แหลง เรียนรทู อ งถิ่น อําเภอโพนพสิ ยั
คํานํา “หลวงพอพระเสยี งคูบาน ปรากฏการณ บง้ั ไฟพญานาค” อาํ เภอโพนพสิ ัย เปนอาํ เภอหน่งึ ของจงั หวดั หนองคาย เปน อําเภอทีม่ พี น้ื ทีม่ ากที่สุดของจังหวดั หนองคาย และเปน อาํ เภอที่มีประชากรมากเปนอนั ดบั 2 ของ จงั หวัด สารนิเทศทองถน่ิ ของอาํ เภอโพนพิสยั เลมนจ้ี ัดทําขน้ึ เพ่ือ รวบรวมแหลง สารนเิ ทศทองถ่นิ ทีอ่ ยูภายในอาํ เภอโพนพิสยั จํานวน 11 ตําบล ประกอบดวย ตาํ บลจมุ พล , ตําบลกดุ บง , ตาํ บลชุมชา ง , ตําบลเซิม , ตาํ บลบานผอื , ตาํ บลบานโพธิ์ , ตําบลนาหนงั , ตาํ บลวดั หลวง , ตําบลสรางนางขาว และตาํ บล เหลาตางคํา โดยแบง เปน “แหลอ เรยี นรูท อ งถน่ิ ” กบั “ภูมปิ ญ ญาชาวบาน” ผจู ดั ทาํ หองสมดุ ประชาชนอาํ เภอโพนพสิ ัย
สารบญั ➔ ความเปน มาอําเภอโพนพิสัย ➔ แหลงเรียนรู ◆ ตําบลกดุ บง ◆ ตาํ บลจุมพล ◆ ตาํ บลชมุ ชาง ◆ ตาํ บลเซมิ ◆ ตําบลบานผือ ◆ ตาํ บลบา นโพธิ์ ◆ ตาํ บลนาหนงั ◆ ตาํ บลวัดหลวง ◆ ตําบลสรา งนางขาว ◆ ตาํ บลทุงหลวง ◆ ตาํ บลเหลา ตา งคํา
ประวัตผิ กู อ ตั้งเมอื งโพนพสิ ัย (พระยาสุนทรธรรมธาดา)
ประวตั ิผกู อ ตั้งเมอื งโพนพิสยั (พระยาสุนทรธรรมธาดา) พระยาสนุ ธรธรรมธาดา (คาํ สิงห สงิ หศริ ิ) เปน บตุ รของพระฤกษม นตรี และ นางทองสี เกิดทบ่ี า นจอมนาง อาํ เภอโพนพสิ ัย จังหวัดหนองคาย เมือ่ วนั องั คาร ป มะโรง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2375 เม่อื พ.ศ. 2380 เรมิ่ เรยี นหนังสือไทยจากทา น ครูหลักคํา จนเมอ่ื อายุครบบวชจงึ ไดอปุ สมบทเปน ภกิ ษใุ นพระพุทธศาสนา 2 พรรษา ท่วี ดั จมุ พล อําเภอโพนพิสัย จากนนั้ ไดเ ขา รับราชการเปนเสมยี นนายกอง บญั ชอี ยกู บั เจา เมอื งโพนพิสัย มหี นาทีส่ ํารวจไพรพลและเตรียมเสบยี งอาหาร สมทบกองทพั หลวง ซึง่ ไปจากพระนคร พ.ศ. 2397 ไดเล่อื นตําแหนง เปนนายกองบัญชี พ.ศ. 2398 ไดรับพระราชทานตราตง้ั เปนทา วพรหมสาร พ.ศ. 2401 ไดร บั พระราชทานตราตั้งเปนเจาเมืองประชมุ พนาลยั (ตอมา เปลีย่ นชื่อเปนเมอื งบรคิ ณั ฑนิคม อยูฝงซา ยแมน ้าํ โขง คือแขวงบรคิ ณั ฑ ในประเทศลาวปจจบุ ัน) ไดรบั บรรดาศกั ดิเ์ ปนที่ พระศรีสุรศักดส์ิ นุ ทร พ.ศ. 2426 มพี วกฮอเขามาปลม ชายพระราชอาณาเขตทางแคววสบิ สองจุ ไทย จึงโปรดเกลา ฯ ใหพระยาราชวรานุกลู พระยาสโุ ขทัย เปน แมท พั เกณฑ ไพรพลทางหวั เมืองตะวันออกเฉยี งเหนือไปปราบฮอ พระศรสี ุรศักดส์ิ ุนทร (คําสิงห สงิ หศ ริ ิ) ไดรว มทพั หลวงเปน แมกองออกสรู บปราบฮอ ถา มขี า ศึกมาย่ํายี อาณาเขตทางดานนี้ ก็ไดรับมอบหมายใหเ ปนแมกองตอ ตานศกึ ดว ยทุกคร้ัง จนเปนท่พี ึงพอใจของทางราชการทุกคร้งั
ประวตั ิผูกอตง้ั เมอื งโพนพสิ ัย (พระยาสนุ ทรธรรมธาดา) พ.ศ. 2434 ไดติดตามพระเจา บรมวงศเ ธอ กรมหลวงประจกั ษ ศลิ ปาคมขาหลวงตา งพระอง๕มณฑลฝายเหนอื เขา ไปกรงุ เทพฯ ถวายตัวเปน มหาดเล็กหลวงในรชั กาลท่ี 5 สังกดั กรมมหาดเลก็ เวรสทิ ธ์ิ พ.ศ.2436 ไดรับแตง ตงั้ ใหเ ปนแมกองไปขดั ตาทพั ตอ สูฝรัง่ เศสท่ีแกงเกซึ่ง เขา มายดึ ดนิ แดนฝง ซายแมน ํ้าโขงจนเหตุการณด านนี้สงบลง และดินแดนทางฝง ซายแมน้าํ โขงตกไปเปนเมืองขึ้นของฝร่งั เศส รวมทง้ั เมืองบริคัณฑน ิคมดวย จึง โปรดเกลาฯใหพ ระศรีสุรศกั ดิ์สนุ ทร (คําสงิ ห สิงหศ ิริ) อพยพครอบครวั ผคู นมา ตัง้ บานอยูบ านหนองแกว ริมฝงแมน ํ้าโขงดานตะวันตก แขวงเมืองโพนพิสัย และ โปรดเกลาใหยกบานหนองแกวขึ้นเปน \"เมืองรตั นวาป\" เมือ่ พ.ศ.2437 สวน พระยาศรีสรุ ศกั ดิส์ ุนทร (คําสิงห สงิ หศิริ) พระราชทานบรรดาศักดใ์ิ หเปน พระ รตั นเขตรกั ษา เจา เมอื งรัตวาป คนแรก พ.ศ.2436 ไดโ ปรดเกลาฯใหตราพระราชบัญญัติลกั ษณะการปกครอง ทองที่ ร.ศ.116 พ.ศ. 2440 พระราชทานตราตง้ั ให พระรัตนเขตรักษา (คําสงิ ห สงิ หศิริ) เปนพระยาโพนพสิ ัยสรเดช เจาเมืองโพนพสิ ยั ตามนามเมือง และยุบเมืองรัตน วาปเ ปน อําเภอสงั กดั เมอื งอุดรธานี ตอมาทางราชการกย็ บุ เมืองโพนพสิ ยั เปน อําเภอ ข้นึ กบั เมืองหนองคาย
ประวัติผกู อตั้งเมอื งโพนพิสยั (พระยาสุนทรธรรมธาดา) พ.ศ.2544 เปนแมกองสมทบกองทัพหลวงไประงบั เหตุเร่ืองผบี าปผีบญุ ทเ่ี มอื ง อุดรธานี เมอื งสกลนคร และมืองนครพนม จนเหตุการณส งบเรยี บรอย นอกจากนี้ ยงั เปนแมกองไรงบั เหตทุ ีพ่ วกเงยี้ วกอ การจราจลทางเมอื งบอ แต และเมืองแทน ทา ว ในทอ งทีอ่ ําเภอดานซา ย อาํ เภอทา ลี่ และอําเภอเชยี งคาน จังหวัดเลย ไดรับ ตราเปน บาํ เหนจ็ สวนการปฏริ ูปการปกครองตามระบบเทศาภิบาลน้นั ก็ดําเนนิ ตอไป จนเมื่อ ยบุ เมืองโพนพสิ ัยเปนอําเภอแลวพระยาโพนพิสัยสรเดช (คําสิงห สิงหศ ริ ิ) ดํารง ตําแหนงเปนนายอาํ เภอโพนพิสัย ต้งั แตป 2450 จนกระทัง่ ป 2459 จึงออกจาก ราชการเพ่ือรบั พระราชทานเบ้ยี หวดั ปละ 500 บาท เน่ืองจากพระยาโพนพิสยั สร เดช (คาํ สงิ ห สงิ หศิริ) มีความดีความชอบตอแผน ดินมาแตอดีต พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฏเกลา เจา อยหู วั รชั กาลที่ 6 จงึ ทรงะรักระณาโปรดเกลาฯ พระราชทาน บรรดาศกั ดิ์เปน พระยาสุนทรธรรมธาดา เปนตนตระกลู \"สิงหศริ ิ\" เปนเกยี รติยศ ตอ วงศตระกลู สืบไป พระยาสุนทรธรรมธาดา (คาํ สิงห สงิ หศริ ิ) ลม ปวยดว ยโรคชรา ถงึ แกอ นิจกรรม เวลา 09.10 น. ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2497
แหลง เรยี นรู ตําบลกดุ บง อําเภอโพนพสิ ยั ชอื่ แหลง เรยี นรู แมน้าํ สองสี ทปี่ ากงมึ ประเภท ดานทองเท่ยี ว ที่ตัง้ บานหนองกุง เหนอื หมูที่ ๒ ตาํ บลกุดบง อําเภอโพนพิสยั จังหวัดหนองคาย ประวัติความเปนมา มีแมน้าํ งึมไหลมาบรรจบกับแมน ํ้าโขง เปนพื้นที่ที่เรียกวา แมน าํ้ สองสี (สขี องแมน าํ้ ทั้งสองไมเ หมือนกนั ) ความสาํ คัญ / เนอ้ื หาการเรียนรู เปนแหลง ทองเท่ยี วและการเรยี นรู
แหลงเรียนรู ตําบลจมุ พล อําเภอโพนพสิ ัย ชอื่ แหลงเรียนรู พิพิธภัณฑเมืองโพนพิสัย ประเภท พพิ ิธภัณฑ ที่ต้ัง บริเวณท่วี าการอาํ เภอโพนพิสัย หมทู ่ี 1 ตาํ บลจุมพล อําเภอโพนพสิ ยั จงั หวัดหนองคาย ประวตั ิความเปนมา พพิ ิธภณั ฑศ ูนยวัฒนธรรมเฉลิมราช พพิ ธิ ภัณฑเมืองโพนพสิ ัย เปน อาคารท่วี า การ อาํ เภอโพนพสิ ัยหลังเดมิ ทีถูกสรา งเม่อื ป พ.ศ.2465 เปนอาคารช้ันเดียวศิลปะแบบโคโรเนียล ปจจุบนั ไดป รับปรุงจนกลายเปนรูปแบบพิพิธภัณฑเ มอื ง ที่เก็บรกั ษาโบราณวัตถุ ของมคี า เกา แกต้งั แตย ุคสมัยกอ ตงั้ อาํ เภอโพนพิสยั อีกท้งั เกบ็ รวบรวมเรอื่ งราวทางประวตั ศิ าสตรผ ู ปกครองเมือง และเจาเมอื งในอดีตอกี ทั้งบอกเลาถงึ เร่ืองราวความเช่ือของชาวโพนพสิ ยั กับ พญานาคและบ้ังไฟพญานาค ตํานานพระเสี่ยง พระคบู านคเู มืองของโพนพิสัยการแสดง ปฏมิ ากรรมปนู ปนพญานาคของศิลปนแหง ชาตกิ ารแสดงภาพถา ยของอําเภอโพนพสิ ยั ใน อดตี บางโอกาสจะมีการแสดงหมุนเวียนตา งๆ เชน การแสดงภาพเขยี นของศิลปน ชาวอสี าน ทมี่ ีชอ่ื เสยี งนอกจากน้ียงั เปนท่ปี ระดิษฐานพระบรมสาทิสลกั ษณร ชั กาลท่ี 9 สงู 2.4 เมตร โดย พิพธิ ภณั ฑเ ปดในวนั ราชการ เวลา 09.00น.-16.00 น. ไมเ สยี คาใชจ ายในการเขา ชม ความสาํ คญั / เนือ้ หาการเรยี นรู สําหรบั ความสําคัญของการเรยี นรู คอื การบันทกึ เรอื่ งราวตางๆของเมอื งโพนพสิ ัยใน อดตี จนถงึ ปจ จบุ นั การดําเนินชวี ติ ของประชาชน
แหลงเรยี นรู ตําบลชุมชา ง อําเภอโพนพิสยั ชอื่ แหลง เรียนรู เคร่ืองปน ดนิ เผาดอนกลาง ประเภท แหลงเรยี นรูดา นอาชพี ท่ตี ้ัง บานดอนกลาง หมูที่ 2 ตําบล ชุมชา ง อาํ เภอโพนพสิ ยั จงั หวัด หนองคาย ประวตั ิความเปน มา แหลงเรยี นรูการทาํ เครื่องปน ดินเผากอต้ังขึ้นเม่ือป พ.ศ. 2538 โดย คุณตาพนั สพุ รรณราช เปนผรู ิเรม่ิ ซ่งึ ทา นเปนชางปน เกา ในชว งวางจากการทําไร ทาํ นา ชาวบา น และชางปน ก็จะจบั กลุมกนั ทาํ เครื่องปน ดนิ เผาซึ่งตอนนั้นสว นมากจะเปนของใชใ นครวั เรือน เชน ครก โอง ใสน า้ํ ไหสาํ หรับหมกั ปลารา เปนตนในปจ จบุ นั ผลิตภณั ฑเคร่ืองปนดินเผาได พฒั นาออกมาหลายรูปแบบไมวาจะเปนเครอื่ งใชในครวั เรอื น ของตกแตง บา นและสวน โดย ไดร บั มาตรฐาน ม.ผ.ช จากกระทรวงอตุ สาหกรรมจังหวดั หนองคาย และไดร ับรองมาตรฐาน หนองคายแบรนด (NONGKHAI BRAND) เมอื่ ปพ .ศ. 2548 – 2549 ปนสินคา โอทอ ป (OTOP) ของตําบล ชุมชา งและมีแนวคิดทจ่ี ะเผยแพรใหกับผูสนใจไดศ ึกษาเพื่อนําไปประกอบอาชพี ปจจบุ นั ดแู ลโดย คุณธาดา สุพรรณราช ความสําคัญ / เนอื้ หาการเรยี นรู 1. พัฒนาตอ ยอดอาชพี ทก่ี ําลังจะจากหายไป 2. สามารถทาํ เปนอาชพี ได 3.เปน สว นหนงึ่ ในการอนรุ กั ษศ ิลปวฒั นธรรมอสี าน
แหลง เรยี นรู ตาํ บลเซมิ อาํ เภอโพนพสิ ัย ชือ่ แหลง เรียนรู เกษตรผสมผสาน (Integrated farming) ประเภท เกษตรผสมผสาน ทต่ี ั้ง 87 หมูที่ 7 ตําบลเซิม อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ประวตั ิความเปนมา เกษตรผสมผสาน (Integrated farming) ระบบเกษตรทีม่ กี ารปลูกพืชและมีการเลยี้ ง สัตวห ลากหลายชนิดในพน้ื ทเ่ี ดยี วกัน โดยทกี่ จิ กรรมการผลิตแตละชนดิ เกือ้ กลู ประโยชนตอ กนั ไดอ ยางมปี ระสิทธิภาพ มกี ารใชท รพั ยากรทีม่ อี ยูในไรน าอยา งเหมาะสม เกิดประโยชนส งู สุด มคี วามสมดลุ ตอ สง่ิ แวดลอมอยา งตอ เนื่อง และเกดิ การเพมิ่ พนู ความอดุ มสมบรู ณของ ทรัพยากรธรรมชาติ การเกื้อกูลกนั ระหวา งพืชและสัตว เศษซากและผลพลอยไดจ ากการ ปลูกพชื จะเปน ประโยชนต อกจิ กรรมการเล้ียงสตั ว ในทางตรงกันขา ม ผลทไ่ี ดจากการเล้ยี ง สัตวก จ็ ะเปนประโยชนตอพชื ดวยเชนกัน ความสาํ คัญ / เนื้อหาการเรยี นรู กจิ กรรมทค่ี วรดําเนนิ การ ในการทาํ “เกษตรผสมผสาน” โดยปลกู พชื ผักผสมผสาน หลายชนิดในพ้นื ท่เี ดียวกนั ตอ ไปน้ีเปน แบบอยางกบั เกษตรกรได โดยจัดพื้นทแ่ี ปลงเกษตร ใหเหมาะสมในพนื้ ทท่ี ี่จาํ กดั เชน พื้นท่ี 6 ไร 2 งาน แบงดงั นี้
แหลงเรียนรู ตําบลบา นผือ อาํ เภอโพนพสิ ยั ชอื่ แหลง เรยี นรู วดั วุฒิกาวาสวนาราม ประเภท แหลงเรียนรูศ าสนสถาน ทีต่ งั้ บา นผือ หมทู ่ี 1 ตาํ บลบานผือ อาํ เภอโพนพิสัย จงั หวัดหนองคาย ประวัติความเปน มา วดั วฒุ ิกาวาสวนาราม ทตี่ งั้ บา นผือ หมูท่ี 1 ต.บานผอื อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เปน วดั เกาแกที่ชาวบา นเคารพนับถือมาตั้งแตโบราณกาล ในสมัยตอมา ไดมกี ารบูรณและ ปฏสิ งั ขรณข ้ึนมาใหมเปน วดั ประจําตาํ บล บา นผือจนถึงปจ จบุ นั ความสําคญั / เน้อื หาการเรยี นรู วดั วุฒิกาวาสวนาราม เปนสถานที่เคารพสกั การะของชาวตําบลบานผือ และประชาชน ท่ัวไปเปน ธรรมสถานและเปนแหลงเรียนเรยี นรูศ ิลปวฒั นธรรมท่มี ีคา ยิ่งต้ังแตส มัยโบราณ กาลจวบจนปจจุบัน เปนสถานท่ปี ฏบิ ตั ธิ รรมที่สําคญั แหง หนงึ่ ประจาํ จงั หวดั เปน สถานทธ่ี รรม ศกึ ษาของพระภกิ ษสุ งฆและประชาชนท่วั ไป
แหลง เรยี นรู ตาํ บลบา นโพธิ์ อาํ เภอโพนพิสยั ช่ือแหลงเรียนรู จกั สานจากเสน พลาสตกิ ประเภท แหลง เรยี นรูดา นอาชีพจักสานจาก เสน พลาสตกิ ท่ตี งั้ บา นปก หมูท่ี 4 ตําบลบา นโพธิ์ อาํ เภอโพนพิสยั จังหวดั หนองคาย ประวตั คิ วามเปนมา หตั ถกรรมเคร่อื งจกั สานเปน ภมู ปิ ญ ญาทองถ่ินของชุมชนทีส่ ําคญั ย่งิ ตอ การดํารงชวี ติ ตงั้ แตอดีตตง้ั แตส มัยอยธุ ยาจนถงึ ปจจุบัน หัตถกรรมเครอ่ื งจักสานเปน ตวั อยางหนงึ่ ท่ีแสดง ใหเหน็ ภูมิปญญาอนั เฉลยี วฉลาดของคนในทอ งถ่ิน ท่ีใชภ ูมิปญ ญาสามารถนาํ สิง่ ทม่ี ีอยูใน ชมุ ชนมาประยุกตทาํ เปนเครือ่ งมอื เครือ่ งใชใ นชวี ิตประจาํ วนั ซึง่ มีประโยชนใ นการดํารงชีวิต จะเหน็ ไดว า หตั ถกรรมเคร่ืองจักสานมมี านานแลวและไดม ีการพัฒนามาตลอดเวลา โดยอาศัยการถายทอดความรจู ากคนรุนหน่ึงไปสคู นอกี รนุ หน่ึง การดํารงชีวติ ประจาํ วนั ของ ชาวบา นสว นใหญไ มไ ดเ อาการรหู นังสอื มาเกย่ี วขอ ง การเรียนรตู างๆ อาศยั วธิ กี ารฝกหดั และบอกเลา ซ่งึ ไมเปนระบบในการบันทกึ สะทอ นใหเ หน็ การเรยี นรู ความรูทสี่ ะสมที่สืบทอด กันมาจากอดตี มาถงึ ปจ จบุ ันหรอื ท่ีเรียกกนั วา ภูมิปญญาทอ งถิ่น ดังน้ันกระบวนถายทอดความ รูจึงมคี วามสาํ คัญอยางย่งิ ท่ีทําภมู ิปญญาทองถ่นิ นนั้ คงอยตู อเนอ่ื งและยั่งยืน ความสาํ คญั / เนอื้ หาการเรยี นรู 1.พัฒนาตอ ยอดอาชีพทก่ี ําลังจะจากหายไป 2. สามารถทําเปนอาชีพได 3.เปน สวนหนึง่ ในการอนรุ กั ษศลิ ปวฒั นธรรมอสี าน
แหลงเรียนรู ตําบลวดั หลวง อําเภอโพนพสิ ัย ชอ่ื แหลง เรยี นรู หลวงพอพระสุก ประเภท พระพทุ ธรปู จําลอง ทตี่ ้งั วดั หลวงเจตยิ าราม หมูที่ 2 ตําบลวดั หลวง อําเภอโพนพสิ ัย จงั หวัดหนองคาย ประวตั ิความเปน มา หลวงพอ พระสุกจําลอง เปน พระพทุ ธรูปขดั สมาธิราบปางมารวชิ ัย หลอ ดว ยทองสีสกุ มี พระรปู ลกั ษณง ดงามมาก หนา ตกั กวา ง 129 ซม. สงู จากพระเบ้ืองลางถงึ ยอดพระเกศ 169 ซม. ปจจุบนั ประดษิ ฐานอยูในองคพระธาตใุ หญวัดหลวง ตําบลวดั หลวง อาํ เภอโพนพสิ ัย จงั หวดั หนองคาย ความสาํ คัญ / เน้อื หาการเรียนรู ประวตั กิ ารสรางและการเปน มาของหลวงพอพระสุกตามท่ีสมเดจ็ พระบรมวงคเ ธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ไดล งความเห็นไวใ นหนงั สอื ตํานานพทุ ธเจดียสยามหนาท่ิ 102 วาพระพทุ ธรปู สมัยลานชา งนั้น งามท่สี ดุ คืองดงามย่งิ กวาองคอ่นื ๆ น้นั ก็คือ พระสกุ พระเสริม พระใส เทา น้นั ซง่ึ พระราชธิดา ท้งั 3 พระองค ของกษัตรยิ เ มืองลา นชาง เปนผูมีศรทั ธาสรางข้นึ
แหลง เรียนรู ตําบลสรา งนาง ขาว อาํ เภอโพนพิสยั ช่อื แหลงเรียนรู จกั สานไมไผ ประเภท หตั ถกรรมเคร่อื งจกั สาน ทตี่ ัง้ บา นสรางนางขาว หมูท ี่ 2 ตําบลสรา ง นางอําเภอโพนพิสยั จงั หวดั หนองคาย ประวตั คิ วามเปน มา หตั ถกรรมเครอ่ื งจักสานเปน ภมู ปิ ญ ญาทอ งถ่ินของชุมชนทสี่ าํ คญั ยิง่ ตอการดาํ รงชีวิต ตงั้ แตอ ดตี ตัง้ แตสมยั อยุธยาจนถงึ ปจจุบัน หตั ถกรรมเครื่องจกั สานเปน ตัวอยา งหนึ่งทแ่ี สดง ใหเ หน็ ภูมิปญ ญาอนั เฉลียวฉลาดของคน ในทอ งถ่นิ ท่ใี ชภมู ิปญญาสามารถนําสิง่ ทม่ี อี ยู ในชมุ ชนมาประยกุ ตท ําเปน เคร่อื งมอื เครอ่ื งใชใ นชวี ิตประจําวัน ซ่งึ มปี ระโยชนใน การดํารงชีวติ จะเห็นไดวาหัตถกรรมเคร่อื งจักสานมมี านานแลว และไดมีการพฒั นามาตลอดเวลา โดยอาศัยการถายทอดความรูจากคนรนุ หน่ึงไปสคู นอกี รนุ หนึ่ง การดํารงชวี ติ ประจาํ วนั ของ ชาวบานสว นใหญไมไดเ อาการรูห นังสือ มาเก่ียวของ การเรียนรตู า งๆ อาศยั วธิ ีการ ฝกหัดและบอกเลา ซ่ึงไมเปนระบบในการบันทกึ สะทอ นใหเ หน็ การเรียนรู ความรทู ่ีสะสมทสี่ บื ทอดกนั มาจากอดีตมาถงึ ปจ จบุ ันหรอื ท่ีเรียกกันวา ภมู ิปญ ญาทอ งถ่ิน ดังน้นั กระบวนถายทอด ความรูจึงมคี วามสาํ คญั อยางยิ่งทท่ี ําภมู ปิ ญญาทองถ่ินนนั้ คงอยูต อ เนอื่ งและย่งั ยืน ความสาํ คัญ / เนือ้ หาการเรียนรู 1.พฒั นาตอ ยอดอาชีพท่กี าํ ลังจะจากหายไป 2. สามารถทาํ เปน อาชีพได 3.เปน สว นหนึง่ ในการอนุรกั ษศิลปวฒั นธรรมอีสาน
แหลงเรยี นรู ตําบลทงุ หลวง อาํ เภอโพนพสิ ยั ช่อื แหลงเรยี นรู จกั สานไมไ ผ ประเภท แหลงเรยี นรูด า นอาชีพจักสานไมไผ ท่ตี งั้ บานทงุ หลวง หมทู ี่ 1 ตาํ บลทงุ หลวง อําเภอโพนพิสยั จงั หวดั หนองคาย ประวัตคิ วามเปนมา หตั ถกรรมเคร่ืองจกั สานเปน ภมู ปิ ญ ญาทอ งถนิ่ ของชมุ ชนที่สําคัญยงิ่ ตอการดาํ รงชีวติ ตงั้ แตอ ดตี ตั้งแตสมยั อยธุ ยาจนถึงปจ จุบัน หตั ถกรรมเครอ่ื งจักสานเปน ตัวอยางหนึง่ ทแ่ี สดง ใหเหน็ ภูมิปญญาอนั เฉลยี วฉลาดของคนในทองถิ่น ที่ใชภ มู ปิ ญญาสามารถนําสิง่ ท่ีมีอยูใ น ชุมชนมาประยกุ ตท ําเปนเครอ่ื งมอื เครอื่ งใชใ นชีวติ ประจําวัน ซึง่ มีประโยชนในการ ดํารงชีวติ จะเห็นไดว าหัตถกรรมเคร่ืองจกั สานมีมานานแลว และไดม กี ารพฒั นามาตลอดเวลา โดยอาศัยการถา ยทอดความรจู ากคนรนุ หน่ึงไปสคู นอีกรนุ หนึง่ การดาํ รงชีวิตประจําวนั ของ ชาวบานสวนใหญไ มไ ดเอาการรูหนงั สือมาเกย่ี วขอ ง การเรยี นรตู า งๆอาศัยวธิ ีการฝกหดั และบอกเลาซ่ึงไมเ ปนระบบในการบันทกึ สะทอ นใหเ หน็ การเรยี นรู ความรูท่สี ะสมท่ีสบื ทอด กนั มาจากอดตี มาถึงปจจบุ ันหรอื ที่เรยี กกนั วา ภมู ิปญ ญาทองถนิ่ ดังน้นั กระบวนการถายทอด ความรจู งึ มคี วามสาํ คญั อยางยง่ิ ท่ที าํ ภูมิปญญาทอ งถน่ิ นน้ั คงอยูตอ เนื่องและย่ังยืน ความสาํ คัญ / เนอ้ื หาการเรยี นรู 1.พัฒนาตอยอดอาชพี ทก่ี าํ ลงั จะจากหายไป 2. สามารถทาํ เปน อาชีพได 3.เปน สวนหนง่ึ ในการอนุรกั ษศ ิลปวัฒนธรรมอสี าน
แหลง เรยี นรู ตําบลเหลาตา งคํา อําเภอโพนพสิ ัย ชือ่ แหลงเรียนรู ศูนยหมอนไหมเฉลมิ พระ เกยี รตฯิ หนองคาย ประเภท แหลงทองเทีย่ ว ท่ตี ้ัง บานโคกสวา ง หมูที่ 11 ตําบลเหลา ตา งคาํ อาํ เภอโพนพสิ ัย จังหวดั หนองคาย ประวตั ิความเปน มา ศูนยห มอนไหมเฉลิมพระเกียรติฯหนองคาย จดั ต้งั เมอื่ พ.ศ. 2483 โดยขอใชท ีด่ ิน สถานีทดลองกสกิ รรม จาํ นวน 16 ไร ตอ มาในป พ.ศ. 2524 คณะกรรมการปฎิรูปท่ีดิน จงั หวดั หนองคายไดย กท่ดี ินสาธารณะประโยชน ในทองที่บา นโคกสวาง ม.11 เนอ้ื ที่ ประมาณ 609 ไร ใหส ถานีทดลองหมอ นไหมหนองคาย ดาํ เนินงานเพ่มิ เติม จนถึงปจจุบัน ภายสงั กดั สถาบันวจิ ยั หมอ นไหมกรมวิชาการเกษตร จนกระท่ังป 2545 ไดเ ปล่ยี นชอื่ เปน ศูนยบรกิ ารวชิ าการดา นพืชและปจ จยั การผลติ หนองคาย ป พ.ศ. 2548 กอ ตง้ั เปนศูนยห มอน ไหมเฉลมิ พระเกียรตฯิ หนองคาย และวนั ท่ี 3 ธนั วาคม 2552 ไดเ ปลีย่ นช่อื เปนศนู ยห มอ น ไหมเฉลมิ พระเกยี รตสิ มเดจ็ พระนางเจาสิรกิ ิต์พิ ระบรมราชินี ความสาํ คัญ / เนื้อหาการเรยี นรู ศูนยเรียนรูเ ชงิ อนรุ ักษด า นหมอนไหม ไมย อ มสีและผา ไหม จะเปนศนู ยกลางขอ มลู ขา วสารและแหลง เรยี นรู ในกระบวนการผลิตหมอนไหมแบบครบวงจร ทง้ั ในดานภมู ิปญญา เก่ียวกับหมอ นไหม อาทเิ ชน การฟอกยอมสไี หมดว ยวสั ดุธรรมชาติ พนั ธุหมอ น พันธุไ หม ไม ยอ มสี วฒั นธรรมภมู ิปญญาเกี่ยวกับการทอผาไหมที่เปน องคความรู และภูมปิ ญ ญา ทองถ่ิน และยังสามารถเปนแหลง ทอ งเที่ยวเชิงอนรุ กั ษ ท่ีกอใหเ กดิ การพฒั นาองคค วามรู เก่ียวกบั หมอ น ไหมทจี่ ะนําไปสกู ารสงเสรมิ กระบวนการเรยี นรสู ําหรบั เกษตรกร นกั เรยี น นกั ศึกษา และประชาชนทัว่ ไป
คณะผูจัดทาํ ทป่ี รึกษา หนองเหล็กผอ.กศน.อําเภอโพนพิสยั นางนริ มล นางสาวละอองดาว คําอาจ บรรณารกั ษช ํานาญการ นางรจนา นางสุวิมล นามวงษ ครู นางชนาภา โพธิ ครูอาสาสมัครฯ เหลา ศรนี าท ครูอาสาสมัครฯ ผูใหขอมลู ครู กศน.ตาํ บล ทัง้ 11 ตาํ บล เรยี บเรยี ง/จัดทาํ คําอาจ บรรณารักษช ํานาญการ นางสาวละอองดาว หงษาชุม จนท.แผนงานและโครงการ นายชานนท
Search
Read the Text Version
- 1 - 18
Pages: