รายงาน เรื่อง ไฟฟ้ ากระแสสลบั จัดทาโดย ชื่อ นางสาว สุพตั รา วเิ ชียรเลศิ แผนกวชิ าช่าง อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ปวช.2 เสนอ คุณครู นริศรา ทองยศ วทิ ยาลยั เทคโนโลยแี ละการจดั การหนองสองห้อง ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2562 รายงานเล่นนีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของการศึกษาวชิ าไฟฟ้ า
ไฟฟ้ ากระแสสลบั (Alternating current) ไฟฟ้ ากระแสสลบั (Alternating current) หมายถึง “กระแสไฟฟ้ าท่ีมีการสลับสับเปล่ียนข้ัวอยู่ ตลอดเวลาอย่างสมา่ เสมอ ทศิ ทางการไหลของกระแสไฟฟ้ ากจ็ ะ เปลยี่ น สลับ ไปมาจากบวก-ลบ และจากลบ-บวก อยู่ตลอดเวลา” ซ่ึง ไฟฟ้ ากระแสสลบั เป็ นไฟฟ้ าที่ใชก้ นั ตามบา้ นเรือนและโรงงาน อุตสาหกรรมทวั่ ไป แหล่งกาเนิดไฟฟ้ ากระแสสลบั ไฟฟ้ ากระแสสลบั เป็ นกระแสไฟฟ้ าที่เกิดจากการเคลื่อนท่ีของ อิเล็กตรอนจากแหล่งจ่ายไฟไปยงั อุปกรณ์ไฟฟ้ าใดๆโดยมีการ เคล่ือนที่กลบั ไปกลบั มาตลอดเวลา สาหรับ แหล่งจ่ายไฟน้นั มาจากเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้ ากระแสสลบั ชนิดหน่ึง เฟสหรือเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้ ากระแสสลบั ชนิดสามเฟส ไฟฟ้ ากระแสสลบั เฟสเดยี ว (Single Phase)
ลกั ษณะการเกิดไฟฟ้ ากระแสสลบั คือ ขดลวดชุดเดียวหมุนตดั เส้นแรงแม่เหลก็ เกิดแรงดนั กระแสไฟฟ้ า ทาให้กระแสไหลไป ยงั วงจร ภายนอก โดยผา่ นวงแหวน และแปลงถ่านดงั กล่าวมาแลว้ จะเห็นไดว้ ่าเมื่อออกแรงหมุน ลวดตัวนาได้ 1 รอบ จะได้กระแสไฟฟ้ าชุดเดียวเท่าน้ัน ถ้า ตอ้ งการใหไ้ ดป้ ริมาณกระแสไฟฟ้ าเพมิ่ ข้ึน กต็ อ้ งใชล้ วดนา หลายชุดไวบ้ นแกนท่ีหมุน ดงั น้นั ในการออกแบบขดลวดของ เครื่องกาเนิดไฟฟ้ ากระแสสลบั ถา้ หากออกแบบขดลวดบนแกน ใหเ้ พ่มิ ข้ึนอีก 1 ชุด แลว้ จะไดก้ าลงั ไฟฟ้ าเพ่ิมข้ึน ไฟฟ้ ากระแสสลบั สามเฟส (Three Phase) เป็ นการพฒั นามาจากเครื่องกาเนิดไฟฟ้ ากระแสสลบั ชนิดสอง เฟส โดยการออกแบบจดั วางขดลวดบนแกนที่หมุนของเคร่ือง กาเนิดน้นั เป็น 3 ชุด ซ่ึงแต่ละชุดน้นั วางห่าง
กนั 120 องศาทางไฟฟ้ า ไฟฟ้ ากระแสสลบั ที่ใชใ้ นบา้ นพกั อาศยั ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้ ากระแสสลบั เฟสเดียว (SinglePhase) ระบบ การส่งไฟฟ้ าจะใช้ สายไฟฟ้ า 2 สายคือ สายไฟฟ้ า 1 เส้น และสายศูนย์ (นิวทรอล) หรือเราเรียกกันว่า สายดิน อีก 1 สาย สาหรับบ้านพกั อาศัยในเมืองบางแห่งอาจจะใช้ เครื่องใชไ้ ฟฟ้ าชนิดพิเศษ จะตอ้ งใชไ้ ฟฟ้ าชนิดสามเฟส ซ่ึงจะ ให้ กาลงั มากกวา่ เช่น มอเตอร์เครื่องสูบน้าในการบาบดั น้าเสียลิฟต์ ของอาคารสูง ๆ เป็นตน้ การไหลของกระแสสลับกลับไปกลับมาครบ 1 รอบ เรียกว่า 1 ไซเคิล (Cycle) หรือ 1 รูปคลื่น และจานวนรูปคล่ืน ท้งั หมดในเวลาท่ีผา่ นไป 1 วนิ าที เรียกวา่ ความถ่ี
(Frequency) ซ่ึงความถี่ไฟฟ้ ามีหน่วยวดั เป็น รอบต่อวินาที หรือ รู ปคล่ืนต่อวินาที หรื อไซเคิลต่อวินาที มีหน่วยย่อเป็ น \"เฮิรตซ์\" (Hertz) สาหรับความถ่ีไฟฟ้ าในประเทศไทยเท่ากบั 50 เฮิรตซ์ สาหรับบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จะมีค่า 60 Hz ไฟฟ้ ากระแสสลบั ที่มีรูปคลื่นของกระแสไฟฟ้ าเพียง 1 รูปคลื่น เราเรียกว่า ไฟฟ้ ากระแสสลับ 1 เฟส (Single phase) และถ้า เครื่องกาเนิดไฟฟ้ ากาเนิดไฟฟ้ าออกมา พร้อมกนั 2 รูปคลื่น เราก็เรียกวา่ ไฟฟ้ ากระแสสลบั 2 เฟส และ ถา้ มี 3 รูปคล่ืน เราก็เรียกวา่ ไฟฟ้ ากระแสสลบั 3 เฟส ดงั รูปเป็น ไฟฟ้ ากระแสสลบั 3 เฟส ซ่ึงเรานิยมใชก้ นั อยใู่ น ปัจจุบันเพราะให้แรงดันไฟฟ้ าได้ 2 ระดับคือ 380 โวลต์ และ 220 โวลต์ รูปคล่ืนแต่ละรูปคลื่นเรียกวา่ เฟสA เฟสB และ เฟสC ตามลาดบั
แบตเตอรี่ เป็ นแหล่งกาเนิดไฟฟ้ าที่จ่ายแรงเคล่ือนไฟฟ้ า (emf) ค่าสม่าเสมอและมีค่าคงตัว ส่วนแหล่งกาเนิดไฟฟ้ า กระแสสลบั (ac source)เป็นแหล่งกาเนิดไฟฟ้ าท่ีจ่าย แ ร ง เ ค ล่ื อ น ไ ฟ ฟ้ า ( emf) ห รื อ แรงดนั ไฟฟ้ า (Voltage) เปลี่ยนแปลงตามเวลา(ในรูปฟังก์ชัน sine ของ ωt ) คุ ณ ส ม บั ติ ข อ ง ไ ฟ ฟ้ า ก ร ะ แ ส ส ลั บ 1. สามารถส่ งไปในที่ไกล ๆ ได้ดี กาลังไม่ตก 2. สามารถแปลงแรงดนั ให้สูงข้ึนหรือต่าลงได้ตาม ตอ้ งการโดยการใชห้ มอ้ แปลง (Transformer) อุปกรณ์ในวงจรไฟฟ้ ากระแสสลบั
ตวั ตา้ นทาน (Resistor : R) ค่าความตา้ นทานมีหน่วยเป็น โอห์ม (Ohm : Ω) สญั ลกั ษณ์ที่ใชใ้ นวงจร ตวั เก็บประจุ (Capacitor : C) ค่าความจุไฟฟ้ ามีหน่วยเป็ น ฟารัด (Farad :F) สญั ลกั ษณ์ท่ีใชใ้ นวงจร
ขดลวดเหน่ียวนา (Inductor : L) ค่าความเหนี่ยวนามีหน่วยเป็น เฮนรี (Henry : H) สญั ลกั ษณ์ที่ใชใ้ นวงจร เฟส และมุมเฟส เฟส (Phase)
เม่ือเขียนกราฟระหวา่ ง sinωt กบั t จะเรียกตาแหน่งต่าง ๆ บน เส้นกราฟว่า เฟส(phase)โดยที่ ท่ีเวลา t = 0 ค่า sinωt มีค่าเป็ น ศูนย์ จะมีเฟสเท่ากบั ศูนยแ์ ละเม่ือเวลาผา่ น ไป sinωt มีค่าสูงสุดเป็นคร้ังแรก (จุด A) จะมีเฟส เท่ากบั π/2 เฟสนาและเฟสตาม เม่ือเทียบกบั sinωt แลว้ จะมีเฟสตามอยู่ π/2 เรเดียน
เม่ือเทียบกบั sinωt แลว้ จะมีเฟสนาอยู่ π/2 เรเดียน มุมเฟส (Phase angle)
ตวั เก็บประจุ C ในวงจรไฟฟ้ ากระแสสลบั ทาให้กระแสมีเฟส นา Voltage อยู่ 90° เน่ืองจากกระแสที่ไหลผ่านตัวเก็บประจุจะทาให้เกิดประจุ สะสมที่เพลทของตวั เก็บประจุเป็นผลใหเ้ กิด Voltage ตกคร่อม
ตวั เกบ็ ประจุซ่ึงเป็นสดั ส่วนโดยตรงกบั ประจุที่สะสม (V = q/C) แ ล ะ ก ร ะ แ ส จ ะ ไ ห ล ไ ด้ น้ อ ย ล ง เ ม่ื อ มี ป ร ะ จุ ส ะ ส ม ม า ก ข้ ึ น ขดลวดเหนี่ยวนา L ใน วงจรไฟฟ้ ากระแสสลบั ทาใหก้ ระแสมีเฟสตาม Voltage อยู่ 90° Inductivereactance, XL = ωL Capacitive reactance, XC = 1/ωC ไฟฟ้ า กระแสตรง ω =0 XL = 0Ω และ XC = ∞ วงจรไฟฟ้ าทีม่ ีตวั ต้านทาน (R) อย่างเดยี ว
แรงดันไฟฟ้ าคร่อมตัวต้านทานไฟฟ้ าจะมีค่าเปลี่ยนแปลง เหมือนกบั กระแสไฟฟ้ า I = V/R = Imax sinωt การเปล่ียนแปลง ของแรงดนั ไฟฟ้ ามีเครื่องหมายเหมือนกบั การเปลี่ยนแปลงของ กระแสไฟฟ้ าแรงดนั ไฟฟ้ าและกระแสไฟฟ้ ามีเฟสตรงกนั (in phase) และแอมพลิจดู อยทู่ ่ีเวลาเดียวกนั พจิ ารณาวงจรไฟฟ้ าที่มีเพียงแหล่งกาเนิดไฟฟ้ ากระแสสลบั และ ตวั ตา้ นทานตวั เดียวจะพบว่า กระแสท่ีไหลผ่านวงจรเป็ นตาม สมการ ให้ i = กระแสไฟฟ้ าขณะใด ๆ ในวงจร R = ค่าความต้านทาน VR = ความต่างศกั ยท์ ่ีตกคร่อมความ ต้ า น ท า น ข ณ ะ ใ ด ๆ = iR
Vm = แรงเคล่ือนไฟฟ้ าสูงสุดของ เครื่องกาเนิดไฟฟ้ า เครื่องกาเนิดไฟฟ้ ากระแสสลบั มีเแรงเคล่ือนไฟฟ้ าขณะใด ๆ เ ป็ น V = Vmsinωt ความต่างศักย์ตกคร่อมตัวต้านทานขณะใด ๆ มีค่า
เท่ากับแรงเคลื่อนไฟฟ้ าของเคร่ื องกาเนิ ดไฟฟ้ าเสมอ ดงั น้นั VR = V = Vmsinωt iR = Vmsinωt i = Vmsinωt/R แต่ sinωt มีค่ามากท่ีสุดเท่ากบั 1 ดงั น้นั กระแสไฟฟ้ า ที่มากที่สุดในวงจร (Im)จะมีค่าเท่ากบั Vm/Rจึงสามารถเขียน สมการของกระแสไฟฟ้ าที่เวลาใด ๆ ไดเ้ ป็น i=Imsinωtซ่ึงถา้ เขียนกราฟความต่างศกั ยท์ ี่คร่อมตวั ตา้ นทาน และกระแสท่ีไหลผา่ นตวั ตา้ นทานเทียบกบั เวลาจะไดด้ งั น้ี จากรูปสรุปได้ว่า\"กระแสที่ผ่านตวั ตา้ นทานมีเฟสตรงกนั กับ ความต่างศกั ยท์ ี่คร่อมตวั ตา้ นทาน\"
วงจรไฟฟ้ าทม่ี ตี ัวเกบ็ ประจุ (C) อย่างเดยี ว พจิ ารณาวงจรไฟฟ้ าท่ีมีเพียงแหล่งกาเนิดไฟฟ้ ากระแสสลบั และ ตวั เหนี่ยวนาตวั เดียวจะพบว่า กระแสท่ีไหลผ่านวงจรเป็ นตาม สมการ ให้ i = กระแสไฟฟ้ าขณะใด ๆ ในวงจร C = ค่าความจุของตัวเก็บประจุ VC = ความต่างศกั ยท์ ่ีตกคร่อมตวั เกบ็ ประจุ ขณะใด ๆ
ความต่างศกั ยท์ ่ีตกคร่อมตวั เก็บประจุขณะใด ๆ มีค่า เท่ากับแรงเคลื่อนไฟฟ้ าของเครื่องกาเนิดไฟฟ้ าเสมอ ดังน้ัน VC = V = Vmsinωt q/C = Vmsinωt q = (CVm)sinωt dq/dt = d(CVm)sinωt / dt i = (ωC)Vm cosωt = Vm/(1/ωC)cosωt ปริมาณ 1/ωC เรียกว่า ความต้านทานแห่งความจุ ( capacitive reactance)เ ขี ย น แ ท น ด้ ว ย XC ดั ง น้ั น i = Vm/XC cosωt = Imsin(π/2+ωt) i = Imsin(ωt+π/2) ซ่ึงถา้ เขียนกราฟความต่างศกั ยท์ ี่คร่อมตวั ตา้ นทานและกระแสที่ ไหลผา่ นตวั ตา้ นทานเทียบกบั เวลาจะไดด้ งั น้ี
จากรู ปจะเห็นได้ว่า กระแสไฟฟ้ า i นาหน้าความต่าง ศักย์ VC เป็ นมุม π/2 หรื อ 90° หรื อตามหลังความต่างศักย์ กระแสเป็ นมุม 90° มุมระหว่างกระแสและความต่างศกั ยใ์ น วง จ รน้ี เ รี ย กว่า มุ มเ ฟ ส ( phase angle) เ ขี ย นแทนด้วย สญั ลกั ษณ์ Φ ประโยชน์ของไฟฟ้ ากระแสสลบั 1. ใ ช้ กั บ ร ะ บ บ แ ส ง ส ว่ า ง ไ ด้ ดี 2. ป ร ะ ห ยัด ค่ า ใ ช้ จ่ า ย แ ล ะ ผ ลิ ต ไ ด้ ง่ า ย 3. ใช้กับเคร่ื องใช้ไฟฟ้ าที่ต้องการกาลังมากๆ 4. ใ ช้ กั บ เ ค ร่ื อ ง เ ช่ื อ ม 5. ใชก้ บั เคร่ืองอานวยความสะดวกและอุปกรณ์ไฟฟ้ าได้ เ กื อ บ ทุ ก ช นิ ด ห น้ า ท่ี ข อ ง R L แ ล ะ C ใ น ว ง จ ร ไ ฟ ฟ้ า
ตั ว ต้ า น ท า น Resistance : R ตั ว เ ห น่ี ย ว น า Inductive reactance : XL ตั ว เ ก็ บ ป ร ะ จุ Capacitive reactance : XC R , L และ C ทาหนา้ ท่ีลดปริมาณและเปลี่ยนเฟสของ กระแสไฟฟ้ าในวงจรให้มี ค่าที่ ต้องการ กล่าวคื อ R , L และ C แสดงการต้านทานการไหลของกระแสไฟฟ้ า นอกจากน้ี L และ C ยงั สามารถเปล่ียนเฟสของกระแสไฟฟ้ าได้ ดว้ ย ขดลวดเหนี่ ยวนา L และตัวเก็บประจุ C ในวงจรไฟฟ้ า กระแสสลบั จะทาให้กระแส และโวลเตจมีค่าสูงสุดไม่พร้อม กนั กล่าวไดว้ า่ กระแสและโวลเตจมีเฟสต่างกนั โดยเฟสจะมีค่า ต่างกนั นอ้ ยกวา่ หรือเท่ากบั 90° เสมอ อมิ พแี ดนซ์ (Impedance) Impedance,z = Voltage/Current มีหน่วยเป็นโอห์ม (Ω)
วงจรไฟฟ้ ากระแสสลบั โดยทว่ั ไป จะประกอบดว้ ยเคร่ืองกาเนิด ไฟฟ้ ากระแสสลบั และอุปกรณ์อิเลก็ ทรอนิกส์พ้นื ฐานอีก 3 ชนิด ไ ด้ แ ก่
ตวั ตา้ นทาน (2) ตวั เกบ็ ประจุไฟฟ้ า (3) ขดลวดเหน่ียวนาไฟฟ้ า เม่ือนาเอาอุปกรณ์เหล่าน้ีมาต่อกนั เป็นวงจร กระแสที่ ไหลในวงจร ค่าความต่างศกั ยท์ ่ีตกคร่อมอุปกรณ์ และมุมเฟส ระหวา่ งกระแสและความต่างศกั ยจ์ ะมีลกั ษณะต่าง ๆ กนั ออกไป วงจรไฟฟ้ าทมี่ ขี ดลวดเหนี่ยวนา (L)อย่างเดยี ว
พิจารณาวงจรไฟฟ้ าที่มีเพียงแหล่งกาเนิดไฟสลับและตัว เหน่ียวนาตวั เดียว จ ะ พ บ ว่ า ก ร ะ แ ส ท่ี ไ ห ล ผ่ า น ว ง จ ร เ ป็ น ต า ม ส ม ก า ร ใ ห้ i = ก ร ะ แ ส ใ น ว ง จ ร ข ณ ะ ใ ด ๆ L = ค่ า ค ว า ม เ ห น่ี ย ว น า VL = ค่าความต่างศักย์ท่ีตกคร่อมขดลวดเหนี่ยวนา ความต่างศกั ยท์ ่ีตกคร่อมขดลวดเหนี่ยวนาขณะใด ๆ จะ
เ ท่ า กั บ แ ร ง เ ค ลื่ อ น ไ ฟ ฟ้ า ข อ ง เ ค รื่ อ ง ก า เ นิ ด ไ ฟ ฟ้ า VL = V = Vmsinωt L di/dt = Vmsinωt di = 1/L Vmsinωtdt ∫di = Vm/L 0∫t sinωtdt = Vm/L0∫tsinωt 1/ω dωt i = Vm/L [-cosωt] ปริมาณ ωL เรียกว่า ความตา้ นทานแห่งการเหนี่ยวนา ( Inductive reactance) เ ขี ย น แ ท น ด้ ว ย XL ดังน้ัน สมการแสดงกระแสที่ไหลในวงจร เขียนได้เป็ น i = -Vm/XL cosωt กระแสไฟฟ้ าจะมีค่ามากที่สุด เมื่อ ιcosωtι = 1 จ ะ ไ ด้ Im = Vm/XL cosωt จะได้ i = -Imcosωt = -Imsin(π/2-ωt = -Imsin[-(ωt- π/2)] i = Imsin(ωt-π/2)
ซ่ึงถา้ เขียนกราฟความต่างศกั ยท์ ่ีคร่อมตวั ตา้ นทานและกระแสที่ ไหลผ่านตัวต้าน ทานเทียบกับเวลาจะได้ดังน้ี ซ่ึ งมีการ เปล่ียนแปลงแบบ sine curve เหมือนกนั แต่มีphase ต่างกัน คือ กระแสไฟฟ้ ามีเฟสตามหลังความต่างศักย์เป็ น มุม π/2 หรือ 90° เครื่องตัดไฟฟ้ า เคร่ืองตดั ไฟฟ้ าร่ัวหรือที่รู้จกั กนั ว่า \"เคร่ืองกนั ไฟฟ้ าดูด\" นนั่ คือ เครื่องตดั ไฟฟ้ าอตั โนมตั ิท่ีจะทางานตดั ไฟฟ้ าเมื่อกระแสไฟฟ้ าที่ ไหลผา่ นเขา้ และกลบั ออกจากเครื่องฯ มีค่า
ไม่เท่ากัน (นั่นคือมีกระแสไฟฟ้ าบางส่ วนร่ัวหายไป) ประโยชน์ของเคร่ืองตดั ไฟฟ้ าร่ัว ใช้สาหรับตดั ไฟฟ้ าเมื่อมีไฟฟ้ ารั่วเกิดข้ึนกบั วงจรไฟฟ้ าและ อุปกรณ์ไฟฟ้ า (ป้ องกนั อคั คีภยั ) และใชส้ าหรับตดั ไฟฟ้ าเมื่อมี ไฟฟ้ าร่ัวไหลผา่ นร่างกาย (ป้ องกนั ไฟฟ้ าดูด) ประเภทของเครื่องตัดไฟฟ้ ารั่ว เคร่ืองตดั ไฟฟ้ าร่ัวมีอยู่หลายประเภทข้ึนอยู่กบั คุณสมบตั ิการ ทางานในท่ีน้ีจะกาหนดเป็นประเภทใหญ่ ๆ 2 ประเภทคือ เคร่ืองตัดไฟฟ้ าร่ัวชนิดทส่ี ามารถตัดกระแสลดั วงจรได้ เครื่องชนิดน้ีสามารถใชง้ านไดโ้ ดยอิสระตดั ไดท้ ้งั ไฟฟ้ าร่ัวและ กระแสลดั วงจร เคร่ืองตดั ไฟฟ้ ารั่วชนิดทไ่ี ม่สามารถตัดกระแสลดั วงจรได้ ตอ้ งใชร้ ่วมกบั ฟิ วส์หรือเครื่องตดั กระแสลดั วงจรช่วยเสริมใน กรณีท่ีตอ้ งตดั กระแสลดั วงจรดว้ ย ความแตกต่างระหว่างการใช้เคร่ืองตัดไฟฟ้ าและสายดนิ ตอ้ งใชร้ ่วมกบั ฟิ วส์หรือเคร่ืองตดั กระแสลดั วงจรช่วยเสริมใน กรณีท่ีตอ้ งตดั กระแสลดั วงจรดว้ ย
สายดิน เป็นความจาเป็นอนั ดบั แรกท่ีผใู้ ชไ้ ฟฟ้ าจะตอ้ งมีสาหรับ ป้ องกนั ไฟฟ้ าดูด เพื่อให้กระแสไฟฟ้ ารั่วไหลลงสายดินโดยไม่ ผา่ นร่างกาย (ไฟฟ้ าไม่ดูด) เคร่ืองตดั ไฟฟ้ ารั่วเมื่อใช้กบั ระบบไฟฟ้ าท่ีมีสายดินจะเป็ น มาตรการเสริ ม เพ่ือให้มีการตัดไฟฟ้ าร่ัวก่อนที่จะเป็ น อนั ตราย กบั ระบบไฟฟ้ าหรือกบั มนุษย์ เครื่องตดั ไฟฟ้ าร่ัวในระบบไฟฟ้ าท่ีไม่มีสายดิน จะทางานก็ ต่อเม่ือมีไฟฟ้ าร่ัวไหลผ่านร่างกายแล้ว (ต้องถูกไฟฟ้ าดูด ก่อน) ดงั น้นั ความปลอดภยั จึงข้ึนอยกู่ บั ความไวในการ ตดั กระแสไฟฟ้ า ระบบไฟฟ้ าที่ดีจึงตอ้ งมีท้งั ระบบสายดินและเครื่องตดั ไฟฟ้ า ร่ัว เพ่อื ความปลอดภยั ท้งั จากอคั คีภยั และการถูกไฟฟ้ าดูด คุณสมบัติของเครื่องตัดไฟฟ้ ารั่วที่ใช้สาหรับป้ องกันไฟฟ้ า ดูด ขนาดกระแสไฟฟ้ าร่ัวที่กาหนด (IAN) ตอ้ งไม่เกิน 30 mA (มิลลิแอมป์ )
ระยะเวลาในการตดั กระแสไฟฟ้ าร่ัว ตอ้ งไม่เกิน 0.04 วนิ าทีที่ ไฟฟ้ ารั่ว 5 เท่า (5 IAN) เคร่ืองตัดไฟฟ้ าร่ัว ต้องไม่ตัดไฟฟ้ าเม่ือมีไฟฟ้ าร่ัวเพียง คร่ึงหน่ึง (0.5 IAN) ควรติดต้งั เพอ่ื ใชป้ ้ องกนั อนั ตรายเฉพาะจุด ไม่ควรติดต้งั ไวท้ ี่ เมนสวิตช์ เช่น ใหต้ ิดต้งั ในวงจรเตา้ รับท่ีเดินสายไฟฟ้ าไปใช้ งานภายนอกวงจรเตา้ รับที่ใชใ้ น หอ้ งครัว/หอ้ งน้า/ หอ้ งที่มีเดก็ ๆ วงจรยอ่ ยท่ีตอ้ งการความปลอดภยั อ่ืนๆ
Search
Read the Text Version
- 1 - 30
Pages: