ชดุ นิทานอา่ นสบาย ลำดบั ท่ี 8 นางสามาวดี เอตทคั คะดา้ นเมตตา ผู้สนิ้ ชพี ในกอง เพลงิ จากกรรมเกา่ นางขุชชตุ ตรา ทาสหญงิ หลังคอ่ ม ผมู้ ีปญั ญามาก นางมาคนั ทยิ า ผู้คดิ รา้ ยต่อ องคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พุทธเจา้ 30 กันยายน 2557 หนงั สอื และบทความธรรมะแจกฟรี ในรปู แบบ E-book
นางสามาวดี เอตทัคคะด้านเมตตา ผู้สิน้ ชีพในกองเพลงิ จากกรรมเกา่ ประวตั ิ นางสามาวดี เปน็ ธดิ าของเศรษฐีนามว่า ภทั ทวตยิ ะ (ภทั ทวตยิ เศรษฐี ก็เรยี ก) แห่งเมือง ภัททวดีย์ เดิมช่ือวา่ ‚สามา‛ ในเพลานั้น เกิดโรคอหวิ าต์ระบาดในเมอื งภทั ทวดีย์ ผคู้ นลม้ ตายเปน็ จานวนมาก ภัททวตยิ เศรษฐี เลยพาภรรยาและลกู สาวอพยพ หนีโรครา้ ยไปยังเมืองโกสัมพี เพอ่ื ขออาศัยอยู่กบั โฆสกเศรษฐผี เู้ ปน็ สหาย แต่ทวา่ ภัททวตยิ เศรษฐี กับ โฆสกเศรษฐี นน้ั เป็น อทฏิ ฐ บพุ พสหาย ซึ่งหมายความว่า มติ รสหายท่ีไมเ่ คยพบหน้ากนั มากอ่ น เน่ืองจาก โฆสกเศรษฐนี ั้น ไดย้ นิ เรอื่ งราวของ ภทั ทวตยิ เศรษฐี จากพ่อคา้ ทเี่ พง่ิ เดนิ ทางมาจากเมืองภทั ทวดยี ์ จงึ เกดิ ความชอบใจใคร่ นับเปน็ มิตรสหาย จึงไดส้ ง่ ของขวญั บรรณาการไปให้ ทางด้านภัททวตยิ เศรษฐีเองก็พอใจในตัวโฆสกเศรษฐี จึงไดร้ ับเปน็ สหาย แมจ้ ะไมเ่ คย เหน็ หน้ากนั มากอ่ นกต็ าม 2
และดว้ ยเหตนุ ี้ แม้ครอบครวั ของภัททวตยิ เศรษฐจี ะเดนิ ทางไป ถงึ เมอื งโกสัมพีแล้ว จงึ ได้ยงั ร้ังรอไม่กล้าเข้าไปหาโฆสกเศรษฐี เน่อื ง ดว้ ยตนและครอบครวั เดนิ ทางรอนแรมมาไกล ซ้าเสบียงอาหารก็เกดิ หมดกลางทาง จงึ อยใู่ นสภาพที่ไม่นา่ ดู กลวั ว่าโฆสกเศรษฐีอาจไม่ อยากตอ้ นรับ เลยตกลงกนั วา่ จะพกั อาศยั อยทู่ ่ีศาลาแห่งหนึ่งใกลก้ บั ประตูเมืองสักสองสามวนั ก่อน ครนั้ รา่ งกายกลับเปน็ ปกตเิ มื่อไหรจ่ งึ คอ่ ยไปหา และไดบ้ อกใหน้ างสามาไปขออาหารจากโรงทานท่โี ฆสก เศรษฐไี ดจ้ ดั ขน้ึ ไว้เพือ่ เลย้ี งคนจน นางสามาน้ันเป็นลกู สาวเศรษฐี ไมเ่ คยตอ้ งขออาหารจากใคร เม่ือไปเหน็ สภาพภายในโรงทานท่มี แี ตผ่ ู้คนเบียดเสยี ดยดั เยยี ด ตา่ งก็ แย่งกันรบั อาหารจงึ ได้ยนื รีๆ รอๆ ไมก่ ลา้ เขา้ ไป คนทีท่ าหนา้ ทจี่ ัดการใหท้ านเห็นนางสามาเข้ากค็ ดิ วา่ คนอืน่ ๆ เขา้ มาก็ทาเสยี งดงั เหมอื นชาวประมงแยง่ ซอ้ื และขายปลา ทวา่ เด็กผหู้ ญงิ คนนีก้ ลบั มีทา่ ทางขัดเขนิ คงจะเปน็ ลูกของผู้มีอนั จะกนิ (ได้รับการอบรมมาดี) เป็นแน่ จงึ ไดเ้ ดนิ เข้าไปถามวา่ \"แม่หนู เหตุใดเจา้ จึงไม่เข้าไปรับอาหารเหมอื นกับคนอน่ื ๆ เขา เล่า?\" นางสามาจงึ ตอบวา่ \"พอ่ ทา่ น ดิฉนั จกั กระทาการเบียดเสยี ดคน หมู่มากขนาดนี้เข้าไปได้อยา่ งไร\" 3
เขาถามตอ่ วา่ \"แมห่ นู พวกเจา้ มีกค่ี นเล่า?\" นางจงึ ตอบวา่ \"3 คนจะ้ พ่อท่าน\" เขาจึงได้ให้อาหารสาหรบั 3 คนแกน่ าง นางสามาก็นาอาหารนน้ั มาให้แก่บิดามารดา ครั้นเม่อื ภัททว- ตยิ เศรษฐีกนิ เขา้ ไปแลว้ กเ็ กิดอาหารไม่ยอ่ ยจนถงึ แก่ความตาย สร้าง ความเศร้าโศกเสยี ใจให้แกภ่ ริยาและบุตรสาวเป็นอันมาก วันต่อมา นางสามาก็เดนิ ร้องไหไ้ ปขออาหารจากโรงทาน เมอื่ คนจัดทานถามวา่ ต้องการสาหรบั กี่คน นางกต็ อบว่า 2 คน พอไดอ้ าหารมาแลว้ นางสามาก็นามาให้มารดา แตเ่ น่อื งจากผู้ เปน็ แมน่ ้ันโศกเศรา้ ถึงผเู้ ปน็ สามีทต่ี ายไปอย่างหนกั กอปรกบั โรค อาหารไม่ย่อย จึงได้ตายตามสามีไปอกี คน เหลอื ทง้ิ ไวแ้ ต่นางสามา เพยี งผเู้ ดยี ว วันรุ่งขน้ึ นางกเ็ ดนิ รอ้ งไห้ไปขออาหารมาสาหรับตนเพียงคน เดยี วเทา่ นนั้ คนจดั การโรงทานเหน็ เข้าก็แปลกใจ จงึ ไดถ้ ามวา่ \"แม่หนู วนั แรกเจา้ รบั อาหารไปสาหรับ 3 คน รุง่ ขน้ึ รับอาหารไป 2 คน สว่ นวันนีก้ ลบั ขอรบั อาหารสาหรับคนเดยี วเท่าน้ัน เกดิ เหตุอะไร ขนึ้ หรอื ?\" 4
นางสามาจึงไดเ้ ล่าเร่อื งทุกอยา่ งใหค้ นจดั การโรงทานฟงั คนจดั การโรงทานได้ฟังดงั น้ันกเ็ กดิ สงสาร จึงได้รับนางสามาไว้ เปน็ บตุ รบญุ ธรรม… ที่มาของชอื่ สามาวดี เม่อื นางสามาวดไี ด้มาเปน็ ลกู บญุ ธรรมของคนจัดการโรงทาน นางได้ยินเสียงอ้อื อึงในโรงทานจงึ ถามวา่ \"พอ่ ท่าน เหตใุ ดจึงเสยี งดงั ลน่ั ขนาดนี้?\" เขากต็ อบว่า \"แมห่ นู คนหมู่มากเยยี่ งน้ี ไมอ่ าจทาให้มเี สียงเบา ลงได้หรอก\" นางสามาจงึ กลา่ วว่า \"พ่อท่าน ฉันมีอุบายทจ่ี ะจดั การเรอื่ งน้ี จ้ะ\" จากนน้ั นางจงึ บอกคนจัดทานให้ทารั้วล้อมโรงทาน ตดิ ประตูไว้ 2 แห่ง พอประมาณคนผเู้ ดยี วเขา้ ไปไดเ้ ทา่ นน้ั แลว้ ให้ผมู้ าขอรบั ทาน เขา้ ประตูหนึง่ และออกอกี ประตหู นงึ่ ดว้ ยอาการอยา่ งน้ี ชนทั้งหลายก็ จักเงียบเสยี ง 5
คนจัดทานได้ฟังก็เหน็ ดเี ห็นงามด้วย วา่ เปน็ ความคดิ ท่ีเขา้ ที จึง ไดจ้ ดั ทาตามทน่ี างสามาว่า และตั้งแต่วันนนั้ โรงทานก็ไมม่ เี สียงดงั อึง อลดงั เชน่ แตก่ ่อนอีกเลย ด้วยความสามารถในการจัดการนเ้ี อง นางจึงไดช้ ่อื วา่ ‚สามาวดี‛ (วดี = รัว้ ) ฝ่ายโฆสกเศรษฐี เคยไดย้ นิ เสยี งดงั ออ้ื อึงในโรงทานเสมอมา ครน้ั ไม่ได้ยินเสยี งแล้วจึงถามคนจัดทานว่าได้จัดแจกอาหารแกค่ น ยากไร้หรอื เปล่า คนจดั ทานกต็ อบว่า \"จัดครบั นายทา่ น\" โฆสกเศรษฐจี ึงถามอกี ว่า \"แลว้ ทาไมสองสามวันมาน้ี ฉนั จงึ ไมไ่ ด้ยินเสยี งผคู้ นมาขอรับอาหารเลย\" \"กระผมทาอุบาย ใหพ้ วกนน้ั เงยี บเสยี งไดค้ รับ\" \"แลว้ ทาไมไม่ทาเสยี ตง้ั แต่กอ่ นหนา้ นเี้ ล่า?\" โฆสกเศรษฐถี าม อกี \"เพราะกอ่ นหน้านยี้ งั ไมร่ วู้ ธิ คี รบั นายทา่ น\" \"แล้วเด๋ียวน้ี รูไ้ ดอ้ ยา่ งไร?\" 6
\"ลกู สาวของผมเปน็ ผบู้ อกวิธใี ห้ครบั นายทา่ น\" \"อันลูกสาวของเจา้ ทีฉ่ นั ไม่รจู้ ัก มอี ยหู่ รือ?” เมอ่ื โฆสกเศรษฐีถาม คนจัดทานจงึ เล่าเรื่องความเปน็ มาของ นางสามาวดีให้แกผ่ เู้ ปน็ นายฟงั โฆสกเศรษฐพี อได้รูว้ า่ นางสามาวดี เป็นลกู สาวของภทั ทวติยเศรษฐี ผ้เู ปน็ มิตรสหาย ก็กล่าววา่ \"ลกู สาวของเพื่อนฉัน ก็ไดช้ ่อื ว่าเปน็ ลกู สาวของฉนั ‛ โฆสกเศรษฐจี ึงรับนางสามาวดมี าเปน็ บตุ รบญุ ธรรมของตน เสยี เอง โดยยกนางสามาวดีไวใ้ นตาแหนง่ ลกู สาวคนโต และมอบหญงิ รบั ใชใ้ หจ้ านวน 500 คน นางสามาวดไี ดเ้ ปน็ อคั รมเหสขี องพระเจ้าอุเทน ครั้งนน้ั ในเมอื งโกสัมพไี ดม้ กี ารจดั งานนกั ขตั ฤกษ์ขึ้น แมก้ ระทง่ั กุลธิดาทัง้ หลายผมู้ ไิ ดอ้ อกไปภายนอก ตา่ งกพ็ ากันเดนิ ไปสู่แม่น้าเพอ่ื อาบนา้ กบั บรวิ ารของตน นางสามาวดกี เ็ ชน่ กนั วันนนั้ นางและหญิง บริวารจานวน 500 คนกไ็ ดพ้ ากนั ไปอาบน้าทแ่ี มน่ ้าด้วย พระเจา้ อุเทนซงึ่ ทอดพระเนตรเหน็ นางสามาวดีเข้า กเ็ กิดความ พิศมัย จงึ เอย่ ถามว่า นางคนนน้ั เปน็ ใคร? ครนั้ ทรงทราบวา่ เปน็ ธิดา 7
ของโฆสกเศรษฐี ก็ตรัสถามว่า ไมม่ ีสามีหรือ? เมอื่ เขาทลู วา่ ไมม่ ีสามี จงึ ดารสั สั่งวา่ พวกเจ้าจงไปบอกโฆสกเศรษฐวี ่า พระราชามพี ระราช ประสงค์ในตัวธิดาทา่ น โฆสกเศรษฐไี ด้ฟังแลว้ ก็ตอบปฏิเสธ ทาใหพ้ ระเจา้ อเุ ทนทรง กรวิ้ สง่ั ปดิ ประตตู ตี ราทว่ั เรือนของโฆสกเศรษฐี แลว้ ใหเ้ ศรษฐีกับภริยา ออกมาอย่ขู า้ งนอก นางสามาวดที ี่ไปเลน่ เสยี นอกบา้ น กลบั มาเหน็ บดิ ามารดานง่ั อยู่นอกบา้ น จงึ ถามว่า \"แมจ่ ๋า พอ่ จา๋ เหตใุ ดจึงมานง่ั ตรงน้ี?\" โฆสกเศรษฐแี ละภริยากบ็ อกนางไปตามตรงว่า พระเจา้ อเุ ทนมี ประสงคใ์ นตวั ลูก ทวา่ พ่อและแมไ่ ม่ยอม จงึ ถูกตตี ราปดิ ประตูเรอื น แลว้ ไลใ่ ห้ออกมานงั่ อยู่ขา้ งนอก นางสามาวดไี ดย้ ินเชน่ นั้น จึงกลา่ ววา่ \"เม่อื พระราชาส่งสาสนม์ าแลว้ ก็ไมค่ วรทูลว่า ‘ไม่ให’้ ควรทลู ว่า หากพระองคจ์ ะทรงรับธิดาของขา้ พระพทุ ธเจา้ พร้อมทง้ั บรวิ ารท้งั ห้า ร้อยคน ก็จะถวายสิจะ๊ พ่อ‛ 8
โฆสกเศรษฐกี ็ได้ส่งสาสน์ไปถวายพระราชาตามที่ลกู สาวบอก พระเจ้าอุเทนจึงทรงอภิเษกตัง้ นางสามาวดีไวใ้ นตาแหนง่ อคั รมเหสี สว่ นบรวิ ารทัง้ 500 คนกไ็ ด้ตามมารบั ใช้นางอยใู่ นวังดว้ ยเช่นกนั .... นางขชุ ชุตตรา ทาสหญิงหลังคอ่ ม ผู้มีปัญญามาก ในบรรดาบริวารทงั้ 500 คน ของนางสามาวดีน้นั มหี ญงิ หลงั คอ่ มคนหนงึ่ ทชี่ ือ่ วา่ นางขชุ ชุตตรา อยูด่ ว้ ย โดยพระเจ้าอเุ ทนไดพ้ ระราชทานทรพั ยจ์ านวน 8 กหาปณะ แก่ นางขชุ ชตุ ตรา เพอ่ื จดั ซือ้ ดอกไมม้ ามอบใหแ้ ก่พระนางสามาวดที กุ วนั ทวา่ นางขชุ ชุตตรากลบั ใชเ้ งินซื้อดอกไมเ้ พยี งแค่ 4 กหาปณะเทา่ น้ัน ส่วนทเ่ี หลอื อกี 4 กหาปณะ นางก็เก็บเขา้ พกเขา้ หอ่ ไวเ้ ปน็ ของตัวเอง ในกรุงโกสมั พนี น้ั มเี ศรษฐีอยู่ 3 คน คือ โฆสกเศรษฐี (บิดาของ นางสามาวด)ี กกุ กุฏเศรษฐี และปาวารกิ เศรษฐี ทง้ั 3 เปน็ สหายกนั และตา่ งก็มศี รทั ธาเล่ือมใสใน พระพุทธศาสนา ได้เดินทางไปฟังพระธรรมเทศนาจนบรรลเุ ป็นพระ โสดาบนั ดว้ ยกนั และไดส้ รา้ งวดั ขึน้ คนละหนง่ึ วัด 9
โดยวัดของ โฆสกเศรษฐี ชื่อวา่ โฆสติ าราม วัดของ กกุ กฏุ เศรษฐี ชือ่ ว่า กกุ กฏาราม และวดั ของ ปาวารกิ เศรษฐี ชือ่ วา่ ปาวาริการาม เศรษฐีทั้ง 3 นม้ี คี นรบั ใช้ช่อื นายสุมนะ เป็นผจู้ ัดการตกแตง่ สวนดอกไม้ เน่ืองจากเขามีความสามารถในด้านน้ี จึงไดช้ ่อื วา่ ‚สมุ นมาลาการ‛ (สุมนะผูจ้ ดั การดอกไม)้ โดยนางขชุ ชตุ ตราเองก็มาซอ้ื ดอกไมจ้ ากนายสมุ นะนที้ ุกวนั นางขชุ ชุตตราบรรลุโสดาบนั คร้งั หนง่ึ พระผู้มพี ระภาคเสดจ็ มายงั เมืองโกสมั พี ประทบั ณ อารามของเศรษฐที ้ัง 3 และเสด็จไปเสวยภตั ตาหารทบ่ี า้ นของเศรษฐที งั้ 3 ผลัดเปลย่ี นไปตามวาระ ตามที่เหล่าเศรษฐไี ด้กราบทูลอาราธนา วนั หนง่ึ นายสมุ นะขอโอกาสแกท่ ่านเศรษฐเี พ่ือกราบทลู อาราธนาพระบรมศาสดาเสดจ็ ไปเสวยภัตตาหารทีบ่ ้านของตนบา้ ง เมือ่ เศรษฐอี นญุ าตใหส้ มประสงคแ์ ล้ว จึงจัดการตกแต่ง เสนาสนะและภตั ตาหาร ขณะทเี่ ขากาลังจดั เตรยี มการอยนู่ ้ัน นางขชุ ชุตตรากม็ าถงึ นายสุมนะจงึ กล่าวกบั เธอว่า 10
‚วนั นฉ้ี ันได้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดามาเสวย ภัตตาหารทีบ่ า้ น ขอให้รออยกู่ อ่ น และมาชว่ ยเหลอื ในการจัดภัตตาหาร ดว้ ย เม่ือเสรจ็ แล้วจึงค่อยรบั ดอกไมไ้ ป‛ นางขุชชตุ ตรา กต็ อบตกตง เม่ือเสรจ็ ภตั กจิ แลว้ พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนา อนโุ มทนา นางขุชชุตตราพอไดฟ้ ัง กบ็ รรลโุ สดาบนั ในทนั ที พระนางสามาวดีและหญงิ บริวารคนอน่ื ๆ บรรลโุ สดาบัน พระนางสามาวดีพอเหน็ ดอกไม้ทน่ี างขุชชุตตราซ้ือมาก็แปลก ใจวา่ ทาไมวันนดี้ อกไม้จึงมากผดิ ปกติ เลยถามนางขุชชุตตรา ขนึ้ ว่า ‚ทาไมวนั นีจ้ ึงไดด้ อกไม้มากกว่าปกติ พระราชาพระราชทาน ค่าดอกไม้ใหเ้ รามากขึน้ สองเท่าหรอื ?‛ \"หามไิ ด้แม่เจ้า\" \"ก็แล้วเหตใุ ดดอกไม้วนั น้ถี ึงได้มากมายกว่าปกตนิ กั เลา่ ?\" นางขุชชตุ ตราจงึ ไดต้ อบตามความเปน็ จริงวา่ ‚เมื่อก่อนนนั้ หมอ่ มฉนั ไดย้ กั ยอกเงนิ คา่ ดอกไมไ้ ว้เพ่อื ตนเองคร่ึงหนึ่งเจา้ คะ่ \" 11
\"แล้วทาไมวนั นถี้ งึ ไมเ่ อาเลา่ ?\" \"วันนห้ี ลังจากไดฟ้ งั พระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาจน บรรลุธรรมแล้ว เห็นว่าการกระทาอย่างนนั้ ไมค่ วร จึงได้ใช้เงนิ ซอื้ ดอกไม้ ทง้ั แปดกหาปณะตามจรงิ เจ้าค่ะ‛ เม่ือพระนางสามาวดไี ด้ยนิ ดงั นนั้ แทนทจี่ ะโกรธ หรือ ทวงเอา เงินทน่ี างขชุ ชุตตรายกั ยอกไปคนื กลับขอใหน้ างแสดงธรรมทไ่ี ด้ฟังมา จากพระบรมศาสดาใหต้ นและบรวิ ารคนอืน่ ๆ ไดฟ้ งั บ้าง นางขุชชตุ ตราไม่ขัดขอ้ ง แตข่ อโอกาสอาบน้าชาระรา่ งกายและ ประดับตกแตง่ รา่ งกายพอสมควรแกฐ่ านะ (ผู้จะบรรยายธรรม) แลว้ นงั่ บนอาสนะท่ีสงู กวา่ หญิงทงั้ ปวง นางขชุ ชตุ ตราแสดงธรรมไปโดยลาดบั ตามทต่ี นไดฟ้ งั มาจาก พระบรมศาสดา เมือ่ จบลงแล้ว พระนางสามาวดี และหญงิ บรวิ าร ทั้งหมดก็ไดบ้ รรลุเปน็ พระโสดาบนั พร้อมๆ กัน หลงั จากนัน้ นางขชุ ชตุ ตราก็ไดร้ บั การยกฐานะจากการเปน็ ทาสีคอยรับใช้พระนางสามาวดี ให้ดารงอยใู่ นฐานะมารดา และ อาจารย์ของนางสามาวดีรวมท้งั หญิงบรวิ ารเหลา่ น้นั มีหน้าท่ีไปรับฟัง พระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาแล้วนามาแสดงให้พระนางสามา วดีกับบรวิ ารได้ฟงั 12
นางขุชชตุ ตรากระทาดงั น้นั จนนางเป็นผ้มู คี วามเชยี่ วชาญใน พระไตรปิฎก พระบรมศาสดาจึงทรงยกยอ่ งนางไว้ในตาแหนง่ เอตทัคคะ เปน็ ผเู้ ลศิ กว่าอบุ าสิกาทั้งหลาย ในฝ่ายผู้แสดงธรรม นางมาคนั ทยิ า ผู้คิดร้ายตอ่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้ ประวตั ิ พระนางมาคนั ทยิ า กอ่ นทีจ่ ะได้รบั การอภิเษกเปน็ พระมเหสี ของพระเจ้าอุเทนนน้ั เดมิ ทนี างเปน็ ลกู ของพราหมณ์ช่อื มาคนั ทิยะ ใน แควน้ กุรุ เนอื่ งจากนางมีรปู งดงามดจุ เทพอัปสร จงึ มเี ศรษฐี คฤหบดี ตระกลู ใหญ่ๆ ส่งสารมาสูข่ อมากมาย แต่บดิ ามารดาของนางก็ปฏเิ สธ ทงั้ หมดด้วยคาว่า ‚พวกท่านไมค่ คู่ วรแก่ธดิ าของเรา‛ นางจงึ ครองความเป็นโสดเรือ่ ยมา ต่อมาวนั หนึ่ง พระบรมศาสดาทรงพจิ ารณาเหน็ อุปนิสัยแห่ง อนาคามิผลของมาคนั ทยิ พราหมณ์และภริยา (พ่อและแมข่ องนางมา คันทิยา) จึงไดเ้ สด็จไปใหม้ าคนั ทิยพราหมณเ์ หน็ มาคนั ทยิ พราหมณเ์ หน็ พระลักษณะกถ็ ูกตาตอ้ งใจและคดิ วา่ 13
‚บรุ ุษผูน้ แ้ี หละคูค่ วรกบั ลกู สาวของเรา‛ จงึ กลา่ วว่า ‚ท่านสมณะ ขา้ พเจ้ามลี กู สาวอย่คู นหน่งึ ตลอด มายงั ไมเ่ คยพบเหน็ วา่ ผู้ใดจะเหมาะสมกบั นาง ท่านเปน็ ผคู้ ่คู วรกับนาง ควรได้นางไวเ้ ปน็ ภรยิ า ขอใหท้ ่านรออยู่ตรงนเ้ี ถดิ ขา้ พเจ้าจะรบี ไปพา ลกู สาวมา\" จากนน้ั กร็ ีบกลบั ไปบา้ นแจง้ ข่าวแก่ภรรยาว่า ตนพบชายผู้ คูค่ วรกบั ลกู สาวแล้ว ขอให้รีบแตง่ ตัวให้นางมาคนั ทยิ าแลว้ พาออกไป พบโดยด่วน ฝา่ ยพระบรมศาสดามิได้ประทบั อยู่ตรงทเ่ี ดมิ แต่ไดอ้ ธษิ ฐาน ประทบั รอยพระบาท (ฝา่ เทา้ ) ไว้ แล้วเสดจ็ ไปประทับในทไี่ มไ่ กลกนั นกั ฝา่ ยสองสามีภรรยาพร้อมดว้ ยนางมาคันทยิ ามาถึง ไมเ่ ห็นพระ พุทธองค์ ก็มองหาจนพบรอยพระบาท พราหมณ์ผเู้ ป็นสามีจึงกล่าวว่า ‚นแ่ี หละคอื รอยเทา้ ของชายคนนนั้ ‛ เน่ืองจากนางพราหมณีผเู้ ป็นภรรยามคี วามเชยี่ วชาญเรื่อง มนต์ทานายลักษณะ จงึ ตรวจตราดรู อยพระบาทแล้วกลา่ วกับสามวี ่า ‚รอยเท้าน้ีมใิ ชร่ อยเท้าของคนเสพกามคณุ เพราะธรรมดา รอยเท้าของคนท่มี ีราคะ จะมีรอยเทา้ กระหยง่ คือ เวา้ ตรงกลาง คนทมี่ ี 14
โทสะ รอยเทา้ จะหนกั ส้น คนที่มโี มหะ รอยเท้าจะหนักทสี่ ว่ นปลาย (หนกั ทางปลายนิว้ เทา้ ) แตร่ อยเท้านเ้ี ปน็ รอยเทา้ ของผไู้ มม่ ีกิเลส ดังนั้น เจ้าของรอยเทา้ นจ้ี ะไมม่ คี วามยินดใี นกามคุณ‛ ฝ่ายพราหมณผ์ เู้ ป็นสามีไมเ่ ชือ่ คาทานายของภรรยา ก็ได้ตอ่ ว่า และบอกใหภ้ รรยาเงียบ จากนนั้ จึงพยายามมองหาจนพบพระบรม ศาสดาแลว้ กลา่ วกบั ภรรยาว่า ‚ชายคนนั้นแหละ\" จากนนั้ กพ็ ากนั เข้าไปหา กราบทูลวา่ ‚ทา่ นสมณะ ขา้ พเจา้ จะยกธดิ าใหเ้ ปน็ คู่ชีวติ แก่ท่าน‛ ทว่าพระผูม้ ีพระภาคเจา้ ปฏเิ สธ แล้วตรสั ตอ่ ไปว่า ‚ดกู ่อนทา่ นพราหมณ์ เม่อื ตถาคตตรัสรูใ้ หมๆ่ ธิดามาร 3 คน ซ่ึงมรี า่ งกายเป็นทิพย์ สวยงามกว่าลกู สาวของทา่ นหลายเท่านัก มา ประเล้าประโลมเราทโี่ คนตน้ อชปาลนโิ ครธ เรายังไม่สนใจไม่พอใจ เหตุ ไฉนจะมาพอใจยนิ ดใี นตัวลูกสาวของทา่ นทร่ี า่ งกายเตม็ ไปดว้ ยอุจจาระ และปัสสาวะ เราไมป่ รารถนาจะถูกตอ้ งตวั ลกู สาวของทา่ นแม้ดว้ ยเท้า เลย (แมแ้ ตเ่ ทา้ ก็ยังไม่อยากเอาเขา้ ไปแตะ)‛ 15
พอมาคนั ทยิ พราหมณ์และภริยาได้ฟงั พระคาถาจบ กไ็ ดเ้ ปน็ พระอนาคามที นั ใด ทว่านางมาคนั ทยิ านนั้ โกรธมาก ดว้ ยคดิ วา่ \"หากไม่ตอ้ งการ ก็ควรพดู ปฏเิ สธว่า อยา่ เลย เท่านกี้ พ็ อ แต่ บรรพชิตผู้น้ี กลบั บอกว่าร่างกายของเราเต็มไปดว้ ยอุจจาระ ปัสสาวะ แถมยงั พดู วา่ แม้แต่เท้าก็ไม่ปรารถนาจะเอามาแตะตอ้ งตวั เรา คอยดู เถอะ ไวเ้ ราไดต้ าแหนง่ ยง่ิ ใหญ่สักตาแหน่งหนึง่ จะไดเ้ ห็นดีกัน\" พระบรมศาสดานั้นทรงทราบจติ ของนางมาคนั ทยิ าดีอย่แู ล้ว แต่ที่ตรัสออกไปเช่นนนั้ กเ็ พราะเห็นอุปนสิ ยั แห่งอนาคามผิ ลของมาคนั ทยิ พราหมณ์และภริยา เนื่องดว้ ยธรรมดา พระพุทธเจา้ ทั้งหลายไมท่ รง คานงึ ถงึ ความอาฆาต ย่อมทรงแสดงธรรม ด้วยสามารถแหง่ บุคคลผู้ ควรบรรลุมรรคผลเท่านนั้ มาคนั ทิยพราหมณ์และภริยาต้องการออกบวช จึงไดพ้ านางมา คันทยิ าไปฝากนายจูฬมาคันทิยะผเู้ ปน็ นอ้ งชาย ซงึ่ เม่อื ทง้ั สองคนบวช แล้ว กไ็ ดบ้ รรลอุ รหัตผล ฝา่ ยนายจฬู มาคนั ทยิ ะคิดว่า ‚นางมาคนั ทยิ าไม่ควรแกผ่ ตู้ า่ ชา้ ควรแกพ่ ระราชาผูเ้ ดยี ว‛ 16
จึงพานางไปยงั เมืองโกสมั พี ตบแตง่ ด้วยเครือ่ งประดบั ท้งั ปวง แลว้ ถวายแด่พระเจา้ อุเทน ด้วยคาว่า ‚นางแกว้ น้คี วรแกส่ มมติเทพ (พระราชา)‛ พระเจา้ อุเทนน้นั พอทอดพระเนตรเหน็ นางมาคนั ทยิ า กเ็ กดิ สเิ นหาอย่างแรงกลา้ จึงรบั ตัวไวใ้ นตาแหนง่ มเหสี และมอบหญงิ บริวาร ใหแ้ กน่ างมาคนั ทยิ า จานวน 500 คน พระเจา้ อเุ ทนจึงไดม้ ีมเหสที ้งั หมด 3 พระองค์ คือ พระนางสามาวดี พระนางวาสลุ ทตั ตา (มไิ ด้กล่าวถงึ ในหนงั สือ เล่มน)้ี และพระนางมาคันทยิ า พระนางมาคนั ทยิ าแคน้ เคอื งพระนางสามาวดี ทางดา้ นพระนางสามาวดี และบรวิ าร แมจ้ ะได้สาเร็จเปน็ พระ โสดาบนั แล้ว ทว่ากไ็ ม่สามารถไปเฝ้าองค์สมเดจ็ พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า ได้ ท้ังน้ีเพราะพระราชาไมท่ รงมีศรทั ธา เหล่าหญงิ บริวารทง้ั หลายหวงั ทจ่ี ะได้โอกาสชมพระบารมขี อง พระศาสดาบ้าง นางขชุ ชตุ ตราจงึ บอกให้เจาะฝาหอ้ งเปน็ ชอ่ งเลก็ ๆ ที่ พอจะสามารถมองผา่ นออกไปได้ 17
เม่อื พระศาสดาเสดจ็ พระราชดาเนนิ เพ่อื ไปยังบา้ นของเศรษฐี ทั้ง 3 กใ็ หน้ าของหอมและดอกไมบ้ ชู า ถวายบังคมอยใู่ นหอ้ งแทน ต่อมาวันหนึ่ง พระนางมาคันทิยาไปยงั ท่ีอยขู่ องหญิงรบั ใช้ เหลา่ นน้ั เหน็ ชอ่ งน้อยในห้องจงึ ถามวา่ \"นีค่ อื อะไร?\" สตรเี หลา่ นน้ั ไมร่ ู้เรื่องการผกู อาฆาตในพระศาสดาของพระนาง มาคันทิยาจึงบอกวา่ ‚พระศาสดาเสดจ็ มาพระนครน้ี พวกเรายืนทต่ี รงน้ัน จกั เหน็ จักบชู าพระศาสดา เจ้าค่ะ‛ พระนางมาคันทิยาเหน็ วา่ สตรเี หล่านเ้ี ปน็ อปุ ัฏฐายิกาของพระ สมณโคดม ดังนน้ั จงึ ทรงพลอยผกู อาฆาตในพระนางสามาวดี และ หญงิ รบั ใชเ้ หล่านีไ้ ปดว้ ย จงึ ไดเ้ สด็จไปกราบทลู พระเจ้าอเุ ทนว่า ‚ข้าแตพ่ ระมหาราชเจา้ สตรีเหลา่ นี้พร้อมดว้ ยพระนางสามาวดี มคี วามปรารถนาในภายนอก ชีวิตของพระองคจ์ ะต้องมว้ ยมรณภ์ ายใน สองสามวันน้ีแนเ่ พคะ‛ ทว่าพระราชาไมท่ รงเช่อื แมพ้ ระนางมาคนั ทยิ าจะกราบทลู ถึง สามหนกต็ าม ดังนน้ั พระนางมาคันทิยาจึงกราบทลู พระเจ้าอเุ ทนวา่ 18
‚หากพระองคไ์ มท่ รงเชือ่ คาของหม่อมฉันแลว้ ไซร้ ขอพระองค์ จงเสดจ็ ไปยงั ท่ีอยขู่ องหญิงเหลา่ นน้ั แลว้ ทรงใคร่ครวญเถิด‛ พระเจา้ อุเทนจงึ เสด็จไปทอดพระเนตร เหน็ ช่องเล็กๆ ในหอ้ ง ของหญิงบริวารทั้งหลาย จงึ ตรัสถามว่า ‚นี่อะไร?‛ เม่อื หญงิ เหลา่ น้ันกราบทลู เนื้อความตามจริงแล้ว พระราชาก็ ไมท่ รงพโิ รธ รับสัง่ ใหป้ ดิ ชอ่ งท้ังหลายเสีย แล้วใหท้ าหน้าตา่ งทม่ี ีชอ่ ง เล็กๆ ไวใ้ นห้องแทน พระนางมาคนั ทยิ าจา้ งนักเลงดา่ พระพทุ ธองค์ พระนางมาคันทยิ าไม่อาจทาอะไร พวกของพระนางสามาวดี ได้ คิดว่า ‚หากเปน็ เชน่ นน้ั เราจะเลน่ งานพระสมณโคดมให้ได‛้ จึงวา่ จ้างทาส กรรรมกร และนักเลงพวกมจิ ฉาทฏิ ฐิ ผไู้ ม่ เลอ่ื มใสในพระรตั นตรยั เพ่ือใหต้ ดิ ตามดา่ พระพทุ ธเจ้าไปทุกหนทุกแห่ง ทว่ั ทงั้ เมือง จนไมส่ ามารถทนอยูต่ อ่ ได้ ดว้ ยคาดา่ 10 ประการ คือ 19
1. เจ้าเปน็ โจร 2. เจา้ เป็นคนพาล 3. เจ้าเปน็ คนบ้า 4. เจ้าเปน็ อฐู 5. เจ้าเป็นลา 6. เจ้าเป็นวัว 7. เจ้าเปน็ สัตวน์ รก 8. เจา้ เปน็ สตั ว์ดิรัจฉาน 9. สุคติของเจา้ ไมม่ ี 10. เจ้ามแี ต่ทคุ ตอิ ยา่ งเดียว พระอานนทไ์ ด้ฟังแล้วสุดทจ่ี ะทนไหว จึงขอให้องคส์ มเด็จพระ สัมมาสมั พุทธเจ้าหลีกหนีไปยังเมอื งอน่ื พระพทุ ธองคจ์ งึ ตรสั ถามว่า ‚อานนท์ ถา้ คนทีเ่ มืองนั้นด่าเราอกี เราจะทาอยา่ งไร?‛ ‚ก็เสดจ็ ไปทเี่ มอื งอนื่ ต่อไปอีก พระเจา้ ข้า‛ ‚ถา้ คนทเี่ มอื งนนั้ ดา่ เราอกี เราจะทาอยา่ งไร ?‛ ‚กเ็ สดจ็ ไปทเี่ มืองอนื่ ตอ่ ไปอีก พระเจา้ ขา้ ‛ ‚ดูก่อนอานนท์ ถ้าทาอยา่ งนน้ั เรากจ็ ะหนีกนั ไมส่ ้นิ สดุ ทางท่ี ถกู นน้ั อธิกรณ์ (เรอ่ื งราวทีเ่ ปน็ คด)ี เกดิ ข้นึ ในทใี่ ด กค็ วรใหอ้ ธิกรณ์สงบ ระงับในท่ีนน้ั กอ่ นแลว้ จงึ ไป‛ พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอ่ ไปอีกว่า 20
‚ดูกอ่ นอานนท์ เหลา่ คนพวกนนั้ จกั ด่าไดเ้ พยี งเจ็ดวนั กจ็ ะเลกิ ไปเอง เพราะวา่ อธกิ รณซ์ งึ่ เกดิ ขน้ึ แก่พระพทุ ธเจ้าทง้ั หลาย ยอ่ มไมเ่ กนิ เจ็ดวนั ‛ พระนางมาคนั ทิยาใส่ความเรอ่ื งไก่ พระนางมาคันทิยา เม่อื ไม่สามารถทาให้องค์สมเดจ็ พระ สมั มาสัมพทุ ธเจา้ อบั อายจนหนีไปยงั เมอื งอืน่ ได้ กย็ ่งิ โกรธแค้นมากขึ้น จงึ คดิ อุบายใสค่ วามแก่พระนางสามาวดแี ละบริวารผมู้ ศี รทั ธา โดยส่ง ขา่ วไปบอกแก่อาของตน ขอให้สง่ ไก่เป็น ทยี่ งั มชี ีวิตมาให้ 8 ตัว และไก่ ตายอกี 8 ตวั เมือ่ ไดไ้ ก่มาตามต้องการแล้วจงึ เขา้ ไปกราบทูลพระเจ้าอเุ ทนวา่ ‚ข้าแต่สมมตเิ ทพ ท่านปุโรหติ สง่ ไกม่ าเปน็ บรรณาการแด่ พระองค์เพคะ‛ ‚ดจี รงิ ใครควรจะเปน็ ผทู้ าแกงออ่ มไกน่ เี้ ลา่ ?‛ พระราชาตรสั ถาม ‚พระนางสามาวดกี บั หญิงบรวิ าร วันๆ เอาแต่อยเู่ ฉยๆ ควรให้ พวกนางทามาถวายเพคะ‛ พระนางมาคนั ทยิ ากราบทลู พระราชาจงึ รบั สงั่ ให้ส่งไก่ไปใหพ้ ระนางสามาวดีเพื่อจัดการแกงมาถวาย 21
พระนางมาคนั ทยิ าก็สง่ ไกเ่ ป็น 8 ตวั ไปให้ พระนางสามาวดี เห็นวา่ ไกย่ งั มีชวี ิตอยจู่ งึ ไม่ทาถวาย เพราะว่าพวกตนไม่ทาปาณาติบาต (ไมฆ่ ่าสตั ว์) และส่งไกก่ ลบั คืนไป พระนางมาคันทิยา ได้กราบทูลแนะนาตอ่ พระสวามีอกี ว่า ‚ถา้ อยา่ งนน้ั ขอพระองคจ์ งรบั สงั่ ใหส้ ง่ ไก่ไปใหม่ พรอ้ มทง้ั บอก ว่าให้แกงไปถวายแกพ่ ระสมณโคดม‛ พระราชาทรงกระทาตามทีพ่ ระนางแนะนา แตค่ ราวนพี้ ระนาง มาคนั ทิยาไดเ้ ปลยี่ นเอาไก่ทต่ี ายแลว้ ส่งไปให้ พระนางสามาวดีเหน็ วา่ เปน็ ไก่ทต่ี ายแลว้ และเปน็ การแกงเพ่ือ นาไปถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพทุ ธเจา้ จึงชว่ ยกันรีบจดั การแกง ไปถวายด้วยความปตี ิและศรัทธา พระนางมาคันทิยา รู้สึกดใี จทเ่ี หตกุ ารณเ์ ปน็ ไปตามแผน จึงกราบทลู ยยุ งว่า การกระทาของพระนางสามาวดไี มน่ า่ ไว้วางใจ เหมือนประหน่ึงวา่ เอาใจออกห่างพระองค์ แลว้ ปนั ใจให้พระสมณโคดม แทน เวลาใช้ใหแ้ กงมาถวายพระองคก์ ไ็ ม่ทา แต่พอบอกให้แกงไป ถวายพระสมณโคดมกลบั ทาให้อย่างรีบด่วน พระเจ้าอเุ ทน ได้สดับคาของพระนางมาคนั ทยิ า กม็ ิได้วา่ อะไร ทรงอดกลัน้ นง่ิ เฉยไว้อยู่ 22
พระนางมาคันทยิ าใส่ความเรือ่ งงู ตามปกติ พระเจ้าอเุ ทนจะเสดจ็ ไปประทับทีป่ ราสาทของพระ มเหสีทง้ั 3 คือ พระนางสามาวดี พระนางวาสลุ ทตั ตา และ พระนางมา คนั ทยิ า ตามวาระแหง่ ละ 7 วนั ครัน้ อกี 2 - 3 วัน จะถงึ วาระเสดจ็ ไปประทับที่ปราสาทของพระ นางสามาวดี พระนางมาคันทยิ ากไ็ ดว้ างแผนส่งข่าวไปถงึ อา ให้ส่งงู พษิ ทถ่ี อนเขย้ี วพษิ ออกแลว้ มาให้ เม่อื ได้มาแล้วจึงใส่งเู ขา้ ไปในช่องพิณซง่ึ พระเจ้าอุเทนทรงเลน่ และนาติดพระองคไ์ ปเป็นประจา แลว้ นาช่อดอกไมป้ ดิ ช่องพิณไว้ ก่อนทพ่ี ระเจา้ อเุ ทนจะเสดจ็ ไปยังปราสาทของพระนางสามา วดนี ัน้ พระนางมาคนั ทยิ า ไดท้ าทีเปน็ กราบทลู ทัดทานว่า ‚ขอพระองค์ อย่าเสด็จไปเลย เพราะว่าเม่ือคืนน้ี หม่อมฉันฝัน ไม่เป็นมงคล เกรงว่าพระองคจ์ ะไดร้ ับอนั ตราย‛ เมื่อพระราชาไมเ่ ช่ือคาทัดทาน พระนางมาคนั ทิยาจึงขอ ติดตามเสดจ็ ไปด้วย 23
ขณะท่พี ระนางสามาวดี และหญิงบรวิ ารทงั้ หลายปรนนบิ ตั ิ พระเจา้ อเุ ทนอยู่ และทรงวางพิณไวบ้ นพระแทน่ บรรทม (ทนี่ อน) นน้ั พระนางมาคันทยิ า ก็ทาเปน็ เดนิ ไปเดนิ มาใกล้ ๆ บรเิ วณนนั้ เม่อื ไมม่ ี ใครสังเกตเห็นจงึ ดงึ ชอ่ ดอกไมท้ ปี่ ิดช่องพณิ ออก งทู อ่ี ดอาหารมาหลาย วนั ไดเ้ ล้ือยออกมาแผ่พงั พานอยบู่ นพระแทน่ บรรทม พระนางมาคันทิยาจึงทาเป็นรอ้ งข้นึ ว่า ‚งู เพคะ!?‛ พระราชาทอดพระเนตรเห็นงกู ็ตกพระทัยกลัวมรณภัยจะมาถงึ พระนางมาคันทยิ าไดท้ ี จงึ ทาเป็นรอ้ งต่อว่าพระราชา และด่าทอพวก ของพระนางสามาวดหี ญิงว่า ‚พระเจ้าแผ่นดนิ โง่องคน์ ีไ้ มม่ วี าสนา ไมฟ่ ังคาพดู ของเรา แมอ้ ีหญงิ เหลา่ นีก้ เ็ ปน็ พวกหามคี วามดีไม่ นพี่ วกเจา้ ไมไ่ ดอ้ ะไรจาก สานกั ของพระเจา้ แผน่ ดนิ เลยหรือ? เมือ่ พระเจา้ แผน่ ดนิ พระองคน์ ้ี สวรรคตแลว้ พวกเจา้ จะอยสู่ บายใชไ่ หม? เม่อื พระเจา้ แผน่ ดนิ ยงั ทรง พระชนมอ์ ยู่ พวกเจ้าอยู่กันลาบากหรือไง? วันนี้ เราเหน็ การฝนั ร้าย แลว้ ,พระองค์เอย๋ พระองคไ์ มท่ รงฟังเสยี งของหม่อมฉนั ผวู้ ิงวอนอยวู่ ่า ไม่ควรเสด็จไปปราสาทของพระนางสามาวด‛ี 24
พระเจ้าอุเทนตาหนพิ ระองคเ์ องทไ่ี ม่เชื่อคาทัดทานของพระนาง มาคนั ทิยา ดว้ ยเพลงิ แหง่ ความโกรธจงึ ตดั สินพระทยั ประหารชีวติ พระ นางสามาวดีและหญิงบริวารดว้ ยพระองคเ์ อง พระเจา้ อเุ ทนทรงยกคนั ธนปู ระจาพระองค์ขน้ึ สายแล้วพาด ลกู ศรอาบยาพิษ โกง่ คนั ธนเู ลง็ เป้าไปท่พี ระอรุ ะของพระนางสามาวดี ซึง่ ประทบั อยู่ขา้ งหนา้ หญิงบรวิ ารซงึ่ ถกู จับมาเรียงแถว ก่อนทล่ี กู ศรจะแล่นออกจากคนั ธนนู นั้ พระนางสามาวดไี ด้ให้ โอวาทแก่หญงิ บริวารว่า ‚แม่หญิงสหายท้ังหลาย ท่ีพ่งึ อนื่ ของเราไม่มี เธอท้ังหลายจง เจริญเมตตาจติ ใหส้ มา่ เสมอ สง่ ไปให้แกพ่ ระราชา แก่พระเทวีมาคันทิ ยา และแก่ตนเอง อยา่ ถอื โทษโกรธตอ่ ใครๆ เลย‛ หญิงเหล่านนั้ กป็ ฏิบัตติ าม เม่อื พระราชาปลอ่ ยลกู ศรออกไป แทนที่ลกู ศรจะพุ่งเข้าส่พู ระ อรุ ะของพระนางสามาวดี ทวา่ ลูกศรกลับหวนกลบั ราวกบั จะพงุ่ เขา้ หา พระอรุ ะของพระองค์เสยี เอง พระเจ้าอุเทนทอดพระเนตรเหน็ ดังนัน้ จงึ สะดงุ้ ตกพระทยั พลางดาริวา่ 25
‚ธรรมดาลูกศรนยี้ ่อมแทงทะลุแม้กระท่ังแผ่นหนิ บดั น้ี ส่ิงท่ี เปน็ วตั ถทุ จ่ี ะกระทบในอากาศก็ไมม่ ี (ไม่มอี ะไรขวางอยู่เลย) เหตุใด ลูกศรจึงหวนกลับเข้าหาเรา? ชะรอยว่า ลกู ศรน้ีแมจ้ ะไม่มชี ีวิตจติ ใจ ทวา่ ก็ยงั รจู้ กั คณุ ความดขี องพระนางสามาวดี เราเสียอีกแม้เปน็ มนษุ ย์ กลับไมร่ คู้ ณุ ความดขี องพระนาง‛ ทนั ใดนัน้ พระเจ้าอเุ ทนก็ท้ิงคนั ธนู แล้วประนมหัตถ์ประคอง อญั ชลี กราบทพี่ ระบาทของพระนางสามาวดี ออ้ นวอนใหพ้ ระนางยก โทษให้ และขอถึงพระนางเป็นทพ่ี ง่ึ ตลอดไป พระนางสามาวดีกราบทลู ให้พระราชาทรงยดึ พระบรมศาสดา เปน็ ท่พี งึ่ เหมือนอย่างท่นี างกระทาอยู่ ต้งั แตน่ น้ั มา พระเจา้ อเุ ทนทรงมีศรทั ธาในพระพุทธศาสนา ทรง จัดการถวายทานแด่ภิกษสุ งฆเ์ ป็นเวลา 7 วนั แล้วทรงเรยี กพระนางสา มาวดีมาเพือ่ ให้พร (รางวัล ,ของตอ้ งประสงคอ์ ย่างหนง่ึ อยา่ งใด) พระนางสามาวดีกราบทลู ว่า ตัวพระนางไม่มคี วามต้องการใน ทรพั ย์สินทงั้ หลาย แตข่ ออาราธนาองค์สมเดจ็ พระสมั มาสมั พุทธเจ้าให้ เสดจ็ มาทว่ี ังเปน็ ประจา เพ่อื พวกนางจะไดถ้ วายทานและฟังธรรม ทว่าพระพุทธเจา้ ตรสั ห้ามไว้ เน่ืองด้วยการไปในทห่ี นง่ึ ทใ่ี ด บอ่ ยๆ ย่อมไมค่ วรแกพ่ ระพทุ ธเจ้าทง้ั หลาย เพราะมหาชนหวังเฉพาะ 26
พระพทุ ธเจ้าอยู่ พระเจ้าอุเทนจงึ ขอให้องค์สมเด็จพระสมั มาสัมพทุ ธ เจ้าทรงสง่ั ภกิ ษไุ ว้รปู หนงึ่ แทน พระศาสดาทรงสง่ั พระอานนท์ไว้ แลว้ ตัง้ แตน่ ้ัน พระอานนท์ก็ พาภิกษุ 500 รปู ไปสู่ราชสกุลบอ่ ยๆ เพอ่ื ใหน้ างสามาวดี และบริวารทงั้ 500 นางได้ถวายทานและฟังธรรม พระนางสามาวดถี กู เผาท้ังเปน็ พรอ้ มหญงิ สหาย เมอ่ื แผนการทาลายพระนางสามาวดี ทที่ าไปหลายครัง้ แลว้ น้นั ไม่ประสบผลสาเรจ็ ยงิ่ ครั้งหลงั สดุ ยังทาให้พระเจา้ อเุ ทนพระสวามีหนั ไปศรัทธาเลือ่ มใสในตวั พระสมณโคดมอีกด้วย ทาใหพ้ ระนางมาคนั ทิ ยาเพ่มิ ความโกรธแคน้ ในตวั พระนางสามาวดี และหญงิ บรวิ ารนบั รอ้ ย นบั พนั เท่าทวคี ูณ แลว้ แผนการอนั โหดเหี้ยมของพระนางกเ็ กดิ ข้นึ วนั หนึง่ ขณะทพี่ ระเจา้ อเุ ทนเสดจ็ ไปทรงกฬี าในพระราชอทุ ยาน พระนางมาคนั ทยิ าจงึ บอกผเู้ ป็นอาใหเ้ อาผ้าชุบนา้ มนั แล้วนาไปพนั ที่ เสาทกุ ตน้ ในปราสาทของพระนางสามาวดี โดยทาพูดเกลยี้ กล่อม หาทางใหพ้ ระนาง และบรวิ ารเขา้ ไปรวมอยใู่ นห้องเดยี วกนั จากนน้ั จึง ลงกลอนจากด้านนอก แลว้ จุดไฟเผาปราสาท 27
ฝ่ายพระนางสามาวดี และบรวิ ารรู้ไมท่ นั แผนการชวั่ รา้ ย จงึ ได้ ตกอยู่ในวงล้อมของเปลวเพลิง หาทางออกมไิ ด้ ทวา่ แมไ้ ฟกาลังลุกลามเขา้ มาใกลต้ วั อยนู่ นั้ พระนางกย็ ังมสี ติ ม่ันคงไม่หวนั่ ไหว ใหโ้ อวาทแก่หญงิ บรวิ ารทัง้ 500 นางเพอื่ ให้ทกุ คนมี สติ ไม่ประมาท ให้มจี ติ ตง้ั มน่ั ในเวทนาปรคิ คหกมั มฏั ฐาน (กมั มัฏฐาน มอี ันกาหนดเวทนาเปน็ อารมณ์) อยา่ งมนั่ คง หญงิ บางพวกจงึ บรรลสุ กทาคามผี ล (พระอรยิ ะบคุ คลลาดบั ท่ี 2) บางพวกกบ็ รรลอุ นาคามผิ ล (พระอริยะบุคคลลาดบั ท่ี 3) กอ่ นทจ่ี ะถกู ไฟคลอกตายพร้อมกนั ทัง้ หมด พระเจ้าอเุ ทนแมจ้ ะทรงรบี เสดจ็ มา ทวา่ กไ็ ม่ทนั ทรงร้สู ึกสลด พระทยั เป็นอยา่ งยงิ่ ทพ่ี ระนางสามาวดีซ่งึ มีพระคณุ ตอ่ พระองคย์ ง่ิ นัก ตอ้ งประสบเคราะห์กรรมเชน่ น้ี พระราชารวู้ ่าพระนางมาคนั ทิยาเปน็ ผอู้ ยเู่ บอ้ื งหลงั แตห่ ากจะ คุกคามถาม พระนางก็คงจะไมย่ อมรบั จงึ ออกอุบายแสร้งตรัสกับ อามาตยท์ ้งั หลายวา่ ‚ทา่ นทงั้ หลาย เมอื่ ก่อนนเี้ ราจะลกุ จะนง่ั จะไปในทใี่ ดๆ ก็ หวาดระแวงสงสัยกลัวภัยอย่รู อบข้าง ด้วยพระนางสามาวดคี ิด 28
ประทษุ ร้ายตอ่ เราเปน็ นิตย์ บดั นพ้ี ระนางตายแลว้ เรารู้สึกสบายใจไม่ ต้องหวาดระแวงอกี แลว้ และการกระทาอันนกี้ ็คงเปน็ การกระทาของผทู้ ี่ รกั และห่วงใยในตวั เรา ปรารถนาดตี ่อเราอยา่ งแนน่ อน‛ พระนางมาคันทิยาประทบั อยใู่ นทีน่ น้ั ด้วย เมอื่ ได้ยนิ พระดารัส นนั้ กใ็ ห้ปตี ยิ งิ่ จงึ กราบทูลว่า ‚ขา้ แต่สมมติเทพ ใครเลา่ จะกล้าทา เรือ่ งในครง้ั นห้ี มอ่ มฉนั ได้ สั่งใหอ้ าของหมอ่ มฉนั ลงมอื กระทาเองเพคะ‛ พระราชาจึงตรัสวา่ ‚ข้ึนชื่อว่าบคุ คลผู้มีความรักในเรา เสมอกบั เจ้าน้ีไมม่ ีอกี แลว้ เราจะให้พร (รางวัล ,ส่ิงที่ผรู้ บั ต้องการ) แกเ่ ธอ ขอใหเ้ ธอจงเรียกญาติ ของเธอมารับพรจากเราเถดิ ‛ พระราชา พระราชทานสงิ่ ของรางวลั อันมคี ่า แก่บรรดาญาติ ๆ ของพระนางมาคันทยิ าผู้มาถงึ ก่อน แมค้ นอ่ืนพอทราบขา่ วก็ติดสนิ บน ขอเป็นญาตกิ บั พระนางคันทยิ า เพอื่ มาขอรบั รางวัลดว้ ย จากนน้ั พระราชาจงึ มรี ับสง่ั ใหจ้ บั บคุ คลเหลา่ น้นั ทง้ั หมด โดยให้ ขดุ หลุมฝงั แคส่ ะดือ ใช้ฟางขา้ วคลมุ ปดิ ข้างบน จดุ ไฟเผาทง้ั เป็น แลว้ ใช้ ไถเหล็กไถซ้าอกี ครั้งหนึ่ง 29
ส่วนพระนางมาคนั ทิยาผเู้ ป็นตน้ คดิ พระเจ้าอเุ ทนรับสงั่ ให้ เฉือนเนอื้ ของพระนางนาไปทอดน้ามันเดอื ด แล้วนามาใหพ้ ระนางกนิ กระทาอย่างน้ี จนกระท่ังพระนางสน้ิ พระชนม์ไปบังเกิดในทคุ ติ ซึ่งกล่าว ได้วา่ พระนางมาคนั ทยิ า ไดร้ บั ผลแหง่ กรรมในอตั ภาพนเ้ี หมาะสมแลว้ พระนางสามาวดี และหญิงบรวิ ารชดใชก้ รรมเกา่ หลงั เหตกุ ารณน์ า่ เศรา้ สลดไดเ้ กดิ ขนึ้ ตอ่ มาวนั หนงึ่ ภิกษุ ทั้งหลายสนทนากนั ในโรงธรรมวา่ ‚การที่อุบาสิกาซึง่ มคี วามศรัทธาถงึ ขน้ั นนั้ ตอ้ งมาตายเสียอยา่ ง น้ี ไม่สมควรเลยหนอ‛ พระศาสดาเสดจ็ มาถงึ แลว้ ตรัสถามว่า ‚ภกิ ษทุ ้งั หลาย บดั นี้ เธอทั้งหลายนง่ั ประชมุ กนั ดว้ ยเรือ่ งอะไร หนอ?‛ เมื่อพวกภกิ ษนุ นั้ กราบทูลให้ทรงทราบ องค์สมเดจ็ พระ สมั มาสัมพุทธเจา้ จงึ ตรสั ว่า แมค้ วามตายของพระนางสามาวดี และหญงิ บริวารจะไม่ สมควรในชาตินี้ หากแต่ก็เป็นกรรมที่ทาไว้ในกาลก่อน 30
อนั ภกิ ษุเหล่านนั้ ทลู อาราธนาขอให้พระพทุ ธองค์ตรสั บอกถงึ บพุ กรรมของพระนางสามาวดี และหญงิ บริวาร ทเ่ี ป็นเหตใุ หต้ ้องมา สิน้ ชีพในกองเพลิงอย่างนา่ เวทนาเช่นนน้ั องค์สมเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ จึงทรงนาอดตี นทิ านมาเล่า ว่า ในอดตี กาล เม่อื พระเจา้ พรหมหัตครองราชย์สมบตั ใิ นกรงุ พาราณสี พระราชาไดถ้ วายภัตตาหารแก่พระปจั เจกพทุ ธเจ้า 8 องค์ เปน็ ประจา และนางสามาวดี กบั หญงิ สหาย 500 คน ก็เกดิ อยใู่ นพระ ราชนเิ วศนน์ นั้ ด้วย หญิงทัง้ หมดไดช้ ว่ ยกนั ทากจิ บารงุ เลยี้ งพระปัจเจก พทุ ธะทง้ั 8 นน้ั ตอ่ มาพระปัจเจกพทุ ธะองคห์ นึง่ ได้ปลกี ตัวไปเขา้ ฌานสมาบตั ิ ในดงกอหญ้าริมแม่น้า ส่วนพระราชาได้พาหญงิ เหล่านนั้ ไปเล่นนา้ กันท้ังวัน พวก ผ้หู ญิงพออาบนา้ นานๆ กห็ นาว จึงพากนั ขึ้นมากอ่ กองไฟบนหญา้ เพื่อ ใช้ผงิ ให้อ่นุ พอไฟไหมก้ องหญ้าหมด หญิงท้งั หลายจงึ เหน็ พระปจั เจก พทุ ธะอยูใ่ นกองไฟ ต่างก็พากนั ตกใจ เพราะเป็นพระปจั เจกพุทธะของ พระราชา 31
หญงิ เหล่านน้ั เกรงวา่ จะถกู ลงโทษ จึงช่วยกันทาลายหลกั ฐาน ดว้ ยการช่วยกันหาฟนื มาสมุ จนทว่ มองค์พระปจั เจกพุทธะ จนแนใ่ จว่า พอหมดฟืนนี้ พระปจั เจกพุทธะกค็ งจะถกู เผาจนไมเ่ หลือซาก แลว้ กพ็ า กันกลบั พระราชนเิ วศน์ แม้ความเปน็ จริงคือ พระปจั เจกพทุ ธะทเี่ ข้าฌานสมาบัตนิ น้ั ไม่มสี ง่ิ กระทบใดภายนอกจะเข้ามารบกวนได้ แมก้ ระท่ังไฟทีส่ มุ ไวเ้ พ่อื เผา ก็ไม่อาจทาให้พระปจั เจกพทุ ธะร้สู กึ แม้ว่าจะแคอ่ ่นุ ๆ กต็ าม ดังนน้ั พอครบ 7 วนั พระปจั เจกพุทธะออกจากสมาบัติแล้วก็ เสด็จไปตามปกติ สว่ นหญิงเหลา่ นน้ั เมื่อตายแลว้ ก็ถกู เผาไหมอ้ ยใู่ นนรกหลายพัน ปี พน้ จากนรกแลว้ กย็ งั ตอ้ งถกู เผาอย่างน้อี กี 100 ชาติ ซึง่ นเี่ ปน็ ผล กรรมของพระนางสามาวดกี บั หญงิ บริวารทเ่ี คยได้กระทาไว้เม่ือชาติ ก่อนๆ บุพกรรมของนางขชุ ชุตตรา เมือ่ พระศาสดาตรัสเลา่ อยา่ งนั้นแล้ว ภิกษทุ ้ังหลายจงึ ทลู ถาม พระศาสดาวา่ 32
‚ข้าแตพ่ ระองคผ์ ้เู จรญิ แลว้ นางขุชชุตตราเลา่ เพราะกรรม อะไร? จึงไดเ้ กิดเป็นหญงิ หลังคอ่ ม พระศาสดาตรัสวา่ เหตทุ ี่นางขชุ ชุตตราจึงต้องเปน็ หญงิ หลงั คอ่ มน้นั เนือ่ งมาจาก สมัยหนง่ึ ในอดตี ชาติ มพี ระปจั เจกพทุ ธะองค์หนงึ่ ท่านเป็นผมู้ ีสภาพรา่ งกายเป็นคนค่อมนดิ หน่อย มาฉนั ภัตตาหารใน ราชสานกั เปน็ ประจา นางขุชชตุ ตราไดแ้ สดงอาการเปน็ คนค่อมล้อเลยี นแบบพระ ปัจเจกพทุ ธะองคน์ นั้ ด้วยความคกึ คะนองตอ่ หนา้ เพอ่ื นๆ ทั้งหลาย เพราะกรรมนนั้ จึงสง่ ผลให้ตอ้ งมาเป็นคนคอ่ มในชาติน้ี ภกิ ษทุ ง้ั หลายจึงทลู ถามพระศาสดาต่อวา่ ‚ข้าแตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ เพราะกรรมอะไร นางขชุ ชุตตรา จงึ ตอ้ ง เป็นทาสี (ข้ารับใช)้ ของบคุ คลอ่นื พระเจา้ ข้า?‛ พระศาสดาตรัสเลา่ ว่า เหตุท่ีนางขชุ ชตุ ตราต้องเปน็ หญิงรบั ใช้ น้นั เนือ่ งมาจาก ในอดตี คร้ังท่พี ระพุทธเจ้ามีนามว่า กัสสปะ นางขุชชตุ ตราได้เกดิ ในตระกูลเศรษฐใี นเมืองพาราณสี มี ภกิ ษณุ ีผเู้ ปน็ พระอรหนั ต์รูปหน่งึ ซงึ่ มคี วามคนุ้ เคยกับตระกูลของนาง มาเยี่ยมเยอื นที่บ้าน 33
ขณะนน้ั นางขุชชตุ ตรากาลังแตง่ ตัวอยู่ ได้ออกปากขอให้พระ เถรีชว่ ยหยบิ กระเช้าเครอ่ื งประดบั สง่ ให้ พระเถรีนน้ั คิดว่า ‚ถา้ เราไมห่ ยิบสง่ ให้ นางกจ็ กั โกรธอาฆาตเรา เพราะกรรมน้ี เมือ่ นางตายไปแลว้ กจ็ ะไปเกิดในนรก แตถ่ ้าเราหยบิ สง่ ให้ นางกจ็ กั เกิด เปน็ หญิงรบั ใชค้ นอื่น เพราะกรรมทใ่ี ชพ้ ระอรหันต\"์ นางภกิ ษุณจี งึ เลอื กกรรมสถานเบาเพือ่ เปน็ การอนเุ คราะหต์ อ่ นางขชุ ชตุ ตรา จึงได้หยิบกระเชา้ สง่ ให้ เพราะกรรมนนี้ างจงึ เกิดเปน็ หญงิ รับใช้บคุ คลอน่ื ภกิ ษุทง้ั หลายจึงทูลถามพระศาสดาตอ่ อกี ว่า ‚ข้าแตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ เพราะกรรมอะไร นางขชุ ชตุ ตราจึงเป็น ผมู้ ีปัญญามาก และบรรลพุ ระโสดาปัตตผิ ล?‛ พระศาสดาตรสั ว่า ในอดตี ชาตคิ ร้งั เดยี วกนั น้นั (ในอดีตครั้งท่ี พระพุทธเจ้ามนี ามวา่ กัสสปะ ที่นางขชุ ชุตตราได้แสดงอาการเป็นคน ค่อมล้อเลียนแบบพระปจั เจกพุทธะ) พระราชาไดถ้ วายข้าวปายาสที่ยงั รอ้ นอยลู่ งในบาตรของพระ ปจั เจกพทุ ธะ 34
นางขชุ ชตุ ตราเห็นพระปจั เจกพทุ ธะต้องเปลย่ี นมือถอื บาตร กลบั ไปกลบั มาดว้ ยความรอ้ น นางจึงถอดกาไลทท่ี าด้วยงาจากขอ้ มอื 8 อนั ถวายให้พระปจั เจกพทุ ธะใช้สาหรบั รองมอื กนั ความรอ้ น ดว้ ยผลแหง่ กรรมทีน่ างถวายกาไลข้อมอื และกรรมทชี่ ่วยบารงุ อปุ ฏั ฐากพระปัจเจกพทุ ธะครั้งนนั้ ทาให้นางมีปญั ญามาก และไดบ้ รรลุ พระโสดาปตั ติผล องคส์ มเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจ้าได้ตรสั พระคาถาในเรอ่ื งของ พระนางสามาวดี และหญงิ บรวิ าร รวมทัง้ พระนางมาคนั ทยิ า ความว่า ‚ภกิ ษทุ ั้งหลาย คนเหลา่ ใดเหลา่ หนึ่งประมาทแลว้ , คนเหลา่ นน้ั แมเ้ ปน็ อยตู่ งั้ รอ้ ยปี กช็ ื่อวา่ ตายแล้วโดยแท้ คนเหล่าใดไมป่ ระมาทแล้ว, คนเหล่านัน้ แม้ตายแลว้ ก็ชื่อว่ายงั คงเปน็ อยู่ เพราะฉะนั้น พระนางมาคนั ทยิ าจะเปน็ อยู่กต็ าม ตายแล้วก็ ตาม ก็ชอื่ ว่าตายแลว้ ทเี ดียว หญิงทง้ั หา้ รอ้ ยนาง มีพระนางสามาวดเี ป็น ประมุข แมต้ ายแลว้ กช็ ่ือวา่ เปน็ อยนู่ น่ั เทยี ว ภกิ ษทุ ้ังหลาย เพราะว่าผู้ไมป่ ระมาทแล้ว ชื่อวา่ ย่อมไม่ตาย” 35
อปฺปมาโท อมต ปท ปมาโท มจจฺ ุโน ปท อปฺปมตตฺ า น มียนฺติ เย ปมตตฺ า ยถา มตา เอต วเิ สสโต ญตวฺ า อปปฺ มาทมหฺ ิ ปณฑฺ ติ า อปปฺ มาเท ปโมทนฺติ อริยาน โคจเร รตา เต ฌายิโน สาตตกิ า นิจจฺ ทฬหฺ ปรกกฺ มา ผสุ นฺติ ธีรา นิพฺพาน โยคกฺเขม อนตุ ตฺ ร ความไม่ประมาทเปน็ เครือ่ งถึงอมตะ ความประมาทเป็นทาง แห่งมจั จุ ผไู้ มป่ ระมาทแล้ว ชื่อว่ายอ่ มไมต่ าย ผใู้ ดประมาทแลว้ ผนู้ น้ั ยอ่ มเปน็ เหมือนคนตายแล้ว; บัณฑิตรูค้ วามน่นั โดยแปลกกันแล้ว (ตง้ั อยู่) ในความไม่ประมาท บนั เทิงอยใู่ นความไมป่ ระมาท ยินดใี น ธรรมเปน็ ท่โี คจรของพระอรยิ ะทั้งหลาย, บัณฑิตผูไ้ มป่ ระมาทเหล่าน้นั มีความเพ่ง มีความเพยี รเป็นไปติดต่อ,บากบัน่ มน่ั เป็นนติ ย์ เปน็ นกั ปราชญย์ อ่ มถกู ตอ้ งพระนิพพาน อันเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอด เยี่ยม. ส. มหาวาร. เล่ม ๑๙/ขอ้ ๒๕๓. สาธุ.... 36
คาชแ้ี จงจากผจู้ ัดทา สวัสดคี ะ่ เล่มนเ้ี ป็นลาดับที่ 8 ของชุด นทิ านอ่านสบาย เลม่ น้ี อาจจะแปลกกว่าเล่มอืน่ เสยี หนอ่ ย เพราะมเี รอื่ งของบุคคลสาคัญ ในทางศาสนาถงึ 3 คนด้วยกนั ตอนแรกกว็ ่าจะแยก ทวา่ เพราะเน้อื เรื่อง นั้นเกย่ี วข้องกันจงึ เหน็ วา่ ควรใส่รวมเลยดกี ว่าคะ่ เรอ่ื งที่นามาลงน้ีมีเน้อื หาต้นแบบหลกั ๆ มาจากเวบ็ http://www.84000.org http://www.84000.org/tipitaka http://www.dhammajak.net เว็บพลังจิต หากมีสว่ นหนึง่ ส่วนใดผดิ พลาด ไม่สมควร ไมเ่ ปน็ การถกู ตอ้ ง ไมว่ ่าจะเลก็ นอ้ ยสกั แคไ่ หน ผจู้ ัดทาขอน้อมรับความผิดนั้นไว้ดว้ ยตนเอง แต่เพยี งผเู้ ดียวคะ่ วนั อังคารท่ี 30 กนั ยายน พ.ศ. 2557 วิสาขปนุ มวี ัน ชนิ ปัญจญาณรักษ์ www.facebook.com/Dhammacourtyard E-mail : [email protected] 37
หนงั สือและบทความธรรมะในรูปแบบ E-book แจกฟรี ทที่ าไว้แลว้ ท้ังหมดคะ่ ขอเชิญโหลดไปอา่ นไดต้ ามชอบใจเลยนะคะท่ี www.facebook.com/Dhammacourtyardbook NEW ธรรมะ ณ ลานธรรม 38
ภาพประกอบ xymonau's gallery จากเว็บ http://www.rgbstock.com 39
Search
Read the Text Version
- 1 - 39
Pages: