รฐั ศาสตร์ ประวตั ิความเป็นมา กอ่ นคริสต์ศตวรรษท่ี 19 ยังไม่มีการศึกษาถึงพฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์อย่างกว้างขวาง เป็น เพียงศึกษารฐั ศาสตร์ท่ีเน้นหนักไปในแง่ของศาสนา ปรัชญา ศีลธรรม ของมนุษย์ในสังคมเท่านั้น เมื่อเข้ามาใน คริสต์ศตวรรษท่ี 19 นักปรัชญาทั้งหลายจึงได้รวบรวมเน้ือหาสาระและขอบข่ายของวิชารัฐศาสตร์ไว้มากขึ้น เพ่ือให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเองและในขณะเดียวกันวิชารัฐศาสตร์ก็เป็นแขนงวิชาหนึ่งในกลุ่มสังคมศาสตร์ (Social Sciences) แต่วชิ ารัฐศาสตร์ก็ไดม้ ีผ้ศู กึ ษารวบรวมและพัฒนามาโดยลาดับ ซ่ึงสามารถแบ่งยุคแห่งวิชา รัฐศาสตร์ไดเ้ ป็น 4 ยคุ คอื 1. ยคุ กรกี โบราณ (Ancient Greeks) การศึกษาเร่ืองรัฐและการเมืองนั้นได้เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ คือ ประมาณ 500 ถึง 300 ปี กอ่ นครสิ ตกาล อาจเรียกปราชญ์เพลโต (Plato) ได้ว่าเป็นบิดาของวิชาทฤษฎีการเมือง และปราชญ์อริสโตเติล (Aristotle) ควรจะได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของวิชารัฐศาสตร์ ปราชญ์ทั้งสองท่านได้พิจารณารัฐในแง่คิด ปรัชญา ซึง่ ถอื วา่ ความรทู้ ุกอย่างเปน็ อนั หนึง่ อนั เดียวกันหมด ยังมิได้แยกศึกษาวิชารัฐศาสตร์ออกมาโดยเฉพาะ อย่างชัดเจน คือวิชาการนี้ยังรวมอยู่กับศาสตร์อื่น ๆ โดยเฉพาะปรัชญาศีลธรรมทางศาสนา เพราะความเชื่อ ของคนในยุคนั้นฝังแนบแน่นอยู่กับศาสนา จึงทาให้คาสอนของศาสนามีอิทธิพลต่อการเป็นอยู่ของคนในสังคม ความคดิ ที่จะพึง่ พาอาศยั ผู้ปกครองจึงมนี อ้ ย ซง่ึ เปน็ ผลทาใหข้ าดการรวบรวมเนื้อหาสาระของรัฐศาสตร์ข้ึนเป็น หมวดหมขู่ องตนเองอย่างชัดเจนดังกล่าวแล้ว 2. ยุคโบราณโรมัน (Ancient Roman) ในยุคนี้ได้มีนักปราชญ์หันมาสนใจศึกษาวิเคราะห์วิชารัฐศาสตร์อย่างจริงจังมากข้ึน โดยเฉพาะหลัก นิติศาสตรแ์ ละหลกั ในทางรัฐประศาสนศาสตร์ จงึ ทาใหจ้ กั รวรรดโิ รมนั ไดถ้ ่ายทอดมรดกทางรัฐศาสตร์ อันได้แก่ ความคดิ ในทางกฎหมาย หลกั นิตศิ าสตร์ และหลกั ในทางรัฐประศาสนศาสตร์ให้กับชาวโลก ส่วนนักปราชญ์คน สาคญั ในยุคนค้ี ือ J. W. Burgess ผูไ้ ด้หนั มาศึกษาวเิ คราะห์วชิ ารัฐศาสตร์อย่างแท้จรงิ แต่ยังจากัดอยู่เพียงในวง แคบ ๆ เฉพาะในแบบท่ียึดตัวบทกฎหมายเป็นหลัก ต่อมาในระยะหลัง ๆ จึงได้มีการศึกษาค้นคว้าตาราทาง รฐั ศาสตรข์ ึน้ มาอย่างจริงจัง ทัง้ นกี้ เ็ พอื่ ใหป้ ระชาชนได้ร้สู าระสาคัญตา่ ง ๆ คือ 1. เรื่องกฎหมาย 2. เรื่องรูปแบบโครงสร้างการปกครอง 3. เรอ่ื งอานาจของรัฐบาล รฐั สภาและศาล 4. เรื่องนโยบายเปา้ หมายของการปกครองแตล่ ะรปู แบบ
3. ยคุ กลาง (The Middle Ages) ในยุคน้คี วามสาคัญของรัฐหรอื ฝ่ายอาณาจักรลดน้อยลงกว่าฝ่ายศาสนจักร เพราะการปกครองยังแนบ แน่นอยู่กับผู้นาทางศาสนา จึงทาให้ฝ่ายศาสนจักรเข้ามามีอิทธิพลต่อการออกระเบียบข้อบังคับ กาหนด นโยบายของรัฐ รวมท้ังการแต่งตั้งถอดถอนกษัตริย์หรือประมุขของรัฐ “ทฤษฎีการเมือง (political Theory) ได้กลายเป็นสาขาหน่ึงของศาสนศาสตร์ (Theology) นอกจากน้ันศาสนายังมีอานาจในการวินิจฉัยข้อโต้แย้ง ทางการเมืองโดยไม่จาเป็นต้องพจิ ารณาด้วยวิธกี ารรวบรวมข้อเท็จจริง (Empirical) และทางปฏิบัติแต่ประการ ใด” 4. ยคุ พ้นื ฟู (The Renaissance) แนวความคดิ ความเช่ือของคนในยุคน้ีพยายามที่จะลดอิทธิพลของฝ่ายศาสนจักร หันมาให้ความสนใจ เก่ียวกับรัฐมากกว่า เป็นต้นว่า ความม่ันคงของรัฐ ผลประโยชน์ของรัฐและเอกภาพของชาติ จึงทาให้ยุคน้ีเกิด ภาวะแห่งรัฐชาติ (National State) กลมุ่ คนทมี่ เี ช้ือชาติศาสนาตา่ ง ๆ กพ็ ยายามรวมตัวกันสร้างชาติขึ้นมาด้วย ความรู้สึกนึกคิดแบบชาตินิยม (Nationalism) การศึกษารัฐศาสตร์สมัยนี้เน้นศึกษาพฤติกรรมศาสตร์มากกว่า ทฤษฎี โดยพยายามศึกษาค้นคว้าหาวิธีวิเคราะห์วิจัยทฤษฎีเพ่ือนาไปสู่การปฏิบัติให้ได้ ส่วนนักปราชญ์คน สาคัญในยุคนี้มีหลายท่าน เช่น Wallas ได้ศึกษาข้อมูลเหตุจูงใจทางการเมือง Lasswel ศึกษาอิทธิพลที่กล่อม เกลาจิตใจของมนษุ ย์ทางการเมอื ง Lasswel ได้นาเทคนิคมาวิเคราะห์ศึกษาอิทธิพลของมนุษย์ต่อกิจกรรมทาง การเมอื ง เป็นตน้ ประวัตกิ ารศึกษารฐั ศาสตรข์ องไทย การศึกษาด้านรัฐศาสตร์ของไทยเริ่มต้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลท่ี 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจา้ อยูห่ วั ทรงมีพระราชดารจิ ัดต้งั โรงเรียนฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน เพื่อรับคัดเลือกนักเรียนเข้ามาฝึกหัด เป็นข้าราชการตามกระทรวงต่างๆ ต่อมาได้มีการขยายการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งข้ึน พระบาทสมเด็จพระ จลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพฒั นาโรงเรียนดังกล่าวเป็น โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวซ่ึงภายหลังได้สถาปนาเป็นจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย จากเหตุดังกล่าวน้ี การศึกษารัฐศาสตร์จึงเร่ิมต้นขึ้น โดยคณะรัฐศาสตร์แห่งแรก คือ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือ สิงห์ดา อันเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา รัฐศาสตร์ของไทย แห่งท่ีสอง คือ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือ สิงห์แดง ส่วนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง หรือ สิงห์ทองของเราน้ัน ในช่วงแรกเป็นสาขาวิชารัฐศาสตร์ในคณะนิติศาสตร์ ต่อมาภายหลังจึงแยกออกมาเป็น คณะรฐั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง อย่างเตม็ ภาคภมู ิ
สมัยกรีก การศึกษารัฐศาสตร์รุ่งเรืองอย่างมาก เน้น สมัยโรมัน จะแตกต่างกับยุคกรีกอย่างมาก ในยุคน้ีรัฐศาสตร์จะ ความสาคัญของศีลธรรม พยายามทารัฐให้เป็นอุดมคติ ไม่ให้ความสาคัญกับรัฐในอุดมคติมากนักแต่จะเป็นพวก ปฏิบัติ นบั เป็นรากฐานสาคัญของรัฐศาสตร์อย่างแท้จริง ปัจจุบันเรา นิยม มากกว่าคือ มีระเบียบวินัย เชื่อฟังผู้ปกครองและมี ยกย่องให้ เพลโต เป็นบิดาของปรัชญาการเมือง และ กฎหมาย แนวความคิดสาคัญของยุคนี้คือสิทธิส่วนบุคคล ความ อริสโตเติล เป็นบิดาของวชิ ารฐั ศาสตร์ เทา่ เทยี มกัน และหลกั ประชาธิปไตย รัฐศาสตร์ ยุคกลาง ในยุคนี้ความสาคัญของรัฐหรือฝ่ายอาณาจักรลดน้อยลง สมยั ฟ้นื ฟู ยุคน้ี รัฐ กลับมามีอานาจขนึ้ อีกครัง้ สนั ตะปาปาต้อง กว่าฝ่ายศาสนจักร เพราะการปกครองยังแนบแน่นอยู่กับผู้นาทาง ต่อสู้กับการเกิดใหม่ของรัฐ มีการแยกรัฐออกจากศาสนาอย่าง ศาสนา จึงทาให้ฝ่ายศาสนจักรเข้ามามีอิทธิพลต่อการออกระเบียบ ชัดเจน ยุคน้ีมีการพัฒนาของรัฐอย่างชัดเจน มีสงคราม มีการ ข้อบังคับ กาหนดนโยบายของรฐั รวมทั้งการแต่งตั้งถอดถอนกษัตริย์ ล่าอาณานิคม การขยายตัวทางการคา้ และอุตสาหกรรม หรือประมุขของรัฐ “ทฤษฎีการเมือง (political Theory) ได้ กลายเป็นสาขาหน่ึงของศาสนศาสตร์ (Theology) นอกจากน้ัน ศาสนายังมีอานาจในการวินิจฉัยข้อโต้แย้งทางการเมืองโดยไม่ จาเปน็ ต้องพจิ ารณาด้วยวิธกี ารรวบรวมขอ้ เท็จจริง (Empirical) และ ทางปฏิบตั ิแตป่ ระการใด”
Search
Read the Text Version
- 1 - 3
Pages: