Solar system ระบบสรุ ิยะ
ระบบสรุ ยิ ะ(Solar System) ประกอบดว ยดวงอาทิตยและวตั ถอุ น่ื ๆ ท่โี คจรรอบดวงอาทติ ยเ นื่องจากแรงโนม ถวง ไดแ ก ดาวเคราะห 8 ดวงกับดวงจนั ทรบรวิ ารทคี่ นพบแลว 166 ดวง ดาวเคราะหแ คระ 5 ดวงกับดวงจนั ทรบริวารท่คี น พบแลว 4 ดวง กับวัตถขุ นาด เลก็ อน่ื ๆ อีกนับลา นชิน้ ซ่งึ รวมถงึ ดาวเคราะหน อย วตั ถุในแถบไคเปอร ดาวหาง สะเก็ดดาว และฝุนระหวา งดาวเคราะห โดยทัว่ ไปแลว จะแบง ยา นตา ง ๆ ของระบบสุริยะ นับจากดวงอาทิตยอ อกมาดังน้ีคอื ดาวเคราะหชน้ั ในจํานวน 4 ดวง แถบดาวเคราะหน อ ย ดาวเคราะหขนาดใหญรอบนอกจาํ นวน 4 ดวง และแถบไคเปอรซ่งึ ประกอบดว ยวตั ถทุ เ่ี ย็นจัดเปน นา้ํ แขง็ พน จากแถบไคเปอรอ อกไปเปน เขต แถบจานกระจาย ขอบเขตเฮลโิ อพอส (เขตแดนตามทฤษฎีทซ่ี ึง่ ลมสุริยะสนิ้ กําลังลงเนอ่ื งจากมวลสารระหวางดวงดาว) และพน ไปจากนนั้ คือ ยา นของเมฆออรต กระแสพลาสมาท่ีไหลออกจากดวงอาทติ ย(หรือลมสรุ ยิ ะ)จะแผต ัวไปทัว่ ระบบสุรยิ ะสรา งโพรงขนาดใหญข ้นึ ในสสารระหวางดาวเรยี ก กันวา เฮลโิ อสเฟยร ซ่ึงขยายออกไปจากใจกลางของแถบจานกระจาย ดาวเคราะหช้นั เอกทง้ั 8 ดวงในระบบสุริยะ เรียงลําดบั จากใกลดวงอาทิตยท ่สี ุดออกไป มดี งั น้ีคือ ดาวพุธ ดาวศกุ ร โลก ดาวอังคาร ดาว พฤหสั บดี ดาวเสาร ดาวยูเรนสั และดาวเนปจูน นบั ถึงกลางป ค.ศ. 2008 วตั ถขุ นาดยอมกวา ดาวเคราะหจาํ นวน 5 ดวง ไดร บั การจัดระดบั ใหเปนดาวเคราะหแคระ ไดแก ซีรีสในแถบ ดาวเคราะหน อย กบั วัตถอุ กี 4 ดวงที่โคจรรอบดวงอาทติ ยอยูใ นยา นพนดาวเนปจนู คือ ดาวพลูโต (ซ่ึงเดิมเคยถกู จดั ระดบั ไวเปนดาวเคราะห) เฮาเมอา มาคมี าคี และ อีรสี มีดาวเคราะห 6 ดวงและดาวเคราะหแ คระ 3 ดวงที่มีดาวบริวารโคจรอยรู อบ ๆ เราเรยี กดาวบริวารเหลา นีว้ า \"ดวงจันทร\" ตามอยางดวงจนั ทร ของโลก นอกจากน้ดี าวเคราะหช้นั นอกยงั มีวงแหวนดาวเคราะหอยูรอบตัวอนั ประกอบดวยเศษฝนุ และอนภุ าคขนาดเลก็ สาํ หรับคาํ วา ระบบดาวเคราะห ใชเมอ่ื กลา วถึงระบบดาวโดยทัว่ ไปท่มี วี ตั ถุตา ง ๆ โคจรรอบดาวฤกษ คาํ วา \"ระบบสุริยะ\" ควรใช เฉพาะกบั ระบบดาวเคราะหท ีม่ ีโลกเปนสมาชิก และไมควรเรียกวา \"ระบบสุรยิ จักรวาล\" อยา งท่ีเรยี กกันติดปาก เน่ืองจากไมเก่ยี วขอ งกบั คําวา \"จกั รวาล\" ตามนยั ทีใ่ ชใ นปจจุบนั
ระบบสุริยะ คือระบบดาวทม่ี ีดาวฤกษเ ปนศูนยก ลาง และมดี าวเคราะห (Planet) เปนบรวิ ารโคจรอยโู ดยรอบ เม่อื สภาพแวดลอม เออื้ อาํ นวย ตอ การดาํ รงชวี ิต สิ่งมีชีวติ กจ็ ะเกิดข้นึ บนดาวเคราะหเหลา นน้ั หรือ บริวารของดาวเคราะหเ องท่ีเรยี กวาดวงจันทร (Satellite) นกั ดาราศาสตรเ ชอื่ วา ในบรรดาดาวฤกษท ง้ั หมดกวา แสนลา นดวงในกาแลกซี่ทางชา งเผอื กตองมีระบบสุริยะท่ีเอื้ออํานวยชวี ิตอยางระบบสุรยิ ะท่ี โลกของเราเปนบรวิ ารอยูอยา งแนน อน เพยี งแตว าระยะทางไกลมากเกนิ กวาความสามารถในการติดตอจะทาํ ไดถึงทโี่ ลกของเราอยเู ปนระบบท่ีประกอบดวย ดวงอาทิตย (The sun) เปน ศูนยก ลาง มีดาวเคราะห (Planets) 9 ดวง ทีเ่ ราเรียกกนั วา ดาวนพเคราะห ( นพ แปลวา เกา ) เรยี งตามลําดบั จากในสดุ คอื ดาวพธุ ดาว ศุกร โลก ดาวองั คาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวพลโู ต ( ตอนนไ้ี มมพี ลโู ตแรว เหลือแค 8 ดวง ) และยังมีดวงจันทรบริวาร ของ ดวงเคราะหแ ตละดวง (Moon of sattelites) ยกเวนเพียง สองดวงคอื ดาวพธุ และ ดาวศกุ ร ที่ไมมีบรวิ าร ดาวเคราะหนอย (Minor planets) ดาวหาง (Comets) อกุ กาบาต (Meteorites) ตลอดจนกลมุ ฝุนและกา ซ ซง่ึ เคล่อื นทีอ่ ยใู นวงโคจร ภายใตอ ทิ ธพิ ลแรงดงึ ดูด จากดวงอาทติ ย ขนาด ของระบบสุริยะ กวา งใหญไพศาลมาก เมอ่ื เทยี บระยะทาง ระหวางโลกกับดวงอาทติ ย ซึง่ มีระยะทางประมาณ 150 ลานกิโลเมตร หรือ 1au.(astronomy unit) หนว ยดาราศาสตร กลา วคือ ระบบสุริยะมรี ะยะทางไกลไปจนถึงวงโคจร ของดาวพลโู ต ดาว เคราะหท ม่ี ีขนาดเล็กท่สี ุด ใน ระบบสุรยิ ะ ซ่งึ อยไู กล เปน ระยะทาง 40 เทา ของ 1 หนวยดาราศาสตร และยังไกลหางออก ไปอกี จนถึงดงดาวหางออ ต (Oort\"s Cloud) ซง่ึ อาจอยู ไกลถงึ 500,000 เทา ของระยะทางจากโลกถงึ ดวงอาทิตยด ว ย ดวงอาทติ ยม ีมวล มากกวารอ ยละ 99 ของ มวลท้งั หมดในระบบสุริยะ ท่เี หลอื นอก นั้นจะเปนมวลของ เทหวตั ถตุ างๆ ซ่งึ ประกอบดวยดาวเคราะห ดาวเคราะหนอ ย ดาวหาง และอกุ กาบาต รวมไปถงึ ฝุนและกา ซ ที่ลองลอยระหวาง ดาวเคราะห แตล ะดวง โดยมแี รงดึงดูด (Gravity) เปน แรงควบคมุ ระบบสรุ ยิ ะ ใหเ ทหวัตถบุ นฟา ทงั้ หมด เคลือ่ นที่เปนไปตามกฏแรง แรงโนม ถว ง ของนวิ ตัน ดวงอาทติ ยแพรพลงั งาน ออกมา ดว ยอัตราประมาณ 90,000,000,000,000,000,000,000,000 แคลอรตี อ วินาที เปน พลังงานท่เี กิดจาก ปฏกิ รยิ าเทอรโ มนวิ เคลียร โดยการเปล่ียนไฮโดรเจนเปนฮเี ลยี ม ซ่งึ เปนแหลงความรอนใหก ับดาว ดาวเคราะหตา งๆ ถงึ แมวา ดวงอาทิตย จะเสยี ไฮโดรเจนไปถงึ 4,000,000 ตนั ตอวนิ าทกี ็ตาม แตน ักวิทยาศาสตรก ย็ งั มีความเชอื่ วาดวงอาทติ ย จะยงั คงแพรพลงั งานออกมา ในอตั รา ทเ่ี ทา กันนี้ ไดอ กี นานหลายพันลา นป
ดาวเคราะห์ทัง้ 9 ดวง ชอ่ื ของดาวเคราะหท ้ัง 9 ดวงยกเวน โลก ถกู ตงั้ ชอ่ื ตามเทพของชาวกรกี เพราะเชอ่ื วาเทพเหลานนั้ อยบู นสรวงสวรค และเคารพบูชาแต โบราณกาล ในสมยั โบราณจะรจู ักดาวเคราะหเพียง 5 ดวงเทานัน้ (ไมนบั โลกของเรา) เพราะสามารถเหน็ ได ดว ยตาเปลา คอื ดาวพธุ ดาว ศกุ ร ดาวองั คาร ดาวพฤหสั ดาวเสาร ประกอบกบั ดวงอาทิตย และดวงจนั ทร รวมเปน 7 ทําใหเ กิดวนั ท้ัง 7 ในสปั ดาหนั่นเอง และดาวทง้ั 7 นี้ จงึ มอี ิทธิกบั ดวงชะตาชีวติ ของคนเราตามความเชอื่ ถือทางโหราศาสตร สวนดาวเคราะหอกี 3 ดวงคอื ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวพลูโต ถกู คนพบภายหลัง แตน กั ดาราศาสตรก็ตง้ั ชอื่ ตามเทพของกรกี เพ่อื ใหสอดคลองกันนน่ั เอง
วัตถุในระบบสรุ ิยะ ดวงอาทติ ยด วงอาทิตย เปน ดาวฤกษทม่ี ชี นิดสเปกตรัม G2 มีมวลประมาณ 99.86% ของทั้งระบบ ● ดาวเคราะหใ นระบบสรุ ยิ ะมี 8 ดวง ไดแก ดาวพธุ ดาวศุกร โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหสั บดี ดาวเสาร ดาวยูเรนัส และ ดาวเนปจูน ดาวบริวาร คือ วัตถทุ โ่ี คจรรอบดาวเคราะห ฝุนและอนภุ าคขนาดเล็กอ่ืนๆ ทป่ี ระกอบกันเปนวงแหวนโคจรรอบดาวเคราะห ขยะอวกาศท่โี คจรรอบโลก เปน ชนิ้ สว นของจรวด ยานอวกาศ หรือดาวเทียมท่มี นุษยสรางขน้ึ
● ซากจากการกอ ตวั ของดาวเคราะห เปนเศษฝนุ ท่ีจบั ตวั กันในยุคแรกทรี่ ะบบสรุ ยิ ะกอ กาํ เนดิ อาจ หมายรวมถึงดาวเคราะหนอ ยและดาวหาง ● ดาวเคราะหนอ ย คือ วัตถทุ ี่มีขนาดเลก็ กวาดาวเคราะห สวนใหญม ีวงโคจรไมเ กินวงโคจรของ ดาวพฤหสั บดี อาจแบง ไดเ ปน กลมุ และวงศ ตามลกั ษณะวงโคจร ● ดาวบรวิ ารดาวเคราะหน อย คอื ดาวเคราะหนอยขนาดเล็กท่ีโคจรรอบดาวเคราะหน อ ยทีม่ ขี นาด ใหญก วา หรืออาจมขี นาดพอๆ กัน ● ดาวเคราะหน อยทรอย คือ ดาวเคราะหนอยทีม่ วี งโคจรอยใู นแนววงโคจรของดาวพฤหัสบดีท่จี ุด L4 หรือ L5 อาจใชชื่อน้สี าํ หรบั ดาวเคราะหน อ ยที่อยูทจ่ี ุดลากรางจของดาวเคราะหด วงอื่นๆ ดว ย ● สะเก็ดดาว คอื ดาวเคราะหนอ ยทมี่ ขี นาดเทา กอนหินขนาดใหญลงไปถึงผงฝุน ● ดาวหาง คือ วตั ถุท่มี ีองคประกอบสวนใหญเปน น้าํ แขง็ มวี งโคจรทมี่ ีความรีสงู โดยปกติจะมีจดุ ใกลดวงอาทติ ยท่ีสุดอยภู ายในวงโคจร ของดาวเคราะหวงใน และมจี ดุ ไกลดวงอาทติ ยทส่ี ดุ หา งไกลเลยวงโคจรของดาวพลูโต ดาวหางคาบสัน้ มีวงโคจรใกลด วงอาทิตยมาก กวาน้ี อยางไรกต็ าม ดาวหางท่มี อี ายเุ กาแกมักสญู เสยี น้ําแข็งไปหมดจนกลายเปนดาวเคราะหนอ ย ดาวหางท่ีมวี งโคจรเปน รูปไฮเพอ รโ บลา อาจมกี าํ เนิดจากภายนอกระบบสุริยะ ● เซนทอร คอื วัตถคุ ลา ยดาวหางที่มีวงโคจรรีนอ ยกวา ดาวหาง มกั อยใู นบริเวณระหวางวงโคจรของดาวพฤหสั บดแี ละดาวเนปจูน ● วตั ถทุ ีเอน็ โอ คือ วัตถทุ ม่ี ีก่งึ แกนเอกของวงโคจรเลยดาวเนปจูนออกไป ● วัตถแุ ถบไคเปอร มวี งโคจรอยรู ะหวา ง 30 ถึง 50 หนวยดาราศาสตร คาดวาเปนทกี่ าํ เนิดของดาวหางคาบสน้ั บางคร้ังจัดดาวพลูโตเปน วัตถุประเภทนดี้ วย นอกเหนอื จากการเปน ดาวเคราะห จึงเรยี กช่อื วัตถทุ ี่มวี งโคจรคลายดาวพลูโตวา พลตู โิ น ● วัตถุเมฆออรต คอื วตั ถุท่ีคาดวา มวี งโคจรอยรู ะหวา ง 50,000 ถงึ 100,000 หนว ยดาราศาสตร ซ่งึ เชอื่ วา เปน ถ่นิ กาํ เนิดของดาวหางคาบ ยาว ● เซดนา วตั ถุท่เี พิง่ คนพบเมื่อเร็วๆ น้ี ซ่งึ มีวงโคจรเปนวงรสี งู มาก หา งดวงอาทติ ยระหวา ง 76-850 หนวยดาราศาสตร ไมส ามารถจัดอยู ในประเภทใดได แมว าผูค น พบใหเ หตุผลสนับสนุนวา มนั อาจเปนสว นหนง่ึ ของเมฆออรต ฝุนซงึ่ กระจดั กระจายอยูทั่วไปในระบบสุริยะ อาจเปน สาเหตขุ องปรากฏการณแ สงจกั รราศี ฝุนบางสว นอาจเปน ฝนุ ระหวางดาวทีม่ าจากนอกระบบสรุ ยิ ะ
ทฤษฎกี ารกําเนิดของระบบสุริยะ หลักฐานท่สี าํ คญั ของการกําเนดิ ของระบบสรุ ยิ ะก็คอื การ เรียงตัวและการเคลอื่ นท่ีอยา งเปน ระบบระเบยี บของ ดาว เคราะห ดวงจนั ทรบริวาร ของดาวเคราะห และ ดาวเคราะหน อ ย ท่ีแสดงใหเ หน็ วาเทหวตั ถุ ทง้ั มวลบนฟา นั้นเปนของ ระบบสรุ ิยะ ซึง่ จะเปนเรือ่ งที่เปนไปไมไดเลย ท่ี เทหวตั ถุทองฟา หลายพันดวง จะมรี ะบบ โดยบังเอิญโดย มิไดมจี ดุ กาํ เนดิ รวมกนั Piere Simon Laplace ไดเ สนอ ทฤษฎจี ุดกําเนิดของระบบสุรยิ ะ ไวเ ม่อื ป ค.ศ.1796 กลาว วา ในระบบสุรยิ ะจะ มมี วลของกา ซรปู รา งเปน จานแบนๆ ขนาดมหมึ าหมนุ รอบ ตวั เองอยู ในขณะทหี่ มุนรอบตวั เอง นน้ั จะเกิดการหดตวั ลง เพราะแรงดึงดดู ของมวลกา ซ ซึ่ง จะทาํ ให อตั ราการหมุนรอบตัวเองนน้ั จะเกดิ การหดตวั ลง เพราะแรงดงึ ดูดของกา ซ ซงึ่ จะทาํ ใหอัตราการ หมนุ รอบตงั เอง มีความเรว็ สงู ขน้ึ เพ่อื รกั ษาโมเมนตัมเชงิ มุม (Angular Momentum) ในท่สี ดุ เม่ือความเรว็ มีอตั ราสงู ข้นึ จนกระทงั่ แรงหนีศูนยก ลางท่ีขอบของกลมุ กาซมมี ากกวา แรงดึงดดู ก็จะทาํ ใหเ กิดมีวงแหวน ของกลมุ กา ซแยก ตัวออกไปจากศนุ ยก ลางของกลมุ กาซเดิม และเม่อื เกิดการ หดตวั อกี ก็จะมีวงแหวนของกลุมกาซเพ่ิมข้ึน ข้นึ ตอไปเรือ่ ยๆ วงแหวนทีแ่ ยกตัวไปจากศูนยกลางของวงแหวนแตละวงจะมคี วามกวา งไมเทา กัน ตรงบริเวณ ท่ี มีความ หนาแนนมากที่สุดของวง จะคอยดึงวตั ถุทง้ั หมดในวงแหวน มารวมกันแลว กลัน่ ตวั เปนดาวเคราะห ดวงจันทรของดาว ดาวเคราะหจะเกดิ ขน้ึ จากการ หดตัวของดาวเคราะห
ดาวเคราะห์ในระบบสรุ ยิ จกั รวาล ดวงอาทติ ย์ (Sun) ดวงอาทิตยเ ปน ศนู ยกลางของระบบสุริยะจักรวาล อยหู า งจากโลกเปน ระยะทางประมาณ 93 ลานไมล และมีขนาดใหญกวา โลกมากกวา 1 ลานเทา มขี นาดเสน ผา ศนู ยกลางยาวกวาโลก 100 เทา ดวงอาทติ ยเปน ดาวฤกษทีม่ ีแสงสวางในตัวเอง ซง่ึ เปน แหลง พลงั งานทส่ี ําคัญของโลก อุณหภมู ิของดวงอาทิตยอ ยูร ะหวา ง 5,500 - 6,100 องศาเซลเซยี ส พลังงานของดวงอาทิตยท ั้งหมดเกิดจากกา ซไฮโดรเจน โดยพลังงานดงั กลาว เกดิ จากปฏกิ รยิ านิวเคลยี รภ ายใตสภาพความกดดันสูงของดวงอาทติ ย ทําใหอะตอมของไฮโดรเจนซงึ่ มอี ยู มากบนดวงอาทติ ยทาํ ปฏกิ ริยาเปลีย่ นเปนฮีเลียมซ่ึงจะสงผานพลังงานดังกลาวมาถงึ โลกไดเพียง 1 ใน 200 ลานของพลังงานทง้ั หมด นอกจากน้นั บนพ้นื ผิวของดวงอาทติ ยย ังเกดิ ปรากฏการณตา งๆ เชน การเปลี่ยนแปลงของพลงั งานความรอนบนดวงอาทิตยอ ันเน่ืองมาจากจดุ ดบั บน ดวงอาทติ ย (Sunspot) ซึ่งจะสงผลใหเกิดการแปรผนั ของพายแุ มเหลก็ และพลงั งานความรอ น ทําใหอนุภาคโปรตรอนและอเิ ล็กตรอนหลุดจากพื้นผิวดวง อาทติ ยส ูหวงอวกาศ เรยี กวา ลมสุรยิ ะ (Solar Wind) และแสงเหนอื และใต (Aurora) เปนปรากฏการณท่ขี ้ัวโลกเหนอื และขั้วโลกใต การเกดิ จดุ ดับบนดวงอาทิตย (Sunspot) บางครั้งเราสามารถมองเห็นไดด ว ยตาเปลา และจะเหน็ ไดช ัดเจนเวลาดวงอาทิตยใกลตกดิน จดุ ดบั ของดวง อาทติ ยจะอยปู ระมาณ 30 องศาเหนือ และ ใต จากเสนศนู ยสตู ร ที่เห็นเปนจดุ สดี ําบริเวณดวงอาทติ ยเนอื่ งจากเปนจุดทม่ี ีแสงสวา งนอ ย มอี ุณหภมู ิประมาณ 4,500 องศาเซลเซียส ตํ่ากวาบรเิ วณโดยรอบประมาณ 2,800 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตรส นั นิษฐานวา กอนเกดิ จุดดับบนดวงอาทติ ยน นั้ ไดรับอิทธพิ ลจาก อาํ นาจแมเหลก็ ไฟฟา บรเิ วณพื้นผิวดวงอาทติ ยมกี ารเปล่ียนแปลง ทาํ ใหอุณหภมู ิบริเวณดงั กลาวตา่ํ กวาบริเวณอนื่ ๆ และเกิดเปนจดุ ดบั บนดวงอาทติ ย แสงเหนือและแสงใต(Aurora) เปน ปรากฏการณท ่ีเกดิ บริเวณขว้ั โลกเหนือ และขั้วโลกใต มีลักษณะเปนลาํ แสงที่มวี งโคง เปนมาน หรือ เปนแผน เกดิ เหนอื พนื้ โลกประมาณ 100 - 300 กโิ ลเมตร ณ ระดับความสูงดงั กลาวกาซตา งๆ จะเกดิ การแตกตัวเปนอนุภาคท่มี ปี ระจไุ ฟฟา และเมื่อถูกแสงอาทติ ยจะเกดิ ปฏิกริยาทีซ่ บั ซอนทาํ ใหมองเห็นแสงตกกระทบเปน แสงสีแดง สเี ขียว หรือ สีขาว บรเิ วณข้ัวโลกทง้ั สองมีแนวท่เี กิดแสงเหนอื และแสงใตบ อ ย เราเรียกวา \"เขต ออโรรา\" (Aurora Zone)
ดาวพธุ (Mercury) ดาวพธุ เปน ดาวเคราะหท อ่ี ยูใกลกบั ดวงอาทติ ยม ากท่สี ุด สังเกตเหน็ ดวยตาเปลาไดต อนใกลค ่าํ และ ชว งรุงเชา ดาวพุธไมม ีดวงจันทร เปน ดาวบรวิ าร ดาวพุธหมุนรอบตวั เองจากทิศตะวนั ตกไปยังทิศตะวนั ออกกนิ เวลา ประมาณ 58 - 59 วัน และโคจรรอบดวงอาทิตย 1 รอบ ใช เวลา 88 วัน
ดาวศุกร์ (Venus) ดาวศุกรสงั เกตเหน็ ไดด วยตาเปลา โดยสามารถมองเหน็ ไดทางขอบฟาดานทิศตะวนั ตกในเวลาใกลคา่ํ เราเรียกวา\"ดาวประจาํ เมือง\" (Evening Star) สวนชวงเชามืดปรากฏใหเ ห็นทางขอบฟา ดานทศิ ตะวันออกเรยี กวา \"ดาวรุง \" (Morning Star) เรามกั สังเกตเห็นดาวศกุ รมีแสงสอ ง สวางมากเนือ่ งจาก ดาวศุกรมีชนั้ บรรยากาศทปี่ ระกอบไปดว ยกา ซคารบ อนไดออกไซด มีผลทําใหอ ุณหภมู พิ น้ื ผิวสูงขึน้ ดาวศกุ รหมนุ รอบตวั เอง จากทิศตะวนั ออกไปยังทศิ ตะวนั ตก ไมม ดี วงจนั ทรเปนดาวบรวิ าร
โลก (Earth) โลกเปนดาวเคราะหดวงเดยี วทมี่ สี ิง่ มีชวี ติ อาศัยอยเู นอื่ งจากมีช้ันบรรยากาศและมรี ะยะหา งจากดวงอาทิตยท ี่เหมาะสมตอการเจรญิ เตบิ โตและการดาํ รงชวี ิตของสิง่ มชี วี ติ นักดาราศาสตรอ ธิบายเก่ยี วกับการเกดิ โลกวา โลกเกิดจากการรวมตวั ของกลมุ กา ซ และมีการเคลื่อนที สลบั ซบั ซอ นมาก
ดาวอังคาร (Mars) ดาวอังคารอยูห างจากโลกของเราเพยี ง 35 ลานไมล และ 234 ลานไมล เนื่องจากมีวงโคจรรอบดวง อาทิตยเ ปนวงรี พืน้ ผิวดาว อังคารมีปรากฏการณเมฆและพายุฝุนเสมอ เปนท่นี าสนใจในการศึกษาของนักวิทยาศาสตรเปนอยางมาก เน่ืองจากมลี ักษณะและ องคป ระกอบทใ่ี กลเคยี งกับโลก เชน มีระยะเวลาในการหมุนรอบตัวเอง 1 วนั เทา กบั 24.6 ช่วั โมง และระยะเวลาใน 1 ป เม่ือเทียบกับโลก เทากบั 1.9 มกี ารเอียงของแกน 25 องศา ดาวองั คารมีดวงจนั ทรเ ปน บริวาร 2 ดวง
ดาวพฤหัสบดี (Jupiter) ดาวพฤหสั บดีเปนดาวเคราะหท่ใี หญท่ีสดุ ในระบบสุริยะจกั รวาล หมุนรอบตัวเอง 1 รอบใชเ วลา 9.8 ช่วั โมง ซ่ึงเรว็ ที่สุดในบรรดา ดาวเคราะหท ้งั หลาย และโคจรรอบดวงอาทติ ย 1 รอบ ใชเวลา12 ป นกั ดาราศาสตรอ ธบิ ายวา ดาวพฤหัสเปนกลุม กอนกา ซหรือของเหลวขนาด ใหญ ทีไ่ มม สี ว นทเ่ี ปน ของแข็งเหมอื นโลก และเปน ดาวเคราะหทีม่ ดี วงจันทรเ ปน ดาวบริวารมากถงึ 16 ดวง
ดาวเสาร์ (Saturn) ดาวเสารเ ปนดาวเคราะหท่ีเราสามารถมองเห็นไดด ว ยตาเปลา เปนดาวทีป่ ระกอบไปดว ยกาซและของ เหลวสคี อนขางเหลอื ง หมนุ รอบตวั เอง 1 รอบใชเวลา 10.2 ชว่ั โมง และโคจรรอบดวงอาทติ ย 1 รอบใชเวลา 29 ป ลักษณะเดน ของดาวเสาร คอื มีวงแหวนลอ มรอบ ซงึ่ วงแหวนดัง กลา วเปน อนภุ าคเลก็ ๆ หลายชนดิ ที่หมนุ รอบดาวเสารมีวงแหวนจํานวน 3 ชน้ั ดาวเสารม ดี วงจนั ทรเปน ดาวบริวาร 1 ดวง และมดี วงจันทรด วงหนงึ่ ช่ือ Titan ซ่ึงถือวาเปน ดวงจนั ทรท่ีใหญท ี่สุดในระบบสรุ ิยะจกั รวาล
ดาวยเู รนัส(Uranus) ดาวยูเรนสั เปน ดาวเคราะหดวงแรกทถ่ี กู คนพบโดยใชกลองโทรทรรศน ผทู ค่ี น พบ คือ วลิ เลียม เฮอรเชล (William Herschel) ในป ค.ศ. 1781 (พ.ศ. 2324) องคป ระกอบหลกั ของดาวยเู รนสั คอื ไฮโดรเจนและฮเี ลยี ม โดยมีมเี ทนปะปนอยดู วยทาํ ใหเราเหน็ สขี องดาวยเู รนัสเปนสี น้ําเงินเขยี ว (ชว งคลื่นสีแดงถกู ดดู กลืนโดยมเี ทน) แกนหมนุ ของดาวยูเรนสั ทํามมุ เกอื บจะตง้ั ฉากกับแกนหมุนของดาวโดยท่ัวไป (แกนหมนุ ขนานกบั ระนาบการโคจร) ทาํ ใหการโคจรของดาวยเู รนสั ดูเหมือนเปน การกลิ้งไปบนระนาบการโคจร สาเหตทุ ีแ่ กนหมนุ ของดาวยเู รนัสผิด แปลกจากดาวดวงอ่ืนสันนิษฐานวาเกิดจากการชนกบั วัตถทุ องฟา ขนาดใหญป ระมาณดาวเคราะห สนามแมเหล็กของดาวยเู รนสั กแ็ ปลกไป จากดาวดวงอ่ืนกลาวคือมแี กนสนามแมเ หลก็ ท่เี อยี งจากแกนหมุนถึง 60 องศา และสภาพสนามแมเ หล็กก็มรี ปู รางท่แี ปลก ไมเ ปน แมเหลก็ สอง ขั้วอยา งชัดเจนเหมอื นดาวดวงอืน่ ในปจจบุ ันจํานวนดาวบริวารของยูเรนสั ที่ถูกคนพบ คือ 27 ดวง
ดาวเนปจนู (Neptune) เปนดาวเคราะหท ี่หา งจากดวงอาทิตยเ ปน ดวงที่แปด และมีขนาดใหญเ ปน ที่สี่ (วัดจากเสน ผา ศนู ยกลาง) ดาวเนปจูนมี ขนาดเลก็ กวา ดาวยเู รนัสแตม ีมวลมากกวา ในตํานานโรมนั Neptune (หรือตาํ นานกรกี เรยี กวา Poseidon) เปน เทพแหง ทอง ทะเล หลงั จากการคน พบดาวยเู รนัส ซงึ่ สงั เกตเห็นไดว า วงโคจรของดาวยเู รนัสไมเปน ไปตาม Newton’s law จงึ คาดวานา จะ มดี าวเคราะหท ีห่ า งไกลออกไปเปน ตัวรบกวนวงโคจรของดาวยเู รนัส เนื่องจากวงโคจรของดาวพลูโตไมเ ปน วงกลม ในบาง คร้ังกต็ ัดผานวงโคจรของดาวเนปจนู ทาํ ใหด าวเนปจูนอยูห างจากดวงอาทติ ยทีส่ ุดเปนเวลาหลายป
สวนประกอบของดาวเนปจนู คลายกับของดาวยเู รนัส คือประกอบดว ยนา้ํ แข็งหลายชนดิ และหนิ มไี ฮโดรเจน ประมาณ 15% และ ฮเี ลียมอกี เล็กนอย โครงสรา งไมแ บง เปน ช้นั เหมอื นดาวพฤหัสและดาวเสาร แตก ลับเปนมวลเนอื้ เดยี ว เหมอื นดาวยูเรนัส มีแกนกลางขนาดเล็กมีมวลใกลเ คียงกบั โลกซง่ึ เปน หิน บรรยากาศประกอบดว ยไฮโดรเจน ฮีเลยี ม และ มีเทนเล็กนอ ย มเี ทนทีอ่ ยูในบรรยากาศทาํ ใหด าวเนปจูนมีสีน้ําเงิน จุดมดื ยกั ษ (Great Dark Spot) ซ่ึงพบอยูท างซีกใตข องดาว มีขนาดเปน ครงึ่ หนึ่งของจดุ แดงยกั ษของดาวพฤหสั ความเร็วของลมที่พัดในจดุ มืดยกั ษไ ปทางทศิ ตะวนั ตกมคี วามเร็วประมาณ 300 กโิ ลเมตรตอวินาที (700 ไมลตอ ช่ัวโมง) ยงั มจี ดุ มดื ขนาดเลก็ และเมฆรปู รางประหลาดที่พัดวนรอบดาวเนปจนู โดยใชเ วลาประมาณ 16 ชัว่ โมง ซง่ึ เชื่อวา เกดิ จาก plume ทีข่ ้ึนมาจากบรรยากาศสวนลา ง ดาวเนปจูนก็มีวงแหวนเชน กัน ซงึ่ เมื่อสงั เกตจากพื้นโลกพบวาเปนวงแหวนท่ไี มเต็มวง แตจ ากภาพที่ไดจาก Voyager 2 แสดงใหเ ห็นวาวงแหวนมีเตม็ วง แตมีความมดื มากและสวนประกอบยังไมทราบ วงแหวนของดาวเนปจนู วงนอกสุดเรียกวา Adam ซึง่ ประกอบดว ย วงแหวนเลก็ ๆ 3 วง คือ Liberty, Equality และ Fraternity วงถดั มายังไมม ีชอ่ื ซึ่ง มีวงโคจรรว มกับดาว Galetea วงถัดมาเรยี กวา Leverrier แบงเปน 2 วงเลก็ เรยี กวา Lassell และ Arago และวงสดุ ทา ยท่ี เรยี กวา Galle ดาวเนปจูนสามารถเหน็ ไดด วยกลองสองทางไกลเปนรูปกลมๆ แตหากตอ งการดูรายละเอยี ดกจ็ ําเปนตอง ใชกลอ งโทรทรรศน ดาวเนปจนู มดี าวบรวิ าร 8 ดวง เปนดาวขนาดเล็ก 7 ดวง และดาวขนาดใหญหนง่ึ ดวงท่ีเรียกวา Triton
ดาวพลโู ต(Pluto) เปน ดาวเคราะหแ คระในแถบไคเปอร วงแหวนของวตั ถพุ น ดาวเนปจูน โดยเปนวัตถุแถบไคเปอรชน้ิ แรกท่ถี ูกคน พบ มนั มขี นาดใหญทส่ี ดุ อนั ดับ 1 และมีมวลมากที่สุดเปน อนั ดบั 2ในบรรดาดาวเคราะหแ คระทร่ี ูจกั ในระบบสรุ ยิ ะ และยังเปนวตั ถุทม่ี ี ขนาดใหญเปน อนั ดับท่ี 9 และมวลมากเปน อนั ดบั ท่ี 10 ในระบบสรุ ิยะท่โี คจรรอบดวงอาทติ ย ดาวพลูโตเปนวตั ถุแถบไค เปอรท ีใ่ หญท ่ีสดุ โดยปรมิ าตร แตมีมวลนอ ยกวาอีริส ซ่ึงเปน วตั ถุในแถบหินกระจาย ดาวพลโู ตมีลักษณะเหมอื นกบั วตั ถอุ ืน่ ๆ ในบริเวณเดียวกนั วงโคจรของดาวพลูโตมีความเยื้องศนู ยกลางมาก อยูท่ี 30 ถึง 49 หนวยดาราศาสตร (4.4 – 7.4 พันลาน กโิ ลเมตร) จากดวงอาทิตย หมายความวาเม่ือดาวพลูโตอยใู นตําแหนง ทีใ่ กลดวงอาทติ ยมากท่สี ุด มนั จะอยูใ กลก วาวงโคจร ของดาวเนปจูนเสียอกี แตเ น่ืองดว ยการสัน่ พอ งของวงโคจร ทาํ ใหดาวเคราะหทัง้ สองดวงไมสามารถโคจรมาชนกันได ในป พ. ศ. 2557 ดาวพลูโตมีระยะหางจากดวงอาทิตยประมาณ 32.6 หนวยดาราศาสตร แสงจากดวงอาทติ ยใชเวลาประมาณ 5.5 ชั่วโมง ถึงจะไปถงึ ดาวพลโู ตที่ระยะทางเฉล่ยี (39.5 หนว ยดาราศาสตร)
Search
Read the Text Version
- 1 - 18
Pages: