ร่าง พระราชบัญญตั ิ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ (ฉบบั ที่ ..) พ.ศ. .... ………….……………………….. ………….……………………….. ………….……………………….. ........................................................................................................................................... ................................... โดยท่ีเป็นการสมควรแกไ้ ขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ............................................................................................................................. .............. .................................... มาตรา ๑ พระราชบัญญัติน้ีเรียกว่า “พระราชบัญญตั ิแก้ไขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณชิ ย์ (ฉบบั ที่ ..) พ.ศ. ....” มาตรา ๒ พระราชบัญญตั นิ ี้ใหใ้ ช้บังคบั เมื่อพน้ กำหนดหน่งึ ร้อยย่ีสิบวันนบั แต่ วนั ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเป็นต้นไป มาตรา ๒/๑ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๔๓ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๔๓ ภูมิลำเนาของคู่สมรส ได้แก่ถิ่นที่อยู่ที่คสู่ มรสอย่กู ินดว้ ยกันฉันคูส่ มรส เว้นแต่คู่สมรสฝา่ ยใดได้แสดงเจตนาให้ปรากฏวา่ มีภมู ิลำเนาแยกต่างหากจากกนั ” มาตรา ๒/๒ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๙๓/๒๒ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๙๓/๒๒ อายุความสทิ ธเิ รยี กร้องระหวา่ งค่สู มรส ถ้าจะครบกำหนดก่อนหรอื ภายในหน่งึ ปนี ับแต่วนั ทก่ี ารสมรสสิน้ สดุ ลง อายคุ วามนัน้ ยังไม่ครบกำหนดจนกว่าจะครบหน่งึ ปีนับแต่วันที่ การสมรสสน้ิ สุดลง”
-๒- มาตรา ๒/๓ ให้ยกเลกิ ความในวรรคหนง่ึ ของมาตรา ๑๔๓๕ แห่งประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณชิ ย์ และให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๔๓๕ การหม้นั จะทำไดต้ ่อเมื่อบุคคลทง้ั สองฝา่ ยมอี ายสุ ิบเจ็ดปบี รบิ ูรณ์แลว้ ” มาตรา ๒/๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๓๗ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญตั แิ ก้ไขเพิม่ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบบั ที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใชค้ วามต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๑๔๓๗ การหมัน้ จะสมบรู ณ์เมื่อฝ่ายผ้หู มัน้ ได้สง่ มอบหรือโอนทรัพยส์ ินอนั เป็น ของหมั้นใหแ้ ก่ผู้รับหมน้ั เพ่ือเป็นหลักฐานวา่ จะสมรสกับผรู้ ับหม้นั น้นั เมื่อหม้ันแลว้ ให้ของหมนั้ ตกเปน็ สิทธแิ กผ่ ู้รับหม้ัน สินสอด เปน็ ทรัพย์สนิ ซึ่งฝา่ ยผหู้ มัน้ ใหแ้ กบ่ ิดามารดา ผรู้ ับบตุ รบญุ ธรรมหรอื ผู้ปกครอง ฝ่ายผ้รู ับหมนั้ แลว้ แต่กรณี เพ่ือตอบแทนการทผ่ี ้รู บั หมั้นยอมสมรส ถา้ ไม่มกี ารสมรสโดยมีเหตสุ ำคัญ อนั เกิดแกผ่ ้รู ับหม้ันหรือโดยมีพฤติการณซ์ ึ่งฝ่ายผูร้ ับหมัน้ ต้องรบั ผิดชอบ ทำใหผ้ หู้ ม้ันไม่สมควรหรือไม่อาจ สมรสกบั ผู้รับหม้นั น้นั ฝ่ายผหู้ ม้ันเรยี กสนิ สอดคืนได้ ถา้ จะต้องคืนของหมนั้ หรอื สินสอดตามหมวดนี้ ใหน้ ำบทบัญญัติมาตรา ๔๑๒ ถงึ มาตรา ๔๑๘ แหง่ ประมวลกฎหมายนีว้ ่าดว้ ยลาภมคิ วรไดม้ าใชบ้ ังคับโดยอนุโลม” มาตรา ๒/๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๓๙ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ซงึ่ แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัตแิ ก้ไขเพม่ิ เติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใชค้ วามต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๔๓๙ เมือ่ มีการหมั้นแล้ว ถา้ ฝ่ายใดผดิ สญั ญาหม้นั อีกฝ่ายหนึง่ มีสิทธิเรยี กให้ รับผดิ ใชค้ ่าทดแทน ในกรณีท่ีฝ่ายผรู้ ับหมนั้ เปน็ ฝา่ ยผดิ สญั ญาหมัน้ ใหค้ นื ของหมน้ั แกฝ่ า่ ยผหู้ ม้นั ดว้ ย” มาตรา ๒/๖ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปน้แี ทน “มาตรา ๑๔๔๐ คา่ ทดแทนน้ันอาจเรยี กได้ ดงั ต่อไปนี้ (๑) ทดแทนความเสยี หายต่อกายหรือชื่อเสยี งแหง่ ผหู้ ม้ันหรือผ้รู บั หม้นั นั้น (๒) ทดแทนความเสยี หายเน่ืองจากการที่คหู่ ม้ัน บิดามารดา หรอื บุคคลผู้กระทำการในฐานะ เช่นบิดามารดาได้ใช้จา่ ยหรอื ตอ้ งตกเป็นลกู หน้ีเน่ืองในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร (๓) ทดแทนความเสยี หายเน่ืองจากการที่คูห่ มน้ั ไดจ้ ัดการทรัพย์สินหรอื การอ่นื อนั เกย่ี ว แกอ่ าชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควรดว้ ยการคาดหมายว่าจะไดม้ ีการสมรส ในกรณีท่ผี ู้รับหมนั้ เป็นผู้มีสิทธไิ ดค้ า่ ทดแทน ศาลอาจชีข้ าดวา่ ของหม้ันท่ีตกเป็นสทิ ธิ แกผ่ ู้รับหม้นั น้ันเปน็ ค่าทดแทนทงั้ หมดหรอื เปน็ ส่วนหนง่ึ ของค่าทดแทนที่ผรู้ ับหมั้นพงึ ได้รับ หรือศาล อาจให้ค่าทดแทนโดยไม่คำนึงถึงของหมนั้ ท่ีตกเป็นสิทธิแก่ผู้รับหมั้นน้ันก็ได้”
-๓- มาตรา ๒/๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๔๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ ซง่ึ แก้ไขเพม่ิ เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่มิ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบบั ที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๔๑ ถา้ คู่หมัน้ ฝา่ ยหน่งึ ตายก่อนสมรส อีกฝ่ายหนึง่ จะเรียกร้องค่าทดแทน มไิ ด้ ส่วนของหมั้นหรือสนิ สอดน้ันไมว่ ่าผหู้ ม้นั หรอื ผูร้ บั หม้นั ตาย ผรู้ ับหมนั้ หรอื ฝา่ ยผูร้ ับหม้ันไมต่ ้องคืน ใหแ้ กฝ่ ่ายผู้หมนั้ ” มาตรา ๒/๘ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๔๒ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ และให้ใชค้ วามต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๔๒ ในกรณมี เี หตสุ ำคัญอันเกดิ แก่ผรู้ ับหมั้นทำให้ผูห้ มน้ั ไม่สมควรสมรส กับผรู้ ับหม้ันน้นั ผหู้ ม้ันมสี ทิ ธิบอกเลกิ สัญญาหมั้นไดแ้ ละให้ผรู้ บั หมัน้ คนื ของหม้นั แก่ผหู้ มั้น” มาตรา ๒/๙ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๑๔๔๓ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๔๓ ในกรณมี ีเหตสุ ำคญั อันเกิดแกผ่ หู้ มั้นทำให้ผรู้ บั หม้นั ไมส่ มควรสมรส กบั ผ้หู มั้นน้ัน ผู้รบั หม้นั มีสทิ ธิบอกเลกิ สัญญาหม้ันไดโ้ ดยมิต้องคนื ของหมั้นแกผ่ หู้ มน้ั ” มาตรา ๒/๑๐ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๑๔๔๕ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซง่ึ แก้ไขเพมิ่ เติมโดยพระราชบัญญตั แิ ก้ไขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๔๕ คูห่ มั้นฝ่ายหนึ่งอาจเรียกคา่ ทดแทนจากผ้ซู ึง่ ได้รว่ มประเวณีกบั คหู่ มน้ั ของตน หรือผซู้ ึ่งกระทำกับคู่หมนั้ ของตนเพื่อสนองความใคร่ของผู้นัน้ หรือคูห่ มน้ั ของตนโดยรูห้ รือควรจะรู้ ถงึ การหมัน้ นัน้ เม่ือได้บอกเลิกสญั ญาหมั้นแลว้ ตามมาตรา ๑๔๔๒ หรอื มาตรา ๑๔๔๓ แลว้ แตก่ รณี” มาตรา ๒/๑๑ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๔๔๖ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ซงึ่ แก้ไขเพมิ่ เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบบั ที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปน้แี ทน “มาตรา ๑๔๔๖ คู่หม้ันฝ่ายหนงึ่ อาจเรยี กค่าทดแทนจากผูซ้ ง่ึ ได้ข่มขนื กระทำชำเรา หรอื พยายามข่มขนื กระทำชำเราค่หู มั้นของตนโดยรหู้ รือควรจะรถู้ ึงการหมั้นนน้ั ได้โดยไมจ่ ำต้องบอกเลิก สญั ญาหมั้น” มาตรา ๒/๑๒ ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา ๑๔๔๗/๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ซง่ึ แก้ไขเพ่มิ เติมโดยพระราชบญั ญตั ิแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบบั ที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ และใหใ้ ช้ความต่อไปนแี้ ทน “สทิ ธเิ รียกรอ้ งค่าทดแทนตามมาตรา ๑๔๔๕ และมาตรา ๑๔๔๖ ใหม้ ีอายคุ วามหกเดือน นับแตว่ นั ที่ผู้หมัน้ หรอื ผ้รู ับหมั้นรหู้ รือควรรู้ถึงการกระทำของผู้อนื่ อันจะเปน็ เหตุใหเ้ รยี กค่าทดแทนและรูต้ ัว ผจู้ ะพงึ ใช้ค่าทดแทนนน้ั แต่ต้องไม่เกินห้าปนี ับแตว่ ันท่ผี อู้ ื่นน้ันไดก้ ระทำการดังกลา่ ว”
-๔- มาตรา ๒/๑๓ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๔๘ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และใหใ้ ช้ความต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๔๔๘ การสมรสจะกระทำได้ต่อเม่ือบุคคลท้ังสองฝา่ ยมีอายุสบิ เจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แตใ่ นกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสกอ่ นนนั้ ได”้ มาตรา ๒/๑๔ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๑๔๔๙ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ และให้ใชค้ วามต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๔๙ การสมรสจะกระทำมิไดถ้ ้าบุคคลใดบคุ คลหนึ่งเปน็ บุคคลวกิ ลจรติ หรือเป็นบคุ คลซ่ึงศาลส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถ” มาตรา ๒/๑๕ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๔๕๐ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๕๐ บุคคลสองคนซ่ึงเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี เป็นพน่ี ้องร่วมบดิ ามารดาหรือร่วมแตบ่ ดิ าหรอื มารดาก็ดี จะทำการสมรสกนั ไม่ได้ ความเป็นญาตดิ ังกลา่ ว มานีใ้ หถ้ ือตามสายโลหติ โดยไมค่ ำนึงว่าจะเปน็ ญาตโิ ดยชอบดว้ ยกฎหมายหรอื ไม่” มาตรา ๓ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๔๕๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และให้ใชค้ วามต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๕๒ ชายหรือหญิงบคุ คลใดบุคคลหน่ึงจะทำการสมรสในขณะที่ตน มคี สู่ มรสหรือคชู่ ีวติ อย่ไู ม่ได้” มาตรา ๓/๑ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๕๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และใหใ้ ช้ความต่อไปน้แี ทน “มาตรา ๑๔๕๘ การสมรสจะทำไดต้ อ่ เมื่อบุคคลสองคนยินยอมเปน็ คสู่ มรสกนั และตอ้ ง แสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยตอ่ หน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนนั้ ไวด้ ว้ ย” มาตรา ๓/๒ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึง่ ของมาตรา ๑๔๖๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณชิ ย์ และให้ใช้ความต่อไปน้แี ทน “มาตรา ๑๔๖๐ เม่อื มีพฤติการณพ์ เิ ศษซึง่ ไม่อาจทำการจดทะเบียนสมรสต่อ นายทะเบยี นได้เพราะบุคคลฝ่ายใดฝ่ายหนึง่ หรอื ทั้งสองฝ่ายตกอยใู่ นอนั ตรายใกลค้ วามตาย หรอื อยใู่ น ภาวะการรบหรือสงคราม ถา้ บุคคลทง้ั สองนน้ั ได้แสดงเจตนาจะสมรสกันต่อหนา้ บคุ คลซึ่งบรรลนุ ติ ภิ าวะ ทอ่ี ยู่ ณ ทนี่ น้ั แล้วใหบ้ ุคคลดังกล่าวจดแจ้งการแสดงเจตนาขอทำการสมรสของบุคคลทง้ั สองนัน้ ไว้เป็นหลกั ฐาน และต่อมาบุคคลทัง้ สองได้จดทะเบยี นสมรสกนั ภายในเก้าสบิ วนั นบั แตว่ นั ท่ีอาจทำการ จดทะเบียนต่อนายทะเบียนได้ โดยแสดงหลักฐานตอ่ นายทะเบยี นและใหน้ ายทะเบยี นจดแจง้ วนั เดือน ปี สถานที่ท่แี สดงเจตนาขอทำการสมรส และพฤติการณ์พิเศษนัน้ ไวใ้ นทะเบียนสมรส ใหถ้ ือว่าวันแสดงเจตนา ขอทำการสมรสต่อบคุ คลดังกล่าวเป็นวนั จดทะเบียนสมรสต่อนายทะเบยี นแลว้ ”
-๕- มาตรา ๓/๓ ให้ยกเลกิ ช่ือหมวด ๓ ความสัมพันธ์ระหวา่ งสามีภริยา และให้ใช้ความ ตอ่ ไปนี้แทน “หมวด ๓ ความสัมพันธร์ ะหว่างคูส่ มรส” มาตรา ๓/๔ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๑๔๖๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใชค้ วามต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๔๖๑ คสู่ มรสตอ้ งอยูก่ ินดว้ ยกนั ฉันคสู่ มรส คสู่ มรสต้องชว่ ยเหลืออปุ การะเล้ยี งดูกนั ตามความสามารถและฐานะของตน” มาตรา ๓/๕ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๖๒ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ ซ่ึงแก้ไขเพม่ิ เติมโดยพระราชบญั ญตั ิแก้ไขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๕๑ และให้ใชค้ วามต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๑๔๖๒ ในกรณีท่ีคู่สมรสไม่สามารถทจี่ ะอยกู่ นิ ด้วยกันฉันค่สู มรสโดยปกตสิ ขุ ได้ หรือถา้ การอยู่รว่ มกนั จะเปน็ อันตรายแก่กายหรอื จติ ใจหรือทำลายความผาสุกอย่างมาก คู่สมรสฝา่ ยใด ฝา่ ยหนงึ่ ทไ่ี ม่สามารถทีจ่ ะอยู่กินด้วยกนั ฉนั คสู่ มรสโดยปกติสขุ ไดห้ รอื ฝา่ ยที่จะต้องรบั อนั ตรายหรอื ถกู ทำลายความผาสกุ อาจร้องต่อศาลเพ่ือให้มีคำสงั่ อนญุ าตให้ตนอยู่ต่างหากในระหวา่ งท่ีเหตุนนั้ ๆ ยังมอี ยู่ก็ได้ ในกรณีเชน่ น้ศี าลจะกำหนดจำนวนค่าอปุ การะเลีย้ งดใู หฝ้ ่ายหนง่ึ จ่ายให้แก่อีกฝ่ายหน่ึง ตามควรแก่พฤติการณ์ก็ได้” มาตรา ๓/๖ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๑๔๖๓ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๖๓ ในกรณีท่ีศาลส่ังให้คู่สมรสฝา่ ยใดฝ่ายหนึง่ เปน็ คนไร้ความสามารถ หรือเสมอื นไร้ความสามารถ คู่สมรสอีกฝา่ ยหนึง่ ย่อมเปน็ ผู้อนุบาลหรอื ผู้พทิ ักษ์ แต่เม่ือผูม้ ีสว่ นได้เสยี หรอื อยั การร้องขอ และถ้ามเี หตุสำคญั ศาลจะต้ังผูอ้ ่นื เป็นผู้อนบุ าลหรอื ผพู้ ิทกั ษ์ก็ได้” มาตรา ๓/๗ ใหย้ กเลิกชื่อหมวด ๔ ทรัพยส์ ินระหวา่ งสามภี ริยา และให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน “หมวด ๔ ทรัพย์สินระหว่างค่สู มรส” มาตรา ๓/๘ ใหย้ กเลิกความในวรรคหน่งึ ของมาตรา ๑๔๖๕ แห่งประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณชิ ย์ และให้ใช้ความต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๖๕ ถ้าคสู่ มรสมิได้ทำสญั ญากนั ไว้ในเร่อื งทรพั ย์สนิ เปน็ พิเศษก่อนสมรส ความสัมพนั ธร์ ะหว่างคู่สมรสในเรือ่ งทรัพย์สนิ น้นั ให้บังคบั ตามบทบญั ญัติในหมวดน้”ี มาตรา ๓/๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๖๙ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๔๖๙ สญั ญาท่ีเกี่ยวกับทรพั ย์สินใดที่คู่สมรสได้ทำไว้ตอ่ กันในระหว่าง เปน็ คสู่ มรสกนั น้ัน ฝ่ายใดฝ่ายหนงึ่ จะบอกลา้ งเสียในเวลาใดทเ่ี ปน็ คสู่ มรสกนั อยหู่ รือภายในกำหนดหนึ่งปี
-๖- นบั แตว่ ันทข่ี าดจากการเปน็ คู่สมรสกันกไ็ ด้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถงึ สทิ ธิของบุคคลภายนอกผทู้ ำการ โดยสจุ รติ ” มาตรา ๓/๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๗๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และให้ใชค้ วามตอ่ ไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๗๐ ทรัพยส์ นิ ระหว่างคสู่ มรส นอกจากที่ไดแ้ ยกไว้เป็นสนิ สว่ นตวั ย่อมเปน็ สินสมรส” มาตรา ๓/๑๑ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๗๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๗๕ ถา้ สนิ สมรสใดเปน็ จำพวกที่ระบุไวใ้ นมาตรา ๔๕๖ แห่งประมวล กฎหมายนี้ หรอื ที่มเี อกสารเป็นสำคญั คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหน่งึ จะรอ้ งขอใหล้ งช่ือตนเปน็ เจา้ ของรวมกัน ในเอกสารน้นั ก็ได้” มาตรา ๓/๑๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๗๖ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซง่ึ แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบญั ญัติแก้ไขเพิม่ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๑๔๗๖ คู่สมรสตอ้ งจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยนิ ยอมจาก อีกฝ่ายหนง่ึ ในกรณดี ังต่อไปน้ี (๑) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซ้ือ จำนอง ปลดจำนอง หรอื โอนสทิ ธิจำนอง ซ่งึ อสังหารมิ ทรพั ยห์ รือสังหาริมทรัพย์ทีอ่ าจจำนองได้ (๒) กอ่ ตัง้ หรอื กระทำใหส้ ุดสิ้นลงท้งั หมดหรอื บางสว่ นซึ่งภาระจำยอม สิทธิอาศยั สทิ ธิเหนือพนื้ ดิน สทิ ธิเก็บกิน หรอื ภาระตดิ พนั ในอสังหาริมทรพั ย์ (๓) ให้เช่าอสงั หารมิ ทรพั ย์เกินสามปี (๔) ใหก้ ้ยู มื เงนิ (๕) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การใหท้ ี่พอควรแก่ฐานานรุ ูปของครอบครวั เพื่อการกศุ ล เพอื่ การสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา (๖) ประนปี ระนอมยอมความ (๗) มอบขอ้ พิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินจิ ฉัย (๘) นำทรัพย์สินไปเปน็ ประกันหรือหลักประกันต่อเจ้าพนักงานหรอื ศาล การจดั การสินสมรสนอกจากกรณีทบี่ ญั ญตั ิไว้ในวรรคหน่ึง คู่สมรสฝา่ ยใดฝ่ายหนึ่ง จัดการได้โดยมิต้องไดร้ ับความยินยอมจากอีกฝา่ ยหน่ึง” มาตรา ๓/๑๓ ใหย้ กเลกิ ความในวรรคหนึง่ ของมาตรา ๑๔๗๖/๑ แหง่ ประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณชิ ย์ ซงึ่ แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญัตแิ กไ้ ขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และใหใ้ ช้ความต่อไปนี้แทน
-๗- “มาตรา ๑๔๗๖/๑ คู่สมรสจะจดั การสินสมรสใหแ้ ตกต่างไปจากทบ่ี ัญญัติไวใ้ น มาตรา ๑๔๗๖ ท้ังหมดหรือบางสว่ นได้กต็ ่อเม่ือได้ทำสญั ญากอ่ นสมรสไว้ตามทบี่ ัญญตั ิในมาตรา ๑๔๖๕ และมาตรา ๑๔๖๖ ในกรณดี ังกลา่ วนี้ การจดั การสนิ สมรสใหเ้ ปน็ ไปตามที่ระบไุ วใ้ นสญั ญาก่อนสมรส” มาตรา ๓/๑๔ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๗๗ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ซง่ึ แก้ไขเพมิ่ เติมโดยพระราชบัญญัตแิ ก้ไขเพ่ิมเตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และใหใ้ ช้ความต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๗๗ คู่สมรสฝา่ ยใดฝ่ายหนงึ่ มีสิทธฟิ ้อง ต่อสู้ หรือดำเนนิ คดีเกย่ี วกับ การสงวนบำรงุ รักษาสนิ สมรส หรอื เพ่ือประโยชนแ์ กส่ นิ สมรส หน้ีอันเกิดแต่การฟ้อง ต่อสู้ หรอื ดำเนนิ คดี ดงั กลา่ ว ให้ถอื ว่าเปน็ หนี้ทค่ี ่สู มรสเปน็ ลูกหนรี้ ว่ มกนั ” มาตรา ๓/๑๕ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๗๙ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๔๗๙ การใดที่คูส่ มรสฝา่ ยใดฝ่ายหนงึ่ กระทำ ซึ่งต้องรับความยินยอมรว่ มกนั และถ้าการนนั้ มีกฎหมายบญั ญตั ิใหท้ ำเป็นหนังสือหรือใหจ้ ดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหนา้ ที่ ความยนิ ยอมน้นั ต้องทำเปน็ หนังสือ” มาตรา ๓/๑๖ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๘๑ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และใหใ้ ช้ความต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๘๑ ค่สู มรสฝ่ายใดฝา่ ยหนงึ่ ไม่มีอำนาจทำพินัยกรรมยกสินสมรสทเ่ี กนิ กว่า สว่ นของตนใหแ้ ก่บุคคลใดได้” มาตรา ๓/๑๗ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๘๒ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซ่งึ แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบญั ญตั ิแก้ไขเพม่ิ เติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบบั ท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๘๒ ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝา่ ยหน่ึงมีอำนาจจดั การสนิ สมรสแตฝ่ า่ ยเดียว คสู่ มรสอีกฝา่ ยหน่ึงกย็ ังมีอำนาจจดั การบ้านเรอื นและจดั หาสิง่ จำเปน็ สำหรบั ครอบครวั ตามสมควรแก่ อัตภาพได้ คา่ ใชจ้ า่ ยในการน้ีย่อมผกู พนั สนิ สมรสและสนิ ส่วนตวั ของท้ังสองฝ่าย ถา้ คสู่ มรสฝ่ายใดฝา่ ยหน่ึงจดั การบา้ นเรือนหรือจัดหาส่ิงจำเปน็ สำหรับครอบครัว เปน็ ทเี่ สียหายถงึ ขนาด อีกฝา่ ยหน่งึ อาจรอ้ งขอใหศ้ าลสั่งหา้ มหรือจำกัดอำนาจน้ีเสยี ได้” มาตรา ๓/๑๘ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๔๘๓ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ซงึ่ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญตั แิ ก้ไขเพิม่ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และใหใ้ ช้ความต่อไปน้แี ทน “มาตรา ๑๔๘๓ ในกรณีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนง่ึ มีอำนาจจัดการสินสมรสแต่ฝ่ายเดยี ว ถ้าคูส่ มรสฝ่ายนน้ั จะกระทำ หรือกำลังกระทำการอย่างใดอยา่ งหนงึ่ ในการจัดการสินสมรสอันพงึ เหน็ ไดว้ า่ จะเกิดความเสยี หายถงึ ขนาด อกี ฝา่ ยหน่ึงอาจร้องขอใหศ้ าลสง่ั หา้ มมใิ ห้กระทำการนน้ั ได้”
-๘- มาตรา ๓/๑๙ ใหย้ กเลกิ ความในวรรคหนึง่ ของมาตรา ๑๔๘๔ แหง่ ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณชิ ย์ ซง่ึ แก้ไขเพ่ิมเตมิ โดยพระราชบัญญตั แิ ก้ไขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และใหใ้ ช้ความต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๑๔๘๔ ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝา่ ยหนงึ่ ฝ่ายซ่งึ มีอำนาจจดั การสนิ สมรส (๑) จดั การสินสมรสเป็นทเ่ี สยี หายถึงขนาด (๒) ไม่อุปการะเล้ยี งดูอกี ฝา่ ยหนึ่ง (๓) มหี น้ีสนิ ลน้ พน้ ตวั หรอื ทำหนเ้ี กนิ ก่งึ หน่งึ ของสนิ สมรส (๔) ขัดขวางการจดั การสินสมรสของอกี ฝา่ ยหนึ่งโดยไมม่ ีเหตผุ ลอนั สมควร (๕) มพี ฤติการณป์ รากฏว่าจะทำความหายนะใหแ้ กส่ นิ สมรส” มาตรา ๓/๒๐ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๑๔๘๔/๑ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๘๔/๑ ในกรณีที่ศาลไดม้ ีคำส่งั ห้ามหรือจำกัดอำนาจในการจัดการ สินสมรสของคูส่ มรสฝ่ายใดฝา่ ยหนงึ่ ตามมาตรา ๑๔๘๒ มาตรา ๑๔๘๓ หรอื มาตรา ๑๔๘๔ ถา้ ต่อมาเหตุ แห่งการนนั้ หรือพฤตกิ ารณ์ได้เปลีย่ นแปลงไป คสู่ มรสฝา่ ยใดฝ่ายหนงึ่ อาจรอ้ งขอต่อศาลให้ยกเลิกหรอื เปลี่ยนแปลงคำสงั่ ทหี่ า้ มหรอื จำกดั อำนาจจดั การสินสมรสน้นั ได้ ในการน้ีศาลจะมีคำสง่ั ใด ๆ ตามที่ เห็นสมควรกไ็ ด้” มาตรา ๓/๒๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๘๕ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ และให้ใช้ความต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๘๕ ค่สู มรสฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่งอาจร้องขอต่อศาลให้ตนเปน็ ผ้จู ดั การสนิ สมรส โดยเฉพาะอย่างใดอย่างหน่ึงหรอื เข้ารว่ มจัดการในการนนั้ ได้ ถ้าการที่จะทำเชน่ นั้นจะเป็นประโยชน์ ยง่ิ กวา่ ” มาตรา ๓/๒๒ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๔๘๖ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ซึ่งแก้ไขเพม่ิ เติมโดยพระราชบญั ญตั แิ ก้ไขเพมิ่ เติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบบั ท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใชค้ วามต่อไปน้แี ทน “มาตรา ๑๔๘๖ เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสง่ั ถึงที่สุดตามความในมาตรา ๑๔๘๒ วรรคสอง มาตรา ๑๔๘๓ มาตรา ๑๔๘๔ มาตรา ๑๔๘๔/๑ หรอื มาตรา ๑๔๘๕ อนั เป็นคณุ แก่ผรู้ อ้ งขอ หรือตามมาตรา ๑๔๙๑ มาตรา ๑๔๙๒/๑ หรอื มาตรา ๑๕๙๘/๑๗ หรือเมอ่ื คู่สมรสฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่งพน้ จาก การเป็นบุคคลลม้ ละลาย ใหศ้ าลแจ้งไปยังนายทะเบยี นเพื่อจดแจง้ ไว้ในทะเบียนสมรส” มาตรา ๓/๒๓ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๘๗ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ ซง่ึ แก้ไขเพ่มิ เติมโดยพระราชบญั ญัติแก้ไขเพม่ิ เติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบบั ที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใชค้ วามต่อไปนแี้ ทน
-๙- “มาตรา ๑๔๘๗ ในระหวา่ งที่เป็นคสู่ มรสกนั ฝา่ ยใดจะยึดหรืออายดั ทรพั ย์สินของ อีกฝา่ ยหนง่ึ ไม่ได้ เวน้ แต่เป็นการยึดหรืออายัดทรัพยส์ ินในคดที ฟ่ี ้องร้องเพื่อการปฏบิ ัติหนา้ ที่หรือรักษา สิทธริ ะหวา่ งคู่สมรสตามท่ีบญั ญัตไิ วโ้ ดยเฉพาะในประมวลกฎหมายน้หี รอื ทปี่ ระมวลกฎหมายน้บี ญั ญตั ิไว้ โดยเฉพาะใหค้ ู่สมรสฟ้องร้องกันเองได้ หรอื เป็นการยดึ หรืออายดั ทรัพย์สินสำหรบั ค่าอปุ การะเลย้ี งดู และคา่ ฤชาธรรมเนยี มท่ียงั มิได้ชำระตามคำพิพากษาของศาล” มาตรา ๓/๒๔ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๘๘ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๘๘ ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดฝา่ ยหน่งึ ตอ้ งรบั ผดิ เปน็ ส่วนตวั เพอ่ื ชำระหน้ี ที่กอ่ ไวก้ ่อนหรอื ระหว่างสมรส ให้ชำระหนน้ี ั้นดว้ ยสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นก่อน เม่ือไม่พอจึงให้ชำระดว้ ย สินสมรสท่ีเป็นส่วนของฝา่ ยน้ัน” มาตรา ๓/๒๕ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๔๘๙ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ และใหใ้ ช้ความต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๘๙ ถ้าคู่สมรสเป็นลูกหน้รี ่วมกัน ใหช้ ำระหน้ีน้ันจากสนิ สมรสและสินส่วนตัว ของทง้ั สองฝ่าย” มาตรา ๓/๒๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๙๐ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ซ่งึ แก้ไขเพม่ิ เติมโดยพระราชบัญญัตแิ ก้ไขเพิ่มเตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใช้ความต่อไปนแี้ ทน “มาตรา ๑๔๙๐ หนีท้ ค่ี ่สู มรสเป็นลูกหน้ีรว่ มกนั นั้นให้รวมถึงหน้ีทคี่ สู่ มรสฝา่ ยใดฝา่ ยหนึง่ กอ่ ให้เกิดข้นึ ในระหวา่ งสมรส ดังต่อไปน้ี (๑) หนเ้ี ก่ียวแก่การจัดการบ้านเรือนและจดั หาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครวั การอปุ การะ เล้ยี งดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบคุ คลในครอบครัวและการศกึ ษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพ (๒) หนที้ ่ีเกยี่ วข้องกับสินสมรส (๓) หนที้ เี่ กดิ ข้นึ เนื่องจากการงานซง่ึ คสู่ มรสทำด้วยกนั (๔) หนท้ี ค่ี สู่ มรสฝา่ ยใดฝ่ายหน่งึ กอ่ ขน้ึ เพื่อประโยชน์ตนฝา่ ยเดียว แต่อกี ฝ่ายหน่ึงไดใ้ ห้ สัตยาบัน” มาตรา ๓/๒๗ ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา ๑๔๙๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๔๙๑ ถ้าคสู่ มรสฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงตอ้ งคำพพิ ากษาให้ลม้ ละลาย สนิ สมรสย่อม แยกจากกันโดยอำนาจกฎหมายนบั แตว่ นั ทีศ่ าลพพิ ากษาให้ล้มละลายน้ัน” มาตรา ๓/๒๘ ให้ยกเลกิ ความในวรรคหนงึ่ ของมาตรา ๑๔๙๒ แห่งประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณชิ ย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบญั ญัติแก้ไขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบบั ที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
- ๑๐ - “มาตรา ๑๔๙๒ เม่ือไดแ้ ยกสนิ สมรสตามมาตรา ๑๔๘๔ วรรคสอง มาตรา ๑๔๙๑ หรอื มาตรา ๑๕๙๘/๑๗ วรรคสองแล้ว ให้ส่วนทแ่ี ยกออกตกเป็นสินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ายใดฝา่ ยหนง่ึ และบรรดาทรัพยส์ ินทฝี่ ่ายใดได้มาในภายหลงั ไมใ่ หถ้ ือเป็นสินสมรส แต่ให้เปน็ สินสว่ นตัวของฝ่ายนั้น และสินสมรสท่ีคสู่ มรสได้มาโดยพนิ ัยกรรมหรือโดยการใหเ้ ปน็ หนังสือตามมาตรา ๑๔๗๔ (๒) ในภายหลัง ใหต้ กเปน็ สินส่วนตวั ของคู่สมรสฝ่ายละครึง่ ” มาตรา ๓/๒๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔๙๒/๑ แหง่ ประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณชิ ย์ ซ่ึงแก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบญั ญตั ิแกไ้ ขเพิม่ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบบั ท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใชค้ วามต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๑๔๙๒/๑ ในกรณที ี่มีการแยกสินสมรสโดยคำสงั่ ศาล การยกเลกิ การแยก สินสมรสใหก้ ระทำไดเ้ ม่ือคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหน่งึ รอ้ งขอต่อศาล และศาลได้มีคำสัง่ ให้ยกเลิก แตถ่ า้ คสู่ มรสอีกฝา่ ยคดั ค้านศาลจะสง่ั ยกเลกิ การแยกสินสมรสได้ตอ่ เม่ือเหตุแห่งการแยกสินสมรสไดส้ ิ้นสดุ ลงแลว้ เม่ือมีการยกเลิกการแยกสินสมรสตามวรรคหน่งึ หรือการแยกสนิ สมรสสิน้ สดุ ลง เพราะคูส่ มรสฝา่ ยใดฝ่ายหน่ึงพน้ จากการเป็นบุคคลล้มละลาย ให้ทรพั ยส์ ินทเี่ ป็นสนิ สว่ นตัวอย่ใู นวันท่ีศาล มคี ำสง่ั หรอื ในวันท่ีพน้ จากการเปน็ บุคคลลม้ ละลาย ยงั คงเป็นสนิ สว่ นตัวต่อไปตามเดิม” มาตรา ๓/๓๐ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๔๙๓ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใชค้ วามต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๔๙๓ ในกรณที ี่ไม่มสี นิ สมรสแล้ว คสู่ มรสต้องชว่ ยกันออกค่าใช้สอยสำหรบั การบ้านเรอื นตามส่วนมากและนอ้ ยแห่งสินส่วนตวั ของตน” มาตรา ๓/๓๑ ใหย้ กเลิกความในวรรคหนึง่ ของมาตรา ๑๔๙๘ แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ ซงึ่ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญตั ิแก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบบั ท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และใหใ้ ช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๙๘ การสมรสที่เปน็ โมฆะ ไม่ก่อให้เกดิ ความสัมพนั ธท์ างทรัพย์สินระหวา่ ง ค่สู มรส” มาตรา ๓/๓๒ ให้ยกเลกิ ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองของมาตรา ๑๔๙๙ แหง่ ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์ ซงึ่ แก้ไขเพ่มิ เติมโดยพระราชบัญญัตแิ ก้ไขเพ่มิ เติม ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใชค้ วามต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔๙๙ การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา ๑๔๔๙ มาตรา ๑๔๕๐ หรือมาตรา ๑๔๕๘ ไมท่ ำใหผ้ ู้สมรสโดยสจุ รติ เส่อื มสทิ ธทิ ีไ่ ด้มาเพราะการสมรสก่อนมคี ำพิพากษาถงึ ท่สี ุด ใหเ้ ปน็ โมฆะ การสมรสท่ีเปน็ โมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา ๑๔๕๒ ไม่ทำให้ผู้สมรสโดยสุจรติ เสอ่ื มสทิ ธิ ที่ได้มาเพราะการสมรสกอ่ นที่บคุ คลใดบุคคลหนงึ่ นน้ั รูถ้ ึงเหตทุ ่ีทำให้การสมรสเป็นโมฆะ แตก่ ารสมรส ทเ่ี ปน็ โมฆะดงั กลา่ ว ไม่ทำให้คู่สมรสเกดิ สทิ ธริ บั มรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของคูส่ มรสอกี ฝา่ ยหนง่ึ ”
- ๑๑ - มาตรา ๓/๓๓ ใหย้ กเลกิ ความในวรรคสองของมาตรา ๑๕๐๔ แห่งประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณชิ ย์ และให้ใชค้ วามตอ่ ไปนแี้ ทน “ถา้ ศาลมิไดส้ ัง่ ให้เพิกถอนการสมรสจนบคุ คลทง้ั สองฝ่ายมีอายุครบตามมาตรา ๑๔๔๘ หรือเมอื่ บคุ คลมีครรภ์ก่อนอายุครบตามมาตรา ๑๔๔๘ ให้ถอื วา่ การสมรสสมบรู ณ์มาตั้งแต่เวลาสมรส” มาตรา ๓/๓๔ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๑๕๐๘ แหง่ ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณชิ ย์ และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน “ในกรณีท่ีผู้มสี ทิ ธขิ อเพิกถอนการสมรสเป็นบคุ คลท่ถี ูกศาลสัง่ ใหเ้ ปน็ คนไร้ความสามารถ ใหบ้ ุคคลซง่ึ อาจร้องขอตอ่ ศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจรติ เป็นคนไรค้ วามสามารถตามมาตรา ๒๘ ขอเพิกถอน การสมรสได้ด้วย แต่ถ้าผมู้ ีสิทธขิ อเพิกถอนการสมรสเป็นคนวกิ ลจริตทีศ่ าลยังไมไ่ ด้สั่งให้เปน็ คนไร้ ความสามารถ บุคคลดงั กลา่ วจะร้องขอเพิกถอนการสมรสก็ได้ แตต่ ้องขอให้ศาลสั่งใหค้ นวิกลจรติ เป็น คนไรค้ วามสามารถพร้อมกันดว้ ย ในกรณที ี่ศาลมคี ำสัง่ ให้ยกคำขอให้ศาลสง่ั เป็นคนไร้ความสามารถ กใ็ หศ้ าลมีคำสั่งยกคำขอเพกิ ถอนการสมรสของบุคคลดังกล่าวนัน้ เสียด้วย” มาตรา ๓/๓๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕๑๕ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๕๑๕ เมื่อไดจ้ ดทะเบยี นสมรสตามประมวลกฎหมายน้ี การหย่าโดยความยินยอม จะสมบูรณ์ต่อเมื่อค่สู มรสได้จดทะเบียนการหย่าน้นั แลว้ ” มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความใน (๑) ของมาตรา ๑๕๑๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซง่ึ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบญั ญัตแิ ก้ไขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบบั ท่ี ๑๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนแี้ ทน “มาตรา ๑๕๑๖ เหตฟุ อ้ งหย่ามีดงั ต่อไปน้ี (๑) สามีหรือภริยาคู่สมรสฝา่ ยใดฝา่ ยหนง่ึ อุปการะเล้ียงดหู รอื ยกย่องผอู้ ่นื ฉนั ภริยา หรอื สามีค่สู มรสหรอื ฉันคู่ชีวติ เป็นชู้หรอื มีชู้ รว่ มประเวณีกับผอู้ ่นื เป็นอาจิณ หรอื กระทำกับผู้อื่นหรอื ยอมรับการกระทำของผู้อืน่ เพื่อสนองความใคร่ของตนหรือผู้อนื่ เป็นอาจิณ อีกฝา่ ยหนึ่งฟ้องหย่าได้ (๒) คสู่ มรสฝา่ ยใดฝ่ายหน่ึงประพฤติชั่ว ไม่วา่ ความประพฤติชัว่ น้ันจะเป็นความผิดอาญา หรือไม่ ถา้ เปน็ เหตุให้อกี ฝ่ายหนึ่ง (ก) ได้รับความอบั อายขายหน้าอย่างรา้ ยแรง (ข) ได้รบั ความดูถกู เกลยี ดชงั เพราะเหตุท่ีคงเป็นคู่สมรสของฝ่ายท่ปี ระพฤติช่ัว อย่ตู อ่ ไป หรือ (ค) ไดร้ ับความเสยี หายหรือเดือดร้อนเกนิ ควร ในเม่ือเอาสภาพ ฐานะและความ เปน็ อยรู่ ว่ มกนั ฉันคสู่ มรสมาคำนึงประกอบ อีกฝา่ ยหน่ึงน้นั ฟอ้ งหยา่ ได้ (๓) ค่สู มรสฝ่ายใดฝ่ายหนึง่ ทำร้าย หรอื ทรมานร่างกายหรอื จิตใจ หรือหมน่ิ ประมาทหรือ เหยียดหยามอีกฝา่ ยหนึง่ หรือบพุ การีของอีกฝา่ ยหน่ึง ทง้ั น้ี ถา้ เป็นการร้ายแรง อกี ฝา่ ยหนึ่งนนั้ ฟ้องหย่าได้
- ๑๒ - (๔) คสู่ มรสฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่งจงใจละทิง้ รา้ งอกี ฝ่ายหนึ่งไปเกนิ หนง่ึ ปี อกี ฝ่ายหนึง่ นน้ั ฟอ้ งหย่าได้ (๔/๑) คสู่ มรสฝา่ ยใดฝา่ ยหนึ่งต้องคำพิพากษาถงึ ท่สี ุดให้จำคกุ และได้ถูกจำคุก เกินหนงึ่ ปีในความผดิ ทีอ่ ีกฝ่ายหน่งึ มิได้มสี ่วนก่อให้เกดิ การกระทำความผดิ หรอื ยินยอมหรือรู้เห็นเปน็ ใจ ในการกระทำความผิดน้ันด้วย และการเปน็ คสู่ มรสกันต่อไปจะเป็นเหตใุ ห้อีกฝ่ายหนง่ึ ได้รับความเสียหาย หรือเดอื ดร้อนเกินควร อกี ฝา่ ยหนึ่งนนั้ ฟอ้ งหยา่ ได้ (๔/๒) คู่สมรสสมคั รใจแยกกันอย่เู พราะเหตุท่ีไม่อาจอย่รู ว่ มกันฉนั คูส่ มรสไดโ้ ดยปกติสุข ตลอดมาเกินสามปี หรือแยกกันอยูต่ ามคำสงั่ ของศาลเปน็ เวลาเกนิ สามปี ฝา่ ยใดฝา่ ยหนึ่งฟ้องหยา่ ได้ (๕) คสู่ มรสฝา่ ยใดฝ่ายหนึ่งถูกศาลสง่ั ให้เปน็ คนสาบสญู หรือไปจากภูมลิ ำเนาหรือถน่ิ ท่ีอยู่ เป็นเวลาเกินสามปีโดยไม่มีใครทราบแนว่ ่าเป็นตายรา้ ยดีอย่างไร อีกฝา่ ยหนึ่งฟ้องหย่าได้ (๖) ค่สู มรสฝ่ายใดฝา่ ยหนึง่ ไม่ให้ความช่วยเหลอื อปุ การะเล้ียงดอู ีกฝา่ ยหนงึ่ ตามสมควร หรอื ทำการเป็นปฏปิ กั ษ์ต่อการที่เปน็ คู่สมรสอย่างร้ายแรง ท้ังน้ี ถ้าการกระทำน้นั ถึงขนาดทีอ่ ีกฝ่ายหน่ึง เดอื ดรอ้ นเกนิ ควรในเมอื่ เอาสภาพ ฐานะและความเปน็ อยรู่ ่วมกันฉันค่สู มรสมาคำนึงประกอบ อกี ฝ่ายหนึ่งน้ันฟ้องหย่าได้ (๗) ค่สู มรสฝ่ายใดฝา่ ยหนงึ่ วิกลจริตตลอดมาเกินสามปี และความวกิ ลจริตน้ัน มลี ักษณะยากจะหายได้ กบั ทั้งความวกิ ลจริตถงึ ขนาดทจ่ี ะทนอยรู่ ว่ มกันฉันคสู่ มรสต่อไปไมไ่ ด้ อกี ฝ่ายหนึง่ ฟ้องหย่าได้ (๘) คสู่ มรสฝา่ ยใดฝา่ ยหน่งึ ผดิ ทัณฑ์บนท่ที ำให้ไว้เปน็ หนงั สือในเรื่องความประพฤติ อีกฝ่ายหนึ่งฟอ้ งหย่าได้ (๙) คสู่ มรสฝา่ ยใดฝ่ายหน่งึ เป็นโรคติดตอ่ อย่างร้ายแรงอันอาจเปน็ ภัยแก่อีกฝา่ ยหน่งึ และโรคมลี ักษณะเร้ือรงั ไม่มที างทจี่ ะหายได้ อีกฝ่ายหนึง่ น้ันฟ้องหยา่ ได้ (๑๐) คสู่ มรสฝา่ ยใดฝา่ ยหนึ่งมีสภาพแหง่ กายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณี หรอื ไม่อาจ กระทำการหรือยอมรับการกระทำเพอื่ สนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล อกี ฝา่ ยหน่ึงฟ้องหยา่ ได้” มาตรา ๔/๑ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๑๕๑๗ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปน้แี ทน “มาตรา ๑๕๑๗ เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) และ (๒) ถา้ ค่สู มรสฝา่ ยใด ฝา่ ยหนึ่ง แล้วแต่กรณี ได้ยินยอมหรือร้เู หน็ เป็นใจในการกระทำทเี่ ปน็ เหตหุ ยา่ นัน้ ฝ่ายที่ยินยอมหรือรูเ้ ห็น เป็นใจนนั้ จะยกเป็นเหตฟุ ้องหย่าไม่ได้ เหตฟุ ้องหย่าตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑๐) ถา้ เกดิ เพราะการกระทำของอีกฝา่ ยหนึ่ง อีกฝา่ ยหนึ่งนนั้ จะยกเป็นเหตุฟอ้ งหย่าไม่ได้ ในกรณีฟ้องหย่าโดยอาศยั เหตุแห่งการผดิ ทัณฑบ์ นตามมาตรา ๑๕๑๖ (๘) นนั้ ถา้ ศาลเห็นว่าความประพฤติของค่สู มรสอนั เปน็ เหตุให้ทำทัณฑบ์ นเป็นเหตุเล็กน้อยหรือไมส่ ำคัญเกี่ยวแก่ การอยู่ร่วมกนั ฉันคสู่ มรสโดยปกติสุข ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่ากไ็ ด้”
- ๑๓ - มาตรา ๔/๒ ให้ยกเลกิ ความในวรรคหนึง่ ของมาตรา ๑๕๒๐ แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ ซงึ่ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญัตแิ กไ้ ขเพม่ิ เติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๑๕๒๐ ในกรณีหยา่ โดยความยินยอม ให้คสู่ มรสทำความตกลงเป็นหนังสือ ว่าฝา่ ยใดจะเปน็ ผู้ใช้อำนาจปกครองบตุ รคนใด ถ้ามิไดต้ กลงกันหรอื ตกลงกันไม่ได้ ใหศ้ าลเปน็ ผ้ชู ข้ี าด” มาตรา ๔/๓ ใหย้ กเลกิ ความในวรรคหนึง่ ของมาตรา ๑๕๒๒ แห่งประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณิชย์ และให้ใช้ความตอ่ ไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๕๒๒ ถ้าคูส่ มรสหย่าโดยความยนิ ยอม ให้ทำความตกลงกนั ไวใ้ นสญั ญาหยา่ วา่ คสู่ มรสทัง้ สองฝา่ ย หรือคสู่ มรสฝ่ายใดฝ่ายหนงึ่ จะออกเงินคา่ อุปการะเลี้ยงดูบตุ รเป็นจำนวนเงินเทา่ ใด” มาตรา ๔/๔ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๕๒๓ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพ่มิ เติมโดยพระราชบัญญตั ิแก้ไขเพมิ่ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับท่ี ๑๖) พ.ศ. ๒๕๕๐ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๕๒๓ เมื่อศาลพิพากษาใหห้ ย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา ๑๕๑๖ (๑) คสู่ มรส ฝา่ ยใดฝ่ายหน่งึ มีสิทธไิ ดร้ บั ค่าทดแทนจากคู่สมรสอกี ฝา่ ยหนึ่งและจากผ้ซู ่ึงได้รับการอุปการะเลีย้ งดู หรือยกย่อง หรือผู้ซงึ่ เปน็ เหตุแห่งการหยา่ น้นั คูส่ มรสฝ่ายใดฝา่ ยหนึ่งจะเรียกคา่ ทดแทนจากผซู้ ึ่งลว่ งเกินคูส่ มรสอกี ฝา่ ยหน่งึ ไปในทำนองชู้สาว หรือจากผู้ซึง่ แสดงตนโดยเปิดเผยเพ่ือแสดงวา่ ตนมีความสมั พันธก์ ับคู่สมรสอกี ฝา่ ยหน่งึ ในทำนองชู้สาวกไ็ ด้ ถา้ คู่สมรสฝ่ายใดฝา่ ยหน่ึงยนิ ยอมหรอื รเู้ หน็ เป็นใจให้อกี ฝา่ ยหนึง่ กระทำการตาม มาตรา ๑๕๑๖ (๑) หรอื ใหผ้ ูอ้ ื่นกระทำการตามวรรคสอง คู่สมรสฝา่ ยใดฝา่ ยหน่งึ นน้ั จะเรียกคา่ ทดแทน ไมไ่ ด้” มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕๒๘ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และใหใ้ ช้ความต่อไปน้แี ทน “มาตรา ๑๕๒๘ ถา้ ฝ่ายทรี่ บั ค่าเลย้ี งชพี สมรสใหม่หรือจดทะเบยี นคู่ชีวิต สิทธริ บั คา่ เลย้ี งชีพยอ่ มหมดไป” มาตรา ๕/๑ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๕๓๐ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และให้ใชค้ วามต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๑๕๓๐ ขณะคดีฟ้องหยา่ อยใู่ นระหว่างพจิ ารณา ถ้าฝ่ายใดรอ้ งขอ ศาลอาจ ส่งั ชวั่ คราวให้จดั การตามทเี่ ห็นสมควร เชน่ ในเร่ืองสินสมรส ทพี่ ักอาศัย การอปุ การะเลี้ยงดคู ู่สมรส และการพิทักษ์อุปการะเลยี้ งดบู ตุ ร” มาตรา ๕/๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕๓๒ แห่งประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ และให้ใชค้ วามต่อไปนแี้ ทน
- ๑๔ - “มาตรา ๑๕๓๒ เมอ่ื หย่ากันแล้วให้จัดการแบ่งทรัพย์สินของคสู่ มรส แต่ในระหวา่ งคู่สมรส (ก) ถ้าเป็นการหย่าโดยความยินยอมของท้ังสองฝา่ ย ให้จดั การแบ่งทรัพย์สินของ ค่สู มรสตามท่ีมีอยู่ในเวลาจดทะเบียนการหยา่ (ข) ถ้าเป็นการหย่าโดยคำพิพากษาของศาล คำพิพากษาสว่ นที่บงั คบั ทรัพย์สนิ ระหวา่ ง คู่สมรสนัน้ มีผลย้อนหลงั ไปถึงวนั ฟ้องหย่า” มาตรา ๕/๓ ให้ยกเลกิ ความในมาตรา ๑๕๓๓ แหง่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และใหใ้ ช้ความต่อไปน้ีแทน “มาตรา ๑๕๓๓ เมือ่ หยา่ กันใหแ้ บ่งสินสมรสใหค้ ่สู มรสแต่ละฝา่ ยได้สว่ นเท่ากัน” มาตรา ๕/๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕๙๘/๑๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ ซ่งึ แก้ไขเพม่ิ เติมโดยพระราชบญั ญัตแิ ก้ไขเพ่มิ เตมิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบบั ท่ี ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๕๙๘/๑๕ ในกรณีที่ศาลส่งั ให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปน็ คนไร้ความสามารถ และคูส่ มรสอกี ฝ่ายเปน็ ผู้อนุบาล ให้นำบทบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยสิทธแิ ละหนา้ ทขี่ องผู้ใช้อำนาจปกครองมาใช้ บังคบั โดยอนโุ ลม เว้นแต่สิทธิตามมาตรา ๑๕๖๗ (๒) และ (๓)” มาตรา ๕/๕ ให้ยกเลิกความในวรรคหนง่ึ ของมาตรา ๑๕๙๘/๑๗ แหง่ ประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน “มาตรา ๑๕๙๘/๑๗ ในกรณีทีศ่ าลสัง่ ใหค้ ูส่ มรสฝ่ายใดฝ่ายหนง่ึ เป็นคนไร้ความสามารถ และศาลเห็นไม่สมควรให้ค่สู มรสอีกฝา่ ยเป็นผู้อนบุ าล และต้ังบิดาหรือมารดาหรือบุคคลภายนอกเปน็ ผอู้ นุบาล ในกรณีเชน่ ว่าน้ี ให้ผอู้ นุบาลเป็นผู้จดั การสนิ สมรสรว่ มกันกบั คูส่ มรสอกี ฝ่ายหน่ึง เว้นแตถ่ า้ มี เหตสุ ำคัญอนั จะเกิดความเสียหายแก่คนไรค้ วามสามารถ ศาลจะสั่งเป็นอย่างอนื่ ก็ได้” มาตรา ๕/๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕๙๘/๓๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ และใหใ้ ชค้ วามต่อไปน้แี ทน “มาตรา ๑๕๙๘/๓๘ คา่ อปุ การะเลยี้ งดรู ะหว่างคสู่ มรส หรือระหวา่ งบดิ ามารดา กับบุตรนน้ั ย่อมเรียกจากกนั ได้ในเมื่อฝ่ายทค่ี วรได้รับอุปการะเลยี้ งดไู ม่ได้รับการอุปการะเล้ียงดหู รอื ไดร้ บั การอุปการะเลย้ี งดูไม่เพยี งพอแก่อตั ภาพ คา่ อุปการะเลี้ยงดูน้ีศาลอาจให้เพยี งใดหรือไมใ่ ห้กไ็ ดโ้ ดยคำนึงถึง ความสามารถของผมู้ หี น้าทีต่ ้องให้ ฐานะของผู้รบั และพฤติการณแ์ ห่งกรณี” มาตรา ๕/๗ ให้ยกเลิกความใน (๓) ของมาตรา ๑๖๐๖ แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ และให้ใชค้ วามต่อไปนแี้ ทน “(๓) ผทู้ ่รี ู้แลว้ วา่ เจ้ามรดกถกู ฆ่าโดยเจตนา แต่มิไดน้ ำข้อความนัน้ ข้ึนร้องเรียนเพ่ือเปน็ ทางทจ่ี ะเอาตวั ผูก้ ระทำผิดมาลงโทษ แตข่ ้อนม้ี ิให้ใชบ้ งั คบั ถ้าบคุ คลนน้ั มีอายุยังไมค่ รบสบิ หกปีบรบิ รู ณ์
- ๑๕ - หรอื เปน็ คนวิกลจริตไม่สามารถรผู้ ิดชอบ หรือถา้ ผู้ทีฆ่ ่านนั้ เป็นคู่สมรสหรือผ้บู ุพการหี รอื ผู้สืบสันดาน ของตนโดยตรง” มาตรา ๕/๘ ให้ยกเลกิ ความใน (๑) ของมาตรา ๑๖๒๕ แห่งประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณชิ ย์ และให้ใช้ความต่อไปน้ีแทน “(๑) ในเร่ืองส่วนแบ่งในทรัพยส์ ินระหวา่ งคสู่ มรสให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติ แหง่ ประมวลกฎหมายนว้ี ่าดว้ ยการหย่าโดยยินยอมทั้งสองฝ่าย อันมีบทบัญญตั เิ พม่ิ เตมิ ให้บรบิ ูรณ์ ในมาตรา ๑๖๓๗ และ ๑๖๓๘ และโดยเฉพาะต้องอยู่ในบังคบั แหง่ มาตรา ๑๕๑๓ ถึง ๑๕๑๗ แห่งประมวลกฎหมายนี้ แต่การคิดส่วนแบง่ น้นั มีผลตงั้ แตว่ ันที่การสมรสได้ส้นิ ไปด้วยเหตุความตายน้ัน” มาตรา ๕/๙ ใหย้ กเลิกความในมาตรา ๑๖๒๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน “มาตรา ๑๖๒๘ คสู่ มรสทร่ี า้ งกนั หรอื แยกกนั อยโู่ ดยยงั มิได้หยา่ ขาดจากกัน ตามกฎหมาย มิไดส้ ้ินไปซ่ึงสิทธิโดยธรรมในการสบื มรดกซึ่งกันและกนั ” มาตรา ๕/๑๐ ใหห้ น่วยงานของรัฐที่รบั ผดิ ชอบการประเมนิ ผลสมั ฤทธติ์ ามกฎหมาย วา่ ด้วยหลกั เกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสมั ฤทธขิ์ องกฎหมาย ดำเนนิ การทบทวน กฎหมายในความรับผดิ ชอบที่กำหนดสิทธิ หนา้ ท่ี สถานะทางกฎหมาย หรือเรื่องอื่นใดทเี่ กี่ยวข้องกับ สามี ภรยิ า สามีภริยา หรือคู่สมรส เพื่อรองรับสิทธิ หนา้ ท่ี สถานะทางกฎหมาย หรือเร่ืองอ่ืนใดท่ีเกี่ยวข้อง ใหแ้ ก่คูส่ มรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ซึ่งแกไ้ ขเพ่มิ เติมโดยพระราชบัญญัตนิ ี้ โดยต้องพิจารณา ใหเ้ หมาะสมกบั เพศสภาพของคสู่ มรสด้วย ใหห้ น่วยงานของรัฐดำเนนิ การทบทวนตามวรรคหนง่ึ และเสนอผลการทบทวนพรอ้ มทัง้ รา่ งกฎหมายในกรณที ต่ี ้องมีการแก้ไขเพ่ิมเตมิ กฎหมาย ต่อคณะรัฐมนตรภี ายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันที่พระราชบัญญัติน้ีใชบ้ ังคับ หากไมส่ ามารถดำเนินการได้ให้รายงานเหตผุ ลที่ไม่อาจดำเนนิ การได้ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ มาตรา ๕/๑๑ ให้นายกรฐั มนตรรี กั ษาการตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ ………….………………………... นายกรัฐมนตรี
Search
Read the Text Version
- 1 - 15
Pages: