กำเนิดเอกภพเร่ิมนับจำกจุดท่ีเรียกว่ำ บิกแบง (Big Bang) “บิกแบง” เป็ นช่ือที่ใช้เรียกทฤษฎีกำเนิดเอกภพทฤษฎีหนึ่ง ปัจจุบัน ทฤษฎบี กิ แบงเป็ นทย่ี อมรับมำกขึน้ เพรำะมีปรำกฏกำรณ์หลำยอย่ำง ท่สี อดคล้องหรือเป็ นไปตำมทฤษฎบี กิ แบง ก่อนกำรเกิดบิกแบง เอกภพเป็ นพลังงำนล้วน ๆ ภำยใต้ อณุ หภูมิทสี่ ูงยง่ิ จุดบกิ แบงจึงเป็ นจุดทพี่ ลงั งำนเริ่มเปลย่ี นเป็ นสสำร คร้ังแรก เป็ นจุดเริ่มต้นของเวลำและอวกำศ
ปัจจุบันเอกภพประกอบด้วยกำแล็กซีจำนวนเป็ นแสนล้ำน แห่ง ระหว่ำงกำแล็กซีเป็ นอวกำศท่ีเวิง้ ว้ำงกว้ำงไกล เอกภพจึงมี ขนำดใหญ่มำก โดยมีรัศมีไม่น้อยกว่ำ 15,000 ล้ำนปี แสง และ มีอำยุประมำณ 15,000 ล้ำนปี ภำยในกำแล็กซีแต่ ละแห่ ง ประกอบด้วยดำวฤกษ์จำนวนมำกมำย รวมท้ังแหล่งกำเนิด ดำวฤกษ์ทเี่ รียกว่ำ เนบวิ ลำ และทว่ี ่ำง โลกของเรำเป็ นดำวเครำะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ ซ่ึงเป็ น สมำชิกหนึ่งของกำแลก็ ซีของเรำ
บิกแบง เป็ นทฤษฎีที่อธิบำยถึงกำรระเบิดใหญ่ท่ีทำให้ พลังงำนส่วนหนึ่งเปล่ียนเป็ นเนื้อสำร มีวิวัฒนำกำรต่ อเนื่องจน เกิดเป็ นกำแล็กซี เนบิวลำ ดำวฤกษ์ ระบบสุริยะ โลก ดวงจันทร์ มนุษย์ และส่ิงมชี ีวติ ต่ำง ๆ
ขณะเกดิ บกิ แบง มเี นื้อสำรเกดิ ขนึ้ ในรูปของอนุภำคพืน้ ฐำน ช่ือ ควำร์ก (Quark) อเิ ลก็ ตรอน (Electron) นิวทริโน (Neutrino) และโฟตอน (Photon) ซ่ึงเป็ นพลังงำนด้วย เม่ือเกิดอนุภำคก็จะ เกิดปฏิอนุภำค (Anti-particle) ที่มีประจุไฟฟ้ำตรงข้ำม ยกเว้น นิวทริโนและแอนตินิวทริโน ไม่มีประจุไฟฟ้ำ เม่ือปฏิอนุภำคพบ กับอนุภำคชนิดเดียวกันจะหลอมรวมกัน เนื้อสำรเปลี่ยนไปเป็ น พลงั งำนจนหมดสิ้น
ถ้ำเอกภพมีจำนวนอนุภำคเท่ำกบั ปฏอิ นุภำคพอดี เม่ือพบกนั จะกลำยเป็ นพลังงำนท้ังหมด ก็จะไม่เกิดกำแล็กซี ดำวฤกษ์ และ ระบบสุริยะ โชคดีท่ีในธรรมชำติมีอนุภำคมำกกว่ำปฏิอนุภำค ดงั น้ันเม่ือปฏอิ นุภำคพบกบั อนุภำค นอกจำกจะได้พลงั งำนเกดิ ขึน้ แล้ว ยังมีอนุภำคเหลืออยู่ และนี่คืออนุภำคที่ก่อกำเนิดเป็ นสสำร ของเอกภพในปัจจุบัน
หลงั บิกแบงเพียง 10-6 วนิ ำที อุณหภูมิของเอกภพจะลดลง เป็ นสิบล้ำนล้ำนเคลวิน ทำให้ควำร์กเกิดกำรรวมตัวกัน กลำยเป็ น โปรตอน (นิวเคลยี สของไฮโดรเจน) และนิวตรอน หลงั บกิ แบง 3 นำที อุณหภูมิของเอกภพลดลงเป็ นร้อยล้ำน เคลวิน มีผลให้ โปรตอนและนิวตรอนเกิดกำรรวมตัว เป็ น นิวเคลยี สของฮีเลยี ม ในช่วงแรก ๆ นี้ เอกภพขยำยตวั อย่ำงเร็วมำก
นิวเคลยี สของฮีเลยี ม ประกอบด้วยโปรตอน (p) 2 อนุภำค และนิวตรอน (n) 2 อนุภำค
หลงั บิกแบง 300,000 ปี อณุ หภูมลิ ดลงเหลือ 10,000 เคลวนิ นิวเคลียสของไฮโดรเจนและฮีเลียม ดึงอิเล็กตรอนเข้ำมำอยู่ใน วงโคจร เกดิ เป็ นอะตอมไฮโดรเจนและฮีเลยี ม ตำมลำดบั กำแล็กซีต่ำง ๆ เกิดหลังบิกแบง อย่ำงน้อย 1,000 ล้ำนปี ภำยในกำแล็กซีมีธำตุไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็ นสำรเบื้องต้น ซ่ึง ก่อกำเนิดเป็ นดำวฤกษ์รุ่นแรก ๆ ส่วนธำตุต่ำง ๆ ท่ีมีมวลมำกกว่ำ ฮีเลยี มเกดิ จำกดำวฤกษ์ขนำดใหญ่
อะตอมของไฮโดรเจน อะตอมของฮีเลยี ม
ฮับเบิล เป็ นนักดำรำศำสตร์ชำวอเมริกัน ที่ ค้นพบว่ำ กำแลก็ ซีจะเคล่ือนท่ไี กลออกไปด้วย ควำมเร็วท่ีเพ่ิมขึ้นตำมระยะห่ำง กำแล็กซีท่ี อยู่ไกล ย่ิงเคล่ือนที่ห่ ำงออกไปเร็ วกว่ ำ กำแล็กซีท่ีอยู่ใกล้ นั่นคือเอกภพขยำยตัว จำก ควำมเข้ ำใจในเร่ื องนี้ทำให้ นักดำรำศำ สตร์ สำมำรถคำนวณอำยุของเอกภพได้
อำร์โน เพนเซียส กำรค้นพบอุณหภูมิของเอกภพใน โรเบิร์ต วลิ สัน ปัจจุบันหรืออุณหภูมิพื้นหลัง เป็ นกำร ค้นพบโดยบังเอิญของนักวิทยำศำสตร์ ชำวอเมริกนั 2 คน คือ อำร์โน เพนเซียส และโรเบิร์ต วิลสัน แห่งห้องปฏิบัติกำร เบลเทเลโฟน
เมื่อปี พ.ศ.2508 ขณะน้ัน อำร์โน เพนเซียส และโรเบิร์ต วิลสัน กำลังทดสอบระบบเครื่ องรับสัญญำณของกล้องโทรทรรศน์ วิทยุ ปรำกฏว่ำมีสัญญำณรบกวนตลอดเวลำ ไม่ว่ำจะเป็ นกลำงวันหรือ กลำงคืน หรือฤดูต่ำง ๆ แม้เปล่ียนทิศทำงและทำควำมสะอำด สำยอำกำศแล้วกย็ งั มสี ัญญำณรบกวนอยู่เช่นเดมิ ต่อมำทรำบภำยหลังว่ำเป็ นสัญญำณที่เหลืออยู่ในอวกำศ เทียบได้ กับพลังงำนของกำรแผ่รังสีของวัตถุดำที่มีอุณหภูมิประมำณ 3 เคลวนิ หรือประมำณ -270 องศำเซลเซียส
ดงั น้ันกำรพบพลังงำนจำกทุกทิศทุกทำงในปริมำณท่ีเทียบ ไ ด้ กั บ พ ลัง ง ำ น ท่ี เ กิ ด จ ำ ก ก ำ ร แ ผ่ รั ง สี ข อ ง วั ต ถุ ด ำ ท่ี มี อุ ณ ห ภู มิ ประมำณ 3 เคลวนิ จึงเป็ นอกี ข้อหนึ่งท่ีสนับสนุนทฤษฎีบิกแบงได้ เป็ นอย่ำงดี
ทฤษฎกี ำรก่อกำเนิดเอกภพ ควอซำร์ (Quasars) ซุปเปอร์โนวำ (Supernova) ดำวนิวตรอน (Neutron star) เนบวิ ลำ (Nebula) หลุมดำ (Black Hole)
ควอซำร์ (Quasars) ควอซำร์ (Quasars) วตั ถุคล้ำยดำวที่ว่ำนีม้ คี วำมสว่ำงมำกที่สุดในจกั รวำล และอยู่ใน กำแลก็ ซี่ทไ่ี กลท่ีสุดเท่ำทเ่ี รำจะเห็นได้ ทำให้นักดำรำศำสตร์งนุ งงอยู่เป็ นเวลำนำนหลำยปี ว่ำ ควอซำร์คืออะไร ที่แน่ๆ มนั ไม่ใช่ท้งั กำแลก็ ซี่และซูปเปอร์โนวำ แต่ปัจจุบนั นักดำรำศำสตร์รู้ แล้วว่ำควอซำร์คือหลมุ ดำยกั ษ์ (Supermassive Black Holes) ซึ่งมมี วลมำกกว่ำดวงอำทติ ย์ หลำยร้อยล้ำนเท่ำในบริเวณใจกลำงกำแลก็ ซีขนำดใหญ่ ซ่ึงอยู่ไกลจำกโลกหลำยพนั ล้ำนปี แสง หลมุ ดำยกั ษ์ถูกล้อมรอบด้วยวงแหวนก๊ำซและฝ่ นุ ขนำดมหึมำและนี่คืออำหำรของมนั ด้วย ในแต่ละปี หลมุ ดำยกั ษ์จะกนิ สสำรในวงแหวนในปริมำณเท่ำกบั มวลของดำวฤกษ์รวมกนั 1 พนั ดวง โดยขณะทม่ี นั ดูดกลืนสสำรในวงแหวนอยู่น้ัน สสำรจะเกดิ ควำมร้อนทำให้เกดิ กำร แผ่พลงั งำนในปริมำณมหำศำลออกมำในรูปคล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้ำในหลำยช่วงคลื่น ท้ังรังสี เอก็ ซ์ คล่ืนแสงท่ีสำยตำมนุษย์มองเห็น และรังสีอนิ ฟรำเรด ควำมสว่ำงทีป่ รำกฏคือ ส่ิงท่เี รำ เรียกว่ำ \"ควอซำร์\" แต่เรำกไ็ ม่สำมำรถจะมองเห็นตัวหลมุ ดำยกั ษ์ได้ ควอซำร์มขี นำดเท่ำ ระบบสุริยะ มนั เลก็ มำกเมื่อเปรียบเทยี บกบั ขนำดของกำแลก็ ซี่ทัว่ ไปทมี่ คี วอซำร์อยู่ ซ่ึงมเี ส้น ผ่ำนศูนย์กลำงประมำณ 6,000 - 50,000 ปี แสง แต่ควอซำร์แผ่รังสีมำกกว่ำกำแลก็ ซีถึง 100 เท่ำ
ซุปเปอร์โนวำ (Supernova) ซุปเปอร์โนวำ (Supernova) หรือ มหำนวดำรำ คือกำรระเบิดของดวงดำว ขนำดใหญ่บริเวณอวกำศทก่ี ว้ำงใหญ่ไพศำล เป็ นจุดอวสำนของดวงดำวขนำดยกั ษ์ ผลกำรระเบิดจะเกดิ เป็ นแสงส่องโชตชิ ่วงเท่ำกบั ควำมสว่ำงของดวงอำทติ ย์นับ พนั ล้ำนดวงรวมกนั และภำยในระยะเวลำไม่กเ่ี ดือนดำวทถี่ งึ จุดจบจะหมดแสง ร่องรอยเหลือทงิ้ เห็นเป็ นฝ่ ุนละอองบำงๆ หรือเนบวิ ลำ นักวทิ ยำศำสตร์พบว่ำในดำวทีม่ ขี นำดใหญ่ เมื่อเชื้อเพลงิ นิวเคลยี ร์ทมี่ ีอยู่ถูก เผำไหม้หมดไป ดำวจะเกดิ กำรระเบดิ อย่ำงรุนแรง โดยผวิ นอกของดำวจะระเบดิ ตวั กระจำยอยู่รอบๆ ส่วนแกนกลำงของดำวจะยุบตวั ลงอย่ำงรวดเร็ว กำรยบุ ตวั นีอ้ ำจ ทำให้ดำวกลำยสภำพเป็ นดำวแคระขำว ดำวนิวตรอน หรือหลุมดำ ในกำแลค็ ซี่ของ ทำงช้ำงเผือกของเรำยงั คงมเี ศษหลงเหลือจำกซุปเปอร์โนวำอยู่ เช่น Grab Nebula ซ่ึงระเบดิ เมื่อพ.ศ.1597 Tycho\"s Star ระเบดิ เม่ือพ.ศ.2115 และ Kepler\"s Star ระเบดิ เมื่อปี 2147
ดำวนิวตรอน (Neutron star) ดำวซ่ึงมมี วลอยู่ในช่วงระหว่ำง 1.5 ถึง 3 เท่ำของดวงอำทติ ย์ ซึ่งได้ยุบตัวลงเน่ืองจำก แรงโน้มถ่วงของตวั เอง องค์ประกอบของดำวประกอบด้วยล้วน ๆ ดำวนิวตรอนมขี นำดเล็ก มำก มเี ส้นผ่ำนศูนย์กลำงเพยี งประมำณ 10 กโิ ลเมตร และมคี วำมหนำแน่นประมำณ 1017 กโิ ลกรัมต่อลูกบำศก์เมตร เม่ือดำวฤกษ์ได้เผำผลำญเชื้อเพลิงนิวเคลยี ร์ในใจกลำงดำวไปจนหมด แกนกลำงของ ดำวจะยบุ ตวั ลงพร้อม ๆ กบั แรงดนั จำกภำยในลดลง สำหรับดำวทีม่ มี วลมำกกว่ำ 1.4 เท่ำของ ดวงอำทิตย์ ดำวจะเกดิ กำรระเบิดขนึ้ อย่ำงรุนแรงเป็ น จนกระท่ังแรงดนั ภำยในแกนกลำง สมดุลย์กบั แรงโน้มถ่วง แรงระเบิดจะปัดเป่ ำเนื้อดำวส่วนใหญ่ให้กระจำยออกไปในอวกำศ สำหรับดำวที่มมี วลมำกกว่ำน้ันและมมี วลหลงเหลือจำกกำรระเบิดมำกกว่ำ 3 เท่ำของ ดวงอำทิตย์ แรงดนั ภำยในจะไม่สำมำรถทำนแรงโน้มถ่วงของดำวได้ และแกนกลำงจะยุบตัว ต่อไปอย่ำงไม่หยดุ ย้งั จนกระทั่งกลำยเป็ น ในกรณที ด่ี ำวมมี วลมำกกว่ำขดี จำกดั ของจันทรสิกขำร์ แรงจำกอเิ ลก็ ตรอนจะไม่ สำมำรถยบั ย้งั กำรยบุ ตวั ของดำวได้อกี ดำวจะยุบตัวลงจนอดั นิวเคลยี สของอะตอมต่ำงๆเข้ำ ใกล้กนั เกดิ เป็ นวตั ถุท้องฟ้ำชนิดใหม่ ท่ีประกอบด้วยอนุภำคนิวตรอน หรือท่ีรู้จักกนั ในชื่อ \"ดำวนิวตรอน\"
เนบวิ ลำ (Nebula) เนบวิ ลำ (Nebula) คือ กลุ่มของก๊ำซและฝ่ ุนผงทร่ี วมตวั กนั อยู่ในอวกำศ เนบวิ ล่ำมำจำก ภำษำลำตินแปลว่ำ \"เมฆ\" เพรำะเมื่อเรำใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดู จะเห็นเป็ นฝ้ำขำวคล้ำยกลุ่ม เมฆ เนบวิ ล่ำเป็ นวตั ถุหน่ึงในเอกภพทมี่ คี วำมสำคญั มำกๆ เพรำะดำวฤกษ์หรือดำวเครำะห์ล้วน เกดิ ขนึ้ มำจำกเนบวิ ล่ำท้งั สิ้น เนบวิ ล่ำทเี่ รำเห็นน้ันควำมจริงมขี นำดใหญ่โตมโหรำฬมำก บ้ำงกม็ ี เส้นผ่ำศูนย์กลำงถึง 10 ปี แสง บ้ำงกใ็ หญ่กว่ำระบบสุริยะของเรำถึง 10 เท่ำ เช่นเนบวิ ล่ำสว่ำง M42 ในกลุ่มดำวนำยพรำน ซ่ึงกำลงั ก่อตัวให้เกดิ ระบบสุริยะใหม่ สำมำรถก่อกำเนิดดำวฤกษ์ใหม่ได้นับ พนั ดวง และเนบวิ ล่ำส่วนใหญ่จะไกลจำกเรำมำกนับ 10 นับ 100 ปี แสง แต่ไม่ไกลเกนิ ระบบทำง ช้ำงเผือกของเรำ เพรำะเนบิวล่ำเป็ นสมำชิกส่วนหน่ึงของกำแลกซี่ทำงช้ำงเผือก แบ่งเนบวิ ล่ำ ออกเป็ น 4 กลุ่มใหญ่คือ 1. Emission nebulae หรือเนบวิ ล่ำมแี สงในตวั เอง 2. Reflective nebulae หรือเนบวิ ล่ำสะท้อนแสง 3. Planetary nebular หรือเนบวิ ล่ำดำวเครำะห์ 4. Dark nebulae หรือ เนบวิ ล่ำมืด
หลมุ ดำ (Black Hole) ในจกั รวำลอนั กว้ำงใหญ่ ยงั มสี ่ิงลกึ ลบั มำกมำยทรี่ อให้มนุษย์ได้ค้นหำคำตอบ หนึ่งใน น้ันคือ วตั ถุลกึ ลบั ทร่ี ู้จักกนั ในนำม หลมุ ดำ (Black Hole) ตลอดหลำยสิบปี ทีผ่ ่ำนมำ นักวทิ ยำศำสตร์ต่ำงพำกนั ศึกษำเพื่อหำคำตอบถึงกำรมอี ยู่จริงของเจ้ำวตั ถุลกึ ลบั ที่ว่ำนี้ “หลุมดำ คือ หลุมในอวกำศทีส่ ำมำรถดูดทุกสิ่งทหี่ ลงเข้ำไปใกล้รัศมขี องมนั ได้ ไม่ เว้นแม้แต่แสง” ตำมทฤษฎฟี ิ สิกส์ หลุมดำ เกดิ จำกกำรท่ดี ำวฤกษ์ ซ่ึงใช้ปฏิกริยำนิวเคลยี ร์ในกำร ก่อให้เกดิ แสงสว่ำงและพยงุ ไม่ให้ดำวท้ังดวงเกดิ กำรยบุ ตวั ได้ทำกำรเผำไหม้เชื้อเพลงิ นิวเคลยี ร์จนหมดไปเป็ นเหตุให้เกดิ กำรระเบิดตวั อย่ำงรุนแรง ท่เี รียกว่ำ ซุปเปอร์โนวำ (Supernova) ผวิ นอกของดำวจะระเบดิ ตวั กระจำยอยู่รอบๆส่วนแกนกลำงจะยบุ ตวั อย่ำง รวดเร็ว ซึ่งจำกกำรยบุ ตวั นีไ้ ด้ทำให้เกดิ ดำวแคระขำว และดำวนิวตรอนหรือหลุมดำ โดยดำว ฤกษ์ท่ีมมี วลน้อยกว่ำ 1.4 เท่ำของดวงอำทติ ย์จะเกดิ เป็ นดำวแคระขำว แต่หำกดำวฤกษ์มมี วล มำกกว่ำ 1.4 เท่ำของดวงอำทิตย์ กจ็ ะก่อให้เกดิ วตั ถุชนิดใหม่คือ ดำวนิวตรอน
ระบบสุริยะประกอบดว้ ยดวงอาทิตยเ์ ป็นศูนยก์ ลางและ เหล่าสมาชิกโคจรโดยรอบ คือ ดาวเคราะห์ 9 ดวง บริวาร ของดาวเคราะห์ ดาวหาง ดาวเคราะห์นอ้ ยและอกุ กาบาต
ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ดวงหนงึ่ อยใู่ นอาณาจกั แหง่ ดวงดาว ท่ี เรียกวา่ กาแลก็ ซที างช้างเผือก (The milky Way) หรือ กาแลก็ ซขี องเรา
ดาวพธุ เป็นดาวเคราะห์ท่ีอยใู่ กลด้ วง อาทิตยม์ ากที่สุด มีอุณหภูมิ 400 องศาเซลเซียส แต่ดา้ นหน่ึงมี อุณหภูมิต่ามาก โคจรรอบดวงอาทิตย์ ใชเ้ วลา 88 วนั และหมุนรอบตวั เอง 59 วนั
ดาวศุกร์ มีขนาดใกลเ้ คียงกบั โลก มีพ้นื ผวิ แหง้ แลง้ โคจรรอบดวงอาทิตย์ ใชเ้ วลา 225 วนั และหมุนรอบตวั เอง 243 วนั
โลก มีสภาวะเหมาะสมท่ีสามารถก่อกาเนิด สิ่งมีชีวติ และดารงชีวติ อยไู่ ด้ โคจรรอบ ดวงอาทิตย์ ใชเ้ วลา 1 ปี และหมุนรอบ ตวั เอง 1 วนั มีดวงจนั ทร์เป็นบริวาร 1 ดวง
ดาวองั คาร จากการสารวจของยานไวกิ้ง พบวา่ มีลกั ษณะพ้นื ผวิ สีแดง เตม็ ไปดว้ ย กอ้ นหิน ไม่พบส่ิงมีชีวติ มีดวงจนั ทร์เป็น บริวาร 2 ดวง
ดาวพฤหสั บดี เป็นดาวเคราะห์ใหญ่ท่ีสุด มีดวงจนั ทร์เป็นบริวาร 16 ดวง
ดาวเสาร์ เป็นดาวเคราะห์ท่ีมี ความสวยงามมาก เพราะมีวงแหวน ลอ้ มรอบ 7 ช้นั มีดวงจนั ทร์เป็นบริวาร 18 ดวง
ดาวยเู รนสั หรือมฤตยู มีดวงจนั ทร์เป็นบริวาร 21 ดวง
ดาวเนปจูน หรือดาวเกตุ มีดวงจนั ทร์เป็นบริวาร 8 ดวง
ดาวพลโู ต หรือดาวยม เป็นดาวเคราะห์ท่ีไกลสุดและเลก็ ท่ีสุด มีดวงจนั ทร์
ดำรำจกั ร • ดำรำจกั ร หรือ กำแลก็ ซี (องั กฤษ: galaxy) เป็ นกล่มุ ของดำวฤกษ์นับล้ำนดวง กบั สสำรระหว่ำงดำวอนั ประกอบด้วยแก๊ส ฝ่ ุน และสสำรมืด[1][2] รวมอย่ดู ้วยกนั ด้วย แรงโน้มถ่วง คำนีม้ ที มี่ ำจำกภำษำกรีกว่ำ galaxias [γαλαξίας] หมำยถึง \"นำ้ นม\" ซ่ึงส่ือโดยตรงถงึ ดำรำจกั รทำงช้ำงเผือก (Milky Way) ดำรำจักร โดยท่ัวไปมีขนำดน้อยใหญ่ต่ำงกนั นับแต่ดำรำจักรแคระทม่ี ดี ำวฤกษ์ประมำณสิบ ล้ำนดวง[3] ไปจนถึงดำรำจกั รขนำดยกั ษ์ทม่ี ดี ำวฤกษ์นับถึงล้ำนล้ำนดวง[4] โคจร รอบศูนย์กลำงมวลจุดเดยี วกนั ในดำรำจักรหน่ึง ๆ ยงั ประกอบไปด้วยระบบดำว หลำยดวง กระจุกดำวจำนวนมำก และเมฆระหว่ำงดำวหลำยประเภท ดวงอำทติ ย์ ของเรำเป็ นหน่ึงในบรรดำดำวฤกษ์ในดำรำจักรทำงช้ำงเผือก เป็ นศูนย์กลำงของ ระบบสุริยะซ่ึงมโี ลกและวตั ถุอื่น ๆ โคจรโดยรอบ
ในอดตี มกี ำรแบ่งดำรำจกั รเป็ นชนิดต่ำง ๆ โดยจำแนกจำกลกั ษณะทมี่ องเห็นด้วยตำ รูปแบบทพ่ี บโดยทวั่ ไปคือดำรำจักรรี (elliptical galaxy)[5] ซึ่งปรำกฏให้เห็น เป็ นรูปทรงรี ดำรำจกั รชนิดก้นหอย (spiral galaxy) เป็ นดำรำจกั รรูปร่ำงแบน เหมือนจำน ภำยในมแี ขนฝ่ ุนเป็ นวงโค้ง ดำรำจักรทมี่ รี ูปร่ำงไม่แน่นอนหรือแปลก ประหลำดเรียกว่ำดำรำจักรแปลก (peculiar galaxy) ซ่ึงมกั เกดิ จำกกำรถูก รบกวนด้วยแรงโน้มถ่วงของดำรำจกั รข้ำงเคยี ง อนั ตรกริ ิยำระหว่ำงดำรำจักรใน ลกั ษณะนีอ้ ำจส่งผลให้ดำรำจักรมำรวมตวั กนั และทำให้เกดิ สภำวะทด่ี ำวฤกษ์มำจบั กล่มุ กนั มำกขนึ้ และกลำยสภำพเป็ นดำรำจักรทส่ี ร้ำงดำวฤกษ์ใหม่อย่ำงบ้ำคลงั่ เรียกว่ำดำรำจกั รชนิดดำวกระจำย (starburst galaxy) นอกจำกนีด้ ำรำจักรขนำด เลก็ ทปี่ รำศจำกโครงสร้ำงอนั เชื่อมโยงกนั กม็ กั ถูกเรียกว่ำดำรำจักรไร้รูปแบบ (irregular galaxy)[6]
แม้จะยงั ไม่เป็ นทเ่ี ข้ำใจนัก แต่ดูเหมือนว่ำสสำรมืดจะเป็ นองค์ประกอบกว่ำ 90% ของ มวลในดำรำจักรส่วนใหญ่ ข้อมูลจำกกำรสังเกตกำรณ์พบว่ำหลมุ ดำมวลยวดยงิ่ อำจ อย่ทู บ่ี ริเวณใจกลำงของดำรำจักรจำนวนมำก แม้จะไม่ใช่ท้งั หมด มขี ้อเสนอว่ำมัน อำจเป็ นสำเหตุเริ่มต้นของนิวเคลยี สดำรำจักรกมั มนั ต์ (active galactic nucleus: AGN) ซ่ึงพบทบี่ ริเวณแกนกลำงของดำรำจกั ร ดำรำจกั รทำงช้ำงเผือก เองกม็ ีหลุมดำเช่นว่ำนีอ้ ยู่ทนี่ ิวเคลยี สด้วยอย่ำงน้อยหน่ึงหลมุ
เช่ือกนั ว่ำในเอกภพทส่ี ังเกตได้มดี ำรำจกั รอยู่ประมำณหนึ่งแสนล้ำนแห่ง[7] ดำรำจักร ส่วนใหญ่มเี ส้นผ่ำนศูนย์กลำงระหว่ำง 1,000 ถงึ 100,000 พำร์เซก[4] และแยก ห่ำงจำกกนั และกนั นับล้ำนพำร์เซก (หรือเมกะพำร์เซก)[8] ช่องว่ำงระหว่ำงดำรำ จกั รประกอบด้วยแก๊สเบำบำงทมี่ ีควำมหนำแน่นเฉลยี่ ต่ำกว่ำ 1 อะตอมต่อลกู บำศก์ เมตร ดำรำจกั รส่วนใหญ่จะจับกลุ่มเรียกว่ำกระจุกดำรำจกั ร (cluster) ในบำงคร้ัง กลุ่มของดำรำจกั รนีอ้ ำจมขี นำดใหญ่มำก เรียกว่ำกล่มุ กระจุกดำรำจักร (supercluster) โครงสร้ำงขนำดมหึมำขนึ้ ไปกว่ำน้ันเป็ นกล่มุ ดำรำจักรที่โยงใยถงึ กนั เรียกว่ำ ใยเอกภพ (filament) ซ่ึงกระจำยอยู่ครอบคลมุ เนื้อทอ่ี นั กว้ำงใหญ่ ไพศำลของเอกภพ[9]
ประเภทของกาแลก็ ซี (1) กาแลก็ ซรี ปู เกลยี ว มลี ักษณะโดยทวั่ ๆ ไป แบนคลา้ ยจาน นนู ตรงกลางทง้ั สองดา้ น เหมอื นไขด่ าวสองฟองประกบกัน และมกั จะมแี ขนเปน็ วงโคง้ แผ่ออกมาจากใจกลางกาแลก็ ซี กาแลก็ ซรี ปู เกลยี วบางชนดิ จะมแี ถบสวา่ งหรอื มดื มลี ักษณะคลา้ ยคานพาดใจกลางอยูด่ ว้ ย
(2) กาแลก็ ซรี ปู กลมรี เป็นกาแลก็ ซที มี่ ลี กั ษณะความสมดลุ ทางรปู รา่ งสงู มีทง้ั ชนดิ ทแี่ บนมาก แบนน้อย กลมมาก หรอื คอ่ นไปทางรมี าก บางชนดิ กม็ รี ปู รา่ งลกั ษณะเกือบเป็นลกู ทรงกลม ทเี ดยี ว ตัวอยา่ งของกาแลก็ ซรี ปู กลมรี คอื กาแลก็ ซขี นาดเลก็ ทอ่ี ยใู่ กล้ ๆ กับกาแลก็ ซแี อน โดรมดี าสองกาแลก็ ซี
3) กาแลก็ ซไี รร้ ปู รา่ ง เป็นกาแลก็ ซชี นดิ ไมม่ รี ปู แบบแนน่ อน มลี กั ษณะแตกตา่ งกันไปอยา่ งไม่ เป็นระเบยี บ ไม่มรี ปู รา่ งเป็นรปู ทรงแบบใดเลย ในบรรดากาแลก็ ซที งั้ 3 ชนิด ดังกลา่ วน้ี แต่ เดิมมา เข้าใจกนั วา่ ชนิดแรกสดุ คือ กาแลก็ ซรี ปู เกลยี ว มอี ยู่มากทส่ี ดุ ชนดิ รูปกลมรมี ี อนั ดับสองรองลงมา โดยชนดิ ไรร้ ปู รา่ ง มนี อ้ ยทส่ี ดุ ทวา่ เมอ่ื เทคโนโลยกี ารสารวจอวกาศดี ข้นึ และธรรมชาตขิ องกาแลก็ ซปี รากฏชดั เจนขนึ้ ลาดบั ความมอี ยมู่ ากนอ้ ยสองอนั ดบั แรก ก็ ต้องสลบั กนั ไป
กลา่ วคอื สาหรบั กาแลก็ ซที สี่ วา่ งทสี่ ดุ ประมาณ 1,000 กาแลก็ ซี เม่อื พจิ ารณาเฉพาะเทา่ ท่ี ปรากฏใหเ้ หน็ ก็พบวา่ ประมาณ 75 เปอรเ์ ซน็ ต์ เปน็ กาแลก็ ซรี ปู เกลยี ว ประมาณ 20 เปอรเ์ ซน็ ต์ เปน็ กาแลก็ ซรี ปู กลมรี และประมาณ 5 เปอรเ์ ซน็ ต์ เปน็ กาแลก็ ซไี รร้ ปู รา่ ง ทว่า เม่อื ธรรมชาตทิ แ่ี ทจ้ รงิ ของกาแลก็ ซี ไดร้ ับการศกึ ษาตรวจพบโดยเทคโนโลยใี หม่ ๆ อันดับความมากนอ้ ยของชนดิ กาแลก็ ซกี ็เปลย่ี นไป คอื สว่ นใหญเ่ ปน็ กาแลก็ ซรี ปู กลมรี มอี ยู่ ประมาณ 60 เปอรเ์ ซน็ ต์ เป็นกาแลก็ ซรี ปู เกลยี ว ประมาณ 30 เปอรเ์ ซน็ ต์ ส่วนทเ่ี หลอื ประมาณ 10 เปอรเ์ ซน็ ต์ เป็นกาแลก็ ซไี รร้ ปู รา่ ง
Search