วสั ดุงานช่างอุตสาหกรรม หนวยที่ 1 พืน้ ฐานวสั ดชุ างอตุ สาหกรรม โดย ค รู ม น ต รี แ ก ว แ ส ง แ ผ น ก วิ ช า ช า ง เ ชื่ อ ม โ ล ห ะ วิ ท ย า ลั ย ก า ร อ า ชี พ ส ร ะ บุ รี
วิชา : วสั ดชุ างอุตสาหกรรม ใบเน้อื หา 1/16 หนว ยการเรียนที่ 1 : ทม่ี าของวัสดอุ ุตสาหกรรม หนว ยการเรียนรทู ่ี 1 ท่ีมาของวสั ดอุ ุตสาหกรรม ความสาํ คญั ของวสั ดใุ นงานอุตสาหกรรม มนษุ ยไดม กี ารคน คิดหาวัสดอุ ปุ กรณเพอื่ นาํ มาอาํ นวยความสะดวกในการดําเนนิ ชีวติ อยตู ามปจ จยั 4 อันประกอบไปดว ย อาหาร ยารักษาโรค เคร่อื งนงุ หม ที่อยูอาศัย แตย ังมปี จ จัยอ่นื ๆ ท่ีมคี วามสาํ คัญ เมอ่ื ววิ ฒั นาการความกา วหนา ทางอารยะธรรมของมนษุ ย ความตอ งการมากข้นึ เร่ิมจากยคุ โบราณใชวัสดอุ ุปกรณ จากธรรมชาติ หนิ ไม มาใชง าย ๆ เมอ่ื ถึงยุคอตุ สาหกรรมสังคมเมอื งประเทศ ทวปี วสั ดุอุปกรณตอ งมีใหเพียงพอ ผลผลติ มากขน้ึ เพื่อสรางคณุ ประโยชน สรางศกั ยภาพ ของตนเองจนยุคปจ จุบันวัสดุอุปกรณตางเขามามคี วาม สาํ คัญในสงั คมนั้น ๆ มีบทบาทในการสงเสริมศักยภาพ สรา งคุณประโยชนใ หก บั ประชาคมโลก สังคมโลกใน ทกุ สาขาอาชีพ ซงึ่ จะเห็นไดวาประเทศท่มี ีการพฒั นาทางดา นอตุ สาหกรรมมเี ทคโนโลยีดกี วา เรว็ กวา มปี ระสทิ ธิ ภาพดกี วา ก็สามารถเปรยี บเทียบไดมากขน้ึ ดงั นนั้ หากอุตสาหกรรมประเทศใดมคี ณุ ภาพเปนท่ยี อมรบั นนั้ ก็ หมายความวา คณุ ภาพของวัสดุอปุ กรณชาตนิ ้ันมมี าตรฐานเปน ท่ียอมรับนํามาใชเ ปนแบบอยา งได ชางอตุ สาหกรรมจงึ ควรทีจ่ ะเรยี นรู สรางความเขาใจในวสั ดุอปุ กรณอ ตุ สาหกรรมใหช ัดเจนแตเ บือ้ งตน กอ น ความหมายของวัสดใุ นงานอุตสาหกรรม หมายถึง วัสดทุ ี่จะนํามาใชในงานอตุ สาหกรรมมีมากมายหลายประเภท เพอื่ นาํ มาใชประโยชน โดย ตรงหรอื ทางออ มซ่งึ นํามาจากธรรมชาตหิ รอื คนคิดประดษิ ฐข้ึนมาเปน ผลติ ภณั ฑเ พื่อใหทันและเพียงพอกับความ ตองการทข่ี ยายตวั มากข้ึนจนเกิดเปน อุตสาหกรรมในสาขาตาง ๆ อยา งมากมาย นาํ เอาไปใชอยา งคมุ คา และมปี ระ สิทธิภาพอยา งที่สุดจะตองไมก ระทบกับสภาพแวดลอมโดยรวมดว ย แหลงทม่ี าของวสั ดชุ า งอตุ สาหกรรม วัตถุดิบท่ีไดจากธรรมชาติถูกนาํ มาผา นขั้นตอนดวยกรรมวธิ ตี าง ๆ ตั้งแตข น้ั ตอนการสาํ รวจแหลง ทรพั ยากร ขนั้ ตอนการนาํ วัตถุดิบมาใช ข้นั ตอนการผลิต การแปรรูป จนกระท่งั ออกมาเปนวัสดุใชงาน วสั ดุชว ย งาน ในทุกสาขางานอตุ สาหกรรมใหไ ดเปน สินคา วสั ดุอุปกรณ ผลติ ภณั ฑ ตลอดจนสามารถพสิ จู นท ราบไดวา ส่งิ ของแตล ะอยางทํามาจากวสั ดอุ ะไร แหลงไหน ใครเปน ผูผ ลติ ผจู ําหนาย และผใู ช
วิชา : วัสดุชา งอุตสาหกรรม ใบเนอ้ื หา 2/16 หนว ยการเรียนท่ี 1 : ที่มาของวสั ดุอตุ สาหกรรม การสํารวจแหลง ทรัพยากร การสาํ รวจแหลง ทรพั ยากรเปนงานเร่ิมตนของกระบวนการดําเนินงานใหไ ดม าซึ่งวสั ดุ การสาํ รวจ สมยั ใหมจ ะเรมิ่ ตน ดวยการสํารวจธรณีวิทยาจากภาพถา ยดาวเทยี มและภาพถา ยทางอากาศ เม่ือพบวาบรเิ วณใดมี แนวโนม จะมีแรธ าตสุ ําคัญ ปริมาณมากพอในเชงิ พาณชิ ยไ ด ก็จะทาํ การสาํ รวจทางภาคสนามเพ่ิมเตมิ โดยใช เทคนคิ ทางธรณเี คมี ธรณีฟส ิกส และการเจาะสํารวจ เมอ่ื ไดข อมูลมากพอและวิเคราะหแลว วา คมุ การลงทนุ กจ็ ะ เร่มิ การดาํ เนนิ การเลือกวธิ กี ารทาํ เหมืองตอไป แร (MINERAL) เปนสารประกอบอนินทรยี หรือธาตุทเี่ กดิ โดยธรรมชาติ นอกจากนั้นยังรวมไป ถงึ สารประกอบอนิ ทรียบ างชนดิ เชน ถา นหินและนํ้ามันอกี ดวย หรืออาจกลา วไดว าแร มีสวนประกอบทางเคมี ซงึ่ สามารถเขยี นเปน สูตรเคมีแทนได แรมีคุณสมบตั ิทางเคมี ทางฟสิกส และทางแสงเฉพาะตวั ถา มกี ารเปล่ยี น แปลงกไ็ มมากนกั การศกึ ษาเกย่ี วกบั เรอื่ งแรใหร ายละเอียดน้ันเปนไปไดโ ดยยากพอสมควร เน่ืองจากแรท ่คี น พบใน ปจ จบุ นั น้ีมีเปน จํานวนนบั รอยชนดิ และยงั มอี ีกเปน จํานวนไมน อ ยท่ยี ังคน หาไมพ บ การท่จี ะรจู ักใหกวา งขวาง นนั้ จะตอ งพยายามศกึ ษาถงึ ความหมายทแ่ี ทจ รงิ ของแรใ หเขา ใจเสียกอนวา แรแตละชนดิ มีความแตกตางกันอยาง ไร มลี กั ษณะอะไรทีส่ งั เกตไดบาง ฯลฯ เนอ่ื งจากแรมเี ปนจํานวนมาก เพ่อื ใหจดจาํ และเขา ใจไดงา ยพอสมควร จึงจําเปน ตองแบงแยกแร ออกเปน กลมุ โดยอาศัยสวนประกอบทางเคมเี ปนหลกั ซึ่งแบง ไดดังน้ี 1. กลมุ ธาตธุ รรมชาติ (Native Elements) เปนแรท ี่เกิดขน้ึ โดยมธี าตเุ พยี งธาตเุ ดียวในธรรมชาติ เชน ทองคาํ ธรรมชาต,ิ กาํ มะถนั , เพชร เปนตน 2. กลุมซลั ไฟด (Sulphides) เปนแรท ี่เกดิ เปนสารประกอบ คอื ประกอบดว ยโลหะกบั ธาตุ กํามะถัน สวนมากเปนแรโลหะ ไดแก กาลนี า (PbS) เปนตน 3. กลมุ ซัลโฟซอลต (Sulphosalt) เปน แรท ีป่ ระกอบดวยตะกั่วหรอื ทองแดง หรอื เงนิ กับกํามะถนั และ มีพลวงหรืออารเซนกิ หรอื บทิ มัสประกอบอยูดวย 4. กลมุ ออกไซดและไฮดรอกไซด (Oxides and Hydroxides) แรจาํ พวกออกไซดเ ปนแรท่ปี ระกอบ ดว ยธาตโุ ละกบั ออกซิเจน เชน เฮมาไตท (Fe2O3) สว นพวกไฮดรอกไซดน น้ั เปนแรออกไซดทม่ี ี นํ้าปนอยดู ว ย ซ่ึงไดแก ลิมอไนต 5. กลุมเฮไลด (Halides) เปน แรที่ประกอบดว ย คลอไรด, ฟลูออกไรด,โบรไ มด ไอโอไดด เชน ฟลูออ ไรท ( CaF2 6. กลุมคารบ อเนต (Carbonates) เปน แรทม่ี ีคารบอเนต(CO3 ) ประกอบอยดู ว ย เชน แคลไซด ( CaCO3 ) 7. กลุม ซลั เฟต (Sulphates) เปนแรท่ีประกอบดวยซลั เฟต ( SO4 ) เชน แบไรต ( BaSO4 )
วิชา : วสั ดุชา งอุตสาหกรรม ใบเน้ือหา 3/16 หนว ยการเรยี นที่ 1 : ท่มี าของวสั ดุอตุ สาหกรรม 8. กลมุ ทังสเตน (Tungstates) และ โมลบิ เดต (Molybdates) แรบางชนิดท่ปี ระกอบดว ยกลุม ทังสเตน (WO4 ) เชน ชีไลต (CaWO4 ) วลุ ฟไนต ( PbMoO4 ) 9. กลุม ฟอสเฟต (Phosphates) เปน แรท ี่มพี วกฟอสเฟต ( PO4 ) ประกอบอยู เชน อะพาไทต ( Ca5 (F,Cl) Po4 )3 โมนาไซด ( Ce, La,Y ,Th)PO4 10. กลมุ ซลิ ิเกต (Silicates) เปนกลุม แรทเ่ี กดิ มากที่สดุ สว นประกอบสําคัญ คอื กลมุ ซิลิเกต ( SLO4 ) หรือชลิ กิ อนกบั ออกซิเจน แรในกลมุ นป้ี ระกอบดว ยธาตุมากมายหลายชนิดตาง ๆ กนั ที่พบอยู เสมอไดแ ก โซเดยี ม, โปตสั เซยี ม, แคลเซยี ม, แมกนีเซยี ม, อลมู เิ นยี ม และเหลก็ วธิ ีการทาํ หมอื งแร โดยท่วั ไปการทาํ เหมอื งแรแบงออกเปนประเภทใหญ ๆ คอื การทําเหมืองบนดนิ หรอื ในระดบั ตน้ื ๆ การทําเหมืองใตด ินและการทาํ เหมืองแรในทะเล การทําเหมืองแรบนดินหรือใตด ินในระดบั ต้นื ๆ เปนการทําเหมืองในแหลงลานแรหรือแหลงแรท ี่ อยใู นดินระดับตน้ื ๆ หรอื อยูบนเขา เชน การทําเหมอื งสูบ เหมอื งฉีด และเหมอื งฉาบ ซง่ึ อาจตอ งทาํ เหมอื งเปด แบบข้นั บนั ได รวมทัง้ การเจาะระเบิดแหลงแรตามสายแร การทําเหมืองใตด ิน มหี ลายวิธีตามลักษณะและคณุ ภาพตามสายแร หนิ ขางเคยี งและการคา้ํ ยัน สว นมากเปน การทําเหมืองอโุ มงคแ ละเหมอื งละลายแร เชน การละลายชนั้ เกลือใตดนิ เปน ตน ปกติจะตองเจาะ เปนปลองหรอื อโุ มงคล งไปใตด นิ หรอื ภูเขาเพือ่ ตามสายแรแ ลวนําเอาหนิ ปนแรข น้ึ มาเขาอุปกรณแ ตงแร รปู ที่ 1.1 การทําเหมืองแร
วชิ า : วสั ดุชางอุตสาหกรรม ใบเนือ้ หา 4/16 หนว ยการเรยี นที่ 1 : ท่มี าของวสั ดอุ ตุ สาหกรรม การทาํ เหมอื งแรแบบตา ง ๆ เหมอื งเรือขุด เปน การทําเหมอื งโดยใชเ คร่ืองจักรและอุปกรณทําเหมอื งตดิ ตง้ั บนเรือ หรอื โปะและขุด แรปนดนิ ทรายดวยเครอื่ งตกั เครอื่ งขุดหรอื เครอ่ื งสบู แลวนาํ แรป นดนิ ทรายไปเขา รางกูแร หรอื อปุ กรณแตง แร อยา งอน่ื เหมอื งเรอื ขดุ น้อี าจขุดบนบกหรือในทะเลกไ็ ด เหมอื งหาบ เปนการทาํ เหมอื งโดยวิธกี ารอยางใดอยา งหน่งึ หรือหลายวธิ ี เชน การใชแ รงคน เครอื่ งขดุ หรอื การระเบดิ ขดุ หรือเปด หนาเหมืองใหเปนบอ หรอื ขั้นบันไดแลวนาํ เอาหนิ ดินทรายปนแรไปเขา รางกแู ร เหมืองสูบ เปนการทาํ เหมืองโดยวิธีอยางใดอยา งหนงึ่ หรือหลายวิธี เชน การใชแ รงคน พลงั นํา้ เครือ่ ง ขดุ หรอื การระเบิดพงั ดินทรายแรห นา เหมอื งแลว ใชเคร่ืองสูบทรายสบู ดนิ ทรายปนแรข ึ้นมาสรู างกูแรหรือ อุปกรณแ ตงแรอ ยา งใดอยา งหน่ึง เหมอื งแลน เปน การทําเหมืองในแหลงทอ่ี ยบู นเนนิ หรอื ไหลเขา จะใชแรงคน พลังนํา้ เครื่องขุดหรอื การระเบิดพังดินปนทรายแรห นา เหมอื งแลว ปลอยใหดนิ ปนทรายแรไ หลลงรางกูแร หรอื อปุ กรณแตง แรอยา ง อยางอ่ืน เหมืองฉดี เปนการทําเหมอื งคลา ยเหมอื งสูบ แตใชพ ลงั นํ้าธรรมชาตฉิ ีดพงั หนา เหมอื งแลงใชเคร่ืองดดู ดนิ ทรายปนแรขนึ้ สูรางกแู รหรอื อุปกรณแตงแรอ ยางอน่ื เหมอื งปลอ ง เปนการทาํ เหมืองในลานแรท มี่ เี ปลือกดนิ หนา โดยการขุดเปน ปลองลงไปจนถึงชัน้ กระสะแรแ ลวเดินอโุ มงค เพือ่ นาํ เอาดนิ ทรายปนแรจากชั้นกระสะแรข นึ้ มาแตง แรดวยรางกูแ ร หรืออปุ กรณ แตง แรอยา งอื่น เหมืองอุโมงค เปน การทําเหมืองใตดินเปนทที่ างแรห รือแหลงแรแ บบอ่นื ทไี่ มใชลานแร โดยการเจาะ เปน ปลอ งหรืออุโมงคหรือทัง้ สองอยาง จะโดยวธิ ใี ชแ รงคน หรือเคร่ืองจกั ร อุปกรณหรือการระเบดิ เพ่ือนําเอา หินปนแรข ึน้ มาเขาอปุ กรณแ ตง แร หรอื นําไปใชป ระโยชนโดยตรง เหมืองเจาะงัน เปนการทําเหมอื งแรท ที่ างแรโ ดยแรงคน เครอ่ื งจกั รหรอื อปุ กรณห รือการระเบดิ ขดุ หรอื เปดเปน รอ งหรอื อโุ มงคเ ขา ไปในภเู ขาเพ่อื ตามสายแรลงไปในแนวดงิ่ ไมเกิน 10 เมตร แลว นาํ หินปนแร จากสายแรขน้ึ มาลา งหรือทุบยอย หรือเลือกเอาแตก อนแรท ม่ี ีปริมาณแรสงู หรือนาํ เขา อุปกรณแตง แร เหมืองละลายแร เปนการเจาะบอหรือรลู งไปใตด ินจนถงึ แหลง แร แลวปลอ ยสารละลายลงไป ละลายแรจากนัน้ สูบขนึ้ มาทางรูบอเดิม หรอื ทางบอหรือรูอื่น เหมอื งเรอื สูบ เปน การทําเหมอื งโดยใชเ ครอ่ื งจักรและอปุ กรณทาํ เหมอื งตดิ ตง้ั บนเรือหรือแพ โดยใช เครือ่ งดดู ทรายขนาดเสนผานศนู ยก ลางไมเ กนิ 14 น้ิว สบู หินดนิ ทรายปนแรข ้ึนมาลา งบนเรอื หรือแพ การยอย การคัดขนาด และการแตง แร แรทีไ่ ดจ ากการทําเหมืองมกั จะมีความสะอาดไมมากพอ จําเปน ตองมาคัดเลือกเพื่อแยกเอาแตแ ร ออกจากมลทิน ซึง่ ไดแก หนิ กรวด ทราย ที่ปะปนมากบั แร การทาํ แรใ หสะอาดนี้เรยี กวา การแตงแร
วชิ า : วสั ดชุ างอตุ สาหกรรม ใบเนื้อหา 5/16 หนวยการเรียนที่ 1 : ท่มี าของวสั ดอุ ุตสาหกรรม (mineral processing) ไดแก การยอย การคดั ขนาด การแยกแร ซึง่ รวมถงึ การใชโ ตะแยกแร จกิ๊ การลอยแร การใชแ มเหลก็ การใชไ ฮเทนชนั (high tension) เฮฟวีมเี ดยี (heave media) และการยาง (roasting) ดว ย การจะเลอื กวธิ กี ารใดมาแตงแรน้ันข้นึ อยูกับองคป ระกอบหลายอยา ง ไดแ ก สมบตั ิ ลกั ษณะ ชนิด แหลงกาํ เนดิ ขนาด และความสะอาดของแรท่ีตอ งการจะแตง - การยอยแร บดแร คดั ขนาดแร และการลางออกดวยนา้ํ เพอื่ ทาํ ใหแรหลดุ จากหินหรือแรมลทนิ อ่นื ๆ และแยกขนาดเมด็ แรอ อกเปนกลมุ ๆ เพอ่ื สะดวกและเหมาะสมกบั เครอ่ื งแยกแรแ ตล ะชนดิ - - - การเลอื กแรด ว ยมือ เปนวธิ ีโบราณสาํ หรบั เลือกเกบ็ แรท่มี คี วามสมบรู ณส งู เปน กอ นใหญ ๆ และ แยกเปน กอนอสิ ระจากหิน เชน การเลือกเกบ็ พลอย แรฟลูออไรต เปน ตน - การใชความแตกตางดา นความถว งจําเพาะของแรและมลทนิ เจือปน วิธนี ม้ี ีอุปกรณหลายชนิด เชน โดยใชเ ลียงลอนแร รางกแู ร รางลา ง แร จ๊ิก โตะ สั่นแยกแร ฮมั ฟรนี ส ไปราล (ตะแกรง หมุนคดั ขนาด) ไดล า งแร และเครอ่ื งแยกแร แบบมชั ฌิมหนักเปนตน - การแยกแรด ว ยแมเหลก็ อาศยั อํานาจแรงแมเหล็ก ซึง่ แรตา งชนิดกนั จะมคี ุณสมบตั ิดูดตดิ แม เหลก็ ที่ความเขม สนามแมเหลก็ ตา งกนั อุปกรณอาจเปน เคร่อื งแยกแมเ หล็กไฟฟา ซึง่ สามารถจดั แรงแมเ หล็กใหมากนอยตามตองการ - การแยกแรด วยไฟฟาสถิตหรอื ไฟฟาแรงสูง อาศยั คณุ สมบตั ิในการเปน ส่อื ไฟฟาของแรแตละ ชนดิ มาเปน หลักในการสรา งเครือ่ งแยกแร เม่อื เคร่อื งใหป ระจไุ ฟฟา แกแ รท าํ ทาํ เกดิ แรงดูดหรอื แรง ผลักขนึ้ ทาํ ใหส ามารถแยกแรท ี่มคี ณุ สมบัติในการเปน สือ่ ไฟฟา ตา งกันออกจากกันได - การลอยแร อาศยั ความแตกตางของสมบัตทิ ่ีผวิ ตอสารเคมีแตล ะชนิดท่แี ตกตางกนั ของแรแ ตละ ชนิด สารเคมที ใ่ี ชในการลอยแร จะทาํ ใหแ รเ ปยกน้าํ ไมเ ทา กัน แรท ่ีไมเปย กนํา้ จะเกาะตดิ ฟอง อากาศไดดกี วา แรท่เี ปย กน้ําฟองอากาศจะพาเม็ดแรที่เกาะตดิ ลอยขน้ึ มาผิวนาํ้ สว นทแ่ี รเปย กนาํ้ จะ จมอยูใ นน้ําเหมอื นเดมิ - การแตงแรโดยวธิ ีเคมี หมายถึง การแยกแรโ ดยใชส ารละลายและปฏิกิริยาเคมเี ขา ชว ย และยงั รวมถึงการเผาหรอื การยางแร ดว ยความรอนทาํ ใหแรเ ปล่ยี นสภาพจากสารประกอบชนิดหนง่ึ ไป เปน สารประกอบอีกชนิดหน่ึง - การตดั หรือขัด แตง แรโ ดยวธิ ีตัดแรห รอื หนิ ใหเ ปน ขนาดตาง ๆ ตามตอ งการแลวนาํ ไปขดั ตอจน เรยี บเปน เงาสวยงามเพือ่ ใชในการประดับ เปนการเพ่มิ มลู คา หรอื ประโยชนของแรและหินทาง ดา นเศรษฐกจิ โดยท่ัวไปวิธนี ใ้ี ชส าํ หรับหนิ ออน หินแกรนติ และหินชนดิ อ่ืน ๆ ในการแปรรูปเปน หินประดับ
วชิ า : วสั ดชุ างอตุ สาหกรรม ใบเน้ือหา 6/16 หนว ยการเรยี นที่ 1 : ท่มี าของวสั ดุอตุ สาหกรรม รปู ที่ 1.2 แรจ ากตะแกรงหมุนเขา สรู างกแู ร รูปที่ 1.3 เคร่อื งแตง แรแมเหล็ก รูปท่ี 1.4 แรท ี่ไดจากรางกแู ร รปู ท่1ี .5 แผนผงั แสดงขนั้ ตอนการดาํ เนนิ งานและการผลติ ท่ีจาํ เปนสําหรับวัสดุ
วชิ า : วสั ดุชางอตุ สาหกรรม ใบเนื้อหา 7/16 หนวยการเรยี นที่ 1 : ท่มี าของวัสดอุ ตุ สาหกรรม 1.3.4 การผลติ โลหะจากแร เม่ือแรถ ูกขุดและนาํ มาแตงแยกแยะแลว จะนาํ มาสูกรรมวิธที างโลหะกรรมท่ปี ระกอบดวยข้นั ตอน ตา ง ๆ ท่จี ะทาํ ใหแ รต าง ๆ เหลา น้ันเปนโลหะบรสิ ทุ ธิ์ โลหะผสม หรอื ทาํ ใหเ ปนไปตามที่กาํ หนดไว แลวแตว า แรน้ันมีองคป ระกอบทางเคมเี ปน แบบใด เชน ประเภทซลั ไฟด ออกไซด คารบอเนต ซลิ ิเกต หรืออืน่ ๆ กรรมวธิ ีทางโลหะกรรมนแี้ บง เปน 3 วธิ ีใหญ ๆ คือ 1) วธิ ใี ชความรอน 2)ใชไฟฟา 3) ใชสารเคมี วธิ ใี ชค วามรอ น นัน้ จะตองมีการควบคุมการใหค วามรอนใหดี เพ่ือใหไ ดโลหะออกมาตามที่ ตอ งการ เชน แรที่เปนประเภทออกไซด อาจจะใหความรอนโดยตรงได แตพวกซลั ไฟดจ ะตอ งมีการยา งกอน เพือ่ เปล่ียนแรซ ลั ไฟดใหเปนประเภทออกไซดเ สียกอ น วิธีนี้ยงั ใชก บั แรประเภทอน่ื อีกหลายชนดิ เช้อื เพลิงทีใ่ ช ในกระบวนการนีโ้ ดยทวั่ ไปจะใชถ า นโคก น้ํามัน หรอื แกส หรอื ไมก ็พลงั งานไฟฟา วิธกี ารทางไฟฟา คือ วธิ กี ารทางเคมีไฟฟา โดยเฉพาะการใชกระบวนการไฟฟา สงั เคราะหใ นการ แยกและทําความสะอาดโลหะและในการชุบไฟฟา โดยมอี ยู 2 ประเภทคือ การแปรพลังงานไฟฟาเปนพลงั ทางเคมแี ละการใชพลงั งานความรอ นทไี่ ดจากพลังงานไฟฟา วธิ ีใชส ารเคมี คือ เทคโนโลยีการใชส ารละลายตามหลักเคมฟี ส ิกส อนินทรีย เคมี เคมีไฟฟา และเคมวี ิเคราะห โดยมขี น้ั ตอนการดําเนินการโดยเรมิ่ จากการละลายโลหะ หรอื อโลหะโดยใชสารละลาย มักเรียกวา การกรองตะกอน ขั้นตอ ไปก็แยกเอาของทไ่ี มใ ชออก และทาํ ตะกอนใหบ รสิ ทุ ธ์ิ ตอมาก็แยกโลหะ จากตะกอนสารละลายโดยวธิ ที างเคมแี ละไฟฟา สังเคราะห สินแรเหลก็ (Iron Ore) สินแรเ หลก็ ท่ีขุดพบบนพ้นื ผิวโลกน้นั จะอยใู นลกั ษณะของผสมโดยจะอยรู วมกัน หิน ดิน ทราย กํามะถนั ฟอสฟอรัส คารบ อน และแรอ ืน่ ๆ แรเหลก็ ทพ่ี บทวั่ ไปในโลกนั้นจะอยใู นรูปของออกไซด (Oxide) สินแรเหล็กทคี่ น พบมอี ยู 5 ชนิด ดงั นี้ สนิ แรเหล็กแม็กนีไทต (Magnetite) มชี อื่ ทางเคมีวา เฟอรโรโซเฟอริกออกไซด (Ferrosoferic Oxide) ซึ่งสตู รทางเคมคี ือ “ Fe3O4 ” มสี นี าํ้ ตาลเขม จนถงึ ดาํ มคี ณุ สมบัตเิ ปนแมเ หล็กสินแรเหล็กชนิดนเี้ ม่ือ นาํ ไปถลงุ จะไดเนอื้ เหลก็ ประมาณ 72% โดยปรมิ าตร พบมากทป่ี ระเทศสวีเดนและบรเิ วณตะวันตกของ ประเทศสหรฐั อเมริกา สินแรเฮมาไทต (Hematite) หรือเรยี กกนั อีกชอ่ื หนึง่ วา เรดเฮมาไทต (Red Hematite) เน่อื งจาก สนิ แรมีสีแดงจนถึง น้าํ ตาลเขม มชี ่อื เรยี กทางเคมวี า เฟอรัสออกไซด ซึ่งสูตรเคมีคือ “ Fe2O3 ” เม่ือนาํ ไปถลงุ แลวจะไดเน้ือเหล็กประมาณ 60% พบมากในประเทศเยอรมนี อังกฤษ แคนาดา และสหรัฐอเมรกิ า ซึง่ ประเทศไทยกม็ แี รเหลก็ ชนดิ นม้ี ากเชนเดยี วกัน สนิ แรเ หล็กไลมอไนต (Limonite) หรอื เรียกกนั อกี ชอื่ หนึง่ วา บราวนเฮมาไทต (Brown Hematite) เนอื่ งจากมสี นี ํา้ ตาลจนถึงเหลืองเขม ประกอบดวยเหลก็ ออกไซดและนา้ํ สูตรทางเคมี คือ (Fe2O3-3H2O”) เมือ่ นาํ ไปถลุงแลว จะไดเน้ือเหล็กประมาณ 50% พบมากในประเทศเยอรมนอี งั กฤษ และสหรฐั อเมรกิ า
วชิ า : วัสดุชางอตุ สาหกรรม ใบเน้อื หา 8/16 หนวยการเรยี นที่ 1 : ท่มี าของวสั ดุอุตสาหกรรม สินแรเหล็กซิเดอไรด (Siderite) มีชอื่ เรยี กทางเคมีวา เฟอรรัสคารบ อเนต (Ferrous Carbonate) ซ่ึงสูตรทางเคมคี อื “Fe2CO3) เม่ือนําไปถลงุ แลวจะไดเ หล็กประมาณ 48% พบมากในประเทศอังกฤษ เยอรมนี ออสเตรีย และสหรฐั อเมริกา สนิ แรเ หลก็ ไพไพต (Iron Pyrite) มีสูตรทางเคมีคอื “FeS2” เมอื่ นาํ ถลงุ จะไดเ หลก็ ประมาณ 45% โดยปรมิ าตร แตสนิ แรช นดิ น้ไี มน ิยมนาํ ไปถลุงเปนเหลก็ เนอ่ื งจากสินแรช นิดนีม้ กี ํามะถันอยมู าก จึง นยิ มนําไปใชเปน วัตถุดบิ ในการผลิตกํามะถนั มากกวา ขน้ั ตอนการผลิตเหล็กรปู พรรณจากสนิ แร การผลติ เหลก็ และเหลก็ กลา จากสินแรเ หลก็ มีขั้นตอนการผลิตดังน้ี ข้นั ตอนที่ 1 นําสนิ แรเ หล็กท่ขี ุดไดมาแยกสง่ิ เจือปนตาง ๆ เชน หิน ดิน ทราย จากนน้ั นาํ มาปน ใหม ีลกั ษณะเปน รปู รางกลม (Pellets) ข้ันตอนที่ 2 นําสนิ แรเหล็กไปเผารวมกนั ถานโคก และหนิ ปูนหรือปูนขาวซ่งึ ผานการบดและกรองมาแลวใน เตาสงู (Blast Furnace) ข้ันตอนท่ี 3 ไดน ําเหลก็ ทส่ี ะอาดปราศจากสารมลทนิ นําไปเทลงในแบบเพือ่ ใหแ ขง็ ตวั เปนแทง (Ingot) ข้นั ตอนท่ี 4 แทง เหล็ก (Ingot) mไดจ ะเปนเหล็กบริสทุ ธซิ์ ึ่งมีคุณสมบตั ิไมเ พียงพอตอ การนาํ ไปใชง าน ตอ งนาํ ไปหลอมละลายใหมแ ละปรบั ปรุงคณุ ภาพโดยการเตมิ ธาตบุ างอยา งลงไปในเตาเบสเซมเมอร (Bessemer Converter) หรอื เตาเบสิก-ออกซิเจน (Basic Oxygen) หรือเตาโอเพนฮารธ (Open Hearth Furnace) หรอื เตา ไฟฟา (Electric Furnace) เพื่อใหมีคุณสมบัติตามความตองการใชง าน จากนน้ั จึงเทลงในแบบใหแข็งตัวเปน แทง เกบ็ ไว ขัน้ ตอนท่ี 5 นําแทงเหล็กทม่ี ีคณุ สมบัตติ ามท่กี ําหนดนน้ั ใหความรอนจนกระทัง่ เน้ือเหล็กมลี กั ษณะออ นเปย ก จากน้ันจงึ นาํ เขา เคร่ืองจักร เพ่ือดึงหรอื รดี ใหเ ปน แทงยาวหรอื เปน แผน หนาตอ ไป ขน้ั ตอนท่ี 6 นําเหลก็ ทมี่ ลี กั ษณะเปน แทงยาวหรือเปน แผนหนาไปผา นกระบวนการดึง (Drawing การดนั ให ไหล (Extrude) การรีด (Rolling) เพอ่ื ทําใหเ ปน เหล็กรปู พรรณตา ง ๆ เชน เสนลวด เหล็กโครงสรา ง ทอ และ แผนเหล็ก เปนตน ชนดิ ของวัสดใุ นงานอุตสาหกรรม วสั ดุทีใ่ ชในงานอตุ สาหกรรมแยกออกเปน 2 ประเภทใหญ ๆ คือ 1. โลหะ (Metallic Material) โลหะยงั สามารถแบงออกไดเปน - โลหะประเภทเหลก็ - โลหะประเภทไมใชเ หล็ก 2. อโลหะ (Non-Metallic Material) อโลหะยงั สามารถแบง ออกไดเปน สารธรรมชาติ สารสังเคราะห
วชิ า : วสั ดุชางอุตสาหกรรม ใบเน้ือหา 9/16 หนว ยการเรียนที่ 1 : ท่มี าของวัสดอุ ุตสาหกรรม แผนภูมแิ สดงการจําแนกชนดิ วสั ดทุ ีใ่ ชในงานอุตสาหกรรม รูปท1่ี .6 คุณสมบัตขิ องวสั ดใุ นงานอตุ สาหกรรม คณุ สมบัติทางเคมีของวสั ดชุ างอุตสาหกรรม วสั ดุชางควรมคี ณุ สมบัติทางเคมดี ังตอ ไปน้ี
วชิ า : วสั ดชุ างอตุ สาหกรรม ใบเนอ้ื หา 10/16 หนว ยการเรียนที่ 1 : ท่มี าของวัสดุอตุ สาหกรรม 1. มีความคงทนตอ การกดั กรอน หมายถึง การท่มี ีความตา นทานตอ การแตกหรอื แยกตวั ของผิว จากปฏิกริ ยิ าเคมีจาก ลม น้ํา กรด หรือสารเคมี 2. ความคงทนตอความรอน หมายถงึ ทนความรอนไดท ี่อณุ หภูมิสูง 3. สามารถประสม (เจือ) รวมกันได 4. มีความเปนพษิ นอ ย 5. ตา นทานตอ แบคทีเรยี ได คณุ สมบัตทิ างฟส กิ สของวัสดชุ างอุตสาหกรรม คณุ สมบัตทิ างฟส ิกสท ี่สาํ คัญของวสั ดุ ไดแ ก ความสามารถในการนาํ การแผควรรอ นและกระแส ไฟฟา การยึดตวั ตามความรอน ความหนาแนน จดุ หลอมเหลว จุดเร่ิมแข็ง จดุ เดือด จุดกลนั่ ตัว คุณสมบตั ทิ ี่ กลา วมานีม้ ีประโยชนใ นการนํามาใชงาน 1. คณุ สมบตั ิในการเปน ตัวนาํ ไฟฟา (Electrical – Conductivity) คณุ สมบัตทิ ว่ี สั ดุงานยอมให กระแสไฟฟาไหลผานไดง า ยและดี สวนมากเปน พวกโลหะ เชน ทองแดง เงิน อลมู ิเนยี ม เหลก็ ฯลฯ 2. คณุ สมบัตใิ นการนาํ ความรอน (Heat Conductivity) คือ คุณสมบตั ิของวัสดทุ ี่ยอมใหความ รอนผา นไดด ี ซงึ่ จะเปนโลหะท้งั หลายนนั่ เอง คุณสมบตั ทิ างฟส ิกสข องวัสดชุ างอตุ สาหกรรม คณุ สมบตั ิทางดานเชงิ กลของวสั ดชุ างอตุ สาหกรรม 1. ความแขง็ แรง (Stength) ความแข็งแรง คือ ความสามารถในการรับแรงโดยไมแ ตกหกั เสียหาย ซง่ึ แบง ออกไดเปน - ความแข็งแรงในการบั แรงดึง (Tensile Strength) คือ ความสามารถของวัสดทุ ีจ่ ะ ตอ งทานการแตกหักเมอ่ื ไดร บั แรงดึงสองขา งออกจากกนั ดังรปู รปู ท่ี 1.7 ลกั ษณะรบั แรงดงึ - ความแข็งแรงในการรับแรงอัด (Compressive Strength) คือ ความสามารถของวสั ดุ ทจ่ี ะตานทานการแตกปรเิ มอ่ื ไดรบั แรงอัด ดงั รูป
วชิ า : วสั ดุชา งอตุ สาหกรรม ใบเน้อื หา 11/16 หนว ยการเรยี นที่ 1 : ทม่ี าของวสั ดอุ ตุ สาหกรรม รปู ที่ 1.8 ลกั ษณะรบั แรงอัด - ความแข็งแรงในการรบั แรงเฉือน (Shearing Strength) คือความสามารถของวสั ดทุ ี่ จะตา นทานการฉีกเม่อื ถูกเฉือน ดังรปู รูปที่ 1.9 ลกั ษณะรับแรงเฉือน 2. ความเหนียว (Toughtness) ความเหนียว (Toughtness) หมายถึง ความสามารถของวัสดทุ ส่ี ามารถตานทานตอแรงกระตกุ หรือกระแทก (Shock Loading Impact Loading) อยางทนั ทที นั ใดไดโ ดยไมเกิดการเสยี หาย ความสามารถทาง ดา นความเหนียวมีอยูดวยกันดงั น้ี คือ - ความสามารถในการยดื หยุนตัว (Elasticity) ความสามารถในการยดื หยุน ตวั คือ สมบัติในการคนื สสู ภาพเดมิ ภายหลงั จากถูกดึงหรืออดั คุณสมบัตนิ ม้ี คี วามสาํ คัญมากสําหรับวัสดุโครงสราง เพราะตองออกแบบไมใหรับแรงเกนิ จดุ คราก (Yield Point) ซ่ึงจะทาํ ใหเ กดิ การยืดตวั อยา งถาวรนาํ ไปสกู ารแตกหักและเสยี หายได หมายเหตุ จดุ คราก (Yield Point) คือ จุดท่ีวัสดุมีการยืดตัวอยางถาวรไมส ามารถกลับคืนสู สภาพเดิมได
วชิ า : วสั ดุชา งอตุ สาหกรรม ใบเนอ้ื หา 12/16 หนวยการเรียนท่ี 1 : ท่ีมาของวสั ดุอุตสาหกรรม รปู ที่ 1.10 ความสามารถในการยืดหยนุ ตวั ของวสั ดุ - ความสามารถในการยืดตัว (Ductillity) ความสามารถในการยดื ตัวของวัสดุ คือ สมบตั ขิ องวัสดุทีส่ ามารถดึงหรืออดั ใหย ืด ตัวออกไดงา ยโดยไมแ ตกหัก วสั ดุทีม่ ีความสามารถในการยดื ตัวไดด ี ไดแ ก อะลมู ิเนียม ทองแดง เหลก็ กลา และทองเหลอื ง รูปที่ 1.11 ความสามารถในการยืดตัวของวสั ดุ - ความสามารถในการบดิ งอและอดั รีดขนึ้ รูป (Torsion and Malleability) ความสามารถในการบิดงอและอัดรีดขนึ้ รูป คือ สมบตั ิของวัสดทุ ี่สามารถบดิ งอหรอื อัดรีดข้ึนรปู ไดโดยไมป รแิ ตกงา ย เปน คุณสมบัติทคี่ ลายคลงึ กับความสามารถในการยืดตวั โลหะทอ่ี อนมคี วาม สามารถในการอัดขนึ้ รปู ไดดกี วาโลหะทีแ่ ข็ง
วิชา : วัสดชุ างอุตสาหกรรม ใบเน้อื หา 13/16 หนวยการเรยี นท่ี 1 : ทมี่ าของวัสดุอุตสาหกรรม รูปที่ 1.12 ความสามารถในการบดิ งอและอดั รดี ขนึ้ รูปของวสั ดุ 3. ความแข็งของผิว (Hardness) ความแขง็ ของผวิ คือ สมบัติของวัสดุในการตานทานการสึกหรอ หรือตา นทานตอ การถูกขีด ขว น หรือแรงกด โดยมาตรา การวัดความแข็งใชเ ปรียบเทยี บกบั เพชรซึ่งเปนวัสดุทแี่ ข็งที่สดุ ในการทดสอบหาคาความแข็งของวสั ดุ นิยมใชกันอยู 3 วิธี คอื 1. การทดสอบแบบ บริเนล (Brinell Test) โดยใชล ูกบอลเหลก็ กลาชุบแขง็ ขนาดเสน ผานศูนยกลาง 10 มิลลิเมตรกดลงบนชิ้นงาน โดยใชแ รงกด 3,000 กโิ ลกรมั สาํ หรบั วสั ดแุ ข็ง และ 500 กิโลกรมั สําหรับวสั ดุออน ทําการกดประมาณ 30 วนิ าที หลังจากนน้ั ทําการวัดขนาด เสน ผา นศูนยกลางของรอยกด เพอื่ นาํ มาคํานวณ หาคาความแขง็ 2. การทดสอบแบบ วคิ เกอร (Vickers Test) โดยใชห วั เพชรรปู พรี ะมิดฐานสเี่ หลี่ยมมี มมุ จิก 136 องศาและหวั กดลูกบอลเหล็กกลา กดลงบนชิ้นงานการทดสอบแบบ รอคเวลเปน การทดสอบความแขง็ ทส่ี ะดวกมาก เนื่องจากสามารถอานคาความแขง็ ไดโ ดยตรงจากหนาปด ของเครื่องทดสอบ 3. การทดสอบแบบรอคเวล (Rockwell Test) มีสองสเกล คือ 3.1 รอคเวล B โดยใชล ูกบอลเหลก็ กลมกดลงบนชิ้นงาน 3.2 รอคเวล C โดยใชก รวยเพชร มมุ กรวย 120 องศา กดลงบนชนิ้ งาน
วิชา : วัสดชุ า งอตุ สาหกรรม ใบเนือ้ หา 14/16 หนว ยการเรยี นที่ 1 : ท่ีมาของวัสดอุ ุตสาหกรรม พิจารณารูปการทดสอบความแขง็ ของผิววัสดุไดดงั น้ี รูปที่ 1.13 การทดสอบความแข็งของผิววัสดุ
วชิ า : วัสดชุ า งอุตสาหกรรม ใบเน้อื หา 15/16 หนว ยการเรยี นท่ี 1 : ทมี่ าของวัสดุอุตสาหกรรม 4. ความสามารถในการรับแรงกระแทก (Impact Resistance) ความสามารถในการรับแรงกระแทก คอื ความสามารถของวัสดุทีท่ นทานตอแรงกระแทกที่ มาโดยเฉยี บพลันโดยไมแตกหกั เสยี หาย วสั ดุโดยท่ัวไปจะรบั แรงกระแทกไดนอ ยกวาแรงที่คอย ๆ รับอยาง ชา ๆ และสมาํ่ เสมอ 5. ความเปราะ (Brittleness) ความเปราะ คอื สมบตั ขิ องวัสดุทจ่ี ะแตกหักโดยงา ยเมอื่ บิดตัวเล็กนอ ย โดยทั่วไปวสั ดุที่มี ความแขง็ มากจะเปราะมาก นน่ั คือจะเกิดการแตกหักงา ย รูปที่ 1.14 การทดสอบความเปราะของวัสดุ การนําวัสดไุ ปใชงาน ในการเลือกวสั ดไุ ปใชในงานอุตสาหกรรมมขี อ ควรพิจารณาดังตอไปนี้ 1. การขนึ้ รูป วสั ดทุ ใี่ ชตอ งสามารถทาํ ใหเปน รูปรา งตามความตอ งการของผูอ อกแบบได โดยใช กระบวนการหรือเคร่ืองจกั รทสี่ ามารถจดั หาได 2. ราคา ราคาของชิน้ สวนสําเร็จรูปเปน ปจจัยในการเลอื กวสั ดุ 3. ความแข็งแรง วสั ดทุ ี่จะใชตอ งมีความแข็งแรงในการรบั นํา้ หนกั หรอื แรงดึง แรงเฉอื น แรง กระแทกตา ง ๆ โดยไมแตกหกั เสียหายชํารดุ 4. ความคงรูปเมือ่ รบั รับแรง ถาชน้ิ สวนตา งรับแรง รับน้าํ หนกั จะตอ งไมย ดึ หรอื บดิ หดตัวจนเสียรูป เกิดพิกดั ทอี่ อกแบบไว 5. ความคงทนตอ สภาพแวดลอม วสั ดุทใ่ี ชจะตองสามารถคงรูปหรอื รกั ษาสมบัตไิ วเ มอื่ สภาพแวดลอ ม เปลี่ยนแปลง เชน อณุ หภมู สิ ูง ความช้นื สูง เปนตน 6. อายกุ ารใชงานและอายุการเก็บรักษา ช้ินสวนตา ง ๆ มอี ายุการใชง านทจ่ี ะเสื่อมสภาพไปตามเวลาที่ ใช ดงั นัน้ จงึ ตองมกี ารบาํ รุงรกั ษาในชว งเวลาทกี่ าํ หนด
วิชา : วสั ดชุ างอตุ สาหกรรม ใบเน้ือหา 16/16 หนวยการเรียนท่ี 1 : ท่มี าของวสั ดอุ ตุ สาหกรรม 7. สมบตั ใิ นการใชง าน ผลิตภัณฑบางอยา งมีความตองการวัสดุทีม่ ีสมบัตพิ ิเศษในการใชง านเฉพาะ อยา ง 8. ผลกระทบกับสง่ิ แวดลอม ถือวา มีความสาํ คัญอยางหนง่ึ ในการเลอื กใชว ัสดุในสมยั ปจจบุ ัน 9. การกาํ จัดของเสยี วัสดุตา ง ๆ มีของเสียทั้งระหวา งกระบวนการผลิต ระหวา งใชง านและเม่ือเลกิ ใช แลว ดงั นน้ั จะตอ งคิดใหร อบคอบวาจะนาํ ของเสียเหลานัน้ ไปกําจดั ทใี่ ด รวมทัง้ วธิ กี ารกําจดั และคา ใชจายดวย การเก็บและบาํ รุงรักษาวัสดุ วสั ดทุ ใ่ี ชใ นงานอุตสาหกรรมลว นแลวแตม ีราคาคอนขางสูง และอาจเส่อื สภาพได หากมีการเก็บ รักษาทีผ่ ดิ วิธี ดังน้ันการเก็บและบาํ รงุ รักษาวัสดุท่ถี กู วธิ พี จิ ารณาไดดงั นี้ 1. เก็บไวเ ปน ทีเปนหมวดหมู วัสดปุ ระเภทเดยี วกันควรจะเกบ็ ไวใกลก ันเพอื่ ความสะดวกตอการนาํ ไปใชง านและจดั เก็บรักษา เชน ทาํ ชน้ั หรือาตูเ กบ็ วัสดพุ รอมรายละเอียดของวสั ดุ 2. จัดหาและหมุนเวยี นวัสดุที่ใช เมื่อใชวสั ดไุ ปจาํ นวนหน่งึ จะตองจดั หามาเพ่มิ เติมเพ่ือไมใ หข าด เม่ือตองการ และจะตองหมุนเวียนวัสดเุ กา ในสตอกเอาไปใชกอนแลว เอาวัสดใุ หมม าแทนที่ 3. จัดการปองกนั การสึกหรอ สึกกรอ น หรอื สนิม 3.1 วสั ดุประเภทเหลก็ จะตองมีการเคลือบน้ํามนั กันสนมิ ทีผ่ วิ 3.2 วสั ดปุ ระเภทไมจ ะตองระวงั ความชน้ื ซึง่ ทําใหผ หู รือมมี อดแมลงมากัดกนิ 4. เตรียมปองกันเพลงิ ไหม ควรแยกวสั ดุไวไฟออกเกบ็ ไวตางหากในท่ซี ึ่งมีการปองกนั เพลงิ ไหม ไวอ ยา งดี 5. ตรวจสอบอายุการเก็บรักษาวัสดุ 5.1 วสั ดุทีม่ อี ายุการเกบ็ รักษาสนั้ จะตองไมซ อ้ื มาเกบ็ ไวใ นสตอกมากนกั ควรหมุนเวยี นซื้อเปน ชว ง ๆ
Search
Read the Text Version
- 1 - 17
Pages: