บทที่2 แนวคิดทฤษฏีเกี่ยวกับการพัฒนา นวัตกรรมทางการศึกษา
หลักจิตวิทยาการเรียนรู้หรือทฤษฏีการเรียนรู้เป็นพื้นฐานที่สำคัญโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง สำหรับครูผู้สอน จำเป็นที่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในพื้นฐานแนวคิดนี้ ทางฟิสิกส์ และเคมี และทางด้านการแพทย์ที่ประยุกต์พื้นฐานหลักการเกี่ยวกับ การเรียนรู้ดังเช่น ต้องการออกแบบซอร์ฟแวร์ทางการศึกษาสิ่งที่ ต้องตระหนัก เกี่ยวกับการเรียนรู้ ตลอดจนการประเมินผลและสะท้อนผลของซอร์ฟแวร์นั้นว่า เหมาะสมและส่งผลต่อการเรียนรู้เพียงใด โครงสร้างทางปัญญา ซึ่งมีหลักการทฤษฏีดังต่อไปนี้ 1.ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม(Behavioral Theories) กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism หรือ S-R Associationism) จะให้ ความสนใจกับพฤติกรรมที่ สามารถวัดและสังเกตจากภายนอกได้ และเน้น ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมเพราะเชื่อเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกำหนด พฤติกรรม ในแนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยมเชื่อว่า การเรียนรู้จะเกิด จาก การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองหรือการแสดงพฤติกรรมนิยม และถ้าหากได้รับการ เสริมแรงจะทำให้มีการแสดงพฤติกรรมนั้นถี่มากขึ้น ทฤษฏีพฤติกรรมนิยมมีฐานความคิดที่สำคัญ คือ 1. พฤติกรรมทุกอย่าง เกิดขึ้นโดยการเรียนรู้และสามารถสังเกตได้ 2. พฤติกรรมแต่ละชนิดเป็นผลรวมของการเรียนที่เป็น อิสระหลายอย่าง 3. การเสริมแรง ช่วยทำให้พฤติกรรมเกิดขึ้น
2.ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธิปัญญา(Cognitive Theories) การเรียนรู้เป็นสิ่งที่มากกว่าผลของการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าการตอบ สนองโดยให้ความสนใจในกระบวนการภายในที่เรียกว่าความรู้ความเข้าใจ หรือการรู้คิดของมนุษย์โดยเชื่อว่าการเรียนรู้จะอธิบายได้ดีที่สุดหากเรา สามารถเข้าใจกระบวนการภายใน ซึ่งเป็น ตัวกลางระหว่างสิ่งเร้าและการ ตอบสนองการเรียนรู้ตามแนวคิดของนี้มีรากฐานอยู่บนแนวคิดนัก จิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ ซึ่งแนวคิดพื้นฐานของกลุ่มเกสตัลท์ พุ่งไปที่เรื่อง การรับรู้โดยเห็นว่าการรับรู้เป็นกระบวนการของการเรียบเรียง ประสบการณ์และข้อสารสนเทศและจัดให้เป็นรูปร่างและโครงสร้างที่มี ความหมาย แล้วจึงแสดงอาการตอบสนอง 2.1 กลุ่มพุทธิปัญญานิยม (Cognitivsm) กลุ่มพุทธิปัญญาให้ความสนใจเกี่ยวกับกระบวนการคิดการให้เหตุผล ของซึ่งเป็นสิ่งที่นักจิตวิทยากลุ่มพุทธิปัญญาตระหนักถึงควาจำเป็น ที่จะต้องศึกษากระบวนการดังกล่าว ขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรู้คิด (Cognitive Process) ได้แก่ 1.ความใส่ใจ (Attending) 2.การรับรู้ (Perception) 3.การจำได้ (Remembering) 4.การคิดอย่างมีเหตุผล(Reasoning) 5.จินตนาการหรือการวาดภาพในใจ(Imagining) 6.การคาดการณ์ล่วงหน้าหรือการมีแผนการรองรับ(Anticipating) 7.การตัดสินใจ (Decision) 8.การแก้ปัญหา (Problem Solving) 9.การจัดกลุ่มสิ่งต่างๆ(Classifying) 10.การแปลความหมาย (Interpreting)
2.1.1.ทฤษฎีพัฒนาการเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์ (Theory of Cognitive Development) การจัดและรวบรวม (Organization) การปรับตัว (Adaptation) การซึมซาบหรือดูดซึม (Assimilation) การปรับโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation) 2.1.2.ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล (Ausubel) เป็นการเรียน ได้รับมาจากการที่ผู้สอนอธิบายสิ่งที่จะต้อง เรียนรู้ ให้ทราบและผู้เรียนรับฟ้งด้วยความเข้าใจโดยผู้เรียนเห็นความ สัมพันธ์ที่เรียนรู้กับโครงสร้างทางปัญญาที่ได้เก็บไว้มนความทรง จำ และจะสามารถนำมาใช้ในอนาคต ออชูเบสได้ขึ้ให้เห็นว่าทฤษฎีนี้ มี วัตถุประสงค์เพื่อที่จะอธิบายเกี่ยวกับพุทธิปัญญา แนวคิดกลุ่มทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing) ทฤษฎี ประมวลสารสนเทศ (Information Processing Theory) เป็นทฤษฎีที่ พยายามอธิบายให้เข้าใจว่ามนุษย์จะมีวิธีการรับข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ ใหม่อย่างไรเมื่อรับมาแล้วจะมีวิธีการประมวลข้อมูลข่าวสารและเก็บสะสมไว้ ในลักษณะใดตลอดจนจะสามารถเรียกความรู้มาใช้ได้อย่างไร ทฤษฎีนี้จัดอยู่ในกลุ่มพุทธิปัญญา(Cognitivism)โดยให้ความสนใจเกี่ยวกัก ระบวนการคิดการให้เหตุผลของผู้เรียน
ความเป็นมาและแนวคิดของทฤษฎีประมวลสารสนเทศ กล่าวโดยสรุป ทฤษฏีประมวลสารสนเทศ(Information Processing) มุ่งเน้นที่จะศึกษา กระบวนการรู้คิด ลำดับขั้นของการประมวลข่าวสาร และการเรียนรู้ความรู้ต่างๆ(Retrieve) จาก ความจำระยะยาวมาใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพดังขั้นตอนการประมวลสารสนเทศของมนุษย์ของ คลอสไมเออร์ (Klausmeier,H.J.1985) การประมวลสาระสนเทศ
2.2 การบันทึกผัสสะ (Sensory Register) นักจิตวิทยาพุทธิปัญญานิยม ได้อธิบายว่าสิ่งเร้าจากสิ่งแวดล้อมนานา ชนิดได้เข้ามากระทบกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์ คือ หู ตาจมูก ทางสัมผัสผิวหนัง และ ทางปากหรือสิ้น ข้อมูลหรือประสบการณ์ที่รับเข้า มาจะบันทึกอยู่ใน Sensory Register ซึ่งเป็น ความจำระบบแรก ข้อมูลที่ บันทึกไวิในนั้นจะถูกใส่รหัส(Encoded) ในลักษณะเดียวกันกับสิ่งเร้าด้น ตอที่รับมาจากสิ่งแวดล้อม กระบวนการผัสสะซึ่งมีหน้าที่เก็บข้อมูลต่างๆ เพียงระยะสั้นๆประมาณ1-3วินาทีเพียงเพื่อให้ได้ตัดสินใจว่าเราจะให้ความ สนใจและบันทึกไวิในความจำระยะสั้นต่อไปกระบวนการที่ข้อมูลจะถูกนำ เข้าไปเก็บไวิในความจำระยะสั้น คือ การรู้จัก (Recognition) และการใส่ใจ (Attention) 2.3.ความจำระยะสัน (Short-Term Memory ) ความจำระยะสั้นเป็นแหล่งที่สองของการบันทึกความจำหลัง จากประสบการณ์ต่างๆที่รับเข้ามาจะบันทึกอยู่ในการบันทึก ผัสสะ(Sensory Register) ซึ่งเป็นแหล่งแรก ของการบันทึก ความจำ เมื่อข้อมูลที่เลือกแล้วผ่านเข้าเครื่องรับสัมผัสหรือ อวัยวะสัมผัสก็จะถ่ายโยงไปที่ Short-Term Memory แต่เป็น ระยะความจำที่จำกัด จึงถูกเรียกว่า ความจำระยะสั้น หรือเรียก ว่าความจำขณะทำงาน (Working Memory ) เพราะเป็นความจำ เกี่ยวกับสิ่งที่เราจะต้องใช้ในขณะหนึ่งหรือในขณะที่ประมวล สารสนเทศ
4 ความจำระยะยาว (Long-Term Memory ) ข้อมูลที่ถูกบันทึกไวิในความจำระยะสั้นนั้น ถ้าต้องการเรียกออกมาใช้ (Retrieve) ในภายหลังได้นั้นข้อมูลนั้นจะต้องผ่านชนการประมวลผลและ เปลี่ยนแปลง (Processed and Transfomed) จากความจำระยะสั้นไปสู่ความ จำระยาว นักจิตวิทยาให้ความสนใจกับการพัฒนา กระบวนการดังกล่าวโดยวิธี การดังต่อไปนี้ 1 การเข้ารหัส (Encoding) เกิดจากการท่องซํ้าๆหลังจากที่ข้อมูลถูกบันทึก ไวิในความจำระยะสั้นแล้ว เช่น การท่องสูตรคูณซึ่งเป็นการท่องจำที่ไม่ต้อง ใช้ความคิด 2 กระบวนการขยายความคิด (Elaborative Process) คือการสร้าง ความ สัมพันธ์ หรือ การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่จะเรียนรูใหม่ หรือข้อมูล ใหม่กับ ความรู้เดิมของผู้เรียน ที่เก็บไวิในความจำระยะยาวซึ่งจะช่วยในการเรียนรู้ อย่างมีความหมายกระบวนการรู้คิดในกระบวนการสารสนเทศ Klausmeier (1985 : 80-85) ได้อธิบายกระบวนการรู้คิดในกระบวนการ สารสนเทศไว้ ดังต่อไปนี้
3.ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theories) ทฤษฏีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) เป็นทฤษฏีที่ว่าด้วย การสร้างความรู้มี พัฒนาการมาจากปรัชญาปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ที่นำโดยเจมส์(James) และดิวอี้(Dewey) ใน ด้นคริสต์ศตวรรษที่20 และการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับวิธีการหาความรู้ในปรัชญา วิทยาศาสตร์(Philosophy of Science) ทีนำโดย ปอปเปอร์ (Popper) และเฟเยอราเบนด์ (Feyerabend) ใน ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 จากการบุกเบิกของนักวิทยาการคนสำคัญๆ เช่น เพียเจต์ (Piajet) ออซู เบส(Ausuble) และเคลลี่ (Kelly) และพัฒนาต่อมาโดยนักการศึกษา กลุ่มคอนสตรัคดิวิสต์(The constructivists) เช่น ไดรเวอร์(Driver) เบส (Bell) คามี (Kamil) นอดดิงส์ (Noddings) วอนเกส เซอร์สเฟสด์ (Von Glasesrsfeld) เฮนเดอร์สัน (Henderson) และอันเดอร์ฮิล (Underhill) เป็นด้น (จารุณี ซามาตย์, 2552 : 20) 1. แนวคิดเกี่ยวกับคอนสตรัคติวิสต์ เป็นกระบวนการสร้างมากกว่าการรับความรู้ ดังนั้น เป้าหมายของการสนับ สบุนการสร้าง มากกว่าความพยายามในการถ่ายทอดความรู้ดังนั้น คอน สตรัคติวิสต์ (Constructivism) จะมุ่งเน้น การสร้างความรู้ใหม่อย่างเหมาะ สมของแต่ละบุคคลและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญ ในการสร้าง ความหมาย ตามความเป็นจริงเป็นวิธีการที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมีหลัก การที่สำคัญว่าในการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือกระทำในการสร้างความ รู้ซึ่ง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือCognitive Cognitive Constructivism และ Social Constructivism
1.1 กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคดิวิสต์เชิงปัญญา (Cognitive Constructivism) กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา มีรากฐานทางปรัชญาของทฤษฏี มาจาก ความพยายามที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ ด้วยกระบวนการที่พิสูจน์อย่างมี เหตุผล เป็นความรู้ที่เกิดจากการไตร่ตรอง ซึ่งถือเป็นปรัชญาปฏิบัตินิยม ซึ่งเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการปรับเข้าสู่ สภาวะสมดุล (Equilibrium) ระหว่างอินทรีย์และ สิ่งแวดล้อมโดยมี กระบวนการ ดังนี้ -การดูดซึมเข้าสู่โครงสร้างทางปัญญา (Assimilation) -การปรับโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation) 1.2 กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เซิงสังคม (Social constructivism) ได้กล่าวว่าแนวคิดของรีกอทสกี (Vygotsky) ดังกล่าวข้างด้น ที่ว่า เด็กจะพัฒนาใน กลุ่มของสังคมที่จัดขึ้น การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมควรจะเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่างกันมากกว่าที่จะแยกผู้เรียนจากคนอื่นๆ หลักการ 4 ประการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชั้นเรียนที่เรียกว่า“Vygotsky” หรือตามแนวคิดคอนสตรัคดิวิสต์เชิงสังคม (Social constructivism) ดังนี้ 1. เรียนรู้และการพัฒนา คือ ด้านสังคมได้แก่ กิจกรรมการร่วมมือ (Collaborative activity) 2. โซนพัฒนาการ (Zone of proximal development) ควรจะสนองต่อแนว ทางการ จัดหลักสูตรและการวางแผนบทเรียน จากพื้นฐาน 3. การเรียนรู้เรียนโรงเรียนควรเกิดขึ้นในบริบทที่มีความหมายและไม่ควรแยกจาก การเรียนรู้และความรู้ที่ผู้เรียนพัฒนามาจากสภาพชีวิตจริง(Real world) 4.การเรียนรู้ควรจะมีการเชื่อมโยงประสบการณ์นอกโรงเรียนมาสู่ประสบการณ์ใน โรงเรียนของผู้เรียน
สรุป ห ลั ก จิ ต วิ ท ย า ก า ร เ รี ย น รู้ ห รื อ ท ฤ ษ ฏี ก า ร เ รี ย น รู้ นั้ น เ ป็ น สิ่ ง ที่ เ ป็ น พื้ น ฐ า น ที่ สำ คั ญ ที่ ค ว ร มี ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ที่ ลึ ก ขึ้ ง แ ล ะ ต ร ะ ห นั ก เ กี่ ย ว กั บ ห ลั ก ก า ร ท ฤ ษ ฏี ที่ เ ป็ น พื้ น ฐ า น โ ด ย เ ฉ พ า ะ อ ย่ า ง ยิ่ ง สำหรับครูผู้สอน จำเป็นที่ต้องมีความรู้ ดังนั้นการเรียนรู้ เ ป็ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ส ร้ า ง ม า ก ก ว่ า ก า ร รั บ ค ว า ม รู้ ดั ง นั้ น เ ป้ า ห ม า ย ข อ ง ก า ร ส นั บ ส นุ น ก า ร ส ร้ า ง ม า ก ก ว่ า ค ว า ม พ ย า ย า ม ใ น ก า ร ถ่ า ย ท อ ด ค ว า ม รู้ ส่ ว น ข อ ง ห ลั ก ก า ร พื้ น ฐ า น ท ฤ ษ ฏี ก า ร เ รี ย น รู้ ทั้ง3 กระบวนการทัศน์ ดังที่กล่าวในเรื่องกลุ่มพฤติกรรม นิยม ทฤษฏีพุทธิปัญญานิยม และทฤษฏีคอนสตรัคดิวิสต์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการออกแบบ การเรียนการสอน ใ น ก า ร ที่ นำ ไ ป ใ ช้ ใ น ก า ร อ อ ก แ บ บ เ พื่ อ ล่ ง เ ริ ม ก า ร เ รี ย น รู้ ที่ มี ประสิทธิภาพ นั้น หมายถึงล่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
Search
Read the Text Version
- 1 - 10
Pages: