หน่วยท่ี 5 การพดู เนื่องในโอกาสตา่ งๆ เพอื่ มารยาทในสังคม การพดู แบบตา่ งๆ เพือ่ ประโยชน์ในงานอาชีพ การพูดมีหลายรูปแบบ แต่ละแบบมีประโยชนต์ ่อการดาเนินชวี ิตประจาวัน และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ ในการประกอบอาชพี การพดู แบบตา่ งๆ ไดแ้ ก่ 1. การพูดบรรยาย 2. การสาธติ สนิ ค้า 3. การสมั ภาษณ์ 4. การเป็นพิธีกร 5. การเปน็ โฆษก การพดู บรรยาย 1. การบรรยาย หมายถึง การพูดอธิบายสิ่งต่างๆ ให้ผู้ฟังได้เข้าใจเน้ือหาความรู้ที่ เราต้องการให้ผู้ฟัง ได้รับ อาจจะเป็นแนวความคิดหรือหลกั ความจรงิ ตา่ งๆ 2. การเลา่ เรื่อง หมายถึง การนาเร่ืองต่างๆ มาพูด เช่น การนาประสบการณ์หรือ เหตกุ ารณ์สาคัญมาเล่า เปน็ เร่อื งเป็นราวให้ผฟู้ ังไดร้ บั ฟัง 1. การเตรียมการบรรยายและการเล่าเร่อื ง ควรดาเนินการเปน็ การเปน็ ข้ันตอนดังต่อไปน้ี 1.1 เลือกหัวขอ้ เรอ่ื งให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของเรา ท่ีจะสามารถให้ฟังเข้าใจได้ง่ายๆ 1.2 ตอ้ งศึกษาเรอื่ งนน้ั ๆ ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและกว้างขวางไว้อย่างมากมายพอสมควร ถ้าผู้ฟังชกั ถามจะได้ ตอบไดอ้ ย่างถูกต้อง 2. การเลอื กหัวขอ้ เรื่องทจ่ี ะบรรยายหรอื เลา่ ควรยดึ หลกั ดังต่อไปน้ี
2.2 มีความเหมาะสมกบั ระดบั ผูฟ้ งั 2.2 เปน็ เรื่องที่น่าสนใจและทันต่อเหตกุ ารณ์ 2.3 เป็นเรือ่ งที่เสริมสรา้ งสตปิ ัญญาของผฟู้ งั 2.4 เป็นเรือ่ งทีม่ คี ุณค่าทางศีลธรรม 2.5 ไม่ยาวเกินไปหรอื ส้ันจนเกนิ ไป 2.6 ใหค้ วามสนกุ สนานแกผ่ ูฟ้ ังพอสมควร 3. เม่ือจะบรรยายหรอื เลา่ เรื่องใด ควรลาดบั เน้อื หาของเรื่องดังน้ี 3.1 คานา เป็นเร่ืองการกล่าวนาเข้าสู่เรอ่ื ง โดยกล่าวถึงตอนต้นๆ เพยี งยอ่ ๆ 3.2 เน้ือเร่ือง ถ้ายาวมากควรแบ่งออกเป็นตอนๆ ตามลาดับความสาคัญ ซ่ึงแต่ละตอนจะต้องแทรก รายละเอียด ขอ้ มลู และเหตุผลตามสมควร 3.3 สรุป เน้นถึงส่วนสาคัญของเร่อื งท่ีกลา่ วมาแล้ว พร้อมทัง้ ฝากขอ้ คิดเห็นท่สี าคัญลงไปด้วย เพ่ือทจี่ ะโน้ม น้าวจิตใจของผ้ฟู ังให้คล้อยตาม ตวั อย่างการบรรยาย (การพูดเพือ่ ประโยชนใ์ นงานอาชีพ หน้า 75) การสาธติ สนิ ค้า ความหมายของการสาธิต การสาธิตสินค้า หมายถึง “การแสดงหรือทดลองใช้สินค้าความหวังหรือลูกค้าเกิด ความสนใจ เกิด ภาพพจน์ สรา้ งความปรารถนกไปสู่ความเชื่อม่นั และตดั สินใจช้ือในท่ีสุด การสาธติ ที่ดคี วรเปิดโอกาสให้ลกู ค้า ได้มสี ่วนรว่ มในการทดลองสินค้า”
1. จดุ ประสงคข์ องการสาธติ สินค้า 1.1 เพ่ือให้ความรแู้ ก่ลูกค้า งานขายไม่ได้หมายความวา่ การเข้าพบลูกค้า จะต้องเสนอขายสินค้าทุกครั้ง แต่งานขายน้ันเป็นการให้ความรู้แก่ลูกค้า ลูกค้าไม่จาเป็นต้องตัดสินใจซ้ือ งานขายยังเป็นงานที่ทาหน้าท่ี กระจายข่าวสารการขาย สร้างภาพพจน์ที่ดี ตลอดจนป้องกันแก้ไขความเข้าใจผิดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต การให้ความรู้แก่ลูกค้า ท่ีทาใหเ้ กิดความชัดเจน นอกเหนือจากคาอภิบายกค็ ือการสาธิตสินค้าลูกคา้ ไดเ้ ห็น ได้ สมั ผสั ไดท้ ดลอง ดังสภุ าษติ ทีก่ ล่าวว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สบิ ตาเหน็ ไม่เทา่ มอื คลา” 1.2 เพอ่ื กระตุ้นให้ลูกค้าเกิดลาดับขั้นในกาตัดสนิ ใจซือ้ จากทฤษฏลี าดบั ในการตัดสนิ ใจซื้อกลา่ ววา่ การ ตัดสินใจซ้ือของลูกค้าทุกรายจะมีลาดับขั้นในการตัดสิน ใจพนักงานขายสามารถกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความ สะดุดตาสะดดุ ใจ ความสนใจ ความต้องการ ความเช่อื ถือ ตดั สินใจกระทา และเกิดประทับใจไดด้ ้วยการสาธิต สินคา้ ทีม่ ีประสทิ ธภิ าพ 1.3 เพ่ือให้ลูกค้าเกิดความม่ันใจ การสาธิตที่ดีมีส่วนช่วยให้ลายขายประสบความสาเร็จ ตัวจักรสาคัญก็ คือ พนักงานขายจะต้องเตรียมแผนการเตรียมพร้อมอย่างสมบูรณ์มีความม่ันใจ สิ่งเหล่านี้จะถูกถา่ ยทอดไปสู่ ความนกึ คดิ ของลกู ค้าทาใหล้ ูกคา้ มีความเชือ่ มน่ั ตามไปดว้ ย 1.4 เพ่ือให้ลูกค้ามีข้อโต้แย้งอย่างมีเหตุผล งานขายเป็นงานท่ีให้ความรู้แก่ลูกค้า ลูกค้าได้รับความรู้ เก่ียวกับสินค้าท่ีถูกต้อง ข้อโต้แย้งของลูกค้าเป็นข้อโต้แย้งท่ีมีเหตุผล ทาให้พนักงานขายปฏิบัติงานโดย ปราศจากข้อโตแ้ ยง้ ที่ไม่จรงิ จัง 1.5 เพื่อค้นหาความต้องการและปัญหาของลูกค้า การสาธิตที่ดีเท่ากับเป็นการค้นหาความต้องการ คน้ หาปัญหาของลกู ค้า ทาให้พนกั งานขายสามารถชว่ ยแก้ปัญหาให้กับลูกค้า ดังน้นั งานขายก็คอื การแก้ปัญหา ให้กับลูกค้า 1.6 เพ่ือให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการสาธิตสินค้า การท่ีลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการสนทนามีส่วนร่วมในการ สาธติ ทาให้เกิดความต้องการเพิ่มมากข้นึ ลูกค้ามงุ่ ใหค้ วามสนใจสง่ิ นี้ส่ิงเดยี ว การตัดสินใจซ้อื เรว็ ขึ้น อาจกล่าว ได้ว่างานสาธิตสนิ ค้าเปน็ หัวใจของงานขาย 2. การดาเนินการตามข้ันตอนการสาธติ 2.1 นดั หมายลกู คา้ คาดหวงั หรอื ลกู คา้ โดยโทรศัพท์ไปยืนยนั ในการเข้าพบเพอื่ สาธติ ตามวัน เวลา 2.2 เตรียมผลิตภัณฑ์ จัดเตรียมสินค้าที่จะไปสาธิต ทาใบรายการขออนุญาตยืมสินค้าไป สาธิตล่วงหน้า ทดสอบสนิ ค้าให้อย่ใู นสภาพพร้อม
2.3 เตรยี มอปุ กรณ์ที่ช่วยในการสาธติ เชน่ อปุ กรณ์ทเี่ ป็นสว่ นประกอบของการสาธติ 2.4 เตรียมเอกสาร เช่น แคตตาล็อก แผน่ พับ ใจจอง ใบสมัคร นามบตั ร ห้ามแจกกอ่ นสาธติ เพราะลูกค้า จะมงุ่ สนใจเอกสารและไมใ่ หค้ วามสนใจการสาธติ ของพนักงาขาย 2.5 เตรยี มคาพูดขาย จะเรม่ิ ตน้ อยา่ งไร อธิบายอย่างไร จะจบอยา่ งไร 2.6 จัดพนกั งานขายผชู้ ว่ ยไปชว่ ยงานสาธิตดว้ ย 2.7 เตรียมใบส่ังซื้อ และเอกสารการขาย 3. หลกั ความสาคญั ของการสาธติ องค์ประกอบทส่ี าคญั ของการสาธิตสินค้า แบง่ เปน็ 4 ประการไดแ้ ก่ 3.1 การสรา้ งความชดั เจน (Clarity) 3.2 การสร้างความสมบูรณ์ (Completeness) 3.3 การสรา้ งความเช่อื ถือ (Confidence) 3.4 การขจดั การแข่งขัน (Eliminate the Competition) 3.1 การสร้างความชัดเจน การสาธิตท่ีทาให้เกดิ ความชัดเจน ประกอบดว้ ย 3.1.1 การแสดงประกอบ (Showmanship) พนักงานขายท่ีดจี ะต้องเป็นนักแสดงท่ีดดี ้วย อุปกรณ์ ที่ ช่วยให้การแสดงประกอบคือ การแสดงด้วยการทดสอบ (Test – Tube) และอุปกรณ์ที่ช่วยในการขาย (Selling) ช่วยให้การสาธติ มคี วามตอ้ งการยิ่งขน้ึ 3.1.2 การพูดอย่างมีประสิทธิภาพ พนักงานขายที่ดีต้องใช้ภาษาอย่างถูกต้อง ชัดเจนได้ใจความมี ลกั ษณะทา่ ทางประกอบ โดยอาจใช้คาพดู เปรยี บเทยี บ อปุ มาอุปมัยขยายความดงั ต่อไปนี้
3.1.2.1 การพูดเปรียบเทียบส่ิงท่ีเหมือนกัน (Analogy) โดยการพูดเปรียบเทียบสิ่งอ่ืน ที่มี ลักษณะคลา้ ยกัน เหมือนกนั กับสิ่งหนึ่ง เช่น สมัยก่อนเราใช้บรกิ ารของรถประจาประจาทาง แต่ปจั จบุ ันเราใช้ รถไฟลอยฟ้า 3.1.2.2 การพูดเปรียบเทียบสิ่งท่ีรู้กับส่ิงที่ไม่รู้ (Simile) เป็นการพูดแบบอุปมาอุปมัย เพ่ือให้ ลูกค้าเขา้ ใจ เหน็ ภาพพจนร์ ะหว่างท่ีมกี ารสาธิต เชน่ บา้ นหลงั นี้สวยเหมอื นกบั ในเทพนยิ าย 3.1.2.3 การพูดแบบขยายความ (Metaphor) เป็นการพูดโดยการยกสิ่งหนึ่งส่ิงใดขึ้นมาแทน หรือใหค้ วามหมายอกี สว่ นหนึง่ เช่น เครอ่ื งคอมพิวเตอรก์ ็คือ สมองของมนุษย์ 3.2 การสรา้ งความสมบรู ณ์ การสาธิตสนิ คา้ ท่ที าให้เกดิ ความสมบรู ณ์ ประกอบดว้ ย 3.2.1 การใช้คาพูดขายแบบมาตรฐาน (Standaridized Sales Talk) บริษัทจะเป็นผู้ออกแบบคาพูด ขายแบบมาตรฐานไว้สาหรบั พกั งานขายท่ีเริ่มสู่อาชีพขาย ยังไมม่ ีประสบการณ์ เม่ือทาการสาธติ สินคา้ สามารถ นาเสนอไดเ้ ป็นอย่างดี 3.2.2 การเปรียบเทียบกับผลผลิตภัณฑ์ท่ีมีลักษณะสมบูรณ์ หมายความว่าพนักงานขายจะ เปรยี บเทยี บสนิ ค้าของเรามีความครบถว้ น มีความสมบูรณ์ ทุกประการ จะชว่ ยเสรมิ ให้การสาธิตสนิ คา้ มีความ สมบรู ณม์ ากยง่ิ ข้ึน เชน่ โครงการบา้ นและสานักงาน ได้รบั การรบั รองจากสมาคมบ้านและทดี่ ินวา่ เป็นโครงการ ที่สมบูรณ์แบบท่ีสุด มีส่ิงอานวยความสะดวกอย่างครบถ้วน ระบบส่ิงแวดล้อม ความปลอดภัย ถนน สถานท่ี พักผอ่ น สถานท่อี อกกาลงั กาย สระว่ายนา้ ร้านค้า 3.3 การสร้างความเชื่อถอื การสร้างความเชือ่ ถือโดยการพิสูจน์ เอกสาร การรับรองจากหนว่ ยราชการ สมาคม บุคคลทมี่ ีช่ือเสียง จดหมายชมเชยจากผู้ใช้สินค้า การรับประกัน อย่ากล่าวโจมตีนายจ้าง เชิญเยี่ยมชมโรงงาน และให้ลูกค้าได้มี สว่ นรว่ มในการทดลอง จะช่วยเสริมสรา้ งบรรยากาศแหง่ การสาธิตได้รับความสนใจมากข้ึน นาไปสคู่ วามมั่นใจ ในตัวผลิตภณั ฑ์บริษทั 3.4 การขจัดคู่แข่งขนั โดยหลกั จริญธรรมแห่งอาชีพ พนักงานขายควรปฏบิ ัติต่อคู่แขง่ ขัน ดงั น้ี
3.4.1 ในขณะที่ทาการสาธิต ควรยึดหลักที่ว่า เสนอจุดดีเด่นเฉพาะผลิตภัณฑ์ของบริษัทเท่าน้ันไม่นา สินคา้ ชนดิ อ่ืนมาเปรียบเทยี บ 3.4.2 เรียนรู้รายละเอียด จุดเด่ จุดด้อยกลยุทธ์คู่แข่งขัน แล้วนามาปรับปรุงวิธีการสาธิตให้มี ประสิทธภิ าพเหนือคแู่ ข่งขัน เชน่ ใชอ้ ุปกรณ์เข้าชว่ ยในการสาธติ 3.4.3 กล่าวถึงคู่แข่งขันบ้าง ถ้าหากว่าลูกค้าต้องการให้เปรียบเทียบ แต่ต้องกระทาอย่างระมัดระวัง อย่ากลา่ วโจมตีคูแ่ ข่งขนั จะทาให้การสาธติ มผี ลไปทางลบ 3.4.4 การทดสอบสนิ คา้ โดยการแสดงสรรพคณุ ประสิทธิภาพของสินคา้ ใหล้ กู ค้าดู ตัวอยา่ งวิธกี ารสาธติ สินคา้ (หนา้ 79) 4. ขอ้ แนะนาในการสาธติ สินคา้ 4.1 แสดงการสาธิตให้กับลกู ค้าเสมอไม่วา่ จะขายสินค้าประเภทใด การสาธติ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกระบวนการทจี่ ะทาให้เกิดการรับรู้ดที ี่สุด ลูกค้ารู้จักสนิ คา้ มากขึ้น การตดั สินใจซอื้ มโี อกาสสงู ควรตอบคาถามทุกอย่างที่ลกู คา้ สงสัย อย่าท้ิงความสงสยั ไวใ้ นความรู้สึกของลกู คา้ 4.2 แสดงวธิ ีการใชส้ นิ คา้ ลูกค้าส่วนมากมักจะค้นหาวิธีการใช้สินค้าด้วยตนเอง ให้ความสนใจกับการแนะนาวิธีการใช้สินค้าท่ี ถูกต้องน้อยมาก ถ้าเป็นสินค้าที่มีความละเอียดอ่อนแล้วโดยการที่ทาให้สินค้าเสียหายย่อมมีมาก เม่ือสินค้า ชารุด ดว้ ยการใช้ทผี่ ิดวิธี ลูกคา้ จะดว่ นสรปุ และโทษวา่ คณุ ภาพสนิ ค้าไม่ดีมากกวา่ ความผิดพลาดของตวั เอง 4.3 แสดงการสาธติ ใหเ้ ปน็ ท่ปี ระทบั ใจของลูกคา้ การแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของสินค้า จะเป็นภาพท่ีทาให้เกิดความประทับใจความเชื่อม่ันเกินความ คาดหมาย ลกู ค้าจะปราศจากการลังเลใจ และจะตดั สนิ ใจซื้อทันที่ เช่น พนักงานขายสาธิตแสดงดว้ ยถ้วยกาแฟ หล่นจากที่สงู ไม่แตก และให้ลูกคา้ ทดลองดบู ้างพนักงานขายยางรถยนต์เสริมใยเหล็ก ทดสอบความแข็งแกร่ง ของยางให้ลูกค้าตอกตะปูไปท่ียาง พนักงานขายน้ายาดับเพลิงแสดงการสาธิตจุดไฟบนวัสดุ แล้วใช้น้ายา ดับเพลิงฉดี ลงบนกองเพลงิ ให้เวลาเพยี ง 1 นาทไี ฟก็ดบั หมด 4.4 การให้ลกู ค้าเข้ามามสี ว่ นร่วมในการสาธิต
จากตัวอย่างในข้อที่ 4.3 การดึงลูกค้ามามีส่วนร่วมในการสาธิตเท่ากับเป็นการเพ่ิมอุณหภูมิความ ต้องการ ความอยากได้ มากยงิ่ ข้ึน 4.5 ไมค่ วรแจกแคตตาลอ็ ก แผน่ พับ คูม่ ือสินค้า ในช่วงของการสาธิตสินค้าไม่ควรแจกเอกสารเหล่านี้ จะเป็นเหตุดึงความสนใจของลูกค้าไปจนหมด มกั จะคดิ วา่ ไปอ่านเอาเองก็ได้งานการสาธิตของพนักงานดจู ะไรค้ ุณค่า 4.6 การสาธติ สนิ ค้าจะต้องใช้เวลาที่เหมาะสม การใช้เวลานานในการสาธิตไม่สามารถเหน่ียวรง้ั ความสนใจ กระบวนกานรับรู้ของสินค้าได้สูญเสียไป ทาใหเ้ กดิ ความเบอ่ื หนา่ ย จงสาธติ อยา่ งรวดเรว็ รดั เน้นเหน็ จดุ ดีเด่นของสนิ ค้า 4.7 ใชบ้ คุ ลกิ พนักงานขายใหเ้ ป็นประโยชน์ตอ่ การสาธิต ร้รู ่างหน้าตา การแต่งกาย ลักษณะท่าทาง น้าเสียง การพูด ส่ิงเหล่านี้เป็นจุดขายเป็นทรัพยากรของ พนักงานขายทั้งส้ิน ควรใช้ประโยชน์ การเสียงดับชัดเจน สุภาพ สบสายตาลูกค้าก่อให้เกิดความประทับใจ ลูกค้า เสริมสรา้ งดว้ ยการถา่ ยทอดความเชื่อถอื ในการส่งั ทกี่ าลงั สาธติ 4.8 สรุปผลการสาธติ พนักงานขายจะต้องตั้งจดุ ประสงคก์ ่อนเร่ิมการสาธิตว่า จะบอกอะไรกับลูกค้าเพราะจุดประสงค์ของ งานสาธิต คือการพิสูจน์ให้ลูกค้าเหน็ จริงในทางปฏิบัตเิ สมือนกบั นักศึกษากาหนดจุดประสงค์ว่าจะไปโรงเรียน และไปถงึ โรงเรียนจริงๆ ไมใ่ ชไ่ ปศนู ยก์ ารคา้ 4.9 อยา่ บีบบงั คบั ให้ลกู ค้าตดั สนิ ใจซอ้ื การบีบบังคับจติ ใจของคน ทาให้เกิดความรู้สกึ อึดอดั ใจ เกิดพฤติกรรมตอ่ ต้าน พนักงานขายจะต้องมี จริยธรรมของการขายคือ ทาให้ความรู้ ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้า การตัดสินใจซ้ือเกิดจากความต้องการความ ปรารถนา ความภมู ิใจ ความประทับใจ ทจ่ี ะได้เปน็ เจ้าของสินคา้ 4.10 อย่าคาดหวังความสาเรจ็ ของการสาธิตมากเกินไป นักกีฬาทุกคนก็คาดหวังว่าการลงสนามแข่งขันทุกครั้งจะต้องชนะ พนักงานขายก็เช่นเดียวกัน แต่ ความจรงิ ยงั คงเปน็ ความจริงเสมอ คือ ความสาเร็จอยคู่ ู่กับความล้มเหลว เพียงแต่อยากจะบอกว่า จงใช้ความ
พยายามต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งล้มแล้วก็สามารถลุกขึ้นมาได้ งานทุกอย่างมีอุปสรรค มีปัญหา จงทาให้ปัญหา และอุปสรรคสร้างความแขง็ แกร่งให้กับตัวเอง การสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ หมายถงึ การพดู กนั เจรจากนั และแลกเปลยี่ นความคิดกนั ความจริงการสัมภาษณ์ก็คล้ายๆ การสนทนาน้ันเอง โดยทั่วๆ ไปมักจะเป็นเรื่องท่ีผู้น้อย ไปขอสัมภาษณ์ ผใู้ หญ่หรือบุคคลที่มีความสาคัญในเหตุการณ์นั้นๆ ผู้ที่สัมภาษณ์เรยี กว่า “ผู้สัมภาษณ์” และผู้ท่ีถูกสัมภาษณ์ เรียกว่า “ผู้ให้สัมภาษณ์” อย่างนักหนังสือพิมพ์ไปขอสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็ให้สัมภาษณ์ เป็นตน้ การสัมภาษณ์ มักจะเป็นไปในรูปท่ีผู้สัมภาษณ์จะต้ังประเด็นให้ผู้สัมภาษณ์ตอบหรือแสดงความคิดเห็น อาจเป็นทางการคือแบบมีพิธีรีตอง หรือแบบไม่เป็นทางการคือไม่มีพิธีรีตองอะไรก็ได้ เมื่อผู้สัมภาษณ์ไป สัมภาษณ์มาแลว้ กจ็ ะนามาถา่ ยทอดสู่สาธารณชน เช่น ลงเปน็ ขา่ ว 1. คุณสมบัติของผู้สัมภาษณ์ ผทู้ ่จี ะไปสมั ภาษณ์ผอู้ น่ื ควรมคี ุณสมบัติทีด่ ีดงั ตอ่ ไปน้ี 1.1 ตอ้ งมีความเข้าใจในจุดประสงค์ท่ีจะไปสัมภาษณ์อย่างชัดเจน ท้ังนี้ก็เพื่อจะได้เตรียมเค้าโครงและต้ัง คาถามได้อย่างรดั กุมตรงตามเปา้ หมายที่กาหนดไว้
1.2 ตอ้ งรจู้ ักสร้างบรรยากาศใหด้ ี ให้เป็นกันเอง ไม่ทาใหผ้ ู้ถูกสมั ภาษณ์ตอ้ งรู้สกึ อึดอัด 1.3 ต้องรู้จักสร้างมนษุ ยสมั พันธ์ทีด่ ี คือสามาระเขา้ ไดก้ บั คนทกุ คน 1.4 ต้องมีปฏิภาณไหวพริบดี สามารถตัดสินใจป้อนคาถามให้แก่ผู้ให้สัมภาษณ์ได้อย่างถูกจังหวะและ สามารถแกป้ ญั หาเฉพาะหน้าไดฉ้ บั ไว 1.5 ตอ้ งมบี คุ ลกิ ภาพดี พูดจากคล่องแคลง่ ฉะฉาน และมีกริ ยิ ามารยาทดี 1.6 ต้องมีความรสู้ ึกวา่ ตนเป็นเสมือนตัวแทนของคนอน่ื ๆ ที่จะถ่ายทอดความคิดเห็นของผูใ้ หส้ ัมภาษณ์ไป ใหค้ นอื่นๆ ทราบ 2. การเตรียมการสัมภาษณ์ 2.1 ผู้สัมภาษณ์ควรจะได้ติดต่อกับผู้ให้สัมภาษณ์ไว้ล่วงหน้า และกาหนดวันเวลาให้แน่นอน ผู้สัมภาษณ์ ควรไปใหต้ รงเวลา 2.2 ควรศึกษาเร่ืองที่จะไปสัมภาษณ์ให้ดี เตรียมเค้าโครงเร่ืองที่จะสัมภาษณ์กาหนดหัวข้อและคาถามให้ ตรงตามจดุ มุ่งหมาย และต้ังคาถามใหต้ อ่ เนื่องเรยี งลาดบั ใหถ้ ูกต้อง 2.3 หวั ขอ้ ทจ่ี ะสัมภาษณค์ วรจะให้มจี ดุ เดน่ หรือเงอื่ นปมท่ีน่าสนใจ 2.4 ศึกษาเกี่ยวกับตัวผู้ให้สัมภาษณ์ ให้ทราบว่าผู้ให้สัมภาษณ์ถนัดทางไหน ควรจะต้ังปัญหาและป้อน คาถามอย่างไร จึงจะทาให้ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่รูส้ ึกอึดอัด และให้สัมภาษณ์ด้วยความสบายใจ อย่าตั้งปัญหาท่ีจะ ทาให้ผใู้ หส้ มั ภาษณ์ต้องร้สู กึ อดึ อดั ท่จี ะตอบ 3. ในการตั้งปัญหาถามผใู้ ห้สมั ภาษณ์ ควรปฏิบตั ดิ ังน้ี 3.1 ควรเร่ิมสัมภาษณ์ด้วยการตั้งปัญหาที่ดาเนินไปตามข้ันตอน ไม่ต้องรีบเร่งถามปัญหาเข้าหาจุดท่ี ต้องการเลยทีเดียว ซง่ึ จะทาใหผ้ ใู้ หส้ มั ภาษณร์ ู้สกึ วา่ ถกู โจมตอี ย่างสายฟา้ แลบ 3.2 ควรต้งั ปญั หาสนั้ ๆ ใหร้ ัดกุม และชดั เจน มเี ปา้ หมายไมใ่ ชถ่ ามอยา่ งไรค้ วามหมาย 3.3 ควรต้ังปญั หาให้ตดิ ต่อสัมภาษณ์กนั ตามลาดับ ไม่ใช่ถามปัญหากระโดดไปกระโดดมา ซึ่งจะทาให้ผู้ให้ สัมภาษณต์ ้องสับสน 3.4 ถ้าในการสัมภาษณ์ มีผู้ร่วมสัมภาษณ์หรือผู้ร่วมฟังอยู่หลายคน ผู้สัมภาษณ์ควรคานึงถึงเรื่องที่ผู้อ่ืน สนใจฟงั ใหม้ าก
3.5 ผูส้ ัมภาษณ์อยา่ แสดงตัววา่ ตนพูดเก่งกว่าผู้ให้สมั ภาษณ์ เพราะผู้ฟังย่อมอยากฟังความคิดเห็นของผู้ให้ สัมภาษณ์มากกว่าที่จะฟังผสู้ ัมภาษณ์พดู 3.6 ถ้าในการสัมภาษณ์น้ัน จาเป็นต้องมีอุปกรณ์ประกอบสัมภาษณ์ เช่น ไมโครโฟน เครื่องบันทึกเสียง กระดาษ ดินสอ ก็ควรเตรียมไว้ให้พรอ้ ม และทอสอบดูให้แนใ่ จเสยี ก่อนว่า อุปกรณ์เหล่าน้ีจะใช้ไดท้ ันทโี ดยไม่ เกิดขลุกขลักในระหวา่ งที่สมั ภาษณ์ 3.7 ผู้ให้สมั ภาษณไ์ ม่ควรใชว้ ิธีจดจาคาใหส้ ัมภาษณม์ าเขยี นเอาเองภายหลัง อย่างน้อยก็ควรบันทกึ ย่อๆ ไว้ 3.8 ในกรณีท่ีมีการบนั ทึกไว้โดยละเอยี ด จะโดยการจดชวเลขหรอื บันทึกลงแถบบันทึกเสยี งก็ตาม ควรจะ บอกรายละเอียด คือ ช่ือ นามสกุล สถานท่ีอยู่หรือท่ีติดต่อของผู้ให้สัมภาษณ์ตลอดจนวัน เดือน ปี เวลา และ สถานที่ทใี่ ห้สมั ภาษณ์ แล้วบันทึกปัญหาคาตอบ ทศั นคติ ข้อเสนอแนะของผู้ให้สัมภาษณ์อย่างละเอียด รวมท้ัง ขอ้ คดิ เหน็ ขอ้ เสนอแนะ และขอ้ สรุปของผูส้ ัมภาษณ์ 3.9 นาเน้อื หาทบี่ นั ทกึ ไวห้ มดมาเรยี บเรียงเป็นรายงานสัมภาษณท์ ี่สมบูรณ์ 4. มารยาทของผ้สู มั ภาษณ์ มารยาทถือเป็นเรื่องท่ีสาคัญมาก เพราะจะทาให้บรรยากาศให้การสัมภาษณ์แจ่มใสและเป็นท่ีประทับใจ ผใู้ ห้สมั ภาษณ์ ดงั นน้ั ผสู้ มั ภาษณค์ วรมีมารยาทที่ดีดังน้ี 4.1 ตอ้ นรบั ผู้ใหส้ ัมภาษณด์ ว้ ยใบหนา้ ยิม้ แย้มแจม่ ใส และความเปน็ มิตรดว้ ยอธั ยาศยั ไม่ตรีอันดี 4.2 สนใจและเอาใจใส่ต่อผู้ให้สัมภาษณ์ตลอดเวลา อันจะเป็นเหตุทาให้ผู้สัมภาษณ์ เห็นว่าตนเป็นคน สาคัญ 4.3 ผู้สมั ภาษณจ์ ะต้องไปนกั ฟังที่ดี มคี วามละเอียดถ่ีถว้ นในการรวบรวมข้อความในการสนทนา 4.4 พยายามป้อนปญั หาให้ผู้ให้สมั ภาษณ์ตอบเรว็ ๆ ต้องทาตวั เปน็ เสมือนทายหรือตัวแทนของผู้ฟัง 4.5 ตอ้ งใชภ้ าษาที่สภุ าพ ไม่แสดงกิรยิ าวาจาข่มข่ผู ้ใู ห้สมั ภาษณ์ ต้องยกย่องและให้เกยี รติผู้ให้สมั ภาษณ์ 4.6 พยายามให้ผู้ใหส้ มั ภาษณต์ อบจากในจริง ไม่ใช่ถามปัญหาเปน็ เชิงแนะคาตอบใหผ้ ใู้ ห้สมั ภาษณ์ 4.7 พยายามตั้งคาถามให้ชัดเจน ถา้ คาตอบยงั ไมแ่ จ่มกระจา่ ง กต็ ้องพยายามหาวธิ ีต้งั คาถามใหม่ท่ีจะทาให้ ผูใ้ หส้ ัมภาษณ์ตอบได้แจม่ แจ้งยิ่งขึน้ 4.8 ถา้ บรรยากาศในการสัมภาษณ์เคร่งเครียดเกินไป ก็ต้องหาวธิ ีจะผอ่ นคลายความตึงเครียดลงให้ได้ แต่ อย่าให้ออกนอกเร่อื ง เช่น โดยหาวิธีทจี่ าใหผ้ ้สู ัมภาษณ์เกิดอารมณ์สนุกและมอี ารมณ์ดีขนึ้
4.9 แม้ผู้ให้สัมภาษณ์จะตอบไม่ตรงเป้าหมาย หรือไม่ถูกใจผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ควรแสดงอาการเบ่ือหน่าย หรอื ไมพ่ อใจออกมาให้ปรากฏ 4.10 ถา้ ผูใ้ ห้สมั ภาษณม์ หี ลายาคนด้วยกนั กค็ วรสมั ภาษณผ์ ู้ท่ีมีอาวโุ สหรือตาแหนง่ สูงกอ่ น 4.11 เมอ่ื จบรายการสมั ภาษณ์แลว้ ผู้สัมภาษณ์ไม่ควรลืมกลา่ วคาขอบคณุ ผใู้ หส้ มั ภาษณเ์ ป็นอันขาด ตวั อยา่ งการสมั ภาษณ์ (หนา้ 84) พิธีกร พิธีกร เป็นบุคคลสาคัญในการชักนาให้การพูดแต่ละคร้ังไปสู่จุดมุ่งหมายท่ีวางไว้ บางครั้งพิธีกรต้ังอยู่ใน ฐานะเป็นประธาน ในที่ประชุม ผู้ทาหน้าท่เี ป็นพิธีกรจะตอ้ งมคี วามรอบรรู้ อบคอบละเอียดลออจะต้องพรอ้ มไป ด้วยคุณสมบัติ และรู้หนา้ ทีด่ ังตอ่ ไปน้ี 1. คณุ สมบัตขิ องพิธกี ร 1.1 ต้องได้รับการฝกึ พูดมาแลว้ พอสมควร 1.2 มีความรอบรรู้ ะเบยี บวิธีการพดู ในที่ชุมนุมชน 1.3 เป็นท่เี ช่อื ถือของบคุ คลท่วั ไป 1.4 เป็นผยู้ อมรับฟงั ความคิดเหน็ ของบคุ คลอน่ื 1.5 ไม่มีอคติ 1.6 มีมารยาท มีความออ่ นนอ้ ม ไมล่ อุ านาจต่อโทสะ 1.7 มีความอดทน รูจ้ กั อดกลน้ั ต่อความรู้สกึ ต่างๆ 1.8 มปี ฎิภาณดี สามารถแกไ้ ขปัญหาตา่ งๆ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง และรวดเร็ว 2. หนา้ ท่ขี องพธิ กี ร พิธกี รมหี น้าทีค่ ล้ายคลงึ กับโฆษณา ตา่ งกันทว่ี ่า หน้าที่พิธกี รนั้นใชง้ านทเ่ี ปน็ พธิ ีกรท่ีมีผรู้ บั เชญิ ให้มาพูด มากกวา่ 1 คนขนึ้ ไป โอกาสเชน่ น้ี พิธีกรมหี น้าที่สารวจวา่ ผ้พู ูดกี่คนและต้องกล่าวแนะนาบคุ คลเหล่าน้เี กี่ยวกับ หน้าท่กี ารงาน ความสามารถและเรื่องที่จะพดู การทพ่ี ิธีกรจะแนะนาผู้พดู ตามลาดับก่อนหลัง ตามวยั วุฒิ หรือ
ตามลาดับหัวข้อเรื่องน้ัน จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับผู้พูดแต่ละคน โดยสรุปแล้ว พิธีกรมีหน้าท่ีสาคัญ ดังตอ่ ไปนี้ 2.1 วางแผนการพดู แตล่ ะครั้ง 2.2 แนะนากลุ่ม 2.3 เชิญผพู้ ูดแต่ละทา่ นใหข้ ้นึ มาพูดตามลาดบั 2.4 จดั ระเบียบวาระของการพูดแต่ละครัง้ ใหเ้ หมาะสมตามควรแก่โอกาส 3. การพดู ของพธิ ีกร 3.1 เปดิ โรงดว้ ยการทกั ทายผฟู้ งั เพื่อชแ้ี จงจุดมุง่ หมายของการพูด 3.2 พดู เนน้ ถึงผู้ท่ไี ดร้ บั เชญิ ให้มากท่ีสดุ 3.3 กลา่ วเชญิ ผพู้ ดู 3.4 ขอบคุณผู้พูดทกุ ครั้งหลังจากที่ได้พดู จบลงแลว้ 3.5 พยายามใช้คาพูดให้เช่ือมประโยงประสานกัน 3.6 ขณะเชิญผูพ้ ดู ควรยืนคอยคารวะผพู้ ดู เสียก่อนแล้วจงึ น่งั ลง 3.7 ไม่ควรพูดก้าวกา่ ยในหนา้ ท่ีของบุคคลอนื่ 3.8 ไมถ่ กเถยี งหรทอกล่าวคาขดั แย้งตอ่ สมาชกิ ขณะท่ีกาลังพดู 3.9 เม่อื พูดจบลง พิธกี รจะต้องสรุป และปดิ การประชุม โฆษก ความหมายของโฆษก โฆษก คือใคร? ตามพจนานุกรมแล้ว โฆษกคือ 1. ผู้ปา่ วรอ้ ง 2. ผู้เป็นปากเสยี งแทน 3. ผู้โฆษณา ซ่ึงจะได้ คาอธบิ ายที่กระจา่ งชัดเจนวา่ 1. ผู้ป่าวร้อง หมายถึงผู้ท่ีทาหน้าที่บอกให้รู้กันเช่น ถา้ เปน็ โฆษกของรัฐบาล ก็มีหน้าท่ีแถลงให้สอื่ มวลชน ทราบว่าทางรัฐบาลจะทาอะไรหรอื ได้ทาสิ่งใดไปบ้างแล้ว ถ้าเปน็ โฆษกของสถาบันองค์การ หรือบริษัทหา้ งร้าน
กม็ หี น้าทแ่ี จ้งให้สาธารณชน หรอื ลูกคา้ ทราบว่าทางหน่วยงานได้มีกิจกรรมหรือความก้าวหน้า หรอื สินค้าใหม่ อะไร อยา่ งไรบ้าง 2. ผเู้ ปน็ ปากเสยี งแทน หมายถึงผู้ท่ีมีหน้าท่ีแก้ข่าว (ตามพจนานุกรมคาว่า “ปากเสียง” หมายถึง “ทะเลาะ”) แทนสถาบัน องค์การ หรอื บรษิ ทั ห้าง รา้ น 3. ผู้โฆษณา หมายถึงผู้ท่ีทาหน้าที่เผยแพร่เร่ืองราว ข้อความ หรือข้อมูลต่างๆ ของหน่วยงานใด หน่วยงานหนึง่ ไปใหป้ ระชาชน หรือกลุม่ ชนใดกลุ่มหน่ึงทราบ ดังน้ันพอสรุปได้ว่า ผู้ที่เป็นโฆษกน้ันเป็นเสมือนหน่ึงผู้แทนของหน่วยงาน การแถลง การแก้และการ เผยแพร่ข่าวสารจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ก็ข้ึนอยูก่ ับโฆษกทั้งส้ิน ผู้ที่เป็นโฆษกจึงเปน็ ผ้ทู ่ีทาหน้าที่สาคัญหน้าที่หน่ึง ท่จี ะตอ้ งมคี ุณสมบัติ และความสามารถประกอบกนั เข้าหลายๆ ประการ ประเภทของโฆษก ไมม่ ีหลักเกณฑ์แน่นอนบ่งไว้ว่าโฆษกมีกปี่ ระเภท แต่พอแยกประเภทโฆษกท่ีเหมาะกับสงั คมไทยได้ 4 ประเภทคือ โฆษกประเภทแก้ข่าว แถลงข่าว โฆษกประเภทพิธีกร โฆษกประเภทประกาศ โฆษกประเภท โฆษณา 1. โฆษกประเภทแถลงข่าว – แก้ข่าว (Spodeman) โฆษก ประเภทนี้มักจะเป็นโฆษกของรัฐบาล สถาบนั องคก์ ร และบรษิ ัท ห้าง ร้าน หนา้ ทส่ี ่วนใหญจ่ ะเปน็ การแถลงขา่ วสารของหน่วยงาน 2. โฆษกประเภทพิธีกร (Announer) โฆษกประเภทน้ีหมายถงึ โฆษกในงานมงคลสมรส งานวันเกิด งานวันครบรอบ ในการประชมุ หรอื สมั มนา งานพธิ ี ฯลฯ โดยปกติแล้วโฆษกจะเร่ิมพดู ต้ังแต่เปดิ งาน จนกระทั่ง ปิดงาน ดังนั้นโฆษกจึงควรรู้หมายกาหนดการว่า ข้ันตอนของงาน หรือของกิจกรรมน้ันๆ เป็นอย่างไร ควรที่ จะต้องเตรียมตวั ล่วงหน้าและรู้วา่ ข้ันตอนนั้นๆ จะพูดอย่างไร ตอนใดจะต้องเชิญผูใ้ ดขนึ้ พดู 3. โฆษกประเภทประกาศ ปกติแล้วโฆษกประเภทน้ี มักจะอยู่ในแผนกประชาสัมพันธ์ แผนก กองกลาง แผนกแนะนา โฆษกจะทาหน้าทป่ี ระกาศข้อความ หรือแนะนาให้ผู้ทีม่ าติดตอ่ หรือทาธุรกจิ ทยี่ ังใหม่ ตอ่ สถานท่ีน้ัน หรือยังไม่ทราบขั้นตอนของการติดตอ่ ให้ทราบวิธกี ารหรือสถานที่ที่จะต้องไปติดต่อ นอกจากนี้ แล้วยังรวมถึงการประกาศต่างๆ อีกด้วย
4. โฆษกประเภทโฆษณา โฆษกประเภทนี้ หมายถึง ผู้ท่ีประกาศแจ้งความสินค้าทางวิทยุ โทรทัศน์ ในทส่ี าธารณะ (เช่นในงานการกุศล ตลาด ในวัด ฯลฯ) จะเหน็ ได้ว่าโฆษกประเภทท่ี 4 นีจ้ ะมีท้งั โฆษกทีเ่ ป็นคน อ่าน (พูด) เฉพาะข้อความทจี่ ะโฆษณาเทา่ นัน้ (โดยมีผู้อื่นเขยี นข้อความที่พูดให)้ และโฆษกที่เปน็ คนเขียนและ พูด โฆษกท่ีดีนั้น จะต้องมลี กั ษณะดงั น้ี 1. มีความสงา่ ผ่าเผย 2. เสียงดัง ชัดเจน 3. ใบหนา้ ยม้ิ แยม้ แจ่มใส 4. มมี ารยาทในการใชถ้ อ้ ยคาดี 5. รูจ้ ักเลือกให้ถอ้ ยคา และเลอื กเรื่องที่จะนามาพดู ไดอ้ ย่างเหมาะสม 6. ไมใ่ ชถ้ ้อยคาจาเจและซา้ ซาก 7. นาเรอ่ื งท่จี ะพดู ให้น่าสนใจ 8. ให้เกียรตผิ ูร้ ับเชญิ และแนะนาเรื่องทีจ่ ะพดู ใหน้ ่าสนใจ ขอ้ ควรหลีกเลี่ยง บางครั้งความผิดพลาดเล็กๆ น้อย ก็กลับเป็นผิดพลาดใหญ่ จึงใคร่ขอแนะนาข้อผิดพลาดท่ีทาหน้าท่ี เป็นโฆษกควรหลกี เลย่ี งดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ควรหลกี เล่ียงการพูดจาตลก คึกคะนอง 2. ควรหลีกเลย่ี งการโตเ้ ถียงกบั ผู้ฟงั 3. หลีกเลย่ี งการพูดสองแง่สามงา่ ม 4. ถ้าไม่ใจการออกเสียงคาใดคาหน่ึงก็ควรหลกี เลี่ยงหรือสอบถามผู้รเู้ สยี กอ่ น
คนเราเปน็ หน่วยหน่งึ ของสงั คม จงึ มีความจาเปน็ จะต้องพลปะพูดคยุ และร่วมทากจิ กรรมในสังคม ใน บรรดากจิ กรรมต่างๆ นนั้ จาเปน็ ทจี่ ะตอ้ งใชก้ ารพูดเสมอ ท้ังนี้หมายถึงการพดู เพื่อมารยาทในสงั คม โอกาสที่ จะพูดในสงั คมน้ัน ได้แก่ การกล่าวแนะนาบุคคล การกลา่ วมอบ การกล่าวต้อนรับ การกลา่ วสดุดี การ กลา่ วคาอาลา การกล่าวให้โอวาทและการกลา่ วอวยพรเนอื่ งในโอกาสต่างๆ ซึ่งมีหลกั ควรจะต้องปฏิบตั ิตาม หลักเกณฑท์ ี่ วิจติ ร อาวะกลุ (2524 : 40 – 42) ไดใ้ ห้คาอธิบายไว้ ดงั ตอ่ ไปน้ี 1. กลา่ วสัน้ ๆ ( to say a few words) สัก 3-7 นาที 2. กลา่ วเน้นความสาคัญของเรื่องทีพ่ ดู เพยี งประเด็นเดียว 3. เลือกเฟ้นถ้อยคาให้เหมาะสมกับโอกาสทพี่ ูด 4. แทรกความขบขันไดบ้ าทโอกาส อรวรรณ ปิลันธนโ์ อวาท (2532 : 34 – 36) ไดบ้ รรยายในเรอื่ งการพดู ตอ่ ประชุมชนในจุลสารวาท นเิ ทศเกย่ี วกับการกล่าวเนอ่ื งในโอกาสต่าง ๆ เพ่ือมารยาทในสงั คมดงั นี้ 1. การกลา่ วแนะนาองคป์ าฐกหรือวิทยากรผูบ้ รรยายดงั น้ี 1.1 พดู สั้น ๆ เพียง 3 – 5 นาที 1.2. อยา่ พูดเกย่ี วกบั ตวั เองทม่ี ีตอ่ ผถู้ กู แนะนา 1.3 บอกให้ทราบประวัตขิ ององค์ปาฐก หนา้ ที่ ตาแหน่งการงาน ความรู้ความชานาญเกย่ี กบั เรือ่ งท่ีจะพูด ใหแ้ นใ่ จว่าออกเสยี งช่อื และนามสกุลขององค์ปาฐกได้ถกู ต้อง 1.4 เน้นความสาคญั ของเรอ่ื งท่พี ูด เว้นแตผ่ ู้ฟงั ตระหนักอยูแ่ ลว้ 1.5 ใชอ้ ารมณข์ ันไดถ้ ้าเหมาะแกโ่ อกาส 1.6 ในฐานะผู้แนะนา เราควรต้ังใจฟังส่ิงท่ีองคป์ าฐกพดู ดว้ ย เพ่ือจะไดก้ ลา่ วสรุปในตอนจบเรือ่ ง เราจะไดก้ ลา่ วโยงประเดน็ ในเรือ่ งทพ่ี ูดกบั ผู้ฟงั ไดใ้ นขณะทก่ี ล่าวขอบคณุ วิทยากร 2. การกลาวอวยพรในวันข้นึ ปใี หม่ 2.1 แสดงความยนิ ดีท่ีได้อวยพรในวนั ขนึ้ ปใี หม่ 2.2 กลา่ วถงึ การเร่ิมตน้ ชวี ิตใหม่ 2.3 ใหโ้ อวาท ขอ้ คดิ เตอื นใจ เชน่ การครองตนอยา่ งสมั มาชีพ 2.4 อวยพร 3. การกลา่ วอวยพรในงานข้นึ บา้ นใหม่ 3.1 กลา่ วถงึ ความสุขสบายของการมีบ้านเรอื นเป็นหลกั ฐาน 3.2 ชมเชยความสามารถในการร่างสร้างตน 3.3 พดู ถึงฆราวาสธรรม 3.4 อวยพร 4. การกล่าวอวยพรวันเกดิ 4.1 กล่าวแสดงความยินดีทไี่ ด้มาอวยพร 4.2 กล่าวถึงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งผพู้ ดู กบั เจ้าของวนั เกดิ สรรเสรญิ คณุ งามความดีของเจา้ ของวัน เกิด 4.3 กล่าวถงึ การเปน็ ที่พ่ึงของบุตรหลาน ญาตมิ ิตร
4.4 อวยพร 5. การตอบรับการกล่าวอวยพรวนั เกดิ 5.1 กลา่ วขอบคณุ ผูม้ าร่วมงานและอวยพร 5.2 อวยพรตอบ 6. การกล่าวอวยพรค่สู มรส 6.1 กล่าวถึงความสัมพนั ธ์ระหว่างผูพ้ ดู กับคู่บ่าวสาว 6.2 กล่าวถงึ ความสาคัญและความหมายของชีวติ สมรส 6.3 แสดงความยนิ ดีในความรักของคบู่ ่าวสาว 6.4 ใหโ้ อวาทหลักการดาเนนิ ชวี ติ ค่แู ละหลกั การครองเรือน 6.5 อวยพรตอบ 7. การกลา่ วคาปราศรยั เม่อื ไดร้ ับเลอื กให้ดารงตาแหน่งอันมเี กียรติ 7.1 ขอบคุณทไ่ี ด้รับความไวว้ างใจ 7.2 แถลงงานนโยบายหรือหลักการทั่วไปพร้อมแนวทางปฏิบัติ 7.3 ชมเชยการปฏิบัตงิ านของคณะกรรมการชุดเกา่ (ถ้ามี) 7.4 แจง้ เรอื่ งทีจ่ ะลงมอื ดาเนนิ การในขน้ั แรก 7.5 ใหค้ าม่ันวา่ จะทาหน้าที่เต็มความสามารถด้วยความซือ่ สัตยส์ ุจริต 7.6 ขอความร่วมมอื จากกรรมการและสมาชิกอน่ื 8. การกล่าวมอบรางวลั 8.1 ชมเชยความสามารถของผูไ้ ด้รับรางวัล 8.2 แสดงสิ่งที่เปน็ รางวัลใหผ้ ้ฟู งั เหน็ ทว่ั กัน อธิบายความหมายหรือลักษณะพิเศษของรางวัลนัน้ 8.3 มอบรางวลั พรอ้ มกนั กลา่ วแสดงความยินดี อาจสมั ผสั มอื ถ้าอยู่ในสถานการณ์ท่เี หมาะสม 8.4 การชักชวนผู้ฟังปรบมอื ใหเ้ กียรติ ท้ังนีใ้ ห้อยู่ในดุลยพินจิ ของผ้ฟู งั 9. การกล่าวรับมอบรางวลั หรอื ตาแหน่งใหม่ 9.1 ขอบคุณในเกียรติทีไ่ ด้รับ 9.2 ชมเชยผู้ร่วมงานและผู้สนับสนุนว่ามสี ่วนรว่ มในความสาเร็จ 9.3 แสดงความชื่นชมตอ่ รางวลั หรอื ตาแหนง่ ทไ่ี ด้รบั 9.4 ให้คามั่นวา่ จะรักษาเกยี รตหิ รอื ปฏิบัตหิ น้าท่ีอย่างเต็มความสามารถ 10. การกล่าวตอ้ นรับสมาชกิ ใหม่ 10.1 กล่าวแสดงความยนิ ดีกับสมาชกิ ใหม่ 10.2 ชีแ้ จงถงึ ประโยชนท์ ่ีสมาชกิ ไดร้ บั พรอ้ มกบั บอกหนา้ ที่และความรับผดิ ชอบของสมาชกิ 10.3 มอบส่ิงทเี่ ปน็ สญั ลกั ษณ์ของการเป็นสมาชิก 10.4 ขอความร่วมมือให้ช่วยกันสร้างองค์กรให้รุ่งเรอื งย่งิ ๆ ขึน้ ไป 11. การกลา่ วเปิดอาคารสถานท่ี 11.1 กลา่ วแสดงความยินดี 11.2 พดู ถึงประวัตคิ วามเป็นมาของหน่วยงานนั้นและกล่าวชมเชยความสาเร็จ 11.3 กลา่ วชมเชยผู้บรหิ ารและพนกั งาน 11.4 อวยพร 12. การกลา่ วอาลา
12.1 เหตทุ ่ีจากไป ความอาลัยอาวรณ์ท่ยี ังมตี ่อผู้อยหู่ รอื เพ่ือนร่วมงาน 12.2 พดู ถงึ ตาแหนง่ ใหม่ (อย่าแสดงความดใี จ) 12.3 ไม่อยากจากยังอาลัยความสขุ มิตรภาพ ความประทบั ใจ 12.4 หวงั จะกลับมาอกี ชวนเพ่ือนแวะเย่ยี ม 12.5 ขอบคุณผูร้ ว่ มงาน ผ้มู ีส่วนจดั งานเล้ียง 12.6 กลา่ วอาลา อวยพรสั้น ๆ ว่า “ขอลากอ่ น ขอใหท้ า่ น...” หมายเหตุ การกลา่ วอาลานส้ี ามารถสอดแทรกอารมณไ์ ด้มากกว่าชนดิ อื่น 13. การกล่าวใหโ้ อวาท ผู้กล่าวจะตอ้ งอยู่ในฐานะมีเกียรติสงู หรือมตี าแหน่งสงู หรอื มีวัยวุฒสิ ูง หรือมีคุณวฒุ สิ ูง โดยกล่าว ในเรื่องตอ่ ไปนี้ 13.1 กลา่ วถึงโอกาสทใี่ หโ้ อวาท 13.2 หน้าทีค่ วามรับผดิ ชอบของผู้รับโอวาท 13.3 แนะนาตกั เตือนให้ผู้รบั โอวาทประพฤตติ นดีงาม 13.4 อวยพร 14. การปฏิบตั หิ นา้ ท่ีเปน็ พิธกี รและโฆษก ในงานสงั คมทีม่ ผี ้ไู ดร้ ับเชญิ ใหพ้ ูด จาเป็นตอ้ งมีพธิ กี รหรือโฆษกเป็นผู้กลา่ วแนะนาและกล่าวเชิญผู้ ไดร้ ับเชิญใหพ้ ดู ผู้ทาหน้าที่เป็นผูก้ ล่าวแนะนาควรปฏบิ ัตดิ ังน้ี 14.1 ควรทาสหี นา้ ให้ยิม้ แย้มแจ่มใสอยูเ่ สมอ 14.2 วางตัวสง่าดมู บี ุคลกิ ดี 14.3 เลอื กสรรถ้อยคา เนอ้ื หาทจี่ ะพดู ใหถ้ กู ต้องและเหมาะสมกบั วาระและโอกาส 14.4 พูดให้สน้ั กะทดั รดั พอสังเขปและพดู ให้มีชีวติ ชวี า 14.5 พยายามหลีกเลีย่ งการใช้ถ้อยคาทีฟ่ ่มุ เฟอื ย 14.6 กล่าวแนะนาใหต้ รงกบั ความเป็นจรงิ อย่าใหผ้ ดิ พลาด 14.7 ออกเสยี งตวั อกั ษรควบกลา้ เปน็ ในถูกต้อง และกล่าวชอื่ ผูพ้ ดู ไม่ผิดพลาด 14.8 อย่าบรรยายความสนิทสนมส่วนตวั ท่ีมีตอ่ ผู้พดู 14.9 ระมดั ระวงั การใช้เวลาของการพดู 15. การกลา่ วต้อนรบั การกลา่ วต้อนรับมกั จะทาเป็นพธิ ีการ เพ่ือรว่ มจัดพธิ ตี อ้ นรับแขกสาคญั ผมู้ าเยี่ยมชมหน่วยงานทั้งนี้ เพื่อเป็นการให้เกียรติแกผ่ ู้มาเย่ียมชมใหเ้ กิดความรสู้ ึกอบอนุ่ และเป็นกันเอง ตวั อยา่ ง การกลา่ วแนะนาผบู้ รรยาย “ท่านผู้มีเกียติที่เคารพครับ (คะ) กระผม (ดิฉัน) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างย่ิงท่ีเป็นผู้แนะนา วิทยากร ที่จะบรรยายเร่ือง “เยาวชนกับการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม” ปัจจุบันท่านทางานอยู่ที่กรม อาชีวศึกษา ในตาแหนง่ ผ้อู านวยการกองวิทยาลัยเทคนิค ท่านสาเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลยั .......... และมีความสนในในเร่ืองการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมเป็นพิเศษ ฉะนั้น จึงเช่ือว่าท่านผู้ฟังจะได้รับความรู้ จากท่านเปน็ อนั มาก ท่านผ้นู ้นั คอื .......................ขอกราบเรยี นเชญิ ทา่ น ..................ครับ (คะ)
ตัวอยา่ งตอบการตอ้ นรบั ชาวนครเชียงใหม่รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ท่ีได้มีโอกาสต้อนรับ ............................................. ซึ่งเป็นบุคคลท่ีมีผลงานดีเด่นในการทานุบารุงนครของท่าน และท่านยังเคยให้คาแนะนา อันเป็น คุณประโยชน์แก่การปรับปรุงการบริหารด้านสาธารณประโยชน์แก่นครเชียงใหม่ ซ่ึงนับเป็นความ กรุณาของท่านอยา่ งย่งิ ชาวนครเชียงใหม่ ขอต้อนรับ ...................................หวังว่า ......... คงจะได้รับ ความสุขสบายจากบรรยากาศของเมืองเชียงใหม่ รวมท้ังความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ของชาว เชยี งใหม่ทกุ ประการ ตัวอย่างตอบการต้อนรับ ขา้ พเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างย่ิง ที่ได้มีโอกาสมาเยือนนครเชียงใหม่ ได้รับการต้อนรับที่เป่ียม ไปด้วยไมตรี และประเพณีท่อี ่อนช้อยน่ิมนวล ข้าพเจ้าเคยไดร้ ับคาบอกเล่ากอ่ เดินทางมายังนครแหง่ นี้ วา่ เชียงใหม่เป็นเมืองสวยงามแห่งหน่ึง ข้าพเจ้าเพ่ิงประจักษ์วา่ นอกจากจะสวยงามตามคาเล่าลือแล้ว ชาวเชียงใหม่ยังมีน้าใจอันดีงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความงดงามของบ้านเมือง การมาเยือนครั้งนี้ทาให้ ขา้ พเจ้ามีความประทับใจ และซาบซ้งึ ในไมตรขี องท่านเป็นอย่างดี ในท้ายท่ีสดุ ข้าพเจ้าขอขอบคุณชาว นครเชียงใหม่ ทใ่ี ห้การตอ้ นรับอย่างอบอนุ่ และใคร่ขอปวารณาตัวว่า หากทา่ นมีโอกาสผ่านไปทางนคร ลอนดอน ขอให้ขา้ พเจ้าได้รับเกียรติต้อนรบั ท่านบา้ ง เพ่อื เป็นการกระชับความสมั พนั ธ์อันดีงามทเ่ี รามี ต่อกันใหแ้ น่นแฟ้นตอ่ ไป
Search
Read the Text Version
- 1 - 18
Pages: