Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore จำนงค์-พื้นฐานบริหารฯ-ED.D.66-3

จำนงค์-พื้นฐานบริหารฯ-ED.D.66-3

Published by ศนจ ยโสธร, 2023-08-24 23:26:17

Description: จำนงค์-พื้นฐานบริหารฯ-ED.D.66-3

Search

Read the Text Version

ประมวลองค์ความรู้ เร่ือง “หลกั การปฏบิ ัติการบรหิ ารการศกึ ษา” The principles of educational management operations โดย วา่ ที่ร้อยโทจำนงค์ นนทะมาศ รหัส 6630740432003 เลขท่ี 3 หลกั สูตร ศึกษาศาสตรดุษฎบี ัณฑติ สาขา วชิ าการบรหิ ารการศึกษา Doctor of Education Program in Educational Administration ผสู้ อน ดร.วิมลพร สวุ รรณแสนทวี เอกสารฉบับนี้เป็นสว่ นหน่ึงของการศกึ ษาในรายวิชา พ้นื ฐานทางการบริหารการศกึ ษา (ED 61101) Foundations of Education and Education Administration 3 (3-0-6) ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2566 (เทอมท่ี 1) มหาวิทยาลยั มหามกุฏราชวิทยาลยั วทิ ยาเขตรอ้ ยเอ็ด MAHAMAKUT BUDDHIST ROIET CAMPUS

คำนำ เอกสารการรวบรวม ประมวลองคค์ วามรู้ เรือ่ ง “หลกั การปฏบิ ตั ิการบริหารการศึกษา” (The principles of educational management operations) ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วน หนึ่งในการศึกษาค้นคว้าในรายวิชา พื้นฐานทางการบริหารการศึกษา (ED 61101) Foundations of Education and Education Administration 3 (3-0-6) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 (เทอมที่ 1) โดยผ้จู ดั ทำได้ศกึ ษาค้นคว้ารวบรวมจากเอกสาร สอบถามผ้รู ู้ และศึกษาจากINTERNET เพื่อประมวลองค์ความรู้มานำเสนอใน 4 ประเด็น ประกอบด้วย วิวัฒนาการเชิงกระบวนทัศน์ด้าน การบริหารการศึกษา กระบวนการและการสร้างวิสัยทัศน์ในการบริหารการศึกษา แนวโน้มการ บริหารการศึกษาของไทยและต่างประเทศ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษาและ เทคนคิ การบรหิ ารองคก์ รทางการศกึ ษายุคใหม่ ตามลำดบั ไวอ้ ยา่ งครบถ้วน ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจใฝ่รู้เกี่ยวกับ “หลักการปฏิบัติการบริหารการศึกษา” และจะยังประโยชน์ต่างๆ ให้เกิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องตาม วัตถุประสงค์ของผู้ศึกษาได้หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนา การศึกษาของชาติไดเ้ ป็นอย่างดีสบื ไป ว่าท่ีร้อยโทจำนงค์ นนทะมาศ รหสั 6630740432003 เลขที่ 3 หลกั สูตร ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขา วิชาการบรหิ ารการศกึ ษา Doctor of Education Program in Educational Administration

สารบญั หนา้ เร่ือง 1 12 หลกั การปฏิบัติการบริหารการศึกษา 15 1. วิวัฒนาการเชงิ กระบวนทัศน์ด้านการบรหิ ารการศกึ ษา 21 2. กระบวนการและการสรา้ งวิสยั ทัศนใ์ นการบรหิ ารการศกึ ษา 3. แนวโน้มการบริหารการศึกษาของไทยและต่างประเทศ 37 4. กฎหมายที่เก่ียวข้องกับการบริหารการศกึ ษา และเทคนิคการบรหิ ารองคก์ รทางการศึกษายุคใหม่ บรรณานุกรม

1 ขอ้ ท่ี 4 หลักการปฏิบัตกิ ารบรหิ ารการศกึ ษา 4.1 วิวฒั นาการเชงิ กระบวนทัศน์ดา้ นการบรหิ ารการศกึ ษา ความหมายของ “วิวฒั นาการ” ความหมายของคำว่า “วิวัฒนาการ” ตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ กลา่ วไว้ว่า วิวัฒนาการ หมายถงึ กระบวนการเปล่ยี นแปลงหรือคลี่คลายไปสภู่ าวะทด่ี ีข้นึ หรอื เจรญิ ขน้ึ ววิ ัฒนาการ ในความหมายของวกิ พิ จนารกุ รม พจนานุกรมเสรี ได้ใหค้ วามหมายไวว้ ่า “ววิ ฒั นาการ” หมายถึง ขบวนการเปล่ยี นแปลงอยา่ งคอ่ ยเป็นค่อยไป เพื่อไปสู่ความเป็นอย่ทู ่ดี ีขึน้ หรือเจรญิ เติบโตยงิ่ ขนึ้ สรุป “วิวัฒนาการ\" จึงเป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวติ เปลี่ยนแปลงหรอื สร้างข้ึนหรือปรบั ปรุงตัวเองให้ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและเป็นที่สำคัญในการสร้างความ หลากหลายในชวี ิตบนโลกได้อย่างเหมาะสมตามยุคสมัย ความหมายของ “กระบวนทัศน์” คำว่า กระบวนทัศน์ (Paradigm) ซึ่งมาจากภาษากรีก โดย para แปลว่า beside ส่วน digm แปลว่า ทฤษฎี คือ ชุดแนวความคิด หรือมโนทัศน์ (Concepts) ค่านิยม (Values) ความเข้าใจรับรู้ (Perceptions) และการปฏิบัติ (Practice) ที่มีร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่งและได้ก่อตัวเป็นแบบแผน ของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่งเกี่ยวกับความจริง (Reality) ซึ่งเป็นรากฐานเพื่อการจัดการตนเอง ของชุมชน ที่ทำหน้าที่ 2 ประการ คือ 1) ทำหน้าที่ วางหรือกำหนดกรอบ 2) ทำหน้าที่บอกเราว่าควรจะประพฤติปฏิบัติ อย่างไร ภายในกรอบเพอื่ ให้เกิดความสำเรจ็ รวมไปถึง เราวัดความสำเร็จนน้ั อย่างไร Paradigm เป็นวิธีการหรือมุมมองต่อปรากฏการณ์ที่แสดงความสมั พันธ์ ซึ่งนำไปสู่การวิจัยและการ ปฏิบัติ ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ ประเด็นปัญหา แนวทางแก้ไข และเกณฑ์ ในการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน paradigm ประกอบดว้ ยทฤษฎีและวธิ ีการ (กฤษณ์ รักชาตเิ จริญ. 2557) กระบวนทัศน์ หมายถึง กระบวนคิดวิเคราะห์ วิธีคิด วิธีปฏิบตั ิ แนวการดำเนินชีวิต มาทบทวนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุค และสถานการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความเชื่อพื้นฐานที่มีใน จิตใจของมนุษย์ทุกคน แตกต่างกันตามเพศ ตามวัย ตามสิ่งแวดล้อม ตามการศึกษาอบรม ตามความเช่ือ พน้ื ฐานและการตดั สินใจเลือกของแต่ละบคุ คล (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. 2545) สรุป กระบวนทัศน์ คือกลุ่มทฤษฎีที่มีการพัฒนาแนวคิดด้านการบริหารและการจัดการในศาสตร์ โดยมีการรวบรวมแนวคิดทฤษฎีของนักทฤษฎีไว้ด้วยกัน และอยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน อาจจะเป็นใน ทศวรรษเดยี วกนั หรือทศวรรษตอ่ เนอื่ งกัน (วิกพิ เี ดยี สารานกุ รมเสร)ี กระบวนทัศน์ (Paradigm) หมายถึง กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิธคี ดิ วิธปี ฏบิ ตั ิ แนวการดำเนินชีวิต และการพัฒนาชวี ิตและสงั คมท่ีมีรว่ มกันของคนกลุ่มหนง่ึ ชมุ ชนหน่งึ และได้ก่อตัวเป็นแบบแผน ซึ่งเม่ือยุคสมัย เปลี่ยนแปลงไป เราก็ต้องมีการนำกระบวนทัศน์เดิมมาทบทวนใหม่ ปรับปรุงใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย และสถานการณท์ ่กี ำลังเกิดขนึ้ ในปจั จบุ ันและอนาคต ความหมายของ “การบรหิ าร และการบริหารการศกึ ษา” การบรหิ าร หมายถึง คำว่า “การบรหิ าร” (Administration) ใช้ในความหมายกว้างๆ เช่น การบริหารราชการ อีกคำหนึ่ง คือ “การจดั การ” (Management) ใชแ้ ทนกันไดค้ ำวา่ การบริหาร มนี ักวชิ าการทางการบริหารหลายท่านได้ให้ ความหมายไว้ ดงั น้ี

2 Simon A. Herbert (1950) ได้ให้ความหมายของการบริหารไว้ว่า การบริหาร คือ กิจกรรมที่บคุ คล ตง้ั แต่ 2 คนขน้ึ ไป ร่วมมอื กนั ดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงคอ์ ยา่ งใดอยา่ งหนึง่ หรือหลายอย่ารว่ มกัน Bamard Chester (1962) การบริหาร คือ การทำงานของคณะบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่ร่วม ปฏบิ ัตกิ ารใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายร่วมกนั Sergiovanni (1992) ได้ระบุไว้ว่า การบริหาร คือ กระบวนการในทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อให้เกิด ผลสัมฤทธิ์ตามเปา้ หมายอย่างมีประสทิ ธภิ าพ ภาวิดา ธาราศรีสุทธิและวิบูลย์ โตวณะบุตร (2542) การบริหาร หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่บุคคล หลายคนร่วมกันดำเนินการ เพื่อพัฒนาสมาชิกของสังคมในทุกด้าน นับแต่บุคลิกภาพ ความรู้ความสามารถ เจตคติพฤติกรรม คุณธรรม เพื่อให้มีค่านิยมตรงกันกบั ความต้องการของสังคม โดยกระบวนการต่างๆ ท่ีอาศัย ควบคุมสิ่งแวดล้อมให้มีผลต่อบุคคลและอาศัยทรัพยากร ตลอดจนเทคนิคต่างๆอย่างเหมาะสมเพื่อให้บุคคล พัฒนาไปตรงตามเป้าหมายของสงั คมทตี่ นดำเนินชีวิตอยู่ สมศักดิ์ คงเที่ยง (2542) การบริหาร หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมมือกนั ดำเนินการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายๆ อย่างที่บุคคลร่วมกันกำหนดโดยใช้ กระบวนอย่างมรี ะบบ และใหท้ รัพยากรตลอดจนเทคนคิ ต่างๆ อยา่ งเหมาะสม พะยอม วงศ์สารศรี (2544) ให้ความหมายของการบริหารการศึกษาไว้ว่า หมายถึงกระบวนการ ที่ผู้บริหารใช้ศิลป์และกลยุทธ์ดำเนินการ เพื่อให้องค์การบรรลุเป้าหมาย สามารถดำรงตนอยู่ในองค์กรของ สังคมได้อยา่ งมีความสขุ ชาญชัย อาจินสมาจาร (2545) กล่าวว่า การบริหารการศึกษาเป็นการใช้อิทธิพล (Influencing) ต่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ นักเรียนเพื่อให้มีความเจริญงอกงามบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดโดยการใช้กลุ่มคน กล่มุ ท่ีสอง ไดแ้ ก่ ครูในฐานะตัวแทน (Agent) ดำเนนิ การ เพ่อื ให้บรรลวุ ัตถุประสงค์ วิโรจน์ สารรัตนะ (2546) กล่าวถึง การบริหารว่าเป็นกระบวนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุจุดหมาย ขององค์การโดยอาศัยหลักการในการบริหารอย่างน้อย 4 ประการ คือ การวางแผน การจัดองค์การ การนำ และการควบคุม ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีผู้บริหารเป็นผู้รับผิดชอบที่จะให้มีการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมี ประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ล สรุปได้ว่า การบริหาร เป็นกระบวนการหรือกิจกรรมที่บุคคลหลายคนร่วมมือกันดำเนินการอย่างมี ระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์โดยใช้ทรัพยากรและเทคนิคต่างๆอย่างเหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด ไว้ร่วมกัน ความหมายของ “การบริหารการศึกษา” การบริหารการศกึ ษา หมายถึง ความหมายของคำว่า “การบริหารการศึกษา” นั้นมีนักวิชาการทางการบริหารและหน่วยงาน ทางการศึกษาได้ให้ความหมายไว้ดังน้ี ภาวิดา ธาราศรีสุทธิและวิบูลย์ โตวณะบุตร (2542) กล่าวถึงการบริหารการศึกษาไว้ว่า หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ที่บุคคลหลายคนร่วมกันดำเนินการเพื่อพัฒนาสมาชิกของสังคมในทุกด้าน นับแต่บุคลิกภาพ ความรู้ความสามารถ เจตคติพฤติกรรม คุณธรรม เพื่อให้มีค่านิยมตรงกับความต้องการของสังคมโดย กระบวนการท่ีอาศัยควบคุมส่ิงแวดล้อมให้มผี ลต่อบุคคล และอาศยั ทรัพยากร ตลอดจนเทคนิคอย่างเหมาะสม เพื่อให้บุคคลพัฒนาไปตรงตามเป้าหมายของสังคมที่ตนดำเนินชีวิตอยู่โดยอาศัยปัจจัยสำคัญทางการบริหาร ซง่ึ มี 4 อยา่ ง ท่ีเรยี กว่า 4Ms ได้แก่ 1) คน (Man) 2) เงิน (Money) 3) วสั ดุส่งิ ของ (Materials) 4) การจัดการ (Management) การบริหารการศึกษาเป็นวิชาที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ระเบียบ คือ มีหลักเกณฑ์และ

3 ทฤษฎีทพี่ งึ เช่ือถือได้อนั เกิดจากการค้นควา้ เชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชนใ์ นการบริหาร ตามนยั น้ี การบริหาร จึงเป็นศาสตร์ (Science) เป็นศาสตร์สังคม ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกันกับวิชาจิตวิทยา สังคมวิทยา และรัฐศาสตร์ แต่ถา้ พิจารณาการบรหิ ารในลักษณะของการปฏิบัติที่ต้องอาศัยความรคู้ วามสามารถ ประสบการณ์ และทักษะ ของผู้บรหิ ารแตล่ ะคนท่ีจะทำงานให้บรรลเุ ป้าหมาย ซงึ่ เปน็ การประยุกตเ์ อาความร้หู ลักการและทฤษฎีไปใช้ใน การปฏบิ ัติงานเพือ่ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และส่ิงแวดล้อม การบรหิ ารกจ็ ะมลี ักษณะเป็นศลิ ป์ (Arts) สำนักงานปฏิรูปการศึกษา (2545) ได้ให้ความหมายของการศึกษาไว้ว่า การบริหารการศึกษา หมายถงึ กระบวนการบรหิ ารจัดการเรยี นรูเ้ พ่อื ความเจรญิ งอกงามของบคุ คลและสงั คมโดยการถา่ ยทอดความรู้ อันเกิดจากการจดั สภาพแวดล้อมสงั คม การเรยี นรูแ้ ละปจั จยั เก้ือหนนุ ใหบ้ คุ คลเรียนรอู้ ย่างตอ่ เนือ่ งตลอดชีวิต สรุปไดว้ ่า การบรหิ ารการศึกษาเป็นกระบวนการหรือกจิ กรรมท่ีบุคคลหลายคนร่วมมือกันดำเนินการ อย่างมีระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์มีการประสานความร่วมมือกันภายในองค์การโดยใช้ทรัพยากรและเทคนิค ต่างๆ อยา่ งเหมาะสม เพอ่ื ใหบ้ รรลวุ ัตถุประสงคท์ ่ีกำหนดไว้รว่ มกนั กระบวนทศั นด์ า้ นการบรหิ ารการศกึ ษา การบรหิ ารการศึกษา มแี นวโน้มการเปลย่ี นแปลงจากทีย่ ึดโครงสร้าง กฎ ระเบยี บ ขอ้ บังคับ สายการ บังคับบัญชาตามลำดับขั้นอยา่ งเขม้ งวด เนน้ ผลผลติ ของงานมากกว่าความเป็นมนษุ ย์ของคนงาน ไปสรู่ ปู แบบที่ มีความยืดหยุ่น โครงสร้างอย่างหลวม (Loosely Structure Model) มองว่ามนุษย์สัตว์สังคมมากกว่าเป็น มนุษย์เศรษฐกิจ เน้นการสร้างสิ่งจูงใจ หรือความพึงพอใจในการทำงานของคนงานเป็นสิ่งสำคัญ และที่สำคัญ คอื การเปลีย่ นแปลงระบบการคิด (Thinking System) ถือเปน็ การเปลีย่ นแปลงกระบวนทัศน์ทางการบริหาร การศึกษาที่สำคัญ (Significant Paradigm Shift) ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกระบวนทัศน์เดิมกับกระบวนทัศน์ ใหมใ่ นการบรหิ ารการศึกษา ดังตารางตอ่ ไปน้ี กระบวนทัศนเ์ ดิม กระบวนทัศน์ใหม่ (Old Paradigm Shift) (New Paradigm Shift) 1. เน้นการบรหิ ารงานท่เี กี่ยวข้องกบั งานประจำ 1. เนน้ การมพี ลวตั รเพื่อการเปลี่ยนแปลง ภายในองค์การเป็นหลัก โดยมีปฏสิ มั พันธ์กับส่ิงแวดลอ้ มมากข้นึ 2. เน้นการนำนโยบายของผู้บริหารระดับสงู 2. เน้นการเป็นผู้พัฒนานโยบายมากขึ้น มาปฏบิ ัติ 3. เน้นการปกปิดและขจดั ความขดั แย้ง 3. ใหค้ วามสำคญั กับความขัดแยง้ (conflict) ถือว่าเป็นธรรมชาติและสิง่ จำเปน็ 4. ยดึ ถือความเป็นเหตเุ ป็นผล (Rationality) 4. ยึดถอื การเจรจาต่อรอง (Bargaining) การออกเสยี ง เปน็ บรรทดั ฐานในการตดั สินใจเป็นหลกั (Voting) หรอื การโน้มน้าวจติ ใจ (Persuasion) และ การมสี ่วนร่วม (Participation) เพ่ือกำหนดวิสยั ทัศน์ พนั ธกิจ จุดมุง่ หมาย ตลอดจนแผนงานโครงการ ท่ีจะ นำไปสู่การปฏิบัติ เพ่ือเป็นการเสรมิ สร้างวัฒนธรรมรว่ ม (Shared Culture) ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบกระบวนทัศน์เดิมกับกระบวนทศั นใ์ หม่ในการบริหารการศึกษา

4 จากแนวโนม้ การเปลย่ี นแปลงรปู แบบการบริหารการศึกษาจากกระบวนทัศน์เดิมมาเป็นกระบวน ทัศน์ใหม่ดังกล่าว จะเห็นได้ว่ารูปแบบองค์การทางการศึกษาที่พึงประสงค์ตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง คือ องคก์ ารเชิงวิชาชพี (Professional Organization) ท่ีมีการกระจายอำนาจสูงให้ความเป็นอสิ ระในการตัดสินใจ กับผู้ปฏิบัติงานในระดับล่างมากขึ้น มีการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพสูงจนถึงขั้นคาดหวังให้เป็นบุคลากรมือ อาชีพ (Professional) วัฒนธรรมองค์การทางการศึกษา มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับการ เปลี่ยนแปลงในทฤษฎีทางการบริหารการศึกษาและลักษณะขององค์การทางการศึกษา โดยพิจารณาจากการ เปลี่ยนแปลงในค่านิยมหลัก (Core Value) ทางการบริหารที่เปลี่ยนแปลงจากค่านิยมที่มุ่งความเป็นราชการ ที่เน้นความมีประสิทธิภาพ ความมั่นคงแน่นอน ไปสู่ค่านิยมหลักที่เน้นความสามารถในการแข่งขัน ความมี ประสิทธิผล ความมุ่งมั่นความสำเร็จ ความกล้าเสี่ยงความเปลี่ยนแปลง เป็นต้น เช่นเดียวกับกรณีการพัฒนา วิชาชพี ของผู้บริหารการศึกษามีแนวโน้มทจี่ ะมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเป็นผู้มวี สิ ัยทัศน์ (Vision) เพื่อกำหนด ทิศทางการบริหารงานขององค์การได้อย่างถูกต้อง (Do the Right Thing) และความเป็นผู้มีภาวะผู้นำ (Leadership) ในการจงู ใจและกระตนุ้ ใหผ้ อู้ ่ืนปฏิบตั ิงานให้บรรลเุ ปา้ หมายไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ สำหรับการกระจายอำนาจเชิงบรหิ าร กระแสแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง คือ การกระจายอำนาจ (Decentralization) ไมใ่ ช่การรวมอำนาจ (Centralization) ในทางสงั คมวิทยานน้ั กระบวนทัศน์ (Paradigm) เป็นความเชือ่ พ้ืนฐานที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ หรือ กระแสความคิดของคนในยุคหนึ่ง แม้ความเชื่อพื้นฐานที่มีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน จะแตกต่างกันตาม เพศ วัย สิ่งแวดล้อม การศึกษาอบรม และการตัดสินใจเลือกของแต่ละบุคคลก็ตาม แต่เมื่อผสานเข้าด้วยกัน แล้วก็จะเกิดเปน็ กระแสความคิดหลักของสงั คมในยคุ นัน้ จงึ สรปุ ไดว้ ่า กระบวนทศั น์ คอื ความคิดความเชอ่ื ของ คนแตล่ ะยคุ แต่ละสมัยทตี่ อ่ โลกและชีวติ น่นั เอง วิวฒั นาการของกระบวนทัศน์ด้านการบริหารการศกึ ษา มคี วามเชื่อมโยงกับกระบวนทัศน์ทางมิติ ของสังคม ซึ่งแบ่งกระบวนทัศน์ตามมิติสังคมวิทยาออกเป็น 5 กระบวนทัศน์ ตามวิวัฒนาการของสังคมมนษุ ย์ กลา่ วคอื (กรี ติ บญุ เจอื , 2548) 1. กระบวนทัศน์ดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm) แนวคิดแบบนี้เกดิ ขึ้นกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ทันทีที่มนษุ ย์เกิดขนึ้ ในโลกนี้ จงึ สันนษิ ฐานได้วา่ แนวคิดแบบดกึ ดำบรรพ์น้ีมมี าประมาณ 2 ล้านปีแล้ว ความคิด ความเชื่อของคนยุคนี้เชื่อว่าโลกไม่มีกฎเกณฑ์ ความคิดทางปรัชญาเกิดจากสติปัญญาของมนุษย์ เหตุการณ์ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นคนยุคนี้เชื่อว่าเป็นไปด้วยฤทธิ์อำนาจลึกลับในธรรมชาติ อุดมการณ์สูงสุดในระยะนี้ คือทำ ตามประเพณี ผดิ อะไรผดิ ได้ แต่อยา่ ผิดประเพณี ประเพณีเปน็ มาตรฐานการตัดสนิ การกระทำทุกอย่าง รปู แบบ การดำเนนิ ชีวิตเน้นปลอดภัยไวก้ ่อน 2. กระบวนทศั นโ์ บราณ (Ancient Paradigm) แนวคดิ ของคิดของคนยุคน้เี ชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมี กฎเกณฑแ์ น่นอนตายตัว ทีไ่ ม่มกี รณียกเว้นใดๆ ท้งั สนิ้ โลกมกี ฎเกณฑ์และมนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพ่ือใช้แสวงหา ความสุขบนโลกนี้ อุดมการณ์สูงสุดของคนยุคนี้คือ ทำตามกฎหมายที่ผู้มีอำนาจกำหนดขึ้น ผิดอะไรผิดได้ แต่ อย่าผดิ กฎหมาย รูปแบบการดำเนินชีวติ เนน้ แสวงหากฎเกณฑ์ 3. กระบวนทัศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) แนวคิดของคนยุคกลางเช่ือว่า โลกมีกฎเกณฑ์ แต่กฎเกณฑ์ไม่อาจให้ความสุขแท้แก่มนษุ ย์ได้ ความสุขที่แท้จริงหรือสขุ ถาวรมีอยู่ในโลกหน้า เพราะเห็นความ อนิจจังของโลก แมจ้ ะรู้กฎเกณฑ์ของโลกและปฏบิ ัตติ ามอย่างไม่บกพร่อง กไ็ มอ่ าจพบความสุขแทไ้ ด้ จึงต้องใช้ ชีวิตอันจำกัดและสั้นในโลกนีเ้ พื่อแสวงหาความสุขถาวรในโลกหนา้ อุดมการณ์สูงสุดของคนยคุ นี้คือ มโนธรรม ทไ่ี ดร้ ับจากศาสนา ไมผ่ ดิ หลกั ธรรมของศาสนา รปู แบบการดำเนนิ ชวี ิตเน้นความสุขโลกหนา้

5 4. กระบวนทัศน์ยุคใหม่ (Modern Paradigm) เริ่มต้นตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1500 เป็นต้นมา วิทยาศาสตร์เจริญขึ้น มนุษย์หวังกันว่า วิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ แนวคิดความเชื่อของ คนยุคนี้เชื่อว่า โลกมีกฎเกณฑ์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นทางพบกฎของโลกมนุษย์จะมีความสุขสมบูรณ์ แบบในโลกน้ีได้โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ อุดมการณ์ของคนยคุ นี้ คือ เหตุผล จะทำอะไรก็อ้างว่ามเี หตุผล ตดั สนิ ใจอะไรก็ด้วยเหตผุ ล รูปแบบการดำเนนิ ชีวิตเน้นความสงบสุขในสงั คม 5. กระบวนทัศน์หลังสมัยใหม่ (Post Modern Paradigm) แนวคิดของยุคน้ี เป็นกระบวนทัศน์ กา้ วขา้ มกระบวนทัศน์ทง้ั 4 ยคุ ข้างต้น ซง่ึ ล้วนแต่มีประเดน็ ท่มี ีแนวโนม้ ใหเ้ กดิ ความขัดแย้งต่อกนั คือ เกดิ ความ ยึดมั่น (Attachment) ซึ่งนำไปสู่การแบ่งพรรคแบ่งพวก การแข่งขัน ความไม่ไว้วางใจกัน การทำลายกัน สดุ ทา้ ยเกดิ สงครามในรปู แบบใหม่ กระบวนทศั นท์ ่ี 5 นี้ มลี ักษณะเป็นองค์รวม (Holistic Paradigm) หรือการ คดิ เชิงบรู ณาการคือ “การนำหลายสง่ิ มาใช้ประโยชน์ในบางสง่ิ ” และ“การใช้ประโยชน์จากบางส่ิงกับหลายส่ิง” (To apply everything for something and to apply something for everything) หรอื “ไมท่ งิ้ อะไร แต่ ทบทวนใหมห่ มด” (Reject non Reread all) เปน็ กระแนวคิดอนุรกั ษ์และแนวคดิ การเปล่ียนแปลง คิดใหม่ทำ ใหม่ เปลี่ยนจากการต่อต้านเป็นการต่อเติม เปลี่ยนจากคู่แข่ง (Competition) มาเป็นคู่คิด (Cooperation) เปลี่ยนจากการแตกแยก (Diversion) มาเป็นความแตกต่าง (Differentiation) แนวคิดเหล่าน้ี สามารถแก้ จดุ บกพร่องของกระบวนทัศน์ในอดีตไดโ้ ดยต้องแก้ไขประเด็นท่ีสุ่มเสีย่ งต่อความขับแยง้ และสนบั สนุนประเด็น ที่ส่งเสริมสันติภาพแทนด้วยลัทธิรื้อแล้วสร้างใหม่ (Reconstructionism) ที่เน้นในการสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิด สัมพนั ธภาพและความร่วมมือ การดำเนนิ ชวี ิตเนน้ คณุ ภาพชีวติ ท่ีดียง่ิ ข้นึ เม่ือมองกระบวนทัศน์ในเชิงนวตั กรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้ให้นิยาม“นวัตกรรมด้านกระบวนทัศน์” (Paradigm Innovation) เอาไว้ว่าเปน็ การเปลี่ยนแปลงแนวคดิ ขน้ั พ้ืนฐานในการปฏิบัติงาน (Mental Model) ขององค์กร โดยวางเป้าหมายในการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองความคิดที่ส่งผลต่อการทำงาน มีทั้ง การทำนวัตกรรมแบบก้าวหน้าที่ปรับปรุงระบบแบบค่อยเป็นค่อยไป (Incremental Innovation) และ นวัตกรรมแบบก้าวกระโดด (Radical Innovation) ที่ปรับปรุงระบบอย่างชาญฉลาด แนวคิดนี้จะช่วยปรับ โครงสร้างการเกิดนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เดิมมีแนวทางการดำเนินงานจะเป็นไปในเชิงเส้น (Linear Model) โดยมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยที่เป็นฐานหลักที่ภาคการศึกษานำไปต่อยอดในการวิจัยและ พัฒนา ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นกระบวนการที่เนน้ การส่งต่อองค์ความรู้และก่อให้เกิดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์และ ตรงความต้องการของสังคม องค์กรชุมชน และบุคคล แนวคิดใหม่นวัตกรรมด้านกระบวนทัศน์ได้เข้ามาสร้าง รูปแบบการทำงานใหม่ที่เรียกว่า Innovation Non-Linear ขึ้นมาแทน โดยในรูปแบบการทำงานใหม่น้ี นวัตกรรมสามารถเกิดขน้ึ ได้ อาจเปน็ แนวคดิ ใหมจ่ ากประชาชน ภูมปิ ญั ญาของชมุ ชนหรือเกิดจากความร่วมมือ ของหลายหน่วยงานก็ได้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่งานวิจัย ซึ่งการดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาอยู่ในระบบนิเวศ นวัตกรรมเช่นนี้จะเอือ้ ตอ่ การเกดิ นวตั กรรมไดม้ ากกว่า (วีระพงษ์ แพสุวรรณ, 2557) ในมุมมองทางเทคโนโลยี กระบวนทัศน์ ได้รับการทบทวนจากแนวความคิดเดิมของ Thomas Kuhn ทีอ่ ธบิ ายไวว้ า่ เหตใุ ดองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงมพี ฒั นาการสูงขน้ึ ได้ต่อเนื่อง ทง้ั ที่วิทยาศาสตร์เป็น เพียงความพยายามอธิบาย “ชุดข้อมูลเดิม” ของธรรมชาติเท่านั้น พบว่า การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ทำให้เกิด มุมมองใหม่ ทำให้มองข้อเท็จจริงในธรรมชาติได้ในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป แยกย่อยออกเป็นสาขาหรือ แขนงต่างๆ ไดม้ ากมายและในแตล่ ะมุมมอง หรือแตล่ ะ “กระบวนทศั น์” ก็จะสามารถเจาะลึกลงไป เพื่อค้นหา ความจริงของธรรมชาติได้อย่างละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น ด้วยการประยุกต์แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ข้างต้น ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการการสร้างนวัตกรรม เรียกแนวคิดนี้ว่า Technological Paradigm หรือกระบวนทัศน์ เทคโนโลยี การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมในมุมมองใหม่ที่ยงั

6 ไม่เคยมีใครมองเห็นได้มาก่อน ตัวอย่างเช่น ในเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนทัศน์หลักจะเริ่มต้นจากการ พัฒนาหลอดสุญญากาศและทรานซิสเตอร์เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมวิทยุ แต่ได้พัฒนาไปในเส้นทางอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมโทรทัศน์อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ และอุตสาหกรรมการสื่อสาร เป็นต้น ความสำเร็จของการ สร้างนวัตกรรม จึงอยู่ที่การเลือกกระบวนทัศน์เทคโนโลยี และเส้นทางเดินของเทคโนโลยี ให้เหมาะสมกับ ความรู้ความชำนาญ ความมุ่งมั่น และวิสัยทัศน์นวัตกรรมของธุรกิจ รวมถึงสถานภาพ/และความแข็งแกร่ง ด้านการเงิน การลงทุนและความพร้อมของบุคลากร สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการ startup ในวสิ าหกิจทุกประเภท (เรวตั ตันตยานนท์, 2559) สมชาย เทพแสง (2565) ได้นำเสนอโมเดล POLM : กระบวนทัศน์ใหม่ของการบริหารจัด การศกึ ษาใหเ้ กดิ คุณภาพ ไวอ้ ย่างนา่ สนใจยง่ิ ดังนี้ การบริหารจัดการยุคใหม่ เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์จำเป็นต้องจูงใจให้บุคลากรมาร่วมกันทำงานด้วย ความเต็มใจ โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างและมีการประสานงานให้เกิดความชัดเจน มีวัตถุประสงค์เพื่ อให้ บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย (Griffn. 1999 : 6) ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรที่สำคัญอันประกอบด้วย คน (Man) เงิน (Money) สือ่ อุปกรณ์ (Material) เวลา (Minute) วธิ ีการ (Method) การบรหิ ารจัดการ (Management) และ คณุ ธรรมจริยธรรม (Moral) หรือทน่ี ิยมเรยี กกันว่า 6M's โดยทแ่ี นวคดิ เกย่ี วกับการบรหิ ารจดั การประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การจัดองคก์ าร (Organizing) การนำหรือการสั่งการ (Leading/Directing) ตลอดจน การควบคุม (Controlling) ซึง่ จะมีความสัมพนั ธ์โดยตรงกับทรัพยากรขององค์การ (6 M's) เพือ่ นำไปใช้ให้เกิด ประโยชนท์ ำใหบ้ รรลุความสำเรจ็ ตามเปา้ หมายขององคก์ ารอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ และเกิดประสทิ ธิผลครบถ้วน กระบวนการบริหารจัดการมีแนวคิดเริ่มจาก Henri Fayol ได้เสนอหลักของการบริหารจัดการ โดยมีองค์ประกอบย่อว่า POCCC Planning (การวางแผน) Organizing (การจัดองค์การ) Commanding (การสง่ั การ) Coordinating (การประสานงาน) Controlling (การควบคุม) (Bennis.& Nanus.1997 : 12-13) มาถึงปัจจบุ ันที่นิยมใช้ คอื POLC ไดแ้ ก่ (Daft. 2000 : 14-15) การวางแผน (Planning) เป็นการเตรียมการเพื่อกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์ต่างๆ และจัดทำ แผนงานเพ่ือประสานกจิ กรรมตา่ งๆ ที่จะกระทำในอนาคต การจัดองค์การ (Organizing) เป็นการปรับปรุงโครงสร้างขององค์การปรับปรุงระบบงานและ มอบหมายภารกิจหนา้ ท่คี วามรบั ผดิ ชอบ กำหนดสายการบงั คับบญั ชา การนำ (Leading) เป็นการนำและจูงใจ ให้คำปรึกษา การขจัดความขัดแย้ง หรือเป็นการ กระตุน้ ให้บคุ ลากรใชค้ วามพยายามอยา่ งเตม็ ทที่ ่จี ะทำให้เกิดความสำเร็จ รวมท้ังแกไ้ ขปัญหาต่างๆ ท่ีเกดิ ขนึ้ การควบคุม (Controlling) เป็นการติดตามตรวจสอบกิจกรรมที่ได้กระทำไว้ เพื่อให้แน่ใจว่า การดำเนนิ งานไดเ้ ปน็ ไปตามแผนทีว่ างไว้ รวมทั้งแกไ้ ขข้อผดิ พลาดทเี่ กดิ ข้ึนให้ถูกต้องอีกด้วย ปัจจุบันกระบวนทัศน์ใหม่ได้มีการพัฒนาจากการควบคุม (Controlling) มาสู่การกำกับดูแล (Monitoring) ให้มีความหมายกว้างขึ้นและมีแนวคิดทางบวกมากกว่าการควบคุม (Controlling) เน้นการ กำกับดแู ล ใหอ้ สิ ระในการทำงาน จึงพัฒนาจาก POLC มาสู่ POLM โดยมีแนวคดิ สำคญั ดงั นี้ P : PLANNING (การวางแผน) การวางแผน (Planning) เป็นสิ่งที่องค์การต้องการเปลี่ยนแปลงในอนาคตการวางแผนเป็น สะพานเชื่อมระหว่างเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต ซึ่งทำได้โดยการให้บรรลุเป้าหมายผลลัพธ์ที่ต้องการ องค์การ โดยการกำหนดสภาพการณ์ท่ตี ้องบรรลุและกำหนดแนวทางในการบรรลุสภาพการณ์ที่กำหนดบนพื้น ฐานข้อมูลที่มีความรอบดา้ นอย่างเป็นระบบ ตอบสนองผลและปรับให้ทนั กับโลกาภิวตั น์ ส่งเสริมศักยภาพของ องค์การใหส้ ามารถแขง่ ขนั ด้านการตลาดเศรษฐกจิ ระดบั โลก กระตนุ้ ใหเ้ กิดการวางแผนในระยะยาวในองค์การ

7 โดยมีเทคนิคสำคัญ ได้แก่ การวิพากษ์แผนและมองหาจุดอ่อน ค้นหาโอกาส และข้อบกพร่องของแผนให้พบ เพ่ือนำมาปรบั ปรุงใหเ้ กิดประสิทธิภาพ (Daft.2000 : 34) นอกจากนี้กลยุทธ์ที่สำคัญ เช่น กลยุทธ์ SMART เป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของการวางแผน ดังนี้ (Administrative Office 2010 : Online) S - Specific ตอ้ งมีลักษณะเฉพาะเจาะจง โดยมีวตั ถปุ ระสงค์ และเปา้ หมายที่ชดั เจน M - Measurable สามารถประเมินและวดั ผลได้อย่างชดั เจน A - Attainable สามารถดำเนินไปสูก่ ารบรรลุผลตามเป้าหมายได้ R - Relevant ต้องเกยี่ วขอ้ งกับทุกคนในองคก์ าร รบั รู้ร่วมมือในการทำงานอยา่ งเปน็ ระบบ T - Timeframe มีกรอบเวลาอย่างชดั เจน เพื่อการดำเนินงานเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด การวางแผนกลยุทธ์จะเก่ียวข้องกบั ความสามารถของผู้นำการศกึ ษาในการรวบรวมข้อมูล อุปสรรค และปัญหาได้อย่างชัดเจน มีการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ หาทางเลอื กในการวางแผน นำแผนไปใชต้ ามวตั ถปุ ระสงค์ ประเมนิ ผลและมีการปรบั ปรงุ แผนอย่างต่อเนื่อง การวางแผนกลยุทธ์เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จนั้น ขึ้นอยู่กับการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ โดยใช้ ยุทธศาสตร์นำพาพันธกิจไปสู่การทำงานในองค์การจนบรรลุเป้าหมาย กลยุทธ์ที่ช่วยให้การบริหารจัดการ ประสบผลสำเรจ็ นี้ คือ FAME ซ่งึ มีองคป์ ระกอบดงั น้ี (ปกรณ์ ปรยี ากร. 2545) F = Formulate หมายถึง การกำหนดกฎเกณฑ์กติกา ก้าวแรกในกระบวนการจัดการ วางแผนกลยุทธ์ต้องกำหนดความต้องการของบุคลากรและทิศทางข ององค์การว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด วางแผนและสร้างหนทางเดินไปสู่จุดนั้น โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ขององค์การต้องชัดเจน สามารถกระจายสู่ บุคลากรทุกคนให้เกิดความเข้าใจ และยอมรับแผนงานท่ีวางไว้ ไม่เพียงแต่ผู้นำในองค์การ สมาชิกทุกคนถอื ว่า มีส่วนผลักดันแผนไปสู่เป้าหมายปลายทางได้เป็นอย่างดี A = Accomplish หมายถึง การทำให้สำเร็จ บรรลุเป้าหมายการทำให้วัตถุประสงค์ บรรลุนั้นขึ้นอยู่กับศิลปะการใช้แรงจูงใจของผู้นำ พลังของทีมงานในการขับเคลื่อน ซึ่งพลังแห่งการขับเคลื่อน ขึ้นอยกู่ ับปจั จัยสองประการ คือ 1) ความสำนึกแหง่ ความรับผิดชอบ โดยผู้นำมอบหมายภารกจิ ที่สอดคล้องกับ ความรู้ความสามารถของบุคลากร ให้ความสำคัญแก่บุคลากรและกระตุ้นให้เกิดความรับผิดชอบในหน้าที่การ งาน สร้างความรักความผูกพันในงาน 2) การให้รางวัล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญต่อบุคลากร เพอ่ื รกั ษามาตรฐานการปฏิบัติงานใหค้ งอยู่ รวมทง้ั กระตนุ้ ใหเ้ กดิ พลงั งานในการทำงาน M = Monitor หมายถึง การควบคุมการปฏิบัติงาน การควบคุมเป็นปัจจัยสำคัญในการ ดูแลให้การปฏิบัติงานเกิดความก้าวหน้า และสามารถพัฒนาผลผลิตและการบริการให้เกิดความชัดเจน จำเป็นต้องมีความต่อเนื่อง เพื่อสร้างความรู้สึกที่ดีแก่บุคลากร รวมทั้งให้ความสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนใน กรณที ่ีเกดิ ปัญหาสามารถแกไ้ ขปญั หาไดท้ ันท่วงที R = Repeat การทบทวนและทำซำ้ การปรับปรงุ อยา่ งต่อเนื่องช่วยใหเ้ กิดความกา้ วหน้า และสร้างความมั่นใจต่อการทำงาน ในกรณีที่ผลงานเป็นไปตามเปา้ หมาย หรือมีผลเกินคาด ในกรณีที่มีปญั หา สามารถนำกลบั ไปทบทวนปรบั ปรุง โดยมกี ารวิเคราะหผ์ ลท่ีเกิดขึน้ เปรยี บเทียบกับเป้าหมายทวี่ างไว้ ลอเรนซ์ (Lawrence. 2008 : Online) ได้ใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ซึ่งเป็น สิ่งสำคัญต่อการเป็นผู้นำในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสภาพปัจจุบันจำเป็นต้องมีการแข่งขันสูง เพื่อให้องค์การ ไดร้ บั การยอมรับและนา่ เชื่อเถือต่อผู้ปกครอง ชมุ ชนและสังคม ผนู้ ำจึงจำเปน็ ตอ้ งใช้ความคดิ เชิงกลยุทธ์ในการ ตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไป โดยเฉพาะในการวางแผนงานให้มีประสิทธิภาพ ความคิดเชิงกลยุทธ์

8 จะชว่ ยส่งเสรมิ ในการวางแผนกลยุทธ์ เพอ่ื ไปสกู่ ารปฏบิ ัติตามวิสัยทัศน์ และเปา้ หมายขององค์การที่วางไว้และ สามารถสรปุ ความคิดเชงิ กลยทุ ธม์ ีในหลายลักษณะ ดงั น้ี 1. มีมุมมองหลากหลาย ใช้ทักษะความคิดอย่างเหมาะสม ในการประเมินค่า การสังเคราะห์ การวิเคราะห์ การประยุกต์ ความเขา้ ใจ และการรบั รู้ อกี ทั้งตรวจสอบสภาพแวดลอ้ ม การใช้ความคิดเชิงระบบ ให้สอดคล้องกัน และพฒั นาทกั ษะความคดิ อยา่ งต่อเน่ือง 2. ใช้ขีดความสามารถ ความรู้และทักษะ พัฒนาขีดความสามารถในการคิด รวมถึงความรู้ ความสามารถในการใช้ทักษะความคดิ เพอื่ กำหนดวสิ ยั ทัศน์อยา่ งชัดเจน 3. ตระหนกั ตนเอง ตระหนกั ถึงตนเองอยู่เสมอและเช่ือมโยงความคิดสกู่ ารปฏิบัติ 4. มีความยืดหยุ่น ผู้นำใช้ความยืดหยุ่นเพื่อให้การดำเนินงานไปอย่างราบรื่น รับฟังความ คดิ เห็นของบคุ ลากร เนน้ การมสี ่วนร่วมและสรา้ งสัมพันธภาพท่ีดี เพ่อื ใหส้ ามารถแก้ไขปัญหาได้ 5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ช่วยค้นหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาหลายด้าน มีการปรับ สภาพการดำเนนิ งานเพ่อื ไปสู่การแก้ปัญหา ค้นหาวธิ กี ารอย่างหลากหลายเพ่ือใหส้ ามารถแกไ้ ขปญั หาได้ 6. ใช้ความเสี่ยงหรือการคิดนอกกรอบ ผู้นำใช้หลักความคิดที่นอกกรอบหรือหลักแห่งความ เสี่ยง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงให้บรรลุเป้าหมายและวิสัยทัศน์ มีการให้รางวัลและการ ลงโทษไปสู่การใช้ความเสี่ยงในการตัดสินใจของผู้นำ โดยเฉพาะทรัพยากรมีจำกัด การใช้ความเสี่ยงอาจจะ สำเร็จหรือล้มเหลว เพราะสภาพแวดล้อมทางกลยุทธ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจต้องเรียนรู้ การใชค้ วามคดิ ท่ฉี ลาด ผูน้ ำต้องใชค้ วามคดิ การตดั สินใจเชงิ กลยุทธ์ และความคดิ สร้างสรรคใ์ นการแก้ปญั หา นอกจากการวางแผนกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ผู้นำควรใช้เทคนิคของความคิดเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่เรียกว่า change the rules of the game มีการพัฒนาสมรรถภาพ ทางความคิดเชิงกลยุทธ์โดยใช้การระดมสมองในการอภิปรายผลสำเร็จที่เกิดขึ้น ทบทวนการวางแผนกลยุทธ์ กับคนอื่นๆ เลือกวัตถปุ ระสงคข์ ององค์การและนำมาสร้างแผน วัดความก้าวหน้า เน้นความต้องการของลูกค้า ค้นหาทีมงานและสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติ โดยเฉพาะพัฒนาเครื่องมือเทคนิคความคิดเชิงกลยุทธ์อย่าง สร้างสรรค์และต่อเนื่อง O : ORGANIZING (การจดั องคก์ าร) ปัจจุบันองค์การต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงมีความจำเป็นต้องมีการ ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ แนวคิดเกี่ยวกับองค์การในแบบดั้งเดิมกับองค์การสมัยใหม่จึงมีความแตกต่างกัน ผู้นำ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการจัดองค์การให้สอดคล้องกับโลกาภิวัตน์ โดยมีการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์เพื่อสนับสนุนทรัพยากร และกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การให้ไปสู่ ความสำเรจ็ ตามเป้าหมาย โดยทอ่ี งค์การสมยั ใหมม่ ีแนวโน้มทจ่ี ะใหอ้ สิ ระกบั บคุ ลากรในการทำงานมากข้นึ และ เมือ่ เปรยี บเทียบการจัดองคก์ ารแบบดง้ั เดมิ กบั องคก์ ารสมัยใหมม่ ีความแตกตา่ งกนั ดังตารางดา้ นลา่ ง องคก์ ารแบบดัง้ เดิม องคก์ ารสมัยใหม่ 1. รูปแบบไมย่ ืดหยุ่น 1. แบบยืดหยุน่ 2. การเน้นท่ีตัวงานกบั เน้นทกั ษะ 2. เน้นทักษะ 3. มสี ถานทที่ ำงานและเวลาทำงาน 3. การทำงานได้ทุกที่ทุกเวลาท่เี ฉพาะคงท่ี 4. การจัดการที่คงเดมิ 4. เปล่ียนแปลงการจดั การและวธิ กี าร 5. รับผิดชอบหน้าท่ีเฉพาะ 5. หมุนเวยี น 6. กำกบั ควบคุม 6. อสิ ระ

9 การจัดองค์การเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนความสำเร็จขององค์การ เนื่องจากการจัดองค์การเป็นงาน ที่ผู้บริหารใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดผู้รับผิดชอบงานรวมถึงเป็นกลไกการประสานงาน เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการใชท้ รัพยากรอยา่ งคุ้มค่า ผู้บริหารจึงตอ้ งคำนึงถงึ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ของบุคลากร เพอ่ื วางบุคลากรให้เหมาะสมกบั งาน โดยหลกั การจดั องค์การทดี่ ี ควรยดึ เทคนิค 5 A ดังน้ี AIM ควรยดึ วตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อเป็นทศิ ทางในการดำเนนิ งาน ABILITY ควรคำนึงถงึ ความรูค้ วามสามารถ ความถนดั ประสบการณ์ในการทำงานของบุคลากร ACCOUNTBILITY ควรเน้นความรบั ผิดชอบ โดยเม่ือผ้ใู ดได้รบั การมอบหมายงานจะต้องมีความ รับผดิ ชอบอย่างครบถ้วนชดั เจน เมือ่ เกิดความผิดพลาดขึ้น ร่วมกนั รับผดิ ชอบ ACHIEVEMTNT ควรเนน้ ผลสัมฤทธ์ขิ องงาน เพอ่ื ให้เกิดผลสำเรจ็ เป็นไปตามเป้าหมายทว่ี างไว้ ADAPT ควรเน้นการปรบั ปรงุ อย่างต่อเนื่อง ทงั้ ในดา้ นการกำกับ การควบคุม การปรบั โครงสร้าง วิธกี ารทำงาน กระบวนทัศน์ และความคดิ ของบุคลากร เพ่อื ใหอ้ งคก์ ารเกิดการพฒั นาอยา่ งต่อเน่ือง L : LEADING (การนำองค์การ) การนำองค์การ (Leading) เป็นการใช้อิทธิพลเพื่อจูงใจบุคลากรให้ปฏิบัติงานและนำไปสู่ความสำเร็จ ตามเป้าหมายท่ีระบุไว้ หรือเป็นกระบวนการจัดการให้สมาชิกในองค์การทำงานร่วมกัน การนำองค์การให้เกิด ประสิทธผิ ล ผู้นำจะต้องใชค้ วามร้คู วามสามารถหลายเรื่องควบคู่กนั ไป อาทิ ภาวะผู้นำ การจูงใจมนุษยสัมพันธ์ การติดต่อสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม เป็นต้น และการนำองค์การ (Leading) เป็นหน้าที่หลักของผู้นำใน การใช้ความสามารถโน้มน้าวให้ผู้ตามมีศรัทธาและนำความสามารถของตนออกมาใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดของ องค์การ (Emergent Leadership) การนำองค์การไปสู่ความสำเร็จผู้นำจำต้องใช้เทคนิคในการใช้แรงจูงใจ โดยผูน้ ำมีบทบาทหน้าทดี่ ังต่อไปน้ี (Yuki, 2006 : Online) 1. สร้างทัศนคติที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน ผู้นำควรมีทัศนคติที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน ทั้งน้ีเพื่อสร้าง ความสมั พนั ธ์ทด่ี ี และชว่ ยให้การปฏิบัตงิ านมปี ระสทิ ธภิ าพ 2. ทำให้งานประสบความสำเร็จไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงาน ผู้นำควรมีความพอใจต่อการท่ีตัวเอง และเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาจะแข่งขันกันทำงานให้ประสบความสำเร็จ ผู้นำคนใดที่ไม่ยินดีต่อ ความสำเร็จความก้าวหน้า ทรัพยากรที่ได้มาและการสนับสนุนจากกลุ่มเพื่อน ย่อมไม่สามารถสนองต่อความ ตอ้ งการของงานได้ 3. ต้องการท่ีจะแสดงสิทธผิ ูน้ ำ คือ ผูท้ ไ่ี ดร้ บั มอบหมายให้มสี ิทธใิ นการตัดสนิ ใจ ดูแลระเบียบวินัย และปกป้องลูกน้อง หากผู้นำคนใดไม่มีความสบายใจในการปฏบิ ัติงานที่กล่าวมา ย่อมไม่สามารถจะทำให้งาน ประสบความสำเรจ็ ได้ 4. ปรารถนาจะใช้อทิ ธพิ ลผนู้ ำต้องใช้อทิ ธิพลตอ่ เพ่ือนร่วมงาน ต่อผ้ใู ต้บงั คบั บญั ชา เช่น การจงู ให้ ทำส่งิ ตา่ งๆ ตามความถนดั และความสนใจ ตัดสินใหค้ วามดีความชอบหรือลงโทษท่ไี ม่ปฏบิ ตั ิงาน 5. ความตอ้ งการเด่น งานการจดั การน้ันต้องการผนู้ ำอยู่ในตำแหน่งที่สงู หรอื เหนือกว่าบุคคลอื่นๆ และตอ้ งทำในส่ิงที่เรยี กร้องความสนใจ อภปิ รายรวมท้ังการวิพากษ์วิจารณ์ส่ิงตา่ งๆ เทคนิคในการใช้แรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำจะต้องนำมาใช้ให้เหมาะสมกับบุคลากรและเพื่อน ร่วมงาน เพือ่ จงู ใจใหบ้ ุคลากรทำงานดว้ ยความเต็มใจ นอกจากน้ี การนำองค์การที่มีคุณภาพ ผู้นำจะต้องมียุทธวิธีการพัฒนาตนเองเพื่อสร้างมนุษย สัมพันธ์ เพื่อให้บุคลากรเชื่อถือศรัทธา และเป็นมิตรต่อบุคคลอื่น โดยประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี สนใจและรักคนอื่น ให้ความเห็นอกเห็นใจแก่บุคลากร พูดน้อยแต่ฟังให้มาก ไม่พูดถึงเรื่องที่ผิดพลาด และ

10 ให้อภัยในข้อผิดพลาด น้ำเสียงที่พูดต้องสุภาพ อ่อนโยน และควรคิดก่อนพูด (Maxcy. 1991 : 56-67) และ ควรยึดหลัก 5 ย หล่อหลอมผู้นำ โดยมีองคป์ ระกอบดับน้ี ยิ้มแย้ม ฝึกใหเ้ ป็นคนมอี ารมณ์ดี ยิม้ แยม้ อยู่เสมอ ยกยอ่ ง ยกย่องและให้เกยี รตคิ นอ่นื ยนิ ยอม ยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของบคุ ลากรดว้ ยความเต็มใจ ยนื ยง มคี วามมน่ั คงทางอารมณ์ อดกลัน้ ต่อสง่ิ ตา่ งๆ ที่มากระทบ แยกแยะ วเิ คราะห์อปุ สรรคและปญั หาและหาทางแกไ้ ขขจัดความขัดแยง้ ดว้ ยสนั ตวิ ิธี การนำองค์การที่ดี ผู้บริหารในฐานะผู้นำควรมีกลยุทธ์ในการสื่อสารเพื่อให้เกิดประสิทธิผล ดงั นี้ (Kouzes.1995 : 23-26). 1. Credibility (ความเชอ่ื ถอื ) การสอ่ื สารควรมีเนอ้ื หาที่น่าเชื่อถอื 2. Context (บริบท) มีการใช้ถอ้ ยคำประกอบท่าทางและลลี าในการพูดเพื่อใหผ้ ู้ฟังเข้าใจ เกย่ี วกบั เรอื่ งทพี่ ดู อย่างชดั เจน 3. Content (เนื้อหา) เร่ืองราวท่ีพดู ควรเป็นประโยชน์และมีความสำคัญต่อส่วนใหญ่ 4. Continuity (ความต่อเนื่อง) การสื่อสารที่ดี ควรใช้ช่องทางอย่างน้อยสามช่องทาง เพ่ือให้เกิดความเข้าใจตรงกนั 5. Consistency (ความมั่นคง) ผู้นำต้องรักษาความจริงให้คงอยู่ และไม่แปรเปลี่ยนไป ตามสถานการณ์ อารมณ์และความรูส้ ึกตา่ งๆ 6. Channels (ชอ่ งทาง) ควรใชช้ อ่ งทางต่างๆ ใหเ้ หมาะสมกับเนอ้ื หาสาระ 7. Clarity (ความกระจ่าง) ให้ข่าวสารควรใช้คำสื่อสารแบบง่ายๆ กะทัดรัด ชัดเจน ยกตัวอยา่ งเปรียบเทยี บ อยา่ ใชค้ ำยุง่ ยากซบั ซอ้ น โมเดล 7C หรือหลักของการสื่อสารที่มีประสิทธผิ ล จะช่วยใหผ้ บู้ รหิ ารสามารถนำไปใช้ในการ เพิม่ ประสทิ ธิภาพการสื่อสาร เพื่อสนบั สนุนการพัฒนาภาวะผนู้ ำคุณภาพตอ่ ไป M : MONITORING (การกำกับดแู ล) การกำกับดูแลนับว่ามีความสำคัญและเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความก้าวหน้าและปรับแผนไปสู่ ความสำเร็จและสร้างความน่าเชื่อถือของแผนงานหรือโครงการ (Reston. 2012 : Online) การกำกับดูแล มคี วามสำคญั ในการบรหิ ารโครงการให้เกิดประสิทธผิ ล เป็นกระบวนการท่คี วบคมุ ใหเ้ กิดคุณภาพและเกิดความ คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด เป็นข้อมูลในการตัดสินใจของผู้นำให้การดำเนินงานไปสู่แนวทางแห่งความสำเร็จโดย ไม่หลงทิศทาง การกำกับดูแลที่มีประสิทธิผลควรมีแผน และตารางการควบคุมในการทำงาน มีขอบข่ายการ ดำเนนิ งานตามตัวบ่งช้ี รวมถงึ การรายงานเป็นระยะ (Wise. 2012 : 45) การกำกบั ดูแล ชว่ ยก่อให้เกิดผลลัพธ์ ในการดำเนินโครงการ มกี ารกำกับตดิ ตามทกุ ขัน้ ตอนของการดำเนินกจิ กรรมต่างๆ อยา่ งมีระบบในแตล่ ะระดับ ว่ามีข้อดีหรือข้อบกพร่องมากน้อยเพียงใด และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ (Training Supervision Center. 1012 : Online) หลกั การของการกำกับดูแลท่ีมปี ระสทิ ธิผล การกำกับดูแลเพื่อให้เกิดประสิทธิผล จะเน้นกระบวนการต่อเนื่องโดยที่บุคคลจะสามารถกำกับ ดูแลความคืบหน้าของตนเองเพื่อให้สามารถปรับปรุงคุณภาพในการทำงาน สร้างสภาพแวดล้อมในการกำกับ ดูแล ใช้ความหลากหลายของวิธีการรวมทั้งตัวบ่งชี้เชิงปริมาณและคุณภาพ การกำกับดูแลให้แน่ใจว่า กระบวนการกำกบั ดแู ลมกี ารกล่าวถงึ ข้อมูลการสื่อสาร เทคโนโลยีและด้านการพฒั นาไดอ้ ย่างเกดิ ประโยชนส์ ุด

11 การกำกับดูแลที่ประสบความสำเร็จมีแนวโน้มทีจ่ ะเป็นการปฏบิ ัติโดยผู้มสี ่วนร่วม มีความยึดม่ัน ในวัตถุประสงค์ของการกำกับดูแลที่ชัดเจน มีความสอดคล้องกันกับนโยบายขององค์การ มีแนวทางในการ พัฒนาที่ชัดเจน มีการทำงานเป็นขั้นตอน เน้นความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มีการจัดการแบบบูรณาการ โดยผสมผสานหลายส่วนเข้าด้วยกัน นอกจากนี้การกำกับดูแลที่มีประสิทธิผลควรมีการสื่อสารแก่ผู้มีส่วน เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน ใช้หลักการให้ทุกส่วนมีส่วนร่วมในการกำกับควบคุมดูแล มีการให้ข้อมูลย้อนกลับท่ี ต่อเนื่องชัดเจน การใช้แรงจูงใจ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และเน้นการกำกับดูแลที่ยุติธรรม (Camlefa Report. 2012 : Online) RASI : กลยทุ ธส์ ำคญั ในการกำกับดแู ลให้เกดิ ประสทิ ธผิ ล การกำกับดูแลให้เกิดประสิทธิผลมีกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ กลยุทธ์ RASI โดยมีความหมาย ดังน้ี (Everard, & Morris 1996 : 261-262) R : Responsibility หมายถึง ความรับผิดชอบร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการ ตัดสินใจในการกำกับดแู ลการบรหิ ารโรงเรยี นให้เกดิ ประสทิ ธผิ ล A : Approval หมายถึง การยอมรบั ตอ่ การตดั สินใจในการกำกบั ดแู ล S : Support หมายถงึ การสนบั สนุนดา้ นทรัพยากรตอ่ การตัดสนิ ใจในการกำกบั ดูแล I : Informed หมายถึง การประชาสัมพันธใ์ ห้บคุ ลากรทราบเกยี่ วกับการกำกับดแู ล บทสรปุ เก่ียวกบั กระบวนทศั น์ใหม่ในการบริหารการศกึ ษา วิวฒั นาการเชิงกระบวนทัศน์ด้านการบริหารการศึกษาเป็นกระบวนการที่สำคัญการพัฒนาระบบ การศึกษาในประเทศ ขอ้ สำคัญในววิ ฒั นาการเชงิ กระบวนทศั นด์ ้านการบริหารการศึกษาสามารถสรุปได้ ดังน้ี 1) การบูรณาการในการบริหารการศึกษา : มีการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารการศึกษา แบบแยกส่วนโดยแต่ละส่วนทำงานอิสระ ไปสู่การบูรณาการและควบคู่กันระหว่างส่วนต่างๆ ของระบบ การศกึ ษา เพ่ือให้มกี ารใช้ทรัพยากรและการดำเนินงานที่มปี ระสิทธภิ าพมากขึน้ 2) การให้ความสำคัญในการวางแผนและวิเคราะห์ข้อมูล : การบริหารการศึกษามุ่งเน้น การนำเสนอข้อมูลที่มีความถูกต้องเชื่อถือได้ ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญในการพัฒนาระบบ การศึกษา 3) การให้ความสำคัญในการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา : ครูและบุคลากร ทางการศกึ ษาเป็นปัจจยั ทส่ี ำคัญในการส่งเสริมกระบวนการเรยี นรู้ของนักเรียน การเตบิ โตและพัฒนาบุคลากร ทางการศึกษามบี ทบาทสำคญั ในการเพ่ิมประสทิ ธิภาพในการสอนและการเรียนรู้ 4) การเน้นความสำคัญในการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ : การบริหารการศึกษาควรเน้นการ พัฒนากลไกในการเรียนรู้ที่ทันสมัยและตอบสนองความต้องการของนักเรียนในยุคปัจจุบัน โดยเน้นการใช้ เทคโนโลยีและการสอนท่ีเน้นไปทีค่ วามคดิ สรา้ งสรรค์ 5) การสง่ เสริมความเสมอภาคในการศึกษา : การบริหารการศึกษาควรส่งเสริมความเสมอ ภาคในการศึกษาเพื่อให้ทกุ คนมีโอกาสในการเขา้ ถงึ การศึกษาที่เท่าเทียมกนั 6) การส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคม : การบริหารการศึกษาควรส่งเสริมความ รบั ผดิ ชอบทางสงั คมใหก้ ับนกั เรียนและบุคลากรทางการศึกษา เพ่ือสรา้ งสงั คมที่อยรู่ ว่ มกันอย่างยัง่ ยืน

12 4.2 กระบวนการและการสรา้ งวสิ ัยทศั น์ในการบริหารการศึกษา ความหมายของ “กระบวนการ” กระบวนการ หมายถึง แนวทางการดำเนินงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีขั้นตอน ซึ่งวางไว้อย่าง เป็นลำดับ ตั้งแต่ต้นจนจบแล้วเสร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ ขั้นตอนดังกล่าว ช่วยให้การดำเนินการ มีประสทิ ธิภาพนำไปสู่ความสำเร็จตามจุดประสงคแ์ ละเปา้ หมายได้ โดยใช้เวลาและทรพั ยากรน้อยทีส่ ดุ กระบวนการ (Process) หมายถึง ขั้นตอน วิธีการ งานประจำ และงานที่ต้องปฏิบัติตาม กำหนดเวลา รวมถงึ กจิ กรรมหรือกล่าวอีกนยั หน่ึงวา่ กระบวนการ คอื วิธีการ ขน้ั ตอนท่ใี ช้เพ่ือกิจการบรรลุผล สำเร็จท่ีต้องการนั่นเอง การสร้างวสิ ัยทัศน์ในการบรหิ ารการศกึ ษา วสิ ยั ทัศน์ หมายถึง ภาพในอนาคตขององคก์ ร ซงึ่ ไดม้ าจากปญั ญาความคิด โดยภาพน้ันต้ังอยู่บน พื้นฐานของความจริง มีความเป็นไปได้ดึงดูดใจให้ปฏิบัติตาม สอดคล้องกับเป้าหมายและภาระหน้าที่ของ องคก์ ร อันจะทำให้องค์กรมสี ภาพดีกว่าทีเ่ ปน็ อยใู่ นปจั จบุ ัน (ชลาลยั นิมิบุตร, 2553) วิสัยทัศน์ หมายถึง ภาพในอนาคตขององค์กรที่ผู้บริหารและสมาชิกขององค์กรร่วมกันวาดฝัน หรอื จินตนาการขึ้นโดยมีพ้ืนฐานอยู่บนความจริง ในปัจจุบนั เช่อื มโยงวัตถุประสงค์ ภารกิจ ค่านิยม และความ เชื่อมั่นเข้าด้วยกันพร้อมทั้งพรรณนาให้เห็นทิศทางของสถานศึกษาอย่างชัดเจน มีพลังท้าทาย ทะเยอทะยา น และมคี วามเป็นไปได้ (รุง่ แก้วแดง, 2539) วิสัยทัศน์จะช่วยสรา้ งความผกู พันและรอ้ ยรัดพลังของสมาชิกเพื่อการบรรลุเป้าหมาย ผู้บริหารที่ มีวิสัยทัศน์จะสามารถสร้างวิสัยทัศน์ให้กับองค์กรและเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นสภาพที่เป็นจริงมองเหน็ ได้อย่าง ชดั เจน วา่ เป้าหมายทตี่ ้องการใหเ้ กดิ คืออะไร จะต้องทำอะไร และทำอยา่ งไรจึงจะบรรลุเปา้ หมายนั้น วิสัยทัศน์ ที่ชัดเจน มาจากการเข้าใจองค์กรอย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง งานวิจัยและวรรณกรรม ได้ยืนยันว่า วิสัยทัศน์เป็น ส่งิ จำเปน็ และเป็นองคป์ ระกอบที่สำคัญของผู้บริหาร (เสริมศกั ด์ิ วศิ าลาภรณ์, 2538) การสร้างวสิ ยั ทศั น์ เปน็ การสรา้ งความฝนั ให้เป็นจรงิ หรือเปน็ การสร้างพมิ พ์เขยี วขององค์กร ที่มี ความเปน็ เลิศในอนาคต การสร้างวสิ ัยทัศน์จะต้องศึกษาองค์กรอยา่ งลึกซงึ้ มขี อ้ มูลอยา่ งชัดเจนเก่ียวกับจุดเด่น จุดด้อยของบุคคล สถานที่ ทรัพยากร และเวลา วิสัยทัศน์ ที่สร้างขึ้นจำเป็นตอ้ งสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม วิธีการที่ดีอย่างหนึ่งในการสร้างวิสัยทัศน์ คือ การให้มีส่วนร่วม (Shared Vision) (เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์, 2538) การสร้างวิสัยทัศน์ควรกำหนดขึ้นโดยผู้บริหาร (Leader Initiate) มิได้กำหนดโดยกลุ่มบุคคล ซึ่ง ผู้บริหารที่ดีต้องรู้จักสนทนารับฟังความคิดเห็นสมาชิกแล้วนำมาพิจารณาว่าโลกปัจจุบันเป็นเช่นไร นำข้อมูล ผนึกเข้าเป็นวิสัยทัศน์ แล้วหาวิธีการที่จะมุ่งสู่วิสัยทัศน์นั้น ในการสร้างวิสัยทัศน์จำเป็นต้องคำนึงถึงศีลธรรม จริยธรรม เพอื่ ให้ทศิ ทางที่จะมุ่งไปมีความถูกต้อง ตวั แปรที่สำคญั ในการสร้างวิสัยทัศน์ คอื ทักษะด้านความคิด รวบยอด (Conceptual Skills) อันเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งของผู้บริหาร โดยเฉพาะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ที่พัฒนาให้ผู้บริหารมองกว้าง คิดไกล ทันสมัย และเฉียบแหลม (สมศักดิ์ ดลประสิทธ์ิ, 2540) ในการสร้างวิสัยทศั นม์ ีประเดน็ ทคี่ วรพจิ ารณา ดงั น้ี 1) ผู้บริหารจะต้องเข้าใจองค์กร อย่างลึกซึ้ง เข้าใจภารกิจ เป้าหมาย และวัตถุประสงค์เดิม ขององค์กร เข้าใจวัฒนธรรมขององค์กร เข้าใจความต้องการและค่านิยมของสมาชิก จะต้องวิเคราะห์องค์กร เพอื่ หาจุดแข็ง จุดอ่อนขององคก์ รได้อย่างชดั เจนและตรงประเดน็ 2) ผู้บริหารจะต้องเข้าใจสภาพแวดล้อม เนื่องจากสถานศึกษาเป็นระบบสังคมซึ่งได้รับ ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารจะต้องศึกษาสภาพปัจจุบันของสิ่งแวดล้อมและศึกษาแนวโน้มของ

13 สิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมเพื่อแสวงหาโอกาส และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรืออุปสรรค มีข้อมูล ท่ีทันสมยั และเชื่อถอื ได้ การแสวงหาข้อมลู ทั้งแบบเปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ (ชลาลัย นมิ ิบตุ ร, 2553) ในการสร้างวิสัยทัศน์ ผู้บริหารควรพัฒนาตนเองให้มีความสามารถในด้าน 1) การมองการณ์ ไกล 2) การมองย้อนกลับไปข้างหลัง 3) การมองผลกระทบและแนวโน้มต่างๆ 4) การมององค์กรในภาพรวม 5) การคาดคะเนแรงต่อต้านต่างๆ 6) การวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร 7) การมีความมุ่งมั่นหรือ ความสนใจที่จะเปลี่ยนแปลง 8) การทดสอบว่าวิสัยทัศน์ที่สร้างขึ้นนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรและ ความสามารถของสมาชกิ ในองคก์ รหรอื ไม่ (เสริมศกั ดิ์ วศิ าลาภรณ์, 2538) การสร้างวิสัยทัศน์ของผ้บู ริหารได้มาจากวิธีการที่หลากหลาย (Locke, E. A., et al., 1991) ดงั นี้ 1. สร้างวิสัยทัศน์โดยการเก็บรวบรวมข้อมูล หมายถึง การสนทนาพูดคุย และฟังความคิดเห็น จากบคุ คลทง้ั ในองค์กรและนอกองค์กร 2. สร้างวสิ ัยทัศน์โดยกระบวนการจัดกระทำขอ้ มูล หมายถึง การวิเคราะห์ และสังเคราะหข์ ้อมูล ที่มีอยู่ เพื่อนำไปกำหนดวิสัยทัศน์ของผู้บริหารซึ่งต้องอาศัยความรู้ความสามารถของผู้บริหารในเรื่อง การมี สายตายาวไกลความเข้าใจ วัฒนธรรมขององค์กร ความเข้าใจถึงผลกระทบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นและแนวโน้ม ของโลกในอนาคตความสามารถในการมองเห็นภาพรวมขององค์กร ความสามารถในการคาดคะเนแรงต่อต้าน ทอ่ี าจจะเกิดขึน้ ความพร้อมท่จี ะปรบั เปลี่ยนความคดิ เหน็ ของตนเองไดต้ ลอดเวลา 3. สร้างวิสัยทัศน์โดยการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของตนออกมาเป็นถ้อยคำได้อย่างชัดเจน มีพลังใน การกระตุ้นให้สมาชิกทุกคนทำงานเพื่อเป้าหมายขององค์กร คำที่แสดงวิสัยทัศน์ควรมีลักษณะชัดเจนท้าทาย มงุ่ อนาคต ม่ันคง มีเจตจำนงปรารถนาท่ีจะบรรลุใหไ้ ด้ 4. สร้างวิสัยทัศน์โดยการประเมินผลเป็นระยะ หมายถึง การทดสอบว่าวิสัยทัศน์นั้นสอดคล้อง กบั ความรู้ความสามารถของสมาชิกในองคก์ รหรือไม่ หากไดค้ ำตอบปฏิเสธ ผบู้ ริหารก็จะต้องนำวิสัยทศั น์น้ันมา พจิ ารณาเพื่อปรับเปลีย่ นตอ่ ไป กระบวนการและการสร้างวิสัยทัศน์ในการบริหารการศึกษา คือ กระบวนการที่มุ่งเน้นในการ กำหนดเป้าหมายและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาการบริหารการการศึกษาที่มีความชัดเจนและตอบสนองความ ต้องการของสังคมและประเทศ เน้นการนำวิสัยทัศน์มาสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา ระบบการศึกษาในทางท่ีเปน็ ท่ีเห็นชอบและตรงกับวิสัยทศั น์ทก่ี ำหนดไว้ สรุปไดว้ า่ วิสัยทัศน์เป็นสง่ิ สำคญั สำหรบั ผูบ้ รหิ าร เพราะเป็น Roadmap ใหท้ ุกคนในองค์การได้ ใช้เป็นประทปี นำทางในการปฏบิ ตั ิงาน กระบวนการและขั้นตอนในการสรา้ งวิสัยทัศนใ์ นการบริหารการศึกษา สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. วางแผนและวิเคราะห์ 1.1) ตรวจสอบสภาพปัจจบุ นั ของระบบการศกึ ษาและการศึกษาที่มอี ยู่ 1.2) วิเคราะหป์ ญั หาและความต้องการทต่ี อ้ งการแก้ไข 1.3) กำหนดเป้าหมายและวสิ ยั ทศั นใ์ นการพฒั นาระบบการศึกษาที่เหมาะสม 2. สรา้ งวสิ ัยทศั น์ 2.1) นำเสนอวิสัยทัศน์ที่เป็นที่เห็นชอบและท้าทาย ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของ สังคมและประเทศชาติ 2.2) ให้ความสำคญั ในการสร้างภาพลวงตาที่มคี วามชัดเจนและเปน็ ไปได้ทส่ี ดุ 3. การนำวสิ ัยทัศนม์ าสู่การดำเนนิ การ 3.1) วางแผนการดำเนนิ การทชี่ ดั เจนและเหมาะสมในการพัฒนาระบบการศกึ ษา

14 3.2) สรา้ งความมงุ่ มั่นและความเขา้ ใจร่วมกนั ในภายในระบบการศึกษา 3.3) ติดตามและวดั ผลในการปฏบิ ัตติ ามวิสัยทัศน์ 4. การส่งเสริมวิสัยทัศน์ 4.1) สร้างระบบการสื่อสารที่ชัดเจนและแสดงถึงความเป็นไปได้ในการส่งเสริมวิสัยทัศน์ ใหก้ บั ผ้ทู ่เี ก่ยี วข้อง 4.2) ส่งเสริมความรับผิดชอบทางสังคม ในการพัฒนาระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับ วสิ ัยทัศน์ การบริหารการศึกษาและการสร้างวิสัยทัศน์เป็นกระบวนการที่ยึดหลักการว่าการกำหนด เป้าหมายที่ชัดเจน มีความเข้าใจร่วมกันในเรื่องที่ทำเป็นสิ่งสำคัญ โดยการนำวิสัยทัศน์มาสู่การดำเนินการจริง จะเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาระบบการศึกษาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาที่มีความสำเร็จและเป็น ประโยชน์ต่อสังคมและประเทศในทีส่ ดุ วิสัยทัศนข์ องผูบ้ ริหารการศกึ ษาสู่ความเป็นเลศิ วิสัยทัศน์ของผบู้ รหิ ารการศึกษาเป็นคุณสมบตั ิของผู้นำทีส่ ามารถมองเห็นภาพในอนาคตขององค์การ ที่ต้องการจะให้เป็นไปได้อย่างชัดเจน สอดคล้องกับเป้าหมายของสถานศึกษา มีความเป็นไปได้ และสามารถ มองเห็นวิธีการปฏิบัติ ที่จะนำสถานศกึ ษาให้บรรลุความต้องการนั้น วิสัยทศั น์เป็นภาพอันชัดเจนท่ีสะท้อนให้ เห็นเป้าหมาย ค่านิยม ปรัชญา และความเชื่อที่สมาชิกของสถานศึกษาร่วมกันยึดถือ ต้องเป็นวิสัยทัศน์ร่วม ที่สมาชิกช่วยกันผลักดันสานพลัง อันเป็นผลจากความสามารถคิดอ่าน ผสานเข้ากับประสบการณ์ ทั้งทางตรง และทางอ้อมของสมาชิก วิสัยทัศน์จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน (ชลาลัย นิมิบุตร,2553) ผู้บริหาร สถานศึกษาสามารถปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ได้ 2 แนวทาง คือ 1) โดยการหล่อหลอมวิสัยทัศน์ ลงในปรัชญาของ สถานศึกษา กำหนดนโยบาย โครงการ เพื่อนำปรัชญาของสถานศึกษาไปสู่การปฏิบัติจริง 2) โดยการสร้าง ความสัมพันธ์อันดีกับสมาชิกแต่ละคน ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาควรมีคุณลักษณะ 5 ประการ คือ มีทักษะการ สื่อสารที่ดี แสดงออกถึงวิสัยทัศน์ของตนอย่างเด่นชัด วางตนให้เป็นที่ไว้วางใจได้ มีความมั่นใจในตนเองและ เคารพความคิดเหน็ ของผอู้ น่ื (Sashkin, M., 1988) การพัฒนาผู้บริหารการศึกษา นอกจากการพัฒนาวิสัยทัศน์แล้วควรพัฒนาตนเองให้มีความสามารถ เพ่ือพฒั นาการจดั การศึกษาสคู่ วามเป็นเลิศในทักษะตา่ งๆ ดงั น้ี 1. ทักษะในการบริหารการเปลี่ยนแปลง การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ มีความจำเป็นจะต้องนำการ เปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กร เป็นการเปลี่ยนวิธีดำเนินการ เพื่อการบรรลุเป้าหมายที่แตกต่าง หรือสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงต่อต้าน ความวิตกกังวล ความเครียดและความขัดแย้ง ด้วยเหตุนี้ ผู้บริหารจึงควรพัฒนา ทกั ษะในการบริหารการเปล่ยี นแปลง 2. ทักษะในการทำงานกับคน การปฏิบัติตามวิสัยทัศน์เป็นการรวบรวม ทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะทรัพยากรมนุษย์ ผู้บริหารจึงควรพัฒนาการสื่อสารแบบสองทางระหว่างผู้บริหารกับสมาชิกในสาม ประเดน็ คอื ความไวว้ างใจ ความเชื่อมน่ั และการยอมรับความคิดเห็น 3. ทักษะการสร้างแรงจูงใจ การทำงานของสมาชิกในองค์กรเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ความสามารถและแรงจูงใจ ผู้บรหิ ารจงึ ควรมที ักษะในการสรา้ งแรงจูงใจใหเ้ กิดแก่สมาชกิ 4. ทักษะในการมอบหมายงาน ผู้บริหารควรมที ักษะในการมอบหมายงาน เพราะการมอบหมาย งานจะทำใหเ้ กิดการกระจายอำนาจและการมสี ว่ นร่วม ซึง่ จะทำให้สมาชิกมอี ิสระในการทำงานเกิดความผูกพัน รสู้ กึ เปน็ เจา้ ของและมคี วามรบั ผิดชอบมากข้นึ

15 5. ทักษะในการปรับโครงสร้างองค์กร ผู้บริหารควรปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อให้สอดคล้องและ เหมาะสมกบั ภารกจิ ทจ่ี ะต้องปฏิบตั ิ (ชลาลัย นิมบิ ุตร, 2553) ผู้บริหารยุคใหม่จำเป็นต้องรู้จักนำแนวคิดใหม่ทางการบริหารการศึกษามาใช้ในการบริหาร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมกับโลกในยุคไอที ผู้บริหารควรมุ่งพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้าน คุณธรรมจริยธรรม นำความรสู้ สู่ ากล กา้ วทันเทคโนโลยี ดำรงชีวิตอย่างพอเพยี ง บริหารงานอยา่ งมืออาชพี โดย ใหช้ มุ ชนมีส่วนร่วม (ยงยทุ ธ สิมสีพมิ พ์, 2555) สรปุ ได้วา่ กระบวนการและการสร้างวสิ ัยทัศนใ์ นการบริหารการศึกษา คือ กระบวนการท่ีมุ่งเน้น ในการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาที่ชัดเจนและตอบสนองความต้องการของประเทศชาติและประชาชน ตลอดจนการนำวิสัยทัศน์มาสู่การปฏิบตั ิออยา่ งจริงจัง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาระบบการศึกษา ในทางที่ชอบ ตรงกับวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านคุณธรรมจริยธรรม นำความรสู้ สู่ ากล กา้ วทนั เทคโนโลยี ดำรงชีวิตอยา่ งพอเพยี ง บรหิ ารงานอย่างมอื อาชีพ และชมุ ชนมีสว่ นร่วม 4.3 แนวโนม้ การบรหิ ารการศึกษาของไทยและต่างประเทศ แนวโนม้ ของการศึกษาไทย การวิเคราะห์การศึกษาในประเทศภายใต้การใชแ้ ผนการศกึ ษาแห่งชาติพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษา แห่งชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงความพยายามของทุกภาคส่วนในการมุ่งมั่นพัฒนา การศึกษาในประเทศที่ผ่านมาสะท้อนภาพที่ยังไม่มีการพัฒนาอย่างชัดเท่าท่ีควร มีแนวโน้มและทิศทางใน อนาคตทั้งด้านบวกและดา้ นลบ คอื 1. แนวโนม้ ดา้ นบวก 1.1 หลักสตู รใหมเ่ กดิ ข้ึนจำนวนมาก จากการเปลี่ยนแปลงและการแขง่ ขันในดา้ นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้คนในสังคม ตอ้ งการเพิม่ ความรู้ความสามารถให้ทันต่อการเปลีย่ นแปลงจงึ หันมาสนใจการศึกษาต่อในหลักสตู รท่ีตอบสนอง ตอ่ การเปล่ียนแปลงของเศรษฐกจิ จึงมุ่งพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ เพือ่ ตอบสนองต่อความต้องการของคนในสังคม สถาบันการศกึ ษา อาทิ หลกั สูตรทบ่ี รู ณาการระหวา่ งสองศาสตร์ข้นึ ไป เช่น ระดับอาชีวศกึ ษาหลักสูตรเดียวจะ มีหลายสาขาวิชาเรียนช่างยนตจ์ ะผนวกการตลาดและการบัญชีเข้าไปดว้ ย เปน็ ตน้ หลกั สูตรทีใ่ หป้ ริญญาบตั ร 2 ใบ และมกี ารพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมยั ตลอดเวลา 1.2 หลักสูตรนานาชาตมิ ีแนวโนม้ มากขึ้น เนื่องจากสภาพการณ์ของสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการเชื่อมโยงด้านการค้าและการ ลงทุน ทำให้ตลาดแรงงานในอนาคต ต้องการคนที่มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ส่งผลให้ความ ต้องการการศึกษาที่เป็นภาษาสากลมีมากขึ้น มีการเปิดเสรที างการศกึ ษา เป็นโอกาสให้สถาบนั การศึกษาจาก ต่างประเทศเข้ามาจัดการศึกษาในประเทศไทย เปิดหลักสูตรภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุน่ ฯลฯ มีส่วนกระตุ้นให้หลักสูตรการศกึ ษานานาชาติมีแนวโน้มไดร้ ับความนิยมมากข้ึน แต่เนื่องจาก หลกั สตู รนานาชาติมีค่าใชจ้ ่ายสูง ดังนนั้ จึงทำใหห้ ลกั สูตรน้ียงั คงจำกัดอยใู่ นกลุ่มผู้เรียนที่มฐี านะดี 1.3 การจดั การศึกษามคี วามเปน็ สากลมากขึน้ สภาพโลกาภิวัตน์ที่มีการเชื่อมโยงในทุกด้านร่วมกันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้าย องค์ความรู้ กฎ กติกา การดำเนนิ การดา้ นการค้าการลงทนุ การศกึ ษา เศรษฐกิจ สงั คม และวัฒนธรรมเชือ่ มต่อ ถึงกัน ประกอบการเปิดเสรีทางการศึกษา ส่งผลให้เกิดการหลั่งไหลหลักสูตรการเรียนการสอน บุคลากรด้าน การสอน หลักสูตรจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศเข้าสู่ไทย อันมีผลทำให้เกิดการเปรียบเทียบและผลักดัน

16 ให้สถาบันการศึกษาไทยต้องพัฒนาการจัดการศึกษาที่มีความเป็นสากล เป็นที่ยอมรับ อีกทั้งการเปิดเสรี ทางการค้าและการลงทนุ กับนานาประเทศ ทำให้มคี วามตอ้ งการการศึกษาที่มคี ุณภาพทัดเทียมในระดบั สากล 1.4 ความเหลอ่ื มลำ้ ด้านโอกาสทางการศกึ ษาลดลง เนื่องจากสภาพการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนที่เป็นกระแสระดับโลกเกิดขึ้น ควบคู่กับคล่ืน ประชาธปิ ไตยแผ่ขยายวงกว้างถึงไทย รัฐธรรมนญู ฉบับใหม่ ที่สง่ เสรมิ การเพ่ิมสิทธิเสรภี าพแก่ประชาชน อีกทั้ง สภาพการใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการเรียนการสอน ทำให้ช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเข้าถึงคนได้อย่าง กว้างขวาง ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษาจะลดลงในกลุ่มสถาบันการศึกษาของรัฐ ส่วนการจัด การศึกษาโดยสถาบันการศึกษาเอกชน ผ้เู รียนท่คี รอบครวั มีรายไดน้ ้อยอาจเข้ารับบริการทางการศึกษาได้ลดลง เนื่องจากมีค่าเล่าเรยี นค่อนขา้ งแพง 1.5 โอกาสรบั บรกิ ารทางการศึกษาท่มี คี ณุ ภาพเพ่มิ ขึ้น เม่ือเปดิ เสรีทางการศึกษา จะก่อเกดิ การแขง่ ขันในการจัดการศึกษาจากสถาบันการศึกษา ทัง้ ในและต่างประเทศมากขนึ้ หากพจิ ารณาในแง่บวกการเปดิ เสรีทางการศึกษา เป็นการสรา้ งโอกาสให้คนไทย ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ สถาบันอดุ มศกึ ษา ท่ีเปดิ โอกาสให้สถาบนั อดุ มศกึ ษาตา่ งชาติเข้า มาเปิดการเรียนการสอน จึงเป็นแรงกดดันให้สถาบันอุดมศึกษาไทยต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สู งข้ึนให้ ทดั เทยี มในระดบั สากล 2. แนวโนม้ ด้านลบ 2.1 การเพิ่มช่องวา่ งด้านคณุ ภาพในการจัดการศึกษา แมว้ า่ สภาพ การแขง่ ขันทางการศกึ ษาจะเป็นแรงผลักใหส้ ถาบันการศึกษาตา่ งๆ เรง่ พัฒนา คุณภาพการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น สถาบันการศึกษามีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความสามารถและปริมาณของบุคลากรการศึกษา งบประมาณ เงนิ ทุนเทคโนโลยีสถานทีค่ วามมชี ื่อเสียง ส่งผล ให้โอกาสพัฒนาคุณภาพการศึกษาย่อมแตกต่างกัน โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาขนาดเล็ก หรือ สถาบันการศึกษาที่ยังไม่มีความพร้อม มีทรัพยากรตั้งต้นไม่มาก ย่อมมีศักยภาพไม่เพียงพอในการพัฒนา คุณภาพมากเท่าท่คี วร 2.2 การผลติ บัณฑิตเกนิ ความต้องการของตลาด เนื่องจากความต้องการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามีสูงขึ้น และการพัฒนาไปสู่การเป็น มหาวทิ ยาลยั ในกำกบั ของรัฐทีต่ ้องหาเล้ยี งตนเอง มอี ิสระในการบรหิ ารและเปดิ หลักสูตรเพ่ือหาผู้เรียนเข้าเรียน ใหไ้ ดจ้ ำนวนมาก ส่งิ เหลา่ นจ้ี ะสง่ ผลกระทบระยะยาวคือ มีบณั ฑติ จบเป็นจำนวนมาก ตลาดแรงงานไม่สามารถ รองรับได้หมด โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานระดับอุดมศึกษาที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่จบจากสาขาท่ีตลาดแรงงาน ต้องการจะถูกผลักสู่แรงงานนอกระบบ หรือหาทางออกโดยเรียนต่อระดับสูงขึ้น ซึ่งอาจก่อเกิดภาวะแรงงาน ระดบั ปริญญาโทและปริญญาเอกไม่มคี ุณภาพและล้นตลาดตามมาเช่นกัน 2.3 การสอนทักษะการคดิ และทกั ษะทางอารมณ์ยงั ไม่มคี ณุ ภาพ สภาพ เศรษฐกิจที่มุ่งแข่งขัน ทำให้การจัดการศึกษามุ่งพัฒนาทางวิชาการเป็นสำคัญ ในขณะท่ีระบบการศึกษาไทยยังไม่สามารถพัฒนาทักษะการคดิ ของผู้เรียนได้เท่าที่ควร เนื่องจากการเรียนการ สอนยงั ม่งุ สอนให้ผู้เรยี นคดิ ตามสิ่งที่ผ้สู อนป้อนความรู้มากกว่าการคดิ ส่ิงใหม่ ประกอบกับครูผู้สอนมีภาระงาน มาก จนส่งผลต่อการพัฒนาบุคคลในด้านอื่น เช่น การพัฒนาเชิงสังคม รวมถึงการพัฒนาทักษะทางอารมณ์ นอกจากน้กี ารใช้เทคโนโลยีในกิจวัตรประจำวันหรือใช้ในการเรียนการสอน ทำใหก้ ารปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างครูกับ ศษิ ยล์ ดลง ส่งผลใหช้ ่องทางการพัฒนาทกั ษะทางอารมณ์และทักษะทางสงั คมของผู้เรียนลดลงดว้ ย

17 2.4 การสอนคณุ ธรรมจรยิ ธรรมยังไมม่ ีคณุ ภาพ แนวคิดของทุนนิยมที่มุ่งแข่งขันได้แพร่กระจายไปทั่วโลกส่งผลให้ผู้คนต่างมุ่งแข่งขันและ พัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประกอบกับ สถาบันการศึกษาจำนวนมากมุ่งพฒั นาความรทู้ างวชิ าการและประเมินผลการเรยี นทคี่ วามสามารถทางวิชาการ จนอาจละเลยการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรมจริยธรรม นอกจากนี้การไม่ได้มีผู้สอนที่เชี่ยวชาญด้านการสอน คุณธรรมจริยธรรมโดยตรงหรือมีคณุ ภาพ ย่อมสง่ ผลตอ่ คณุ ภาพการสอนของวิชาคุณธรรมจรยิ ธรรมได้ 2.5 การสอนภาษาตา่ งประเทศยังไมม่ คี ณุ ภาพ ก้าวสู่โลกไร้พรมแดนมากขึ้นเท่าใด ผู้มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีนที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกใช้ติดต่อสื่อสาร เจรจาต่อรองการค้า การศึกษา ย่อมมีความได้เปรียบ ท้ัง ในเรื่องการติดต่อสื่อสารและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ปัญหาที่พบ คือ การสอนภาษาอังกฤษ และ ภาษาต่างประเทศของไทยยังไม่มคี ุณภาพเทา่ ทค่ี วร โดยเฉพาะภาษาองั กฤษ แมป้ จั จุบันจะตนื่ ตวั มากขน้ึ แต่ยัง ไม่ก้าวหน้าไปมากเท่าที่ควร เพราะทรัพยากรด้านบุคลากรสอนภาษาต่างประเทศนี้ขาดแคลนมาก (ศ.ดร. เกรยี งศกั ด์ิ เจริญวงศ์ศักด,์ิ แนวโน้มการศกึ ษาไทยในครง่ึ ทศวรรษหน้า, ออนไลน)์ สภาพปัจจบุ ันและแนวโน้มการศกึ ษาไทย มีการจัดการศึกษาตามบริบทของการจัดการศึกษาอันเป็นไปตามแผนการศึกษาของชาติ คือ พัฒนาคน พัฒนาครูอาจารย์พัฒนาสังคม ในหลากหลายรูปแบบที่เน้นการมีส่วนร่วมขององค์กรภาครัฐและ เอกชน เป็นการจัดการศึกษาที่เน้นด้านอาชีวศึกษามากขึ้น การมุ่งเน้นให้มีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและ ระดับปริญญาตรเี พ่ือเน้นการมีงานทำโดยอาศยั ปจั จัยหลักในองคก์ รหลกั จากภายนอกหลายปัจจัย เช่น ปัจจยั ด้านเทคโนโลยดี ้านเศรษฐกิจ ด้านระบบราชการ ด้านการเมืองการปกครอง ด้านคณุ ธรรมจริยธรรมซึ่งส่งผลให้ จัดระบบบริหารจัดการกระทรวงศึกษาธิการรูปแบบใหม่ บูรณาการองค์กรหลักของกระทรวงทง้ั 5 องค์กรโดย ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด กระจายอำนาจไปสู่ส่วนภูมิภาคไปยังศึกษาธิการภาค 1-18 โดยแต่ละภาคจะประกอบไปด้วยกลุ่มจังหวัดในแต่ละจังหวัดมีศึกษาธิการจังหวัดเปน็ ฝา่ ยกำกับดูแลหน่วยงาน ทางการศึกษาในจงั หวดั เขตพ้ืนที่และสถานศึกษาซง่ึ เป็นการกระจายอำนาจโดยใหม้ ีการกำกับควบคุมดูแลกัน อย่างเปน็ ระบบมากข้ึน และหลังจากท่ีมกี ารปรับเปลยี่ นรปู แบบในการบริหารจดั การ การปฏริ ปู องค์การศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว การจัดการศึกษาไทยมีแนวโน้มที่จะก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและ อาจจะเกดิ การเปลี่ยนแปลง เป็นแนวโนม้ อนาคตทางการศกึ ษาไทยได้ ดงั น้ี 1) เกดิ การปฏริ ปู โครงสร้างการบรหิ ารการศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารของไทย 2) มหี ลักสตู รใหม่เกิดเพ่ิมมากขน้ึ 3) มกี ารบูรณาการหลักสตู รนานาชาตมิ ีความเปน็ สากลมากขนึ้ 4) เกดิ การมีส่วนรว่ มมากข้ึน 5) เพมิ่ โอกาสทางการศกึ ษาและลดความเหลอื่ มล้ำทางการศกึ ษา 6) การแขง่ ขนั ทางการศึกษาสงู ขนึ้ เนน้ ด้านคณุ ภาพและอาจดอ้ ยด้านคณุ ธรรมจรยิ ธรรม 7) เกิดวิวัฒนาการการสืบค้นด้านเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและพัฒนาองค์ ความรู้ตลอดเวลาการจัดการศึกษาในอนาคตของไทย จึงอาศัยเทคโนโลยีและการสืบค้นด้วยตนเองมากกว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้มาเป็นผู้ กำกับดูแลและให้คำปรึกษาในการสืบค้น ข้อมลู การใชข้ ้อมลู ท่ีเหมาะสม การจัดการเรียนรูจ้ ากสภาพจรงิ มากกวา่ การเรียนรู้ในชั้นเรยี น การวัดและการ ประเมนิ ผลการจัดการเรียนรขู้ องบุคคลและสงั คมจะปรับตวั ตามเทคโนโลยีและนวัตกรรม การศกึ ษาในอนาคต จึงต้องปรับตวั ให้รองรับการเปลยี่ นแปลงเตรยี มความพรอ้ มสูป่ ระเทศไทย 4.0 อยา่ งเตม็ รูปแบบตอ่ ไป

18 แนวโน้มการจดั การศึกษาในอนาคต ทิศทางการการจัดการศึกษาในอนาคต เป็นระบบเปิดมากขึ้นและส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต เน้นการศึกษาเป็นรายบุคคล (Individual Instruction) เน้นเทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการส่งเสริมการ เรียนรู้ด้วยตนเอง เน้นคุณธรรมและจริยธรรม ส่งเสริมนันทนาการและพักผ่อนหย่อนใจ การศึกษาตลอดชีวิต หมายถึง การศกึ ษาท่ีเกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบและการศกึ ษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย เพอื่ ใหส้ ามารถพัฒนาคุณภาพชีวติ ได้อยา่ งต่อเนอ่ื งตลอดชีวิต แนวโน้มการศึกษาท่วั โลก ท่ีมุง่ เน้น บทเรียนนอกตำรา แนวโน้มการศึกษาในระดับสากล ที่คำนึงถึงธรรมชาติของผู้เรียน สภาพบริบท ปูพื้นฐาน ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น มีการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึงคำนึงถึงการอบรมเลี้ยงดูของ ผ้ปู กครอง โดยมกี รณีศึกษาเพ่ือจดุ ประกายความคิดในการจัดการศกึ ษาในต่างประเทศ ทีน่ ่าสนใจดงั ต่อไปน้ี 1. การให้ความสำคัญตอ่ ชุมชนและความรบั ผิดชอบในญปี่ ุ่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อด้านระเบียบวินัย ซึ่งมีการส่งเสริมทางด้านความรับผิดชอบต่อตนเอง และความรับผิดชอบต่อชุมชนสังคม โดยโรงเรียนเด็กเล็กในญี่ปุ่นจะจัดช่วงเวลาที่เรียกว่า “Soji no jikan” หรือช่วงเวลาทำความสะอาดที่สอนเด็ก รู้จักที่จะเคารพและดูแลสถานที่ของตนเองด้วยการช่วยกันทำความ สะอาด รวมถึงการช่วยกันบริการอาหารกลางวันให้แก่เพื่อนนักเรียนอีกด้วย การฝึกปฏิบัติดังกล่าว เป็นส่วน หน่งึ ของความพยายามท่ีต้องการสอนให้เด็กไดเ้ รียนรู้ท่จี ะมคี วามรบั ผดิ ชอบและสามารถพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้ง ยังต้องการให้เป็นแบบอย่างแก่ชุมชนที่ต้องการให้คนในชุมชนนั้นมีส่วนร่วมช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน ถึงแมว้ ่าเด็กนักเรยี นในญ่ปี ุ่นนัน้ จะมีการบา้ นน้อยกว่าเด็กในประเทศอ่ืน ทีป่ ระสบความสำเร็จสูงกว่าในระดับ นานาชาติ แต่อย่างไรก็ตามการประเมินระหวา่ งประเทศ เด็กนักเรยี นญปี่ นุ่ ก็ยงั ถอื ว่าอยใู่ นระดับเกณฑ์ที่ดี 2. การศกึ ษาธรรมชาตใิ นสวีเดน (เช่นเดยี วกบั หลายประเทศในยโุ รป) เป็นที่ทราบกันดีว่าแท้ที่จริง โรงเรียนในป่า มีจุดเริ่มต้นมาจากสหรัฐอเมริกา หากแต่ในสวีเดน เป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นการเรียนในห้องเรียนเพื่อไปปรับใช้ในโลกของชีวิตจริงตามธรรมชาติ ซึ่งกำลัง เจริญเตบิ โตเป็นที่นิยมและเป็นกลายเปน็ ส่วนหนงึ่ ของหลกั สตู รการศึกษา โดยประเทศนั้นต้องการส่งเสริมการ เรยี นรขู้ องเดก็ ๆ ควบคไู่ ปกบั การนโยบายท่จี ะสง่ เสริมปรับปรงุ สนามเด็กเลน่ ทั่วประเทศ 3. โรงเรยี นเตรียมอนุบาลในหลายประเทศทั่วโลก “Preschool” หรือโรงเรียนเพื่อการพัฒนาทักษะก่อนวัยเรียนนั้นกำลังผุดขึ้นในหลายประเทศ ทั่วโลก มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ สร้างเสริมประสบการณ์ที่สำคัญเพื่อการเตรียมพร้อมเด็กก่อนเข้าสู่วัยเรียน อยา่ งเชน่ ในสหราชอาณาจกั รที่รอ้ ยละ 97 ของเดก็ อายุ 4 ขวบไดเ้ ขา้ เรยี นในโรงเรียนเตรียมอนบุ าล ในขณะที่ รสั เซยี ตามมาทร่ี ้อยละ 75 ทางฝ่ังสหรัฐอเมริกา ประธานาธบิ ดีโอบามาก็เริ่มหันมาสนบั สนนุ มากขนึ้ 4. นโยบายเพอ่ื ครอบครัวเด็กเล็กในฟนิ แลนด์ “ฟินแลนด์” ประเทศที่มีระดับการประเมินอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกนั้น ปัจจัยหนึ่งของ ความสำเร็จมาจากการศึกษาของฟินแลนด์ได้มุ่งเน้นให้ครอบครัวเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการปลูกฝัง การศึกษาและการเรียนรู้ของบุตร ด้วยการสนับสนุนใหค้ รอบครัวที่มีเดก็ กำลังเติบโต สามารถมีเวลาที่ยดื หยนุ่ ในการลาเพ่ือเลย้ี งดูลกู ท่มี อี ายตุ ่ำกว่า 3 ขวบอยู่กับบา้ น 5. โครงการอาหารกลางวนั สำหรบั เดก็ ในฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสนั้น ได้มีการกำหนดเมนูอาหารกลางวันสำหรับเด็กโดยนักโภชนาการที่เน้นสร้าง โปรตีนดว้ ยเน้ือสตั ว์ แตก่ ไ็ มล่ ะท้งิ อาหารจำพวกผัก สลัดและผลไมเ้ พื่อโภชนาการที่ครบถว้ น อีกท้ังยังพยายาม ใช้วตั ถุดบิ อนิ ทรียใ์ นท้องถิ่นเพื่อการปรุงอาหาร นอกจากนนั้ ทางโรงเรียนยังมีการให้ข้อเสนอแนะกับผู้ปกครอง ในการเตรียมอาหารเยน็ สำหรบั เด็ก ทส่ี ามารถเตมิ เตม็ คณุ คา่ ทางอาหารท่ขี าดไปในช่วงเวลากลางวันได้

19 6. โตะ๊ เรยี นยนื ในออสเตรเลีย ส่วนใหญ่เด็กนักเรยี นจะใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวันนัง่ อยู่ที่โต๊ะในชั้นเรียนหนังสอื ซึ่งยังไม่ รวมถึงเวลาอยู่บา้ น ที่มักนอนจมอยู่บนโซฟากับอุปกรณส์ ื่อสาร โครงการทดลองเลก็ ๆ ของเมลเบิร์นจึงเกิดขึ้น ในโรงเรยี นประถมแห่งหน่ึง ทีเ่ ปลีย่ นโตะ๊ น่งั เรียนแบบเดมิ ใหเ้ ปน็ โตะ๊ แบบยนื เรยี นที่สามารถปรับเปลี่ยนความ สูงเพื่อการนั่งสลับกับการยืนได้ เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกาและเบลเยี่ยม ที่มีการคิดค้นโต๊ะยืนเรียนสำหรับ เดก็ ๆ และยิ่งไปกวา่ นัน้ ในทำเนยี บขาว ก็มกี องทุนเพอ่ื โต๊ะยืนทำงานสำหรับพนักงานอีกดว้ ย 7. เทคโนโลยเี พ่ือการเรยี นของสิงคโปรแ์ ละจนี “สิงคโปร์” ประเทศที่มีนักเรียนมัธยมฉลาดที่สุดในโลกนั้น เป็นประเทศที่เพิ่มคอมพิวเตอร์ ให้ เข้ามามีบทบาทสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของเด็กๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนหลักสูตรการเรียน รวมถึงการทำงานร่วมกับนักเรียน โดยมีการแบ่งเวลาทั้งการใช้ภายในโรงเรียนและนอกโรงเรียนตามเหตุผล สมควรสำหรับการเรยี นรู้ ปี 2020 ที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก รวมไปถึงโลกของการศึกษาที่มี รูปแบบการเรียนการสอนที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน การสอนในรูปแบบออนไลน์ที่มีการใช้อย่างกว้างขวาง ผสมผสานกับการนำแอปพลเิ คชนั มาใช้รว่ มกับการสอน เพื่อใหก้ ารสอนกย็ ังคงดำเนินตอ่ ไป เทรนด์การบรหิ ารการศึกษาเพ่อื ตอบโจทย์แห่งอนาคต แนวโน้มของการบรหิ ารจัดการศกึ ษาในยุคใหม่ มีประเดน็ ที่นา่ สนใจทีเ่ ปน็ เทรนด์ในการบริหาร การศกึ ษาเพ่อื ตอบโจทย์แหง่ อนาคต มีดังน้ี 1. Nano learning การเรียนรู้ผ่าน E-learning ด้วยคลิปสั้นๆ ในยุคข้อมูลข่าวสารที่เดินทางเร็วย่ิงกว่าจรวด ทำให้ช่วงความสนใจ โดยรวมของคนเราน้ันสั้นลง เพราะความเหน่อื ยลา้ ทจี่ มอยู่กับหนา้ จอ สมองเตม็ ไปด้วยข้อมูลข่าวสารทไี่ ด้รบั การแจ้งเตอื นในแต่ละวนั สง่ ผล ให้รา่ งกายเกดิ ความเครียดจากฮอร์โมนคอรต์ ิซอล ทำให้ขาดสมาธิ และการประมวลผลข้อมลู ช้าลง แล้วเราจะ แกป้ ญั หาเหล่านใี้ นหอ้ งเรียนได้อย่างไร นับเป็นประเด็นท่ีท้าทายในการบรหิ ารการศกึ ษาต่อไป Nano learning คือ ทางเลอื กสำหรับการเรียนรแู้ บบขนาดพอดีคำ เปน็ การให้ความร้แู ก่นักเรียน ในปรมิ าณทน่ี ้อยลง ในช่วงเวลาสนั้ ๆ ซ่ึงไดร้ บั การพสิ จู นแ์ ล้วว่า ช่วยเพมิ่ ความสามารถในการรับรู้ และเข้าถึงได้ โดยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความสนใจและช่วยกระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้มากขึ้น โดยมีหลักการ 4 ข้อ สำหรับการเรียนรู้แบบ Nano learning อย่างมีประสิทธิภาพในห้องเรียน ได้แก่ : 1) รู้ความต้องการของ นักเรยี น 2) ตัง้ เป้าหมายในการเรียน 3) เลือกรูปแบบทีน่ ำเสนอ เชน่ วดิ โี อ แอป หรือ Podcast และ 4) ทำให้ สั้นเขา้ ไว้โดยใชเ้ วลาไม่เกิน 2-5 นาที 2. Virtual reality and augmented reality เทคโนโลยีโลกเสมอื น เทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความ สนใจและถกู นำมาใชใ้ นหอ้ งเรยี นมากขน้ึ ในชว่ งปีทีผ่ า่ นมาเพอื่ ให้การใช้ VR มีประสิทธิภาพและสมจริง ผ้ใู ชง้ าน ต้องจัดเต็มด้วยชุดหูฟัง และแว่นตาที่มีราคาสูง Google Cardboard จึงเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้งานได้ ประสบการณ์กับ VR ในราคาที่จับต้องได้ ในขณะที่ AR ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงการใช้งานได้ง่ายกว่า ไม่ว่าจะ เป็นการฉายภาพ เสียง และวิดีโอ เพียงใช้กล้องจากสมาร์ตโฟนหรือแท็บเลต ก็จะทำให้ผู้ใช้งานสนุกกับโลก ของภาพ 3 มิติ ภาพเสมือนจริง ที่มองเห็นผ่านกล้อง ตัวอย่างเช่น การค้นหาชื่อ \"PANDA\" บน Google เทคโนโลยีจะทำให้หมีแพนด้า มานั่งอยู่ตรงหน้าในแวดล้อมโต๊ะทำงานของคุณ มาสร้างห้องเรียนให้สนุกผ่าน สมารต์ โฟนได้เลย

20 อย่างไรก็ตาม VR เป็นเทคโนโลยีที่นักเรียนมักจะชอบมากกว่า ที่ได้มีการปฏิสัมพันธ์ได้สร้าง จินตนาการเหมือนได้ออกไปนอกหอ้ งเรียนจริงๆ แล้วคณุ ครจู ะรวม AR และ VR เข้ากบั ห้องเรยี นไดเ้ พ่ือมามาดู เพื่อการพานักเรียนออกไปทัศนศึกษา จะได้ประโยชน์สำหรับการสอนในด้านศิลปะ ภูมิศาสตร์ และ ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี VR จะช่วยย่อโลก พานักเรียนไปชมแกลลอรี่ พิพิธภัณฑ์ และทุกเมืองในโลกนี้ได้ โดยไม่ต้องออกเดินทาง เทคโนโลยี VR เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพที่หลากหลายทำให้ นักเรียนได้เห็นมุมมองท่แี ตกต่าง และเหมือนได้รับประสบการณโ์ ดยตรงจากสถานการณ์จำลอง ในการทำงาน ทแ่ี ตกต่างกนั อกี ดว้ ยการฝึกอบรมเสมือนจรงิ มอี ิทธิพลอย่างมากสำหรับนักเรียนท่ีคิดจะประกอบอาชีพในด้าน ต่างๆ เช่น การทหารหรือการแพทย์ ในกิจกรรมนี้่เทคโนโลยี VR และ AR สามารถฉายภาพการฝึกเสมอื นจริง ได้ เช่น สามารถแสดงให้นกั เรียนเหน็ กายวภิ าคของร่างกาย จากภายในสภู่ ายนอก การซึมซบั ภาษา วธิ ีท่ีดีท่ีสุด ในการเรียนรู้ภาษา คือ การอยู่ในสังคมที่ใช้ภาษานั้น ซึ่งเทคโนโลยี VR สามารถให้นักเรียนได้เรียนรู้ ภาษาตา่ งประเทศโดยการใหพ้ วกเขาเหน็ โลกเสมอื นจริง และได้ยินเฉพาะภาษาท่เี ขาอยากเรียนได้เป็นอยา่ งดี 3. Project-based learning การเรยี นรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน การเรียนรู้ด้วยโครงงาน เป็นอีกวิธีการสอนที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับโครงงานในชีวิตจริง แนวคิดคือนักเรียนได้เรียนรู้โดยการลงมือทำ และมีครูเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกเทา่ น้ัน จุดประสงคห์ ลัก เพื่อต้องการให้นักเรียนได้เชื่อมโยงประสบการณ์จริงไปสู่การเรียนรู้ และค้นหาคำตอบด้วยการลงมือทำเพ่ือ พฒั นาทักษะการคดิ เชิงวิเคราะห์ ความคิดสรา้ งสรรค์ การทำงานรว่ มกันและการสื่อสาร ซงึ่ เป็นทกั ษะท่ีองค์กร ต้องการในการทำงานของศตวรรษที่ 21 ครูสามารถแนะนำหัวข้อสำหรับโครงงานให้นักเรียนได้ ตัวอย่างเช่น หาวิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ค้นหาแหล่งพลังงานทางเลือก วิเคราะห์ภาพถ่าย ภาพข่าว ฟังความคิดเห็นหรอื เสยี งโหวต 4. Experiential learning (การเรยี นรูจ้ ากประสบการณ์) ในการจัดการเรียนรู้จะพบบ่อยครั้งว่า นักเรียนขาดปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนเพิ่มขึ้น เพราะ โทรศัพท์มือถือดึงความสนใจแยกนักเรียนออกจากเพื่อนร่วมห้อง อย่างไรก็ตามวิธีที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ คือ การหาแรงบันดาลใจให้นักเรียนเรียนรู้จากประสบการณจ์ รงิ ปัจจุบันโรงเรียนทั่วโลกไดพ้ ยายามให้นักเรียนได้ เรียนรู้จากสถานการณ์จริง เพื่อฝึกฝนประสบการณ์ การตัดสินใจ วางแผน และการทำงานเป็นทีม การฝึกฝน ที่สามารถเกดิ ขน้ึ นอกห้องเรียนได้ คือ ไปสวนสตั วห์ รอื เย่ียมชมพพิ ิธภณั ฑ์ แตใ่ นปี 2021 การเรียนรู้หลายอย่าง จะเปลีย่ นเปน็ ออนไลน์มากขนึ้ แลว้ กิจกรรมเรียนรูแ้ บบออนไลน์มีอะไรบ้าง กิจกรรมฝึกการทำงานรว่ มกัน ให้ นักเรียนร่วมกันแชร์ปัญหาที่เกิดขึ้น และแชร์ไอเดีย หรือแนวทางการแก้ปัญหากันในทีม เป็นการแลกเปลี่ยน ความคิดในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ร่วมกัน กิจกรรมการแสดงบทบาทสมมติ ให้นักเรียน จำลองสถานการณ์ต่างๆ เพราะสถานการณ์จำลองจะสามารถแสดงให้นักเรียนเห็นพฤติกรรม และการ แสดงออกที่แตกต่างกันออกไป กิจกรรมภาคสนาม ให้นักเรียนเก็บข้อมูล โดยสามารถทำได้ทางออนไลน์ผ่าน แบบสอบถามและแบบสำรวจเพื่อนำมาเสนอในชั้นเรยี น 5. Online schooling (โรงเรยี นออนไลน)์ การเรยี นออนไลน์ เปน็ เทรนการศึกษาที่นิยมมากในปี 2021 แม้ว่าเทรนนี้จะเกดิ จากความจำเป็น ในปี 2020 แต่ก็ถูกพัฒนาให้มีการนำเทคโนโลยี เข้ามาเพื่อช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ และกลายเป็นสิ่งถูก นำไปใชใ้ นโรงเรยี นต่างๆ ที่ถูกบงั คบั ใหท้ ดลองเรียนรู้ทางออนไลน์มากขน้ึ การเรยี นออนไลนถ์ งึ ไดร้ ับความนิยม เพราะมีความยดื หยนุ่ ประหยดั และคุ้มค่า สามารถเข้าถึงผู้เรียนไดอ้ ยา่ งวงกวา้ ง ไม่จำเปน็ ตอ้ งยึดตดิ กับสถานท่ี อีกตอ่ ไป เปน็ การทลายอปุ สรรคดา้ นการศึกษาและเข้าถงึ นักเรยี นไดม้ ากข้ึน

21 สรปุ แนวโนม้ การจดั การศึกษาในไทยและต่างประเทศ เนอื่ งจากความสำคัญของการบริหารการศึกษาและการพัฒนาระบบการศึกษาในประเทศท่ัวโลก แนวโน้มการบริหารการศึกษาของไทยและต่างประเทศมีหลายแง่มุมและประเด็นที่น่าสนใจ ในเบื้องต้น สามารถสรุปแนวโนม้ การบรหิ ารการศึกษาในไทยท่นี ่าสนใจ มดี งั น้ี 1. การเน้นคุณภาพการศึกษา : การให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาที่มุ่งเน้นในการ เพิ่มคุณภาพการศึกษา ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงความเข้มงวดของหลักสตู รการเรียนการสอน การพัฒนาครูและ บุคลากรทางการศึกษา และการใช้เทคโนโลยใี นกระบวนการสอนและการเรียนรู้ 2. การส่งเสรมิ การเรยี นรู้ที่เป็นองค์กระดับเขตและชุมชน : การเสริมสรา้ งความเขา้ ใจและความ ร่วมมอื ระหวา่ งองคก์ รท่ีเกย่ี วขอ้ งในระดบั เขตและชุมชนเพ่ือพฒั นาระบบการศึกษาในระดบั ท้องถน่ิ 3. การส่งเสริมความเสมอภาคในการศึกษา : การให้โอกาสเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาและ ให้สทิ ธิแกท่ กุ คนในการศกึ ษาทเี่ ทา่ เทยี มกนั โดยไมส่ ่งผลใหม้ ีความไมเ่ สมอภาคทางสงั คม 4. การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา : การให้ความสำคัญในการพัฒนาครูและบุคลากร ทางการศกึ ษาใหม้ คี วามรคู้ วามสามารถทเ่ี พยี บพร้อมในการสอนและให้บริการในระบบการศกึ ษา 5. การนำเอาเทคโนโลยีในกระบวนการการเรียนรู้ : การใช้เทคโนโลยีในกระบวนการสอนและ การเรียนรู้เป็นที่พัฒนาในหลายประเทศ โดยการใช้เทคโนโลยีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้และเพิ่ม ความน่าสนใจใหก้ บั นกั เรยี น 6. การสง่ เสรมิ การเรียนรู้แบบปฏิสัมพันธ์และกระตนุ้ ความคิดสรา้ งสรรค์ : การให้ความสำคัญใน การสร้างสภาพแวดลอ้ มท่ีกระตุน้ ให้นักเรยี นมีความคดิ สร้างสรรค์ และกล้าที่จะเรียนรู้และค้นคว้าเอง 7. การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเรียนรู้ : การสร้างสภาพแวดล้อมที่เตรียมพร้อม ใหก้ ับการเรยี นร้แู ละสอบถามความร้ขู องนักเรยี นในทุกสถานการณ์ 8. การพฒั นาระบบการศึกษาทเี่ ป็นเอกลักษณ์ : การพฒั นาระบบการศึกษาท่ีสอดคล้องกับความ ตอ้ งการและเฉพาะเจาะจงของประชาชนและสังคมในแตล่ ะประเทศ 9. การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต : การส่งเสริมการเรียนรู้ในระหว่างการทำงานและ ชีวิตประจำวนั ของบุคคล แนวโน้มการศึกษาไทยและต่างประเทศดังกล่าวข้างต้น ทำให้เห็นว่าการบริหารการศึกษายังคง เป็นประเดน็ ท้าทายและต้องทำการปรับเปล่ียนเพ่ือตอบสนองความต้องการและเป้าหมายของระบบการศึกษา ในยคุ ปจั จุบนั และอนาคต มุ่งคณุ ภาพเชิงสรา้ งสรรค์และการนำเอาเทคโนโลยเี ขา้ มาชว่ ยเสริมสร้างกระบวนการ เรยี นรู้เปน็ สง่ิ สำคญั ในการพฒั นาระบบการศกึ ษาทเี่ กิดความสำเรจ็ และมีความย่ังยืนในอนาคต 4.4 กฎหมายท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การบริหารการศึกษาและเทคนิคการบริหารองค์กรทางการศึกษายคุ ใหม่ กฎหมายทเี่ ก่ียวขอ้ งกับการบริหารการศึกษา ความสำคัญของกฎหมายการศึกษา การดำเนินงานทางการศึกษา เป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้คนเป็น จำนวนมาก ทั้งที่เป็นฝ่ายจัดการศึกษา ฝ่ายรับบริการทางการศึกษา และฝ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ โดยบุคคล ดังกล่าว ต้องปฏิบัติและดำเนินงานตามบทบาทหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุ วตั ถุประสงคท์ ีก่ ำหนดไว้ ดังน้ันกฎหมายจงึ มีความสำคญั ต่อการดำเนินงานทางการศึกษากล่าวได้ ดงั นี้ 1. กฎหมายเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานจัดการศึกษาของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ สามารถจัดการศึกษาเปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้าหมายได้

22 2. กฎหมายการศึกษา เป็นกรอบการดำเนินงาน ที่ช่วยให้การบริหารการศึกษาเป็นไปอย่าง เหมาะสม มีประสิทธภิ าพ เปน็ ทยี่ อมรบั ของผูร้ ับบริการและสงั คม 3. กฎหมายการศึกษาช่วยให้สามารถใช้การศึกษาพัฒนาเด็กและเยาวชน เพื่อเป็นกำลัง สำคัญในการพฒั นาประเทศ 4. กฎหมายการศึกษาทำให้ประชาชนของประเทศเกิดสิทธิ หน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา ทำให้ สามารถปฏิบัติตนตามสิทธิและหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม กฎหมายและกฎหมายการศึกษาจึงมีความสำคัญใน ฐานะเป็นเครื่องมือดำเนินงานเกี่ยวกบั การศึกษาของชาติ หากขาดกฎหมายแลว้ อาจทำให้การจดั การศึกษาไม่ บรรลวุ ัตถปุ ระสงคแ์ ละเปา้ หมายได้ ลกั ษณะของกฎหมายการศกึ ษา กฎหมายการศึกษาเป็นกฎหมายชนิดหนง่ึ ซงึ่ ต้องมลี กั ษณะของกฎหมายเช่นเดยี วกบั กฎหมายท่วั ๆ ไปกล่าวคือ กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดความประพฤติของบุคคล ซ่งึ ผ้มู ีอำนาจในประเทศกำหนดขน้ึ และ ใช้บังคบั ใหผ้ ทู้ ่ีอยู่ในสงั กัดประเทศนน้ั ถือปฏบิ ตั ิตาม มลี กั ษณะสำคัญประกอบดว้ ย (มานิตย์ จมุ ปา, 2548) 1) ต้องมลี ักษณะเปน็ กฎเกณฑท์ ใี่ ชบ้ งั คบั เปน็ มาตรฐานของสงั คม 2) ต้องเป็นการกำหนดความประพฤติของบุคคล 3) ต้องมีสภาพบงั คับ 4) ต้องมีกระบวนการที่แน่นอน ให้เปน็ ไปตามกฎ กฎเกณฑใ์ นกฎหมาย สำหรับกฎหมายที่ใช้ ในประเทศไทย ตามรูปแบบเป็นกฎหมายลายลักษณอ์ กั ษร กำหนดตามศักดิ์ของกฎหมายได้ ดังน้ี (1) รฐั ธรรมนูญ (2) พระราชบัญญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญ (3) พระราชบญั ญัติ (4) พระราชกำหนด (5) พระราชกฤษฎีกา (6) กฎกระทรวง (7) กฎหมายท่ตี ราขึ้นโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ลำดับศกั ดิก์ ฎหมายการศึกษาไทย นอกจากรูปแบบของกฎหมายดังกล่าวแล้ว กฎหมายยังสามารถ แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ได้หลายลักษณะ ตามหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งประเภท เช่น หลักแหล่งกำเนิดของ กฎหมาย หลักสภาพการบังคับของกฎหมาย หลักการใช้กฎหมาย หลักฐานะและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับ ประชาชน เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วการแบ่งประเภทของกฎหมายจะยึดหลักฐานะและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กับประชาชนเปน็ เกณฑ์ ซง่ึ แบง่ ประเภทกฎหมายออกเป็นกฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน กลา่ วคือ 1) กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่กำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของ รัฐกับเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ในฐานะที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ปกครอง เช่น กฎหมาย อาญา กฎหมายปกครอง และกฎหมายการคลัง เป็นตน้ 2) กฎหมายเอกชน คอื กฎหมายทก่ี ำหนดสถานะและนิตสิ ัมพันธ์ระหวา่ งเอกชนตอ่ กนั ในฐานะผู้ อยูใ่ ตป้ กครองทต่ี า่ งฝ่ายต่างกเ็ ท่าเทยี มกันกลา่ วโดยเฉพาะกฎหมายการศกึ ษา กจ็ ะหมายถงึ กฎเกณฑ์ทร่ี ัฐหรือผู้ มีอำนาจกำหนดขึ้น เป็นกฎข้อบังคับ การปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารและจัดการศึกษา โดยมีรูปแบบทั้งที่เป็น พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง รวมทั้งข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง ที่ใช้บังคับในการดำเนนิ งาน ทางการศึกษา และมลี ักษณะเป็นกฎหมายมหาชนในสาชากฎหมายปกครอง เน่ืองจากกฎหมายการศึกษาส่วน ใหญ่มีลักษณะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเอกชน และระหว่างองค์กรของรัฐด้วยกัน เช่น พระราชบัญญัติ

23 การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งโรงเรียนมหิดลวิทยา นุสรณ์ พ.ศ.2643 กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีการนับอายุเด็ก เพอ่ื เขา้ รบั การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการประเมินเทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษา ระดบั อุดมศกึ ษาตำ่ กว่าปรญิ ญา พ.ศ. 2546 เปน็ ตน้ การจำแนกประเภทกฎหมายการศกึ ษา กฎหมายการศึกษาไทย สามารถจำแนกเป็นประเภทได้หลายลักษณะตามหลักเกณฑ์ที่นำมาใช้ใน การจำแนก กลา่ วคอื หากจำแนกตามศักดข์ิ องกฎหมายสามารถแบง่ ประเภทออกเปน็ 1) กฎหมายแม่บท ได้แก่ รฐั ธรรมนญู 2) กฎหมายลกู บท ไดแ้ ก่ กฎหมายทอี่ อกตามท่ีรฐั ธรรมนูญกำหนดไว้ หากจำแนกตามลกั ษณะการออกกฎหมาย สามารถแบ่งประเภทออกเปน็ 1) กฎหมายหลกั ไดแ้ ก่ กฎหมายทอ่ี อกโดยฝ่ายนติ ิบัญญตั ิ คือ พระราชบัญญัติต่างๆ 2) กฎหมายรอง ได้แก่ กฎหมายที่ออกโดยฝา่ ยบรหิ าร ซ่ึงอาศัยอำนาจตามท่ีกำหนดไว้ ในกฎหมายหลกั ประกอบดว้ ย กฎกระทรวง ระเบยี บ ข้อบังคับ เปน็ ตน้ ในท่นี ี้จะขอจำแนกประเภทตามลกั ษณะสาระสำคญั ของกฎหมาย ซึง่ สามารถแบ่งกฎหมาย การศกึ ษาออกเปน็ 5 ประเภท ดงั นี้ 1. กฎหมายแมบ่ ททางการศกึ ษา ได้แก่ รัฐธรรมนญู และกฎหมายทใ่ี ห้อำนาจในการออก กฎหมายการศึกษาอน่ื ๆ ได้แก่ 1.1 รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย 1.2 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉ.2) พ.ศ.2545 1.3 พระราชบัญญัติปรับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 2. กฎหมายว่าด้วยการจดั การโครงสรา้ งและการบริหารจัดการทางการศึกษา ได้แก่ 2.1 พระราชบญั ญัติระเบยี บบรหิ ารราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ พ.ศ.2546 และ กฎกระทรวง ระเบยี บท่ีออกตามพระราชบัญญัติฉบบั นี้ 2.2 พระราชบัญญัตวิ ่าด้วยการบรหิ ารจดั การศกึ ษาเฉพาะด้าน เช่น พระราชบญั ญตั กิ าร อาชวี ศึกษา พ.ศ.2550 พระราชบัญญตั โิ รงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติการศึกษานอกระบบและ การศกึ ษาตามอัธยาศยั และพระราชบญั ญัตจิ ัดตง้ั สถาบันอุดมศกึ ษาเอกชน พ.ศ.2546 เปน็ ต้น 2.3 พระราชบญั ญัติจัดต้ังสถานศึกษาเป็นการเฉพาะแห่ง เช่น พระราชบัญญัติ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏ พระราชบญั ญัตมิ หาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล เป็นต้น 3. กฎหมายว่าดว้ ยการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ได้แก่ พระราชบัญญัติสภาครแู ละ บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 และกฎกระทรวง ขอ้ บังคับ ประกาศ คำส่งั ทีอ่ อกตามพระราชบญั ญตั ิน้ี 4. กฎหมายวา่ ด้วยการบริหารงานบคุ คลทางการศึกษา ไดแ้ ก่ 4.1 พระราชบัญญตั ิระเบยี บข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ.2547 และ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 4.2 พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวทิ ยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 4.3 พระราชบัญญตั ริ ะเบยี บข้าราชการพลเรอื นในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547

24 4.4 พระราชกฤษฎีกา การปรับอตั ราเงนิ เดือนของข้าราชการ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ.2550 5. กฎหมายท่ีเกยี่ วข้องกับการบริหารจัดการศกึ ษา ได้แก่ กฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับการบริหาร จดั การศกึ ษาที่ผู้บริหารการศึกษาและผูเ้ ก่ียวข้องจะต้องนำมาใชป้ ระกอบการดำเนนิ งาน กล่าวคือ 5.1 พระราชบญั ญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 5.2 พระราชบญั ญตั ิความรับผดิ ชอบทางละเมดิ ของเจา้ หน้าท่ี พ.ศ.2539 5.3 พระราชบญั ญัติข้อมลู ข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2550 5.4 พระราชบญั ญตั วิ ิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 5.5 พระราชบญั ญตั ิจัดตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ.2542 5.6 พระราชกฤษฎีกาวา่ ด้วยหลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการบริหารกจิ การบา้ นเมืองท่ดี ี พ.ศ.2546 การบงั คับใชก้ ฎหมายการศึกษา การใชก้ ฎหมาย (Application of Law) มีความหมาย 2 ประการ คอื 1) การใช้กฎหมายในทางทฤษฎี เป็นการนำกฎหมายไปใช้แก่บุคคลในเวลาและสถานที่หรือ ตามเหตกุ ารณ์หรือเง่ือนไข ในเวลาหนึ่ง ซง่ึ จะสมั พันธ์กับเจตนารมณข์ องกฎหมายนน้ั 2) การใชก้ ฎหมายในทางปฏิบัติ เป็นการนำกฎหมายไปปรับใช้แก่คดี หรือเหตกุ ารณ์ท่ีเกิดข้ึน โดยเฉพาะเจาะจง เพื่อหาคำตอบหรือเพื่อวินิจฉัยพฤติกรรมของบุคคลหนึ่งในเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเรียกว่าการ ปรบั ใชบ้ ทกฎหมาย การใชก้ ฎหมายในทางปฏบิ ัติ ตอ้ งทำด้วยความระมดั ระวังเพราะอาจตคี วามผดิ หรอื นำเอา บทบญั ญตั ทิ ่ีเปน็ ขอ้ ยกเวน้ มาใช้ (วษิ ณุ เครอื งาม, 2538) ผู้บริหารการศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานให้องค์การบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ต้อง เลือกใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั เจตนารมณข์ องกฎหมายนนั้ ซึ่งมแี นวทางพอสรุปได้ ดังน้ี 1. ผู้บริหารการศึกษาต้องรู้กฎหมายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของตน เข้าใจ และสามารถปรับ กฎหมายใชก้ บั เหตุการณท์ เี่ กดิ ข้นึ ได้ 2. ผู้บริหารการศึกษาต้องมีความสุจริตในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นเจตนาที่ดีในการปฏิบัติงาน ตามแนวทางทก่ี ฎหมายกำหนดไว้ 3. ผู้บริหารการศึกษาต้องถือกฎหมายเป็นเครื่องมือในการบริหารงานไปสู่ความสำเร็จ กฎหมายไม่ใช่สิ่งขัดขวางการปฏิบัติงาน ดังนั้นผู้บริหารการศึกษาจะต้องเฉลียวฉลาด และมีไหวพริบเพียง พอทจ่ี ะใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์ตอ่ การบริหารและจัดการศึกษาให้ได้ เทคนคิ การบรหิ ารองคก์ รทางการศกึ ษายคุ ใหม่ การบรหิ ารองค์การยุคดิจทิ ลั สังคมโลกปัจจุบันเป็นยุคที่มีการเชื่อมโยงกันอย่างอิสระของข้อมูลข่าวสาร บนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต การเข้าถึงความรู้ในทุกด้าน รวมถึงการเป็นสังคมที่มีการใช้และพัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ให้สามารถติดต่อสื่อสารและสั่งการให้ททำงานเองได้อย่างอัตโนมัติ (Machine-to Machine) สามารถเปิด-ปิด หรอื ส่งั งานผา่ นแอปพลเิ คชัน การสงั่ งานดว้ ยคำพดู ให้ถ่ายภาพหรือเขียนข้อความ โดยอัตโนมัติ (ปัณณทัต กาญจนะวสิต, 2560) ซึ่งเราสามารถเรียกยุคนี้ได้ว่า เป็นโลกยุคดิจิทัล ส่งผลให้มี ลักษณะทางสังคมเป็นสังคมที่ไร้ขีดจำกัดของข้อมูลข่าวสาร (Unlimited Information Society) มีการ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันได้มากขึ้น แพร่หลายมากขึ้น และเป็นสังคมฐานการเรียนรู้ (Learning- Based Society) เพราะผู้คนสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้มาก เป็นผลให้สามารถนำข้อมูล มาวิเคราะห์และ นำมาประกอบการตดั สนิ ใจ ทำให้การดำเนินงานตา่ งๆ มีประสิทธิภาพมากขึน้

25 นอกจากน้ี ยงั เปน็ สังคมแบบย่อสว่ น (Condensed Society) เน่ืองด้วยการพฒั นาของระบบการ สื่อสารต่างๆ เช่น ระบบดาวเทยี ม ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบดิจิทัล และอื่นๆ ส่งผลใหโ้ ลกนั้นแคบลงเนือ่ งจาก การติดต่อส่ือสารสามารถทำได้จากทุกมุมโลก จากท่ไี กลก็สามารถใกล้กันได้เพยี งปลายนิ้วสัมผัส ส่งผลกระทบ โดยตรงต่อความเป็นอยู่ของมนษุ ย์ ทำใหท้ กุ คนต้องปรับตัว และพัฒนาให้ทนั ต่อการเปล่ยี นแปลง ไม่ว่าจะเป็น ทง้ั ตวั บุคคล องคก์ ร ท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน และประเทศชาติ (ธงชยั สมบรู ณ์, 2560) จากการเปล่ียนแปลงทาง สังคมดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้คนยุคดิจิทัลต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจ นอกจากนี้ยังต้องการความสำเร็จ และการยอมรับที่รวดเร็วด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ยึดติดกับองค์กร พร้อมที่จะเปล่ียนงานตลอดเวลา และนิยม ทำงานแบบอิสระ ดังนั้น การบริหารองค์กร โดยเฉพาะสถานศึกษาในยุคดิจิทัลจึงต้องวางแผนการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป จำเป็นอย่างยิง่ ทจี่ ะต้องมีความชัดเจน ถูกต้องและรวดเร็วเป็นแบบเรยี ลไทม์ วิธกี ารบรหิ ารสถานศึกษาและการ จัดการศึกษา รวมถึงการจัดการเรียนการสอนต้องเปลี่ยนไป การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เปลี่ยนวิธีการจัดการ สถานศึกษาให้เป็นสถานศกึ ษาดิจิทลั ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งทีจ่ ะตอ้ งก้าวทนั กับการเปลี่ยนแปลง ของโลกยคุ ข้อมูลขา่ วสารที่รวดเร็ว การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสถานศึกษา สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้ และชุมชนยังเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ด้วย เช่นเดียวกัน เพื่อบรรลุความต้องการของสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษาได้อย่างแท้จริง ผู้บริหาร สถานศึกษาจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำดิจิทัล ผลักดันให้บุคลากรในหน่วยงานได้สร้างนวัตกรรมและนำนวัตกรรม นั้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดความคล่องตัวมากที่สุด และการทำงานให้ประสบผลสำเร็จ หน่วยงานทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้องต้องมีความสามัคคี สามารถทำงานร่วมกันได้ ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องมีทักษะการคิดอย่าง รวบยอด (Conceptual Skill) มองทุกอยา่ งเป็นระบบ ในการพัฒนาองค์กรสิ่งที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องให้ความสำคัญอันดับแรก คือ คน ดังน้ัน กระบวนการพัฒนาคนให้พร้อมสู่องค์กรดิจิทัลจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากร ทางการศึกษาทุกคนต้องปรับกระบวนคิด ปรับกระบวนการทำงาน ปรับทักษะการใช้เทคโนโลยี และปรับ วัฒนธรรมองค์กรสู่องค์กรดิจิทัล การนำข้อมูลต่างๆ เชื่อมต่อกับระบบออนไลน์ ที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในการ ตัดสินใจหลักที่ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ดูแลระบบสามารถร่วมกันคิดและ ทำได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ กระบวนการและรับรองความสำเร็จของสถานศึกษา ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีซอฟต์แวร์ที่มี ประสิทธิภาพสำหรับการจัดการสถานศึกษาเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถจัดระเบียบสถานศึกษาเพื่อให้ สามารถเติบโตและปรับปรุงคุณภาพการสอนได้มากขึ้น จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเกี่ยวข้องกับ การปรับปรุงกระบวนการการบริหารสถานศึกษา เพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าคือนักเรียนและ ผปู้ กครอง ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพผ่านการใช้ประโยชนจ์ ากข้อมูลและเทคโนโลยีดิจทิ ลั ระบบออนไลน์ที่ทุกคน ที่มีสิทธิ์สามารถเข้าไปดูได้แบบเรียลไทม์ หากสถานศึกษามีการบริหารจัดการสู่สถานศึกษาดิจิทัลจะเกิด ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงในด้านคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาที่สูงขึ้น การบริหารจัดการเรียนการสอนมี ประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุณภาพการบริหารจัดการ คุณภาพครู คุณภาพผู้เรียน การเติบโตอย่างยั่งยืน ของสถานศึกษา รวมถึงอำนวยความสะดวกให้แก่นักเรียนและผู้ปกครอง สุดท้ายนักเรียนก็จะเกิดความพึง พอใจในการใหบ้ รกิ ารของสถานศกึ ษา สถานศึกษามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ต้องมีการวางแผนการเตรียมความพร้อมและฝึกผู้สอน ที่ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการของตนเองให้มีความมั่นใจและความพร้อมใช้งานเทคโนโลยีดจิ ทิ ัลตั้งแต่ต้น สามารถ ทำได้โดยอาศัยทีมงานที่มีความพร้อมและประสบการณ์การสอนในรูปแบบห้องเรียนดิจิทัล มาเป็นผู้ช่วยใน

26 ช่วงแรกในการเปลี่ยนแปลงห้องเรียนสู่ดิจิทัล เอ็ดดูเคชั่น (Digital Education) นั้น นอกเหนือจากการ เปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงก็คือการเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรมของสถานศกึ ษา (จิณณวตั ร ปะโคทงั , 2561, หนา้ 261) การสร้างความเขม้ แขง็ ของภาคีเครือข่ายให้ เขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการบริหารการศึกษา ดงั เช่น ครู ผ้ปู กครอง สถาบันศาสนาและชมุ ชน ให้มกี ารประสานงาน กันเพื่อให้เกิดการบริหารสถานศึกษาที่มปี ระสิทธิภาพเพื่อให้นักเรียนมคี ุณภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญท่สี ุด ของการบริหารการศึกษา แต่การบริหารเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น สามารถที่จะดำเนินการได้หลายแนวทาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของผู้บริหาร ภาวะผู้นำของผู้บริหาร ความร่วมมือของบุคลากร สถานการณ์และ ชว่ งเวลาลว้ นเปน็ ปจั จยั ท่สี ำคัญ การนำองคก์ รไปสกู่ ารจดั การศกึ ษาในยุคดจิ ิทลั มีดงั น้ี 1. การเปลี่ยนรูปของการศึกษา (Educational Transformation) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ ความสำคัญต่อยุคแห่งการเรียนรู้ทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคตควรมีการขับเคลื่อนการเรียนรู้ให้เป็นองค์กร แห่งการเรียนรู้และไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียว โรงเรียนไม่ควรอยู่ในระบบปิดแต่ควรเปิดตัวเองหรือขยายตั ว ออกมา โดยสร้างความสัมพันธ์กับสังคมและองค์กรภายนอก ในรูปแบบความร่วมมือใหม่ให้มากข้ึนการ ออกแบบหลักสูตรหรือการเรียนการสอนต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลมากขึ้น ความ เปล่ยี นแปลงดังกล่าวจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมทางการศึกษาดว้ ยเช่นกัน ในประเทศสหรัฐอเมริกาจึง มีการพูดคุยเรื่องนี้และมีการพัฒนาแนวคิดเรื่อง \"ทักษะแห่งอนาคตใหม่ : การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21\" โดย ความร่วมมือของภาคส่วนนอกวงการศึกษา ทป่ี ระกอบดว้ ยบรษิ ัทเอกชนช้นั นำขนาดใหญ่ เช่น บรษิ ัท แอปเปิ้ล บรษิ ัท ไมโครซอฟ บรษิ ัท วอลด์ สิ นีย์ องค์กรวิชาชพี ระดับประเทศ และสำนักงานด้านการศกึ ษาของรัฐ รวมตัว และก่อตั้งเป็นเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลง มากมาย แม้การพัฒนาครูและเด็กที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สิ่งหนึ่งที่ควรให้ความตระหนักคือ ครูยังมีความสำคัญ ในการเตรียมเด็กให้พร้อมรับกับโลกในอนาคตอยู่ การที่ครูมีความรู้และความเข้าใจในด้านดิจิทัลเป็นสิ่งที่ จำเปน็ ควรรวมตวั กนั เพอื่ เช่ือมสัมพนั ธ์สร้างองค์ความรู้ใหมแ่ ละเชื่อมโครงสรา้ งพ้ืนฐานสารสนเทศ ให้สามารถ ใช้งานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมีการพัฒนาทีมงานในสถานศึกษาให้มีความรู้ความสามารถสูงและเรียนรู้ ร่วมกันเพื่อรองรบั การออกแบบรายวชิ าหรอื สาระการเรียนรใู้ หม่ทจ่ี ะเกิดข้นึ ในอนาคต โดยครแู ละผูบ้ ริหารควร ร่วมกันทำงานเป็นทีมเพื่อนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ร่วมกันพัฒนาสื่อการเรียนรู้ แนวทางการวัดผลและประเมินผล ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีคุณภาพและเรียนรู้ อยา่ งมีประสิทธิภาพ 2. การดำรงอยู่ของสถานศึกษา (School Stability) การคงอยู่ของสถาบันการศึกษายังมีความ จำเป็นที่ต้องให้เด็กเดินทางไปโรงเรียนเพื่อพัฒนาความรู้เจตคติ ทักษะพัฒนาความสามารถใช้คลังความรู้จาก ห้องสมุด ฝึกฝนการใช้ทักษะชีวิตร่วมกับเพื่อน มีประสบการณ์ร่วมกับครู เพื่อน และนักเรียนคนอื่นๆ ครูมี ความสำคัญอย่างมากในการเป็นแบบอย่างให้เด็กมีความรักที่จะเรียนรู้ และอยากที่จะพัฒนา ตัวเองอยู่ ตลอดเวลา การที่ครูได้เล็งเห็นและยอมรับในความแตกต่างของเด็กแต่ละคน และสามารถดึงศักยภาพสูงสุด ของแต่ละคนให้แสดงออกมา การดำรงอยู่ของการเป็นโรงเรียนคุณภาพเกิดจากความชัดเจนในการปฏบิ ัตงิ าน ประกอบด้วยความเข้าใจและตระหนักในหน้าที่ของบุคลากร ความเป็นผู้นำทางวิชาการ และความผูกพันกับ โรงเรียน ประกอบด้วย การเป็นองคก์ รแห่งการเรียนรู้ ความเอาใจใส่ต่องานในหน้าที่ การตรวจสอบและพฒั นา กระบวนการทำงาน ยังคงเป็นสง่ิ ทีม่ คี วามสำคญั ทีส่ ดุ ในการศกึ ษา 3. การตอบสนองความก้าวหน้าของเทคโนโลยี (Technology Advancement) ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต แทรกซึมอยู่ในทุกตารางการใช้ชีวิตของมนุษย์ การพัฒนาคิดค้นสิ่ง

27 อำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีเข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้ เป็นอยา่ งดี ในปจั จุบนั เทคโนโลยกี ารสื่อสารผ่านคอมพวิ เตอร์ซ่ึงเปน็ การสื่อสารแบบสองทาง ทำใหผ้ ใู้ ช้สามารถ ติดต่อกันได้ กล่าวถึงอิทธิพลของเครื่องมือการสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติ อารยธรรมยุค โลกาภวิ ัตน์ ทง้ั โลกเชื่อมต่อกันด้วยระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ สภาพของสงั คมเปลยี่ นไปเปน็ โลกยุคเทคโนโลยี สารสนเทศในรปู แบบที่หลากหลาย การใช้เทคโนโลยีจึงควรรู้จักวธิ ีใช้และความเหมาะสม เพ่อื การใช้งานท่ีเป็น ประโยชน์ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธภิ าพ เปน็ การใหค้ รูได้เข้าถึงเทคโนโลยจี ากอนิ เทอร์เน็ตมากข้ึนโดยเข้า มาช่วยใหเ้ ด็กสามารถสืบเสาะค้นควา้ หาข้อมูลที่รวดเร็ว หากมคี วามต้องการเรียนรูใ้ นสาขาวิชาต่างๆ สามารถ ดงึ เน้อื หาเก่าๆ มาทบทวนไดท้ นั ทีครสู ามารถมเี วลาว่างมากข้ึนสำหรับเตรยี มเน้ือหาท่ีมีความสำคญั มากกว่า ครู สามารถใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพและวีดิทัศน์การสอนของตนเอง เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าดูได้ผ่านระบบ เครือข่ายออนไลน์ทั้งก่อนเวลาสอนจริง และหลังการเรียนการสอนเพื่อทบทวนบทเรียนทำให้ครูและผู้เรียนมี เวลาพดู คยุ กนั เม่ือถึงช่ัวโมงสอนมากขน้ึ 4. การสร้างสถานการณ์จำลอง (Simulation) เป็นการเสริมบทเรียนในวิชาที่ผู้เรียนสนใจ เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรง สามารถนำแนวคิดจากทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติโดย ผ่านการจัดกิจกรรมโครงงานการประกวด อาทิ โครงการทางธุรกิจขนาดเล็กในชุมชน ที่เริ่มด้วยการศึกษา แนวคิดการวางแผนการทำงานร่วมกับครูและนักเรียน การเตรียมความพร้อมด้านวัสดุและสื่อ และการ ดำเนนิ งานซ่ึงนำไปสู่การสรา้ งเครือขา่ ยทางธุรกิจข้ึนมาในชุมชน เพ่ือเป้าหมายในการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ชุมชนชนิดใหม่ วิธีสอนใดที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากที่สุด คือการสอนที่ให้ผู้เรียนได้สัมผัสจาก ของจริงหรือสถานการณ์ที่เป็นจริง การที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริงนั้น ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ยาวนานและ เขา้ ใจไดอ้ ยา่ งถอ่ งแท้ 5. การจัดการเรียนการสอน (Instruction) การศึกษายุคใหม่ควรนำเนื้อหาที่สอนวางเอาไว้บน เครือข่ายออนไลน์เพื่อให้คนอื่นได้เข้าถึงฟรีแบบ Massive Open Online (MOOCS) และอาจร่วมกับบรรดา ครูด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้พัฒนาเนื้อหาใหม่ขึ้นมา เป็นสถานศึกษาหนึ่งในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ นักเรียนและสถาบันการศึกษาอื่นได้เข้ามาเรียนรู้สื่อการเรียนการสอนที่ผลิตขึ้น เพื่อใช้ควบคู่กับเครื่องมือ โสตทัศนวัสดุ หรือเครื่องมือที่เปน็ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น แถบบันทึกภาพพร้อมเสียง (วีดิทัศน์) สไลด์แถบ บันทกึ เสียง สอ่ื คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน กระบวนการต่างๆ ทเี่ กย่ี วข้องกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการ เรียนการสอน สื่อเทคโนโลยีที่สำคัญและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ สื่อคอมพิวเตอร์ เนื่องจากสื่อคอมพิวเตอร์ สามารถตอบสนองความตอ้ งการการเรยี นร้ขู องผูเ้ รยี นแตล่ ะคนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธภิ าพ 6. การเรยี นรโู้ ลกแห่งดจิ ทิ ลั (World Digital Learning) นวตั กรรมเทคโนโลยที เ่ี กิดข้นึ ในปัจจบุ นั ไดม้ กี ารพฒั นาและนำไปปรบั ประยุกตใ์ ชใ้ นวงการต่างๆ ในเรอ่ื งของการเรียนรแู้ ละมติ ิรอบข้าง ไม่วา่ จะเป็น 5G VR AR IOTs แอปพลิเคชันต่างๆ หรือ AI ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้และการนำไปประยุกต์ใช้ทั้งต่อผู้เรียน ผู้สอน ผู้ประกอบการ รวมถึงคนทั่วไปด้วย ลองมาดูกันว่าการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ สร้าง องค์ความรู้ผ่านลงไปในเครือข่ายออนไลน์ทีเ่ กิดจากการสร้างเนื้อหาร่วมกัน แบ่งปันความรู้ปรับปรุงและขยาย เนอื้ หา เป็นนวตั กรรมเนื้อหาการสอนแลว้ แบ่งปันไปทัว่ โลก ฝกึ ฝนเดก็ รุน่ ใหมใ่ หร้ จู้ กั คน้ ควา้ และทำงานรว่ มกัน ผ่านเครือข่ายทั่วโลก การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับสถานศึกษาในยุคดิจิทัลการ บริหารเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารสำหรับสถานศึกษายคุ ดจิ ิทลั มปี ระเด็นสำคัญดงั น้(ี สงบ อนิ ทรมณี, 2562, หน้า 358) 6.1 การยอมรบั เทคโนโลยแี ละการเปล่ียนแปลง ภารกจิ ทสี่ ำคัญในการบริหารสถานศึกษา ยุคดิจิทัลคือ ผู้บริหารสถานศึกษาคือ เข้าใจแนวคิดและยอมรับเทคโนโลยี นวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงท้ัง

28 ในระดับบุคคลและระดับองค์กร (Chaemchoy, 2015) โดยที่การยอมรับระดับบุคคลนี้ มีการยอมรับที่ไม่ เท่ากัน และมีขั้นตอนของการยอมรับที่แตกต่างกันด้วย ส่วนการยอมรับในระดับองค์กรนั้น เป็นการนำ เทคโนโลยนี วัตกรรมทวี่ เิ คราะห์แล้วว่าเป็นประโยชนม์ าทดลองใช้ เพอ่ื ให้เกิดการยอมรับ นำไปสวู่ ฒั นธรรมของ สถานศกึ ษา 6.2 การเข้าถึงเทคโนโลยีการบริหารเทคโนโลยีสำหรับสถานศึกษายุคดิจิทัลที่สำคัญ คือ ผู้บริหารสถานศกึ ษา สามารถส่งเสริมสนับสนุนให้ครูนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจดั การเรียนการสอน พร้อมกับ ใช้เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าพัฒนาความรู้ของตน สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ สถานศึกษา โดยกำหนดวิสัยทัศน์พันธกิจ และจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา มีแผนการจัดการที่ชัดเจน มี การวางโครงสรา้ งพน้ื ฐานที่เก่ยี วข้องทัง้ สถานท่ี อุปกรณต์ า่ งๆ และการพัฒนาบคุ ลากร 6.3 การเสริมสร้างการยอมรับให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง ผู้บริหารสถานศึกษา ควรสื่อสารสร้าง ความเข้าใจ สรา้ งการยอมรับ และจูงใจให้ครู บคุ ลากรทางการศกึ ษา ผู้เรียน และผูป้ กครองใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการบริหาจัดการและการพัฒนาผู้เรยี น 6.4 การเสริมสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วยกันโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร ส่งเสรมิ ใหค้ รูพัฒนาตนเองในเรื่อง ICT ทน่ี ำมาเป็นเครอื่ งมือในการจดั การเรียนรู้และเพิ่มประสิทธิภาพ การเรียนรู้ของผู้เรียน มีการอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่หลากหลายแล้ว นำมาประยุกตใ์ ชใ้ นบริบทของตน 6.5 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนการสอนของครูและการศึกษาค้นคว้าของ ผู้เรยี น ครูมกี ารใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ิทัลในการศกึ ษาค้นคว้า หรือเป็นเคร่อื งมือในการสบื ค้นขอ้ มลู การตดิ ตอ่ สอ่ื สาร การสร้างผลงานทางวิชาการ ผู้เรียนมีกิจกรรมโต้ตอบระหว่างระหว่างกัน จัดทำโครงงานระหว่างการเรียน มี การสรา้ งสรรค์งานเปน็ รายบุคคลหรือรายกล่มุ เปน็ ตน้ 6.6 การนิเทศ ติดตาม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีการ ติดตามและประเมินผลการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการให้ครอบคลุมภารกิจของสถานศึกษาให้ สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมาย มีการยกย่องเชิดชูเกียรติครูและผู้เรียนที่ประสบความส ำเร็จในการใช้ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารสถานศกึ ษาซ่ึงช่วยทำให้ผู้บริหาร ทำงานได้อยา่ งสะดวกรวดเรว็ และมคี ุณภาพตรงตามเป้าประสงคท์ ตี่ ง้ั ไว้ได้ ซ่งึ การนำนวตั กรรม และเทคโนโลยี มาใชใ้ นการบรหิ ารสถานศกึ ษาในยคุ ดิจทิ ลั มีแนวทางดำเนินการไดด้ ังน้ี 1) การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร การตัดสินใจที่ดี จะต้องรวดเรว็ และไม่ผิดพลาด การที่จะเป็นแบบนั้นไดต้ ้องมีข้อมูลสารสนเทศท่ีมีจำนวนมากเพยี งพอ ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน นำมาใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งระบบสารสนเทศที่ผู้บริหารนำมาใช้ในการตัดสินใจ ได้แก่ ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Executive Information Systems) หรือ EIS และระบบสนับสนุนการ ตัดสินใจ(Decision Support System) หรือ DSS 2) การนำนวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศในการบริหารงานใน 4 ฝ่าย ดังน้ี 2.1) ดา้ นการบรหิ ารงานวิชาการ มีการนำสือ่ เทคโนโลยสี ารสนเทศ และนวตั กรรม มาประยุกต์ใช้ในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา พัฒนากระบวนการจัดการ เรียนรู้การเรียนการสอนให้ทนั สมยั เพ่ือให้เกดิ ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียนและสถานศึกษา เช่น การใช้โปรแกรม ตัดต่อสื่อภาพเคลื่อนไหวในการสร้างสื่อดิจิทัล การใช้โปรแกรมดิจิทัลเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียน การสอนการจัดทำคลังข้อมูล (Data Warehousing) ให้พร้อมนำไปใช้และวิเคราะห์ต่อ เช่น คลังข้อสอบ การ ใชน้ วตั กรรมดิจทิ ลั ในการวดั ผลสมั ฤทธ์ิของผู้เรียน เปน็ ตน้

29 2.2) ด้านการบริหารงานงบประมาณ มีการจัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศออนไลน์ ทงั้ ทางด้านบัญชี การเงินและพัสดใุ ห้เป็นปัจจบุ นั เพ่ือให้สามารถตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลได้ นำมาซึ่ง ความโปร่งใสในการดำเนินงาน สนับสนุนการจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น การนำ ระบบดิจิทัลมาจัดทำประเมินงบประมาณของโครงการ การนำระบบดิจิทัลจัดทำรายงานเพื่อเสนอขอ งบประมาณโครงการ การใช้สูตรฟังก์ชั่นเพื่อการคำนวณ การติดตามตรวจสอบงบประมาณในระหว่าง ดำเนินการโครงการ เป็นต้น 2.3) ด้านการบริหารงานบุคคล มีการสร้างฐานข้อมูลสารสนเทศออนไลน์เพื่อใชใ้ น การบรรจุแต่งตั้ง และสรรหาบุคคลากรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบสามารถตรวจสอบได้ รวมไปถึง พัฒนาการพัฒนาและส่งบุคคลากรให้มีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้การปฏิบัติงาน เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น จัดทำระบบข้อมูลบุคลากร การใช้ดิจิทัลในการวิเคราะห์ปฏิบัติงานที่ส่งเสริม ความก้าวหน้าของบุคลากร จัดทำแผนการพัฒนา การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม และการประเมินทักษะด้าน เทคโนโลยีดจิ ิทัลแก่บุคลากร เป็นต้น 2.4) ด้านการบริหารงานทั่วไป มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการ ดำเนินงานธุรการ และมีการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการประชาสมั พันธ์งานเกี่ยวกับสถานศึกษาเพื่อใหค้ รู นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน เข้าถึงได้ง่ายและมีความหลากหลายน่าสนใจ เช่น การใช้งานเว็บบราวเซอร์ การ วิเคราะห์ข้อมูลขององค์กรเพื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น การแปลงข้อมูลของหน่วยงานไปสู่รูปแบบ มาตรฐานเพื่อใช้ในการเชื่อมโยงของข้อมูลระหว่างหน่วยงานในการแลกเปลี่ยนข้อมูล (Standard Data Exchange) การใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น รูปแบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้กับการบริหาร สถานศึกษาในยุคดิจิทัล ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมที่หลากหลายของคนในสังคม โดยเฉพาะการติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งจำเป็นของสังคม ทั้งในชีวิตประจำวัน การทำงาน ธุรกิจ การศึกษา และบันเทิง อินเทอร์เน็ตจึงเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงระหว่างผู้คนในสังคม ข้อมูลและ เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของสถานศึกษาใน ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารงานวิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณ และการ บริหารงานทั่วไป ซึ่งงานของสถานศึกษาในทุกด้านจะต้องมีระบบจัดการฐานข้อมูลของสถานศึกษาเพื่อการ ตัดสินใจในการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ICT (Information and Communication Technology) มาใช้เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูล เพ่ือการบรหิ ารและการจดั การความรู้ในด้านต่างๆ ผูบ้ ริหารสถานศึกษาจะต้องรู้จกั นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ การบริหารจัดการสถานศกึ ษา (จิณณวัตร ปะโคทัง, 2561, หน้า 109-110) งานวิจัยเกย่ี วกบั การบริหารสถานศึกษาในยคุ ดิจิทลั ภคพร เลิกนอก (2563) ได้ทำวิจัยเรื่อง การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สำหรับผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้บริหาร โรงเรียนและครูผู้สอนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลส ำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สงั กัด สำนักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ประถมศกึ ษาขอนแก่น เขต 4 ภาพรวมอยู่ใน ระดบั มาก เม่ือพิจารณาเป็นราย ด้านมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีความคิดเห็นมากเป็นอันดับที่หนึ่ง ได้แก่ ด้านการ บริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัล รองลงมาได้แก่ ด้านการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัล ด้านการบริหารงาน วิชาการในยุคดิจิทัล และด้านการบริหารงานในยุคดิจิทัล 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นผู้บริหารโรงเรียน และครผู ้สู อนเกยี่ วกบั การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทลั สำหรบั ผู้บริหารสถานศึกษา สงั กัด สำนกั งานเขตพ้ืนท่ี การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 โดยจำแนกตามสถานภาพ เพศ และประสบการณ์การทำงานทั้งใน

30 ภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3. แนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุค ดิจิทัลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 พบว่า ผูบ้ ริหารควรให้ความชว่ ยเหลอื ในการทำงานและพฒั นาบุคลากรให้มีประสิทธภิ าพยงิ่ ขึน้ พฒั นาและส่งเสริมให้ มคี วามรูค้ วามสามารถดา้ นเทคโนโลยีสารสนเทศและนวตั กรรม มีการอบรมออนไลน์ เพ่ือใหค้ รมู ีความรู้ ที่ ทันสมัย สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน สร้างสังคมออนไลน์ กับเครือข่าย ชุมชน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการ ประสานงานและติดต่อสื่อสารระหว่างกันให้เร็วขึ้น จัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ ของนักเรียน ครูและ บุคลากรทางการศึกษา ให้สะดวกในการสบื ค้นข้อมูลสารสนเทศ สร้างฐานระบบข้อมลู สารสนเทศเก่ียวกับการ จัดทำงบประมาณการเงินให้เป็นปัจจุบัน รวมไปถึงการสร้างฐานข้อมูลเกี่ยวกับบุคลากร เกี่ยวกับการบรรจุ แตง่ ตงั้ สรรหาอยา่ งเป็นระบบและสามารถตรวจสอบได้ พระราชวุธ ปญฺญาวชิโร (เพชรไพร) (2561) ได้ทำวิจัยเรื่อง การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ตามหลักสัปปุริสธรรม7 โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม7 โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ ศึกษา จังหวัดขอนแก่น พบว่า โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก และเมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ คือ ด้านการบริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัลตาม หลกั สปั ปรุ ิสธรรม7 รองลงมา คือ ด้านการบริหารงานงบประมาณในยคุ ดจิ ทิ ัลตามหลักสปั ปรุ ิสธรรม7 และด้าน การบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม7 ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำ คือ ด้านการ บริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม7 2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนเกี่ยวกับสภาพการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม7 โรงเรียนพระปริยัติ ธรรมแผนกสามัญศกึ ษาจังหวดั ขอนแกน่ จำแนกตามตำแหน่งหนา้ ที่ จำแนกตามวุฒกิ ารศกึ ษา และจำแนกตาม ประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. แนวทางในการพัฒนาการบริหารในยุคดิจิทัลตามหลักสัปปุริสธรรม7 ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนก สามัญศึกษาจังหวัดขอนแก่น มีดังนี้ 1) ผู้บริหารควรส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษา มีการประสานความ รว่ มมือโดยการใช้สือ่ อิเล็กทรอนิกส์ เพ่อื พัฒนาการบริหารงานวชิ าการกบั สถานศึกษาอื่น 2) ผบู้ รหิ ารควรสร้าง ความรู้ ความเข้าใจกับการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย 3) ครูผู้สอนควรจัดการเรยี นการสอนใช้สือ่ สารสารสนเทศท่ีทนั สมัย ให้ผู้เรียนเข้าใจในบทเรียน เน้นประโยชน์ ของผู้เรียนเปน็ สำคญั 4) ผู้บริหารควรสนบั สนุนติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน ด้วยเทคโนโลยที ่ีทันสมยั เพอ่ื พฒั นาสถานศึกษาส่คู วามเป็นสากล การบริหารการศึกษาในยคุ ดิจิทัลที่สถานศึกษาไดร้ ับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสิง่ แวดล้อม ทั้งภายนอกและภายในสถานศึกษา ทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คน ผู้เรียนและการเรียนรู้ ผู้บริหาร สถานศึกษาและครู รวมทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อ การบริหารสถานศึกษาและ การจัดการศึกษาอย่างมากมาย เนื่องจากความรู้สามารถแสวงหาได้ง่ายขึ้น การ เรียนร้ใู นยุคนี้จงึ ไมใ่ ช่การเรียนเพอ่ื ท่องจำ แต่เปน็ การเรียนเพ่ือรู้และรเู้ พ่ือนำไปใชต้ ่อได้ การสง่ เสรมิ ให้มีทักษะ “ความสามารถที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต” เพ่ือที่จะได้มีความสนใจในการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ด้วยตนเอง สถาบันการศึกษาหลายแห่งจึงมีการปรับหลักสูตรและวิธีการสอนที่เน้นไปที่การเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพ สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง มีการบูรณาการสาขาวชิ าต่างๆ เขา้ ดว้ ยกนั ท้งั นี้ เพ่ือให้สถานศึกษามีความทันสมัย สามารถบริหารจัดการสถานศึกษาได้อย่างมีคุณภาพในทุกด้าน การพัฒนาระบบบริหารจัดการ สถานศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนโดยใช้เทคโนโลยีและการสื่อสาร ส่งเสริมให้ครู ผู้เรียน ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้อง

31 สามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ข้อมลู ข่าวสาร สอ่ื การเรยี นรแู้ ละบริการของสถานศึกษาจึงเปน็ เรื่องสำคัญ โดยมีการ วางแผนและดำเนินการพฒั นาระบบเทคโนโลยดี ิจิทลั ใหพ้ รอ้ มไปสูก่ ารดำเนินใหบ้ ริการผู้เก่ียวข้องต่อไป โดยมี แนวทางการบริหารจัดการองค์กรและสถานศึกษาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ได้แก่ ประเมิน สภาพปจั จุบนั กำหนดกลยทุ ธ์ นำกลยุทธส์ กู่ ารปฏิบัติ ติดตามความก้าวหนา้ และประเมนิ ความสำเร็จ สรปุ หลกั การเทคนคิ การบริหารองคก์ รทางการศกึ ษาในยุคใหม่ เทคนิคการบริหารองค์กรทางการศึกษาในยุคใหม่ เน้นความเข้าใจยอมรับนวัตกรรมและความ เปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงความต้องการของสังคมและผู้เรียนในยุคปัจจุบัน ในที่นี้ได้นำ เทคนคิ ทีน่ า่ สนใจในการบรหิ ารองค์กรทางการศกึ ษาในยคุ ใหม่บางประการมานำเสนอ ดังน้ี นวัตกรรมและเทคโนโลยี : การนำเอาเทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ เช่น ใชแ้ พลตฟอร์มการเรียนรู้ ออนไลน์ หรอื แอปพลเิ คชั่นการศกึ ษาทีส่ ร้างประสบการณก์ ารเรียนรทู้ ่นี ่าสนกุ และน่าสนใจขนึ้ การใช้ข้อมูลและวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data-Driven Decision Making) : การใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นใน การตัดสินใจเกยี่ วกบั แนวทางในการพัฒนาระบบการศึกษา และการส่งเสริมคณุ ภาพการเรยี นรขู้ องนักเรยี น การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และปัญญาภิวัตน์ (Critical Thinking and Creativity) : การสร้าง สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยการให้โอกาสในการทำ โครงงาน หรือกิจกรรมทเี่ กิดจากความคดิ ของนักเรียนเอง การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) : ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นผู้เรียนตลอดชีวิต โดยการใหโ้ อกาสในการเรยี นรู้และพฒั นาทกั ษะที่สอดคล้องกับความต้องการในสังคมและตลาดแรงงาน การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ก้าวหน้า (Learning Environment) : สร้างสภาพแวดล้อม ที่กระตุ้นให้นกั เรยี นเรยี นรู้และสนุกสนาน โดยการใชเ้ ทคโนโลยี การออกแบบห้องเรียนและการให้ความสำคัญ ในการสรา้ งความร่วมมอื และสนับสนุนกนั ระหว่างนักเรยี น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นกันเอง (Inclusive Environment) : การสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิด โอกาสให้กบั ทกุ คนในการเรยี นรู้ โดยการใหค้ วามสำคญั ในการเปน็ กันเองและยอมรับความแตกต่างทางสงั คม ความยืดหยุ่นในการบริหารและนโยบาย (Flexibility in Management and Policies) : การให้ ความยืดหยนุ่ ในการปรบั ปรงุ นโยบายและการบรหิ ารในกรณที ่มี เี ปลี่ยนแปลงและความต้องการของสังคม เทคนิคเหล่านี้คือส่วนหนึ่งในการบริหารการศึกษาในยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการนำเอาความเปลี่ยนแปลง และความนวัตกรรมเข้ามาช่วยในกระบวนการการเรียนรู้และการสอน โดยการให้ความสำคัญในการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เกิดความกระตุ้นและเปิดโอกาสให้กับนักเรียนในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตามความ ตอ้ งการของสังคมและตลาดแรงงานในปจั จบุ ัน ระบบคุณธรรมกบั การบรหิ ารองคก์ รทางการศึกษาในยคุ ใหม่ วิจิตร ศรีสอ้าน, 2540 : 48 ทุกยุคสมัยเป็นที่ยอมรับกันดีว่า การบริหารการศึกษาภายใต้ระบบ คุณธรรมไม่เคยล้าสมัย ในทุกสภาวการณ์ แต่ระบบคุณธรรมคงทนต่อการพิสูจน์ การบริหารองค์กรแนวใหม่ จงึ ยดึ มั่นในหลกั ระบบคณุ ธรรม แมไ้ มไ่ ดช้ ่วยใหเ้ กิดประสิทธภิ าพในการบรหิ ารงานบุคคลได้อย่างเต็มที่โดยตรง เนือ่ งจากปัจจยั แทรกซอ้ นและปัจจัยสอดแทรกมากมาย จึงมีการศึกษาคน้ ควา้ ปรับปรุงการบรหิ ารงานบุคคลให้ กว้างขวาง สอดรับกับยุคสมัย ช่วยปรับปรุง ส่งเสริมสมรรถนะ เพิ่มพูนประสิทธิภาพในการทำงาน โดยมี หลักการสำคัญ ดังนี้ 1. หลกั ความเสมอภาค ยึดถอื การเปิดโอกาสทีเ่ ท่าเทยี มกันสำหรบั ผู้มีคณุ สมบตั ิตามท่ีต้องการใน การสมคั รเขา้ ทำงานโดยไม่มขี ้อกดี กันเร่ือง ฐานะ เพศ ผวิ และศาสนา เป็นการเปดิ รับสมัครทว่ั ไป

32 2. หลักความสามารถ ยึดถือความรู้ความสามารถหรือหลักคุณวุฒิเป็นเกณฑ์ในการ เลือกสรร บุคคลเข้าทำงาน รวมท้ังการพิจารณาความดคี วามชอบและการเล่ือนตำแหนง่ 3. หลักความมั่นคง ถือว่าการปฏบิ ัติงานเปน็ อาชีพท่ีมัน่ คงถาวร การใหอ้ อกจากงานต้องมีเหตุผล เมอ่ื พ้นจากงานแล้วโดยไมม่ ีความผดิ มผี ลตอบแทนท่ีดำรงชวี ติ ได้ตามสมควรแก่อัตภาพ 4. หลักความเป็นกลางทางการเมือง ถือว่าข้าราชการประจำต้องไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง มุ่งมั่น ปฏิบัติงานให้บังเกิดผลดีต่อประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล และในการปฏิบัติงานนั้นข้าราชการประจำ มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง หรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของ นักการเมืองหรือพรรคการเมอื งใด 5. หลักการพัฒนา ได้แก่ การจัดให้มีการเพิ่มพูนความรู้ความสามารถของบุคลากรโดย การให้ การศกึ ษาอบรมจดั ระบบนิเทศและตรวจตราการปฏิบัตงิ านท่ดี ีเพ่ือใหเ้ กดิ ความ เจริญกา้ วหนา้ ในหนา้ ทก่ี ารงาน ตลอดจนการจดั ระบบการพิจารณาความดีความชอบและการเลื่อนตำแหน่งอย่างเปน็ ธรรม 6. หลักความเหมาะสม เป็นหลักของการใช้คนให้เหมาะสมกับงาน โดยการแต่งตั้งหรือ มอบหมายงานท่ีเหมาะสมกับคุณวฒุ คิ วามรู้ความสามารถ และความถนดั ของตน 7. หลกั ความยุติธรรม เปน็ หลักปฏบิ ตั ิในการบริหารงานบคุ คลโดยเว้นจากการเลือกที่รัก มักท่ีชัง มีการกำหนดคา่ ตอบแทนใหเ้ หมาะสมกบั ปริมาณและคุณภาพของงานทีท่ ำยึดหลักงานเท่ากันเงนิ เท่ากัน 8. หลักสวัสดิการ ได้แก่ การจดั ให้มีบรกิ ารสวัสดกิ ารทจ่ี ะเอื้ออำนวยใหผ้ ู้ปฏบิ ัติงานสามารถอุทิศ ตนให้กับงานได้เต็มที่ เช่น การจัดที่ทำงานให้ถูกสุขลักษณะ การรักษาสุขภาพและความปลอดภัย การ สงเคราะหต์ า่ งๆ 9. หลักการเสริมสร้าง ได้แก่ การเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ทั้งในทางป้องกันการกระทำผิด และประพฤติมชิ อบของบุคลากร ตลอดจนกวดขนั ลงโทษผู้กระทำผดิ 10. หลักมนุษย์ธรรม ได้แก่ การยอมรับนับถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพในสิทธิส่วนบุคคล แตล่ ะคนโดยยึดหลักประชาธิปไตยในการทำงาน โดยการเสรมิ สรา้ งบรรยากาศและสมั พันธ์ภาพอันดีให้เกิดข้ึน ในระหว่างบุคลากรของหนว่ ยงาน 11. หลกั ประสิทธิภาพ ถอื วา่ การทำงานจะต้องพยายามทำใหเ้ กิดผลดีที่สุด โดยใช้กำลังคน เวลา และลงทุนนอ้ ยทส่ี ดุ การทำเชน่ นี้ได้ ต้องมีการวางแผน การประสานงาน การจดั แบง่ หน้าที่ และการทำงานท่ดี ี 12. หลักการศึกษาวิจัย การบริหารงานบุคคลจำเป็นต้องได้รับการปรบั ปรุงให้เหมาะสมทันสมยั อยู่เสมอ ระบบบริหารงานบุคคลที่ดีต้องมกี ารศึกษาวิจัยปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพื่อจะได้นำวทิ ยาการใหมม่ าใช้ ปรบั ปรุงการบรหิ ารงานบุคคลให้มีประสทิ ธภิ าพยิง่ ข้นึ นอกจากน้ีแลว้ ในการบริหารแนวใหม่ ผู้บรหิ ารต้องมเี ครอ่ื งมือของผู้บริหาร (Executive Tools) เพ่ือให้ผูบ้ รหิ ารสามารถทำงานท่ีทำอยู่ใหเ้ กิดผลดี เสียกำลังและเวลาน้อยท่สี ุด เพิ่มโอกาสและศกั ยภาพในการ แขง่ ขนั กับค่แู ขง่ ในกล่มุ เป้าหมายเดยี วกนั และจำเป็นต้องมคี ณุ ลักษณะเฉพาะตนในการบรหิ าร ดงั นี้ 1. ผบู้ ริหารต้องมคี วามกระตือรือรน้ (Enthusiasm) การจดั การในสงิ่ ใดก็ตาม ถ้าผู้บริหาร มีความกระตือรือร้นในการทำงานแล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีความกระตือรือร้น มีความสนใจในการทำงานตาม ไปด้วย แต่ถ้าผู้บริหารไม่มีความกระตือรือร้นแล้ว ก็จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานเฉื่อยชาไปด้วย ความ กระตือรือร้นเป็นสิ่งที่ดี ถ้าผู้บริหารใช้มากเกินไปก็ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความรู้สึกที่ตึงเครียด ในการ ทำงานที่มีความกระตือรือร้นนั้น ก็จะดำเนินการภายในองค์กรเป็นไปด้วยความเรียบร้อยราบรื่น ไม่มีความ จำเป็นต้องบังคับ กระตุ้นหรอื ปลกุ ความกระตือรอื รน้ ในตัวบุคลากรรายบุคคลแต่อยา่ งใด

33 2. ผู้บริหารที่ดีควรมีความสดชื่นรื่นเริง (Cheerfulness) ซึ่งความสดชื่นรื่นเริงทำให้เกิด ความรู้สึกว่ามีความเล่ือมใสและเช่ือถอื ทำให้เกิดบรรยากาศทีเ่ หมาะสำหรับการทำงาน ผ่านความยากลำบาก และอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ความรู้สึกแบบนี้จะทำให้ผู้บริหารสามารถสร้างความร่วมมือ และก่อให้เกิด บรรยากาศท่ีดีในการทำงาน 3. ผู้นำที่ดีตอ้ งไม่เห็นแก่ตัว (Unselfishness) ความไม่เห็นแก่ตัวน้ี เป็นเครื่องมือที่สำคญั ของผู้บริหาร ผูใ้ ตบ้ งั คบั บัญชาจะไม่ไว้ใจเจ้านายทเี่ หน็ แก่ตัว ผู้ใต้บังคบั บัญชาจะมีความจงรักภักดี ต่อผู้บริหาร เป็นเบอ้ื งตน้ เพอื่ นำไปสูค่ วามจงรกั ภักดตี ่อองค์กร (วิญญู องั คณารักษ์, 2520:12-14) การบรหิ ารองค์กรเชงิ พทุ ธ การบริหารองค์กร (Organization Management) ความสามารถในการบริหารองค์กร ถือว่ามี ความสำคัญอยา่ งย่งิ ในการนำพาองค์กรไปส่เู ป้าหมายท่วี างไว้ ซ่งึ มีการบรหิ าร 4 ดา้ น คือ การบรหิ ารทรพั ยากร มนุษย์ การบริหารงบประมาณ การบริหารวัสดุอุปกรณ์ และการบริหารงาน โดยการบริหารดังกล่าวจะมี ผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จนั้น จึงจะต้องมีการบริหารอย่างเป็นระบบมี ความชัดเจนในการปฏิบัติงาน ซึ่งหลักการบริหารในตะวันตกได้เสนอไว้หลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎี POCCC ทฤษฎี POSDCORB เป็นต้น ในที่นี้จะเสนอแนวทางการบริหารองค์กรตามแนวคิดทางตะวันออก คือ การนำ หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนามาเปน็ แนวทางในการบรหิ ารองค์กร หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา คอื หลกั ท่พี ระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แมจ้ ะผ่านมาแล้วกว่า 2,600 ปี แต่ยังสามารถนำมาใช้เปน็ แนวทางสำหรบั การบริหารองค์กร ดงั นี้ อริยสจั 4 ถอื วา่ เปน็ หลักธรรมท่ีมคี วามสำคัญเป็นอย่างย่ิงสำหรบั พระพุทธศาสนา และถือว่าเป็น อีกหนึ่งหัวใจหลักของชาวพุทธที่ยึดถือปฏิบัติตามเพื่อใช้แก้สภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตและสังคม เพราะหลักอริยสัจ 4 เป็นหลักที่เป็นเหตุเป็นผลสามารถนำมาปรับใช้เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนทั้งในสงั คมและบรหิ ารจดั การในองคก์ ร สารณียธรรม หมายถึง ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน (ที.ปา. (ไทย) 11/324/321) เป็นธรรมที่มี อุปการะมาก (ที.ปา. (ไทย) 11/356/387) ทำให้เป็นท่ีเคารพ รัก เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กนั ความสามัคคี เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (ม.มู. (ไทย) 12/492/531) ประกอบด้วย 1. เมตตากายกรรม หมายถึง การตั้งมั่น เมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 2. เมตตาวจีกรรม หมายถึง การตั้งมั่น เมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 3. เมตตามโนกรรม หมายถึง การตั้งม่ัน เมตตามโนกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 4. สาธารณโภคิตา หมายถึง การบริโภค โดยไมแ่ บ่งแยก 5. สลี สามญั ญตา หมายถึง การมีศลี ทีไ่ มข่ าด ไมท่ ะลุ ไมด่ ่าง ไม่พร้อย และ 6. ทฏิ ฐิสามัญญตา หมายถึง การมีอริยทิฏฐิในอริยมรรค (องฺ.ฉกฺก.อ. (บาลี) 3/11/103) อันเป็นธรรมเครื่องนำออก เพ่ือความส้ิน ทกุ ข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามเสมอกันกบั เพ่ือน สัปปุรสิ ธรรม คือ คณุ ธรรมคุณงามความดเี ป็นตวั คอยกำหนดใหผ้ ู้บริหารในฐานะเป็นหัวหน้าต้อง ปกครองผใู้ ต้บงั คบั บัญชา สมควรต้องกระทำตนเป็นแบบอย่างที่ดใี หก้ ับบุคคลอื่นและจะต้องบังคับใจตนเองให้ อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม (พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต), 2538 : 276) ประกอบด้วย 1. ธัมมัญญุตา รู้หลักการ เมื่อดำรงตำแหน่ง มีฐานะหรือจะทำอะไรก็ตาม ต้องรู้หลักการ รู้งาน รู้หน้าท่ี 2. อัตถัญญุตา รู้จุดหมาย ผู้นำถ้าไม่รู้จุดหมายก็ไม่รู้ว่าจะนำคนและกิจการไปในทิศทางใด 3. อัตตัญญุตา รู้ตน คือ ต้องรู้ว่า ตนเองคือใคร อยู่ในสถานะใด มีคุณสมบัติ มีความพร้อม มีความถนัด สติปัญญา ความสามารถอย่างไร 4. มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดี หมายความว่า ต้องรู้จักขอบเขต ขีดขั้นความพอเหมาะ ที่จะ จดั ทำในเรอื่ งตา่ งๆ 5. กาลัญญตุ า รูก้ าล คือ รู้จกั เวลา รูจ้ กั การวางแผนงาน 6. ปริสัญญุตา รู้ชุมชน คือ รู้สังคม

34 เพ่ือสนองความต้องการได้ถูกต้อง หรือแก้ไขปัญหาไดต้ รงจุด 7. ปคุ คลญั ตุ า รบู้ ุคคล คอื รู้จักบุคคลที่เก่ียวข้อง โดยเฉพาะผู้ร่วมงานเพือ่ การปฏบิ ตั ไิ ด้ถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น ผู้บริหารไม่ว่าจะองค์กรประเภทใดหรือระดับใดก็ตามจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง อย่างรุนแรง ที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และนวัตกรรม การแข่งขันที่ไร้พรมแดน วิกฤตทาง เศรษฐกิจ และข้อจำกัดทางทรัพยากร ผู้บริหารจึงต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถในการกระตุ้นให้ บคุ ลากรในองค์กรไดใ้ ช้ศักยภาพในทำงานให้เกิดผลสูงสุด เพิม่ พูนความรู้ ทกั ษะ ความสามารถ สร้างพันธมิตร ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งบุคลากรในองค์กรถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการปฏิบัติงาน องค์กรจะ ประสบความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือช่วยกันทำงานของบุคลากรหรือ คนที่ทำงานในองค์กร ดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “รถม้าแล่นไปได้เพราะมีลิ่มสลักคอยตรึงส่วนประกอบ ตา่ งๆ ของรถม้าเข้าดว้ ยกันฉนั ใด คนในสังคมยอ่ มตดิ ตรึงสมั พันธ์ก็ฉันนน้ั ” หลกั ธรรมเพ่ือการบริหารตน บรหิ ารคน และบริหารงาน หลกั ปาปณิกธรรม 3 เพ่อื การบรหิ ารตน การบริหารเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคนและงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการบริหาร ผู้บริหาร จึงเป็น บุคคลซึ่งมีอทิ ธิพลที่จะทำให้ผูอ้ ืน่ ปฏบิ ัติตามวัตถปุ ระสงค์และบรรลุวัตถุประสงค์นั้นด้วยกัน เป็นบุคคลที่ทำให้ องคก์ รมีความก้าวหนา้ และบรรลุผลสำเร็จ และการทีจ่ ะพัฒนาองค์กรเพื่อนำพา ไปสกู่ ารมีประสิทธิภาพสูงน้ัน ได้ผู้บริหารต้องมีหลักในการบริหารตนเองเสียก่อน ซ่ึงสง่ิ ทส่ี ำคญั ประการหนง่ึ คอื หลักคุณธรรมของผู้นำ ได้แก่ ปาปณิกธรรม 3 (องฺ.ติก. 20/459/146) โดยที่หลักปาปณิกธรรมนั้น สามารถนำมาปรับใช้กับผู้นำได้ ดังเช่น พระธรรมโกศาจารย์ (2549 : 38-39) ได้ อธบิ ายรายละเอียด ดังต่อไปน้ี 1. จักขุมา หมายถึง มีสติปัญญามองการไกล เช่น ถ้าเป็นพ่อค้าหรือนักบริหารธุรกจิ ต้องรู้ว่าอนาคต เศรษฐกิจหรือตลาดจะมีแนวโน้มเป็นอยา่ งไร สามารถคาดการณ์อนาคตในการดำเนินธรุ กจิ ได้แม่นยำจากการ อาศยั กระบวนการคดิ ท่ีรอบคอบ มเี หตุผลโดยอาจใช้ประสบการณใ์ นอดีตร่วมในการตัดสนิ ใจและวางแผนด้วย ซึ่งคุณลักษณะนี้ตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า Conceptual Skill คือ การชำนาญในการใช้ความคิดหรือ ทักษะ ทางด้านความคิด 2. วิธโู ร หมายถงึ จัดการธรุ ะได้มคี วามเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เชน่ นักการเงินต้องมีความรู้ และความ เชี่ยวชาญทางการเงิน สามารถคำนวณหรือเข้าใจในงบการเงิน ที่ใช้ในการประกอบการตัดสินใจได้ เป็นต้น คุณลักษณะนี้ตรงกับคำภาษาอังกฤษคำว่าTechnical Skill คือ ความชำนาญการด้านเทคนิค หรือทักษะ ทางด้านการปฏิบตั งิ าน 3. นสิ สยสัมปันโน หมายถงึ พ่งึ พาอาศัยคนอนื่ ได้ เพราะเปน็ คนมีมนุษยส์ มั พันธด์ ี มคี วามสามารถใน การติดต่อประสานงานให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถประสานผูกใจคนให้เป็นท่รี ักของคน ทำให้พนกั งานแต่ละคนปฏบิ ัตงิ านที่มอบหมายดว้ ยความเต็มใจได้ เป็นต้น คุณลักษณะนี้ตรงกับคำว่า Human Relation Skill คือความชำนาญด้านมนุษยสัมพันธ์ หรือทักษะ ทางดา้ นมนษุ ยสัมพันธ์ กล่าวโดยสรุปว่า ผู้บริหารหรือนักบริหารจะต้องบริหารตนเองให้มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญการ เสียก่อน ทั้งนี้คณุ ลกั ษณะทั้งสามประการน้ัน มีความสำคญั มากน้อยแตกต่างกันขึน้ อยู่กับระดับของนักบริหาร ถ้าเป็นนักบริหารระดับสูงที่ต้องรับผิดชอบในการวางแผนและควบคุมคนจำนวนมาก คุณลักษณะข้อที่ 1 และ 3 มีความสำคัญมาก ส่วนข้อที่ 2 มีน้อยเพราะเขาสามารถใช้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถเฉพาะด้านได้ สำหรับนักบริหารระดับกลางคุณลักษณะทั้ง 3 ข้อ มีความสำคัญพอๆ กัน คือ ต้องมีความชำนาญเฉพาะด้าน และมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีตอ่ เพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา ในขณะเดียวกันต้องมองภาพกว้าง และไกลเพ่ือ

35 เตรียมตัวสำหรับเป็นนักบริหารระดับสูง นอกจากนั้น ต้องมีความสามารถในการสื่อสารประสานงานในการ ถ่ายทอดนโยบายและยุทธศาสตร์จากผู้บริหารระดับสูงมาสู่การปฏิบัติในผู้บริหารและพนักงานระดับล่างและ นำผลการดำเนนิ งานที่ได้จากการปฏิบตั งิ านมาสรปุ และนำเสนอตอ่ ผู้บรหิ ารระดบั สงู หลักสงั คหวัตถุธรรมเพ่ือการบรหิ ารคน ในยุคที่มีการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปอย่างรวดเรว็ สังคมการทำงานใน ปัจจุบันซ่ึงประกอบด้วยปัจจัยหลายด้านที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานในองค์กร ซึ่งปัจจัยท่ีสำคัญต่อ การตดั สินใจเขา้ รว่ มงานในองค์กรของบคุ คล คือ ผูบ้ ริหารท่ีมีความร้คู วามสามารถนำพาองค์กรไปสคู่ วามสำเร็จ นอกจากความสามารถความเชี่ยวชาญในกิจการงานแล้ว ผู้บริหารยังต้องมีความเสมอภาค การให้ความมั่นคง ในงานแก่บุคลากร ความยุติธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติในการบริหารงานบุคคล และการเสริมสร้างจริยธรรมและ คุณธรรม ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องของหลักการสงเคราะห์เกื้อกูลซึ่งกัน และกนั หลกั การยึดเหน่ยี วน้ำใจผอู้ ื่นนัน้ คอื สังคหวัตถธุ รรม ซึง่ พระมหาบญุ เพียร ปญุ ฺญวริ โิ ย(2539 : 119) ได้ ให้ความหมายและองค์ประกอบของ สังคหวัตถุธรรม หมายถึง หลักธรรมทีเ่ ปน็ เครือ่ งยึดเหนี่ยวน้ำใจของผู้อน่ื ผกู ไมตรีเอือ้ เฟื้อ เก้ือกูลหรอื เป็นหลกั การสงเคราะหซ์ ่งึ กันและกนั มอี ยู่ 4 ประการ ไดแ้ ก่ 1. ทาน คอื การให้ปนั เออื้ เฟอื้ เผ่อื แผ่ การเสยี สละ แบ่งปัน ช่วยสงเคราะห์ตลอดจนให้ ความรู้ความ เข้าใจ และศิลปวทิ ยาเพ่ือประโยชนแ์ กบ่ คุ คลอื่น คณุ ธรรมข้อนี้จะช่วยให้ไม่เป็นคนเหน็ แกต่ ัว 2. ปิยวาจา คอื การพูดจาด้วยถอ้ ยคำสุภาพ ที่ไพเราะออ่ นหวาน พูดดว้ ยความจริงใจ แนะนำในส่ิงท่ี เปน็ ประโยชน์มเี หตุมีผล ชักจงู ในทางที่ดีงาม แสดงความเห็นอกเห็นใจ เป็นกำลังใจ รูจ้ ักพูดให้เกิดความเข้าใจ อนั ดสี มานสามัคคีเกดิ ไมตรีทำใหร้ ักใคร่นบั ถือและชว่ ยเหลือเก้ือกูลกัน ไมพ่ ูดหยาบคายก้าวรา้ ว พูดในส่ิงท่ีเป็น ประโยชนเ์ หมาะสำหรบั กาลเทศะ 3. อัตถจริยา คือ การสงเคราะห์ทุกชนิดหรือการประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นให้ ความ ช่วยเหลือด้วยแรงกายและขวนขวายกิจการต่างๆ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์รวมทั้งช่วยแก้ไข ปัญหาและช่วย ปรบั ปรงุ สง่ เสริมในดา้ นจริยธรรม 4. สมานัตตตา คือ การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ หรือมีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย ให้ความ เสมอภาค ปฏบิ ัติสม่ำเสมอกันต่อคนทั้งหลาย ไมเ่ อาเปรียบ รว่ มทกุ ข์ร่วมสุข ร่วมรบั ร้รู ว่ ม แก้ไขปัญหา เพ่ือให้ เกิดประโยชน์สุขร่วมกัน คุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่น ไม่โลเล รวมทั้งยังเป็นการสร้าง ความนยิ ม และไวว้ างใจให้แกผ่ อู้ ่ืนอกี ดว้ ย หลักอิทธิบาทเพือ่ การบรหิ ารงาน การทำงานที่จะประสบความสำเรจ็ ตอ้ งอาศัยองค์ประกอบมากมาย แต่สิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ คือ คุณธรรมสำหรับผู้บริหารในทำงานต้องมีการส่งเสริมผู้ปฏิบัติงาน ได้ใช้ศักยภาพในการทำงานอย่างเต็มที่ คน จำนวนหนง่ึ ท่ที ำงานไมป่ ระสบความสำเร็จ ไมม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ ไม่นอ้ มนำหลักธรรมมาใช้สนับสนุนในการทำงาน ซึ่งหลักธรรมที่เกี่ยวกับการทำงานในพระพุทธศาสนา เรียกว่า อิทธิบาท 4 เป็นหลักธรรมที่ส่งเสริมให้เกิด ความสำเร็จในการทำงาน ในขณะเดียวกัน พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (2552:92) ได้กล่าวถึง การทำงานให้ ประสบความสำเรจ็ ตามแนวพุทธศาสนา พระพทุ ธเจ้าทรงแนะให้ปฏิบัติตามหลกั อิทธบิ าท 4 อิทธบิ าท แปลว่า หลักพืน้ ฐานแหง่ ความสำเรจ็ หรือทางส่คู วามสำเรจ็ ซง่ึ มีองค์ประกอบ 4 ประการ คอื 1. ฉนั ทะ คือ มีใจรกั ทำงานด้วยใจรกั งาน 2. วิรยิ ะ คอื พากเพยี รทำ รักแลว้ ต้องขยัน ความขยัน คอื ภาคปฏบิ ัติการของความรกั ในงาน จะทำให้เราร้วู า่ ควรทำงานอะไร สว่ นความขยันจะทำให้งานน้นั ก้าวไปสคู่ วามสำเรจ็

36 3. จิตตะ คือ จดจำจ่อจิต หมายความว่า ทำอะไรก็ตามให้เจาะลงไป ปักใจลงไปในสิ่งน้นั อย่างลึกซ้ึง ม่งุ มนั่ จรงิ จงั ทมุ่ เท ทำงานด้วยการเอาใจจดจอ่ อยู่กบั งานจะประสบความสำเร็จ 4. วิมังสา คือ วินิจวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์และพัฒนา เมื่อเรา ทำงานอะไรกต็ ามให้พินิจพิเคราะห์ สร้างสรรคพ์ ฒั นา พระพุทธเจ้าทรงเป็นตวั อยา่ งของนกั วจิ ัยชัน้ ยอดของโลก พระองค์ทรงสามารถสร้างปัญญาขึน้ มาใหม่ จากเหตกุ ารณ์ท่ีคนทงั้ หลายมองไม่เหน็ ว่าเป็นทางมาของปัญญาได้ อย่างไร หากเราจำพุทธประวัติได้ก็จะพบว่า สาเหตุท่ี ทำให้พระพุทธเจ้าแต่เมื่อยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จ ออกผนวช กเ็ ปน็ เพราะว่าพระองค์ทรงรจู้ ักใช้ ปญั ญาในเชงิ สร้างสรรค์อันได้แก่ การรจู้ ักคิดเชงิ วเิ คราะห์ บทสรุป การบริหาร เป็นการดำเนินงานหรือกระบวนการของบุคคลทั้ง 2 คนขึ้นไปมาร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันทำงาน เพื่อที่จะให้งานนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ การบริหารเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ทราบถึงความ เจริญก้าวหน้าของสังคม ความก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่างๆ ทำให้การบริหารเกิดการเปลี่ยนแปลงและ ก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งในการบริหารองค์กรนั้น จะต้องมีหลักการบริหาร 4 ด้าน คือ การบริหารทรัพยากร มนุษย์ การบริหารงบประมาณ การบริหารวัสดุอุปกรณ์ และการบริหารงาน หรือกล่าวโดยรวมว่าเป็นเรื่องท่ี เกีย่ วกับการบริหารคนและงาน ซึ่งผบู้ ริหารทม่ี ีความสามารถนำองค์กรไปสู่ความสำเรจ็ นอกจากความสามารถ ความเชี่ยวชาญในกิจการงานแล้ว ผู้บริหารยังต้องมีความเสมอภาค ความยุติธรรม และเสริมสร้างจริยธรรม และคณุ ธรรมดว้ ย การนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มาเป็นแนวทางในการบริหารองค์กรจะช่วยให้ องค์กร ประสบความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายหรือวัตถปุ ระสงค์ทวี่ างไว้ได้ ผ้บู รหิ ารตอ้ งมหี ลกั ในการบริหารตนเองคือ หลักคุณธรรมของผ้นู ำ อันได้แก่ ปาปณกิ ธรรม3 และการบรหิ ารคนท่ีเป็นสิ่งสำคัญต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงาน ในองค์กร ผบู้ รหิ ารต้องมีหลักการยึดเหน่ียวน้ำใจผู้อ่ืน คอื สงั คหวตั ถธุ รรม นอกจากนใ้ี นการบริหารงานให้เกิด ความสำเร็จในการทำงาน พระพุทธเจ้าทรงแนะให้ปฏิบัติตามหลักอิทธิบาทธรรม แปลว่า หลักพื้นฐานแห่ง ความสำเร็จหรือทางสู่ความสำเร็จ ดังนั้น การบริหารจัดการองค์กรจึงมีความจำเป็นต้องใช้หลักการบริหาร จัดการสมัยใหม่ผสมผสานเข้าด้วยกันกับหลักการทางพระพุทธศาสนาและนำมาประยุกต์ใช้ใน การบริหาร จดั การองค์กรเพื่อใหท้ นั กบั สงั คมทม่ี กี ารเปล่ยี นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็

37 บรรณานุกรม กฤษณ์ รักชาตเิ จริญ. 2547. การจัดการบรกิ ารสาธารณะ. กรุงเทพฯ: วารสารสังคมศาสตร์บรู ณาการ (ประเทศไทย). กีรติ บุญเจอื . 2548. บทบาทของกระบวนทัศนใ์ นการสอนปรชั ญา. วารสารราชบัณฑติ ยสถาน. หนา้ 241-258. เกรยี งศักด์ิ เจริญวงศ์ศกั ดิ์. แนวโนม้ การศกึ ษาไทยในครึง่ ทศวรรษหน้า. (ระบบออนไลน์) แหล่งที่มา www.kriengsak.com สบื ค้นเม่ือ 25 สิงหาคม 2566. โกมาตร จงึ เสถียรทรพั ย.์ 2545. มติ สิ ุขภาพ : กระบวนทัศนใ์ หมเ่ พ่ือสรา้ งสงั คมแหง่ สขุ ภาวะ. กรุงเทพมหานคร : สถาบันวิจยั ระบบสาธารณสุข. จิณณวติ ร ปะโคทงั . 2561. ภาวะผู้นำยุคดจิ ทิ ลั สำหรบั ผู้บริหารสถานศึกษามอื อาชีพ. อบุ ลราชธานี ; คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุบลราชธาน.ี ชาญชัย อาจินสมาจาร. 2545. การบรหิ ารการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : พิมพ์ด.ี ชลาลัย นิมบิ ุตร. 2553. วสิ ยั ทัศนก์ ับผ้บู รหิ าร. สืบค้น 25 สิงหาคม 2566 แหล่งที่มา https://kosut158.blogspot.com/2010/02/blog-post.html ธงชยั สมบูรณ์. 2560. โลกหลงั ยคุ ใหม่อนาคตทางการศึกษาและปัญญาของชาต.ิ สบื คน้ 25 สิงหาคม 2566 แหล่งท่ีมา https://www.matichon.co.th/columnists/news783896. ปกรณ์ ปรียากร. 2545. การวางแผนกลยุทธ์ : แนวคดิ และแนวทางเชิงประยุกต์ (พมิ พ์ครงั้ ท3ี่ ). กรุงเทพมหานคร: เสมาธรรม. ปณั ณทตั กาญจนะวสิต. 2560. แนวทางการพัฒนาการประชาสัมพนั ธข์ องกองทพั บกในยุค 4.0. กรงุ เทพฯ : วิทยาลยั ปอ้ งกันราชอาณาจกั ร สถาบันวชิ าการป้องกันประเทศ. พระราชวุธ ปญฺญาวชโิ ร (เพชรไพร). 2561. การบรหิ ารสถานศกึ ษาในยุคดจิ ทิ ัล ตามหลกั สัปปรุ สิ ธรรม7 โรงเรียนพระปรยิ ตั ิธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดขอนแกน่ (วทิ ยานิพนธพ์ ทุ ธศาสตร มหาบัณฑิต). สาขาวชิ าพุทธบรหิ ารการศึกษา มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั . พยอม วงศส์ ารศร.ี 2544. การบริหารทรพั ยากรมนษุ ย.์ พิมพ์คร้ังท่ี 8. กรงุ เทพฯ: สถาบันราชถัฏ. สวนดสุ ิต. พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ปยุตโต). 2538. พจนานกุ รมพทุ ธศาสตรฉ์ บับประมวลธรรม. กรงุ เทพฯ: มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย. พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต). พระธรรมโกศาจารย์ (ประยรู ธมฺมจิตโต). 2549. พทุ ธวธิ ีบริหาร. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณ ราชวทิ ยาลยั . พระมหาบุญเพยี ร ปญุ ฺญวิรโิ ย. 2539. แนวคดิ และวิธกี ารขดั เกลาทางสงั คมในสถาบนั ครอบครวั ตามแนวพระพทุ ธศาสนา. วิทยานพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. พระมหาวฒุ ิชัย วชริ เมธ.ี 2552. บรหิ ารคนใหส้ ำราญบรหิ ารงานใหส้ ัมฤทธ.์ิ กรงุ เทพฯ : อมรินทรพ์ รน้ิ ตง้ิ แอนดพ์ บั ลชิ ชิ่ง. ภคพร เลกิ นอก. 2563. การบริหารสถานศกึ ษาในยคุ ดจิ ิทลั สำหรับผู้บรหิ ารสถานศึกษา สังกดั สำนักงาน เขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 4. วารสารบัณฑิตศึกษามหาจฬุ าขอนแกน่ , ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ และวบิ ลู ย์ โตวณะบุตร, 2542. ภาวะผู้นําและจริยธรรมสำหรับผู้บรหิ ารการศกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยรามคําแหง.

38 ยงยทุ ธ สิมสพี ิมพ.์ 2555. วิสัยทศั นค์ วามเปน็ ผูน้ ำของผบู้ รหิ ารยคุ ใหม่. สบื ค้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2566 แหลง่ ทีม่ า https://www.kroobannok.com/51271 เรวตั ตันตยานนท์. 2559. สตารท์ อพั กับ Disruptive Innovation. สบื ค้นเมอื่ 25 สิงหาคม 2566, จาก http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/637676 วโิ รจน์ สารรตั นะ. 2546. การบรหิ ารการศกึ ษา: หลักการ ทฤษฎี หนา้ ท่ี ประเด็นและบทวเิ คราะห.์ (พมิ พค์ รั้งที่ 4). กรุงเทพมหานคร. วษิ ณุ เครืองาม. 2538. การบงั คับใช้กฎหมายในการควบคมุ มลพิษจากอุตสาหกรรมเพื่อการ. พฒั นาทย่ี ่งั ยนื รายงานเอกสารสรุปผลการสัมมนา, ศนู ยก์ ฎหมายและการพฒั นา. วิจติ ร ศรสี อ้าน. 2540. เอกสารการสอนชุดวิชา พ้นื ฐานการศึกษา. กรงุ เทพฯ : อรุณการพมิ พ.์ วิญญู อังคณารักษ.์ 2520. แนวความคิดในการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่น เอกสารประกอบการ. บรรยายฉบับพิมพโ์ รเนยี ว.. สมศักด์ิ คงเทยี่ ง. 2542. หลักการบรหิ ารการศกึ ษา. พมิ พค์ รั้งท่ี 2. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั รามคําแหง. สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงชาติ. 2545. รายงานการประเมินผลการปฏิรูปการเรียนรู. กรงุ เทพฯ : สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงชาติ. สงบ อินทรมณ.ี 2562. การบริหารสถานศกึ ษาในยุคดิจิทลั . วารสารวชิ าการมหาวิทยาลยั การจดั การและ เทคโนโลยอี ีสเทิร์น. สมชาย เทพแสง. 2565. คณุ ลักษณะผนู้ ำ. คณะศลิ ปะศาสตร์. มหาวทิ ยาลัยเกรกิ . กรงุ เทพฯ เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์. 2538. วิสยั ทัศนข์ องผนู้ ำ, เอกสารประกอบการบรรยาย. ม.ป.ท. (2538ข) Barnard, Chester Irving. 1962. Organization and Management : Selected Papers. Cambridge. Bennis, W.G.&Nanus, L.B. 1985. The strategies for taking change. New York : Harper and Row. Daft, Richard L.2001. Essentials of Organization : T and D. Ohio : South-Western College. Griffin, R. W. 1997. Management. 5th ed. Houghton : Miffin. Kouzes,J and Posner, B. The leadership. challenge. San Francisco : Jossey-Bass Everard, K.B. & Morris, G. 1985. Effective School Management. London : Harper and Row. Lawrence, Anne T., and Weber, James, (2008). Business and Society : Stakeholders, Ethics, Public Policy 12th ed. New York : McGraw-Hill Irwin. Locke, E. A. et al. 1991. The Essence of Leadership : The Four Keys to Leading Successfully. New York : Lexington Books. Maxcy J. 1991. Educational Leadership : A Critical Pragmatic Perspective. Ontario : Greenwood Publishing Group. Simon, Herbert A. 1950. Administrative Behavior New York : McMillan. Sergiovanni, T. J. 1992. Moral leadership: Getting to the heart of school improvement. San Francisco, CA: Jossey Bass Sashkin, M. 1988. The visionary principal: School leadership for the next century. Education and Urban Society. 20 (3). 239-249. Sukanya Chaemchoy, 2015. Technology Leadership : LTI21st Century School. Yukl, G. (2006). Leadership in Organization. 6th edition, Upper Saddle River, NJ : Pearson Education International.

หลักสตู ร ศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขา วชิ าการบริหารการศึกษา Doctor of Education Program in Educational Administration


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook