การตรวจความชัดเจนในการมองเหน็ ในงานอาชวี อนามัย Visual Acuity Testing in the Occupational Health Setting มลู นิธิสมั มาอาชวี ะ Summacheeva Foundation จัดพิมพ์และเผยแพรโ่ ดยมูลนธิ ิสมั มาอาชวี ะ 800/3 ถนนสขุ มุ วิท ตาํ บลแสนสขุ อําเภอเมืองชลบรุ ี จังหวัดชลบรุ ี 20130 เลขมาตรฐานสากลประจําหนังสือ (ISBN) 978-616-8257-11-1 ข้อมลู บรรณานกุ รม มลู นิธิสัมมาอาชวี ะ. การตรวจความชัดเจนในการมองเห็นในงานอาชีวอนามยั . ชลบุร:ี มูลนธิ ิสมั มาอาชีวะ; 2562. จํานวน 30 หน้า หมวดหมู่หนงั สอื 616.98 วนั ทีเ่ ผยแพร่ 9 ตลุ าคม พ.ศ. 2562 จดั พิมพ์ขน้ึ สําหรับแจกฟรใี หแ้ ก่ผู้ทสี่ นใจ เผยแพร่ภายใตส้ ัญญาอนญุ าตครเี อทีฟคอมมอนส์ แสดงทม่ี า 3.0 ประเทศไทย (CC: BY 3.0 TH) อนญุ าตใหน้ าํ ไปใชอ้ า้ งองิ ทําซ้ํา ดดั แปลง และเผยแพรต่ อ่ ได้ โดยตอ้ งแสดงที่มา
หนา้ วา่ ง
คํานาํ การตรวจความชัดเจนในการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย (Visaul acuity testing in occupational health setting) เป็นการตรวจประเมินระดับสายตาของพนักงานท่ีมีความสําคัญในการดําเนินงานด้านอาชีว- อนามัย เน่ืองจากเป็นการตรวจอย่างง่ายท่ีช่วยประเมินว่าคนทํางานมีการมองเห็นชัดเจนเพียงใด และระดับ ความชัดเจนในการมองเห็นน้ัน เพียงพอที่จะทําให้ทํางานได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ซ่ึงการทํางานทุกชนิด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจําเป็นต้องใช้ความคมชัดในการมองเห็นเป็นส่วนสําคัญท่ีจะทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ดังนั้นการตรวจประเมินและแปลผลอย่างถูกต้องจึงเป็นส่วนท่ีสําคัญอย่างย่ิง ด้วยเหตุนี้ทาง มูลนิธิสัมมาอาชีวะจึงได้จัดทําหนังสือ “การตรวจความชัดเจนในการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย” ฉบับนี้ข้ึน มุง่ หวงั เพ่อื ใหเ้ ป็นแนวทางสาํ หรับแพทย์ผู้ทําการตรวจสุขภาพ สถานพยาบาล และสถานประกอบการต่างๆ ได้ ใช้เป็นแนวทางในการตรวจและแปลผลการตรวจความชัดเจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามัยของประเทศ ไทยใหเ้ หมาะสมและถกู ต้องตรงกัน มูลนธิ สิ มั มาอาชีวะ 9 ตลุ าคม พ.ศ. 2562 ก
หน้าวา่ ง ข
สารบัญ ก ค คาํ นาํ จ สารบัญ 1 บทสรปุ สาํ หรบั ผบู้ ริหาร 1 บทนํา 3 นิยามของการตรวจความชัดเจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามัย 17 แนวทางการตรวจความชดั เจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามัย 19 เอกสารอ้างอิง ภาคผนวก: ตัวอยา่ งแบบการลงขอ้ มูลการตรวจความชดั เจนในการมองเหน็ ในงานอาชวี อนามยั ค
ความรับผิดชอบในการคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของคนทํางานในประเทศไทยนั้น เป็นหน้าท่ี ร่วมกันของนายจ้าง ตัวคนทํางานผู้นั้นเอง และผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านอาชีวอนามัยที่ทําหน้าที่ดูแลคนทํางานผู้นั้น หนังสือเล่มนี้เป็นเพียงข้อมูลทางวิชาการท่ีเผยแพร่เพ่ือเป็นเครื่องช่วยในการดูแลสุขภาพคนทํางานในประเทศไทย ซึ่งเป็น เพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น และการนําหนังสือเล่มนี้ไปใช้เป็นแบบไม่มีการบังคับ มูลนิธิสัมมาอาชีวะจะไม่ รบั ผดิ ชอบตอ่ ผลเสียใดๆ กต็ ามท่เี กดิ ขน้ึ กับคนทาํ งาน เนอ่ื งจากการนาํ เน้อื หาในหนงั สือเลม่ นี้ไปใช้ ง
บทสรปุ สําหรับผบู้ รหิ าร แนวทางการตรวจความชัดเจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามัยฉบับน้ี เป็นแนวทางที่จัดทําโดย มูลนิธิสัมมาอาชีวะ มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้แพทย์ผู้ทําการตรวจสุขภาพ สถานพยาบาล และสถานประกอบการ ตา่ งๆ ได้ใช้เป็นแนวทางในการตรวจและแปลผลการตรวจความชัดเจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามัยของ ประเทศไทยให้เหมาะสมและถูกต้องตรงกัน โดยมขี อ้ สรุปดังน้ี การตรวจความชัดเจนในการมองภาพ (Visual acuity; VA) ทําได้โดยให้ผู้เข้ารับการตรวจมองภาพ สัญลักษณ์ (Optotype) ที่อยู่บนแผ่นทดสอบหรือจอภาพจากระยะท่ีกําหนด แล้วพิจารณาว่าผู้เข้ารับการ ตรวจสามารถอ่านภาพสญั ลกั ษณไ์ ดถ้ ูกตอ้ งหรือไม่ ความสวา่ งของพื้นที่ตรวจความชัดเจนในการมองภาพ จะต้องมคี วามสวา่ งเฉลยี่ อยา่ งน้อย 500 ลักซ์ ข้ึนไป ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานท้ังของในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยลักษณะสีของดวงไฟที่ใช้ควรเป็น แสงขาว และจะต้องให้ความสวา่ งได้อยา่ งต่อเนือ่ ง ไม่กระพรบิ จนสามารถสงั เกตเห็นได้ดว้ ยตาเปลา่ กรณตี รวจความชดั เจนในการมองภาพระยะไกล (Far vision test) ใหท้ ําการตรวจโดยกาํ หนดให้ แผ่นทดสอบกับผู้เข้ารับการตรวจ มีระยะห่างกันในตอนแรกเท่ากับ 20 ฟุต (6 เมตร) การใช้กระจกสะท้อน แผน่ ทดสอบหรือเลนสข์ ยายแผน่ ทดสอบทาํ ใหเ้ สมือนมรี ะยะห่างเท่ากับ 20 ฟตุ เชน่ ในกรณขี องเคร่ืองทดสอบ สายตา (Vision tester) อนุโลมใหส้ ามารถใช้ได้ ภาพสัญลักษณ์ (Optotype) ท่ีใช้ในแผ่นทดสอบ อาจเป็น Landolt ring (Landolt “C”) หรือรูปตัว อี (E chart) หรือตัวอกั ษร (Letter) หรอื ตวั เลข (Number) กไ็ ด้ โดยลกั ษณะของภาพสญั ลกั ษณ์ และการเรียง ตัวของภาพสัญลักษณ์บนแผ่นตรวจ ให้ใช้ตามมาตรฐานขององค์กร International Council of Ophthalmology (ICO) ฉบับปี ค.ศ. 1984 การเรียงตัวของภาพสัญลักษณ์ในลักษณะ logMAR chart สามารถใช้ได้ การบันทึกผลการตรวจ จะใช้หน่วยแบบทศนิยม (Decimal) หรือหน่วยฟุต (Feet) หรือหน่วย เมตร (Meters) หรือหน่วยลอการิทึม (logMAR) ในการบันทึกผลก็ได้ ขึ้นกับชนิดของแผ่นทดสอบที่ใช้และ ความเหมาะสม ให้ทําการบันทึกด้วยว่าผู้เข้ารับการตรวจ มาเข้ารับการตรวจโดยใช้ตาเปล่า หรือใส่แว่น สายตามา หรอื ใสค่ อนแทคเลนส์มา การแปลผลการตรวจน้ัน หากเป็นการแปลผลเพื่อดูความพร้อมในการทํางาน (Fitness to work) ให้ พิจารณาจากผลการตรวจโดยการมองท้ัง 2 ตา (Both eye) เม่ือแก้ไขให้ดีที่สุดเท่าท่ีทําได้ ณ เวลาน้ัน (Best corrected) หากเป็นการแปลผลเพ่ือวัตถุประสงค์การคัดกรองโรค (Disease screening) ให้พิจารณาจากผล การตรวจของตาแต่ละข้าง (Each eye) แยกจากกัน โดยพิจารณาทั้งจากผลการตรวจแบบท่ีมองด้วยตาเปล่า (Uncorrected) และแบบที่แก้ไขให้ดีขึ้นแล้ว (Corrected) โดยการแปลผลการตรวจกรณีเพ่ือดูความพร้อมใน การทํางาน (Fitness to work) ให้แปลผลตามเกณฑ์ที่กฎหมายกําหนด หากเป็นเร่ืองท่ีมีการกําหนดไว้ใน กฎหมาย หรือแปลผลตามเกณฑ์ท่ีมีองค์กรทางด้านวิชาการ หรือระเบียบของหน่วยงานราชการ หรือกฎของ บริษัทกําหนดไว้ ตามความเหมาะสม จ
การแปลผลการตรวจกรณีเพือ่ การคดั กรองโรค อาจยดึ ตามเกณฑ์ขององค์กร International Council of Ophthalmology (ICO) ฉบับปี ค.ศ. 2002 ซงึ่ จะแปลผลวา่ ความชดั เจนในการมองภาพมคี วาม “ผิดปกติ” เมือ่ มองได้แยก่ ว่า 0.8 (ในหนว่ ยทศนิยม) หรอื 20/25 (ในหน่วยฟตุ ) หรือ 6/7.5 (ในหนว่ ยเมตร) หรือ 0.1 (ใน หนว่ ย logMAR) สรุป ตั้งแต่ 20/30 ขน้ึ ไป ถอื วา่ ผิดปกติ หากแปลผลแล้วพบว่าความชัดเจนในการมองภาพผิดปกติ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ผู้แปลผลควรส่งตัว ผู้เข้ารับการตรวจไปพบผู้เชี่ยวชาญ เช่น จักษุแพทย์ เพ่ือตรวจหาความผิดปกติและทําการแก้ไข (ถ้าความ ผดิ ปกตนิ น้ั สามารถทําการแกไ้ ขได)้ ต่อไป กรณีตรวจความชัดเจนในการมองภาพระยะใกล้ (Near vision test) ให้ใช้แผ่นทดสอบสําหรับ การมองภาพระยะใกล้ (Near chart) ในการทดสอบ โดยกําหนดให้แผ่นทดสอบกับผู้เข้ารับการตรวจมี ระยะห่างกันเท่ากับ 14 น้ิว (ประมาณ 35 เซนติเมตร) การใช้เลนส์ขยายแผ่นทดสอบทําให้เสมือนมีระยะห่าง เท่ากับ 14 นว้ิ เช่นในกรณีของเครอ่ื งทดสอบสายตา (Vision tester) อนโุ ลมใหส้ ามารถใชไ้ ด้ ภาพสัญลักษณ์ (Optotype) ท่ีใช้ในแผ่นทดสอบ อาจเป็น Landolt ring (Landolt “C”) หรือรูปตัว อี (E chart) หรือตัวอักษร (Letter) หรือตัวเลข (Number) ก็ได้ หรืออาจใช้แผ่นทดสอบท่ีมีลักษณะเป็น ขอ้ ความทม่ี ีขนาดตวั อักษรเล็กลงเรื่อยๆ เชน่ แผน่ ทดสอบเจเกอร์ (Jaeger chart) ก็ได้ การบนั ทกึ ผล จะใชห้ น่วยแบบทศนยิ ม หรือหนว่ ยฟตุ หรอื หนว่ ย Jaeger กไ็ ด้ ลําดับในการตรวจ วิธีการตรวจ และการแปลผลของการตรวจความชัดเจนในการมองภาพระยะใกล้ (Near vision test) ให้ทําเหมือนกับกรณีของการตรวจความชัดเจนของการมองภาพระยะไกล (Far vision test) ยกเว้นในเรอื่ งการยน่ ระยะหา่ งระหวา่ งแผน่ ทดสอบกับผูเ้ ข้ารบั การตรวจ ไมต่ ้องทาํ ในใบรับรองแพทย์ควรมีรายละเอียด ช่ือ ท่ีอยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ ของสถานพยาบาลที่ทําการ ตรวจ มีการบ่งช้ีตัวตนของผู้มารับการตรวจและแพทย์ผู้ตรวจที่ชัดเจน ในการรายงานผล ให้รายงานผลการตรวจทั้งตา ขวา ตาซ้าย และการมองด้วยสองตา ฉ
การตรวจความชัดเจนในการมองเหน็ ในงานอาชีวอนามัย บทนํา ความชัดเจนในการมองภาพ (Visual acuity; VA) เป็นความสามารถในการมองเห็นที่มีความสําคัญ ท่ีสดุ เน่ืองจากเปน็ ความสามารถของสายตา ทจี่ ะทาํ ใหค้ นทํางานเห็นภาพไดช้ ัดเจนมากน้อยเพียงใด การตรวจ ความชัดเจนในการมองภาพน้ีทําโดยให้ผู้เข้ารับการตรวจมองภาพสัญลักษณ์ (Optotype) ท่ีอยู่บนแผ่น ทดสอบหรือจอภาพจากระยะท่ีกําหนด แล้วพิจารณาว่าผู้เข้ารับการตรวจสามารถอ่านภาพสัญลักษณ์ได้ ถูกต้องหรือไม่ โดยความชัดเจนในการมองภาพ (Visual acuity; VA) น้ีเป็นการทดสอบการมองเห็นตรงกลาง (central vision) แบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะไกลท่ี 20 ฟุต (6 เมตร) และระยะใกล้ที่ 35 เซนติเมตร (14 นิ้ว) หลีกการในการตรวจจะอาศัยโครงสร้างของตาในการหักเหแสงจากวัตถุให้ไปตกที่ จอรับภาพ รวมถึงการ ทํางานของประสาทตาและสมองในการแปลผลสัญญาณภาพ จึงจะสามารถวัดระดับสายตา หรือ Visual acuity (VA) ออกมาได้ โดยการมองเห็นที่ระยะไกล สามารถวัดได้โดยใช้แผ่นทดสอบ “Snellen chart” นิยม แพร่หลายในการตรวจพ้ืนฐานเน่ืองจากเป็นการตรวจท่ีง่าย สะดวก ใช้เวลาในการตรวจไม่นานและได้ข้อมูลท่ี เป็นประโยชน์จึงเหมาะสมในการตรวจคัดกรอง นอกจากน้ีทางอาชีวอนามัยมีการใช้ Snellen chart เพ่ือการ ตรวจคัดกรองผู้ปฏิบัติงาน และใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในประเด็นการประเมินความสมบูรณ์พร้อม ในการทํางาน (Fitness for duty) เช่น การอนุญาตบุคคลทํางานในที่อับอากาศ จําเป็นต้องมีระดับสายตา ความสามารถการมองเห็นระยะไกลเม่ือมองด้วยสองตาที่ดีที่สุดหลังจากทําการแก้ไขแล้ว อยู่ท่ีระดับ 6/12 เมตร (20/40 ฟุต) หรือดีกว่า [1] และผู้ทํางานในการขับข่ีรถยนต์ในประเทศอเมริกา การต่อใบอนุญาตขับข่ี จําเป็นต้องมีระดับสายตาตั้งแต่ 20/40 [2] เป็นต้น ทางมูลนิธิสัมมาอาชีวะจึงได้จัดทํา “แนวทางการตรวจ ความชัดเจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามัย” ฉบับนี้ขึ้น มุ่งหวังเพื่อให้เป็นแนวทางสําหรับแพทย์ผู้ทําการ ตรวจสขุ ภาพ สถานพยาบาล และสถานประกอบการต่างๆ ได้ใชเ้ ปน็ แนวทางในการตรวจและแปลผลการตรวจ ความชดั เจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามยั ของประเทศไทยให้เหมาะสมและถูกตอ้ งตรงกนั นยิ ามของการตรวจความชดั เจนในการมองภาพในงานอาชวี อนามยั การตรวจความชัดเจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามัย (Visaul acuity testing in occupational health setting) เป็นการตรวจประเมินระดับสายตาของคนทํางาน ซ่ึงการตรวจนี้จะช่วยประเมินว่าคนทํางาน มีการมองเห็นชัดเจนเพียงใด และระดับความชัดเจนในการมองเห็นน้ัน เพียงพอที่จะทําให้ทํางานได้อย่าง ปลอดภัยหรือไม่ การท่ีระดับความชัดเจนของการมองเห็นตํ่ากว่าเกณฑ์อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพใน การทาํ งานของคนทาํ งานนั้น รวมไปถึงความปลอดภยั ตอ่ ตัวคนทํางานผนู้ นั้ เองหรือเพ่ือนรว่ มงานด้วย เน่ืองจากในทางปฏิบัติ ผู้ทําการตรวจจะต้องทําการตรวจสมรรถภาพสายตาในคนทํางานจํานวนมาก ให้ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพบความผิดปกติแล้ว จะมีการส่งต่อผู้ท่ีมีความผิดปกติไปทําการตรวจโดยละเอียดเพื่อ 1
วินิจฉัยยืนยันความผิดปกตินั้นกับผู้เช่ียวชาญ เช่น จักษุแพทย์ (Ophthalmologist) หรือนักทัศนมาตร (Optometrist) จึงกล่าวได้ว่า การตรวจความชัดเจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามัยน้ัน เป็นการตรวจใน ระดับการคัดกรองความผิดปกติ (Screening test) คือเป็นการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการมองเห็น (Vision screening) ไม่ใช่การตรวจในระดับการวินิจฉัยยืนยัน (Diagnostic test) ซึ่งเป็นการตรวจสมรรถภาพการ มองเห็นโดยละเอียด (Comprehensive eye examination) อย่างไรก็ตาม เมื่อทําการตรวจคัดกรองพบ ความผิดปกติแล้ว ควรมีการส่งต่อคนทํางานผู้น้ันไปพบผู้เชี่ยวชาญเพ่ือทําการตรวจวินิจฉัยยืนยัน รวมถึงทํา การรักษาโรคหรอื แก้ไขความผิดปกติ (ถ้าสามารถรกั ษาหรือแก้ไขได)้ ตอ่ ไป ผู้ส่ังการตรวจ (Director) ผู้ส่ังการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย ควรเป็น แพทย์ (หมายถึงผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525) [3] และถ้าผล การตรวจนั้น จะถูกนํามาใช้ประกอบการตรวจสุขภาพลูกจ้างตาม “กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑ์และ วิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างและส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547” [4] แล้ว แพทย์ผู้ สั่งการตรวจนั้นจะต้องเป็นแพทย์ที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ หรือแพทย์ที่ผ่าน การอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ ตามข้อบังคับของกฎหมายฉบับนี้ ผู้สั่งการตรวจควรผ่านการอบรมที่เกี่ยวกับ การตรวจและแปลผลสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัยมาแล้ว โดยผู้สั่งการตรวจจะต้องทํา หน้าที่สั่งการตรวจ แปลผลการตรวจ รับรองผลการตรวจ มีความรับผิดชอบทางกฎหมายต่อผลการตรวจท่ี เกิดข้ึน รวมถึงมีหน้าที่ควบคมุ ปัจจัยตา่ งๆ ทีจ่ ะสง่ ผลต่อคุณภาพการตรวจดว้ ย หมายเหตุ วชิ าชพี ท่ีมีบทบาทในการตรวจคดั กรองสายตา ได้แก่ o นักทัศนมาตร [พ.ร.บ. การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542] o แพทย์ [พ.ร.บ.วชิ าชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525] o พยาบาล [พ.ร.บ.วชิ าชพี การพยาบาลและการผดงุ ครรภ์ พ.ศ. 2528] o นกั วชิ าการสาธารณสุข [พ.ร.บ.วชิ าชีพการสาธารณสขุ ชุมชน พ.ศ. 2556] ผู้ทาํ การตรวจ (Technician) ผู้ทําการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย ควรมี คุณวุฒิหรือประกอบวิชาชีพท่สี ามารถทาํ การตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัยได้ตามกฎหมาย วชิ าชพี ของประเทศไทย และควรผ่านการอบรมที่เก่ียวกับการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย มาแล้ว ผู้ทําการตรวจมีหน้าที่ดําเนินการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นตามคําสั่งของผู้สั่งการตรวจ ควบคุม คุณภาพด้านเทคนิค ควบคุมคุณภาพด้านการควบคุมการติดเช้ือ ดูแลรักษาเคร่ืองมือท่ีใช้ในการตรวจสมรรถภาพ การมองเห็นให้มีสภาพดอี ยูเ่ สมอ ข้อบ่งชี้ (Indication) ข้อบ่งช้ีในการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย มีดังน้ี (1.) ทําการตรวจเพ่ือคดั กรองสมรรถภาพการมองเห็นในคนทาํ งานทมี่ คี วามเส่ียง (2.) ทาํ การตรวจเพ่อื เป็นส่วน หนึ่งของระบบการเฝ้าระวังโรค (3.) ทําการตรวจเพื่อนาํ ผลตรวจไปเป็นส่วนหน่ึงของการประเมินความพร้อม ในการทาํ งาน (Fitness to work) หรือความพรอ้ มในการกลับเข้าทํางาน (Return to work) และ (4.) ทําการ ตรวจเพอื่ ประกอบการทาํ วิจยั ทางด้านอาชีวอนามัย 2
โดยท่ัวไปแล้ว การตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย ซึ่งเป็นการตรวจในระดับ การคัดกรองความผิดปกติน้ัน จัดว่าเป็นการตรวจท่ีมีความปลอดภัยสูง จึงไม่มีข้อห้าม (Contraindication) ในการตรวจ และไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน (Complication) จากการตรวจขึ้น [หมายเหตุ การตรวจ สมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย เป็นเพียงการตรวจในระดับการคัดกรองความผิดปกติ จะไม่มีการ ขยายมา่ นตา (Eye dilation) ในคนทาํ งานผู้มาเข้ารบั การตรวจในทุกกรณ]ี สําหรับการเตรียมตัวของคนทํางานเพ่ือเข้ารับการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย น้นั แนะนําให้คนทํางานท่ีมีแว่นสายตา (Glasses) นําแว่นสายตาท่ีมีมาใช้ในการตรวจด้วย หากคนทํางานมีแว่น สายตาอนั เดียว ก็ให้นาํ แวน่ สายตาที่มีอันเดียวน้ันมา หากคนทํางานมีแว่นสายตาสองอัน (คืออันหนึ่งไว้สําหรับ มองภาพระยะไกล อกี อันหน่ึงไว้สําหรบั มองภาพระยะใกล้) ก็ให้นําแว่นสายตาที่มีท้ัง 2 อันนั้นมา หากคนทํางาน ปกตแิ ล้วใส่คอนแทคเลนส์ (Contact lens) ในระหว่างการทํางาน ก็ให้ใส่คอนแทคเลนส์มาทําการตรวจเหมือน เวลาทาํ งานปกติ แนวทางการตรวจความชดั เจนในการมองภาพในงานอาชีวอนามยั ความชัดเจนในการมองภาพ (Visual acuity; VA) เป็นความสามารถในการมองเห็นท่ีมีความสําคัญ ที่สุด เนื่องจากเป็นความสามารถของสายตา ทจ่ี ะทําให้คนทาํ งานเห็นภาพได้ชดั เจนมากน้อยเพียงใด การตรวจ ความชัดเจนในการมองภาพน้ีทาํ โดยให้ผู้เข้ารับการตรวจมองภาพสัญลักษณ์ (Optotype) ที่อยู่บนแผ่น ทดสอบหรือจอภาพจากระยะท่ีกาํ หนด แล้วพิจารณาว่าผู้เข้ารับการตรวจสามารถอ่านภาพสัญลักษณ์ได้ ถูกตอ้ งหรอื ไม่ ความสวา่ งของพน้ื ทีต่ รวจความชดั เจนในการมองภาพ จะต้องมคี วามสวา่ งเฉล่ียอย่างน้อย 500 ลักซ์ ข้ึนไป ซ่ึงเป็นไปตามมาตรฐาน “พ้ืนที่ทดสอบการอ่านและตาบอดสี” ของมาตรฐาน Light and lighting ของ ยุโรป (EN 12464-1) ฉบับปี ค.ศ. 2002 [5], กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ พ.ศ. 2558 [6], และสมาคมไฟฟ้า สอ่ งสว่างแห่งประเทศไทย ฉบับ พ.ศ. 2559 [7] มาตรฐานท้ัง 3 ฉบับกาํ หนดเอาไว้ตรงกันให้ “พ้ืนท่ีทดสอบ การอ่านและตาบอดสี” ภายในสถานพยาบาล จะต้องมีความสว่างเฉลี่ยในพื้นที่อย่างน้อย 500 ลักซ์ขึ้น ไป นอกจากนี้ แนะนําว่าลักษณะสีของดวงไฟที่ใช้ควรเป็นแสงขาว และจะต้องให้ความสว่างได้อย่างต่อเนื่อง ไม่กระพริบจนสามารถสงั เกตเห็นได้ด้วยตาเปลา่ และหา้ มมแี สงสะท้อน (Glare) อยู่บนแผ่นตรวจสายตา 3
ภาพท่ี 1 ภาพลกั ษณะห้องตรวจท่ีมคี วามสว่างเฉลย่ี อยา่ งน้อย 500 ลักซ์ และไฟในหอ้ งตรวจเปน็ แสงขาว ท่ีมา: นพ.วิวัฒน์ เอกบรู ณะวฒั น์ ภาพที่ 2 แสงสะทอ้ น (Glare) บนแผ่นตรวจวดั Visual acuity แบบ Near chart จะทําให้ผู้เขา้ รับการตรวจมองเหน็ ไม่ชดั เจน ที่มา: นพ.ววิ ัฒน์ เอกบูรณะวฒั น์ 4
การเตรยี มตัวของผเู้ ข้ารับการตรวจ การตรวจความชัดเจนในการมองเหน็ ในงานอาชวี อนามยั นน้ั มีวัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ประเมินความ สมบูรณพ์ รอ้ มในการทาํ งาน โดยประเมินความสามารถสงู สดุ ทพ่ี นักงานสามารถมองเห็นได้ ชัดเจน หากผู้เข้ารบั การตรวจมแี ว่นสายตา (Glasses) ให้นําแวน่ สายตามาด้วย หากผู้เข้ารับการตรวจมแี วน่ หลายชนดิ (ทใ่ี ชป้ ระจาํ ) แนะนาํ ให้นาํ มาทงั้ หมด เช่น คนทาํ งาน บางคนมี 2 แว่น ใช้มองไกลกบั ใชอ้ ่านหนงั สอื แนะให้นาํ มาทัง้ 2 แวน่ ถ้าปกตใิ ส่คอนแทคเลนส์ (Contact lens) ทํางาน ใหใ้ สค่ อนแทคเลนสม์ าเขา้ รบั การตรวจ การป้องกนั การติดเชือ้ ควรมกี ารป้องกนั การตดิ เชอ้ื ทางผิวหนงั ในสว่ นของวสั ดุการตรวจทต่ี ้องสัมผสั กับผวิ หนงั ของ ผูเ้ ข้ารบั การตรวจ (Skin contact) ใหด้ พี อสมควร เช่น ไมป้ ดิ ตา (Occluder) สว่ นทส่ี มั ผัส กบั หน้าผากของเครอ่ื งคดั กรองสายตา (Vision screener) เป็นตน้ ทาํ ความสะอาดโดยเชด็ ดว้ ย 70 % แอลกอฮอล์ ภาพท่ี 3 ภาพอปุ กรณก์ ารตรวจความชัดเจนในการมองเหน็ และ70 % แอลกอฮอล์ คาํ ศพั ทท์ เ่ี กย่ี วขอ้ งเก่ียวกบั การวดั สายตา OD [Oculus dexter] = ตาขวา (Right eye) OS [Oculus sinister] = ตาซ้าย (Left eye) OU [Oculus utro] = สองตา (Both eye) s หรือ sc = without refractive correction c หรือ cc = with refractive correction CF = Counting fingers (นับนิว้ ได้ [แนะนําใหบ้ อกระยะหา่ งที่ผเู้ ขา้ รบั การตรวจ มองเหน็ ดว้ ย]) เชน่ CF at 2 feet (CF 2) หรือ CF at 1 foot (CF 1) 5
HM = Hand motion (เห็นมอื ขยับ) PJ = Projection to light (บอกตาํ แหน่งดวงไฟได้) PL = Perception of light (บอกได้ว่ามีดวงไฟ) No PL = No perception to light (มองไมเ่ หน็ ดวงไฟ บอดสนิท) ภาพที่ 4 ภาพการตรวจนับนว้ิ (Counting fingers) และ ภาพท่ี 5 ภาพการตรวจการมองเหน็ แสง (Projection to light) ตรวจความชัดเจนในการมองภาพระยะไกล ความชัดเจนในการมองภาพ (Visual acuity; VA) เป็นความสามารถในการมองเห็นที่มีความสําคัญ ท่ีสุด เนื่องจากเป็นความสามารถของสายตา ที่จะทําให้คนทํางานเห็นภาพได้ชัดเจนมากน้อยเพียงใด การตรวจ ความชัดเจนในการมองภาพนี้ทําโดยให้ผู้เข้ารับการตรวจมองภาพสัญลักษณ์ (Optotype) ท่ีอยู่บนแผ่นทดสอบ หรอื จอภาพจากระยะทีก่ าํ หนด แลว้ พิจารณาว่าผู้เขา้ รับการตรวจสามารถอ่านภาพสัญลักษณไ์ ด้ถกู ต้องหรอื ไม่ กรณีตรวจความชัดเจนในการมองภาพระยะไกล (Far vision test) ให้ทําการตรวจโดยกําหนดให้ แผ่นทดสอบกับผู้เข้ารับการตรวจ มีระยะห่างกันในตอนแรกเท่ากับ 20 ฟุต (6 เมตร) การใช้กระจกสะท้อนแผ่น ทดสอบหรอื เลนส์ขยายแผน่ ทดสอบทาํ ใหเ้ สมือนมีระยะหา่ งเท่ากับ 20 ฟุต เช่น ในกรณีของเครื่องทดสอบสายตา (Vision tester) อนโุ ลมให้สามารถใช้ได้ หรอื บางแห่งอาจต้งั ระยะอนื่ เชน่ ที่ 4 เมตร กไ็ ด้เชน่ กนั ภาพสัญลักษณ์ (Optotype) ที่ใช้ในแผ่นทดสอบ อาจเป็น Landolt ring (Landolt “C”) หรือรูป ตวั อี (E chart) หรอื ตวั อักษร (Letter) หรือตัวเลข (Number) กไ็ ด้ โดยลักษณะของภาพสัญลักษณ์ และการเรียง ตัวของภาพสัญลักษณ์บนแผ่นตรวจ ให้ใช้ตามมาตรฐานขององค์กร International Council of Ophthalmology (ICO) ฉบับปี ค.ศ. 1984 [8] การเรียงตัวของภาพสัญลักษณ์ในลักษณะ logMAR chart สามารถใช้ได้ LogMAR = Logarithm of the Minimum Angle of Resolution เป็นการบอกค่าสายตาใน หนว่ ย Log (ฐานสบิ ) คนที่แยกความต่างน้อยสุดไดด้ ว้ ย 1 องศาของมมุ สายตา (1 minute of visual angle) จะมี 6
ค่า LogMAR = 0 เน่ืองจาก Log(1) = 0 แยกความต่างได้ด้วย 2 องศาของมุมสายตา (2 minute of visual angle) จะมีคา่ LogMAR = 0.3 เน่อื งจาก Log(2) = 0.3 และตอ่ ๆ ไป ภาพที่ 6 แสดงองศาของมุมสายตา (ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Visual_angle) ชนดิ ของแผน่ ตรวจตา (Chart) 1. Snellen chart ท่ีนิยมใช้ในการตรวจความชัดเจนในการมองเห็นน้ันคิดค้นโดย Herman Snellen ในปี 1862 เริ่มแรกมีอักษร A, C, E, G, L, N, P, R, T, 5, V, Z, B, D, 4, F, H, K, O, S, 3, U, Y, A, C, E, G, และ L แต่ปัจจุบันมีอักษร C, D, E, F, L, O, P, T, Z. โดยที่ตัวอักษร (Font) แบบ Snellen chart นั้นใชก้ ารออกแบบมาจากตาราง 5 × 5 ที่มีความเท่ากันของตัวอักษร ปัจจุบันยังไม่ มขี อ้ กําหนดในเรอ่ื ง Font ของ Optotype จงึ ยงั สามารถใชต้ รวจได้หมดทกุ แบบ ภาพท่ี 7 Snellen chart แบบดั้งเดมิ (ภาพจาก http://ilovetypography.com/2015/07/12/what-are-optotypes-eye-charts-fonts/) 2. Sloan Chart โดย Dr. Louise Sloan ในปี 1959 เปลี่ยนลักษณะ Font ไปจาก Snellen chart ช่องว่างระหว่างแต่ละตัวอักษรประมาณ 1 ตัวอักษร ช่องว่างระหว่างแต่ละแถวประมาณความสูง ของแถวล่างอักษรทีใ่ ช้ C, D, H, K, N, O, R, S, V, และ Z รูปรา่ งของอกั ษรมหี ลากหลายท้ังเส้นแนว ตง้ั แนวขวางแนวเฉียง เพือ่ ใหอ้ า่ นงา่ ยชดั เจน 7
ภาพที่ 8 Sloan Chart (ภาพจาก http://ilovetypography.com/2015/07/12/what-are-optotypes-eye-charts-fonts) 3. ในปี 1976 Ian Bailey และ Jan E Lovie-Kitchin นําเสนอ Chart แบบ LogMAR เป็นครั้งแรก เรยี กวา่ Bailey-Lovie Chart 4. ในปี 1982 ในการศึกษาชื่อ “Early Treatment of Diabetic Retinopathy Study” หรือ “EDTRS” โดย National Eye Institute นั้น Dr. Rick Ferris ได้ออกแบบ Chart อันใหม่ออกมาช่ือ ว่า EDTRS Chart โดยใช้การเรียงตัวอักษรในลักษณะ LogMAR และใช้ Font แบบ Sloan ระยะห่างระหว่างตัวอักษรและระยะห่างระหว่างแถวเท่ากันโดยห่างกันตาม Log scale ทุกแถวมี 5 ตัวอักษร ปรับความยากให้เท่าๆ กันทุกแถว และมี 3 Version ป้องกันการจําได้ EDTRS Chart น้ี ถอื เปน็ วธิ กี ารวัดระดบั การมองเหน็ ระยะไกลทแี่ มน่ ยําท่ีสดุ ภาพท่ี 9 EDTRS Chart (ภาพจาก http://ilovetypography.com/2015/07/12/what-are-optotypes-eye-charts-fonts) 5. E Chart เปน็ อกี chart หนง่ึ ที่มกี ารนาํ มาใช้ตรวจวดั ระดบั การมองเหน็ ในเดก็ เลก็ หรือผู้ที่มปี ญั หา ดา้ นภาษาหรอื ไม่สามารถอา่ นตวั เลขหรือตัวหนงั สอื ได้ ในการตรวจจะใหผ้ ู้รบั การตรวจบอกทศิ ทาง ว่าขาของตวั อักษร “E” ชี้ไปทางไหน เชน่ บน, ล่าง, ซา้ ยหรือขวา 8
ภาพที่ 10 E Chart (ภาพจาก http://ilovetypography.com/2015/07/12/what-are-optotypes-eye-charts-fonts) 6. Landolt C ในเคร่ืองคัดกรองสายตา (Vision screener) เช่น TITMUS, OPTEC จะใช้ Optotype ชนดิ Landolt C นใ้ี นสไลดท์ ดสอบ ในการตรวจจะให้ผู้รับการตรวจบอกว่า ชอ่ งวา่ งของตวั C หนั ไป ทางไหน เช่น บน ล่าง ซา้ ย ขวา เปน็ ตน้ ภาพท่ี 11 Landolt C Chart (ภาพจาก http://ilovetypography.com/2015/07/12/what-are-optotypes-eye-charts-fonts) การบันทึกผลการตรวจ จะใช้หน่วยแบบทศนิยม (Decimal) หรือหน่วยฟุต (Feet) หรือหน่วยเมตร (Meters) หรือหน่วยลอการิทึม (logMAR) ในการบันทึกผลก็ได้ ขึ้นกับชนิดของแผ่นทดสอบที่ใช้และความ เหมาะสม ให้ทําการบันทึกด้วยว่าผู้เข้ารับการตรวจ มาเข้ารับการตรวจโดยใช้ตาเปล่า หรือใส่แว่นสายตามา หรอื ใส่คอนแทคเลนสม์ า โดยถ้าไม่มีประวัติว่าสายตาข้างใดมองเห็นได้แย่กว่าอีกข้าง ให้ลําดับการตรวจเป็น ตาขวา, ตาซ้าย, สองตา เสมอ ถา้ มปี ระวัตวิ า่ สายตาขา้ งใดมองเห็นได้ยากว่าอีกขา้ ง ให้ทาํ การตรวจขา้ งที่สายตาแยก่ วา่ กอ่ น 9
ภาพท่ี 12 ภาพการตรวจความชดั เจนในการมองภาพดว้ ยสัญลกั ษณ์ (Optotype) ชนดิ ต่างๆ ลําดับในการตรวจในกรณีท่ัวไป ท่ีผู้เข้ารับการตรวจไม่ได้ใส่แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์มา (ตาเปลา่ ) ให้สอบถามผ้เู ข้ารับการตรวจว่าเคยมปี ัญหาการมองเห็นของสายตาหรือไม่ หากผู้เข้ารับการตรวจเคย มีปญั หาการมองภาพไม่ชดั เจนในตาขา้ งใดข้างหนึง่ หรอื ท้ังสองขา้ ง ให้เลือกทําการตรวจในตาข้างที่ผู้เข้ารับการ ตรวจรู้สึกว่ามองเห็นได้แย่กว่าก่อน หากผู้เข้ารับการตรวจไม่เคยมีประวัติปัญหาของสายตา ให้ทําการตรวจตา ขวาก่อน โดยทําการตรวจตาขวาโดยการมองด้วยตาเปล่า (Uncorrected right eye หรือ Naked right eye) ถา้ ผลออกมาผิดปกติให้ทําการตรวจตาขวาในแบบที่แก้ไขการมองแล้ว (Corrected right eye) โดยใช้การมอง ลอดรูเข็ม (Pinhole) จากน้ันทําการตรวจตาซ้ายโดยการมองด้วยตาเปล่า (Uncorrected left eye หรือ Naked left eye) ถ้าผลออกมาผิดปกติให้ทาํ การตรวจตาซ้ายในแบบที่แก้ไขการมองแล้ว (Corrected left eye) โดยใชก้ ารมองลอดรูเขม็ จากน้ันตรวจการมองท้ัง 2 ตาพร้อมกันโดยการมองด้วยตาเปล่า (Uncorrected both eye) ไปตามลําดบั 10
ภาพท่ี 13 ภาพการตรวจความชัดเจนในการมองภาพระยะไกลด้วย Snellen chart แบบตัวเลข ลําดับในการตรวจในกรณีผู้เข้ารับการตรวจใส่แว่นสายตามา ให้สอบถามผู้เข้ารับการตรวจว่ามี ปญั หาการมองเหน็ ไมช่ ัดเจนของสายตาข้างใดมากกว่าอีกข้างหนึ่งหรือไม่ ถ้ามีให้ทําการตรวจในตาข้างท่ีผู้เข้ารับ การตรวจรู้สึกว่ามองเห็นได้แย่กว่าก่อน ถ้าผู้เข้ารับการตรวจรู้สึกว่าตาทั้งสองข้างมองเห็นได้ดีเท่าๆ กัน ให้ ตรวจตาขวาก่อน โดยทาํ การตรวจตาขวาโดยการมองดว้ ยตาเปล่า (Uncorrected right eye) และตาขวาแบบ ใส่แว่นสายตา (Corrected right eye) จากน้ันทาํ การตรวจตาซ้ายโดยการมองด้วยตาเปล่า (Uncorrected left eye) และตาซ้ายแบบใส่แว่นสายตา (Corrected left eye) จากนั้นตรวจการมองทั้ง 2 ตาพร้อมกันโดย การมองด้วยตาเปล่า (Uncorrected both eye) และทั้ง 2 ตาพร้อมกันแบบใส่แว่นสายตา (Corrected both eye) ไปตามลาํ ดบั บันทกึ ข้อมูลด้วยว่าผเู้ ข้ารับการตรวจแก้ไขสายตาโดยการใสแ่ วน่ ลาํ ดับการตรวจในกรณีผู้เข้ารับการตรวจใส่คอนแทคเลนส์มา ให้ทําการตรวจโดยผู้เข้ารับการ ตรวจไม่ต้องถอดคอนแทคเลนส์ออก สอบถามผู้เข้ารับการตรวจว่ามีปัญหาการมองเห็นไม่ชัดเจนของสายตา ข้างใดมากกว่าอีกข้างหนึ่งหรือไม่ ถ้ามีให้ทําการตรวจในตาข้างที่ผู้เข้ารับการตรวจรู้สึกว่ามองเห็นได้แย่กว่า ก่อน ถ้าผู้เข้ารับการตรวจรู้สึกว่าตาทั้งสองข้างมองเห็นได้ดีเท่าๆ กัน ให้ตรวจตาขวาก่อน โดยให้ตรวจตาขวา แบบใส่คอนแทคเลนส์ (Corrected right eye) จากน้ันทําการตรวจตาซ้ายแบบใส่คอนแทคเลนส์ (Corrected left eye) แล้วจากนั้นทําการตรวจการมองทั้ง 2 ตาพร้อมกันแบบใส่คอนแทคเลนส์ (Corrected both eye) ไปตามลําดบั บนั ทึกขอ้ มูลดว้ ยวา่ ผู้เขา้ รบั การตรวจใส่คอนแทคเลนส์ ขั้นตอนการตรวจ ให้ผู้เข้ารับการตรวจอ่านภาพสัญลักษณ์ที่อยู่บนแผ่นทดสอบจากแถวบนสุด (ท่ีมี ขนาดใหญท่ ีส่ ุด) ไลล่ งมาเร่อื ยๆ ทลี ะแถว จนถึงแถวท่ีมีขนาดเล็กที่สุดเท่าท่ีสามารถอ่านได้ การพิจารณาในแต่ละ แถวว่าอ่าน “ได้” หรือ “ไม่ได้” ให้ใช้หลักการตามมาตรฐานขององค์กร ICO ฉบับปี ค.ศ. 2002 [9] คือ พิจารณาจากการที่ผู้เข้ารับการตรวจสามารถอ่านภาพสัญลักษณ์ได้ถูกต้องมากกว่าครึ่งของจํานวนภาพ สัญลักษณ์ที่มีอยู่ในแถวนั้น เช่น ถ้าแถวที่พิจารณามีภาพสัญลักษณ์อยู่จํานวน 4 ตัว หากผู้เข้ารับการตรวจ สามารถอ่านได้ถูกต้องตง้ั แต่ 3 ตวั ข้ึนไป ให้ถือวา่ สามารถอา่ นแถวนนั้ “ได”้ 11
ทาํ การบันทึกผลการตรวจตามค่าที่ผู้เข้ารับการตรวจอ่านได้ลงในแผ่นบันทึกผล เช่น 20/20, 20/40, 20/200 ดงั นเี้ ปน็ ต้น (หากใชห้ น่วยอืน่ ในการบันทกึ ผลก็ใหบ้ นั ทกึ ลงไปตามแบบของหน่วยนน้ั ๆ) กรณีตรวจคนทํางานที่ส่วนใหญ่เป็นคนมีสุขภาพดี การร่นระยะเวลาการตรวจ โดยบอกให้ผู้เข้า รับการตรวจ “อา่ นภาพสัญลักษณแ์ ถวทเ่ี ล็กที่สดุ เท่าที่คณุ สามารถอ่านไดเ้ ลย” สามารถทาํ ได้ ตาราง ตวั อย่างการลงบนั ทกึ ผลการตรวจความชัดเจนในการมองเหน็ ภาพ (ดดั แปลงจากคู่มือการคดั กรองความผิดปกตทิ างสายตา. โรงพยาบาลเมตตาประชารกั ษ์ (วัดไรข่ งิ ), 2558 [9]) แถวที่ ตัวเลข ความชัดเจนในการมองเหน็ ภาพ การลงผล 6 (20/30) 3 7 4 6 2 8 5 มีตวั เลข 7 ตัว / / / / / / / อ่านได้ทกุ ตวั 20/30 7 (20/20) 7 2 6 4 7 9 3 มีตวั เลข 7 ตัว / / / / / / / อ่านได้ทกุ ตัว 20/20 / / x / X / X อา่ นได้ 4 ตัว (มากกวา่ คร่งึ ) 20/20 / X X / X / X อา่ นได้ 3 ตวั (น้อยกวา่ คร่ึง) 20/30 แต่หากผู้เข้ารับการตรวจไม่สามารถอ่านภาพสัญลักษณ์ได้แม้จะเป็นภาพสัญลักษณ์ตัวท่ีอยู่แถว บนสุด (ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด) แล้วก็ตาม ให้บอกผู้เข้ารับการตรวจให้เดินขยับเข้าหาแผ่นทดสอบให้ใกล้ขึ้นอีก ครึ่งหน่ึง (เป็นห่าง 10 ฟุต) ถ้าสามารถอ่านได้ให้ลงบันทึกผลโดยเอาระยะ 10 ฟุต เป็นตัวตั้ง คือลงบันทึกเป็น 10/200 หากยังอ่านไม่ได้อีก ให้ขยับเข้าใกล้แผ่นทดสอบอีกเป็น 5 ฟุต และ 2.5 ฟุต ตามลําดับ (หรือหากทํา โดยละเอียดอาจให้ผู้เข้ารับการตรวจค่อยๆ ขยับเข้าหาแผ่นทดสอบทีละ 1 ฟุตก็ได้) ถ้ายังอ่านไม่ได้อีก ให้ผู้ทํา การตรวจชูนิ้วไว้หน้าดวงตาของผู้เข้ารับการตรวจ แล้วถามว่าเห็นกี่น้ิว ถ้านับจํานวนนิ้วได้ถูกต้องให้ลงบันทึก ผลว่า CF (Counting fingers) แล้วตามด้วยระยะห่างท่ีสามารถนับน้ิวได้ถูกต้อง เช่น CF at 2 feet (หรือ CF 2), CF at 1 foot (หรือ CF 1) หากนับนิ้วไม่ได้ ให้โบกมือหน้าดวงตาของผู้เข้ารับการตรวจแล้วถามว่าเห็นอะไร เคล่ือนไหวหรือไม่ ถ้าเห็นให้ลงบันทึกผลว่า HM (Hand motion) หากไม่เห็นอีกให้ใช้ไฟฉายส่องหน้าดวงตา ของผู้ป่วย แล้วถามว่าเห็นดวงไฟหรือไม่ ถ้าเห็นดวงไฟแล้วสามารถบอกตาํ แหน่งของดวงไฟได้ถูกต้องด้วย ให้ ลงบนั ทกึ ผลว่า PJ (Projection of light) หากเหน็ ดวงไฟแตไ่ มส่ ามารถระบตุ ําแหนง่ ของดวงไฟได้ ให้ลงบันทึก ผลว่า PL (Perception of light) หากไม่สามารถมองเห็นดวงไฟได้เลย ซึ่งบ่งบอกว่าตาบอดสนิท ให้ลงบันทึก ผลวา่ no PL (No perception of light) 12
กรณีทาํ การรายงานผลในหน่วยฟุต (Feet) หรอื หน่วยเมตร (Meters) ไม่จาํ เป็นต้องใส่ประจุลงใน ผลการตรวจท่ีบันทึก เช่น หากผู้เข้ารับการตรวจอ่านแถวท่ีเล็กท่ีสุดได้ถูกต้องคือแถว 20/20 ฟุต ซึ่งมีจาํ นวน ภาพสญั ลกั ษณ์ท้งั ส้ิน 6 ตัว แตอ่ า่ นผดิ ไป 2 ตวั ให้ลงบันทกึ ผลว่า 20/20 ไม่ใชล่ งบนั ทกึ ผลว่า 20/20-2 20/20 หมายถึง 20 (ตวั แรก) หมายถึง ผูเ้ ขา้ รบั การตรวจมองเหน็ ได้ท่รี ะยะ 20 ฟตุ 20 (ตัวหลัง) หมายถงึ คนทม่ี ีสายตาปกตจิ ะมองเห็นได้ทร่ี ะยะ 20 ฟตุ (กค็ ือสายตาเทา่ กบั คนท่มี ีสายตาปกตินัน่ เอง) 20/40 หมายถงึ 20 (ตวั แรก) หมายถึง ผูเ้ ข้ารบั การตรวจมองเหน็ ไดท้ ีร่ ะยะ 20 ฟตุ 40 (ตวั หลงั ) หมายถึง คนทีม่ สี ายตาปกติจะมองเหน็ ไดท้ ี่ระยะ 40 ฟตุ ในการแปลผลการตรวจน้ัน หากเป็นการแปลผลเพ่ือดูความพร้อมในการทํางาน (Fitness to work) ให้พิจารณาจากผลการตรวจโดยการมองทั้ง 2 ตา (Both eye) เมื่อแก้ไขให้ดีที่สุดเท่าที่ทําได้ ณ เวลานั้น (Best corrected) หากเป็นการแปลผลเพื่อวัตถุประสงค์การคัดกรองโรค (Disease screening) ให้พิจารณา จากผลการตรวจของตาแต่ละข้าง (Each eye) แยกจากกัน โดยพิจารณาท้งั จากผลการตรวจแบบที่มองด้วยตา เปลา่ (Uncorrected) และแบบทีแ่ กไ้ ขให้ดีขึ้นแล้ว (Corrected) ภาพที่ 14 ตารางเทียบค่าเปล่ียนหนว่ ย (ICO, 1984) ในการแปลผลการตรวจกรณีเพื่อดูความพร้อมในการทาํ งาน (Fitness to work) ให้แปลผลตาม เกณฑท์ ่ีกฎหมายกําหนด หากเปน็ เรือ่ งทีม่ กี ารกําหนดไว้ในกฎหมาย หรือแปลผลตามเกณฑ์ที่มีองค์กรทางด้าน วิชาการ หรอื ระเบยี บของหน่วยงานราชการ หรือกฎของบรษิ ทั กําหนดไว้ ตามความเหมาะสม 13
ในการแปลผลการตรวจกรณีเพ่ือการคัดกรองโรค อาจยึดตามเกณฑ์ขององค์กร International Council of Ophthalmology (ICO) ฉบับปี ค.ศ. 2002 [10] ซึ่งจะแปลผลว่าความชัดเจนในการมองภาพมี ความ “ผิดปกติ” เมื่อมองได้แย่กว่า 0.8 (ในหน่วยทศนิยม) หรือ 20/25 (ในหน่วยฟุต) หรือ 6/7.5 (ในหน่วย เมตร) หรือ 0.1 (ในหน่วย logMAR) สรปุ ต้งั แต่ 20/30 ขน้ึ ไป ถือว่าผิดปกติ หากแปลผลแล้วพบว่าความชัดเจนในการมองภาพผิดปกติ แพทย์อาชีวเวชศาสตร์ผู้แปลผลควร ส่งตวั ผ้เู ข้ารบั การตรวจไปพบผเู้ ช่ียวชาญ เชน่ จักษแุ พทย์ เพ่อื ตรวจหาความผิดปกตแิ ละทําการแกไ้ ข (ถา้ ความ ผิดปกติน้นั สามารถทําการแก้ไขได)้ ต่อไป ตรวจความชดั เจนในการมองภาพระยะใกล้ กรณีตรวจความชัดเจนในการมองภาพระยะใกล้ (Near vision test) ให้ใช้แผ่นทดสอบสาํ หรับ การมองภาพระยะใกล้ (Near chart) ในการทดสอบ โดยกําหนดให้แผ่นทดสอบกับผู้เข้ารับการตรวจมี ระยะห่างกันเท่ากับ 14 นิ้ว (ประมาณ 35 เซนติเมตร) การใช้เลนส์ขยายแผ่นทดสอบทาํ ให้เสมือนมีระยะห่าง เทา่ กบั 14 นว้ิ เช่นในกรณขี องเครื่องทดสอบสายตา (Vision tester) อนุโลมให้สามารถใช้ได้ และ ICO, 1984 ระบใุ ห้ใช้แผ่นขนาด 16 นิ้ว = 40 เซนตเิ มตร ก็ได้ [8] ภาพที่ 15 Near chart (ภาพจาก http://www.west-op.com/pocketeyechart.html) ภาพสัญลักษณ์ (Optotype) ที่ใช้ในแผ่นทดสอบ อาจเป็น Landolt ring (Landolt “C”) หรือ รูปตัวอี (E chart) หรือตวั อักษร (Letter) หรอื ตวั เลข (Number) กไ็ ด้ หรืออาจใช้แผ่นทดสอบท่ีมีลักษณะเป็น ขอ้ ความทมี่ ขี นาดตัวอกั ษรเล็กลงเร่ือยๆ เช่น แผน่ ทดสอบเจเกอร์ (Jaeger chart) กไ็ ด้ 14
ภาพที่ 16 Jaeger chart (ภาพจาก http://www.allaboutvision.com/eye-test) การบนั ทกึ ผล จะใชห้ น่วยแบบทศนยิ ม หรอื หนว่ ยฟตุ หรอื หน่วย Jaeger กไ็ ด้ ตวั อยา่ งการเขียนผลตรวจทีอ่ าจพบได้ เชน่ OD = 20/20, OS = 20/30, OU = 20/20 >> พบบอ่ ย Right eye = J1+, Left eye = J2, Both eye = J1 >> พบบอ่ ย OD = N2, OS = N1, OU = N1 [N = Near หรือ Nieden chart (เป็นช่ือ Chart อีก ชนดิ หนึง่ )] ลาํ ดับในการตรวจ วิธีการตรวจ และการแปลผลของการตรวจความชัดเจนในการมองภาพ ระยะใกล้ (Near vision test) ให้ทําเหมือนกับกรณีของการตรวจความชัดเจนของการมองภาพระยะไกล (Far vision test) ยกเว้นในเรอื่ งการยน่ ระยะหา่ งระหว่างแผ่นทดสอบกับผ้เู ขา้ รับการตรวจ ไมต่ อ้ งทาํ 15
ภาพที่ 17 แสดงการตรวจความชัดเจนในการมองภาพระยะใกล้ (Near vision test) ภาพบน ตรวจตาซ้ายแบบตาเปล่า ภาพล่าง ตรวจตาซ้ายขณะใส่แว่น อาการทคี่ วรสง่ พบจักษุแพทย์ นอกจากค่าสายตาท่ีผิดปกติแล้ว อาการท่ีผิดปกติบางอย่างของผู้เข้ารับการตรวจ (ทราบได้จาก การซกั ประวตั ิ) ถา้ มกี ็ควรสง่ ไปพบจกั ษแุ พทย์เช่นกนั [11] 1. เห็นจุด ดวงไฟ หยากไย่ สายฟา้ ภาพเบลอ ภาพบิดเบี้ยว ภาพซอ้ น (Change of vision) 2. เหน็ เงาหรือผ้ามา่ น จดุ ดาํ เบลอตรงขอบ เบลอตรงกลาง (Change in the field of vision) 3. การจําแนกสีผดิ ไปจากเดิม (Change in colour vision) 4. มองเห็นลดลงในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือท้ัง 2 ตา (Loss of vision) 5. ตาเข ตาถลน ปวดตา ตาอกั เสบ (Physical change to the eye) 16
เอกสารอ้างองิ 1. มูลนิธิสัมมาอาชีวะ. แนวทางการตรวจสุขภาพคนทํางานในท่ีอับอากาศ พ.ศ. 2561.ชลบุรี: มูลนิธิ สมั มาอาชีวะ; 2561. 2. The central office for the Wisconsin Department of Transportation. Driver license vision standards. [Internet]. 2015 [Assessed 8 Oct 2015]. Available from: https://wisconsindot.gov/Pages/dmv/license-drvs/rnew-and-chge/vision-standards.aspx 3. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 99 ตอนที่ 111. ลงวันท่ี 28 กรกฎาคม 2525). 4. กฎกระทรวงกาํ หนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง และส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจ แรงงาน พ.ศ. 2547. ราชกิจจานุเบกษา เลม่ 122 ตอนท่ี 4 ก. (ลงวนั ที่ 29 ธนั วาคม 2547). 5. European Committee for Standardization (CEN). European Standard EN 12464-1:2002 – Light and lighting – Lighting of work places Part 1: Indoor work places. Brussels: CEN; 2002. 6. กองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการออกแบบอาคารสถานบริการ สุขภาพและสภาพแวดล้อม: ฉบับทั่วไป. นนทบุรี: กองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวง สาธารณสุข; 2558. 7. สมาคมไฟฟ้าส่องสว่างแห่งประเทศไทย. คู่มือแนวทางการออกแบบการส่องสว่างภายในอาคาร. กรงุ เทพมหานคร: สมาคมไฟฟ้าสอ่ งสว่างแห่งประเทศไทย; 2559. 8. Visual Functions Committee, International Council of Ophthalmology (ICO). Visual acuity measurement standard. Kos: ICO; 1984. 9. โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง). คู่มือการคัดกรองความผิดปกติทางสายตา.เพชรเกษมพริ้นต้ิ งกรปุ๊ นครปฐม, 2558. 10. Colenbrander A. Visual standards – Aspects and ranges of vision loss, with emphasis on population surveys (ICO report). Sydney, Australia: ICO; 2002. 11. Canadian Ophthalmological Society Clinical Practice Guideline Expert Committee. Canadian Ophthalmological Society evidence-based clinical practice guidelines for the periodic eye examination in adults in Canada: Clinical Practice Guideline Expert Committee. Canadian Journal of Ophthalmology. 2007;42(1):P39-45. 17
หนา้ วา่ ง 18
ภาคผนวก ตวั อยา่ งแบบการลงข้อมลู การตรวจความชัดเจนในการมองเหน็ ในงานอาชวี อนามยั 19
แบบการลงข้อมลู ศนู ยอ์ าชวี เวชศาสตร์ โรงพยาบาลวฒั นาอาชีวะ การตรวจความชัดเจนในการมองเหน็ เลขท่ี 12345 ถ.สุขุมวทิ ต.แสนสขุ อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบรุ ี 20130 ในงานอาชีวอนามยั โทรศัพท์: 038-111-111 โทรสาร: 038-222-222 อีเมล์: [email protected] ชอื่ -นามสกลุ (Name)..............................................................HN.............................................อายุ (Age)................เพศ (Gender)........................ วันทีต่ รวจ (Date of examination)........................... บรษิ ทั (Company)................................แผนก (Department)........................................... ตรวจมองไกล (Far vision) ไม่ใส่แว่น (Naked eyes) ใส่แวน่ (Glasses) ใสค่ อนแทคเลนส์ (Contact lenses) ความชดั เจนในการมองเหน็ ตาขวา ตาซ้าย มองท้งั สองตา (Visual Acuity) (Right eye) (Left eye) (Both eye) VA / / / Pinhole / / / 20
Search
Read the Text Version
- 1 - 30
Pages: