Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ประมงทั่วไป

ประมงทั่วไป

Description: ประมงทั่วไป

Search

Read the Text Version

แบบฝึ กประสบการณ์ 1. ป่าไมช้ ายเลน มีความสาคญั ตอ่ การประมง คือ 1.1.......................................................................................................................................... 1.2.......................................................................................................................................... 1.3.......................................................................................................................................... 2. พ้ืนท่ีบริเวณท่ีเหมาะสมท่ีจะใชท้ าการประมงชายฝ่งั ไดแ้ ก่ ........................................................................................................................................................................... 3. ชนิดของสตั วน์ ้าชายฝ่งั ท่สี าคญั ทางเศรษฐกิจ ไดแ้ ก่ 3.1............................................................................................................................................ 3.2……………………………………………………………..…................................................... 3.3………………………………………………………………………….………………………. 3.4………………………………………………………………………………………………….. 4. สตั วเ์ ล้ียงชายฝ่งั ท่ีเล้ียงโดยการใหเ้ กาะติดกบั เสาหลกั หรือเสน้ เชือกท่แี ชอ่ ยูใ่ นน้า ไดแ้ ก่ 4.1......................................................................................................................................... 4.2......................................................................................................................................... 5. การสรา้ งฝาย เข่ือน ปิดกน้ั แมน่ ้า ลาคลอง ท่ีจะไหลลงสูท่ ะเลมีผลตอ่ หว่ งโซอ่ าหารของ สตั วน์ ้าชายฝ่งั คือ 5.1......................................................................................................................................... 5.2......................................................................................................................................... 6. ตนั กรอส (Ton Gross) หมายถึง ………………………………………………………………………………….……………………………………… …………………………………………………………………………………………............................................. 7. การเปล่ียนแปลงสภาพป่าไมช้ ายเลน ไปทานาเกลือ เล้ียงสตั วน์ า้ หรือการตง้ั โรงงาน อุตสาหกรรมนัน้ มีผลกระทบตอ่ ระบบนิเวศวิทยาของสตั วน์ ้าชายฝ่ัง คือ 7.1......................................................................................................................................... 7.2......................................................................................................................................... 8. ปัญหาและอปุ สรรคในการทาการประมงชายฝ่งั ไดแ้ ก่ 8.1......................................................................................................................................... 8.2......................................................................................................................................... 8.3.........................................................................................................................................

บทที่ 5 การประมงทะเล จุดประสงคก์ ารสอน 1. บอกถึงแหลง่ ทาการประมงทะเลของประเทศไทยได้ 2. บอกถึงชนิดของสตั วท์ ะเลท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจได้ 3. บอกถึงปัญหาและอุปสรรคของการประมงทะเลได้ เน้ือหาการสอน ประเทศไทยมีพ้ืนท่ีชายฝ่งั ติดทะเล 23 จงั หวดั จากทง้ั หมด 76 จงั หวดั ในประเทศท่ีมีอาณาเขตติด ทะเล มีเขตทางทะเล (Maritime zones) โดยรวมประมาณ 352,000 ตารางกิโลเมตร รวมความยาว 2,670 กิโลเมตร เป็นพ้ืนท่ีชายฝ่งั ของภาคใต้ 1,672 กิโลเมตร ทง้ั ในฝ่งั อา่ วไทยและทะเลอนั ดามนั นอกจากน้ี ภาคใตย้ งั มีทะเลสาบขนาดใหญเ่ รียกวา่ ทะเลสาบสงขลา ซ่ึงมีพ้ืนท่ีผิวน้า 989.31 ตารางกิโลเมตร หรือ 618,319 ไร่ นับเป็นทะเลสาบท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมากเน่ืองจากเป็นทะเลสาบสามน้า ประกอบดว้ ยสว่ นท่เี ป็นน้าจืด น้ากร่อยและน้าเค็มผสมผสานกนั ในทอ้ งทะเลไทยมีปลากวา่ 2,000 ชนิด ซ่ึงคิดเป็นรอ้ ยละ 10 ของทว่ั โลก หอยประมาณ 2,000 ชนิด สตั วไ์ มม่ ีกระดูกสนั หลงั อ่ืน ๆ รวมกนั อีก 11,900 ชนิด ในทะเลสาบสงขลามีปลามากกวา่ 700 ชนิด ปูและกุง้ 20 ชนิด พนั ธุไ์ มน้ ้าสาหร่ายประมาณ 57 ชนิด น่านน้าไทยนบั วา่ มีความหลากหลายของสตั ว์ ทะเลสูงมากเม่ือเปรียบเทียบกบั บริเวณอ่ืน ๆ ของโลก นอกจากสตั วน์ ้าเกาะแกง่ และแนวปะการัง พ้ืนท่ชี ายฝ่งั ทะเลไทยยงั อุดมดว้ ยพืชพนั ธุไ์ มห้ ลากชนิดซ่ึงอยูใ่ นป่าชายหาด ป่าชายเลน และหญา้ ทะเล ซ่ึงเป็นแหลง่ สมุนไพรและพนั ธุกรรมท่ีสาคญั ของเมืองไทย (ภาคภูมิ , 2547) ประเทศไทย จดั เป็นประเทศหน่ึงท่ีประสบความสาเร็จในการพฒั นาการประมงทะเลและทาการประมง ทะเลไดผ้ ลดีย่ิงของโลก โดยมีผลผลิตจากสตั วท์ ะเลปีละประมาณ 2.0 ลา้ นตนั ในจานวนน้ี 97 เปอรเ์ ซ็นต์ ของผลผลิตสตั วท์ ะเลไดจ้ ากการจบั จากแหลง่ ธรรมชาติ สว่ นอีกประมาณ 3.0 เปอรเ์ ซ็นต์ ไดจ้ ากการ เพาะเล้ียงสตั วน์ ้าชายฝ่งั ผลผลิตท่ีไดป้ ระมาณรอ้ ยละ 27 ใชบ้ ริโภคภายในประเทศ อีกรอ้ ยละ 35 ใชเ้ ป็น วตั ถุดิบอุตสาหกรรมแปรรูปแชแ่ ข็งและบรรจุกระป๋ องเพ่ือบริโภคภายในประเทศและสง่ เป็นสินคา้ ออก สว่ นท่ี เหลืออีกประมาณรอ้ ยละ 38 ใชเ้ ป็นวตั ถุดิบในอุตสาหกรรมแปรรูปปลาป่น และใชเ้ ป็นอาหารสตั วใ์ นรูปปลา สด (บุญเลิศ , 2530) จากขอ้ มูลของสานักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2550 รายงานวา่ การประมงทะเลมีการผลิตเพ่ิมข้ึน อตั รารอ้ ยละ 4.2 ซ่ึงสว่ นใหญเ่ ป็นผลมาจากผลผลิตกุง้ ท่ีเพ่ิมข้ึนเน่ืองจากการเพ่ิมการผลิตกุง้ ขาวซ่ึงใหผ้ ลผลิต ท่ีสูงกวา่ กุง้ กุลาดา ประกอบกบั กุง้ ขาวทนตอ่ โรคดีกวา่ และระยะเวลาในการเพาะเล้ียงสน้ั กวา่ กุง้ กุลาดา แมว้ า่ จะยงั คงไดร้ ับผลกระทบจากภยั ธรรมชาติและราคาน้ามนั ท่เี พ่ิมสูงข้ึนก็ตาม (สานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร , 2550)

คานิยามศพั ทท์ ่ีควรทราบเกี่ยวกบั การประมงทะเล จาก พรบ.การประมง พ.ศ.2490 มีดงั น้ี 1. น่านน้าไทย หมายถึง “ บรรดาน่านน้าซ่ึงอยูภ่ ายใตอ้ ธิปไตยของประเทศไทย ” คาวา่ อธิปไตย ของไทยน้ีรวมทง้ั พ้ืนดินในเขตแดนของประเทศไทย เขตน่านน้าและเขตใตพ้ ้ืนดินพ้ืนน้า และเขตอากาศเหนือ พ้ืนดินพ้ืนน้าดว้ ยน่านน้าท่อี ยูภ่ ายใตอ้ ธิปไตยของประเทศไทยดงั กลา่ วแลว้ น้ีไดแ้ ก่ 1.1 น่านน้าภายใน (Internal Waters) หมายถึง ท่ีซ่ึงมีน้าไหลอยูใ่ นผืนแผน่ ดินและรวมทง้ั ทะเลบริเวณนนั้ จากเสน้ ฐานตรง (Basinline or Straight) ท่ีใชว้ ดั ความกวา้ งของทะเลอาณาเขต หรือเขตอ่ืน แลว้ แตก่ รณีเขา้ มาจนถึงผืนแผน่ ดินดว้ ยน่านน้าภายในเป็นท่ีจบั สตั วน์ ้าตามพระราชบญั ญตั ิการประมง อาทิ เชน่ แมน่ ้า ลาคลอง หนอง บึง 1.2 อา่ วประวตั ิศาสตร์ (Historic Bay) อา่ ว (Gulf, Bay, Bight, Inlet) คือพ้ืนทอ้ งทะเล สว่ นท่ีย่ืนลา้ เขา้ มาในผืนแผน่ ดินท่ีเดินจากฝ่งั ทะเลตอนท่ีเวา้ ลึกเขา้ ไปในฝ่งั ซ่ึงไดส้ ดั สว่ นกบั ความกวา้ งเทา่ กบั หรือใหญก่ วา่ พ้ืนท่ีคร่ึงวงกลม ซ้ึงเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางไดแ้ ก่ เสน้ ตรงท่ีลากพาดปากทางเขา้ 1.3 ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) คือ ทะเลท่ีอยูถ่ ดั จากแผน่ ดินของประเทศน้ันและ จากน่านน้าภายในออกไปไมเ่ กิน 12 ไมลท์ ะเล นบั จากเสน้ ฐานตรง (เสน้ ฐานตรง ไดแ้ ก่ เสน้ ฐานพิเศษท่ี กาหนดโดยสมมุติข้ึน วิธีกาหนดก็คือกาหนดจุดท่เี หมาะสม อาจจะนอ้ ยจุดหรือมากจุดก็ได้ แลว้ ลากสนั ตรง เช่ือมจุดเหลา่ นนั้ จะไดเ้ สน้ ฐานตรงท่ีจะใชเ้ ป็นหลกั ในการแบง่ เขตตา่ ง ๆ ในทะเล 2. เขตเศรษฐกิจจาเพาะ (Exclusive Economic Zone , E.E.Z) คือ น่านน้าสว่ นท่ีตอ่ ออกไปจาก ทะเลอาณาเขตโดยวดั จากเสน้ ฐานออกไปเป็นระยะทาง 200 ไมลท์ ะเล หรือ 180 ไมลท์ ะเล จากขอบนอกสุด ของทะเลอาณาเขตและจากการท่ีประเทศตา่ ง ๆ ไดป้ ระกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะของแตล่ ะประเทศไปแลว้ ปรากฏวา่ มกั จะมีปญั หาและกรณีพิพาทกบั ประเทศหรือรฐั ท่ีอยูต่ รงขา้ ม หรือประเทศท่ีอยูช่ ิดกนั อนั เน่ืองมาจากการกาหนดเขตของเขตเศรษฐกิจจาเพาะ แตก่ ฎหมายระหวา่ งประเทศไดก้ าหนดทางแกป้ ญั หา ดงั กลา่ วและเพ่ือใหค้ วามเป็นธรรมเก่ียวกบั การประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะไวว้ า่ “ การกาหนดขอบเขต เศรษฐกิจจาเพาะของรัฐสองรฐั ซ่ึงอยูต่ รงขา้ มหรือประชิดกนั ยอ่ มจะทาไดโ้ ดยความตกลงระหวา่ งกนั และ จะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั หลกั ความยุติธรรม (Principle of Equity)โดยการลากเสน้ ก่ึงกลาง (Median Line) หรือ การลากเสน้ แบง่ คร่ึง (Equidistance Line) และใหค้ านึงถึงพฤติการณพ์ ิเศษทุกอยา่ งท่ีสาคญั ดว้ ย ” 3. น่านน้าอ่ืนใด คือ น่านน้าอ่ืน ๆ ท่ีไมใ่ ชเ่ ขตน่านน้าของไทย แตเ่ ป็นน่านน้าท่ีประเทศไทยไดใ้ ชท้ าการประมงอยู่ หรือจะพึงมีสว่ นร่วมหรือมีสิทธ์ิในการทาการประมงในอนาคต และพ้ืนท่ีจบั สตั วน์ ้าตามพระราชบญั ญตั ิการ ประมง ซ่ึงไดแ้ ก่ 3.1 ไหลท่ วีป (Continental Shelf) 3.2 เขตเศรษฐกิจจาเพาะ (Exclusive Economic Zone) 3.3 ทะเลหลวง (High Sea) 3.4 น่านน้าตามสนธิสญั ญา

4. ไหลท่ วีป (Continental Shelf) คือ พ้ืนดินทอ้ งทะเลและดินใตผ้ ิวดินของบริเวณใตท้ ะเลท่ีประชิด ชายฝ่งั และอยูน่ อกบริเวณทะเลอาณาเขต จนถึงความลึก 200 เมตร หรือเกินขดี จากดั น้ันไปจนถึงท่ีซ่ึงมีความ ลึกของน่านน้าเหนือท่ีนน้ั ท่สี ามารถจะใหแ้ สวงหาผลประโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณ ดงั กลา่ วนน้ั ได้ ไหลท่ วีปไดแ้ กบ่ ริเวณใตน้ ้าทะเลรอบ ๆ ชายฝ่งั ตา่ ง ๆ ซ่ึงจะมีความลาดเอียงทีละนอ้ ย ๆ แผย่ ่ืนออกไปจาก ฝ่งั ทะเล เม่ือเลยแนวไหลท่ วีปออกไปแลว้ มุมลาดเอียงพ้ืนท่ที ะเลจะมากข้ึนและทาใหข้ อบไหลท่ วีปชนั เหมือน หนา้ ผาลงสูท่ ะเลลึก 5. ทะเลหลวง (High Sea) คือ สว่ นทงั้ หมดของทะเลท่ีมีอยทู่ ่ีไมอ่ ยูใ่ นเขตทะเลอ่ืนใดซ่ึงอยภู่ ายใตส้ ิทธิ อธิปไตยของรัฐหน่ึงรฐั ใดโดยเฉพาะ และรฐั ใดก็ไมส่ ามารถจะอา้ งสิทธิท่จี ะทาใหส้ ว่ นหน่ึงสว่ นใดของทะเล หลวงตกอยูภ่ ายใตอ้ ธิปไตยของตนได้ และเสรีภาพในทะเลหลวงมีเสรีภาพสรุป 4 ประการคือ 5.1 เสรีภาพในการเดินเรือ 5.2 เสรีภาพการประมง 5.3 เสรีภาพในการวางสายและทอ่ ใตท้ ะเล 5.4 เสรีภาพท่ีจะบินเหนือทะเลหลวง ประเทศไทยอาศยั ทะเลหลวงทาการประมงมาชา้ นาน ดงั นน้ั ทะเลจึงเป็นท่ีจบั สตั วน์ ้าตาม พระราชบญั ญตั ิการประมง และมีแหลง่ ทาการประมงในทะเลหลวงประมาณ 300,000 ตารางกิโลเมตรสว่ น อธิปไตยของประเทศไทยเหนือทะเลหลวงนัน้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 วรรค 2 ไดบ้ ญั ญตั ิวา่ “ การ กระทาความผิดในเรือไทย หรือในอากาศยานไทยไมว่ า่ จะอยู่ ณ ท่ีใดใหถ้ ือวา่ กระทาความผิดในพระ ราชอาณาจกั ร ” ดงั นน้ั อธิปไตยของไทยเหนือทะเลหลวงจึงไมม่ ีปญั หาสาหรับชาวประมงไทย 6. น่านน้าตามสนธิสญั ญา คือ น่านน้าท่ีรัฐตา่ ง ๆ ไดท้ าความตกลงใหเ้ ขา้ ทาการประมงในเขต เศรษฐกิจจาเพาะไดต้ ามเง่ือนไขท่ีตกลงไว้ 7. เกาะ (Island) คือ พ้ืนแผน่ ดินตามธรรมชาติท่ีทีน้าลอ้ มรอบและอยูเ่ หนือน้าตลอดเวลาในเวลาท่ีน้า ข้ึนสูงสุด ส่ิงท่ีมนุษยส์ รา้ งข้ึนมาแมจ้ ะมีน้าลอ้ มรอบและโผลเ่ หนือน้าเม่ือน้าข้ึนสูงสุดไม่เรียกวา่ เกาะ พ้ืน แผน่ ดินท่ีโผลเ่ หนือน้าลงงวด แตพ่ อน้าข้ึนสูงสุดก็จมน้าไมเ่ รียกวา่ เกาะ แตเ่ รียกวา่ “ พ้ืนท่ีท่อี ยูเ่ หนือน้าเม่ือน้า ลด ” (Low-tide elevation) และมีสถานะแตกตา่ งกบั เกาะ ในอา่ วไทยมีหินในลกั ษณะน้ีจานวนมาก หินเชน่ น้ี แมจ้ ะไปสรา้ งประภาคารหรือส่ิงกอ่ สรา้ งอะไรข้ึนก็ตาม ก็ไมม่ ีสภาพเป็นเกาะ

ภาพท่ี 18 แสดงเขตชายฝ่งั ทะเลของประเทศไทย แหล่งทาการประมงทะเล แหลง่ ทาการประมงทะเลของประเทศไทย สามารถแบง่ ไดเ้ ป็น 2 แหลง่ ใหญ่ ๆ คือ ( บุญเลิศ , 2530 ) 1. แหลง่ ประมงในน่านน้าไทย 1.1 แหลง่ ทาการประมงในอา่ วไทย 1.2 แหลง่ ทาการประมงทางฝ่งั อนั ดามนั 2. แหลง่ ประมงนอกน่านน้าไทย 1. แหล่งประมงในน่านน้าไทย 1.1 แหล่งทาการประมงในอ่าวไทย ลกั ษณะทางภูมิศาสตร์ทางฝ่งั อา่ วไทย เป็นดงั น้ี 1. พ้ืนท่ีชายฝ่งั ทะเลยาวทง้ั หมด 1,875 กิโลเมตร 2. ลกั ษณะสภาพของทะเลในอา่ วไทยมีลกั ษณะเป็นท่ีลาด 3. มีความลึกไมม่ ากนัก ประมาณ 70 - 85 เมตร 4. สภาพพ้ืนทอ้ งทะเลเป็นโคลน โคลนปนทราย ทรายปนโคลน และทราย 5. เป็นอา่ วแบบก่ึงปิด 6. แมน่ ้าสาคญั หลายสายไหลลงสูอ่ า่ วไทย ดงั น้ี 6.1 เจา้ พระยา ทา่ จีน บางปะกง แมก่ ลอง (อา่ วไทยตอนบน) 6.2 เวฬุ ระยอง (ฝ่งั ตะวนั ออกของอา่ วไทย) 6.3 ตาปี (ฝ่งั ตะวนั ตกตอนใตข้ องอา่ วไทย) - ลมมรสุม 7. ลมมรสุมตะวนั ออกเฉียงเหนือ – ตามเข็มนาฬิกา 8. ลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใต้ - ทวนเข็มนาฬิกา 9. แหลง่ ทาการประมงในอา่ วไทยตามการประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะ เม่ือวนั ท่ี 23

กุมภาพนั ธ์ 2524 ครอบคลุมพ้ืนท่ีทงั้ หมด 252,000 ตารางกิโลเมตร เขตเศรษฐกิจจาเพาะทางฝ่งั อา่ วไทย แบง่ เป็น 2 สว่ น คือ เขต E.E.Z. ของไทย 252,000 ตารางกิโลเมตร และเขตทบั ซอ้ นตา่ ง ๆ ดงั น้ี 9.1 ไทย - กมั พูชา 34,000 ตารางกิโลเมตร 9.2 ไทย - กมั พูชา - เวียดนาม 14,000 ตารางกิโลเมตร 9.3 ไทย - มาเลเซีย 4,000 ตารางกิโลเมตร 10. เขตการประมงทางฝ่งั อา่ วไทยแบง่ ออกเป็น 5 เขต ดงั น้ี เขตท่ี 1 อา่ วไทยดา้ นตะวนั ออก ประกอบดว้ ย ชายทะเลท่ีอยูใ่ นจงั หวดั ตราด จนั ทบุรี ระยอง ลกั ษณะพ้ืนท่ีทอ้ งทะเลเป็นโคลนปนทรายและเปลือกหอย เขตท่ี 2 อ่าวไทยตอนใน ประกอบดว้ ย ชายทะเลท่ีอยู่ในเขตจังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพ ฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ลกั ษณะพ้ืนทอ้ งทะเลสว่ น ใหญร่ าบเรียบและเป็นโคลนเหลว เน่ืองจากไดร้ ับตะกอนจากแมน่ ้าเจา้ พระยา แมน่ ้าบางปะกง แมน่ ้าทา่ จีน และแมน่ ้ากลอง เขตท่ี 3 อา่ วไทยดา้ นตะวนั ตกตอนบน ประกอบดว้ ย ชายทะเลท่ีอยูใ่ นเขต จงั หวดั ชุมพร ประจวบคีรีขนั ธ์ และสุราษฎร์ธานี ลกั ษณะพ้ืนทอ้ งทะเลส่วนใหญเ่ ป็ นโคลนเหลวเน่ื องจากไดร้ ับ ตะกอนจากแมน่ ้าหลงั สวน แมน่ ้าเพชรบุรี และพ้ืนทอ้ งทะเลไมเ่ รียบเป็นเนิน เขตท่ี 4 อา่ วไทยดา้ นตะวนั ตกตอนลา่ ง ประกอบดว้ ย ชายทะเลท่ีอยูใ่ นเขต จงั หวดั สงขลา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และนราธิวาส ลกั ษณะพ้ืนทอ้ งทะเลไมร่ าบเรียบเป็ นเนิ น ประกอบดว้ ยโคลนเหลว โคลนปนทราย และเปลือกหอย เขตท่ี 5 อา่ วไทยตอนกลาง ประกอบดว้ ย ทะเลท่ีอยูบ่ ริเวณกลางอา่ วไทย มี อาณาเขตติดตอ่ กบั เสน้ แบง่ เขตเศรษฐกิจจาเพาะของประเทศ มาเลเซีย เวียดนาม และสาธารณรัฐ ประชาชนกมั พูชา ลกั ษณะพ้ืนทอ้ งทะเลประกอบดว้ ยโคลนเหลว และทรายปนเปลือกหอย ลกั ษณะพ้ืนทอ้ ง ทะเลจะเป็นสนั สูง 1-2 เมตร และร่องมีความลึกมากสุดราว 80 - 90 เมตร 1.2 แหล่งทาการประมงฝั่งอนั ดามนั ลกั ษณะทางภูมิศาสตร์ เป็นดงั น้ี 1. พ้ืนท่ีชายฝ่งั ทะเลยาวทงั้ หมด 740 กิโลเมตร 2. เป็นท่ีราบลาดชนั มีความลึกมากกวา่ ทางอา่ วไทย 3. แมน่ ้าท่ีไหลเขา้ สูท่ ะเลอนั ดามนั สว่ นใหญเ่ ป็นแมน่ ้าสายสนั้ ๆ 4. ลกั ษณะของพ้ืนทอ้ งทะเลสว่ นใหญเ่ ป็นโคลนปนทราย 5. เป็นลกั ษณะของไหลท่ วีปท่ีคอ่ นขา้ งแคบ 6. มีความลึกของน้ามากและกระแสน้าแรง บางแหง่ หา่ งจากฝ่งั ประมาณ 30 กิโลเมตรก็จะมี ความลึกของน้าเกิน 100 เมตร

7. ไดร้ ับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวนั ตกเฉียงใตโ้ ดยตรง 8. มีแหลง่ ปะการงั มาก 9. มีความเหมาะสมในการทาการประมงนอ้ ยกวา่ บริเวณอา่ วไทยทงั้ ดา้ นพ้ืนท่ีทอ้ งทะเลและระยะเวลา ในการออกทาการประมง 10. แหลง่ ทาการประมงดา้ นทะเลอนั ดามนั ตามการประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะเม่ือวนั ท่ี 23 กุมภาพนั ธ์ 2524 ครอบคลุมพ้ืนท่ีทง้ั หมด 126,000 ตารางกิโลเมตร 11. เขตการประมงแบง่ เป็น 2 เขต คือ เขตท่ี 6 ทะเลอนั ดามนั ตอนบน ประกอบดว้ ยทะเลท่ีอยูใ่ นจงั หวดั ระนอง พงั งาและภูเก็ต เขตท่ี 7 ทะเลอนั ดามนั ตอนลา่ ง ประกอบดว้ ยทะเลท่ีอยูใ่ นจงั หวดั กระบ่ี ตรัง และสตูล 2. แหล่งประมงนอกน่านน้าไทย เป็นแหลง่ ประมงท่ีอยูใ่ นบริเวณหรือนอกเขตเศรษฐกิจจาเพาะของประเทศเพ่ือนบา้ น หรืออยูใ่ นเขต ท่ีทาสญั ญาการทาประมงร่วมระหวา่ งไทยกบั ตา่ งประเทศแบง่ ออกเป็น 5 เขต คือ 1. แหลง่ ประมง A ครอบคลุมพ้ืนท่ีทะเลจีนใตต้ อนบน 2. แหลง่ ประมง B ครอบคลุมพ้ืนท่ีทะเลจีนใตต้ อนลา่ ง 3. แหลง่ ประมง C ครอบคลุมพ้ืนท่ีทะเลอนั ดามนั บริเวณชอ่ งแคบมะละกา 4. แหลง่ ประมง D ครอบคลุมพ้ืนท่ีทะเลอนั ดามนั ดา้ นประเทศพมา่ 5. แหลง่ ประมง E ครอบคลุมพ้ืนท่ีทะเลอนั ดามนั ดา้ นประเทศบงั คลาเทศ พ้ืนท่ีทาการประมงนอกน่านน้าในพ้ืนท่ีประเทศท่ีมีการทาสญั ญาทาการประมงร่วม ไดแ้ ก่ เวียดนาม กมั พูชา บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย บงั คลาเทศ อินเดีย และซาอุดิอาระเบีย การประมงนอกน่านน้าไทยไดป้ ระสบปัญหาอนั เน่ืองมาจาก การขยายเขตเศรษฐกิจจาเพาะ 200 ไมลท์ ะเลของประเทศเพ่ือนบา้ น ทาใหแ้ หลง่ ทาการประมงของไทยลดนอ้ ยลง (ขจรศกั ด์ิ , 2530) ภาพท่ี 20 แสดงการทาการประมงทะเล

สตั วท์ ะเลที่มีความสาคญั ทางเศรษฐกิจ สตั วท์ ะเลท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจแบง่ ออกไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดงั น้ี (บุญเลิศ , 2530) 1. ปลาผิวน้า (Pelagic Fish) ปลาผิวน้าท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจท่ีสาคญั มีดงั น้ี ลาดบั ที่ ช่ือไทย ช่ือสามัญ Indo- pacific mackerel 1 ปลาทู Indian mackerel King mackerel 2 ปลาลงั Wolf herrings 3 Longtail tuna 4 ปลาอินทรี Eastern little tuna 5 ปลาดาบลาว Scads 6 ปลาโอดา Hardtail - scads Trevallies 7 ปลาโอลาว Big eye scads Black banded kingfish 8 ปลาทูแขก Therad fins 9 ปลาแขง้ ไก่ Sardinellas 10 Anchovies 11 ปลาสีกุน Mullet 12 ปลาสีกนุ ตาโต Black pomfret 13 ปลาสาลี Silver pomfret 14 ปลากุเรา 15 ปลาหลงั เขียว 16 ปลากะตกั 17 ปลากระบอก ปลาจาระเมด็ ดา ปลาจาระเมด็ ขาว ตารางท่ี 8 แสดงชนิดของปลาผิวน้าท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจ 2. ปลาหนา้ ดิน (Demersal Fish) ปลาหนา้ ดินท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจ มีดงั น้ี ชื่อไทย ชื่อสามญั False travally ปลาใบขนุน Barracudas ปลาน้าดอกไม้ Crocker ปลาจวด

ปลาทรายแดง Treadfin breams ปลาทรายขาว Moncle breams ปลาปากคม Lizard fish ปลาดาบเงิน Hairtails ปลากะพงแดง Snappers ปลากะพงขาว Giant seapearch ปลาสร้อยนกเขา Sweetlips ปลาตาโต ตาหวาน Bigeyes ปลาเห็ดโคน Sand whitings ปลากดทะเล Marine catfishes ปลากะเบน Rays ปลาฉลาม Sharks ปลาลิ้นหมา Flat fishes ปลาเก๋า Grouper ตารางท่ี 9 แสดงชนิดของปลาหนา้ ดินท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจ 3. สตั วน์ ้าอ่ืน ๆ ท่ีเป็นสตั วไ์ มม่ ีกระดูกสนั หลงั ท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจ มีดงั น้ี ชื่อไทย ชื่อสามัญ Banana shrimp กงุ้ แชบว๊ ย Jumbo tiger prawn กงุ้ กลุ าดา Tiger shrimp กงุ้ กุลาลาย King prawn กงุ้ เหลือง School prawn กุง้ โอดกั Sergestid shrimp เคย Mantis shrimp ก้งั ไข่ Flathead lobster ก้งั กระดาน Swimming crabs ปูมา้ Mud crabs ปูทะเล Squid หมึกกลว้ ย

หมึกกระดอง Cuttle fish หมึกสาย Octopus หอยแครง Blood cockles หอยแมลงภู่ Green mussel หอยนางรม Oysters หอยกะพง House mussel หอยลาย Short necked clam แมงกะพรุน Jelly fish ปลิงทะเล Sea cucumber สาหร่ายทะเล Seaweeds ตารางท่ี 10 แสดงชนิดของสตั วไ์ มม่ ีกระดูกสนั หลงั ท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจ เครื่องมือประมงทะเล เคร่ื องมือประมงทะเล เป็นปัจจยั ท่ีสาคญั อยา่ งย่ิงในการทาประมง ถา้ เคร่ื องมือไมม่ ีประสิทธิภาพ การทาประมงก็ไมไ่ ดผ้ ล เคร่ืองมือประมงทะเลแบง่ ออกเป็นประเภทตา่ ง ๆ ดงั น้ี (ศูนยพ์ ฒั นาการประมงแห่ง เอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ , 2539) ลาดบั ท่ี ประเภท ชื่อเครื่องมือประมง 1 อวนลาก 1.1 อวนลากแผน่ ตะเฆ่ 1.2 อวนลากคู่ 2 อวนลอ้ มจบั 1.3 อวนลากคานถา่ ง 2.1 อวนดา หรืออวนฉลาม 3 อวนติดตา 2.2 อวนตงั แก 4 อวนเคล่ือนท่ีอ่ืน ๆ 2.3 อวนลอ้ มชงั้ 2.4 อวนลอ้ มจบั ปลากะตกั 3.1 อวนลอยประจาท่ี 3.2 อวนลอยเคล่ือนท่ี 3.3 อวนติดปลาทู 4.1 แห 4.2 อวนรุน 4.3 ระวะรุนกุง้ เคย

5 เบ็ดตา่ ง ๆ 5.1 เบ็ดมือ 5.2 เบ็ดลาก 5.3 เบ็ดราว ตารางท่ี 11 แสดงการแบง่ ประเภทของเคร่ืองมือประมงทะเล ปริมาณสตั วน์ ้าท่ีจบั ไดต้ ่อชวั่ โมง (Catch Per Unit Effort , C.P.U.E.) ปริมาณสตั วน์ ้าท่ีจบั ไดต้ อ่ ชว่ั โมง (C.P.U.E.) เป็นตวั บง่ ช้ีความอุดมสมบูรณข์ องทรพั ยากรสตั วน์ ้าใน ทะเล โดยเม่ือจบั ดว้ ยเคร่ืองมือประมงชนิดเดียวกนั ในแหลง่ ประมงแหลง่ เดิมแตต่ า่ งปีกนั พบวา่ มีจานวนของ สตั วน์ ้าท่ีจบั ไดต้ อ่ หน่วยเวลาลดนอ้ ยลงไปมากและมีขนาดตวั เล็กลง จากการสารวจของเรือสารวจประมง 2 กองประมงทะเล ท่ีไดท้ าโดยตอ่ เน่ืองจากปี พ.ศ.2504 จนกระทง่ั ถึงปี พ.ศ.2532 จะเห็นไดว้ า่ ผลการลงแรง ในการทาการประมงดว้ ยเคร่ืองมืออวนลากในอา่ วไทยไดล้ ดลงจาก 298 กิโลกรมั ตอ่ ชว่ั โมงการจบั เหลือเพียง 20 กิโลกรมั ตอ่ ชว่ั โมง หรือเพียง 6.71 เปอรเ์ ซ็นตเ์ ทา่ นน้ั ดงั ตารางท่ี 12 (วิชาญ , 2539) ปี พ.ศ. อตั ราการจบั กก./ชม. ปี พ.ศ. อตั ราการจบั กก./ชม. 2504 298 2519 57 2505 277 2520 47 2506 232 2521 48 2507 226 2522 47 2508 179 2523 44 2509 132 2524 39 2510 115 2525 40 2511 106 2526 39 2512 103 2527 47 2513 97 2528 43 2514 66 2529 40 2515 63 2530 31 2516 52 2531 25 2517 58 2532 20 2518 47 ตารางท่ี 12 แสดงปริมาณสตั วน์ ้าท่ีจบั ไดต้ อ่ ชว่ั โมง ปี พ.ศ. 2504 – 2532

เขตเศรษฐกิจจาเพาะทางทะเล (Exclusive Economic Zone , E.E.Z) จากการท่ีองคก์ ารสหประชาชาติไดจ้ ดั ใหม้ ีการประชุมพิจารณากฎหมายทะเลฉบบั ใหม่ โดยอนุญาต ใหร้ ฐั ชายฝ่งั สามารถขยายเขตเศรษฐกิจจาเพาะของตนออกไปเป็น 200 ไมลท์ ะเล แมว้ า่ กฎหมายทะเลน้ีจะ เร่ิมยกร่างกนั ใหมใ่ นปี พ.ศ.2516 และใชเ้ วลานานถึง 12 ปี กวา่ จะเสร็จสมบูรณแ์ ละมีผลใชบ้ งั คบั เม่ือวนั ท่ี 16 พฤศจิกายน 2538 แตป่ ระเทศตา่ ง ๆ ก็ไดม้ ีการประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะของตนเองออกไปกอ่ น หนา้ แลว้ ภาพท่ี 21 แสดงการแบง่ เขตเศรษฐกิจจาเพาะ 200 ไมลท์ ะเล การขยายเขตเศรษฐกิจจาเพาะ 200 ไมลท์ ะเล (Exclusive Economic Zone , E.E.Z) ของประเทศ เพ่ือนบา้ น ในอดีตนานาประเทศมีเขตเศรษฐกิจจาเพาะหา่ งจากขอบฝ่งั เพียง 12 ไมลท์ ะเลเทา่ น้ัน นอกน้ัน เป็นน่านน้าสากลท่ีทุกประเทศมีสิทธ์ิทาการประมงโดยเสรี ครั้นเม่ือทกุ ประเทศประกาศขยายเขตเศรษฐกิจ จาเพาะเป็น 200 ไมลท์ ะเล น่านน้าสากลท่ีชาวประมงไทยไดเ้ คยใชท้ าการประมงก็ถูกลดลงทาใหแ้ หลง่ ประมง ทะเลลดตามไปดว้ ย และเน่ืองจากในทะเลไมม่ ีเสน้ อาณาเขตท่ีชดั เจน ทาใหช้ าวประมงไทยพลดั หลงลว่ งลา้ ไป ในเขตของประเทศเพ่ือนบา้ นเสมอคร้ันเม่ือถูกจบั ดาเนินคดีก็ตอ้ งสูญเสียทรพั ยส์ ินไปอยา่ งมากมาย เป็น อุปสรรคขดั ขวางความเจริญกา้ วหนา้ ของอุตสาหกรรมการประมงของไทย เพราะประเทศเพ่ือนบา้ นท่ีมีชายฝ่งั ทะเลจะประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะ แหลง่ ประมงของไทยถูกปิดลอ้ ม พ้ืนท่ีแหลง่ ทาการประมงเหลือนอ้ ยลง

ทาใหช้ าวประมงตอ้ งออกไปจบั ปลานอกน่านน้า เกิดปัญหาการละเมิดน่านน้า เรือและลูกเรือถูกจบั ประเทศ เพ่ือนบา้ นของไทยประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะไปแลว้ ดงั ตารางท่ี 13 มีดงั น้ี ประเทศ วนั ท่ี จานวนพ้ืนท่ี (ตารางไมล)์ ความยาวของชายฝ่งั (ไมล)์ พมา่ 19 เมษายน 2520 148,600 1,230 เวียดนาม 12 พฤษภาคม 2520 210,600 1,247 กมั พูชา มกราคม 2521 16,200 210 ฟิลิปปิ นส์ 11 มิถุนายน 2521 651,400 6,997 อินโดนีเซีย 21 มีนาคม 2523 1,577,300 19,784 มาเลเซีย 25 เมษายน 2523 138,700 1,853 ไทย 23 กุมภาพนั ธ์ 2524 94,700 1,468 ตารางท่ี 13 แสดงการประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะของประเทศเพ่ือนบา้ น จากการประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะของประเทศเพ่ือนบา้ น ทาใหป้ ระเทศไทยตอ้ งสูญเสียพ้ืนท่ี ทะเลหลวงท่ีเคยทาการประมงอยู่ไปถึง 300,000 ตารางไมล์ และมีการประเมินกนั ว่าเราตอ้ งสูญเสีย ทรัพยากรสตั วน์ ้าท่ีเคยจบั ไดถ้ ึงปีละ 6 - 8 แสนตนั ดงั น้ันเพ่ือใหค้ งระดบั การผลิตสตั วน์ ้าใหเ้ พียงพอกบั ความตอ้ งการของไทย เรือประมงขนาดใหญจ่ ึงตอ้ งออกไปทาการประมงนอกน่านน้าและถูกจบั ในขอ้ หารุก น่านน้าของประเทศเพ่ือนบา้ นตลอดมาจนถึงปัจจุบนั (วิชาญ , 2539) ปัญหาอุปสรรคของการประมงทะเล การทาการประมงทะเลของไทย ไดพ้ ฒั นาทางดา้ นเทคโนโลยีทาใหส้ ามารถจบั สตั วน์ ้าไดอ้ ยา่ งมี ประสิทธิภาพและมีผลผลิตสูงกวา่ ประเทศเพ่ือนบา้ นมากแลว้ ก็ตาม แตป่ ัญหาท่ีชาวประมงยงั คงตอ้ งประสบอยู่ ในปจั จุบนั มีดงั น้ี 1. ปริมาณสตั วน์ ้าลดลง อา่ วไทยและทะเลอนั ดามนั เคยเป็นแหลง่ ทาการประมงท่ีสมบูรณ์ แตใ่ น ปัจจุบนั จานวนของสตั วน์ ้าลดนอ้ ยลงดงั เห็นไดจ้ าก อตั ราการจบั สตั วน์ ้าท่ีไดต้ อ่ ชว่ั โมง (Catch Per Unit Effort , C.P.U.E.) ของเรื อประมงอวนลากลดต่าลง เช่นในอ่าวไทยปี พ.ศ. 2504 จับสัตวห์ น้าดินได้ ประมาณ 298 กิโลกรัมตอ่ ชว่ั โมง แตใ่ นปี พ.ศ. 2528 จบั ไดเ้ พียง 43 กิโลกรัมตอ่ ชว่ั โมง และในปี พ.ศ. 2532 จบั ได้ 20 กิโลกรัมตอ่ ช่วั โมง ดงั ตารางท่ี 10 (วิชาญ , 2539) และในปี 2542 เหลือเพียง 3 กิโลกรัมตอ่ ช่วั โมง ปลาท่ีจบั ไดเ้ ป็ นปลาขนาดเล็กและลูกปลาเศรษฐกิจรอ้ ยละ 40 (ภาคภูมิ , 2547) สาเหตุท่ีทาใหส้ ตั วน์ ้าลดลงก็เน่ืองมาจาก อตั ราการเจริญเติบโตของสตั วน์ ้าไมท่ นั ตอ่ การจบั ปลาท่ีเพ่ิมข้ึนของ มนุษย์ (Overfishing) และขนาดของตาอวนท่ีใชจ้ บั สตั วน์ ้ามีขนาดเล็ก ทาใหก้ ารจบั ปลาก็จบั ไดต้ ง้ั แตต่ วั เล็ก ๆ ปลาจึงไมม่ ีโอกาสท่ีจะเจริญเติบโตเพ่ือขยายพนั ธุต์ อ่

2. สภาพแวดลอ้ มเป็นพิษ มีสาเหตุมาจากหลายประการ คือ 2.1 เกิดจากสภาวะน้าเสีย เน่ืองจากการปลอ่ ยน้าท้ิง ส่ิงปฏิกูลลงแมน่ ้าลาคลอง ทาให้ ความชุกชุมของสตั วน์ ้าลดลง 2.2 เกิดจากการเปล่ียนแปลงสภาพป่าไมช้ ายเลน มีการใชป้ ระโยชน์จากป่าไมช้ ายเลน เพ่ือการอ่ืน เชน่ การทานากุง้ ซ่ึงทาใหแ้ หลง่ เล้ียงตวั ออ่ นของสตั วน์ ้าถูกทาลาย 2.3 เกิดจากการเปล่ียนแปลงสภาพแวดลอ้ ม ท่ีมีผลกระทบตอ่ ความอุดมสมบูรณข์ อง แหลง่ น้า เชน่ การสรา้ งเข่ือน การสรา้ งส่ิงกีดขวางทางเดินของน้า 3. ตน้ ทุนการผลิตสัตวน์ ้าสูงข้ึน การดาเนินการในการทาประมงทะเล มีคา่ ใชจ้ า่ ยเพ่ิมสูงข้ึน โดยเฉพาะคา่ น้ามนั เช้ือเพลิง ตน้ ทุนเรือ เคร่ืองมือและอุปกรณก์ ารทาประมงเพ่ิมสูงข้ึน ดว้ ยสาเหตุน้ีจึงทา ใหก้ ารประมงขนาดเล็กตอ้ งเลิกไป เม่ือตน้ ทุนการผลิตสูงข้ึน ราคาสตั วน์ ้าก็สูงตามข้ึนไป เป็นผลใหผ้ ูบ้ ริโภค เดือนรอ้ น 4. การขยายเขตเศรษฐกิจจาเพาะ 200 ไมลท์ ะเล (Exclusive Economic Zone , E.E.Z) ของ ประเทศเพ่ือนบา้ น ทาใหพ้ ้ืนท่ีในการจบั สตั วน์ ้าของชาวประมงลดลง จึงมีผลผลิตจากการออกจบั สตั วน์ ้า นอ้ ยลง 5. ขาดอานาจตอ่ รองในการจาหน่ายสินคา้ จะเห็นไดว้ า่ ในระบบการตลาดสตั วน์ ้าของไทยท่เี ป็นอยูใ่ น ปัจจุบนั การซ้ือขายสินคา้ สตั วน์ ้าจากชาวประมงทุกวิธี ชาวประมงอยูใ่ นภาวะท่ีเสียเปรียบ ขาดอานาจตอ่ รอง ในการซ้ือขายสินคา้ สตั วน์ ้า ทาใหร้ าคาสตั วน์ ้าจากชาวประมงถูกกดอยูเ่ สมออนั มีผลใหร้ ายรับของชาวประมง ลดลงจนบางครง้ั ไมค่ ุม้ ทุน ท่ีกลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ นับเป็นปญั หาและอุปสรรคของการประมงไทย รฐั บาลทุกยุคทุกสมยั ไดพ้ ยายาม ติดตามแกไ้ ขอยูเ่ สมอมา แตก่ ารแกไ้ ขจะใหส้ มั ฤทธ์ิผลทุกประการน้ันกระทาไดโ้ ดยยาก เน่ืองจากตอ้ งใชเ้ วลา วิชาการและบุคลากรท่ีมีความเหมาะสม ขณะเดียวกนั ปญั หาท่ีไมส่ ามารถหยุดยงั้ ได้ ก็คือการเพ่ิมของ ประชากร อนั เป็นเหตุใหม้ ีการใชท้ รพั ยากรในหลายรูปแบบ ซ่ึงแตล่ ะแบบก็มีแตล่ ะปญั หาท่ีตอ้ งแกไ้ ขกนั ในท่สี ุด ทางหน่ึงท่ีจะชว่ ยแกป้ ัญหาการประมงไทยไดโ้ ดยประหยดั เวลาและสอดคลอ้ งกบั การเพ่ิมของประชากร คือการ เพ่ิมทรพั ยากรสตั วน์ ้า ใหพ้ อเพียงกบั ความตอ้ งการของมนุษยแ์ ละ ธรรมชาติน่ันคือ “ การเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า ’’ บทสรปุ ลาดบั หวั ขอ้ ในบทเรียน 1. คานิยามศพั ทท์ ่คี วรทราบเก่ียวกบั การประมงทะเล 2. แหลง่ ทาการประมงทะเล 2.1 แหลง่ ประมงในน่านน้าไทย 2.1.1 แหลง่ ทาการประมงในอา่ วไทย

2.1.2 แหลง่ ทาการประมงทางฝ่งั อนั ดามนั 2.2 แหลง่ ประมงนอกน่านน้าไทย 3. สตั วท์ ะเลท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจ 3.1 ปลาผิวน้า (Pelagic Fish) 3.2 ปลาหนา้ ดิน (Demersal Fish) 3.3 สตั วน์ ้าอ่ืน ๆ 4. เคร่ืองมือประมงทะเล 5. ปริมาณสตั วน์ ้าท่ีจบั ไดต้ อ่ ชว่ั โมง (Catch Per Unit Effort , C.P.U.E.) 6. เขตเศรษฐกิจจาเพาะทางทะเล (Exclusive Economic Zone , E.E.Z) 7. ปัญหาอุปสรรคของการประมงทะเล 7.1 ปริมาณสตั วน์ ้าลดลง 7.2 สภาพแวดลอ้ มเป็นพิษ 7.3 ตน้ ทุนการผลิตสตั วน์ ้าสูงข้ึน 7.4 การขยายเขตเศรษฐกิจจาเพาะ 200 ไมลท์ ะเล (Exclusive Economic Zone , E.E.Z) 7.5 ขาดอานาจตอ่ รองในการจาหน่ายสินคา้ ประเทศไทยมีพ้ืนท่ีทาการประมงทะเลอยูใ่ นทะเลอา่ วไทยและทะเลอนั ดามนั การประมงทะเลจึง สามารถทารายไดใ้ หก้ บั ผูป้ ระกอบการ และประเทศชาติ ไดเ้ ป็นจานวนมากตอ่ ปี เน่ื องจากมีสตั วน์ ้าเป็ น จานวนมากท่ีสามารถจบั ไดจ้ ากทอ้ งทะเล จากปัญหาการเปล่ียนแปลงของส่ิงแวดลอ้ ม การจบั ปลามากเกิน ควร และการประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะ (Exclusive Economic Zone , E.E.Z) ของประเทศเพ่ือนบา้ น ทา ใหป้ ริมาณการจบั สตั วไ์ ดต้ อ่ หน่วยเวลา (Catch Per Unit Effort , C.P.U.E.) มีคา่ ลดต่าลงกวา่ แตก่ อ่ นซ่ึงก็ หมายความวา่ รายไดข้ องประชากรชาวประมงลดต่าลงในขณะท่ีคา่ ใชจ้ า่ ยเพ่ิมสูงข้ึน อนั มีผลทาใหร้ ายไดท้ าง เศรษฐกิจของประเทศลดต่าลง และผูบ้ ริโภคตอ้ งซ้ือสินคา้ สตั วน์ ้าในราคาท่ีสูงตามไปดว้ ย

แบบฝึ กประสบการณ์ 1. แหลง่ ทาการประมงทะเลของประเทศของไทยมี 2 แหลง่ ใหญ่ ๆ ดว้ ยกนั คือ 1.1.......................................................................................................................................... 1.2.......................................................................................................................................... 2. พ้ืนท่ีทาการประมงทะเลของไทยมีอยูป่ ระมาณ................................................................ตารางกิโลเมตร 3. สตั วท์ ะเลท่ีมีความสาคญั ทางเศรษฐกิจ เชน่ 3.1......................................................................................................................................... 3.2......................................................................................................................................... 3.3.......................................................................................................................................... 3.4……………………………………………………………………………………………..…… 4. เขตเศรษฐกิจจาเพาะทางทะเล (Exclusive Economic Zone , E.E.Z) หมายถึง .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................ 5. การประกาศขยายเขตน่านน้าเขตเศรษฐกิจจาเพาะของประเทศเพ่ือนบา้ นมีผลกระทบตอ่ การทาการประมง ของไทย คือ .............................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................... 6. แหลง่ ทาการประมงทะเลในน่านน้าของไทย มี 2 แหลง่ คือ 6.1.......................................................................................................................................... 6.2.......................................................................................................................................... 7. ปัญหาและอปุ สรรคในการทาการประมงทะเลของประเทศไทย ไดแ้ ก่ 7.1......................................................................................................................................... 7.2......................................................................................................................................... 7.3..........................................................................................................................................

บทท่ี 6 การอนุรกั ษท์ รพั ยากรประมง จุดประสงคก์ ารสอน 1. บอกความหมายของการอนุรกั ษ์ทรัพยากรประมงได้ 2. บอกสาเหตุท่ีตอ้ งมีการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงได้ 3. บอกแนวทางในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรประมงได้ 4. อธิบายสภาพปญั หาและอุปสรรคในการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรประมงได้ เน้ือหาการสอน ความหมายของการอนุรกั ษท์ รพั ยากรประมง ทรัพยากรประมง (Fishery Resource) หมายถึง สตั วน์ ้าทุกชนิดท่ีมนุษยน์ ามาใชป้ ระโยชนเ์ พ่ือการ ดาเนินชีวิตซ่ึงไดแ้ ก่ ปลา ปู กุง้ หอย และสตั วเ์ ล้ือยคลานท่ีเป็นสตั วส์ ะเท้ินนา้ สะเท้ินบก เชน่ จระเข้ เตา่ กบ ฯลฯ สตั วเ์ หลา่ น้ี นอกเหนือจากจะเป็นแหลง่ อาหารเสริมโปรตีนแลว้ ยงั นามาใชป้ ระโยชนด์ า้ นอ่ืนอีกดว้ ย บางสว่ นของตวั สตั วน์ ้าใชท้ ายา ใชท้ าเคร่ืองประดบั หนังใชท้ าเคร่ืองหนังหรือเป็นวสั ดุตกแตง่ บา้ น ฯลฯ การอนุรักษ์ทรัพยากรประมง (Fishery Resource Conservation) หมายถึง การนาเอาทรัพยากร ประมงมาใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์สูงสุด และยืดอายุการใชง้ านใหย้ าวท่ีสุด ดงั น้ันการใชท้ รัพยากรประมงจึงตอ้ ง กระทาดว้ ยความฉลาด (Wish Use) แตไ่ ม่ไดห้ มายความว่าจะเก็บรักษาส่ิงเหลา่ น้ีไว้ โดยไม่ใชใ้ หเ้ กิด ประโยชน์ตอ่ มนุษย์ หากพิจารณาตามการอนุรกั ษ์ทรพั ยากร ทรพั ยากรประมง จดั เป็นทรพั ยากรท่ีสามารถสรา้ งข้ึนไดใ้ หม่ เพ่ือทดแทนส่วนท่ีถูกใชไ้ ปแลว้ ได้ (Renewable Resource) และถือวา่ ทรัพยากรประมงเป็ นทรัพยากรร่วม (Common Property Resource) ซ่ึงทุกคนมีสิทธิท่ีจะใชไ้ ด้ ไมม่ ีผูใ้ ดผูห้ น่ึงเป็นเจา้ ของโดยถือวา่ ประชาชนทง้ั ประเทศตา่ งเป็นเจา้ ของร่วมกนั ฉะน้ัน การอนุรักษ์ทรัพยากรประมง จึงเป็นการนาเอาทรัพยากรประมงมาใชใ้ หเ้ กิดเป็นประโยชน์ ต่อสังคม หลกั ในการอนุรักษ์จึงมุ่งไปในขอ้ ท่ีว่า ทาอย่างไรจึงจะใหท้ รัพยากรเหล่านั้นถูกใช้อย่างมี ประสิทธิภาพมากท่ีสุด ซ่ึงมีอยู่ 2 แนวทางกวา้ ง ๆ คือ (สุขุม , 2535) 1. ทาใหเ้ พ่ิมข้ึนจากท่ีมีอยูเ่ ดิม โดยการใชค้ วามรูห้ รื อเทคนิคตา่ ง ๆ เพ่ือเพ่ิมหรือทดแทนทรัพยากร ประมงท่ีใชไ้ ป เชน่ การเพาะเล้ียง การผสมเทียมสตั วน์ ้า และการปลอ่ ยลงสูแ่ มน่ ้า ฯลฯ 2. ป้องกนั และระมดั ระวงั การใชข้ องท่ีมีอยูใ่ หม้ ีใชอ้ ยา่ งสม่าเสมอและยาวนาน รวมทงั้ ดดั แปลงและ แปรรูปทรัพยากรประมงสว่ นท่ีไมไ่ ดใ้ ช้ นามาใชใ้ หเ้ กิดประโยชนข์ ้ึนมาอีก เชน่ เปลือกกุง้ ท่ีเหลือจากการแกะ กุง้ ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋ อง ก็นาไปใชท้ าอาหารสตั ว์ เกล็ดปลาใชท้ าเคร่ืองประดบั บา้ น ฯลฯ

สาเหตทุ ี่ตอ้ งมีการอนุรกั ษท์ รพั ยากรประมง ทรัพยากรประมงเป็นทรัพยากรร่วมซ่ึงทุกคนมีสิทธ์ิท่ีจะใชไ้ ด้ ไมม่ ีผูใ้ ดผูห้ น่ึงเป็นเจา้ ของโดยเฉพาะ ประชาชนทง้ั ประเทศตา่ งก็เป็นเจา้ ของร่วมกนั ทุกคนมีสิทธ์ิจบั สตั วน์ ้าและทาประมงไดเ้ ทา่ เทียมกนั ตามกาลงั ความสามารถและเงินทุนของแตล่ ะคน เม่ือเป็นเชน่ น้ีจึงมีการจบั สตั วน์ ้ากนั มากจนเกินกาลงั การผลิต ทาให้ ทรัพยากรประมงเส่ือมโทรมลงได้ ซ่ึงถา้ หากไมม่ ีการแกไ้ ขใหถ้ ูกตอ้ งและทนั ตอ่ เหตุการณจ์ ะก่อใหเ้ กิดปญั หา ถึงแมว้ า่ ทรัพยากรประมงจะเป็นทรัพยากรท่ีสามารถสรา้ งข้ึนใหมเ่ พ่ือทดแทนสว่ นท่ีถูกใชไ้ ป แตถ่ า้ ใชโ้ ดยไม่ ระวงั ไมร่ ูจ้ กั บารุงรักษาไวก้ ็ยอ่ มทาใหป้ ริมาณของสตั วน์ ้าลดนอ้ ยลงได้ และเกิดภาวะเส่ือมโทรมซ่ึงยากท่ีจะ ทานุบารุงใหฟ้ ้ืนคืนสภาพดีดงั เดิมได้ หรื ออาจจะทาไดแ้ ตก่ ็ตอ้ งใชเ้ วลานาน ในทางตรงกนั ขา้ มหากมีการใช้ อยา่ งถูกตอ้ งก็จะสามารถใชท้ รัพยากรประมงท่ีมีอยูใ่ หเ้ กิดประโยชนอ์ ยา่ งเต็มท่ีและถาวร ปริมาณของทรัพยากรประมง นอกจากจะไดร้ บั ผลกระทบในทางลบจากการพฒั นาประเทศและจาก การทาประมงแลว้ ยงั ไดร้ ับผลกระทบจากการเปล่ียนแปลงแหลง่ น้าอีกดว้ ย ซ่ึงมีทงั้ ท่ีเกิดจากการเส่ือมโทรม ตามธรรมชาติ และการบุกรุกของราษฎร นอกจากน้ีปัญหามลพิษในแหลง่ น้าเพ่ิมมากข้ึน ส่ิงเหลา่ น้ีเป็น สาเหตุท่ีทาใหป้ ริมาณทรพั ยากรประมงลดนอ้ ยลง จึงจาเป็นอยา่ งย่ิงท่ีจะตอ้ งเร่งดาเนิ นการแกไ้ ขเพ่ือคุม้ ครอง ป้องกนั และรกั ษาสตั วน์ ้าใหค้ งความสมบูรณต์ อ่ ไป สรุปสาเหตุท่ีทาใหท้ รพั ยากรประมงลดนอ้ ยลง ซ่ึงมีผลทา ใหต้ อ้ งมีการอนุรักษท์ รพั ยากรประมง มีดงั น้ี (สุขุม , 2535) 1. ภาวะการจบั สตั วน์ ้ามากเกินกาลงั การผลิตทดแทน (Overfishing) เป็นการจบั สตั วน์ ้าข้ึนมาใชเ้ กิน กวา่ ระดบั ท่ีควรจะจบั ไดจ้ ริง ๆ โดยใชเ้ คร่ืองมือและเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทง้ั การขยายตวั ของอุตสาหกรรม หอ้ งเย็นและปลาป่น ก็มีสว่ นชว่ ยผลกั ดนั ใหม้ ีการจบั สตั วน์ ้าเพ่ิมข้ึน จึงเป็นสาเหตุสาคญั ท่ีทาใหท้ รัพยากร ประมงลดลงอยา่ งมาก 2. ภาวะน้าเสีย น้าเสียท่ีเกิดจากแหลง่ ชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม และแหลง่ อ่ืน ๆ มีผลรา้ ยใน การเปล่ียนแปลงสภาวะแวดลอ้ มในน้า ปริมาณออกซิเจนท่ีละลายในน้าลดลง สารเคมีตา่ ง ๆ มีผลทาให้ ทรพั ยากรประมงถูกทาลายลงมาก 3. ป่าชายเลนและป่าปะการังถูกทาลาย ป่าชายเลนและปะการงั เป็นแหลง่ อาหารและแหลง่ ฟกั ตวั ของสตั วน์ ้าวยั ออ่ น รวมทง้ั เป็นท่ีอยูอ่ าศยั ของสตั วน์ ้านานาชนิด ฉะน้ันเม่ือป่าชายเลนและปะการังถูกทาลาย หรือถูกเปล่ียนแปลงสภาพไปยอ่ มสง่ ผลกระทบตอ่ ปริมาณของสตั วน์ ้าดว้ ย 4. การเพ่ิมจานวนของประชากร การเพ่ิมจานวนของประชากรในประเทศไทยอยูใ่ นอตั ราท่ีสูงจึงเกิด ปญั หาการขาดแคลนอาหาร สตั วน์ ้าเป็นอาหารโปรตีนท่ีสาคญั ชนิดหน่ึงท่ีสามารถนามาใชแ้ กป้ ญั หาการขาด แคลนอาหาร เน่ืองจากการเพ่ิมของประชากร 5. วิธีการทาประมง การประมงมีหลายวิธี ในแตล่ ะวิธียอ่ มมีประสิทธิภาพในการจับสัตวน์ ้าท่ี แตกตา่ งกนั ไป เชน่ การใชอ้ วนลากหนา้ ดิน ซ่ึงมีประสิทธิภาพในการจบั ปลาสูงสุด นอกจากน้ีเม่ือลากผา่ น ผิวหนา้ ดินจะทาใหต้ ะกอนดินฟ้งุ กระจาย แพลงคต์ อนก็ถูกทาลาย การใชอ้ วนรุนก็เชน่ เดียวกนั คือ อวนรุน ขณะกาลงั ใชง้ านจะรุนไปตามผิวหนา้ ดินในเขตน้าต้ืนชายฝ่งั เป็นผลในการทาลายแพลงคต์ อนเพราะเกิดการ ฟ้งุ กระจายของตะกอนดิน ทง้ั สองวิธีน้ีจะเห็นวา่ มีผลตอ่ การทาลายทรพั ยากรประมงระดบั สูง

6. สาเหตุอ่ืน ๆ คือ การจบั สตั วน์ ้าท่ีผิดวิธีและผิดกฎหมายการประมง เชน่ การใชร้ ะเบิดจบั ปลา การใชไ้ ฟฟา้ ชอ๊ ตปลา หรือการใชส้ ารพิษในการทาประมง ฯลฯ ภาพท่ี 22 แสดงลกั ษณะของอวนลากหนา้ ดินซ่ึงมีประสิทธิภาพในการจบั สตั วน์ ้าสูง แนวทางในการอนุรกั ษท์ รพั ยากรประมง จากปัญหาตา่ ง ๆ ท่ีเกิดข้ึนกบั ทรัพยากรประมงท่ีไดก้ ลา่ วมาแลว้ จึงจาเป็ นอยา่ งเร่งดว่ นท่ีตอ้ ง อนุรักษ์เอาไว้ เพ่ือท่ีจะใหม้ ีทรพั ยากรประมงไวบ้ ริโภคและนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ นอ่ืน ๆ อยา่ งเพียงพอทงั้ ใน ปัจจุบนั และอนาคต การอนุรักษ์ทรัพยากรประมงท่ีปฏิบตั ิอยูท่ ว่ั ไปมีแนวทางดงั น้ี (ธีรพนั ธ์ , 2531) 1. การสง่ เสริมการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า เน่ืองจากปริมาณของสตั วน์ ้าท่ีมีอยูใ่ นธรรมชาติไมเ่ พียงพอสาหรับการนามาใชป้ ระโยชน์ รัฐจึงได้ ตระหนักและเห็นความสาคญั ในเร่ืองน้ี จึงไดใ้ หก้ ารสนับสนุนดา้ นการสง่ เสริมอาชีพ การเพาะเล้ียงสตั วน์ ้าจืด ใหแ้ พร่หลายรวมทงั้ พฒั นาปรับปรุงเทคนิคการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า ใหส้ ามารถไดผ้ ลผลิตมากและลดตน้ ทุนการ ผลิต เป็นผลใหผ้ ูเ้ ล้ียงไดร้ ับผลตอบแทนเป็นการเพ่ิมรายไดแ้ กค่ รอบครัว ก็สง่ ผลใหค้ วามจาเป็นท่ีจะจับปลา จากแหลง่ น้าธรรมชาติลดนอ้ ยลงไป เทา่ กบั ชว่ ยอนุรักษ์พนั ธุส์ ตั วน์ ้าในธรรมชาติไมใ่ หถ้ ูกจบั มากเกินควร 2. การทานุ บารุง รกั ษา และปรับปรุงถ่ินท่ีอยูอ่ าศยั ของสตั วน์ ้า ถ่ินท่ีอยูอ่ าศยั ของสัตวน์ ้าจะเป็ นท่ีตงั้ ถ่ินท่ีอยูอ่ าศยั เป็ นแหลง่ ผสมพนั ธุว์ างไข่ ดงั น้ันการวาง แนวทางบูรณะแหลง่ น้าธรรมชาติจะชว่ ยใหม้ ีการคงสภาพความอุดมสมบูรณข์ องแหลง่ น้าไวไ้ ดต้ ลอดไป จาก ปัญหาท่ีเกิดข้ึนในปัจจุบนั เชน่ ภาวะน้าเสีย และการพฒั นาประเทศในดา้ นตา่ ง ๆ สง่ ผลทาใหแ้ หลง่ น้า ธรรมชาติเส่ือมโทรมไป ดงั น้ันการทานุบารุงถ่ินท่ีอยูอ่ าศยั ของสตั วน์ ้าเอาไว้ จึงเป็นการอนุรักษ์สตั วน์ ้าท่ี สาคญั อีกวิธีหน่ึง ดงั เชน่ 2.1 เร่งดาเนินการรงั วดั ปักเขตท่ีหลวง เพ่ือเป็นการป้องกนั ไมใ่ หร้ าษฎรเขา้ บุกรุก แหลง่ น้า 2.2 ขุดลอกคูคลอง หนองบึง บริเวณท่ีต้ืนเขินใหเ้ หมาะสมกบั การอยูอ่ าศยั ของสตั วน์ ้า

กาจดั วชั พืชและส่ิงรก รกั ษาสภาพบริเวณแหลง่ วางไขแ่ ละบริเวณท่ีเป็นแหลง่ เล้ียงตวั ของสตั วน์ ้าวยั ออ่ น 2.3 การจดั หาวสั ดุหรือส่ิงปลูกสรา้ งเพ่ือใหเ้ ป็นท่ีอยูอ่ าศยั หลบซอ่ นตวั ตลอดจนการ ดาเนินการพฒั นาแหลง่ น้าขนาดเล็ก ในรูปของการสรา้ งทานบปลา ฝายน้าลน้ และแหลง่ น้าขนาดใหญ่ เชน่ อา่ งเก็บน้าเหนือเข่ือน ซ่ึงจะเป็นการขยายพ้ืนท่ีสาหรบั เป็นท่ีอยูอ่ าศยั ของสตั วน์ ้า 2.4 ป้องกนั ไมใ่ หน้ ้าเกิดมลพิษ เพราะการเกิดมลพิษของน้าจะทาใหถ้ ่ินท่ีอยูอ่ าศยั ของสตั ว์ น้าถูกทาลายไป โดยมีมาตรการแกไ้ ขมลพิษ เชน่ การกาหนดปริมาณขน้ั ต่าของสารพิษท่ีเป็ นอนั ตรายตอ่ สตั วน์ ้าของน้าจากแหลง่ ตา่ ง ๆ กอ่ นปลอ่ ยลงแหลง่ น้าธรรมชาติ 2.5 กาหนดพ้ืนท่ีรักษาพืชพนั ธุใ์ หเ้ หมาะสม อาทิ ป่าไมช้ ายเลนจะเป็นท่ีวางไขแ่ ละตวั ออ่ น ของสตั วน์ ้าใชห้ ลบภยั จากกระแสน้า และคล่ืนท่ีรุนแรง แหลง่ ปะการังจะเป็นแหลง่ หลบซอ่ นของสตั วน์ ้า สาหร่ายทะเลและหญา้ ทะเล จะเป็นแหลง่ อาหารของสตั วน์ ้าบางชนิด กลา่ วโดยสรุปแลว้ การบารุงรกั ษาถ่ินท่ีอยูอ่ าศยั ของสตั วน์ ้าใหส้ มบูรณอ์ ยูเ่ สมอ จะชว่ ยเพ่ิมปริมาณ ของสตั วน์ ้าตามธรรมชาติใหม้ ากย่ิงข้ึน 3. การตงั้ สถานีเพ่ือเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า สถานีเพาะเล้ียงสตั วน์ ้าในประเทศไทย จะมีทง้ั น้าจืด น้ากร่อยและน้าเค็ม สถานีเหลา่ น้ีมีหนา้ ท่ี ในการเพาะพนั ธุ์ และผลิตสตั วน์ ้าเพ่ือจาหน่ายจา่ ยแจกแกร่ าษฎรและนาไปปลอ่ ยในแหลง่ น้าธรรมชาติ ตลอดจนมีการศึกษาวิจยั พฒั นาการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้าชนิดใหมท่ ่ีมีศกั ยภาพการตลาดสูง เชน่ สัตวน์ ้า ประเภทหอย สาหร่ายทะเล ปลากระบอก ไรสีน้าตาล ปูทะเล หมึก ปลิงทะเล ฯลฯ การศึกษาวิจยั ดา้ น พนั ธุกรรมของสตั วน์ ้า และการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้าพ้ืนเมืองท่ีมีคุณคา่ ทางเศรษฐกิจ เพราะในปัจจุบนั สตั วน์ ้า หลายชนิดถูกจบั มากเกินไปจนมีเหลืออยูน่ อ้ ยในธรรมชาติ หากไมบ่ ารุงรักษาไวค้ งจะสูญพนั ธุไ์ ปในท่ีสุด จึง จาเป็นท่ีตอ้ งเร่งเพ่ิมปริมาณใหม้ ากข้ึน โดยการเพาะขยายพนั ธุท์ ่ีกรมประมงไดด้ าเนินการไปแลว้ ไดแ้ ก่ การ เพาะพนั ธุป์ ลาสวาย ปลาดุก ปลานวลจนั ทร์ ปลาย่ีสก ปลาบึก ฯลฯ 4. การสารวจแหลง่ ประมงเพ่ิมเติม สาหรบั กรณีน้ีจะทาไดเ้ ฉพาะแหลง่ ประมงเทา่ นนั้ โดยการสง่ เรือออกไปสารวจแหลง่ ประมง เพ่ิมเติมในเขตน่านน้าใกลเ้ คียงและทอ้ งทะเลหลวง เชน่ สง่ เรือสารวจประมงจุฬาภรณอ์ อกไปสารวจแหลง่ ประมงในทะเลจีนใต้ หรือสง่ เรือดาน้าเขา้ ไปสารวจทรพั ยากรสตั วน์ ้าใตพ้ ้ืนน้าแข็งของสหรัฐอเมริกา การสง่ เรือ ไปสารวจสตั วน์ ้าน้ีเองจะทาใหช้ าวประมงออกไปจบั ปลายงั ทอ้ งทะเลหลวงและสามารถจบั ปลาไดม้ ากข้ึน อนั จะเป็นการลดปริมาณการจบั สตั วน์ ้าตามชายฝ่งั ลง 5. การป้องกนั และปราบปรามผูจ้ บั สตั วน์ าผิดวิธี โดยการออกกฎหมายหรือระเบียบขอ้ บงั คบั เพ่ือปราบปรามชาวประมงท่ีใชเ้ คร่ืองมือผิดประเภทใน การจบั สตั วน์ ้า เชน่ การใชอ้ วนตาถ่ีมากเกินไป การใชย้ าเบ่ือเมา การใชไ้ ฟฟา้ ชอ๊ ต หรือการใชร้ ะเบิดในการ

จบั สตั วน์ ้า และป้องกนั ไมใ่ หม้ ีการลว่ งลา้ เขา้ ไปจบั สตั วน์ ้าในเขตหวงหา้ ม หรือในฤดูกาลท่ีสตั วน์ ้ากาลงั วางไข่ นอกจากน้ียงั ควรลงโทษผูจ้ บั สตั วน์ ้าท่ีไมไ่ ดข้ นาดดว้ ย 6. การปรบั ปรุงแหลง่ น้าขนาดเล็กในชุมชนตา่ ง ๆ ใหเ้ ป็นแหลง่ ผลิตปลาแกป่ ระชาชน โดยการจดั สรา้ งแหลง่ ปลาประจาหมูบ่ า้ นข้ึน เพ่ือเป็นแหลง่ ผลิตอาหารโปรตีนแกช่ าวชนบท เชน่ โครงการประมงหมูบ่ า้ นในเขตชนบทยากจน โครงการน้ีไดบ้ รรจุไวใ้ นแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ตามโครงการน้ีสามารถสรา้ งแหลง่ ปลาประจาหมูบ่ า้ นไดม้ ากข้ึน ซ่ึงจะชว่ ยใหร้ าษฎรมีปลาบริโภคมากข้ึน และมีสุขภาพดีข้ึน 7. การกาหนดเขตหา้ มจบั สตั วน์ ้า สถานท่ีบางแหง่ ควรมีการประกาศเป็นเขตหวงหา้ มจบั สตั วน์ ้า เพ่ือใหบ้ ริเวณน้ันเป็ นถ่ินท่ีอยูอ่ าศยั อยา่ งปลอดภยั ของสตั วน์ ้าในการดารงชีวิต เชน่ แหลง่ น้าในเขตวดั ประตูระบายน้าหรื อในเขตอุทยาน แหง่ ชาติ เขตหา้ มจบั สตั วน์ ้าน้ีผูใ้ ดจะเขา้ ไปจบั และทารา้ ยสตั วน์ ้าไมไ่ ด้ และควรมีบทลงโทษผูฝ้ ่าฝืนอยา่ ง รุนแรงและเฉียบขาด 8. การรณรงคป์ ระชาสมั พนั ธใ์ หป้ ระชาชนไดร้ บั รูแ้ ละเขา้ ใจถึงผลดีของการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง การขอความร่วมมือจากประชาชนเพ่ือชว่ ยกนั อนุรกั ษ์ทรัพยากรประมง จะเป็นวิธีท่ีดีและถูกตอ้ ง ท่ีสุด เพราะการอนุรักษ์จะใหไ้ ดผ้ ลดีจะตอ้ งไดร้ ับความร่วมมือร่วมใจของบุคคลทุกฝ่าย ดงั น้ัน การ ประชาสมั พนั ธก์ ็เพ่ือช้ีแจงใหป้ ระชาชนทราบ และเขา้ ใจถึงความสาคญั ของการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง เชน่ การจดั สง่ เจา้ หนา้ ท่ีประมงออกไปสง่ เสริมการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า การขอความร่วมมือกบั ทางราชการเพ่ือ ชว่ ยดูแลเขตหวงหา้ มในการจบั สัตวน์ ้า หรื อ การขอรอ้ งใหป้ ระชาชนชว่ ยกนั นาสัตวน์ ้าท่ีทางราชการ เพาะเล้ียงไวไ้ ปปลอ่ ยยงั แหลง่ น้าสาธารณะ ฯลฯ นอกจากน้ี ควรจดั ใหม้ ีหลกั สูตรเพ่ือใหค้ วามรูเ้ บ้ืองตน้ ใน การบารุงและอนุรกั ษส์ ตั วน์ ้าในสถาบนั การศึกษาทุกระดบั เพ่ือเยาวชนจะไดเ้ ห็นความสาคญั ของสตั วน์ ้ามาก ข้ึน ย่ิงไปกวา่ น้ันการประชาสมั พนั ธค์ วรจดั ทาผา่ นส่ือมวลชนทุกประเภท เพ่ื อสรา้ งความเขา้ ใจอนั ดีในการ อนุรักษท์ รพั ยากรประมงตอ่ ไป ภาพท่ี 23 แสดงลกั ษณะของปะการังทียมจากทอ่ ซีเมนต์

จะช่วยกนั อนุรกั ษส์ ตั วน์ ้าไดอ้ ย่างไร สตั วน์ ้ามีหลายชนิดตง้ั แต่ ปลา เตา่ กระ กุง้ ปู แมงดา สตั วน์ ้าจาพวกสะเท้ินน้าสะเท้ินบก รวมทง้ั ไขข่ องสตั วน์ ้าทุกชนิด สตั วน์ ้าจาพวกเล้ียงลูกดว้ ยนม สตั วน์ ้าจาพวกหอย รวมทงั้ เปลือกหอยและมุก สตั ว์ น้าจาพวกปลิง จาพวกฟองน้าและจาพวกสาหร่ายทะเล และหมายถึงสตั วน์ ้าอ่ืน ๆ ท่ีอาศยั อยูใ่ นน้า และ พนั ธุไ์ มอ้ ่ืนท่ีระช่ือไวใ้ นกฎหมาย การอนุรักษ์สตั วน์ ้าน้ัน เป็นการใชท้ รัพยากรสตั วน์ ้าดว้ ยวิธีการซ่ึงกอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์สุขแกม่ วล มนุษยต์ ราบชว่ั กาลนาน ทุกประเทศไดพ้ ยายามหาวิธีการอนุรักษ์สตั วน์ ้า เพ่ือเป็ นอาหารสาหรับประชาชน ของตน สาหรับประเทศไทยหลกั การอนุรกั ษ์สตั วน์ ้ามีมาตง้ั แตส่ มยั สมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั (รัชกาลท่ี 4) จนถึงปัจจุบนั น้ี ทาอย่างไรจะไดช้ ่ือว่าเป็ นผูอ้ นุรกั ษส์ ตั วน์ ้า (กรมประมง , 2548) 1. ไมจ่ บั สตั วน์ ้าโดยวิธีการซ่ึงทาใหส้ ตั วน์ ้ามึนเมา หรือไมว่ างยาเบ่ือเมาแกส่ ตั วน์ ้าในแหลง่ นา้ เพราะ การใชย้ าเบ่ือเมา เชน่ กากชา ผงซกั ฟอก นิโคติน หางไหลแดง และสารเคมีตา่ ง ๆ ลงในแหลง่ น้า จะทา ใหส้ ตั วน์ ้าใหญเ่ ล็กทุกขนาดตายไมเ่ หลือ แถมยงั ทาลายชีวิตมนุษยซ์ ่ึงตายโดยวตั ถุมีพิษเหลา่ น้ีอีกดว้ ย และ ผูใ้ ชย้ าเบ่ือเมาทาลายสตั วน์ ้าจะตอ้ งไดร้ ับโทษตามกฎหมายบา้ นเมือง 2. ไมใ่ ชก้ ระแสไฟฟา้ ทาการประมง เพราะการใชก้ ระแสไฟฟ้าทาการประมงทาใหส้ ัตวน์ ้าวยั ออ่ นและ สตั วน์ ้าท่ีกาลงั จะมีไขพ่ ลอยถูกทาลายไปดว้ ย ถือวา่ เป็นการทาลายพนั ธุส์ ัตวน์ ้าอยา่ งรา้ ยแรงและอาจทาให้ ชีวิตของตนเองและผูอ้ ่ืนท่ีใชแ้ หลง่ น้านั้นตอ้ งตายไปดว้ ยเชน่ กนั กฎหมายจึงกาหนดโทษไวอ้ ยา่ งหนักแกผ่ ูใ้ ช้ กระแสไฟฟ้าทาการประมง 3. ไมค่ รอบครองสตั วน์ ้าท่ีไดม้ าโดยการกระทาผิดจากยาเบ่ือเมาหรื อกระแสไฟฟ้า กฎหมายได้ กาหนดโทษไวแ้ กผ่ ูค้ รอบครองสตั วน์ ้าท่ีไดม้ าจากการกระทาความผิดมาบริโภค นอกจากจะไดช้ ่ื อวา่ ไมใ่ ห้ ความร่วมมือกบั ผูก้ ระทาผิดแลว้ ยงั ชว่ ยอนุรักษ์สตั วน์ ้าและยงั ป้องกนั ชีวิตของตนเองและบุคคลท่ีร่วมบริโภค สตั วน์ ้าท่ีไดม้ าจากการกระทาผิดน้ีดว้ ย 4. ไมค่ รอบครองสตั วน์ ้าหรือไขข่ องสตั วน์ ้าบางชนิด และไมน่ าสตั วน์ ้าท่ีตอ้ งหา้ มบางชนิดเขา้ มาใน ราชอาณาจกั ร เพราะสตั วน์ ้าบางชนิดเป็นอนั ตรายตอ่ สตั วน์ ้าดว้ ยกนั และยงั เป็นอนั ตรายตอ่ มนุษยเ์ ชน่ พวก ปลาปิรันยา (Piranya) และปลาคาริบี (Caribe) อนั มีนิสยั ดุรา้ ย มีฟนั แหลมคมชอบรุมกดั กินเน้ือมนุษยแ์ ละ สัตวม์ ีชีวิตทุกขนาดเป็ นอาหาร ซ่ึงผูม้ ีสัตวน์ ้าตอ้ งหา้ มดงั กลา่ วไวใ้ นครอบครองหรื อฝ่าฝืนนาเขา้ มาใน ราชอาณาจกั รจะตอ้ งไดร้ บั โทษตามกฎหมาย 5. ไมน่ าสตั วน์ ้าบางชนิดท่ีตอ้ งหา้ มเขา้ มาในราชอาณาจกั รไทย เพราะสตั วน์ ้าบางชนิด เชน่ ปลา ตระกูลคาร์พ (Carp) มีโรคติดมาดว้ ยและสามารถแพร่เช้ือไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว เป็นอนั ตรายตอ่ สตั วน์ ้าในเมืองเรา โรคท่ีปลาตระกูลคาร์พนาติดตวั มาดว้ ยไดแ้ ก่ โรคหนอนสมอ โรครา โรคพยาธิเสน้ ไหม เห็บตา่ ง ๆ การ นาเขา้ มาตอ้ งไดร้ ับอนุญาตจากเจา้ หนา้ ท่ี

6. ไมใ่ ชเ้ คร่ืองมือตอ้ งหา้ มทาการประมงในฤดูวางไข่ หรือฤดูปลาขนาดเล็ก เชน่ ในฤดูท่ีปลาทูมีไข่ คือระหวา่ ง 1 มกราคม – 31 มีนาคม ของทุกปี และฤดูปลาทูขนาดเล็ก คือระหวา่ ง 15 เมษายน – 14 กรกฎาคม ของทุกปี ไดม้ ีการประกาศหา้ มใชเ้ คร่ืองมือประเภทอวนลอ้ มจบั มีสายมานและอวนประเภทติดตา ทุกชนิดทาการประมง ส่วนเคร่ื องมือท่ีไม่ตอ้ งหา้ มใชใ้ นน่านน้าเค็มไดแ้ ก่ อวนโป๊ ะ และในน่านน้าจืด เคร่ื องมือท่ีใชท้ าการประมงได้ เชน่ เบ็ดทุกชนิด ยกเวน้ เบ็ดราว ตะแกรง สวิง ชอ้ น ยอแบะชนาง ท่ีมี ปากกวา้ งไมเ่ กิน 2 เมตร ไซ อีจู้ ลนั โปง และโพง ซ่ึงไมใ่ ชท้ าการประมงโดยวิธีประดาตงั้ แตส่ ามเคร่ือง ข้ึนไป ผูฝ้ ่าฝืนตอ้ งไดร้ บั โทษตามกฎหมาย 7. ไมจ่ บั สตั วน์ ้าท่ีหา้ มจบั โดยเด็ดขาด เชน่ ปลาพะยูน กระ และเตา่ ทะเลทง้ั 5 ชนิดคือ เตา่ มะเฟือง เตา่ กระ เตา่ ตนุ เตา่ ตาแดง และเตา่ หญา้ รวมทง้ั ไขเ่ ตา่ ทุกชนิดดว้ ยเพราะสตั วน์ ้าเหลา่ น้ีใกลจ้ ะสูญพนั ธุ์ แลว้ นอกจากน้ีปะการังก็เป็นสตั วน์ ้าท่ีตอ้ งหา้ มมิใหท้ าการประมงดว้ ย ผูฝ้ ่าฝืนจะตอ้ งไดร้ บั โทษตามกฎหมาย 8. ไมก่ างกน้ั ทางเดินของสตั วน์ ้า เชน่ ติดตง้ั วางสรา้ งเข่ือน ทานบ รั้ว ตาขา่ ยหรือเคร่ืองมือทา การประมงอ่ืน ๆ ในท่ีจบั สตั วน์ ้าเพราะจะทาใหส้ ตั วน์ ้าวา่ ยน้าไปหาแหลง่ วางไขแ่ ละหาอาหารไดย้ าก 9. ไมป่ ลูกสรา้ งหรือปลูกพืชในท่ีจบั สตั วน์ ้า เพราะการปลูกสรา้ งโรงเรือน แพ กระตอ๊ บหรือปลูก พืชบางชนิด ทาใหท้ ่ีจบั สตั วน์ ้าต้ืนเขินเส่ือมสภาพเร็วกวา่ ปกติ 10. ไมว่ ิดน้าในท่ีจบั สตั วน์ ้า หรือทาใหน้ ้าในท่ีจบั สตั วน์ ้าแหง้ หรือลดนอ้ ยลง เพ่ือทาการประมงโดย ไมไ่ ดร้ ับอนุญาตจากเจา้ หนา้ ท่ี ตวั อยา่ งท่ีจบั สตั วน์ ้า เชน่ ท่ีรักษาพนั ธุ์ ท่ีวา่ ประมูล ท่ีอนุญาต หนอง บึง อนั เป็นท่ีสาธารณประโยชน์หรือบอ่ ลอ่ สตั วน์ ้า 11. ไมแ่ กไ้ ขเปล่ียนแปลงท่ีจบั สตั วน์ ้า ซ่ึงไมอ่ ยูใ่ นท่ีดินอนั บุคคลถือกรรมสิทธ์ิใหผ้ ิดจากสภาพเดิม เชน่ การขุดทางน้าเพ่ือใหน้ ้าเปล่ียนทางเดิน ถมดินในท่ีจบั สตั วน์ ้า ไถกลบ เกล่ียดิน ขุดลอก รวมทง้ั ดูดทราย ในแมน่ ้าตา่ ง ๆ เพราะเป็นการทาลายแหลง่ อาศยั ของสตั วน์ ้า 12. ไมใ่ ชว้ ตั ถุระเบิดจบั สตั วน์ ้าในท่ีจบั สตั วน์ ้า เพราะเป็นการทาลายพนั ธุส์ ตั วน์ ้าอยา่ งรา้ ยแรงท่ีสุด ผูใ้ ชว้ ตั ถุระเบิดจบั สตั วน์ ้าในท่ีจบั สตั วน์ ้าตอ้ งไดร้ ับโทษสูงสุด และเป็ นโทษรุนแรงมากตามกฎหมายของ บา้ นเมือง เพราะถือวา่ บุคคลพวกน้ีเป็นผูบ้ อ่ นทาลายทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งรา้ ยแรง 13. ไมท่ ้ิงวตั ถุท่ีมีลกั ษณะเป็นอนั ตรายแกส่ ตั วน์ ้า เชน่ ขยะส่ิงปฏิกูล หรือสารเคมี ซ่ึงทดลองเพ่ือ ผลทางวิทยาศาสตร์ลงในท่ีจบั สตั วน์ ้า เพราะแหลง่ น้าท่ีสะอาดปราศจากสารพิษจะมีสตั วน์ ้าเขา้ มาอาศยั เล้ียง ตวั จานวนมาก แตห่ ากแหลง่ น้าใดสกปรกมีสารพิษประกอบอยูด่ ว้ ย จะทาใหแ้ หลง่ น้าน้นั ขาดแคลนสตั วน์ ้า 14. ไมใ่ ชเ้ คร่ืองมือตอ้ งหา้ มโดยเด็ดขาด เชน่ อวนลาก อวนรุน ละวะ ชิบ อวนถุงทุกชนิด ท่ีใชต้ ิด เรื อยนตท์ าการประมงภายในเขตระยะ 3,000 เมตร นับจากขอบน้าตามแนวชายฝ่ังและภายในรัศมี 400 เมตร นับจากอาณาเขตท่ีตงั้ เคร่ื องมือประจาท่ีทุกชนิด เพ่ือทาการประมงในทะเลหรื ออา่ วในทอ้ งท่ีจงั หวดั ชายทะเลทุกจงั หวดั เพราะเคร่ื องมือดงั กลา่ วทาลายสตั วน์ ้าวยั ออ่ นและไขข่ องสตั วน์ ้าบริเวณน้าต้ืนชายฝ่งั จานวนมาก ผูฝ้ ่าฝืนตอ้ งไดร้ บั โทษตามกฎหมาย

ผลเสียของการไม่อนุรกั ษท์ รพั ยากรประมง 1. ขาดอาหารโดยเฉพาะชาวเอเชียแลว้ ใชป้ ลาเป็นอาหารคูก่ บั ขา้ ว และบริโภคเน้ือปลาแทนอาหาร โปรตีนจากสตั วอ์ ่ืน ๆ ได้ ถา้ เราไมร่ ูจ้ กั สงวนรกั ษาแลว้ สตั วน์ า้ ก็จะสูญพนั ธุ์ เราจะไมส่ ามารถหาอาหารจาก สตั วน์ ้าไดเ้ ลย 2. ขาดผลพลอยไดท้ างเศรษฐกิจเน่ืองจากสตั วน์ ้าเป็นอาหารของคนทุกชาติทุกภาษาผลิตภณั ฑต์ า่ ง ๆ จากสตั วน์ ้าเม่ือมีจานวนมากก็จะสง่ ขายตา่ งประเทศ ทาใหป้ ระเทศมีรายไดเ้ พ่ิมข้ึน ถา้ เราไมร่ ูจ้ กั สงวน ทรพั ยากรสตั วน์ า้ มนั จะลดจานวนลงอยา่ งรวดเร็วและหมดไปในท่ีสุดและเป็นผลเสียทางเศรษฐกิจ 3. ขาดสมดุลยท์ างธรรมชาติ มีแมลงหลายชนิดท่ีเป็นภยั ตอ่ มนุษย์ สตั วเ์ ล้ียง และพืช กอ่ ความเสียหาย อยา่ งมากมาย แมลงหลายชนิดวางไขแ่ ละเจริญเติบโตอยูใ่ นน้าและเป็นแมลงท่ีเป็นภยั ดงั น้ัน ถา้ ไมม่ ีปลาเป็น ตวั คอยกาจดั แลว้ ก็กอ่ ใหเ้ กิดอนั ตรายแกม่ นุษย์ พืช สตั ว์ 4. ขาดผลพลอยไดอ้ นั มีคา่ อุตสาหกรรมประมงใหผ้ ลพลอยไดห้ ลายประการ เชน่ เช้ือเพลิง สบู่ สี น้ามนั ตบั ปลา ป๋ ุย เคร่ืองประดบั เป็นตน้ ถา้ เราไมร่ ูจ้ กั สงวนทรัพยากรสตั วน์ ้าแลว้ ก็จะขาดผลพลอยไดเ้ หลา่ น้ี 5. ทาใหก้ ารประมงและอุตสาหกรรมประมงไมเ่ จริญ เม่ือมีปลามากการประมงก็เจริญข้ึน จะเกิด อุตสาหกรรมท่ีเก่ียวกบั ผลิตภณั ฑป์ ลาข้ึนอยา่ งมากมาย เชน่ อุตสาหกรรมปลากระป๋ อง อุตสาหกรรมหอ้ งเย็น ฯลฯ และทาใหป้ ระชาชนมีงานทารายไดด้ ี และฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะดีตามไปดว้ ย แตถ่ า้ ขาด ทรัพยากรสตั วน์ า้ รายไดเ้ หลา่ น้ีก็จะหมดไป 6. ขาดส่ิงสวยงามตามธรรมชาติท่ีประดบั โลกใหส้ วยงาม เชน่ สถานท่ีทอ่ งเท่ียวก็มีการเล้ียงสตั วน์ ้า เอาไวใ้ หน้ กั ทอ่ งเท่ียวชม จะเป็นการหารายไดอ้ ีกทางหน่ึงดว้ ย แตถ่ า้ ขาดทรัพยากรสตั วน์ ้าแลว้ ส่ิงสวยงามตาม ธรรมชาติก็จะไมม่ ี อุปสรรคในการอนุรกั ษท์ รพั ยากรประมง จากอดีตท่ีผา่ นมาจะเห็นวา่ ทรัพยากรประมงในประเทศไทย ทง้ั ในน้าจืดและน้าเค็มไดล้ ดปริมาณลง มาก แมร้ ฐั บาลจะไดท้ ุม่ เทงบประมาณจานวนมากเพ่ือใชใ้ นการดาเนินงานเพ่ือการอนุรักษ์สตั วน์ ้า ตลอดจน ออกกฎหมายเพ่ือใชเ้ ป็นเคร่ืองมือในการปฏิบตั ิงานของเจา้ หนา้ ท่ี แตก่ ารบารุงรกั ษาทรัพยากรประมงก็พบกบั ปัญหามากมาย จนทาใหท้ รัพยากรประมงลดนอ้ ยลงและเกือบจะทาใหส้ ตั วน์ ้าบางชนิดสูญพนั ธุไ์ ป สตั วน์ ้าท่ี เหลือยูก่ ็เจริญเติบโตไมท่ นั กบั ความตอ้ งการของประชาชน จึงทาใหป้ ระชาชนผูย้ ากไรจ้ บั สตั วน์ ้าท่ีโตไมเ่ ต็มท่ี มาบริโภค สาหรบั อุปสรรคในการอนุรกั ษท์ รพั ยากรประมงท่ีพบเห็นกนั อยูท่ ว่ั ไปคือ (สุขุม , 2535) 1. ความไมเ่ ขม้ งวดกวดขนั ของเจา้ หนา้ ท่ีท่ีรบั ผิดชอบ ผูท้ ่ีรักษากฎหมายมีกฎหมายเป็นเคร่ืองมือในการดาเนินงานนั้นไมเ่ ขม้ งวดกวดขนั และไมด่ ูแลอยา่ ง ทว่ั ถึง จึงทาใหช้ าวประมงนาเอาเคร่ืองมือท่ีไมถ่ ูกตอ้ งตามกฎหมายมาใชใ้ นการจบั สตั วน์ ้า มีการจบั สตั วน์ ้าใน เขตหวงหา้ ม และในชว่ งฤดูผสมพนั ธุว์ างไขข่ องสตั วน์ ้า เพ่ือใหก้ ารทางานของเจา้ หนา้ ท่ีมีประสิทธิภาพ จึง ควรจดั หาเคร่ื องมือท่ีทนั สมยั และอานวยความสะดวกใหม้ ีใชอ้ ยา่ งเพียงพอและเพ่ิมกาลงั เจา้ หน้าท่ีอยา่ ง

เหมาะสม ซ่ึงจะทาใหก้ ารปฏิบตั ิงานเกิดผลข้ึนมา แตท่ ง้ั น้ีเจา้ หนา้ ท่ีเหลา่ นั้นจะตอ้ งปฏิบตั ิงานดว้ ยความ ซ่ือสตั ยส์ ุจริตและมีความรบั ผิดชอบท่ีดี 2. สภาพแวดลอ้ มไมเ่ อ้ืออานวย เน่ื องจากสภาพลมฟ้าอากาศในประเทศไทยจะเป็ นฤดูฝนกบั ฤดูแลง้ สลบั กนั ประมาณ 6 เดือน จากสภาพความแหง้ แลง้ ท่ีเกิดข้ึนทาใหป้ ริมาณน้าในแหลง่ น้าลดลง บางแห่งถึงกบั แหง้ ขอดจึงทาใหถ้ ่ินท่ีอยู่ ของสตั วน์ ้าถูกทาลาย สตั วน์ ้าเหลา่ นั้นบางสว่ นหนีไปอยูร่ วมกนั ตามแหลง่ น้าต้ืน ๆ ทาใหโ้ อกาสของการอยู่ รอดมีนอ้ ยลง บางสว่ นก็ถูกมนุษยห์ รือสตั วจ์ บั ไปเป็นอาหาร สาหรับสตั ว์น้าท่ีมีขนาดเล็กก็จะตายทบั ถมกนั อยูบ่ นตามพ้ืนดิน สาหรับในชว่ งฤดูฝนก็จะมีฝนตกหนักและมีน้าหลากปรากฏข้ึนอยา่ งรุนแรงเป็นครั้งคราว ผลของน้าทว่ มจะทาใหส้ ภาพของน้าขุน่ ซ่ึงเป็นอนั ตรายตอ่ สตั วน์ ้ามาก นอกจากน้ีการท่ีน้าไหลอยา่ งรุนแรง จะพดั พาเอาสตั วน์ ้าจืดลงทะเล ทาใหส้ ตั วเ์ หลา่ นั้นตาย ย่ิงไปกวา่ นั้นการเกิดน้าทว่ มอาจจะทาใหน้ ้าเกิด มลพิษได้ เพราะน้าท่ีไหลบา่ ลงมาชะลา้ งสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม บา้ นเรือน และแหลง่ เกษตรกรรมซ่ึง จะสง่ ผลเสียหายตอ่ สตั วน์ ้ามาก 3. ขาดความร่วมมือท่ีดีจากประชาชน ประชาชนมกั ไมใ่ หค้ วามร่วมมือกบั ทางราชการ ทง้ั น้ีเพราะความอยูร่ อดในการดารงชีวิต เชน่ การ จบั สตั วน์ ้าท่ีไมไ่ ดข้ นาดมาบริโภคหรือการจบั สตั วน์ ้าในชว่ งฤดูกาลงั ขยายพนั ธุ์ ดว้ ยเหตุการขาดแคลนอาหาร บริโภค เน่ืองจากสตั วน์ ้าเป็นอาหารหลกั ท่ีสาคญั ของประชาชนในชนบทท่ียากจนควบคูไ่ ปกบั ขา้ ว แตว่ ิธีการ ทาความเขา้ ใจกบั ประชาชนน้ันกฎหมายเป็นส่ิงจาเป็นอยา่ งนอ้ ยท่ีสุดท่ีสาคญั ควรมีการช้ีใหเ้ ห็นถึงผลเสียหาย ท่ีเกิดข้ึน จากการจบั สตั วน์ ้าขนาดเล็กหรือการจบั ปลาในชว่ งท่ีกาลงั วางไข่ ส่ิงท่ีประชาชนไมใ่ หค้ วามร่วมมือ อีกอยา่ งหน่ึงคือ การระบายของเสียหายหรือส่ิงปฏิกูลลงสูแ่ หลง่ น้า จะทาใหน้ ้าเกิดมลพิษเป็นการทาลายทง้ั สตั วน์ ้าและแหลง่ ท่ีอยูอ่ าศยั ในเร่ืองน้ีรัฐบาลควรดาเนินการตามกฎหมายอยา่ งจริงจงั เป็นการปราบปราม เพ่ือมิใหส้ ตั วน์ ้าตอ้ งสูญเสียไปมากกวา่ น้ี 4. กฎหมายลา้ สมยั กฎหมายเก่ียวกบั การควบคุมและการอนุรกั ษ์สตั วน์ ้าไดต้ ราข้ึนมาใชต้ ง้ั แตป่ ี พ.ศ. 2490 แมจ้ ะมี การปรบั ปรุงแกไ้ ขแลว้ เม่ือ พ.ศ. 2496 ก็ตาม นับเป็นกฎหมายท่ีลา้ สมยั บทลงโทษและคา่ ปรับตา่ ง ๆ ต่ามาก เชน่ การใชย้ าเบ่ือเมาเพ่ือจบั สตั วน์ ้า ผูฝ้ ่าฝืนกฎหมายน้ีจะถูกลงโทษปรบั เพียง 500 บาท จาคุกไมเ่ กิน 6 เดือน หรือทง้ั จาทง้ั ปรบั แตใ่ นทางปฏิบตั ิมกั จะทาแคป่ รบั สว่ นโทษจาคุกมกั จะรอลงอาญาไวก้ อ่ น จึงทาใหผ้ ูฝ้ ่าฝืน กฎหมายน้ีไมเ่ ข็ดหลาบ พอมีโอกาสก็จะกระทาอีก ซ่ึงเร่ืองน้ีรฐั บาลน่าจะทบทวนเพ่ือปรับปรุงกฎหมายฉบนั น้ี เสียใหมใ่ หท้ นั สมยั มากข้ึน ทงั้ น้ีเพ่ือจะใชเ้ ป็นอาวุธท่จี ะนามาใชป้ ระโยชน์ในการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรประมงใหม้ ี ประสิ ทธิ ภาพย่ ิงข้ ึน จากอุปสรรคดงั กลา่ วจึงทาใหก้ ารดาเนินงานเพ่ือการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงในประเทศไทยไมเ่ กิด ผลดีเทา่ ท่ีควร ตอ่ ไปในอนาคตถา้ สภาพความเป็ นอยูข่ องประชากรโดยท่วั ไปดีข้ึน การประชาสัมพนั ธม์ ี ประสิทธิภาพ กฎหมายไดร้ ับการปรับปรุงใหท้ นั สมยั ผูม้ ีหนา้ ท่ีรับผิดชอบปฏิบตั ิหนา้ ท่ีดว้ ยความชอบธรรม และจริงจงั แลว้ เป็นท่ีคาดวา่ การอนุรกั ษ์ทรัพยากรประมงก็น่าจะมีผลดี

จรรยาบรรณว่าดว้ ยการทาประมงอย่างรบั ผิดชอบ (Code of Conduct for Responsible Fisheries) จรรยาบรรณ เป็นกฎเกณฑข์ องมาตรฐานของพฤติกรรม และความประพฤติ ในการทาประมงดว้ ย ความรับผิดชอบ ซ่ึงเป็นท่ียอมรับกนั ระหวา่ งประเทศ สามารถเป็นเอกสารอา้ งอิงเบ้ืองตน้ สาหรับองคก์ รหรือ บุคคลทว่ั ไปท่ีมีประโยชน์เก่ียวขอ้ ง เพ่ือสรา้ งมาตรฐานพฤติกรรมและกรอบทางกฎหมาย และขนบธรรมเนียม เพ่ื อการทาประมงอย่างมีความรับผิดชอบ เช่นการใชป้ ระโยชน์และการผลิตสัตว์น้าอย่างมีความ รับผิดชอบ นอกจากน้ี จรรยาบรรณยงั ชว่ ยสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการ และการเงินเพ่ือใหก้ ารจดั การ อนุรักษ์คุม้ ครอง และการพฒั นาการประมงบรรลุผล ชว่ ยสนับสนุนการชว่ ยเหลือดา้ นการประมง ท่ีมีตอ่ ความม่นั คงทางอาหารและการทามาหากิน ประกนั การรักษามาตรฐานท่ีตอ้ งการ ทางดา้ นสาธารณสุขและ คุณภาพอาหาร โดยเนน้ ถึงความตอ้ งการอาหารและโภชนาการของชุมชนทอ้ งถ่ิน สนับสนุนความร่วมมือ ระหวา่ งประเทศในการวิจยั ดา้ นประมงและการถา่ ยทอดทางเทคโนโลยี โดยองคก์ ารอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (F.A.O.) ไดป้ ระชุมจดั ทากรอบจรรยาบรรณในการทาการประมงอยา่ งรับผิดชอบ และไดใ้ ห้ ความเห็นชอบตอ่ จรรยาบรรณในการทาการประมงอยา่ งรับผิดชอบน้ีโดยเอกฉันท์ เม่ือวนั ท่ี 31 ตุลาคม พ.ศ.2538 (องคก์ ารอาหารและเกษตรแหง่ สหประชาชาติ , 2542) วตั ถปุ ระสงคข์ องจรรยาบรรณการทาการประมงอย่างรบั ผิดชอบ 1. กาหนดหลกั การทาประมงดว้ ยความรับผิดชอบ ตามกฎหมายระหวา่ งประเทศ 2. กาหนดหลกั การและบรรทดั ฐาน เพ่ือนาไปปฏิบตั ิในการกาหนดนโยบายของรฐั เก่ียวกบั การอนุรักษท์ รพั ยากรประมง ดว้ ยความรบั ผิดชอบ 3. ใชเ้ ป็นหลกั อา้ งอิงสาหรบั การออกกฎ ระเบียบ และมาตรการใหม่ หรือปรบั ปรุงกฎระเบียบ หรือ มาตรการท่ีมีอยูแ่ ลว้ ตามกรอบของกฎหมาย ในการทาประมงอยา่ งรับผิดชอบ สาระสาคญั ของจรรยาบรรณการทาการประมงอย่างรบั ผิดชอบ 1. การใชป้ ระโยชนส์ ตั วน์ ้าแบบยง่ั ยืน โดยใหส้ อดคลอ้ งกบั ส่ิงแวดลอ้ ม 2. การจดั การเพาะเล้ียงจะไมเ่ ป็นผลเสียตอ่ ระบบนิเวศวิทยา ทรัพยากรและคุณภาพของ ทรัพยากรธรรมชาติ 3. การเพ่ิมมูลคา่ สตั วน์ ้าจากการแปรสภาพ ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานทางสุขอนามยั เพ่ือ ผลิตภณั ฑส์ ตั วน์ ้าท่ีมีคุณภาพ สาหรับการบริโภค 4. ใชเ้ ป็นหลกั การแนวปฏิบตั ิเก่ียวกบั การอนุรกั ษ์จดั การ และการพฒั นาประมงเพ่ือใหป้ ระเทศตา่ ง ๆ นาไปใชเ้ ป็นนโยบายและแผนปฏิบตั ิงานทางการประมงของประเทศอยา่ งรับผิดชอบตามความสมคั ร ใจ (Voluntary) โดยไมม่ ีผลบงั คบั ใชเ้ ป็นกฎหมายระหวา่ งประเทศ ทง้ั น้ีทุกคนท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การประมงควรจะมุง่ ม่นั ในการอนุรักษ์ หรือฟ้ืนฟปู ระชากรสตั วน์ ้าใหค้ งอยู่ ในระดบั ท่ีสามารถผลิตสตั วน์ ้าท่ีสามารถใชป้ ระโยชน์ไดม้ ากท่ีสุดทงั้ ในปัจจุบนั และอนาคต ซ่ึงมกั เรียกระดบั

ดงั กลา่ วน้ีวา่ ปริมาณจบั สูงสุดท่ียง่ั ยืน (Maximum Sustainable Yield , M.S.Y.) ดงั น้นั การทาการประมงของ แตล่ ะประเทศรวมทง้ั นโยบายของประเทศ ควรจะไดก้ าหนดข้ึนในทิศทางท่ีจะทาใหม้ ีการใชท้ รัพยากรประมง อยา่ งย่งั ยืนในระยะยาว เพ่ือใหม้ ีความม่นั ใจเก่ียวกบั การอนุรักษ์ทรัพยากร การมีอาหารอยา่ งพอเพียงและ การขจดั ความยากไรใ้ นชุมชนประมง ดงั น้ันวตั ถุประสงคท์ ่ีแทจ้ ริงของจรรยาบรรณก็คือการชว่ ยเหลือประเทศตา่ ง ๆ หรือกลุม่ ประเทศใน การพิจารณาปรับปรุงการประมง และการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้าในประเทศเหลา่ นนั้ ใหบ้ รรลุเป้าหมายดงั กลา่ ว บทสรุป ลาดบั เน้ือหาในบทเรียน 1. ความหมายของการอนุรักษท์ รัพยากรประมง 2. สาเหตุท่ีตอ้ งมีการอนุรกั ษ์ทรพั ยากรประมง 2.1 ภาวะการจบั สตั วน์ ้ามากเกินกาลงั การผลิตทดแทน (Overfishing) 2.2 ภาวะน้าเสีย 2.3 ป่าชายเลนและป่าปะการังถูกทาลาย 2.4 การเพ่ิมจานวนของประชากร 2.5 วิธีการทาประมง 2.6 สาเหตุอ่ืน ๆ 3. แนวทางในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรประมง 3.1 การสง่ เสริมการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า 3.2 การทานุ บารุง รกั ษา และปรับปรุงถ่ินท่ีอยูอ่ าศยั ของสตั วน์ ้า 3.3 การตง้ั สถานีเพ่ือเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า 3.4 การสารวจแหลง่ ประมงเพ่ิมเติม 3.5 การป้องกนั และปราบปรามผูจ้ บั สตั วน์ าผิดวิธี 3.6 การปรบั ปรุงแหลง่ น้าขนาดเล็กในชุมชนตา่ ง ๆ ใหเ้ ป็นแหลง่ ผลิตปลาแกป่ ระชาชน 3.7 การกาหนดเขตหา้ มจบั สตั วน์ ้า 3.8 การรณรงคป์ ระชาสัมพนั ธ์ใหป้ ระชาชนไดร้ ับรู้และเขา้ ใจถึงผลดีของการอนุรักษ์ ทรพั ยากรประมง 4. จะชว่ ยกนั อนุรักษส์ ตั วน์ ้าไดอ้ ยา่ งไร 5. ผลเสียของการไมอ่ นุรักษท์ รพั ยากรประมง 6. อุปสรรคในการอนุรักษ์ทรพั ยากรประมง 6.1 ความไมเ่ ขม้ งวดกวดขนั ของเจา้ หนา้ ท่ีท่รี บั ผิดชอบ 6.2 สภาพแวดลอ้ มไมเ่ อ้ืออานวย

6.3 ขาดความร่วมมือท่ีดีจากประชากร 6.4 กฎหมายลา้ สมยั 7. จรรยาบรรณวา่ ดว้ ยการทาประมงอยา่ งรับผิดชอบ (Code of Conduct for Responsible Fisheries) ทรัพยากรประมงจดั เป็ นทรัพยากรประเภทท่ีใชแ้ ลว้ ไมห่ มดไป (Renewable Resource) ถา้ หากวา่ รูจ้ กั ใชอ้ ยา่ งเหมาะสมและถูกวิธี ในการท่ีจะอนุรักษ์สตั วน์ ้าใหไ้ ดผ้ ลอยา่ งแทจ้ ริงน้ัน เราทุกคนจะตอ้ งหวงั ดี ตอ่ ชาติบา้ นเมืองหรือสว่ นรวม ไมเ่ ห็นแกป่ ระโยชน์สว่ นตนและตอ้ งปฏิบตั ิตามกฎหมาย ทงั้ น้ีเพ่ือความอยูด่ ี กินดีตอ่ ไปในภายหนา้ อีกประการหน่ึงคือการเพาะเล้ียงปลาเป็นงานอดิเรกหรื อเป็นอาชีพ ก็ถือเป็นการ อนุรักษ์อยา่ งหน่ึง ดงั นั้นเราควรชว่ ยกนั เพาะเล้ียงปลาแทนการจบั ปลา เพราะการจบั ปลาอยา่ เดียวเป็นการ เห็นแกต่ วั ตกั ตวงเอาผลประโยชน์จากธรรมชาติ แตก่ ารเพาะเล้ียงปลาเป็นการเพ่ิมผลผลิตตามธรรมชาติ และยงั เกิดประโยชนแ์ กป่ วงชนโดยถว้ นหนา้ การเล้ียงปลาสามารถเล้ียงไดท้ งั้ ในบอ่ ในนา ในร่องสวน และ ในกระชงั พนั ธุป์ ลาท่ีเล้ียงงา่ ยมีหลายชนิด เชน่ ปลานิล ปลาไน ปลาสลิด ปลาสวาย – เทโพ ปลาดุก ปลา ชอ่ น ปลาตะเพียน ฯลฯ

แบบฝึ กประสบการณ์ 1. แนวทางท่ีจะทาใหท้ รัพยากรประมงถูกนามาใชอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพมากท่ีสุด คือ 1.1.................................................................................................................................... 1.2.................................................................................................................................... 2. สาเหตุท่ีตอ้ งมีการอนุรกั ษท์ รัพยากรประมง คือ 2.1.................................................................................................................. 2.2.................................................................................................................................... 3. แนวทางในการอนุรกั ษท์ รพั ยากรประมง คือ 3.1……………………………………………………………………….…………………..… 3.2……………………………………………………………………….……………..……… 3.3………………………………………….………………………………………..………… 4. เราจะชว่ ยกนั อนุรกั ษท์ รัพยากรประมงไดโ้ ดย 4.1.................................................................................................................................... 4.2.................................................................................................................................... 4.3.................................................................................................................................... 5. ปัญหาและอปุ สรรคในการอนุรักษท์ รพั ยากรประมง คือ 5.1................................................................................................................................... 5.2................................................................................................................................... 5.3.................................................................................................................................... 6. การสรา้ งเข่ือน หรือทานบกนั้ น้าขวางทางเดินของน้าไวจ้ ะมีผลเสียตอ่ สตั วน์ ้า คือ .............................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................... 7. ปลาท่ีเป็นอนั ตรายตอ่ คนและสตั วเ์ ล้ียง หา้ มมีไวใ้ นครอบครอง ไดแ้ ก่ ................................................................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................

บทที่ 7 พระราชบญั ญตั ิการประมง จุดประสงคก์ ารสอน 1. บอกถึงความเป็นมาของ พ.ร.บ. การประมงได้ 2. บอกถึงกฎหมายวา่ ดว้ ยการประมงได้ 3. บอกถึงระยะเวลาและชนิดของสตั วน์ ้าท่ีหา้ มทาการประมงได้ 4. บอกถึงขอ้ หา้ มปฏิบตั ิในท่ีจบั สตั วน์ ้าได้ เน้ือหาการสอน จากการท่ีไดม้ ีการจบั สตั วน์ ้าข้ึนมาใชป้ ระโยชนก์ นั อยา่ งมากมายนั้น ทาใหเ้ กิดผลประโยชนจ์ ากการ ใชส้ ตั วน์ ้าเหลา่ นน้ั ในรูปแบบตา่ งๆ จึงทาใหท้ ุก ๆ ประเทศตอ้ งมีการตรากฎหมายข้ึนมาเก่ียวกบั การขออนุญาต การจบั สตั วน์ ้า การใชเ้ คร่ืองมือประเภทตา่ ง ๆ ประเภทของการทาการประมง โดยในระยะแรก ๆ มกั เป็นการ ตรากฎหมายเพ่ือประโยชน์ทางดา้ นการเก็บภาษีอากรท่ีประเทศหรือรัฐนั้น ๆ ควรจะไดจ้ ากกิจการประมง แต่ เน่ื องจากในหลายปีท่ีผา่ นมาผลผลิตจากการจบั สตั วน์ ้าของโลกโดยเฉพาะผลผลิตจากการประมงทะเลมี แนวโนม้ ลดลง กลา่ วคือจากสถิติการประมงของโลกตงั้ แตป่ ี พ.ศ. 2493 ซ่ึงมีผลจบั สตั วน์ ้ารวมเพียง 17.8 ลา้ น ตนั แลว้ เพ่ิมมากข้ึนอยา่ งรวดเร็วทุกปี เชน่ ในปี พ.ศ. 2513 มีผลจบั สตั วน์ ้ารวมเพ่ิมเป็น 62.7 ลา้ นตนั จากน้ันก็ ยงั คงเพ่ิมมากข้ึนเร่ือย ๆ และมีปริมาณเพ่ิมสูงสุดในปี พ.ศ. 2543 ซ่ึงมีผลจบั สตั วน์ ้ารวมเพ่ิมเป็น 95.5 ลา้ นตนั หลงั จากนั้นผลผลิตรวมจากการจบั สตั วน์ ้าของประเทศตา่ ง ๆ ในโลกเร่ิมลดลง จึงทาใหม้ ีแนวคิดเก่ียวกบั กาลงั การผลิตของแหลง่ น้าท่ีจะตอ้ งมีการจดั การเก่ียวกบั ปริมาณการจบั สตั วน์ ้า ประเภทของเคร่ืองมือ แหลง่ จบั สตั วน์ ้า และฤดูกาลในการจบั สตั วน์ ้า ทง้ั น้ีเพ่ือใหส้ ตั วน์ ้าสามารถเกิดข้ึนมาทดแทนไดท้ นั กบั การนาข้ึนมาใช้ ประโยชน์น่ันเอง (ประภาส , 2549) ประวตั ิความเป็ นมาของพระราชบญั ญตั ิการประมง ในสมยั กอ่ นไมม่ ีพระราชบญั ญตั ิเก่ียวกบั การประมงโดยเฉพาะ แตม่ ีการจดั เก็บภาษีอากรจากการคา้ สตั วน์ ้า ตอ่ มาพระมหากษตั ริยท์ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯใหต้ ราพระราชบญั ญตั ิอากรคา่ น้า ร.ศ.120 (พ.ศ. 2444) พระราชบญั ญตั ิอากรคา่ น้าน้ีผูร้ กั ษาการตามพระราชบญั ญตั ิคือ เสนาบดีกระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ ในปี พ.ศ.2464 ในรชั สมยั ของรัชกาลท่ี 6 โปรดเกลา้ ใหก้ ระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิมีหนา้ ท่ีจดั เก็บ อากรคา่ นา้ และโปรดเกลา้ ใหก้ ระทรวงเกษตราธิการมีหนา้ ท่ีเก่ียวกบั การเพาะเล้ียงและดูแลสตั วน์ ้า การ กาหนดฤดูกาลจบั สตั วน์ ้า กาหนดขนาดตาอวนและเคร่ืองมือจบั สตั วน์ ้า ตลอดจนหา้ มทาอนั ตรายสตั วน์ ้า การวางยาเบ่ือเมา ระเบิดปลา วิดน้าในคู ในปี พ.ศ.2490 ประเทศไทยไดม้ ีกฎหมายเก่ียวกบั การประมงโดยเฉพาะ พระบาทสมเด็จพระ เจา้ อยูห่ วั รชั กาลท่ี 9 มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชบญั ญตั ิการประมง พ.ศ.2490

และเป็นผลใหย้ กเลิกพระราชบญั ญตั ิการเก็บอากรคา่ น้า ร.ศ.120 และกฎกระทรวงท่ีมีอยูใ่ นพระราชบญั ญตั ิ อากรคา่ นา้ ร.ศ.120 ปจั จุบนั พระราชบญั ญตั ิเก่ียวกบั การประมงไทยมีทง้ั หมด 6 พระราชบญั ญตั ิดว้ ยกนั คือ 1. พระราชบญั ญตั ิการประมง พ.ศ.2490 2. พระราชบญั ญตั ิการประมง (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2496 3. พระราชบญั ญตั ิการประมง (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ.2528 4. พระราชบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยสิทธิการประมงในเขตการประมงไทย พ.ศ.2484 5. พระราชบญั ญตั ิเรือไทย พ.ศ.2481 6. พระราชบญั ญตั ิจดั ระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ.2496 ในปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยไดม้ ีกฎหมายเก่ียวกบั การประมงโดยพระราชกาหนดการประมง ฉบบั ท่ี 2 พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยูห่ วั รัชกาลท่ี 9 มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชบญั ญตั ิการ ประมง พ.ศ.2496 ยกเลิกใช้ สาระสาคญั ของพระราชบญั ญตั ิการประมง (พระราชกาหนดการประมง ปี พ.ศ. 2558) สาหรบั เน้ือหา พ.ร.ก.ดงั กลา่ วมีทงั้ ส้ิน 176 มาตรา จานวน 12 หมวด ซ่ึงสาระสาคญั ไดก้ ระจาย ตามหมวดตา่ งๆ หมวดท่ี 1 บททวั่ ไป มาตรา 8 ท่ีระบุวา่ การกระทาความผิดตาม พ.ร.ก.น้ี หรื อตามกฎหมายของรัฐชายฝ่ัง หรื อตาม หลกั เกณฑ์ หรือมาตรการตามกฎหมายระหวา่ งประเทศท่ีเก่ียวขอ้ ง หรือหลกั เกณฑห์ รือมาตรการขององคก์ าร ระหวา่ งประเทศ บรรดาท่ีเก่ียวกบั การอนุรกั ษ์ และบริหารจดั การการประมง ไมว่ า่ จะกระทาในน่านน้าไทยหรือ นอกน่านน้าไทย และไมว่ า่ กระทาโดยใชเ้ รื อประมงไทย เรื อประมงท่ีมิใชเ่ รื อประมงไทย หรื อเรื อไรส้ ญั ชาติ เป็นการกระทาความผิดในราชอาณาจกั รและตอ้ งรับโทษตามท่ีกาหนดไวใ้ น พ.ร.ก.น้ี และใหศ้ าลไทยมีอานาจ พิจารณา และพิพากษาคดีได้ “หากความผิดเกิดข้ึนนอกน่านน้าไทย และการกระทาความผิดนั้นมิใช่ เรือประมงไทยหรือผูม้ ีสญั ชาติไทย ใหก้ ระทาไดเ้ ม่ือไดร้ ับแจง้ จากรัฐตา่ งประเทศท่ีการกระทาความผิดเกิดข้ึน หรื อองคก์ ารระหวา่ งประเทศท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การกระทาความผิดนั้นแลว้ ใหเ้ ป็นหนา้ ท่ีของอธิบดีท่ีจะใหค้ วาม ร่วมมือกบั เจา้ หนา้ ท่ีของรฐั ตา่ งประเทศหรือขององคก์ ารระหวา่ งประเทศในการดาเนินการเพ่ือลงโทษผูก้ ระทา ความผิดตาม พ.ร.ก.น้ี” มาตรา 10 ระบุวา่ หา้ มมิใหผ้ ูใ้ ดใชเ้ รือไรส้ ญั ชาติทาการประมง มาตรา 11 หา้ มมิใหโ้ รงงานตามกฎหมายวา่ ดว้ ยโรงงานท่ีประกอบกิจการเก่ียวกบั สตั วน์ ้าจา้ งลูกจา้ ง โดยฝ่าฝืนกฎหมายวา่ ดว้ ยการคุม้ ครองแรงงานหรื อจา้ งคนตา่ งดา้ วท่ีไมไ่ ดร้ ับใบอนุญาตตามกฎหมายวา่ ดว้ ย การทางานของคนตา่ งดา้ วหากพนกั งานเจา้ หนา้ ท่ีตรวจพบลูกจา้ งหรือคนงานท่ีผิดกฎหมายไมเ่ กิน 5 คน (ตา่ ง ดา้ วผิด กม). อธิบดีมีคาส่งั ใหห้ ยุดประกอบกิจการโรงงานตงั้ แต่ 10-30 วนั และหากพบวา่ มีมากกวา่ 5 คน

อธิบดีแจง้ ปลดั กระทรวงอุตสาหกรรมเพ่ือส่งั ปิดโรงงานตามกฎหมายวา่ ดว้ ยโรงงานได้ โดยหากพบวา่ โรงงานท่ี ถูกส่งั ใหป้ ิดยงั ทาความผิดซา้ อีกภายใน 3 ปี ก็สามารถใหเ้ พิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานได้ หมวดที่ 2 เร่ืองการบริหารจดั การดา้ นการประมงนนั้ มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือกาหนดใหม้ ีคณะกรรมการนโยบายการประมงแหง่ ชาติในมาตรา 13 โดยมีนายกฯ เป็นประธาน ซ่ึงมีหนา้ ท่ีกาหนดนโยบายและกากบั การบริหารจดั การการประมงตา่ งๆ ในขณะท่ีมาตรา 26 ก็ กาหนดใหม้ ีคณะกรรมการประมงประจาจงั หวดั ซ่ึงมีผูว้ า่ ราชการจงั หวดั เป็นประธานกรรมการ หมวดท่ี 3 เร่ืองการทาการประมงในน่านน้าไทย เน้ือหาไดก้ าหนดใหผ้ ูท้ าการประมงน้าจืดในท่ีจบั สตั วน์ ้าท่ีเป็นสาธารณสมบตั ิของแผน่ ดิน โดยใช้ เคร่ืองมือทาการประมงตามท่อี ธิบดีประกาศกาหนด หรือแมแ้ ตเ่ รือประมงพ้ืนบา้ นก็ตอ้ งไดร้ บั ใบอนุญาตกอ่ น ซ่ึงจะมีการกาหนดจานวนและประเภทเคร่ืองมือทาการประมงท่ีไดร้ บั อนุญาตไวใ้ นใบอนุญาตดว้ ย รวมทงั้ ตอ้ งจดั ทาสมุดบนั ทึกการทาการประมง ซ่ึงจะตอ้ งมีประเภทและปริมาณของสตั วน์ ้าท่ีจบั ไดใ้ หต้ รวจสอบได้ ดว้ ย สาหรบั ผูไ้ ดร้ บั ใบอนุญาตทาประมงพาณิชยน์ นั้ จะกาหนดไมใ่ หท้ าการประมงในเขตทะเลชายฝ่งั โดย ใบอนุญาตจะมีอายุ 2 ปี ซ่ึงใบอนุญาตจะโอนมิได้ เวน้ แตเ่ ป็นการโอนใหบ้ ุพการี คูส่ มรสหรือผูส้ ืบสนั ดาน เทา่ นั้น หมวดที่ 4 การทาการประมงนอกน่านน้าไทย โดยไดก้ าหนดใหม้ ีใบอนุญาตเช่นกัน แต่ท่ีเพ่ิมเติมข้ึนมาคือตอ้ งมีผูส้ ังเกตการณ์ประจาอยูใ่ น เรือประมงดว้ ย และหากเกิดกรณีเรือประมงไทยหรือเป็นเจา้ ของเรือประมงท่ีมิใชเ่ รือประมงไทย แตใ่ ชผ้ ูค้ วบคุม เรื อหรื อคนประจาเรื อหรื อมีผูโ้ ดยสารเป็นผูม้ ีสญั ชาติไทยทาประมงนอกน่านน้าไทยจนเป็นละเมิดกฎหมาย ของรัฐตา่ งประเทศ และทาใหผ้ ูค้ วบคุมเรือคนประจาเรื อ หรื อผูโ้ ดยสารซ่ึงไปกบั เรื อประมงตอ้ งตกคา้ งอยูใ่ น ตา่ งประเทศ มีหนา้ ท่ีตอ้ งรับผิดชอบชดใชค้ า่ ใชจ้ า่ ยท่ีรัฐไดจ้ า่ ยไปในการนาบุคคลดงั กลา่ วกลบั ประเทศภายใน 30 วนั นับแตว่ นั ท่ีไดร้ ับหนังสือแจง้ ซ่ึงหากเจา้ ของเรือประมงไมช่ ดใชค้ า่ ใชจ้ า่ ยภายในกาหนดเวลา กรมประมง ก็มีอานาจยึดเรื อประมงและนาออกขายทอดตลาดได ้ หมวดท่ี 5 มาตรการอนุรกั ษแ์ ละบริหารจดั การ วตั ถุประสงคเ์ พ่ือการอนุรกั ษ์และบริหารจดั การใหเ้ กิดความสมดุลทางธรรมชาติและรักษาทรพั ยากร สตั วน์ ้าและระบบนิเวศไวอ้ ยา่ งยง่ั ยืน โดยระบุไมใ่ หใ้ ชไ้ ฟฟ้า หรือวตั ถุระเบิดจบั สตั วน์ ้า รวมทง้ั หา้ มมิใหผ้ ูใ้ ด ครอบครองสตั วน์ ้าหรือผลิตภณั ฑส์ ตั วน์ ้าท่ีเกิดจากกรณีดงั กลา่ วดว้ ย นอกจากนน้ั ยงั มีการคงเร่ืองของ เคร่ืองมือจบั สตั วน์ ้าท่ีหา้ มใชต้ ามท่ีหวั หนา้ คณะรักษาความสงบแหง่ ชาติ (คสช.) ไดเ้ คยออกประกาศไวด้ ว้ ย หมวดที่ 6 การส่งเสริมการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า วตั ถุประสงคเ์ พ่ือสง่ เสริมการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้าเพ่ือเป็นแหลง่ ผลผลิตของสตั วน์ ้าเพ่ือใหเ้ กิดความยง่ั ยืน

หมวดท่ี 7 การควบคุม เฝ้าระวงั สืบคน้ และตรวจสอบ มีการกาหนดไวอ้ ยา่ งเขม้ งวดตง้ั แตเ่ รือประมง การควบคุมเฝ้าระวงั หลกั ฐานการสืบคน้ มาตรการใน การตรวจสอบ จนถึงทา่ เทียบเรือ โดยเรือประมงนนั้ ตอ้ งมีการติดตงั้ ระบบติดตามเรือ สมุดบนั ทึกการประมง รวมถึงการแจง้ เขา้ -ออกทา่ เทียบเรือ หมวดท่ี 8 สุขภาพอนามยั ของสตั วน์ ้าหรือผลิตภณั ฑส์ ตั วน์ ้า ใหเ้ ป็นหนา้ ท่ีกรมประมงในการจดั ทามาตรฐานดา้ นสุขอนามยั ในการจบั การดูแลรักษาสตั วน์ ้า การ แปรรูปสัตวน์ ้า การรักกษา การชนส่งหรื อขนถา่ ยสัตวน์ ้าหรื อขนถ่ายสัตวน์ ้าและผลิตภณั ฑส์ ตั วน์ ้าเพ่ือ สง่ เสริมใหผ้ ูป้ ระกอบการกิจการประมงนาไปใชป้ ฏบตั ิในกิจการของตนใหไ้ ดส้ ตั วน์ ้าและผลิตภณั ฑส์ ตั วน์ ้าท่ี ไดร้ บั การบั รองคุณภาพวา่ ไดม้ าตรฐานดา้ นสุขอนามยั และมีความปลอดภยั ตอ่ ผูบ้ ริโภค หมวดที่ 9 ว่าดว้ ยเรื่องพนกั งานเจา้ หนา้ ที่ วตั ถุประสงคเ์ พ่ือใหพ้ นกั งานเจา้ หนา้ ท่ีมีอานาจเพียงพอในการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีตามพ.ร.ก. น้ี โดยเฉพาะ การปฏิบตั ิหนา้ ท่ีในการตรวจสอบ ควบคุม และเฝ้าระวงั ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ และเพ่ือใหม้ ่นั ใจวา่ ไดก้ าร จดั เก็บขอ้ มูลท่ีเก่ียวกบั กิจการการประมงมีความครบถว้ นและถูกตอ้ ง หมวดที่ 10 มาตรการทางปกครอง วตั ถุประสงคเ์ พ่ือกาหนดมาตารการทางปกครองท่ีเพียงพอเพ่ือใหก้ ารปฏิบตั ิตามพระราชกาหนดน้ี เป็นไปอยา่ งรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ควบคูก่ บั การใชโ้ ทษทางอาญาท่ีไดก้ าหนดไวใ้ นหมวดท่ี 11 หมวดที่ 11 บทกาหนดลงโทษ มีความเก่ียวเน่ืองกนั ในเร่ืองของการบทลงโทษตา่ งๆ โดยเร่ิมตง้ั แตม่ าตรา 110 เป็นตน้ ไป บทลงโทษสุดเฉียบ สาหรับบทลงโทษท่ีน่าสนใจน้ัน ระบุไวต้ งั้ แตม่ าตรา 122 เป็นตน้ ไป โดยเฉพาะในเร่ืองใช้ เรือไรส้ ญั ชาติในการทาประมง ซ่ึงจะมีโทษเปรียบเทียบปรับตามขนาดของเรื อ โดยโทษสูงสุดนั้นเป็นเรือ 150 ตนั กรอสจะมีโทษปรับ 5-30 ลา้ นบาท หรือปรบั จานวน 5 เทา่ ของมูลคา่ สตั วน์ า้ ท่ีจบั ได้ ข้ึนกบั จานวนท่ี มากกวา่ สว่ นกรณีจา้ งแรงงานผิดกฎหมายนน้ั ก็จะมีโทษปรับไมน่ อ้ ยกวา่ 4-8 แสนบาทตอ่ ราย ในขณะท่ีผู้ ประกอบกิจการโรงงานน้นั หากเกิดกรณีเดียวกนั นอกจากปรับ 2 แสนบาทถึง 2 ลา้ นบาท แลว้ ยงั มีโทษ จาคุกไมเ่ กิน 2 ปี หรือทงั้ จาทง้ั ปรบั และปรับอีกวนั ละ 1-5 แสนบาทตลอดเวลาท่ีฝ่าฝืน บทลงโทษดงั กลา่ วยงั มีการระบุเป็นรายมาตราครอบคลุมไปถึงประมงพ้ืนบา้ นและประมงพาณิชยด์ ว้ ย ท่ีน่าสนใจคือในมาตรา 167 กาหนดไวว้ า่ หากมีการกระทาผิดท่ีเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอยา่ งรา้ ยแรงซา้ ภายใน 5 ปี อตั ราโทษตามท่ีกาหนด ไวใ้ นแตล่ ะมาตราใหเ้ พ่ิมเป็น 2 เทา่

บทเฉพาะกาล มาตรา 174 ระบุวา่ ผูใ้ ดทาการประมงโดยใชเ้ รือประมงท่ีมีขนาดตง้ั แต่ 10 ตนั กรอสข้ึนไปแตไ่ มถ่ ึง 15 ตนั กรอส และไดจ้ ดทะเบียนเป็นเรือสาหรบั การประมง และไดร้ บั อาชญาบตั รอยูใ่ นวนั กอ่ น พ.ร.ก.ใชบ้ งั คบั อธิบดีจะอนุญาตใหท้ าการประมงพ้ืนบา้ นตอ่ ไปจนกวา่ จะเลิกทาการประมงก็ได้ มาตรา 175 ผูใ้ ดทาการเพาะเล้ยี งสตั วน์ ้าในท่ีจบั สตั วน์ ้าซ่ึงเป็นสาธารณสมบตั ิของแผน่ ดินอยูใ่ นวนั กอ่ นวนั ท่ีพ.ร.ก.น้ีใชบ้ งั คบั ใหย้ ่ืนคาขอรับใบอนุญาตภายใน 180 วนั นบั แตว่ นั ท่ี พ.ร.ก.ใชบ้ งั คบั และเม่ือไดย้ ่ืน คาขอแลว้ ใหท้ าการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้าตอ่ ไปไดจ้ นกวา่ จะไดร้ ับแจง้ คาส่งั ไมอ่ นุญาต มาตรา 176 ใหก้ รมประมงจดั ใหม้ ีการข้ึนทะเบียนองคก์ รชุมชนประมงทอ้ งถ่ินใหแ้ ลว้ เสร็จภายใน 30 วนั นับแตว่ นั ท่ี พ.ร.ก.ใชบ้ งั คบั ” ตอนทา้ ยของ พ.ร.ก.ฉบบั น้ีไดก้ าหนดอตั ราคา่ อากรใบอนุญาตและอตั ราคา่ ธรรมเนียมตา่ งๆ เชน่ เคร่ืองมือทาการประมง, ใบอนุญาตทาการประมง และใบอนุญาตใหท้ าการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้าในท่ีจบั สตั วน์ า้ ซ่ึงเป็นสาธารณสมบตั ิของแผน่ ดิน ฯลฯ สตั วน์ ้าตาม พรบ. การประมงท่ีหา้ มมีไวเ้ ล้ียง หรือครอบครอง มี 12 ชนิด ไดแ้ ก่ ปลากระเบนปีศาจครีบโคง้ (Mobula thurstoni) ปลากระเบนปีศาจครีบสั้น (Mobula kuhlii) ปลา กระเบนปี ศาจแคระ (Mobula eregoodootenkee) ปลากระเบนปี ศาจหางหนาม (Mobula japanica) ปลา กระเบนแมนตา้ แนวปะการัง (Manta alfredi) ปลากระเบนแมนตา้ ยกั ษ์ (Manta birostris) ปลากระเบนราหูน้า จืด หรื อปลากระเบนเจา้ พระยา (Himantura chaophraya) ปลาโรนิ น หรื อปลากระเบนทอ้ งน้า (Rhina ancylostoma) ปลาฉนากเขียว (Pristis zijsron) ปลาฉนากปากแหลม (Anoxypristis cuspidata) ปลาฉนาก ฟนั เล็ก (Pristis pectinata) และปลาฉนากยกั ษ์ (Pristis pristis) ซ่ึงปกติสตั วป์ ่าและสตั วน์ ้าท่ีไดร้ ับการคุม้ ครอง นั้น เป็นสตั วท์ ่ีหา้ มทาการเพาะพนั ธุ์ เวน้ บางสายพนั ธุเ์ ทา่ น้นั ท่ีทาการเพาะพนั ธุไ์ ด้ ซ่ึงสตั วน์ ้าตามกฎกระทรวง ฉบับน้ีมี ปลากระเบนราหูน้าจืด หรื อปลากระเบนเจา้ พระยา (Himantura chaophraya) ท่ีอนุญาตให้ ประชาชนเพาะพนั ธุไ์ ด้ ตามกฎกระทรวง กาหนดชนิดของสตั วป์ ่าคุม้ ครองใหเ้ ป็นสตั วป์ ่าชนิดท่ีเพาะพนั ธุ์ได้ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ.2561 บทสรปุ ลาดบั หวั ขอ้ ในบทเรียน 1. ประวตั ิความเป็นมาของพระราชบญั ญตั ิการประมง 2. สาระสาคญั ของพระราชบญั ญตั ิการประมง 2.1 การแบง่ หมวดของพระราชบญั ญตั ิการประมง หมวดท่ี 1 บททว่ั ไป หมวดท่ี 2 เร่ืองการบริหารจดั การดา้ นการประมงน้ัน หมวดท่ี 3 เร่ืองการทาการประมงในน่านน้าไทย หมวดท่ี 4 การทาการประมงนอกน่านน้าไทย

หมวดท่ี 5 มาตรการอนุรกั ษแ์ ละบริหารจดั การ หมวดท่ี 6 การสง่ เสริมการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า หมวดท่ี 7 การควบคุม เฝ้าระวงั สืบคน้ และตรวจสอบ หมวดท่ี 8 สุขภาพอนามยั ของสตั วน์ ้าหรือผลิตภณั ฑส์ ตั วน์ ้า หมวดท่ี 9 วา่ ดว้ ยเร่ืองพนักงานเจา้ หนา้ ท่ี หมวดท่ี 10 มาตรการทางปกครอง หมวดท่ี 11 บทกาหนดลงโทษ 2.2 บทเฉพาะกาล มาตรา 174 มาตรา 175 มาตรา 176 สตั วน์ ้าตาม พรบ. การประมงท่ีหา้ มมีไวเ้ ล้ียง หรือครอบครอง พระราชบญั ญตั ิการประมง เป็นกฎหมายท่ีออกข้ึนมาเพ่ือเป็นการป้องกนั มิใหส้ ตั วน์ ้าถูกทาลายมากจนเกินไป เชน่ มีการกาหนดแหลง่ ท่ีหา้ มทาการประมง เคร่ืองมือท่ีหา้ มใชท้ าการประมง กาหนดขนาดตาอวนท่ีใชท้ าการ ประมง กาหนดฤดูกาลวางไขแ่ ละเล้ียงลูกของปลา ฯลฯ เพราะถา้ ไมม่ ีการออกกาหนดกฎเกณฑต์ า่ ง ๆ ข้ึนมาบงั คบั ใช้ คนก็จะทาการประมงกนั ทุกรูปแบบเพ่ือใหไ้ ดส้ ตั วน์ ้าข้ึนมาโดยไมค่ านึงวา่ จะทาใหส้ ตั วน์ ้าสูญ พนั ธุไ์ ด้ ถา้ เป็นเชน่ นนั้ แลว้ อนาคตตอ่ ไปในรุ่นลูก รุ่นหลานคงตอ้ งศึกษาชนิดและลกั ษณะของสตั วน์ ้าชนิด ตา่ ง ๆ โดยการดูจากรูปภาพในหนังสือ เน่ืองจากตวั จริงสูญพนั ธุไ์ ปหมดแลว้ เพราะไมไ่ ดช้ ว่ ยกนั อนุรักษเ์ อาไว้

แบบฝึ กประสบการณ์ 1. พระราชกาหนดการประมง ปี พ.ศ. 2558 มีอยูก่ ่ีมาตรา และ ก่ีหมวด อะไรบา้ ง .......................................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………… หมวดท่ี 1 บททว่ั ไป จงอธิบายมาตราท่ี 8 มาตราท่ี 10 และมาตราท่ี 11 มาพอสงั เขป มาตราท่ี 8............................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………. มาตราท่ี 10........................................................................................................................................................... มาตราท่ี 11.......................................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................... 3. การทาการประมงนอกน่านน้าไทยผูโ้ ดยสารซ่ึงไปกบั เรือประมงกลบั เขา้ ประเทศภายในก่ีวนั .......................................................................................................................................................................... 4. การสง่ เสริมการเพาะเล้ียงสตั วน์ ้า มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ืออะไร .............................................................................................................................................................................. .......................................................................................................................................................................... 5. ชนิดของสตั วน์ ้าท่ีหา้ มมีไวเ้ ล้ียงและครอบครอง คือ ........................................................................................................................................................................... 6.การใชเ้ รือไรส้ ญั ชาติในการทาประมงโดยมีโทษสูงสุด คือ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ........................................................................................................................................................................ 7.บทเฉพาะกาล มาตรา 174 ระบุวา่ อยา่ งไร …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………….

บทท่ี 8 สตั วน์ ้าประจาจงั หวดั ในภาคเหนือ จุดประสงคก์ ารสอน 1. สรุปสตั วน์ ้าแตล่ ะจงั หวดั ในภาคเหนือได้ 2. บอกชนิดสตั วน์ ้าแตล่ ะจงั หวดั ในภาคเหนือได้ 3. อธิบายลกั ษณะของสตั วน์ ้าแตล่ ะจงั หวดั ในภาคเหนือได้ เน้ือหาการสอน 1. สตั วน์ ้าประจาจงั หวดั เชียงใหม่ คือ ปลากา หรือ ปลากาดา (องั กฤษ: black sharkminnow; ช่ือวิทยาศาสตร์: Labeo chrysophekadion) เป็ นปลาน้าจืดชนิ ด หน่ึง อยูใ่ นวงศป์ ลาตะเพียน (Cyprinidae) ในวงศย์ อ่ ย Labeoninae มีรูปร่างป้อม แตห่ ลงั ป่องออก ครีบหลงั สูง ไมม่ ีกา้ นครีบแข็ง มีหนวดคอ่ นขา้ งยาว 2 คูแ่ ละมีต่ิงเล็ก ๆ เป็นชายครุยอยูร่ อบบริเวณริมฝีปาก เกล็ดเล็กมีสี แดงแซมอยูใ่ นแตล่ ะเกล็ด ครีบหางเวา้ ลึก ลาตวั สีดาหรื อสีน้าตาลเขม้ อนั เป็นท่ีมาของช่ือ ในปลาวยั ออ่ น บริเวณโคนหางมีจุดดาเดน่ เม่ือโตข้ึนมาจะจางหาย มีขนาดโตเต็มท่ีประมาณ 60 เซนติเมตร ปลากามกั หากินตามพ้ืนทอ้ งน้า โดยการแทะเล็มตะไคร่หรื อสาหร่าย พบในแมน่ ้าขนาดใหญแ่ ละ แหลง่ น้าน่ิงตา่ ง ๆ ท่วั ประเทศ ยกเวน้ ภาคใต้ บริโภคโดยการปรุงสด เชน่ ลาบหรื อน้ายา เน่ื องจากเป็นปลา ขนาดใหญม่ ีเน้ื อมาก และยงั ทาเป็ นปลารา้ ไดอ้ ีกดว้ ย อีกทงั้ ยงั นิยมเล้ียงเป็นปลาสวยงาม แตม่ ีนิสยั กา้ วรา้ ว ชอบระรานปลาตวั อ่ืนโดยเฉพาะจะใชป้ ากไปดูดแทะเน้ือตวั ปลาตวั อ่ืน ปลากายงั มีช่ือท่ีเรียกแตกตา่ งออกไปตามภาษาถ่ิน เชน่ \"ปลาเพ้ีย\" ในภาษาเหนื อ, \"ปลาอีตู\"๋ หรือ \"ปลาอีก่า\" ในภาษาอีสาน เป็นตน้ ปัจจุบนั ปลากาเป็นปลาท่ีสามารถเพาะขยายพนั ธุไ์ ดง้ า่ ยในบอ่ เล้ียง 2.สตั วน์ ้าประจาจงั หวดั ลาพูน คือ อึ่งเพา้ (ช่ื อ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ : Glyphoglossus molossus; อัง ก ฤ ษ : Truncate-snouted burrowing frog, Balloon frog) เป็นสตั วส์ ะเทินน้าสะเทินบกชนิดหน่ึง จาพวกอ่ึงอา่ ง จดั เป็นส่ิงมีชีวิตเพียงชนิดเดียวเทา่ นั้นท่ี อยูใ่ นสกุล Glyphoglossus มีความยาวจากหวั จรดถึงกน้ ประมาณ 73 มิลลิเมตร ลาตวั อว้ นป้อม มีลกั ษณะ เดน่ คือ หนา้ สนั้ มาก ปากแคบและทูไ่ มม่ ีฟนั ไมเ่ หมือนกบั กบหรืออ่ึงอา่ งชนิดอ่ืน ๆ ตาเล็ก ขาสน้ั แผน่ เย่ือแกว้

หูเห็นไมช่ ดั ลาตวั สีน้าตาลดาหรือสีเทาดา ใตท้ อ้ งสีขาว บางตวั อาจมีจุดกระสีเหลืองกระจายอยูท่ ว่ั เทา้ ทงั้ 4 ขา้ งมีพงั ผืดเกาะติดอยู่ ใชส้ าหรับวา่ ยน้า และมีสนั ใตฝ้ ่าเทา้ หลงั ใชส้ าหรบั ขุดดิน อ่ึงปากขวดพบในภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยจะพบเฉพาะพ้ืนท่ีท่ีอยูเ่ หนือจงั หวดั ประจวบคีรีขนั ธ์ ข้ึนไป โดยมีพฤติกรรมอาศยั โดยขุดโพรงดินท่ีเป็นดินปนทรายและอาศยั อยูภ่ ายใน ในป่าท่ีมีความชุม่ ช้ืนใกลก้ บั พ้ืนท่ีชุ่มน้า ในฤดูร้อนจะซ่อนตัวในโพรงแทบตลอด เม่ื อฝนตกจะออกมาหากิน โดยหากินในเวลา กลางคืน ผสมพนั ธุแ์ ละวางไขใ่ นชว่ งตน้ ฤดูฝน และจะผสมพนั ธุว์ างไขเ่ ร็วกวา่ อ่ึงอา่ งหรือกบชนิดอ่ืน ลูกออ๊ ดมี ลาตวั ป้อมและโปร่งแสง ลาตวั เป็นสีเหลือง มีสว่ นบนและสว่ นลา่ งเป็นสีดา หากินอยูใ่ นระดบั กลางน้า โดยจะ วา่ ยทามุมประมาณ 45 องศา อยูร่ วมกนั เป็นฝูงใหญ่ ไปไหนมาไหนพรอ้ มกนั เป็นฝูง 3. สตั วน์ ้าประจาจงั หวดั ลาปาง คือ ปลารากกลว้ ย หรือปลาช่อนทราย เป็นช่ือสามญั ของปลาน้าจืดทุกชนิดในสกุล Acantopsis ของวงศป์ ลาหมูแท้ (Cobitidae) ลกั ษณะรูปร่างของปลาในสกุลน้ีจะมีลาตวั เรียวยาวแบนขา้ งเล็กนอ้ ย ความยาวลาตวั วดั จากปากถึง โคนหางเป็น 6.1–8.0 เทา่ ของความกวา้ งลาตวั และ 3.7–4.2 เทา่ ของความยาวหวั ลาตวั สีน้าตาลออ่ น ทอ้ ง สีขาว ตามแนวสนั หลงั มีแถบสนั้ ๆ สีน้าตาลดา พาดขวางประมาณ 10 แถบ ตามแนวเสน้ ขา้ งตวั มีแถบสี น้าตาลขนาดเล็กพาดไปตามความยาวลาตวั ขา้ งละ 1 แถบ มีจุดสีน้าตาลประมาณ 8–12 จุด ซ่ึงแตกตา่ ง ออกไปตามแตล่ ะชนิด เรียงไปตามความยาวของเสน้ ขา้ งตวั หวั มีขนาดใหญเ่ รียวแหลมและแบนขา้ ง ตามี ขนาดเล็กอยูค่ อ่ นไปทางดา้ นบน บริเวณหนา้ ตามีหนามแหลมเล็ก ๆ ปลายแยกเป็น 2 แฉกซอ่ นอยูใ่ ตร้ ่อง ผิวหนัง จะงอยปากคอ่ นขา้ งยาวแหลม และงุม้ ต่า ริมฝีปากบนกวา้ งมีรอยหยกั ริ มฝีปากลา่ งคอ่ นขา้ งหนา กวา้ งและหยกั มากกวา่ ริมฝีปากบน มีหนวดสนั้ ๆ 3 คู่ ครีบหลงั และครีบหางมีสีน้าตาลออ่ น สว่ นครีบอ่ืน ๆ ใส ไมม่ ีสี ครีบตา่ ง ๆ ไมม่ ีกา้ นครีบแข็ง ครีบหลงั มีกา้ นครีบเด่ียว 3–4 อนั กา้ นครีบแขนง 10 อนั ครีบกน้ มีขนาด เล็กมาก มีกา้ นครีบ 3–5 อนั ครีบหางเวา้ ไมล่ ึก ขนาดความยาวลาตวั ท่ีพบสว่ นมากยาวประมาณ 8–10 เซนติเมตร สภาพท่ีอยูอ่ าศยั ของปลารากกลว้ ยจะเป็นน้าไหลคอ่ นไปทางแรงแตไ่ มแ่ รงมาก ใสสะอาด พ้ืนเป็น ทรายไมล่ ะเอียดไมห่ ยาบสาหรับหาอาหารหนา้ ดินและมุดหลบภยั พฤติกรรมการหากินอยูต่ ามหาดทรายและ พ้ืนทราย เวลาตกใจจะวา่ ยหนีหรือไมก่ ็มุดทรายอยา่ งรวดเร็ว แลว้ ก็โผลอ่ อกมา เวลากินอาหารจะดูดทรายข้ึน มาแลว้ ก็อมอยูใ่ นปากสกั พกั เพ่ือแยกอาหารออกแลว้ ก็บว้ นกลบั ออกมาทางปากบา้ งทางเหงือกบา้ ง รอบ ๆ ปาก และใตป้ ากจะมีหนวดท่ีสลบั ซบั ซอ้ นมากเพ่ือรับรูปความรูส้ ึก กินอาหารจาพวกไรน้า ตวั ออ่ นแมลงขนาดเล็ก หนอนท่ีมีชีวิต และแพลงกต์ อน

4.สตั วน์ ้าประจาจงั หวดั อุตรดิตถ์ คือ ปลาตะโกก (องั กฤษ: Soldier river barb) เป็นช่ือปลาน้าจืดชนิดหน่ึง มีช่ือวิทยาศาสตรว์ า่ Cyclocheilichthys enoplos อยูใ่ นวงศป์ ลาตะเพียน (Cyprinidae) ลกั ษณะมีรูปร่างเพรียวยาว หวั เล็ก หางคอด มีหนวด 2 คูอ่ ยูร่ ิมฝีปาก เกล็ดมีขนาดใหญส่ ีเงิน ครีบ หลงั ยกสูง ครีบหางเวา้ ลึก เป็นปลาท่ีมีความปราดเปรียววอ่ งไวมาก มกั หากินตามพ้ืนทอ้ งน้า โดยอาหาร ไดแ้ ก่ สตั วห์ นา้ ดิน เชน่ หอย, ปู มีพฤติกรรมชอบอาศยั อยูใ่ นแหลง่ น้าเช่ียวและขุน่ ขน้ ขนาดโตเต็มท่ีประมาณ 60 เซนติเมตร พบในลุม่ แมน่ ้าใหญใ่ นภาคกลางและภาคอีสาน เชน่ แมน่ ้าเจา้ พระยา, แมน่ ้าแมก่ ลอง, แมน่ ้าทา่ จีน, แมน่ ้าโขงและสาขา รวมทงั้ แหลง่ น้าขนาดใหญเ่ ชน่ บึงบอระเพ็ดดว้ ย 5.สตั วน์ ้าประจาจงั หวดั แม่ฮ่องสอน คือ กบทูดหรือเขียดแลว (องั กฤษ: Kuhl's creek frog, Giant asian river frog; ช่ือวิทยาศาสตร์: Limnonectes blythii) เป็น กบขนาดใหญท่ ่ีสุดในท่ีพบไดใ้ นประเทศไทย ความยาวจากปลายปากถึงกน้ ประมาณ 1 ฟุต น้าหนักกวา่ 5 กิโลกรัม มีถ่ินอาศยั อยูบ่ ริเวณป่าตน้ น้าบนภูเขาสูง อยูต่ ามลาหว้ ยป่าดิบเฉพาะแหง่ โดยพบภาคตะวนั ตกของ ไทย ตงั้ แตภ่ าคเหนือจรดภาคใตไ้ ปจนถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีย เชน่ ในเขตรักษาพนั ธุส์ ตั วป์ ่าฮาลา-บาลา, อุทยานแหง่ ชาติเขาสก เป็นตน้ นอกจากน้ีแลว้ ยงั พบไดใ้ นกมั พูชา, ลาว และเวียดนาม มีลกั ษณะ ปลายปากเรียวแหลมจนเห็นไดช้ ดั สว่ นลาตวั อว้ นใหญ่ ผิวเป็นตุม่ เล็ก ๆ ไมส่ ะดุดตาดู คลา้ ยเป็นผิวหนังเรียบ เม่ือโตเต็มท่ีลาตวั จะมีสีน้าตาลแดง ริมฝีปากดา มีขีดดาจากทา้ ยตาลากมาจนถึงเหนือ วงแกว้ หู บริเวณสีขา้ งอาจมีลาย หรือจุดสีดา น้าตาลเขม้ สว่ นขามีลายเขม้ คาด เป็นระยะ ๆ นอกจากน้ี ยงั พบวา่ สามารถปรับเปล่ียนสีผิวไปตามท่ีอยูอ่ าศยั เชน่ ลาตวั จะมีสีน้าตาลแดงเม่ืออาศยั อยูต่ ามพงหญา้ แหง้ หรือมีสีดาเม่ือหลบซอ่ นอยูใ่ นโพรงไม้ กบทูดเป็นสตั วท์ ่ีมีนิสยั หากินตอนกลางคืน ชอบสภาพอากาศคอ่ นขา้ ง

เย็น เวลากลางวนั มกั หลบซอ่ นอยูต่ ามท่ีมืดทึบ เชน่ โพรงไม,้ หลุม, พงหญา้ บริเวณเหลา่ น้ีลว้ นมีสภาพชุม่ ช้ืน อยูต่ ลอดเวลา เน่ืองจากกบทูดไมส่ ามารถอาศยั อยูใ่ นท่ีแหง้ แลง้ หรือรอ้ นจดั ไดน้ าน เพราะสภาพเชน่ น้ีจะทาให้ ผิวหนงั แหง้ อาจทาใหต้ ายได้ ฤดูผสมพนั ธุข์ องกบทูดอยูร่ ะหวา่ งเดือนมกราคม-มีนาคม 6. ปลาประจาชาติไทย คือ ปลากดั มี 4 สายพนั ธุ์ 1. ปลากดั ลูกป่า/ปลากดั ทุง่ 2. ปลากดั ลูกหมอ้ /ปลากดั ไทย/ปลากดั ครีบสนั้ 3. ปลากดั ลูกผสม (พนั ธุส์ งั กะสี หรือ พนั ธุล์ ูกตะกว่ั ) 4. ปลากดั จีน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook