Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี

Published by abhichat.a, 2019-07-24 00:06:11

Description: หลักสูตรครูฝึกในสถานประกอบการ

Search

Read the Text Version

หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 ใบเนือ้ หาที่ 1.1 การจัดการอาชวี ศึกษาระบบทวิภาคี 1. ความสาคญั 1.1 พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ มาตรา 20 กาหนดใหก้ ารอาชวี ศึกษา การฝึกอบรมวชิ าชพี ใหจ้ ัดในสถานศึกษาของ รัฐ สถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับ สถานประกอบการ ทง้ั นีใ้ ห้เป็นไปตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการอาชวี ศกึ ษาและกฎหมายทเี่ กี่ยวขอ้ ง 1.2 พระราชบญั ญตั กิ ารอาชีวศกึ ษา สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดาเนินการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 ซ่ึงมีรายละเอยี ด ดงั น้ี มาตรา 6 การจัดการการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพต้องเป็นการจัด การศึกษาในด้านวิชาชีพท่ีสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนการศึกษา แห่งชาติ เพ่ือผลิตและพัฒนากาลังคนในด้านวิชาชีพ ระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยี รวมทั้ง เป็นการยกระดับการศึกษาวิชาชีพให้สูงข้ึน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงาน โดยนาความรู้ในทางทฤษฎี อนั เป็นสากลและภูมิปญั ญาไทย มาพฒั นาผู้รบั การศึกษาให้ มีความรู้ความสามารถในทางปฏิบัติและมีสมรรถนะจนสามารถนาไปใช้ประกอบอาชีพในลักษณะ ผู้ปฏิบัตกิ ารหรือผปู้ ระกอบอาชพี โดยอิสระได้ มาตรา 8 การจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพให้จัดได้โดยรูปแบบ ดงั ตอ่ ไปนี้ 1) การศึกษาในระบบ เป็นการจัดการศกึ ษาวิชาชีพท่ีเน้นการศกึ ษาในสถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบันเป็นหลัก โดยมีการกาหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลา การวัดและการประเมินผล ทีเ่ ป็นเงือ่ นไขของการสาเรจ็ การศึกษาทแ่ี น่นอน 2) การศึกษานอกระบบ เป็นการจัดการศึกษาวิชาชีพท่ีมีความยืดหยุ่นในการ กาหนดจุดมุง่ หมายรูปแบบ วิธกี ารศกึ ษา ระยะเวลา การวัดและการประเมินผลท่ีเป็นเงื่อนไขของการ สาเร็จการศึกษา โดยเน้ือหาและหลักสูตรจะตอ้ งมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพปญั หาและ ความต้องการของบคุ คลแต่ละกลมุ่ 3) การศึกษาระบบทวิภาคี เป็นการจดั การศึกษาวิชาชพี ท่เี กดิ จากข้อตกลงระหว่าง สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน กบั สถานประกอบการ รฐั วสิ าหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐในเรื่อง การจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและการประเมินผล โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหน่ึงใน สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันและเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานของรฐั

เพื่อประโยชน์ในการผลิตและพัฒนากาลังคน สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน สามารถจัดการศึกษาตามวรรคหนึ่งในหลายรูปแบบรวมกันก็ได้ ท้ังนี้ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ สถาบนั นัน้ ตอ้ งมุง่ เน้นการจัดการศกึ ษาระบบทวิภาคเี ปน็ สาคญั มาตรา 9 การจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพตามมาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 ใหจ้ ดั ตามหลกั สูตรท่คี ณะกรรมการการอาชวี ศึกษากาหนด ดงั ต่อไปนี้ 1) ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ 2) ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพชน้ั สงู 3) ปรญิ ญาตรีสายเทคโนโลยหี รอื สายปฏิบตั กิ าร คณะกรรมการการอาชีวศึกษาอาจกาหนดหลักสูตรท่จี ัดขึ้นเพื่อความรหู้ รอื ทักษะใน การประกอบอาชีพหรือการศึกษาตอ่ ซ่งึ จัดขึ้นเปน็ โครงการหรอื สาหรบั กลมุ่ เปา้ หมายเฉพาะได้ มาตรา 51 ในการจัดการศึกษาระบบทวภิ าคีทเ่ี ป็นความร่วมมือระหวา่ งสถานศกึ ษา อาชีวศึกษาหรือ ส ถ า บั น แ ล ะ ส ถ า น ป ร ะ ก อ บ ก า ร ใ ห้ เ ป็ น ไ ป ต า ม ข้ อ ต ก ล ง ร ะ ห ว่ า ง ส ถ า น ศึ ก ษ า อาชีวศึกษาหรือสถาบันและสถานประกอบการ มาตรา 54 สถานประกอบการสมาคมวิชาชีพ หรือองค์กรอื่นที่ให้ความร่วมมือ ในการจดั การอาชวี ศึกษาและการฝึกอบรมวชิ าชพี อาจได้รับสทิ ธิและประโยชน์ดังต่อไปนี้ 1) การสนับสนนุ ดา้ นวิชาการและทรัพยากรตามสมควรแก่กรณี 2) การเชดิ ชเู กยี รติแกส่ ถานประกอบการ สมาคมวชิ าชีพ หรอื องค์กรอ่นื ท่ีใหค้ วาม ร่วมมือในการจัดการอาชวี ศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ มาตรา 55 กาหนดคณุ สมบัติของครูฝึกในสถานประกอบไวด้ ังนี้ 1) เป็นผู้สาเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา และผ่านการศึกษาหรือฝึกอบรมวิชา การศกึ ษาดา้ นอาชีพ 2) เป็นผู้ชานาญการด้านอาชีพ โดยสาเร็จการศึกษาวิชาชีพไม่ต่ากว่าระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน หรือมาต รฐานอื่น ตามท่ี คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษากาหนด 3) เป็นผู้เช่ียวชาญด้านอาชีพเฉพาะสาขา ซ่ึงสาเร็จการศึกษาวิชาชีพไม่ต่ากว่า ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ท่ีมีประสบการณ์ในสาขาอาชีพนั้น ไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือสาเร็จ การศึกษาวิชาชีพระดับประกาศนยี บัตรวิชาชีพชั้นสูง ท่ีมีประสบการณ์ในสาขาอาชีพนั้น ไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และมีประสบการณ์ในการทางานในสาขา อาชีพนน้ั ไมน่ อ้ ยกว่า 5 ปี 4) เป็นผู้มีประสบการณ์ และประสบความสาเร็จในอาชีพเฉพาะสาขามีผลงานที่ เปน็ ทีย่ อมรบั ในสงั คม และทอ้ งถิ่น และสามารถถา่ ยทอดความรู้ได้ หลักเกณฑ์ในการแต่งต้ังการทดสอบการฝึกอบรม และการออกใบรับรองการเป็น ครูฝกึ ในสถานประกอบการ ให้เปน็ ไปตามหลกั เกณฑท์ ค่ี ณะกรรมการการอาชีวศกึ ษากาหนด 1.3 หลกั สตู รฐานสมรรถนะ (Competency Base)

การจัดการอาชีวศึกษา โดยสานักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา จัดการศึกษาตาม กรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2556 (ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 14 มกราคม 2556) เป็นแนวทางในการพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนและ พัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สามารถผลิตผู้สาเร็จการศึกษาท่ีมีคุณภาพและเพื่อประโยชน์ต่อ การรับรองมาตรฐานคุณวุฒิผู้สาเรจ็ การศกึ ษา ซงึ่ แบง่ ระดับคุณวุฒิการศึกษาเปน็ ดังน้ี 1) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 2) ระดบั ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพช้ันสูง (ปวส.) 3) ระดับปรญิ ญาตรสี ายเทคโนโลยีหรอื สายปฏิบัติการ สภาพผู้สาเร็จการศึกษาทกุ ระดับคุณวุฒิ ประเภทวชิ าและสาขาวิชาต้องครอบคลุมอยา่ งนอ้ ย 3 ดา้ น คือ 1. ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้แก่ คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ พฤตกิ รรมลกั ษณะนิสยั และทกั ษะทางปัญญา 2. ด้านสมรรถนะหลักและสมรรถนะท่ัวไป ได้แก่ ความรู้และทักษะการสื่อสารการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาการเรียนรู้และการปฏิบัติงาน การทางานร่วมกับผู้อื่น การใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การประยกุ ต์ใชต้ วั เลข การจดั การและการพัฒนางาน 3. ด้านสมรรถนะวิชาชีพ ได้แก่ ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะใน สาขาวชิ าชีพสู่การปฏบิ ัติจรงิ รวมทงั้ ประยุกต์สอู่ าชพี โดยมีช่ือคุณวุฒิอาชีวศึกษา โครงสร้างหลักสูตร จานวนหน่วยกิตระยะเวลาในการศึกษา ต้องเป็นไปตามมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแต่ละระดับ ดังน้ัน ในการเรียนวิชาชีพสาขาวิชาต่างๆ จึงเน้นการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ ในการเรียนการสอน และการฝึกอาชีพในสถานประกอบการ เนน้ การฝกึ ปฏิบตั ิในสถานการณจ์ รงิ สมรรถนะ (Competence) หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติ (Performance) ภายใต้เง่ือนไข (Condition) ใช้เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ที่ระบุไว้ ให้ได้มาตรฐาน (Standard) ตามเกณฑ์ การปฏิบัติ (Performance Criteria) และมีหลกั ฐานการปฏิบตั ิ (Evidence) ใหป้ ระเมนิ ผลและตรวจสอบได้ หลักสูตรฐานสมรรถนะ จึงยึดความสามารถของผู้เรียนเป็นหลักการออกแบบหลักสูตร ตามแนวคิดน้ีจะมีการกาหนดเกณฑ์ความสามารถท่ีผู้เรยี นพึงปฏิบัติได้ หลักสูตรท่ีเรียกวา่ หลักสูตรเกณฑ์ ความสามารถ จัดทาข้ึนเพื่อความแน่ใจว่าผู้ท่ีจบการศึกษาระดับหนึ่งๆ จะมีทักษะและความสามารถใน ด้านต่างๆ ตามท่ีต้องการ เป็นหลักสูตรท่ีไม่ได้มุ่งเร่ืองความรู้หรือเน้ือหาวิชาที่อาจมีความเปล่ียนแปลงได้ ตามกาลเวลา แต่จะมุ่งพัฒนาในด้านทักษะ ความสามารถ เจตคติและค่านิยม อันจะมีประโยชน์ต่อ ชวี ิตประจาวันและอนาคตของผ้เู รียนในอนาคต หลักสูตรน้ีมีโครงสร้างแสดงให้เห็นถึงเกณฑ์ความสามารถ ในด้านต่างๆ ท่ีต้องการให้ผู้เรียนปฏิบัติในแต่ละระดับการศึกษา และในแต่ละระดับชั้น ทักษะและ ความสามารถจะถูกกาหนดให้มีความต่อเนื่องกัน โดยใช้ทักษะและความสามารถที่มีในแต่ละระดับเป็น ฐานสาหรับเพ่ิมพูนทักษะและความสามารถในระดับต่อไป (ศ.ดร.ดารง บวั ศรี: 2535) 2. การจดั การอาชวี ศึกษาระบบทวิภาคี

การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี (Dual Vocational Education : DVE) โดยความ ร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ นอกจากจะทาให้ผู้เรยี นได้เห็นโลกของการทางานจริง กอ่ นท่ีจะสาเรจ็ การศึกษาแล้ว ยังจะเปิดโอกาสให้เขาเหล่าน้ันได้ประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะในการ ทางานอาชีพ ภายใตก้ ารแนะนาจากครฝู กึ อีกดว้ ย นอกเหนือจากนีก้ ารฝกึ อาชพี ในสถานประกอบการ ยังมีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้งานอาชีพในสภาพจริง ซ่ึงจะช่วยให้เขาได้เรียนรู้ เก่ียวกับการทางานที่มีประโยชน์อย่างประหยัด ประยุกต์ความคิดในการทางานด้วยตนเอง ความ รับผิดชอบในฐานะส่วนหน่ึงของบริษัท การทางานด้วยกันเป็นทีม การติดต่อสัมพันธ์กับลูกค้าหรือ ผขู้ าย การพฒั นาตาแหนง่ งานในสถานประกอบการ และคาดคะเนโอกาสในงานอาชพี โดยมหี ลักการ สาคัญ ดงั น้ี 1. เป็นการจัดการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อผลิตกาลังคนในระดับช่างฝีมือ ระดับช่างเทคนิค และระดับนักเทคโนโลยี โดยความร่วมมือกันระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการและมีองค์กรกลาง ระดับชาติทาหนา้ ทเ่ี ป็นหนว่ ยงานกากบั ตดิ ตาม ประสานงานและดาเนนิ การ 2. ผูเ้ รียนมีสถานภาพเป็นทั้งพนักงานฝึกหัดของสถานประกอบการ และเป็นนักศึกษา ของสถานศึกษา โดยมสี ัญญาการฝึกอาชพี ท่มี ีการระบขุ ้อความอันเป็นสาระสาคญั ได้แก่ จดุ ประสงค์ ของการฝกึ ลักษณะงานท่ฝี ึก ลาดบั ขั้นตอนการฝึก ระยะเวลาของการฝึก ช่ัวโมงการปฏบิ ัติงานต่อวัน ค่าตอบแทนหรือค่าครองชีพและสวัสดิการที่จะได้รับระหว่างการฝึกอาชีพ และการเรียนใน สถานศกึ ษา เปน็ ต้น เป็นข้อตกลงรว่ มกนั 3. สถานประกอบการมีหน้าท่ีฝึกงานอาชีพให้แก่ผู้เรียน โดยใช้แนวปฏิบัติ อุปกรณ์ เครอื่ งมอื และบุคลากรของสถานประกอบการ ภายใต้สถานการณแ์ ละวัฒนธรรมการทางานจริง 4. สถานศึกษามหี นา้ ที่จัดการเรียนการสอนภาคทฤษฎี ปฏิบัติเบ้ืองตน้ และจัดกจิ กรรม อื่นๆ ตามทก่ี าหนดในหลักสตู รหรอื มาตรฐานวิชาชีพ 5. เมื่อสาเร็จการศึกษาจะได้รับประกาศนียบัตร/ปริญญาบัตร ตามระดับการศึกษา และหนังสอื รับรองมาตรฐานวิชาชีพ สามารถนาไปใชใ้ นการเขา้ ศกึ ษาต่อ หรือเขา้ ทางานได้ สาหรับการจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติ การอาชีวศึกษา พ.ศ. 2551 สานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงกาหนดให้ผู้เรียนทุกคนใน ทุกระดับหลักสูตรได้เรียนรู้งานวิชาชีพจากสภาพการปฏิบัติงานจริง โดยการร่วมมือในการจัด การศึกษากับสถานประกอบการด้วยวิธีการต่างๆ หลากหลายรูปแบบตามขอ้ กาหนดของหลักสูตรและ แผนการเรียนของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม เช่น การนารายวิชาชีพและหรือวิชาฝึกงานไปฝึกในสถาน ประกอบการอย่างน้อย 1 ภาคเรียนสาหรับผู้เรยี นในระบบ การฝึกอาชพี หรือฝึกประสบการณว์ ชิ าชีพ ในสถานประกอบการเป็นระยะเวลาคร่งึ หลกั สูตรสาหรบั ผเู้ รยี นทวภิ าคี เพ่ือใหก้ ารจัดการศึกษาระบบทวิภาคีมมี าตรฐานเดยี วกัน กระทรวงศึกษาธิการได้กาหนด มาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคใี ห้สอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ และมาตรฐานคุณวฒุ ิอาชีวศึกษาแต่ละระดับเพ่ือเป็นหลกั และแนวทางในการจัดการอาชวี ศกึ ษาระบบ ทวิภาคีแต่ละระดับ ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้นตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เร่ือง มาตรฐานการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ลงวันที่ 17 ตลุ าคม พ.ศ. 2557 (แนบท้ายในภาคผนวก) 3. องค์ประกอบสาคญั ในการจดั การอาชีวศกึ ษาระบบทวิภาคี

การจัดการศึกษาระบบทวภิ าคี มอี งคป์ ระกอบท่สี าคญั 6 ประการ ดงั น้ี 1. มีบันทึกความร่วมมือ MOU (Memorandum of Understanding) ระหว่างสานักงาน คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา/สถาบนั /สถานศึกษากับสถานประกอบการ 2. มสี ญั ญาฝกึ อาชีพระหวา่ งสถานประกอบการกับผูเ้ รียน 3. มแี ผนการฝึกอาชีพในสถานประกอบการ ตลอดระยะเวลาการฝกึ อาชพี ที่กาหนดใน แผนการเรียนตลอดหลักสูตร 4. มีการประเมินมาตรฐานการฝึกอาชีพตามข้อตกลง และตามแผนการฝึกอาชีพท่ี จัดทาร่วมกนั ระหวา่ งสถานประกอบการและสถานศึกษาหรือสถาบัน 5. มีใบรับรองการผ่านงานของสถานประกอบการ เมื่อสิ้นสุดการฝึกอาชีพลงนามโดย สถานประกอบการ 6. มวี ุฒบิ ัตรการศกึ ษาระบบทวิภาคลี งนามร่วมกัน 2 ฝ่าย คือ สถานประกอบการและ สถานศกึ ษา/สถาบัน

4. สทิ ธิและประโยชน์ 4.1 ผู้เรียน 1) ได้ประสบการณว์ ชิ าชีพตรงตามสาขาท่เี รียน 2) มพี ฤติกรรมที่พรอ้ มจะเขา้ ทางานในสถานประกอบการมากขน้ึ 3) ไดร้ ับสวสั ดกิ ารและค่าตอบแทนทีเ่ หมาะสมระหวา่ งการฝกึ อาชีพ 4) มโี อกาสไดร้ ับการพจิ ารณาคัดเลือกเข้าทางานกอ่ น 5) สามารถปฏิบัตงิ านในสาขาที่ฝกึ อาชพี ไดท้ ันที 4.2 สถานประกอบการ 1) ได้สิทธิประโยชน์ตามระเบียบและกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง เช่น การลดหย่อนภาษี การขอเครือ่ งราชอิสรยิ าภรณ์ 2) เปน็ การเตรียมกาลงั คนไว้ในอนาคต ตรงตามสมรรถนะอาชีพท่ตี อ้ งการ 3) ลดภาระการทางานของฝ่ายบุคลากร 4) มีภาพลักษณท์ ี่ดดี า้ นการสง่ เสริมการศึกษา 4.3 ผปู้ กครอง 1) ลดภาระค่าใช้จ่ายผปู้ กครอง 2) ผเู้ รยี นในปกครองมีคุณธรรม จริยธรรม เป็นพลเมอื งดขี องประเทศ 3) มีความเชอ่ื มัน่ วา่ ผเู้ รยี นในปกครองมงี านทาเมือ่ สาเรจ็ การศกึ ษา 4.4 สถานศกึ ษา 1) ได้แลกเปลี่ยนทางวิชาการและความสัมพันธ์ที่ดีกับสถานประกอบการในการ ผลิตบุคลากรรว่ มกัน 2) พฒั นาผูส้ อนและบคุ ลากรรว่ มกนั 3) ลดปญั หาการขาดแคลนทางเทคโนโลยี 4) สถานศกึ ษาเป็นท่ียอมรบั จากตลาดแรงงาน 5. คานิยามศัพท์ สถานประกอบการ หมายความว่า สถานประกอบการท่ีร่วมมือกับสถานศึกษาเพ่ือจัดการ อาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชพี ท้ังน้ี ตามหลักเกณฑท์ ี่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากาหนด การศึกษาระบบทวิภาคี หมายความว่า การจัดการศึกษาวิชาชีพท่ีเกิดจากข้อตกลงระหว่าง สถานศึกษากับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ ในเร่ืองการจัดหลักสูตรการเรียนการ สอน การวัดผลและการประเมินผล โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งในสถานศึกษา และเรียนภาคปฏิบัติในสถาน ประกอบการ รฐั วสิ าหกิจ หรือหน่วยงานของรฐั ผู้ควบคุมการฝึก หมายความว่า ผู้ท่ีสถานประกอบการมอบหมายให้ทาหน้าท่ีประสานงาน กับสถานศึกษาในการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี และรับผิดชอบดูแลการฝึกอาชีพของนักเรียนใน สถานประกอบการ ครูฝึก หมายความวา่ ผทู้ าหน้าที่สอน ฝึก อบรมในสถานประกอบการ

ครูนิเทศก์ หมายความว่า ครูที่สถานศึกษามอบหมายใหท้ าหน้าที่นิเทศ ให้คาปรกึ ษาแนะนา แก่นกั เรียนทฝ่ี ึกอาชพี และฝึกประสบการณ์ทกั ษะวิชาชพี ครูท่ีปรึกษา หมายความว่า ครูที่สถานศึกษามอบหมายให้ทาหน้าท่ีให้คาแนะนา ให้คาปรึกษา ติดตามผลการเรียน และตักเตอื นดูแลความประพฤติของนักเรียน มาตรฐานวิชาชีพ หมายความวา่ ข้อกาหนดสมรรถนะด้านวิชาชีพ เพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ในการ กากบั ดูแล ตรวจสอบและประกันคณุ ภาพผูส้ าเรจ็ การศกึ ษา บันทึกความร่วมมือ หรือ MOU มาจากคาว่า Memorandum of Understanding หมายถึง หนังสือซงึ่ ฝา่ ยหนึง่ แสดงความสมัครใจจะปฏบิ ัตอิ ย่างหนงึ่ อย่างใดและตามเง่อื นไขที่ปรากฏในหนงั สือ นั้น กับอีกฝ่ายหนึ่งโดยท่ีหนังสือนี้ไม่ถือว่าเป็นสัญญาผูกมัด แต่แสดงความต้องการอันแน่วแน่ของ ผู้ลงนามวา่ จะปฏิบตั ดิ ังท่ีได้ระบุไว้

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ใบเนอ้ื หาท่ี 1.2 บทบาทหน้าที่ของครูฝึกในสถานประกอบการ การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ในสถานประกอบการ ผู้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการ จดั การเรียนการสอนอย่างใกล้ชิด คือ ครูฝึกประจาสถานประกอบการ ซ่ึงเป็นผู้ท่ีทาหน้าท่ีสอนและฝึกอาชีพ เพอ่ื ใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ของหลักสูตร ตามพจนานกุ รมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า บทบาทและหน้าทไี่ ว้ ดังนี้ บทบาท หมายถึง กิจที่ต้องทาด้วยความรับผดิ ชอบ หน้าท่ี หมายถงึ การทาตามบทบาทท่กี าหนดไว้ 1. บทบาทของครูฝึกในสถานประกอบการ ท่คี วรมีประกอบด้วย 1.1 การเป็นผู้อานวยความสะดวก (Facilitator) 1.2 การเปน็ ผู้ประสานงาน (Liaison Person) 1.3 การเป็นพีเ่ ลีย้ ง (Mentor) 1.4 การเป็นผสู้ อนงาน (Coaching) 1.5 การเปน็ ผู้พฒั นาสอ่ื การฝกึ (Material and Developer) 1.6 การเปน็ ผูป้ ระเมนิ (Evaluator) 1.1 บทบาทการเป็นผู้อานวยความสะดวก (Facilitator) ครูฝึกต้องเป็นผู้ท่ีทาให้ผู้รับการฝึกสามารถเรียนรู้และทาทุกส่ิงทุกอย่างได้ง่ายและสะดวก ตลอดการฝึกจึงต้องดูแลอุปกรณ์เครื่องมือก่อนการฝึก ดูแลส่ิงอานวยความสะดวก เช่น ห้องพัก รวมทั้ง ตอ้ งดูแลความปลอดภัยให้กับทุกคนในโรงฝึกงาน ครูฝกึ จึงต้องต่ืนตัวเสมอและต้องทาให้ทุกคนระมัดระวัง เก่ยี วกับอนั ตรายท่อี าจเกิดขน้ึ ในโรงฝกึ งาน 1.2 บทบาทการเป็นผูป้ ระสานงาน (Liaison Person) ครูฝึกต้องทางานร่วมกับผู้อ่ืนมากกว่าเดิม ต้องเป็นผู้ประสานงานกับบุคคลกลุ่มต่างๆ เช่น ต้องประสานงานกับผู้บริหารสถานประกอบการ เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานความสามารถหรือ มาตรฐานสมรรถนะ หรือข้อมูลที่เก่ียวข้องกับการฝึกต้องเป็นผู้ให้คาปรึกษาแก่บุคลากรหรือผู้รับ การฝึก ตอ้ งตดิ ต่อประสานงานกับผ้รู ับผิดชอบเครอ่ื งมือวัสดุ อุปกรณ์ ในโรงฝึกงาน หรอื ห้องปฏบิ ตั กิ าร 1.3 บทบาทการเปน็ พีเ่ ลย้ี ง (Mentor) ครูฝกึ ต้องคอยใหก้ ารชว่ ยเหลอื ผู้รับการฝึก เมอื่ มีปัญหาในการเรียนต้องอธิบายให้ความรู้ เพ่มิ เตมิ ให้คาแนะนา คอยติชม ชมเชย ให้ผู้รบั การฝึกได้แก้ไขข้อผิดพลาดเมื่อจาเป็น อย่างสม่าเสมอ เป็นกัลยาณมติ ร เปน็ ผู้ให้การสนับสนนุ และเป็นแบบอยา่ ง หรอื แมแ้ ต่การใหค้ าปรึกษาปัญหาสว่ นตัว ถา้ จาเปน็

1.4 บทบาทการเป็นผสู้ อนงาน (Coaching) เน่ืองจากรูปแบบการฝึกทักษะ เป็นรูปแบบการฝึกท่ีเน้นการพัฒนาทักษะปฏิบตั ิตามมาตรฐาน การปฏิบัติงาน และมาตรฐานอาชีพ และให้ได้ความรู้ และมีคุณลักษณะตามความต้องการของสถาน ประกอบการหรือภาคอุตสาหกรรม ที่สนับสนุนให้ผู้รับการฝึกปฏิบัติงานนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ครูฝึกจึงต้องมีบทบาทสาคัญในการแสดงทักษะปฏิบัติ และเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติงานนั้นๆ หรือเป็น ผู้คอยสอนงานใหผ้ ู้เข้ารับการฝึก 1.5 บทบาทการเปน็ ผ้พู ัฒนาสื่อการฝกึ (Material and Developer) ครฝู กึ ต้องวเิ คราะห์สื่อ ออกแบบ ผลิต ประยุกต์ใช้งาน รวมท้ังสามารถประเมินผลการใชส้ ื่อ ในการฝึก ทั้งท่ีเป็นส่ือส่ิงพิมพ์และส่ืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น บทเรียนช่วยฝึก นอกจากนี้ ครูฝึกยังต้อง คอยเสนอแนะวิธีการเลือก วธิ ีการใชส้ ิ่งอานวยความสะดวกในการฝึก และใหก้ ารเรยี นรู้แก่ผู้รับการฝกึ ด้วย 1.6 บทบาทการเปน็ ผูป้ ระเมิน (Evaluator) ครูฝึกต้องเตรียมการประเมินผลการฝึก (Training Assessment) โดยเร่ิมตั้งแต่ การวางแผน เลือกและสร้างเครื่องมือวัด ประเมินการดาเนินการฝึก และประเมินการนาเสนอผล การฝึกการประเมิน ระหว่างการฝึก ต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของผู้รับการฝึกและเมื่อผู้รับการฝึกผลิตชิ้นงานครูฝึกต้อง ประเมินชิ้นงาน ตามเกณฑ์หรือมาตรฐานท่ีกาหนด ต้องตรวจข้อสอบวัดความรู้และตรวจสอบว่า ผู้รับการ ฝึกผ่านรายการความสามารถใดบ้างโดยบันทึกลงในแบบบันทึกความก้าวหน้าในการฝึกของผู้รับการฝึก (Record Keeping) 2. หน้าทข่ี องครูฝกึ ในสถานประกอบการ 2.1 ประสานงานการจัดฝกึ อาชีพและอานวยความสะดวกในการจดั การฝึก 2.2 ศกึ ษาแผนการฝึกของผ้เู รยี นในสถานประกอบการ 2.3 จดั ทาแผนการฝกึ อาชีพรว่ มกบั สถานศึกษา 2.4 ใหค้ วามรูแ้ ละสอนงานตามแผนการฝึกให้ผ้เู รยี น 2.5 ควบคมุ ดูแลผูเ้ รียนในการฝกึ อาชีพตามแผนการฝึก 2.6 แกไ้ ขปญั หาร่วมกบั ครูนิเทศก์ ครปู ระจารายวชิ า 2.7 ร่วมสัมมนาในการนาเสนอผลการฝึกอาชพี ของผเู้ รียน กับครนู เิ ทศก์ และครูประจารายวชิ า 2.8 ประเมินผลการฝกึ อาชีพของผ้เู รยี น 2.9 รายงานผลการฝึกอาชีพต่อผ้บู ังคบั บัญชา

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 ใบเนื้อหาที่ 1.3 ครฝู ึกกบั จรรยาบรรณของวชิ าชพี ครู ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตาม หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพพุทธศักราช 2556 พ.ศ. 2556 ได้ให้ความหมายของคาศัพท์ที่เก่ียวข้อง กับการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนไวด้ ังน้ี “การศึกษาระบบทวิภาคี” หมายความว่า การจัดการศึกษาวิชาชีพที่เกิดจากข้อตกลงระหว่าง สถานศึกษากบั สถานประกอบการ รัฐวิสาหกจิ หรือหนว่ ยงานของรัฐ ในเรอื่ งการจดั หลกั สตู รการเรยี น การสอน การวัดผลและการประเมินผล โดยผู้เรียนใช้เวลาส่วนหน่ึงในสถานศึกษา และเรียน ภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ รัฐวสิ าหกจิ หรือหน่วยงานของรฐั “สถานประกอบการ” หมายความว่า สถานประกอบการที่ร่วมมือกับสถานศึกษาเพื่อจดั การ อาชวี ศึกษาและการฝกึ อบรมวิชาชีพ ทงั้ นี้ ตามหลักเกณฑท์ ่คี ณะกรรมการการอาชีวศึกษากาหนด “ผู้ควบคุมการฝึก” หมายความว่า ผู้ท่ีสถานประกอบการมอบหมายใหท้ าหน้าท่ีประสานงาน กับสถานศึกษาในการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี และรับผิดชอบดูแลการฝึกอาชีพของนักเรียนใน สถานประกอบการ “ครฝู กึ ” หมายความว่า ผูท้ าหน้าทส่ี อน ฝึก อบรมในสถานประกอบการ “ครูนิเทศก์” หมายความว่า ครูที่สถานศึกษามอบหมายให้ทาหน้าที่นิเทศ ให้คาปรึกษา แนะนาแกน่ กั เรียนท่ีฝึกอาชพี และฝึกประสบการณท์ ักษะวิชาชพี “ครูท่ีปรึกษา” หมายความว่า ครทู ่ีสถานศึกษามอบหมายให้ทาหนา้ ที่ให้คาแนะนา ใหค้ าปรกึ ษา ตดิ ตามผลการเรยี น และตักเตอื นดแู ลความประพฤตขิ องนกั เรยี น “มาตรฐานวิชาชพี ” หมายความว่า ข้อกาหนดสมรรถนะด้านวิชาชีพ เพ่อื ใช้เปน็ เกณฑ์ในการ กากบั ดูแล ตรวจสอบและประกันคุณภาพผู้สาเร็จการศึกษา ดังน้ัน จึงสามารถสรุปได้ว่า ทั้งผู้ควบคุมการฝึก ครูฝึก และครูนิเทศก์ มีบทบาทหน้าที่ สอดคล้องกับครู จงึ ควรจะตอ้ งปฏิบตั ติ ามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชพี ซึง่ ผู้ประกอบ วชิ าชีพครตู ้องมีมาตรฐานความรแู้ ละประสบการณ์วิชาชีพ 1. มาตรฐานวิชาชีพครู มาตรฐานดา้ นความรู้ เป็นผู้ท่ีมคี ุณวุฒิไม่ต่ากว่าปริญญาตรีทางการศกึ ษา หรือเทียบเท่า หรือ คุณวุฒิอ่ืนทคี่ รุ ุสภารับรอง โดยมีความรดู้ งั ตอ่ ไปนี้ 1) ภาษาและเทคโนโลยีสาหรับครู 2) การพฒั นาหลกั สูตร 3) การจัดการเรยี นรู้ 4) จิตวทิ ยาสาหรบั ครู 5) การวัดและประเมนิ ผลการศกึ ษา 6) การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรยี น

7) การวิจัยทางการศึกษา 8) นวตั กรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศกึ ษา 9) ความเป็นครู 2. มาตรฐานด้านประสบการณ์วิชาชีพ ต้องผ่านก ารปฏิบัติการสอ นในสถาน ศึกษ าตามหลักสูตรปริญ ญ าทางกา รศึก ษาเป็นเวลา ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข ทคี่ ณะกรรมการครุ สุ ภากาหนดดงั ตอ่ ไปน้ี 1) การฝกึ ปฏบิ ัตวิ ิชาชพี ระหว่างเรยี น 2) การปฏบิ ัติการสอนในสถานศกึ ษาในสาขาวชิ าเฉพาะ 3. มาตรฐานด้านการปฏบิ ตั ิงาน ผู้ประกอบวิชาชีพครูตอ้ งปฏิบัตงิ านตามมาตรฐานการปฏบิ ัตงิ าน ดงั ต่อไปน้ี 1) ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเก่ียวกับการพฒั นาวชิ าชพี ครูอยเู่ สมอ 2) ตัดสนิ ใจปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตา่ งๆ โดยคานึงถึงผลทจี่ ะเกิดแกผ่ ู้เรียน 3) ม่งุ ม่ันพฒั นาผูเ้ รยี นใหเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพ 4) พฒั นาแผนการสอนใหส้ ามารถปฏบิ ัติไดเ้ กดิ ผลจริง 5) พฒั นาสื่อการเรียนการสอนใหม้ ปี ระสิทธิภาพอยู่เสมอ 6) จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนโดยเน้นผลถาวรทเี่ กิดแกผ่ ู้เรยี น 7) รายงานผลการพัฒนาคณุ ภาพของผูเ้ รยี นได้อยา่ งมีระบบ 8) ปฏบิ ัติตนเปน็ แบบอยา่ งทด่ี ีแก่ผู้เรียน 9) ร่วมมอื กบั ผ้อู ื่นในสถานศกึ ษาอยา่ งสร้างสรรค์ 10) รว่ มมือกับผู้อ่นื ในชุมชนอยา่ งสรา้ งสรรค์ 11) แสวงหาและใชข้ อ้ มลู ขา่ วสารในการพฒั นา 12) สรา้ งโอกาสใหผ้ เู้ รียนได้เรียนรู้ในทกุ สถานการณ์ 4. จรรยาบรรณวิชาชพี ครู ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพและแบบแผน พฤตกิ รรมตามจรรยาบรรณของวชิ าชีพ สานกั งานเลขาธิการครุ ุสภา ซง่ึ เปน็ องค์กรวิชาชีพครแู หง่ ชาติ มอี านาจหน้าที่ควบคุมสอดสอ่ ง จรรยาของครูตาม พ.ร.บ. ครู 2488 ได้กาหนดระเบียบว่าด้วยจรรยามารยาทและวินัยตามระเบียบ ประเพณีของครู คร้ังสุดท้าย และประกาศใช้เม่ือวันท่ี 7 พฤษภาคม 2539 มีข้อกาหนด ในจรรยาบรรณทั้ง 9 ขอ้ ดังน้ี

4.1 จรรยาบรรณต่อผูร้ บั บรกิ าร 1) ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมให้กาลังใจ ในการศกึ ษาเลา่ เรยี นแก่ศษิ ยโ์ ดยเสมอหนา้ 2) ครูต้องอบรม สั่งสอน ฝึกฝน สรา้ งเสรมิ ความรู้ ทกั ษะและนสิ ัยที่ถูกต้องดงี ามให้เกิด แก่ศษิ ย์ อยา่ งเต็มความสามารถด้วยความบรสิ ุทธใิ์ จ 3) ครูต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ 4) ครูต้องไม่กระทาตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสงั คมของศิษย์ 5) ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์ ในการปฏิบัติหน้าท่ี ตามปกติ และไมใ่ ชใ้ หศ้ ิษยก์ ระทาการใดๆ อนั เป็นการหาผลประโยชน์ ให้แกต่ นโดยมชิ อบ 4.2 จรรยาบรรณตอ่ ตนเอง ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งทางด้านวิชาชีพ ด้านบุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ให้ทันต่อ การพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกิจสงั คมและการเมอื งอยู่เสมอ 4.3 จรรยาบรรณตอ่ วิชาชพี ครยู ่อมรกั และศรทั ธาในวิชาชีพครู และเป็นสมาชกิ ทีด่ ีต่อองค์กรวิชาชพี ครู 4.4 จรรยาบรรณต่อผรู้ ว่ มประกอบอาชีพ ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามัคคีในหมคู่ ณะ 4.5 จรรยาบรรณตอ่ สังคม ครพู ึงประพฤติ ปฏิบัตติ น เปน็ ผนู้ าในการอนุรักษ์ และพัฒนาภมู ิปัญญาและวฒั นธรรมไทย ครฝู ึกสามารถนามาตรฐานวิชาชีพ และจรรยาบรรณวิชาชีพครู มาเปน็ แนวในการปฏบิ ัติ เพ่ือใหส้ อดคล้องกับขอ้ บังคบั ของคุรสุ ภา

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1 ใบเนอื้ หาท่ี 1.4 เทคนคิ การประสานงานและตดิ ต่อส่ือสารในการจดั การอาชวี ศกึ ษาระบบทวิภาคี ปัจจุบันการทางานใดๆ ให้ประสบความสาเร็จ จาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือภายในทีมงาน รวมทั้งหน่วยงานทเ่ี กย่ี วข้อง ซึง่ มเี ทคนคิ ที่สาคญั คือ การประสานงาน การประสานงานในภาคราชการ หมายถึง “การจัดระเบียบวิธีการทางาน เพื่อให้งานและ เจ้าหน้าท่ีฝ่ายต่างๆ ร่วมมือปฏิบัติงานเป็นน้าหน่ึงใจเดียวกัน ไม่ทาให้งานซ้าซ้อน ขัดแย้งกัน หรือ เหลือ่ มล้ากัน ท้ังน้ีเพื่อให้การดาเนินงานเป็นไปอยา่ งราบรื่น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และนโยบาย ขององคก์ รนนั้ อย่างสมานฉนั ทแ์ ละมปี ระสิทธิภาพ” ส่วนความหมายในภาคธุรกิจ หมายถึง “การติดต่อสื่อสารให้เกิดความคิดความเข้าใจ ในการร่วมมือปฏิบัติงานให้สอดคล้องท้ังเวลา และกิจกรรมที่จะต้องกระทาให้บรรลุวัตถุประสงค์ อยา่ งสมานฉนั ทเ์ พื่อใหง้ านดาเนนิ ไปอยา่ งราบรนื่ ไมเ่ กดิ การทางานซ้าซอ้ น ขดั แย้ง หรอื เหล่อื มลา้ กัน” ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การประสานงาน จะมีองค์ประกอบหลักที่สาคัญก็คือ ความร่วมมือ ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจหรือมีการตกลงร่วมกัน มีการระดมความคิด วิธีการ เทคนิค การจัดหา ทรัพยากรมาสนับสนุนการทางานร่วมกัน เรื่องของจังหวะเวลา ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติงานจะต้องมีความ รบั ผดิ ชอบที่จะทาให้งานนั้นเป็นไปตามระยะเวลาที่กาหนด โดยงานท่ีทาจะตอ้ งมีความสอดคล้องกัน อยา่ งเหมาะสม มกี ารสื่อสารท่ีตรงกันอย่างรวดเร็วและราบรื่น รวมท้งั ผู้ประสานจะตอ้ งสามารถทาให้ ทกุ ฝ่ายเข้าร่วมทางานอย่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันตามวัตถุประสงค์ของงานท่ีกาหนดไว้ โดยกอ่ นการ ประสานงานจะต้องกาหนดความต้องการให้ชัดเจนว่าจะประสานงานให้เกิดอะไรหรือเป็นอย่างไร หรอื จะทาใหไ้ ด้ผลลัพธ์อย่างไร 1. ประเภทของการประสานงาน แบ่งเปน็ 2 ประเภท คอื 1.1 การประสานงานภายในหน่วยงานหรือองค์กรเดียวกัน ซึ่งระบบที่จัดข้ึนสาหรับ การประสานงานควรดาเนินการจดั แผนผงั และกาหนดหนา้ ท่ีการทางานที่ชัดเจน 1.2 การประสานงานระหว่างหน่วยงาน ระบบการประสานงาน กาหนดอานาจหน้าท่ีของ องค์กรให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย การใช้คณะกรรมการผสมหรือคณะกรรมการกลางช่วยกล่ันกรอง ข้อมลู เพอ่ื ขจดั ความขัดแยง้ และทาใหม้ ีประสบการณด์ ีขึน้ 2. รปู แบบในการประสานงาน มี 2 รูปแบบ คอื 2.1 แบบทางการ ข้อดีของการประสานงานแบบเป็นทางการคือ มีหลักฐานอ้างอิงมี หลกั เกณฑ์แนน่ อน ส่วนขอ้ เสยี คอื ลา่ ช้าขาดความคลอ่ งตัว 2.2 แบบไม่เป็นทางการ ข้อดีของการประสานงานแบบไม่เป็นทางการคือ มีความยืดหยุ่น ตามสถานการณ์ สะดวก คล่องตัว ข้อเสีย คือ อาจจะเกิดการเลือกปฏิบัติ เกิดความสับสนและไม่มี หลักฐานอ้างองิ

ท้ังน้ี ประสิทธิภาพของการประสานจะเกิดขึ้นได้ ผู้ประสานจะต้องมีสานึกรับผิดชอบ ในหน้าท่ี รู้บทบาทของตนเอง มีความรอบคอบ รับฟงั ความคดิ เห็นของผู้อ่ืน ตรงต่อเวลา มีการส่ือสารท่ี ดียึดม่ันในคาสัญญา มีความมุ่งมั่นท่ีจะทางานให้ประสบความสาเร็จ และทักษะท่ีจาเป็นของผู้ ประสานที่จะต้องหม่ันฝึกฝนตนเองเพื่อเพิ่มทักษะในการประสานงานได้แก่ ทักษะการคิดวางแผน ดาเนินงานตามขั้นตอน ทักษะในการปฏิบัติตามบทบาทที่เหมาะสมต่อหน้าที่ ทักษะด้านมนุษย์ สัมพันธ์ ทักษะการฟังและการตีความข้อมูล ทักษะการส่ือสารทั้งด้านการพูดและเขียน ทักษะการ พจิ ารณาความขดั แยง้ และวธิ กี ารแกไ้ ข และทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหนา้ สรุป การประสานงาน เป็นหน้าที่ทางด้านการจัดการ เพื่อให้การทางานบรรลุและ ประสบความสาเร็จตามวัตถุประสงค์ภายในระยะเวลาท่กี าหนด การประสานงานท่ีดีจะต้องจัดให้ผู้ที่ ทางานร่วมกันมีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ตรงกัน รับผิดชอบต่อหน้าที่เพ่ือให้งานสัมฤทธิ์ผลอย่างมี คุณภาพการเลือกใช้การประสานงาน จะต้องคานึงถึงวัตถุประสงค์และสถานการณ์ รวมทั้งแก้ไข ปญั หาอุปสรรค มีการวางแผนปฏิบัตงิ าน มรี ะบบการรายงาน การเลอื กวธิ ีการสื่อสารทเี่ หมาะสม และ ส่งเสริมให้เกิดความสมั พันธ์ท่ดี รี ะหวา่ งผู้ปฏิบัติงาน 3. ปจั จัยที่มผี ลตอ่ ประสทิ ธิภาพในการประสานงาน 3.1 ต้องมีการกาหนดหน้าที่การงานของแต่ละส่วนงาน (ลงรายละเอียดถึงคุณลักษณะงาน) ใหช้ ัดเจน 3.2 มีระบบการติดต่อส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ ท้ังน้ี เทคโนโลยีการส่ือสารที่ทันสมัยเป็น ปจั จัยท่มี ีผลโดยตรงต่อประสิทธภิ าพในการประสานงาน 3.3 ความรว่ มมือของผ้ปู ฏบิ ตั ิงาน การทางานร่วมกนั แรงจงู ใจ ขวญั กาลังใจของผปู้ ฏิบตั ิงาน 3.4 มีการประชุมทีมงาน กาหนดแนวการทางาน ประสานงานร่วมกัน ควบคู่กับการ ฝึกอบรมพัฒนาทีมงานเพ่อื ใหท้ มี งานพูดภาษาเดยี วกนั 3.5 การมอบอานาจการตัดสินใจในบางระดับให้ผู้ทาหน้าทป่ี ระสานงาน เป็นการเพิ่มคุณค่า ของผู้ทาหน้าที่ใหเ้ กิดความม่ันใจและมคี วามคดิ ริเริ่ม 3.6 ผ้บู งั คบั บัญชาหรอื ผู้บรหิ ารต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถ 3.7 มกี ารวางแผนงานท่ีดี 4. เทคนคิ การประสานงาน 4.1 เทคนคิ การประสานงานเพื่อความร่วมมือระหวา่ งบุคคล 4.2 รูเ้ ขารู้เราพยายามผูกมิตรในโอกาสแรกและให้การชว่ ยเหลอื เมื่อมเี หตฉุ ุกเฉิน 4.3 รู้จกั ขอความร่วมมอื และรจู้ ักใหค้ วามรว่ มมือ 4.4 งดเว้นการนนิ ทาว่าร้ายผู้อ่ืนโดยให้แทนท่ีด้วยการสรรเสริญและให้คาชมเชยเมื่อไดพ้ บ หรือรับทราบการทาความดี 4.5 มีการนิเทศงานที่ดี เคารพในอานาจหน้าที่ของกันและกัน งดเว้นการปัดความรับผิดชอบ หรอื โยนความผิดใหผ้ อู้ ืน่ 4.6 เข้าใจขอ้ จากดั ปัญหาของกนั และกันเม่อื มีปญั หาใหบ้ อกกลา่ วและแนะนากนั

4.7 ยนิ ดรี ับฟังคาติชม รับฟังคาแนะนาความเหน็ ของคนอื่นแม้ไมเ่ ห็นดว้ ยก็ควรฟงั 4.8 พยายามทางานของตนใหเ้ สร็จทนั เวลา 5. ประโยชน์ของการประสานงาน 5.1 ช่วยให้การทางานบรรลุเปา้ หมายได้อยา่ งราบรนื่ รวดเร็ว 5.2 ช่วยประหยัดเวลาในการทางาน และผลผลติ มากขน้ึ 5.3 ช่วยประหยัดเงิน วัสดุ ส่ิงของในการดาเนนิ งาน 5.4 ช่วยให้ทุกฝ่ายเขา้ ใจถงึ นโยบายและวัตถุประสงค์ขององคก์ าร 5.5 ช่วยสร้างความสามคั คแี ละความเขา้ ใจในหมคู่ ณะ 5.6 เสริมสร้างขวญั ของผู้ปฏบิ ตั ิงาน 5.7 ลดอนั ตรายจากการทางานให้น้อยลง 5.8 ชว่ ยลดข้อขัดแยง้ ในการทางาน 5.9 ชว่ ยให้การปฏบิ ัตงิ านเปน็ หมู่คณะ และเพิม่ ผลสาเร็จของงาน 5.10 ชว่ ยเกิดความคิดใหมๆ่ และปรับปรงุ อยเู่ สมอ 5.11 ปอ้ งกันการทางานซา้ ซอ้ น 5.12 ทาใหก้ ารดาเนินงานเปน็ ไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพ 6. การสอ่ื สาร การส่ือสารเป็นหัวใจของการทาความเข้าใจระหว่างกันของมนุษย์ในสังคม มนุษย์จะทา ความเข้าใจกันได้ต้องอาศัยการสื่อสารเพื่อให้ข้อมูล ถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเห็ น และ ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพ่ือให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข อีกท้ังการส่ือสารยังช่วยให้ มนุษยพ์ ัฒนาปัญญาและความคดิ สรา้ งสรรคไ์ ดอ้ ย่างไม่มีท่ีส้นิ สดุ การส่อื สาร หมายถงึ “กระบวนการถา่ ยทอดข้อมูล ขา่ วสาร และเรอ่ื งราวต่างๆ จากผู้ส่งสาร ไปสู่ผู้รับสารโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ในสภาพแวดล้อมหน่ึงๆ จนเกิดการเรียนรู้ความหมายในสิ่งที่ ถ่ายทอดร่วมกันและตอบสนองต่อกันได้ตรงตามเจตนาของท้ังสองฝ่าย ซึ่งอาจจะมีลักษณะเป็น การสือ่ สารระหว่างบุคคลและการสื่อสารขององค์กร” การปกครอง การเผยแพรขาวสารใหประชาชนรับทราบ และเขาใจอยางตอเนื่อง สงผลให เกิดความรวมมือและการปฏิบัตติ ามนโยบายและกฎเกณฑ์ของรัฐบาล กอใหเกดิ ความสงบสขุ ในสังคม การเมืองระหวางประเทศ การส่ือสารระหวางประเทศอยางรวดเร็วทาใหกาวทันสถานการณโลก และสามารถสรางความเขาใจอนั ดีระหวางคนในประเทศและประเทศอืน่ ๆ 7. วตั ถปุ ระสงคข์ องการสอื่ สาร มดี ังน้ี 7.1 จุดมุงหมายของผูสงสาร เพ่ือแจงใหทราบ แจงใหปฏิบัติตาม หรือดาเนินการในสวนท่ี เกยี่ วของสอนหรอื ใหการศกึ ษา สรางความพอใจและใหความบันเทิง เสนอหรือชักจูงใจ ฯลฯ 7.2 จุดมุงหมายของผูรับสาร เพอ่ื ทราบกอใหเกิดความพอใจ และเพ่อื กระทาหรอื ตัดสินใจฯลฯ

8. องคประกอบของการสือ่ สาร 8.1 ผสู งสาร หมายถึง ผูพดู ผูเขียน หรือเจาของขอความ หรือความคิด 8.2 สารหรือขอมูล หมายถึง ตัวขาวสาร ขอมูล หรือเร่ืองราวท่ีผูสงสารสงไปยังผูรับสาร เปน เรอ่ื งราวตางๆ ในรูปของขอมูล ความรูสึก ความคดิ เหน็ โดยท่ัวไป หมายถึง สงิ่ เรา สาระหรือเร่อื งราว ท่ผี ูสงสารสงออกไป 8.3 สื่อ/ชองทาง หมายถึง เคร่ืองมือท่ีใชในการส่ือสารเปนตัวกลางนาสารจากผูสงสารไป ยังผูรับสาร ซึ่งอาจเปนคาพูด คาส่ังดวยวาจา ระเบียบขอบังคับ วิทยุ โทรทัศน หนังสือพิมพภาพ สญั ลกั ษณ์ การแสดงทาทางตางๆ 8.4 ผรู บั สาร หมายถงึ ผูทร่ี ับขาวสารนัน้ เชน ผูฟง ผูรับคาสงั่ ฯลฯ 8.5 ขอมูลยอนกลับหรือปฏิกรยิ าตอบสนอง หมายถึง การเปล่ียนแปลงทาที หรอื พฤติกรรม ของผูรบั สารท่ีแสดงออกมาใหผูสงสารไดรบั ทราบ 9. วธิ ีการสอื่ สาร 9.1 การสื่อสารดวยวาจา (ภาษาพูด) คือ การพูดท่ีเปนประโยค มีจังหวะจะโคน น้าเสียงมี ทัง้ เบาและคอยมีความเร็วหรอื ชาของการพดู 9.2 การสื่อสารดวยกริยาทาทาง (ภาษากาย) เชน การกลอกตา การจองตา การพยักหนา การโคงคานบั การแสดงออกทางสหี นา การสัมผสั และการใชมอื 9.3 การสื่อสารดวยลายลกั ษณอักษร (ภาษาเขยี น) ไดแก สัญลักษณ และรปู ภาพตางๆ การจะเลือกวิธกี ารส่ือสารนี้ มปี จจัยเกีย่ วของอีกมากมาย ท้งั น้ี จะข้นึ อยูกบั ผูสือ่ และผูรับสื่อ ตลอดจนเหตุการณแวดลอมตางๆ ที่เก่ียวของอีกดวย บางคร้ังการสื่อความหมายอาจจะตองใชทั้ง 2 หรือ 3 วิธี รวมกัน เพื่อให้การส่ือน้ันมีน้าหนัก และมีความหมายลึกซ้ึงข้ึน และเม่ือมีการสงสารแลว ยังตองสังเกตปฏิกิริยายอนกลับของผูรับ เพื่อท่ีจะทาใหทราบวาขาวสารท่ีสงไปน้ันบรรลุเปาหมาย เพยี งใด ปฏิกริยายอนกลับนี้ อาจจะมที ั้งพอใจ ไมพอใจ หรือมีความเขาใจมากนอยเพียงใดอกี ดวย 10. ประเภทของการสื่อสาร แบงไดเปน 4 ประเภท ดงั นี้ 10.1 การสื่อสารภายในตนเอง หมายถงึ บคุ คลผูนน้ั เปนท้ังผูสงและผูรบั ในขณะเดียวกัน 10.2 การสื่อสารระหวางบุคคล เปนการสื่อสารระหวางคน 2 คน เชน การสนทนา หรือ การโตตอบจดหมายระหวางกัน เปนตน 10.3 การสื่อสารแบบกลุมชน เปนการส่ือสารระหวางบุคคลกับกลุมชนซึ่งประกอบดวยคน จานวนมาก เชน การสอนในหองเรียนระหวางครูเพียงคนเดยี วกับนักเรียนท้ังหอง หรือระหวางกลุมชน กบั บุคคล เชน กลุมชนมารวมกนั ฟงคาปราศรัยหาเสยี งของผูสมัครรบั เลือกต้งั เปนตน 10.4 การส่ือสารมวลชน เปนการสื่อสารโดยการอาศัยส่ือมวลชนประเภทวิทยุ โทรทัศน ภาพยนตร และส่ือส่ิงพิมพตางๆ เชน นิตยสาร หนังสือพิมพ แผนพับ แผนโปสเตอร ฯลฯ เพอ่ื การติดต่อไปยังผูรับสารจานวนมาก ซึ่งเปนมวลชนใหไดรับขอมูลขาวสารเดยี วกันในเวลาพรอมๆ หรอื ไลเลย่ี กัน 10.5 รูปแบบการส่ือสารโดยท่ัวไปมี 2 ระบบ ไดแก

1) การติดตอส่ือสารแบบทางเดียว หมายถึง การท่ีผูสงสารไดแจงหรือเสนอขอมูล ใหผูรับสารทราบ เพ่ือแนะนา บอกกลาว ซึ่งฝายรับจะไมมีโอกาสไดสอบถาม หรือปรึกษาหารือกับ ผสู งสาร 2) การติดตอส่ือสารแบบสองทาง เปนการส่อื สารท่ีมีการโตตอบ ระหวาง ผูรบั สาร และผูสงสาร โดยท้ังสองฝายมีโอกาส พบปะ ช้ีแจง ทาการตกลง ทบทวนความเขาใจ การสราง ความสัมพนั ธต์ อกนั ควรใชการติดตอสื่อสารแบบสองทางในทุกระดับชั้นการบังคับบัญชา การติดตอสื่อสารที่ตรง ไปยังฝายใดฝายหนึ่งเพียงฝายเดียว หากไมมีการโตตอบกลับมา หรือไมมีการตรวจสอบยอนกลับมา แลว โอกาสท่ีจะเกิดการผิดพลาดในการทางานก็มีมาก และยังทาใหการทางานในหนวยงาน ไมมี ประสทิ ธิภาพ 11. ประสิทธิภาพในการสือ่ สาร ขึน้ อยู่กับ ปจจัยหลายประการ ไดแก 11.1 ระดบั ความรู้ ผูสงสารและผูรบั สาร ทม่ี ีความรูใกลเคียงกนั ในเรอื่ งทตี่ องการ 11.2 จะสอื่ สารอาจงายตอการทาความเขาใจกัน 11.3 ทัศนคติ การทต่ี างฝายตางมที ัศนคตทิ ีด่ ตี อการสงและการรับ ยอมมโี อกาสพิจารณาตาม ความเปนจรงิ ไดดีกวาการมที ศั นคตเิ ชิงลบตอกัน ซึ่งอาจนาไปสูการตัดสนิ ใจดวยอารมณทีไ่ มเหมาะสม 11.4 ระดับสังคมและวัฒนธรรม ผูสงสารและผูรับสารที่ เขาใจระบบสังคมวัฒนธรรมของผู ท่มี าตดิ ตอกัน จะสามารถเลือกวธิ ีการ จดั เนอื้ หาสาระ รปู แบบท่ตี ดิ ตอใหสอดคลองเหมาะสมได