อู ำนวยการกลุ่มส่งเสริมงานคณุ ธรรมจรยิ ธรรมสว่ นภมู ิภาคและท้องถนิ่ นางสาวเรณู รัตนชยั เดชา ผ้อู ำนวยการกลมุ่ ส่งเสรมิ วชิ าการด้านคุณธรรมจรยิ ธรรม นางตะวันฉาย บำรุงพงศ์ ผอู้ ำนวยการกลุ่มสง่ เสริมเครือข่ายคณุ ธรรมจรยิ ธรรม นางสาววาสนา เพง็ สะและ ผอู้ ำนวยการกล่มุ ขับเคลือ่ นแผนการส่งเสรมิ คณุ ธรรม นางสาวอนงคล์ กั ษณ์ คะเนแน่น ผอู้ ำนวยการกลมุ่ บริหารทัว่ ไป นางสาวณฐั นรี สงวนวงศว์ ิจติ ร รักษาราชการแทนผ้อู ำนวยการกลมุ่ นติ ิการ นายภรู ีสิชฌ์ บัวศริ ิธนารัชต์ นักจัดการงานทัว่ ไปปฏบิ ตั ิการ นางสาวจีรวรรณ สว่างเกตุ เจ้าพนักงานธรุ การปฏิบัติงาน นายวิทยา กอ่ กศุ ล เจ้าหนา้ ท่วี ิเคราะห์โครงการทกั ษะพิเศษ ออกแบบปก นายวิทยา ก่อกุศล เจ้าหนา้ ทว่ี เิ คราะห์โครงการทกั ษะพิเศษ พมิ พท์ ่ี บรษิ ทั รำไทยเพรส จำกัด เลขที่ ๑๑๑/๙๓-๙๖ ซอยสามเสน ๒๘ แขวงถนนนครไชยศรี เขตดสุ ติ กรงุ เทพมหานคร ๑๐๓๐๐ โทร. ๐ ๒๖๖๙ ๐๓๐๐-๒, ๐๘๑ ๘๑๘ ๕๓๙๘, ๐๘๙ ๒๐๐ ๔๘๘๘
คำนำ กรมการศาสนามีภารกิจงานเก่ียวกับการดำเนินงานของรัฐด้านศาสนา โดยการ ทำนบุ ำรงุ สง่ เสรมิ และใหค้ วามอปุ ถมั ภค์ มุ้ ครองกจิ การดา้ นพระพทุ ธศาสนา และศาสนาอนื่ ๆ ท่ีทางราชการรับรอง ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม ส่งเสริมความเข้าใจอันดี และสรา้ งความสมานฉันทร์ ะหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมท้ังดำเนนิ การเพ่ือให้คนไทย นำหลกั ธรรมของศาสนามาใช้ในการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ใหเ้ ปน็ คนดีมคี ุณธรรม ในโอกาสครบรอบ ๘๒ ปี “กรมการศาสนา” เปลยี่ นชอ่ื มาจาก “กรมธรรมการ” เม่ือวันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ ตามประกาศใช้พระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๔๘๔ จงึ นบั เปน็ โอกาสอนั ดที จี่ ะรว่ มกนั นอ้ มรำลกึ ถงึ คณุ ปู การของ บุคคลท่ีทำคุณประโยชน์ต่อศาสนาและกรมการศาสนาท้ังในอดีตและปัจจุบัน ในชื่องาน “วนั ศาสนปู ถัมภ”์ ซ่งึ ไดม้ กี ารจดั งานติดตอ่ กันมาเป็นระยะเวลา ๖๐ ป ี ในวาระน้ี กรมการศาสนาไดจ้ ดั พมิ พห์ นงั สอื วนั ศาสนปู ถมั ภ์ ๒๐ สงิ หาคม ๒๕๖๖ เพ่ือเป็นที่ระลึกของการจัดงาน โดยมีสาระความรู้เก่ียวกับความเป็นมาแห่งศาสนูปถัมภ์ ประวัติกรมการศาสนา รวมท้ังบทบาทหน้าที่ ยุทธศาสตร์ โครงการ/กิจกรรมตามนโยบาย ๙ ดี ๑๒ เดือน ๑๒ เด่น นำธรรมะสู่ใจประชาชนที่สำคัญของกรมการศาสนาในรอบปี หวังเป็นอย่างย่ิงว่า หนังสือเล่มน้ีจะอำนวยประโยชน์สำหรับผู้ที่ให้ความสนใจและนำไปเป็น ข้อมูลเพ่ือบูรณาการงานด้านศาสนาพัฒนาต่อยอดกระบวนทัศน์ อันจะนำมาซึ่งความมั่นคง ต่อสถาบนั ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริยส์ บื ไป (นายชัยพล สุขเอย่ี ม) อธบิ ดกี รมการศาสนา
สารบัญ หน้า ความเป็นมาแหง่ ศาสนปู ถัมภ ์ ๗ ประวัติความเป็นมาของกรมการศาสนา ๙ วิสัยทศั น์ พันธกจิ ยุทธศาสตร์ ๒๑ ตรากรมการศาสนาและตราอธิบดกี รมการศาสนา ๒๒ รายนามผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนา ๒๓ ทำเนยี บผบู้ รหิ ารกรมการศาสนา ๒๕ ข้อมูลตดิ ต่อกรมการศาสนา ๒๖ โครงการ/กิจกรรมตามนโยบาย ๙ ดี ๑๒ เดอื น ๑๒ เดน่ นำธรรมะสู่ใจประชาชน ๒๘ ๑. แบง่ ปนั ความรู้สสู่ าธารณะ ๒๙ - องคค์ วามรู้หลกั การปฏิบัติ ๕ ศาสนา ๓๐ ๒. ตามรอยเสน้ ทางธรรมแหง่ ศรทั ธา ๓๒ - ทอ่ งเท่ยี ว ๔ ภาค/จาริกเสน้ ทางเกจ ิ ๓๓ - เสนห่ ์วนั วาน เทศกาลงานวัด ๓๔ - เสน้ ทางความเชอ่ื ความศรทั ธาแหง่ ลมุ่ แมน่ ำ้ โขง ๓๖ - มหศั จรรย์วดั ไทย ๓๗ ๓. ธรรมะบนั เทิง ๓๘ - ธรรมะเพอื่ คนทั้งมวล ๓๘ - เพลงธรรมะ ๓๙ - กจิ กรรมประกวดส่ือ ๓๙ - ธรรมะ ๑ นาที ๓๙ - ธรรมะทอลค์ (Dhamma Talk) ๓๙ ๔. ศาสนกิ สัมพนั ธ์ ๔๐ - ประชมุ คาทอลกิ ๔๐ - งานเมาลดิ กลางแห่งประเทศไทย ๔๕ - งานแห่ดาวคริสต์มาส ๔๗ - เทศกาลนวราตรี ๔๙
หนา้ ๕. คา่ ยธรรมะ ๕๑ - ค่ายผูน้ ำเยาวชนศาสนกิ สัมพันธ์ ๕๑ - การขับเคลือ่ นแผนปฏิบัตกิ ารสง่ เสริมคณุ ธรรมแห่งชาติระยะท่ี ๒ ๕๒ (พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐) - การสง่ เสริมคุณธรรม ๕ ประการ ๕๔ ๖. วปิ สั สนาเพื่อคนทงั้ มวล ๕๖ - กิจกรรมวิปสั สนาเพ่อื คนท้ังมวล ๕๖ ๗. คนดศี รจี ังหวดั ๕๗ - คดั เลอื กคนดศี รีจังหวัด ๗๖ จงั หวัด ๕๗ ๘. พัฒนาศกั ยภาพผ้นู ำศาสนา ๕๙ - อบรมผู้นำทางศาสนา ๕๙ - โครงการสนับสนุนศาสนทายาทสืบสานและเผยแผ่ ๖๑ พระพทุ ธศาสนา - พฒั นาสมรรถนะพระธรรมวทิ ยากรในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา ๖๓ ๙. ตักบาตรพระสงฆ์ ด้วยเมนูสขุ ภาพ ๖๔ - โครงการบุญแหง่ ทาน อาหารแห่งศรทั ธา ๖๔ - โครงการครอบครัวหิว้ ตะกร้า ศรทั ธาอิ่มบญุ อุดหนนุ ชมุ ชน ๖๕ การขับเคลอื่ นกรมการศาสนาประจำปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ๖๗ ๑. เสรมิ พลังการเทดิ ทูนสถาบันหลกั ของชาติ ๖๗ - โครงการเทิดทนู สถาบันพระมหากษตั ริย์และพระบรมวงศานวุ งศ์ ๖๗ ๒. สบื สาน สรา้ งสรรค์งานศาสนาอยา่ งย่ังยนื ๘๑ - กิจกรรมธำรงรกั ษาศาสนพธิ แี ละงานศาสนปู ถมั ภ์ (สวดโอเอว้ หิ ารราย) ๘๑ - กิจกรรมสำหรบั งานศาสนปู ถมั ภพ์ ทุ ธศาสนสถานตามพระบรมราชโองการ ๘๒ ๓. เสรมิ สรา้ งศกั ยภาพเครอื ขา่ ยดา้ นศาสนา สรา้ งจดุ แขง็ ในการขบั เคลอ่ื นงานดา้ นศาสนา ๘๔ - ศูนย์ศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาวันอาทติ ย.์ ..แหลง่ เรยี นรธู้ รรมวยั ใส ๘๔ - โครงการศูนยอ์ บรมศาสนาอิสลามและจรยิ ธรรมประจำมัสยิด ๘๖ - กิจกรรมพลงั บวรในมติ ศิ าสนา ๘๙ - เสาเสมาธรรมจกั ร รางวัลเชิดชูเกียรตผิ ้ทู ำคณุ ประโยชน ์ ๙๑ ต่อพระพทุ ธศาสนา - กองทนุ สง่ เสรมิ การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเฉลมิ พระเกยี รติ ๘๐ พรรษา ๙๓
หน้า ๔. สรา้ งความต้องการเข้าถึงมติ ศิ าสนาทเี่ พมิ่ ข้นึ ๙๔ - โครงการสวดมนตห์ มสู่ รรเสริญพระรตั นตรัย ทำนองสรภญั ญะ ๙๔ - โครงการประกวดบรรยายธรรมของเด็กและเยาวชน ๙๕ - กจิ กรรมเสรมิ สรา้ งคุณธรรมจริยธรรมคา่ นิยมและความเป็นไทย ๙๖ ๕. ปรบั บทบาทงานด้านศาสนา ส่คู วามคดิ สร้างสรรค์และนวตั กรรมใหม่ ๙๘ - โครงการพฒั นาระบบ E-Service สำหรบั จดั การคำขอและการรายงานผล ๙๘ ๖. ขับเคลอื่ นงานด้านศาสนาส่สู ถานศึกษา ๙๙ - กิจกรรมหน่วยเผยแพร่ศลี ธรรมทางพระพุทธศาสนา ๙๙ - โครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวทิ ยากรในการเผยแผ่ธรรมะ ๑๐๐ ๗. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน สง่ เสริมให้ประชาชนปฏิบตั ิธรรม ๑๐๑ ในหว้ งเวลาสำคัญ - กจิ กรรมเน่อื งในวนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา ๑๐๑ - กจิ กรรมสวดมนตข์ ้ามปี ๑๐๓ ๘. สรา้ งความเสมอภาคในการเขา้ ถงึ หลักธรรมทางศาสนา ๑๐๗ - เงนิ อุดหนุนบำรงุ ฐานะจุฬาราชมนตรี ๑๐๗ - กิจกรรมขององค์การทางศาสนา ๑๐๘ - กจิ กรรมสง่ เสรมิ คณุ ธรรมโดยองคก์ รเครอื ข่ายด้านศาสนา ๑๐๙ - กจิ กรรมศาสนกิ สมั พันธ์ ๑๑๑ - กจิ กรรมส่งเสริมพหวุ ัฒนธรรมทีเ่ ขม้ แข็ง ๑๑๓ - โครงการบูรณะศาสนสถาน ๑๑๔ - กจิ กรรมจติ อาสา ๑๑๕ ๙. ยกระดบั บทบาทด้านศาสนาสู่เวทีโลก ๑๑๗ - ศาสนสัมพันธต์ า่ งประเทศ ๑๑๗ ข้อมูลองค์การศาสนา ๕ ศาสนา ๑๑๙
ความเปน็ มาแห่งศาสนปู ถมั ภ์ ศาสนูปถัมภ์ คือ การอุปถัมภ์บำรุงศาสนา การอุดหนุน ช่วยเหลือ การเอ้ือเฟ้ือเก้ือกูลกิจการ ในดา้ นต่างๆ ของศาสนา ศาสนูปถัมภก คือ ผู้อุปถัมภ์บำรุงศาสนา หมายถึง ประชาชนท่ัวไปท่ีนับถือศาสนามีที่ใช้พิเศษ คอื เอกอัครศาสนูปถมั ภก หมายถงึ พระเจา้ อย่หู วั ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงอปุ ถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาและ ศาสนาอืน่ ทท่ี างราชการรับรอง นับเนื่องแต่คร้ังโบราณกาลประวัติศาสตร์ไทยแสดงให้เห็นว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่คนไทย สว่ นใหญก่ ว่ารอ้ ยละ ๙๐ นับถอื ดังนน้ั กจิ การศาสนปู ถมั ภแ์ ตเ่ ดมิ จึงเริม่ ต้นที่ศาสนาพุทธเป็นหลัก ดังปรากฏใน ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยและหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากพงศาวดาร จดหมายเหตุต่างๆ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นต้นมาแสดงว่า กิจการศาสนูปถัมภ์ได้รับการเอาใจใส่จากพระมหากษัตริย์และราษฎร ทั้งผู้ปกครองและ ประชาชนต่างตั้งม่ันอยู่ในศีลในธรรม เม่ือถึงฤดูเข้าพรรษาจะพากันประกอบศาสนกิจ รักษาศีล เจริญภาวนา จงึ ถอื ไดว้ ่ากิจการศาสนปู ถัมภ์มคี วามสำคัญในการค้ำจนุ ศาสนาใหม้ ีความมัน่ คงยัง่ ยนื สบื มา สำหรับการศาสนูปถัมภ์ศาสนาอื่นๆ ในประเทศไทยได้รับการอุปถัมภ์บำรุงตลอดมาโดยสถาบัน พระมหากษัตริย์และศาสนิกชนเฉกเช่นเดียวกัน จึงอาจสรุปได้ว่าการศาสนูปถัมภ์ในประเทศไทยมีลักษณะ ที่ถาวรและแผก่ ว้างไปยงั ทุกศาสนาที่ทางราชการให้การรบั รองดว้ ยดเี สมอมา ยากที่จะหาประเทศอน่ื ใดในโลก ท่ีทุกศาสนาอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งสนั ติสุขเฉกเช่นบนผืนแผน่ ดินไทย ด้วยเหตนุ ้ี จงึ ได้มกี ารดำเนนิ งานวนั ศาสนปู ถัมภข์ ึ้นเป็นครงั้ แรก เมื่อวนั ท่ี ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ณ ห้องประชมุ กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร โดยในครงั้ นัน้ ได้แยกกิจกรรมออกเปน็ ๒ ตอน ตอนแรก เป็นการชุมนุมผู้แทนองค์การศาสนาต่างๆ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ม.ล.ปนิ่ มาลากุล) เป็นประธาน ซึ่งทา่ นไดก้ ล่าวปราศรยั เป็นท่ีประทับใจย่งิ ดังความตอนหนึง่ วา่ ... “เห็นใจเจ้าหน้าท่ีขององค์การทางศาสนาทุกศาสนาซึ่งต้องดำเนินงานด้วยความรอบคอบ เพราะการศาสนานน้ั เกยี่ วขอ้ งกบั ศรทั ธาของประชาชนทกุ ระดบั มขี อ้ ปญั หาและเหตผุ ลในการแกป้ ญั หานนั้ ๆ พิเศษแตกต่างจากปัญหาทางธุรกิจอื่นๆ และเป็นปัญหาที่จะแก้ไขให้เสร็จส้ินไปโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทันทีทันใดไม่ได้ ผู้ทำงานด้านศาสนาจึงต้องมีความเสียสละและอดทนเป็นทุนอยู่ในใจ มุ่งกุศลเป็นกำไร และมคี วามสบายใจเมอื่ ได้เหน็ ความสุขของคนอืน่ ” 7
ตอนสอง เปน็ การบำเพญ็ กศุ ลอทุ ศิ รำลกึ ถงึ ศาสนปู ถมั ภกทางพทุ ธศาสนา เพราะบรรพชนเหลา่ นน้ั ส่วนมากเป็นพุทธศาสนิกชน ซึ่งเป็นผู้ทำให้พระพุทธศาสนารวมถึงศาสนาต่างๆ อยู่ร่วมกันในสังคมไทย ได้อย่างย่ังยืนผาสุกมาถึงปัจจุบัน ด้วยหลักแห่งความเอ้ือเฟื้อ เก้ือหนุน อนุเคราะห์ซึ่งกันและกัน ด้วยความสงบสขุ และสันติ ความสำเร็จของการจดั งานในวันนน้ั จงึ ทำให้มีการจัดงาน “วันศาสนปู ถมั ภ”์ ขึน้ เปน็ ประจำทกุ ป ี โดยได้กำหนดให้วันท่ี ๒๐ สิงหาคม ซึ่งตรงกับวันประกาศใช้พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๔๘๔ ซึ่งเปลี่ยนชือ่ จาก “กรมธรรมการ” มาเป็นช่ือ “กรมการศาสนา” จงึ ไดถ้ ือเอาวันน้ี เป็นวนั ท่รี ่วม น้อมรำลึกถึงคุณูปการของบุคคลท่ีทำคุณประโยชน์ต่อศาสนาและกรมการศาสนาทั้งในอดีตและปัจจุบัน ในชื่องาน “วันศาสนูปถัมภ์” โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ กรมการศาสนาได้ดำเนินการจัดงานวันศาสนูปถัมภ์ ติดตอ่ กันเป็นปีท่ี ๖๐ 8
ประวัตคิ วามเปน็ มาของกรมการศาสนา บทนำ กรมการศาสนา มีปรากฏในผืนแผ่นดินไทยมาช้านานแล้ว มีนามว่า กรมสังฆการี บ้าง กรมธรรมการ บ้าง กรมธรรมการสังฆการี บ้าง สุดแต่จะเรียกขานกันตามยุคตามสมัย แต่ที่แน่ชัดคือ เป็นหน่วยงานหลักของประเทศท่ีปฏิบัติภารกิจหน้าท่ีด้านการพระศาสนาต่างพระเนตรพระกรรณของ พระมหากษัตริย์มาโดยตลอด กรมการศาสนาในปัจจุบันเป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงาน ทางราชการที่รับภารกิจด้านการพระศาสนา และการมอบหมายภารกิจในด้านการพระศาสนาให้แก่ผู้ใด หรือหน่วยงานใดน้ัน เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์แต่ละรัชสมัย เมื่อทรงเห็นว่าผู้ใดหรือ หน่วยงานใดสามารถรับสนองภารกิจดังกล่าวได้ดีและเป็นไปตามพระราชประสงค์จะทรงมอบภารกิจงาน การพระศาสนาให้แก่ผู้น้ันปฏิบัติ จะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของชาติไทยว่า ภารกิจด้านพระศาสนาน้ัน บางสมัยพระมหากษัตริย์ทรงรับภาระเอง บางสมัยมอบหมายให้เสนาบดีหรือพระเถระผู้ใหญ่รับผิดชอบ ดำเนินการแทน ดังน้ัน เพ่ือความชัดเจนในเร่ืองประวัติความเป็นมาของกรมการศาสนา จึงขอแบ่งเป็น ๓ ช่วงตามระยะเวลาของการเปล่ียนแปลง กลา่ วคอื ตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงพุทธศักราช ๒๔๘๔ ก่อนท่ีจะมีปรากฏคำว่า กรมการศาสนา ขึ้น นบั เปน็ ชว่ งท่ี ๑ ต้ังแต่พุทธศักราช ๒๔๘๔ ซ่ึงปรากฏมีคำว่า กรมการศาสนา มาแล้วต้ังแต่วันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ จนถงึ พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๕ ท่มี ีการแบ่งสว่ นราชการกรมการศาสนาออกเปน็ ๒ ส่วน คอื กรมการศาสนาและสำนักงานพระพุทธศาสนาแหง่ ชาติ เม่ือวนั ท่ี ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ นบั เป็นช่วงท่ี ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๖ ซงึ่ สังกดั กระทรวงวัฒนธรรม จนถึงปัจจุบัน นบั เปน็ ชว่ งที่ ๓ ทง้ั นี้ สามารถสรุปไดโ้ ดยยอ่ ดงั น้ี ๑. บรุ พภาค (สมัยสโุ ขทัย - พ.ศ. ๒๔๘๔) ๒. มัชฌมิ ภาค (พ.ศ. ๒๔๘๔ – ๒๕๔๕) ๓. ปัจจุบันภาค (พ.ศ. ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน) 9
บุรพภาค (สมัยสุโขทัย - พ.ศ. ๒๔๘๔) ในสมัยกรุงศรีอยธุ ยา จากการค้นพบในศลิ าจารกึ วดั จฬุ ามณี ทราบว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถ พระองค์ทรงสร้างพระวิหารวัดจุฬามณี และได้เสด็จออกทรงผนวชอยู่ท่ีวัดจุฬามณี ๘ เดือน ครงั้ ทรงลาผนวชแลว้ มพี ระราชโองการใหห้ มน่ื ราชสงั ฆการรี บั หมายรบั ผา้ พระราชทานให้ พระครธู รรมไตรโลกนารถ ราชมนุ ี สีลวสิ ุทธาจารย์ อธิการรามจฬุ ามณีนำไปทาบรอยพระพุทธบาท ดงั จะเห็นไดว้ า่ ในสมยั กรงุ สุโขทยั และในสมัยกรงุ ศรีอยุธยา มรี าชบัณฑิตย์และหมนื่ ราชสังฆการ ี ซึ่งสันนษิ ฐานวา่ เป็นช่อื ตำแหน่งรับมอบหมายจากพระเจา้ แผ่นดนิ ให้รบั ภารกจิ ด้านการพระศาสนา ในการถวายความอุปถัมภ์กิจการคณะสงฆ์ก็ดี พระภิกษุสามเณรก็ดี พระมหากษัตริย์ย่อมทรงจัด ใหม้ เี จา้ หนา้ ทฝี่ า่ ยคฤหสั ถเ์ ปน็ ผดู้ ำเนนิ การแทนพระองค์ และทรงแตง่ ตง้ั ใหม้ ยี ศ ตำแหนง่ สงู ตำ่ ลดหลน่ั กนั รวมทง้ั ใหม้ ี หน่วยงานสังกัด ตลอดจนผู้บังคับบัญชาหน่วยงานท่ีดูแลงานด้านพระศาสนา คงมีมาต้ังแต่สมัยกรุงสุโขทัย เป็นราชธานีแล้ว หากแต่ไม่อาจหาหลักฐานได้แน่นอน แม้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นก็เช่นกัน โดยเฉพาะ ก่อนแผ่นดนิ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหากษตั รยิ ์องค์ที่ ๘ แหง่ กรุงศรีอยธุ ยา ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เรื่องหน่วยราชการงานบริหารการพระศาสนา จึงได้ความเป็นเค้าขึ้นว่า ได้มีการตั้งหน่วยงานน้ีในระดับที่พอจะเทียบกับยุครัตนโกสินทร์ว่าเป็นหน่วยงาน ระดับกรมใหญ่ ซ่ึงเจ้ากรมมีศักดินาชั้นเสนาบดี กระทรวง หรือระดับกระทรวงข้ึนแล้ว ทั้งน้ี โดยอาศัยจาก ความในพระธรรมนูญกฎหมายว่าด้วยตำแหน่งศักดินาข้าราชการพลเรือนซึ่งเป็นกฎหมายท่ีสมเด็จพระบรมไตร โลกนาถทรงตราขึ้น เพ่ือแต่งต้ังขุนนาง ข้าราชการ ให้มีบรรดาศักด์ิเป็นพระยา พระ หลวง ขุน หมื่น และให ้ ผมู้ บี รรดาศกั ดแิ์ ตล่ ะชน้ั ถอื ศกั ดนิ าชน้ั ละเทา่ นน้ั เทา่ นี้ และในกฎหมายฉบบั นนั้ กร็ ะบใุ หม้ กี รมสงั กดั มชี อื่ กรมตา่ งๆ จัดการเร่ืองราวต่างๆ ข้ึนพร้อมกัน หน่วยงาน เช่น กรมการศาสนาในปัจจุบัน ควรจะถือได้ว่าเริ่มต้นมาแต่ แผน่ ดนิ สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ เปน็ ตน้ มา และเรม่ิ ตน้ ดว้ ยชอื่ กรมธรรมการ หรอื กรมสงั ฆการี มาแลว้ เจา้ หนา้ ท่ฝี ่ายคฤหัสถซ์ ่งึ ชว่ ยปฏิบัติดูแลกิจการของคณะสงฆ์ สังกัดกรมพระธรรมการ หวั หน้ากรม มีบรรดาศักด์ิเป็นพระยาพระเสด็จ หรือออกญาพระเสด็จ ตำแหน่งออกญาพระเสด็จเป็นตำแหน่งสูง รับพระบรมราชโองการโดยตรง และบงั คับบัญชาราชการอยา่ งสทิ ธิข์ าด ในพระธรรมนญู กฎหมายว่าดว้ ยตำแหน่งศกั ดินาข้าราชการพลเรอื นมวี า่ ออกญาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ศรีสุภราชพิริยพาหุ ถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ขุนธรรมเสนา ราชปลดั ทูลฉลอง ขุนศรีปรีชานนท์ ปลัดน่ังศาล กรมธรรมการ มกี รมสงั ฆการี เปน็ กรมขนึ้ อกี กรมหนง่ึ มหี ลวงธรรมรกั ษา เปน็ เจา้ กรม ขนุ ธรรมาธบิ ด ี เป็นราชปลดั ทูลฉลอง ขุนศรธี รรมลงั การ์ เปน็ ปลัดน่ังศาล การดำเนินการดังกล่าวสืบเน่ืองมาถึงสมัยต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการมอบหมายภารกิจ เกย่ี วกับงานด้านการพระศาสนาให้แกห่ น่วยงานทไ่ี ดท้ รงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ต้งั ขน้ึ รับผดิ ชอบแทนพระองค ์ แบง่ เปน็ ๓ กรม คอื กรมธรรมการ กรมสังฆการี และกรมราชบณั ฑิตย์ ได้ทรงมอบหมายงานท่ีให้แตล่ ะกรม ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ตงั้ ขน้ึ รบั ภารกจิ ดา้ นงานการพระศาสนาเปน็ อยา่ งๆ ไป โดยกรมธรรมการ มหี นา้ ท ี่ รับภาระในการพิจารณา พิพากษาคดีท่ีพระภิกษุสามเณรกระทำกับฆราวาส กรมสังฆการี มีหน้าที่ เป็น เจา้ พนกั งานเก่ียวกบั พธิ ีสงฆท์ ง้ั ปวง และกรมราชบณั ฑติ ย์ มหี น้าที่ แปลพระปริยตั ธิ รรม 10
ภารกจิ ด้านการพระศาสนาทที่ รงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ มอบหมายใหห้ นว่ ยงานต่างๆ ทท่ี รงต้ังขน้ึ ไป ดำเนินการนั้น ถือเสมือนมอบหมายให้ปฏิบัติแทนพระองค์ต่างพระเนตรพระกรรณ หากมีส่ิงใดท่ีสมควร กราบบงั คมทลู หรอื มปี ญั หาทไี่ มส่ ามารถวนิ จิ ฉยั ไดก้ ต็ อ้ งนำความขน้ึ กราบบงั คมทลู เพอ่ื ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ วินจิ ฉัยสัง่ การ เร่อื งของกรมสังฆการี หรอื สงั ฆการีธรรมการ หรือธรรมการสังฆการี ซ่ึงเจ้ากรมมศี กั ดินาเทียบชนั้ เสนาบดีน้ี นอกจากจะเป็นกรมใหญ่แล้วยังเป็นกรมเก่าแก่กว่ากรมอื่นๆ ในสังกัดกระทรวงธรรมการ หรือกระทรวงศึกษาธิการท้ังหมด และมีอำนาจหน้าท่ีเก่ียวกับการศาสนา การจัดการคณะสงฆ์มาแต่โบราณ ดังปรากฏหลกั ฐานตามท่ี พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั รชั กาลท่ี ๕ ทรงมพี ระบรมราชาธบิ าย เก่ียวกับกรมธรรมการสังฆการี ไวด้ ังนี้ “กรมธรรมการสังฆการี นี้ ตามตำแหน่งเดิมเป็นกรมใหญ่ได้ต้ังธรรมการหัวเมืองว่าความ พระสงฆ์ ต่อพระสงฆ์ หรือพระสงฆ์เก่ียวข้องกับคฤหัสถ์ ไม่ว่าความอย่างใด อำนาจของกรมธรรมการที่เป็นอยู่บัดน้ี ก็ไม่สูผ้ ดิ กบั แตก่ อ่ นมากนกั เปน็ แตไ่ มม่ อี ำนาจท่ีจะต้ังธรรมการหัวเมือง ขาดไปพรอ้ มๆ กับกรมอน่ื ๆ แต่ธรรมการ หัวเมือง ก็ยังมีหนังสือบอกข่าวคราว เหตุการณ์ซึ่งเกิดข้ึนในระหว่างพระสงฆ์ หัวเมืองบ้างน้อยๆ ราย แต่กรมธรรมการมักจะได้พูดจากับพระสงฆ์ เจ้าคณะตามหัวเมืองนั่นเองเสียโดยมาก ถ้าเจ้าเมืองกรมการเมืองใด จะขอตั้งเจ้าคณะหัวเมืองก็ยังมีใบบอกมาที่กรมธรรมการนั้นด้วย คงอยู่อย่างแต่ก่อน แต่ตำแหน่งใหญ่คือท่ ี พระยาพระเสด็จนน้ั ไม่ได้ตง้ั มาเสียชา้ นาน ด้วยผซู้ ึ่งจะเป็นขุนนางในตำแหน่งธรรมการน้ี ดูเหมอื นจะใชผ้ สู้ นดั ในทางวัดๆ ผู้ซ่ึงสนัดในทางวัดๆ เช่นนั้น ก็คงต้องใช้คนท่ีเป็นคนบวชอยู่นาน เร่อร่างุ่มงามไม่สมควรเป็น ขุนนางใหญ่ จึงไดล้ ดตำแหนง่ มีศักดนิ าน้อยลงคงใชเ้ จ้านายไปกำกบั อยเู่ สมอมา” ส่วนทวี่ า่ กรมธรรมการสงั ฆการี เปน็ กรมเกา่ นนั้ ปรากฏตามพระราชนพิ นธข์ องสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดำรงราชานภุ าพ ทรงอธบิ ายไวใ้ นหนงั สอื ประวตั สิ งั เขปแหง่ การจดั การศกึ ษาปรตั ยบุ นั แหง่ ประเทศสยาม ภาค ๑ (พ.ศ. ๒๔๑๔-๒๔๓๖) ไวด้ ังน้ี “กระทรวงธรรมการตงั้ เปน็ กระทรวงเสนาบดี ในรชั กาลท่ี ๕ เมือ่ วันที่ ๑ เมษายน รตั นโกสินทรศ์ ก ๑๑๑ ตรงกับปมี ะโรง พ.ศ. ๒๔๓๕ กรมต่างๆ ซง่ึ รวมเขา้ เปน็ กระทรวงธรรมการ คือ กรมศกึ ษาธกิ าร ๑ กรมพพิ ิธภัณฑ์ ๑ กรมพยาบาล ๑ กรมธรรมการสังฆการี ๑ ท้งั ๔ กรมนเ้ี ดมิ บังคบั บญั ชา อยู่ต่างกัน เปน็ กรมเก่าแตก่ รมธรรมการสังฆการี นอกจากนนั้ มขี น้ึ ชื่อเมอ่ื ในรัชกาลที่ ๕” ภารกิจด้านการพระศาสนาในประเทศไทย มีประวัติความเป็นมาดังแสดงไว้ตอนต้นจนล่วง มาในสมยั รตั นโกสินทร์ ปรากฏความเป็นมาทส่ี ำคญั โดยสังเขป ดงั น ี้ สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช รชั กาลที่ ๑ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๕๒) ๑. ยุคแรกเรียกชอื่ วา่ กรมสงั ฆการขี วา เจา้ กรมเปน็ หลวงธรรมรกั ษา ไดค้ วามจากพระราชพงศาวดาร กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ รชั กาลท่ี ๑ วา่ “เมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลก เสวยราชยแ์ ลว้ ทรงตง้ั ตำแหนง่ พระราชาคณะ ปรากฏวา่ หลวงธรรมรักษา เจ้ากรมสงั ฆการขี วา ซ่งึ เปน็ พระพมิ ลธรรมมากอ่ น ตอ้ งสึกในแผน่ ดนิ กรุงธนบุรี วา่ ต้องอธิกรณอ์ ทนิ นาทาน ทรงแคลงอยู่ จงึ ใหพ้ จิ ารณาไลเ่ ลยี งดูใหม่ กบ็ รสิ ุทธ์ิอยู่ หาขาดสิกขาบท ไม่ จึงทรงพระกรุณาโปรดให้กลับบวชเข้าใหม่ให้เป็น พระญาณไตรโลก อยู่วัดสลัก (ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุ ยุวราชรงั สฤษฎ)์ิ การคร้งั นีใ้ นปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ปแี รกท่เี สวยราชย”์ ๒. ยุคที่ ๒ เรยี กชอื่ ว่า สังฆการีธรรมการ ไม่ปรากฏนามเจา้ กรม ไดน้ ามน้จี ากกฎหมายคณะสงฆ์ ฉบับที่ ๑ ทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ตราขึน้ หลงั จากเสวยราชยไ์ ด้ ๕ เดอื น 11
๓. ยุคที่ ๓ เรยี กช่ือว่า สงั กระรยี ธรรมการ ไมป่ รากฏนามเจา้ กรม ได้นามนจ้ี ากประกาศกฎเกี่ยวกับ พระสงฆ์ เม่อื พ.ศ. ๒๓๔๔ ตามทก่ี ล่าวมานเ้ี ข้าใจวา่ ช่อื กรมทง้ั ๓ นีค้ งเป็นกรมเดยี วกนั อาจเปลีย่ นชือ่ กันบ้าง หรือไมก่ เ็ รยี ก เพยี้ นกนั บ้าง หรือหากเป็นคนละกรม กค็ งจะเป็นกรมขึน้ ต่อ พระยาพระเสดจ็ เจ้ากรมธรรมการใหญ่ ตามแบบ แผนกรุงศรอี ยุธยา สมัยพระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั รชั กาลท่ี ๒ (พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗) ชื่อของกรมได้เปลี่ยนเป็น กรมสังฆการี อันเป็นการเร่ิมต้นใช้ชื่อหน่วยงานนี้ว่า กรม เป็นการ แน่นอนเป็นครั้งแรก เจ้ากรมสังฆการีในแผ่นดินน้ี ได้ความจากหนังสือราชสกุลวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสถาปนา พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าชายไกรสร (พระราชโอรสองค์ที่ ๓ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) เป็น กรมหมื่นรักษ์รณเรศ เปน็ ผกู้ ำกับกรมสงั ฆการี เป็นองค์แรก สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลา้ เจ้าอยูห่ ัว รชั กาลท่ี ๓ (พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔) สมยั แผน่ ดินพระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจา้ อยู่หวั รัชกาลท่ี ๓ กรมหมืน่ รักษ์รณเรศ ซง่ึ ไดเ้ ลอื่ นเป็น กรมหลวงรักษ์รณเรศ ผู้กำกับกรมสังฆการี ถูกลงพระอาญาส้ินพระชนม์ จึงทรงสถาปนา พระองค์เจ้าชายสุทัศน์ (พระราชโอรสองคท์ ่ี ๔๐ ของพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช) ซงึ่ เปน็ พระราชปติ ลุ าของพระองคข์ นึ้ เปน็ กรมหมนื่ สรไกรวชิ ติ ซงึ่ เปน็ ตน้ ราชสกลุ สทุ ศั น์ เปน็ ผกู้ ำกบั กรมสงั ฆการแี ทน นบั เปน็ ผกู้ ำกบั กรมสงั ฆการี องคท์ ี่ ๒ สมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั รชั กาลที่ ๔ (พ.ศ. ๒๓๙๔-๒๔๑๑) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มีการเพิ่มช่ือต่อท้ายจากคำว่า กรมสงั ฆการี เปน็ กรมสังฆการีธรรมการ มผี ู้กำกับกรม ๑ ตำแหน่ง และ ตำแหน่งอื่นอกี ๓ ตำแหน่ง ดงั น ้ี พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงแตง่ ตง้ั ให้ สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ มหามาลา กรมพระยาบำราบปรปกั ษ์ (เจา้ ฟา้ ชายกลาง) พระราชโอรสองคท์ ่ี ๖๕ ของพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั รชั กาลที่ ๒ ซงึ่ เปน็ พระเจา้ นอ้ งยาเธอของพระองค์ และเปน็ ต้นราชสกุล มาลากุล เป็นผู้กำกับกรมสงั ฆการธี รรมการ และเป็นเจา้ กรมสงั ฆการธี รรมการ องคท์ ี่ ๑ ในรัชสมัยของพระองค์ และเป็นองคท์ ่ี ๓ ในสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ (องค์ที่ ๑ คือ กรมหลวงรักษร์ ณเรศ องค์ท่ี ๒ คือ กรมหม่นื สรไกรวิชติ ) ครั้นเม่ือสมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ ฟา้ กรมพระยาบำราบปรปกั ษ์ ทรงโปรดวา่ การในตำแหนง่ อน่ื ๆ โดยเฉพาะแลว้ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงสถาปนา พระองคเ์ จา้ อรรณพ (พระราชโอรสองคท์ ่ี ๓๒ ของพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ ๓ ซงึ่ เปน็ พระภาคไิ นยของพระองค์ และเปน็ ตน้ ราชสกลุ อรรณพ) ขน้ึ เปน็ กรมหมนื่ อุดมรัตนราษี แลว้ โปรดให้เปน็ ผูก้ ำกับกรมสังฆการีธรรมการตอ่ จากสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งนับว่าเป็นผู้กำกับ องค์ท่ี ๒ ในรัชสมัยของพระองค์ และเป็นองค์ที่ ๔ ในสมยั รตั นโกสนิ ทร์ ส่วนตำแหนง่ อนื่ อกี ๓ ตำแหน่งนน้ั ได้แก ่ ๑. ปลัดจางวาง ไดแ้ ก่ หลวงธรรมการาจารย์ ๒. ผู้ช่วย ไดแ้ ก่ ขนุ ซกุ ซนสงั ฆาธกิ รณ์ (ราชทนิ นามบรรดาศกั ดนิ์ ตี้ อ่ มาเปลยี่ นเปน็ ขนุ พสิ นทส์ งั ฆกจิ ) ๓. จางวางกรมธรรมการ พระยาพระเสด็จสเุ รนทราธิบดศี รศี ภุ ราชพิรยิ พาหะ เปล่ยี นเป็น (พระธรรมการบดีศรวี สิ ทุ ธิศาสนวโรประการ) 12
สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัว รชั กาลที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นรัชสมัยของการปฏิรูปการเศรษฐกิจ และสังคมครงั้ แรกของเมืองไทยที่ปวงชนได้รบั ผลของการปรบั ปรงุ จากพระบารมีมาจนตราบเท่าทกุ วนั น้ี งานดา้ น พระศาสนาก็ไดร้ ับการปรับปรงุ ดว้ ย พระองคท์ รงมุ่งหวงั ที่จะเรง่ รัดปรบั ปรงุ การศกึ ษาของประชาชนใหท้ ดั เทียม กับนานาประเทศ โดยจัดต้ังโรงเรียนข้ึนให้แพร่หลาย แต่รากฐานการศึกษาของไทยน้ันมาจากวัดและพระสงฆ ์ เม่ือต้องการท่ีจะปรับปรุงการศึกษาของประชาชน จึงจำเป็นต้องปรับปรุงงานของคณะสงฆ์ควบคู่กันไปจนถึง กับมีกระแสพระราชดำรสั วา่ “โรงเรียนที่จัดต้ังขึ้น มีกิจเก่ียวข้องด้วยพระอารามและพระสงฆ์มากอยู่ ควรจะได้รวมงาน ทเี่ ก่ยี วขอ้ งมาอยู่ในบงั คบั เดียวกนั ” ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๓๒ จึงทรงให้รวมกรมหลายกรมที่เกี่ยวกับงานการจัดการศึกษาและงาน ท่ีเก่ียวกับพระศาสนามาอยู่กรมเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกชื่อว่า กรมธรรมการ (มีฐานะ เทา่ กระทรวงแตส่ มยั นน้ั เรยี กวา่ กรม) ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ มอบหมายอำนาจหนา้ ทใ่ี หก้ รมธรรมการ ดงั นี้ เป็นพนักงานที่จะบังคับบัญชาเกี่ยวข้องในพระสงฆ์ ตำแหน่งท่ีพระยาพระเสด็จ และเป็นผู้บังคับการโรงเรียนและโรงพยาบาลท่ัวราชอาณาเขต กรมสงั ฆการธี รรมการยา้ ยมาอยใู่ นสงั กดั กรมธรรมการโดยกลบั ชอ่ื เสยี ใหมว่ า่ กรมธรรมการสงั ฆการี หน้าทข่ี องกรมธรรมการสังฆการีท่ีทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ มอบหมายใหป้ ฏบิ ตั ิ ดงั น้ี ๑. พนักงานบัญชีพระสงฆ์ มีหนา้ ท่สี ำรวจทำบัญชพี ระภกิ ษุ สามเณร ท่ัวราชอาณาจกั ร ๒. พนกั งานการพระอาราม มหี นา้ ทเี่ กยี่ วกบั การสรา้ ง ซอ่ มแซมบรู ณะ และกจิ การทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั วดั ๓. พนกั งานจัดผลประโยชนพ์ ระอาราม มหี นา้ ทจี่ ดั การศาสนสมบตั ขิ องวดั และของการพระศาสนา ๔. ตลุ าการศาลพระธรรมการ มหี นา้ ท่พี จิ ารณาคดเี กี่ยวขอ้ งกับพระภกิ ษุ สามเณร ๕. พนักงานการพระราชพธิ ี มหี นา้ ทเี่ กยี่ วกบั พระราชพธิ แี ละพธิ ตี า่ งๆ ทพ่ี ระสงฆเ์ กยี่ วขอ้ งอยดู่ ว้ ย ต่อมากรมธรรมการได้รับการปรับปรุงระบบการบริหารงานอีกคร้ัง หลังจากที่ได้ปรับปรุงมาแล้ว เม่อื ปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ไมน่ านนัก ท้งั นเ้ี พราะ ๑. พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหม่ืนดำรงราชานุภาพ (พระยศขณะน้ัน) ได้เสด็จกลับจากการดูงาน การศึกษาในภาคพ้ืนยุโรปปลายปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ไดท้ รงถวายความเหน็ ในการปรบั ปรงุ การศกึ ษาสำหรบั ประชาชน ไว้หลายประการ และทรงเห็นว่าหากได้ปรับปรุงระบบการบริหารของกรมธรรมการให้ดีย่ิงข้ึนแล้ว การจัด การศึกษาสำหรบั ประชาชนก็จะบรรลุผลตามความเหน็ ของกรมหมนื่ ดำรงราชานภุ าพ ๒. ภาระหน้าท่ีของกรมธรรมการมีมากข้ึนจำต้องขยายและปรับปรุงระบบบริหารให้สามารถ รบั ภาระได้เตม็ ที่ พร้อมทง้ั เปน็ การเตรยี มโครงสร้างงานไว้เพ่อื การขยายในอนาคตดว้ ย ด้วยเหตุท้ังสองประการดังกล่าวแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศต้ังกรมธรรมการ เปน็ กระทรวงธรรมการ เม่ือวันท่ี ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕ การปรับปรุงกรมธรรมการเป็นกระทรวงธรรมการครั้งน้ี เป็นการยกฐานะกรมซึ่งมีงานมากขึ้น เป็นกระทรวงตามพระราชประสงคแ์ ละตดั เอากรมแผนทซ่ี ง่ึ มไิ ดม้ สี ว่ นเกยี่ วขอ้ งกบั การศกึ ษามากนกั ออกไปสงั กดั อนื่ สว่ นงานหลกั ของกรมใดทเ่ี คยทำอยกู่ อ่ นกใ็ หท้ ำตอ่ ไป กรมธรรมการสงั ฆการไี ดร้ บั การเปลย่ี นชอ่ื เปน็ กรมสงั ฆการี ดังนั้น งานของกรมสังฆการีจึงเป็นงานท่ีมาจากงานของกรมธรรมการสังฆการีเดิมน่ันเอง มีการเปล่ียนแปลง กแ็ ตเ่ ฉพาะขยายปริมาณงานใหค้ รอบคลุมท่วั ประเทศ กวา้ งขวางออกไปเทา่ น้ัน 13
สมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว รัชกาลท่ี ๖ (พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๖๘) ในสมัยรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ฐานะของกรมการศาสนา ซง่ึ อยใู่ นนาม กรมสงั ฆการี มาแตส่ มัยรัชกาลที่ ๕ น้ัน ไดม้ กี ารปรับปรงุ เปล่ียนแปลงข้ึนอกี ๓ คร้งั คือ ครง้ั แรกในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ไดท้ รงพจิ ารณาเหน็ วา่ หนา้ ทร่ี าชการในกระทรวงธรรมการแตเ่ ดมิ มกี รม ขึ้นใหญ่บ้าง เล็กบ้าง มีกิจการต้องทำไม่สมส่วนกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบใหม ่ ออกเป็น ๕ กรม คือ กรมกลางหรือแผนกบัญชาการ ๑ กรมสังฆการี ๑ กรมธรรมการ ๑ กรมราชบัณฑิต ๑ กรมศกึ ษาธกิ าร ๑ โดยแยกกรมธรรมการสงั ฆการอี อกเปน็ ๒ กรม คือ กรมสงั ฆการี กบั กรมธรรมการ กรมสงั ฆการี มีหนา้ ท ่ี ๑. สำรวจและทำบัญชพี ระภกิ ษสุ ามเณรโดยแยกเป็นมณฑล ตามวฒุ ิ และสมณศักด์ ิ ๒. จดั การบรรพชาอุปสมบท แตง่ ตงั้ พระสังฆาธิการและพระสมณศักด์ิ พระอุปัชฌาย์ การสอบไล่ พระปรยิ ตั ิธรรม การต้ังไวยาวจั กร และการพระราชกศุ ล ๓. ควบคุมและปราบปรามอลชั ชภี กิ ษุ ตลอดจนตรวจการปกครองคณะสงฆ ์ ๔. ตรวจบัญชีพระสงฆ์ให้ถูกต้อง ตรวจเหตุการณ์ซ่ึงจะทำความมัวหมองให้แก่คณะสงฆ์ ตรวจการปกครองเพ่ือใหร้ ูค้ วามเจรญิ และความเส่ือมแห่งคณะสงฆ์ กรมธรรมการ มีหนา้ ที่ ๑. สำรวจจัดทำบัญชีวัด แยกเป็นประเภทวดั หลวง วัดราษฎร์ และวัดรา้ งทั่วราชอาณาจกั ร ๒. ควบคุมการตรวจสอบการสรา้ งวัด รวมท้ังการขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ๓. จัดการทำนบุ ำรุงวดั และจัดการเกีย่ วกับศาสนสมบตั ิ เมอ่ื ไดม้ กี ารปรบั ปรงุ กระทรวงธรรมการในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ และพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อย่หู วั ทรงมีพระราชดำรสั วา่ หนา้ ทขี่ องกระทรวงนนั้ ควรจะมอี ยู่ ๒ อยา่ ง คอื หนา้ ทจ่ี ดั การศกึ ษาใหแ้ กป่ วงชน และดแู ล ส่งเสริมการพระศาสนาเท่าน้ัน การจัดระบบบริหาร และมอบหมายหน้าท่ีการงานก็ควรจะเป็นไปตามหน้าที ่ ดังกล่าว ดังน้ัน ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดแบ่งส่วนราชการ และหน้าท่ีการงาน ในกระทรวงธรรมการเสยี ใหม่ สำหรับการพระอารามตามจังหวัดชั้นนอกในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นปีแรกท่ีโปรดเกล้าฯ ให้จัด ขา้ ราชการสว่ นภมู ภิ าคของกระทรวงธรรมการเปน็ เจา้ หนา้ ทฝ่ี า่ ยการศาสนาสมทบกบั การศกึ ษา และในปี พ.ศ. ๒๔๖๑ โปรดเกล้าฯ ให้เปล่ียนชื่อกรมพระอารามเป็นกรมกัลปนา ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๖๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หวั รัชกาลที่ ๖ พระองค์ได้ทรงดำรวิ ่า “ราชการของกระทรวงธรรมการ และกรมศึกษาธกิ ารนั้น ตา่ งชนดิ กนั ทีเดยี ว ยากทจ่ี ะเลอื กหา เจ้ากระทรวงผสู้ ามารถบญั ชาการไดด้ ที งั้ ๒ กรม คงไดท้ างหนงึ่ เสยี ทางหนง่ึ มพี ระบรมราชประสงคจ์ ะใหร้ าชการ เป็นไปสะดวก ทั้งจะให้สมแก่ทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภ์โดยตรง จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ให้ย้ายกรมธรรมการมารวมอยู่ในพระราชสำนักตามประเพณีเดิม ส่วนกระทรวงธรรมการให้เรียกว่า กระทรวงศึกษาธกิ าร มีหน้าท่ีจดั การศึกษา” 14
ดังน้นั ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ไดม้ ีการเปลย่ี นแปลงท่สี ำคญั ๒ อย่าง คอื ๑. เปลย่ี นชื่อกระทรวงธรรมการ เป็นกระทรวงศึกษาธิการ ๒. โปรดใหย้ ้ายกรมธรรมการไปรวมอย่ใู นกระทรวงวัง โดยพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหจ้ ดั ระเบียบ การบริหารในกรมธรรมการใหม่ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการในระยะนั้นคงเหลือหน่วยงานเพียง ๓ หน่วยคือ กองบัญชาการ กรมศึกษาธกิ าร และกรมมหาวิทยาลัย สมยั พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อย่หู ัว รชั กาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๗๗) ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้มีการเปล่ียนแปลงงานของกรมธรรมการ กล่าวคือ พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี ๗ ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด โปรดให้เปลี่ยนชื่อ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารเป็น กระทรวงธรรมการ และใหก้ รมธรรมการไดก้ ลบั มารวมกับกระทรวงศึกษาธิการ การปรับปรุงครั้งน้ียังคงให้กรมสังฆการีเป็นกรมหน่ึงอยู่ในกรมธรรมการตามเดิม แต่ได้แยกกรม กัลปนาซ่งึ มีหน้าท่ีดแู ลรักษาศาสนสมบัตไิ ปขึน้ กับกรมพระคลังขา้ งที่ กระทรวงพระคลังมหาสมบตั ิ หลังจากการเปลย่ี นแปลงการปกครองจากสมยั สมบรู ณาญาสทิ ธริ าชยม์ าเปน็ สมยั ประชาธปิ ไตยแลว้ ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวง ทบวง และกรม พ.ศ. ๒๔๗๖ แบ่งส่วนราชการของแผ่นดินออกเป็น ๗ กระทรวง คอื ๑. กระทรวงกลาโหม ๒. กระทรวงเศรษฐการ ๓. กระทรวงมหาดไทย ๔. กระทรวงยุติธรรม ๕. กระทรวงพระคลงั ๖. กระทรวงธรรมการ ๗. กระทรวงต่างประเทศ จากการประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ฉิ บบั นี้ มผี ลใหย้ บุ กรมกลั ปนา สงั กดั กระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ ลงเปน็ กองศาสนสมบตั ิ โอนให้กลบั มาสังกดั อยใู่ นกรมธรรมการ กระทรวงธรรมการ ต่อมา เม่ือวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการบริหาร แห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ จัดระเบียบการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม ซึ่งใช้เป็นบรรทัดฐาน สบื มาจนถงึ ปัจจุบัน ดงั น้ี ราชการบรหิ ารสว่ นกลาง ราชการบรหิ ารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารสว่ นท้องถน่ิ จากพระราชบัญญัติฉบับน้ี ได้มีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๔๗๖ อกี ฉบบั หนง่ึ เพม่ิ สำนกั นายกรฐั มนตรี และกระทรวงวงั ขนึ้ ใหม่ เปลยี่ นชอ่ื กระทรวงพระคลงั เปน็ กระทรวงการคลงั กระทรวงธรรมการมอี ำนาจและหนา้ ท่ีเกยี่ วกับการศึกษา การธรรมการ และการศิลปากร 15
สมัยพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวอานนั ทมหดิ ล รัชกาลที่ ๘ (พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๘๙) เม่ือวันท่ี ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้มีการแบ่งส่วนราชการในกระทรวงธรรมการใหม่ออกเป็น ๒ สำนักงาน ๕ กรม โดยเพมิ่ กรมมหาวิทยาลยั ขน้ึ อกี ๑ กรม นอกนั้นคงเดิม แต่มกี ารกำหนดแนช่ ดั ในเรอ่ื ง หวั หนา้ สว่ นราชการของกรมธรรมการและกรมตา่ งๆ ให้เรียกว่า อธิบดี มอี ัตราเงินเดือนขนึ้ ณ บัดน้นั ตอ่ มา เม่ือวันท่ี ๒๐ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้ประกาศใชพ้ ระราชบัญญตั ปิ รับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๔๘๔ มีผลใหเ้ ปลย่ี นชือ่ กระทรวงธรรมการเปน็ “กระทรวงศึกษาธกิ าร” เปล่ียนชอ่ื กรมธรรมการ เป็น “กรมการศาสนา” โดยบัญญัติให้กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา การศาสนา และการศิลปากร โดยแบ่งสว่ นราชการ กระทรวงศึกษาธกิ ารออกเปน็ ๑. สำนักงานเลขานกุ ารรฐั มนตรี ๒. สำนกั งานปลัดกระทรวง ๓. กรมการศาสนา ๔. กรมพลศึกษา ๕. กรมมหาวทิ ยาลัย ๖. กรมศิลปากร ๗. กรมสามญั ศกึ ษา ๘. กรมอาชีวศกึ ษา ผลจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี มีสาระสำคัญต่อกระทรวงศึกษาธิการและ กรมการศาสนา ดงั น ี้ ๑. เปลยี่ นชอ่ื กระทรวงธรรมการเปน็ กระทรวงศึกษาธิการ ๒. เปลยี่ นช่อื กรมธรรมการ เป็นกรมการศาสนา ๓. กำหนดอำนาจหนา้ ทใ่ี หก้ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารมอี ำนาจและหนา้ ทเ่ี กย่ี วกบั การศกึ ษาการศาสนา และการศิลปากร ฉะนนั้ จงึ นบั ไดว้ า่ กรมการศาสนา ไดถ้ อื กำเนดิ นามนม้ี าตงั้ แตว่ นั ที่ ๒๐ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นต้นมา 16
มัชฌิมภาค (พ.ศ. ๒๔๘๔ – ๒๕๔๕) ในส่วนการจัดระเบียบบริหารกรมการศาสนาน้ันยังคงแบ่งส่วนราชการตามแบบเดิม ต่อมาได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ จึงได้มีการปรับปรุง เพิ่มส่วนราชการ เป็นการรับสนองงานตามกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับน้ีอีก ปรากฏตามพระราชกฤษฎีกา จดั วางระเบียบราชการในกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พุทธศักราช ๒๔๘๕ กรมการศาสนาแบง่ ส่วนราชการออกเป็น ๕ กอง ๑๑ แผนก ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมการศาสนาในกระทรวง ศกึ ษาธิการไดเ้ พ่มิ แผนกอนุสาสนาจารย์ ขึน้ ใน สำนักงานเลขานกุ ารกรม อีก ๑ แผนก ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้มีการปรับปรุงส่วนราชการกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้งหน่ึง ในส่วนของ กรมการศาสนาไม่มีอะไรเปล่ียนแปลง นอกจาก กรมการสาสนา เป็น กรมการศาสนา นอกน้ันคงเดิม การปรบั ปรงุ ครัง้ นี้เปน็ ไปตามพระราชบญั ญตั ปิ รับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับท่ี ๑๓ ) พ.ศ. ๒๔๙๔ ต่อมา เม่ือวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ กรมการศาสนา ได้โอนไปสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นกระทรวงตั้งใหม่ กรมการศาสนาในขณะสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้มีการปรับปรุงเพื่อขยายงานด้าน การอนุศาสนาจารย์ ซ่ึงเดิมมีฐานะเป็นเพียงแผนกอนุศาสนาจารย์ ขึ้นอยู่ในสำนักงานเลขานุการกรม ไดย้ กฐานะใหเ้ ปน็ กองอนุศาสนาจารยข์ ้นึ ในกรมการศาสนา เมอ่ื วันที่ ๑๓ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ กรมการศาสนาได้โอนจากกระทรวงศึกษาธิการมาสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ อยู่ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมได้ประมาณ ๖ ปี ๕ เดือน ก็โอนกลับไปสังกัด กระทรวงศึกษาธิการตามเดิม ท้ังนี้เป็นผลจากคณะรัฐบาลคณะปฏิวัติชุด จอมพล ถนอม กิตติขจร เปน็ นายกรัฐมนตรี ไดป้ ระกาศใช้พระราชบญั ญัติปรับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ๖) พทุ ธศักราช ๒๕๐๑ เม่ือวันท่ี ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ยุบเลิกกระทรวงวัฒนธรรมและสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เหลือลง เปน็ กองหน่ึง สังกัดสำนกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร การโอนกรมการศาสนากลับคืนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการครั้งนั้น หน่วยราชการของ กรมการศาสนาคงแบง่ เป็นแผนกต่างๆ ตามที่ไดส้ ังกัดอยใู่ นกระทรวงวฒั นธรรมตามเดิม ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๗ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๑๕ ให้โอนกองวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการมาสังกัดในกรมการศาสนา๑ มีผลให้กรมการศาสนา เพมิ่ กองวฒั นธรรมข้ึนอกี ๑ กอง ต่อมา กรมการศาสนาได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปรับปรุงหน่วยราชการของ คณะปฏิวัติอนุมัติ ให้แบ่งส่วนราชการในกองและสำนักงานในกรมการศาสนาออกเป็นฝ่ายต่างๆ แทนแผนก โดยพิจารณาจากกองนั้นๆ มีลักษณะงานฝ่ายวิชาการหรือจัดดำเนินการท่ีมิใช่งานบริหารทั่วไป ฉะน้ัน โดยอาศัยความเห็นชอบในหลักการจากคณะกรรมการปรับปรุงหน่วยราชการของคณะปฏิวัติอนุมัต ิ กรมการศาสนาจงึ ไดม้ กี ารแบง่ สว่ นราชการใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมการศาสนา ให้ยกกองวัฒนธรรม ออกจากกรมการศาสนา ยกขน้ึ เปน็ สำนกั งานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ๑ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๕ วนั ที่ ๒๙ ันยายน พ.ศ. ๒๕๒๕ (ให้มีผลบงั คบใช้ ต้ังแตว่ นั ท่ี ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เปน็ ตน้ ไป) 17
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ไดม้ ีพระราชกฤษฎีกาแบง่ ส่วนราชการกรมการศาสนา ใหแ้ ยกฝ่ายพุทธมณฑล กองพุทธศาสนสถานมาจัดต้ังเปน็ สำนกั งานพทุธมณฑล มฐี านะเป็นส่วนราชการเทยี บเทา่ กอง เน่อื งจากพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบบริหารราชการแผน่ ดนิ พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖ วรรค ๔ บัญญัติ ให้ราชการภายในสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี กรมหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และให้ระบุอำนาจหน้าที่ของแต่ละส่วนราชการ โดยกำหนดอำนาจหน้าท่ีของ กรมการศาสนาไว้ในพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้กำหนดไวด้ งั ต่อไปนี้ ๑. ดำเนนิ การตามกฎหมายวา่ ดว้ ยคณะสงฆ์ กฎหมายวา่ ด้วยการกำหนดวิทยฐานะ ผูส้ ำเรจ็ วชิ า การพระพุทธศาสนา กฎหมายวา่ ดว้ ยการสง่ เสรมิ กจิ การฮัจย์ รวมทงั้ กฎหมายและระเบียบอื่นท่เี ก่ียวขอ้ ง ๒. จัดทำและประสานแผนงานของกรมให้เป็นไปตามนโยบายและแผนแม่บทของกระทรวง กำกับ เร่งรัดติดตาม ประเมินผล การปฏิบัติงานตามแผนงานของหน่วยงานในสังกัด และดำเนินการเก่ียวกับ การฝกึ อบรมและงานสถติ ิขอ้ มลู ทางดา้ นการศาสนา ๓. สง่ เสรมิ ดแู ล รกั ษา และทำนบุ ำรุงศาสนสถานและศาสนวตั ถุ ๔. ทำนุบำรงุ สง่ เสรมิ พระพทุ ธศาสนาเสริมสร้างศีลธรรมปลูกฝงั คณุ ธรรมและจริยธรรม ๕. ควบคมุ ดแู ลการจดั การศกึ ษาวชิ าการพระพทุ ธศาสนา การจดั การศกึ ษาโรงเรยี นพระปรยิ ตั ธิ รรม แผนกสามัญศึกษา ตลอดจนสนองงานคณะสงฆ์ด้านการปกครอง การศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห ์ การเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา และ การดแู ลรักษาสาธารณปู การ ๖. พัฒนาพทุ ธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา ๗. ให้การอุปถัมภ์ศาสนาอืน่ ๆ ทีท่ างราชการรบั รอง ๘. ปฏิบัติการอื่นใดตามท่ีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมหรือตามท่ีกระทรวง หรือคณะรฐั มนตรีมอบหมาย 18
ปัจจุบันภาค (พ.ศ. ๒๕๔๕ - ปัจจุบัน) ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ไดม้ กี ารประกาศใชพ้ ระราชบัญญตั ิปรบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับท่ี ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งมีผลใช้บังคับต้ังแต่วันท ี่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๕ ทำใหแ้ บ่งกรมการศาสนาออกเป็น ๒ หน่วยงาน ดังน้ี ๑. กรมการศาสนา สังกดั กระทรวงวฒั นธรรม ๒. สำนกั งานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ เปน็ หนว่ ยงานอสิ ระอยภู่ ายใตก้ ารกำกบั ของนายกรฐั มนตรี ต่อมา พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๑๐ ให้โอนเฉพาะ กองส่งเสริมกิจการฮัจย์ และกองทุนสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ตามระเบียบกรมการศาสนาว่าด้วย กองทุนสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ พ.ศ. ๒๕๔๙ ไปเป็นของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๙ ในปัจจุบัน กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม มีภารกิจเก่ียวกับการดำเนินงานของรัฐด้าน ศาสนา โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมและให้ความอุปถัมภ์คุ้มครองกิจการด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอ่ืน ๆ ท่ีทางราชการรับรอง ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม ส่งเสริมความเข้าใจอันดี และสร้างความ สมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งดำเนินการเพ่ือให้คนไทยนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ ในการพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ใหเ้ ปน็ คนดมี ีคณุ ธรรม โดยมีการแบง่ ส่วนราชการ ดงั ต่อไปน้ี - สำนกั งานเลขานกุ ารกรม - กองศาสนูปถมั ภ ์ - สำนักพัฒนาคุณธรรมจรยิ ธรรม สำนักงานเลขานุการกรม มอี ำนาจหน้าท่ี ดงั นี้ ๑) ปฏิบัตงิ านบรหิ ารทัว่ ไป งานสารบรรณ งานบริการ และงานกิจกรรมพิเศษของกรม ๒) ดำเนินการเกี่ยวกับงานชว่ ยอำนวยการและเลขานุการของกรม ๓) ประชาสัมพันธ์การปฏิบัติราชการของกรม และเผยแพร่กิจกรรมความก้าวหน้าในงาน ด้านต่าง ๆ ของกรม ๔) ดำเนินการเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี การงบประมาณ การพัสดุ อาคารสถานที่และ ยานพาหนะของกรม ๕) จดั ระบบงานและบรหิ ารงานบคุ คลของกรม ๖) ดำเนินการเกี่ยวกับงานกฎหมายและระเบียบ งานนิติกรรมและสัญญา งานเกี่ยวกับ ความรับผิดชอบในทางแพง่ อาญา งานคดีปกครอง และงานคดีอน่ื ท่อี ยูใ่ นอำนาจหน้าทข่ี องกรม ๗) จัดทำและประสานแผนการปฏิบัติงานของกรมให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนแม่บท ของกระทรวง ดำเนนิ การเกยี่ วกับงานโครงการพิเศษ งานความร่วมมือกับตา่ งประเทศ รวมทั้ง เรง่ รัด ตดิ ตาม และประเมินผลการปฏิบตั งิ านตามแผนงานและโครงการของหน่วยงานในสงั กดั ๘) จัดระบบการสำรวจ การจัดเก็บ การประมวล และการใช้ประโยชน์ข้อมูลของหน่วยงาน ในสงั กัด และเปน็ ศูนยข์ อ้ มลู ของกรม 19
๙) ประสานความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์ องค์กรทางศาสนา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทัง้ ในและตา่ งประเทศ ๑๐) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอ่ืนท่ีเก่ียวข้องหรือที่ได้รับ มอบหมาย กองศาสนปู ถัมภ์ มอี ำนาจหน้าที่ ดังน ้ี ๑) ดำเนินการเกี่ยวกับงานพระราชพิธี งานพระราชกุศล งานรัฐพิธี และงานศาสนพิธีของ กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ๒) ใหก้ ารอปุ ถัมภด์ า้ นศาสนสงเคราะห ์ ๓) ดำเนินการให้การอุปถัมภ์ ประสานงาน และควบคุมดูแลการเผยแผ่ศาสนาที่ทางราชการ รบั รอง ๔) ดำเนินการประสานงานระหว่างผู้นำศาสนาและศาสนิกชนทุกศาสนา เพื่อให้เกิดความ สมานฉนั ท์ ๕) เสนอแนวทางการกำหนดนโยบายและมาตราการในการสรา้ งความสมานฉนั ทร์ ะหวา่ งศาสนาอน่ื ทท่ี างราชการรับรอง ๖) บรกิ ารขอ้ มลู ขา่ วสารเกย่ี วกบั ความรู้ วธิ กี ารปฏบิ ตั ดิ า้ นศาสนพธิ ี วนั สำคญั ทางพระพทุ ธศาสนา ผลงานการวจิ ัย และวิชาการทางศาสนาอ่นื แกบ่ ุคคลท่วั ไป ๗) ปฏิบัติงานร่วมกับสำนักพระราชวัง รับสนองงานในพระบรมราชานุเคราะห์ และ พระบรมราชูปถัมภ์ ตามพระบรมราชโองการและหมายรบั ส่งั ๘) สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางศาสนาอื่นที่ทางราชการรับรอง เพ่ือส่งเสริมให้น้อมนำ หลักธรรมทางศาสนาไปสูก่ ารเสริมสรา้ งศลี ธรรม ปลูกฝังคุณธรรม และจรยิ ธรรม ๙) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เก่ียวข้องหรือท่ีได้รับ มอบหมาย สำนักพัฒนาคุณธรรมจรยิ ธรรม มอี ำนาจหนา้ ที่ ดงั นี้ ๑) ศกึ ษา วเิ คราะห์ วจิ ยั เพื่อเสนอแนะการกำหนดนโยบายและแนวทางการพฒั นาคุณธรรมและ จริยธรรม เพ่ือเสนอตอ่ นายกรฐั มนตรแี ละมหาเถรสมาคม ๒) ดำเนินการเก่ียวกับการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และส่งเสริมการนำหลักธรรมไปพัฒนา คณุ ภาพชวี ติ เพอ่ื สร้างใหน้ กั เรียน ประชาชนเกิดความรู้คู่คุณธรรม ๓) เผยแพรแ่ ละส่งเสรมิ ศีลธรรม ๔) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอ่ืนท่ีเก่ียวข้องหรือท่ีได้รับ มอบหมาย 20
วิสยั ทัศน์ พนั ธกจิ ยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน ์ มงุ่ สง่ เสรมิ คณุ ธรรม อุปถัมภ์ศาสนา สืบสานรักษาศาสนพธิ ี เพื่อสงั คมสงบสุขท่ียัง่ ยืน พันธกิจ ๑) สนองงานพระราชพิธี พระราชกุศล รฐั พิธี และศาสนพิธ ี ๒) ปลกู ฝงั และเสริมสร้างคณุ ธรรมจรยิ ธรรม เพ่ือพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ ๓) ส่งเสริมและสานสัมพันธ์กิจกรรมทางศาสนา ๔) อุปถัมภ์ ทำนุบำรงุ ค้มุ ครองกิจการด้านศาสนา ยุทธศาสตร ์ ๑) ส่งเสริมคุณธรรมจรยิ ธรรมเพื่อพัฒนาคณุ ภาพชีวิต ๒) อุปถมั ภ์ คมุ้ ครองกิจการด้านศาสนา และสานสัมพันธก์ ิจกรรมทางศาสนาเพือ่ สงั คม สงบสุขทย่ี ่งั ยนื ๓) สบื สาน รักษา ต่อยอดศาสนพิธี และมรดกทางวฒั นธรรมดา้ นศาสนา ๔) พฒั นาการบริหารจดั การกรมการศาสนามุ่งสคู่ วามเปน็ เลิศ 21
ตรากรม ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๔ กรมการศาสนายงั มชี ื่อว่า กรมธรรมการ มหี น้าที่จดั การ เกย่ี วกบั เรอื่ งศาสนา จนถงึ พ.ศ. ๒๔๘๔ กรมธรรมการ ไดเ้ ปลย่ี นชอ่ื ใหมเ่ ปน็ กรมการศาสนา ตามพระราชบญั ญตั ิ ปรับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๔๘๔ ตรากรมการศาสนา ตราของกรมการศาสนาเป็นแบบโบราณ คือเป็นรูปวงกลมเส้นคู่ ๒ ชั้น ภายใน วงกลมมีลายกลางเปน็ รปู เสมา “ธ” ขัดสมาธิ นั่งอยูบ่ นบัลลงั กส์ ิงห์ภายในกนกเปลว และมอี ักษร ที่ขอบล่างว่า “กรมการศาสนา”“ธ” ในทางเลขยันต์ ถือว่าขลังดี โบราณาจารย์หมายเอารูปของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับน่ังสมาธิ ณ ควงไม้พระศรีมหาโพธิจนสำเร็จพระอนุตร สมั มาสัมโพธญิ าณ แต่บางท่านก็วา่ หมายถงึ “ธรรม” ตามเคร่อื งรางของขลังตา่ งๆ ตราอธบิ ดกี รมการศาสนา ตราสำหรับตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนา เป็นตราประจำตำแหน่ง ชาดรูปกลม ศูนย์กลางกว้าง ๖ เซนติเมตร ลายกลางเป็นรูปเสมา มีอักษรตัว ท่ีเรียกกันว่าเธาะ ขัดสมาธิ ตง้ั อยบู่ นบลั ลงั กส์ งิ หภ์ ายในกนกเปลว มอี กั ษรทข่ี อบเบอ้ื งลา่ งวา่ “อธบิ ดกี รมการศาสนา” ตราทไี่ ด้ ประกาศใช้เมอื่ วนั ที่ ๙ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๘๔ 22
รายนามผดู้ ำรงตำแหนง่ อธบิ ดกี รมการศาสนา ผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนา ในท่ีน้ี หมายถึงช่ือกรมที่เรียกอย่างอ่ืน และนามผู้ท่ีดำรง ตำแหน่งทีเ่ รยี กชือ่ อยา่ งอืน่ มาแต่ครง้ั สมัยรัชกาลท่ี ๑ เป็นตน้ มา ตามลำดับ ดงั น้ี ยุคเรยี กช่ืออยา่ งอ่นื ก่อนจดั ตง้ั กระทรวง ทบวง กรม ๑. หลวงธรรมรักษา สมยั รัชกาลท่ี ๑ ๒. กรมหลวงรกั ษร์ ณเรศ (พระองค์เจา้ ไกรสร) สมัยรชั กาลท่ี ๒ ๓. กรมหมน่ื สรไกรวิชิต (พระองค์เจา้ สทุ ัศน)์ สมัยรชั กาลที่ ๓ ๔. สมเด็จเจา้ ฟา้ มหามาลา กรมพระยาบำราบปรปกั ษ์ สมัยรัชกาลท่ี ๔ ๕. กรมหมืน่ อุดมรตั นราษี (พระองค์เจ้าอรรณพ) สมยั รชั กาลที่ ๔ ยคุ เรยี กชอื่ อยา่ งอ่นื เม่อื จัดตง้ั กระทรวง ทบวง กรม แล้ว สมัยรชั กาลท่ี ๕ ๑. เจา้ พระยาวิชติ วงศ์วุฒิไกร (ม.ร.ว.คลี่ สทุ ศั น)์ สมัยรชั กาลท่ี ๖ ๒. พระศรีธรรมลังการ์ (เฟือ่ ง พรหมจนิ ดา) เจ้ากรมสงั ฆการี สมยั รัชกาลท่ี ๖ ๓. พระธรรมการบดี (ช่วง รศั มทิ ัต) เจ้ากรมธรรมการ ยุคเรียกช่อื กรมธรรมการ สมยั รชั กาลท่ี ๖ ๑. เจา้ พระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนนั่ เทพหัสดิน ณ อยธุ ยา) สมัยรชั กาลที่ ๗ ๒. พระยาเมธาธิบดี (สาตร์ สุทธเสถยี ร) สมัยรัชกาลที่ ๗ ๓. พระพพิ ธิ วรรณการ (ตาบ นาคธน) สมยั รัชกาลที่ ๘ ๔. พระราชธรรมนิเทศ (เพียร (ไตตลิ านนท์) ราชธรรมนเิ ทศ) สมยั รชั กาลที่ ๘ (พ.ศ. ๒๔๗๗ - พ.ศ. ๒๔๗๘) ๕. พระชำนาญอนุศาสน์ (ทองคำ โคปาลสุต) (พ.ศ. ๒๔๗๘ - พ.ศ. ๒๔๘๔) ยคุ เปลยี่ นชอ่ื เป็น กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธกิ าร สมัยรัชกาลที่ ๘ ๑. พระชำนาญอนุศาสน์ (ทองคำ โคปาลสตุ ) สมัยรชั กาลท่ี ๘ สมยั รัชกาลที่ ๙ (วนั ท่ี ๒๐ สิงหาคม ๒๔๘๔ - ๓๑ ตุลาคม ๒๔๘๕) ๒. พ.อ.หลวงสารานุประพนั ธ์ (นวล (ปาจิณพยัคฆ)์ สารานปุ ระพันธ)์ (วันท่ี ๑ พฤศจิกายน ๒๔๘๕ - ๒๔๘๗) ๓. พระประชากรบริรกั ษ์ (ประชา (แอรม่ ) สนุ ทรศารทลู ) (วันท่ี ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๘๘ - วนั ที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๔๙๔) ยุคเป็นชื่อ กรมการศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม ๑. นายบุญช่วย สมพงษ์ (พ.ศ. ๒๔๙๔ - พ.ศ. ๒๔๙๗) สมัยรัชกาลที่ ๙ 23
ยคุ เป็นชอื่ กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธิการ ๑. นายฟุ้ง ศรวี ิจารณ์ (พ.ศ. ๒๔๙๗ - พ.ศ. ๒๕๐๖) สมัยรชั กาลท่ี ๙ ๒. พ.อ.ปิ่น มทุ ุกันต์ (พ.ศ. ๒๕๐๖ - พ.ศ. ๒๕๑๕) สมัยรชั กาลท่ี ๙ ๓. นายหลอ่ รลี ะชาติ (พ.ศ. ๒๕๑๕ - พ.ศ. ๒๕๑๕) สมยั รัชกาลที่ ๙ ๔. นายเชอื้ สารมิ าน (พ.ศ. ๒๕๑๖ - พ.ศ. ๒๕๑๖) สมยั รัชกาลที่ ๙ ๕. นายวชั ระ เอ่ียมโชติ (พ.ศ. ๒๕๑๖ - พ.ศ. ๒๕๑๘) สมัยรชั กาลที่ ๙ ๖. นายประจวบ คำบญุ รตั น์ (พ.ศ. ๒๕๑๘ - พ.ศ. ๒๕๑๙) สมยั รัชกาลที่ ๙ ๗. นายพนิ ิจ สมบตั ศิ ิริ (พ.ศ. ๒๕๑๙ - พ.ศ. ๒๕๒๓) สมัยรัชกาลที่ ๙ ๘. ศ.ดร.ธนู แสวงศักดิ์ (พ.ศ. ๒๕๒๓ - พ.ศ. ๒๕๒๕) สมยั รัชกาลที่ ๙ ๙. นายชำเลือง วฒุ จิ ันทร์ (พ.ศ. ๒๕๒๕ - พ.ศ. ๒๕๒๗) สมัยรชั กาลที่ ๙ ๑๐. นายมงคล ศรีไพรวรรณ (พ.ศ. ๒๕๒๗ - พ.ศ. ๒๕๓๐) สมัยรชั กาลที่ ๙ ๑๑. ร.อ.อดลุ ย์ รัตตานนท์ (พ.ศ. ๒๕๓๐ - พ.ศ. ๒๕๓๒) สมัยรัชกาลท่ี ๙ ๑๒. นายเสมอ นาคพงศ์ (พ.ศ. ๒๕๓๒ - พ.ศ. ๒๕๓๕) สมยั รชั กาลท่ี ๙ ๑๓. นายจำเริญ เสกธรี ะ (พ.ศ. ๒๕๓๕ - พ.ศ. ๒๕๓๗) สมัยรัชกาลท่ี ๙ ๑๔. นายพนม พงษไ์ พบูลย์ (พ.ศ. ๒๕๓๗ - พ.ศ. ๒๕๓๘) สมัยรัชกาลท่ี ๙ ๑๕. นายถวลั ย์ ทองมี (พ.ศ. ๒๕๓๘ - พ.ศ. ๒๕๔๐) สมัยรัชกาลท่ี ๙ ๑๖. นายสมานจิต ภริ มย์รื่น (พ.ศ. ๒๕๔๐ - พ.ศ. ๒๕๔๑) สมัยรัชกาลที่ ๙ ๑๗. นายพิภพ กาญจนะ (พ.ศ. ๒๕๔๑ - พ.ศ. ๒๕๔๒) สมยั รัชกาลที่ ๙ ๑๘. นายไพบลู ย์ เสยี งก้อง (พ.ศ. ๒๕๔๒ - พ.ศ. ๒๕๔๔) สมัยรัชกาลที่ ๙ ๑๙. นายสมานจิต ภิรมยร์ น่ื (พ.ศ. ๒๕๔๔ - พ.ศ. ๒๕๔๕) สมัยรชั กาลที่ ๙ สมัยรัชกาลท่ี ๙ ยุคเปน็ ช่อื กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สมยั รชั กาลท่ี ๙ ๑. นายกล้า สมตระกลู (พ.ศ. ๒๕๔๕ - พ.ศ. ๒๕๔๖) สมัยรชั กาลท่ี ๙ ๒. นายปรีชา กนั ธยิ ะ (พ.ศ. ๒๕๔๖ - พ.ศ. ๒๕๕๐) สมยั รัชกาลท่ี ๙ ๓. นายสด แดงเอยี ด (พ.ศ. ๒๕๕๐ - พ.ศ. ๒๕๕๔) สมยั รัชกาลท่ี ๙ ๔. นายปรชี า กันธิยะ (พ.ศ. ๒๕๕๔ - พ.ศ. ๒๕๕๖) สมยั รชั กาลท่ี ๙,๑๐ ๕. นายกฤษศญพงษ์ ศริ ิ (พ.ศ. ๒๕๕๖ - พ.ศ. ๒๕๕๙) สมยั รัชกาลท่ี ๑๐ ๖. นายมานสั ทารตั นใ์ จ (พ.ศ. ๒๕๕๙ - พ.ศ. ๒๕๖๑) สมยั รชั กาลท่ี ๑๐ ๗. นายกติ ตพิ ันธ์ พานสวุ รรณ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - พ.ศ. ๒๕๖๓) สมัยรัชกาลที่ ๑๐ ๘. นายเกรียงศักดิ์ บุญประสิทธ์ิ (พ.ศ. ๒๕๖๓ - พ.ศ. ๒๕๖๕) ๙. นายชัยพล สุขเอยี่ ม (พ.ศ. ๒๕๖๕ - ปจั จุบนั ) 24
ทำเนียบผ้บู ริหาร นายชัยพล สุขเอี่ยม อธบิ ดีกรมการศาสนา นายสำรวย นักการเรียน รองอธิบดกี รมการศาสนา นางสาวฐิติมา สุภภัค นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ นายธนพล พรมสุวงษ์ ผู้อำคนณุ วธยรกรามรจสรำยินธกั รพรัฒม นา ผอู้ ำนวยการกองศาสนปู ถัมภ์ เลขานุการกรม นายอนุชา หะระหนี นายโอสธี ราษฎร์เรือง ผู้อำนวยการสำนกั งานเลขานุการ ผูอ้ ำนวยการกองศาสนพธิ ี คณะกรรมการส่งเสรมิ คณุ ธรรมแหง่ ชาติ 25
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เลขท่ี ๑๐ อาคารวัฒนธรรมวิศษิ ฏ์ ถนนเทยี มร่วมมติ ร แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๑๐ เวบ็ ไซตก์ รมการศาสนา : www.dra.go.th จดหมายอเิ ลก็ ทรอนิกส์ : [email protected] ไอดีไลน์ : @dra.go.th เฟสบคุ๊ กรมการศาสนา : fb.com/drathai.go.th ติก๊ ตอก : กรมการศาสนา หน่วยงานภายใน โทรศัพท์ โทรสาร อธิบดีกรมการศาสนา ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๐๐ เลขานุการอธิบดกี รมการศาสนา ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๐๑ ๐ ๒๒๐๒ ๙๖๒๒ รองอธิบดกี รมการศาสนา ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๐๒ เลขานกุ ารรองอธบิ ดีกรมการศาสนา ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๐๓ กล่มุ ตรวจสอบภายใน ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๐๘ กลมุ่ พฒั นาระบบบริหาร ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๐๙ สำนักงานเลขานุการกรม เลขานุการกรม ๐ ๒๒๐๒ ๙๖๒๔ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๑๐ กลุ่มนติ กิ าร ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๑๐ ๐ ๒๒๐๒ ๙๖๒๙ กลมุ่ บริหารท่วั ไป ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๑๗ กลุ่มบรหิ ารงานบคุ คล ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๑๓ กลุ่มแผนงานและยุทธศาสตร์ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๑๔ ๐ ๒๒๐๒ ๙๖๓๑ กลุ่มการคลัง ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๑๕ ๐ ๒๒๐๒ ๙๖๓๐ กล่มุ พัสดุ อาคาร สถานท่ี และยานพาหนะ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๑๖ กลมุ่ ศาสนสมั พนั ธ์ตา่ งประเทศ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๑๑ กลุ่มประชาสมั พนั ธ์ ๐ ๒๒๐๙ ๓๖๙๙ กลุม่ ดจิ ิทัล ๐ ๒๒๐๙ ๓๖๙๙ กองศาสนูปถมั ภ์ ผู้อำนวยการกองศาสนปู ถมั ภ์ ๐ ๒๒๐๒ ๙๖๒๗ ฝา่ ยบรหิ ารท่วั ไป ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๐ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๔ กลมุ่ สง่ เสริมวิชาการด้านศาสนา ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๖ กลมุ่ ศาสนสงเคราะห์และส่งเสรมิ กิจการพระพทุ ธศาสนา ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๓ 26
หน่วยงานภายใน โทรศัพท์ โทรสาร กลุ่มศาสนสมั พนั ธ์ ๐ ๒๒๐๙ ๙๖๓๓ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๔ กลุ่มอปุ ถัมภ์และส่งเสรมิ องคก์ ารทางศาสนา ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๖ ๐ ๒๒๐๒ ๙๖๓๒ กลมุ่ กิจการพิเศษ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๑๘ กลุ่มศาสนสถานและทะเบยี น ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๖ ๐ ๒๒๐๙ ๙๖๓๔ กองศาสนพธิ ี ฝา่ ยบรหิ ารท่วั ไป ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๑ ๐ ๒๒๐๙ ๙๖๒๘ กลมุ่ สง่ เสริมวิชาการด้านศาสนา ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๒ กลุ่มพระราชพธิ ีและรัฐพธิ ี ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๒ สำนกั พฒั นาคณุ ธรรมจริยธรรม ผอู้ ำนวยการสำนกั พัฒนาคณุ ธรรมจรยิ ธรรม ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๗ ฝ่ายบริหารทัว่ ไป ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๓๐ กลุ่มสง่ เสรมิ วิชาการดา้ นคุณธรรมจริยธรรม ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๙ กลุ่มสง่ เสริมเครือข่ายคุณธรรมจรยิ ธรรม ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๘ กลุ่มส่งเสริมงานคุณธรรมจริยธรรมส่วนภมู ิภาคและทอ้ งถิน่ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๓๐ งานกองทุนสง่ เสริมการเผยแผพ่ ระพุทธศาสนา ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๒๙ เฉลิมพระเกยี รติ ๘๐ พรรษา สำนกั งานเลขานุการคณะกรรมการสง่ เสรมิ คณุ ธรรมแหง่ ชาติ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๓๑ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๓๑ ผอู้ ำนวยการสำนกั งานเลขานุการคณะกรรมการ สง่ เสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฝ่ายบริหารท่วั ไป กลมุ่ งานเลขานกุ ารคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแหง่ ชาติ ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๓๒ กลมุ่ ขบั เคล่ือนแผนการสง่ เสริมคุณธรรม ๐ ๒๒๐๙ ๓๗๓๓ 27
พลิกโฉมกรมการศาสนา นโยบาย ๙ ดี ๑๒ เดือน ๑๒ เดน่ ในวนั ที่ภูมทิ ศั นก์ ารทำงานทเี่ ปล่ยี นแปลงไป ทั้งด้านความเช่ือมโยง การสื่อสารของกลมุ่ เป้าหมาย ที่หลากหลาย เกิดการเปลย่ี นแปลง ของโครงสร้างประชากร ความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยี ทำใหก้ รมการศาสนาตอ้ งพรอ้ มในการ ปรับเปลยี่ นสสู่ งิ่ ใหม่ นนั่ กค็ อื การพลกิ โฉมการทำงาน ด้วยนโยบาย ๙ ดี ๑๒ เดอื น ๑๒ เด่น สำหรับงานกรมการศาสนา ก็เช่นกันถ้าพูดถึงการบริหาร และการขับเคล่ือนงานภายใต้ภารกิจสนองงานพระราชพิธี พระราชกุศล รฐั พธิ ี และศาสนพธิ ี อปุ ถมั ภ์ ทำนบุ ำรงุ คมุ้ ครองกจิ การดา้ นศาสนา ปลกู ฝงั และเสรมิ สรา้ งคณุ ธรรมจรยิ ธรรมเพอื่ พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ตลอดจนสง่ เสรมิ และสานสัมพันธ์กิจกรรมทางศาสนา การดำเนินงานของกรมการศาสนา ได้ปรากฏเป็นท่ีประจักษ์ในสายตาของประชาชน ทั้งชาวไทยและต่าง ประเทศ ความท้าทายของกรมการศาสนาที่เกิดข้ึนนั้น ส่งผลต่อการ ปรบั เปลย่ี นรูปแบบการจดั กจิ กรรมดว้ ยการสรา้ งความโดดเด่น และความ เข้มข้นของเนื้องาน โดยสามารถตอบได้ว่ากิจกรรมนั้น ประชาชนได้ ประโยชน์อย่างไร นอกจากนี้ได้นำเครื่องมือหรือเทคโนโลยี การประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านช่องทางท่ีหลากหลาย และสามารถผลักดัน คนในองค์กรพร้อมที่จะคิดวิธีการทำงานอย่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ให้คนเปน็ คนดี คนเกง่ คนมคี วามสุข 28
๑. แบง่ ปนั ความรสู้ สู่ าธารณะ พลิกโฉมการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์เพ่ือให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการสร้างองค์ความรู้ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน ์ เกิดภูมิทัศน์ใหม่แห่งการเรียนรู้ ท่ีเน้นการมีส่วนร่วมในการสร้างเน้ือหา ตอบโจทยก์ ลมุ่ เปา้ หมาย โดยสรา้ งความรว่ มมอื กบั กลมุ่ คนทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ ความคดิ และการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย (Influencer) และเน้นการใช้เทคโนโลย ี ที่เป็น online platform มากข้นึ เช่น Social Media, Infographics, video clip, live VDO conferencing ผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ Website, Facebook, Youtube, Tiktok นอกจากน้ี ได้จัดโครงการแบ่งปันความรู้ทางศาสนาสู่สาธารณะ เพ่ือนำเสนอในรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ ให้สามารถเล่าเร่ืององค์ความรู้ ด้านศาสนาในหลากหลายมิติ มีความสวยงาม น่าสนใจ เข้าใจง่าย สามารถ จดจำได้นาน ทำให้การส่อื สารมปี ระสิทธิภาพมากขึ้น 29
แบง่ ปนั ความรสู้ สู่ าธารณะ วันธรรมสวนะ ชดุ “ศาสนา” และ “ความเชอื่ ” วันสำคญั ทางศาสนา ๕ ศาสนา วันสำคญั ต่างๆ/ประเพณปี ระจำปี 30
แบง่ ปนั ความรสู้ สู่ าธารณะ วนั เฉลมิ พระชนมพรรษา วนั พระราชสมภพ พระบรมวงศานวุ งศ์ ข่าว/ประเดน็ /กระแสสงั คมที่นา่ สนใจ และท่ีเก่ียวขอ้ งภารกิจของกรมการศาสนา 31
๒. ตามรอยเสน้ ทางธรรมแหง่ ศรทั ธา กระทรวงวัฒนธรรม มีนโยบายต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม โดยส่งเสริมให้มีการนำทุนและทรัพยากรทางวัฒนธรรม (Soft Power) เสริมสร้างคุณค่าทางสังคมและเพ่ิมมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยส่งเสริม การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากจากสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมผ่าน การท่องเท่ียว ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรทางวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา และวิถีชีวติ ของผคู้ นทหี่ ลากหลาย เพอื่ เปน็ การรบั นโยบายดงั กลา่ ว กรมการศาสนา จงึ ไดจ้ ดั ทำ “โครงการจาริกเส้นทางบุญในมิติทางศาสนา” เพ่ือส่งเสริมศักยภาพวัด ศาสนสถานใหเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเรยี นรดู้ า้ นศาสนาและเปน็ การบรู ณาการ นำ Soft Power มาใชใ้ นการยกระดบั อตั ลักษณท์ ้องถิน่ กระต้นุ เศรษฐกิจ ฐานราก ควบคู่การส่งเสริมศักยภาพชุมชนคุณธรรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ด้านศลิ ปวัฒนธรรมและวถิ ีชวี ติ ในปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ กรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและหน่วยงานภาคี เครือข่ายในพื้นท่ีทั้งภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรม “ตามรอยเสน้ ทางธรรมแห่งศรัทธา” จำนวน ๓ เส้นทาง ประกอบด้วย (๑) เส้นทางสักการะพระบรมธาต ุ (๒) เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ และ (๓) เส้นทาง ความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีจังหวัด นำรอ่ ง ในการจดั กจิ กรรม จำนวน ๓ จังหวัด คอื จังหวัด เชียงราย จังหวัดนครศรธี รรมราช และจังหวดั นครพนม ซึ่งเป็นจังหวัดท่ีมีศักยภาพ มีความพร้อม และมีแหล่ง ท่องเทีย่ วในมติ ิทางศาสนาและวฒั นธรรมที่น่าสนใจ 32
(๑) เส้นทางสักการะพระบรมธาตุ กรมการศาสนาร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้กำหนดให้ อำเภอเชียงแสน จังหวดั เชยี งราย เปน็ พนื้ ทน่ี ำรอ่ งในการจดั กจิ กรรม “ตามรอยเสน้ ทางธรรมแหง่ ศรทั ธา” ภายใตห้ วั ขอ้ “เสน้ ทาง สักการะพระบรมธาตุ” เน่ืองจากอำเภอเชียงแสนเป็นเมืองประวัติศาสตร์ท่ีผสมผสานระหว่างอดีตกับปัจจุบัน มีประวัติความเป็นมาค่อนข้างชัดเจน และยังปรากฏร่องรอยโบราณวัตถุโบราณสถานหลายแห่ง นอกจากน้ี ยงั เปน็ พนื้ ทเี่ ศรษฐกจิ ทส่ี ำคญั แหง่ หนง่ึ โดยเปน็ พน้ื ทรี่ อยตอ่ ระหวา่ ง ๓ ประเทศ คอื ประเทศไทย (จงั หวดั เชียงราย) สาธารณรัฐประชาชนลาว (แขวงบ่อแก้ว) และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (ท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน) ซึ่งเป็น ทีร่ จู้ กั ในนามของ “สามเหลย่ี มทองคำ” โดยกำหนดการจดั กิจกรรม “เส้นทางสกั การะพระบรมธาต”ุ เมือ่ วันท่ี ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ มสี ถานท่ีในเส้นทางประกอบดว้ ย พระธาตุจอมกิตติ วดั เจดยี ห์ ลวง และพระธาตผุ าเงา (๒) เสน้ ทางตามรอยพระเถราจารย์ ในปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ กรมการศาสนารว่ มกบั สำนักงานวัฒนธรรมจังหวดั นครศรธี รรมราช ได้จดั กจิ กรรม “ตามรอยเสน้ ทางธรรมแหง่ ศรทั ธา” ภายใตห้ วั ขอ้ “เสน้ ทางตามรอยพระเถราจารย์ : พอ่ ทา่ นคลา้ ย วาจาสทิ ธ์ิ” เมือ่ วนั ท่ี ๒๗ มนี าคม ๒๕๖๖ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมสี ถานท่ใี นเส้นทาง ประกอบดว้ ย วดั ธาตุนอ้ ย ศาลาพอ่ ทา่ นคลา้ ย (จุดชมวิวเขาธง) กลมุ่ มัดยอ้ มสธี รรมชาติคีรวี ง (CPOT) และพระบรมธาตุเจดยี ์ นครศรธี รรมราช “พ่อท่านคลา้ ย” เปน็ พระนกั พฒั นาทย่ี งิ่ ใหญ่ บำเพญ็ สาธารณกศุ ลและสาธารณะประโยชนม์ ากมาย สร้างเจดีย์ สถูป มณฑป สร้างและบูรณะโบสถ์ สร้างถนนและสะพาน ตลอดจนสร้างวัดและบูรณะวัดต่าง ๆ อีกหลายแห่งทำให้ประชาชนชาวนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียงต่างเคารพนับถือศรัทธาในเมตตาบารมี ของท่านและเช่ือถือถึงความศักด์ิสิทธ์ิของวาจาท่านว่า “พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น” ทั้งน้ี ในวันท่ี ๒๗ มีนาคม ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของพ่อท่านคล้าย กรมการศาสนาจึงได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย พร้อมจัดพิธีแห่ผ้าห่ม พระธาตหุ รอื แห่ผ้าขนึ้ ธาตุ ณ วัดธาตนุ ้อย อำเภอชา้ งกลาง จงั หวดั นครศรีธรรมราช โดยพระธาตุนพ้ี ่อทา่ นคลา้ ย ได้จำลองมาจากพระบรมธาตุ ณ วัดพระมหาธาตุ เพอ่ื ใหช้ าวบา้ นในพืน้ ทีไ่ ด้สักการบชู า ภายในงานยังจดั ให้มี การแสดงศลิ ปวฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ เชน่ มโนราห์ การบรรเลงดนตรไี ทย และการแสดงผลงานของนกั เรยี น จากศนู ย ์ ศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ยใ์ นจงั หวดั นครศรธี รรมราช ซง่ึ เปน็ การบรู ณาการความรว่ มมอื ตามแนวคดิ Soft Power ชูเอกลักษณ์ของศิลปวัฒนธรรม สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างการรับรู้และนำไปสู่การพัฒนาการดำเนินงาน ของศูนย์ศกึ ษาพระพทุ ธศาสนาวันอาทติ ย์ เพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวติ แก่เดก็ เยาวชน และประชาชนในพนื้ ท ี่ (๓) เส้นทางความเชอ่ื ความศรทั ธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง กรมการศาสนาได้กำหนดกิจกรรม “ตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” ภายใต้หัวข้อ “เส้นทาง ความเชือ่ ความศรทั ธาแหง่ ลมุ่ แมน่ ำ้ โขง” เมอื่ วนั ที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๖ ณ จงั หวดั นครพนม ซง่ึ อยใู่ นชว่ งเวลาเดยี วกนั กับประเพณีบวงสรวงพญาศรีสัตตนาคราช โดยกำหนดสถานท่ีตามเส้นทางในกลุ่มจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยว ในมติ ทิ างศาสนาทนี่ า่ สนใจ มวี ฒั นธรรม ประเพณี และความเชอ่ื เกย่ี วกบั นาคทสี่ มั พนั ธก์ บั วถิ ชี วี ติ ประกอบดว้ ย ๓.๑ จังหวัดหนองคาย : วัดพระธาตุบังพวน วัดถ้ำศรีมงคล วัดโพธ์ิชัย พระธาตุหล้าหนอง เจดยี ส์ ารพัดนกึ วัดลำดวน และลานพญานาคคู่รมิ โขง ๓.๒ จังหวัดมุกดาหาร : วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ วัดบรรพตครี ี วัดศรีมงคลใต้ และลาน พญาศรีภุชงค์ ๓.๓ จงั หวดั บงึ กาฬ : วดั โพธาราม ศาลเจา้ แมส่ องนาง วดั อาฮงศลิ าวาส วดั ถำ้ ชยั มงคล และถำ้ นาคา ๓.๔ จังหวดั นครพนม : วดั ธาตปุ ระสทิ ธิ์ วดั พระธาตทุ า่ อเุ ทน วดั มหาธาตุ และลานพญาศรสี ตั ตนาคราช 33
เสน่หว์ ันวาน เทศกาลงานวดั การจดั งานวดั เปน็ กจิ กรรมทม่ี หี ลกั ฐานปรากฏมาตง้ั แตค่ รงั้ อดตี ในสมยั โบราณ การจดั งานสว่ นใหญ ่ เพ่ือฉลองศาสนสถานและถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัด รวมถึงการนมัสการปูชนียสถานและปูชนียวัตถุสำคัญ ของวัดในราชอาณาจักรไทย วัดแต่ละแห่งจะมีปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ หรือแม้แต่สัญลักษณ์สำคัญทาง พระพุทธศาสนาแตกต่างกัน ได้แก่ พระธาตุเจดีย์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ รอยพระพุทธบาท พระธรรมจักร จงึ นยิ มจดั งานนมสั การและงานเฉลมิ ฉลองตา่ งๆ จนกลายเปน็ ประเพณสี ำคญั หนงึ่ ในสงั คมไทยและเปน็ กจิ กรรม ประจำปีของผู้คนในท้องถ่ิน ประการหน่ึงเพื่อเตือนไม่ให้ประชาชนทั้งในท้องถ่ินและต่างถ่ินลืมเลือนในความ สำคัญของปูชนยี สถานและปชู นียวตั ถนุ ้นั ๆ โดยกำหนดเป็นวนั นกั ขตั ฤกษ์สำหรบั การนมัสการประจำปี ใหผ้ ู้คน รว่ มแสวงบญุ และระลกึ ถงึ คตคิ วามเชอื่ ทางพระพทุ ธศาสนา การจดั งานวดั มวี วิ ฒั นาการและบทบาทในสังคมไทย มาจนถงึ ปจั จบุ นั โดยเฉพาะในสงั คมชนบท งานวดั เปน็ ประเพณสี ามารถรวมชมุ นมุ ผคู้ นทอ้ งถนิ่ และผคู้ นตา่ งทอ้ งถน่ิ ได้เป็นจำนวนมาก โดยยังคงมีกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา งานนมัสการและระลึกถึงปูชนียสถานปูชนียวัตถุ ของท้องถิ่น รวมถึงกิจกรรมการละเล่นในรูปแบบต่างๆ สร้างความบันเทิงที่มีการพัฒนารูปแบบเรื่อยมา เช่น เคร่ืองเล่นสำหรับเด็กๆ ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมนุ สาวนอ้ ย ตกน้ำ เกมปาเป้า ยิงปืนชิงรางวัล การออกร้านอาหาร และร้านขายของต่างๆ จนกลายเป็นตลาดนัด รวมถึง มหรสพต่างๆ ได้แก่ ลิเก ลำตัด ง้ิว หนังกลางแปลง ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีดึงดูดผู้คนให้เข้ามาร่วมงานจนกลายเป็น สัญลักษณ์ของงานวดั ทข่ี าดเสยี ไม่ได้ 34
รัฐบาลได้กำหนดนโยบาย พัฒนาประเทศ “ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี” มุ่งพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคง ม่ังค่ัง อย่างยั่งยืน เสริมสร้างให้ประชาชนภายใน ประเทศมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยมุ่งเน้นการพัฒนา เศรษฐกิจฐานราก ให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง เพ่ือเป็นการรับนโยบายของรัฐบาล กระทรวง วัฒนธรรมได้กำหนดกรอบวัฒนธรรม ๙ ดี สู่กา้ วท่มี ัน่ คงและยงั่ ยนื ดว้ ยการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างคน และการส่งเสริม soft power ด้วยมิติวฒั นธรรม ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ กรมการศาสนา จัดโครงการเสน่ห์วันวาน เทศกาลงานวัด ซึ่งเป็นโครงการสำคัญตามนโยบายของกรมการศาสนา ๙ ดี ๑๒ เดือน ๑๒ เด่น นำธรรมะสู่ใจประชาชน เพอ่ื ให้คนไทยมีความพร้อมในทกุ มติ แิ ละสมดลุ ทง้ั ด้านสตปิ ญั ญา คุณธรรมจรยิ ธรรม มจี ติ วิญญาณทดี่ ี ปรับตัว เข้ากับสภาพแวดล้อม รวมท้ังส่งเสริม สนับสนุนให้วัดเปิดพ้ืนที่เป็นแหล่งเรียนรู้หลักธรรมทางศาสนา ส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรม น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างเหมาะสม และรว่ มสบื สานวถิ ปี ระเพณที อ้ งถน่ิ ไทย โดยมกี ารจดั กจิ กรรมทางพระพทุ ธศาสนา การทำบญุ ตกั บาตร สวดมนต์ สรงน้ำพระพุทธรูปสำคัญ การแสดงทางศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่น การออกบูธจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ของดีของชุมชน ซึ่งในพ้ืนที่กรุงเทพมหานครได้ร่วมกับภาคคณะสงฆ์ มูลนิธิสิริวัฒนภักด ี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรม “เสน่ห์วันวาน เทศกาลงานวัด” ภายใตง้ านสมโภชพระอาราม ๑๙๕ ปี วัดประยุรวงศาวาสวรวหิ าร ระหว่างวนั ที่ ๑๓ - ๑๕ มกราคม ๒๕๖๖ ณ วัดประยุรวงศาวาส เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซ่ึงการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นการส่งเสริมสนับสนุน ให้วดั เปน็ ศูนยก์ ลางพฒั นาคุณภาพชีวติ แกค่ นในชุมชน ด้วยการเปดิ พื้นที่เป็นแหลง่ เรียนรู้หลักธรรมทางศาสนา สง่ เสรมิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และรว่ มกบั ชมุ ชนรกั ษาสบื สานประเพณวี ฒั นธรรม อนั ดงี าม ให้แกเ่ ดก็ เยาวชนและประชาชนทว่ั ไป พรอ้ มทง้ั เสรมิ สรา้ งรายได้แกค่ นในชมุ ชนอกี ดว้ ย 35
เสน้ ทางความเชอ่ื ความศรทั ธา แห่งล่มุ แมน่ ้ำโขง เ ส้ น ทา ง ค ว า ม เชื่ อ ค ว าม ศ รั ท ธ า แห่งลุ่มแม่น้ำโขงเป็นเส้นทางในกลุ่มจังหวัดที่มี แ ห ล่ ง ท่ อ ง เ ที่ ย ว ใ น มิ ติ ท า ง ศ า ส น า ท่ี น่ า ส น ใ จ มีวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อเก่ียวกับนาค เนอ่ื งจากมตคิ ณะรฐั มนตรี เมอ่ื วนั ท่ี ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๕ เ ห็ น ช อ บ ใ ห้ น า ค เ ป็ น เ อ ก ลั ก ษ ณ์ ป ร ะ จ ำ ช า ติ ประเภทสัตว์ในตำนาน ซึ่งเป็นการประกาศ ในเชิงสัญลักษณ์ เพ่ือสร้างให้เกิดการเรียนรู้ ประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ อีกทั้งยังเป็นการนำ Soft Power ทางด้านศาสนา ตามนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมมาขับเคล่ือน เศรษฐกิจและนำรายได้เข้าประเทศ ประกอบด้วย จังหวัดหนองคาย : วัดพระธาตุบังพวน วัดถ้ำ ศรมี งคล วดั โพธช์ิ ยั พระธาตหุ ลา้ หนองเจดยี ส์ ารพดั นกึ วดั ลำดวน จงั หวดั มุกดาหาร : วัดรอยพระพทุ ธบาท ภูมโนรมย์ วัดบรรพตคีรี วัดศรีมงคงใต้ จังหวัด บงึ กาฬ : วดั โพธาราม วดั อาฮงศลิ าวาส วดั ถำ้ ชยั มงคล จังหวัดนครพนม : วัดธาตุประสิทธ์ิ วัดพระธาตุ ท่าอเุ ทน วดั มหาธาตุ และลานพญาศรสี ัตตนาคราช กจิ กรรม “ตามรอยเสน้ ทางธรรม แหง่ ศรทั ธา จะมสี ว่ นชว่ ยในการพฒั นา ศกั ยภาพของวดั ศาสนสถาน องคก์ รและพนื้ ท ่ี ใหเ้ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วในมติ ิ ทางศาสนา ศลิ ปวฒั นธรรม และวถิ ชี วี ติ ทม่ี คี ณุ ภาพ พรอ้ มรบั การทอ่ งเทย่ี ว สรา้ งรายไดห้ มนุ เวยี นในพน้ื ที่ จากการเดนิ ทางของนกั ทอ่ งเทยี่ ว รวมทง้ั กระตนุ้ เศรษฐกจิ ฐานรากจากสนิ คา้ และ บรกิ ารทางวฒั นธรรม 36
มหศั จรรยว์ ดั ไทย กรมการศาสนา ดำเนินงานตามนโยบาย “๙ ดี ๑๒ เดอื น ๑๒ เดน่ นำธรรมะสู่ใจประชาชน” ท่ีมุ่งเน้นการขับเคลื่อนให้ศาสนสถานทุกศาสนา เปน็ ศนู ยก์ ลางของประชาชน สง่ เสรมิ สนบั สนนุ ใหศ้ าสนกิ ชนเขา้ ไปประกอบศาสนกจิ ตามศาสนาทีต่ นนับถอื ตลอดจนสง่ เสรมิ ใหศ้ าสนกิ ชนได้มโี อกาสศึกษาเรยี นร ู้ ด้านศาสนาและศิลปวฒั นธรรมไดก้ วา้ งขวางมากยิง่ ข้นึ รวมทง้ั เสรมิ สรา้ งความ ภาคภูมิใจในมรดกภูมิปัญญาอันงดงามท่ีสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตสังคมไทยท่ีมีส่ิงยึดเหน่ียวจิตใจ เลื่อมใส ศรัทธาร่วมกัน จึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินการจัดทำโครงการมหัศจรรย์วัดไทย เพ่ือรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ ของวัดและศาสนสถานในประเทศไทย ตามหลักเกณฑใ์ น ๓ มติ ิ คือ ๑. มติ ิทางศาสนา ไดแ้ ก่ วัด สถาปตั ยกรรม ประตมิ ากรรม พระพทุ ธปฏมิ า พระปฏบิ ตั ดิ ปี ฏบิ ตั ชิ อบ ๒. มติ ทิ างวฒั นธรรม ไดแ้ ก่ แหลง่ เรยี นรทู้ างศลิ ปวฒั นธรรม วิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น อัตลักษณ์ท้องถิ่น และ ๓. มิติทางการท่องเที่ยว ได้แก่ ความสวยงาม ความสะอาด ความสะดวก มีเอกลกั ษณ์โดดเดน่ มหศั จรรยใ์ จ มีคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจและสงั คม ซง่ึ การดำเนนิ การ ดงั กลา่ วจดั ทำขน้ึ เพอื่ เปน็ แหลง่ สบื คน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั วดั ใหก้ บั เดก็ เยาวชน และประชาชนผสู้ นใจ รวมถงึ เพ่อื ขับเคล่ือน งานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ด้วยการนำ Soft Power ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาใช้เพ่ิมมูลค่า ทางเศรษฐกิจ ด้วยการพัฒนาศักยภาพวัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในมิติศาสนา และส่งเสริมความเข้มแข็ง ของชมุ ชนอยา่ งยั่งยืน อกี ทัง้ ยงั สามารถบรู ณาการกบั โครงการอื่นๆ ภายในกรมการศาสนา เชน่ โครงการจาริก เสน้ ทางบญุ ในมติ ทิ างศาสนา โครงการชมุ ชนพลงั บวร และรว่ มกบั หนว่ ยงานในกระทรวงวฒั นธรรม เชน่ สนิ คา้ CPOT และ ททท. รวมถงึ เพอื่ สง่ เสรมิ ใหว้ ดั เปน็ แหลง่ เรยี นรทู้ มี่ คี ณุ ภาพ พรอ้ มทงั้ สง่ เสรมิ ใหภ้ าคสว่ นตา่ งๆ ในพนื้ ที่ ทงั้ ภาครฐั และเอกชนรว่ มสง่ เสรมิ สนบั สนนุ การพฒั นาศกั ยภาพวดั ใหพ้ รอ้ มรบั สำหรบั การเปน็ แหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเชงิ ประวตั ศิ าสตร์ ศาสนา วัฒนธรรมท่ีสอดคล้องกับบริบทความต้องการของประชาชนในพ้ืนท่ี และความต้องการของนักท่องเที่ยว ผมู้ ารบั บรกิ าร โดยกรมการศาสนาจะดำเนนิ การประชาสมั พนั ธใ์ นรปู แบบตา่ ง ๆ เพอ่ื เสรมิ สรา้ งการรบั รใู้ นวงกวา้ ง เชน่ การจัดพิมพ์หนงั สือ การจัดทำวดี ทิ ศั น์ ตามความเหมาะสมตอ่ ไป 37
๓. ธรรมะบนั เทงิ ธรรมะเพอ่ื คนท้งั มวล กรมการศาสนาพลิกโฉมการจัดกิจกรรม เผยแพร่หลักธรรมทางศาสนา ให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยมีพระวิทยากรจากธรรมะอารมณ์ดี เป็นพระวิทยากร มาให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจในธรรมะ ทั้งนี้ เพ่ือเป็นการส่งเสริม พัฒนาทัศนคติในการ ดำเนินชีวิต และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ อยา่ งมคี วามสขุ บนรากฐานของการมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม การประพฤติปฏิบัติดี รู้จักเคารพสิทธิของผู้อ่ืนตลอดจน มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยความสามารถของ พระวิทยากร ที่มีเทคนิค เทศนาลีลา โดดเด่นเป็นที่ จับจิตจับใจผู้ฟัง ท่ีได้ทั้งธรรมะบันเทิงและสาระ แปลกตาแปลกใจ ฟงั แลว้ ชวี ิตมีชีวา ทา่ นสามารถนำเรือ่ ง ทเี่ กดิ ขนึ้ ใกลๆ้ ตวั มาพดู เปน็ ธรรมะสอนใหน้ สิ ติ และผรู้ บั ฟงั ได้เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่เร่ืองเข้าใจยาก สอดแทรก ขอ้ มลู ผนวกเขา้ ไปแบบเราไมร่ ตู้ วั ทงั้ ครอบครวั วยั รนุ่ สงั คม การเมอื ง ซง่ึ ในครัง้ นี้ นสิ ติ และผ้เู ขา้ ร่วมรับฟัง จงึ ไดท้ ง้ั ขอ้ คดิ และความสนกุ สนานตลอดการบรรยายธรรมะ กรมการศาสนาและองค์กรเครือข่ายทางพระพุทธศาสนา ได้ร่วมกันกำหนดจัดงาน “ประทีปแห่งพระธรรม นำศรัทธาบูชาเพ็ญเดือน ๓” ในงานส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาล วนั มาฆบชู า พ.ศ. ๒๕๖๖ ทง้ั ทวี่ ดั สทุ ศั นเทพวราราม และลานคนเมอื ง กรงุ เทพมหานคร ระหวา่ งวนั ท่ี ๔-๖ มนี าคม โดยได้จัดกิจกรรม “ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพ่ือคนท้ังมวล” นำเด็กนักเรียนจากโรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ และนักเรียนจากสถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี (บ้านกรรณิการ์) เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม ผ่านเกมธรรมะ การตอบปัญหาธรรมะ การบรรยายธรรมโดยพระวิทยากรเครอื ขา่ ยพระธรรมะอารมณ์ดี 38
ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านประชาสัมพันธ์การส่งเสริมคุณธรรมในสังคมไทย ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ กรมการศาสนา ได้จัดทำเพลงคุณธรรม ๕ ประการ ความยาวประมาณ ๓ นาที มีเนื้อหาสอดแทรกหลักคุณธรรม ๕ ประการ ได้แก่ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะท่ี ๒ ปี พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐ เพอื่ สรา้ งสงั คมคณุ ธรรมใหค้ นไทยในสงั คมทุกช่วงวยั เปน็ คนดี คนเกง่ และเปน็ คนทม่ี คี ณุ ภาพ โดยการจดั ทำเพลง ครั้งน้ีมุ่งหวังเข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนเกิดบรรยากาศ แห่งคุณธรรมตามสมัยนิยม สร้างการมสี ่วนรว่ มในการทำ ความดีท้ังในระดับครอบครัว ชุมชน และสังคม อีกท้ัง องคก์ รทกุ ภาคสว่ นจะมศี กั ยภาพความสามารถในการพฒั นา ระบบกลไกการขับเคลื่อนและส่งเสริมคุณธรรมท่ีเข้มแข็ง สงั คมไทยปลอดการทจุ รติ และประพฤตมิ ชิ อบ เกดิ ความสงบสขุ สมานฉนั ท์ นอกจากนี้ ในชอ่ งทางออนไลน์โดยเฉพาะ Facebook กรมการศาสนาไดจ้ ัดกิจกรรมธรรมะ ๑ นาที เพ่ือให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้ร่วมสนุก และสอดแทรกความรู้ในหลักธรรมทางศาสนา โดยไดร้ บั กระแสตอบรบั เป็นอยา่ งดี 39
๔. ศาสนกิ สมั พนั ธ์ งานศาสนกิ สัมพนั ธ์ ด้วยความหลากหลายทางวฒั นธรรม ศาสนา และความเชอ่ื ทกุ คนมสี ทิ ธเิ สรภี าพในการนบั ถอื ศาสนา ทง้ั น้ี กรมการศาสนาไดใ้ หค้ วามสำคญั ในการสง่ เสรมิ การเรยี นรู้ การทำนบุ ำรงุ ศาสนา ศลิ ปวฒั นธรรม และการพฒั นา คุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชน โดยมุ่งเน้นที่จะสร้างความรักและความสามัคคี ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย บนพืน้ ฐานหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง และหลกั คณุ ธรรม ๕ ประการ คอื พอเพยี ง วินยั สจุ รติ จติ อาสา และกตญั ญู สามารถนำไปปรับใช้ในชีวติ ประจำวันไดอ้ ยา่ งเหมาะสมตามวถิ ีวัฒนธรรมไทย การดำเนินงานศาสนิกสัมพันธ์เกิดขึ้น เพื่อนำพลังศาสนามาเป็นพลังขับเคล่ือนไปสู่ความร่วมมือ ในการสร้างความสมานฉันท์แก่คนในชาติอย่างย่ังยืน ด้วยการปฏิบัติตามหลักคำสอนท่ีตนนับถือ และน้อมนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ทำให้ประเทศมีความสงบร่มเย็น ด้วยกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ งานศาสนิกสัมพันธ์ มหกรรมศาสนิกสัมพันธ์ งานเมาลิดกลาง ประชุมคาทอลิก งานแหด่ าวครสิ ต์มาส งานนวราตรี เดนิ - ว่ิง การกุศลไทยซกิ ข์ ประชมุ คาทอลิก FABC การประชุมสภาบิชอปแห่งเอเชีย โอกาสครบรอบ ๕๐ ปีแห่งการก่อตั้งการเดินไปด้วย กันในฐานะประชาชาตแิ หง่ เอเชีย สหพันธ์สภาบิชอปแหง่ เอเชยี ไดม้ มี ตเิ หน็ ชอบใหส้ ภาประมขุ บาทหลวงโรมนั คาทอลกิ แหง่ ประเทศไทย ซ่ึงเป็นองค์การทางศาสนาในความอุปถัมภ์ของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เป็นเจ้าภาพ การจัดการประชุมใหญ่ Summit of the Federation of Asian Bishops’ Conferences (FABC) เน่ืองในโอกาสครบรอบ ๕๐ ปี ของการก่อต้ังสหพันธ์สภาบิชอปแห่งเอเชีย โดยกำหนดจัดการประชุม ระหว่างวันที่ ๙ – ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๕ มีผู้เข้าร่วมประชุมจากสมาชิกของสหพันธ์บิชอปแห่งเอเชีย จำนวน ๒๙ ประเทศ เช่น อฟั กานสิ ถาน บรูไน ฮ่องกง อนิ เดยี อินโดนเี ชยี ญป่ี ่นุ เกาหลีใต้ มาเลเซีย จนี ฟิลิปปนิ ส์ ไต้หวัน สิงคโปร์ ไทย นอกจากน้ัน ยังมีผู้แทนท่ีได้รับการเชิญเป็นพิเศษจากสภาบิชอป ได้แก่ ผู้แทนจาก ประเทศเปรู สหรฐั อเมริกา สวสิ เซอร์แลนด์ ลักเซมเบิรก์ และอิตาลี รวมถงึ ผเู้ ข้าร่วมประชุมในนามรฐั บาลไทย รวมทั้งส้นิ ๒๗๐ คน 40
รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงวฒั นธรรมและคณะผู้บรหิ ารใหก้ ารตอ้ นรบั คณะผ้นู ำศาสนาคริสต ์ รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงวัฒนธรรมเขา้ รว่ มงานและกล่าวตอ้ นรับผู้นำศาสนาคริสตท์ ่มี าร่วมในพิธีเปิดการประชุมใหญ ่ สหพันธส์ ภาบชิ อปแห่งเอเชีย ในวันพุธท่ี ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๕ นายอิทธิพล คุณปล้ืม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมงานและกล่าวต้อนรับผู้นำศาสนาคริสต์ที่มาร่วมในพิธีเปิดการประชุมใหญ่สหพันธ์สภาบิชอปแห่งเอเชีย ในนามรัฐบาลไทย ในหัวข้อ “การประชุมสภาบิชอปแห่งเอเชีย โอกาสครบรอบ ๕๐ ปีแห่งการก่อตั้ง การเดินไปด้วยกัน ในฐานะประชาชาติแห่งเอเชีย” โดยมี คาร์ดินัล ชาร์ล เมียง โบ ประธานสหพันธ์ สภาบชิ อปแหง่ เอเชยี เปน็ ประธานในพธิ ี ณ ศนู ยฝ์ กึ อบรมงานอภบิ าลบา้ นผหู้ วา่ น อำเภอสามพราน จงั หวดั นครปฐม นักแสดงเยาวชนไทยโบกสะบดั ธงชาติประเทศตา่ งๆ ในเอเชีย หอ้ มล้อมธงงาน FABC 41
พธิ เี ปดิ ประกอบด้วยชุดการแสดง “ก้าวไปดว้ ยกัน.... สูบ่ า้ นเมอื งของตนในทางอนื่ ” นำแนวคดิ จากสารพธิ เี ปิดการฉลองครบรอบ ๕๐ สหพนั ธส์ ภาพระสงั ฆราชแหง่ เอเชยี เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๒๒ ตามพระดำรสั ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส จึงเป็นที่มาของการแสดงที่ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านบทเพลง Song of Asia อันประกอบด้วยเน้ือหาที่น่าสนใจมากมายท่ีกล่าวถึงการเข้ามาของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในประเทศไทย จวบจนปจั จบุ ัน การแสดงองก์ทหี่ นึง่ “กำเนิดและประวัตศิ าสตร์โดยสังเขปในพระอารกั ขาญาณขององคพ์ ระผู้เปน็ เจา้ ” ในองก์แรกของการแสดงนน้ั กลา่ วถงึ กำเนดิ และประวตั ศิ าสตรพ์ ระศาสนจกั รคาทอลกิ ในประเทศไทย ตลอด ๓๕๐ ปีท่ีผ่านมา ซึ่งถือกำเนิดข้ึนด้วยพันธกิจของบรรดามิชชันนารีคณะต่าง ๆ ที่นำข่าวประเสริฐจาก พระเจ้าไปประกาศยังดินแดนใหม่ สำหรับในประเทศไทยน้ัน คณะมิซซังแห่งกรุงปารีสล้วนเป็นผู้วางรากฐาน สำคญั ทางการศกึ ษา งานสาธารณสขุ และการศาสนา ซง่ึ ในชว่ งเวลานี้ “มซิ ซงั สยาม” ไดก้ อ่ ตงั้ ขนึ้ อยา่ งเปน็ ทางการ ในวันที่ ๔ มิถุนายน ค.ศ. ๑๖๖๙ ต้ังแต่รัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา โดยมี “พระสงั ฆราชหลยุ ส์ ลาโน” เปน็ พระสงั ฆราชองคแ์ รก ในปจั จบุ นั พระศาสนจกั รในประเทศไทยคอ่ ย ๆ เตบิ โตขน้ึ ซ่งึ ปจั จุบนั ไดแ้ บ่งเขตการปกครองเป็น ๒ อคั รสงั ฆมณฑล ไดแ้ ก่ อคั รสังฆมณฑลกรงุ เทพฯ มสี ังฆมณฑลในสังกัด คือ ราชบุรี จันทบุรี เชียงใหม่ นครสวรรค์ และสุราษฏร์ธานี อีกหนึ่งเขตการปกครอง คือ อัครสังฆมณฑล ท่าแร่ – หนองแสง มีสังฆมณฑลในสังกัด คอื อุบลราชธานี อดุ รธานี และนครราชสมี า การแสดงองกท์ ี่สอง “รว่ มใจหนึ่งเดยี ว กลมเกลยี วในพระสนั ตะปาปาและในพระเยซคู รสิ ตเจ้า” 42
การแสดงในองก์ที่ ๒ ว่าด้วยจุดเร่ิมต้นของ FABC อันเกิดมาจากการร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ของกลุ่มประเทศเอเชียที่อยู่ร่วมกันในวัฒนธรรมท่ีแตกต่างหลากหลาย แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ตามพระประสงค์ของพระสันตะปาปาฟรานซิส อันเป็น “ผู้แทนของพระเยซูเจ้า” ท่ีทรงเชื้อเชิญให้บรรดา “ผู้ดูแลฝูงแกะ” อันหมายถึง บิชอปในเอเชียที่ได้มาประชุมกันในวันนี้ได้ฟังเสียงของกันและกัน ให้ออกจาก บา้ นเกดิ ของตนมาทำภารกิจทางศาสนา นั่นคอื ก้าวแรกของ FABC การแสดงองก์ท่ีสาม เชอื กทถ่ี ักทอร่วมกันแสดงถึงรัศมีของศีลมหาสนทิ สำหรบั การแสดงในองก์ท่ี ๓ เร่ิมตน้ ด้วยการแสดงละเล่นของชนเผ่าปกาเกอะญอแห่งสังฆมณฑล นครสวรรค์ โดยจะมีเชือกผูกร่วมกันและมีลักษณะเหมือนรัศมีอันแสดงถึงศีลมหาสนิท (Eucharist) ซ่ึงเป็น ศีลศักด์ิสิทธิ์ประการที่สามแห่งการเริ่มต้นชีวิตในศาสนาคริสต์ นับเป็นพิธีกรรมเพ่ือร่วมสนิทกับพระเยซู โดยการรับประทานขนมปัง อันเป็นสัญลักษณ์แทนพระกายของพระองค์ และเหล้าองุ่น อันเป็นสัญลักษณ์ แทนพระโลหิต การประกอบพิธีศีลมหาสนิท เพื่อให้ชาวคริสต์ระลึกถึงคุณของพระเจ้า เพ่ือการประกาศ ยอมรับว่าพระเจ้าได้สถิตอยู่ในกายตน เพ่ือแนบแน่นเป็นหน่ึงเดียวกับพระองค์ และเพ่ืออยู่ร่วมกัน ดว้ ยความรกั ในประชาคมเดยี วกัน โดยไมม่ กี ำแพงกน้ั แบง่ ระหว่างเช้อื ชาติ ภาษา และวฒั นธรรม การแสดงองกท์ สี่ ่ี “ความเป็นหนึ่งเดยี วกันในพนั ธกิจหลากหลายในเอเชีย” 43
การแสดงในองก์สุดท้ายมีช่ือว่า “ความเป็นหน่ึงเดียวกันในพันธกิจหลากหลายในเอเชีย” อันเป็น เวลากว่าครึ่งศตวรรษท่ีผ่านไป มีการร่วมมือร่วมใจกันจนบังเกิดผลไปถึงทุกชุมชนแห่งความเชื่อ ไม่ว่าจะม ี เหตุการณ์ใดเกิดอะไรขึ้นสิ่งหนึ่งท่ีไม่เปล่ียนแปลง คือ “พระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางในชีวิต” ผทู้ รงรวบรวมทกุ ดวงใจใหเ้ ปน็ หนง่ึ เดยี ว และ “การไปยงั บา้ นเมอื งตนในหนทางอน่ื ” ทไี่ ดก้ ลา่ วถงึ ในชดุ การแสดงนนั้ หมายถึงหนทางใหม่ หนทางท่สี รา้ งสรรค์ หนทางท่ยี งั ไมเ่ คยมีใครทำมาก่อน เพื่อทีจ่ ะสรา้ งโลกใหม่ โดยอาศยั แรงบนั ดาลใจจากความรกั ของพระผ้เู ปน็ เจ้า เพื่อนำไปเปลย่ี นแปลงสังคมทกุ วันนี้ใหด้ ยี ิง่ ข้นึ นับเป็นโอกาสอันดีของไทยท่ีได้เป็นเจ้าภาพการจัดประชุมในคร้ังนี้ ด้วยประเทศไทยมีความ หลากหลายทางด้านศาสนา วัฒนธรรม และเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ภายใต ้ ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา อีกทั้งยังเป็น โอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้สัมผัสกับสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมท่ีมีศักยภาพของไทย และเป็นโอกาส ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท่ีจะเผยแพร่ความงดงามทางวัฒนธรรมของไทยสู่สายตาของนานาประเทศ ท่ีพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนด้วยไมตรีจิต ผลักดันให้วัฒนธรรมไทย “สร้างรายได้ เสริมคุณค่า พัฒนาสังคม” ซ่ึงเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ เกียรติภูมิ และยกระดับบทบาทด้านศาสนาและวัฒนธรรมของไทยในเวทีโลก ตลอดจนเป็นการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการงานศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สู่ระดับนานาชาติ ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม โดยมุ่งหวังว่าการประชุมในครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และเสนอแนวทางในการอยู่ร่วมกันในสังคม เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้นําศาสนาคริสต์นิกาย โรมันคาทอลิกในภูมิภาคเอเชีย ศาสนิกชนชาวคริสต์นิกายอื่น ศาสนาอ่ืน รวมทั้งประชาสัมพันธ์งานด้าน ศาสนาวัฒนธรรมของประเทศไทยให้เป็นทีร่ ู้จกั มากข้ึนในระดบั สากล 44
งานเมาลดิ กลางแหง่ ประเทศไทย งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทยเป็นงานเฉลิมฉลองการประสูติของศาสดามุฮัมมัด ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในประเทศไทย จัดโดย คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกับ องค์กรภาครฐั องคก์ รการกศุ ล และองคก์ รเอกชน ซง่ึ ไดจ้ ดั เปน็ ประจำทกุ ปี ตรงกบั วนั ท่ี ๑๒ เดอื นรอบอิ ลุ เอาวลั ตามปฏิทินอิสลามซึ่งนับตามจันทรคติ โดยงานเมาลิดน้ันมักจะจัดในประเทศอียิปต์ และประเทศมุสลิมอ่ืนๆ เชน่ อนิ โดนีเซีย มาเลเซยี อินเดยี เปน็ ต้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสดจ็ ฯ ไปในงานเมาลดิ กลาง ในสว่ นของประเทศไทย นน้ั มีการจัดงานฯ มาอยา่ งชา้ นาน แต่เร่ิมเป็น กิจลักษณะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยใช ้ ช่ือว่า “งานเมาลิดสนามหลวง” ซ่ึงจัดงานฉลองดังกล่าวท่ีท้องสนามหลวง เพื่อสนับสนุนกิจการอิสลามในราชอาณาจักร และได้พระราชทานเส้ือคลุมให้กับ อิหม่ามในการประกอบศาสนกิจ ต่อมาเมื่อมีการเปล่ียนแปลงการปกครองในป ี พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็ยังมีการจัดงานเมาลิดโดยใชช้ ื่อวา่ “งานเมาลิดสว่ นกลาง” แต่ก็ได ้ หยดุ ไปเนอื่ งจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ก็ได้รื้อฟ้ืนการจัดงานนี้ข้ึนมาอีกครั้ง ซึ่งในคร้ังน้ ี ได้เปลี่ยนช่ือเป็น “งานเมาลิดกลาง” โดยนายต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตร ี ในขณะน้ัน ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการเปิดงานเมาลิดกลาง แหง่ ประเทศไทย และในปใี ดทพี่ ระองคท์ รงตดิ ภารกจิ กโ็ ปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและความปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น ตอ่ พสกนิกรชาวไทยมุสลมิ เป็นอยา่ งย่งิ 45
ทอดพระเนตรนทิ รรศการงานเมาลดิ กลาง ต่อมาได้มกี ารเปล่ียนชอ่ื อีกครง้ั เปน็ “งานเมาลิดกลางแหง่ ประเทศไทย” ต้ังแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากงานเมาลิดกลางเป็นงานระดับชาติท่ีพ่ีน้องมุสลิมจำนวนมากมาเท่ียวและร่วมกิจกรรม อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นองค์ประธานในพิธี สถานท่ีสำหรับจัดงานจึงมีความจำเป็น ที่จะต้องให้เหมาะสมและเพียงพอที่จะรองรับผู้มาร่วมงานได้ อีกทั้งการจัดงานต้องใช้สถานที่ที่สามารถรองรับ ผู้คนได้จำนวนมาก ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ ได้ย้ายสถานที่จัดงานจากเดิมจัดท่ีสวนอัมพร มาจดั ที่ศนู ย์บรหิ ารกจิ การศาสนาอิสลามแหง่ ชาติ เฉลิมพระเกยี รติ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร และได้ใช้ สถานที่แห่งน้ีจัดงานเมาลิดกลางมาโดยตลอด โดยในรัชกาลปัจจุบันได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รสี นิ ทรมหาวชริ าลงกรณ พระวชริ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ พระราชดำเนนิ ไปทรงเปิดงานเมาลดิ กลางแหง่ ประเทศไทยเปน็ ประจำทุกปี งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เป็นงานท่ีมีการกล่าวบทสดุดีศาสดามุฮัมมัดหรือท่ีชาวมุสลิม เรียกกันว่า “บัรซันญี” ซ่ึงเป็นบทกลอนอาหรับที่มีความไพเราะ และมีการขอพรให้กับศาสดามุฮัมมัด หรือ ทช่ี าวมสุ ลมิ เรยี กวา่ “ซอลาวาต” นอกจากนยี้ งั มกี ารอา่ นพระมหาคมั ภรี อ์ ลั กรุ อา่ น โดยชาวไทยและชาวตา่ งประเทศ การเผยแพร่จริยวัตรอันงดงาม และเรียบง่ายของศาสดามุฮัมมัด การบรรยายทางวิชาการ การทดสอบกอรี การทดสอบทักษะเยาวชน แตท่ ีเ่ ด่นชดั ในงานนค้ี อื การจำหน่ายสนิ ค้ามสุ ลิม อาหารฮาลาลนานาชนิด นอกจากน ้ี งานเมาลดิ กลางแห่งประเทศไทยจดั ว่าเปน็ งานเดียวท่ชี าวมุสลิมท่วั ประเทศไดม้ ีโอกาสมารวมตัวกัน จงึ เป็นงาน ทมี่ ีความสำคญั ของชาวไทยมสุ ลมิ ทจี่ ะน้อมนำคำสอนและจริยวัตรของศาสดามุฮัมมดั (ซ.ล.) มาเป็นแบบอยา่ ง ในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะความตระหนัก และจิตสำนึกแห่งการสร้างคุณธรรม คุณงามความดี รวมท้ัง สร้างความสมานฉันท์ และได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยกรมการศาสนา ได้ร่วมสนบั สนนุ งบประมาณในการดำเนนิ งานจดั งานแกค่ ณะกรรมการกลางอสิ ลามแหง่ ประเทศไทยเปน็ ประจำทุกปี อนั กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนต์ อ่ สงั คมชาวมุสลมิ มากย่ิงข้นึ ตอ่ ไป แหลง่ ขอ้ มูล RAJA KITA : สถาบนั กษัตริย์ กับเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เรยี บเรยี งโดย เอกราช มเู กม็ ตีพิมพค์ ร้งั แรก นติ ยสาร ดิอะลามี่ ฉบบั เดอื นธนั วาคม 2559 46
ประเพณีแห่ดาวในเทศกาลคริสต์มาส ประเพณีแห่ดาวเป็นกิจกรรมท่ีเกิดขึ้นเฉพาะในอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง เท่านั้น (อัครสังฆมณฑลท่าแร่ – หนองแสง หมายถึง เขตปกครองคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก ครอบคลุมพ้ืนที่ ๔ จังหวัด คือ สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ และมกุ ดาหาร) การแหด่ าวเปน็ กจิ กรรมในเทศกาล คริสต์มาส มีจุดกำเนิดจากเหตุการณ์ใน พระคัมภีร์ไบเบ้ิล (มัทธิว ๒:๑-๑๒) กล่าวคือ บ ร ร ด า โ ห ร า จ า ร ย์ ไ ด้ ติ ด ต า ด า ว ด ว ง ห นึ่ ง ท่ีพวกเขาเชื่อว่าเป็นดาวประจำพระเยช ู ผู้ ป ร ะ สู ติ ม า เ พ่ื อ เ ป็ น ก ษั ต ริ ย์ ข อ ง ช า ว ยิ ว จึงต้องการไปนมัสการพระองค์ ดาวดวงนั้น ไ ด้ น ำ พ ว ก เ ข า ไ ป ท่ี เ มื อ ง เ บ็ ธ เ ล แ ฮ ม พบพระกุมารบรรทมหลับอยู่ในรางหญ้า นำความยินดีให้แก่พวกเขาอย่างย่ิง ดังนั้น ก า ร แ ห่ ด า ว จึ ง ถื อ ว่ า เ ป็ น ป ร ะ เ พ ณี ป ฏิ บั ต ิ สืบกันมาเพื่อระลึกถึงการประสูติของพระเยซูเจ้าน่ันเอง ในมุมมองของคริสตชนคาทอลิกถือว่าการแห่ดาว เป็นกิจกรรมท่ีช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการฉลองคริสต์มาส แต่หัวใจของการฉลองที่แท้จริงอยู่ท่ีการขัดเกลา ชีวิตจิตใจของศาสนิกพร้อมท่ีเข้าร่วมพิธีสรรเสริญสดุดีนมัสการและขอบพระคุณพระกุมารเยซูในวัด (ซง่ึ หมายถึงพิธีมสิ ซา) เมอ่ื ทำเช่นน้แี ล้วความสขุ ความยินดีจงึ เกิดข้ึน การแห่ดาวในปจั จบุ นั ทอ่ี คั รสงั ฆมณฑลทา่ แร่ – หนองแสงกค็ งดำเนนิ ไปอยา่ งตอ่ เนอ่ื งในวดั คาทอลกิ ทกุ วดั ทั้งในรูปแบบดั้งเดิม ด้วยการเดินแห่ (ดาวมือถือ) และแบบทันสมัยควบคู่กันไป แต่รูปแบบการแห่ท่ีพิเศษ แตกตา่ งออกไปบา้ งเพราะเปน็ ความรว่ มมอื และการสนบั สนนุ จากเทศบาล จากอำเภอและจงั หวดั โดยประเพณี แห่ดาวท่ีอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ (วัดท่าแร่) ถือว่าการแห่ดาวท่ีท่าแร่น้ีเป็นประเพณีท่ีจัดขึ้น อยา่ งยิ่งใหญ่เคียงค่กู บั จงั หวัดสกลนคร แตม่ ีความพิเศษและเป็นเอกลกั ษณ์ท่โี ดดเด่นกว่าท่ีอ่นื คอื มีการประดบั ตกแต่งบ้านเรือนทุกหลังและวัดวาอารามด้วยไฟแสงสี ที่สำคัญทุกบ้าน ทุกอาคารจะประดับด้วยดาวดวงเล็ก ดวงใหญ่ห้อยแขวนอยู่ทุกครัวเรือน นับรวมได้เป็นล้านดวง ภายใต้สโลแกนงานฉลองท่ีว่า \"ดาวล้านดวง\" เพอื่ เปน็ การเสรมิ สร้างบรรยากาศ ถวายเกยี รตแิ ดพ่ ระเยซเู จา้ ได้อย่างนา่ อัศจรรยใ์ จเป็นอย่างยง่ิ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ (ค.ศ. ๒๐๒๒) จังหวัด สกลนครร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน กำหนด จดั งานประเพณแี ห่ดาวเทศกาลครสิ ตม์ าสจังหวัดสกลนคร ระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ ณ บริเวณ อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอลท่าแร่ บริเวณศาลามาร์ติโน ท่าแร่ สำนักมิสซังโรมันคาทอลิกท่าแร่ – หนองแสง (โรงเรยี นเซนตย์ อแซฟสกลนคร) และบรเิ วณลานรวมใจไทสกล อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร เพ่ือฉลอง 47
การบังเกิดของพระเยซู และขอบคุณท่ีพระองค์นำแสงสว่างและความรอดพ้นมาสู่มวลมนุษย์ ตลอดจน เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริมวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเท่ียว ของจงั หวัดสกลนคร โดยมีประชาชน นกั ท่องเทยี่ ว เขา้ รว่ มในงานเปน็ จำนวนมาก ในงานจะมขี บวนรถแห่ดาว ทปี่ ระดบั ตกแตง่ ดว้ ยดวงดาวรปู แบบตา่ ง ๆ มกี ารประดบั ดาว ระยบิ ระยบั สวยงามตระการตา กวา่ ๑๐๐ ขบวน พร้อมการแสดงบนเวที อีกท้ังยังมีการแห่ดาวทางน้ำ ที่มีขบวนแห่ที่เป็นแพดาวดวงเล็ก ล้อมรอบแพ แห่ดาวใหญ่ ๓ แพ นอกจากน้ียังมีการจัดการแสดงแห่ดาวทางอากาศ โดยใช้โดรนบินไปรอบบึงหนองหาร สรา้ งความตื่นตาตื่นใจใหก้ ับผรู้ ว่ มงานเป็นอย่างมาก การแหด่ าวทางอากาศและการแห่ดาวทางนำ้ การจัดงานในครั้งนี้เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น รวมท้ังเพื่อ ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสกลนคร ซ่ึงในการจัดงานได้มีการประกวดภาพถ่ายงานประเพณีแห่ดาว เทศกาลคริสตม์ าส จังหวดั สกลนคร ประจำปี ค.ศ. ๒๐๒๒ เพอื่ รวบรวมภาพถ่ายเก่ยี วกับการจดั งานประเพณี แห่ดาวเทศกาลคริสต์มาส จังหวัดสกลนคร ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามา ในจงั หวัดสกลนคร เปน็ การกระต้นุ เศรษฐกจิ และนำไปสกู่ ารสรา้ งรายได้ของประชาชนในจงั หวดั สกลนคร กรมการศาสนาได้สนับสนุนงบประมาณ และดำเนินการประชาสัมพันธ์การเผยแพร ่ งานดงั กลา่ ว ใหป้ ระชาชนทว่ั ไปไดร้ บั รรู้ บั ทราบ ตามภารกจิ ของกรมการศาสนาในการอปุ ถมั ภอ์ งคก์ ารทางศาสนา โดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาบริบทของงานเทศกาลทางศาสนา เพื่อส่งเสริม การท่องเที่ยว และเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายในการดำเนินกิจการด้านศาสนาได้อย่างยั่งยืน สืบต่อไป 48
เทศกาลนวราตรี เทศกาลนวราตรีจะเป็นช่วงเวลาท่ีศาสนิกชนชาวฮินดูจะทำการบูชาพระแม่อุมาเทวี ตามตำนาน ทพี่ ระองคไ์ ดป้ ราบอสรู ทช่ี อื่ วา่ “มหษิ าสรู ” ไดส้ ำเรจ็ ซงึ่ อสรู ตวั นไี้ ดส้ รา้ งความเดอื ดรอ้ นวนุ่ วายไปทวั่ เหลา่ ทวยเทพ จึงอัญเชญิ พระแมอ่ ุมาเทวีในรา่ งอวตารเปน็ องค์ “พระแมท่ รุ คา” ซ่งึ ทำการส้รู บกบั มหิษาสูรตลอดทงั้ ๙ วัน ๙ คืน และปราบลงได้สำเร็จในวันท่ี ๑๐ ศาสนิกชนจึงได้จัดพิธีขึ้นเพ่ือบูชาพระแม่อุมาเทวีในชัยชนะคร้ังนี้ โดยมี ความเชอื่ วา่ พระแมจ่ ะลงมาสพู่ นื้ พภิ พ เพอ่ื ขจดั ทกุ ขบ์ ำรงุ สขุ ใหก้ บั สาวก พระองคจ์ ะประทานพรดา้ นความกลา้ หาญ ชนะศัตรูรอบทิศ รวมถึงการให้มีบริวารมาก มีความยุติธรรม ตลอดจนมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง นับเป็นประเพณีอันเก่าแก่แห่งการนับถือเพศหญิงเป็นใหญ่ โดยมีการทำพิธี ๙ วัน ซึ่งในแต่ละวันจะทำการ บูชาแต่ละปางซง่ึ มอี ยทู่ ัง้ หมด ๙ ปาง แต่ละราตรีจะทำการบูชาแตล่ ะปาง ดงั น้ี พระแม่อมุ าเทวีท้ัง ๙ ปาง ๑. ไศลปุตรี เป็นปางแรก ปางนี ้ พระแม่อุมาเทวีเป็นบุตรีของภูเขา คือเป็นธิดา ของหมิ พานต์ ซึง่ เป็นราชาแห่งภูเขาท้ังหลาย ๒. พรหมจาริณี เป็นปางที่สอง ปางน้ีเป็นปางที่พระแม่อุมาเทวีเกิดขึ้นเอง ไม่ม ี พอ่ แม่ ปางนพ้ี ระแมอ่ มุ าเทวี อยเู่ ปน็ โสดตลอดกาล ๓. จันทรฆัณฎา เป็นปางที่สาม ปางน้ีเป็นปางท่ีพระแม่อุมาเทวีปราบอสูร ดว้ ยเสียงระฆัง ๔. กูษมาณฑา เป็นปางที่ส่ี หรือ เรียกช่ืออีกอย่างหนึ่งว่า ปางทุรคาปางน้ีเป็นปาง ท่ีพระแมอ่ ุมาเทวปี ราบอสรู ด้วยอาวุธ ทัง้ ๔ กร ๕. สกนั ทมาตา เปน็ ปางทหี่ า้ ปางน้ ี เป็นปางที่พระแม่อุมาเทวีเล้ียงพระขันธกุมาร เปน็ โอรสพระศวิ ะกบั พระแมอ่ มุ าเทวี หรอื ปารวตี ซ่งึ จะไปปราบอสูรตอ่ ไป ๖. กาตยายนี เป็นปางท่หี ก ปางนี้ เป็นปางที่พระแม่อุมาเทวีเป็นเทวีของปีศาจ โดยใช้พวกภูตผีปศี าจเปน็ พลพรรคไปปราบอสรู ๗. กาลราตรี หรือกาลี เป็นปางทเ่ี จ็ด ปางนีเ้ ปน็ ปางที่พระแมอ่ ุมาเทวเี สวยเลือดของอสรู ๘. มหาเคารี เป็นปางที่แปด ปางนี้เป็นปางที่พระแม่อุมาเทวีทรงเป็นเจ้าแม่แห่งธัญชาต ิ จึงเรยี กชื่อว่า อันนปูรณา หมายถึง เจ้าแมท่ ่ที ำให้ธญั ชาตสิ มบูรณ ์ ๙. สิทธิทาตรี เป็นปางท่ีเก้า ปางนี้เป็นปางท่ีพระแม่อุมาเทวีกลับเป็นเจ้าแม่แห่งความสำเร็จ ทกุ อย่างทกุ ประการ 49
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122