Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วัมมิกสูตรว่าด้วยปริศนาจอมปลวก (ทดสอบ)ebook

วัมมิกสูตรว่าด้วยปริศนาจอมปลวก (ทดสอบ)ebook

Published by พชร พรรธนประเทศ, 2021-08-14 03:37:15

Description: วัมมิกสูตรว่าด้วยปริศนาจอมปลวก (ทดสอบ)ebook

Keywords: ปลวก

Search

Read the Text Version

วมั มิกสตู รว่าด้วยปริศนาจอมปลวก พชร พรรธนประเทศ

บทคัดยอ่ ถาษาไทย หนา้ บทคัดย่อภาษาองั กฤษ กิตตกิ รรมประกาศ ๑ สารบญั ๑ สารบญั คายอ่ ๓ บทท่ี๑ บทนา ๓ ๔ ๑.๑ ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ๕ ๑.๒ วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั ๕ ๑.๓ ขอบเขตการวจิ ัย ๖ ๑.๔ ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รับ ๑.๕ นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ๘ บทที่ ๒ ประวัตแิ ละความเปน็ มาของวมั มกิ สูตร ๙ ๒.๑ ปรศิ นาของเทวดา ๒.๒ คาพยากร์ณป์ ริศนาของเทวดา ๒.๓ รา่ งกายเหมอื นจอมปลวกทีม่ ลี ักษณะพิเศษ ๒.๔ จอมปลวกคอื ๒.๕ ป่าอันธวนั คอื ๒.๖ การพน่ ควันในเวลากลางคนื เป็นอยา่ งไร ๒.๗ เพราะเหตไุ ร พระผู้มีพระภาคเจา้ จงึ ทรงแสดงอวิชชาชอ่ื ว่ากลอนเหล็ก ๒.๘ อทุ ฺธูมายกิ า นี้เป็นชื่อของความโกรธและความคบั แค้นใจ. ๒.๙ ทาง ๒ แพรง่ คอื อย่างไร ๒.๑๐ หม้อกรองนา้ ดา่ งเปน็ อยา่ งไร ๒.๑๐ เต่านเ้ี ป็นชอื่ ของอุปาทานขันธ์ ๕. ๒.๑๑ เขยี งมีด น้เี ป็นชื่อของกามคุณท้ัง ๕. ๒.๑๒ ช้ินเน้อื น้ี เปน็ ชือ่ ของนนทฺ ิราคะ ๒.๑๓ ขณี าสพท่านเรยี กว่านาค ดว้ ยอรรถใด ๒.๑๔ นิโครธมิคชาดก-วา่ ด้วยการเลือกคบ ๒.๑๕ พระพุทธเจา้ ทรงตรัสเล่า นิโครธมคิ ชาดก แกเ่ หล่าภกิ ษุสงฆ์ ณ ธรรมสภา บทที่๓, การบรรลุธรรมตามหลักปฏบิ ัตวิ ปิ ัสสนาในวมั มิกสตู ร ๓.๑ มหาภตู รูปทั้ง ๔ ๓.๒ นิวรณ์ ๕ ๓.๓ อปุ าทานขันธ์ ๕ ๓.๔ กามคณุ ๕

๓.๕ ปา่ อนั ธวนั ป่าโจรตาบอด ๓.๖ ผลทไี่ ด้จากการบาเพญ็ ภาวนาของภิกษุทั้งเจ็ด ๓.๗ .การบรรลธุ รรมของกมุ ารกสั สเถระกันสหายทั้งเจ็ด บทท่ี ๔ บทที่ ๕ บทสรุปและข้อเสนอแนะ ๕.๑ สรุป ๕.๒ ข้อเสนอแนะ ๕.๒.๑ ขอ้ เสนอแนะเชงิ นโยบาย ๕.๒.๒ ขอ้ เสนอแนะเชิงวจิ ยั บรรณานุกรม ประวัตผิ วู้ ิจยั

บทที่ ๑ บทนา ความเปน็ มาและความสาคัญของปญั หา ปัจจุบันพระพุทธศาสนาเป็นที่ยอมรับของประชาชนโลกทั่วไป ต่างยอมรับว่าเป็นหลักวิทยาศาสตร์ สามารถทดสอบได้ จนยอมตนเป็นพุทธมามกะก็มากหรือไม่ก็เดินทางไปปฏิบัติธรรมตามวัดหรือในสานักปฏิบัติ ธรรมต่างๆ ในประเทศเอเชีย หรือวัดต่างๆ ในไทย โดยอาศัยพระธรรมตามหลักธรรมวินัยในพระไตรปิฎกซ่งึ มีอยู่ เป็นจานวนมากหลายกระจายกันอยู่ในพระไตรปิฎกที่แบ่งออกเป็น ๓ หมวด อันได้แก่ พระวินัยปิฎก พระสู ตันตปิฏก พระอภิธรรมปิฎก หลายๆประเทศต่างก็ตั้งสานักปฏิบัติธรรมขึ้น หรือวัดแต่ละวัดก็อาศัยหลักปฏิบัติ วิปัสสนาหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไปโดยยึดถือเอาจากอาจารย์ที่สาเร็จบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วมา เปน็ หลักปฏิบตั ิของสานกั ตนหรือวัด แม้ว่าหลายคนต่างตั้งใจแสดงสาธยายพระธรรมเพ่ือให้แต่ละบุคคลได้เข้าใจในหลักธรรมท่ีปรากฏใน พระไตรปิฎก ก็ต้องมีการพิจารณาถึงปัจจัยหลากหลายประการเพื่อมาประกอบการแสดงธรรมอาจเป็นการแสดง ธรรมโดยใช้โวหารต่าง ๆ การอุปมาอุปไมยเพ่อื การทาความเข้าใจแก่ผู้ฟังหรือผู้เรียนรู้ ซ่ึงจะเป็นง่ายสาหรับผทู้ ี่จะ นาไปปฏบิ ตั ใิ หเ้ กดิ มรรถเกิดผลตามกาลังศรัทธาปัญญาของแตล่ ะคนจะอานาย บางท่านปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษ์เคร่งครัดปรารภความเพียรแต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุธรรมจนมีคุณวิเศษ อนั ใดเลยกม็ ี หรือหลายคนที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็เกิดจากการสดับรับฟงั พระธรรมที่แตกต่างกนั ออกไป ในการ แต่อาจมาบรรลุธรรมกับเร่ืองท่ีง่ายๆก็มีให้เห็นบ่อย ๆ เช่นกัน อย่างเช่นวาระการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์จาก พระสูตรน้ีย่อมแสดงให้เห็นว่าแตกต่างกันไปในแต่ละคน ต่างเหตุการณ์และต่างหลักธรรมแม้ว่าจะเป็นคนใน ครอบครัวเช่น มารดากับบุตร หรือมิตรสหายท่ีอยู่ในสถานการณ์เดียวกันมาก็ตามแต่นาทีบรรลุธรรมเป็นพระ อรหันต์ต่างกันโดยสิ้นเชิง และทั้งอาศัยเหตุปัจจัยท่ีแตกต่างกัน ทั้งกรณีพระพุทธเจ้าก็มีปัจจัยประกอบต่างกนั ใน รายละเอยี ด ดงั นน้ั ศิลปะในการนาหลักธรรมวินยั ทีอ่ ยใู่ นพระไตรปฎิ กจะนามาพิจารณาจากบทไหนก่อนหลังก่อน จึง ต้องอาศัยพระสูตรท่ีประกอบไปด้วยปรศิ นาและข้ันตอนการพิจารณาเพ่ือนาไปใช้เป็นหลักปฏิบัติในการวิปัสสนา โดยอาศยั พระสตู รได้พิจารณาไปตามจนบรรลุธรรมเป็นพระอรหนั ต์ในท่สี ดุ วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ๑.เพอื่ ศกึ ษาหลักคาสอนในวมั มกิ สตู ริกสูตร ๒.เพือ่ ศึกษาหลกั ปฏบิ ัตวิ ิปัสสนาในวัมมกิ สูตร ๓.เพือ่ ศึกษาวิเคราะหก์ ารบรรลธุ รรมตามหลกั คาสอนปฏบิ ัติวปิ สั นาในวมั มิกสตู ร

บทที่ ๒ ประวตั แิ ละความเปน็ มาของวัมมิกสตู ร ประวัติความเป็นมาของวัมมิกสูตร ธรรมะท่ีแสดงโดยเปรียบร่างกายเหมือนจอมปลวกมีใจความสาคัญ กลา่ วถึงพราหมณ์สอนศษิ ย์อยู่ในป่าสง่ั ใหศ้ ิษย์เอกขุดจอมปลวกใหญ่ที่อยู่ในป่าพน่ ควันในเวลากลางคืน ลกุ โพรงใน เวลากลางวัน โดยจะปรากฏเนอ้ื ความแหง่ พระสตู รในประวัติและความเปน็ มาตอ่ ไป ๒.๑ ประวัตคิ วามเปน็ มาของวมั มิกสูตร วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย ๑.เพอ่ื ศกึ ษาหลักคาสอนในวัมมิกสตู ริกสูตร ๒.เพอื่ ศกึ ษาหลกั ปฏิบัติวิปสั สนาในวมั มิกสูตร ๓.เพอื่ ศึกษาวเิ คราหก์ ารบรรลธุ รรมตามหลกั คาสอนปฏิบัติวปิ สั นาในวมั มกิ สูตร อย วมฺมิโก เทพบุตรเหมือนจะแสดงจอมปลวกท่ีตั้งอยู่ตรงหนา้ ด้วยอานาจเทศนาวิธผี ู้มีพระภาคเจ้าทรง พยากรณ์ว่า ดูก่อนภิกษุ คาว่าจอมปลวกน่ันเป็นช่ือของกายน้ี อันประกอบด้วยมหาภูตรูปท้ัง ๔ ซ่ึงมีมารดาบิดา เป็นแดนเกดิ เจรญิ ด้วยข้าวสุกและขนมกมุ มาส ไม่เทย่ี ง ตอ้ งอบรม ต้องนวดฟน้ั มีอันทาลายและกระจัดกระจายไป เปน็ ธรรมดา. ๒.๑ ปรศิ นาของเทวดา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลช่ือว่าจอมปลวก อย่างไรชื่อว่าพ่นควันในกลางคืน อย่างไรช่ือว่าลุก โพลงในกลางวัน อะไรช่ือว่าพราหมณ์อะไรช่ือว่าสุเมธะ อะไรชื่อว่าศาสตรา อยา่ งไรชือ่ ว่าการขุด อะไรชอ่ื วา่ ล่มิ สลัก อะไรชอื่ ว่าองึ่ อะไรช่อื ว่าทาง ๒ แพรง่ อะไรชอ่ื วา่ หม้อกรองน้าด่าง อะไรชอื่ ว่าเต่า อะไรชือ่ ว่าเขียงห่ันเนอ้ื อะไรช่ือ วา่ ช้นิ เนือ้ อะไรชือ่ วา่ นาค ดงั น้ี.ทรงพยากรณ์ปญั หา ๑๕ ขอ้ ๒.๒ คาพยากร์ณป์ ริศนาของเทวดา ดูก่อนภิกษุ ท่านพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วทูลถามปัญญา ๑๕ ข้อเหล่าน้ีแล ท่านพึงจาทรง ปัญหาเหล่านั้น ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์. ดูก่อนภิกษุข้าพเจ้าย่อมไม่เห็นบุคคลในโลกพร้อมท้ังเท วโลก มารโลก พรหมโลก ในหม่สู ัตว์ พรอ้ มท้ังสมณพราหมณ์เทวดาและมนษุ ย์ ทจ่ี ะยงั จิตใหย้ ินดีดว้ ยการพยากรณ์ ปญั หาเหลา่ นี้ นอกจากพระตถาคตหรอื สาวกของพระตถาคต หรอื เพราะฟงั จากสานกั น้ี. เทวดานั่นครั้นกล่าวคานี้ แล้ว ได้หายไปในทน่ี น้ั แล. ๒.๓ รา่ งกายเหมอื นจอมปลวกท่ีมีลกั ษณะพิเศษ ดูกอ่ นภกิ ษุ คาว่าพราหมณ์นั้น เป็นช่อื ของพระตถาคตอรหนั ตสมั มาสัมพุทธเจ้า. คาว่าสุเมธะนนั้ เป็น ช่อื ของเสขภิกษุ. คาว่าศาตรานนั้ เปน็ ช่ือของปัญญาอันประเสริฐ. คาว่าจงขุดนนั้ เป็นชื่อของการปรารภความเพียร. ภิกษุ ๕ รูปผูกบันไดข้ึนภูเขา กระทาสมณธรรม.พระสังฆเถระบรรลุพระอรหัตต์วันที่ ๓. พระอนุเถระเป็นพระ

อนาคามีวนั ท่ี ๔. ฝ่ายพระเถระอีก ๓ รปู ไม่อาจทาคณุ วเิ ศษให้บงั เกิด กไ็ ปบังเกิดในเทวโลก. เมอื่ เทพเหล่านั้นเสวย สมบตั ิในเทวดาและมนุษยต์ ลอดพุทธนั ดรหนึง่ องคห์ น่ึงกไ็ ปเกิดในราชตระกูล กรงุ ตักกสลิ า เป็นพระราชา พระนามวา่ ปุกกุสาติ บวชอุทิศพระผู้มพี ระภาคเจ้า มาสู่กรงุ ราชคฤห์ ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่โรงช่างหม้อ บรรลุอนาคามิผล.องค์หน่ึง บังเกิดในเรือนสกุลใกล้ท่าเรอื แห่งสุปารกะแห่งหน่ึง ข้ึนเรือ เรืออัปปาง นุ่งท่อนไม้แทนผ้า ถึงลาภสมบัติเกิดความคิดข้นึ ว่า ข้าเป็นพระอรหันต์ถูกเทวดาผู้หวังดีตักเตอื นว่า ท่านไม่ใชพ่ ระ อรหันตด์ อก ไปทลู ถามปัญหากะพระศาสดาเถดิ ได้กระทาเหมือนอย่างนนั้ บรรลุอรหตั ตผล. องคห์ นง่ึ เกดิ ในท้อง ของหญิงผู้มีสกุลคนหน่ึง ในกรุงราชคฤห์. นางได้อ้อนวอนมารดาบิดา เมื่อไม่ได้บรรพชาก็แต่งงาน ไม่รู้ตัวว่า ตั้งครรภ์ อ้อนวอนสามี สามีอนุญาตก็บวชในสานักภิกษุณี. ภิกษุณีท้ังหลายเห็นนางตั้งครรภ์จึงถามพระเทวทัต. พระเทวทัตตอบว่า นางไม่เป็นสมณะแล้ว. เหล่าภิกษุณีจึงไปทูลถามพระทศพล.พระศาสดาโปรดให้พระอุบาลีรับ เร่ืองไว้พจิ ารณา พระเถระใหเ้ ชญิ สกุลชาวพระนครสาวัตถีและนางวิสาขาอุบาสิกา ใหช้ ว่ ยกนั ชาระ (ได้ขอ้ เท็จจริง แลว้ )จึงกลว่ วว่า นางมคี รรภม์ ากอ่ น บรรพชาจงึ ไม่เสยี . พระศาสดาประทานสาธุการแก่พระเถระว่า อุบาลีวินิจฉัย อธิกรณ์ชอบแล้ว. ภิกษุณีนั้นคลอดบุตรมีประพิมประพายดังเเท่งทอง. พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรับเด็กน้ันมาชุบ เล้ียง. ประทานนามเด็กนนั้ ว่า กสั สป ตอ่ มาทรงเลย้ี งเจรญิ วยั แลว้ นาไปยังสานักพระศาสดาให้บรรพชา. ดงั นั้น คน ทัง้ หลายจึงหมายช่อื เดก็ น้นั วา่ กมุ ารกสั สป เพราะเป็นบุตรเลี้ยงของพระราชา แล. ๒.๔ จอมปลวกคือ เนื้อหาความในปริศนามีดังนี้นั้นพ่อเอย จอมปลวกน้ีกลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นไฟ เราจักเห็นความ ผิดปกติของจอมปลวกนั้น เจ้าจงทาลายมันแบ่งเป็น ๔ ส่วน แล้วท้ิงไป. เจ้าจงทาลายมันแบ่งเป็น ๔ ส่วน แล้วทิ้ง ไป. พงึ ทราบกาหนดกายสาหรบั เสกขภกิ ษโุ ดยกาหนดธาตุ ๔ เป็นอารมณ์ อย่างน้ี คอื ความทีก่ ายเปน็ ของแข้น ๒๐ ส่วนจัดเป็นปฐวีธาตุ ความท่ีกายเอิบอาบ ๑๒ ส่วน จัดเป็นอาโปธาตุ ความท่ีกายอบอุ่น ๔ ส่วน จัดเป็นเตโชธาตุ ความที่กายเคลื่อนไหว๖ สว่ น จดั เปน็ วาโยธาตุ เปรียบเหมือนสุเมธมาณพศษิ ย์ รบั คาแล้วจับจอบแล้วกระทาอย่าง น้นั . ผ้มู ีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ดกู ่อนภกิ ษุ คาวา่ จอมปลวกน่นั เป็นชื่อของกายนี้ อนั ประกอบดว้ ยมหาภูต รูปทั้ง ๔ ซึ่งมีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เจริญด้วยข้าวสุกและขนมกุมมาส ไม่เท่ียง ต้องอบรม ต้องนวดฟ้ัน มีอัน ทาลายและกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา.(พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าท่ี 327) บทวา่ กายสสฺ อธวิ จน แปลว่า เป็นชอื่ ของสรรี ะ. เหมือนอยา่ งวา่ กายภายนอก ท่านเรียกว่าวมั มกิ ะ เพราะ เหตุ ๔ อย่าง คือ จอมปลวกย่อมคาย ๑ ผู้คาย ๑ ผู้คายร่างที่ประชุมธาตุสี่ ๑ ผู้คายความสัมพันธ์ด้วยเสน่หา ๑. จริง สภาพน้ันย่อมคายสัตว์เล็กๆ มีประการต่างๆ เช่นงู พังพอน หนู งูเหลือมเป็นต้น เพราะฉะนั้น กายนั้น ชื่อ วา่ วมั มกิ ะ กายอันตวั ปลวกคายแล้ว เหตนุ นั้ จึงช่อื วา่ วัมมิกะ. กายอนั ตวั ปลวกกอ่ ขึ้นดว้ ยผงฝนุ่ ทต่ี วั คายยกขึ้นด้วย จะงอยปากประมาณเพียงสะเอวบ้าง ช่ัวบุรุษบ้าง เพราะฉะนั้น จึงช่ือว่าวัมมิกะ. กายเมื่อฝนตก ๗ สัปดาห์อันตัว ปลวกเกลี่ย เพราะเนื่องด้วยยางนา้ ลายที่คายออก แม้ในฤดูแล้งมนั ก็คายเอาฝุ่นจากท่ีนั้น บีบท่ีนั้นให้เป็นกอง ยาง เหนียวก็ออก แลว้ กต็ ดิ กันด้วยยางเหนียวที่คาย เหตนุ ัน้ จึงช่ือวา่ วัมมกิ ะ ฉันใดนัน้ แล แม้กายนก้ี ็ฉันนัน้ ชอื่ ว่าวัมมิกะ

เพราะคายของไมส่ ะอาด ของมีโทษและมลทินมปี ระการต่างๆ โดยนัยเปน็ ต้นวา่ ข้ตี าออกจากลูกตาเปน็ ตน้ และชื่อ ว่าวัมมิกะ เพราะอันพระอริยเจ้าคายแล้ว เหตุพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธะและพระขีณาสพ ทิ้งอัตตภาพไป เพราะหมดความเย่ือใยในอัตตภาพน้ี ช่ือว่าวัมมิกะ เพราะคายหมดทั้งร่างที่ประชุมธาตุ ๔ เหตุที่พระอริยเจ้าคาย รา่ งทงั้ หมดทีก่ ระดกู ๓๐๐ ท่อนยกขึน้ รัดด้วยเอน็ ฉาบด้วยเนอื้ หอ่ ดว้ ยหนงั สด ยอ้ มผิว ลวงสตั ว์ทัง้ หลาย ช่อื ว่าวัม มิกะ เพราะผูกด้วยเสน่หาท่ีคายเสียแล้ว เหตุกายนี้ผูกด้วยใยยางคือตัณหาท่ีพระอริยทั้งหลายคายแล้ว เพราะ ตณั หาก่อใหเ้ กดิ ตามพระบาลีอยา่ งน้ีวา่ ตณั หาทาคนให้เกิด จิตของคนน้นั ยอ่ มแล่นไป อน่ึง สัตว์เล็กๆ มีประการต่างๆ ภายในจอมปลวก ย่อมเกิด ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ นอนป่วย ย่อมตายตก ไปในจอมปลวกนัน้ นั้นเอง ดังน้ัน จอมปลวกน้ันจึงเป็นเรือนเกิด เป็นส้วม เป็นโรงพยาบาลและเป็นสุสานของสัตว์ เล็กๆ เหลา่ น้ันฉันใด กายแมข้ องกษัตริย์มหาศาลเปน็ ตน้ ก็ฉันน้นั เหลา่ สัตวท์ ่อี าศัยผวิ หนัง เนือ้ เอ็น กระดกู เยอ่ื ใน กระดกู มิได้คิดวา่ กายนีถ้ กู คมุ้ ครองรักษาแลว้ ประดับตกแตง่ แลว้ เปน็ กายของผ้มู อี านภุ าพใหญ่ รวมความว่า หมู่ หนอนโดยการนับตระกูลมีประมาณ ๘๐,๐๐๐ ตระกูล ย่อมเกิด ย่อมถ่ายอุจจาระปัสสาวะ นอนกระสับกระส่าย เพราะความป่วยไข้ ตายตกคลักอยู่ในกายน้ีเอง เหตุนนั้ จึงนับได้ว่าเป็นจอมปลวก เพราะเป็นเรอื นคลอด เปน็ ส้วม เป็นโรงพยาบาลและเป็นสสุ านของสตั ว์เหลา่ นนั้ . ด้วยเหตุน้ัน พระผ้มู พี ระภาคเจา้ จงึ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ คาว่า วมั มิกะ นเ้ี ป็นชอ่ื ของกายน้ีทเ่ี กิดจากมหาภูต ท้งั ๔. บทว่า มาตาเปตกิ สมฺภวสฺส ความวา่ ที่เกิดจากการรวมตวั ของสกุ กาซ่งึ เกดิ จากมารดาบิดา ที่ช่ือวา่ มาตาเปติกะ บทว่า โอทน กมฺมาสูปจยสฺส ความว่า ก่อเติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมกุมมาส.พึงทราบวินิจฉัยในคาว่า อนิจฺจุจฺฉาทนปริมทฺทนเภทนวิทฺธสนธมฺมสฺส ดังต่อไปน้ี กายน้ีช่ือว่ามีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา เพราะอรรถาวา่ มี แล้วกลับไมม่ ี ชื่อว่ามีการฉาบทาเปน็ ธรรมดา เพราะฉาบทาดว้ ยหนงั บางเพือ่ ประโยชน์แก่การกาจัดกล่ินเหม็น ชือ่ ว่ามีการนวดฟ้ันเป็นธรรมดา เพราะมีการนวดฟ้ันเล็กๆ น้อยๆ เพื่อประโยชน์แก่การบรรเทาความเจ็บป่วยทาง อวยั วะน้อยใหญ.่ อีกอย่างหนึ่ง ช่ือว่ามีการประคบประหงมเป็นธรรมดาโดยการหยอดยาตาและบีบเป็นต้น เพ่ือความ สมบูรณแ์ ห่งทรวดทรงแหง่ อวยั วะเหลา่ น้ันทต่ี ัง้ อย่ไู มด่ ี โดยใหน้ อนอย่บู นขาให้นอนแต่ในหอ้ งในเวลาเปน็ เดก็ . อธบิ ายวา่ แม้ถึงจะถกู ประคบประหงมอย่อู ยา่ งน้ี กย็ งั มอี ันแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา กายมีสภาพ อย่างนี้. ท่านกล่าวกายที่ต้ังขึ้นด้วยบท คือ มาตาเปติกสัมภวะ โอทนะ กุมมาสอุปัจยะ อุจฉาทนะและปริมัททนะ ในคานน้ั . ทา่ นกลา่ วการดบั ดว้ ยบทคือ อนิจจะ อุจฉาทนะ เภทนะ วทิ ธังสนะ ภาวะทสี่ ูงตา่ ความเจรญิ ความเสื่อม ความเกิดและความดับแห่งกายอันเกิดแต่มหาภูตทั้ง ๔ พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ด้วยบทท้ัง ๗ อย่างด้วยประการ ฉะนี.้ ๒.๕ ปา่ อนั ธวนั คือ บทว่า อนฺธวเน ได้แก่ ป่ามีช่ืออย่างนี้. เขาว่า ป่านั้น มีชื่ออย่างนี้ในคร้ังพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ ปรากฏ ชอื่ วา่ อนั ธวัน นน่ั แล. ในปา่ อันธวันอันธวนั นั้นจะกระทาเรื่องราวใหแ้ จ่มแจ้งดังตอ่ ไปน.้ี ปญั หาข้อวา่ อย่างไรชอื่ ว่า(พระสุตตันตปฎิ ก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปณั ณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 331)

จริงอยู่ สรีรธาตุของพระพทุ ธเจ้าผู้มชี นมายุนอ้ ย ไม่เป็นแท่งเดียวกันย่อมกระจัดกระจายไปด้วยอานภุ าพแห่งการ อธิษฐาน. ดว้ ยเหตุนั้นนัน่ แล พระ-ผมู้ ีพระภาคเจา้ ของเราทงั้ หลายทรงอธิษฐานว่า เราดารงอยไู่ ด้ไม่ยงั่ ยืน เหลา่ สัตว์เป็นจานวนน้อยเห็นเรา ท่ีไม่เห็นเราจานวนมากกว่า สัตว์เหล่านั้นถือเอาธาตุของเราบูชาอยู่ในที่น้ัน จักมี สวรรคเ์ ปน็ เบื้องหนา้ เพราะฉะนนั้ คราวปรินิพพาน ขอสรรี ธาตุของเราจงกระจัดกระจายไป. สว่ นพระพุทธเจ้าผู้มี พระ-ชนมายุยนื พระสรีรธาตุตัง้ อยเู่ ปน็ แห่งเดียวกนั เหมอื นแท่งทองคา. พระสรีร-ธาตุของพระผู้มพี ระภาคเจา้ แม้ พระนามวา่ กัสสปะ กต็ ั้งอยู่อยา่ งน้ันเหมือนกนั . แต่นั้น มหาชนก็ประชุมปรึกษากันว่า เราไม่อาจจะแยกพระธาตุท่ีเป็นแท่งเดียวกันได้ พวกเราจะทา อย่างไร จึงตกลงกันว่า เราจักทาพระธาตุแท่งเดยี วนน้ั แลให้เปน็ พระเจดีย์ จะมีขนาดเท่าไหร.่ พวกหนึ่งบอกว่า เอา ๗ โยชน์ แต่ตกลงกันว่า นั่นใหญ่เกินไป ใคร ๆไม่อาจจะบารุงได้ในอนาคตกาล เอา ๖ โยชน์ ๕โยชน์ ๔ โยชน์ ๓ โยชน์ ๒ โยชน์ ๑ โยชน์ ปรึกษากนั ว่า จะใชอ้ ิฐเช่นไร ตกลงกันวา่ ภายนอกเปน็ อิฐแท่งเดยี วทาด้วยทองสีแดงมีค่า ๑๐๐๐๐๐, ภายใน มีค่า ๕๐,๐๐๐ ฉาบด้วยหรดาล และมโนสิลาแทนดิน ชะโลมด้วยนา้ มันแทนนา้ แยกมุขท้ัง ๔ ออกด้านละ ๔. พระราชาทรงรับมุขหน่ึง ปฐวินธรกุมานราชบุตรรับมุขหนึ่ง เสนาบดีหัวหน้าอามาตย์รับมุขหน่ึง เศรษฐหี วั หน้าชาวชนบทรับมุขหน่ึง. บรรดาชนเหล่าน้นั เพราะเป็นผสู้ มบรู ณ์ด้วยทรพั ย์ แม้พระราชาใหข้ นทองมา ทรงเร่ิมงานทีม่ ขุ ท่ีพระองคร์ ับไว้ ทงั้ อปุ ราชท้ังเสนาบดีก็เหมือนกนั . ส่วนงานทมี่ ุขท่ีเศรษฐรี ับไว้หย่อนไป. คร้นั นัน้ อบุ าสกคนหน่งึ ช่ือยโสธร เป็นอริยสาวกชน้ั อนาคามีทรงพระ ไตรปฏิ ก รู้วา่ เศรษฐนี น้ั ทางานหยอ่ นไป จงึ ให้เทยี มเกวยี น ๕๐๐ เลม่ ไปในชนบทชักชวนคนท้ังหลายวา่ พระกสั สป สมั มาสมั พุทธเจ้า ทรงพระชนม์ ๒๐,๐๐๐ ปี ปรนิ พิ พานนานแลว้ พวกเราจกั ทา(พระสตุ ตนั ตปฎิ ก มัชฌมิ นกิ าย มูล ปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าท่ี 332)รัตนเจดีย์โยชน์หน่ึงของพระองค์ ผู้ใดจะสามารถจะให้สิ่งใด จะเป็นทอง หรือเงิน แก้ว ๗ ประการ หรดาล หรือมโนสิลา ก็ตามที ผู้น้ันจงให้ส่ิงน้ัน. ชนท้ังหลายได้ให้เงินและทองเป็นต้น ตามกาลังของตน ๆ เมื่อไม่สามารถจะให้ก็ให้น้ามันและข้าวสารเป็นต้นเท่านน้ั . อุบาสกส่งน้ามันและข้าวสารเป็น ตน้ เพ่อื เปน็ อาหารประจาวนั แก่กรรมกรทั้งหลาย ท่เี หลือจงใจจะใหท้ องสง่ ไปไดป้ ่าวร้องไปทัว่ ชมพูทวีปดว้ ยอาการ อย่างน้ี. งานท่ีพระเจดีย์เสร็จแล้ว เพราะฉะน้ัน พวกเขาส่งหนังสือไปจากเจดีย์สถานว่า การงานเสร็จแล้ว ขอ อาจารย์จงมาไหว้พระเจดีย์. แม้อาจารย์ก็ส่งหนงั สือไปวา่ เราชักชวนชมพทู วปี ทั่วแล้วส่ิงใดท่ีมีอยู่ จงถือเอาสิง่ น้นั ทาการงานให้สาเร็จ. หนังสือ ๒ ฉบับมาประจวบกันระหว่างทาง แต่หนังสือจากเจดีย์สถานมาถึงมือของอาจารย์ ก่อนหนังสือของอาจารย์. อาจารย์น้ันอ่านหนังสือแล้วก็คิดว่า จักไหว้พระเจดีย์ ก็ออกไปตามลาพัง. ระหว่างทาง โจร ๕๐๐ ก็ปรากฏขึ้นท่ีดง. บรรดาโจรเหล่านั้นบางพวกเห็นอาจารย์น้ัน คิดว่า คนผู้น้ีรวบรวมเงินและทองจาก ชมพทู วีปท้งั ส้นิ คนทง้ั หลาย ผรู้ กั ษาขมุ ทรพั ยค์ งมากันแล้ว จงึ บอกแกโ่ จรทีเ่ หลอื แลว้ จับอาจารย์นน้ั . อาจารย์ถาม ว่า พ่อเอ๋ย เหตุไรพวกเจ้าจึงจับเรา. พวกโจรตอบว่า ท่านรวบรวมเงินและทองทั้งหมดจากชมพูทวีป ท่านจงให้ ทรัพย์เล็ก ๆ น้อย ๆ แก่พวกเราเถอะ. อาจารย์ถามว่า พวกเจ้าไม่รู้หรอกหรือว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ปรินพิ พานแลว้ พวกเรากาลงั สร้างพระรตั นเจดียโ์ ยชน์หน่งึ สาหรับพระองค์ กข็ า้ ชักชวนเขาเพ่อื ประโยชน์น้ัน ไม่ใช่ เพอ่ื ประโยชน์ ของตน ฉะน้ันจาสง่ ของท่ีเก็บไวๆ้ แล้วไปในที่น้ันแหละ สว่ นผา้ นอกจากที่นุ่งมา กไ็ ม่มอี ะไรอยา่ งอนื่ แม้แต่กากณึกหนึ่ง. โจรพวกหนึ่งกล่าวว่า ข้อน้ันจริงอย่างน้ัน ก็จงปล่อยอาจารย์ไปเสีย. โจรพวกหนึ่งกล่าวว่า อาจารย์ผู้นี้ พระราชาก็บูชาอามาตย์ก็บูชา เห็นบางคนในพวกเราท่ีถนนพระนคร พึงบอกพระราชาและมหา

อามาตยข์ องพระราชาเปน็ ตน้ จะทาให้พวกเราถงึ ความยอ่ ยยบั ได้.อุบาสกกล่าววา่ พ่อเอ๋ย ขา้ จักไม่ทาอยา่ งน้ันแน่ ก็ข้อนั้นแล มีด้วยความกรุณาในโจรเหล่าน้ัน ไม่ใช่มีด้วยความรักในชีวิตของตน. เมื่อเป็นเช่นนั้น บรรดาโจร เหล่าน้ันซ่ึงกาลังทุ่มเถียงกันวา่ ควรจับไว้ ควรปล่อยไป พวกโจรเหล่าท่ีมีความเห็นว่าควรจับ มีจานวนมากกวา่ ก็ ฆ่าอาจารย์น้ันเสีย. ดวงตาของโจรเหล่านน้ั ก็อันตรธานไปเหมือนประทีปด้ามท่ีดับ เพราะผิดในพระอรยิ สาวกผู้มี พลังคุณ. โจรเหล่านั้นราพันว่า ดวงตาอยู่ไหน ดวงตาอยู่ไหน บางพวกญาติก็นากลับบ้าน บางพวกไม่มีญาติ ก็ กลายเป็นเป็นคนอนาถา เพราะฉะน้ันจึงอาศัยอยู่ท่ีบรรณศาลาท่ีโคนไม้ในดงนั้นเอง. เหล่ามนุษย์ท่ีมาในดง ก็ให้ ขา้ วสารบ้าง หอ่ ข้าวบ้าง เสบียงบ้าง แก่โจรเหล่านัน้ ดว้ ยความความกรุณา.เหล่ามนุษย์ทีไ่ ปแสวงหาไมแ้ ละใบไม้เป็น ต้นกลับมากันแล้ว เมื่อถูกถามว่าพวกท่านไปไหนกนั ตอบว่าพวกเราไปป่าคนตาบอด. ป่านั้นปรากฏชื่อวา่ อนั ธวนั ครั้งพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ด้วยประการฉะนี้.ก็ป่านั้นครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ได้กลายเป็นดง ใน ชนบททีร่ า้ งไป. แตค่ รัง้ พระผมู้ ีพระภาคเจ้าของเรา ได้กลายเปน็ เรอื นสาหรบั ทาความเพยี ร เป็นสถานทอี่ ยู่ของเหล่า กุลบุตรผู้ต้องการความสงัด อยู่หลังพระเชตวันไม่ไกลกรุงสาวัตถี. สมัยน้ันท่านกุมารกัสสปก็บาเพ็ญเสกขปฎิปทา อยูท่ ีอ่ นั ธวันน้นั . เพราะเหตนุ นั้ (พระสุตตันตปฎิ ก มชั ฌมิ นกิ าย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 333) ๒.๖การพ่นควันในเวลากลางคนื เปน็ อยา่ งไร พน่ ควันในกลางคนื นั้น ดูกอ่ นภกิ ษุ ได้แกก่ ารที่บุคคลขมกั เขม้นการงานในกลางวนั แลว้ ตรึกถงึ ตรองถึงใน กลางคืน นี้ชอื่ ว่าพ่นควันในกลางคืน. ๒.๗ เพราะเหตไุ ร พระผูม้ พี ระภาคเจา้ จึงทรงแสดงอวิชชาชื่อวา่ กลอนเหลก็ คาว่า ลงฺคตี ิ โข ภิกฺขุ. ตอบว่า เหมือนอยา่ งว่า เมอื่ ปดิ ประตูพระนคร ใส่ลิม่ สลัก มหาชนก็ขาดการไป เหล่า ชนทอี่ ย่ภู ายในพระนครกค็ งอยู่ภายในนนั่ เอง พวกท่อี ยูภ่ ายนอกพระนครก็อยภู่ ายนอกฉนั ใด กลอนเหล็กคอื อวชิ ชา ดกไปในปากคอื ญาณ ของผใู้ ด การไปคือญาณท่ใี หถ้ ึงพระนิพพานของ ผนู้ น้ั ก็ขาด. เพราะฉะน้ัน พระผมู้ ีพระภาคเจ้าทรงแสดงอวิชชาให้เปน็ ดงั กลอนเหล็ก ในคาว่า ปชหถ อวชิ ชฺ น้ที ่าน กล่าวการละอวชิ ชาดว้ ยอานาจการเรยี นและการสอบถามกมั มัฏฐานะ ๒.๘ อุทฺธูมายิกา นี้เปน็ ชื่อของความโกรธและความคับแค้นใจ. ในบทว่า อุทธฺ ูมายกิ าติ โข ภกิ ฺขุ นี้ขนึ้ ชอ่ื องึ่ ทพ่ี องขึ้นไม่ใหญป่ ระมาณเท่าหลงั เล็บอยู่ในระหว่างใบไม้เก่า ๆ ในระหว่างกอไม้หรือระหวา่ งเถาวัลย์ มันถกู ปลายไม้ปลายเถาวัลย์หรือละอองฝนุ่ เสยี ดสีขยายออกมีปรมิ ณฑลใหญ่ ขนาดเทา่ แว่นมะตมู ๔ เทา้ ขวักไขวใ่ นอากาศขาดการไป(เดินไมไ่ ด้) ตกอยไู่ ม่อานาจของศัตรู เป็นเหยือ่ ของกาและ นกเคา้ เป็นตน้ ฉนั ใด ความโกรธนกี้ ฉ็ นั นั้นเหมอื นกัน เม่อื เกิดข้ึนคราวแรก ก็เปน็ เพียงความขุ่นมวั แห่งจิตเท่าน้ัน ไมถ่ กู ขม่ เสียใน ขณะนนั้ กข็ ยายใหถ้ ึงการหน้านวิ้ คิ้วขมวด ไม่ถูกข่มเสียในเวลานัน้ ก็ให้ถึงคางส่ัน ไมถ่ ูกข่มเสยี ในเวลานนั้ ก็ให้ถึงการ เปล่งวาจาหยาบ ไม่ถูกข่มเสียในเวลาน้นั ก็ให้ถึงการมองไม่เห็นทิศ ไม่ถูกข่มเสียในเวลานั้น ให้ถึงการย้ือกันมายอ้ื กันไป ไม่ถูกข่มเสียในเวลาน้ันก็ให้ถึงการจับมือ ก้อนดิน ท่อนไม้และศาสตรา ไม่ถูกข่มเสียในเวลาน้ัน ให้ถึงการ ประหารด้วยท่อนไม้ และศาสตรา ไม่ถูกข่มเสยี ในเวลานน้ั ใหถ้ ึงการฆา่ ผอู้ ่ืนบา้ ง ฆา่ ตัวเองบา้ ง. สมจรงิ ดังคาท่ีท่าน กล่าวไว้วา่ ความโกรธนี้ ฆา่ ผู้อืน่ แลว้ ฆา่ ตนเพียงใด ความโกรธเพียงนี้ ก็จะหนาแนน่ ยิง่ ขน้ึ กาเรบิ เสิบสานอย่างย่ิง.

ในขอ้ น้นั เม่อื เท้าทัง้ ๔ ของตัวองึ่ ขวักไขว่ในอากาศ ก็ขาดการไป(เดนิ ไม่ได)้ ตัวอึ่งก็ตกอยูใ่ นอานาจของศัตรู เปน็ เหยอ่ื ของสตั วม์ ีกาเปน็ ต้นฉันใด บุคคลผู้ตกอยู่ในอานาจของความโกรธก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่สามารถจะกาหนดกัมมัฏฐานให้ขยายไปได้ ตกอยใู่ นอานาจของศตั รู เป็นผู้อันปวงมารพงึ ทาได้ตามความปรารถนา. ดว้ ยเหตนุ ั้น พระผมู้ ีพระภาคเจา้ จงึ ตรัสว่า ดกู ่อนภิกษุ คาวา่ อทุ ฺธูมายกิ า นี้เปน็ ชือ่ ของความโกรธและความคับแคน้ ใจ. ขอ้ นัน้ ความโกรธจดั ช่ือว่าแค้นดว้ ยอานาจความโกรธ ทา่ นกลา่ วการละดว้ ยการพิจารณา(พระสตุ ตันตปฎิ ก มชั ฌิม นกิ าย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หนา้ ท่ี 344) ๒.๙ ทาง ๒ แพร่งคอื อย่างไร ในคาว่า ปชห โกธปู ายาส.พงึ ทราบวนิ จิ ฉัยในคาวา่ เทฺวธาปโถ ดังตอ่ ไปนี้ บุรุษผู้มีทรพั ย์โภคะ เดินทางไกล อันกันดาร ถึงทาง ๒ แพร่ง ไม่อาจตัดสินใจว่า ควรไปทางนี้ หรือไม่ควรไปทางน้ี หยุดอยู่ในท่ีน้ันนั่นเอง เมื่อเป็น เช่นน้ัน เหลา่ โจรปรากฏตัวขึ้นมาก็จะทาผนู้ นั้ ให้ถงึ ความยอ่ ยยบั ฉนั ใด ภิกษุผ้นู ่งั กาหนดกัมมฏั ฐานเบอ้ื งต้น ก็ฉนั นั้น นัน่ แล เมอื่ เกิดความสงสยั ในพระพุทธเจ้าเปน็ ตน้ กไ็ ม่อาจ เจริญกัมมัฏฐานได้ เม่ือเป็นเช่นนั้น ปวงมารมีกิเลสมารเป็นต้น ย่อมทาภิกษุน้ันให้ถึงความย่อยยับ วิจิกิจฉา จึง เสมอด้วยทาง ๒ แพร่ง ด้วยประการฉะน้ี.เพราะเหตุนัน้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ คาว่า ทาง ๒ แพร่งน้ีเป็นชื่อของวิจิกิจฉา. ในคาว่า ปชห วิจิกิจฺฉ น้ี ท่านกล่าวการละวิจิกิจฉาด้วยการเรียนและการสอบถาม กมั มฏั ฐาน.(พระสุตตนั ตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 345) ๒.๑๐ หม้อกรองน้าดา่ งเป็นอย่างไร พึงทราบวินิจฉัยในคาว่า ปงฺกวารดังต่อไปนี้ เม่ือช่างย้อมใส่น้าลงในหม้อกรองน้าด่าง หม้อน้า ๑ หม้อ ๒ หม้อบ้าง ๑๐ หม้อบ้าง ๒๐ หม้อบ้าง ๑๐๐ หม้อบ้าง ก็ไหลออก น้าแม้ฟายมือเดียวก็ไม่ขังอยู่ฉันใด กุศลธรรม ภายในของบุคคลผ้ปู ระกอบดว้ ยนีวรณ์ ย่อมไมต่ ัง้ อยฉู่ นั น้นั เหมอื นกนั . ด้วยเหตนุ ้ัน พระผู้มพี ระภาคเจ้า จึงตรสั ว่า ดูก่อนภกิ ษุ คาวา่ หม้อกรองน้าดา่ งนี้ เป็นชือ่ ของนีวรณ์ท้ัง ๕. ในคาว่า ปชหปญฺจ นวี รเณ น้ี ตรสั การละนวี รณด์ ว้ ย วิกขัมภนปหานและตทังคปหาน. ๒.๑๐ เตา่ นเี้ ป็นช่ือของอปุ าทานขนั ธ์ ๕. พึงทราบวินิจฉัยในคาว่า กุมฺโม ดังต่อไปน้ี เต่ามีอวัยวะ ๕ คือ เท้า ๔ศีรษะ ๑ ฉันใด สังขตธรรมทั้งหมด เม่อื รวบรดั ก็มขี ันธ์ ๕ เทา่ น้นั ฉันนน้ั เหมอื นกนั . ดว้ ยเหตุนนั้ พระผมู้ ีพระภาคเจ้าจงึ ตรัสว่า ดกู ่อนภิกษุ คาวา่ เต่าน้ี เป็นช่ือของอุปาทานขันธ์ ๕. ในคาว่า ปชห ปญฺจูปาทานกฺขนเฺ ธ นี้ตรัสการละความกาหนดั ด้วยอานาจความพอใจ ในขนั ธ์ ๕. ๒.๑๑ เขียงมีด นีเ้ ป็นชื่อของกามคณุ ทั้ง ๕. พึงทราบวนิ จิ ฉัย ในคาว่า อสสิ นู า ดงั ตอ่ ไปน้ี เอาเนือ้ วางบนเขียง เอามีดสบั ฉันใด สัตว์เหล่านี้ เมื่อถูกกาม กเิ ลสกระทบ เพ่อื ประโยชน์แกท่ าไว้บนวตั ถกุ าม ถูกกิเลสกาม ตัด สบั ก็ฉันนัน้ . ด้วยเหตุนน้ั พระผมู้ พี ระภาคเจา้ จึง ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุคาว่าเขียงมีด น้ีเป็นช่ือของกามคุณท้ัง ๕. ในคาว่า ปชห ปญฺจ กามคุเณนี้ตรัสการละความ กาหนัดดว้ ยอานาจความพอใจในกามคณุ ๕

๒.๑๒ ชนิ้ เนอ้ื นี้ เป็นช่ือของนนฺทริ าคะ ในคาวา่ มสเปสตี ิ โข ภิกขฺ ุ ดังตอ่ ไปน้ี ขึน้ ชือ่ ว่าช้นิ เนอื้ น้ี คนเปน็ อนั มากปรารถนากันแลว้ ทั้งเหล่ามนษุ ย์ มี กษตั ริย์เป็นตน้ ท้ังสตั ว์ดิรจั ฉานมกี าเปน็ ต้น ต่างปรารถนามัน สัตว์เหล่าน้ปี ระกอบด้วยอวิชชา อาศยั ความกาหนัด ด้วยอานาจความเพลิดเพลิน ต่างก็ปรารถนาวัฏฏะ ช้ินเน้ือย่อมติดอยู่ในท่ีวางไว้ ๆ ฉันใด สัตว์เหล่านี้ ถูกความ กานัดด้วยอานาจความเพลิดเพลินผูกไว้ ก็ติดอยู่ในวัฏฏะ แม้ประสบทุกข์ ก็ไม่เบื่อฉันนั้น ความกาหนัดด้วย(พระ สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 346)อานาจความเพลิดเพลินย่อมเสมือนชน้ิ เน้อื ดว้ ยประการฉะน้.ี ดว้ ยเหตุนนั้ พระผ้มู พี ระภาคเจ้า จงึ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ คาวา่ ชน้ิ เนอ้ื นี้ เป็นชอ่ื ของความกาหนัด ด้วยอานาจความเพลดิ เพลิน.คาว่าชนิ้ เนือ้ นี้ เป็นชอื่ ของความกาหนัดด้วยอานาจความเพลดิ เพลนิ . ในคา ว่า ปชห นนฺทริ าค นี้ ตรสั การละความกาหนัดด้วยอานาจความเพลิดเพลนิ ดว้ ยมรรคท่ี ๔. ๒.๑๓ ขีณาสพทา่ นเรียกวา่ นาค ดว้ ยอรรถใด ในคาว่า ดูก่อนภิกษุ คาว่า นาคนี้เป็นช่ือของพระขีณาสพน้ี พระขีณาสพท่านเรียกว่านาค ด้วยอรรถใด อรรถน้นั ท่านประกาศไวแ้ ลว้ ในอนังคณสูตร. ในคาว่า นโม กโรหิ นาคสฺส นีม้ เี นอ้ื ความดงั นคี้ ือ ทา่ นจงกระทาการนอบน้อม พระพุทธนาคผู้พระขีณาสพว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าน้นั ตรัสรู้แล้ว ย่อมแสดงธรรมเพ่ือความรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นทรงฝึกแล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อฝึก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์น้ันสงบแล้วทรงแสดงธรรมเพื่อสงบ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงข้ามแล้ว แสดงธรรมเพื่อข้าม พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นดับสนิทแล้ว แสดงธรรมเพอ่ื ดบั สนิท. พระสูตรนไ้ี ดเ้ ป็นกัมมฏั ฐานของพระเถระด้วยประการฉะนี้ ฝ่ายพระเถระ ทาพระสตู รน้แี ล ให้เป็นกัมมฏั ฐาน เจริญวปิ ัสสนา บรรลุพระ-อรหตั ต์. บทว่า อยเมว ตสฺส อตฺโถ ความวา่ นเี้ ปน็ ใจความของปัญหา น้นั . ๒.๑๔ นิโครธมิคชาดก-วา่ ดว้ ยการเลอื กคบ นิโครธมิคาชาดก \"เป็นเรื่องของพญากวางสาขะและพญากวางนโิ ครธะซ่ึงทั้งสองตัวต้องปกครองฝูงกวาง และแต่ละตวั กม็ วี ธิ กี ารปกครองท่ีแตกต่างกันซึ่งผลท่ีออกมาก็นามาซ่ึงเหตุแหง่ ทุกข์ที่กิดขึน้ \" ในความไพศาลแห่ง แผ่นดินมคธนั้น มหานครราชคฤห์คือดินแดนที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลือกใ ช้ประดิษฐาน พระพุทธศาสนา ในพุทธกาลครั้งหน่ึงมหาอานาจผู้ยึดครองชมพูทวีปไว้ 1 ใน 4 ส่วนแห่งน้ีได้ปรากฎเหตุอธิกรณ์ ครัง้ ใหญ่ คือการพจิ ารณาความภิกษณุ ีต้ังครรภ์ที่เดนิ เท้ามาขอความเปน็ ธรรมถงึ วหิ ารเชตะวนั ประธานฝา่ ยสงฆ์ คือพระอุปบาลีผู้เป็นเลิศทางวินัย ฝ่ายฆราวาสคือพระเจ้าปเสนทิโกศล มหาอุบาสิกาวิสาขา อานาถบิณฑิกเศรษฐี และคนสาคัญสูงสุดในขณะนัน้ อีกมากมาย ภิกษุณีสาคัญรูปน้ตี ่อมาคือมารดาของพระเถระผู้เป็นธรรมถึกเอกแหง่ พุทธกาล นามกัสสปะเถระนนั้ เอง เธอกาเนิดในตระกลู ใหญ่เป็นธิดาคนเดียวของเศรษฐีเมืองราชคฤห์ เป็นสตรี งามพร้อมทั้งเรือนสาม น้าสี่และใฝ่ในบุญกุศลเป็นอย่างย่ิง กุลธิดาผู้นี้ใฝ่ในบุญบารมีถึงข้ันขออนุญาตบวชเป็น ภกิ ษุณีและอ้อนวอนบดิ าอย่มู ิได้วา่ งเวน้ แตถ่ งึ แม้จะอ้อนวอนสกั กี่ครงั้ บิดากย็ ังไมป่ ลงใจใหบ้ วชธิดาเศรษฐี \"ผซู้ ึง่ มี ความเพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติและคุณสมบัติ แต่เธอก็มิได้พึงพอใจกับสิ่งเหล่านี้ เธอกลับแสวงหา ความสขุ ที่แท้จรงิ คอื การออกบวชนน้ั เอง\"

ธดิ าเศรษฐีสตรีผู้งามพร้อมแต่เธอมคี วามรักในการออกบวชยง่ิ นักธดิ าเศรษฐี \"ผ้ซู ่งึ มีความเพยี บพรอ้ มดว้ ย รูปสมบตั ิ ทรพั ย์สมบตั แิ ละคุณสมบัติ แต่เธอกม็ ไิ ด้พึงพอใจกบั ส่ิงเหลา่ น้ี เธอกลบั แสวงหาความสขุ ที่แท้จริง คอื การ ออกบวชนัน้ เอง\" “เราสร้างบารมีส่งั สมบญุ โดยไม่บวชกไ็ ด้นีจ่ ะ๊ ลกู ตอ่ ไปเจา้ กต็ ้องออกเรอื นมลี ูกมีหลานรกั ษาตระกูลของ เรานะ่ ” กลุ สตรดี พี รอ้ มยอ่ มเชื่อฟังบพุ การี การบวชในพระพุทธศาสนาจึงไมอ่ าจเกิดขนึ้ ได้ แตส่ ่งิ ท่ีเกิดขน้ึ แทนกลับ กลายเป็นงานวิวาห์กับบุตรชายเศรษฐีฐานะพอกันที่ทางบุพการีได้จัดหาให้ธิดาเศรษฐีอ้อนวอนบิดาเพื่อต้องการ ออกบวชมิได้ว่างเว้นทุกคร้ังท่ีมีโอกาส “เฮอะๆๆ ดีใจจริงๆ เลยในท่ีสุดบุตรสาวเราก็จะได้ออกเรือนกับคนท่ีเรา ไวว้ างใจได้ ดีใจจริงๆ ท่ไี ด้ทาหน้าท่ีพ่ออย่างสมบรู ณ์แบบ” โชคดที ี่กุลบุตรผู้เป็นสามนี ั้นก็เปน็ กลั ยาณธรรมใฝ่ใจคบ หาผปู้ ฏิบัติธรรมเปน็ อันดี นับเปน็ โชคดีในเบอ้ื งต้น เม่ือแตง่ งานออกเรือนไปแล้ว ธิดาเศรษฐีจายอมต้องแต่งงานกับ ชายหนุ่มทบี่ ดิ าจดั หาให้ สามีผู้นี้ก็ดูแลรักใคร่นางเป็นอย่างดี เมื่อแต่งงานแล้วกุลธิดาผู้น้ียังยึดมั่นประพฤติตนอยใู่ นหลักธรรม แม้ จะมีงานนักขัตฤกษ์ซึ่งผู้คนพากันแต่งกายประชันกันเพื่อร่วมงาน แม้นางจะพร่ังพร้อมไปด้วยเพชรนิลจินดา แต่ก็ กลบั แตง่ กายธรรมดาไร้เครื่องประดับใดๆ “อนั รา่ งกายของคนเรานธ้ี ิดาเศรษฐีแมร้ ูปสวยรวยทรัพยแ์ ตเ่ ธอก็ไม่เคย จะโออ้ วดในความงามเพยี บพร้อมของเธอทั่วทง้ั รา่ งลว้ นสกปรกอีกท้งั ยงั มีทางไหลออกของสิง่ ปฏิกูลทัง้ 9 ทวาร ไม่ น่าพิสมัยเลย” “พี่เห็นด้วยกับน้องหญิงแม้เราจะมีทรัพย์สินมาก แต่มันก็เป็นเพียงทรัพย์สมบัติภายนอกเท่าน้ัน คุณธรรมในใจยอ่ มสาคญั และมีคุณค่ามากกว่า” ตอ่ มาไมน่ านเมือ่ ท้งั สองตงั้ ใจศึกษาและประพฤติธรรมสามีของธิดา เศรษฐีอนุญาตให้เธอออกบวชเป็นภิกษุณีตามที่เธอต้องการสามีก็อนุญาตให้นางบวชในพุทธศาสนาได้ “น้องดีใจ จริงๆ ท่ีท่านพี่เข้าใจน้อง ขอบคุณมากคะ คราวนี้น้องก็คงได้ปฏิบัติธรรมอย่างท่ีได้ตั้งใจไว้ซะที” ผู้เป็นสามีเม่ือ ตัดสินใจได้ดังน้ี ก็จัดการหาเครื่องบวชเครื่องไทยธรรมจนครบถ้วนแล้วพากันไปบวชในสานักภิกษุณีของพระ เทวทตั ธิดาเศรษฐอี อกบวชเปน็ ภกิ ษุณีในสานักของพระเทวทตั ภิกษณุ ี \"ธิดาเศรษฐีได้ออกบวชเปน็ ภกิ ษุณตี ามท่ีใจเธอปรารถนาในสานักของพระเทวทัต โดยการอนุญาตของสามี\" เพราะขณะนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังพระเชตวันเมืองสาวัตถีเสียแล้ว “ขอให้ภิกษุณีได้ปฏิบัติ ธรรมจนบรรลุอย่างที่ต้ังใจเถิด” พระเทวทัตนั้นแยกเอาหมู่สงฆ์ของพระพุทธองค์มาตั้งอารามใหม่ เม่ือมีสาวกมา เข้าดว้ ยก็ยนิ ดี “ดๆี ๆ เจ้าจงมาปฏิบตั ิธรรมกบั เราเถิด” ภิกษุณีตั้งครรภ์และทอ้ งโตข้นึ ทกุ วนั จนไม่สามารถปกปิดได้อีกต่อไป นางภกิ ษุณยี นิ ดีเป็นทส่ี ุด ทา่ นปฏิบัติ ตนอยู่ในวินัยอันเข้มงวดของพระเทวทัตโดยไม่บกพร่อง แต่อนิจจาภิกษุณีเกิดมีครรภ์นับวันกย็ ่ิงโตข้ึนปกปิดไวไ้ ม่ ไหว “จะทาอย่างไรดี เราคงไม่สามารถปกปิดเร่ืองน้ี ได้อีกต่อไปแล้ว” การตั้งครรภ์ในท่ีนี้ เป็นการตั้งครรภ์มา ก่อนที่จะบวชเป็นภิกษุณี “เราสร้างบารมีสั่งสมบุญโดยไม่บวชก็ได้นี่จ๊ะลูก ต่อไปเจ้าก็ต้องออกเรือนมีลูกมีหลาน รักษาตระกูลของเราน่ะ” กุลสตรีดีพร้อมย่อมเช่ือฟังบุพการี การบวชในพระพุทธศาสนาจึงไมอ่ าจเกิดขึ้นได้ แต่ส่ิ “เฮอะๆๆ ดีใจจริงๆ เลยในท่ีสุดบุตรสาวเราก็จะได้ออกเรือนกับคนที่เราไว้วางใจได้ ดีใจจริงๆ ที่ได้ทาหน้าท่ีพ่อ อย่างสมบรู ณแ์ บบ” โชคดีทกี่ ลุ บตุ รผู้เปน็ สามีนัน้ กเ็ ปน็ กัลยาณธรรมใฝ่ใจคบหาผู้ปฏบิ ตั ิธรรมเป็นอนั ดี นับเป็นโชคดี ในเบ้ืองต้น เม่ือแต่งงานออกเรือนไปแล้วงที่เกิดข้ึนแทนกลับกลายเป็นงานวิวาห์กับบุตรชายเศรษฐีฐานะพอกนั ท่ี ทางบพุ การไี ด้จดั หาให้ธิดาเศรษฐีจายอมต้องแต่งงานกับชายหนุ่มทีบ่ ดิ าจดั หาให้

สามีผู้นี้ก็ดูแลรักใคร่นางเป็นอย่างดี เม่ือแต่งงานแล้วกุลธิดาผู้นี้ยังยึดม่ันประพฤติตนอยู่ในหลักธรรม แมจ้ ะมงี านนกั ขัตฤกษ์ซึ่งผู้คนพากันแตง่ กายประชนั กนั เพ่ือร่วมงาน แมน้ างจะพร่ังพรอ้ มไปด้วยเพชรนิลจนิ ดา แต่ ก็กลบั แตง่ กายธรรมดาไร้เครอ่ื งประดบั ใดๆ “อนั รา่ งกายของคนเรานี้ภิกษุณีและเพ่อื นพากนั เดินไปยงั มหาวหิ ารเช ตวนั เพอื่ เข้าเฝ้าพระบรมศาสดา ท่านได้ขออทุ รณ์ไปตามจรงิ แตก่ ห็ าไดร้ บั ความยุติธรรมจากพระเทวทัต “อย่างไร เสียท่านกม็ คี วามผิด ตั้งครรภอ์ ย่างน้ีจะสามารถประพฤติธรรมตอ่ ไปได้อยา่ งไร” พระเทวทัตตั้งอธิการสอบสวนและ ตัดสินให้จับสึกพ้นจากสภาพภิกษุณีอย่างไรเ้ มตตาตามอกศุ ลกรรมเกา่ แต่ภิกษุณีท่านนห้ี ายอมไม่(พระเจ้าปเสนทิ โกศลได้อุปการะและเล้ียงดเู ด็กนอ้ ยผเู้ ป็นบุตรชายของภิกษุณี) “สึก ยังไงท่านก็ต้องสึก” “ดิฉันมาบวชเป็นภิกษุณีไม่ใช่เพ่ือพระเทวทัต หากแต่บวชถวายชีวิตแด่ พระพุทธเจ้าผู้ประเสรฐิ ดิฉันไม่ยอมสึกเด็ดขาด” จากนั้นภิกษุนีก็เร่มิ เดินทางจากคยาสีสะของพระเทวทัตมุ่งหน้า ยังวิหารเชตวันนครสาวตั ถีอันห่างไกลราว 45 โยชน์ หรือ720 กิโลเมตร เด็กน้อยบุตรชายภิกษุณีได้ตัดสินใจออก บวชเปน็ สามเณร เพอื่ ขอกราบพระบาทต่อพระพทุ ธเจ้า โดยมีเพอ่ื นภกิ ษุณีทเ่ี ห็นใจและรักความเป็นธรรมติดตามไปดูแล จานวนหนึ่ง ด้วยเหตุดังนี้ พุทธกาลบัดนั้นจึงเกิดการอธิกรณ์ให้ความเป็นธรรมแก่ภิกษุณีขึ้น พระพุทธองค์ทรงมี พระกรุณาธิคุณให้พระอุบาลี และอุบาสก อุบาสิการ่วมกันตัดสินผลก็คือ ท่านภิกษุณีมิได้กระทาผิดวินัยสงฆ์แต่ ประการใด คณะกรรมการจึงอนุญาตให้ท่านพักและคลอดบุตรในสานักภิกษุณีของพระเชตะวันได้ และเม่ือครบ กาหนดกุมารน่ารักก็คลอดออกมา “ลูกเอ๋ย แม่จะเลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ได้อย่างไรในธรณีสงฆ์อย่างน้ี” แต่ความ วติ กกงั วลของแม่ผเู้ ป็นภิกษุณีกห็ มดไปเพราะพระเจ้าปเสนทิโกศลประธานสอบฝ่ายฆราวาสได้ยน่ื พระหตั ถ์เข้าโอบ อุ้ม “เราจะเรียกเธอว่า กัสสปะกุมาร กุมารแห่งพระราชวัง ฮ่ะๆๆ ฮ่า คงชอบละซี” กุมารน้ันพอรู้เดียงสาทราบ ท่ีมาแห่งตน กเ็ กิดเบื่อหน่ายชีวติ ผูค้ รองเรือน จึงขอทูลบวชเป็นสามเณรในสานักพระพทุ ธองค์ “เราขอตง้ั กศุ ลจิต ว่า ต้ังแต่น้จี ะไมย่ อมสึกจากร่มกาสาวพัสตรจ์ นวนั ตาย” ฤดูกาลผ่านพน้ ไปเณรน้อยกเ็ จรญิ วยั เปน็ หน่มุ ฉกรรจ์ และ ได้รับพระอนุญาตให้อุปสมบท ภิกษุกัสสปะได้บาเพ็ญความเพียรจนแตกฉานในสัจธรรมเล่ืองลือในนามของพระ ธรรมกถึกเอกแห่งมหาวิหาร ภิกษุณีเดินตามพระอรหันต์กัสสปะไม่ทันและได้ล้มลงด้วยความอ่อนล้า คือเทศ อธิบายได้ลุ่มลึกเข้าใจงา่ ย อีกไม่นานต่อมา ก็สาเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์องค์หน่ึง พระกัสสปะได้นาบรขิ ารแก่ การธุดงคอ์ อกจารกิ สูป่ ่าเข้าในเวลาไมน่ านตอ่ มาและหายเงียบไปไมม่ ีผู้ใดพบเห็นอีกเลย เหตุการณค์ รงั้ นเ้ี ปน็ เหตุให้ ภิกษุณีผูเ้ ปน็ แมไ่ ม่เปน็ อันบาเพญ็ เพยี รภกิ ษุณสี งบใจลงได้หลังจากทพ่ี ระอรหนั ตก์ ัสสปะได้พดู เตือนสตทิ ่าน เฝ้าคิดและติดตามข่าวพระบุตรชายมิได้ว่างเว้น “ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง หัวอกของแม่ช่างร้อนรุ่ม เหลือเกนิ ” วนั หนงึ่ ภิกษณุ ไี ด้เหน็ พระกสั สปะขณะออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ จงึ รอ้ งเรียกอยา่ งดีใจ “พระกัสสปะ รอ โยมแม่ก่อน” พระอรหันต์ทราบด้วยญาณสมาธิ(Meditation)แล้วแต่ทาเป็นเพิกเฉยภิกษุณีต้ังใจประพฤติปฏิบัติ ธรรมเลิกห่วงหาอาวรณ์ในตัวพระอรหันต์กัสสปะ เพราะไม่อยากให้มารดามีบาปขอวิวรณ์ห่วงหาอาลัย ด้วยฤทธ์ิ พระอรหันต์ทาให้นางภิกษณุ วี ่ิงตามไม่ทนั จนอ่อนลา้ ส้ินแรงลม้ ลง โยมแมต่ ามท่านไม่ไหวแล้ว กสั สปะเอ๋ย หยดุ กอ่ น เถดิ ” ภาวจิตของมารดาน้ัน พระอรหันต์รู้ว่ากลา่ ววาจาดีดว้ ยยอ่ มไมเ่ ปน็ ผล กตเวทิตาของท่านมากนกั ๒.๑๕ พระพทุ ธเจ้าทรงตรัสเลา่ นโิ ครธมิคชาดก แกเ่ หล่าภกิ ษสุ งฆ์ ณ ธรรมสภา

จงึ ขม่ อาลยั ตอบให้สติว่า “เวลาผา่ นมานานแลว้ ท่านมวั ทาอะไรอยู่ จึงตดั อาลัยทางโลกไม่ขาดเช่นน้ี” วาทะนั้นคืนสติแม่ภิกษุณีโดยพลัน เพราะมีกุศลบุญสั่งสมไว้ไม่น้อย ภิกษุณีเม่ือตัดใจได้ ก็ตั้งใจกลับไปประพฤติ ปฏิบัติธรรมตามความมุ่งมัน่ แต่เดิมต่อไป ไม่นานนักก็บรรลุเข้าถึงกายแหง่ ธรรมเป็นพระอรหันต์ในราตรหี น่งึ พญา กวางสาขะผปู้ กครองฝงู กวางดว้ ยความเข้มงวดและเคร่งครัดในกฏเกณฑ์ท่ีวางไว้ ภกิ ษุทง้ั หลายเมื่อทราบความดังนี้ ก็ยินดีและสรรเสรญิ ในพระมหากรุณาธคิ ุณของพระพทุ ธองค์ท่ีทรงอปุ ถัมภ์มารดาและและบุตรทัง้ สอง พร้อมกันก็ สาปแชง่ พระเทวทัตกนั ออ้ื องึ พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ สดับแล้วก็ทรงระลกึ ชาติของมารดาและภิกษผุ ู้เปน็ บุตรด้วยบุพ เพนวิ าสนสุ ติญาณพญากวางนโิ ครธะผูป้ กครองฝูงกวางดว้ ยหลักธรรมและเสียสละ “ภกิ ษุทั้งหลายในอดตี ชาติผ่าน มา เราก็เป็นท่ีพึ่งแห่งเขาท้ังสองมาแล้ว” ภิกษุในสงฆ์สภาขออาราธนาให้ทรงเล่าเรื่องแห่งอดีตนั้นจึงทรงแสดง ธรรมเทศนาเป็นชาดก นโิ ครธมิคชาดก ดังน้ี ในอดีตกาลนานมา ณ ปา่ ใหญ่รอบนครพาราณสยี ังมพี ญากวางสองตัว แยกฝูงกันปกครองบริวารเป็นสองฝูง ฝูงกวางของพญาสาขะดารงอยู่กนั ด้วยความวิตกกังวลเกรงว่าจะถูกลงโทษ กวางช่ือพญาสาขะตัวสีแดงปกครองบริวารอย่างเข้มงวด ส่วนพญานิโครธนั้นมีสีเหลืองปกครองบริวารด้วย หลักธรรมและเสียสละ ฝูงกวางทั้งสองตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันมากนัก ฝูงกวางของพญาสาขะ มักตื่นกลัวต่อความผิด และการลงโทษจากผู้นาฝงู เป็นยงิ่ นกั พระเจา้ พรหมทตั ทรงโปรดเน้อื กวางและตอ้ งล่าด้วยตวั พระองค์เองเทา่ น้นั “วันน้ีกวางฝูงเราตัวหนงึ่ เกิดไม่ได้ตั้งใจ ทาผิดกฎฝูงเข้า ได้ยินมาว่ารับโทษเกือบตายเชียว” “เอ้ย น่า กลัวจงั เราจะโดนเข้าสักวนั ไหมเนีย่ ” ตา่ งจากบริวารพญากวางทองนิโครธะ ซึ่งใช้ชีวิตอย่างมีความสุข “ถึงแม้เจ้า จะทาผิด เมื่อสานึกแล้วกไ็ ม่เปน็ ไรหรอก พวกเราอภยั ให้” พระเจา้ พรหมทัตทรงโปรดการเสวยเนื้อกวางมิทรงเบ่ือ เลยแม้เวลาจะล่วงเลยเป็นแรมปี กวางท้ังสองฝูงแม้ไม่ย่งุ เก่ยี วเคยช่วยอะไรกันเลยแต่กาลอันวิบัติคร้ังนั้นก็คืบ คลานมาหาโดยหลบเลี่ยงความวินาศไม่ได้ท้ังสองฝูง เหตุร้ายคร้ังนั้นเกิดเพราะพระราชาพรหมทัต เกิดโปรดการ เสวยเนื้อกวางป่าขึ้นมาเป็นชีวติ จิตใจและทรงโอชารสกับเน้ือกวางที่ทรงยิงศรทฆี่ ่าได้ด้วยพระองค์เองเท่านน้ั พระ เจ้าพรหมทัตให้ทหารสร้างพลับพลาชายป่าเพื่อความสะดวกในการล่ากวาง “เน้ือกวางจะอร่อย มันก็ต้องล่า ด้วยตัวเองเท่าน้ัน หึๆ ฮ่าๆ เสร็จเราแน่เจ้ากวางทั้งหลาย” จากเดือนเลื่อนข้ึนเป็นหลายปีท่ีพระเจ้าพรหมทัตทรง ออกประพาสปา่ ยงิ กวาง สร้างความเดือดรอ้ นใหก้ วางป่าท้งั สองฝูงเปน็ อย่างมาก “ข้าแต่มหาราชา ขา้ พระองค์เห็น ว่าการท่ีพระองค์ออกเสด็จประพาสป่าและล่าสัตว์เป็นเวลานานๆ นางกวางขอร้องพญาสาขะให้นางคลอดลูก กอ่ นหลังจากนั้นก็พร้อมทจี่ ะตายตามสญั ญา จะทาให้สง่ ผลเสียต่อสุขภาพของพระองคเ์ ปน็ อย่างยิง่ นะ พระเจ้า ค่ะ” “น่ันนะซิ เราก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน มันเม่ือยไปหมดทั้งตัวเลย อืม..เราคิดออกแล้วว่าจะทาอย่างไร” พระราชาทรงสั่งให้ทหารสร้างพลบั พลาชายป่า แลว้ ต้อนกวางมาใหย้ งิ แทนการออกไปล่ากวางในป่า ซง่ึ พระองคใ์ ห้ ยกเวน้ ชีวติ นางกวางผิดหวังจากพญาสาขะและไดม้ าขอรอ้ งใหพ้ ญากวางนโิ ครธะชว่ ยเหลอื นางแทน พญากวางนโิ ครธะ \"พญากวางนโิ ครธะผู้ปกครองบริวารกวางดว้ ยหลักธรรมและด้วยความเสียสละ จึงทา ให้กวางท่ีได้รับความเดือดร้อนจากฝูงอื่นต้องหนีซมซานมาเพื่อขอความช่วยเหลือและเรียกร้องความเป็นธรรม\" พญากวางแดงและพญากวางทองหัวหนา้ ของทั้งสองฝูงไว้ “น่าจะเปล่ียนมาล่าอย่างนีต้ ้ังนานแล้วนะเราสบายกว่า กันเยอะเลย” การเปล่ียนรูปแบบการล่าสัตว์ของพระเจ้าพรหมทัตในคร้ังน้ีส่งผลให้เหล่าฝูงกวางหวาดผวาไม่เป็น อันหากิน หัวหน้าฝูงทั้งสองเห็นดังนนั้ จึงหันมาตกลงกัน โดยผลัดกันส่งบริวารมาสังเวยชีวิตวนั ละตัว พญากวางนิ โครธะได้เสยี สละชวี ติ ของตนเองยอมตายแทนนางกวางทอ้ งแก่

สว่ นทเี่ หลือจะไดไ้ มต่ อ้ งสะดุ้งผวากลวั อกี ตอ่ ไป รอแต่ถงึ คราวของตนเท่านัน้ คราวหนง่ึ เปน็ เวรสละชีวิต ของนางกวางท่ีกาลงั มที ้องแกใ่ นฝูงพญาสาขะผู้เข้มงวด นางกวางไดข้ อความเมตตาให้ตนได้คลอดลกู กวางก่อนแล้ว คอ่ ยไปตาย แต่พญาสาขะผูร้ ะเบยี บจัดไมย่ นิ ยอม “ได้โปรดเถอะทา่ นพญาสาขะ ไดโ้ ปรดเลอ่ื นวนั ให้ข้าดว้ ยพระเจ้า พรหมทัตไดส้ อบถามถงึ สาเหตุท่ีพญากวางตอ้ งยอมตายแทนนางกวาง ขอข้าไดค้ ลอดลูกน้อยออกมากอ่ นเถิด” “ไม่ไดก้ ฎก็ย่อมเป็นกฎ ถา้ ขา้ เล่ือนใหเ้ จา้ ได้ กวางตัวอื่นๆ ก็ต้องมาขอเลื่อนขา้ เช่นกัน” เมอื่ กวางท้องแก่สิ้นหนทาง จึงซมซานหนอี อกจากฝงู มาขอความชว่ ยเหลือต่อพญากวางนโิ ครธะ “ท่านพญานโิ ครธะ โปรดชว่ ยขา้ ดว้ ย ขา้ ขอให้ คลอดลูกน้อยปลอดภัยเท่าน้ัน พระเจ้าพรหมทัตได้ปล่อยพญากวางกลับคืนสู่ป่าและรับปากว่าจะไม่ฆ่าสัตว์อีก ตอ่ ไป หลังจากนนั้ ข้าจะยอมเสยี สละชีวิต” “เอาเถิดเรารับปากเจ้า เรือ่ งนจ้ี ะจบลงโดยไม่มใี ครต้องเสียชวี ิตลงแน่” วิธีแห่งพระโพธ์ิสัตว์นั้นคือสละชีวิตเพ่ือก่อการบุญได้เสมอ พญากวางนิโครธะ แม้ได้รับยกเว้นความตายแล้วก็ยัง ยอมพลีชีพแทนกวางแม่ลูก ด้วยบารมีอันสูงส่งเหตุเช่นนี้ทาให้พระเจ้าพรหมทัตต้องเสด็จมาหาด้วยพระองค์เอง พระเจ้าพรหมทัตทรงตั้งพระทัยท่ีจะรกั ษาศีล 5 “เหตุใดเจ้าต้องยอมสละชีวิตเจ้าละ ในเมื่อเราสละชีวิตเจ้าไว้ แล้ว” เมือ่ พระเจ้าพรหมทัตทรงทราบเร่อื งราวทัง้ หมด กท็ รงสลดพระทัย “พญากวางเปน็ สัตว์เดรัจฉาน ยงั กรุณามี เมตตาต่อผู้อื่นถึงเพียงน้ี เอาเถิด ต่อไปเราขอยกเลิกการฆ่าสัตว์ท้ังส่ีเท้า สองเท้า ทั้งหมู่นกหมู่ปลา” พระราชา พรหมทัตทรงพระราชทานชีวิตพญากวางใหก้ ลบั สู่ป่า นางกวางได้สอนลูกใหค้ บหาและรบั ใช้ตอ่ พญากวางนิโครธะ แล้วตั้งพระทัยรักษาศีล 5 ต่อไป ต่อมาเม่ือนางกวางคลอดลูกกวางแล้ว ก็เลี้ยงดูจนแข็งแรง นางส่ัง สอนให้ลูกคบหารับใช้ต่อพญากวางนิโครธะ ต้ังแต่บัดนั้น นางบอกใครต่อใครว่า ความตายในสานักพญานิโครธะ ประเสริฐกว่ามชี ีวิตอยใู่ นสานกั ของพญาสาขะผู้ไรน้ ้าใจนน้ั นิโคระธะเมวะ เสเวยยะ นะ สาขะมุปะสงั เส นิโคระธสั มมึ ะตัง เสยโย ยัญเจ สาขสั มิ ชวี ติ งั ในพทุ ธกาลครงั้ น้นั พญากวางสาขะ กาเนิดเปน็ พระเทวทัตบริวารของพญาสาขะ กาเนดิ เปน็ บรวิ ารพระ เทวทตั แมก่ วาง กาเนดิ เป็นภิกษุณีผนู้ ้ี (นโิ ครธมิคชาดก ชาดกวา่ ดว้ ยการเลือกคบ)(bit.ly/2MZXmMo)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook