36 ตารางที่ 4 คา่ เฉลยี่ และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของความพงึ พอใจของผเู้ ข้ารว่ มโครงการด้าน กระบวนการ/ ขั้นตอนการให้บริการ ระดบั ความคดิ เหน็ รายการประเมนิ คา่ เฉลย่ี สว่ นเบี่ยงเบน แปลผล มาตรฐาน 1) การประชาสมั พันธก์ ารจดั โครงการ 2) ความสะดวกในการลงทะเบยี น 4.52 0.58 มากที่สุด 3) การดำเนนิ งานเปน็ ระบบและมขี ้ันตอนชดั เจน 4) รปู แบบของการจดั โครงการมคี วามเหมาะสม 4.45 0.42 มาก 5) ความเหมาะสมของวันและระยะเวลาในการอบรม 4.30 0.63 มาก คา่ เฉล่ยี รวม 4.54 0.55 มากทส่ี ุด 4.44 0.64 มาก 4.45 0.56 มาก จากตารางที่ 4 พบวา่ ผลการประเมินผลการประเมนิ ความพงึ พอใจด้านกระบวนการ / ข้นั ตอนการใหบ้ ริการในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก ( X = 4.45, S.D.= 0.56) เม่อื พจิ ารณาเป็น รายการ เรยี งลำดบั ค่าเฉลยี่ จากมากไปน้อย พบวา่ การดำเนินงานเปน็ ระบบและมขี ้นั ตอนชัดเจน อยู่ ในระดบั มาก ( X = 4.54, S.D.= 0.55) มคี ่าเฉล่ยี มากทส่ี ดุ รองลงมาคอื การประชาสัมพันธ์การจัด โครงการ อยู่ในระดบั มากท่ีสดุ ( X = 4.52, S.D.= 0.58) และ 3) การดำเนนิ งานเปน็ ระบบและมี ข้นั ตอนชดั เจน อย่ใู นระดบั มาก ( X = 4.30, S.D.= 0.63) มคี ่าเฉลยี่ นอ้ ยท่สี ุด
37 ตารางท่ี 5 คา่ เฉลย่ี และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานของความพึงพอใจของผ้เู ขา้ รว่ มโครงการด้านความ พึงพอใจด้านวิทยากร ระดับความคิดเห็น รายการประเมิน คา่ เฉลี่ย สว่ นเบ่ยี งเบน แปลผล มาตรฐาน 1) การเตรียมตวั และความพรอ้ มของวทิ ยากร 2) การถา่ ยทอดของวทิ ยากร 4.48 0.60 มาก 3) สามารถอธิบายเนอ้ื หาไดช้ ดั เจนและตรงประเดน็ 4) ใช้ภาษาทีเ่ หมาะสมและเขา้ ใจง่าย 4.51 0.58 มากทสี่ ดุ 5) การตอบคำถามของวิทยากร 4.49 0.45 มาก ค่าเฉลยี่ รวม 4.52 0.63 มากที่สดุ 4.54 0.60 มากทีส่ ดุ 4.51 0.57 มากที่สดุ จากตารางที่ 5 พบวา่ ผลการประเมินผลการประเมิน ความพึงพอใจด้านวิทยากร ใน ภาพรวมอยู่ในระดบั มากทส่ี ดุ ( X = 4.51, S.D.= 0.57) เม่อื พิจารณาเป็นรายการ เรียงลำดับ คา่ เฉล่ยี จากมากไปนอ้ ย พบวา่ การตอบคำถามของวทิ ยากรอยู่ในระดบั มากท่สี ุด ( X = 4.54, S.D.= 0.60) มีคา่ เฉลี่ยมากทส่ี ดุ รองลงมาคือ ใชภ้ าษาท่ีเหมาะสมและเข้าใจง่ายอยู่ในระดับมากท่ีสดุ ( X = 4.52, S.D.= 0.63) และการเตรยี มตัวและความพร้อมของวิทยากร อยู่ในระดบั มาก ( X = 4.48, S.D.= 0.60) มคี ่าเฉล่ยี น้อยท่สี ุด
38 ตารางที่ 6 ค่าเฉลย่ี และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานของความพึงพอใจของผ้เู ขา้ รว่ มโครงการด้านความ พึงพอใจดา้ นสงิ่ อำนวยความสะดวก ระดับความคดิ เห็น รายการประเมิน ค่าเฉลย่ี ส่วนเบ่ียงเบน แปลผล มาตรฐาน 1) ความเหมาะสมของสถานท่ี 2) ความสะอาดเรียบรอ้ ยของสถานที่ 4.53 0.58 มาก 3) ความเหมาะสมของสื่อและอุปกรณ์ 4) ความเหมาะสมของอาหารกลางวนั และอาหารวา่ ง 4.47 0.42 มาก คา่ เฉล่ียรวม 4.43 0.63 มาก 4.41 0.64 มาก 4.46 0.57 มาก จากตารางที่ 6 พบว่า ผลการประเมินผลการประเมนิ ความพงึ พอใจดา้ นสิง่ อำนว ยคว าม สะดวก ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากทสี่ ดุ ( X = 4.46, S.D.= 0.57) เมื่อพจิ ารณาเป็น ร าย การ เรียงลำดบั ค่าเฉลยี่ จากมากไปนอ้ ย พบวา่ ความเหมาะสมของสถานที่ อยใู่ นระดบั มากที่สุด ( X = 4.53, S.D.= 0.58) มคี า่ เฉล่ยี มากท่ีสุด รองลงมาคอื ความสะอาดเรียบร้อยของสถานที่อยู่ในระ ดับ มาก ( X = 4.47, S.D.= 0.42) และความเหมาะสมของอาหารกลางวนั และอาหารว่างอยใู่ น ระดับ มาก ( X =4.41, S.D.= 0.64) มคี า่ เฉลี่ยน้อยทส่ี ดุ ตารางท่ี 7 คา่ เฉล่ียและสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานของความพึงพอใจของผู้เขา้ ร่วมโครงการด้านความ พึงพอใจดา้ นการให้บรกิ ารของเจ้าหน้าที่ ระดับความคิดเหน็ รายการประเมนิ ค่าเฉล่ยี สว่ นเบีย่ งเบน แปลผล มาตรฐาน 1) การใหบ้ ริการของเจ้าหน้าท่ี 2) การประสานงานของเจา้ หนา้ ท่โี ครงการ 4.54 0.45 มากทส่ี ุด 3) การอำนวยความสะดวกของเจา้ หน้าที่ 4) การให้คำแนะนำหรือตอบข้อซกั ถามของเจา้ หนา้ ท่ี 4.42 0.55 มาก คา่ เฉล่ยี รวม 4.52 0.52 มากที่สุด 4.46 0.48 มาก 4.49 0.50 มาก จากตารางที่ 7 พบว่า ผลการประเมิน ความพึงพอใจด้านการให้บริการของเจา้ หนา้ ที่ ใน ภาพรวมอยู่ในระดับ มากท่สี ดุ ( X = 4.49, S.D.= 0.50) เมื่อพจิ ารณาเปน็ รายการ เรียงลำดับ
39 ค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย พบวา่ การให้บริการของเจ้าหนา้ ที่อยู่ในระดับมากทสี่ ดุ ( X = 4.54, S.D.= 0.45) มีค่าเฉลยี่ มากทส่ี ดุ รองลงมาคือ การอำนวยความสะดวกของเจา้ หนา้ ท่ี อย่ใู นระดับมากที่สุด ( X = 4.52, S.D.= 0.52) และการประสานงานของเจา้ หนา้ ทโ่ี ครงการ อยใู่ นระดบั มาก ( X =4.42, S.D.= 0.55) มคี า่ เฉลีย่ นอ้ ยท่สี ุด ตอนที่ 3 ผลการประเมนิ ดา้ นความรู้ ความเข้าใจของผูเ้ ข้ารว่ มโครงการ ผลการประเมนิ ด้านความรู้ ความเข้าใจ เรียงลำดับผลการวเิ คราะห์ตามหัวขอ้ การบรรยายใน กำหนดการฝกึ อบรม ได้แก่ 1) ความรู้ความเขา้ ใจในเร่ืองน้กี อ่ นการอบรม 2) ความรคู้ วามเขา้ ใจในเรอ่ื งนี้หลังการอบรม 3) สามารถบอกประโยชน์ได้ 4) สามารถบอกขอ้ ดีได้ 5) สามารถอธิบายรายละเอียดได้ 6) สามารถนำไปบรู ณาการทางความคดิ สู่การทำงานเป็นทมี และพฒั นางานอย่างเป็นระบบ ดงั แสดงในตารางท่ี 8-9 ตารางท่ี 8 คา่ เฉลี่ยและสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานของความรู้ ความเข้าใจกอ่ น-หลังของผเู้ ขา้ ร่วม โครงการ ระดับความคิดเหน็ รายการประเมนิ คา่ เฉลย่ี สว่ นเบ่ียงเบน แปลผล มาตรฐาน 1) ความร้คู วามเข้าใจในเรือ่ งนีก้ ่อนการอบรม 2) ความรู้ความเข้าใจในเรอ่ื งนห้ี ลังการอบรม 3.55 0.70 มาก ความรู้ความเข้าใจเพิ่มขน้ึ เฉลย่ี 4.45 0.58 มาก 0.90 0.12 จากตารางที่ 8 พบว่า ในภาพรวมผู้เขา้ รว่ มโครงการมคี วามรู้ความเข้าใจ ก่อนการอบรมอย่ใู น ระดับมาก ( X = 3.55, S.D.= 0.70) มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ หลงั การสมั มนาอย่ใู นระดับมาก ( X = 4.45 S.D.= 0.58) และมีความรู้ความเขา้ ใจเพิม่ ขนึ้ เฉลย่ี 0.90
40 ตารางท่ี 9 คา่ เฉลี่ยและสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานของความรู้ ความเข้าใจของผ้เู ขา้ รว่ มโครงการโดยรวม ระดับความคิดเห็น รายการประเมิน ค่าเฉลีย่ สว่ นเบ่ียงเบน แปลผล มาตรฐาน 1) สามารถบอกประโยชน์ได้ 2) สามารถบอกขอ้ ดีได้ 4.58 0.50 มากท่สี ดุ 3) สามารถอธิบายรายละเอียดได้ 4.52 0.45 มากทสี่ ดุ 4) สามารถนำไปบูรณาการทางความคดิ สกู่ ารทำงานเปน็ ทมี และพัฒนางานอยา่ งเปน็ ระบบ 4.45 0.48 มาก คา่ เฉลี่ยรวม 4.49 0.55 มาก 4.51 0.50 มากทส่ี ดุ จากตารางที่ 9 พบว่า ผลการประเมิน ความร้คู วามเข้าใจของผรู้ ่วมโครงการ ในภาพรวมอยู่ ในระดบั มาก ( X = 4.51, S.D.= 0.50) เม่ือพิจารณาเปน็ รายการ เรียงลำดบั คา่ เฉลีย่ จากมากไปน้อย พบว่า ผู้เขา้ รว่ มโครงการสามารถบอกประโยชน์ได้ อยู่ในระดบั มากทสี่ ดุ ( X = 4.56, S.D.= 0.50) มคี า่ เฉล่ยี มากที่สุด รองลงมาคอื สามารถบอกข้อดไี ด้อยู่ในระดบั มาก ( X = 4.52, S.D.= 0.45) และ สามารถอธบิ ายรายละเอยี ดได้ อยู่ในระดบั มาก ( X =4.45, S.D.= 0.48) มีคา่ เฉลีย่ น้อยทสี่ ดุ ตอนที่ 4 ผลการประเมนิ การนำความร้ไู ปใชป้ ระโยชนข์ องผูเ้ ข้ารว่ มโครงการ ผลการประเมนิ การนำไปใช้ เรียงลำดับผลการวิเคราะหต์ ามหัวข้อการบรรยายในกำหนดการ ฝกึ อบรม ได้แก่ 1) สามารถนำความรู้ท่ีได้รบั ไปประยกุ ตใ์ ช้ในการปฏบิ ัติงานได้ 2) สามารถนำความร้ไู ปเผยแพร่ / ถ่ายทอดแก่ชุมชนได้ 3) สามารถใหค้ ำปรกึ ษาแกเ่ พ่อื นร่วมงานได้ 4) มคี วามมัน่ ใจและสามารถนำความรูท้ ไี่ ด้รบั ไปใชไ้ ด้ ดงั แสดงในตารางท่ี 10
41 ตารางที่ 10 คา่ เฉลย่ี และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานผลการประเมินการนำความรู้ไปใช้ของผู้เข้าร่วม โครงการ ระดบั ความคิดเหน็ รายการประเมิน คา่ เฉล่ยี ส่วนเบ่ียงเบน แปลผล มาตรฐาน 1) สามารถนำความร้ทู ไ่ี ด้รบั ไปประยกุ ต์ใช้ในการ ปฏบิ ัตงิ านได้ 4.54 0.45 มากทส่ี ุด 2) สามารถนำความร้ไู ปเผยแพร่ / ถา่ ยทอดแก่ชมุ ชนได้ 4.42 0.55 มาก 3) สามารถใหค้ ำปรึกษาแก่เพ่ือนได้ 4.52 0.52 มากทส่ี ดุ 4) มีความม่นั ใจและสามารถนำความรทู้ ี่ได้รบั ไปใชไ้ ด้ 4.46 0.48 มาก ค่าเฉลยี่ รวม 4.49 0.50 มาก จากตารางที่ 10 พบวา่ ผลการประเมิน ผลการประเมินการนำความรไู้ ปใช้ขอ งผู้ ร่วม โครงการในภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก ( X = 4.49, S.D.= 0.50) เมอื่ พจิ ารณาเป็นรายการ เรียงลำดบั ค่าเฉล่ียจากมากไปน้อย พบวา่ ผู้เขา้ รว่ มโครงการสามารถนำความรทู้ ่ีไดร้ บั ไปประยุก ต์ใช้ ในกา ร ปฏบิ ตั ิงานได้อยู่ในระดบั มากท่ีสดุ ( X = 4.54, S.D.= 0.45) มีคา่ เฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ สามารถให้คำปรึกษาแกเ่ พื่อนได้อยู่ในระดับมากท่ีสุด ( X = 4.52, S.D.= 0.52) และมีความมั่นใจ และสามารถนำความรู้ไปเผยแพร่ / ถ่ายทอดแก่ชุมชนได้ อยใู่ นระดับมาก ( X =4.42, S.D.= 0.55) มี คา่ เฉลย่ี นอ้ ยทีส่ ุด ตอนที่ 5 ผลการประเมนิ ความสำเร็จภาพรวมของการจดั การอบรม ผลการประเมนิ ความสำเรจ็ ภาพรวมของโครงการอบรมเชงิ ปฏบิ ตั ิการ “Growth mindset ดว้ ย จิตตปญั ญา)” สำหรบั นักเรยี นโรงเรียนเจด็ สี ดงั แสดงในตารางที่ 11 ตารางท่ี 11 ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานผลการประเมินความสำเร็จภาพรวมของการจัดการ อบรม ระดับความคิดเหน็ รายการประเมนิ ค่าเฉลยี่ ส่วนเบี่ยงเบน แปลผล ความสำเร็จภาพรวมของการจัดการอบรม มาตรฐาน 4.56 0.50 มากท่สี ดุ ค่าเฉลี่ยรวม 4.56 0.50 มากทส่ี ดุ
42 จากตารางท่ี 11 พบว่า ผลการประเมิน ความสำเรจ็ ภาพรวมของการจดั การอบรม ในครั้ง น้ภี าพรวมอย่ใู นระดับมากทสี่ ุด ( X = 4.56, S.D.= 0.50) ตอนที่ 6 ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ข้อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ - ควรมีการจัดโครงการอยา่ งตอ่ เนื่อง - อยากเพม่ิ เวลาของการทำกิจกรรม ข้อเสนอแนะ -
43 ตอนที่ 7 การสะทอ้ นผลจากกจิ กรรม ผลสะทอ้ นของนกั เรยี นท่ีเข้าร่วมโครงการ เสียงสะท้อนจากทา่ น ผอ. : จากการเข้าร่วมโครงการครั้งน้ี ถือว่าโรงเรียนไดส้ รา้ งนวัตกรรมขน้ึ ภายในโรงเรียน ได้จดั ทำ PLC พรอ้ มกันของคณะครู ถอื เปน็ การเปลี่ยนวิถชี ีวิตของทกุ คนในโรงเรยี น ซึง่ จะเหน็ ไดจ้ ากการทีก่ ลุ่มนักเรยี น ทีไ่ ม่ไดเ้ ข้าร่วมอบรม จะเห็นแบบอย่างพฤตกิ รรมท่เี ปล่ยี นไปในทางที่ดีของกลมุ่ นกั เรียนท่ีเขา้ ร่วมอบรม ทำ ให้เกดิ ความตระหนักในการเปลย่ี นพฤตกิ รรมไปสู่พฤตกิ รรมทพี่ งึ ประสงค์มากขึน้ เป็นลักษณะงูกินหาง ทำ ให้นักเรยี นสว่ นใหญ่เปลยี่ นพฤตกิ รรมไปในทางทด่ี ขี ้นึ หลงั จากการอบรม ทางโรงเรยี นไดส้ รา้ งแนวทางการปฏิบตั ิในการเข้าช้ันเรียนข้ึนมาใหม่ คือ จาก เดมิ ทจ่ี ะมเี สียงออดดงั เตอื นเพื่อเปน็ สญั ญาณใหร้ ถู้ ึงเวลาเข้าชัน้ เรียน เปลีย่ นเป็นไมม่ เี สียงออดเตือน เป็ น การฝกึ ให้นกั เรียนสร้างความตระหนักรู้ด้วยตนเอง มกี ารเตือนตนเอง และรับผิดชอบตนเองในการเข้าชั้น เรียนให้ตรงเวลา ซึง่ จากการสงั เกต พบว่า นกั เรยี นสามารถจดั การและบรหิ ารการเข้าชน้ั เรยี นตรงเวลาไ ด้ เป็นอย่างดี ถอื เป็นการปลกู ฝงั ในเร่ืองคุณธรรม จริยธรรมไดเ้ ป็นอยา่ งดี เป็นการเร่มิ ต้นจากจุดเลก็ ๆ ท่เี ช่ือ วา่ จะนำไปสูเ่ ร่อื งอื่นๆ ตอ่ ไป ถอื เปน็ การสรา้ งวินัย และเสรมิ สรา้ งความรบั ผดิ ชอบของนักเรียนเปน็ อยา่ งดี เสยี งสะทอ้ นจากนักเรยี น ผลจากการที่ไม่มีเสียงออดดังเตือนเพื่อเป็นสัญญาณใหร้ ูถ้ งึ เวลาเข้าชัน้ เรยี น - ทำให้ตนเองตระหนกั รูใ้ นตนมากยง่ิ ข้ึน รู้จกั สงั เกตมากขึ้น ร้หู นา้ ท่ีในตนเอง เกดิ ความภมู ใิ จใน ตนเองมากขน้ึ - ทำใหต้ นเองมีความกระตอื รอื ร้นมากขึ้น ร้ตู วั ตลอดเวลา - มีความใสใ่ จกบั สงิ่ รอบขา้ งมากข้ึน - ไดร้ ับคำชมเชยจากครูผู้สอน รู้สกึ ภูมใิ จและประทับใจท่ตี นเองสามารถทำได้ ผลที่เกดิ ข้ึนในตัวนักเรยี นหลงั จากไดเ้ ข้ารว่ มอบรม/ส่ิงทเ่ี กิดการเปลยี่ นแปลงข้ึนในตนเอง - การรบั รู้ถงึ ความเปล่ยี นแปลงของครู ทำใหก้ ล้าท่ีจะเขา้ ไปขอคำปรึกษา มกี ารวางแผนในการ ทำงาน ทำการบา้ น วางแผนในการเตรยี มตัวสำหรับการเรียนต่อในระดับมหาวทิ ยาลัย คือ ตนเองสนใจ เรียนทางด้านประวตั ิศาสตร์ กเ็ ร่ิมหาหนังสอื ประวตั ิศาสตรม์ าอ่าน สบื คน้ ขอ้ มูลต่างๆ รวมถึงฝึกอา่ น และ ทบทวนภาษาองั กฤษซ่งึ ถอื ว่าเป็นทักษะทจี่ ำเป็นในการศึกษาระดับทส่ี งู ข้ึน - คณุ ครูเปลี่ยนไปจากเดมิ จากท่ีเคยดดุ ่าก็พูดจาดขี ึ้น ย้ิมแยม้ แจ่มใสขน้ึ ทำใหก้ ลวั ครูนอ้ ยลง กลา้ ทีจ่ ะเขา้ หามากขนึ้ ส่วนในการทำงานกลุ่ม จากเดมิ ทไ่ี ม่ค่อยเขา้ ใจกับเพื่อนๆ ก็มีการปรับตวั เข้าหากันมาก ขน้ึ เรียนรลู้ กั ษณะนิสยั ของเพ่ือนมากข้นึ ทำใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจตรงกัน และเขา้ ใจกันมากขนึ้ - เปน็ คนเปดิ เผยมากขึน้ กลา้ พูด กลา้ คดิ มากข้ึน หากมเี รื่องอะไร สามารถทจ่ี ะเข้าไปเลา่ และขอ คำปรึกษาจากครู และเพอ่ื นๆ ไดม้ ากขึน้ - พฤตกิ รรมของตนเองเปลยี่ นไปจากเดิม เชน่ แตเ่ ดิมเปน็ คนตืน่ สาย กต็ ื่นเชา้ ข้นึ ทำให้ตระหนัก วา่ การท่เี ราตื่นเชา้ ทำให้เราไดม้ ีเวลาในการกระทำส่งิ ต่างๆ ได้มากขึ้น มีความรบั ผดิ ชอบมากข้ึน - ตนเองมีความรบั ผดิ ชอบมากขน้ึ คือ ตอนกลางคนื จะนอนดกึ เพราะเล่นเกม แตต่ อนนี้เลกิ นอน ดกึ และขยันทำการบา้ นมากข้นึ
44 - จากเดิมทต่ี นเองติดกีฬาฟตุ บอลมาก จะใช้เวลาส่วนใหญเ่ ลน่ ฟตุ บอล เลยไมไ่ ดท้ ำกจิ กรรมอื่นๆ เลย แตม่ าระยะหลงั เร่ิมลดเวลาในการเลน่ ฟุตบอลลง และหันมาทำกิจกรรมอ่นื ๆ มากขึ้นเพื่อเป็นการ เตรียมตัวสำหรบั การศกึ ษาต่อในระดบั ทีส่ ูงขึ้น มเี ปา้ หมายในชีวิตมากขึน้ - ตนเองมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ในการทำงานกลุ่มมีการยอมรับฟังความคดิ เหน็ ของผู้อื่นมาก ขน้ึ กลา้ ทจ่ี ะแสดงความคดิ ตา่ งๆ ในการทำงานมากขึ้น จากเดมิ ทีจ่ ะให้เพื่อนคดิ เปน็ ส่วนใหญ่ - แต่เดิมตนเองเป็นคนทำอะไรไม่คิดกอ่ นทำ ไมม่ ีการวางแผน เชน่ เรอ่ื งการซอ้ื ของ ก็จะซ้ือของใน สงิ่ ที่ตนเองอยากได้ โดยไมไ่ ด้คำนึงว่าสง่ิ นนั้ มคี วามจำเป็นหรอื ไม่ และไมค่ ิดว่าพอ่ แม่จะเดอื ดร้อนในเร่ือง การเงนิ หรอื ไม่ แตต่ อนน้ีเร่ืองมีความคิดในการวางแผน การมเี หตุผลในการใชจ้ ่าย ใช้จ่ายในสิ่งของท่ี จำเป็นตอ่ การดำเนนิ ชวี ิต ทำใหล้ ดค่าใช้จ่ายลงได้มาก ชว่ ยพ่อแมป่ ระหยัดเงิน และสามารถจัดล ำดับ ความสำคญั ของชวี ิตไดม้ ากขนึ้ - จากเดมิ ทีต่ นเองไม่ยอมรับฟงั ความคดิ เห็นของบุคคลอ่นื ๆ กเ็ ร่มิ ปรบั ปรงุ ตนเอง ยอมรับฟัง เหตผุ ลของคนรอบข้างมากข้นึ และทำตามมตขิ องเสยี งสว่ นใหญ่ - จากเดมิ เป็นคนเอาแต่ใจตนเอง ไม่รบั ฟงั เหตุผลของคนอื่น ตอ่ มาได้เปล่ียนแปลงตนเอง เป็นคน ใจเยน็ ขนึ้ ไม่เอาความคดิ ของตนเองเป็นหลัก และมีการเตรยี มตัววางแผนในชวี ิตมากขึ้น เตรยี มตัวอ่าน หนังสอื มีการกำหนดเปา้ หมายในชีวิตชัดเจนมากขนึ้ - จากเดิมตนเองเป็นคนใจร้อน พดู จาไม่เพราะ ไม่รับฟังความคดิ เหน็ ของคนอนื่ ก็เปลย่ี นไปเป็น คนใจเยน็ ข้นึ พูดจาไพเราะมากขึ้น และรับฟงั ความคิดเห็นของคนอืน่ มากขน้ึ - จากเดมิ เป็นคนทไี่ ม่ค่อยคดิ อะไร เป้าหมายไม่ชดั เจน มีการเปล่ียนไปคือ มแี รงผลักดันมากขึ้น มเี ปา้ หมายมากข้นึ รู้จกั ตนเองมากขึน้ เข้าใจเพ่อื นมากขนึ้ และสามารถอยู่ร่วมกนั กบั อื่นได้มากขึน้ - เดมิ ตนเองเปน็ คนมีเปา้ หมาย แต่เปน็ เปา้ หมายทเี่ ลื่อนลอย แต่เมอื่ เข้ารบั การอบรมทำให้ตนเอง มีเปา้ หมายท่ีแนน่ อนมากขึ้น ผลสะท้อนจากคณะทำงานในภาพรวม โครงการพัฒนาทักษะการคิดสำหรับผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21 ในฐานะของกระบวนกรและคณะ ดำเนินงานกอ่ นอ่ืนเลยตอ้ งขอ Check-in ก่อน สำหรับความรูส้ กึ ของตวั เองท่ีมตี ่อโครงการ รูส้ กึ ดใี จมากท่ี ไดท้ ำโครงการพัฒนาทกั ษะการคิดสำหรับผเู้ รียนในศตวรรษท่ี 21 เพราะโดยสว่ นตัวแล้วรู้สกึ ว่าน่ีคอื อกี หน่งึ ทางเลอื กสำหรับการพฒั นาประเทศชาติและบ้านเมืองของเราทก่ี ำลงั เผชิญวกิ ฤติในหลายๆดา้ นอยู่ใน ขณะน้ีผา่ นการบม่ เพาะและพฒั นาทกั ษะการคดิ ให้กับผู้เรียน โดยดำเนินการพัฒนาและสร้างทักษะการคิด น้ีใหก้ ับครโู ดยใช้โรงเรยี นและชมุ ชนเป็นฐาน จากการตดิ ตามผลลัพธท์ างการศกึ ษาในช่วงท่ผี ่านมากบั ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเรว็ น้ัน พบภาพสะทอ้ นของปัญหาสังคมและการศึกษาไทยในปจั จบุ ันท่ีนา่ จะเป็น ตวั กำหนดความต้องการในการพัฒนาทักษะนไ้ี ด้เป็นอย่างดี จากการวจิ ยั ของ ร.ต.อ.หญงิ อาภรณ์ รัตน์มณี (2553) ทไี่ ดช้ ีใ้ ห้เห็นภาพรวมทางการศึกษาไทยทมี่ ผี ลสมั ฤทธใิ์ นการศึกษาอย่ใู นระดบั ตำ่ จนน่าเป็นห่วง โดยแสดงผลจากการติดตามการปฏริ ูปการศึกษาในรอบ 6 ปหี ลงั การประกาศใช้ พ.ร.บ. การศกึ ษา แหง่ ชาติ พ.ศ.2542 จากการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาทง้ั 17,562 แหง่ ท่วั ประเทศ คดิ เป็นร้อย ละ 49.1 ของโรงเรียนทงั้ หมด พบวา่ 1.การจดั การเรยี นการสอนของครกู ว่า 70 % ยังยดึ ผู้สอนเป็นสำคญั 2.การจดั กิจกรรมท่กี ระตุ้นผูเ้ รียนใหร้ จู้ ักคิด วเิ คราะห์ คดิ สรา้ งสรรค์ คดิ แก้ปัญหาและตัดสินใจ มีคณุ ภาพ
45 อยู่ในระดบั ร้อยละ 13.5 การประเมนิ คณุ ภาพทางดา้ นผูเ้ รียนพบว่า ยงั มีผลสัมฤทธิ์ดา้ นการเรยี นระดบั ต่ำ มากในทุกกลมุ่ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวจิ ารณญาณและความคิด สร้างสรรค์ มีคณุ ภาพดีเพียงร้อยละ 11.1 มที ักษะในการแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง รกั การเรียนรแู้ ละ พฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เน่อื ง มีคณุ ภาพดเี พยี งร้อยละ 26.5 ของสถานศกึ ษาทงั้ หมด (ไพฑูรย์ สนิ ลา รตั น์,2560,น.13) จากขอ้ มูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถงึ กระบวนการพัฒนาทกั ษะด้านการคิดของผู้เรียนยงั คง อ่อนดอ้ ยอยู่มาก ซง่ึ ปัญหาด้านทักษะการคดิ ของผ้เู รยี นนน้ั มีผลกระทบในระดบั ปัจเจก ปญั หานย้ี งั ส่งผล กระทบในภาพรวมถึงวกิ ฤตทางการเมือง สงั คม และเศรษฐกิจอยูร่ อบด้าน ซึง่ ปญั หาดังกล่าวทไี่ ด้กล่าวมานี้ สง่ ผลตอ่ กระทบต่อความกา้ วหน้าของประเทศชาติ ท่ีสบื เน่ืองมาจากคนไทยน้นั ขาดความรูค้ วามสามารถใน การสร้างสรรคช์ ้ินงาน นวัตกรรมใหม่ๆท่ีสอดคลอ้ งกบั สภาพสังคมและส่ิงแวดลอ้ มตามบรบิ ทของประเทศ ไทย เรากลายเปน็ ผู้บรโิ ภคไปโดยปรยิ าย จากขอ้ มูลดังกลา่ วเราจะเหน็ ว่าส่วนหน่ึงท่สี ำคัญของปัญหา มี จุดเริ่มต้นจากวฒั นธรรมการจดั การเรยี นการสอนในชัน้ เรียนของเราท่ีครูผสู้ อนจำนวนมากยงั ยดึ ตนเองเปน็ ศนู ยก์ ลาง และมีรปู แบบการจัดการเรยี นร้ทู ่เี นน้ ความรู้สำเรจ็ รปู หรือความรู้หนึง่ ชดุ มาถ่ายทอดใหผ้ เู้ รยี นที่ มคี วามหลากหลายทง้ั ในแง่ของ รปู แบบการเรยี นรู้ท่ีแตกต่างกนั (Learning Styles) และประสบการณ์ ของผ้เู รยี นทแี่ ตกต่างกนั (Experience) ครูขาดความรู้ความสามารถในการออกแบบการเรียนรูท้ ี่กระตุ้นให้ ผเู้ รียนเกดิ ความสนใจตอ่ บทเรียน เพ่อื พัฒนาและยกระดับการคิด การเชอื่ มโยงความรู้กับชีวิตและ ประสบการณข์ องผเู้ รียนรวมถงึ การเชอ่ื มโยงบทเรยี นถงึ ชุมชนของตนเอง นอกเหนอื จากการออกแบบ การเรยี นรู้ เราพบขอ้ มลู ว่าครูจำนวนมากหมดไฟในการจดั การเรียนการสอน ครูหลายทา่ นต้องใช้วธิ กี าร เดิมๆในการจัดการเรียนการสอนกบั ผูเ้ รยี นในยุกต์ใหม่ๆมาเรื่อยๆ และไม่เพียงเท่านั้นครูหลายทา่ นยังใช้ วิธกี ารเดมิ ๆในการจัดการกับพฤตกิ รรมทเี่ ป็นปญั หาของผู้เรียน คอื พฤตกิ รรมการมาเรียนสาย มาช้า ไม่ส่ง งาน ต่อต้าน ก้าวรา้ ว ในระหว่างเรยี น รวมถงึ การแต่งกายทีไ่ ม่สภุ าพ ด้วยการตำหนติ อ่ ว่า เปรียบเทียบ ทำ โทษ นค่ี อื ปัญหาเพม่ิ เติมของครูนอกเหนือจากการออกแบบการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ จากการได้พูดคยุ กับครหู ลายๆท่าน งานทโี่ รงเรียนเป็นอกี คร่งึ หนง่ึ ของชวี ิต และอกี คร่ึงหน่งึ ของชวี ติ ครคู ือ ภาระหน้าที่ บทบาททางสังคมท่มี ีตอ่ ครอบครัวในฐานะ พอ่ แม่ ในฐานะลูก ในฐานะพี่สาวน้องชาย กย็ อ่ มต้องดำเนนิ ต่อไปเชน่ กัน กลายครง้ั ปญั หาทีเ่ ข้ามาก็มากจนครูต้องเผชิญกับกบั เครียดและความกดดันหลายๆชอ่ งทาง จากการลงพน้ื ทเี่ พ่ือศึกษาขอ้ มลู พืน้ ฐาน ศกึ ษาขอ้ มูลของกลุ่มเปา้ หมายในจงั หวัดบึงกาฬ เพือ่ ใหไ้ ด้ กลุ่มเป้าหมายตามวตั ถปุ ระสงค์ นีค่ อื ข้อมลู ที่เราได้รบั เพิม่ เตมิ คณะดำเนนิ การของเราจึงได้รว่ มกนั วางแผนและออกแบบกจิ กรรมผ่านการทำงานคน้ หาข้อมูลของปญั หา เทคนคิ และแนวทางในการแกป้ ัญหา รวมถึงการคดั เลือกโรงเรียนกันอยา่ งเขม้ ขน้ ด้วยความหลากหลายทางสาขาวิชาชพี และประสบการณใ์ น การทำงานท่หี ลากหลาย เราจงึ ร่วมตั้งเป้าหมายในการทำงานโครงการพฒั นาทกั ษะการคิดสำหรบั ผ้เู รยี น ในศตวรรษท่ี 21 ร่วมกนั 1. เพ่ือศึกษาสภาพปัญหาและความตอ้ งการของครเู ก่ยี วกบั การออกแบบ กิจกรรมการเรยี นการสอนที่เน้นการพัฒนาทักษะการคิดในศตวรรษที่ 21 2. เพ่อื พฒั นารปู แบบการ สง่ เสริมความสามารถของครใู นการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการพฒั นาทกั ษะการคดิ ใน ศตวรรษที่ 21 และ 3. เพ่อื ศกึ ษาผลการพฒั นาครตู ามรูปแบบการสง่ เสรมิ ความสามารถของครใู นการ ออกแบบกจิ กรรมการเรียนการสอนที่เน้นการพฒั นาทักษะการคดิ ในศตวรรษท่ี 21
46 โดยคณะดำเนินการของเราเลอื กใช้ จติ ตปญั ญาศกึ ษาเข้ามาเป็นส่วนหนึง่ ในหลักสูตรพฒั นา ครูและผเู้ รียน โดยตระหนักถงึ ความสำคญั ของกระบวนการจิตปญั ญาศึกษาทเี่ ปน็ การจดั การศกึ ษาใน กระบวนทศั น์ใหมท่ ่เี น้นการเยยี วยาโลกภายในของผู้คน กระบวนการเรยี นรจู้ ิตตปญั ญาศกึ ษา เป็น การศกึ ษาทีเ่ น้นการฝึกฝนปฏิบตั จิ นเกดิ การเปล่ยี นแปลงดา้ นในตนเอง หรือทก่ี ระบวนกรเรียกว่า เปน็ การ เรยี นรูด้ ้วยใจอยา่ งใครค่ รวญ ผา่ นกิจกรรมการเรยี นร้แู บบใหม่ ทีม่ ุ่งพฒั นาดา้ นในที่ไม่จำกัดเฉพาะศาสนา เช่น การทำงาน การออกกำลังกาย งานศิลปะ สนุ ทรยี สนทนา การปลกี วเิ วก การปฏิบัติธรรมกรรมฐาน และกจิ กรรมอ่ืน ๆ ท่โี ยงไปสูก่ ารรจู้ ติ ของตวั เอง อันกอ่ ใหเ้ กดิ การเปล่ียนแปลงข้ันพ้ืนฐานในตนเองเพ่อื นำไปสู่การเปล่ียนแปลงในองค์กรและสงั คม (ประเวศ วะส.ี 2550 : 79-80) มหี ลายโรงเรียนท่ีไดนำ แนวคดิ นีม้ าปรับใช้ “จากโครงการเพาะพันธป์ ญั ญา” ทดี่ ำเนินการโดย รศ.ดร.สธุ รี ะ ประเสรฐิ สรรพ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวศิ วกรรมเครอื่ งกล คณะวศิ วกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ เป็นอหี นึง่ ตัวอย่างท่พี ยายามกระตุ้นให้เกิดกระบวนการปฏริ ูปการเรียนรู้ โดยมุ่งเนน้ ให้ครูเปลย่ี นวิธกี ารสอนวชิ า โครงงานโดยใชก้ ระบวนการวิจยั เพือ่ ให้นักเรยี นรจู้ กั คิดเปน็ และคิดอยา่ งมีเหตผุ ล และเป็นที่ตระหนกั ว่าครู คือบคุ ลากรสำคัญของการศึกษา การพฒั นาครูจึงเปน็ เป้าหมายหลกั และความสำเรจ็ จะเกิดขน้ึ ไดต้ อ้ งทำ Detox ครู เพ่อื เปล่ยี นกระบวนทศั นใ์ หม่ แน่นอนวา่ ส่งิ ทเ่ี ราตระหนกั ถึงคือ เรื่องการศกึ ษานั้นผิดพลาด เพราะอยู่ในบรรยากาศของอำนาจและความหวาดกลัว เพือ่ ปรบั สภาพจติ ใจครใู หพ้ ร้อมทจี่ ะรับและเรียนรู้ ใหม่ ทางโรงเรยี นจึงจดั กจิ กรรม “จิตตปญั ญาศึกษา” โดยกำหนดจดั ให้ครู 2-3 วนั ผลทไ่ี ด้จากกิจกรรมนี้ ครไู ดส้ ะท้อนความคิดให้ทราบว่า “ตนเองเปล่ยี นไป มีความเขา้ ใจความเป็นครู ตลอดจนเข้าใจการสรา้ ง บรรยากาศทสี่ ่งเสริมการเรียนร้ขู องศษิ ย์มากยงิ่ ข้ึน” (มูลนิธิสดสรี-สฤษดิ์วงศ.์ 2558 : 10-16) จะเหน็ ไดว้ า่ สิ่งหนง่ึ ที่ทำให้เกิดการเปล่ยี นแปลงท้งั ตวั เดก็ นกั เรยี น และครู คอื การใช้กระบวนการจิตตปญั ญาศกึ ษา เขา้ มาชว่ ยพฒั นาให้เกดิ ความรู้ ความเข้าใจตนเอง และเห็นคุณคา่ สามารถนำไปพฒั นาผูอ้ ่ืนได้ สิ่งเหลา่ น้ี คอื การกอ่ เกิดกระบวนการเรียนรตู้ ามแนวจิตตปัญญาศกึ ษาทเี่ ป็นหนทางเข้ามาชว่ ยเยีย วยาระบบ การศึกษาไทย ให้ลกุ ขึน้ ไดอ้ กี ครัง้ หลงั จากที่ไรห้ นทางและการหวนคนื การศกึ ษาท่ีเน้นเอาชีวิตเป็นตัวต้งั ท่ี จะสร้างประโยชนใ์ หเ้ กิดกบั อาณาประเทศตอ่ ไป (กระบวนการเรยี นรู้แบบจิตตปญั ญาศึกษา : การศึกษา เพอ่ื พฒั นาครู สิริรตั น์ นาคนิ )โดยออกแบบหลักสูตรไวด้ งั นี้
47 โครงการพัฒนาทักษะการคิดสำหรับผเู้ รยี นในศตวรรษที่ 21 หลกั สูตรพัฒนาครู หลกั สูตรพัฒนาผ้เู รียน หลกั สูตรท่ี 1. หลกั สูตรปลกู หลกั สูตรท่ี 1. หลักสตู ร Growth ศรัทธาครผู ูม้ ุ่งม่ันในการสอนคดิ mindset ด้วยจิตปัญญา (Growth mindset ด้วยจิต หลักสตู รที่ 2. หลกั สูตรฝึก ปัญญา เทคนคิ การใชแ้ ผนทีช่ วี ติ ) ทกั ษะการวางแผนชวี ิตดว้ ย หลกั การทรงงานบูรณาการ หลกั สูตรที่ 2. กับแผนทชี่ วี ิต หลกั สตู รพฒั นาทักษะการ สอนนักคดิ เชิงออกแบบทีเ่ น้น ชมุ ชนเป็นฐาน และการ ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยใี นการ พัฒนาการสอนทกั ษะการคิด หลกั สูตรท่ี 3. หลกั สูตรคา่ ย สร้างนักคดิ เชงิ ออกแบบทีเ่ นน้ ชุมชนเป็นฐาน โดยทงั้ 5 หลักสตู รน้ี ไดจ้ ัดอบรมให้กับ คณะดำเนนิ งาน ทีมผชู้ ่วยวจิ ัย ครู และนักเรยี น โดย สว่ นตัวไดร้ บั หนา้ ทใี่ นการจดั หลกั สูตรปลูกศรทั ธาครูผมู้ งุ่ มัน่ ในการสอนคดิ (Growth mindset ด้วยจิต ปัญญา เทคนคิ การใช้แผนทีช่ วี ิต) กับ ทีมผู้ช่วยนกั วิจยั โดยใช้กจิ กรรม Check –in ,กจิ กรรมนบั เลข,
48 จติ วทิ ยาเชงิ บวก,ผอ่ นพักตระหนักรู้ (Body scan) ,กจิ กรรมผลัดกนั เล่า ผลดั กันฟัง Deep Listening, กจิ กรรมผู้นำ 4 ทิศ,กจิ กรรม Check-out 1.ผลจากการดำเนนิ งานกบั ทีมผ้ชู ว่ ยนกั วิจัย 1. นกั ศึกษามีสติรสู้ ึกตัว รเู้ ทา่ ทันอารมณค์ วามรสู้ ึก รเู้ ท่าทันความคิด รเู้ ท่ากนั การแสดงออกทาง พฤตกิ รรมของตนเองต่อผู้คน การมีสตริ ู้สึกตัวในระดบั ตา่ งๆช่วยให้นักศึกษาสามารถกลับมาทบทวน คดิ ใคร่ครวญตอ่ อารมณค์ วามรูส้ ึก ความคิด การแสดงออกทางพฤตกิ รรมของตนเองไดบ้ ่อยข้นึ โดยเฉพาะใน วถิ ชี ีวติ ประจำวันของตนเอง การมีสตริ ้สู กึ ตวั เป็นพน้ื ฐานสำคัญของการเปลยี่ นแปลงขั้นพืน้ ฐานในตนเอง (Transformative Learning) เพราะเปน็ จุดที่ทำใหน้ ักศึกษาไดก้ ลบั มาเชอื่ มตอ่ กับโลกภายใน ค้นหา ต้ัง สมมุติฐาน ตรวจสอบความรูส้ ึก ความตอ้ งการ ความคาดหวงั ของตนเอง ท่ีมตี อ่ ผู้อน่ื สง่ ผลใหน้ กั ศกึ ษา สามารถคดิ ใครค่ รวญ คดิ วเิ คราะห์ คดิ แยกแยะ ตลอดจนมองเห็นว่าส่วนหนง่ึ ของความทกุ ข์ ความผิดหวงั หลายๆอยา่ งที่เกดิ ขึ้น มาจากความคาดหวงั ทไ่ี ม่ถกู ทีถ่ ูกทางของตนเอง และได้หันกลับมาแกไ้ ขที่ตนเอง เป็นหลัก “ผมชอบกจิ กรรมเชค็ อินครับ ไดต้ รวจสอบความพรอ้ มของตนเองและเพอ่ื นวา่ มีความพรอ้ มมาก น้อยแคไ่ หน รวมถงึ การเชค็ เอ้าท์ด้วยครบั มนั ทำใหเ้ ราได้กลบั มาทบทวนตัวเองว่า ทเ่ี รยี นไปนั้น เราได้ ความรู้ แงค่ ิดอะไรมาปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจำวันบา้ ง การไดท้ บทวนตัวเองชว่ ยให้ผมจัดลำดบั ความสำคัญ และจัดระเบียบความคดิ ได้ดขี ึ้น” “ช่วยใหเ้ ราสามารถจัดการกับอารมณข์ องตนเองได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพด้วยตวั ของเราเอง ไดร้ จู้ ัก ตัวเองมากขน้ึ ทำใหเ้ รารู้จักความชอบ ไม่ชอบของตวั เองบ่อยขนึ้ มสี ติตดิ ตาม กำกับและควบคมุ ไดฝ้ ึกมี สตริ ู้เทา่ ทันความรสู้ กึ ของเรา มันช่วยใหเ้ ราควบคมุ ความคิดฟงุ้ ซ่านตา่ งๆได้ดีข้ึนค่ะ” 2. การเขา้ ใจตนเองและยอมรบั ตนเอง การเข้าใจตนเองและยอมรับตนเองตามความเปน็ จริง ทั้ง ด้านบวกและดา้ นลบเปน็ การกลับไปเช่อื มโยงกบั โลกภายในของตนเองอกี คร้ัง เม่อื เราทำสม่ำเสมอมากขนึ้ สง่ ผลให้เรารกั และเมตตาตนเองเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการขัดเกลาภายในตนเอง จนสามารถยอมรับเหตุการณท์ ่ี เกดิ ข้นึ ในชีวิตประจำวนั ไดด้ ีมากขนึ้ ซง่ึ ส่งผลใหส้ ามารถรับมือกบั การเปลยี่ นแปลงได้ดขี ึน้ เกิดสมั พนั ธภาพ และความรู้สึกทีด่ ีตอ่ ตนเองมากขึ้นกลา่ วโทษตนเองน้อยลง เมตตาตนเองเพ่มิ ข้นึ “หนูรกั ตวั เองมากขน้ึ แต่ก่อนหนมู กั จะต่อว่าตวั เองเวลามอี ารมณด์ า้ นลบ เชน่ การโกรธ เกลียด อจิ ฉา หนูมักจะปกปิดความรูส้ กึ นไี้ ว้ จากกิจกรรม การเชค็ อิน การเรียนผู้นำสี่ทิศ ทำให้หนคู ่อยๆฝึก ยอมรับอารมณ์ด้านลบของตวั เอง การคดิ ใครค่ รวญทำให้หนเู ขา้ ใจทมี่ าของอารมณ์ความร้สู ึก ทำใหห้ นู เคารพตวั เองมากขน้ึ ” “ดิฉนั เข้าใจถงึ การเรมิ่ ตน้ ช่วยเหลือเด็กที่ยัง่ ยนื คือการฝึก ยอมรับตวั เราเอง เมตตาตวั เราเอง และ ให้อภัยตัวเราเองซำ้ ๆ จริงๆแล้วทุกอยา่ งเริ่มต้นที่ตวั เรา” 3. การรับฟังผอู้ ื่นโดยไม่ตัดสนิ เห็นการตดั สิน การสรุป ของตนเองงา่ ยขึ้น จากการมสี ติร้เู ทา่ ทัน พรอ้ มทงั้ สามารถวางและห้อยแขวนการสรุปผูค้ นไดเ้ รว็ ขนึ้ “การทำกิจกรรมผลัดกนั เล่า ผลดั กนั ฟงั (Deep Listening) ชว่ ยใหด้ ฉิ ันเหน็ คณุ ภาพการฟงั ของ ตนเองมากขึ้น ท่ีผ่านมาเข้าใจว่าตวั เองฟังคนอืน่ ได้ จรงิ ๆแลว้ เรามคี วามคิดเหน็ ของเรามากมาย มขี อ้ สรุป
49 มีคำวพิ ากษ์ คนเลา่ อยู่ตลอดเวลาขณะทีเ่ ราฟังใครสกั คน มีแต่เสยี งของตัวเราเองเตม็ ไปหมด กิจกรรมผลัด กันเลา่ ผลดั กนั ฟงั ทำใหด้ ิฉนั ชว่ ยคลี่คลายความทกุ ข์ สรา้ งความสบายใจให้เพื่อนได้” “เขา้ ใจความคดิ ของเพอ่ื นมากกว่าเดมิ ว่าบางครง้ั เพื่อนไม่ได้มาขอคำแนะนำจากเรา เขาแค่ ตอ้ งการคนรบั ฟงั เขาในเวลาที่เขาทุกข์ เราจงึ ไมค่ วรแนะนำ เพยี งแคร่ ับฟังและอยูเ่ ปน็ เพือ่ นเขาในอารมณ์ น้ันๆ” “ฝกึ ฟังให้จบ กอ่ นสรุปและก่อนตัดสิน รวมถงึ แมต้ ดั สนิ ไปแลว้ กส็ ามารถหอ้ ยแขวนไวแ้ ละกลบั มา ฟงั ใหมไ่ ด้ การไม่สรปุ ไมต่ ดั สินใครชว่ ยใหด้ ฉิ นั มใี จทสี่ บายข้ึน แต่ยังตอ้ งฝกึ ฝนต่อไปคะ่ ” 4) มสี ัมพันธภาพและความรูส้ กึ ท่ดี ตี อ่ เพ่อื นในชน้ั เรยี นมากขึน้ เข้าใจกันมากข้นึ จากการได้ทำ กจิ กรรมรว่ มกนั พูดคุยแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นในการทำกจิ กรรมตา่ งๆ รวมถงึ การเข้าใจความแตกตา่ ง ระหว่างบคุ คล ในบทเรยี นผนู้ ำสท่ี ิศและแบบฝกึ หดั สี่ช่อง ช่วยใหเ้ ราเขา้ ใจลกั ษณะของตนเองได้ดีข้ึน ขณะเดยี วกันก็เขา้ ใจลกั ษณะของเพื่อน เคารพความแตกต่างระหวา่ งบุคคล อยรู่ ว่ มกันด้วยความเขา้ ใจและ เคารพ ส่งผลให้ความคาดหวงั ในตวั เพอ่ื น้อยลง เปลี่ยนเปน็ เข้าใจและเคารพแทน “มปี ฏสิ มั พันธ์กบั เพ่อื นมากข้ึน มองเพอื่ นในหลายๆมุมมากข้นึ ขจัดอคติ” “ได้ความเขา้ ใจทีแ่ ตกต่างจากความคิดแบบเดิม ร้จู กั คนรอบตัวมากขน้ึ เขา้ ใจตนเองมากข้ึน เข้าใจเพ่อื นมากขึน้ เข้าใจสังคมมากขน้ึ ” 5) มคี วามพร้อมในวชิ าชพี ครู “เขา้ ใจตนเอง และเขา้ ใจเด็กมากขนึ้ แตก่ ่อนคิดวา่ เวลาออกไปฝกึ สอน ถา้ เจอเดก็ ดอ้ื ไมเ่ ชื่อฟงั จะ ทำอย่างไร วันนไ้ี มก่ ลวั แล้วค่ะ เพราะว่าคิดวา่ เขา้ ใจเขามากกว่า เพราะคนเรามคี วามแตกตา่ งระหว่าง บุคคล รวมถึงเขา้ ใจว่าเด็กๆแต่ละคนตา่ งที่มา จงึ มีพฤตกิ รรมท่ีแตกตา่ งกนั ย่ิงเด็กคนไหนมีปัญหา พฤติกรรมมาก เรายง่ิ ต้องให้ความสนใจและเข้าใจเขาให้มากข้ึน” “มีทัศนคตทิ ี่ดีต่อผอู้ ืน่ มากขนึ้ จากเดมิ คิดวา่ มาอบรมก็งั้นๆไมม่ อี ะไร แต่พอไดร้ ว่ มกจิ กรรม และ ทำความเขา้ ใจ รู้เลยว่าเราไดป้ ระโยชนจ์ ากกจิ กรรม” “หนคู ดิ วา่ จะฟังเพื่อน คนรอบขา้ ง ผเู้ รยี น ไม่ตัดสนิ เข้าใจและใหโ้ อกาสตวั เองและคนอืน่ ๆมาก ขึ้น” จากบทสะทอ้ นของทมี ผู้ช่วยนกั วิจยั เราจะเริม่ เหน็ การพฒั นากระบวนการคดิ จากการไดก้ ลบั มาใคร่ครวญ กับโลกภายของตวั เอง การรู้เท่าทนั อารมณค์ วามรสู้ ึกของตนเอง และการคิดแยกแยะและการวิเคราะห์เหตุ และผลของตนเองตอ่ สถานการณต์ า่ งๆ ชว่ ยใหท้ มี ผู้ช่วยนกั วิจัยมโี อกาสในการจดั ระบบการคดิ ของตัวเอง ได้ดขี ้ึน รวมถงึ การสอบถามจากอาจารยผ์ ู้สอน เพอ่ื สงั เกตความเปล่ยี นแปลงในชัน้ เรยี นพบวา่ ความสมั พนั ธข์ องทมี ผ้ชู ว่ ยนกั วิจัยมคี วามสัมพันธ์ในช้ันเรยี นกบั กลุ่มเพ่ือนดีข้นึ สง่ ผลตอ่ บรรยากาศในการ เรยี นการสอนในชัน้ เรียนดีข้นึ ตามมาดว้ ย เกดิ เป็นชุมชนการเรยี นรรู้ ่วมกนั ในช้นั เรียนของพวกเขา การดแู ล ชุมชน การเคารพผคู้ นในชุมชน เพือ่ ให้สมาชิกเตบิ โตร่วมกัน
50 2.ผลจากการดำเนินงานกับคณะครโู รงเรยี นเจ็ดสีวทิ ยาคาร หลักสูตรปลูกศรัทธาครผู มู้ งุ่ ม่ันในการสอนคดิ (Growth mindset ดว้ ยจิตปญั ญา เทคนคิ การใช้แผนท่ชี วี ิต) ผลลพั ธ์การจดั การความรู้ ตามแนวคิดจติ ตปญั ญาศึกษา มีดงั ตอ่ ไปนี้ จติ ตปญั ญาศึกษามีความสำคัญท้ังการพัฒนาตนเอง การพฒั นาผเู้ รยี น และการพัฒนา การ เรียนการสอน ดงั นี้ 1. ชว่ ยพฒั นาตนเอง เนอื่ งจากจิตตปัญญาศึกษาเปน็ กระบวนการเรียนรู้แบบ องค์ รว ม จงึ ช่วยใหค้ นเรามองโลกแบบไม่แยกสว่ น น่ันคือ มองเหน็ สรรพส่งิ ในโลกนี้เก่ยี วข้องสัมพนั ธ์กันเป็น ระบบ ทำใหม้ คี วามรักความเมตตาตอ่ ตนเองและสรรพส่ิงในฐานะท่ีเปน็ ส่วนหนึง่ และเปน็ หน่ึงเดยี วกบั ธ รรม ชาติ ทำให้เกดิ ปัญญาตระหนักรู้ เกดิ การเรยี นรู้ และรเู้ ทา่ ทนั มติ ิโลกภายในของตนเอง เหน็ คณุ ค่าในการเรียนรู้ ดว้ ยใจอย่างใคร่ครวญ ซง่ึ หมายถึงการสังเกตอยา่ งมีสตติ ่อการเปลีย่ นแปลงภายในของตนเองในขณะที่ เผชญิ กับผู้อ่ืนและโลกภายนอก การเรยี นรู้อยา่ งมีสตเิ ชน่ นี้จะช่วยให้บุคคลสามารถแกไ้ ขปัญหาที่ ซับซ้อน สามารถ คลายความรอ้ นรุ่มและร้อนแรงไดด้ ้วยการให้ความรักและเมตตาต่อผ้อู ่นื มีความเข้าใจคนใน ครอบครัวมากขน้ึ รบั ฟังผ้อู ืน่ อยา่ งต้งั ใจ ให้ช่วยเหลือคนที่อย่รู อบขา้ งมากขึ้น และลดความขัดแย้งลง “กอ่ นเข้าอบรมมีนสิ ยั ตดั สินคนอนื่ ไปก่อนใจรอ้ น หลังเขา้ อบรมมองบคุ คลอืน่ กวา้ งขึ้นเขา้ ใจ ยอมรับในความแตกต่างระหวา่ งบุคคลมากขน้ึ คิดบวกมากขนึ้ กว่าเดิม” “ก่อนเขา้ รว่ มอบรมมบี ุคลกิ ลกั ษณะนสิ ัย ใจรอ้ น พดู จาตรงไปตรงมา ขวานผ่าซาก ไมค่ อ่ ยสนใจ ความรสู้ กึ ของผ้รู ับสาร เชื่อมั่นในในความคดิ ของตนเอง ยึดมนั่ ในในหลักความถูกต้อง ซื่อสัตย์ตอ่ ตนเอง และหนา้ ทข่ี องตนเอง ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรยี บ เช่ือมัน่ ในหลกั ความเสมอภาค กล้าไดก้ ลา้ เสีย พร้อม ปะทะและต่อสูก้ ับความไม่ถกู ต้อง พดู ก่อนแลว้ คอ่ ยคดิ หลังเข้าร่วมการอบรม ใจเย็น คิดไตร่ตรองกอ่ นท่ี จะพดู จะสอื่ สารออกไป สนใจความรสู้ ึกของผู้อ่ืนและเพ่ือนร่วมงานมากข้นึ ระมดั ระวงั คำพดู ของตนเอง มี สติ สมาธิ และรตู้ วั มากข้ึน” “ก่อนเขา้ อบรมรสู้ กึ ไม่คอ่ ยดีนกั ที่จะต้องเข้าอบรม เพราะอบรมบอ่ ย และคดิ วา่ คงนา่ เบอ่ื หลงั เข้า ร่วมอบรม รสู้ กึ ผอ่ นคลายมากขน้ึ เข้าใจตนเองและมพี ลังมากข้นึ ” “กอ่ นเข้ารว่ มอบรม จรงิ จังกบั ทกุ อยา่ งมากเกนิ ไป คดิ มาก จนเปน็ โรคเครยี ดและซึมเศร้าโดยไม่ รู้ตัว หลงั เขา้ ร่วมอบรม ผอ่ นคลายกับเรอ่ื งต่างๆมากขึน้ รวู้ ่าเรื่องไหนควรจรงิ จงั และเร่ืองไหนควรผ่อน คลาย ไมย่ ดึ ติดกบั สิ่งเดมิ ไม่คดิ มาก มีสติมากข้นึ รู้เท่าทันความคดิ ท่ีตวั เองปรงุ แต่งขึ้น รูต้ ัวว่ากำลงั ทำ อะไรเพื่ออะไร ไม่ให้ความสำคัญกับคำพดู ของคนอน่ื มากจนเกนิ ไป เคารพความคิดของตนอื่น ยอมรับ และ เข้าใจมากขนึ้ ” “กอ่ นเขา้ รว่ มอบรม เป็นคนคดิ เล็กคิดน้อย โกรธง่ายหายเรว็ บางครั้งคิดและทำอะไรเรว็ ๆ หลายๆ อย่างในเวลาเดยี วกัน จนขาดการจดั ระบบระเบียบแบบแผน หลังเข้ารว่ มอบรม ร้สู กึ ว่ามีสตอิ ย่กู บั ตัวเอง เพิ่มขึ้น พยายามคิดกอ่ นพดู ทกุ คร้งั และเร่ิมพูดหรือแสดงออกตรงๆตามที่ใจคิด โดยคำนงึ ถึงความรสู้ ึกของ ผ้ฟู งั ด้วย” “ข้เี กียจ เบอ่ื หนา่ ย เหนือ่ ยล้า รา่ งกายและจิตใจไมพ่ รอ้ ม หลังเขา้ ร่วมอบรม มีความสขุ สนุกสนาน ผ่อนคลาย อยากใหม้ กี ารอบรมตอ่ ไป ร้จู กั ตนเองมากขน้ึ ”
51 “กอ่ นเขา้ รว่ มอบรม พดู ตรง ชอบความเป็นระเบียบวนิ ัย มคี วามรับผิดชอบ ยอมรบั ฟังความ คดิ เหน็ ของคนอืน่ ใจรอ้ น เม่อื เจอสถานการณท์ ่ีไมถ่ กู ใจ จะไมส่ ามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ พดู โดยไม่ คิด หลังเข้าร่วมอบรม คิดก่อนพดู และเขา้ ใจความรู้สึกของผูฟ้ ังมากขน้ึ แคร์และใสใ่ จความร้สู ึกของผฟู้ งั มากขึ้น” “กอ่ นเขา้ ร่วมอบรม มีความอดทนสูง ใชเ้ หตผุ ลมากกวา่ อารมณ์ ทำงานตงึ เครียด ต้องทำใหเ้ สร็จ ไม่มกี ารยืดหยุ่น หลงั เข้าร่วมอบรม ร้จู กั ปลอ่ ยวางเร่ืองต่างๆมากขนึ้ ไมต่ งึ จนเกินไป เร่มิ ยอมรับความ ผดิ พลาดได้ เข้าใจพฤติกรรมของเพ่ือนร่วมงานมากขึน้ เข้าใจและยอมรับตัวเองมากขึ้น” 2. ชว่ ยพฒั นาผู้เรยี น จิตตปญั ญาศึกษาช่วยสร้างสมดุลใหผ้ ู้เรียนระหว่ างก าร เรี ยนรู้ จากภายในกับการเรยี นร้จู ากภายนอกเพอื่ บ่มเพาะความสามารถของผู้เรยี นให้กา้ วข้ ามควา มสา ม ารถ ทางวิชาการอยา่ งเดียวไปสู่ความสามารถทางด้านจิตใจ บุคลกิ ลักษณะ อปุ นสิ ัย ความคิดสร้าง สร รค์ การตระหนักรใู้ นตนเอง การมีสมาธิ การเปดิ กวา้ งรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผู้อื่นอย่างกลั ยาณมติ ร และการ ยดื หยุ่นทางความคดิ ซึ่งถอื เป็นการบม่ เพาะความสุขในการเรยี นรู้ตลอดชวี ิตของผู้เรียนซง่ึ พรอ้ มท่ีจะเผชิญ กบั โลกท่ีซบั ซอ้ นและทา้ ทายอย่างกล้าหาญ และร่วมเปลีย่ นแปลงโลกด้วยทักษะในตนและควา มเ มต ตา เพอื่ สร้างความสุขและความหมายในชวี ติ ของตน “ รบั ฟังนักเรยี นจนจบโดยไม่พูดแทรกนักเรยี น ทำใหเ้ ขาเขา้ มาพดู คุยกับเราบ่อยขนึ้ ” “ กิจกรรม Check-in ช่วยให้เราเขา้ ใจความรสู้ ึกของเดก็ ๆมากข้นึ ก่อนทจ่ี ะเร่มิ สอน” “กลนั่ กรองคำพูดกอ่ นทจี่ ะพูดกบั นักเรียน ใจเย็นมองลกู ศษิ ย์เหมือนลูกหลาน มีการ ตรวจสอบความพร้อมทางร่างกายและจิตใจของผู้เรียนก่อนทจี่ ะรบั ความร้”ู “เราจะต้องเป็นผู้ฟงั อย่างมาก ให้ความสนใจ ให้ความรกั เอาใจใส่ ให้ความรกั เอาใจใส่ ทกุ รายละเอยี ด เพือ่ ใหเ้ ข้าถึงจติ ใจของเขาใหไ้ ดม้ ากท่สี ดุ ” “ฟงั นกั เรยี นอธิบายเหตุผลมากขึ้นให้อธบิ ายว่าทำไมไมส่ ง่ งาน ซง่ึ แต่กอ่ นจะดแุ ละลงโทษ แบบหกั คะแนน แต่ตอนนีฟ้ ังและให้โอกาสนกั เรียนไดส้ ง่ ” “นักเรยี นมาโรงเรยี นสาย จะถามเหตกุ อ่ น ไมด่ ุกอ่ น รับฟังเหตุและผลไม่ตัดสินเด็ก รบั ฟัง ไมเ่ อาประสบการณห์ รอื ความรู้สกึ ของตัวเองมาตัดสนิ ไมพ่ ดู แทรก ใหเ้ ด็กได้พูด เชน่ ทำไมถงึ มาสาย ? ทำไม ทำไม และทำไม…ฟังอย่างมมี ารยาท” 3. ช่วยครูพัฒนาการเรียนการสอน จติ ตปญั ญาศึกษาเปน็ กระบวนการเรียน รู้ด้ วย ใจ อยา่ งใครค่ รวญทีต่ อ้ งอาศยั แนวทางศาสนา ศาสตร์ทางศิลปะ และการสร้างสมั พนั ธภาพเชิงบวก ผ่าน แนวทางการสอนทห่ี ลากหลายเพือ่ ใหม้ ่ันใจว่าผู้เรยี นเกดิ การตระหนักรู้จากภายในและเกิดปัญญา ดังนี้ ครู จงึ ตอ้ งแสวงหากลวธิ ีการสอนใหมๆ่ เพอื่ ให้ผู้เรียนเกิดการเปล่ยี นแปลงจากภายในอยา่ งยง่ั ยนื ดังน้ี 1) Critical – based approach คือ การสอนให้ผู้เรียนมองโลกใ น แ ง ่ดี ใหม้ ีความคิดวิจารณญาณ รจู้ กั การวิเคราะห์หาเหตผุ ล
52 2) Creative – based approach คือ การสอนให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองให้ เตม็ ศกั ยภาพ ร้แู ละสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ 3) Productivity – based approach คอื การสอนให้ผูเ้ รยี นมองทผี่ ลงาน ให้ รูจ้ กั สรา้ ง รู้จกั ผลติ ร้จู ักคิดอะไรใหมๆ่ 4) Responsibility – based approach คือ การสอนใหผ้ ู้เรยี นรจู้ ักตัวเอง รู้จกั การเสียสละ และรว่ มผลักดนั สงั คมให้กา้ วหน้า กล่าวโดยสรุป จิตตปัญญาศึกษามีความสำคัญอยา่ งย่ิงในการพัฒนาตนเอง พัฒนาผูเ้ รยี น และพัฒนาการเรียนการสอนของครู ซ่ึงเปน็ ประโยชนต์ อ่ การศกึ ษาทุกระดับ ดังนั้น ผู้ท่ีเกี่ยวขอ้ งในการจัด การศึกษา โดยเฉพาะผู้บรหิ ารสถานศึกษาและครูควรทำความเข้าใจ เห็นคณุ ค่า และส่งเสรมิ การเรียนรู้ ในแนวนีใ้ ห้มากทสี่ ุด เพ่ือจะชว่ ยให้มีการพฒั นามนุษย์ใหเ้ กิดปัญญาสงู ข้ึนอย่างแทจ้ รงิ รวมถงึ การรอื้ สร้าง ระบบการจดั การศกึ ษาแบบเดิม จากการร้ือถอนโลกภายในของครูผสู้ อน เพอ่ื ใหค้ รเู กดิ การเปลยี่ นแปลงข้ัน พน้ื ฐานภายในตนเองและเปลย่ี นแปลงวธิ คี ิด วธิ ีการตอบสนองต่อผู้เรยี นในสถานการณต์ ่างๆเพือ่ ยก ระดับ การคิดของผูเ้ รียนให้สงู ขึน้ พรอ้ มกบั การสร้างบรรยากาศในการเรียนร้ทู ่ีอบอุ่น เปน็ สขุ และปลอดภัย ส่งผล ให้เกิดชุมชนในชนั้ เรยี นและชมุ ชนใหม่ในสถานศกึ ษาทจ่ี ะขบั เคลื่อนการเรยี นรู้ที่มคี ณุ ภาพรว่ มกนั
53 ตอนที่ 8 รายชอื่ ผเู้ ข้ารว่ มโครงการอบรมเชิงปฏิบตั ิการ
54
55
56
57
58
59
60
61 ภาคผนวก ▪ แบบฟอรม์ ประเมิน ประกอบดว้ ย o แบบประเมนิ ผลความพึงพอใจในการเข้ารว่ มโครงการอบรมเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร “ปลกู ศรทั ธา ครูผมู้ ุ่งมน่ั ในการสอนคิด (Growth mindset ด้วยจิตตปญั ญา)” สำหรับครูโรงเรียนเจด็ สี ▪ ตวั อย่างสำเนาเอกสารหนังสอื ต่าง ๆ ทีจ่ ำเปน็ สำหรบั การจัดโครงการ ▪ ตัวอยา่ งผลงานผูเ้ ขา้ รว่ มการอบรม ▪ ประมวลภาพกิจกรรม
แบบประเมนิ ผลความพงึ พอใจในการเขา้ ร่วมโครงการอบรมเชงิ ปฏิบัติการ “ปลกู ศรทั ธาครผู มู้ ุ่งมัน่ ในการ สอนคดิ (Growth mindset ดว้ ยจติ ตปัญญา)” สำหรับครโู รงเรยี นเจด็ สี ตอนท่ี 1 ข้อมลู ทวั่ ไป
63
ตวั อยา่ งสำเนาเอกสารหนังสอื ตา่ ง ๆ ท่จี ำเปน็ สำหรับการจดั โครงการ
65
67
69
71
73 ประมวลภาพกจิ กรรม
75
77
Search