การพัฒนาชุมชน ความหมาย มีผใู้ หค้ วามหมายของคำว่า “การพฒั นาชุมชน”ไวอ้ ยา่ งหลากหลาย พอสรปุ ไดบ้ างส่วนคือ T.R Batten : ขบวนการท่ีคนในชุมชนเลก็ ๆ ได้ร่วมกันปรกึ ษาหารือถึงความต้องการร่วมกนั วางแผนและ ลงมอื ปฏิบัติร่วมกันจนเป็นท่ีพอใจและสนองความต้องการของคนในชมุ ชน Dunham : การรว่ มดำเนนิ การปรบั ปรงุ สภาพความเป็นอยูข่ องชุมชนให้ชุมชนมีความเปน็ ปกึ แผน่ และ ดำเนินการไปในแนวทางที่ตนตอ้ งการ การทำงานในชั้นแรกต้องอาศยั ความรว่ มแรงร่วมใจของ ประชาชนในชมุ ชนน้ัน ๆ โดยช่วยตัวเองและร่วมมือกันดำเนินงาน แต่มักจะไดร้ บั ความช่วยเหลอื ดา้ นวิชาการ จากหน่วยราชการ หรอื องคก์ รเอกชนอน่ื ๆ องคก์ ารสหประชาชาติ : เปน็ ขบวนการวมกำลงั ของประชาชนกับเจ้าหน้าท่ีของรัฐบาล เพ่ือปรับปรุง สภาพทางเศรษฐกจิ สงั คม วัฒนธรรมของชุมชนนัน้ ใหเ้ จริญย่งิ ๆ ขึน้ และผสมผสานชุมชนนน้ั เข้าเปน็ ชีวิตของ ชาติ และเพ่ือใหป้ ระชาชนสามารถอุทิศตนเอง เพื่อความก้าวหนา้ ของประเทศชาตไิ ด้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามอาจกล่าวสรุปได้วา่ การพฒั นาชมุ ชนกค็ ือการพฒั นาคุณภาพชวี ิต ซง่ึ หมายถงึ ชวี ติ ของบคุ คล ทส่ี ามารถดำรงชวี ติ อย่รู ว่ มกันในสงั คมได้อย่างเหมาะสม ไม่เป็นภาระและไม่ก่อให้เกิดปญั หาใหแ้ กส่ งั คม เป็น ชีวิตท่มี ีความสมบรู ณ์ทั้งทางร่างกาย จติ ใจ และสามารถดำเนนิ ชีวิตทีช่ อบธรรม สอดคลอ้ งกับสภาพแวดล้อม ค่านิยมของสงั คม สามารถแก้ไขปญั หา ตลอดจนการแสวงหาส่งิ ทตี่ นปรารถนาให้ไดม้ าอยา่ งถูกต้อง ภายใต้ เครอื่ งมอื และทรัพยากรที่มอี ยู่ โดยมจี ดุ เนน้ ของคณุ ภาพชีวติ เป็น 3 ประเดน็ 1. ทางดา้ นรา่ งกาย : บุคคลต้องมสี ุขภาพรา่ งกายทส่ี มบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไขเ้ จ็บ เป็นผลจากการ ไดร้ ับการตอบสนองทางด้านปัจจัยความจำเป็นขน้ั พ้นื ฐานที่พอเหมาะ 2. ทางดา้ นจติ ใจ : คือจะต้องมสี ภาพจติ ใจทสี่ มบรู ณ์รา่ เรงิ แจ่มใส ไม่วิตกกังวล รสู้ กึ พอใจในชวี ติ ของตน ครอบครัว และสังคมในสภาพแวดลอ้ มทด่ี ี มีความปลอดภยั ในชีวิตและทรพั ย์สิน 3. ด้านสังคม : บุคคลท่ีสามารถดำรงชีวติ ภายใต้บรรทดั ฐาน และค่านิยมทางสงั คมในฐานะเป็นสมาชกิ ของ สังคมได้อย่างปกตสิ ุข ณรงค์ เทียนสง่ ได้ระบุว่าคุณภาพชวี ิตของมนุษย์ ประกอบดว้ ย 1. บคุ คลได้สิ่งจำเปน็ แก่การมชี วี ิต ได้แก่อาหาร ท่ีอยู่อาศยั เส้อื ผา้ สุขภาพแขง็ แรง และมคี วามมนั่ คงในชวี ติ 2. มคี ่านยิ มทีเ่ หมาะสมในการดำเนินชวี ิตทีส่ อดคล้องกับสังคม วัฒนธรรม การเมอื ง และสภาพแวดล้อมทาง เศรษฐกจิ ซงึ่ จะเปน็ รากฐานการตัดสินใจทีจ่ ะนำไปส่จู ดุ หมายปลายทางของการมชี วี ติ ทดี่ ี คณะกรรมการประเมนิ ผลโครงการพัฒนาชนบทยากจน ไดก้ ำหนดเกณฑ์พจิ ารณาคุณภาพชวี ิตโดยดจู าก
ความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ) ซ่ึงเปน็ เกณฑ์ในการประเมนิ คุณภาพชวี ติ ขัน้ พ้นื ฐานของคนไทย ไวด้ ังนี้ 1. ได้กนิ อาหารที่ถกู สขุ ลักษณะในปรมิ าณท่ีพอเพียง 2. มีทอี่ ยอู่ าศัยและสภาพแวดล้อมการทำงานท่ีเหมาะสม 3. มงี านทำอยูใ่ นสภาพแวดลอ้ มการทำงานที่เหมาะสม 4. ไดบ้ รกิ ารขน้ั พน้ื ฐานท่ีจำเปน็ 5. มีความปลอดภัยในชีวติ และทรัพย์สิน 6. มกี ารผลิตท่พี อเพยี ง 7. มีสว่ นรว่ มในการปกครองทอ้ งถน่ิ 8. สามารถควบคุมช่วงเวลาของการมีบตุ ร และจำนวนบุตร 9. ประพฤตติ ามธรรมเนยี ม ประเพณี หลกั ธรรมศาสนา และรักษาสง่ เสริมกจิ กรรมทางศิลปวัฒนธรรม เป้าหมายในการพฒั นาชุมชน การพัฒนาชุมชน มีเปา้ หมายสำคัญที่จะต้องพัฒนา ดังนี้ 1. การพัฒนาคน คือการทำใหค้ นในชุมชนนัน้ มีคุณภาพดีขึ้น ท้งั กายใจและสติปญั ญา ซ่งึ ในแต่ละ แผนพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติต่างกม็ ีจุดมงุ่ เน้นทจ่ี ะพัฒนาคนต่าง ๆ กนั ไป แตท่ ่ปี รากฏชดั เจน เปน็ รูปธรรมคือในแผนพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาตฉิ บับท่ี 8 ไดร้ ะบเุ ปา้ หมายของการพฒั นา คุณภาพคนไวส้ ามลักษณะดังนี้ เกง่ : มีความสามารถและรจู้ กั ความสามารถของตนเอง มแี รงจงู ใจมุ่งมน่ั สูจ่ ุดหมาย สามารถตัดสินใจได้ แกป้ ัญหาเปน็ แสดงออกได้อย่างเหมาะสม มคี วามยดื หยุ่น และมนุษยส์ ัมพนั ธ์ดีกับคนอ่ืน (IQ) ดี : รจู้ กั ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ แสดงออกไดเ้ หมาะสมกบั บคุ คล โอกาสและสถานที่ รจู้ ักเหน็ อกเหน็ ใจ คนอืน่ มีความรบั ผดิ ชอบ ร้จู ักการใหแ้ ละการรบั รจู้ ักยอมรบั ผิด ให้อภัย และเห็นแก่ประโยชน์สว่ นรวม (EQ) สขุ : ภูมิใจในตวั เอง เหน็ คุณค่าและมีความเชื่อมัน่ ตนเอง พอใจชีวติ มองโลกในแงด่ ี มีอารมณ์ ขัน มคี วาม สงบทางใจ รู้จักการผ่อนคลาย กิจกรรมเสริมความสขุ (การผสานประโยชนร์ ะหวา่ ง IQ กบั EQ) 2. การพัฒนาสิ่งแวดล้อม ซึง่ จะต้องคำนึงถงึ ส่งิ แวดลอ้ มทเ่ี ปน็ วัตถุไดแ้ กอ่ าคารสถานท่ี ส่งิ ปลกู สร้างตา่ ง ๆ และสภาพแวดลอ้ มตามธรรมชาติ เปา้ หมายสำคัญคอื จะตอ้ งพัฒนาใหส้ ภาพแวดล้อมไม่ถกู ทำลาย มวี ิสัยที่ จะรบั ภาระ (Carrying Capacety) ใหป้ ระโยชน์แก่ชมุ ชน ในปัจจบุ นั สภาพสิง่ แวดลอ้ มธรรมชาติไดถ้ ูกทำลาย ลงไปมากทัง้ ในเชงิ คุณภาพ (อากาศเปน็ พษิ น้ำเสยี ขยะ ฯลฯ) และในเชิงปริมาณ (ความหลากหลายทาง ชีวภาพ แรธ่ าตทุ รัพยากรธรรมชาตบิ างชนิด ภาวะขาดแคลนนำ้ ฯลฯ) ซง่ึ สภาพการณเ์ หล่าน้สี ง่ ผลกระทบ โดยตรงต่อการดำรงชวี ติ ของมนษุ ย์ หลักการพฒั นาชุมชน การดำเนินงานพัฒนาชุมชนน้ัน มหี ลกั การสำคญั ท่ีเปน็ รากฐานในการดำเนินงานอยู่ 3 ประการดว้ ยกันคือ
1. ความคิดรเิ ริม่ มาจากประชาชน กจิ กรรมทกุ กจิ กรรมและทุกขั้นตอนจะต้องเกิดจากการคิด ตดั สนิ ใจ วางแผน และดำเนนิ การโดยประชาชน นักพัฒนาต้องไมเ่ ป็นผูก้ ำหนดกิจกรรม แผนงาน หรอื โครงการไว้ ล่วงหนา้ แตน่ ักพฒั นามหี น้าท่ีกระต้นุ ใหช้ าวบา้ น กลา้ คิด สามารถคน้ หาปัญหาและความตอ้ งการ และ ตัดสนิ ใจรเิ ริ่มโครงการต่าง ๆ ไดเ้ อง ซ่ึงการท่นี ักพัฒนาจะทำได้จำเปน็ ต้องเข้าไปหาประชาชน กระตุ้นยว่ั ยโุ ดย ใชม้ าตรการต่าง ๆ (การฝึกอบรม, ประชมุ กลุ่มอภปิ ราย กลุ่มสัมพันธ์ การแสดงบทบาท ฯลฯ) ให้ชาวบา้ นกลา้ คดิ กล้าแสดงออก โดยนกั พฒั นาอาจใหข้ ้อมูลหรือการชแ้ี นะทีจ่ ำเปน็ เพือ่ ประกอบการตัดสินใจของชาวบา้ น สัญญา สัญญาววิ ัตน์ ได้ระบุวา่ มีมาตรการต่าง ๆ ที่อาจนำไปใชไ้ ด้ในการกระตุ้นใหป้ ระชาชนเกิดความคิด และตัดสินใจ ได้ ดังตอ่ ไปนี้ 1. การให้การศึกษา ทำได้ทั้งในระบบ (การจดั การศกึ ษาอยา่ งเปน็ ทางการ) และนอกระบบ ซึง่ เกิด จากการเรียนร้จู ากประสบกรณ์ 2. การอภปิ รายกลุม่ โดยมีการรวมกลุ่มกันระหว่างคนที่สนใจ หรือคนท่มี ีผลประโยชนร์ ่วมกนั โดยนกั พัฒนา ต้องกระตุ้นให้สมาชิกในกลุ่มมกี ารอภิปรายแสดงความคิดเหน็ แลกเปล่ียนแนวคิด และประสบการณ์ซ่งึ กันและ กนั โดยตอ้ งสร้างบรรยากาศในการประชมุ ให้มีความเป็นมิตร ใหเ้ กยี รตแิ ละเคารพความเหน็ ซ่ึงกนั และกัน การ ลงมติจะต้องเป็นไปโดยไม่มีอิทธิพลครอบงำ และควรใหส้ มาชิกสว่ นใหญพ่ อใจ 3. การสาธติ เปน็ วิธีท่ีจะแสดงให้เห็นถงึ ข้นั ตอน และผลของการปฏิบัติ โดยอาจเป็นวิธกี ารใหม่ ๆ ที่ชาวบา้ น ยังไมร่ จู้ ัก หรือรู้จักแล้วแต่ยงั ทำไม่ได้ หลกั สำคัญในการสาธิตให้เกดิ ผล กค็ ือจะต้องมีทรัพยากรหรือผสู้ าธิตท่ีมี ความรู้ ความชำนาญในเร่ืองน้ัน ๆ และเร่ืองที่สาธิตตอ้ งตรงกับความต้องการ เกิดประโยชน์ และประชาชน สามารถนำไปปฏิบัตไิ ด้ 4. การประชมุ เป็นการเรยี กประชมุ ใหช้ าวบา้ นมารบั ทราบข่าวข้อมูล ความรหู้ รอื เพื่อปรึกษาหารือ กนั ใน การจัดกิจกรรมการพฒั นา 5. การจัดนทิ รรศการ เปน็ การนำสง่ิ ของ กระบวนการ และอุปกรณต์ ่าง ๆ มาแสดงให้ชม เพอื่ ใหผ้ ู้ชมได้เห็น และเกิดความคิดที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งนีก้ ารจดั นิทรรศการท่ดี ีน้ัน ผู้จดั จะต้องกำหนดวตั ถปุ ระสงค์ให้ ชดั เจน ในปจั จบุ นั การจัดนิทรรศการใหญ่ ๆ ระดบั ชาติ จะใช้บรษิ ัทเอกชนทีเ่ ป็นมืออาชีพเป็นผู้จดั ซงึ่ ผลท่ีได้ จะเกดิ ความสวยงาม น่าดู เช่น นทิ รรศการสนิ ค้า OTOP 6. ทศั นศึกษา เปน็ วิธกี ารท่ีใชม้ าในปจั จบุ นั มกี ารนำประชาชนกลมุ่ หนงึ่ ไปดูงานยังต่างพ้ืนท่ี ท้ังในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความรู้ และความคดิ ได้เห็นแบบอยา่ งท่ีมีคนทำและประสบความสำเรจ็ ซ่ึงจะเปน็ แรงกระตุ้นใหน้ ำไปใชใ้ นการพัฒนาชมุ ชนของตนเอง ปัจจุบันวธิ นี ี้เปน็ ทแี่ พร่หลาย และนิยมของชาวบา้ นมาก ชาวบา้ นกลมุ่ ต่าง ๆ มีการเดินทางไปดูงานแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์กนั มีการสร้างเครือข่ายการ ทำงานรว่ มกนั เชน่ เครือข่ายกล่มุ ทอผ้าในเขตจังหวดั ภาคเหนอื สง่ิ สำคญั ทตี่ ้องพิจารณาคอื วิธีการท่ีทำแล้ว ประสบความสำเร็จในพน้ื ทห่ี น่งึ อาจใชไ้ ดห้ รือใชไ้ ม่ได้กบั อีกพื้นที่หน่ึงก็ได้ ดงั นั้นผ้ทู จี่ ะนำไปใช้จะต้องพิจารณา และปรับใชใ้ ห้เหมาะสมกบั ชมุ ชนของตน 7. การรณรงค์ เหมาะสำหรับกิจกรรมท่ีต้องการเรง่ รดั ใหเ้ กิดผลสำเร็จในระยะเวลาอนั ส้ัน ซงึ่ ผูเ้ ก่ยี วข้อง
จะต้องให้ความรู้ โฆษณา ประชาสมั พนั ธอ์ ย่างดีในระดบั หนง่ึ ถึงความจำเปน็ และลกั ษณะกจิ กรรมนน้ั ให้ ชาวบ้านรับรู้ รับทราบ เมื่อมีการเร่มิ ดำเนินการ ชาวบา้ นจะได้ให้ความร่วมมือ การรณรงคน์ ั้นอาจใชว้ ิธเี กลีย้ กล่อม การสรา้ งกระแสนยิ มรักชาติ การใหผ้ นู้ ำท่ีมีอิทธพิ ลเป็นผูร้ ิเร่มิ ทำก่อนเปน็ ตัวอย่าง รวมไปถงึ การโฆษณา ประชาสมั พันธ์ ผ่านส่อื ต่าง ๆ เชน่ โทรทัศน์ วทิ ยุ หนงั สอื พิมพ์ เสียงตามสาย ปา้ ยประกาศ ใบปลิว การแสดง มหรสพ ฯลฯ 2. หลักการใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ ม การที่ประชาชนเข้ามามสี ่วนรว่ มในโครงการตา่ ง ๆ จะก่อให้ เกิด ความรู้สกึ เปน็ เจ้าของ มีความรกั ผูกพันธต์ ่อโครงการน้นั ๆ จะชว่ ยเน้นยำ้ ให้เกดิ ความรสู้ ึกว่า โครงการนั้นเปน็ ความรบั ผิดชอบ และเกดิ จากนำ้ พักนำ้ แรงของพวกเขาเอง ซ่งึ ในกระบวนการพฒั นาชมุ ชนนั้น ประชาชนจะมี ส่วนร่วมในขนั้ ตอนตา่ ง ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี 2.1 มสี ว่ นรว่ มในการคดิ คน้ หาปัญหาและศึกษาสาเหตุของปญั หา ข้นั ตอนนถี้ งึ เป็นข้ันตอนแรกที่มี ความสำคญั มาก เพราะบางครั้งปัญหาต่าง ๆ ของชาวบ้าน เปน็ สิ่งทชี่ าวบ้านต้องพบสัมผัสอยู่ทกุ วันจนเกิด ความเคยชนิ ไม่คดิ ว่าสิ่งนนั้ เป็นปัญหา จึงไม่กะตือรือล้นท่จี ะหาทางแกป้ ัญหา 2.2 มีส่วนรว่ มในการวางแผนดำเนนิ กิจกรรม โดยทั่วไปแล้วนกั พัฒนาหรือนักวิชาการมักจะคิดว่าชาวบา้ นไม่ มีศักยภาพพอท่จี ะวางแผนดำเนนิ กจิ กรรมดว้ ยตัวเองได้ ซึ่งกอ็ าจมีความเปน็ จริงแตเ่ พียงบางส่วน แตห่ าก นกั พัฒนามีความเชอื่ ม่ันในศักยภาพของความเป็น “คน” ของทุกคนว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาได้ ก็เปน็ หนา้ ที่ ของนักพฒั นาทจ่ี ะเสรมิ ความรู้ หรือใชเ้ ทคนิคต่าง ๆ เพ่ือหาแนวทางในการจัดระบบความคิดของชาวบ้านให้ สามารถวางแผนได้ 2.3 มสี ่วนรว่ มในการลงทนุ และปฏบิ ตั ิ คำวา่ ทนุ ในทนี่ อี้ าจไม่ไดห้ มายถงึ เฉพาะเงินทนุ เทา่ นนั้ แต่ชาวบ้านยังมี ทรัพยากรท่ีอาจหามาได้เอง เช่น ทรพั ยากรธรรมชาติ (ทราย หิน ไม้ไผ่ ฯลฯ) หรอื วสั ดุตามธรรมชาตใิ น หมบู่ า้ น และรวมถึงแรงงานของชาวบ้านเอง สว่ นในการปฏบิ ัตินั้นก็เชน่ กนั ชาวบา้ นสามารถที่จะเข้ารว่ ม ดำเนนิ การในกจิ กรรมต่าง ๆ ได้ สิง่ เหลา่ น้จี ะส่งผลใหเ้ กิดความรสู้ กึ มสี ่วนรว่ ม เป็นเจ้าของและเห็นคุณคา่ พร้อมทีจ่ ะดูแลรักษา รวมทัง้ การได้เรยี นรู้การทำงานในกจิ กรรมนัน้ ด้วย 2.4 มีสว่ นรว่ มในการติดตามและประเมนิ ผลงาน ซ่ึงเปน็ ขั้นตอนสดุ ท้ายทจี่ ำเปน็ เพราะ การประเมินผลงาน จะช่วยให้ทราบถงึ ข้นั ตอนการทำงาน ผลสำเรจ็ และหรือปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ทำใหส้ ามารถปรบั เปลยี่ นแผน ให้เกิดผลงานที่ดีทส่ี ดุ ตอบสนองความต้องการของชุมชนอย่าถูกจุด 3. หลักการช่วยตัวเอง การพัฒนาชมุ ชนนั้นหลักสำคัญท่ีสุด และเป็นเปา้ หมายสูงสุดดว้ ย กค็ ือการที่จะให้ ประชาชน มีความเป็นอยทู่ ี่ดี สามารถพ่ึงตวั เองได้อยา่ งยง่ั ยืน อย่างไรก็ตามการสง่ เสรมิ ให้ชาวบ้านช่วยตัวเอง ไดน้ น้ั กจ็ ำต้องคำนงึ ถึงข้อจำกัดของชาวบ้านเองดว้ ย โดยเฉพาะข้อจำกดั ด้านเศรษฐกิจ การดำเนนิ งานพฒั นา ควรเร่ิมจากโครงการท่ไี ม่ใหญ่จนเกินกำลังชาวบ้าน ชาวบ้านมศี ักยภาพพอท่ีจะดำเนินโครงการนั้นจนประสบ ความสำเร็จ อาทิ เชน่ พัฒนาตัวเองและครอบครัวก่อน และในบางกรณีรฐั บาลหรอื หน่วยงานที่รับผิดชอบ
โครงการนน้ั อาจต้องให้ความช่วยเหลอื สนบั สนุนด้านงบประมาณลงทุนประเดิมให้กอ่ น เชน่ การสนับสนนุ พันธ์วัว ต้นกลา้ ผลไม้ และเมื่อชาวบ้านดำเนินโครงการประสบความสำเร็จกช็ ดชดใช้ทนุ คนื ปัจจยั แวดล้อมท่ีมีอทิ ธิพลต่อการพัฒนาชุมชน การพฒั นาท่ีจะประสบความสำเร็จได้ จำต้องอาศยั สภาพแวดล้อมทีเ่ อ้ือต่อการพัฒนา อนั ไดแ้ ก่ 1. ลกั ษณะทางกายภาพ ได้แก่ สภาพแวดลอ้ มด้านวัตถุ อันได้แก่ สง่ิ กอ่ สร้างพ้ืนฐาน : ถนน สะพานคลองส่ง น้ำ และสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เชน่ ลกั ษณะภมู ิประเทศ อนั ได้แก่ สภาพดนิ แหล่งต้นน้ำลำธาร อณุ หภมู ิ สงิ่ เหลา่ นจ้ี ะต้องส่งเสรมิ และเอื้อให้การพัฒนาประสบความสำเรจ็ เช่น พนื้ ท่ีอุดม มีภูมิอากาศ เหมาะสมกบั การปลูกพชื มรี ะบบการชลประทาน และแหล่งนำ้ หลอ่ เลีย้ งให้พชื เจรญิ เติบโต มถี นนลำเลยี ง ขนสง่ ผลผลิตและสนิ คา้ ออกสู่ตลาด 2. ลกั ษณะทางเศรษฐกจิ หมายถงึ ภาวะการถือครองท่ีดิน ระบบการขาย-ซื้อผลผลติ ระบบราคา, ภาวะ หนส้ี ิน ระบบการกู้ยืมและแหล่งสนิ เชื้อ ความยากจนของประชาชนในพ้ืนท่ี จะส่งผลตอ่ การลงทุนในการผลิต และนำไปสูภ่ าวะการสญู เสยี กรรมสทิ ธ์ิทดี่ นิ ซง่ึ เปน็ ผลใหเ้ กิดความร้สู ึกผกู พันต่อการพฒั นา 3. สภาพแวดลอ้ มทางการเมอื ง ไดแ้ กน่ โยบายการพฒั นาของรัฐบาล ซงึ่ อาจแตกต่างกันไปตามยุคสมัย เชน่ สมยั พณ.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เน้นการพัฒนารากฐานของการพฒั นาประเทศ มกี ารลงทุนในสาธารณปู โภค สาธารณปู การ สร้างถนนสายสำคญั สร้างเขื่อนกน้ั นำ้ โรงไฟฟา้ ฯลฯ ส่วนในยุคของ พณ. พลเอกชาตชิ าย ชณุ หวัณ ก็เน้นดา้ นเศรษฐกิจ “แปรสนามรบให้เปน็ สนามค้า” สมยั พณ. พลเอก ชวลติ ยงใจยุทธ เน้นความ สงบรม่ เย็นจากปัญหาผู้ก่อการรา้ ย “ใต้รม่ เยน็ -อสี านเขียว” สมัย พณ. นายชวน หลีกภยั เนน้ การจัดท่ีดนิ ทำ กนิ และสมัย พต.ท. ดร.ทกั ษิณ ชินวตั ร “เนน้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจ” เป็นต้น 4. สภาพแวดลอ้ มทางสังคมอนั เปน็ เร่ืองท่เี กี่ยวกับความเชือ่ คา่ นิยมของคนในสังคม ความสัมพนั ธ์ระหว่าง บุคคล การรวมกลุ่ม และอทิ ธิพลของกลมุ่ ซ่งึ มผี ลตอ่ การดำเนนิ ชวี ติ พฤติกรรมและความสัมพนั ธข์ องคนใน ชมุ ชน 5. สภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี เป็นส่งิ ทเี่ กดิ จากการสร้างสรรคป์ รุงแต่งของมนุษย์ ที่จะนำมาใชใ้ นการ พัฒนาความเปน็ อยขู่ องประชาชนให้มีความสะดวกสบายข้ึน ส่งิ สำคญั คอื ต้องเลือก และนำเทคโนโลยีที่ เหมาะสม (Appropriate technology) ไปใช้ โดยไม่ให้เกิดผลเสยี ตอ่ ส่ิงแวดล้อม ประชาชน และ ความสมั พันธ์ระหว่างประชาชน ซึง่ ในสงั คมไทยเรามีเทคโนโลยีเหมาะสมมากมาย อันได้แก่ “ภมู ิปญั ญา ชาวบา้ น” ท่นี กั พัฒนาจะต้องรจู้ ักนำมาใช้และผสมผสานกับเทคโนโลยสี มยั ใหมใ่ ห้เกดิ ประโยชน์สูงสุด สภาพแวดลอ้ มท่ีควรเป็น การพฒั นาต้องคำนึงถึงการพฒั นาทีส่ อดคล้องกับสภาพความ เราอาจเปรยี บ ภมู ิ ปญั ญาชาวบา้ นเสมอื น ตน้ ไม้ผลท้องถิน่ ที่มีรากแกว้ มีความทนทานต่อสภาพสงิ่ แวดล้อม สว่ นเทคโนโลยี สมัยใหม่ เปรยี บได้เสมือน กิ่งตอนชนั้ ดี ทเ่ี อาเข้าไปตดิ ตาทาบกิง่ เพ่ือให้ออกดอกออกผลทีด่ ี 6. สภาพแวดล้อมที่ควรเป็น การพัฒนาต้องคำนงึ ถึงการพัฒนาทสี่ อดคลอ้ งกบั สภาพที่เปน็ จริงและเกิด ประโยชน์แก่ประชาชนในชุมชนน้นั เป็นส่วนใหญ่ อนั เกดิ จากการผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อมท้ัง 5 ข้อที่
กล่าวมาแล้ว ในขณะที่ประชาชนมคี ุณภาพชีวติ ที่ดี สังคมและส่งิ แวดล้อมกต็ ้องไมเ่ สือ่ มโทรม ประชาชน สามารถพึ่งตนเองได้ในที่สุด แผนพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ประเทศไทยไดป้ ระกาศใช้แผนพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคม ฉบับแรกต้ังแตป่ ี 2504 โดยอยู่ในสมัยของ พณ. นายกรัฐมนตรจี อมพล สฤิษด์ิ ธนะรัชต์ จนถงึ ปี พ.ศ. 2547 ประเทศไทยไดป้ ระกาศใช้แผนพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคม มาแล้ว 9 ฉบับด้วยกนั โดยในแผนฯ แต่ละฉบบั มีจุดเน้นพอสรปุ ได้ดงั นี้ แผนพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504 – 2509) เปน็ แผน ฯ ฉบับแรกและฉบบั เดียวท่มี ีระยะเวลาของแผน 6 ปี จุดเนน้ ของ แผน ฯ นี้คอื การปูพนื้ ฐานเพ่ือการเรง่ รดั พัฒนาประเทศดา้ นเศรษฐกิจ โดยเน้นลงทนุ ดา้ นโครงสร้างพนื้ ฐาน (Infrastructure Facilities) อนั ได้แก่การแรง่ รัดสรา้ งระบบชลประทาน พลงั งาน ถนน ทางรถไฟ และการ คมนาคมอน่ื ๆ รวมทั้งโครงการบริการตา่ ง ๆ (Services Project) เช่น โครงการวจิ ัยทดลองด้านเกษตร อตุ สาหกรรม และโครงการพัฒนาการศกึ ษาสาธารณสขุ แผนพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 2 (พ.ศ. 2510 – 2514) เน้นการพัฒนาสงั คม ยกระดบั มาตรฐานการครองชีพ ขยายพลังการผลติ รกั ษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ กระจายการพัฒนา และเร่งรัด การพัฒนาสู่ชนบท แผนพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คม ฉบบั ที่ 3 (พ.ศ. 2515 – 2519) ยังมจี ุดเนน้ ด้านการกระจายความเจริญสชู่ นบท พยายามลดช่องว่างคนรวยกับ คนจน ขยายการผลติ และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกจิ เน้นใหเ้ อกชนเข้ามามสี ่วนร่วมในการพฒั นาประเทศ และให้ความสำคญั กับการวางแผนครอบครวั และการมีงานทำเป็นครง้ั แรก แผนพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 4 (พ.ศ. 2520 – 2524) มีการกระจายการพฒั นาในรปู แบบภาค และภมู ิภาคเพื่อการเพิ่มผลผลติ ทาง การเกษตร ปรับปรงุ โครงสรา้ งอุตสาหกรรม มโี ครงการผนั เงนิ อาสาพฒั นาชนบท การสร้างงานในชนบท(กสช) โดยมกี ารเนน้ การอนุรกั ษ์และฟนื้ ฟูทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่สี ูญเสยี ไป แผนพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคม ฉบบั ท่ี 5 (พ.ศ. 2525 – 2529) เปน็ แผนท่มี ีการกำหนดการดำเนินงานในเชงิ รบั และเชิงรุก เน้นการแก้ปญั หา ความยากจน โดยการกำหนดพ้ืนที่ตามระดับความยากจน มพี ื้นทเ่ี ป้าหมาย ชนบทยากจนทว่ั ประเทศ 286 อำเภอ และรักษาวินัยทางการเงิน การคลงั แก้ปญั หาการขาดดลุ การคา้
แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 6 (พ.ศ. 2530 – 2534) เป็นแผนทเ่ี นน้ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามบี ทบาทใน การพฒั นามากขึ้น เนน้ ให้มกี ารกระจายความเจรญิ สูภ่ ูมภิ าคและชนบทมากข้ึน แผนพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 7 (พ.ศ. 2535 – 2539) มงุ่ เน้นการสรา้ งความสมดุลทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ การพฒั นา ทรพั ยากรมนุษย์ และการพฒั นาคุณภาพสิง่ แวดล้อมควบคู่กันไป แผนพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) ในแผนน้ี กำหนดให้ คนเป็นจุดหมายหลักของการพัฒนา เนน้ เรอ่ื งการพฒั นา ทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) เน้นการวางแผนพัฒนาแบบองค์รวม หรือบูรณาการ ระหวา่ งเศรษฐกจิ กับสงั คมเข้าด้วยกนั มุ่งเนน้ ความเป็นไทย และสามารถแขง่ ขนั ในเวทโี ลกได้ แผนพัฒนาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 9 (พ.ศ. 2544 – 2549) เปน็ แผนทมี่ ีปรัชญาการพัฒนาบิรหารประเทศตามกระแสพระราชดำริของ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั เรือ่ ง เศรษฐกิจแบบพอเพยี ง มงุ่ เนน้ การพัฒนาท่ียัง่ ยืนด้วยการวางรากฐานการ พัฒนาประเทศใหเ้ ข้มแข็งยัง่ ยืน มภี ูมคิ มุ้ กันทางเศรษฐกิจที่สามารถพึ่งตนเองได้ รวมท้ังความเขม้ แข็งของ ชมุ ชนและเครอื ข่ายชุมชนให้เกดิ การเชื่อมโยงการพฒั นาท้งั ชนบทและเมืองอยา่ งยั่งยืน มีการดูแลจัดการ ทรพั ยากร ส่งิ แวดล้อม ควบคู่ไปกบั การพฒั นาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยที ี่เหมาะสมกับสงั คมไทย เปา้ หมาย สำคญั ของแผนฯ ฉบบั นี้คอื การสร้างดลุ ภาพทางเศรษฐกิจ การยกระดบั คุณภาพชีวติ การบรหิ ารจดั การระบบ ราชการทง้ั ส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่นที่ดี กระจายอำนาจใหเ้ กดิ การบริหารทีโ่ ปรง่ ใส ตรวจสอบได้ และ เน้นการปราบปรามการทจุ ริตประพฤติมิชอบใหเ้ กิดผล มีการดำเนนิ การทางเศรษฐกจิ ทีเ่ อื้ออาทรต่อคนจน เปิดโอกาสและสร้างศักยภาพในการพัฒนาใหค้ นจนมีความเข้มแข็ง มภี มู ิคุ้มกนั สามารถพ่งึ ตนเองได้ สามารถ ลดอัตราคนจนให้เหลือไม่เกนิ รอ้ ยละ 12 ของประชากรทั้งประเทศ ในปี พ.ศ. 2549 ซ่ึงเปน็ ปีสิน้ สุดแผน
Search
Read the Text Version
- 1 - 9
Pages: