Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทเรียนออนไลน์วิชาพระพุทธศาสนา เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โดยใช้ pakkredlearningcyber

บทเรียนออนไลน์วิชาพระพุทธศาสนา เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โดยใช้ pakkredlearningcyber

Published by artitaya211157, 2022-06-28 07:19:14

Description: บทเรียนออนไลน์วิชาพระพุทธศาสนา เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โดยใช้pakkredlearningcyber

Search

Read the Text Version

วิจัยในชั้นเรียน บทเรียนออนไลน์วิชาพระพุทธศาสนา เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โดยใช้ pakkredlearningcyber นายชายชล ชังอินทร์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี

การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น บทเรียนออนไลน์พระพทุ ธศาสนา เรือ่ ง บทเรียนออนไลนว์ ิชาพระพทุ ธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรบั นักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 /1 โดยใช้ pakkredlearningcyber นายสายชล ตำแหน่ง ครชู ำนาญการ โรงเรยี นปากเกร็ด จงั หวัดนนทบรุ ี สำนักงานเขตพน้ื ที่การศกึ ษามัธยมศึกษานนทบุรี สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน ปกี ารศึกษา 2564

(ก) ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บทเรยี นออนไลน์พระพุทธศาสนา เรือง บทเรียนออนไลน์วิชาพระพุทธศาสนา เร่ือง หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา สำหรับนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2 /1 โดยใช้ pakkredlearningcyber ผู้ศึกษาคน้ ควา้ นายสายชล ชงั อินทร์ ปีการศกึ ษา 2564 บทคดั ย่อ การวจิ ยั ครั้งนีม้ วี ัตถุประสงค์ เพ่ือสรา้ งบทเรยี นออนไลน์ pakkredlearningcyber วิชาพระพุทธศาสนาเรื่อง บทเรียนออนไลน์วิชาพระพุทธศาสนา เรือ่ ง หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 /1 โดยใช้ pakkredlearningcyber ที่มีประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80 / 80 และเพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น ก่อนและหลงั เรียนด้วยแบบฝึกทกั ษะการเรยี น สำหรบั นักเรียนชั้น มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2/1 ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจยั เปน็ นกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2/1 ภาคเรียนที่ 1 / 2564 โรงเรียนปากเกร็ด จำนวน 27 คน เครอื่ งมือท่ีใช้ในการรวบรวมขอ้ มูล ได้แก่ แบบฝึกทกั ษะการเรียน สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ คา่ รอ้ ยละและค่าเฉล่ยี ผลการวิจัยพบวา่ 1.แบบฝึกทักษะทางการเรยี นวชิ าพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/1 ท่ีผวู้ ิจัยสรา้ ง ข้ึนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยรวมมีประสทิ ธภิ าพ 92.08 / 92.20 ซง่ึ สงู กวา่ เกณฑ์ท่ีตัง้ ไว้ 2.ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น วิชาพระพุทธศาสนา ของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2/1 คิดเป็นร้อยละ 92.08 ของคะแนนเต็มมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ซง่ึ สงู กว่าเกณฑท์ ่ีต้ังไว้

กติ ตกิ รรมประกาศ (ข) การวจิ ัยในชั้นเรยี น บทเรยี นออนไลน์วิชาพระพุทธศาสนา เรือ่ ง หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาสำหรับ นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 /1 โดยใช้ pakkredlearningcyber สำหรบั นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรยี น ปากเกร็ด โดยใชบ้ ทเรยี น ออนไลน์ pakkredlearningcyber สำเรจ็ สมบรู ณไ์ ดโ้ ดยความกรุณาเป็นอยา่ งย่ิงจาก ขอขอบพระคณุ คณุ ครูประทิน พวงแพ่ ท่ใี ห้คำปรึกษาและใหค้ วามอนเุ คราะห์องค์ความรู้ทีเ่ ป็นประโยชน์ ในการจัดทำการวจิ ัยในชัน้ เรยี นคร้งั นี้ ขอขอบพระคุณ คุณครูสมร โกวิทชัย ทีไ่ ด้ให้คำปรึกษาและแนะนำเรื่องทเี่ ปน็ ประโยชน์ในการจดั ทำการ วิจยั ในช้ันเรียนคร้ังนี้ ขอขอบพระคุณ คุณพ่อคุณแม่ที่ได้ให้กำลังใจข้าพเจา้ และคำปรกึ ษา ช่วยให้ขา้ พเจ้ามีกำลังใจในการทำ วจิ ัยไดส้ ำเรจ็ สดุ ท้ายทข่ี าดไม่ได้เลยขอขอบคุณนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที 2/1 โรงเรยี นปากเกรด็ จำนวน 27 คน ทใี่ ห้ความร่วมมอื ในการศึกษาค้นควา้ และทดลองครั้งนี้ สดุ ทา้ ยนที้ ่ีจะขาดมิได้ ข้าพเจา้ ขอขอบคุณตัวเอง ที่ทำใหง้ านวจิ ัยนีส้ ำเร็จลุลว่ งไปดว้ ยดี สายชล ชงั อินทร์

สารบัญ (ค) บทท่ี หน้า บทคดั ยอ่ (ก) กิตติกรรมประกาศ (ข) สารบญั (ค) 1. บทนา 1 ความสาคญั และที่มาของการทาวิจยั 2 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั 3 ความสาคญั ของการวิจยั 3 ของเขตของการวิจยั 3 3 เน้ือหา 3 ประชากร/กลมุ่ ตวั อยา่ ง 3 ตวั แปรที่ใชใ้ นการวิจยั 4 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ ประโยชนท์ ่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ 6 8 2. เอกสารและงานวิจัยทเี่ กย่ี วข้อง 9 ความหมายของส่ือการเรียนการสอน 9 ความสาคญั ของสื่อการสอน 9 บทบาทของสื่อการสอน 13 คุณค่าของสื่อการเรียนการสอน 14 ประเภทของสื่อการสอน 14 หลกั การพจิ ารณาเลือกสื่อการเรียนการสอน 15 การใชส้ ่ือการเรียนการสอน 18 ประโยชน์ของการใชส้ ื่อการสอน ความหมายของบทเรียนออนไลน์ E-Learning องคป์ ระกอบของ E-Learning

สารบญั (ต่อ) (ค) บทท่ี หน้า ระดบั การถา่ ยทอดเน้ือหา E-Learning ระดบั การนา E-Learning ไปใช้ 19 ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม 19 ทฤษฎีปัญญานิยม 22 ทฤษฎีโครงสร้างความรู้ 23 3. วิธีการดาเนนิ การวิจัย 24 กลุม่ เป้าหมาย เครื่องมือที่ใชใ้ นการศึกษา 25 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 25 การวเิ คราะหข์ อ้ มูล 26 สถิติที่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู 27 27 4. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สญั ลกั ษณ์ท่ีใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล 30 ลาดบั ข้นั ตอนในการวิเคราะหข์ อ้ มลู 30 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 30 5. สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 34 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั 34 ขอบเขตของการวจิ ยั 34 เครื่องมือท่ีใชใ้ นของการวิจยั 35 สรุปผลการวจิ ยั 35 อภิปรายผลการวจิ ยั 36 ขอ้ เสนอแนะ 38 บรรณานุกรม

บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความสำคัญและทีม่ าของการทำการวจิ ัย เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า ได้แพร่ระบาดทั่วโลก ทำให้ระบบต่างๆต้อง หยุดชะงักลง รวมถึงการเลื่อนเปิดเทอมของโรงเรียน การเรียนการสอนออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นและ โรงเรยี นปากเกร็ดได้มเี ว็บไซต์การเรยี นการสอนของโรงเรยี นเอง จงึ เป็นท่มี าของการทำวิจยั ในครง้ั น้ี ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการ ทำงานต่างๆของผู้คนมากขึ้น นับเป็นปัจจัยที่สำคัญ ในการสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจ ตลอดจนพัฒนาความ เปน็ อยู่ของคนในสงั คมให้ดีข้ึน สำหรับประเทศไทยน้นั ไดใ้ หค้ วามสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยสี ารสนเทศเนื่องจาก เปน็ ปัจจัยทีส่ ำคัญในการท่จี ะแขง่ ขัน กับประเทศอื่นๆ อีกทงั้ ยงั เปน็ เครื่องมือจะเพิ่มศักยภาพใหป้ ระเทศเป็นผู้นำในด้านการคา้ การผลติ การเงินการ ขนส่ง การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์ รวมถึงการเสริมสรา้ งคุณภาพชวี ติ ของประชาชนในประเทศให้ดขี น้ึ (หรรษา วงษ์ ธรรมกลู , 2541 อา้ งถึงใน พัชรา คะประสิทธ์, 2546 : 1) วิชาพระพุทธศาสนา เป็นวิชาท่ตี ้องใชค้ วามรู้ความเขา้ ใจค่อนข้างมากโดยเฉพาะเนื้อหาหลกั ธรรม ทาง พระพทุ ธศาสนา จะต้องอาศัยความรูค้ วามใจอยา่ งลกึ ซง้ึ ดังนนั้ ผสู้ อนจึงคิดค้นนวตั กรรมบทเรียนออนไลน์ พระพุทธศาสนา สำหรบั นกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรียนปากเกรด็ โดยใช้ pakkredlearningcyber เพอื่ ชว่ ยเพิ่มองคค์ วามร้ใู ห้กบั นกั เรยี นในการเรียนวชิ าพระพุทธศาสนามากขึ้น จากแผนการศึกษาแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 10 (พ.ศ. 2545 -2559) ไดก้ ำหนดแนวนโยบาย เพื่อดำเนินการ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และการพัฒนานประเทศ โดยมีกรอบการดำเนินงานให้ใช้ เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพของการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริม และสนบั สนนุ ผู้ใชแ้ ละผผู้ ลติ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้มีจิตสำนึก จรรยาบรรณ มีความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมในการ ผลิตสื่อเพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพ รวมทั้งพัฒนาผู้รับและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้มีความสามารถในการ เรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถเลือกสรรกลั่นกรองและใช้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ (สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่ชาติ. 2551 : ออนไลน์) ดังนี้แล้ว สถาบันการศึกษาจึงจำเป็นต้องผลิตองค์ความรู้ที่จะช่วยในการ พฒั นาประเทศใเป็นสังคมแหง่ การเรียนร้ทู ี่จะทำใหผ้ ู้เรยี นสามารถเข้าถงึ และเรียนรู้ได้ทุกเวลา เพื่อใหส้ อดคล้องกับ แผนการศึกษาแห่งชาติ โรงเรยี นปากเกรด็ เปน็ สถาบันการศึกษาของรฐั บาลสถาบนั หนงึ่ ทีม่ ุ่งส่งเสริมและ พัฒนาระบบการเรียนการสอนแบบออนไลน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของโรงเรียน ยังให้บริการอินเตอร์ไร้ สายให้กับนักเรียนสามารถเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ตส่วนตัวของนักเรียนเข้าใช้ในระบบ pakkredlearningcyber ได้ โดยไมเ่ สยี คา่ ใชจ้ า่ ย

โรงเรียนปากเกรด็ ได้สร้างระบบการเรยี นร้อู อนไลน์ pakkredlearningcyber ซ่งึ เป็นระบบใหม่ ข้ึนในปี การศึกษา 2563 เป็นปีแรก โดยมวี ตั ถุประสงค์หลกั เพอื่ ให้การเรยี นการสอนสามารถดำเนนิ ต่อไปได้ และสามารถ เรยี นรไู้ ดต้ ลอด 24 ชัว่ โมง ทนี่ กั เรียนต้องการทีจ่ ะเรียน ดังนน้ั การจัดการศึกษาให้กับนักเรยี นของโรงเรยี นปากเกรด็ จึงตอ้ งมกี ารศกึ ษาแนว ทางการจัดการเรยี นให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสงั คม และนวัตกรรมการศึกษาของโรงเรยี น ซึ่งโรงเรยี น กำลังอยู่ในช่วงแห่งการพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ จึงจำเป็นที่ต้องศึกษาหาข้อมูล เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทาง ในการบริหารจัดการ ซึ่งโรงเรียนปากเกร็ดได้เห็นความสำคัญของระบบอินเตอร์เน็ต และการนำเสนอบทเรียนใ น ลกั ษณะออนไลน์ เพอื่ ให้นกั เรยี น สามารถเรยี นร้ไู ด้อย่างต่อเนือ่ ง ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีการเรียนด้วยการนำตนเอง การจัดการเรียนรู้แบบเอกัตภาพ การพัฒนา สื่อการเรียนการสอนการสรางบทเรียนออนไลน์ และงานวิจัยที่เก่ียวข้อง เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาและ นำเสนอบทเรียนผ่านระบบการเรียนรู้ออนไลน์ pakkredlearningcyber เพื่อให้นักเรียนได้ศกึ ษาบทเรียนโดยการ เรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนที่นักเรียนมีอิสระต่อการเรียนรู้ของตนเอง และเป็นไปตาม วัตถุประสงค์ท่ี คณุ ครูและนกั เรยี นต้องการ ไดแ้ ก่ การศกึ ษาบทเรียนล่วงหน้า การทบทวนบทเรียน การประเมนิ ตนเองโดยการทำ แบบฝกึ หัตบทเรยี นออนไลน์ ทน่ี กั เรียนสามารถทราบผลคะแนนการทำแบบฝกึ หัดได้ตลอดเวลาอยา่ งเป็นอิสระ 1.2 วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั 1.2.1 เพอ่ื สร้างบทเรียนออนไลน์วชิ าพระพทุ ธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรบั นักเรียนช้ัน มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 /1 โดยใช้ pakkredlearningcyber สำหรับนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรยี นปากเกร็ด ท่ีมปี ระสทิ ธิภาพ ตามเกณฑ์ 80 / 80 1.2.2 เพอ่ื เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น กอ่ นและหลงั เรยี นด้วยระบบ pakkredlearningcyber สำหรับ นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 2/1 1.3 1.4 สมมตุ ิฐานของการวจิ ัย 1.นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ท่ีได้รบั การสอนโดยใชบ้ ทเรยี นออนไลน์ pakkredlearningcyber มี ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นสงู ข้ึน

(3) 1.4 ความสำคญั ของการวจิ ยั 1.4.1 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับ นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 2 /1 โดยใช้ pakkredlearningcyber สำหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 1.4.2 ไดพ้ ัฒนาบทเรยี นออนไลน์ pakkredlearningcyber 1.4.3 โรงเรยี นสามารถนำแนวทางนไ้ี ปส่งเสรมิ ให้ครคู นอน่ื ๆ ได้นำไปพฒั นากลุ่มสาระอื่นๆได้ตามมาตรฐาน วชิ าชพี 1.5 ขอบเขตของการวจิ ัย 1.5.1 เน้อื หา การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เนื้อหาของกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมของนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 2 ได้แก่วิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้น มธั ยมศึกษาปีที่ 2 /1 โดยใช้ pakkredlearningcyber 1.5.2 ประชากร/กลุ่มตวั อย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในเรื่องนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1/ 2564 โรงเรยี นปากเกรด็ อ.ปากเกรด็ จ.นนทบรุ ี จำนวน 27 คน กลุ่มตวั อยา่ งท่ีใช้ในการวจิ ัยในเรอ่ื งน้ี ไดแ้ ก่ นักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2/1 ภาคเรยี นที่ 1 / 2564 ซ่งึ ไดม้ าโดยการเลือกแบบเจาะจง 1.5.3 ตัวแปรทีใ่ ช้ในการวจิ ัย 1) ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา นักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2/1โรงเรยี นปากเกร็ด จำนวน 27 คน 2) ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่องหลักธรรมทาง พระพทุ ธศาสนา ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษา ปีที่ 2/1 ท่ใี ช้บทเรยี นออนไลน์ 1.6 นิยามศพั ท์เฉพาะ 1.6.1 บทเรียนออนไลน์เป็นบทเรียนท่ีสร้างขึ้นใน pakkredlearningcyber 1.6.2 แบบฝกึ ทกั ษะการเรียน หมายถงึ แบบฝกึ ทักษะท่ผี ู้คน้ ควา้ สร้างขน้ึ โดยใชเ้ นอื้ หาวิชา พระพทุ ธศาสนา ในระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 1.6.3 นกั เรยี น หมายถึง นกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2/1 ปีการศึกษา 2564

โรงเรียนปากเกร็ด จำนวน 27 คน (4) 1.6.4 แบบทดสอบ หมายถึง แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นรายวชิ าพระพุทธศาสนา เรอ่ื งหลักธรรมพระพุทธศาสนา ทีผ่ ู้รายงานสร้างขึ้น เพ่ือทดสอบ นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2/1 ก่อนและหลังการทดลอง 1.6.5 โรงเรยี น หมายถึง โรงเรยี นปากเกรด็ ตำบล ปากเกรด็ อำเภอ ปากเกรด็ จังหวดั นนทบรุ ี 1.6.6 แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถงึ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาพระพุทธศาสนา เรือ่ ง หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนปากเกรด็ ท่ีผรู้ ายงานสร้างข้ึน 1.6.7 ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน หมายถึง คะแนนท่ีนักเรียนทำไดจ้ ากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นทผี่ ศู้ ึกษาสร้างขนึ้ 1.6.8 ประสิทธิภาพของชดุ ฝกึ ทักษะการเรยี น ผูศ้ กึ ษาได้กำหนดไว้ที่ 80 / 80 80 ตวั แรก หมายถงึ คะแนนเฉลย่ี ร้อยละของประสทิ ธิภาพของการฝึก 80 ตัวหลัง หมายถงึ คะแนนเฉลย่ี รอ้ ยละของการทดสอบหลงั เรยี น 1.7 ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะได้รบั 1.7.1 นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธ์วิ ิชาพระพุทธศาสนาทางการเรยี นสูงขนึ้ 1.7.2 นักเรยี นมีเจตคติทด่ี ตี อ่ วิชาพระพทุ ธศาสนา 1.7.3 นักเรียนสามารถนำความรู้วิชาพระพุทธศาสนาปประยกุ ตใ์ ช้ได้

บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวขอ้ ง ในการศกึ ษาเอกสารงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นพระพุทธศาสนา เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ pakkredlearningcyber ผู้วิจยั ได้ค้นควา้ เอกสารงานและวจิ ยั ท่ีเกี่ยวข้อง โดยลำดับเน้อื หาทเี่ ปน็ สาระสำคัญ ดังต่อไปน้ี 1. เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั สื่อการสอน 1.1 ความหมายของสอ่ื การเรียนการสอน 1.2 ความสำคญั ของส่ือการเรียนการสอน 1.3 บทบาทของสื่อการเรียนการสอน 1.4 คุณคา่ ของส่ือการเรยี นการสอน 1.5 ประเภทของสอื่ กรเรยี นการสอน 1.6 หลักการพจิ ารณาเลอื กสื่อการสอน 1.7 การใชส้ อ่ื การสอน 1.8 ประโยชน์ของส่ือการสอน 2. เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้องกบั บทเรยี นออนไลน์ 2.1 ความหมายของบทเรยี นออนไลน์ e-Learning 2.2 องคป์ ระกอบของ e-Learning 2.3 ระดบั การถา่ ยทอดเนื้อหา ของ e-Learning 2.4 ระดับการนำ e-Learning ไปใช้ 2.5 บริการต่างๆ บนอนิ เตอร์เน็ต 3. ทฤษฎีการเรียนรู้และจติ วิทยาการเรียนรู้ 3.1 ทฤษฎพี ฤตกิ รรมนิยม (Behaviorism) 3.2 ทฤษฎปี ญั ญานยิ ม (Cognitivism) 3.3 ทฤษฎีโครงสรา้ งความรู้ (Scheme Theory)

(6) 1. เอกสารทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั สือ่ การเรียนการสอน 1. ความหมายของส่ือการเรยี นการสอน ความหมายของส่ือ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสนอ ให้คำจำกัดความไว้ในหลายความหมายโดยแบ่งความหมายของส่ือไว้ที่เกี่ยวข้อง กับดา้ นตา่ งๆดงั น้ี สือ่ ในความหมายทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั ด้านการสื่อสาร 'สือ่ ' หมายถงึ เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการเก็บและส่งถ่ายข้อมูลและขา่ วสาร โดยแบง่ สอ่ื เป็นหลายประเภทดงั น้ี 1) สอ่ื โมษณา หมายถึง ส่ือประเภทตา่ งๆที่มีเน้ือหา และเกี่ยวขอ้ งกบั การซ้อื และวางตำแหน่ง เพ่อื โฆษณาสินคา้ 2) สอื่ อเิ ลคทรอนคิ หมายถึง การสอื่ สารตา่ งๆโดยสง่ ผ่านไฟฟ้า หรอื พลังงานจักรกลไฟฟา สอื่ อเิ ลคทรอนคิ ยงั แบ่งย่อยไดเ้ ป็น 2.1 สอื่ ดิจติ อล หมายถึ สอ่ื ทางอเิ ลคทรอนคิ ทใ่ี ช้เพ่ือเกบ็ หรือสอื่ ตลอดจนรบั ข้อมูลท่ใี ช้ ค่าทเ่ี ปน็ ตวั เลข 2.2 สื่อธุรกิจอเิ ลคทรอนิค หมายถึงส่ือดิจิตอลเพือ่ ธุรกิจอเิ ลคทรอนคิ 2.3 สอื่ ไฮเปอรม์ เี ดีย หมายถงึ สอ่ื ทเ่ี กย่ี วกบั ไฮเปอรล์ งิ ค์ต่างๆ 2.4 สือ่ มลั ตมิ ีเดยี หมายถึง การสอ่ื สารทรี่ วมรปู แบบของเนอ้ื หาด้านการสือ่ สารและ กระบวนการเขา้ ไว้ด้วยกัน 3) ส่อื ส่ิงพมิ พ์ หมายถงึ การสอื่ สารโดยผา่ นกระดาษหรอื ผนื ผา้ ใบ 4) สือ่ เผยแพร่ หมายถึง ส่อื ใดก็ตามทท่ี ำไม่ไดค้ ดิ ค่าใชจ้ า่ ยเพือ่ ไปส่สู าธารณะ 5) ส่ือมวลชน หมายถึง เครอ่ื งมอื หรือวิธีการทุกวธิ ใี นการส่อื สารมวลชน 6) สอ่ื กระจายเสียง หมายถึง การสือ่ สารโดยการส่งผา่ นเครือข่ายทางการสอ่ื สารทเ่ี ป็น อเิ ลคทรอนิคเพ่อื มวลชน 7) สอ่ื ใหม่ หมายถึง สือ่ มวลชนท่ีใหค้ วามสำคญั กบั การส่อื สารด้านการขา่ ว 8) สื่อดา้ นการขา่ ว (ประเทศสหรัฐอเมริกา) หมายถึง สอื่ ด้านการขา่ วของประเทศสหรัฐอเมรกิ า 9) สื่อใหม่ (ในอีกความหมายหนง่ึ ) หมายถงึ สอื่ ทส่ี ามารถนำมาใช้ในการสรางสรรค์หรือชว่ ย ให้คอมพิวเตอรส์ มยั ใหมม่ ีกระบวนการทำงานทีม่ ีพลงั 10) สอื่ ชว่ ยบนั ทกึ หมายถึง เคร่อื งมือท่ไี ด้รบั การนำมาใช้เพอื่ เกบ็ ข้อมูล

(7) สอ่ื ในความหมายที่เก่ียวข้องกับด้านคอมพวิ เตอร์ สอ่ื ทเ่ี กีย่ วข้องกับคอมพิวเตอรม์ ี 2 ลกั ษณะ คอื การสอื่ สารทางเดยี ว และสองทาง 1) ส่อื ข้อมลู ด้านคอมพวิ เตอร์ หมายถงึ เคร่ืองมือ หรือ วสั ดุท่ใี ช้ในการเกบ็ ขอ้ มูลทใ่ี ช้ใน คอมพิวเตอร์ 2) สอ่ื มีเดีย เพลเยอร์ (แอพพลดิ ชั่น ซอฟแวร์) หมายถงึ ชนิ้ สว่ นอปุ กรณ์ซอฟแวรท์ ีไ่ ด้รบั การ ออกแบบมาเพอื่ ใช้เล่นใหเ้ กดิ เสยี งและภาพ ส่อื ในความหมายทเี่ ก่ยี วข้องกับวิทยาศาสตร์ มีความหมายทเี่ ก่ียวกบั วทิ ยาศาสตรด์ ังน้ี 1) ส่อื เติบโต หมายถึง วตั ถุหรือสงิ่ ตา่ งๆทีอ่ ยู่ในองคาพยพสว่ นเล็กๆ หรอื ในเซลสท์ สี่ ามารถ เจรญิ เติบโตได้ 2) สอื่ กรอง หมายถงึ สอื่ หรือตวั กลางทีป่ ระกอบด้วยวตั ถกุ รองทแ่ี ตกตา่ งหลายชนิด 3) สือ่ หุ้มเซลส์ หมายถงึ เน้อื เยื่อห้มุ ชลที่เป็นแผน่ บาง เปน็ ชน้ั ทีอ่ ยู่ตรงกลางของผนังเส้นเลอื ด สอื่ ในความหมายทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั ศลิ ปะ มคี วามหมายท่เี ก่ียวกับศลิ ปะแขนงต่างๆดังนี้ 1) สอ่ื หมายถงึ วัสดุ และวิธีการทใ่ี ช้โดยศิลปนิ ผู้สรา้ งงานศลิ ปะ 2) สือ่ หมายถึง วัสดทุ ใ่ี ช้ในการทำให้งานศลิ ปะสำเรจ็ ลงได้ เช่น ในกระบวนการmass finishing หรือ abrasive blasting(อา้ งจาก http://en wikipedia. org/ wikiMedia)ชอรส์ (Snores 1960 : 1) กล่าว ว่าสื่อการสอนเป็นเครื่องมือช่วยสื่อความหมายจัดโดยครูและนักเรียน เพื่อสริมการเรียนรู้ เครื่องมือการสอนทุก ชนิดจัดเป็นสื่อการสอน เช่น หนังสือในห้องสมุด โสตทัศนวัสดุต่างๆ เช่น ฟิล์มสตริป สไลด์ แผนที่ ของจริง ทรพั ยากรจากชมุ ชน เป็นต้น กดู๊ (Good 1973 : 307, อา้ งถึงใน ยพุ ิน พิพิธกล และ อรพรรณ ตันบรรจง 2535 : 18) กลา่ ววา่ สอ่ื การสอน คือวิธีการและวัสดุอื่นใดที่แสดงให้เห็นเนื้อหาสาระอย่างสมบูรณ์แบบโดยตัวของมันเอง และเป็นผู้ส่งเสริมอย่าง กวา้ งขวางมากกว่าท่จี ะเปน็ ส่วนประกอบของกระบวนการเรียนการสอน กิดานนั ท์ มลทิ อง (2548 ข : 18) กลา่ ววา่ สื่อนับวา่ เปน็ สิง่ ท่มี ีบทบาทอยา่ งมากในการเรยี นการ สอนเนื่องจากเป็นตัวกลางที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ ผู้เรียนมีความเข้าใจเนื้อหาบทเรียนได้ตรงกับที่ผู้สอนต้องการ การใช้สื่อการสอนนั้นผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาถึง ลักษณะเฉพาะและคุณสมบัติของสื่อแต่ละชนิด เพื่อเลือกใช้สื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์การเรียนและการสอน สามารถจัดประสบการณก์ ารเรยี นรใู้ ห้กับผ้เู รียนเพ่ือให้การจดั การเรยี นการสอนดำเนนิ ไปได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ วาสนา ชาวหา (2533 : 8) กล่าวว่า สื่อการสอนหมายถึง สิง่ ใดกต็ ามท่เี ป็นตัวกลางหรือพาหนะนำ ความร้ไู ปสผู่ เู้ รยี นและทำใหผ้ ู้เรยี นสามารถเรยี นร้ไู ด้ตามวัตถปุ ระสงคท์ ่ีกำหนดไว้อยา่ งดี

(8) สมบรู ณ์ สงวนญาติ (2534 : 42-43) กลา่ ววา่ สื่อการเรยี นการสอนหมายถงึ ทกุ สิ่งทกุ อยา่ งทผ่ี สู้ อนและผู้เรียน นำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อช่วยให้กระบวนการเรียนรู้ดำเนินไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ วัตถุ สิง่ ของท่มี ีอย่ใู นธรรมชาติ หรือมนุษยส์ รางขึ้นมา รวมทง้ั วิธีการสอนและกิจกรรมในรปู แบบตา่ งๆ จรยิ า เหนยี นเฉลย (2535 : 4) กลา่ ววา่ สอื่ การเรียนการสอนหมายถึง การนำวสั ดุเคร่ืองมือและ วิธีการมาเป็นสะพานเชื่อมโยความรู้เนื้อหาไปยังผู้เรียนได้ เพื่อทำให้เกิดความข้าใจในสิ่งที่ถ่ายทอดซึ่งกันและกัน ได้ผลตรงตามจดุ มุ่งหมาย ประมาณ ฮะกมี ี (2535 : 338) กล่ววา่ ส่อื การสอนหมายถึง วสั ดุ อปุ กรณ์ เครือ่ งมอื และเทคนิค ซงึ่ ชว่ ยถ่ายทอดความ ความเขา้ ใจ และอื่นๆ ใหแ้ กผ่ ู้เรียนตามความมุ่งหมายของการสอน สุโชติ ดาวสุโข และ สโรจน์ แพ่งยงั (2535 : 11) กล่าววา่ สื่อการสอนหมายถงึ สง่ิ ใด ๆ กต็ ามที่ เปน็ ตัวกลางถ่ายทอดความรู้หรอื ชว่ ยในการเยน ซึ่งผสู้ อนและผเู้ รยี นเปน็ ผูใ้ ชเ้ พ่อื ชว่ ยใหก้ ารเรยี นการ สอนมีประสิทธิภาพยิง่ ข้นึ สรปุ ไดว้ ่า ส่ือการเรยี นการสอน หมายถงึ สง่ิ ทอ่ี ยู่รอบตวั ซงึ่ อาจเป็นรปู ธรรมหรือนามธรรม โดย ผู้สอนและผู้เรียนสามารถนำมาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และการจัดการเรียน การสอนเกดิ ประสิทธภิ าพตามจดุ มุ่งหมายท่ตี ง้ั ไว้ 2. ความสำคญั ของสอ่ื การเรยี นการสอน ยพุ ิน พพิ ธิ กล และ อรพรรณ ตนั บรรจง (2535 : 16-17) ได้กล่าวถึงความสำคญั ของสือ่ การเรยี น การสอนดังนี้ 1. สอื่ การเรยี นการสอนจะชว่ ยให้นักเรยี นเขา้ ใจบทเรยี นได้แจ่มแจ้งย่ิงขน้ึ 2. ช่วยในการสอนนักเรียนทีม่ ีความสามารถแตกตา่ งกัน เชน่ นกั เรียนบางคนซ่งึ เรียนออ่ น อาจจะ ต้องใช้รปู ภาพ สือ่ รูปธรรม หรอื ชดุ การเยนการสอนรายบคุ คล ชว่ ยใหเ้ ขาบรรลจุ ดุ ประสงคใ์ นการเรียน 3. ชว่ ยสร้างเสริมความสนใจของนักเรยี นเสยี เวลาเพราะใชส้ ือ่ การเรยี นการสอนไมเ่ ปน็ 4. เพ่ือชว่ ยในกั เรยี นได้เรยี นจากสิ่งที่เป็นรปู ธรรม ซงึ่ จะนำไปสูน่ ามธรรมและทำใหน้ ักเรยี นเกดิ ความเข้าใจแน่นแฟนและจำไดน้ าน 5. ใช้สอ่ื การสอนน้ันเพือ่ ช่วยในการอธบิ ายขยายข้อความและสรปุ ข้อความได้ 6. เพ่อื เสริมสร้างเจตคติท่ีดแี ก่นักเรียน 7. เพอื่ เสริมให้นักเรยี นเกดิ ความคิดริเริ่มสรา้ งสรรค์ 3. บทบาทของสอ่ื การเรียนการสอน ประมาณ ฮะกมี ี (2535 : 339) ได้กล่าวถึงบทบาทของสื่อในกระบวนการสอนไวโ้ ดยสรปุ ดงั น้ี 1. การดงึ ดดู และควบคุมความสนใจและตง้ั ใจของผเู้ รียน 2. การเสนอหรอื ใหแ้ บบอย่างของการกระทำใหแ้ ก่ผู้เรียน

(9) 3. การกระตนุ้ ให้เกิดการเชอ่ื มโยงทางความคดิ ระหว่างประสบการณ์เดมิ กับประสบการณ์ใหม่ 4. การเสนอสิง่ ใหมท่ างการเรยี น 5. การชีแ้ นะและใหค้ วามสะดวกในการเรยี น 6. การให้ขอ้ มูลยอ้ นกลับแกผ่ ู้เรียน 7. การตรวจสอบและประเมินผลการเรียน 8. การถา่ ยโยงการเรียนรู้ 9. การทำให้สงิ่ ทีเ่ รียนรู้แล้วคงอย่ตู ลอดไป 4. คุณคา่ ของสอื่ การเรยี นการสอน สุโชติ ดาวสุโข และ สโรจน์ แพง่ ยัง (2535 : 12) ได้กล่าวถึงคณุ คา่ ของสอ่ื การสอน ดงั นี้ 1. ชว่ ยให้ผูเ้ รียนจำได้เร็วและจำไดน้ าน 2. ชว่ ยกระต้นุ ความสนใจของผ้เู รียนและมสี ่วนรว่ มในการเรียน 3. ชว่ ยให้ผเู้ รยี นเข้าใจได้ชัดเจน 4. ช่วยใหเ้ รียนรไู้ ดม้ ากขน้ึ ในเวลาทม่ี จี ำกัด 5. ช่วยให้ผู้เรียนไดค้ ดิ และแกป้ ัญหา 6. ชว่ ยให้การเรยี นการสอนง่าย เพราะสามารถ 6.1 ทำส่งิ นามธรรมใหเ้ ป็นรปู ธรรม 6.2 ทำสิ่งซับซอ้ นใหง้ ่ายขน้ึ (ยาก งา่ ย) 6.3 ทำสิ่งเคลอ่ื นไหวชา้ ใหเ้ รว็ 6.4 ทำส่งิ เคลือ่ นไหวเรว็ ให้ช้า 6.5 ทำสิง่ ทเ่ี ล็กให้โตขน้ึ 6.7 นำสิง่ ท่อี ย่ไู กลมาศกึ ษาได้ 6.8 นำส่ิงล้ีลบั มาศกึ ษาได้ 5. ประเภทของสอื่ การเรียนการสอน สื่อการเรยี นการสอน หมายถงึ ตวั กลางหรือชอ่ งทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ จากแหล่งความรู้ไปสู่ผู้เรียน และทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพประเภทของสื่อการเรยี น การสอนสือ่ การเรียนการสอนแบ่งตามคุณลกั ษณะได้ 4 ประเภทคือ1. สื่อประเภทวสั ดุ ไดแ้ ก่สไลด์ แผ่นใส เอกสาร ตำร สารเคมี สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ และคู่มือการฝึกปฏิบัติ 2. สื่อประเภทอุปกรณ์ ได้แก่ของจริง หุ่นจำลอง เครื่องเล(่น10) เทปเสียง เครือ่ งเล่นวีดีทศั น์ เครอ่ื งฉายแผน่ ใส อปุ กรณแ์ ละเครือ่ งมอื ในห้องปฏบิ ตั ิการ 3. สื่อประเภทเทคนิคหรือวิธีการ ได้แก่การสาธิต การอภิปรายกลุ่ม กาฝึกปฏิบัติ การฝึกงาน การจัด นทิ รรศการ และสถานการณ์จำลอง

4. สอ่ื ประเภทคอมพิวเตอร์ ได้แกค่ อมพวิ เตอร์ช่วยสอน (CAI การนำเสนอด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer presentation) การใช้ Intranet และ Internet เพื่อการสอ่ื สาร (Electronic mai: E-mail) และการ ใช้ WWW (World Wide Web) ส่อื การเรียนการสอนจำแนกตามประสบการณ์ 1. ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย ประสบการณ์ข้ันนี้ เป็นรากฐานสำคญั ของการศึกษาท้ัง ปวง เป็นประสบการณ์ท่ผี ู้เรนี ได้รบั มาจกความเป็นจริงและดว้ ยตวั เองโดยตรง ผรู้ บั ประสบการณ์นี้จะได้เห็น ได้จับ ได้ทำ ได้รู้สึก และได้ดมกลิ่นจากของจริง ดังนั้นสื่อการสอนที่ไห้ประสบการณ์การเรียนรู้ในขั้นนี้ก็คือของจริงหรือ ความเป็นจรงิ ในชวี ติ ของคนเรานั่นเอง 2. ประสบการณจ์ ำลอง เป็นทีย่ อมรับกนั วา่ ศาสตรต์ า่ งๆ ในโลก มีมากเกนิ กวา่ ท่ีจะเรียนรูไ้ ดห้ มด สิ้นจากประสบการณ์ตรงในชีวิต บางกรณีก็อยู่ในอดีต หรือซับซ้อนเนลับหรือเป็นอันตราย ไม่สะดวกต่อการเรียน จากประสบการณ์จริง จึงได้มีการจำลองสิ่งตา่ ง ๆ เหล่าน้นั มาเพื่อการศึกษา ของจำลอง บางอยา่ งอาจจะเรียนได้ง่ายกว่าและสะดวกกว่า 3. ประสบการณ์นาฏการ ประสบการณ์ต่าง ๆ ของคนเรานั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่สามารถประสบได้ ด้วยตนเอง เช่น เหตุการณ์ในอดีต เรื่องราวในวรรณคดี การเรียนในเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ หรือเรื่อง ธรรมชาติที่เป็นนามธรรม การแสดงละครจะช่วยไปให้เราได้เข้าไปใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด เช่น ฉาก เครื่อง แตง่ ตัว เครอื่ งมอื หุน่ ต่าง ๆ เปน็ ตน้ 4. การสาธติ การสาธติ คือ การอธิบายถงึ ขอ้ เทจ็ จริงหรือแบง่ ความคิด หรือกระบวนการตา่ ง ๆให้ ผ้ฟู ังแลเห็นไปดว้ ย เช่น ครูวทิ ยศาสตร์เตรยี มกา๊ ซออกซเิ จนให้นกั เรยี นดู กเ็ ปน็ การสาธิต การสาธิตก็ เหมือนกับนาฏการ หรือการศึกษานอกสถานที่ เราถือเป็นสื่อการสอนอย่างหนึ่ง ซึ่งในการสาธิตนี้ อาจรวมเอา สิ่งของที่ใช้ประกอบหลายอย่าง นับตั้งแต่ของจริงไปจนถึงตัวหนังสือ หรือคำพูดเข้าไว้ด้วย แต่เราไม่เพ่งเล็งถึงสิ่ง เหลน่ ี้ เราจะใหค้ วามสำคัญกบั กระบวนการทง้ั หมดทผี่ ู้เรยี นจะต้องเฝา่ สงั เกตอยูโ่ ดยตลอด 5. การศึกษานอกสถานที่ การพานกั เยนไปศกึ ษานอกสถานท่ี เปน็ การสรา้ งเสรมิ ประสบการณ์ ชวี ิตเพ่อื ใหน้ ักเรียนได้เรียนจากแหล่ข้อมูล แหล่ความรทู้ ม่ี ีอยู่จงภายนอกห้องเรยี น ดังน้นั การศึกษานอกสถานท่ีจึง เป็นวธิ ีการหนง่ึ ท่ีเป็นสื่อกลางให้นักเรียนได้เรยี นจากของจรงิ 6. นทิ รรศการ นิทรรศการมีความหมายท่ีกวา้ งขวาง เพราะหมายถงึ การจัดแสดงสง่ิ ต่างๆ เพือ่ ให้ ความแผู้ชม ดังนั้นนิทรรศการจึงเป็นการรวมสื่อตง ๆ มากมายหลายชนิด การจัดนิทรรศการที่ให้ผู้เรียนมามีส่วน รว่ มในการจัด จะส่งเสริมให้ผ้เู รียนได้มีโอกาสคิดสรา้ งสรรค์มีสว่ นรว่ ม และไดร้ ับข้อมลู ย้อนกลับด้วยตวั ของเขา(1เอ1ง) 7. โทรทัศน์และภาพยนตร์ โทรทศั นเ์ ปน็ สอื่ การสอนท่ีมีบทบาทมากในปัจจบุ นั เพราะได้เห็นท้งั ภาพและไดย้ นิ เสยี งในเวลาเดียวกัน และยงั สามารถแพรแ่ ละถา่ ยทอดเหตุการณ์ท่กี ำลงั เกดิ ขนึ้ ไดด้ ว้ ย

นอกจากนั้นโทรทัศนย์ ังมีหลายรูปแบบ เช่น โทรทัศน์วงจรปดิ ซึ่งโรงเรียนสามารถนำมาใชใ้ นการเรยี นการสอนได้ เป็นอยา่ งดี นอกจากนยี้ งั มีโทรทศั นว์ งจรปดิ ท่ีเอือ้ ประโยชน์ตอ่ การศึกษาอย่างกว้างขวาง ภาพยนตร์เป็นสื่อที่จำลองเหตุการณม์ าให้ผู้ชมหรือผู้เรียนได้ดูและได้ฟังอย่างใกล้เคียงกับความจริง แต่ไม่สามารถ ถ่ายทอดเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ ถึงอย่างไรก็ตามภาพยนตร์ก็ยังนับว่าเป็นสื่อที่มีบทบาทมากในการเรียนการ สอน เชน่ เดียวกันกบั โทรทัศน์ 8. ภาพนิง่ การบันทึกเสยี ง และวทิ ยุ ภาพนิ ไดแ้ ก่ ภาพถา่ ย ภาพวาดซึ่งมีทั้งภาพทบึ แสงและโปรง่ แส ภาพทบึ แสงคือรูปถ่าย ภาพวาด หรอื ภาพในสง่ิ พมิ พ์ต่าง ๆ สว่ นภาพนิง่ โปรง่ ใสหมายถงึ สไลด์ ฟิลม์ สตริป ภาพ โปร่งใสที่ใช้กับเครื่องฉายวัสดุโปรใส เป็นต้น ภาพนิสมารถจำลองความเป็นจริงมาให้เราศึกษาบนจอได้ การ บันทึกเสียง ได้แก่ แผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียง เทปและเครื่องบันทึกเสียง และเครื่องขยายเสียงตลอดจน อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเสียง ซึ่งนอกจกจะสามารถนำมาใช้อย่างอิสระในการเรียนการสอนด้วยแล้ว ยังใช้กับ รายการวิทยุและกิจกรมการศึกษาอื่น ๆ ได้ด้วย ส่วนวิทยุนั้น ปัจจุบันที่ยอมรับกันแล้วว่า ช่วยการศึกษาและการ เรียนการสอนได้มาก ซ่ึงไม่จำกัดอย่แู ตเ่ พียงวทิ ยโุ รงเรยี นเทา่ นัน้ แต่ยง้ั หมายรวมถงึ วิทยุท่วั ไปอีกดว้ ย 9. ทศั นสญั ลักษณ์ ส่ือการสอนประเภททัศนสญั ลักษณ์นี้ มีมากมายหลายชนดิ เช่น แผนภมู ิ แผนภาพ แผนที่ แผนผัง ภาพโมษณา การ์ตูน เป็นต้น สื่อเหล่นี้เปน็ สื่อทีม่ ีลักษณะเป็นสัญลักษณ์สำหรับถ่ายทอด ความหมายให้เขา้ ใจได้รวดเรว็ ข้นึ 10.วจนสัญลกั ษณ์ ส่ือชน้ั น้ีเป็นสือ่ ก่จี ัดวา่ เป็นขั้นท่ีเปน็ นามธรรมมากทส่ี ุด ซึ่งไดแ้ ก่ ตัวหนงั สอื หรืออักษร สัญลักษณ์ทางคำพูดทีเ่ ป็นเสียงพูด ความเป็นรูปธรรมของสื่อประเภทนีจ้ ะไม่คงเหลอื อยูเ่ ลยอย่างไรกด็ ี ถึงแม้สื่อประเภทนี้จะมีลักษณะที่เป็นนามธรมที่สุดก็ตาม เราก็ใช้ประโยชน์จากสือ่ ประเภทนี้มาก เพราะต้องใช้ใน การส่ือความหมายอยู่ตลอดเวลา สอ่ื การเรียนการสอนจำแนกตามคณุ สมบติ Wilbure Young ได้จัดแบง่ ไว้ดังนี้ 1. ทัศนวสั ดุ (Visual Materils) เชน่ กระดานดำ แผนภมู ิ ลปู ภาพ ฟิล์มสตริป สไลค์ ฯลฯ 2. โสตวัสดุ (Audio Matersls ) เชน่ เคร่ืองบันทกึ เสยี ง (Tape Recorder) เครอ่ื งรบั วทิ ยุ หอ้ งปฏบิ ัติการทางภาษา ระบบขยายเสยี ง ฯลฯ 3. โสตทศั นวสั ดุ (Audio Visual Materials) เช่น ภาพยนตร์ โทรทัศน์ ฯลฯ 4. เครอื่ งมอื หรืออปุ กรณ์ (Equipments) เชน่ เครอื่ งฉายภาพยนตร์ เครื่องฉายฟิลม์ สตริป เคร่ืองฉายสไลด์ 5. กจิ กรรมต่าง ๆ (Activities )เช่น นิทรรศการ การสาธิต ทัศนศกึ ษา ฯลฯ

(12) สือ่ การเรยี นการสอนจำแนกตามรปู แบบ (Form)Louis shores ไดแ้ บ่งประกสือ่ การสอนตามแบบไว้ ดงั นี้ 1. สิ่งตพี มิ พ์ (Printed Materials) เช่น หนงั สือแบบเรยี น เอกสารการสอน ฯลฯ 2 วสั ดกุ กราฟกิ เช่น แผนภูมิ ( Charts) แผนสถติ ิ (Graph) แผนภาพ (Diagram) ฯลฯ 3. วสั ดุฉายและเครอื่ งฉาย (Projected Materials and Equipment) เชน่ ภาพยนตร์ สไลค์ 4. วัสดถุ ายทอดเสียง (Transmission) เช่น วทิ ยุ เคร่อื งบนั ทึกเสียง ส่อื การเรียนการสอนตามลักษณะและการใช้ 1. เครื่องมือหรอื อุปกรณ์ (Hardware) 2. วสั ดุ (Software) 3. เทคนิคหรอื วธิ ีการ (Techinques or Methods) ยพุ นิ พิพิธกล และ อรพรรณ ตันบรรจง (2533 : 18-19) ได้แบง่ สือ่ การเยนการสอนออกเปน็ 4 ประเภท ดงั น้ี 1. วัสดุ ไดแ้ ก่ วัสดุส่งิ พมิ พ์ วัสดุประดิษฐ์ วัสดุถาวร และวสั ดสุ ิ้นเปลอื ง 2. อุปกรณ์ ไดแ้ ก่ เครือ่ งฉายสไลด์ คร่ืองเทปบนั ทึกภาพ ครอื่ งฉายภาพโปรง่ ใสและอืน่ ๆ 3. กิจกรรม ไดแ้ ก่ การสาธิต การทดลอง การแสดง การต์ ูน เกมปริศนา เปน็ ตน้ 4. ส่งิ แวดล้อม ไดแ้ ก่ ตวั นักเรียน โตะ๊ กระดาน สมดุ ฝาผนัง พื้นห้อง สโุ ชติ ดาวสโุ ข และ สโรจน์ แพง่ ยงั (2535 : 12) ได้แบง่ ประเภทของสื่อการสอนออกเปน็ 3 ประเภท ดงั นี้ 1. สือ่ ประเภทวัสดุ (Sofware) หมายถงึ สื่อทมี่ ีขนาดเลก็ ทำหน้าท่ีเก็บเน้อื หาความรู้ในลกั ษณะ ของภาพและเสียง ส่ือประเภทนแ้ี บง่ ได้เปน็ 2 กลุ่มคือ 1.1 ส่ือวสั ดุประเภทส่ิงพมิ พ์ (Printed) เชน่ เอกสารคำสอน หนังสือ ตำรา และสือ่ ประเภทท่ตี ้องเขยี น หรอื พมิ พท์ ุกชนดิ 1.2 สอื่ วสั ดปุ ระเภทไมใ่ ช่ส่ิงพิมพ์ (Non-Print เป็นสือ่ อ่ืน ๆ ท่นี อกเหนือจากส่งิ พมิ พ์ เชน่ ของจรงิ ของตัวอยา่ ง ของจำลอง กระดานดำ ปา้ ยชนิดตา่ งๆ รวมถงึ วสั ดุทตี่ อ้ งใช้กับเคร่ืองมือ 2. สอื่ ประเภทอุปกรณ์ (Harawar) เป็นส่ืประภทเครื่องมอื และอุปกรณ์ท่ีตอ้ งอาศัยกระแสไฟฟา เมื่อจะทำงน เช่น เครื่องฉยภาพยนตร์ เคร่ืองฉายสไลด์ เคร่ืองฉายภาพโปรง่ ใสเครือ่ งเทปบนั ทึกเสยี ง วทิ ยุ วดี โี อเทป เคร่อื งขยายเสียง เครื่องเล่นแผน่ เสียง คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ 3. ส่ือประเภทวิธกี าร (Techniqu) เป็นสื่อประเทวธิ ีการและกิจกรม หรอื กระบวนการและ วิธกี ารต่างๆ เชน่ การบรรยาย การสาธิต การสอนรายบคุ คล กม การแสดงละครกล่มุ สัมพนั ธ์ การศึกษานอก สถานที่ สถานการณจ์ ำลอง บทบาทสมมติ

6. หลกั การพจิ ารณาเลอื กสอื่ การเรยี นการสอน (13) ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2526 : 157 ไดก้ ล่าวถงึ หลักการในการเลอื กส่ือการเรียนการสอนดงั นี้ 1. สอื่ ต้องสัมพนั ธ์กับจดุ มุ่งหมายและเร่ืองทีจ่ ะสอน 2. สื่อต้องเหมาะสมกบั ความรแู้ ละประสบการณ์ของผ้เู รียน 3. เหมาะสมกับวยั และระดบั ชนั้ ของผู้เรยี น 4. เน้อื หาวิธใี ช้ไมย่ งุ่ ยากซับซ้อน 5. นา่ สนใจ ทนั สมัย และไม่ซับซ้อน 6. เน้อื หามคี วามถกู ต้อง 7. เทคนกิ ารผลติ ดี เชน่ เกี่ยวกับขนาด สี เสียง ภาพ ความเปน็ จริง และการจูงใจเป็นตน้ 8. เปน็ สื่อที่เปิดโอกาสให้ผเู้ รียนมสี ว่ นรว่ มในการเรยี น 9. สามารถนำเขา้ รว่ มในกิจกรรมการเรยี นการสอนไดด้ ี 10.ถ้ามีสือ่ การสอนท่ีหลายอยา่ งในเร่ืองเดียวกนั ให้พิจารณาว่าสงิ่ ใดเหมาะสมที่สดุ ทีจ่ ะให้ความรู้ ความเข้าใจแกผ่ ู้เรยี นได้ดที ี่สุดในเวลาอันสัน้ ที่สดุ จรยิ า เหนีนเฉลย (2535 : 7-8) ได้กล่าวถงึ หลักเกณฑ์ในการเลอื กใช้ส่ือการเรียนการสอน ดงั นี้ 1. ความเหมาะสม สื่อท่จี ะใชห้ มาะสมกับเนอ้ื หาและวัตถุประสงค์ของการสอนหรอื ไม่ 2. ความถูกตอ้ ง ส่ือท่ใี ช้ช่วยใหน้ ักเยนได้ข้อสรุปทีถ่ ูกตอ้ งหรอื ไม่ในเน้ือหา 3. ความเขา้ ใจ สอ่ื ทีใ่ ชน้ ้นั ช่วยให้นกั เรยี นจักคดิ อย่างมเี หตผุ ล และให้ข้อมูลที่ถูกต้องแกน่ กั เรยี น 4. ประสบการณท์ ีไ่ ดร้ บั สือ่ ทีจ่ ะใช้น้นั ชว่ ยเพมิ่ พนู ประสบการณแ์ กน่ ักเรียนหรือไม่ 5. เหมาะสมกับวัย ระดับชั้น จำนวนผเู้ รียน ความสามารถ 6. เหมาะสมกบั ทัศนคติและทกั ษะของครูผ้สู อนหรือไม่ 7. ใชก้ ารได้ดี ในแงก่ ่อใหเ้ กิดประสิทธิภาพในการเรยี นร้ไู ด้ดหี รือไม่ 8. คุม้ กับรดา และการลงทุนในการผลิตและการนำไปใช้ 9. สอื่ นนั้ ชว่ ยใหน้ กั เรยี นร่วมกิจกรรมตามท่ีต้องการหรอื ไม่ 10. ระยะเวลาในการเสนอสอ่ื การสอนนั้นเหมาะสมหรือไม่ 11. สอื่ นั้นชว่ ยเสนอแนะกจิ กรรมอน่ื ๆ ที่นกั เรยี นอาจปฏิบตั เิ พิ่มเติมไดห้ รือไม่ 12. มีส่ิงอำนวยความสะดวกในกรใช้ส่ือนน้ั แค่ไหน อาทิ เช่น สถานท่ี แสงสว่างสิ่งอำนวยความ สะดวกอ่ืนๆ เป็นตน้

(14) 7. การใชส้ ่อื การเรยี นการสอน จริยา เหนยี นเฉลย (2535 : 8-9) ได้กล่าวถึงการใชส้ ื่การเรียนการสอนให้มีประสทิ ธิภาพนัน้ ผสู้ อนควรมีการ วางแผนการใชต้ ามลำดับขน้ั ดังน้ี การเตรียมการก่อนการใช้สอ่ื การสอน เม่อื ครูไดว้ างแผนว่าจะใชส้ ื่อการสอน ประกอบการสอนครผู ู้สอนควรพจิ รณาเตรยี มการตา่ งๆ ตามลำดับดังนี้ 1. การเตรยี มตวั ผู้สอน 1.1 พจิ ารณาคณุ คา่ และวัตถปุ ระสงค์ของบทเรียนที่จะสอน 1.2 พิจารณาถงึ สงิ่ ทจ่ี ะเป็นปญั หาในการสอน 1.3 พจิ ารณาความตอ้ งการและความสนใจของผ้สู อน 1.4 เลอื กหาหรือทำสอื่ การสอน ซง่ึ จะทำการแกป้ ญั หาการเรียนในช้นั ได้ 1.5 พจิ ารณาถึงวธิ ีทจี่ ะใชส้ ือ่ การสอนนัน้ ใหเ้ ปน็ ผลดีท่ีสุด 1.6 ตระเตรียมและได้ทดลองเป็นอย่างดกี ่อนใชใ้ นห้องเรยี น 2. การเตรียมชนั้ เรยี น 2.1 เตรยี มเครอ่ื งอำนวยความสะดวก ท่จี ะต้องใช้ร่วมกบั สือ่ การสอนทีเ่ ลือกไวเ้ ช่น สายไฟ หม้อแปลงไฟ แผงตดิ ภาพ โต๊ะสาธติ ฯลฯ 2.2 เตรียมจัดทนี่ ั่งที่ตง้ั อุปกรณ์ การระบายอากาศ จัดตั้งเครือ่ งมือ จดั การควบคุมเสียงแสงสวา่ ง ให้มีระดบั ท่ี ไดย้ นิ และเหน็ โดยทวั่ กัน 3. การเตรียมผเู้ รยี น 3.1 อธิบายให้ผูเ้ รียนทราบลว่ งหนา้ จะใชส้ ื่ออะไร สอนอะไร เพื่ออะไร ทไ่ี หนเมื่อไร 3.2 อธบิ ายให้ผู้เรียนทราบลว่ งหน้าว่าจะต้องมสี ่วนร่วมในระหวา่ งการใช้อุปกรณ์อย่างไร บ้าง เชน่ คอยสังเกตหรือฟังตรงที่สำคัญ การหดำตอบและคำศัพทใ์ หม่ซงึ่ ครูบอกหรือเขียนใหท้ ราบ ลว่ งหนา้ 3.3 อธิบายให้ผูเ้ รียนเข้าใจวา่ กจิ กรรมที่ต้องปฏิบัติหลงั จากใชส้ ่ือการสอนประกอบการสอนแล้วจะมีอะไรบา้ ง 8.ประโยชน์ของสื่อการเรียนการสอน ประโยชนข์ องสอ่ื การเรยี นการสอน วทิ ยา 1. ช่วยใหผ้ เู้ รีนเกิดการเรยี นรู้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ไดแ้ ก่ 1.1 เรยี นรไู้ ดด้ ขี นึ้ จากประสบการณ์ที่มีความหมายในรูปแบบต่างๆ 1.2 เรียนรู้ได้อย่างถกู ตอ้ ง 1.3 เรียนรไู้ ด้ง่ายและเข้าใจไดช้ ัดเจน 1.4 เรียนรู้ไดม้ ากข้ึน 1.5 เรียนรไู้ ดใ้ นเวลาท่จี ำกดั

(15) 2. ชว่ ยให้สามารถเอาชนะข้อจำกดั ต่าง ๆ ในการเรยี นรู้ ได้แก่ 2.1 ทำสิง่ นามธรรมใหเ้ ปน็ รปู ธรรมมากขน้ึ 2.2 ทำส่ิงซับซ้อนใหง้ า่ ยขึ้น 2.3 ทำสงิ่ เคล่อื นไหวชา้ ให้เร็วขนึ้ 2.4 ทำส่งิ เคลือ่ นไหวเร็วให้ชา้ ลง 2.5 ทำส่งิ เลก็ ให้ใหญข่ ้ึน 2.6 ทำส่งิ ใหญใ่ หเ้ ล็กลง 2.7 นำสิง่ ที่อยู่ไกลมาศึกษาได้ 2.8 นำส่ิงทเี่ กิดในอดตี มาศกึ ษาได้ช่วยกระตนุ้ ความสนใจของผู้ 2.9 ชว่ ยใหจ้ ดจำได้นาน เกดิ ความประทับใจและม่ันใจในการเรียน 2.10 ช่วยให้ผ้เู รียนได้คดิ และแก้ปัญหา 2.11 ชว่ ยแกป้ ัญหาเร่ืองความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล คุณค่าของสื่อการเรียนการสอนการเรยี นการสอน 1. ส่อื การเรียนการสอนสามารถเอาชนะข้อจำกัดเรื่องความแตกต่างกนั ของประสบการณ์ด้ังเดมิ ของผูเ้ รยี น คือเม่ือใช้สือ่ การเรียนการสอนแล้วจะชว่ ยให้เด็กซ่ึงมปี ระสบการณ์เดิมต่างกันเข้าใจได้ใกล้เคยี งกัน 2. ขจัดปญั หาเกย่ี วกบั เรือ่ งสถานท่ี ประสบการณ์ตรงบางอย่าง หรือการเรียนรู้ 3. ทำให้เด็กไดร้ บั ประสบการณต์ รงจากส่ิงแวดลอ้ มและลังคม 4. สื่อการเรียนการสอนทำใหเ้ ดก็ มีความคิดรวบยอดเป็นอยา่ งเดียวกนั 5. ทำให้เด็กมีมโนภาพเรม่ิ แรกอย่างถูกต้องและสมบรู ณ์ 6. ทำใหเ้ ด็กมคี วามสนใจและต้องการเรยี นในเรื่องต่าง ๆ มากขน้ึ เชน่ การอา่ น ความคิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ ทัศนคติ การแก้ปัญหา ฯลฯ 7.เปน็ การสรา้ งแรงจงู ใจและเรา้ ความสนใจ 8.ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นไดม้ ปี ระสบการณ์จากรูปธรรมสนู่ ามธรรม 2. เอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั บทเรียนออนไลน์ e-Learning 2.1 ความหมายของบทเรียนออนไลน์ e-Learning Campbell (1999) ได้ให้ความหมายบทเรยี นออนไลน์ (Online)e-Leaming (อเี ลิรน์ นงิ่ ) คอื การ ใชเ้ ทคโนโลยีที่มีอยใู่ นเครอื ข่าย อนิ เทอรเ์ น็ต (internet) สร้างการศึกษาทม่ี ีปฏสิ ัมพันธ์ และการศึกษาที่มี คุณภาพสูง ท่ีผู้คนทั่วโลกมคี วามสะดวก และสมารถขา้ ถึงไดอ้ ย่างรวดเร็ว ไม่จำกดั สถานทแี่ ละเวลา เปน็ การเปดิ ประตูการศกึ ษาตลอดชวี ิตให้กบั ประชากร\"

(16) Krutus (2000) ดใ้ ห้คำนยิ ามไว้ว่าบทเรียนออนไลน์ (Onlne) อีเลริ ์นนิง (e-Learning) หมายถึง รปู แบบของเนอ้ื หาสาระท่ีสร้างเป็นบทเรยี นรอนไลน์สำเรจ็ รูป ที่อาจใชช้ ีดีรอม (CD-ROM) เป็นส่อื กลางในการ สง่ ผา่ น หรือใชก้ ารสง่ ผ่านอินเทอร์เนต็ หรอื เครอื ข่ายภายใน ทัง้ น้ีอาจจะอย่ใู นรปู แบบ คอมพวิ เตอร์ช่วยการฝึกอบรม (Computer Based Training: CBT) และการใช้เวบ็ เพ่ือการฝึกอบรม (WebBased Training: WBT) หรือการเรียนการสอนทางไกล (Distance Learning) ผา่ นตาวเทียม ถนอมพ เลาหจรัสแสง (2545) ได้ให้คำจำกัดความไว้ 2 ความหมาย คือบทเรยี นออนไลน์ (Online) อเี ลิรน์ นงิ (e-Learning) ความหมายแรกบทรียนออนไลน์ (Online) อีเลิร์นนิ (e-Learning) หมายถงึ การเรียนเน้อื หา หรือสารสนเทศ สำหรับการสอน หรอื การอบรม ซ่งึ ใชก้ ารนำเสนอด้วยตัวอกั ษร (Text) ภาพนง่ิ (Image)ผสมผสานกับการใช้ ภาพเคลอ่ื นไหว (Animation) วตี ทิ ศั น์ และเสยี ง (Sound) โดยอาศยั เทคโนโลยขี องเวบ็ (web Technology) ในกรถ่ายทอดเนอื้ หา รวมท้งั ใชเ้ ทคโนโลยกี ารจัดการคอรส์ (Course ManagementSystem) ในการบรหิ ารจดั การงานสอนต่างๆ ความหมายท่ีสองบทเรียนออนไลน์ (Online) อเี สริ น์ น่งิ (e-Learing) คอื การเรยี นในลักษณะใดก็ ได้ ซึง่ ใชก้ ารถา่ ยทอดเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์ธเลก็ ทรอนิกส์ ไมว่ ่าจะเปน็ คอมพวิ เตอร์ (Computer) เครือข่ายอินทราเนต็ (ntranet) อินเตอรเ์ นตี (ntenet) เอก็ ชกราเน็ต (Extranet) หรอื สญั ญาณโทรทัศน์สัญญาณ ตาวเทยี ม นอกจากน้ยี ังให้ความหมายของ E-Leaming ซ่ึงเปน็ 2 ลกั ษณะ ด้วยกนั คือ 1. ความหมายโตยท่ัวไป หมายถงึ การเรียนในลักษณะใก็ได้ ซึ่งใช้การถา่ ยทอดเนือ้ หาผ่านทางอุปกรณอ์ ิเล็กทรอนิกส์ ไม่ ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครือขา่ ยอินเทอร์เนตี อินเทอร์เน็ต อินทราเนต็ หรอื ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรอื สญั ญาณ ตาวเทยี ม (Satellte) กไ็ ด้ ซึ่งเนือ้ หาสารสนเหศ อาจอยใู่ นรูปแบบการเรยี นทเ่ี รา คนุ้ เคยกันมาพอสมควร เชน่ คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน (Computer Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web BasedInstruction) การเรียน ออนไลน์ (On-lne Leaming) การเรยี นทางไกลผ่านตาวเทียม หรืออาจอยู่ในลักษณะท่ยี ังไม่ค่อยเปน็ ที่แพรห่ ลาย นกั เชน่ การเรียนจาก วีดิทศั น์ตามอัธยาศัย (Video On-Damand)เปน็ ต้น 2.ความหมายเฉพาะเจาะจง หมายถงึ การเรยี นเนอ้ื หาหรือสารสนเทศสำหรบั การสอนหรอื การอบรม ซงึ่ ใชน้ ำเสนอดว้ ยตัวอกั ษรภาพนง่ิ ผสมผสานกบั การใช้ภาพเคลอ่ื นไหววีดีทศั น์และเสยี ง โดยจะอาศยั เทคโนโลยขี องเวบ็ (WebTechnology) ในการ ถา่ ยทอดเน้ือหา รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีระบบการจดั การคอรส์ (Course Management system) ในการบริหารจดั การงานสอนด้านต่าง ๆ เชน่ การจดั ให้มีเครื่องมือการสอ่ื สารตา่ งๆ เชน่ e-mail, webboar สำหรับต้ังคำถาม หรือแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างผู้เรียนด้วยกนั หรอื กับวทิ ยากร การจัดให้มี

(17) แบบทดสอบ หลังจากเรยี นจบ เพือ่ วัดผลการเรยี น รวมท้งั การจัดใหม้ รี ะบบบนั ทึกตดิ ตาม ตรวจสอบ และ ประเมนิ ผลการเรียน โดยผเู้ รียนท่ีเรยี นจาก E-Leaning น้ี ส่วนใหญแ่ ลว้ จะศกึ ษาเนื้อหาในลกั ษณะออนไลน์ ซ่ึง หมายถจึ กเครือ่ งท่ีมีการเช่อื มตอ่ กับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สุรสิทธิ์ วรรณไกรโรจน์ (2550) ไดใ้ ห้คำจำกดั ความของ บทเรยี นออนไลน์ (Online) e-Leaning (อเี ลริ น์ นงิ ) คื คารเรียนร้แู บบออนไลน์ หรือ e-learning (อเี ลริ ์นนงิ่ ) การศึกษา เรยี นรผู้ ่านเครือขา่ ย คอมวเตอรอ์ นิ เทอร์เน็ต(ทteet) หรืออนิ ทราเน็ต(ntranet) เป็นการเรียนรดู้ ้วยตวั เอง ผเู้ รียนจะไดเ้ รียนตามความ สมารและความสนใจของตน โดยเน้อื หาของบทเรียนซึ่งประกอบด้วย ขอ้ ความ รูปภาพ เสยี งวิดโี อและมัลตมิ ีเดีย อืน่ ๆ จะถกู สงไปยังผเู้ รยี นผ่าน Web Browser โดยผ้เู รียน ผ้สู อน และเพื่อนร่วมช้นั เรียนทกุ คน สามารถติดต่อ ปรึกษา แลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ ระหวา่ งกนั ไดเ้ ช่นเดียวกบั การเรียนในช้ันเรยี นปกตโิ ดยอาศยั เครื่องมอื การติดต่อ สอื่ สารท่ที ันสมัย เชน่ e-mail, webboard, chat) จึงเป็นการเรียนสำหรบั ทุกคน, เรยี นได้ทกุ เวลา และทุกสถานท่ี (Learm for all : anyone, anywhere and anytime) บุญเลศิ อรณุ พบิ ลู ย์ ได้ให้ความหมายบทเรยี นออนไลน์ (Online) อเี ลิรน์ นงิ (e-Learning) คือ การใช้ ทรัพยากต่างๆ ในระบบอนิ เตอรเ์ น็ต (intenet) มาออกแบบและจดั ระบบเพื่อสรางระบบการเรยี นการสอน โดย การสนับสนนุ และสงเสริมไหเกิดการเรียนรู้อยางมีความหมายตรงกับความตองการของผู้สอนและผเู้ รยี น เชอ่ื มโยง ระบบเป็นเครือขายทสี่ ามารถเรียนร้ไู ด้ทกุ ท่ี ทกุ เวลา และทุกคน สามารถประเมนิ ตดิ ตามพฤติกรมผู้เรยี นได้ เสมือนการเรียนในหอ้ งเรียนจรงิ โดยสามารถพจิ ารณาไดจากคณุ ลักษณะ ดงั น้ี - เวบ็ ไซต์ทเ่ี ก่ยี วของกับการศึกษา เก่ยี วข้องกบั เนอื้ หารายวชิ าใด วชิ าหนึ่งเปน็ อย่างนอ้ ย หรอื การศึกษาตาม อธั ยาศัย - ผ้เู รียนสามารถเรยี นได้ดว้ ยตนเอง จากทกุ ท่ีทกุ เวลาโดยอสิ ระผ้เู รยี นมีอสิ ระในการเรียนการบรรลุ จุดประสงค์การเรยี นรู้แต่ละเนอื้ หา ไมจ่ ำเปน็ ต้องเหมอื นกัน หรือพร้อมกบั ผเู้ รยี นรายอ่นื - มีระบบปฏิสมั พันธ์กับผู้เรยี น และสามารถเรยี นรู้ร่วมกนั ได้มีเคร่ืองมือทีว่ ัดผลการเรยี นได้ มีเครอื่ งมือทว่ี ดั ผลการเรยี นได้ - มกี ารออกแบบการเรียนการสอนอยา่ งมรี ะบบ - ผูส้ อนมีสภาพเป็นผชู้ ่วยเหลผื ู้เรยี นในการคน้ หา การประเมิน การใชป้ ระโยชนจ์ ากเน้ือหา จากส่ือรูปแบบต่างๆ ท่ีมีให้บริการ - มีระบบบรหิ ารจดั การการเรียนรู้ (Learning Management System/LMS) - มรี ะบบบริหารจัดการเนอ้ื หา/หลักสูตร (Content Management System/CMS) คอมพวิ เตอร์ หรือส่อื อิเลคทรอนกิ สใ์ นการถ่ายทอดเร่ืองราว และเนอ้ื หา โดยมีสื่อในการนำเสนอบทเรยี นได้ ต้งั แต่ 1 ส่ือขนึ้ ไป และการเรียนการสอนนัน้ สามารถทีจ่ ะอยใู่ นรปู ของการสอนทางเดยี ว หรอื การสอน แบบปฏสิ ัมพันธก์ ็ได้

(18) สรุปไดว้ ่า ความหมายของ E-Leanig คอื รปู แบบของการเรียนร้ดู ้วยตนเอง โดยอาศัยเครอื ข่าย คอมพิวเตอร์ หรือสอื่ อเิ ลคทรอนกิ สในการถ่ายทอดเร่ืองราว และเนอื้ หา โดยมีสอ่ื ในการนำเสนอบทเรยี นไดต้ ้ังแต่ 1 ส่ือขนึ้ ไป และการเวียนการสอนนัน้ สามารถที่จะอยู่ในรปู ของการสอนทางเดยี ว หรอื การสอนแบบปฏสิ ัมพนั ธก์ ็ ได้ 2.2 องค์ประกอบของ e-Learning 1. ระบบจัดการการศึกษา (Management Education System) ไมว่ ่าระบบใดในโลกก็ต้องมกี ารจดั การ เพ่ือทำหน้ที่ควบคุม และประสานงาน ให้ระบบดำเนินไป อย่างถูกต้อง องคป์ ระกอบน้ีสำคญั ท่สี ดุ เพราะทำหน้ทใี่ นการวางแผน กำหนดหลักสตู ร ตารางเวลา แผนดา้ น บุคลากร แผนงานบริการ แผนดา้ นงบประมาณ แผนอปุ กรณเ์ ครอื ขา่ ย แผนประเมนิ ผลการดำเนนิ งานและทำให้ แผนทง้ั หมด ดำเนนิ ไปอย่างถูกตอ้ ง รวมถึงการประเมนิ และตรวจสอบ กระบวนการต่าง ๆ ในระบบ และนำหา แนวทางแก้ไข เพือ่ ให้ระบบดำเนินตอ่ ไปด้วยดี และไม่หยุดชะงกั 2. เน้อื หารายวชิ า เป็นบท และเปน็ ข้ันตอน (Contents) หนา้ ท่ขี องผเู้ ช่ียวชาญ ท่ีได้รับมอบหมายใหเ้ ปน็ ผสู้ อนคือ การเขยี นคำอธิบายรายวชิ า วางแผนการสอน ให้ เหมาะสมกบั เวลา ตรงกับความต้องการของสังคม สร้างสือ่ การสอนท่เี หมาะสม แยกบทเรียนเป็นบท มีการ มอบหมายงานเมื่อจบบทเรยี น และทำสรปุ เนือ้ หาไวต้ อนท้ายของแต่ละบท พร้อมแนะนำแหลง่ อา้ งองิ เพ่มิ เติมให้ไป ศึกษาค้นคว้า 3. สามารถสอื่ สารระหว่างผ้เู รยี น และผู้สอน หรอื ระหว่างผเู้ รียนด้วยกัน (Communication) ทกุ คนในช้ันเรยี นสมารถตดิ ต่อสอ่ื สารกัน เพื่อหาข้อมลู ช่วยเหลอื แลกเปลยี่ นความคิดเหน็ หรอื ตอบข้อซักถาม เพ่อื ให้การศึกษได้ประสทิ ธิผลสูงสุด สือ่ ที่ใชอ้ าจเปน็ E-mail, โทรศัพท,์ Chat board, wwwboard หรือ ICQ เป็น ต้น ผ้สู อนสมารถตรวจงานของผเู้ รยี น พร้อมแสดงความคดิ เห็นต่องานของผเู้ รยี นอยา่ งสเสม และเปดิ เผยผลการ ตรวจงาน เพ่ือให้ทกุ คนทราบวา่ งานแตล่ ะแบบมจี ดุ บกพร่องอย่างไรเมื่อแต่ละคนทราบจดุ บกพร่องของตน จะ สามารถกลบั ไปปรบั ปรุงตัว หรอื อา่ นเร่ืองใดเพิ่มเตมิ เป็นพเิ ศษได้ 4. วัดผลการเรยี น (Evaluation) งานทม่ี อบหมาย หรอื แบบฝกึ หัดท้ายบท จะทำให้ผ้เู รยี นมีประสบการณ์ และเข้าใจเนื้อหาวชิ ามาก ขึน้ จนสามารถไปประยุกต์ แกป้ ญั หาในอนาคตได้ แต่การจะผา่ นวิชาใดไป จะตอ้ งมีเกณฑม์ าตรฐาน เพอ่ื วดั ผลการเรยี น ซง่ึ เป็นการรบั รองวา่ ผู้เรียนผ่านเกณฑ์ จากสถาบันใด ถ้าไมม่ กี ารสอบก็บอกไม่ไดว้ ่าผ่านหรอื ไม่ เพยี งแต่ขา้ เรยี นอย่างเด่ยี ว จะไม่ไดร้ ับความเชื่อถือมากพอ เพราะเรยี นอยา่ งเดียว ผู้สอนอาจสอนดี สอนเกง่ สื่อ การสอนยอดเยี่ยม แต่ผ้เู รียนนั่งหลับ หรอื โดดเรียน กไ็ ม่สามารถนำการรบั รองวา่ เขา้ เรียนนน้ั ไดม้ าตรฐาน พราะ ผา่ นการอบรม มิใช่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานจากการสอบ ดงั นน้ั การวดั ผลการเรยี น จึงเปน็ การสรา้ งมาตรฐาน ทจ่ี ะนำ ผลการสอบไปใชง้ านได้ ดงั นั้น E-leaning ทดี่ ีควรมีการสอบ ว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่

(19) 2.3 ระดับการถา่ ยทอดเนอื้ หา ของ e-Learning การถา่ ยทอดเนื้อหา ของ e- Leaning สามารถแบง่ ได้คร่าวๆ เปน็ 3 ระดบั ด้วยกัน คือ 1. ระดับเนน้ ข้อความออนไลน์ (Text Online) หมายถึง เนื้อหาของ e-Learning ในระดบั นีจ้ ะอยใู่ นรปู ของ ข้อความเปน็ หลกั e-Leaning ในลกั ษณะนีจ้ ะเหมอื นกบั การสอนบนเวบ็ (WBI) ซงึ่ เนน้ เน้ือหาท่ีเปน็ ข้อความ ตวั อกั ษรเปน็ หลัก ซ่ึงมีขอ้ ดี ก็คอื คารประหยัดเวลาและค่าใชจ้ า่ ยในการผลติ เนอ้ื หาและการบริหารจัดการคอร์ส 2. ระดบั Low Cost Interactive Online Course หมายดึง เน้ือหาของ e-Learning ในระดบั นจี้ ะอยู่ในรูป ของตัวอกั ษร ภาพ เสียงและวิดที ศั น์ ทผ่ี ลิตขึ้นมาอยา่ งง่ายๆ ประกอบการเรียนการสอน e-Learningในระดบั น้ี จะตอ้ งมีการพฒั นา cms ทีด่ ี เพ่ือช่วยผใู้ ชใ้ นการปรบั เนื้อหาใหท้ ันสมัยได้อย่างสะดวก 3. ระดบั High Qualty Online Course หมายถงึ เน้ือหาของ e- Learning ในระดับน้ีจะอยใู่ นรปู ของ มัลตมิ เี ดียทม่ี ลี ักษณะมอื อาชีพ กลว่ คือ การผลิตตอ้ งใช้ทีมงานในการผลติ ท่ปี ระกอบดว้ ย ผู้เชยี่ วชาญเน้อื หา ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบการสอน (instructional designers) และ ผเู้ ชย่ี วชาญการผลติ มัลติมเี ดยี (multimedia expets) ซ่งึ หมายถึง โปรแกรมเมอร์ (programmers) นกั ออกแบบกราฟดิ (graphicdesigners)และ/หรอื ผเู้ ชีย่ วชาญในการผลติ แอนิเมชน่ั (animation expets) เป็นตน้ e-Learning ในลกั ษณะน้ีจะต้องมกี ารใชเ้ คร่ืองมอื (To!ร) เพ่ิมเติมในการผลิตและเรยี กดูเน้ือหาดว้ ย 2.4 ระดับการนำ e-Learning ไปใช้ การนำ e-Learning ไปชป้ ระกอบกบั การเรียนการสอน สามารถทำได้ 3 ระดับ ดงั นี้ 1. ส่ือเสริม (Supplementary) หมายถงึ การนำ e-Leaing ไปใช้ในลกั ษณะสื่อเสรมิ กลา่ วคือ นอกจากเน้อื หาที่ปรกฎในลักษณะ e-Leaning แล้ว ผ้เู รยี นยงั สามารถศึกษาเน้ือหาเดียวกนั น้ีในลกั ษณะอืน่ ๆ เช่น จากเอกสารชีท) ประกอบการสอน จากวิดที ัศน์ (Videotape) ฯลฯ การใช้ e-Learning ในลักษณะน้เี ท่กับวา่ ผสู้ อนเพยี งต้องการ จัดหทางเลือกใหม่อีกทางหนึง่ สำหรบั ผเู้ รียนในการเขา้ ถึงเน้ือหาเพ่ือให้ประสบการณ์พิเศษ เพ่มิ เติมแก่ผเู้ รยี นเทา่ น้นั 2. สือ่ เตมิ (Complementary) หมายถงึ การนำ e-Leamning ไปใช้ในลกั ษณะเพิ่มเตมิ จากวิธีการสอนใน ลกั ษณะอืน่ ๆ เชน่ นอกจากการบรรยายในหอ้ งเรยี นแลว้ ผู้สอนยังออกแบบเน้ือหาใหผ้ ู้เรยี นเข้าไปศึกษาเน้ือหา เพิ่มเติมจาก e Leaning ในความคดิ ของผู้เขียนแล้ว ในประเทศไทย หากสถาบนั ใด ต้องการที่จะลงทุนในการนำ e-Leaning ไปใช้กบั การเรยี น การสอนตามปรกติ (ที่ไม่ใช่ทางไกล) แลว้ อยา่ งน้อยควรตั้งวตั ถุประสงคใ์ นลักษณะ ของส่ือเติม (Complementary) มากกว่าแค่เปน็ สอ่ื เสริม(Supplementary)เช่น ผู้สอนจะตอ้ งให้ผ้เู รยี นศึกษา เนอ้ื หาจาก e- Leaning เพื่อวัตถุประสงค์ ใดวัตถุประสงค์หนึง่ เป็นต้นท้ังนเี้ พ่ือให้เหมาะสมกับลักษณของผเู้ รีนใน บ้านเราซ่งึ ยังต้องการคำแนะนำจากครู ผสู้ อนรวมท้ังการที่ผูเ้ รยี นส่วนใหญ่ยังขาดการปลูกฝังให้มคี วามใฝร่ ู้โดย ธรรมชาติ 3. ส่อื หลัก (Comprehensive Replacement) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใช้ในลกั ษณะ

(20) แทนที่ การบรรยายในห้องเรียน ผ้เู รียนจะต้องศกึ ษาเน้อื หาทงั้ หมดออนไลน์ ในปจั จบุ ัน e-Learning สว่ นใหญใ่ น ต่างประเทศ จะได้รับการพัฒนาข้นึ เพื่อวตั ถุประสงค์ในการใช้เปน็ สื่อหลักสำหรับแทนครู ในการสอนทางไกล ดว้ ย แนวคดิ ทวี่ ่า มัลติมีเดยี ทน่ี ำเสนอทาง e- Leaning สามารถช่วยในการถา่ ยทอดเน้ือหาได้ใกลเ้ คียงกับการสอนจง ของครผู ้สู อนโดยสมบรู ณ์ได้ องค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ พิชัย ทองดีเลิ 2547) กลา่ วไวว้ ่า ในการจัดการเรยี นการสอนดว้ ยบทเรยี นผา่ นเวบ็ น้ัน โดยทั่วไป มีองค์ประกอบท่เี กยี่ วข้องกนั 3 ประการ คือ 1. องคป์ ระกอบด้านการนำเสนอกิจกรรมการเยนการสอน ได้แก่ เวบ็ เพจ็ หนา้ ตา่ ง ๆ ทีผ่ สู้ อนใช้ การนำเสนอกิจกรรมการเรียนการสอน ไมว่ า่ จะเป็นการนำเสนอเนื้อหา การทำแบบฝกึ หัดหรอื กิจกรรมเสรมิ รวมท้ังการประเมินผู้เรยี น ซง่ึ จัดไดว้ า่ เป็นองค์ประกอบหลกั สำหรับบทเรียนบนเครอื ขา่ ย เวบ็ เพ็จเหล่านี้ ประกอบดว้ ย หน้าแรกหรือโฮมเพจ หน้าแนะนำบทเรยี น หรอื รายวชิ า หน้าแนะนำผสู้ อน ผเู้ รยี น หน้านำเสนอ เนอ้ื หา หนา้ แบบฝึกหัด หนา้ กิจกรรมกล่มุ หนา้ สรปุ หน้าการทดสอบ หนา้ ความรเู้ พ่ิมเติม และอืน่ ๆ เปน็ ต้น 2. องคป์ ระกอบด้านการติดตอ่ สื่อสาร เปน็ องค์ประกอบสำคัญท่ีทำใหบ้ ทเรียนบนเครือขา่ ยมีความแตกต่าง จากบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน โดยท่วั ไป เนอ่ื งจากชว่ ยให้ผ้สู อนและผเู้ รยี นสามารถ ตดิ ตอ่ ส่อื สารระหวา่ งกนั ได้ ทั้งในรปู ของการสั่งงาน การอภิปรายกล่มุ หรอื การใหเ้ สนอแนะนำรายบคุ คลโดยผ่าน เคร่อื งมอื ต่าง ๆ ของระบบเครอื ขา่ ย ได้แก่ ไปรษณีย์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (e-ma) กระดานสนทนา(Webboard) โปรแกรมสนทนา (Chat) หรือหากมีความพรอ้ มในเรอื่ งอปุ กรณก์ ็อาจถึงขั้นจัดให้มีการถ่ายทอดสัญญาณภาพและ เสียงสด (Live Broadcast) บนระบบเครือขา่ ยก็ได้ เปน็ ต้น 3. องค์ประกอบด้านการบรหิ ารจัดการ ในการจดั การเรียนการสอนบพเวบ็ อยา่ งเตม็ รปู แบบ จำเปน็ จะต้องมี ระบบทใ่ี ช้สำหรบั บรหิ ารจัดการรายวชิ า (Course Management System) เขา้ มาเก่ยี วขอ้ ง ซ่งึ ทำหน้าท่เี ปน็ เคร่ืองมอื ท่ีอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใชใ้ นการจัดการเรียนการสอนบนเครอื ข่าย ทั้งในกลมุ่ ของผ้สู อน ผเู้ รีน และ ผบู้ รหิ ารระบบเครือขำย ในด้านต่าง ๆ เช่น การลกะเบียนเรียน ระบบเขา้ ออกชั้นเรยี นฐานขอ้ มลู เรยี น การตรยี ม เนื้อหาบทเรยี น การกบ็ ผลคะแนน สถิตกิ ารเข้าเรยี นและพฤติกรรมผู้เข้าเรียนรวมทั้งระบบการสืบค้น เป็นตน้ บรกิ ารต่างๆ บนอนิ เตอรเ์ น็ต เสาวคนธ์ คงสขุ (สาวคนธ์ คงสขุ , 2544 อา้ งถงึ ใน พงษ์ศกั ดิ์ สิงห์ปัญญาโชค, 2546 : 18-22) ได้กลา่ วถึงประ โยชนจกการบริการอินเตอรเ์ น็ทวา่ เปน็ เครอื ข่ายคอมพวิ เตอรท์ ี่ครอบคลุมและเป็นแหลง่ ข้อมูลขา่ วสารขนาดใหญ่ที่ ผู้ใชอ้ ินเตอร์เน็กสามารถหาข้อมูลเพ่ือนำไปใชป้ ระโยชน์ตอ่ ไปได้ และไดย้ กตัวอย่างการใชง้ านอินเตอร์เน็ทค้าน ตา่ งๆ ดังนี้

(21) 1. การค้นหาขอ้ มูลบนเวบ็ ไซด์ ผู้ใช้อินเตอรเ์ น็ตสามารถค้นหาสิ่งทต่ี นเองสนใจได้ใน World Wideweb ซง่ึ เปน็ การกบ็ รวบรวบข้อมูลในลักษณะของมัลติมเี ดยี ท่รี วบกันอยเู่ ปน็ กลมุ่ และเช่อื มโยงถงึ กันได้ 2. การโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยองค์กรและหน่วยงานตา่ งๆ มกั จะมีเว็บไซด์บนอินเตอรเ์ น็ทเป็นของตนเอง เพือ่ ใหข้ อ้ มูลและเป็นการประชาสมั พนั ธห์ นว่ ยงานให้บคุ คลภายนอกไดร้ ับทราบและเป็นแหลง่ ค้นควา้ เพื่อนำไปใช้ ประโยชนต์ ่อไป 3. การอา่ นขา่ ว ผูใ้ ช้อนิ เตอรเ์ น็ทสามารถอำนข่าวตา่ งๆ ทงั้ ในและต่างประเทศได้จากอินเตอร์เน็ท โดยมีผใู้ ห้บริการขา่ ว เช่น CNN, New York Times, The Wall Jounal เปน็ ต้น การอา่ นหนังสือ วารสารและ นิตยสารบนอนิ เตอร์เนท็ น้นั มีผ้ใู ห้บริการสอื่ สิง่ พิมพเ์ ป็นจำนวนมากทไ่ี ด้จดั ทำหนังสือ นิตยสารและวารสารทงั้ ไทย และตา่ งประเทศในรูปแบบอิเลก็ รอนกิ กไ์ วบ้ รกิ ารให้แก่ผู้ใช้อนิ เตอรเ์ น็ท 4. การส่งการดอ์ วยพร ซึ่งผใู้ ชบ้ ริการสามารถส่งได้ในโอกาสต่างๆ โดยไมเ่ สย่ี ค่าใชจ้ า่ ย และยังถือ เปน็ ความสะดวกรวดเร็วอีกด้วย 5. การคน้ หาข้อมลู จากห้องสมุด ถือเป็นอีกบริการหนง่ึ ท่อี ย่บู นอินเตอร์เน็ทท่ีทำใหผ้ ูใ้ ชไ้ ดห้ าข้อมูลอยา่ ง รวดเรว็ และประหยัดคา่ ใชจ้ า่ ย โดยไมต่ อ้ งเสยี เวลาในการเดินทางเพ่ือไปทห่ี ้องสมดุ นัน้ โดยตรง 6. การดาวนห์ ลดซอฟแวร์ บริษทั ผผู้ ลติ ซอฟแวรห์ ลายๆ แห่ง นยิ มให้ข้อมลู และให้ดาวน์โหลด โปรกรมตา่ งๆ ไปทำกรทดลองใชไ้ ด้ โดยอาจจะเป็นกรให้ฟหรอื มีระยะเวลาในการทดลองใช้ 7. การซ้ือสนิ ค้าและริการ บนโลกของอึนเตอร์เน็ทมีบรกิ ารซื้อขายสินค้าต่างๆ โดยผู้ซอ้ื สามารถ เลือกชมสนิ คา้ และรายละเอยี ดตา่ งๆ การสัง่ ซ้ือและชำระเงินก็สามารถกระทำผ่านอนิ เตอรเ์ นท็ ได้ ซึ่งการใหบ้ รกิ ารประเทนเ้ี ป็นท่ีนิยมมากในต่างประเทศและกำลังจะเรมิ่ แพรห่ ลายมากขึ้นใน ประเทศไทย 8. การดหู นงั ฟงั เพลง ผู้ใช้สมารถดูโทรทศั น์ ฟังวทิ ยุ หรือดรู ายการถ่ายทอดสดตา่ งๆ ของไทยและตา่ งประเทศ ไดโ้ ดยผา่ นระบบอินเตอร์เทที่มคี ุณภาพอยใู่ นเกณฑท์ ่ีรับได้ 9. การแลกเปลย่ี นข้อมูลข่าวสาร หมายถึงการรบั และสง่ จดหมายอเิ ล็กทรอนิสก์ ให้กับผูใ้ ชค้ นอนื่ ๆใน ระยะเวลาอันรวดเร็วโดยมคี ำใชจ้ ่ายท่ีต่ำมาก ซึ่งรวมถึงการสง่ ขอ้ มลู ประเภทอน่ื ๆ เช่น รปู ภาพ แฟ้มขอมูล ไดอ้ ีกด้วย 10. การเลน่ เกม การเล่นน้ีเพ่อื ความบันเทิงและฝึกทกั ษะทางสมอง ซงึ่ เกมก็มอี ยูห่ ลายประเภท ด้วยกัน ไมว่ ่าจะเปน็ เกมเพ่ือการศกึ ษา เกมแนวไขปริศนาหรอื เกมยุทธศาสตร์ต่างๆ 11. การสนทนาออนไลน์ ถอื เปน็ สิง่ ที่ได้รบั ความนิยมเนื่องจากผู้ใชส้ ามารถพูดคุยโตต้ อบกับผูใ้ ช้ อนิ เตอรเ์ น็ทรายอื่นๆ ไดท้ ันท่ีโดยผา่ นแปนพิมพท์ ี่จะปรากฏข้อความบนหน้าจอของคสู่ นทนา 12. การเรียนทางไกลบนอนิ เตอร์เน็ท มหาวิทยาลยั ในต่างประเทศเร่มิ มีการใช้การเรียนการสอน ทางไกลผ่นเครอื ข่ายอนิ เตรเ์ น็ท ท้งั ในระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยทผี่ เู้ รยี นไม่ตอ้ งเข้าเรียนในช้นั

(22) เรยี นแตจ่ ะต้องเข้าสอู่ ินเตอร์เนท็ ตามตารางเวลาท่ีไดจ้ ัดไว้ 13. การหางานทำบนอินเตอร์เน็ท เวบ็ ไซด์หลายๆ เวบ็ ไซดไ์ ดเ้ ปดิ ให้บรกิ ารในการจัดหางานผา่ น ระบบอินเตอร์เน็ท ซึ่งผใู้ ชส้ มารถค้นหางานของบรษิ ัทต่างๆ ไดอ้ ย่างรวดเร็วและหลากหลาย 4. ทฤษฎกี ารเรยี นรู้และจิตวิทยาการเรยี นรู้ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2540 : 43-47) ได้กลา่ วกฤษฎีการเรียนรูแ้ ละจติ วิทยาการเรยี นรู้ที่ เกีย่ วข้องกับการออกแบบสอ่ื มัลตมิ เี ดยี เพื่อการศึกษา มีดังน้ี 1. ทฤษฎพี ฤตกิ รรมนยิ ม (Behaviorism) เปน็ ทฤษฎซี ง่ึ เชอื่ วจติ วทิ ยาเป็นสมือนการศกึ ษทางวิทยาศาสตร์ของพฤตกิ รรมมนุษย์ (Scientiic Stucy of Human Benavior) และการเรยี นรู้ของมนุษยเ์ ป็นสิ่งทีส่ ามารถสังเกตไดจ้ าก พฤติกรรมภานอก นอกจากน้ียังมีแนวคิดเก่ียวกับความสมั พันธร์ ะหวา่ งสิ่งเร้าและการตอบสนอง (Stimuliand Response ) เชื่อว่าการตอบสนองตอ่ สง่ิ เร้าของมนษุ ยจ์ ะเกดิ ข้ึนควบคูก่ ันในชว่ งเวลาท่ีเหมาะสมนอกจากนย้ี ังเชอื่ วา่ การเรียนรขู้ องมนุษย์เปน็ พฤติกรรมแบบแสดงอาการกระทำ (Operant Conditioning)ซึ่งมกี ารเสริมแรง (Reinforcemet เป็นตวั การ โดยทฤษฎีพฤติกรรมนิยมนจี้ ะไมพ่ ูดถึงความนกึ คิดภายในของมนุษย์ ความทรงจำ ภาพ ความรูส้ กึ โดยถือวคำเหล่านเี้ ป็นคำต้องห้าม (Tabo๐) ซงึ่ ทฤษฎนี ี้ส่งผลตอ่ การเรยี นการสอนที่สำคัญในยุค น้ัน ในลักษณะท่ีการเรียนเปน็ ชดุ ของพฤติกรรมซึ่งจะต้องเกิดขึ้นตามลำดบั ที่แน่ชดั การท่ีผเู้ รียนจะบรรลุ วตั ถุประสงค์ไดน้ นั้ จะตอ้ งมกี ารเรียนตามขนั้ ตอนเป็นวัตถปุ ระสงค์ ๆ ไป ผลที่ไดจ้ ากการเรียนขน้ั แรกน้จี ะเปน็ พนื้ ฐานของการเรยี นในขนั้ ต่อๆไป ในที่สุด สอ่ื มัลตมิ ีเดียเพื่อการศึกษา ทอี่ อกแบบตามแนวคิดของทฤษฎีพฤตกิ รรมนิยมนี้จะมโี ครงสรา้ งของ บทเรยี นในลักษณะเชิงเสน้ ตรง (Linear โดยผ้เู รียนทกุ คนจะไดร้ บั การนำเสนอเนอื้ หาในลำดบั ที่เหมอื นกันและ ตายตวั ซ่งึ เป็นลำดับที่ผู้สอนได้พจิ ารณแล้วว เปน็ ลำดับการสอนทีด่ ีและผเู้ รยี นจะสามารถเรียนรไู้ ดอ้ ยา่ งมีประสิทธิ ภพมากทีส่ ดุ นอกจากน้ันจะมีการตง้ั คำถามถามผู้เรยี นอย่างสมำ่ เสมอ โดยหากผ้เู รียนตอบถูกก็จะได้รับการ ตอบสนองในรูปผลป้อนกลบั ทางบวกหรือรางวลั (Reward) ในทางตรงกันข้าม หากผู้เรียนตอบผดิ กจ็ ะไดร้ บั การ ตอบสนองในรปู ของผลปอ้ นกลบั ในทางลบและคำอธิบายหรือการลงโทษ(Punishment) ซึ่งผลปอนกลับนถ้ี ือเปน็ การเสรมิ แรงเพือ่ ให้เกดิ พฤติกรรมทต่ี อ้ งการ สือ่ มัลตมิ ีเดยี เพื่อการศึกษาท่ีออกแบบตามแนวคิดของทฤษฎี พฤติกรรมนิม จะบงั คบั ใหผ้ เู้ รียนผา่ นการประเมนิ ตามเกณฑ์ท่ีกำหนดไวต้ มจุดประสงคเ์ สยี ก่อน จงึ จะสามารถผา่ น ไปศึกษาต่อยงั เนื้อหาของวตั ถุประสงคต์ ่อไปไดห้ ากไมผ่ ่านเกณฑ์ท่นี 358 กำหนดใฝ่เรยี นจะต้องกลับไปศกึ ษาใน เนอ้ื หาเดมิ อีกครงั้ จะกว่าจะผ่านการประเมิน

(23) 2. ทฤษฎปี ัญญานิยม (Cognitivism) เกดิ จากแนวคิดของชอมสก้ี (Chomsky) ที่ไม่เหน็ ดว้ ยกบั สกนิ เนอร์ (Sknner) บิดาของทฤษฎี พฤติกรรมนิยม ในการมองพฤตกิ รรมมนุษยไ์ ว้ว่าเป็นเหมือนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ชอมสกีเ้ ชอื่ ว่าพฤติกรม ของมนุษย์นั้นเปน็ เร่ืองของภายในจติ ใจมนุษย์ ไม่ใชผ่ ้าขาวท่ีเมอ่ื ใสส่ อี ะไรลงไปก็จะกลายเป็นสนี ัน้ มนุษย์มคี วามคิด มอี ารมณ์ จติ ใจ และความร้สู ึกภายในทีแ่ ตกต่างกันออกไป ดงั นนั้ การออกแบบการเรียนการสอนก็ควรท่ีจะคำนึงถึ ความแตกต่างภายในของมนุษย์ดว้ ย ในช่วงนมี้ แี นวคิดต่างๆ เกดิ ขึน้ มากมาย เชน่ แนวคิดเกี่ยวกับการจำ (Short Term Memory, Long Term Memory and Retention)แนวคิด เกยี่ วกับการแงความรอู้ อกเปน็ 3 ลกั ษณะคือ ความรู้ในลักษณะเป็น ขน้ั ตอน (Proce-duralKnowledge) ซงึ่ เป็นความทอี่ ธบิ ายว่าทำอยา่ งไรและเปน็ องค์ความรู้ ที่ต้องการลำดับการเรยี นรทู้ ี่ซัดเจนความรู้ในลักษณะการอธบิ าย (Declarative Knowledge) ซึ่ได้แก่ความรทู้ ่ี อธิบายว่าคอื อะไร และความรใู้ นลกั ษณะเง่ือนไข (Conditional Know-leage) ซงึ่ ได้แก่ความรทู้ ี่อธิบายว่า เมื่อไร และทำไม ซ่งึ ความรู้ 2ประเภทหลังนี้ ไมต่ ้องการลำดับการเรยี นรทู้ ตี่ ายตวั ทฤษฎปี ญั ญานยิ มไดส้ ่งผลตการเรียนการสอนทส่ี ำคัญในยุคน้นั กล่าวคือ ทฤษฎปี ัญญานยิ มทำ ให้เกดิ แนวคดิ เกยี่ วกบั การออกแบบในลักษณะสาขา (Branching) ของคราวเดอร์ (Crowder) ซง่ึ เปน็ การออกแบบ ในลกั ษณะสาขา หากเม่ือเปรียบเทียบกับบทเรียนทอี่ อกแบบตามแนวคิดของพฤติกรรมนิยมแลว้ จะทำให้ผู้เรยี นมี อสิ ระมากขน้ึ ในการควบคุมการเรียนดว้ ยตัวเอง โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ การมีอิสระมากข้นึ ในการเลือกลำดับของการ นำเสนอเนอื้ หบทเรียนที่เหมาะสมกบั ตน ส่ือมลั ติมีเดยี เพ่ือการศึกษาท่ีออกแบบตามแนวคิดของทฤษฎีปญั ญานิยม จะมโี ครสร้างของบทเรยี นในลักษณะสาขาอกี เช่นเดียวกัน โดยผู้เรียนทกุ คนจะไดร้ ับการสนอเนือ้ หาในลำดบั ท่ีไม่ เหมอื นกัน โดยเน้ือหาที่จะได้รับการนำเสนอต่อไปนัน้ จะขึ้นอยู่กับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของ ผเู้ รยี นเปน็ สำคญั 3. ทฤษฎีโครงสรา้ งความรู้ (Scheme Theory) ภายใตท้ ฤษฎปี ัญญานยิ ม (Cogniivism) นย้ี งั ไดเ้ กดิ ทฤษฎีโครงสางความรู้ (Scheme Theor) ขน้ึ ซ่ึงเปน็ แนวคดิ ที่เชอ่ื วโ่ ดรสรา้ งภายในของความรู้ที่มนษุ ย์มอี ยูน่ ้นั จะมีลกั ษณะเปน็ โหนดหรอื กล่มุ ท่มี กี าร เช่อื มโยงกนั อยู่ ในการที่มนุษย์จะรบั อะไรใหม่ ๆ นัน้ มนุษยจ์ ะนำความรูใ้ หม่ ๆ ท่เี พงิ่ ได้รบั นน้ั ไปเชอ่ื มโยงกับกลมุ่ ความรู้ทีม่ ีอยู่เดมิ (Pre-existing Knowledge) รูเมลฮาร์ท ดาวิด และออโทนี่ (Rumelhart,David and Ortony. 1977) ไดใ้ ห้ความหมายของคำ โครงสรา้ งความรูไ้ ว้ว่าเปน็ โครงสร้างข้อมลู ภายในสมองของมนุษยซ์ ึง่ รวบรวม ความรเู้ กย่ี วกบั วตั ถุ ลำดับเหตกุ ารณ์ รายการกิจกรรมตา่ ง ๆ เอาไว้ หน้าที่ของโครงสร้างความรูน้ ก้ี ็คือ การนำไปสู่ การรับรู้ขอ้ มลู ( Perception) การรบั รู้ข้อมูลนนั้ ไมส่ ามารถเกิดข้ึนได้หากขาดโครงสร้างของความรู้ (Schema) ทง้ั นก้ี ็เพราะการรับรูข้ ้อมลู น้ันเป็นการสร้างความหมายโดยการถ่ายโอนความรใู้ หมเ่ ข้ากับความเดิม ภายในกรอบ ความรูเ้ ดิมที่มีอยู่และจากการกระต้นุ โดยเหตุการณ์หนึ่งๆ ท่ีช่วยให้เกดิ การช่ือมโยงความนั้นๆ เขา้ ดว้ ยกัน การรบั รู้ เปน็ สงิ่ สำคัญท่ที ำใหเ้ กดิ การเรียนรู้ เน่ืองจากไมม่ ีการเรียนรูใ้ ดท่เี กดิ ขึน้ ไดโ้ ดยปราศจากการรบั รู้ นอกจาก

(24) โครงสร้างความร้จู ะชว่ ยในการบั รู้และการเรียนร้แู ล้วนนั้ โครงสรา้ งความรู้ยังชว่ ยในการระลกึ (Recall) ถึงสิง่ ต่างๆ ทเี่ ราเคยเรยี นรู้มา การนำทฤษฎโี ครงสรา้ งความรู้มาประยุกต์ใช้ ในการสรา้ งโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ จะส่งผลให้ ลักษณะการนำเสนอเน้ือหาที่มกี ารเชื่อมโงกันไปมา คล้ายใยแมงมุม (Webร) หรอื บทเรยี นในลกั ษณะทเ่ี รยี กวา่ บทเรยี นแบบสือ่ หลายมิติ (Hypermedia) สรปุ ไดว้ า่ ในการออกแบบสอ่ื มลั ติมเี ดยี เพ่ือการศกึ ษาจำเป็นต้องนำแนวคิดของทฤษฎีตา่ ง ๆ มาผสมผสาน บรุ ณาการกัน เพ่ือให้เหมาะสมกบั ลักษณะและโครงสร้างขององค์ความรใู้ นการทำสื่อออนไลน์ ทัง้ น้ีเพื่อให้ไดส้ ่อื การเรียนการสอนทีม่ ปี ระสิทธิภาตอบสนองต่อวธิ ีการเรยี นรู้และตอบสนองลักษณะโครงสร้างขององคค์ วามรู้ของ วิชาพระพุทธศาสนา

บทที่ 3 วธิ ีดำเนินการวิจยั วิธีดำเนินการวิจัยเรื่อง บทเรียนออนไลน์วิชาพระพุทธศาสนา เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ pakkredlearningcyber ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าโดยลำดับ ดังนี้ 3.1 ประชากรท่ใี ช้ในการวจิ ัย 3.2 เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั 3.3 วิธกี ารสรา้ งเครอื่ งมือ 3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 3.5 การวเิ คราะห์ข้อมูล 3.6 สถิติท่ีใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรทใ่ี ช้ในการวจิ ัย ประชากร ท่ีใชใ้ นการวจิ ัยในเรื่องนี้ ไดแ้ ก่ นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2/1ภาคเรียนท่ี 1 / 2564 โรงเรยี นปากเกรด็ จำนวน 27 คน 3.2 เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวิจยั 3.2.1 นวตั กรรม บทเรยี นออนไลน์วชิ าพระพทุ ธศาสนา สำหรบั นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2/1 โดยใช้ pakkredlearningcyber ที่ผู้วจิ ัยสร้างข้ึน จำนวน 4 ชุด เวลา 4 ช่วั โมง ดงั น้ี 1) บทเรียนออนไลนช์ ดุ ท่ี 1 ประกอบด้วยเน้อื หาในหนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 หลักธรรมที่ควรรู้ 1.1) บทเรียนออนไลน์เรื่อง ทุกข์ (ธรรมท่ีควรรู้ ) 1.2) บทเรียนออนไลน์เร่ือง สมุทัย (ธรรมท่ีควรละ ) 1.3) บทเรียนออนไลน์เร่ือง นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ ) 1.4) บทเรียนออนไลน์เรื่อง มรรค (ธรรมทค่ี วรเจริญ ) 3.2.2 เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น วชิ าพระพุทธศาสนาเรอ่ื งหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรบั นกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2/1 เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก ที่ผู้วจิ ัยสร้างขน้ึ จำนวน 20 ขอ้ โดยใช้ทดสอบก่อนการใชช้ ุดฝกึ ทกั ษะทางการเรยี นและเม่ือใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะทางการเรียนเสร็จส้ิน แล้วก็ใชแ้ บบทดสอบชดุ เดมิ ทดสอบหลงั การใช้แบบฝึกทักษะทางการเรยี น

(26) 3.2.3 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรซู้ ่ึงใชค้ วบค่แู บบฝึกทักษะทางการเรียน สำหรับนกั เรยี น ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2/1 จำนวน 4 แผน 3.3 วิธกี ารสร้างเครอื่ งมือ ผู้วิจัยได้พัฒนาบทเรียนออนไลน์และแบบฝึกทักษะทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2/1 ดังนี้ 3.3.1 ศึกษาหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ของกรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร 3.3.2 ศึกษาสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม จาก แนวการจดั สาระการเรยี นรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมของกรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร 3.3.3 ศึกษาสาระการเรียนรู้รายปี และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปี ช่วงช้ันที่ 4 (ชนั้ มธั ยมศึกษาปี ท่ี 4-6) จากแนวการจดั สาระการเรียนร้สู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 3.3.4 ศึกษาค้นคว้า ตำรา วารสาร บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องทวีปอเมริกาเหนือ และรายละเอียดวัตถุประสงค์ของการศึกษา เพ่ือ เปน็ แนวทางในการสรา้ งแบบฝกึ ทักษะทางการเรียน 3.3.5 สร้างแบบฝกึ ทกั ษะทางการเรยี น สำหรบั นักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2/1 จำนวน 4 ชุด 3.3.6 นำแบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้น เสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำในส่วนที่ยังบกพร่อง แล้วนำมา ปรบั ปรุงแกไ้ ข จำนวน 2 ท่าน ซึ่งประกอบด้วย 1) นางประทิน พว่ งแพ ครสู อนวิชาพระพุทธศาสนาโรงเรยี นปากเกรด็ 2) นายนิตกิ ร เบญมาตย์ หัวหนา้ กลมุ่ สาระสงั คมศกึ ษา โรงเรยี นปากเกร็ด 3.3.7 นำบทเรียนออนไลน์และแบบฝึกทักษะทางการเรียน ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข มาใช้สอนจริง โดย ใชค้ กู่ ับแผนการจดั การเรียนรู้ มาจัดกจิ กรรมสอนซ่อมเสริม ในข้นั สรปุ บทเรยี นของแผนการจดั การเรียนรู้แต่ละแผน กบั นักเรยี น สัปดาห์ละ 1 วนั วันละ 1 ชั่วโมง ใน เวลา 8.30 -9.20 น. 3.3.8 หลังจากทดลองใช้บทเรียนออนไลน์และแบบฝึกทักษะทางการเรียนคู่กับแผนการจัดการเรียนรู้เสร็จส้ิน แล้วนำแบบทดสอบชุดเดิมกับก่อนเรียนมาทำการทดสอบหลังเรียนอีกครั้ง แล้วนำผลการทดสอบมาวิเคราะห์เพื่อหา ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะทางการเรียน ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หมายถึง คะแนนของกระบวนการเรียนต่อ คะแนนสอบหลงั เรียน

1) 80 ตวั แรก หมายถงึ คะแนนเฉลยี่ รอ้ ยละของประสทิ ธภิ าพของแบบฝึกทักษะทางการเรียน (27) 2) 80 ตัวหลัง หมายถงึ คะแนนเฉลยี่ ร้อยละของการทดสอบหลงั เรยี น 3.4 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ผวู้ ิจัยได้ดำเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดงั น้ี 3.4.1 ชีแ้ จงวตั ถุประสงค์ 3.4.2 ทดสอบก่อนเรียน โดยใชแ้ บบทดสอบกอ่ นและหลังเรยี นกบั ประชากร 3.4.3 เริ่มดำเนินการสอน โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะทางการเรียนที่สร้างขึ้น ใช้เวลา ท้งั หมด จำนวน 4 ช่วั โมง โดยใช้แบบฝึกทกั ษะทางการเรยี นทง้ั หมด จำนวน 4 ชดุ 3.4.4 เมื่อสอนเสร็จแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้จะมีการประเมินผลโดยใช้แบบฝึกทักษะทางการเรียน มี เกณฑ์การใหค้ ะแนน ถา้ ไมผ่ ่านเกณฑก์ ็สอนซ่อมเสรมิ 3.4.5 เม่อื ทดลองใช้แบบฝึกทักษะทางการเรยี นจนครบทงั้ 5 ชดุ ฝกึ แลว้ กท็ ดสอบหลงั เรียน โดยใชแ้ บบทดสอบ ก่อนและหลงั เรยี นชดุ เดิม 3.5 การวเิ คราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลที่ได้มาหาความถี่แล้ววิเคราะห์ บรรยายเป็นความเรียง ประกอบตาราง โดย เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ย ค่าร้อยละ ระหว่างการทดสอบครั้งแรกกับครั้งหลังของประชากรและ เปรียบเทียบคะแนนการทำแบบฝึกทักษะทางการเรยี นกับคะแนนทดสอบหลงั เรยี น 3.6 สถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล 3.6.1 แบบฝึกทักษะทางการเรียนนี้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิตร้อยละ (Percentage) การหาค่าคะแนน เฉล่ีย และการหาค่าประสิทธภิ าพ จากสูตรดงั ตอ่ ไปนี้ ร้อยละ (Percentage) เป็นค่าสถิตที่นิยมใช้เพื่อเปรียบเทียบความถี่หรือจำนวนที่ต้องการตัวความถี่หรือ จำนวนทัง้ หมดท่เี ทียบเปน็ 100 จงหาคา่ รอ้ ยละจากสตู รตอ่ ไปน้ี 1) รอ้ ยละ (Rercentage) โดยใช้สูตร ดงั นี้ ������ ������ = ������ ������100 เมือ่ P แทน คา่ รอ้ ยละ F แทน ความถห่ี รือจำนวนขอ้ มูลทตี่ ้องการหารอ้ ยละ N แทน จำนวนขอ้ มลู ทั้งหมด

(28) 2) หาค่าคะแนนเฉลย่ี 2.1) ค่าเฉล่ยี (Mean) จากสตู ร (สมบตั ิ ท้ายเรือคำ. 2550, หน้า 108) สูตร μ =  X N เม่อื μ แทน ค่าเฉล่ีย  X แทน ผลรวมคะแนนทุกตัวในกล่มุ ประชากร N แทน จาํ นวนสมาชกิ ในกลมุ่ ประชากร 2.2) ค่าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2547 หนา้ 85) สูตร  = (X − )2 N เมอื่  แทน สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนของประชากรแตล่ ะคน  แทน ค่าเฉล่ยี ของคะแนนประชากร ∑(x -) แทน ผลรวมของค่าเบ่ยี งเบนของคะแนนแต่ละคนจากคา่ เฉลย่ี N แทน จำนวนประชากรทง้ั หมด 3) การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะทางการเรียน เรื่อง ลักษณะทางกายภาพของประเทศไทย กลุ่มสาระ การเรยี นร้สู งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดเจด็ ยอด ตามเกณฑม์ าตรฐาน ������1 /������2 80/80 ดงั น้ี (นพพร ธนะชัยขันธ์, 2550 หน้า 108) X E1 = N 100 A เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ  X แทน ผลรวมของคะแนนระหวา่ งเรยี น N แทน จำนวนผู้เรยี นทงั้ หมด A แทน คะแนนเต็มของคะแนนระหวา่ งเรียน

X และ E2 = N 100 (29) B เม่ือ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์  Y แทน ผลรวมของคะแนนระหว่างเรยี น N แทน จำนวนนักเรียนทงั้ หมด B แทน คะแนนเตม็ ของคะแนนทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน 3.6.2 สถิติทใ่ี ช้ในการวิเคราะหห์ าคุณภาพเครื่องมือ แบบฝึกทักษะทางการเรียนนี้วิเคราะห์ข้อมูลหาคุณภาพของเครื่องมือโดยใช้สถิติ การหาค่าความ เทีย่ งตรง (Validity) หาคา่ อำนาจจำแนก และหาคา่ ความเชือ่ มน่ั จากสตู รดงั ตอ่ ไปน้ี 1) การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตรดัชนี ค่าความสอดคลอ้ ง IOC (สมนึก ภทั ทยิ ธนี 2541, หนา้ 221) ∑R IOC = ������ เมอื่ IOCแทน ดชั นีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผเู้ ชยี่ วชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เช่ียวชาญทงั้ หมด 2) หาค่าอำนาจจำแนก ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตร ของเบรนแนน (Brennan) โดยคำนวณจากสตู รดงั นี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2545, หน้า 90) ������ ������ N = ������1 − ������2 เมื่อ B แทน คา่ อำนาจจำแนก U แทน จำนวนผู้รอบรู้หรือสอบผ่านเกณฑท์ ่ีตอบถูก L แทน จำนวนผู้ไม่รอบร้หู รือสอบไม่ผา่ นเกณฑ์ทีต่ อบถกู ������1 แทน จำนวนผรู้ อบรู้หรือสอบผ่านเกณฑ์ ������2 แทน จำนวนผูไ้ มร่ อบร้หู รือสอบไมผ่ า่ นเกณฑ์

(30) 2.3 หาค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้สูตรของ โลเวท (Lovett) โดยคำนวณจากสูตรดังนี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2545, หนา้ 96) ������ ∑ ������1 − ∑ ������2 ������������������ = 1 − (������ − 1) ∑(������2 − ������)2 เมอ่ื rcc แทน ความเชือ่ มั่นของแบบทดสอบ k แทน จำนวนขอ้ สอบ xi แทน คะแนนของแต่ละคน Σxi แทน ผลรวมของคะแนนทกุ คน Σ������12 แทน ผลรวมท้งั หมดของคะแนนแตล่ ะคนยกกำลังสอง C แทน คะแนนเกณฑ์หรือจุดตดั ของแบบทดสอบ

บทที่ 4 ผลการดำเนนิ การวิจัย ในการวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้สร้างบทเรียนออนไลน์ หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาใน pakkredlearningcyber สำหรับนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 แล้วได้นำไปทดลองใช้กับนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 2/1 โรงเรียนปากเกรด็ จงั หวัดนนทบุรี ไดว้ เิ คราะห์ข้อมลู และเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูลตามลำดบั ดงั น้ี 4.1 สัญลกั ษณ์ที่ใช้นำเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู 4.2 ข้นั ตอนนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 สัญลักษณ์ท่ีใชใ้ นการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล เพื่อให้การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นที่เข้าใจตรงกัน ได้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ นำเสนอผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดงั น้ี N แทน จำนวนนกั เรียน μ แทน คะแนนเฉลยี่ E1 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการ E2 แทน ประสทิ ธิภาพของผลลพั ธ์ 4.2 ขน้ั ตอนนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล 4.2.1 คะแนนจากการทดสอบย่อยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพระพุทธศาสนา เร่ือง หลักธรรม ทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2/1 โดยใช้ pakkredlearningcyber 4.2.2 ผลการหาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชา พระพุทธศาสนา

4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 4.3.1 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ผู้วิจัยได้นำคะแนนจากแบบฝึกทักษะทางการเรียน เรื่องหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จำนวน 4 ชุด ที่ได้จากนักเรียนมาทำการวิเคราะห์ร่วมกับผลการทดสอบหลงั เรียน ผลการวเิ คราะหห์ าประสิทธภิ าพของแบบฝึกทักษะทางการเรียน เรือ่ งหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เกณฑ์ 80/80 มรี ายละเอยี ดดังต่อไปน้ี (32) ตารางที่ 4.3.1 ค่าเฉลี่ย และร้อยละ ของแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนและคะแนน แบบฝกึ ทักษะทางการเรยี น เรื่อง วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ คะแนนการทดสอบด้วยแบบฝึกทักษะ คนที่ ก่อนเรียน แบบ ึฝก ่ที 1 รวม หลังเรียน(20 (20 คะแนน) (10 คะแนน) คะแนน) แบบ ึฝก ่ที 2 (10 คะแนน) แบบ ึฝก ่ีท 3 (10 คะแนน) แบบ ึฝกที่ 4 (10 คะแนน) 1 10 7 9 10 9 35 18 2 14 19 3 11 9 8 10 10 37 18 4 12 17 5 10 8 9 9 10 36 18 69 19 7 13 10 7 8 10 35 20 8 15 20 9 10 9 8 9 8 34 17 10 10 18 11 13 8 9 9 9 35 19 12 11 19 13 10 10 10 10 10 40 18 14 12 17 15 13 10 10 10 10 40 19 9 10 10 10 39 8 8 9 10 35 9 9 9 9 36 10 10 8 9 38 9 10 10 9 38 10 9 10 8 37 8 8 9 10 35

16 14 9 9 9 10 36 19 17 11 8 9 9 10 36 18 18 14 9 8 10 10 37 19 19 11 8 9 9 10 36 18 20 12 10 7 8 10 35 17 (33) 21 10 98 9 8 34 18 ตารางที่ 4.3.1 (ต่อ) คา่ เฉล่ีย และร้อยละ ของแบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน และคะแนนแบบฝึกทักษะ ทางการเรียน เร่ือง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา คะแนนการทดสอบด้วยแบบฝึกทักษะ คนที่ ก่อนเรียน แบบ ึฝก ่ที 1 รวม หลังเรยี น (20 คะแนน) (10 คะแนน) (20 คะแนน) แบบ ึฝก ่ที 2 (10 คะแนน) แบบ ึฝก ่ีท 3 (10 คะแนน) แบบ ึฝกที่ 4 (10 คะแนน) 22 9 8 9 9 9 35 19 23 13 10 10 10 10 40 20 24 15 10 10 10 10 40 20 25 14 9 8 10 10 37 19 26 11 8 9 9 10 36 18 รวม 187 143 143 150 151 587 295 8.94 8.94 9.38 9.44 46.06 18.44 11.69 89.4 89.4 93.8 94.4 92.08 92.20 ร้อยละ 58.45 จากตารางที่ 4.3.1 พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบย่อยท้ายแบบฝึกทักษะทาง การเรียน เรื่อง วิธีการทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ทั้ง 4 ชุด มีค่าเท่ากับ 46.06 ส่วนด้าน กระบวนการ (E1) เท่ากับ 92.08 และพบว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เท่ากับ 18.44 จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน และคิดเป็นร้อยละ เท่ากับ 92.20แสดงว่าประสิทธิภาพของ ผลลัพธ์ (E2) เทา่ กบั 92.20

สรปุ ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 โดยรวมมปี ระสทิ ธภิ าพ 92.08 / 92.20 ซึ่งสงู กว่าเกณฑ์ทตี่ ้งั ไว้ 4.3.2 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะทางการเรียน หลักธรรมพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ผู้วิจยั ได้นำคะแนนจากแบบฝึกทักษะทางการเรียน เรื่องหลักธรรมพระพุทธศาสนา ทั้ง 4 ชดุ ที่ได้จากนักเรียนมาทำการวิเคราะห์ร่วมกับผลการทดสอบหลังเรียน ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ทางการเรียน เร่ืองหลักธรรมพระพทุ ธศาสนา มีรายละเอียดดงั ตอ่ ไปนี้ (34) ตารางที่ 4.3.2 คา่ เฉลย่ี และร้อยละ ของคะแนนแบบฝึกทกั ษะทางการเรียน วิชาพระพทุ ธศาสนา เร่ือง หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนา แบบฝึกทักษะทาง คะแนนเตม็ คะแนนรวม คะแนนเฉล่ีย คะแนนรอ้ ยละ การเรียน 160 143 8.94 89.4 แบบฝึกทกั ษะ ชดุ ที่ 1 แบบฝึกทักษะ ชุดที่ 2 160 143 8.94 89.4 แบบฝึกทกั ษะ ชุดท่ี 3 แบบฝกึ ทกั ษะ ชดุ ที่ 4 160 150 9.38 93.8 รวม 160 151 9.44 94.4 640 587 46.08 460.8 เฉล่ีย 92.08 จากตารางที่ 4.3.2 พบว่า คะแนนจากการทดสอบย่อยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา พระพุทธศาสนา เ ร่ืองหลกั ธรรมสำหรับนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2/1 มีคะแนนเฉลย่ี 46.08 จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน คิดเปน็ ร้อยละ 92.08 ของคะแนนเตม็ ซ่ึงสงู กวา่ เกณฑ์ท่ตี งั้ ไว้

บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ ในการวจิ ยั ครง้ั นี้เป็นการวจิ ยั เกย่ี วกบั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ าพระพทุ ธศาสนาเรอ่ื ง เร่อื ง หลกั ธรรม ทางพระพุทธศาสนาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ที่ใช้บทเรียนออนไลน์ pakkredlearningcyber ประกอบดว้ ย แบบฝกึ ทกั ษะทางการเรยี น จำนวน 4 ชุด 5.1 วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั 5.1.1 เพื่อสร้างบทเรียนออนไลน์ วิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2/1 ท่ีมปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80 / 80 5.1.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ก่อนและหลังเรยี นดว้ ยแบบฝึกทักษะทางการเรียน สำหรับนกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2/1 5.2 ขอบเขตของการวิจัย 5.2.1 เนื้อหา การวิจัยครัง้ นี้ผู้วจิ ัยไดใ้ ช้เนือ้ หาของกลุ่มสาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำหรับนักเรยี น ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2/1 ในไดแ้ ก่ 1) บทเรยี นออนไลน์หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี2 หลกั ธรรมที่ควรรู้ 1.1) บทเรียนออนไลน์เร่ือง ทกุ ข์ (ธรรมท่ีควรรู้ ) 1.2) บทเรียนออนไลน์เรื่อง สมุทยั (ธรรมที่ควรละ ) 1.3) บทเรียนออนไลน์เรื่อง นโิ รธ (ธรรมท่ีควรบรรลุ ) 1.4) บทเรียนออนไลน์เรื่อง มรรค (ธรรมท่คี วรเจริญ ) 5.2.2 ประชากร ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยในเรื่องนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 1 / 2564 โรงเรยี นปากเกร็ด อำเภอปากเกรด็ จังหวัด นนทบุรี จำนวน 27 คน 5.2.3 ตวั แปรทีใ่ ชใ้ นการวิจัย 1) ตวั แปรอิสระ ไดแ้ ก่ การสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ pakkredlearningcyber สำหรับนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 6/1โรงเรยี นปากเกร็ด จำนวน 27 คน

2) ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพระพุทธศาสนาเรื่องหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนาสำหรบั นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2/1 ทใ่ี ช้แบบฝกึ ทักษะทางการเรยี น (36) 5.3 เครือ่ งมอื ท่ใี ช้ในของการวิจยั เครือ่ งมือท่ผี ู้วจิ ยั ใชใ้ นการวจิ ยั ในครงั้ นี้ ประกอบด้วย 5.3.1 แบบฝึกหดั หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 2 1.1) แบบฝึกหัดเร่ือง ทุกข์ (ธรรมท่ีควรรู้ ) 1.2) แบบฝกึ หดั เรือ่ ง สมุทัย (ธรรมท่คี วรละ ) 1.3) แบบฝึกหัดเร่ือง นิโรธ (ธรรมทีค่ วรบรรลุ ) 1.4) แบบฝึกหัดเรอื่ ง มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ ) 5.3.2 นวตั กรรม บทเรียนออนไลน์ pakkredlearningcyber สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนปาก เกรด็ ท่ีผวู้ ิจัยสรา้ งขึ้น จำนวน 4 คลิป เวลา 4 ชั่วโมง 5.3.3 เคร่อื งมอื ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แบบฝึกหัดเรื่อง หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา สำหรับนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2/1 เป็นแบบทดสอบแบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกท่ี ผู้วิจัยสรา้ งข้นึ จำนวน 20 ข้อ โดยใช้ทดสอบก่อนการใชแ้ บบฝึกทักษะทางการเรียนและ เมือ่ ใชแ้ บบทกั ษะทางการ เรยี นเสรจ็ สิน้ แลว้ ก็ใช้แบบทดสอบชุดเดมิ ทดสอบหลังการใช้แบบฝกึ ทักษะทางการเรียน 5.3.4 แผนการจดั การเรยี นรู้ แผนการจดั การเรยี นรซู้ ่ึงใช้ควบคู่แบบฝึกทกั ษะทางการเรียนสำหรับนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2/1 จำนวน 4 แผน 5.4 สรุปผลการวิจัย 1. แบบฝกึ ทกั ษะทางการเรียน วิชาพระพทุ ธศาสนา เร่อื ง สำหรบั นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/1ที่ผู้วิจัยสร้าง ข้ึนมีประสทิ ธภิ าพ 92.08 / 92.20 ซ่งึ เปน็ ไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาเรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับนักเรียนช้ัน มัธยมศกึ ษาปีที่ 2/1 สงู ขึ้นรอ้ ยละ 92.08 ซึ่งเปน็ ไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80

(37) 5.5 อภิปรายผลการวิจัย 5.5.1 รายงานผลการสร้าง วจิ ัยเรือ่ งหลักธรรมพระพุทธศาสนา บทเรียนออนไลน์ pakkredlearningcyber เร่อื ง หลกั ธรรมพระพทุ ธศาสนาสำหรบั นกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนปากเกรด็ โดยการใช้ มีขอ้ ค้นพบทน่ี ำมาอภิปรายผลได้ ดังน้ี 1) วิจยั เรอ่ื งบทเรียนออนไลน์หลักธรรมพระพุทธศาสนาสำหรบั นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2/1 ทีผ่ ู้วจิ ยั สร้าง ขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ ร้อยละ 92.08 / 92.20 หมายความว่า นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยจากการ ทำแบบฝึกทักษะ ทางการเรยี นท้งั 4 ชดุ คดิ เป็นรอ้ ยละ 92.08 และนกั เรยี นไดค้ ะแนนเฉล่ยี จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ภาค เรียนที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 92.20 แสดงว่า แบบฝึกทักษะทางการเรียน วิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมทาง พระพุทธศาสนา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ สอดคล้อง กับผลการศึกษาของ อัจฉรา มณีนิล (2545, หน้าบทคัดย่อ) จากศึกษาพบว่า แบบฝึกทักษะทางการเรียนที่ สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากแบบฝึกทักษะทางการเรียนท่ี ผู้วิจัยสร้างขึ้น ได้ผ่านขั้นตอน กระบวนการสร้างอย่างมีระบบมีการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างแบบฝึก ทักษะทางการเรียน จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาหลักสูตร แผนการสอน เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้การวัดผลและประเมินผล และผ่านการทดสอบ จากผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบด้านคุณภาพ และความเหมาะสมของแบบฝกึ ทักษะทางการเรียน แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น เพื่อให้มีความเหมาะสม มากย่ิงขึ้น สามารถนำไปใช้ใน การสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับผลการศึกษาของ พัชรบูลย์ ภูมิ พันธุ์ (2550, หน้าบทคัดย่อ) จากการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะทางการเรียน มี ประสิทธิภาพและประสิทธิ์ผลที่สูงเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 มีความพึงพอใจ ในวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพิ่มมากขึ้น และสอดคล้องกับผลการศึกษาของ อังคณา ณ พิกุล (2549, หน้าบทคัดย่อ) จากการศึกษาพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ส่งงานครบตามเวลาที่กำหนด ถึงแม้จะมี บางส่วนที่ส่งงานช้า แต่เมื่อ ครบ 3 ช่วงเวลา ก็ส่งงานครบกันทุกคน รวมถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บทเรียน ออนไลน์ ในเรื่อง หลักธรรมพระพุทธศาสนา เร้าความสนใจนักเรียนที่ไม่สนใจเรียนได้เป็นอย่างดี สังเกตได้จากการท่ี นักเรียนกล่มุ นี้ให้ความรว่ มมือในการทำกจิ กรรม เช่น ตอบคำถามท่ีครูถาม มีความกลา้ แสดงออกในการนำเสนองาน และสง่ งานตามเวลาท่คี รูกำหนด เป็นต้น 2) นกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2/1 มพี ัฒนาการของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง หลักธรรมพระพุทธศาสนา คดิ เปน็ ร้อยละ 92.20 ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ทต่ี ั้งไว้ ซึ่งสอดคล้องกบั งานวิจัยของดวงฤดี แสงไกร (2550, หน้า บทคัดย่อ) จากการศึกษาพบว่า การจัดการเรยี นการสอนควบคกู่ ับการใช้แบบฝึกทักษะทางการเรียนเป็นกจิ กรรมท่ี ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ทำให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง มี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและครู และที่สำคัญนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา เรื่อง หลักธรรมพระพุทธศาสนา สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของผสมพร ประจันตะเสน (2550, หน้า

(38) บทคัดย่อ) จากการศึกษาพบว่านักเรียนที่เรียนด้วยการบทเรียนออนไลน์โดยใช้แบบฝึกทักษะทางการเรียน สามารถพัฒนาแบบฝึกทักษะทางการเรียน เรื่องหลักธรรมพระพุทธศาสนาได้ดี ทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สงู ขน้ึ อาจเป็นเพราะว่าบทเรียนออนไลน์และ แบบฝกึ ทกั ษะทางการเรียนและแผนการจัดการเรยี นรู้ ท่ีผู้วิจัยสร้าง ขึ้นได้มีขั้นตอนการสร้างตามหลักและแนวทางในการจัดทำเป็นอย่างดี ผ่านการตรวจและแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ดังนั้น เนื้อหาสาระ จุดประสงค์ กิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนรูปแบบวิธีการของแบบฝึกทักษะทางการเรียน มีความเหมาะสมกับระดับชั้นของนักเรียน จากสาเหตุ ดังกล่าวทำใหน้ ักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2/1 มผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนสงู ขน้ึ 2 5.5.2 ข้อเสนอแนะ 1) ข้อเสนอแนะในการสรา้ งบทเรยี นออนไลนแ์ ละแบบฝึกทกั ษะ 1.1) ควรศกึ ษาหลักสตู ร ค่มู ือครู และเอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งใหเ้ ข้าใจ 1.2) ควรคำนึงถึงความสอดคล้องระหวา่ งแบบฝึกทกั ษะทางการเรยี นและแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ ต้องสอดคล้องสมั พันธ์กัน 1.3) แบบฝึกทกั ษะทางการเรียนท่สี รา้ งขน้ึ ตอ้ งสามารถพัฒนาทักษะของผ้เู รยี นได้จริง 1.4) แบบฝึกทักษะทางการเรียนต้องน่าสนใจ ใส่รูปภาพ สีสันที่สดใสประกอบเพื่อให้นักเรียน อยากสมั ผสั อยากฝกึ 1.5) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรส่งเสริมให้นำแบบฝึกทักษะทางการเรียน วิชา พระพุทธศาสนา เรื่อง หลักธรรมพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ระดับชั้น เพื่อก่อให้เกิด ประโยชนต์ ่อการเรียนการสอน วชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรมมากยิง่ ขน้ึ 2) ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั คร้ังต่อไป 2.1) ควรมีการศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกปี เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนาการ จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ 2.2) ควรมีการพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพื่อนักเรียนจะได้ฝึกในรูปแบบท่ี หลากหลาย แตกตา่ งกนั ไป และควรพัฒนานวตั กรรมในกลุม่ สาระอื่นๆ ทุกระดับชนั้ ดว้ ย 2.3) ควรมกี ารส่งเสริมใหน้ กั เรยี นนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวันใหม้ ากขึ้น

(39) บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ.พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพมิ่ เตมิ (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ:โรงพมิ พอ์ งคก์ ารรับส่งสินคา้ และพสั ดุภณั ฑ.์ คณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน สานกั งานกระทรวงศึกษาธิการ.เรียนรู้บูรณาการ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพค์ รุ ุสภาลาดพร้าว, 2547. คณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน , สานกั งาน กระทรวงศึกษาธิการ.แนวทางการวดั และประเมนิ ผลใน ช้ันเรียน กล่มุ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามหลกั สูตรการศึกษาข้ัน พื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พอ์ งคก์ ารรับส่งสินคา้ และพสั ดุภณั ฑ์ , 2545. คณะอนุกรรมการพฒั นาคุณภาพวิชาการ , กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ การจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พค์ ุรุสภา ลาดพร้าว, 2546. คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, สานกั งาน. คู่มืออบรมครูแนวการใช้หลกั สูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) และกจิ กรรมการเรียนการสอนช้ันประถมศึกษา ปี ท่ี 1–2. กรุงเทพฯ :โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพร้าว, 2534. ศึกษาธิการ , กระทรวง. หลกั สูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพค์ ุรุสภาลาดพร้าว , 2545 ฉลองชยั สุรวฒั นบูรณ์. องค์ประกอบของแบบฝึ ก. ไม่ปรากฏโรงพิมพ,์ 2528 : 130 นางผสมพร ประจนั ตะเสน.การเพม่ิ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่อง ลกั ษณะภูมิประเทศของไทย .ไม่ปรากฏโรงพมิ พ,์ 2550 นางองั คณา ณ พิกลุ .การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา 3 (ส 33101). ไมป่ รากฏโรงพิมพ,์ 2549 นางอจั ฉรา มณีนิล.การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน วิชาสังคมศึกษาระหว่าง การสอนโดยใช้ บทเรียนสาเร็จรูปกับการสอนแบบปกติเร่ืองลกั ษณะภูมปิ ระเทศ.ไมป่ รากฏโรงพมิ พ,์ 2545 นิตยา ฤทธิโยธี. ลกั ษณะของแบบฝึ ก.ไมป่ รากฏโรงพมิ พ,์ 2520.40 - 41 ประทีป แสงเปี่ ยมสุข.ประโยชน์ของแบบฝึ ก.ไมป่ รากฏโรงพมิ พ,์ 2538 ไพบลู ย์ เทวรักษ.์ กฎการฝึ กหดั .ไมป่ รากฏโรงพิมพ,์ 2540

(40) ไพรัตน์ สุวรรณแสน.ลกั ษณะของแบบฝึ กทีด่ .ี ( จิรพา จนั ทะเวียง. 2542 : 43 ; อา้ งอิงจากไพรัตน์ สุวรรณแสน. ม.ป.ป. ) มิส สิริพร ศรีสมวงษ์ .การแก้ปัญหาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนต่า โดยการใช้การอ่านหนังสือ. ไมป่ รากฏโรงพิมพ,์ 2549 ราชบณั ฑิตสถาน. (2535). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน. กรุงเทพฯ:สานกั พมิ พ์ อกั ษรเจริญทศั น.์ โรงเรียนชุมชนบา้ นหวั ขวั สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาขอนแก่น เขต 2. หลกั สูตร สถานศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ฉบบั ปรับปรุง คร้ังที่ 2 /2547,2547. สุจริต เพียรชอบ. การสร้างแบบฝึ ก .ไม่ปรากฏโรงพมิ พ,์ 2536:65-73 สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย.์ หลกั จิตวิทยาที่ควรนามาสร้างแบบฝึ ก. ไม่ปรากฏโรงพิมพ,์ 2536:65-73 สุนนั ทา สุนทรประเสริฐ. การผลติ นวตั กรรมการเรียน การสอน การสร้างแบบฝึ ก. ไมป่ รากฏโรงพิมพ,์ 2544. สุนนั ทา สุนทรประเสริฐ. การผลติ ปฏิรูปการเรียนรู้ ปฏิรูปการศึกษา. ไม่ปรากฏโรงพิมพ,์ 2544. วญั ญา วศิ าลาภรณ์ .คุณประโยชน์ของแบบฝึ ก. ไมป่ รากฏโรงพมิ พ,์ 2533 : 23 วรสุดา บญุ ไวโรจน์ ( อา้ งถึงใน สุนนั ทา สุนทรประเสริฐ2543 : 9-10 ) ,ลกั ษณะของแบบฝึ กท่ดี ี. ไม่ปรากฏโรงพมิ พ,์ 2536:37 วิชาการ , กรม. การวิจยั เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ตามหลกั สูตรการศึกษาข้นั พื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพร้าว , 2545. วชิ าการ กรม. คู่มือพฒั นาส่ือการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พค์ ุรุสภาลาดพร้าว , 2545 อดุลย์ บุญปล้ืม.(2539). การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ใิ นการเขยี นสะกดคา สาหรับนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปี ที่ 1 โดยใช้แบบฝึ กที่จัดคาเป็ นกลุ่มคาและแบบฝึ กท่ีจดั คาคละคา.วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบณั ฑิต มหาสารคาม: มหาวิทยาลยั มหาสารคาม.