Comet ดาวหาง
ดาวหาง คอื วัตถุชนิดหน่งึ ในระบบสรุ ิยะทโี่ คจรรอบดวงอาทติ ย มีสว นที่ระเหดิ เปน แกส เม่ือเขา ใกลดวงอาทิตย ทําใหเ กดิ ชั้นฝนุ และแกส ทฝี่ า มวั ลอมรอบ และทอดเหยยี ดออกไปภายนอกจนดูเหมอื นหาง ซึ่งเปน ปรากฏการณจ ากการแผร ังสีของดวงอาทติ ยไปบนนิวเคลยี สของดาวหาง นิวเคลียสหรือใจกลาง ดาวหางเปน \"กอนหมิ ะสกปรก\" ประกอบดวยนํ้าแข็ง คารบอนไดออกไซด มีเทน แอมโมเนีย และมีฝุนกับ หินแขง็ ปะปนอยูด วยกัน มขี นาดเสน ผานศนู ยก ลางต้งั แตไ มกี่กโิ ลเมตรไปจนถงึ หลายสิบกิโลเมตร คาบการโคจรของดาวหางมคี วามยาวนานแตกตางกันไดห ลายแบบ ตงั้ แตค าบโคจรเพยี งไมก่ปี คาบ โคจร 50-100 ป จนถงึ หลายรอยหรือหลายพนั ป เชื่อวาดาวหางบางดวงเคยผานเขา มาในใจกลาง ระบบสรุ ยิ ะเพียงคร้งั เดยี ว แลว เหวีย่ งตวั เองออกไปสูอวกาศระหวางดาว ดาวหางที่มีคาบการโคจรสัน้ นัน้ เชื่อวา แตเ ดมิ เปนสวนหน่งึ อยใู นแถบไคเปอรทอ่ี ยูเลยวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป สวนดาวหางทม่ี ีคาบ การโคจรยาวอาจมาจากแหลง อื่น ๆ ท่ไี กลจากดวงอาทติ ยของเรามาก เชนในกลมุ เมฆออรตซง่ึ ประกอบดว ยเศษซากทหี่ ลงเหลืออยูจากการบีบอัดตัวของเนบวิ ลา ดาวหางเหลา นไี้ ดร ับแรงโนมถว งรบกวน จากดาวเคราะหร อบนอก (กรณีของวัตถุในแถบไคเปอร) จากดวงดาวอื่นใกลเคยี ง (กรณีของวัตถุในกลุม เมฆออรต ) หรอื จากการชนกัน ทําใหมนั เคลื่อนเขา มาใกลดวงอาทติ ย ดาวเคราะหน อ ยมกี าํ เนดิ จาก กระบวนการที่ตา งไปจากน้ี อยางไรกด็ ี ดาวหางท่มี อี ายุเกาแกม ากจนกระทั่งสว นทีส่ ามารถระเหดิ เปนแกส ไดส ญู สลายไปจนหมดกอ็ าจมีสภาพคลา ยคลงึ กับดาวเคราะหน อ ยกไ็ ด เชอื่ วาดาวเคราะหน อยใกลโ ลก หลายดวงเคยเปนดาวหางมากอ น
นับถงึ เดอื นพฤษภาคม ค.ศ. 2009 มีรายงานการคนพบดาวหางแลว 3,648 ดวง ในจาํ นวนนห้ี ลายรอยดวงเปน ดาวหางคาบส้นั การคนพบยัง คงมีอยางตอเนอื่ ง ซึ่งสว นที่คนพบแลว เปนแคเศษเส้ยี วเพยี งเลก็ นอ ย ของจาํ นวนดาวหางทั้งหมดเทานน้ั วัตถอุ วกาศทม่ี ีลกั ษณะคลา ยกบั ดาวหางในระบบสรุ ยิ ะรอบนอกอาจมีจาํ นวนมากกวา หนง่ึ ลานลา นชิ้น ดาวหางท่สี ามารถมองเหน็ ไดดวยตาเปลา มีปรากฏโดยเฉล่ียอยางนอยป ละหนงึ่ ดวง ในจํานวนนห้ี ลายดวงมองเหน็ ไดเ พียงจาง ๆ เทา นนั้ ดาวหางทส่ี วางมากจนสามารถสงั เกตเหน็ ดว ยตาเปลาไดโดยงา ย มกั เรยี กวา ดาวหางใหญ(great comet) นอกจากนย้ี ังมีดาวหางประเภท เฉยี ดดวงอาทิตย ซ่ึงมักจะแตกสลายเม่ือเขา ใกลด วงอาทติ ยมาก ๆ อันเปนผลจากแรงโนม ถวงมหาศาล เปนทีม่ าของฝนดาวตกตาง ๆ และ ดาวหางอกี จํานวนนบั พันดวงทีม่ ีวงโคจรไมเ สถียร
ประวตั ขิ องดาวหาง ชื่อและสัญลกั ษณ์ คาํ วา \"ดาวหาง\" มที มี่ าจากลักษณะปรากฏคลายหางสตั ว ชื่อภาษาองั กฤษ comet มี รากศพั ทจากภาษาละตินวา (กรกี : κομήτης cometes) ซึ่งมาจากคาํ ภาษากรกี komē มีความ หมายวา \"เสน ผมจากศรี ษะ\" อรสิ โตเติลเปน คนแรกที่ใชช อ่ื komētēs กับดาวหาง เพ่ือบรรยาย วา มันเปน \"ดาวทม่ี ีผม\" สัญลักษณทางดาราศาสตรสาํ หรบั ดาวหางคือ (☄) ซ่ึงเปนภาพวาด แผน กลมกับเสน หางยาว ๆ เหมอื นเสนผม ภาษาจนี ญีป่ ุน เกาหลี ฯลฯ เรียก \"ดาวไมกวาด\" (อกั ษรจีน: 彗星) เพราะรูปรางของมนั คลา ยไมกวาดบา น
วงโคจรและตน้ กาํ เนิด ดาวหางมีคาบการโคจรที่แตกตางกนั หลายแบบ นับต้งั แตค าบ โคจรเพยี งไมก ่ปี ไปจนถึงหลายรอ ยหรือหลายพันป ขณะท่ีดาวหาง บางดวงเชอ่ื วา ผา นเขา มาถึงระบบสรุ ิยะช้นั ในเพยี งคร้งั เดยี วเทาน้ัน กอนจะเหวีย่ งตัวเองออกไปสูหวงอวกาศระหวา งดาว เช่ือกนั วา ดาวหางคาบสนั้ มตี น กาํ เนิดมาจากแถบไคเปอรหรือแถบหนิ กระจาย ซ่งึ อยไู กลออกไปจากวงโคจรของดาวเนปจนู ดาวหางคาบยาวมา จากหว งอวกาศทไี่ กลกวา นัน้ เชน จากกลมุ เมฆนาํ้ แข็งซึ่ง ประกอบดว ยชิน้ สว นเศษซากทห่ี ลงเหลอื อยูหลังจากการรวมตัวกนั ของเนบวิ ลาสุริยะ เมฆเหลาน้เี รียกวา เมฆออรต ซ่งึ ตง้ั ช่อื ตามนัก ดาราศาสตร แจน ออรต เมฆออรต อยใู นระยะทีไ่ กลออกไปจากแถบ ไคเปอร ดาวหางเหว่ียงตวั เองจากขอบนอกของระบบสรุ ยิ ะเขา มา หาดวงอาทิตยไ ดเนือ่ งจากผลกระทบจากแรงโนม ถวงอันยุง เหยิงของ บรรดาดาวเคราะหรอบนอก (ในกรณขี องวัตถจุ ากแถบไคเปอร) หรอื จากดาวฤกษอ่ืนใกลเ คยี ง (ในกรณขี องวัตถจุ ากเมฆออรต)หรอื เปน ผลจากการกระทบกนั เองระหวางวัตถุในยานเหลา น้ี
เมฆออรตอยใู นระยะทไี่ กลออกไปจากแถบไคเปอร ดาวหางเหว่ยี งตัวเองจากขอบนอกของระบบสุริยะ เขามาหาดวงอาทิตยไดเนอื่ งจากผลกระทบจากแรงโนม ถว งอันยุง เหยงิ ของบรรดาดาวเคราะหรอบนอก (ในกรณีของวัตถุจากแถบไคเปอร) หรอื จากดาวฤกษอนื่ ใกลเ คยี ง (ในกรณีของวตั ถจุ ากเมฆออรต) หรอื เปน ผลจากการกระทบกนั เองระหวางวัตถใุ นยา นเหลานี้ ดาวหางแตกตา งจากดาวเคราะหนอย โดยสามารถสังเกตไดจากโคมา และหาง แมวา ดาวหางทเี่ กา แก มาก ๆ จะสญู เสียความสามารถในการระเหยของธาตุในตัวไปจนหมด ทาํ ใหมีลักษณะคลายคลึงกับ ดาวเคราะหนอ ย ทั้งนี้ เชอื่ กนั วา ดาวเคราะหน อ ยมกี ําเนิดทแี่ ตกตา งไปจากกาํ เนิดของดาวหาง เพราะ ดาวเคราะหนอยนา จะกอตวั อยใู นบริเวณระบบสุริยะช้นั ใน มิไดม าจากสว นนอกของระบบสุรยิ ะแตจ ากการ คน พบไมน านมาน้ี ทาํ ใหก ารแยกแยะระหวา งดาวเคราะหน อยกับดาวหางไมช ัดเจนนัก นับถึงเดอื นพฤษภาคม ค.ศ. 2005 มีรายงานการคนพบดาวหางแลว จาํ นวน 3,648 ดวง ในจาํ นวนน้ี 1,500 ดวงเปนดาวหางเฉยี ดดวงอาทิตยต ระกลู ครอทซ และประมาณ 400 ดวงเปน ดาวหางคาบสนั้ ตวั เลขน้ี ยงั คงเพ่มิ ขนึ้ เรอื่ ย ๆ อยางไรกด็ ี นี่แสดงใหเ หน็ ถึงจํานวนประชากรเพียงสวนเลก็ นอ ยของจํานวนดาวหาง ทงั้ หมดเทาน้ัน วตั ถุคลายดาวหางทง้ั หมดที่มีในระบบสุริยะช้นั นอกนาจะมีอยเู ปนจํานวนลา นลานดวง จํานวนดาวหางทส่ี ามารถมองเห็นไดดวยตาเปลาเฉลย่ี แลว มีประมาณปละ 1 ดวง แมวา สว นมากจะคอนขา ง จางแสงมากและไมสวยงามนา ชม เมอื่ มกี ารพบดาวหางสวา งมากหรือสวยงามโดดเดน ในประวตั ศิ าสตร ซง่ึ มผี มู องเหน็ เปนจาํ นวนมาก ๆ มกั จะเรียกดาวหางเหลาน้นั วา ดาวหางใหญ
ลกั ษณะทางกายภาพ ลกั ษณะทางกายภาพของดาวหางสามารถแบง ออกไดเ ปน 3 สวน คือ สวน นวิ เคลียส โคมา และหาง นวิ เคลียสของดาวหางมขี นาดตง้ั แต 0.5 กโิ ลเมตรไปจนถงึ 50 กโิ ลเมตร ประกอบไปดว ยหนิ แขง็ ฝนุ นํ้าแขง็ และแกส แขง็ เชน คารบ อนมอนอกไซด คารบ อนไดออกไซด มเี ทน และแอมโมเนีย องคป ระกอบน้ีมักนิยมเรยี กกันวา \"กอ นหมิ ะสกปรก\" แมจ ากการสังเกตเม่ือไมน านมาน้พี บวาพืน้ ผวิ ของดาวหาง น้นั แหงและเปน พน้ื หิน สนั นษิ ฐานวากอ นน้าํ แขง็ ซอนอยใู ตเ ปลอื ก ในดาวหางยังมีสารประกอบอนิ ทรียปรากฏอยูด วย นอกเหนือจากแกส หลายชนิดดงั กลา วขางตน แลว ยัง มเี มทานอล ไฮโดรเจนไซยาไนด ฟอรม ัลดไี ฮด เอทานอล และอีเทน บางทกี ็มโี มเลกุลทีซ่ ับซอ นมากขนึ้ เชน สารประกอบไฮโดรคารบอนหวงโซย าว และกรดอะมโิ น นอกจากนจี้ ากการศกึ ษาดาวหางในยานความถ่ี อัลตราไวโอเลต พบวา มชี ้นั ของไฮโดรเจนหอหมุ ดาวหางอกี ชั้นหน่ึง ไฮโดรเจนเหลาน้ีเกิดจากไอนา้ํ ทแ่ี ตก ตัวอนั เนื่องมาจากรงั สจี ากดวงอาทิตย นิวเคลยี สของดาวหางมรี ูปรางบดิ เบย้ี วไมเ ปน ทรง เพราะมันไมมมี วล (ซึ่งแปรผนั กับแรงโนมถว ง) มากพอท่ีจะกลายเปน ทรงกลมได
ในระบบสุริยะรอบนอก ดาวหางจะคงสภาพแชแ ข็งและไมสามารถสงั เกตไดจากโลกหรอื สงั เกตได ยากมาก เนือ่ งจากมันมขี นาดเลก็ มาก (แตก ม็ ีนิวเคลียสดาวหางบางดวงในแถบไคเปอรท่สี ามารถมองเหน็ ได เมอื่ ดาวหางเคลือ่ นเขามาสรู ะบบสรุ ยิ ะรอบใน ใกลดวงอาทิตยมากข้ึน ความรอนจากดวงอาทิตยจ ะ ทาํ ใหน ํา้ แข็งและแกสแขง็ ระเหิดเปน ไอ และปลอยแกส ออกมาเกาะกลุม กับฝนุ ผงในอวกาศกลายเปน มาน ทรงกลมขนาดมหึมาลอ มรอบนวิ เคลยี ส เรยี กวา โคมา ซ่งึ โคมา อาจมีขนาดเสน ผา นศนู ยก ลางถึงหลาย ลานกิโลเมตรกไ็ ด แรงดนั จากรังสีท่แี ผจากดวงอาทติ ยและลมสุริยะจะกระทาํ ตอโคมา นี้ ทาํ ใหเกิดเปน ละอองขนาดใหญลากยาวออกไปเปนหาง ในทศิ ทางตรงกันขา มกับดวงอาทติ ย กระแสฝนุ และแกส ทําใหเ กดิ \"หาง\" ในรูปแบบท่แี ตกตางกัน คอื หางแกส หรือ หางพลาสมา หรอื หางไอออน ประกอบดวยไอออน และโมเลกลุ ทีส่ องสวางโดยการเรืองแสง ถกู ผลกั ออกไปโดยสนาม แมเ หลก็ ในลมสุริยะ ดงั นัน้ ความผนั แปรของลมสุริยะจงึ มผี ลตอการเปล่ยี นรูปรา งของหางแกส ดวย หาง แกส จะอยใู นระนาบวงโคจรของดาวหาง และชี้ไปในทิศเกอื บตรงขา มดวงอาทิตยพ อดี หางอีกชนดิ หน่งึ คือ หางฝนุ ประกอบดว ยฝนุ หรืออนภุ าคอืน่ ๆ ที่เปน กลางทางไฟฟา ถูกผลักออกจากดาวหางดว ยแรงดัน จากการแผร ังสี กลายเปนหางท่มี รี ูปทรงหอโคง ไปดา นหลัง ในขณะทดี่ าวหางเขาใกลด วงอาทติ ย หาง ของมันอาจยาวไดถ ึงหลายรอยลา นกิโลเมตร ความยาวของหางแกสเคยบันทกึ ไดสูงสดุ มากกวา 1 หนว ยดาราศาสตร (ประมาณ 150 ลา นกิโลเมตร)
ทัง้ โคมา และหางจะเรอื งแสงไดจ ากดวงอาทิตย และสามารถมองเห็นไดจ ากโลกเมือ่ ดาวหางเคลอ่ื น เขา มาสรู ะบบสรุ ยิ ะชน้ั ใน ฝนุ สะทอนแสงอาทิตยไดโดยตรง ขณะทีก่ ลุมแกสเรืองแสงไดด ว ยการแตกตวั เปนไอออน ดาวหางสวนใหญจะมีความสวางเพยี งจาง ๆ ซงึ่ จะมองเหน็ ไดโ ดยใชกลอ งโทรทรรศน แตก ็มี ดาวหางจาํ นวนหน่งึ ที่มีความสวา งพอจะมองเห็นไดดว ยตาเปลา ผานเขา มาใกลท ุก ๆ ทศวรรษ บางครงั้ ก็ มกี ารระเบดิ ใหญขน้ึ แบบฉับพลันในกลมุ แกสและฝุน ทําใหขนาดของโคมาขยายตัวขึ้นมากชว่ั ขณะหนึง่ เหตกุ ารณนีเ้ คยเกดิ ข้ึนในป พ.ศ. 2550 กับดาวหางโฮมส ขอมลู ที่นาพศิ วงคอื นิวเคลยี สของดาวหางนับเปน วัตถุอวกาศท่มี ดื ทสี่ ดุ พวกหนึ่งในบรรดาวัตถุใน ระบบสรุ ิยะ ยานจอตโตพบวา นวิ เคลยี สของดาวหางฮลั เลยมีความสามารถสะทอนแสงเพียง 4% เทา น้ัน สว นยานดีปสเปซ 1 พบวา พืน้ ผิวของดาวหางโบรเ รลลีสามารถสะทอ นแสงไดร าว 2.4 ถงึ 3% ขณะทพี่ ื้น ผิวยางมะตอยสามารถสะทอ นแสงได 7% คาดกนั วา สารประกอบอินทรียอ ันซับซอนของนวิ เคลียสเหลา นั้นเปน วสั ดทุ มี่ พี นื้ ผวิ มืด ความรอ นจากแสงอาทติ ยทาํ ใหอ งคประกอบท่ีระเหยงา ยกลายเปน ไอหายไป เหลอื แตส ารประกอบอินทรียแบบหว งโซยาวซึ่งเปน สสารมดื เหมอื นอยา งน้าํ มนั ดนิ หรือนํ้ามนั ดบิ พน้ื ผวิ ท่ี มืดของดาวหางทาํ ใหม นั สามารถดูดซบั ความรอ นไดด ีและยิง่ ระเหิดไดง ายขึ้น
ในป พ.ศ. 2539 มีการคน พบวาดาวหางปลดปลอยรังสีเอกซออกมาดว ย ซง่ึ ทาํ ใหเ หลานกั วิจัยพากนั ประหลาดใจ เพราะไมเ คยคาดกันมากอนวาจะมีการปลอ ยรงั สีเอกซจากดาวหาง เช่อื วารงั สีเอกซเกิดจาก ปฏิกิริยาระหวางดาวหางกบั ลมสุริยะ ขณะท่ีประจไุ ฟฟาศักยสูงเคลือ่ นผา นบรรยากาศรอบดาวหางแลวเกดิ ปะทะกบั อะตอมและโมเลกุลของดาวหาง ในการปะทะนนั้ ไอออนไดจ บั กบั อิเล็กตรอนจาํ นวนหน่ึง แลว ปลอยรังสเี อกซรวมถงึ โฟตอนทค่ี วามถ่ีระดับอัลตราไวโอเลตไกล ลกั ษณะของวงโคจร ดาวหางสว นใหญมวี งโคจรเปนวงรีทีเ่ รยี วมาก ๆ โดยมปี ลายขางหนง่ึ ของวงรเี ขา ใกลดวงอาทติ ย สว น ปลายอีกขางหน่ึงทอดไกลออกไปยงั ดา นนอกของระบบสุริยะ สามารถแบงประเภทของดาวหางไดเปน กลมุ ตามคาบการโคจร ยง่ิ ดาวหางมคี าบการโคจรยาวเทา ใด รูปวงรีกจ็ ะยงิ่ เรยี วมากขึน้ ดาวหางคาบสน้ั (Short-period comets) เปน ดาวหางที่มีคาบการโคจรรอบดวงอาทิตยน อยกวา 200 ป โดยท่ัวไปมกั มีระนาบวงโคจรใกลเคียงกับระนาบสรุ ิยวิถี และเคลอื่ นท่ีไปในทศิ ทางเดียวกับดาวเคราะห จุด ปลายของวงรีอีกดานทีไ่ กลจากดวงอาทิตยทส่ี ุดมักอยใู นแถบของดาวเคราะหรอบนอกของระบบสรุ ยิ ะ (ตัง้ แตด าวพฤหสั บดีออกไป) ตัวอยา งเชน ดาวหางฮลั เลยม จี ุดไกลทส่ี ดุ จากดวงอาทติ ยอ ยูในบริเวณวง โคจรของดาวเนปจนู สวนดาวหางที่มคี าบโคจรสั้นกวา นั้นเชน ดาวหางเองเคอ (Comet Encke) มีจดุ ไกล ท่สี ุดเพยี งไมเกินวงโคจรของดาวพฤหัสบดี ดาวหางคาบสน้ั สามารถแบง ไดเปน 2 กลุม คอื กลุมดาว พฤหัสบดี (คาบโคจรไมเ กิน 20 ป) และกลุมดาวหางฮัลเลย (คาบโคจรระหวาง 20 ถงึ 200 ป)
ดาวหางคาบยาว (Long-period comets) มคี วามรขี องวงโคจรมากกวา และมคี าบโคจรต้ังแต 200 ป ขน้ึ ไปจนถงึ หลายพันหรือหลายลา นป (ตามนยิ ามแลว ดาวหางเหลา นจ้ี ะตอ งยังคงอยูภายใตแรงโนม ถว ง ของดวงอาทิตย ดาวหางทถ่ี กู ดดี ออกจากระบบสรุ ยิ ะหลังจากเคลอ่ื นผานดาวเคราะหขนาดใหญจะไมนับ วาเปนดาวหางที่มี \"คาบโคจร\" อกี ตอ ไป) จดุ ปลายของวงรดี านที่ไกลจากดวงอาทิตยจะอยูน อกเขตแดน ดาวเคราะหรอบนอกออกไปอกี และระนาบโคจรของดาวหางกลุมน้ีอาจไมอ ยูในระนาบเดยี วกับสรุ ิยวถิ ี ก็ได ดาวหางแบบปรากฏคร้ังเดียว (Single-apparition comets) มลี กั ษณะคลายคลึงกบั ดาวหางคาบยาว แตม กั มีเสน ทางแบบพาราโบลาหรอื ไฮเพอรโบลา ทําใหม นั ผานเขามาในระบบสุรยิ ะเพียงครงั้ เดียว นักวชิ าการบางคนใชคาํ วา \"ดาวหางรายคาบ\" (Periodic comet) สําหรบั ดาวหางใด ๆ ทม่ี วี งโคจร เปน วงรี (ไดแกทั้งดาวหางคาบสั้นและดาวหางคาบยาว) แตบ างคนกน็ ับแตเพียงดาวหางคาบส้ันเทา น้ัน ใน ทาํ นองเดียวกัน แมคาํ วา \"ดาวหางแบบไมม ีคาบ\" (non-periodic comet) จะมคี วามหมายเดียวกบั ดาวหาง แบบปรากฏครงั้ เดยี ว แตนักวิชาการบางคนกใ็ ชใ นความหมายรวมถงึ ดาวหางคาบยาว หรอื คาบยาวนาน กวา 200 ปด ว ย ในระยะหลังมีการคนพบแถบดาวหางหลกั (Main-belt comets) ซงึ่ ทําใหเ กดิ การแบง ประเภทเพิ่มข้ึนอีกหนง่ึ ชนิด ดาวหางในกลมุ น้ีมวี งโคจรคอ นขางกลมมากกวากลมุ อืน่ ๆ ในระยะเดียวกัน กบั แถบดาวเคราะหน อย
เม่ือดูจากลักษณะของวงโคจร เชอ่ื กนั วา ดาวหางคาบสนั้ นาจะมตี น กาํ เนิดมาจากแถบไคเปอรซงึ่ อยู ในหว งอวกาศแถบวงโคจรของดาวเนปจูน สว นดาวหางคาบยาวนา จะมาจากแหลงทไ่ี กลกวา นัน้ เชน ใน กลมุ เมฆออรต (ต้ังช่ือตามนกั ดาราศาสตรช าวเนเธอรแ ลนด เจน เฮนดรกิ ออรต ผูคน พบ) เช่อื กนั วา มี วัตถลุ ักษณะคลายดาวหางจํานวนมากโคจรรอบดวงอาทติ ยเปนวงเกือบกลมในระยะวงโคจรราว ๆ นั้นอยู แลว แตอ ิทธพิ ลจากแรงโนม ถวงของดาวเคราะหร อบนอก (กรณีแถบไคเปอร) หรอื แรงโนม ถวงจากดวง ดาวอน่ื (กรณกี ลมุ เมฆออรต) อาจสงผลโดยบงั เอญิ ทําใหว ัตถอุ วกาศในเขตน้นั เปล่ียนวงโคจรกลายเปน วงรแี ละเคลอ่ื นเขา หาดวงอาทติ ย จนกลายมาเปนดาวหางทีเ่ รามองเห็น แตท วา การปรากฏของดาวหาง ใหม ๆ ตามสมมตุ ิฐานขอนยี้ งั ไมอาจคาดการณได วงโคจรอันเปน วงรีทําใหดาวหางผา นเขาไปใกลด าวเคราะหข นาดใหญบ อ ยครงั้ ทาํ ใหว งโคจรของ ดาวหางบิดเพย้ี นไป ดาวหางคาบสั้นมักมจี ดุ ปลายสุดของวงโคจรดานไกลดวงอาทิตยอยูในรศั มีวงโคจร ของดาวเคราะหข นาดใหญ เชนดาวพฤหสั บดี ซ่ึงมีมวลรวมมากกวาดาวเคราะหที่เหลอื ทัง้ หมดรวมกัน ใน บางคร้งั ดาวหางคาบยาวก็อาจถูกแรงโนม ถวงรบกวนเสน ทางโคจรจนทําใหกลายมาเปนดาวหางคาบสน้ั ได (ดาวหางฮัลเลยอ าจเปนตวั อยา งหน่ึงของกรณีนี้)
การเฝา สังเกตการณในยคุ แรกไมคอยพบดาวหางทมี่ ีวงโคจรแบบไฮเพอรโบลา (หรอื ดาวหางแบบ ไมม คี าบ) แตไมมดี าวหางดวงใดจะรอดพนแรงโนม ถวงรบกวนจากดาวพฤหัสบดไี ปได หากดาวหาง เคล่อื นไปในหว งอวกาศระหวางดาว มันจะตองเคลอ่ื นทไ่ี ปดวยความเร็วในระดบั เดยี วกับความเรว็ สัมพทั ธข องดาวทอ่ี ยใู กลดวงอาทิตย (ระดบั หลายสิบกโิ ลเมตรตอ วินาที) เมอื่ วัตถเุ หลานน้ั เขามาใน ระบบสุริยะกม็ ักจะมีวิถโี คจรเปน แบบไฮเพอรโ บลา จากการคาํ นวณอยา งหยาบ ๆ พบวา จะมีดาวหางทีม่ ี วงโคจรแบบไฮเพอรโบลาเกิดขึน้ ประมาณศตวรรษละส่ีดวง ปจจุบนั ดาวหางรายคาบทค่ี นพบในศตวรรษที่แลวจํานวนหนึ่งได \"สูญหายไป\" แตวงโคจรของมนั เทา ท่ตี รวจวดั ยงั ไมล ะเอยี ดดีพอสาํ หรบั ทํานายการปรากฏตวั ในอนาคต อยา งไรก็ดี มกี ารคนพบ \"ดาวหางใหม\" บางดวง และเมือ่ คาํ นวณวงโคจรของมันแลว อาจเปนไปไดวามันคือดาวหางเกา ท่ี \"สูญ หายไป\" น่ันเอง ตวั อยางเชนดาวหางเทมเพล-ซวิฟท-ลีเนียร ซ่งึ คนพบในป พ.ศ. 2412 (ค.ศ. 1869) แตไม สามารถสังเกตการณไดอ กี หลงั จากป พ.ศ. 2451 เนื่องจากการรบกวนวงโคจรของดาวพฤหัสบดี กลบั มา ปรากฏตวั อกี คร้งั โดยบังเอิญโดยโครงการลเี นียร (LINEAR; Lincoln Laboratory Near-Earth Asteroid Research project : โครงการความรวมมอื ระหวา งกองทัพอากาศสหรัฐฯ, นาซา และเอ็มไอที) ในป พ.ศ. 2544
จดุ จบของดาวหาง โดยทั่วไปเมอ่ื ดาวหางโคจรรอบดวงอาทติ ยไ ปนานเขา องคป ระกอบในนิวเคลียสท่ีระเหิดงา ยจะคอ ย ๆ ระเหดิ หายไปจนหมด ดาวหางอาจสลายตวั กลายเปน ฝุนผง หรอื กลายเปน เศษซากกอนหนิ ดํามดื มีสภาพ คลายกับดาวเคราะหน อ ย ดาวหางบางดวงกแ็ ตกออกเปน เส่ยี ง ๆ ตวั อยา งเชน ดาวหางชวาสมานน-วัค มานน 3 ที่แตกเปน เสีย่ งเมื่อป พ.ศ. 2549 การแตกกระจายของดาวหางเกิดไดจ ากแรงโนม ถวงมหาศาลจาก ดวงอาทิตยหรือดาวเคราะหขนาดใหญ ทําใหเกดิ \"การระเบิด\" ขององคป ระกอบที่ระเหดิ ได หรอื อาจเกดิ จากสาเหตุอ่นื ทย่ี งั ไมม คี าํ อธิบายที่ชดั เจน ดาวหางบางดวงมจี ดุ จบทีอ่ ลังการกวานน้ั เชนพุงไปตกบนดวงอาทิตย หรอื พุงเขา ชนดาวเคราะห หรอื วตั ถอุ วกาศอน่ื ๆ เช่อื กนั วา เหตุการณท่ีดาวหางพงุ ชนดาวเคราะหหรือดวงจนั ทรเกิดข้ึนเปนปกติมา นานแลวในชวงเร่ิมตน ของระบบสุริยะ หลุมบอขนาดใหญมากมายบนดวงจันทรก ็สันนษิ ฐานวา เกิดจาก การพงุ ชนของดาวหาง การพุงชนของดาวหางครั้งลา สุดเกิดข้นึ เม่ือป พ.ศ. 2537 เม่ือดาวหางชูเมกเกอร- เลวี 9 แตกเปน เส่ียงๆ แลวพงุ เขาชนดาวพฤหสั บดี
ดาวหางและดาวเคราะหนอยหลายดวงเคยพงุ ชนโลกเมื่อ ยคุ เริม่ แรก นักวทิ ยาศาสตรจ าํ นวนมากเช่อื วา การที่ดาวหาง มากมายพงุ ชนโลกในวัยเยาว (เมอ่ื ประมาณ 4 พนั ลา นปกอน) นาํ พานํา้ จาํ นวนมหาศาลซ่งึ ปจ จบุ นั กลายเปนมหาสมุทรทป่ี กคลุม ผิวโลก แตน กั วจิ ยั บางคนยังต้งั ขอ สงสัยตอทฤษฎนี ี้ การตรวจพบ โมเลกลุ อินทรียบ นดาวหางทาํ ใหเ กิดแนวคิดขึ้นวา ดาวหางหรือ ดาวตกอาจเปนตวั นํา ชีวิต มายังโลก ปจจุบันมีดาวหางจํานวน มากท่มี วี งโคจรเขา ใกลโ ลก แตก ระน้ันโอกาสทโ่ี ลกจะถกู ชนดวย ดาวเคราะหนอ ยยังมคี วามเปน ไปไดม ากกวา นอกจากนี้ยังมีแนวคดิ วา นานมาแลวดาวหางอาจเคยพุง ชน ดวงจนั ทร ทําใหเกิดน้ําปรมิ าณมากบนดวงจนั ทรของโลก ซ่งึ ปจจุบนั อาจหลงเหลอื อยูในรปู ของน้ําแขง็ บนดวงจนั ทร
Search
Read the Text Version
- 1 - 15
Pages: