1 บทที่ 1 บทนำ ความสำคญั และท่ีมาของปัญหาทีท่ ำการวิจยั ดนตรีถือเป็นศิลปะแขนงหน่ึงซึ่งเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการของมนุษย์ เป็นศิลปะที่มีคุณค่าในด้านการตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึก มนุษย์ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติหรือ เผ่าพันธุ์ใด ล้วนแล้วแต่มีดนตรีสำหรับขับกล่อมบรรเลงในกลุ่มของตนทั้งสิ้น ในแต่ละท้องถิ่นจะมี วัฒนธรรมดนตรีที่แตกต่างกันออกไป ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ดนตรีไทยถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ ของชนชาติไทย เป็นศลิ ปะทีส่ ำคัญอย่างหน่งึ มไี วเ้ พ่ือให้ความเพลิดเพลินสนุกสนาน มีการบรรเลงทสี่ ่ือ ถึงอารมณ์ ณ เวลาต่าง ๆได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์ สุข เศร้า รัก โกรธ ดนตรีไทยมีเสียงที่เป็น เอกลักษณ์ และอยูค่ ่กู บั วิถชี วี ติ ของคนไทยมาต้งั แตส่ มยั โบราณ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง มีการแลกเปล่ียนทางวัฒนธรรมระหว่างชนชาติมากขึ้น วิถีชีวิต ของคนไทยก็ย่อมปรบั เปล่ียนตามไปด้วย ในปัจจุบันมกี ารเปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติรวมท้ังวัฒนธรรม ดนตรีสากลจากกลุ่มประเทศตะวันตกมากขึ้น ซ่ึงดนตรีสากลมีการปรับปรุงและมีพัฒนาการตามยุค สมัย สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังดนตรี และมีรูปแบบการเรียนรู้เคร่ืองดนตรีที่เปิดกว้างเข้าถึง ง่าย อีกท้ังยังมีส่ือการเรียนรู้ท่ีน่าสนใจ ต่างจากดนตรีไทยที่มีการสอนแบบตัวต่อตัวผ่านครูเพลง การเรียนดนตรีไทยไม่แพร่หลายและเข้าถึงได้ยาก ทำให้บทบาทและความสำคัญของดนตรีไทยเร่ิม ลดน้อยลง ซ่ึงสอดคล้องกับคำกล่าวของสงัด ภูเขาทอง (2539) ที่กล่าวไว้ว่า ดนตรีก็เหมือนกับ ศลิ ปกรรมทุกสาขา กวา่ วคือ ความนยิ มย่อมผนั แปรไปตามกาลเวลาและตามสภาพของสงั คม โอกาศท่ี จะสมั ผัสกับดนตรีไทยในชีวิตประจำวนั มีนอ้ ยและลดลงทุกที จนดูเหมือนดนตรีไทยจะไม่มวี ิวัฒนาการ สืบไปในอนาคต ดังน้ันเราควรรักษาไว้เพ่ือสืบต่อวัฒนธรรมดนตรีไทยให้เป็นมรดกของชาติสืบไป ซ่ึงการจะสืบทอดวัฒนธรรมดนตรีไทยให้ย่ังยืนต่อไปได้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องสร้างแรงจูงใจให้ เยาวชนเกดิ ความสนใจและสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ดนตรไี ทยขน้ั พ้ืนฐานได้ \"จังหวะ\" เป็นองค์ประกอบหน่ึงในการเรียนรู้ดนตรีที่สำคัญ ดังคำกล่าวของ อรวรรณ บรรจง ศิลปที่ได้กวา่ วไวว้ ่า องคป์ ระกอบดนตรีประกอบไปด้วยองค์ประกอบพื้นฐานตา่ งๆ คือ จังหวะ ทำนอง เพลง เสียงประสาน ฉันทลักษณ์ อารมณ์ และแบบของเพลง (Style) องค์ประกอบเหล่านี้เป็น สิ่งจำเป็นที่ช่วยให้เด็กเข้าใจดนตรีย่ิงข้ึน\"ซ่ึงระนาดเป็นเครื่องดนตรีพื้นฐานท่ีมีบทบาทหน้าท่ีโดดเด่น ในการบรรเลงดนตรีไทย และ มีวิธกี ารบรรเลงอยา่ งเปน็ ระบบ ระเบียบ ทำให้งา่ ยต่อการเริ่มต้นเรยี นรู้ ดนตรีไทย ทำให้ผู้ท่ีจะบรรเลงระนาดเอกได้นั้น จะต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะพ้ืนฐานที่ สำคัญ ตั้งแต่ท่านั่ง การจบั ไม้ วิธกี ารตีระนาดเอก ซ่ึงสอดคลอ้ งกับที่ อุทัย ศาสตรา กล่าวว่า การสอน ทักษะการบรรเลงระนาดเอกยึดหลักการสอน 4 ประการ ได้แก่ สอนตามความสามารถของผู้เรียน เน้นวิธีการบรรเลงมากกว่าบทเพลง เน้นพื้นฐานการบรรเลงท่ีถูกต้อง สอนทักษะอย่างเป็นขั้นตอน ด้วยการสอนแบบการอธิบาย การสาธิต งานวิจัยน้ีจึงได้พัฒนาระนาดต้นแบบเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เคร่ืองดนตรีไทยพื้นฐาน ด้วย การบูรณาการความรู้ด้านระบบสมองฝังตัวเพื่อใช้ในนำทางจังหวะการตีให้กับผู้ฝึกหัด รวมถึงสามารถ
2 ตรวจจับความถูกต้องในการตีจังหวะบรรเลงตามเพลงไทยเดิมท่ีกำหนดในรูปแบบของคะแนน ทำให้ เกิดแรงจูงใจและรู้ความก้าวหน้าของการฝึก โดยหวังว่าจะช่วยส่งเสริมให้เยาชนไทยหันมาสนใจ วัฒนธรรมไทยมากข้นึ วตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการวจิ ัย 1. เพื่อวิจัยและพัฒนาระนาดต้นแบบด้วยระบบสมองกลฝังตัวท่ีสามารถส่งสัญญาณนำทาง จังหวะการตรี ะนาดสำหรับผู้เร่ิมฝึกหดั ตีระนาดได้ 2. เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนสนใจเกี่ยวกับดนตรีไทย ส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบทอด ผลงานทางดนตรีด้วยการบูรณาการความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบสมองกลฝังตัวร่วมกับความรู้ด้าน เคร่อื งดนตรีไทย ขอบเขตของโครงการวจิ ยั พัฒนาระนาดต้นแบบจำนวน 8 ลกู ระนาดโดยใช้บอร์ดสมองกลฝังตวั Arduino Mega 2560 ที่สามารถส่งสัญญาณนำจังหวะการตีระนาดเพื่อบรรเลงเพลงไทยเดิมท่ีกำหนด ด้วยชุด ไดโอดเปล่งแสงจำนวน 8 หลอดพร้อมทั้งทำการตรวจสอบความถูกต้องในการตีตามจังหวะด้วยชุด เซนเซอร์แสงอินฟราเรดจำนวน 8 ตัวตามจำนวนตัวโน้ต แล้วนำไปวิเคราะห์เพื่อแสดงผลผ่านวงจร แสดงตวั เลขแบบ 7-Segments เป็นคะแนนเปอรเ์ ซน็ ตค์ วามถกู ต้องจำนวน 3 หลักใหก้ ับผู้ฝกึ หัดได้
3 บทท่ี 2 ทบทวนเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้อง ในงานวิจัยเร่ือง “การประยุกต์ใช้ระบบสมองกลฝังตัวในการพัฒนาระนาดต้นแบบเพ่ือ ส่งเสริมการเล่นดนตรีไทย” ผู้วิจัยได้วางกรอบในการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยต่างๆ ดังตอ่ ไปน้ี 1. ความร้ทู ว่ั ไปเกยี่ วกับระนาดเอก 2. เทคนิคการตีระนาดเอก 3. ความรู้ทั่วไปเกยี่ วกบั โนต๊ เพลงไทย 4. งานวจิ ยั ทเี่ ก่ียวข้อง 1. ความรู้ทั่วไปเก่ียวกับระนาด ระนาด (Thai Xylophone) เป็นเคร่ืองดนตรีไทยชนิดหน่ึงท่ีมีลักษณะเสียงที่โดดเด่นและมี ความสำคัญในการบรรเลงดนตรีไทย ระนาดจัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี (Percussion Instruments) ซึ่งหมายถึงวัตถุที่สามารถเกิดคล่ืนเสียงโดยการสั่นหลังจากมันถูกตีระนาด ประกอบด้วย “ไม้กรับ” หรือท่ีเรียกว่า “ลูกระนาด” ร้อยเชือกไว้เป็นเคร่ืองเดียวกันเรียกว่า “ผืน” ตวั รางไม้ช่วยอมุ้ เสยี งมีลกั ษณะคล้ายรำเรือเรียกว่า “รางระนาด” (พิษณุ บญุ ศรีอนันต์, 2551) ในการ บรรเลงระนาดนั้น การจัดท่าน่ัง การยกไม้ตี และการบังคับกล้ามเนื้อต่างๆ ตามระเบียบวิธีเพ่ือให้ได้ ระดับเสียงที่ถูกต้อง และได้มีการศึกษาระบบเสียงของระนาดเทียบกับระบบตัวโน้ตของดนตรีสากล (กรณิการ์ ชูตระกูลธรรม, 2555) งานวิจยั ของ Meeanan, L., และคณะ และกรณิการ์ ชตู ระกูลธรรม ได้ศึกษาและพัฒนาซอฟต์แวร์จำลองเครื่องดนตรีระนาดเพ่ือบรรเลงดนตรีไทยบนอุปกรณ์แท็ปเล็ต Damkliang, K., และคณะได้พัฒนาแอพลิเคชันประกอบด้วย GUI ท่ีสวยงามและใช้งานง่ายบรรเลง ระนาดในรปู แบบของเกมส์ จะเห็นได้ว่าการพัฒนาแอพลิเคชันจำลองระนาดบนอุปกรณ์แท็ปเล็ตเป็น การศึกษาท่ีน่าสนใจ แต่การบรรเลงระนาดบนอุปกรณแ์ ทป็ เล็ตยังไมส่ ามารถทดแทนการบรรเลงเพลง ดว้ ยระนาดจรงิ ไม่ได้ในด้านของการอรรถรสในการบรรเลงดนตรี และหากตอ้ งการเรียนรู้ดนตรีไทยยัง ตอ้ งมีการจัดระเบยี บทา่ น่ังและการบังคับกล้ามเน้ือสว่ นตา่ งๆ ดว้ ย ผูว้ จิ ยั จึงไดศ้ ึกษาระบบสมองฝงั ตวั เพอ่ื ส่งสญั ญาณการตีระนาดตามจังหวะเพลง เพื่อใช้ในการ พัฒนาระนาดต้นแบบเพ่ือเป็นเครื่องมือในการเริ่มต้นการเรียนรู้การบรรเลงระนาด และเพิ่มรูปแบบ การเล่นเกมส์บรรเลงเพลงเพอื่ สรา้ งแรงจูงใจให้เยาวชนและบุคคลท่ัวไปหนั มาสนใจเรียนร้แู ละสบื ทอด วัฒนธรรมดนตรไี ทยต่อไป สรธัญ พกวดี (2557) ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับ\"เทคนิคการตีระนาดเอก กรณีศึกษา พันโท เสนาะ หลวงสุนทร\" โดยรวมรวมประวตั ิและวธิ กี ารตขี องระนาดเอกไวด้ ังน้ี
4 ประวัตขิ องระนาดเอก เกดิ จากการรวบรวมความคิดเห็นของนกั วชิ าการท่ไี ด้กล่าวถึงประวัติ ของระนาดเอกไวด้ ังน้ี ภาพท่ี 2.1 ระนาดเอก ที่มา : http://tkapp.tkpark.or.th/stocks/content/developer1/thaimusic/5_ranardeakpeepath/ สมพงษ์ กาญจนผลิน (2551) กล่าวว่า \"ระนาดเอกเปน็ เคร่ืองดนตรไี ทยประเภทเคร่ืองตีที่ทำ ดว้ ยไม้เกิดมีขึ้นครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยธุ ยาโดยใช้ประสมวงบรรเลงอยู่ในวงป่ีพาทย์เครื่องห้าสมัยนั้น เวลาบรรเลงร่วมวงมีหน้าที่แปรทำนองจากทำนองฆ้องวงใหญ่ (ทำนองหลัก) ให้เหมาะสมกับหน้าที่ และวิธีการบรรเลงของตนเองที่เรียกกนั ว่าทางระนาดเอก\" สุจิตต์ วงษ์เทศ (2545) กล่าวว่า \"ระนาดนั้น แต่เดิมคงมาจาก กรัมที่ให้เสียงสูงต่ำไม่เท่ากัน เน่ืองมาจากขนาดและน้ำหนัก ไม้ท่ถี กู เหลามาต่างกนั จงึ เกิดเปน็ เสียงตา่ ง ๆ ขึ้นมานั้นมผี ูเ้ ขา้ ใจว่าเป็น ความพยายามของชาวบ้านท่ีไม่มีเงินซ้ือหาโลหะมาทำฆ้อง ได้คิดระนาดไม้ให้เกิดเสียงแทนฆ้อง แล้ว โชคดีได้ทั้งเสียงดี แล้วยังสามารถใช้งานให้เกิดเสียงต่าง ๆ มากมายขึ้น ในท่ีสุดคนมีเงินที่เคยมีฆ้องก็ ยอมรบั ระนาดของชาวบ้านไปผสมของวงตน\" จากความหมายท่ีนักวิชาการได้กล่าวไว้ข้างต้นจึงสรุปได้ว่า ระนาดเอกทำงานไม้วิวัฒนาการ มาจากกรับ ประดิษฐ์ขึ้นโดยชาวบ้านไม่มีเงินซื้อโลหะมาทำฆ้อง ได้คิดระนาดไม้ให้เกิดเสียงแทนฆ้อง แล้วโชคดีได้ท้ังเสียงดี แล้วยังสามารถใช้งานให้เกิดเสียงต่าง ๆ มากมายข้ึน ซ่ึงไทยอาจจะนำเข้ามา ต้ังแต่อู่ทอง และมาอยู่ในอยุธยา ซ่ึงตอนน้ันสุโขทัยยังเป็นราชธานีอยู่ครั้นเมื่อสุโขทัยมาข้ึนอยู่กับ อยุธยาทำใหร้ ะนาดเอกปรากฏอยูใ่ นสมัยอยุธยา 2. เทคนคิ การตีระนาดเอก 2.1 ท่านัง่ เกดิ จากการรวบรวมของนักวิชาการ ทไ่ี ด้กลา่ วถึงท่านัง่ ของการตรี ะนาดเอกไว้ดงั น้ี สมพงษ์ กาญจนผลิน (2551) กล่าวว่า \"การน่ังตีระนาดเอกให้น่ังขัดสมาธิราย ให้ขาขวาทับ ซ้าย ปลายเท้าวางอยู่ใต้ระนาดเอกด้านซ้าย หรือ น่ังพับเพียบให้ขาอยู่ห่างจากเท้าระนาดด้านชิดตัว
5 ของผู้ตีประมาณ 4 นิ้วฟุต การนง่ั แตล่ ะชนิดนน้ั จะต้องนั่งลำตวั ตรง ศีรษะตรง หันหน้าเข้าหากึ่งกลาง ของระนาด\" ส่วนเกณฑ์มาตรฐานสาขาวิชาและวิชาดนตรีไทย กล่าวไว้ว่า \"นั่งขัดสมาธิ ให้ขาขวาทับขา ซ้าย ปลายเท้าขวาอยู่ใต้ระนาดเอกด้านซ้าย หรือ น่ังพับเพียบลำตัวตรง ให้ขาอยู่ห่างจากเท้าระนาด ด้านชดิ ตวั ของผตู้ ีประมาณ 4 นว้ิ ฟตุ หันหนา้ เขา้ หากงึ่ กลางของผนื ระนาด\" จากความหมายที่นักวิชาการได้กล่าวไว้ข้างต้นจึงสรุปได้ว่า การน่ังให้น่ังขัดสมาธิ ขาขวาทับ ขาซา้ ย ปลายเท้าขวาอย่ใู ต้ระนาดเอกด้านซา้ ย ให้ขาอยู่ห่างจากเทา้ ระนาดดา้ นชิดตวั ของผู้ดปี ระมาณ 4 นิว้ ฟตุ หนั หน้าเข้ากง่ึ กลางของผนื ระนาด 2.2 ท่าจับไม้ การจับไม้ระนาดมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เกิดความสง่างามและคุณภาพของเสียง ที่เกิดจากการจับไม้อกี ดว้ ย นอกจากน้นั การจับไมท้ ี่ถูกต้องมสี ่วนช่วยใหก้ ารบรรเลงมีคุณภาพและเกิด ความไฟเราะถูกต้องตามหลักการเล่นดนตรีไทยและส่งผลต่อการทดลองหลักการจับไม้ระนาดเอกที่ ถูกต้องคือนิ้วทุกนิ้วจะต้องจับไม้ระนาดให้แน่นโดยมีความยาวประมาณ 1 ในสามของก้านไม้โดยมี หลักเกณฑท์ ัว่ ไปของการจับไม้ ดังนี้ 1) ให้ก้านของไมร้ ะนาดอยูใ่ นรอ่ งของอุ้มมือ 2) นิ้วทุกนวิ้ ช่วยในการควบคมุ การจับไม้ โดยให้น้วิ หวั แม่มอื แตะไว้ที่ด้านขา้ ง 3) นว้ิ ช้ีกดส่วนบนของก้านไม้ สว่ นนวิ้ กลาง นว้ิ นางและนว้ิ ก้อย จบั ทก่ี ้านไม้ดา้ นล่าง 4) มือท้ัง 2 จะต้องคว่ำ มองจากส่วนบนจะไม่เห็นส่วนปลายของไม้ระนาดยื่นออกมาจาก ขอ้ มอื 5) ขอ้ ศอกจะต้องทำมุมฉากและตำแหนง่ ของแขนซา้ ย-ขวาจะมีทศิ ทางท่ีขนาน (ก) (ข) ภาพที่ 2.2 แสดงวธิ ีการจับไม้ระนาดเอก (ก) การจบั ไมร้ ะนาด (ข) การวางแนวแขนในการจับไม้ เมื่อจับก้านไม้ระนาดแน่นแล้วให้พลิกฝ่ามือและแขนคว่ำลงโดยไม่ต้องเกร็งกล้ามเน้ือโดยให้ ก้านไม้ระนาดยังคงอยู่ระหว่างตรงกลางร่องมือพอดี ดังแสดงในภาพที่ 2.2 (ก) ข้อศอกและไหล่แนบ กับลำตวั โดยให้แนวไม้ระนาดกับแขนของผ้บู รรเลงเป็นแนวเสน้ ตรงเดยี วกัน ดงั แสดงในภาพท่ี 2.2 (ข)
6 ซ่ึงสามารถแบ่งการจับได้ออกเป็น 3 แบบ ตามเกณฑ์มาตรฐานสาขาวิชาและวิชาชีพดนตรี ไทย(2538) ไว้ดังนีค้ ือ 1. การจับแบบปากกา หงายฝ่ามือจับไม้ ให้ก้านไม้ตีอยู่ในร่องอุ้งมือ พร้อมใช้น้ิวกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อย จับก้านไว้ และเหยียดนิ้วหัวแม่มือแตะอยู่ด้านข้างไม้ตี ปลายน้ิวชี้กดท่ีด้านล่างของ ก้านไม้ ประมาณจุดกึ่งกลางของไม้ตี ให้พอเหมาะแก่การควบคุมน้ำหนักของไม้ แล้วจึงคว่ำมือลง แขนท้งั สองอยู่ขา้ งลำตวั และงอศอกเป็นมุมฉาก ดงั แสดงในภาพท่ี 2.3 (ก) (ข) ภาพที่ 2.3 แสดงการจับไมแ้ บบปากกา (ก) การจับไม้แบบปากกา (ด้านใน) (ข) การจบั ไมแ้ บบปากกา (ดา้ นนอก) (ก) (ข) ภาพที่ 2.4 แสดงการจบั ไม้แบบปากไก่ (ก) การจบั ไมแ้ บบปากไก่ (ดา้ นใน) (ข) การจับไมแ้ บบปาก ไก(่ ด้านนอก) (ก) การจบั ไม้แบบปากนกแก้ว(ด้านใน) (ข) การจบั ไม้แบบปากนกแก้ว(ด้านนอก) ภาพที่ 2.5 แสดงการจับไมแ้ บบปากนกแก้ว (ก) การจบั ไม้แบบปากนกแก้ว (ด้านใน) (ข) การจบั ไม้ แบบปากนกแกว้ (ด้านนอก)
7 2. การจบั แบบปากไก่ ปลายนิ้วชีจ้ ะต้องไพล่ลงขา้ งไมป้ ระมาณครง่ึ องคุลี ดังแสดงในภาพท2่ี .4 3. การจับแบบปากนกแก้ว ปลายนิ้วช้ีจะต้องไพล่ลงตั้งฉากกับก้านไม้ตีประมาณหนึ่งองคุลี เศษดงั แสดงในภาพท่ี 2.5 ซึ่งการจับไม้แบบปากไก่และการจับแบบปากนกแก้ว จะทำให้การตีสะบัดสะเดาะไม่ร่อน เพราะมือจะไม่มีกำลังแต่ ถ้าจับแบบปากกา จะมีกำลังจากไหล่และจากแขนทำให้สามารถตีสะบัด สะเดาะได้รอ่ น จากการศึกษาการจับแบบปากกา จึงเหมาะสมสำหรับผู้เริ่มฝึกหัดเบ้ืองต้นในลักษณะ การตีฉากเพื่อฝึกหัดให้เสียงระนาดชัดเจนและดังสม่ำเสมอกัน มีความงดงามและมีความคล่องแคล่ว ประสิทธภิ าพสงู ในการผลิตเสียงอกี ดว้ ย จงึ นำมาใช้ในการทดลองในงานวจิ ยั นต้ี ่อไป 3. ความรทู้ ว่ั ไปเก่ยี วกับโน๊ตเพลงไทย โน้ตเพลงไทย (วทุ ธศิ ักด์ิ โภชนุกูล, 2546) การเรียนดนตรีไทยในสมยั ด้ังเดิมนัน้ เรียนด้วยใช้ ความจำเพียงอย่างเดียว โดยท่ีผู้เรียนใช้วิธีการปฏิบัติติโดยตรงจากเคร่ืองดนตรีหลายๆครั้งจนจำได้ ต่อมีผู้คิดค้นวิธกี ารใช้ระบบตัวโน้ตขึ้นมาในวงการดนตรีไทย ซึง่ ปัจจุบันมี 2 ระบบคือ ระบบตัวอักษร และ ระบบตวั เลข ซ่ึงมหี ลกั เกณฑ์การบนั ทึกตวั โนต้ ดังนี้ 1. โนต้ หน่งึ บรรทดั จะมโี นต้ อยู่ 8 ห้องเพลง เรียกว่า บรรทัด 8 หอ้ ง 2. ในหนึง่ ห้องเพลงจะบรรจุตัวโนต้ 4 ตวั 3. จงั หวะตก หรือ จังหวะหนกั จะตกที่โน้ตตัวสดุ ท้ายของจังหวะเพลง โน้ตตัวอักษรเสียงเคร่ืองดนตรีไทยเมื่อเปรียบเทียบกับโน้ตเสียงแบบสากล จะมีอยู่ 7 เสียง และแทนด้วยตัวอักษรดังน้ี โด แทนดว้ ยตัวอกั ษร ด เร แทนดว้ ยตัวอกั ษร ร มี แทนดว้ ยตัวอกั ษร ม ฟา แทนดว้ ยตวั อักษร ฟ ซอล แทนดว้ ยตวั อกั ษร ด ลา แทนดว้ ยตวั อกั ษร ล ที แทนด้วยตัวอักษร ท และใช้เคร่อื งหมายจุดลา่ ง หมายถึง เสยี งต่ำ และจุดดา้ นบน หมายถงึ เสยี งสงู ดังน้ี ด๐ แทนเสยี ง โดสูง ซ. แทนเสยี ง ซอลตำ่ โดยทำการบนั ทกึ ตัวโนต้ และจังหวะหนักจะตกในโน้ตตัวสดุ ทา้ ยของห้องในลักษณะดังนี้ * ** ** ** * ---- รมฟซ ซลทด -ม-ซ -ล-ด ---ซ ---ด ----
8 โน้ตตัวเลขใช้ระบบ 5 ตัว คือ 0 1 2 3 4 เป็นระบบที่ใช้แทนตัวเลขนิ้ว ใช้กับเคร่ืองดนตรี ประเภทเครือ่ งสายท่ีเรียกว่า ซอ มหี ลกั เกณฑ์ ดงั นี้ 0 แทน สายเปล่า 1 แทน นว้ิ ชี้ 2 แทน นวิ้ กลาง 3 แทน น้ิวนาง 4 แทน น้ิวกอ้ ย และใช้หลกั เกณฑใ์ นการบนั ทึกโนต้ ในลักษณะเดียวกันกบั แบบตวั อักษร จังหวะในดนตรีไทย ดนตรีทุกชนิดในโลกมีจังหวะ 3 ชนิดใหญ่ คือ จังหวะช้า จังหวะปาน กลาง และจังหวะเร็ว ในการบรรเลงดนตรีใช้เคร่ืองประกอบจังหวะเป็นเกณฑ์ ในการกำหนดจังหวะ และดนตรีไทยใช้ ฉงิ่ เป็นเครื่องกำหนดจังหวะโดยให้เสียงได้ 2 เสยี งคือ เสยี งฉิ่ง เม่ือตีเปดิ และ เสียง ฉับ เมื่อตีปิด ความเร็วในการตีฉ่ิง-ฉับ น้ีเองทำให้การบรรเลงดนตรีไทยเร็วหรือช้า ซ่ึงเรียกว่า อัตรา จงั หวะ มี 3 ชนิด คอื 1. อัตราจงั หวะสามชน้ั 1234 1234 1234 1234 1234 1234 1234 1234 - - - - - - - ฉ่ิง - - - - - - - ฉบั - - - - - - - ฉ่ิง - - - - - - - ฉบั 2. อัตราจงั หวะสามชน้ั 1234 1234 1234 1234 1234 1234 1234 1234 - - - ฉง่ิ - - - ฉ่งิ - - - ฉบั - - - ฉง่ิ - - - ฉับ - - - ฉงิ่ --- --- ฉบั ฉับ 3. อตั ราจังหวะสามชั้น 1234 1234 1234 1234 1234 1234 1234 1234 - ฉงิ่ - - ฉิง่ - - ฉ่ิง - - ฉงิ่ - - ฉ่ิง - ฉบั ฉับ ฉับ ฉับ ฉับ - ฉ่ิง - - ฉ่งิ - - ฉ่งิ - ฉบั ฉับ ฉบั วิธี ก ารอ่ าน สั ญ ลั ก ษ ณ์ แ ล ะองค์ ป ระก อบข องโน้ ต ด น ต รีไทย ใน ข้ัน ต อน น้ี คณ ะวิจั ย ได้ ทำการศึกษาข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอาจารย์สอนดนตรี ไทย ในการทำโน้ตเพลงไทยเดิมและเลือกเพลงที่จะใช้ในการทดสอบและดัดแปลง เพื่อให้สอดคล้อง ระนาดเอกจำลองที่มจี ำนวนลกู 8 ลูกเท่านั้น จากการศึกษาพบว่า การอ่านโน้ตดนตรีไทยผศู้ ึกษาต้อง มีความรู้ในดา้ นของจังหวะและทำนอง ทำนอง หมายถงึ เสียงสูงกลางต่ำนำมาเรยี บเรียงกนั จนทำให้เกิดเปน็ ทำนองท่ีไพเราะ จงั หวะ หมายถึงอะไรก็ตามท่ีเกิดขน้ึ อย่างสม่ำเสมออย่างมีระบบโดยจังหวะในทีน้ียกตัวอย่าง ให้เป็นจงั หวะของการปรบมอื จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 จังหวะคือ - จังหวะตก หมายถึง จังหวะหนกั หรือจงั หวะท่ีปรบมอื แลว้ ทำใหเ้ กิดเสยี ง - จงั หวะยก หมายถงึ จงั หวะท่เี รายกมือออกจากัน
9 ซ่ึงการบันทึกโน้ตดนตรีไทยนั้นในหน่ึงบรรทัดมีห้องท้ังหมด 8 ห้องแต่ละห้องบรรจุโน้ตได้ 4 ตัวโดยใช้สัญลักษณ์คือ/_ _ _ _/แบ่งออกได้เป็น 4 จังหวะเรียงลำดับจากจังหวะที่ 1 2 3 และ 4 โดยกำหนดให้ จงั หวะท่ี 1 เปน็ จงั หวะยก จังหวะท่ี 2 เปน็ จังหวะตก จงั หวะท่ี 3 เปน็ จังหวะยก จงั หวะที่ 4 เป็นจงั หวะตก ตัวอยา่ งเช่น /_ _ _ ด/_ _ _ ร/_ _ _ ม/_ _ _ ฟ/_ _ _ ซ/_ _ _ ล/_ _ _ ท/_ _ _ ด/ สงั เกตจะเห็นได้ว่าในแต่ละห้องนั้นจะมีโน้ตอยู่ตำแหน่งของตัวท่ี 4 ของทุกห้องส่วนตำแหน่ง ที่ 1, 2 และ 3 ไม่มีโน้ตอยู่เม่ือเรานับหรือปรมมือในตำแหน่งเหล่านั้นเราจึงไม่ต้องออกเสียงโน้ตตัวใด แต่เม่ือเรานับหรือปรบมือไปถงึ จังหวะท่ี 4 เราจะต้องออกเสียงตัวโน้ตเพราะโน้ตทุกตัวอยู่ในจังหวะที่ 4 ของทกุ ห้องเพราะฉะนน้ั ให้เราทำการปรบมือตามปกตพิ อถึงจังหวะที่มีโน้ตจึงค่อยเปล่งเสียงโน้ตน้ัน ออกมา 4. งานวิจัยทเ่ี ก่ยี วข้อง Clarion Chacko และคณะ (2016) ได้ศึกษาและวิจัยเก่ียวกับปัญหาในการขับเคล่ือนรถนั่งคน พิการ (Wheel Chair) สำหรบั ผู้ท่ีมีความพิการหรือมีปัญหาท่ีเกี่ยวข้องกับการใช้มือและแขนในการควบคุม โดยใช้งานเซนเซอร์ไดโอดเปล่งแสงอินฟราเรด (IR-LED: Infrared Light Emitting Diode) รว่ มกับเซนเซอร์ TSOP 1738 ซ่ึงเป็นเซนเซอร์รับแสงอินฟราเรด (IR Remote Receiver) และจัดวางในภาพที่กำหนดคู่กัน ดังแสดงในภาพที่ 2.6 (ก) อยู่บนแผ่นพื้น (Gesture Pad) ที่ต้องการใช้เป็นส่วนตรวจสอบท่าทางที่สื่อเพื่อ แสดงความหมาย ดังแสดงในภาพที่ 2.6 (ข) (ก) (ข) ภาพท่ี 2.6 แสดงการใช้งานและจัดวางเซนเซอร์ IR-LED กับ เซนเซอร์ IR Remote Receiver บน Gesture Pad คณะผวู้ ิจยั ทำการจัดวางเซนเซอร์ทง้ั หมด 5 ชดุ เพ่ือใชใ้ นการสร้างโมดลู ในการตรวจสอบและจดจำ ท่าทาง (Gesture Recognition Module) โดยใชค้ ่าการเปล่ียนสัญญาณของเซนเซอร์ TSOP แต่ละตัวท่ี ได้รับจากเซนเซอร์ไดโอดเปล่งแสงอินฟราเรดท่ีทำงานที่ความถ่ี 38 Khz ซึ่งเกิดการทดสอบท่าทางต่างๆ ท่ี ต้องการนิยามขึ้นเพ่ือใช้ในการควบคุมการขับเคล่ือนรถน่ังคนพิการ (Wheel Chair) ได้แก่ Forward , Reverse , Left และ Right ดังแสดงในภาพท่ี 2.7 แล้วส่งค่าไปประมวลผลที่ไมโครคอนโทรลเลอร์ซึ่งใช้ ตระกูล Atmega 328 เพ่ือส่งสัญญาณ PWM ในการควบคุมมอเตอร์เกียร์ 24V จำนวน 2 ชุดที่ใช้เป็นต้น กำลงั ในการขับเคลือ่ นทิศทางและความเร็วของรถน่ังคนพกิ าร ซึ่งแบง่ การทำงานของเป็น 3 ระดับคอื High ,
10 Medium และ Low โดยได้ใช้งานเซนเซอร์ Ultrasonic ในการตรวจสอบการชนของวัตถุในระยะ 15 เซนติเมตร เพื่อความปลอดภัย ซึ่งผลกทดลองการควบคุมด้วย Gesture Pad ในการควบคุมทิศทางการ เคลือ่ นทต่ี ่าง ๆ ได้ผลความถกู ตอ้ ง 100% (ก) Forward (ข) Reverse (ค) Left (ง) Right ภาพท่ี 2.7 แสดงท่าทางการควบคุม Gesture Pad สำหรบั ทศิ ทางการเคล่อื นทีต่ ่าง ๆ Heng-Tze Cheng และคณะ (2011) ได้ศึกษาเก่ียวกับประเภทของการเรียนรลู้ ักษณะท่าทางเพื่อ แสดงความหมาย ซึ่งมี 3 ประเภทได้แก่ motion-based, touch-based และ vision-based ซ่ึงแบบ motion-based และ touch-based สว่ นใหญ่ถกู ใช้งานกับอปุ กรณม์ ือถือ ในการตรวจสอบตำแหน่งของน้ิว มือในการเคล่ือนทีส่ ัมผสั ไปบนหน้าจอเพ่ือใช้งานคำสั่งต่าง ๆ ดว้ ยท่าทาง ซึ่งมีข้อจำกัดท่ีตอ้ งมีการสัมผสั กับ หน้าจอ ซึ่งแตกต่างจากแบบ vision-based ที่ไม่จำเป็นต้องสัมผัสแต่มีราคาแพงมาก ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึง ทำการพัฒนาระบบการเรียนรู้จดจำและคาดเดาลักษณะท่าทางเพื่อแสดงความหมาย 3D แบบตอบ ตอบสนองตลอดเวลา (Real-time 3D Gesture Recognition System) ด้วยการใช้งานชุดของเซนเซอร์ อินฟราเรดพร็อกซิมิต้ีเซนเซอร์ (Infrared Proximity Sensor) ในการจดจำและคาดเดาท่าทางคำสั่งต่าง ๆ ซง่ึ ทำให้ลดอตั ราการส้นิ เปลืองพลงั งานและการสัมผสั หน้าจอของอปุ กรณ์ลง ภาพท่ี 2.8 แสดงการติดตง้ั เซนเซอร์ IR-LED กับ IR Receiver ร่วมกันในการสร้างระบบ ในการสร้างระบบคณะผู้วิจัยใช้งาน IR-LEDs จำนวน 2 ตัว ร่วมกับ IR Receiver จำนวน 1 ตัว ตดิ ตัง้ ในบริเวณล่างของอปุ กรณ์มอื ถือ ดงั แสดงในภาพที่ 2.8 โดยมหี ลักการทำงานคือ เม่ือมีมือหรือวัตถเุ ข้า มาในบริเวณ IR Receiver จะทำการตรวจสอบการสะท้อนของแสง จาก IR-LED ท่ีทำงานด้วยความถี่ 100 Hz ซ่ึงค่าความเข้มของแสงจะผกผันกับระยะทางของวัตถุ กล่าวคือ เม่ือความเข้มของแสงเพิ่มมากข้ึน ระยะทางของวัตถุจะลดลง จากนั้นนำค่าข้อมูลดิบ (Raw Data) ของค่าความเข้มของแสง (Intensity Data) มาผา่ นอัลกอรทิ มึ เพ่อื หาคุณลักษณะพเิ ศษ (Feature Extraction) ดงั แสดงในภาพที่ 2.9
11 ภาพที่ 2.9 แสดงการใช้อัลกอลทิ มึ Cross-Correlation และ Linear Regresion ในการหาหาคณุ ลกั ษณะ พเิ ศษจากคา่ ของความเขม้ แสง (Intensity) จาก IR Receiver ภาพที่ 2.10 แสดงการใช้อัลกอลทิ ึม Cross-Correlation และ Linear Regresion ในการหาหาคุณลักษณะ พเิ ศษจากค่าของความเขม้ แสง (Intensity) จาก IR Receiver โดยใช้สมการ Cross-Correlation เพื่อหาคุณลักษณะท่ีสามารถระบุได้ว่าเป็นการโบกมือไป ทางซ้าย (Left Swipes) หรือโบกไปทางขวา (Right Swipes) และใช้สมการ Linear Regression ในการหา ค่าผลรวมความชันของข้อมูล เพ่ือหาคุณลักษณะท่ีระบุว่าเกิดการเคลื่อนท่ีมือเข้า (push) หรือ ดึงมือออก (pull) จากอุปกรณ์มือถือ จากนั้นนำมาคุณลักษณะต่าง ๆที่สกัดได้มาจำแนกข้อมูลด้วยเทคนิค decision- tree ดังแสดงในภาพที่ X แล้วนำไปทดลองกับตัวอย่างท่าทาง (Gesture) จำนวน 2,000 ตัวอย่าง และแต่ ละตัวอย่างทำการทดลองจำนวน 100 คร้ัง เพ่ือทำการวดั ประสิทธิภาพการจำแนกและอัตราการสิ้นเปลือง พลงั งาน จากผลการทดลองพบวา่ ระบบมีความแม่นยำในการจดจำและจำแนกทา่ ทางเพือ่ แสดงความหมาย ที่ 98% และมีอัตราการสินเปลืองพลังงานอยู่ที่ 0.3 mW ในโหมดช่วยประหยัดพลังงาน (Ideal Mode) และ 20 mW ในโหมดทำงาน (Active Mode)
12 บทที่ 3 อุปกรณ์และวธิ ดี ำเนนิ การวิจัย การวิจัยคร้งั นี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเพ่อื มงุ่ หาประสิทธิภาพของระนาดต้นแบบท่ีประยกุ ต์ใช้ ระบบสมองกลฝังตัว เพ่ือส่งเสริมการเล่นดนตรีไทย ดังน้ันเพ่ือให้การทำวิจัยครั้งน้ีดำเนินการตาม วัตถปุ ระสงค์ทีต่ ง้ั ไว้ ผู้วิจยั จงึ ไดก้ ำหนดวิธีดำเนินการวจิ ยั ซึ่งมีรายละเอยี ดดงั น้ี 1. อปุ กรณท์ ใ่ี ช้ในการดำเนินการวจิ ยั 2. วิธีดำเนนิ การวจิ ัย 1. อปุ กรณ์ทใ่ี ช้ในการดำเนนิ การวิจัย 1.1 อุปกรณ์ฮารด์ แวร์ท่ีใชใ้ นงานวจิ ยั 1.1.1 บอร์ดสมองกลฝังตัว Arduino Mega 2560 เป็นบอร์ดไมโครคอนเทอร์เลอร์ที่ใช้ หน่วยประมวลผลตระกูล ARM ของ ATMELโดยใช้ชิปไอซีไมโครคอนโทรเลอร์ ATmega 2560 ความถี่ในการประมวลผลที่ 16 MHz ใช้แรงดันไฟฟ้าในระดับ 5V มีจำนวน I/O ในการเชื่อมต่อ อปุ กรณอ์ ิเล็กทรอนกิ ส์แบบดจิ ิตอลจำนวน 54 พอรต์ และแบบอนาล็อกจำนวน 16 พอรต์ ดังแสดงใน ภาพที่ 3.1 สามารถพัฒนา Software ในลักษณะของภาษา C/C++ ผ่านการใช้ Software Arduino IDE และทำการ Upload โปรแกรมที่พัฒนาผา่ นการเช่อื มตอ่ แบบ UART ทำให้งา่ ยต่อการพฒั นา ภาพที่ 3.1 บอร์ดสมองกลฝังตวั Arduino Mega 2560 Rev 3 1.1.2 ไดโอดเปล่งแสง (Light-Emitting Diode : LED) เป็นอุปกรณ์สารก่ึงตัวนำอย่าง หนึ่งจัดอยใู่ นจำพวกไดโอด ท่สี ามารถเปล่งแสงในช่วงสเปกตรัมแคบ เมื่อถูกไบอัสทางไฟฟ้าในทิศทาง ไปข้างหน้าปรากฏการณ์นี้อยู่ในรูปของ Electroluminescence สีของแสงท่ีเปล่งออกมานั้นข้ึนอยู่ กับองค์ประกอบทางเคมีของวัสดุก่ึงตัวนำที่ใช้และเปล่งแสงได้ใกล้ช่วงอัลตราไวโอเลต ช่วงแสงท่ี มองเห็นและชว่ งอนิ ฟราเรด
13 (ก) (ข) ภาพท่ี 3.2 (ก) โครงสร้างภายในของไดโอดเปล่งแสง และ (ข) หลกั การทำงานของไดโอดเปลง่ แสง หลักการทำงานของไดโอดเปล่งแสง ภายโครงสร้างจะประกอบไปด้วยสารก่ึงตัวนำสองชนิด (สารก่ึงตัวนำชนิด N และสารก่ึงตัวนำชนิด P ประกบเข้าด้วยกัน ดังแสดงในภาพที่ 3.2 (ก) มีผิวข้าง หน่ึงเรียบคล้ายกระจกเมอ่ื จ่ายไฟฟ้ากระแสตรงผ่านตัว LED โดยจ่ายไฟบวกใหข้ าแอโนด (A) จ่ายไฟลบ ให้ขาแคโทด (K) ทำให้อิเล็กตรอนที่สารกึ่งตวั นำชนิด N มีพลังงานสงู ขึ้น จนสามารถว่ิงข้ามรอยต่อจาก สารชนิด N ไปรวมกับโฮลในสารชนิด P การท่ีอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อ PN ทำให้เกิดกระแส ไหล เป็นผลให้ระดับพลังงานของอิเล็กตรอนเปล่ียนไปและคายพลังงานออกมาในรูปคลื่นแสงดังแสดง ในภาพที่ 3.2 (ข) 1.1.3 เซนเซอร์แสงอินฟราเรด (Infrared Proximity Sensor) เป็นเซนเซอร์ประเภท หนึ่งท่ีใช้หลักการสะท้อนของแสงในการตรวจจับการกีดขวางของวัตถุ มีการตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยทำการคืนคา่ เปน็ ระยะหา่ งระหว่างวัตถุกบั เซนเซอร์ ทไี่ ด้จากความสัมพันธ์ระหว่างแรงดันเอาต์พุต แบบอนาล็อก ในหน่วยของ โวลต์ (V) กับระยะทางหน่วยของเซนติเมตร (cm) ดังแสดงในภาพท่ี 3.3 (ก) ซ่ึงในแต่ละอุปกรณ์จะมีคุณสมบัติท่ีแตกต่างกันไป โดยในงานวิจัยเลือกใช้ เซนเซอร์แสง อินฟราเรดยี่ห้อ Sharp รุ่น GP2Y0A02ท่ีมีคุณสมบัติเชิงเทคนิค ที่ใช้แรงดันไฟเลี้ยงในช่วงระหว่าง 4.5V ถึง 5.5V ซึ่งเหมาะสมกับบอร์ดสมองกลฝังตัวที่เลือกใช้ และมีช่วงในการวัดระยะ 20 cm ถึง 150 cm ทำใหเ้ หมาะสมในการตรวจจับการตลี กู ระนาดในงานวจิ ัย
14 (ก) (ข) ภาพท่ี 3.3 (ก) เซนเซอร์แสงอินฟราเรดยี่ห้อ Sharp และ (ข) กราฟแสดงความสมั พนั ธ์ระหว่าง แรงดันเอาต์พุตและระยะทาง ที่มา: http://cpre.kmutnb.ac.th/esl/learning/ir-proximity-sensor-2y0a02/gp2y0a02_datasheet.pdf หลักการทำงานของเซนเซอร์แสงอินฟราเรดจะใช้สำแสงในการตรวจจับวัตถุโดยที่ไม่ต้องมี การสัมผัส อาศัยการสะท้อนของแสงจากตัวส่งสัญญาณ (Transmitter) ไปยังตัวรับสัญญาณ (Receiver) ที่ทำจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า Light Emitting Diode (LED) เพ่ือส่งแสง ออกไปท้ังท่ีเป็นแบบมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า(Visible Light)ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแสงสีแดงและสีเขียวหรือ แบบท่ีมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า(Non-Visible Light) ท่ีเป็นแสงสีม่วง และเม่ือแสงสะท้องกับพ้ืนผิว (Surface) ของวัตถุ อุปกรณ์ในภาครับ ที่ทำจากอุปกรณ์ Photo Diode หรือ Photo Transistor ซึ่งทำหน้าที่ในการรับแสงและเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าเพ่ือส่งต่อไปยังวงจรฟิลเตอร์ ความถ่ี PLL (Phase Lock Loop) ในการกรองเฉพาะความถี่ให้ตรงกับแสงที่ตัวส่งเป็นผู้ส่งมาเท่านั้น แลว้ สง่ ผลไปยังเอาต์พุตเปน็ ระดบั แรงดนั ดงั แสดงในภาพที่ 3.4 ภาพท่ี 3.4 หลกั การทำงานของเซนเซอร์แสงอนิ ฟราเรด (Infrared Proximity Sensor)
15 1.1.4 วงจรแสดงผลตัวเลข (Seven Segment Display) ไดโอดเปล่งแสงแบบเลขเจ็ด ส่วนเป็น LED (Light Emitting Diode) ที่ถูกนำมาจัดรูปแบบการแสดงผลเป็นตัวเลขและตัวอักษร ภาษาอังกฤษบางตัวดังแสดงในภาพท่ี 3.5 โดยภายในจะประกอบไปด้วย LED จำนวนแปดตัว คือ A, B, C, D, E, F, G และ DP (ก) (ข) (ค) ภาพท่ี 3.5 (ก) อปุ กรณ์ไดโอดเปลง่ แสงแบบเลขเจด็ สว่ น (7-Segment) (ข) ตำแหน่งการวาง LED ภายใน 7-Segment และ (ค) การแสดงผลเป็นตัวเลขศนู ย์ถงึ เก้าของ 7-Segment โดยไดโอดเปลง่ แสงแบบเลขเจด็ สว่ นมีรปู แบบการเชอื่ มตอ่ 2 แบบ คือ 1. ชนิดต่อแบบแอโนดร่วม หรือ คอมมอนแอโนด (Common Anode) โดยต้องป้อนไฟ บวกท่ีขาคอมมอน (Common) และถ้าต้องการให้หลอดแสดงผล LED 7-Segment แสดงผลหรือให้ สวา่ ง ต้องปอ้ นไฟลบหรอื สง่ ลอจิก \"0\" มาทขี่ าแคโทด (Cathode) ดงั แสดงในภาพที่ 3.6 (ก) (ก) (ข) ภาพที่ 3.6 (ก) การต่อแบบบ Common Anode และ (ข) การต่อแบบบ Common Cathode ท่มี า : https://www.electronics-tutorials.ws/blog/7-segment-display-tutorial.html 2. ชนิดต่อแบบแคโทดร่วม หรือ คอมมอนแคโทด (Common Cathode) โดยต้องป้อน ไฟลบหรือกราวด์ท่ีขาคอมมอน (Common) และถ้าต้องการให้หลอดแสดงผล LED 7-Segment แสดงผลหรือสว่างตอ้ งป้อนไฟบวกหรอื สง่ ลอจิก \"1\" มาท่ขี าแอโนด (Anode) ดงั ภาพท่ี 3.6 (ข)
16 ดังน้ันในการสั่งงานแสดงผลตัวเลขที่ LED 7-Segment จึงจำเป็นต้องการสัญญาณข้อมูล จำนวน 8 ลอจิก เพ่ือให้สามารถแสดงผลตัวเลขศูนย์ ถึงตัวเลขเก้าในแต่ละชนิดการต่อดังแสดงใน ตารางท่ี 1 - 2 ตารางที่ 3.1 ลอจิกการส่ังงานแสดงผลตวั เลข LED 7-Segment แบบ Common Anode แสดงผล ลอจิกการสัง่ งาน (รปู แบบฐานสอง) ลอจกิ การสั่งงาน ตวั เลข g f edcba (รปู แบบฐานสิบหก) 0000000 0 1111001 0X40 1 0100100 0X79 2 0110000 0X24 3 0011001 0X30 4 0010010 0X19 5 0000010 0X12 6 1111000 0X02 7 0000000 0X78 8 0010000 0X00 9 0X10 ตารางท่ี 3.2 ลอจกิ การสัง่ งานแสดงผลตัวเลข LED 7-Segment แบบ Common Cathode แสดงผล ลอจิกการสง่ั งาน (รูปแบบฐานสอง) ลอจิกการสั่งงาน ตัวเลข g f edcba (รูปแบบฐานสบิ หก) 1111111 0 0000110 0X3F 1 1011011 0X06 2 1001111 0X5B 3 1100110 0X4F 4 1101101 0X66 5 1111101 0X6D 6 0000111 0X7D 7 1111111 0X07 8 1101111 0X7F 9 0X6F
17 1.1.5 วงจรดีโคดเดอร์สัญญาณไบนารีไอซี 7447 (Decoder/Driver 7-Segment) ในการควบคุมส่ังงานการแสดงผลของ LED 7-Segment หน่ึงหลักจำเป็นต้องใช้สัญญาณข้อมูล จำนวน 8 บิตในการส่ังงาน ดังน้ันการแสดงผลตัวเลขจำนวน 3 หลักจะต้องใช้บิตสั่งงานจำนวนมาก ถึง 24 เอาต์พุต ซ่ึงบอร์ดสมองกลฝังตัวอาจจะมีจำนวน I/O ไม่เพียงพอในการใช้งาน การใช้รหัส BCD (Binary Coded Decimal Code) ท่ีเป็นรหัสพิเศษแทนตัวเลขไปนารีหลายๆ บิตจึงสามารถ ช่วยแก้ปัญหาดงั กลา่ วดงั แสดงในภาพที่ 3.7 ภาพที่ 3.7 แสดงหลักการทำงานการถอดรหสั ให้ LED 7-Segment ของตวั ถอดรหัส (Decoder) และ IC7447 ไอซี 7447 จะเป็นอุปกรณต์ ัวถอดรหัส (Decode) ซ่ึงจะทำหน้าท่ีในการเปลี่ยนรหัส BCD ให้ สามารถแสดงผลเป็นเลขฐานสิบท่ีสอดคล้องในการแสดงผลบน LED 7-Segment โดยจะมีค่าลอจิก ในการส่งั สัญญาณเอาตพ์ ุตจำวน 4 บติ ในการสงั่ งานดงั แสดงในตารางท่ี 3.3 ตารางท่ี 3.3 ลอจิกการสั่งงานแสดงผลตัวเลข LED 7-Segment แบบ Common Anode ด้วย IC 7447 แสดงผล ลอจิกการสง่ั งาน (รปู แบบฐานสอง) ลอจกิ การส่ังงาน (BCD) ตวั เลข g f e d c b a D C B A 0 011 1 1 1 1 0 0 0 0 1 000 0 1 1 0 0 0 0 1 2 101 1 0 1 1 0 0 1 0 3 100 1 1 1 1 0 0 1 1 4 110 0 1 1 0 0 1 0 0 5 110 1 1 0 1 0 1 0 1 6 111 1 1 0 1 0 1 1 0 7 000 0 1 1 1 0 1 1 1 8 111 1 1 1 1 1 0 0 0 9 110 0 1 1 1 1 0 0 1
18 1.1.6 สวิตช์ปุ่มมกด (Push Button Switch) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าท่ีทำหน้าที่ตัดต่อ วงจรไฟฟา้ เพ่ือใหม้ กี ารจา่ ยแรงดนั เขา้ วงจร หรอื งดจ่ายแรงดันเขา้ วงจรโดยจะมีหนา้ สัมผัส 2 แบบ คือ แบบปกติเปิด (Normally Open : NO) ดังแสดงในภาพท่ี 3.8 (ก) คือ โดยปกติจะไม่มีแรงดันไฟฟ้าเข้า วงจรไปสู่โหลด และจะมีแรงดันเข้าวงจรไปสู่โหลดเมื่อเกิดการกดสวิตช์เท่านั้นส่วน แบบปกติปิด (NormallyClose : NC) โดยปกติจะมีแรงดนั ไฟฟ้าเข้าส่วู งจรไปสู่โหลดแต่เม่ือเกดิ การกดสวิตช์จะเป็น การงดจ่ายแรงดันเข้าวงจร ดังแสดงในภาพท่ี 3.8 (ข) (ก) (ข) ภาพที่ 3.8 (ก) การทำงานของสวิตชป์ ุ่มมกดแบบ NO และ (ข) การทำงานของสวิตชป์ มุ่ มกดแบบ NC ท่ีมา: http://www.engineeringexpert.net/Engineering-Expert-Witness-Blog/tag/normally- open การทำงานของสวติ ช์ป่มุ กดสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1. แบบกดติดปล่อยดับ (Momentary) การทำงานคือ เม่ือมีการกดสวิตช์หน้าสัมผัสทั้งคู่ ดังกล่าวจะเปล่ียนสถานะจาก NO เป็น NC และจาก NC จะเป็น NO แต่เม่ือปล่อยการกดสวิตช์ หน้าสัมผัสทั้งคู่จะกลับสู่สภาวะปกติในแหน่งเดิมโดยใช้แรงผลักดันจากสปริง ดังแสดงในภาพที่ 3.9 (ก) 2. แบบกดติดกดดับ (Alternate) การทำงานคือ เม่ือมกี ารกดสวติ ชห์ น้าสัมผัสทั้งคดู่ ังกล่าว จะเปลี่ยนสถานะจาก NO เป็น NC และจาก NC จะเป็น NO แต่เม่อื ปล่อยการกดสวิตช์หนา้ สัมผัสท้ัง คู่จะถกู ล็อกไว้โดยกลไกลของสวิตช์ซง่ึ สามารถกลับส่สู ภาวะปกติในตำแหน่งเดมิ ไดโ้ ดยโดยกดสวติ ชอ์ ีก คร้งั ทำให้คลายล็อกโดยจะมีแรงผลกั ดนั จากสปริงเพอ่ื ให้เขา้ สสู่ ภาวะปกติ ดงั แสดงในภาพท่ี 3.9 (ข)
19 (ก) (ข) ภาพที่ 3.9 (ก) การทำงานแบบ Momentary และ (ข) การทำงานแบบ Alternate ทมี่ า : https://www.omron-ecb.co.kr/web/en/special/switch/basic02-05 1.1.7 สวิตช่ิงเพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) เป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้า กระแสตรงคงค่าแรงดันแบบหนึ่ง ท่ีทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสสลับโวลต์สูง (220V) เป็น ไฟฟ้ากระแสตรง แรงดันต่ำขนาด 5V หรือ 12V เพ่ือใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีองค์ประกอบดัง แสดงในภาพที่ 3.10 (ข) คอื 1. วงจรฟลิ เตอรแ์ ละเรกตไิ ฟเออร์ ทีท่ ำหน้าที่แปลงแรงดนั ไฟฟ้าสลบั เป็นไฟฟา้ กระแสตรง 2. วงจรคอนเวอร์เตอร์ ทำหน้าท่ีแปลงไฟตรงเป็นไฟสลับความถ่ีสูง และแปลงกลับเป็น ไฟตรงโวลต์ต่ำ 3. วงจรควบคุม ทำหน้าท่ีควบคุมการทำงานของคอนเวอร์เตอร์ เพื่อให้ได้แรงดันเอาต์พุต ตามต้องการ
20 (ก) (ข) ภาพที่ 3.10 (ก) สวติ ชงิ่ เพาเวอร์ซัพพลาย (Switching Power Supply) และ (ข) องค์ประกอบของ สวิตชง่ิ เพาเวอรซ์ ัพพลาย ทม่ี า : https://www.sunpower-uk.com/glossary/what-is-power-supply-regulation/ 1.1.8 ระนาดเอกจำลอง ทำจากไม้มีจำนวนลูกระนาด 8 ลูก ขนาด 45 x 15 x 15 เซนติเมตร สามารถให้เสียงดนตรีข้ันพ้ืนฐาน ได้แก่ โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP จากช่างผู้มีทักษะและฝีมือในการทำระนาด ดังน้ันจึงเหมาะสมใช้ในการทดสอบเพื่อสร้างต้น แบบจำลอง ดงั แสดงในภาพที่ 3.11 ภาพที่ 3.11 ระนาดจำลอง ทำจากไม้ จำนวน 8 ลกู ระนาดพรอ้ มไม้
21 2. วธิ ีดำเนินการวจิ ัย โครงการวิจัยน้ีทำการศึกษาและพัฒนาระนาดเอก 8 ลูกต้นแบบซ่ึงประกอบไปด้วยระบบ สมองกลฝงั ตัวที่สามารถโปรแกรมโน้ตเพลงเพลงไทยเดิม เพื่อนำมาใช้ส่งสัญญาณเป็นจังหวะของการ ฝึกตีระนาด พร้อมกับการใช้เซนเซอร์ตรวจสอบความถูกต้องในการตีและนำไปวิเคราะห์ผลเป็น คะแนน เพือ่ ใช้เปน็ แรงจงู ใจในการหัดเล่นดนตรีไทย ซง่ึ มีวธิ กี ารดำเนินการวจิ ยั ดงั น้ี 2.1 การวางแผน และออกแบบภาพรวมการทำงานของระนาดต้นแบบ ภาพท่ี 3.12 แสดงภาพรวมการทำงานและสว่ นประกอบของระนาดต้นแบบทอี่ อกแบบและวางแผน ในขั้นตอนการวางแผนและออกแบบระนาดเอกต้นแบบ คณะผู้วิจัยได้เลือกใช้ระนาดเอก จำลองแบบ 8 ลูกระนาดท่ีมีเสียงโน้ต โด เร มี ฟา ซอล รา ที และโดเสียงสูง โดยทำการออกแบบ แผ่นสำหรับติดต้ังเซนเซอร์แสงอินฟราเรดและหลอดไดโอดเปล่งแสง จำนวน 8 ชุด ตามจำนวนตัว โน้ตและลูกระนาด และทำการติดตั้งให้เซนเซอร์แต่ละตัวมีความสูงจากลูกระนาดเท่ากันดังแสดงใน ภาพท่ี 3.12 ในส่วนของแท่นวางจะทำการบรรจุบอร์ดสมองกลฝงั ตัวท่ีเลือกใช้ Arduino Mega 2560 ที่จำนวน I/O เพียงพอในการทำงาน รวมถึงวงจรและอุปกรณ์ในการแปลงระบบไฟฟ้า และในส่วน ของด้านหน้าของแท่นวางจะออกแบบให้มีสวิตช์เร่มิ และเลอื กความเร็วในการฝึกหัดบรรเลงระนาดอยู่ 3 ระดับ พร้อมกับวงจรแสดงผลแบบ 7-Segment ท่ีใช้ในการแสดงเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องในการตี ตามจงั หวะของเพลงท่ีกำหนดไว้ใช้ในการฝกึ หดั ทบี่ รรจุไว้ในบอร์ดสมองกลฝังตัว โดยได้ออกแบบสว่ น การทำงาน ดังนี้
22 1. โมดูลส่วนการแปลงเพลงได้เดิมท่ีเลือกไว้ เป็นตัวโน้ตแบบตัวอักษรแบ่งเป็นห้อง โดยการ เก็บข้อมูลในรูปแบบโครงสร้างข้อมูลแบบอาร์เรย์ และบันทึกเก็บไว้ในหน่วยความจำ EEPROM ของ บอร์ด 2. โมดลู การนำทางจงั หวะดว้ ยไดโอดเปลง่ แสง จำนวน 8 หลอด 3. โมดูลการตรวจสอบจังหวะการตขี องเซนเซอร์แสงอินฟราเรด จำนวน 8 ตวั 4. โมดลู การวิเคราะห์คำนวนความถกู ตอ้ งและแสดงผลดว้ ย 7-Segment จำนวน 3 หลกั ภาพที่ 3.13 แผนผังการทำงานของระนาดตน้ แบบ
23 2.2 พัฒนาโปรแกรมส่วนยอ่ ยต่างของระนาดต้นแบบด้วยระบบสมองกลฝังตวั ดังนี้ 2.2.1 พัฒนาโปรแกรมเพื่อสร้างโน้ตเพลงและส่งสัญญาณจังหวะการฝึกตี โดยทำการ พฒั นาโปรแกรมที่ทำการบรรจุโน้ตเพลงในรูปแบบของห้องและจังหวะตามท่ีศกึ ษาไว้ในหนว่ ยความจำ ของบอร์ดสมองกลฝังตวั และทดสอบการอ่านโน้ตเพลงแตล่ ะห้องออกมาแสดงผลผ่าน LED จำนวน 8 หลอดดังแสดงในภาพที่ 18ซึ่งแทนลูกระนาดทั้งแปดลูกตามลำดับ พร้อมท้ังการใช้งานอุปกรณ์ เพียโซอิเล็กทริค (Piezoelectric) ในการเทียบเคียงค่าความถี่กับเสียงของโน้ตต่างๆ เพื่อใช้ในการ ทดสอบการบรรเลงเพลง ภาพที่ 3.14 การทดลองแสดงผลการนำจังหวะบรรเลงโน้ตด้วยบอร์ดสมองกลฝังตัว 2.2.2 พัฒนาโปรแกรมเพื่อทำการแสดงผลตัวเลขคะแนนเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องใน การตี เพ่ือเป็นการสร้างแรงจูงใจในการฝึกหัดให้เยาวชนไทยหันมาสนใจดนตรีไทยและสามารถรู้ ความก้าวหน้าของการฝึก คณะวิจัยจึงต้องการแสดงผลคะแนนเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องในการตี ตาม จังหวะท่ีให้ของผู้ฝึกแต่ละคนจึงต้องมีการแสดงผลตัวเลขคะแนนผ่าน 7-Segment จำนวน 3 หลัก แทนคะแนนเต็ม 100 โดยผ่านการใช้งาน IC ดีโคดเดอร์สัญญาณไบนารีไอซีดังแสดงในภาพท่ี 3.15 และ 3.16 โดยทำการทดลองใส่คา่ เปน็ ตวั เลขระหว่าง 0 - 100 เพอ่ื ทำการตรวจสอบความถูกต้อง
24 ภาพท่ี 3.15 การทดลองแสดงผลคะแนนผ่าน 7-segment ดว้ ย IC Decoder ภาพท่ี 3.16 แสดงโปรแกรมทพ่ี ัฒนาเพื่อทำการแสดงตัวเลขระหว่าง 0 - 100 ผา่ น 7-segment 2.2.3 พัฒนาโปรแกรมตรวจจับการตีด้วยเซนเซอร์แสงอินฟราเรด ทำการพัฒนาการ อ่านค่าระยะทางจาก เซนเซอร์แสงอินฟราเรด (Infrared Proximity Sensor) เพื่อหาค่าระยะทาง และระยะเวลาในการอ่านท่ีเหมาะสมในการแทนจังหวะ \"จังหวะยก\" และ \"จังหวะตี\"โดยจะต้องทำ การพัฒนาโปรแกรมเพื่อนำเปรียบเทียบค่าแรงดันแบบอนาล็อกที่ได้ให้เป็นค่าระยะทางในหน่วย เซนติเมตร เพ่ืออ่านค่าใน จังหวะยก และ จังหวะตี จากน้ันจะทดสอบช่วงระยะเวลาในการอ่านค่า จากเซนเซอร์ทเ่ี หมาะสมใน
25 ภาพที่ 3.17 แสดงการทำงานของ IR Sensor ในการตรวจสอบจงั หวะการยกและจังหวะการตี 2.3 พัฒนาระนาดต้นแบบด้วยระบบสมองกลฝังตัวที่สามารถให้และตรวจสอบสัญญา จังหวะการตีระนาดตามโน้ตพร้อมประเมินความถูกต้อง โดยออกแบบและติดต้ังเซนเซอร์แสง อินฟราเรด (Infrared Proximity Sensor)ให้สามารถตรวจสอบลูกระนาดท้ัง 8 ลูก โดยทำการติดตั้ง ในลักษณะเอียงขึ้นทำมุมกับลูกระนาด เพ่ือให้ได้ความสูงระหว่างลูกระนาดและเซนเซอร์ ในระยะ เท่ากันๆ เพื่อให้การตรวจสอบ จังหวะการยก และ จังหวะการตี มีความผิดพลาดน้อยลง ดังแสดงใน ภาพที่ 3.18 ภาพท่ี 3.18 แสดงการตดิ ของ IR Sensor ในการตรวจสอบจงั หวะ LED การนำจงั หวะของแตล่ ะ ลกู ระนาด
26 (ก) (ข) ภาพท่ี 3.19 แสดงสว่ นประกอบภายนอกของระนาดตน้ แบบ (ก) มมุ มอง Front View และ (ข) มุมมอง Top View ระนาดจำลองทำการติดต้ังอยู่บนกล่องสีดำที่สามารถเคล่ือนย้าย ซ่ึงมีระดับความสูงที่ เหมาะสมในการฝึกหัดตีระนาด โดยมีสวิตช์เปิด-ปิดการทำงาน พร้อมหลอดไฟแสดงสถานะการ ทำงาน อยู่ด้านหน้าดังแสดงในภาพท่ี 3.19 (ก) ในส่วนของด้านบนแท่นมีสวิตช์เพื่อให้เร่ิมการทำงาน ในการฝึกและปรบั ระดบั ความเร็วของจังหวะอยู่ 3 ระดับ พร้อมกับ 7-Segment จำนวน 3 หลักเพ่ือ ทำการแสดงคะแนนความถูกตอ้ งของการฝกึ หัด ดงั แสดงในภาพท่ี 3.19 (ข) ภายในกล่องทำการบรรจุ บอร์ดสมองกลฝังตัวและตัวแปลงไฟฟ้าทำให้ ระนาดต้นแบบนี้สามารถใช้งานกับปลั๊กไฟฟ้าท่ัวไปได้ ทนั ที รวมถงึ การเปิดกลอ่ งเพ่ือทำการบำรงุ รักษา หรอื ปรับเปลี่ยนโปรแกรม หรือ บรรจุโน้ตเพลงใหม่ ดังแสดงในภาพที่ 3.20 ภาพที่ 3.20 แสดงสว่ นประกอบภายในวงจรของอุปกรณ์ต่างๆ ท่เี ช่อื มต่อกบั บอร์ดสมองกลฝังตวั
27 2.4 การทดลองเพ่ือหาประสทิ ธิภาพของระนาดตน้ แบบ ในการตรวจสอบหาประสิทธิภาพการทำงานของระนาดต้นแบบ คณะวิจัยได้ทำการ ทดลองการทำงานในส่วนต่างๆ คือ 1. การหาประสิทธิภาพวงจรแสดงผลตัวเลข (Seven Segment Display) ทำการ ทดลองให้แสดงผลตัวเลขจำนวน 3 หลัก โดยทำการแสดงค่าต้ังแต่ค่าศูนย์ (0) จนถึงค่าหนึ่งร้อย (100) โดยในกรณีที่เปน็ หลักหน่วยจะทำการแสดง 7-Segment แค่หลักเดียว หลักสิบจะทำการแสดง 7-Segment จำนวนสองหลัก และเมื่อตัวเลขมีค่าถึงหลักร้อยจึงจะแสดงสามหลัก โดยเก็บข้อมูลการ ทดลองตามตารางท่ี 3.4 ตารางที่ 3.4 แสดงความถกู ต้องในการแสดงผลค่าทีว่ งจรแสดงผลตัวเลขในช่วงเวลาต่าง ๆ ชว่ ง ค่าความถูกในการแสดงผลวงจรแสดงผลตัวเลข(จำนวนตัวเลข) ค่าเฉล่ยี เวลา คร้ังที่ ครงั้ ท่ี ครงั้ ท่ี ครง้ั ท่ี ครงั้ ท่ี คร้งั ท่ี ครงั้ ที่ ครง้ั ที่ ครัง้ ท่ี ครง้ั ท่ี ความถูกต้อง (วนิ าที) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 (ร้อยละ) คา่ เฉลย่ี รอ้ ยละความถกู ตอ้ งรวม 2. การหาประสิทธิภาพการนำทางจังหวะการตี ทำการทดลองเพ่ือแสดงการนำทาง จังหวะการตีด้วยหลอด LED และ เลเซอร์ LED ซ่ึงติดไว้ของแต่ละลูกระนาด โดยการท่ีโปรแกรม จงั หวะการบรรเลงตวั โน้ตลงไปในลักษระต่างๆ ทีต่ ้องการทดลอง โดยเก็บข้อมูลการทดลองตามตาราง ท่ี 3.5 ตารางที่ 3.5 ประสิทธิภาพความถูกต้องในการนำทางโน้ตจังหวะการตี ค่าความถูกในการนำทาง ค่าเฉลีย่ โนต้ จงั หวะการตี (ร้อยละ) ที่ ลักษณะการใหจ้ งั หวะตัวโนต้ ความถูกต้อง ครง้ั ที่ ครั้งท่ี ครงั้ ท่ี ครัง้ ท่ี ครงั้ ที่ (ร้อยละ) 1234 5 1 2 3 4 5 6 คา่ เฉลีย่ ร้อยละความถูกตอ้ งรวม
28 3. การหาประสิทธิภาพการตรวจจับจังหวะการตี ในการตรวจสอบหาประสิทธิภาพใน การตรวจจับจังหวะการยกและการตี โดยจะทำการทดลองท้ังแบบแยกลูกระนาด และแบบตีต่อเน่ือง ตามลักษณะการใหจ้ งั หวะตัวโน้ต โดยเก็บข้อมลู การทดลองตามตารางที่ 3.6 และ 3.7 ตารางที่ 3.6 ประสทิ ธภิ าพในการตรวจจบั จังหวะการยกและการตี (แยกลกู ระนาด) ระนาด คนที่ ค่าความถกู ต้องการตรวจจับจงั หวะยกและจังหวะตี (ครง้ั ) คนท่ี คา่ เฉลย่ี ลูกท่ี 1 คนที่ คนท่ี คนท่ี คนท่ี คนท่ี คนที่ คนท่ี คนที่ 10 ความถกู ตอ้ ง 23456789 (ร้อยละ) 1 2 3 4 5 6 7 8 คา่ เฉล่ียรอ้ ยละความถูกตอ้ งการจบั จงั หวะการตี (แยกลกู ระนาด) รวม ตารางท่ี 3.7 ประสิทธภิ าพในการตรวจจบั จังหวะการยกและการตี (ตตี ่อเนอื่ ง) คา่ ความถูกต้องการตรวจจบั จังหวะยก คา่ เฉลย่ี ที่ ลกั ษณะการให้จงั หวะตัวโนต้ และจงั หวะตี (ร้อยละ) ความถูกต้อง คร้ังที่ ครง้ั ท่ี ครัง้ ที่ คร้ังที่ ครั้งที่ (ร้อยละ) 1234 5 1 2 3 4 5 6 ค่าเฉล่ยี ร้อยละความถกู ต้องรวม
29 บทท่ี 4 ผลการวิจัย คณะผู้วิจัยได้ทำการออกแบบการทดลองเพ่ือหาประสิทธภิ าพการทำงานของระนาดต้นแบบ โดยทำการทดลองการทำงานในส่วนต่างๆ ดังนี้ 1. ทดลองหาประสิทธภิ าพวงจรแสดงผลตัวเลข (Seven Segment Display) 2. ทดลองหาประสิทธภิ าพการนำทางจังหวะการตี 3. ทดลองหาประสิทธิภาพการตรวจจับจงั หวะการตี 1. การหาประสทิ ธภิ าพวงจรแสดงผลตัวเลข (Seven Segment Display) เป็นการทดลองท่ตี ้องการแสดงผลตัวเลขจำนวน 3 หลัก โดยทำการแสดงค่าตัง้ แต่คา่ ศนู ย์ (0) จนถึง ค่าหนึ่งร้อย (100) โดยในกรณีท่ีเป็นหลักหน่วยจะทำการแสดง 7-Segment แค่หลักเดียวและ หลักสิบจะทำการแสดง 7-Segment จำนวนสองหลัก ส่วนเม่ือตวั เลขมีค่าถึงหลักร้อยจึงจะแสดงสาม หลัก ดังแสดงในภาพที่ 4.1 และทำการทดสอบซ้ำโดยการเปลี่ยนช่วงเวลาในการแสดงแต่ละค่า ตามลำดับคือ 3, 2, 1 และ 0.5 วินาที ซง่ึ ได้ผลการทดลองดงั แสดงในตารางที่ 4.1 ภาพท่ี 4.1 แสดงการกำหนดคา่ หลักในการแสดงผลของวงจรแสดงผลตัวเลข (Seven Segment Display) ทงั้ 3 ตวั ตารางที่ 4.1 ประสิทธภิ าพความถกู ตอ้ งในการแสดงผลคา่ ที่วงจรแสดงผลตัวเลขในชว่ งเวลาตา่ ง ๆ ช่วง ค่าความถกู ในการแสดงผลวงจรแสดงผลตวั เลข (จำนวนตัวเลข) ค่าเฉลย่ี เวลา ครัง้ ที่ ครั้งท่ี ครั้งท่ี คร้งั ท่ี ครง้ั ท่ี ครง้ั ท่ี คร้ังท่ี ครั้งท่ี ครั้งที่ คร้งั ท่ี ความถกู ต้อง (วินาที) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 (รอ้ ยละ) 3 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100.0 2 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100.0 1 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100 100.0 0.5 100 99 97 100 98 97 99 100 99 100 98.9 คา่ เฉลีย่ ร้อยละความถูกตอ้ งรวม 99.72
30 จากผลการทดลองจะพบว่าในการแสดงผลของวงจรแสดงตัวเลข ในช่วงเวลาความถ่ีในการ แสดงผล 0.5 วินาทีมีความผิดพลาดในการแสดงผล คือ เกิดการแสดงผลไม่ทันและข้ามตัวเลขไป บางคร้ัง ทำให้ความ ทำให้คา่ เฉลี่ยความถกู ต้องอยู่ที่ร้อยละ 98.9 ส่งผลให้ค่าความถูกในการแสดงผล วงจรแสดงผลตวั เลขโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 99.72 2. การหาประสทิ ธิภาพการนำทางจังหวะการตี เป็นการทดลองที่ต้องการแสดงการนำทางจังหวะการตีด้วยหลอด LED และ เลเซอร์ LED ซ่ึงติดไว้ของแต่ละลูกระนาด โดยการที่โปรแกรมจังหวะการบรรเลงตัวโน้ตลงไปในลักษระต่างๆ ที่ ต้องการทดลอง และกำหนดค่าตัวเลขแทนตัวโน้ต ตามลำดับ คือ 1) โด 2) เร 3) มี 4) ฟา 5) ซอล 6) ลา 7) ที 8) โด ดงั แสดงในภาพที่ 4.2 โดยทำการทดลองซ้ำในแต่ละลักษณะ จำนวน 5 คร้ังเพื่อนับ จำนวนการผิดพลาด ดงั แสดงในตารางท่ี 4.2 ภาพท่ี 4.2 การกำหนดค่าลำดบั ทข่ี องลูกระนาดที่ใช้ในการทดลองนำทางจังหวะการตี ตารางที่ 4.2 ประสทิ ธภิ าพความถกู ต้องในการนำทางโน้ตจังหวะการตี ค่าความถกู ในการนำทาง โน้ตจังหวะการตี (ร้อยละ) ค่าเฉลี่ย ท่ี ลักษณะการใหจ้ ังหวะตวั โน้ต ครั้งที่ คร้งั ท่ี คร้งั ท่ี คร้งั ที่ ครั้งที่ ความถกู ตอ้ ง 1234 5 (ร้อยละ) 1 1 → 2 → 3 → 4 → 5 → 6 → 7 → 8 100 100 100 100 100 100 100 2 8 → 7 → 6 → 5 → 4 → 3 → 2 → 1 100 100 100 100 100 100 3 1,1 → 2,2 → 3,3 → 4,4 → 5,5 → 6,6 100 100 100 100 100 → 7,7 → 8,8 100 4 8,8 → 7,7 → 6,6 → 5,5 → 4,4 → 3,3 100 100 100 100 100 → 2,2 → 1,1 100 100 100 100 100 100 5 1,3 → 2,4 → 3,5 → 4,6 → 5,7 → 6,8 100 100 100 100 100 100 6 8,6 → 7,5 → 6,4 → 5,3 → 4,2 → 3,1 คา่ เฉล่ียร้อยละความถกู ตอ้ งรวม 100
31 จากผลการทดลองจะพบว่าในการนำทางโน้ตจังหวะการตี สามารถแสดงได้ถูกต้องในทุกๆ ลักษณะในการทดลอง ซึ่งส่งผลผลค่าเฉล่ียความถูกต้องรวมอยู่ท่ีร้อยละ 100 ซึ่งลักษณะท่ีออกแบบ ทำการทดลองจะเป็นไปในลักษณะเดียวกันท่ีเกิดข้ึนในโน้ตเพลง แต่ดว้ ยเหตุผลของความผิดพลาดใน การจดจำและบนั ทกึ ของมนุษยจ์ ึงไม่ใชโ้ น้ตเพลงจริงในการทดลอง 3. การหาประสิทธิภาพการตรวจจบั จงั หวะการตี เป็นการหาประสิทธภิ าพในการตรวจจบั จงั หวะการยก และการตี โดยจะกำหนดให้ค่าลำดับท่ี ใช้ในการทดลอง ดังแสดงในภาพที่ 4.3 ซึ่งจะทำการทดลองท้ังแบบตีแยกลูกระนาด และแบบตี ต่อเน่ืองตามลักษณะการให้จังหวะตวั โน้ต ภาพที่ 4.3 การกำหนดค่าลำดับท่ขี องลูกระนาดที่ใช้ในการทดลองตรวจจับจังหวะการตี 3.1 การทดลองแบบตีแยกลูกระนาดตามลกั ษณะการให้จังหวะตวั โน้ต โดยทำการทดสอบการยกและการตีจำนวน 10 รอบต่อลกู ระนาด จากผู้ทดสอบจำนวน 10 คน ดงั แสดงในตารางท่ี 4.3 ซึ่งทำการบนั ทกึ ข้อมลู เป็นตัวเลขท่ีระนาดตน้ แบบแสดงคา่ การจบั จังหวะการตี ตารางท่ี 4.3 ประสทิ ธภิ าพในการตรวจจบั จงั หวะการยกและการตี (แยกลูกระนาด) ระนาด ค่าความถกู ต้องการตรวจจับจงั หวะยกและจังหวะตี (ครง้ั ) ค่าเฉลี่ย คนที่ คนท่ี คนท่ี คนที่ คนท่ี คนท่ี คนที่ คนที่ คนที่ คนท่ี ความถกู ต้อง ลูกท่ี 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 (ร้อยละ) 1 9 9 9 10 10 10 10 9 9 10 2 10 10 10 9 9 8 10 10 10 9 95 3 10 10 10 10 10 10 10 10 9 9 95 4 10 10 10 10 10 10 10 10 10 10 98 5 10 10 100 10 10 10 10 10 10 10 100 6 9 10 10 10 10 10 10 10 9 9 100 7 10 9 10 10 10 10 10 9 9 9 97 8 10 9 10 10 10 9 9 9 10 9 96 95 คา่ เฉลย่ี ร้อยละความถกู ตอ้ งการจบั จังหวะการตี (แยกลกู ระนาด) รวม 97.5
32 จากผลการทดลองจะพบว่าในการนำทางโน้ตจังหวะการตีของระนาดลูกที่ 1, 2 และ 8 มีร้อยละความถูกต้องน้อยท่ีสุดคือ 95 ซึ่งอาจจะเกิดจากตำแหน่งและมุมท่ีต้องบิดไม้ไปเพ่ือตี ส่วนระนาดลูกท่ี 4 และ 5 มีร้อยละความถูกต้องมากที่สุดคือ 100 รองลงมาคือ ระนาดลูกท่ี 3, 6 และ 7 ตามลำดบั 3.2 การทดลองแบบตีต่อเนอื่ ง ตามลกั ษณะการให้จังหวะตวั โน้ต โดยทำการออกแบบลักษณะการให้จังหวะตัวโน้ต จำนวน 6 แบบ เพ่ือแทนการใช้โน้ตเพลง ซึ่งทำการทดลองจากผู้ทดสอบ จำนวน 5 คน โดยมีความถี่ในการใช้จังหวะคงที่ ดังแสดงในตารางที่ 4.4 และทำการบันทึกข้อมูลร้อยละความถูกต้องที่แสดงจากวงจรแสดงผลตัวเลข ที่ระนาดต้นแบบ แสดงค่าการจับจังหวะการตี (จำนวนจังหวะการตีถกู ตรวจได้/จำนวนจงั หวะการตที ั้งหมด*100) ตารางท่ี 4.4 ประสิทธิภาพในการตรวจจับจงั หวะการยกและการตี (ตีตอ่ เนอื่ ง) ค่าความถกู ต้องการตรวจจบั จงั หวะยก คา่ เฉลีย่ ท่ี ลักษณะการใหจ้ งั หวะตัวโน้ต และจงั หวะตี (รอ้ ยละ) ความถกู ตอ้ ง ครง้ั ท่ี ครงั้ ท่ี คร้ังท่ี ครั้งท่ี ครงั้ ท่ี (ร้อยละ) 1234 5 1 1 → 2 → 3 → 4 → 5 → 6 → 7 → 8 90 93 94 90 95 92.4 2 8 → 7 → 6 → 5 → 4 → 3 → 2 → 1 94 93 95 92 96 94.0 3 1,1 → 2,2 → 3,3 → 4,4 → 5,5 → 6,6 89 89 88 90 90 89.2 → 7,7 → 8,8 87.2 4 8,8 → 7,7 → 6,6 → 5,5 → 4,4 → 3,3 90 88 86 87 85 → 2,2 → 1,1 77 76 79 81 76 77.8 5 1,3 → 2,4 → 3,5 → 4,6 → 5,7 → 6,8 79 73 75 78 73 75.6 6 8,6 → 7,5 → 6,4 → 5,3 → 4,2 → 3,1 คา่ เฉล่ียร้อยละความถกู ต้องรวม 86.2 จากผลการทดลองจะพบว่าประสิทธิภาพในการตรวจจับจังหวะการยก และการตี แบบตอ่ เน่ืองตามลักษณะการให้จงั หวะตัวโนต้ มคี ่าเฉล่ียรอ้ ยละความถูกต้องรวมเท่ากบั ร้อยละ 86.2 โดยพบว่าลักษณะการให้จังหวะตัวโน้ตแบบท่ี 1 และ 2 ท่ีเป็นการตีแบบลูกเดียวไล่ระดับเสียง มีความถูกต้องร้อยละ 92.4 และ 94.0 ตามลำดับ แต่ค่าร้อยละความถูกต้องในการตรวจจับลดลง เม่ือทดสอบการตีในลักษณะการให้โน้ตแบบท่ี 3 และ 4 ซ่ึงเป็นการตีแบบซ้ำในแต่ละตัวโน้ต ซ่ึงได้ค่า ความถูกต้องร้อยละ 89.2 และ 87.2 ตามลำดับ นอกจากนี้ลักษณะการให้โน้ตแบบสลับตัวโน้ต แบบ ที่ 5 และแบบท่ี 6 โดยเป็นการตีแบบสองมือพร้อมกัน ปรากฎว่ามีค่าความถูกต้องลดลง ซ่ึงมีค่าเฉลี่ย รวมอยู่ที่ 77.8 และ 75.6 ตามลำดับ
33 บทท่ี 5 อภิปรายและวจิ ารณผ์ ล สรปุ และข้อเสนอแนะ งานวิจัยน้ีเป็นการประยุกต์ใช้ระบบสมองกลฝังตัวในการพัฒนาระนาดต้นแบบท่ีสามารถส่ง สัญญาณนำทางจงั หวะการตีระนาดสำหรับผู้เริ่มฝึกหัดตีระนาด รวมถึงสามารถตรวจจับความถูกต้อง ในการตจี ังหวะบรรเลงตามเพลงไทยเดมิ ที่กำหนดในรูปแบบของคะแนน สรปุ ผลการทดลอง ระบบสมองกลฝังตวั ท่ีพัฒนาโดยใชบ้ อร์ด Arduino Mega 2560 สามารถใช้ในการพัฒนา ตน้ แบบเคร่ืองฝึกหัดการตรี ะนาดเอกจำนวนแบบ 8 ลกู ระนาด ทมี่ คี วามสามารถในการนำทางจังหวะ การตีของโนต้ เพลงดว้ ยไดโอดเปล่งแสง (Light-Emitting Diode: LED) ซง่ึ มีค่าเฉล่ียความถูกต้องใน การนำทางร้อยละ 100 และมีความสามารถตรวจจบั จังหวะการตีของของผฝู้ กึ หัดด้วยเซนเซอร์แสง อินฟาเรด (IR Sensor) มคี า่ เฉลีย่ ความถูกตอ้ งทีร่ อ้ ยละ 100 แบบแยกลูกระนาด และรอ้ ยละ 86.2 ในการตีแบบต่อเน่ือง โดยคา่ การตรวจจับจะนำไปคำนวณเปน็ คะแนนในการฝึกหัดที่จะใชเ้ ปน็ แรง กระตุ้นและส่งเสรมิ การฝกึ หัด รวมถึงรพู้ ฒั นาความกา้ วหน้าของผู้ฝึก โดยทำการแสดงผลผ่านวงจร แสดงตัวเลข (Seven-Segment) จำนวนสามหลกั ซง่ึ มคี า่ เฉลี่ยความถูกต้องในการแสดงผลร้อยละ 99.72 อภปิ ราย จากผลการทดลองพบวา่ ส่วนของโมดูลการแสดงคะแนนการฝึกหัดด้วยวงจรแสดงผลตัวเลข (Seven Segment Display) จำนวนสามหลักมีค่าเฉล่ียความถูกต้องรวมอยู่ที่ร้อยละ 99.72 ซ่ึงข้อผิดพลาดเกิดข้ึนเม่ือทำการเพ่ิมความถ่ีในการแสดงผลข้อมูลจากท่ีละ 1 วินาที เป็น 0.5 วินาที ตอ่ ค่าตัวเลข ซ่ึงส่งผลต่อการแสดงผลข้อมูลไม่ทัน และข้ามค่าตัวเลขบางตัวไป ทำให้ได้ค่าเฉล่ียความ ถูกต้องลดลงอยู่ท่ีร้อยละ 98.9 แตกต่างจากท่ีใช้ความถ่ีในการแสดงผลข้อมูล 3, 2 และ 1 วินาทีต่อ คา่ ตัวเลข ที่มคี วามถูกต้องเฉล่ียรอ้ ยละ 100 ในส่วนของการทดลองโมดูลนำทางจังหวะการตีเพ่ือฝึกหัดนั้น ผลการทดลองพบว่า การนำ ทางในลักษณะการให้จังหวะตัวโน้ตทั้ง 6 แบบได้ผลค่าเฉล่ียความถูกต้องร้อยละ 100 ซึ่งท้ัง 6 แบบ เป็นรูปแบบที่จะมีลักษณะคล้ายกับการให้จังหวะของโน้ตเพลงจริง ซึ่งเหตุผลท่ีไม่ทำการทดลองหา ประสิทธิภาพความถูกต้องในการนำทางกับโน้ตเพลงจริง เนื่องจากความสามารถในการจดจำโนต้ และ ความผิดพลาดท่ีจะเกดิ ขน้ึ ของมนษุ ยท์ ่ีทำหนา้ ทใ่ี นการบนั ทึกข้อมลู ผลการทดลอง เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์ของระนาดต้นแบบท่ีต้องการสร้างแรงจูงใจ โดยมีการให้คะแนน ความถูกต้องในการฝึกตีระนาดของผู้ฝึกหดั จึงมีการพัฒนาโมดูลทีท่ ำหน้าทใ่ี นการตรวจจับจังหวะการ ตี โดยที่ได้ออกแบบการทดลอง 2 แบบคือ แบบแยกลูกระนาด และ แบบตีต่อเนื่อง ซ่ึงในการทดลอง แบบแยกลูกระนาด นั้นผลการทดลองพบว่า ตำแหน่งการตีในลูกระนาดท่ี 4 และ 5 มีค่าเฉลี่ยความ ถูกต้องในการตรวจจับดีท่ีสุดคือร้อยละ 100 และจะมีค่าลดลงเม่ือตำแหน่งลูกระนาดอยู่ไกลจากมือ
34 ของผู้ตีซง่ึ เป็นตำแหน่งและมุมทต่ี ้องบิดไม้ไปเพื่อตีออกไป โดยได้ค่าเฉล่ียความถูกต้องอยู่ท่ีร้อยละ 95 ในตำแหน่งท่ี 1,2 และ 8 สว่ นผลการทดลองขแบบตตี อ่ เนื่อง จะได้ผลการทดลองดงั น้ี ในลักษณะการ ตแี บบลูกเดียวทั้งแบบที่ 1 และ 2 มีคา่ เฉลย่ี ความถูกต้องในการตรวจจับการตสี ูงถึงรอ้ ยละ 92.4 และ 94.0 ตามลำดับ ซ่ึงน่าจะเกิดจากเปน็ ลักษณะการตีที่งา่ ยและใชไ้ ม้เดยี วในการตตี ามจังหวะการนำทาง และเมื่อมีการทดลองให้มีการตีซ้ำในแต่ละโน้ตในลักษณะการให้จังหวะตัวโน้ตแบบที่ 3 และ 4 จะ พบว่า ค่าเฉล่ียความถูกต้องในการตรวจจับการตีมีค่าลดลงอยู่ท่ีร้อยละ 89.2 และ 87.2 ตามลำดับ ซ่ึงอาจจะเกิดจากช่วงเวลาในการอ่านค่าเซนเซอร์แสงอินฟราเรดของจังหวะการยกและจังหวะการตี ของแต่ละโน้ตที่พัฒนายังไม่เหมาะสม หรือ ความสูงและลักษณะการตีไม้ของผู้ทดลองแต่ละคน แตกต่างกันซ่งึ ไม่ได้ถูกทำการระบใุ ห้เป็นตัวแปรควบคุมในการทดลอง ส่วนในการทดลองลักษณะการ ให้จังหวะตัวโน้ตแบบท่ี 5 และ 6 ซ่ึงเป็นการให้จังหวะที่มีโน้ต 2 ตัวในจังหวะเดียวกันและมีการตี พร้อมกันทั้งสองไม้นั้น มีค่าเฉลี่ยความถูกต้องลดลงอยู่ที่ร้อยละ 77.8 และ 75.6 ตามลำดับ ซ่ึงส่วน หน่ึงนา่ จะเกิดจากลักษณะการทำงานของเซนเซอร์แสงอินฟราเรดที่ไม่ได้มีลักษณะการตรวจสอบเป็น เส้นตรงและพ้ืนท่ีในการติดต้ังเซนเซอร์ของแต่ละตัวโน้ตอยู่ในระยะใกล้กันทำให้เกิดการผิดพลาดเมื่อ มีการเคล่ือนที่ไม้ไปในลักษณะการข้ามโน้ตซึ่งอาจจะไม่ตรงในตำแหน่งของโน้ตน้ัน ๆ ได้พอดี ทำให้ การตรวจสอบค่าจังหวะการตีผิดพลาดไป และความผิดพลาดในการทดลองอีกส่วนหน่ึงอาจจะเกิด จากทกั ษะของผู้ทดสอบแต่ละบุคคลท่ีไม่สามารถควบคุมไดท้ ำให้คา่ ในการตรวจสอบลดลง ขอ้ เสนอแนะ 1. งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนากับเคร่ืองดนตรีไทยประเภทอื่น ๆ เพ่ือให้เกิด การบูรณาการความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ด้านระบบสมองกลฝังตัว เซนเซอร์ และการเขียน โปรแกรม ทำใหเ้ กิดการเผยแพร่ อนุรกั ษ์และส่งเสริมให้เยาวชนมีความสนใจและรจู้ ักเครอ่ื งดนตรีไทย มากขึ้น 2. ควรทดลองการใช้งานเซนเซอร์ประเภทอื่น ๆ หรือเปล่ียนแนวทางกระบวนการในการ วิเคราะห์ตรวจจับจังหวะการตี ท่ีมีประสิทธิภาพมากข้ึน เช่น การใช้ความรู้ในรายวิชา \"สัญญาและ ระบบ\"ในการวิเคราะห์เสียงการตีของผ้ฝู กึ หัดว่าถกู ต้องตามโน้ตหรอื ไม่ ประโยชน์ทเี่ กดิ จากงานวิจัย การลงพื้นท่ีถ่ายทอดองค์ความรู้ในการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับการส่งเสรมิ อนุรักษ์เผยแพรเ่ คร่ืองดนตรีไทย ในงานศิลปะวัฒนธรรมสี่ภาควันที่ 25 – 26 มีนาคม 2559
35 บรรณานกุ รม กฤตนิ ี เงินสมบตั ิ. (2555). ชดุ การสอนสาระดนตรี เรือ่ งอัตราจงั หวะดนตรไี ทย ระดบั ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยทฤษฎีการเรียนรโู้ ดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน. วารสารศิลปกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, 4(1), 142-159. กรณิการ์ชตู ระกลู ธรรม. (2555). การพฒั นาโปรแกรมเลน่ ดนตรไี ทยบนแท็บเลต็ ระบบปฏบิ ัตกิ าร แอนดรอยด์.(ออนไลน์). ปริญญาวทิ ยาศาสตรม์ หาบัณฑิต, มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ระจอม เกลา้ พระนครเหนือ. จมุ พล บำรงุ วงศ์และ เสนยี ์ ศิรไิ ชย. (2549). การออกแบบและวเิ คราะห์ความถ่ีของเสียงระนาดเอก ดว้ ยวิธกี ารไฟไนทเ์ อลเิ มนต์. การประชุมวชิ าการเครือขา่ ยวิศวกรรมเคร่ืองกลแหง่ ประเทศ ไทยครั้งท่ี 20 (18 - 20 ตลุ าคม 2549) จังหวดั นครราชสีมา. ผกามาศ ใจฉลาด. (2556). การสอื่ สารดนตรีไทยผ่านสือ่ ใหม่ของ ดร.อาบทิพย์ ธีรวงศก์ ิจ. (วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญานิเทศศาสตรมหาบณั ฑติ สาขานิเทศศาสตร์, มหาวทิ ยาลัยธรุ กิจ บัณฑติ ย์). พษิ ณุ บุญศรีอนันต์ (2551). การศกึ ษากลอนระนาดเอกและเทคนคิ การบรรเลงระนาดเอกเพลงตระ ในพิธีไหวค้ รดู นตรไี ทยบรรเลงโดย ครูนฐั พงศ์ โสวัตร. (วิทยานพิ นธ์ปริญญาศลิ ปกรรม ศาสตรมหาบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ). พงศ์ธวชั ชพี พมิ ลชยั และ อโณ โชติมณี.สวิตชงิ่ เพาเวอร์ซัพพลายเบ้ืองตน้ . [เว็ปไซต์]. สบื คน้ จาก https://www.cpe.ku.ac.th/~yuen/204471/power/switching_regulator/ วุทธิศกั ดิ์ โภชนกุ ลู . (2546). ผลของการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิท์ าง การเรยี นปฏิบัตขิ ลุ่ยเพียงออของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที 1ี่ . (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑติ , มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์วิทยาเขตปตั ตานี). สรุ รี ตั น์ ประทุมแกว้ . (2554). การพัฒนาชุดฝึกทกั ษะการปฏบิ ัตดิ นตรี \"ขิม\" สำหรบั วงดนตรไี ทย ของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นบำรุงศษิ ยศ์ ึกษา อำเภอสัตหีบ จงั หวัดชลบุรี. วารสาร สารสนเทศ, 12(1), 97-102. สรธัญ พกวดี. (2557). เทคนคิ การตรี ะนาดเอก กรณีศึกษา พนั โทเสนาะ หลวงสนุ ทร. (วทิ ยานิพนธ์ ปริญญา ศิลปศาสตรบณั ฑิต, มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์). หทยั ชนก หมื่นกล้า. (2556). พลงั หลอดไฟ LED (Light emitted diode). วารสารวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี, 36-38. อรวรรณ บรรจงศิลป. (2551). การสอนดนตรีในระดบั ประถามศึกษาทฤษฎีและปฏิบตั ิ. กรุงเทพมหานคร : วทิ ยาลัยดุริยาคศิลป์ มหาวิทยาลยั มหิดล. อทุ ัย ศาสตรา. (2553). การศึกษากระบวนการถ่ายทอดการบรรเลงระนาดเอกของครูประสิทธิ์ ถาวร ศลิ ปินแห่งชาติ.(วิทยานพิ นธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาดนตรีศึกษา, มหาวิทยาลัยจฬุ าลงกรณ)์ . เอกชัย ลลี ารัศมแี ละ สราวุฒิ เดชจรสั โยธนิ . (2554). ระบบอัจฉรยิ ะควบคุมความสวา่ งด้วย โปรโตคอล DALI. วารสารวิจยั พลังงาน,8 (2554/2), 45-53.
36 Janraksukhum, Cand Karnjanadecha, M., (2006). Note recognition for Thai xylophones. Unpublished Master thesis, Prince of Songkhla University Meeanan, L., Trangansri, A., Hongthai, P., Chaisanit, S. and Nimnual, R., 2012, December. The edutainment of virtual music instrument for Thai xylophone (Ranad-ek). In Internet Technology and Secured Transactions, 2012 International Conference for (pp. 546-547). IEEE. Damkliang, K., Kaeoaiad, C. and Chehmasong, S., 2014, January. Ranaad-Xek : A Prototype Design of Traditional Thai Musical Instrument Application for Android Tablet PC. In Proceedings of International Conference on Soft Computing Techniques and Engineering Application (pp. 131-140). Springer India.
37 คณะผูว้ จิ ัย หัวหน้าโครงการวจิ ัย ชอื่ – นามสกลุ : นางพนั ธุ์ธิดา ล้มิ ศรีประพนั ธ์ ตำแหนง่ ทางวชิ าการ : อาจารย์ สถานท่ที ำงาน : คณะเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พบิ ลู สงคราม ทอ่ี ยูป่ ัจจบุ ัน : 77/119 ถนนศรีธรรมไตรปิฎก ตำบลในเมือง อำเภอเมอื ง จงั หวดั พิษณโุ ลก 65000 โทรศพั ท์ : 080-7897776 , 055 – 282792 e–mail : [email protected] ประวตั ิการศึกษา - ระดับปริญญาโท : วิทยาศาสตรมหาบณั ฑติ (เทคโนโลยสี ารสนเทศ) มหาวิทยาลยั นเรศวร - ระดบั ปรญิ ญาตรี : วิทยาศาสตรบัณฑติ (วทิ ยาการคอมพิวเตอร)์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ผลงานทางวชิ าการ/ ประสบการณ์ งานวิจัย - พ.ศ.2559, การพัฒนาระบบสำหรับการวัดพ้ืนผิว 3 มิติโดยภาพสเตอริโอเพื่อการอนุรักษ์ ศิลปะโบราณวัตถุประเภทเครื่องปั้นดินเผาแหล่งทุน:สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.), (ผรู้ ่วมวจิ ยั ) - พ.ศ.2558, การพัฒนาตู้เพาะเหด็ อัตโนมตั ิเพื่อส่งเสริมศักยภาพของชมุ ชนสู่การเกษตรแบบ ยง่ั ยืนแหลง่ ทนุ : สำนกั งานคณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ (วช.), (ผู้ร่วมวิจยั ) - พ.ศ.2554, การสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินในลักษณะโรงเรือน เพ่ือส่งเสริมศักยภาพของชุมชนสู่การเกษตรแบบยั่งยืนแหล่งทุน : สำนักงานคณะกรรมการวิจัย แห่งชาติ (วช.), (หัวหนา้ โครงการวิจัย) ผลงานตพี มิ พ์เผยแพร่ - พันธ์ุธิดา ลิ้มศรีประพันธ์, “การพัฒนาส่ือการสอนออนไลน์เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ของ นักศึกษารายวิชาโครงสร้างข้อมูลและเทคนิคการโปรแกรมคอมพิวเตอร์”, รายงานสืบเน่ืองจาก การประชุมวชิ าการระดับชาติ “พิบูลสงครามวจิ ยั 2558”.(2014) - พันธุ์ธิดา ล้ิมศรีประพันธ์, “การสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินใน ลักษณะโรงเรือนเพื่อส่งเสริมศักยภาพของชุมชนสู่การเกษตรแบบยั่งยืน”, รายงานสืบเน่ืองจาก การประชมุ วิชาการระดบั ชาติ “พบิ ลู สงครามวจิ ัย 2558”.(2014) - ThaweesakTanaram, WachiraLiceprapan, PhantidaLimceprapan, NutteeThungsuk, AreckarnkitChaithanakul, “Development of Electrical Generation System for Small Scale Pig Farm in Thailand Rural Area”, The Asian Conference on Sustainability, Energy and the Environment (in Osaka Japan). (2012). - อรณชิ ปแี หล่, นันทพร สระทองปาน, จิรารตั น์ เอี่ยมสอาด และพันธ์ธุ ดิ า ลิ้มศรปี ระพนั ธ.์ (201ค). การออกแบบเวบ็ ไซตเ์ พอื่ การทอ่ งเท่ยี วโดยใช้NOSTRA Map APIs. นำเสนอผลงาน ภาคบรรยาย (Oral
38 presentation) กลุม่ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ วลัยลักษณว์ ิจยั คร้ังท่ี 10. (28 มีนาคม 2561). - พันธ์ุธดิ า ลมิ้ ศรีประพนั ธ์, วชริ ะ ลมิ้ ศรีประพันธ์, นนธวชั เทียมนาก และศศธิ ร ถาวรศักดิ.์ (2018). การคัดแยกบรรรจุภณั ฑ์เครือ่ งด่ืมโดยใชเ้ ทคนคิ การเรียนรู้เชงิ ลกึ (Deep Learning). นำเสนอผลงาน ภาคบรรยาย (Oral presentation) กลุ่มวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ วลยั ลักษณว์ จิ ัย ครัง้ ท่ี 10. (28 มีนาคม 2561). - นันทพร สระทองปาน, อรณชิ ปีแหล่, จิรารัตน์ เอยี่ มสอาด และพันธธุ์ ดิ า ลม้ิ ศรีประพนั ธ.์ (2018). อลั กอริทึมเพอื่ การคัดแยกลายไทยด้วย Convolutional Neural Network. นำเสนอผลงาน ภาค บรรยาย (Oral presentation) กลุม่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ วลยั ลกั ษณ์วิจยั ครั้งที่ 10. (28 มนี าคม 2561). - อมรรัตน์ ผลนา, พีรพล คำพนั ธ,์ พันธธ์ุ ดิ า ลมิ้ ศรีประพนั ธ์ และจิรารัตน์ เอีย่ มสอาด.(2018). อัลกอรทิ มึ การคัดแยกภาพด้วย Bag of Word เพื่อระบบรกั ษาความปลอดภัย. นำเสนอผลงาน ภาค บรรยาย (Oral presentation) กล่มุ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลย.ี การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติ พบิ ลู สงครามวิจัย ครั้งที่ 4. (23 มนี าคม 2561).
39 ประวัตผิ ู้ร่วมวจิ ัย (1) ชือ่ – นามสกุล : นางสาวจิรารัตน์ เอี่ยมสอาด ตำแหน่งทางวิชาการ : อาจารย์ สถานท่ที ำงาน : คณะเทคโนโลยีอตุ สาหกรรมมหาวทิ ยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ทอ่ี ยู่ปจั จุบนั : 44/1 หมู่ 7 ต. ยางขาว อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์ 60130 โทรศพั ท์ : 09-0896-9020 โทรสาร : 055 – 282792 e-mail : ประวตั กิ ารศกึ ษา - ระดับปริญญาเอก : ดษุ ฎบี ัณฑิต (วิศวกรรมไฟฟ้า) มหาวิทยาลยั นเรศวร - ระดับปริญญาโท : วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑติ (วศิ วกรรมไฟฟา้ ) มหาวทิ ยาลัยนเรศวร - ระดับปรญิ ญาตรี : วศิ วกรรมศาสตรบณั ฑิต (วิศวกรรมไฟฟ้า) มหาวทิ ยาลยั นเรศวร ผลงานทางวชิ าการ/ ประสบการณ์ ผลงานตพี ิมพ์เผยแพร่ - PaisarnMuneesawang, SuchartYammen, ThanapoomFuangpian, JiraratIeamsaard, “Morphology-Based Automatic Visual Inspection for SJB Defect on HGA,” The 4th International Data Storage Technology Conference. (2012) - JiraratIeamsaard, BowornTangdee, SuchartYammen, PaisarnMuneesawang, “Solder Joint and Styrofoam Bead Detection in HDD Using Mathematical Morphology,” The International Computer Science and Engineering Conference, Mahidol University (2012) - KiatchaiBanlupholsakul, JiraratIeamsaard, PaisarnMuneesawang, “Re-Ranking Approach to Mobile Landmark Recognition,” Computer Science and Engineering Conference (ICSEC), 2014 International, KhonKaen (2014) - JiraratIeamsaard, SuchartYammen, PaisarnMuneesawang, “Vertical edge detection-based automatic optical inspection for solder jet ball joint defect on Head GimbalAssembly,”12th International Conference on Electrical Engineering/Electronics, Computer, Telecommunications and Information Technology (ECTI-CON), Hua Hin, Thailand. (2015) - JiraratIeamsaard, ThanapoomFuangpian, “Chapter 4: Automated Optical Inspection for Solder Jet Ball Joint Defects in The Head Gimbal Assembly Process,” Wiley-ISTE (2015) - JiraratIeamsaard, PaisarnMuneesawang, FrodeEikaSandnes, “Image based contamination detection on hard disk head gimbal assembly,” The 11th
40 International Conference on Signal Image Technology & Internet Systems (SITIS 2015 ; accepted) - JiraratIeamsaard, SuchartYammen, PaisarnMuneesawang, FrodeEikaSandnes, “Vertical Edge Detection-Based Automatic Optical Inspection of HGA Solder Jet Ball Joint Defects,” ECTI Transactions on Computer Eng, Computer and Information Technology. (2015; accepted). ประสบการณ์ฝึกงาน - บริษทั เวสเทริ ์นดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด (เมษายน – สิงหาคม พ.ศ. 2556) งานวิจัย - Automatic visual inspection in HDD manufacturing, Image processing, Computer vision, Machine learning and Pattern recognition.
41 ประวัตผิ ู้ร่วมวจิ ยั (2) ช่ือ – นามสกลุ : นายชติ ณรงค์ เพ็งแตง ตำแหนง่ ทางวิชาการ : อาจารย์ สถานท่ีทำงาน : คณะเทคโนโลยีอตุ สาหกรรมมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพบิ ูลสงคราม ทีอ่ ยปู่ ัจจุบนั : 173 หมู่ 2 ต.คลองคะเชนทร์ อ.เมอื ง จ.พิจิตร 66000 โทรศัพท์ : 055 – 282792 โทรสาร : 055 – 282792 e-mail : ประวัตกิ ารศกึ ษา - ระดับปรญิ ญาโท :วศิ วกรรมศาสตรมหาบณั ฑิต (วิศวกรรมคอมพวิ เตอร์) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - ระดับปริญญาตรี: วทิ ยาศาสตรบัณฑติ (คอมพวิ เตอรอ์ ตุ สาหกรรม) มหาวิทยาลยั ราชภัฏพิบูลสงคราม ผลงานทางวชิ าการ/ ประสบการณ์ ผลงานตพี มิ พ์เผยแพร่ - C. Phengtaeng and L. Ramingwong. \"SimTEST: A Game Approach to Designing Good Test Cases”, The 7th Conference on Software, Knowledge, InformationManagement and Applications (Skima2013) ทจ่ี ัดขึน้ โดยวิทยาลัย ศลิ ปะ สอ่ื และเทคโนโลยี (CAMT) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
42 ประวัติผู้ชว่ ยวิจัย : นาย สมเจตน์ ทองดี ชื่อ- นามสกลุ : นกั วิชาการคอมพวิ เตอร์ ตำแหนง่ : คณะเทคโนโลยอี ุตสาหกรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏพบิ ลู สงคราม หนว่ ยงาน ต. พลายชมุ พล อ. เมือง จ. พษิ ณุโลก 65000 e-mail : [email protected] ประวตั กิ ารศกึ ษา : วทิ ยาศาสตร์บัณฑิต (วท.บ.) สาขา คอมพิวเตอร์อตุ สาหกรรม คณะเทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม มหาวิทยาลยั ราชภัฏพิบลู สงคราม
Search
Read the Text Version
- 1 - 42
Pages: